ผลต่างระหว่างรุ่นของ "การถวายสัตย์ปฏิญาณ"

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
Panu (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
Apirom (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
 
(ไม่แสดง 13 รุ่นระหว่างกลางโดยผู้ใช้ 2 คน)
บรรทัดที่ 1: บรรทัดที่ 1:
'''ผู้เรียบเรียง วิจิตรา  ประยูรวงษ์'''
'''ผู้เรียบเรียง''' วิจิตรา  ประยูรวงษ์


'''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง'''
'''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ''' รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง  


----
----


ประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกถือว่า การกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตน ก่อนเข้ารับตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารประเทศชาติ เช่น ตำแหน่งประธานาธิบดี หรือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีหรือบุคคลต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องกระทำสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับหน้าที่เช่นกัน พิธีนี้เรียกว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณ”
ประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกถือว่า การกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตน ก่อนเข้ารับตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารประเทศชาติ เช่น ตำแหน่ง[[ประธานาธิบดี]] หรือตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]]นั้น เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี[[พระมหากษัตริย์]]เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีหรือบุคคลต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ใน[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]จะต้องกระทำสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับหน้าที่เช่นกัน พิธีนี้เรียกว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณ”




==ความหมาย==
==ความหมาย==


'''การถวายสัตย์ปฏิญาณ''' หมายถึง การแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการ ต้องกระทำก่อนเข้ารับหน้าที่ การถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ มีความแตกต่างจากการปฏิญาณตนตรงที่การถวายสัตย์ปฏิญาณต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ในขณะที่การปฏิญาณตนเป็นการกระทำต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ขององค์พระมหากษัตริย์<ref>คณิน  บุญสุวรรณ.  '''ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.'''  กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548. หน้า 404</ref>
'''การถวายสัตย์ปฏิญาณ''' หมายถึง การแสดงความจงรักภักดีต่อ[[พระมหากษัตริย์]] ซึ่งทรงเป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย ที่[[รัฐธรรมนูญ]]บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี [[รัฐมนตรี]] ผู้พิพากษาและตุลาการ ต้องกระทำก่อนเข้ารับหน้าที่ การถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ มีความแตกต่างจากการปฏิญาณตนตรงที่การถวายสัตย์ปฏิญาณต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ในขณะที่การปฏิญาณตนเป็นการกระทำต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ขององค์[[พระมหากษัตริย์]]<ref>คณิน  บุญสุวรรณ.  '''ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.'''  กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548. หน้า 404</ref>




==ประวัติความเป็นมาของการถวายสัตย์ปฏิญาณ==
==ประวัติความเป็นมาของการถวายสัตย์ปฏิญาณ==
ประเพณีการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเพณีนี้เรียกว่า “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” ในหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชื่อ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” เรียกว่า “พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล” หรือบางทีเรียกว่า“ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา” <ref>พัฒน์  นีลวัฒนานนท์.  “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”.  '''รัฐสภาสาร.''' 4, 25 (มิถุนายน 2499),หน้า 15.</ref> ภายหลังประเพณีนี้ถูกยกเลิกไปหลังจากที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 ต่อมาเมื่อวันที่  25 มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ขึ้นใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ได้แก่ ทหารและตำรวจ ที่ได้ประกอบวีรกรรมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติในการต่อสู้กับศัตรูของบ้านเมือง จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นอัศวิน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงแม้ว่าพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งนี้ จะมิได้กระทำกันในบรรดาข้าราชการทั้งหมดดังเช่นเมื่อสมัยก่อนก็ตาม แต่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ประเพณีการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเพณีนี้เรียกว่า “[[พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา]]” ในหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชื่อ “[[พระราชพิธีสิบสองเดือน]]” เรียกว่า “[[พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล]]” หรือบางทีเรียกว่า“ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา” <ref>พัฒน์  นีลวัฒนานนท์.  “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”.  '''รัฐสภาสาร.''' 4, 25 (มิถุนายน 2499),หน้า 15.</ref> ภายหลังประเพณีนี้ถูกยกเลิกไปหลังจากที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก[[ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์]]เป็น[[ระบอบประชาธิปไตย]] เมื่อ พ.ศ. 2475 ต่อมาเมื่อวันที่  25 มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ขึ้นใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ได้แก่ ทหารและตำรวจ ที่ได้ประกอบวีรกรรมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติในการต่อสู้กับศัตรูของบ้านเมือง จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นอัศวิน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงแม้ว่าพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งนี้ จะมิได้กระทำกันในบรรดาข้าราชการทั้งหมดดังเช่นเมื่อสมัยก่อนก็ตาม แต่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง


