ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สภาผู้แทนราษฎร"

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
Panu (คุย | ส่วนร่วม)
Apirom (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
 
(ไม่แสดง 17 รุ่นระหว่างกลางโดยผู้ใช้ 2 คน)
บรรทัดที่ 5: บรรทัดที่ 5:
----
----


เมื่อใดที่มีการกล่าวถึง “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นสถานที่มีผู้แทนราษฎรมาร่วมชุมนุมกันกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของประเทศ[๑] แต่เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น การที่จะให้ประชาชนของประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ในทุกกรณี จึงจำเป็นต้องใช้ระบบผู้แทนโดยประชาชนจะมอบหมายให้ผู้แทนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยแทนในด้านต่าง ๆ โดยรัฐสภาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นสถาบันการเมืองที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญยิ่งในการออกกฎหมายมาให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม
เมื่อใดที่มีการกล่าวถึง “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นสถานที่มีผู้แทนราษฎรมาร่วมชุมนุมกันกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของประเทศ<ref>สถาบันพระปกเกล้า, '''สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร.''' (กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2544), หน้า 4.</ref> แต่เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น การที่จะให้ประชาชนของประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ในทุกกรณี จึงจำเป็นต้องใช้ระบบผู้แทนโดยประชาชนจะมอบหมายให้ผู้แทนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้าไปใช้[[อำนาจอธิปไตย]]แทนในด้านต่าง ๆ โดยรัฐสภาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นสถาบันการเมืองที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญยิ่งในการออกกฎหมายมาให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม


==ที่มาของสภาผู้แทนราษฎร==
==ที่มาของสภาผู้แทนราษฎร==


การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาโดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ  แต่วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้สุดแล้วแต่รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้
การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาโดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ของประชาชนทั้งประเทศ แต่วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้สุดแล้วแต่[[รัฐธรรมนูญ]]ของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้


การเลือกตั้งโดยตรง หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนโดยตรง[๒]
[[การเลือกตั้งทางตรง|การเลือกตั้งโดยตรง]] หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนโดยตรง<ref>สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์, '''กฎหมายรัฐธรรมนูญ,''' (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2524), หน้า 53.</ref>


การเลือกตั้งโดยอ้อม หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนไปเลือกตั้งผู้ที่จะไปทำการเลือกตั้งแทนตนในภายหลัง[๓]
[[การเลือกตั้งทางอ้อม|การเลือกตั้งโดยอ้อม]] หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนไปเลือกตั้งผู้ที่จะไปทำการเลือกตั้งแทนตนในภายหลัง<ref>เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.</ref>


สำหรับสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ ยกเว้นสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้งตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕  รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐  ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕  โดยให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อนแล้วให้ผู้แทนตำบลไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง
สำหรับสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ ยกเว้นสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้งตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 โดยให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อนแล้วให้ผู้แทนตำบลไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง


==จำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร==
==จำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร==


สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัวแต่ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรเป็นเกณฑ์ โดยถือเกณฑ์ราษฎรจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ๑ คน ถ้าเศษที่เหลือเกินเจ็ดหมื่นห้าพันคนให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อีก ๑ คน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุธศักราช ๒๕๒๑
สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัวแต่ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรเป็นเกณฑ์ โดยถือเกณฑ์ราษฎรจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน ถ้าเศษที่เหลือเกินเจ็ดหมื่นห้าพันคนให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อีก 1 คน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุธศักราช 2521


ส่วนรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัว เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗ กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยสี่สิบคนแต่ไม่เกินสามร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามร้อยหกสิบคน
ส่วนรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัว เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยสี่สิบคนแต่ไม่เกินสามร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามร้อยหกสิบคน


นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญบางฉบับยังมีการแบ่งประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งด้วยนับจากที่ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไว้ ๒ ประเภท คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันกำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ ๒  ประเภทเช่นกัน คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละไม่เกินสามคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน
นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญบางฉบับยังมีการแบ่งประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ด้วยนับจากที่ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2540 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไว้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบันกำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ 2 ประเภทเช่นกัน คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละไม่เกินสามคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน


==อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร==
==อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร==


รัฐธรรมนูญของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมาได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติออกใช้บังคับและมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เว้นแต่ในบางช่วงที่ใช้ธรรมนูญการปกครองประเทศ จะไม่มีการกำหนดให้สถาบันการเมืองที่ธรรมนูญการปกครองประเทศในช่วงนั้นกำหนดให้เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติมีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเหมือนที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมาได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการตรา[[พระราชบัญญัติ]]ออกใช้บังคับและมีอำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของรัฐบาล เว้นแต่ในบางช่วงที่ใช้ธรรมนูญการปกครองประเทศ จะไม่มีการกำหนดให้สถาบันการเมืองที่ธรรมนูญการปกครองประเทศในช่วงนั้นกำหนดให้เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติมีหน้าที่ควบคุม[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ของรัฐบาลเหมือนที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ


อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้[๔]
อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้<ref>คณิน บุญสุวรรณ, '''ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์''' (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548), หน้า 921-922.</ref>


๑. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติซึ่งต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบจึงเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไปได้[๕]
1. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติซึ่งต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบจึงเสนอให้[[วุฒิสภา]]พิจารณาต่อไปได้<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 140 มาตรา 142 มาตรา 145 มาตรา 146.</ref>


๒. อำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามสด การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล การตั้งคณะกรรมาธิการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
2. อำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] โดยการตั้งกระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามสด การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]] และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคล การตั้งคณะกรรมาธิการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี


๓. อำนาจหน้าที่ในการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอแนะและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นๆ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ[๖]
3. อำนาจหน้าที่ในการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอแนะและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอ[[ญัตติ]] การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นๆ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติของ[[รัฐธรรมนูญ]]<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 134.</ref>


๔. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและมติที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร[๗]
4. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและมติที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172.</ref>


๕. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ[๘] และพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน ในระหว่างสมัยประชุม[๙]  
5. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติ[[พระราชกำหนด]]กรณีเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 184.</ref> และพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน ในระหว่าง[[สมัยประชุม]]<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 186.</ref>


๖. อำนาจหน้าที่ในการเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าพระราชกำหนดนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือมิได้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้[๑๐]
6. อำนาจหน้าที่ในการเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ว่าพระราชกำหนดนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือมิได้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 185.</ref>


๗. อำนาจหน้าที่ในการประชุมร่วมกับวุฒิสภาเพื่อทำหน้าที่รัฐสภาในกรณีต่อไปนี้[๑๑]
7. อำนาจหน้าที่ในการประชุมร่วมกับ[[วุฒิสภา]]เพื่อทำหน้าที่รัฐสภาในกรณีต่อไปนี้<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 136.</ref>


๑) การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
1) [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการแต่งตั้ง[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]


๒) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา
2) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา


๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
3) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467


๔) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ
4) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ


๕) การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้
5) การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้


๖) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุม
6) การให้ความเห็นชอบในการ[[ปิดสมัยประชุม]]


๗) การเปิดประชุมรัฐสภา
7) การเปิดประชุมรัฐสภา


๘) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
8) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภา


๙) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ
9) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ


๑๐) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่
10) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่


๑๑) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไป
11) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไป


๑๒) การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
12) การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา


๑๓) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อฟังความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติ
13) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อฟังความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติ


๑๔) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม
14) การให้ความเห็นชอบใน[[การประกาศสงคราม]]


๑๕) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา
15) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา


๑๖) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
16) [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]]


==อายุของสภาผู้แทนราษฎร==
==อายุของสภาผู้แทนราษฎร==


อายุของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มีกำหนดไว้คราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป  ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ กำหนดไว้คราวละสี่ปีเช่นกันแต่ให้นับแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ยกเว้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕ ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในตำแหน่งได้คราวละห้าปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป
[[อายุของสภาผู้แทนราษฎร]]ตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มีกำหนดไว้คราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 กำหนดไว้คราวละสี่ปีเช่นกันแต่ให้นับแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ยกเว้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในตำแหน่งได้คราวละห้าปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป


ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงที่อยู่ครบสี่ปีจำนวน ๒ ชุด คือ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๘ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๕ และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๒ ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๔ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงที่อยู่ครบสี่ปีจำนวน 2 ชุด คือ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 8 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 22 ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2548


