ผลต่างระหว่างรุ่นของ "การทรงรับราชสมบัติและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก"

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
Suksan (คุย | ส่วนร่วม)
หน้าที่ถูกสร้างด้วย ''''''ผู้เรียบเรียง :''' ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร'' '''''ผู้ทรงค...'
 
Apirom (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
 
บรรทัดที่ 1: บรรทัดที่ 1:
'''''ผู้เรียบเรียง :''' ฉัตรบงกช  ศรีวัฒนสาร''


'''''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :''' รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์''
'''''ผู้เรียบเรียง :''' ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร''
                               


'''''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :''' รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์''
 


== ความหมาย ==
== ความหมาย ==


การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาจากคำว่า พระราชพิธี+บรม+ราชา+อภิเษก คำสำคัญ คือคำว่า “อภิเษก” เป็นคำสมาสแบบมีการสนธิกับอภิเษก จึงแปลว่าการรดน้ำเพื่อแต่งตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยนี้มีรูปแบบผสมผสานทั้งความเชื่อและพิธีกรรมทั้งของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธและคติความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและเครื่องราชภัณฑ์ในการสมโภชพระมหามณเฑียรอันเป็นการสะท้อนถึงอารยธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาจากคำว่า พระราชพิธี+บรม+ราชา+อภิเษก คำสำคัญ คือคำว่า “อภิเษก” เป็นคำสมาสแบบมีการสนธิกับอภิเษก จึงแปลว่าการรดน้ำเพื่อแต่งตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยนี้มีรูปแบบผสมผสานทั้งความเชื่อและพิธีกรรมทั้งของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธและคติความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและเครื่องราชภัณฑ์ในการสมโภชพระมหามณเฑียรอันเป็นการสะท้อนถึงอารยธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ


พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขในพระบรมราชวโรกาสที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นประกอบด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์<ref>ศึกษาความหมายและรายละเอียดเพิ่มเติมจากภาคผนวก</ref> โดยพระราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้กล่าวถวายเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เพื่อเฉลิมพระราชอิสริยยศ อันเป็นพระราชประเพณีที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขในพระบรมราชวโรกาสที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นประกอบด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์<ref>ศึกษาความหมายและรายละเอียดเพิ่มเติมจากภาคผนวก</ref> โดยพระราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้กล่าวถวายเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เพื่อเฉลิมพระราชอิสริยยศ อันเป็นพระราชประเพณีที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์


ต่อมา เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ รัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกนั้นเป็นมหามงคลสมัยควรมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชสมบัติ จึงทรงจัดการพระราชกุศลและให้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้วย พระราชทานชื่อว่า “พระราชพิธีฉัตรมงคล”     <ref>ณัฏฐภัทร  จันทวิช . พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย  พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง  จำกัด ,  ๒๕๔๒. หน้า ๗๗.</ref> พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และเปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน และพระราชพิธีฉัตรมงคล สืบมาจนปัจจุบัน
ต่อมา เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ รัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกนั้นเป็นมหามงคลสมัยควรมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชสมบัติ จึงทรงจัดการพระราชกุศลและให้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้วย พระราชทานชื่อว่า “พระราชพิธีฉัตรมงคล” <ref>ณัฏฐภัทร  จันทวิช . พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย  พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง  จำกัด ,  ๒๕๔๒. หน้า ๗๗.</ref> พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และเปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน และพระราชพิธีฉัตรมงคล สืบมาจนปัจจุบัน


&nbsp;


== การสืบราชสมบัติและพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ==
== การสืบราชสมบัติและพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ==


เนื่องจากการสืบราชสันตติวงศ์ของไทยแต่เดิมมามีความไม่แน่น่อน ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ กำหนดลำดับผู้สมควรได้รับราชสมบัติไว้ในหมวดที่ ๔ ข้อที่ ๘ ว่าหากพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงโดยมิได้สมมตพระรัชทายาท ให้อัญเชิญเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์สายตรงก่อนซึ่งในขณะนั้นผู้ที่ทรงเป็นลำดับแรกคือ[[สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา]] พระอนุชาผู้ทรงเป็นพระราชโอรสใน[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]และ[[สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชนีนาถ]] ซึ่งยังทรงพระชนมชีพอยู่เพียงพระองค์เดียว ทั้งนี้เนื่องจากพระอนุชาพระองค์ก่อนๆ ทั้ง ๓ พระองค์ได้เสด็จทิวงคตและสิ้นพระชนม์ลงระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ กับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ ดังนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จึงทรงเป็นรัชทายาทโดยพฤตินัยตามนัยของ
เนื่องจากการสืบราชสันตติวงศ์ของไทยแต่เดิมมามีความไม่แน่น่อน ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ กำหนดลำดับผู้สมควรได้รับราชสมบัติไว้ในหมวดที่ ๔ ข้อที่ ๘ ว่าหากพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงโดยมิได้สมมตพระรัชทายาท ให้อัญเชิญเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์สายตรงก่อนซึ่งในขณะนั้นผู้ที่ทรงเป็นลำดับแรกคือ[[สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์_กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา|สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา]] พระอนุชาผู้ทรงเป็นพระราชโอรสใน[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]และ[[สมเด็จพระศรีพัชรินทรา_บรมราชนีนาถ|สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชนีนาถ]] ซึ่งยังทรงพระชนมชีพอยู่เพียงพระองค์เดียว ทั้งนี้เนื่องจากพระอนุชาพระองค์ก่อนๆ ทั้ง ๓ พระองค์ได้เสด็จทิวงคตและสิ้นพระชนม์ลงระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ กับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ ดังนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จึงทรงเป็นรัชทายาทโดยพฤตินัยตามนัยของ [[กฎมณเฑียรบาล|กฎมณเฑียรบาล]]ที่ตราขึ้นนั้น
[[กฎมณเฑียรบาล]]ที่ตราขึ้นนั้น


หากแต่ว่า โดยที่พระนางสุวัทนา พระวรชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังทรงพระครรภ์ ซึ่งหากมีพระประสูติกาลเป็นพระราชโอรส พระราชโอรสนั้นย่อมเป็นสายตรงยิ่งกว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัย (ด้วยกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวไม่อนุญาตให้พระราชธิดาขึ้นครองราชสมบัติ) จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จะทรงเป็นผู้ที่ขึ้นครองราชสมบัติ
หากแต่ว่า โดยที่พระนางสุวัทนา พระวรชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังทรงพระครรภ์ ซึ่งหากมีพระประสูติกาลเป็นพระราชโอรส พระราชโอรสนั้นย่อมเป็นสายตรงยิ่งกว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัย (ด้วยกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวไม่อนุญาตให้พระราชธิดาขึ้นครองราชสมบัติ) จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จะทรงเป็นผู้ที่ขึ้นครองราชสมบัติ
บรรทัดที่ 25: บรรทัดที่ 26:
''“หากมีพระราชโอรส ก็ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรสก็ใคร่ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงรับรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ตามราชประเพณี..”''
''“หากมีพระราชโอรส ก็ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรสก็ใคร่ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงรับรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ตามราชประเพณี..”''