กล่าวกันว่า คำสัตย์ปฏิญาณ หรือคำสาบานของผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2512 ปรากฏเป็นถ้อยคำที่ได้ปรับแต่งขึ้นใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้สมกับกาลสมัย เพราะเดิมนั้น ใช้ถ้อยคำที่เป็นภาษาไทยโบราณ สำหรับการอ่านโองการแช่งน้ำและการชุบพระแสงศาสตราวุธนั้น พระราชครูพราหมณ์เป็นผู้กระทำโดยขอให้น้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีฤทธิ์มีอำนาจ อาจบันดาลให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นไปตามคำสาบานแล้ว ยังสาปแช่งผู้ที่คิดทรยศไม่ซื่อตรง แต่ได้ให้พรต่อผู้ที่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และมีความกตัญญู ส่วนคำสัตย์ปฏิญาณนั้น มีผู้อ่านนำ โดยให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นผู้ว่าตาม เพื่อที่จะให้มีความซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ต่อชาติบ้านเมือง และต่อหน้าที่การงาน เมื่อจบแล้วให้นำพระแสงศาสตราวุธต่างๆ ลงชุบในน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ครั้นแล้ว ให้นำน้ำซึ่งผ่านพิธีกรรมต่างๆ แล้วนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เสวยด้วย ถ้วยสำหรับตักน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นเคยปรากฏจารึกเป็นอักษรขอมว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา” ฉะนั้นผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจึงต้องถือว่าตนเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำสาบานร่วมกับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพ<ref>มนตรี  ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”.  '''รัฐสภาสาร.''' 17,9 (สิงหาคม 2512), หน้า 10-11.</ref>
กล่าวกันว่า คำสัตย์ปฏิญาณ หรือคำสาบานของผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2512 ปรากฏเป็นถ้อยคำที่ได้ปรับแต่งขึ้นใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้สมกับกาลสมัย เพราะเดิมนั้น ใช้ถ้อยคำที่เป็นภาษาไทยโบราณ สำหรับการอ่านโองการแช่งน้ำและการชุบพระแสงศาสตราวุธนั้น พระราชครูพราหมณ์เป็นผู้กระทำโดยขอให้น้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีฤทธิ์มีอำนาจ อาจบันดาลให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นไปตามคำสาบานแล้ว ยังสาปแช่งผู้ที่คิดทรยศไม่ซื่อตรง แต่ได้ให้พรต่อผู้ที่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และมีความกตัญญู ส่วนคำสัตย์ปฏิญาณนั้น มีผู้อ่านนำ โดยให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นผู้ว่าตาม เพื่อที่จะให้มีความซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ต่อชาติบ้านเมือง และต่อหน้าที่การงาน เมื่อจบแล้วให้นำพระแสงศาสตราวุธต่างๆ ลงชุบในน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ครั้นแล้ว ให้นำน้ำซึ่งผ่านพิธีกรรมต่างๆ แล้วนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เสวยด้วย ถ้วยสำหรับตักน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นเคยปรากฏจารึกเป็นอักษรขอมว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา” ฉะนั้นผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจึงต้องถือว่าตนเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำสาบานร่วมกับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพ<ref>มนตรี  ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”.  '''รัฐสภาสาร.''' 17,9 (สิงหาคม 2512), หน้า 10-11.</ref>
บรรทัดที่ 22: บรรทัดที่ 22:
==การถวายสัตย์ปฏิญาณตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ==
==การถวายสัตย์ปฏิญาณตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ==


