ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พิชัย รัตตกุล"

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
Teeraphan (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
Apirom (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
 
(ไม่แสดง 1 รุ่นระหว่างกลางโดยผู้ใช้คนเดียวกัน)
บรรทัดที่ 11: บรรทัดที่ 11:
[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] (Speaker) คือ [[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]ซึ่ง[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งตามมติของ[[สภาผู้แทนราษฎร]] มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถือเป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบ[[รัฐสภา]] และเป็นผู้นำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร<ref>สถาบันพระปกเกล้า, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองไทย ประธานสภาผู้แทนราษฎร</ref>
[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] (Speaker) คือ [[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]ซึ่ง[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งตามมติของ[[สภาผู้แทนราษฎร]] มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถือเป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบ[[รัฐสภา]] และเป็นผู้นำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร<ref>สถาบันพระปกเกล้า, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองไทย ประธานสภาผู้แทนราษฎร</ref>
ในช่วงแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐสภามีเพียง[[สภาเดียว]] คือ สภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงมีฐานะเป็น[[ประธานรัฐสภา]] แต่ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย [[พฤฒสภา]]และ[[สภาผู้แทน]] และให้[[ประธานพฤฒสภา]]เป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธานรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]] จึงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น คือ กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา โดย[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]] ก็มีบทบัญญัติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2475 กระทั่งปัจจุบันนี้มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวรวมจำนวน 24 คน โดยนายพิชัย รัตนกุล เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 21<ref>หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530, หน้า 10 - 12.</ref>
ในช่วงแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐสภามีเพียง[[สภาเดียว]] คือ สภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงมีฐานะเป็น[[ประธานรัฐสภา]] แต่ต่อมาเมื่อประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ]]กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย [[พฤฒสภา]]และ[[สภาผู้แทน]] และให้[[ประธานพฤฒสภา]]เป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธานรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]] จึงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น คือ กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา โดย[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]] ก็มีบทบัญญัติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2475 กระทั่งปัจจุบันนี้มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวรวมจำนวน 24 คน โดยนายพิชัย รัตนกุล เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 21<ref>หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530, หน้า 10 - 12.</ref>




บรรทัดที่ 50: บรรทัดที่ 50:
'''การดำรงตำแหน่งทางการบริหาร'''
'''การดำรงตำแหน่งทางการบริหาร'''


- ปี พ.ศ. 2518 เป็น[[รัฐมนตรี]]ว่าการ[[กระทรวงการต่างประเทศ]] สมัย[[หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]ในรัฐบาลชุดที่ 35  
- ปี พ.ศ. 2518 เป็น[[รัฐมนตรี]]ว่าการ[[กระทรวงการต่างประเทศ]] สมัย[[เสนีย์  ปราโมช|หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]ในรัฐบาลชุดที่ 35  


- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 37
- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 37
บรรทัดที่ 56: บรรทัดที่ 56:
- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 38
- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 38


- ปี พ.ศ. 2526 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัย[[พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 43
- ปี พ.ศ. 2526 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัย[[เปรม  ติณสูลานนท์|พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 43


- ปี พ.ศ. 2529 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 44
- ปี พ.ศ. 2529 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 44


- ปี พ.ศ. 2531 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัย[[พลตรีชาติชาย  ชุณหะวัณ]] เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 45
- ปี พ.ศ. 2531 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัย[[ชาติชาย  ชุณหะวัณ|พลตรีชาติชาย  ชุณหะวัณ]] เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 45




== บทบาททางการเมือง ==
== บทบาททางการเมือง ==


นายพิชัย  รัตตกุล เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น [[ส.ส.]]ในพื้นที่[[กรุงเทพมหานคร]] ก่อนเกิด[[เหตุการณ์ 14 ตุลา]]ไม่นาน นายพิชัย  รัตตกุล ได้เป็น 1 ใน 100 ของบุคคลที่ลงชื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ[[จอมพลถนอม กิตติขจร]] และเป็น 1 ใน 4 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงชื่อในคราวนั้น (อีก 3 คน คือ นายดำรง  ลัทธพิพัฒน์, นายเทพ  โชตินุชิต, นายชวลิต      อภัยวงศ์)
นายพิชัย  รัตตกุล เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น [[ส.ส.]]ในพื้นที่[[กรุงเทพมหานคร]] ก่อนเกิด[[เหตุการณ์ 14 ตุลา]]ไม่นาน นายพิชัย  รัตตกุล ได้เป็น 1 ใน 100 ของบุคคลที่ลงชื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ[[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] และเป็น 1 ใน 4 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงชื่อในคราวนั้น (อีก 3 คน คือ นายดำรง  ลัทธพิพัฒน์, นายเทพ  โชตินุชิต, นายชวลิต      อภัยวงศ์)