==การสิ้นสุดของสภาผู้แทนราษฎร==
==การสิ้นสุดของสภาผู้แทนราษฎร==
บรรทัดที่ 87: บรรทัดที่ 87:
สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้
สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้


๑. เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง[๑๒]  
1. เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง [[พระมหากษัตริย์]]จะได้ทรงตรา[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107.</ref>


๒. เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎรและวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร[๑๓]
2. เมื่อมี[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มี[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]ต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎรและวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 108.</ref>


๓) เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
3. เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
 
 
==สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย==
==สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย==


นับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ มีสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ๒๔ ชุด ดังต่อไปนี้
นับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 24 ชุด ดังต่อไปนี้


{| border=1
{| border=1
บรรทัดที่ 109: บรรทัดที่ 109:
|แต่งตั้ง
|แต่งตั้ง
|70
|70
|๒๘ มิ.ย. ๒๔๗๕ – ๑๕ พ.ย. ๒๔๗๖
|28 มิ.ย. 2475 – 15 พ.ย. 2476
|มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ<br>แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕
|มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ<br>แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
|-
|-
|2
|2<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ ๑ <br>สมาชิกประเภทที่ ๒
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยอ้อม<br>แต่งตั้ง
|เลือกตั้งโดยอ้อม<br>แต่งตั้ง
|78<br>78
|78<br>78
|๑๕ พ.ย. ๒๔๗๖ – ๙ ธ.ค. ๒๔๘๐<br>๙ ธ.ค. ๒๔๗๖
|15 พ.ย. 2476 – 9 ธ.ค. 2480<br>9 ธ.ค. 2476
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ๔ ปี<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|-
|-
|3
|3<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ ๑<br>สมาชิกประเภทที่ ๒
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง (เพิ่มอีก ๑๓ คน)
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 13 คน)
|๙๑<br>๙๑
|91<br>91
|๗ พ.ย. ๒๔๘๐ – ๑๑ ก.ย. ๒๔๘๑<br> ๙ ธ.ค. ๒๔๗๖
|7 พ.ย. 2480 – 11 ก.ย. 2481<br>9 ธ.ค. 2476
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|-
|-
|4
|4<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ ๑<br>สมาชิกประเภทที่ ๒
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง
|๙๑<br>๙๑
|91<br>91
|๑๒ พ.ย. ๒๔๘๑ – ๑๕ ต.ค. ๒๔๘๘<br>๙ ธ.ค. ๒๔๗๖
|12 พ.ย. 2481 – 15 ต.ค. 2488<br>9 ธ.ค. 2476
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|-
|5<br><br><br><br>
|สมาชิกประเภทที่ 1<br><br><br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br><br><br>แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 5 คน)
|96<br><br><br>96
|6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490<br><br><br>9 ธ.ค. 2476 – 10 พ.ค. 2489
|ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489<br>ให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และมีการยึดอำนาจ<br>การปกครองประเทศเมื่อ 8 พ.ย. 2490<br>ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489
|-
|6
|สภาผู้แทน
|เลือกตั้งโดยตรง
|178
|6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|7
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|99
|29 ม.ค. 2491 – 29 พ.ย. 2494
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|8<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง
|123<br>123
|26 ก.พ. 2495 – 25 ก.พ. 2500<br>30 พ.ย. 2494
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี<br>คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
|-
|9<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง
|160<br>123
|26 ก.พ. 2500 – 16 ก.ย. 2500<br>30 พ.ย. 2494 – 16 ก.ย. 2500
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ<br>มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|10<br><br>
|สมาชิกประเภทที่ 1<br>สมาชิกประเภทที่ 2
|เลือกตั้งโดยตรง<br>แต่งตั้ง
|186<br>121
|15 ธ.ค. 2500 – 20 ต.ค. 2501<br>18 ก.ย. 2500 – 20 ต.ค. 2501
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ<br>มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|11
|สภาผู้แทน
|เลือกตั้งโดยตรง
|219
|10 ก.พ. 2512 – 17 พ.ย. 2514
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|12
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|269
|26 ม.ค. 2518 – 12 ม.ค. 2519
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|13
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|279
|4 เม.ย. 2519 – 6 ต.ค. 2519
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|14
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|301
|22 เม.ย. 2522 – 19 มี.ค. 2526
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|15
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|324
|18 เม.ย. 2526 – 1 พ.ค. 2529
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|16
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|347
|27 ก.ค. 2529 – 29 เม.ย. 2531
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|17
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|357
|24 ก.ค. 2531 – 23 ก.พ. 2534
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|18
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|360
|22 มี.ค. 2535 – 30 มิ.ย. 2535
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|19
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|360
|13 ก.ย. 2535 – 19 พ.ค. 2538
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|20
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|391
|2 ก.ค. 2538 – 27 ก.ย. 2539
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|21
|สภาผู้แทนราษฎร
|เลือกตั้งโดยตรง
|393
|17 พ.ย. 2539 – 9 พ.ย. 2543
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
|-
|22<br><br><br>
|สภาผู้แทนราษฎร<br><br><br>
|เลือกตั้งโดยตรง<br> - แบ่งเขตเลือกตั้ง<br> - บัญชีรายชื่อ
|<br>400<br>100
|6 ม.ค. 2544 – 5 ม.ค. 2548<br><br><br>
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี<br><br><br>
|-
|23<br><br><br>
|สภาผู้แทนราษฎร<br><br><br>
|เลือกตั้งโดยตรง<br> - แบ่งเขตเลือกตั้ง<br> - บัญชีรายชื่อ
|<br>400<br>100
|6 ก.พ. 2548 – 24 ก.พ. 2549<br><br><br>
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร <br>ต่อมาวันที่ 19 ก.ย. 2549<br>มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
|-
|24<br><br><br>
|สภาผู้แทนราษฎร<br><br><br>
|เลือกตั้งโดยตรง<br> - แบ่งเขตเลือกตั้ง<br> - สัดส่วน
|<br>400<br>80
|23 ธ.ค. 2550 – ปัจจุบัน<br><br><br>
| -<br><br><br>
|}