ต่อมาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ ขึ้นเป็น [[สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา]]
ต่อมาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ ขึ้นเป็น [[สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ_เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา|สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา]]


ครั้นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธฮ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดชได้ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศ์และเสนาบดี เพื่อปรึกษาหารือเรื่อง[[การสืบราชสมบัติ]] ที่ประชุมได้พิเคราะห์พระราชหัตถเลขานิติกรรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์แล้ว เห็นควรอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ          
ครั้นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธฮ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดชได้ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศ์และเสนาบดี เพื่อปรึกษาหารือเรื่อง[[การสืบราชสมบัติ|การสืบราชสมบัติ]] ที่ประชุมได้พิเคราะห์พระราชหัตถเลขานิติกรรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์แล้ว เห็นควรอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ


ทว่าในชั้นแรก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ไม่ทรงเต็มพระทัยจะรับราชสมบัติ โดยทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่อาวุโสมากกว่าพระองค์และไม่ทรงมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมากพอ   แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็น[[เอกฉันท์]]ไว้วางใจในพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จ[[พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต]] ทรงมีพระราชหฤทัยยินดีช่วยงานราชการทุกอย่าง และโดยที่ต้องการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประชุมจึงพร้อมใจกันเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๗ แห่ง[[กรุงรัตนโกสินทร์]]
ทว่าในชั้นแรก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ไม่ทรงเต็มพระทัยจะรับราชสมบัติ โดยทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่อาวุโสมากกว่าพระองค์และไม่ทรงมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมากพอ แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็น[[เอกฉันท์|เอกฉันท์]]ไว้วางใจในพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จ[[พระเจ้าพี่ยาเธอ_เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต|พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต]] ทรงมีพระราชหฤทัยยินดีช่วยงานราชการทุกอย่าง และโดยที่ต้องการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประชุมจึงพร้อมใจกันเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๗ แห่ง[[กรุงรัตนโกสินทร์|กรุงรัตนโกสินทร์]]


ต่อมาจึงได้มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘   <ref>สมัยนั้นการนับปี พ.ศ. หลังสงกรานต์แล้วจึงนับเป็นปีใหม่  หรือ พ.ศ. ใหม่  ดังนั้นกุมภาพันธ์ของปีต่อไป จึงยังเป็นพ.ศ. ๒๔๖๘ แทนที่จะเป็นพ.ศ. ๒๔๖๙ ตามความเข้าใจของคนปัจจุบัน</ref> ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบจารีตประเพณีโบราณเช่นที่เคยประกอบขึ้นครั้งรัชกาลก่อนๆแต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างไปบ้าง และเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป
ต่อมาจึงได้มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ <ref>สมัยนั้นการนับปี พ.ศ. หลังสงกรานต์แล้วจึงนับเป็นปีใหม่  หรือ พ.ศ. ใหม่  ดังนั้นกุมภาพันธ์ของปีต่อไป จึงยังเป็นพ.ศ. ๒๔๖๘ แทนที่จะเป็นพ.ศ. ๒๔๖๙ ตามความเข้าใจของคนปัจจุบัน</ref> ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบจารีตประเพณีโบราณเช่นที่เคยประกอบขึ้นครั้งรัชกาลก่อนๆแต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างไปบ้าง และเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป


&nbsp;


== ขั้นเตรียมการพระราชพิธีก่อนวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก ==
== ขั้นเตรียมการพระราชพิธีก่อนวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก ==


การเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ ๗ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ เรื่อยมา เริ่มด้วยการตั้งแต่งเครื่องนมัสการสำหรับพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ (แผ่นทอง) ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและการจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และการแกะพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินทำด้วยงากลึงเป็นเวลา ๒ วัน ระหว่างวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับครั้งรัชกาลก่อน มีพระสงฆ์ราชาคณะ ๑๐ รูปมาเจริญพระพุทธมนต์โหรบูชาเทวดา
การเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ ๗ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ เรื่อยมา เริ่มด้วยการตั้งแต่งเครื่องนมัสการสำหรับพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ (แผ่นทอง) ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและการจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และการแกะพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินทำด้วยงากลึงเป็นเวลา ๒ วัน ระหว่างวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับครั้งรัชกาลก่อน มีพระสงฆ์ราชาคณะ ๑๐ รูปมาเจริญพระพุทธมนต์โหรบูชาเทวดา


&nbsp;


'''-พิธีเสกน้ำมุรธาภิเษก'''
'''-พิธีเสกน้ำมุรธาภิเษก'''
ในคืนวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เจ้าพนักงานตั้งบายศรี เงิน ทอง แก้ว สำรับใหญ่ พร้อมเครื่องสำหรับเวียนเทียนสมโภชพระสุพรรณบัฏดวงพระบรมราชสมภพและพระราชลัญจกรที่จารึกและแกะเรียบร้อยแล้ว ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อได้พระฤกษ์ พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมดนตรี และในวันนี้ตามหัวเมืองมณฑลต่างๆมีการตั้งพิธีเสกน้ำพุทธาภิเษก รวม ๑๗ มณฑล ๑๘ แห่ง เช่นเดียวกันกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ต่างกันตรงที่ชื่อมณฑลที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ตามมณฑลมีการประกอบพิธีเสกน้ำเวียนเทียนสมโภช เมื่อเสร็จแล้วก็จัดส่งมายังกรุงเทพฯเพื่อตั้งในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
ส่วนในกรุงเทพฯ นั้น เริ่มการเตรียมการตั้งแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ (๒๔๖๙) เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เวลานั้นยังไม่ได้ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามราชประเพณีต้องเรียกขานในพระอิสริยยศว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) เสด็จพระราชดำเนินออก[[พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท]] ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประจำวัน แล้วเสด็จฯไปยังหอพระธาตุมณเฑียร พระวิมานบน[[พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท]] เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิของบูรพมหากษัตริยาธิราชและสมเด็จพระบรมราชินีในพระบรมจักรีวงศ์ รวมทั้งพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก  และถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
การจัดตกแต่งสถานที่ต่างๆที่จะใช้ประกอบพระราชพิธีในพระมหามณเฑียร อาทิ [[พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย]] [[พระที่นั่งไพศาลทักษิณ]]และ[[พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน]] รวมทั้งการจัดโรงพระราชพิธีพราหมณ์ที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยด้วย
'''-การตั้งน้ำวงด้ายเริ่มการพระราชาพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร '''