ในสมัย[[รัฐบาล]] [[หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช]] [[นายพิชัย  รัตตกุล]] ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศถึง 3 ครั้ง ตามวาระของรัฐบาล
ในสมัย[[รัฐบาล]] [[เสนีย์ ปราโมช|หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช]] [[พิชัย  รัตตกุล|นายพิชัย  รัตตกุล]] ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศถึง 3 ครั้ง ตามวาระของรัฐบาล


ในปี พ.ศ. 2525 ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากการครบวาระของพันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด  คอมันตร์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนี้ได้ร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งนายพิชัย  รัตตกุล ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ในปี พ.ศ. 2529 จากนั้นในรัฐบาล พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ นายพิชัย  รัตตกุล และพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในวาระแรก แต่ในวาระที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายพิชัยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเนื่องจากมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาฯ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสภาพการเป็นเผด็จการรัฐสภา
ในปี พ.ศ. 2525 ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากการครบวาระของพันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด  คอมันตร์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนี้ได้ร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ[[เปรม ติณสูลานนท์|พลเอกเปรม ติณสูลานนท์]] ซึ่งนายพิชัย  รัตตกุล ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ในปี พ.ศ. 2529 จากนั้นในรัฐบาล พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ นายพิชัย  รัตตกุล และพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในวาระแรก แต่ในวาระที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายพิชัยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเนื่องจากมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาฯ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสภาพการเป็นเผด็จการรัฐสภา


ในวาระของการเป็นหัวหน้าพรรคของนายพิชัยนั้น ได้มีเหตุการณ์ความแตกแยกในพรรคเกิดขึ้น เมื่อกลุ่ม “[[10 มกรา]]” ที่นำโดยนายวีระ  มุสิกพงศ์ ได้ลาออกจากพรรคไป เนื่องจากความขัดแย้งกันในการแต่งตั้งหัวหน้าพรรค
ในวาระของการเป็นหัวหน้าพรรคของนายพิชัยนั้น ได้มีเหตุการณ์ความแตกแยกในพรรคเกิดขึ้น เมื่อกลุ่ม “[[10 มกรา]]” ที่นำโดยนายวีระ  มุสิกพงศ์ ได้ลาออกจากพรรคไป เนื่องจากความขัดแย้งกันในการแต่งตั้งหัวหน้าพรรค
บรรทัดที่ 75: บรรทัดที่ 75:
เมื่อนายชวน  หลีกภัยเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 นายพิชัย รัตตกุล ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศและรับผิดชอบการจัดมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 และได้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาด้วย
เมื่อนายชวน  หลีกภัยเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 นายพิชัย รัตตกุล ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศและรับผิดชอบการจัดมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 และได้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาด้วย
นายพิชัย  รัตตกุล ได้วางมือจากการเมืองเนื่องจากมีอายุมาก จนได้รับฉายาว่า “[[คุณปู่]]” แต่ยังมีตำแหน่งเป็นสภาที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ในแวดวงสังคม นายพิชัย  รัตตกุล มีตำแหน่งเป็นประธานสโมสรโรตารีในประเทศ และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรโรตารีสากลในระหว่างปี พ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2546
นายพิชัย  รัตตกุล ได้วางมือจากการเมืองเนื่องจากมีอายุมาก จนได้รับฉายาว่า “[[คุณปู่]]” แต่ยังมีตำแหน่งเป็นสภาที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ในแวดวงสังคม นายพิชัย  รัตตกุล มีตำแหน่งเป็นประธานสโมสรโรตารีในประเทศ และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรโรตารีสากลในระหว่างปี พ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2546
กรณีตัวอย่างภารกิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพิชัย  รัตตกุล เนื่องในโอกาสวันปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2543 ณ ห้องประชุม[[รัฐสภา]] ความตอนหนึ่งว่า “...โดยเฉพาะผลงานในด้านกฎหมาย ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา      สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดหลายอย่างหลายประการ เรามีการประชุมทั้งสิ้น 260 ครั้ง ใช้เวลาในการประชุม 1,730 ชั่วโมง กับ 57 นาที เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา มีผลงานที่พอสรุปได้ก็คือ ตรา[[กฎหมาย]]จำนวน 267 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนั้นมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 8 ฉบับ มีญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 4 ครั้ง มีการตอบ    กระทู้ถามสด 251 เรื่อง การตอบกระทู้ถามทั่วไป 244 เรื่อง และตอบกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา 727 เรื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญอย่างยิ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่ท่านได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ได้[[ลงมติ]]ให้ความเห็นชอบประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน...” และวาทะก่อนยุติบทบาททางการเมือง คือ “สำหรับผมเองนั้นคงไม่มีโอกาสมาร่วมงานกับสภานี้อีก ผมจะขอเกษียณและขอยุติบทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะนักการเมือง ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมมีความภูมิใจมากที่ผมได้มีส่วนเล็กน้อยในการทำงานให้แก่สังคมให้แก่บ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2512 แต่ผมจะคอยติดตามงานของท่าน        งานของบ้านเมือง งานของสภา งานของทุกท่าน และเอาใจช่วยเต็มที่ เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตผมได้ใช้อยู่กับสภานี้ สภานี้จึงเสมือนหนึ่งเป็นบ้านที่ผมมีเพื่อนฝูงอยู่มากมายหลายร้อยหลานพันคน เพราะฉะนั้นย่อมจะใจหาย หากจะจากไป ผมขอจากไปแต่ตัว แต่ความรักจะอยู่กับท่านตลอดไป” <ref>สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543, หน้า 42.</ref>
กรณีตัวอย่างภารกิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพิชัย  รัตตกุล เนื่องในโอกาสวันปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2543 ณ ห้องประชุม[[รัฐสภา]] ความตอนหนึ่งว่า “...โดยเฉพาะผลงานในด้านกฎหมาย ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา      สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดหลายอย่างหลายประการ เรามีการประชุมทั้งสิ้น 260 ครั้ง ใช้เวลาในการประชุม 1,730 ชั่วโมง กับ 57 นาที เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา มีผลงานที่พอสรุปได้ก็คือ ตรา[[กฎหมาย]]จำนวน 267 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนั้นมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 8 ฉบับ มีญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 4 ครั้ง มีการตอบ    กระทู้ถามสด 251 เรื่อง การตอบกระทู้ถามทั่วไป 244 เรื่อง และตอบกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา 727 เรื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญอย่างยิ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่ท่านได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ได้[[ลงมติ]]ให้ความเห็นชอบประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน...” และวาทะก่อนยุติบทบาททางการเมือง คือ “สำหรับผมเองนั้นคงไม่มีโอกาสมาร่วมงานกับสภานี้อีก ผมจะขอเกษียณและขอยุติบทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะนักการเมือง ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมมีความภูมิใจมากที่ผมได้มีส่วนเล็กน้อยในการทำงานให้แก่สังคมให้แก่บ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2512 แต่ผมจะคอยติดตามงานของท่าน        งานของบ้านเมือง งานของสภา งานของทุกท่าน และเอาใจช่วยเต็มที่ เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตผมได้ใช้อยู่กับสภานี้ สภานี้จึงเสมือนหนึ่งเป็นบ้านที่ผมมีเพื่อนฝูงอยู่มากมายหลายร้อยหลานพันคน เพราะฉะนั้นย่อมจะใจหาย หากจะจากไป ผมขอจากไปแต่ตัว แต่ความรักจะอยู่กับท่านตลอดไป” <ref>สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543, หน้า 42.</ref>



รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 12:30, 16 ตุลาคม 2557

ผู้เรียบเรียง วิมลรักษ์ ศานติธรรม

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


นายพิชัย รัตตกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker) คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามมติของสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถือเป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และเป็นผู้นำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[1]

ในช่วงแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐสภามีเพียงสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงมีฐานะเป็นประธานรัฐสภา แต่ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย พฤฒสภาและสภาผู้แทน และให้ประธานพฤฒสภาเป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธานรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น คือ กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็มีบทบัญญัติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2475 กระทั่งปัจจุบันนี้มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวรวมจำนวน 24 คน โดยนายพิชัย รัตนกุล เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 21[2]


ประวัติ

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เกิดวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2469 ที่กรุงเทพมหานคร ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน โดยเป็นลูกชายคนโต จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จากนั้นจึงไปศึกษาอนุปริญญา St.Stephen ที่ประเทศฮ่องกง หลังจบการศึกษาแล้วได้กลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัว ก่อนจะเข้าสู่วงการเมือง และได้ปริญญาตรีรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

สมรสกับคุณหญิงจรวย รัตตกุล (สกุลเดิม ศิริบุญ) มีบุตรชาย 2 คน คือ ดร.พิจิตต รัตตกุล และดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ปัจจุบันนายพิชัย รัตตกุล อายุ 83 ปี[3]


ประวัติการทำงาน

ประวัติการทำงาน[4] การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

- ปี พ.ศ. 2512 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2516 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

- ปี พ.ศ. 2518 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2519 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2526 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2529 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2531 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2538 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

- ปี พ.ศ. 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์

การดำรงตำแหน่งทางนิติบัญญัติ

30 มิถุนายน 2543 – 9 พฤศจิกายน 2543 เป็นประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 21