|}
'''ที่มา''' กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ, กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ


==อ้างอิง==
==อ้างอิง==
บรรทัดที่ 140: บรรทัดที่ 281:
==บรรณานุกรม==
==บรรณานุกรม==


คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น. ๒๕๔๘.
คณิน บุญสุวรรณ. '''ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์.''' กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น. 2548.


สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.๒๕๔๐) หมวดองค์กร
สถาบันพระปกเกล้า. '''สารานุกรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร.''' กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2544.
ทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๔๔.


สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์. กฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๒๔.
สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์. '''กฎหมายรัฐธรรมนูญ.''' กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2524.


สำนักงานเลขาธิการสภาผุ้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. ๒๕๕๑.
สำนักงานเลขาธิการสภาผุ้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. '''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.''' กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2551.


==ดูเพิ่มเติม==
==ดูเพิ่มเติม==


สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “รัฐสภาไทยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร.” กรุงเทพมหานคร : องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๔๘. (หนังสือที่ระลึกในวโรกาสที่พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงนำคณะอาจารย์และนักเรียน นายร้อยชั้นปีที่ ๔ และชั้นปีที่ ๕ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : เปรียบเทียบพัฒนาการประชาธิปไตยในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทัศนศึกษารัฐสภา ห้องสมุดรัฐสภา และพิพิธภัณฑ์รัฐสภา วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘).
*สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. '''“รัฐสภาไทยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร.”''' กรุงเทพมหานคร : องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, 2548. (หนังสือที่ระลึกในวโรกาสที่พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงนำคณะอาจารย์และนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : เปรียบเทียบพัฒนาการประชาธิปไตยในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทัศนศึกษารัฐสภา ห้องสมุดรัฐสภา และพิพิธภัณฑ์รัฐสภา วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2548).


สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ กลุ่มงานบริการวิชาการ ๑. สรุปเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ ๒, ๑. (มกราคม – มีนาคม ๒๕๔๘ (ฉบับพิเศษ))
*สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1. '''สรุปเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ''' 2, 1. (มกราคม – มีนาคม 2548 (ฉบับพิเศษ))


[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]
[[category:สมาชิกรัฐสภา]]

รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 11:30, 24 สิงหาคม 2553

ผู้เรียบเรียง ตวงรัตน์ เลาหัตถพงษ์ภูริ

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


เมื่อใดที่มีการกล่าวถึง “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นสถานที่มีผู้แทนราษฎรมาร่วมชุมนุมกันกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของประเทศ[1] แต่เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น การที่จะให้ประชาชนของประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ในทุกกรณี จึงจำเป็นต้องใช้ระบบผู้แทนโดยประชาชนจะมอบหมายให้ผู้แทนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยแทนในด้านต่าง ๆ โดยรัฐสภาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นสถาบันการเมืองที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญยิ่งในการออกกฎหมายมาให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม

ที่มาของสภาผู้แทนราษฎร

การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาโดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ แต่วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้สุดแล้วแต่รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้

การเลือกตั้งโดยตรง หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนโดยตรง[2]

การเลือกตั้งโดยอ้อม หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนไปเลือกตั้งผู้ที่จะไปทำการเลือกตั้งแทนตนในภายหลัง[3]

สำหรับสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ ยกเว้นสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้งตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 โดยให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อนแล้วให้ผู้แทนตำบลไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง

จำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัวแต่ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรเป็นเกณฑ์ โดยถือเกณฑ์ราษฎรจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน ถ้าเศษที่เหลือเกินเจ็ดหมื่นห้าพันคนให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อีก 1 คน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุธศักราช 2521

ส่วนรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัว เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยสี่สิบคนแต่ไม่เกินสามร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามร้อยหกสิบคน

นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญบางฉบับยังมีการแบ่งประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งด้วยนับจากที่ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2540 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไว้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบันกำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ 2 ประเภทเช่นกัน คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละไม่เกินสามคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน

อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร

รัฐธรรมนูญของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมาได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติออกใช้บังคับและมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เว้นแต่ในบางช่วงที่ใช้ธรรมนูญการปกครองประเทศ จะไม่มีการกำหนดให้สถาบันการเมืองที่ธรรมนูญการปกครองประเทศในช่วงนั้นกำหนดให้เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติมีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเหมือนที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ

อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้[4]

1. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติซึ่งต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบจึงเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไปได้[5]

2. อำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามสด การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล การตั้งคณะกรรมาธิการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

3. อำนาจหน้าที่ในการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอแนะและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นๆ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ[6]

4. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและมติที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร[7]

5. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ[8] และพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน ในระหว่างสมัยประชุม[9]

6. อำนาจหน้าที่ในการเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าพระราชกำหนดนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือมิได้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้[10]

7. อำนาจหน้าที่ในการประชุมร่วมกับวุฒิสภาเพื่อทำหน้าที่รัฐสภาในกรณีต่อไปนี้[11]

1) การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

2) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา

3) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467

4) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ

5) การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้

6) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุม

7) การเปิดประชุมรัฐสภา

8) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

9) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ

10) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่

11) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไป

12) การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

13) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อฟังความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติ

14) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม

15) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา

16) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

อายุของสภาผู้แทนราษฎร

อายุของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มีกำหนดไว้คราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 กำหนดไว้คราวละสี่ปีเช่นกันแต่ให้นับแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ยกเว้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในตำแหน่งได้คราวละห้าปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป

ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงที่อยู่ครบสี่ปีจำนวน 2 ชุด คือ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 8 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 22 ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2548

การสิ้นสุดของสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้

1. เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง[12]

2. เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎรและวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร[13]

3. เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ

สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย

นับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 24 ชุด ดังต่อไปนี้

ชุดที่ ประเภท ที่มา จำนวน
สมาชิก
(คน)
ระยะเวลา สาเหตุของการสิ้นสุด
1 สภาผู้แทนราษฎร แต่งตั้ง 70 28 มิ.ย. 2475 – 15 พ.ย. 2476 มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
2

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยอ้อม
แต่งตั้ง
78
78
15 พ.ย. 2476 – 9 ธ.ค. 2480
9 ธ.ค. 2476
พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี
คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
3

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง
แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 13 คน)
91
91
7 พ.ย. 2480 – 11 ก.ย. 2481
9 ธ.ค. 2476
มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
4

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง
แต่งตั้ง
91
91
12 พ.ย. 2481 – 15 ต.ค. 2488
9 ธ.ค. 2476
มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
5