โดยเริ่มจัดในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีตั้งน้ำวงด้าย (สายสิญจน์) ณ พระมหามณเฑียร คือ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน นับเป็นการเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร   โดยจัดเตรียมเหมือนที่เคยปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๖
ในคืนวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เจ้าพนักงานตั้งบายศรี เงิน ทอง แก้ว สำรับใหญ่ พร้อมเครื่องสำหรับเวียนเทียนสมโภชพระสุพรรณบัฏดวงพระบรมราชสมภพและพระราชลัญจกรที่จารึกและแกะเรียบร้อยแล้ว ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อได้พระฤกษ์ พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมดนตรี และในวันนี้ตามหัวเมืองมณฑลต่างๆมีการตั้งพิธีเสกน้ำพุทธาภิเษก รวม ๑๗ มณฑล ๑๘ แห่ง เช่นเดียวกันกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ต่างกันตรงที่ชื่อมณฑลที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ตามมณฑลมีการประกอบพิธีเสกน้ำเวียนเทียนสมโภช เมื่อเสร็จแล้วก็จัดส่งมายังกรุงเทพฯเพื่อตั้งในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ กุมภาพันธ์ เจ้ากรมพราหมณ์พิธีถวายน้ำพระมหาสังข์ ซึ่งในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์มีพิธีการสำคัญ คือ โปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กตั้งเครื่องบวงสรวงสังเวยเทวดาตามสถานที่ต่างๆ รวม ๑๗ แห่ง   <ref> (๑) พระสยามเทวิราช ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ  (๒)  พระมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอมรินทร
ส่วนในกรุงเทพฯ นั้น เริ่มการเตรียมการตั้งแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ (๒๔๖๙) เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เวลานั้นยังไม่ได้ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามราชประเพณีต้องเรียกขานในพระอิสริยยศว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) เสด็จพระราชดำเนินออก[[พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท|พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท]] ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประจำวัน แล้วเสด็จฯไปยังหอพระธาตุมณเฑียร พระวิมานบน[[พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท|พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท]] เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิของบูรพมหากษัตริยาธิราชและสมเด็จพระบรมราชินีในพระบรมจักรีวงศ์ รวมทั้งพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก และถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
วินิฉัย (๓) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  (๔) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  (๕) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งอนันตสมาคม  (๖) พระนเรศรเป็นเจ้า  ณ  ห้องภูษามาลา  (๗) เทวสถานพระอิศวร (๘) เทวสถานพระนารายณ์ (๙) เทวสถานพระคเณศ (๑๐) เทวรูปที่หอเชือก (๑๑) พระหลักเมือง (๑๒) พระเสื้อเมือง (๑๓) พระกาฬชัยศรี (๑๔) พระเพลิง (๑๕) พระเจตุคุปต์ (๑๖) เทวรูปที่หอพระแก้วพระภูมิ (๑๗) เทวรูปที่ตึกดิน    ที่มา : หนังสือรายการละเอียดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘,หน้า ๑๙-๒๐.</ref>แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จุดเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระธรรมที่แท่นเตียงสวด จุดเทียนเท่าพระองค์ ทรงจุดเทียนนมัสการพระพทธสัมพรรณี พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรน้อยแล้ว เสด็จไปทรงจุดเทียนในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
การจัดตกแต่งสถานที่ต่างๆที่จะใช้ประกอบพระราชพิธีในพระมหามณเฑียร อาทิ [[พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย|พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย]] [[พระที่นั่งไพศาลทักษิณ|พระที่นั่งไพศาลทักษิณ]]และ[[พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน|พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน]] รวมทั้งการจัดโรงพระราชพิธีพราหมณ์ที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยด้วย
 
'''-การตั้งน้ำวงด้ายเริ่มการพระราชาพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร'''
 
โดยเริ่มจัดในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีตั้งน้ำวงด้าย (สายสิญจน์) ณ พระมหามณเฑียร คือ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน นับเป็นการเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร โดยจัดเตรียมเหมือนที่เคยปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๖
 
ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ กุมภาพันธ์ เจ้ากรมพราหมณ์พิธีถวายน้ำพระมหาสังข์ ซึ่งในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์มีพิธีการสำคัญ คือ โปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กตั้งเครื่องบวงสรวงสังเวยเทวดาตามสถานที่ต่างๆ รวม ๑๗ แห่ง <ref> (๑) พระสยามเทวิราช ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ  (๒)  พระมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอมรินทร
วินิฉัย (๓) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  (๔) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  (๕) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งอนันตสมาคม  (๖) พระนเรศรเป็นเจ้า  ณ  ห้องภูษามาลา  (๗) เทวสถานพระอิศวร (๘) เทวสถานพระนารายณ์ (๙) เทวสถานพระคเณศ (๑๐) เทวรูปที่หอเชือก (๑๑) พระหลักเมือง (๑๒) พระเสื้อเมือง (๑๓) พระกาฬชัยศรี (๑๔) พระเพลิง (๑๕) พระเจตุคุปต์ (๑๖) เทวรูปที่หอพระแก้วพระภูมิ (๑๗) เทวรูปที่ตึกดิน    ที่มา : หนังสือรายการละเอียดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘,หน้า ๑๙-๒๐.</ref>แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จุดเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระธรรมที่แท่นเตียงสวด จุดเทียนเท่าพระองค์ ทรงจุดเทียนนมัสการพระพทธสัมพรรณี พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรน้อยแล้ว เสด็จไปทรงจุดเทียนในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


&nbsp;


== การพระราชพิธีในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษกสมัยรัชกาลที่ ๗ ==
== การพระราชพิธีในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษกสมัยรัชกาลที่ ๗ ==