'''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550''' ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับตำแหน่งขององคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาและศาล ไว้ดังนี้
'''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550''' ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับตำแหน่งขององคมนตรี [[รัฐมนตรี]] ผู้พิพากษาและศาล ไว้ดังนี้


'''มาตรา 15''' บัญญัติว่า
'''มาตรา 15''' บัญญัติว่า


“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''องคมนตรี'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''[[องคมนตรี]]'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้


“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 15.</ref>
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 15.</ref>
บรรทัดที่ 32: บรรทัดที่ 32:
'''มาตรา 175''' บัญญัติว่า
'''มาตรา 175''' บัญญัติว่า


“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''รัฐมนตรี'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''[[รัฐมนตรี]]'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้


“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 66.</ref>
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 66.</ref>
บรรทัดที่ 38: บรรทัดที่ 38:
'''มาตรา 20'''1 บัญญัติว่า
'''มาตรา 20'''1 บัญญัติว่า


“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''ผู้พิพากษาและตุลาการ'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''[[ผู้พิพากษา]]และ[[ตุลาการ]]'''ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”” <ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 73-74.</ref>
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”” <ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 73-74.</ref>


==การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภา==
==การปฏิญาณตนของ[[สมาชิกรัฐสภา]]==


การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภา คือ การปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกทุกคนต้องยืนขึ้นในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกและกล่าวปฏิญาณต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์ประธานสภา คำกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มีความแตกต่างกับการถวายสัตย์ปฏิญาณขององคมนตรี รัฐมนตรี  ผู้พิพากษาและตุลาการ โดยคำกล่าวปฏิญาณของสมาชิกรัฐสภาจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ<ref>คณิน บุญสุวรรณ.  '''พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ.'''  พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. 2547, หน้า 117.</ref>
[[ปฏิญาณตน]]ของสมาชิกรัฐสภา คือ การปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]และสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกทุกคนต้องยืนขึ้นในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกและกล่าวปฏิญาณต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์ประธานสภา คำกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มีความแตกต่างกับการถวายสัตย์ปฏิญาณขององคมนตรี รัฐมนตรี  ผู้พิพากษาและตุลาการ โดยคำกล่าวปฏิญาณของสมาชิกรัฐสภาจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ<ref>คณิน บุญสุวรรณ.  '''พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ.'''  พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. 2547, หน้า 117.</ref>


'''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550''' ได้บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนก่อนการเข้ารับตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา ไว้ดังนี้
'''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550''' ได้บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนก่อนการเข้ารับตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา ไว้ดังนี้
บรรทัดที่ 49: บรรทัดที่ 49:
'''มาตรา 123''' บัญญัติว่า
'''มาตรา 123''' บัญญัติว่า


“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา'''ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ก่อนเข้ารับหน้าที่ '''[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]และ[[สมาชิกวุฒิสภา]]'''ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้


“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 44.</ref>
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””<ref>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  '''ราชกิจจานุเบกษา.''' เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 44.</ref>


==การปฏิญาณตนครั้งแรกของสมาชิกรัฐสภา==
==การปฏิญาณตนครั้งแรกของสมาชิกรัฐสภา==
การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาเริ่มขึ้นครั้งแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นผู้นำปฏิญาณ ดังนี้


“ข้าพเจ้า (ออกนามผู้ปฏิญาณ) ขอให้คำปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อคณะราษฎรและจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการของราษฎรไว้ให้มั่นคง
การ[[ปฏิญาณตน]]ของสมาชิกรัฐสภาเริ่มขึ้นครั้งแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมี[[หลวงประดิษฐ์มนูธรรม]] เป็นผู้นำปฏิญาณ ดังนี้
 
“ข้าพเจ้า (ออกนามผู้ปฏิญาณ) ขอให้คำปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อ[[คณะราษฎร]]และจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการของราษฎรไว้ให้มั่นคง


1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
บรรทัดที่ 67: บรรทัดที่ 68:


5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพมีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักการ 4 ประการ ดั่งกล่าวแล้วข้างต้น
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพมีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักการ 4 ประการ ดั่งกล่าวแล้วข้างต้น
6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” <ref>'''รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร''' ครั้งที่ 1/2475 (2475) 28 พฤศจิกายน 2475. หน้า 6-7. </ref>
6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” <ref>'''รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร''' ครั้งที่ 1/2475 (2475) 28 พฤศจิกายน 2475. หน้า 6-7. </ref>


จากนั้นเป็นต้นมา ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับจะมีบทบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้แสดงปณิธานและความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและไม่กระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ<ref>สภาร่างรัฐธรรมนูญ. คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม. '''เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550.'''  กรุงเทพฯ : สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 123.</ref> ซึ่งการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้นอาจมีถ้อยคำและบทบัญญัติที่แตกต่างกันไปบ้างตามยุคสมัย
จากนั้นเป็นต้นมา ใน[[รัฐธรรมนูญ]]แห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับจะมีบทบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้แสดงปณิธานและความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและไม่กระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ<ref>สภาร่างรัฐธรรมนูญ. คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม. '''เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550.'''  กรุงเทพฯ : สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 123.</ref> ซึ่งการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้นอาจมีถ้อยคำและบทบัญญัติที่แตกต่างกันไปบ้างตามยุคสมัย


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือการปฏิญาณตนก็แล้วแต่ สาระสำคัญของการกระทำดังกล่าวนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์และจริงจังว่า จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เพราะคำปฏิญาณคือคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อการแสดงความซื่อสัตย์สุจริตและความจงรักภักดี ในการที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญ ขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญากับตนเองว่า จะธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด<ref>ลิขิต ธีรเวคิน. “คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์”. '''ผู้จัดการรายวัน.''' 10 กรกฎาคม 2551. หน้า13. </ref> คำปฏิญาณจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำกันโดยไร้ความหมาย แต่ขึ้นอยู่กับผู้กระทำว่าจะให้ความสำคัญกับคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้เพียงใด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือการปฏิญาณตนก็แล้วแต่ สาระสำคัญของการกระทำดังกล่าวนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์และจริงจังว่า จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เพราะคำปฏิญาณคือคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อการแสดงความซื่อสัตย์สุจริตและความจงรักภักดี ในการที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญ ขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญากับตนเองว่า จะธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด<ref>ลิขิต ธีรเวคิน. “คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์”. '''ผู้จัดการรายวัน.''' 10 กรกฎาคม 2551. หน้า13. </ref> คำปฏิญาณจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำกันโดยไร้ความหมาย แต่ขึ้นอยู่กับผู้กระทำว่าจะให้ความสำคัญกับคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้เพียงใด
บรรทัดที่ 77: บรรทัดที่ 79:


<references/>
<references/>
==แนะนำหนังสือให้อ่านต่อ==
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. '''เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1.'''  กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.
ประมวล รุจนเสรี.  '''พระราชอำนาจ.'''  พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : สุเมธ รุจนเสรี, 2545.
ประเสริฐ  ปัทมะสุคนธ์, '''รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517,''' กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517. 


==บรรณานุกรม==
==บรรณานุกรม==
บรรทัดที่ 101: บรรทัดที่ 111:


สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. '''เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1.'''  กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.  
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. '''เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1.'''  กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.  
==แนะนำหนังสือให้อ่านต่อ==
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. '''เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1.'''  กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.
ประมวล รุจนเสรี.  '''พระราชอำนาจ.'''  พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : สุเมธ รุจนเสรี, 2545.
ประเสริฐ  ปัทมะสุคนธ์, '''รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517,''' กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517. 