การดำรงตำแหน่งทางการบริหาร

- ปี พ.ศ. 2518 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 35

- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 37

- ปี พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ 38

- ปี พ.ศ. 2526 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 43

- ปี พ.ศ. 2529 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 44

- ปี พ.ศ. 2531 เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่ 45


บทบาททางการเมือง

นายพิชัย รัตตกุล เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาไม่นาน นายพิชัย รัตตกุล ได้เป็น 1 ใน 100 ของบุคคลที่ลงชื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอม กิตติขจร และเป็น 1 ใน 4 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงชื่อในคราวนั้น (อีก 3 คน คือ นายดำรง ลัทธพิพัฒน์, นายเทพ โชตินุชิต, นายชวลิต อภัยวงศ์)

ในสมัยรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายพิชัย รัตตกุล ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศถึง 3 ครั้ง ตามวาระของรัฐบาล

ในปี พ.ศ. 2525 ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากการครบวาระของพันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนี้ได้ร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งนายพิชัย รัตตกุล ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ในปี พ.ศ. 2529 จากนั้นในรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายพิชัย รัตตกุล และพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในวาระแรก แต่ในวาระที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายพิชัยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเนื่องจากมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาฯ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสภาพการเป็นเผด็จการรัฐสภา

ในวาระของการเป็นหัวหน้าพรรคของนายพิชัยนั้น ได้มีเหตุการณ์ความแตกแยกในพรรคเกิดขึ้น เมื่อกลุ่ม “10 มกรา” ที่นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ลาออกจากพรรคไป เนื่องจากความขัดแย้งกันในการแต่งตั้งหัวหน้าพรรค

เมื่อนายชวน หลีกภัยเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 นายพิชัย รัตตกุล ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศและรับผิดชอบการจัดมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 และได้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาด้วย นายพิชัย รัตตกุล ได้วางมือจากการเมืองเนื่องจากมีอายุมาก จนได้รับฉายาว่า “คุณปู่” แต่ยังมีตำแหน่งเป็นสภาที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ในแวดวงสังคม นายพิชัย รัตตกุล มีตำแหน่งเป็นประธานสโมสรโรตารีในประเทศ และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรโรตารีสากลในระหว่างปี พ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2546

กรณีตัวอย่างภารกิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพิชัย รัตตกุล เนื่องในโอกาสวันปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2543 ณ ห้องประชุมรัฐสภา ความตอนหนึ่งว่า “...โดยเฉพาะผลงานในด้านกฎหมาย ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดหลายอย่างหลายประการ เรามีการประชุมทั้งสิ้น 260 ครั้ง ใช้เวลาในการประชุม 1,730 ชั่วโมง กับ 57 นาที เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา มีผลงานที่พอสรุปได้ก็คือ ตรากฎหมายจำนวน 267 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนั้นมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 8 ฉบับ มีญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 4 ครั้ง มีการตอบ กระทู้ถามสด 251 เรื่อง การตอบกระทู้ถามทั่วไป 244 เรื่อง และตอบกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา 727 เรื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญอย่างยิ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่ท่านได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ได้ลงมติให้ความเห็นชอบประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน...” และวาทะก่อนยุติบทบาททางการเมือง คือ “สำหรับผมเองนั้นคงไม่มีโอกาสมาร่วมงานกับสภานี้อีก ผมจะขอเกษียณและขอยุติบทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะนักการเมือง ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมมีความภูมิใจมากที่ผมได้มีส่วนเล็กน้อยในการทำงานให้แก่สังคมให้แก่บ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 แต่ผมจะคอยติดตามงานของท่าน งานของบ้านเมือง งานของสภา งานของทุกท่าน และเอาใจช่วยเต็มที่ เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตผมได้ใช้อยู่กับสภานี้ สภานี้จึงเสมือนหนึ่งเป็นบ้านที่ผมมีเพื่อนฝูงอยู่มากมายหลายร้อยหลานพันคน เพราะฉะนั้นย่อมจะใจหาย หากจะจากไป ผมขอจากไปแต่ตัว แต่ความรักจะอยู่กับท่านตลอดไป” [5]

อ้างอิง

  1. สถาบันพระปกเกล้า, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองไทย ประธานสภาผู้แทนราษฎร
  2. หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530, หน้า 10 - 12.
  3. http//www.th.wikipedia.org (สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2552)
  4. http//www.cabinet.thaigov.go.th/cab_45.htm
  5. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543, หน้า 42.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543.

บรรณานุกรม

หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543.

http//www.thaipolitiesgovernment.org.

http//www.th.wikipedia.org

http//www.cabinet.thaigov.go.th/cab_45.htm

http//www.ryt9.com/s/refb/175989

ดูเพิ่มเติม

• หนังสือพิมพ์ผู้แทน, สุดยอดผู้แทนไทย. กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530.

• สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สารประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2543.

• http//www.thaipolitiesgovernment.org

• http//www.th.wikipedia.org

• http//www.cabinet.thaigov.go.th/cab_45.htm

• http//www.ryt9.com/s/refb/175989