มหาศุภมงคลพระฤกษ์สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีฉลู สัปตศก เริ่มด้วยเวลา ๐๙.๑๕ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศทหารเรือทรงสายสะพานนพรัตนราชวราภรณ์เสด็จโดยกระบวนราบจากพระที่นั่งบรมพิมานไปประทับยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระสัมพุทธพรรณี กับพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแล้ว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กับสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะผู้ใหญ่อีก ๔ รูป<ref>สมเด็จพระสังฆราชเจ้า คือ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์    พระราชาคณะผู้ใหญ่ ได้แก่  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  สมเด็จพระวันรัต  สมเด็จพระพุฒาจารย์ และ พระญาณวราภรณ์</ref> รวมเป็น ๕ รูป ขึ้นยังอาสนพระที่นั่งไพศาลทักษิณรวมพระสงฆ์ราชาคณะอีก ๓๕ รูป ส่วนพระสงฆ์นอกนั้นซึ่งสวดมนต์อีก ๓๐ รูปนั่งในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน   และเสด็จสู่พระมณฑปพระกระยาสนาน สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายน้ำพระพุทธมนต์   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนสังเวยเทวดา กลางหาว เสด็จประทับตั่งไม้อุทุมพร ทรงเหยียบใบไม้ตะขบ หันพระพักตร์สู่ทิศอีสานอันเป็นทิศมงคล พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พนักงานประโคมแตรสังข์ ยิงปืนใหญ่ ทหารกองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร และมหาปราบ เป็นพระฤกษ์ พระยาอุทัยธรรมถวายเครื่องพระกระยาสนานและไขสหัสธารา พระเจ้าอยู่หัวทรงมุรธาภิเษก (สรงน้ำ) แล้วผลัดพระภูษาเพื่อสู่พระที่นั่งอัฐทิศโดยทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ สำหรับพระบรมราชาภิเษกสีน้ำเงินตามสีพิชัยสงครามวันพฤหัสบดี   ได้เวลาพระฤกษ์เวลา ๙ นาฬิกา ๕๓ นาที ๕๒ วินาที ทรงรับน้ำอภิเษกจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ๘ ทิศ เพื่อทรงจิบและลูบพระพักตร์โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ราชบัณฑิตประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลถวายน้ำอภิเษกเป็นภาษามคธ แล้วกล่าวแปลเป็นภาษาไทย ทรงมีพระราชดำรัสตอบเป็นภาษามคธแล้วแปลเป็นภาษาไทย พราหมณ์เป่าสังข์แล้วพระราชครูวามเทพมุนีถวายน้ำพระมหาสังข์   พระสิทธิไชยบดีถวายน้ำพระครอบสำริดแล้วคลานเวียนตามไปถวายทุกทิศ เมื่อทรงรับน้ำแล้วพราหมณ์เป่าสังข์แล้วหันพระองค์เวียนทักษิณาวัตรจนครบทั้ง ๘ ทิศ เมื่อผันพระองค์มายังทิศตะวันออกอีกครั้ง เสด็จจากพระที่นั่งอัฏฐทิศโดยทักษิณาวัตรไปสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ โดยมีริ้วกระบวนนำเสด็จ ๒ สาย และกระบวนตามเสด็จ ๔ สาย อัญเชิญเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรวม ๑๙ รายการ เช่น พระสุพรรณบัฏ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ พระสังวาลพระนพ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี พระแส้จามรีฯลฯ ตามลำดับไปจนครบ รวมถึงพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรอันมีความหมายว่าพระองค์ทรงรับเป็นบรมราชาธิราชของปวงชนชาวไทยหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฐมบรมราชโองการแก่พระราชครูวามเทพมุนี อันเป็นคำปฏิญญาในการขึ้นครองราชย์ ว่า
มหาศุภมงคลพระฤกษ์สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีฉลู สัปตศก เริ่มด้วยเวลา ๐๙.๑๕ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศทหารเรือทรงสายสะพานนพรัตนราชวราภรณ์เสด็จโดยกระบวนราบจากพระที่นั่งบรมพิมานไปประทับยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระสัมพุทธพรรณี กับพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแล้ว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กับสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะผู้ใหญ่อีก ๔ รูป<ref>สมเด็จพระสังฆราชเจ้า คือ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์    พระราชาคณะผู้ใหญ่ ได้แก่  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  สมเด็จพระวันรัต  สมเด็จพระพุฒาจารย์ และ พระญาณวราภรณ์</ref> รวมเป็น ๕ รูป ขึ้นยังอาสนพระที่นั่งไพศาลทักษิณรวมพระสงฆ์ราชาคณะอีก ๓๕ รูป ส่วนพระสงฆ์นอกนั้นซึ่งสวดมนต์อีก ๓๐ รูปนั่งในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และเสด็จสู่พระมณฑปพระกระยาสนาน สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายน้ำพระพุทธมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนสังเวยเทวดา กลางหาว เสด็จประทับตั่งไม้อุทุมพร ทรงเหยียบใบไม้ตะขบ หันพระพักตร์สู่ทิศอีสานอันเป็นทิศมงคล พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พนักงานประโคมแตรสังข์ ยิงปืนใหญ่ ทหารกองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร และมหาปราบ เป็นพระฤกษ์ พระยาอุทัยธรรมถวายเครื่องพระกระยาสนานและไขสหัสธารา พระเจ้าอยู่หัวทรงมุรธาภิเษก (สรงน้ำ) แล้วผลัดพระภูษาเพื่อสู่พระที่นั่งอัฐทิศโดยทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ สำหรับพระบรมราชาภิเษกสีน้ำเงินตามสีพิชัยสงครามวันพฤหัสบดี ได้เวลาพระฤกษ์เวลา ๙ นาฬิกา ๕๓ นาที ๕๒ วินาที ทรงรับน้ำอภิเษกจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ๘ ทิศ เพื่อทรงจิบและลูบพระพักตร์โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ราชบัณฑิตประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลถวายน้ำอภิเษกเป็นภาษามคธ แล้วกล่าวแปลเป็นภาษาไทย ทรงมีพระราชดำรัสตอบเป็นภาษามคธแล้วแปลเป็นภาษาไทย พราหมณ์เป่าสังข์แล้วพระราชครูวามเทพมุนีถวายน้ำพระมหาสังข์ พระสิทธิไชยบดีถวายน้ำพระครอบสำริดแล้วคลานเวียนตามไปถวายทุกทิศ เมื่อทรงรับน้ำแล้วพราหมณ์เป่าสังข์แล้วหันพระองค์เวียนทักษิณาวัตรจนครบทั้ง ๘ ทิศ เมื่อผันพระองค์มายังทิศตะวันออกอีกครั้ง เสด็จจากพระที่นั่งอัฏฐทิศโดยทักษิณาวัตรไปสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ โดยมีริ้วกระบวนนำเสด็จ ๒ สาย และกระบวนตามเสด็จ ๔ สาย อัญเชิญเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรวม ๑๙ รายการ เช่น พระสุพรรณบัฏ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ พระสังวาลพระนพ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี พระแส้จามรีฯลฯ ตามลำดับไปจนครบ รวมถึงพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรอันมีความหมายว่าพระองค์ทรงรับเป็นบรมราชาธิราชของปวงชนชาวไทยหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฐมบรมราชโองการแก่พระราชครูวามเทพมุนี อันเป็นคำปฏิญญาในการขึ้นครองราชย์ ว่า


''“...ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาจักรเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไปท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญฯ”''  
''“...ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาจักรเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไปท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญฯ”''


(พึงสังเกตว่าทรงครองแผ่นดินและทรงจัดการปกครองด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์) และทรงหลั่งพระเต้าทักษิโณทกแล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่จะดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยา แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงประเคนไทยธรรมแก่พระสงฆ์ราชาคณะ ๘๐ รูป ที่เจริญพระพุทธมนต์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ถวายอดิเรกพิเศษเป็นปฐมฤกษ์
(พึงสังเกตว่าทรงครองแผ่นดินและทรงจัดการปกครองด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์) และทรงหลั่งพระเต้าทักษิโณทกแล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่จะดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยา แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงประเคนไทยธรรมแก่พระสงฆ์ราชาคณะ ๘๐ รูป ที่เจริญพระพุทธมนต์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ถวายอดิเรกพิเศษเป็นปฐมฤกษ์