สมาชิกประเภทที่ 1


สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง


แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 5 คน)
96


96
6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490


9 ธ.ค. 2476 – 10 พ.ค. 2489
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489
ให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และมีการยึดอำนาจ
การปกครองประเทศเมื่อ 8 พ.ย. 2490
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489
6 สภาผู้แทน เลือกตั้งโดยตรง 178 6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490 มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
7 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 99 29 ม.ค. 2491 – 29 พ.ย. 2494 มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
8

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง
แต่งตั้ง
123
123
26 ก.พ. 2495 – 25 ก.พ. 2500
30 พ.ย. 2494
พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี
คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
9

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง
แต่งตั้ง
160
123
26 ก.พ. 2500 – 16 ก.ย. 2500
30 พ.ย. 2494 – 16 ก.ย. 2500
มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
10

สมาชิกประเภทที่ 1
สมาชิกประเภทที่ 2
เลือกตั้งโดยตรง
แต่งตั้ง
186
121
15 ธ.ค. 2500 – 20 ต.ค. 2501
18 ก.ย. 2500 – 20 ต.ค. 2501
มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
11 สภาผู้แทน เลือกตั้งโดยตรง 219 10 ก.พ. 2512 – 17 พ.ย. 2514 มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
12 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 269 26 ม.ค. 2518 – 12 ม.ค. 2519 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
13 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 279 4 เม.ย. 2519 – 6 ต.ค. 2519 มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
14 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 301 22 เม.ย. 2522 – 19 มี.ค. 2526 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
15 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 324 18 เม.ย. 2526 – 1 พ.ค. 2529 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
16 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 347 27 ก.ค. 2529 – 29 เม.ย. 2531 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
17 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 357 24 ก.ค. 2531 – 23 ก.พ. 2534 มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
18 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 360 22 มี.ค. 2535 – 30 มิ.ย. 2535 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
19 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 360 13 ก.ย. 2535 – 19 พ.ค. 2538 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
20 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 391 2 ก.ค. 2538 – 27 ก.ย. 2539 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
21 สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งโดยตรง 393 17 พ.ย. 2539 – 9 พ.ย. 2543 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
22


สภาผู้แทนราษฎร


เลือกตั้งโดยตรง
- แบ่งเขตเลือกตั้ง
- บัญชีรายชื่อ

400
100
6 ม.ค. 2544 – 5 ม.ค. 2548


พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี


23


สภาผู้แทนราษฎร


เลือกตั้งโดยตรง
- แบ่งเขตเลือกตั้ง
- บัญชีรายชื่อ

400
100
6 ก.พ. 2548 – 24 ก.พ. 2549


มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
ต่อมาวันที่ 19 ก.ย. 2549
มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
24


สภาผู้แทนราษฎร


เลือกตั้งโดยตรง
- แบ่งเขตเลือกตั้ง
- สัดส่วน

400
80
23 ธ.ค. 2550 – ปัจจุบัน


-


ที่มา กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ, กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ

อ้างอิง

  1. ↑ สถาบันพระปกเกล้า, สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร. (กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2544), หน้า 4.
  2. ↑ สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2524), หน้า 53.
  3. ↑ เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
  4. ↑ คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548), หน้า 921-922.
  5. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 140 มาตรา 142 มาตรา 145 มาตรา 146.
  6. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 134.
  7. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172.
  8. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 184.
  9. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 186.
  10. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 185.
  11. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 136.
  12. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107.
  13. ↑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 108.

บรรณานุกรม

คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น. 2548.

สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2544.

สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์. กฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2524.

สำนักงานเลขาธิการสภาผุ้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2551.

ดูเพิ่มเติม

  • สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “รัฐสภาไทยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร.” กรุงเทพมหานคร : องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, 2548. (หนังสือที่ระลึกในวโรกาสที่พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงนำคณะอาจารย์และนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : เปรียบเทียบพัฒนาการประชาธิปไตยในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทัศนศึกษารัฐสภา ห้องสมุดรัฐสภา และพิพิธภัณฑ์รัฐสภา วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2548).
  • สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1. สรุปเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ 2, 1. (มกราคม – มีนาคม 2548 (ฉบับพิเศษ))