==ดูเพิ่มเติม==
==ดูเพิ่มเติม==
บรรทัดที่ 130: บรรทัดที่ 132:
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]]
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]]


*''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538''
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538]]


*''รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540''
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]]


*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]]
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]]


[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]
[[หมวดหมู่: กิจกรรมที่เกี่ยวกับกระบวนการทางนิติบัญญัติ]]

รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 17:21, 6 กันยายน 2553

ผู้เรียบเรียง วิจิตรา ประยูรวงษ์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


ประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกถือว่า การกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตน ก่อนเข้ารับตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารประเทศชาติ เช่น ตำแหน่งประธานาธิบดี หรือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีหรือบุคคลต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องกระทำสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับหน้าที่เช่นกัน พิธีนี้เรียกว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณ”


ความหมาย

การถวายสัตย์ปฏิญาณ หมายถึง การแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการ ต้องกระทำก่อนเข้ารับหน้าที่ การถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ มีความแตกต่างจากการปฏิญาณตนตรงที่การถวายสัตย์ปฏิญาณต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ในขณะที่การปฏิญาณตนเป็นการกระทำต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ขององค์พระมหากษัตริย์[1]


ประวัติความเป็นมาของการถวายสัตย์ปฏิญาณ

ประเพณีการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเพณีนี้เรียกว่า “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” ในหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชื่อ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” เรียกว่า “พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล” หรือบางทีเรียกว่า“ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา” [2] ภายหลังประเพณีนี้ถูกยกเลิกไปหลังจากที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ขึ้นใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ได้แก่ ทหารและตำรวจ ที่ได้ประกอบวีรกรรมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติในการต่อสู้กับศัตรูของบ้านเมือง จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นอัศวิน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงแม้ว่าพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งนี้ จะมิได้กระทำกันในบรรดาข้าราชการทั้งหมดดังเช่นเมื่อสมัยก่อนก็ตาม แต่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวกันว่า คำสัตย์ปฏิญาณ หรือคำสาบานของผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2512 ปรากฏเป็นถ้อยคำที่ได้ปรับแต่งขึ้นใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้สมกับกาลสมัย เพราะเดิมนั้น ใช้ถ้อยคำที่เป็นภาษาไทยโบราณ สำหรับการอ่านโองการแช่งน้ำและการชุบพระแสงศาสตราวุธนั้น พระราชครูพราหมณ์เป็นผู้กระทำโดยขอให้น้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีฤทธิ์มีอำนาจ อาจบันดาลให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นไปตามคำสาบานแล้ว ยังสาปแช่งผู้ที่คิดทรยศไม่ซื่อตรง แต่ได้ให้พรต่อผู้ที่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และมีความกตัญญู ส่วนคำสัตย์ปฏิญาณนั้น มีผู้อ่านนำ โดยให้ผู้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นผู้ว่าตาม เพื่อที่จะให้มีความซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ต่อชาติบ้านเมือง และต่อหน้าที่การงาน เมื่อจบแล้วให้นำพระแสงศาสตราวุธต่างๆ ลงชุบในน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ครั้นแล้ว ให้นำน้ำซึ่งผ่านพิธีกรรมต่างๆ แล้วนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เสวยด้วย ถ้วยสำหรับตักน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นเคยปรากฏจารึกเป็นอักษรขอมว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา” ฉะนั้นผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจึงต้องถือว่าตนเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำสาบานร่วมกับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพ[3]

แม้ว่าในปัจจุบัน คนรุ่นหลังอาจจะไม่ค่อยได้เห็นพิธีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแล้วก็ตาม แต่การกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ หรือการสร้างความมั่นคงทางจิตใจซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับการถือน้ำพิพัฒน์สัตยานี้ ก็ยังมีการกระทำในรูปการปฏิญาณหรือการสาบานอยู่อีกไม่น้อย เช่น ในวงราชการทหาร ตำรวจ ลูกเสือ แพทย์ และสถานศึกษาอื่นๆ เช่น เวลารับปริญญาบัตร เป็นต้น[4] อีกทั้งในรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ให้กระทำด้วยเช่นกัน

การถวายสัตย์ปฏิญาณตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับตำแหน่งขององคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาและศาล ไว้ดังนี้