&nbsp;


== การเสด็จออกมหาสมาคมและการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ==
== การเสด็จออกมหาสมาคมและการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ==


 
เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือพระแสงขรรค์ชัยศรี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยประทับพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎและฉลองพระบาท ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าผู้แทนพระราชาธิบดีและประธานาธิบดีคณะทูตานุทูตและข้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพร โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธานกราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความจงรักภักดี และถวายพระพรชัย หลังจากการเสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระชฎามหากฐิน เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน ตลอดจนสตรีบรรดาศักดิ์นอกพระราชฐานเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลถวายชัยมงคล แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ [[กรมพระยาดำรงราชานุภาพ|กรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา[[หม่อมเจ้ารำไพพรรณี|หม่อมเจ้ารำไพพรรณี]] พระวรราชชายา ขึ้นเป็น[[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี_พระบรมราชินี|สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี]] จบแล้วทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงเจิมพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมวงศ์ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์อันเป็นโบราณมงคลและเครื่องราชูปโภคสำหรับตำแหน่งพระอัครมเหสี
เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือพระแสงขรรค์ชัยศรี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยประทับพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎและฉลองพระบาท ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าผู้แทนพระราชาธิบดีและประธานาธิบดีคณะทูตานุทูตและข้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพร โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธานกราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความจงรักภักดี และถวายพระพรชัย หลังจากการเสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระชฎามหากฐิน เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน ตลอดจนสตรีบรรดาศักดิ์นอกพระราชฐานเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลถวายชัยมงคล แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ [[กรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา[[หม่อมเจ้ารำไพพรรณี]] พระวรราชชายา ขึ้นเป็น[[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี]] จบแล้วทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงเจิมพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมวงศ์ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์อันเป็นโบราณมงคลและเครื่องราชูปโภคสำหรับตำแหน่งพระอัครมเหสี


กล่าวได้ว่า พระราชพิธีที่เกิดขึ้นใหม่มีการปรับรูปแบบให้เหมาะแก่กาลสมัยมากขึ้นในสมัยนี้ คือ การเพิ่มขั้นตอนของพระราชพิธีหลังจากทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว คือ ให้มีการออกมหาสมาคมฝ่ายใน ณ [[พระที่นั่งไพศาลทักษิณ]]ในตอนบ่ายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อให้พระราชวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลและทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีปรากฏในตำราบรมราชาภิเษกของเดิมที่กำหนดขึ้นในรัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก]]นับเป็นพระราชพิธีที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  
กล่าวได้ว่า พระราชพิธีที่เกิดขึ้นใหม่มีการปรับรูปแบบให้เหมาะแก่กาลสมัยมากขึ้นในสมัยนี้ คือ การเพิ่มขั้นตอนของพระราชพิธีหลังจากทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว คือ ให้มีการออกมหาสมาคมฝ่ายใน ณ [[พระที่นั่งไพศาลทักษิณ|พระที่นั่งไพศาลทักษิณ]]ในตอนบ่ายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อให้พระราชวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลและทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีปรากฏในตำราบรมราชาภิเษกของเดิมที่กำหนดขึ้นในรัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก|พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก]]นับเป็นพระราชพิธีที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


&nbsp;


== การประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ==
== การประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ==


เวลาเย็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบูชาพระพุทธมหามณีรัตน
เวลาเย็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบูชาพระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากร ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งจุดเทียนและถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงินบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระคัมภีร์ แล้วสมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายศีล ครั้นทรงศีลแล้วทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก สมเด็จพระราชาคณะทั้ง ๘๐ รูป กล่าวสาธุพร้อมๆกัน ๓ ครั้ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายอดิเรก แล้วสมเด็จพระวันรัตถวายพระพรลามายังอาสนะสงฆ์ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเครื่องทองน้อย เครื่องราชสักการะ ถวายบังคม พระบรมอัฐิ และพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปฏิมากร ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งจุดเทียนและถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงินบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระคัมภีร์ แล้วสมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายศีล ครั้นทรงศีลแล้วทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก สมเด็จพระราชาคณะทั้ง ๘๐ รูป กล่าวสาธุพร้อมๆกัน ๓ ครั้ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายอดิเรก แล้วสมเด็จพระวันรัตถวายพระพรลามายังอาสนะสงฆ์ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า
รำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเครื่องทองน้อย เครื่องราชสักการะ ถวายบังคม พระบรมอัฐิ และพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


'''การเฉลิมพระราชมณเฑียร'''
'''การเฉลิมพระราชมณเฑียร'''


ตามโบราณราชประเพณีนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติและมีการประกอบ
ตามโบราณราชประเพณีนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติและมีการประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วต้องมีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรต่อเนื่องกันไปด้วยเสมือนเป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระเจ้าแผ่นดิน เช่นเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๗ เวลาใกล้ค่ำวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียร ณ [[พระที่นั่ง|พระที่นั่ง]]จักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวังและเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จากพระที่นั่งบรมพิมานไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน แวดล้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จพระราชดำเนิน ประกอบด้วย [[พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ_เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์_กรมหลวงนครสรรค์วรพินิต|พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมหลวงนครสรรค์วรพินิต]] ๓ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธวงษ์วิจิตรเชิญพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบงเชิญพระแสงขรรค์องค์น้อย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง พิสิษฐ์สบสมัยเชิญพระแส้หางช้างเผือก พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์หญิงมยุรฉัตรเชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ(ไม้เท้า) และอุ้มไก่ขาว พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์ เชิญศิลาบด พระธิดาใน พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาถคือ หม่อมเจ้าหญิงพัฒนคนณา กิติยากร เชิญพานพืช พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ คือหม่อมเจ้าหญิงจารุพัตรา อาภากร เชิญกุญแจทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดีคือ หม่อมเจ้าหญิงสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร์ เชิญจั่นหมากทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาสคือ หม่อมเจ้าหญิงสุรินันทนา สุริยง อุ้มวิฬาร์ (แมว) พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม คือหม่อมเจ้าหญิงพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ เชิญพานฟัก พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตร จิตรพงศ์ เชิญพานพระศรี (พานหมาก) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช คือหม่อมเจ้าหญิงรำไพประภา ภาณุพันธุ์เชิญพระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ๒ พระองค์ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ เทวกุล เชิญพานพระรัตนกรัณฑ์ (หม้อน้ำ) และหม่อมเจ้าหญิงแขไขจรัสศรี เทวกุล เชิญพานพระกล้อง พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ๒ พระองค์ ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงรัสสาทิศ สวัสดิวัตน์ เชิญพานธูปเทียน และหม่อมเจ้าหญิงผุสดีวิลาส สวัสดิวัตน์เชิญพานดอกไม้ จากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรยพิกุลทอง พิกุลเงิน และเงินสลึงตามลาดพระบาท แล้วเสด็จขึ้นเถลิงพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในเวลาพระฤกษ์ ๒๑ นาฬิกา ๕๑ นาที <ref>ดูที่ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  ณ  พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า ๔๗.</ref>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วต้องมีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรต่อเนื่องกันไปด้วยเสมือนเป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระเจ้าแผ่นดิน เช่นเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๗ เวลาใกล้ค่ำวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียร ณ [[พระที่นั่ง]]จักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวังและเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จ
พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จากพระที่นั่งบรมพิมานไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน แวดล้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จพระราชดำเนิน ประกอบด้วย [[พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมหลวงนครสรรค์วรพินิต]] ๓ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธวงษ์วิจิตรเชิญพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบงเชิญพระแสงขรรค์องค์น้อย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง
พิสิษฐ์สบสมัยเชิญพระแส้หางช้างเผือก พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์หญิงมยุรฉัตรเชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ(ไม้เท้า) และอุ้มไก่ขาว พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์ เชิญศิลาบด พระธิดาใน
พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาถคือ หม่อมเจ้าหญิงพัฒนคนณา กิติยากร เชิญพานพืช   พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ คือหม่อมเจ้าหญิงจารุพัตรา อาภากร เชิญกุญแจทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดีคือ หม่อมเจ้าหญิงสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร์ เชิญจั่นหมากทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาสคือ หม่อมเจ้าหญิงสุรินันทนา สุริยง อุ้มวิฬาร์ (แมว) พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม คือหม่อมเจ้าหญิงพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ เชิญพานฟัก   พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตร จิตรพงศ์ เชิญพานพระศรี (พานหมาก)   พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช คือหม่อมเจ้าหญิงรำไพประภา ภาณุพันธุ์เชิญพระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก)   พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ๒ พระองค์ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ เทวกุล เชิญพานพระรัตนกรัณฑ์ (หม้อน้ำ) และหม่อมเจ้าหญิงแขไขจรัสศรี เทวกุล เชิญพานพระกล้อง พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ๒ พระองค์ ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงรัสสาทิศ สวัสดิวัตน์ เชิญพานธูปเทียน และหม่อมเจ้าหญิงผุสดีวิลาส สวัสดิวัตน์เชิญพานดอกไม้ จากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรยพิกุลทอง พิกุลเงิน และเงินสลึงตามลาดพระบาท แล้วเสด็จขึ้นเถลิงพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในเวลาพระฤกษ์ ๒๑ นาฬิกา ๕๑ นาที   <ref>ดูที่ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  ณ  พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า ๔๗.</ref>  


'''-บุคคลคณะต่างๆเฝ้าถวายพระพร'''
'''-บุคคลคณะต่างๆเฝ้าถวายพระพร'''


หลังจากการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียรแล้ว ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ เวลา ๑๖.๐๐ น.   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ณ ห้องด้านทิศตะวันออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมุขตะวันออก เพื่อให้มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เบิกเอกอัครราชทูตพิเศษที่มาช่วยงานแทนพระองค์ราชาธิบดี และแทนประธานาธิบดีนานาประเทศเข้าเฝ้าคราวละนาย ลำดับรวมทั้งสิ้น ๙ ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ จากนั้นเสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีเสนาบดีกระทรวงวัง ราชเลขานุการฝ่ายต่างประเทศ สมุหราชองครักษ์ อธิบดีกรมมหาดเล็ก ฯลฯ โดยเสด็จเสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศนำคณะทูตานุทูตต่างประเทศเฝ้าพร้อมกัน โดยมีเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เป็นหัวหน้ากราบบังคมทูลถวายพระพรชัย พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบและมีพระราชปฎิสันฐานกับบรรดาผู้มาเฝ้าถวายพระพร
หลังจากการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียรแล้ว ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ณ ห้องด้านทิศตะวันออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมุขตะวันออก เพื่อให้มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เบิกเอกอัครราชทูตพิเศษที่มาช่วยงานแทนพระองค์ราชาธิบดี และแทนประธานาธิบดีนานาประเทศเข้าเฝ้าคราวละนาย ลำดับรวมทั้งสิ้น ๙ ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ จากนั้นเสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีเสนาบดีกระทรวงวัง ราชเลขานุการฝ่ายต่างประเทศ สมุหราชองครักษ์ อธิบดีกรมมหาดเล็ก ฯลฯ โดยเสด็จเสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศนำคณะทูตานุทูตต่างประเทศเฝ้าพร้อมกัน โดยมีเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เป็นหัวหน้ากราบบังคมทูลถวายพระพรชัย พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบและมีพระราชปฎิสันฐานกับบรรดาผู้มาเฝ้าถวายพระพร


'''-พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นปฐมพระฤกษ์'''
'''-พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นปฐมพระฤกษ์'''
บรรทัดที่ 98: บรรทัดที่ 94:


'''-คณะนักบวชและพ่อค้าคหบดีเข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล'''
'''-คณะนักบวชและพ่อค้าคหบดีเข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล'''
ต่อมาในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช เบิกคณะผู้แทนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ นักบวชโรมันคาทอลิก อิสลาม ซิกข์ ฮินดู พ่อค้าและคณบดีชาวไทย จีน และญี่ปุ่น เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทุกคณะต่างอ่านคำกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลในมหามงคลวโรกาสที่เสด็จสถิตในสิริราชสมบัติ แล้วมีพระราชดำรัสตอบ
'''-พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล'''


เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เสด็จออกมุขเด็จ[[พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท]] โปรดเกล้าฯให้ปวงราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่งมีจำนวนมากทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง คอยเฝ้าอยู่ที่สนามหญ้าและชาลาหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไปจนถึงประตูพิมานไชยศรี พระยาเพ็ชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) สมุหพระนครบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนแทนอาณาประชาราษฎร์ มีพระราชดำรัสตอบแล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากสตรีบรรดาศักดิ์ แล้วเสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ฝ่ายเสวกทูลเกล้าฯถวายดอกไม้ธูปเทียน ทรงกระทำราชสักการะเช่นวันก่อน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม ๑ กัณฑ์
ต่อมาในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช เบิกคณะผู้แทนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ นักบวชโรมันคาทอลิก อิสลาม ซิกข์ ฮินดู พ่อค้าและคณบดีชาวไทย จีน และญี่ปุ่น เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทุกคณะต่างอ่านคำกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลในมหามงคลวโรกาสที่เสด็จสถิตในสิริราชสมบัติ แล้วมีพระราชดำรัสตอบ