มาตรา 15 บัญญัติว่า

“ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””[5]

มาตรา 175 บัญญัติว่า

“ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””[6]

มาตรา 201 บัญญัติว่า

“ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”” [7]

การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภา

ปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภา คือ การปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกทุกคนต้องยืนขึ้นในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกและกล่าวปฏิญาณต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์ประธานสภา คำกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มีความแตกต่างกับการถวายสัตย์ปฏิญาณขององคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการ โดยคำกล่าวปฏิญาณของสมาชิกรัฐสภาจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ[8]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนก่อนการเข้ารับตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา ไว้ดังนี้

มาตรา 123 บัญญัติว่า

“ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ””[9]

การปฏิญาณตนครั้งแรกของสมาชิกรัฐสภา

การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาเริ่มขึ้นครั้งแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นผู้นำปฏิญาณ ดังนี้

“ข้าพเจ้า (ออกนามผู้ปฏิญาณ) ขอให้คำปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อคณะราษฎรและจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการของราษฎรไว้ให้มั่นคง

1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2.จะรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3.จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลใหม่จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถจะร่างโครงการณ์เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4.จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน

5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพมีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักการ 4 ประการ ดั่งกล่าวแล้วข้างต้น

6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” [10]

จากนั้นเป็นต้นมา ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับจะมีบทบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้แสดงปณิธานและความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและไม่กระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ[11] ซึ่งการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้นอาจมีถ้อยคำและบทบัญญัติที่แตกต่างกันไปบ้างตามยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือการปฏิญาณตนก็แล้วแต่ สาระสำคัญของการกระทำดังกล่าวนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์และจริงจังว่า จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เพราะคำปฏิญาณคือคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อการแสดงความซื่อสัตย์สุจริตและความจงรักภักดี ในการที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญ ขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญากับตนเองว่า จะธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด[12] คำปฏิญาณจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำกันโดยไร้ความหมาย แต่ขึ้นอยู่กับผู้กระทำว่าจะให้ความสำคัญกับคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้เพียงใด


อ้างอิง

  1. คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548. หน้า 404
  2. พัฒน์ นีลวัฒนานนท์. “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”. รัฐสภาสาร. 4, 25 (มิถุนายน 2499),หน้า 15.
  3. มนตรี ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”. รัฐสภาสาร. 17,9 (สิงหาคม 2512), หน้า 10-11.
  4. มนตรี ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา”. รัฐสภาสาร. 17,9 (สิงหาคม 2512), หน้า 15.
  5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 15.
  6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 66.
  7. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 73-74.
  8. คณิน บุญสุวรรณ. พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. 2547, หน้า 117.
  9. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550, หน้า 44.
  10. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 (2475) 28 พฤศจิกายน 2475. หน้า 6-7.
  11. สภาร่างรัฐธรรมนูญ. คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม. เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ : สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 123.
  12. ลิขิต ธีรเวคิน. “คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์”. ผู้จัดการรายวัน. 10 กรกฎาคม 2551. หน้า13.

แนะนำหนังสือให้อ่านต่อ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

ประมวล รุจนเสรี. พระราชอำนาจ. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : สุเมธ รุจนเสรี, 2545.

ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517, กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.

บรรณานุกรม

คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.

_______________. พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. 2547.

แนวคานธี. “คำสาบาน ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 12, 9 (สิงหาคม 2507).

ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517. กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.

พัฒน์ นีลวัฒนานนท์. “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 4, 25 (มิถุนายน 2499).

มนตรี ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 17, 9 (สิงหาคม 2512).

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 (2475) 28 พฤศจิกายน 2475.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 47ก , 24สิงหาคม 2550.

ลิขิต ธีรเวคิน. “คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์”. ผู้จัดการรายวัน. 10 กรกฎาคม 2551.

สภาร่างรัฐธรรมนูญ. คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม. เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ : สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกรรมาธิการ 3. เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 - 2549 เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

ดูเพิ่มเติม