'''-พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล'''
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เสด็จออกมุขเด็จ[[พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท|พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท]] โปรดเกล้าฯให้ปวงราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่งมีจำนวนมากทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง คอยเฝ้าอยู่ที่สนามหญ้าและชาลาหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไปจนถึงประตูพิมานไชยศรี พระยาเพ็ชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) สมุหพระนครบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนแทนอาณาประชาราษฎร์ มีพระราชดำรัสตอบแล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากสตรีบรรดาศักดิ์ แล้วเสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ฝ่ายเสวกทูลเกล้าฯถวายดอกไม้ธูปเทียน ทรงกระทำราชสักการะเช่นวันก่อน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม ๑ กัณฑ์
&nbsp;


== การเสด็จเลียบพระนคร ==
== การเสด็จเลียบพระนคร ==


วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานทองคำราชยาน ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก) เลียบพระนครเพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้เฝ้าชมพระบารมี และเสด็จไปสักการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และในการเสด็จเลียบพระนครในวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จประทับทอดพระเนตรกระบวนที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร<ref>บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗  คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อเฉลิม</ref>
วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานทองคำราชยาน ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก) เลียบพระนครเพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้เฝ้าชมพระบารมี และเสด็จไปสักการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และในการเสด็จเลียบพระนครในวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จประทับทอดพระเนตรกระบวนที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร<ref>บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗  คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อเฉลิม</ref>


วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระราชบัลลังก์บุษบกในเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค(ทางน้ำ) ไปนมัสการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดอรุณราชวราราม อาทิ นมัสการพระพุทธปฏิมากร และทรงจุดธูปเทียนสักการะ
วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระราชบัลลังก์บุษบกในเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค(ทางน้ำ) ไปนมัสการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดอรุณราชวราราม อาทิ นมัสการพระพุทธปฏิมากร และทรงจุดธูปเทียนสักการะ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเครื่องทองน้อยบูชาพระพุทธนิมิตรแล้ว พระเทพสุรี เจ้าอาวาสถวายอดิเรกพระสงฆ์ถวายพระพรชัยมงคลเสด็จขึ้นเกยประทับพระราชยานกลับยังเรือพลับพลา ทรงชฎามหากฐินน้อยแล้ว เสด็จขึ้นประทับบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นลำทรง พร้อมด้วยเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศ มีมหาดเล็กเชิญพระแสงเชิญเครื่องพร้อม ต้นบทฝีพายเกริ่นเห่ เคลื่อนกระบวนพยุหยาตราออกจากฉนวนหน้าวัดอรุณราชวราราม ข้ามฟากมายังท่าราชวรดิฐ เรือพระที่นั่งเทียบเรือพลับพลาเสด็จจากเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชสู่เรือพลับพลา ทรงเปลื้องพระชฎามหากฐินน้อยทรงพระมาลาเสร้าสูงเสด็จขึ้นพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยประทับเกยทรงพระราชยานกงทองลงยาราชาวดีเป็นกระบวนพระราชยานเข้าประตู เทวาภิรมย์ประตูศรีสุนทรเข้าชาลาพระมหาปราสาทไปออกถนนอมรวิถี ตรงไปเทียบเกยหน้าพระที่นั่งบรมพิมาน เสด็จขึ้นสู่พระราชมณเฑียรสถานเป็นเสร็จการพระราชพิธี <ref>เรื่องเดิม, หน้า ๗๒.</ref>
พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเครื่องทองน้อยบูชาพระพุทธนิมิตรแล้ว พระเทพสุรี เจ้าอาวาสถวายอดิเรกพระสงฆ์ถวายพระพรชัยมงคลเสด็จขึ้นเกยประทับพระราชยานกลับยังเรือพลับพลา ทรงชฎามหากฐินน้อยแล้ว เสด็จขึ้นประทับบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นลำทรง พร้อมด้วยเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศ มีมหาดเล็กเชิญพระแสงเชิญเครื่องพร้อม ต้นบทฝีพายเกริ่นเห่ เคลื่อนกระบวนพยุหยาตราออกจากฉนวนหน้าวัดอรุณราชวราราม ข้ามฟากมายังท่าราชวรดิฐ เรือพระที่นั่งเทียบเรือพลับพลาเสด็จจากเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชสู่เรือพลับพลา ทรงเปลื้องพระชฎามหากฐินน้อยทรงพระมาลาเสร้าสูงเสด็จขึ้นพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยประทับเกยทรงพระราชยานกงทองลงยาราชาวดีเป็นกระบวนพระราชยานเข้าประตู
เทวาภิรมย์ประตูศรีสุนทรเข้าชาลาพระมหาปราสาทไปออกถนนอมรวิถี ตรงไปเทียบเกยหน้าพระที่นั่งบรมพิมาน เสด็จขึ้นสู่พระราชมณเฑียรสถานเป็นเสร็จการพระราชพิธี     <ref>เรื่องเดิม, หน้า ๗๒.</ref>  


ในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างของที่ระลึกพระราชทานแก่พระเถรานุเถระ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนพ่อค้าคหบดีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวน ๓ สิ่ง ได้แก่ (๑) เหรียญบรมราชาภิเษก มีแพรแถบริ้วสีเหลืองสลับเขียว เป็นเหรียญทองบ้าง เงินบ้าง กะไหล่ทองบ้าง เงินบ้าง ตามฐานันดรศักดิ์ ส่วนพระสงฆ์ได้รับพระราชทานเหรียญทองแดง (๒) ดอกพิกุลเงินทองมีจำนวนมากน้อยตามฐานันดรศักดิ์ (๓) หนังสืออธิบายลักษณะงานพระราชพิธีเป็นภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างประเทศ
ในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างของที่ระลึกพระราชทานแก่พระเถรานุเถระ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนพ่อค้าคหบดีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวน ๓ สิ่ง ได้แก่ (๑) เหรียญบรมราชาภิเษก มีแพรแถบริ้วสีเหลืองสลับเขียว เป็นเหรียญทองบ้าง เงินบ้าง กะไหล่ทองบ้าง เงินบ้าง ตามฐานันดรศักดิ์ ส่วนพระสงฆ์ได้รับพระราชทานเหรียญทองแดง (๒) ดอกพิกุลเงินทองมีจำนวนมากน้อยตามฐานันดรศักดิ์ (๓) หนังสืออธิบายลักษณะงานพระราชพิธีเป็นภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างประเทศ


สรุปการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้นับเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ไทย คือมีขั้นตอนสำคัญคือการรับน้ำศักดิ์สิทธิจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้ปรับเปลี่ยนโดยโปรดเกล้าฯให้[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]และ[[สมาชิกวุฒิสภา]]เข้าร่วมถวายน้ำเป็นครั้งแรก จัดเป็นการดัดแปลงพระราชพิธีพราหมณ์ให้เข้ากับระบอบการปกครอง[[ประชาธิปไตย]]อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
สรุปการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้นับเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ไทย คือมีขั้นตอนสำคัญคือการรับน้ำศักดิ์สิทธิจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้ปรับเปลี่ยนโดยโปรดเกล้าฯให้[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร|สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]และ[[สมาชิกวุฒิสภา|สมาชิกวุฒิสภา]]เข้าร่วมถวายน้ำเป็นครั้งแรก จัดเป็นการดัดแปลงพระราชพิธีพราหมณ์ให้เข้ากับระบอบการปกครอง[[ประชาธิปไตย|ประชาธิปไตย]]อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข


&nbsp;


== ภาคผนวก ==
== ภาคผนวก ==
บรรทัดที่ 123: บรรทัดที่ 119:
'''ความหมายของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์'''
'''ความหมายของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์'''


เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นเครื่องราชอิสริยยศ ๕ สิ่งที่มามาแต่โบราณของพระมหากษัตริย์ คือ พระมหามงกุฎ พระภูษา ผ้ารัตกัมพล พระขรรค์ พระเศวตฉัตร และฉลองพระบาททองประดับแก้ว
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นเครื่องราชอิสริยยศ ๕ สิ่งที่มามาแต่โบราณของพระมหากษัตริย์ คือ พระมหามงกุฎ พระภูษา ผ้ารัตกัมพล พระขรรค์ พระเศวตฉัตร และฉลองพระบาททองประดับแก้ว
       
 
'''พระมหาเศวตฉัตร''' เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาวแทนตาด ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ (จึงควรกราบถายบังคมแม้ไม่มีองค์พระมหากษัตริย์ประทับอยู่เบื้องใต้) ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นอื่น
'''พระมหาเศวตฉัตร''' เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาวแทนตาด ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ (จึงควรกราบถายบังคมแม้ไม่มีองค์พระมหากษัตริย์ประทับอยู่เบื้องใต้) ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นอื่น
       
 
เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  
เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
     


&nbsp;


'''พระมหาพิชัยมงกุฎ'''
'''พระมหาพิชัยมงกุฎ'''
       
 
พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น จึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดีจากเมืองกัลกัตตา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่าพระมหาวิเชียรมณี พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ ชั้นดาวดึงส์ พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม ในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวม แต่นั้นมาก็ถือว่า พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น จึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดีจากเมืองกัลกัตตา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่าพระมหาวิเชียรมณี พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ ชั้นดาวดึงส์ พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม ในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวม แต่นั้นมาก็ถือว่า พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


   
&nbsp;


'''พระแสงขรรค์ชัยศรี'''
'''พระแสงขรรค์ชัยศรี'''
       
เป็นพระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึง พระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗  ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัด จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗ แห่ง  มีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี" ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณี พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตร หนัก ๑.๙ กิโลกรัม พระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
       


เป็นพระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึง พระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัด จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗ แห่ง มีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี" ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณี พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตร หนัก ๑.๙ กิโลกรัม พระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
&nbsp;


'''ธารพระกร'''
'''ธารพระกร'''
       
ธารพระกรของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่หา ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
       


ธารพระกรของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่หา ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
&nbsp;


'''พัดวาลวิชนี และพระแส้หางจามรี'''
'''พัดวาลวิชนี และพระแส้หางจามรี'''
       
 
เป็นเครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวิชนีทำด้วยใบตาล แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น 'วาลวิชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี
เป็นเครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวิชนีทำด้วยใบตาล แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น 'วาลวิชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี
       


&nbsp;


'''ฉลองพระบาทเชิงงอน'''
'''ฉลองพระบาทเชิงงอน'''
       
 
ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ ทำด้วยทองคำทั้งองค์ น้ำหนัก ๖๕๐ กรัม ลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง โดยดอกลงยาสีเขียว เกสรลงยาสีแดง ส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร
ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ ทำด้วยทองคำทั้งองค์ น้ำหนัก ๖๕๐ กรัม ลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง โดยดอกลงยาสีเขียว เกสรลงยาสีแดง ส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร
 
อย่างไรก็ดีเมื่อเพิ่มธารพระกรเข้าในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ความหมายอาจหมายถึงการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้'''ทศพิธราชธรรม'''ดุจธารพระกรที่นำทางให้เกิดความสุขความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนและราชอาณาจักร
อย่างไรก็ดีเมื่อเพิ่มธารพระกรเข้าในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ความหมายอาจหมายถึงการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้'''ทศพิธราชธรรม'''ดุจธารพระกรที่นำทางให้เกิดความสุขความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนและราชอาณาจักร


 
 


== บรรณานุกรม ==
== บรรณานุกรม ==


บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ.'''จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระ'''
บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ.'''จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระ'''


'''ปรมินทรมหาประชาธิป พระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗''' คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี,สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์
'''ปรมินทรมหาประชาธิป พระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗''' คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี,สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์


เผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัวเนื่องในวโรกาสพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี กรุงเทพฯ : วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๗.
เผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัวเนื่องในวโรกาสพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี กรุงเทพฯ&nbsp;: วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๗.


ประกาศอักษรกิจ, (เสงี่ยม รามนันทน์) พระยา, '''พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราช'''
ประกาศอักษรกิจ, (เสงี่ยม รามนันทน์) พระยา, '''พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราช'''


'''มณเฑียร''' ปีฉลู สัปตศก พุทธศักราช ๒๔๖๘. คณะวัดราชบพิธมหาสีมารามพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๘. '''ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ'''  
'''มณเฑียร''' ปีฉลู สัปตศก พุทธศักราช ๒๔๖๘. คณะวัดราชบพิธมหาสีมารามพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๘. '''ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ'''


'''สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗''' พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘.
'''สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗''' พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘.


ณัฏฐภัทร จันทวิช . เรียบเรียง. '''พระราชพิธีบรมราชาภิเษก'''   จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่
ณัฏฐภัทร จันทวิช . เรียบเรียง. '''พระราชพิธีบรมราชาภิเษก''' จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด , ๒๕๔๒.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด , ๒๕๔๒.


ศิลปากร,กรม. '''รายการละเอียด พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘''' สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ โปรดให้พิมพ์เนื่องในงานพระศพ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์ วันที่ ๓ มีนาคม  
ศิลปากร,กรม. '''รายการละเอียด พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘''' สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ โปรดให้พิมพ์เนื่องในงานพระศพ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์ วันที่ ๓ มีนาคม


พ.ศ. ๒๔๙๖ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๖.
พ.ศ. ๒๔๙๖ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๖.


&nbsp;


== อ้างอิง ==
== อ้างอิง ==
<references/>
 
<references />
 
[[หมวดหมู่:พระปกเกล้าศึกษา]]

รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 11:15, 19 พฤษภาคม 2560

ผู้เรียบเรียง : ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์

 

ความหมาย

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาจากคำว่า พระราชพิธี+บรม+ราชา+อภิเษก คำสำคัญ คือคำว่า “อภิเษก” เป็นคำสมาสแบบมีการสนธิกับอภิเษก จึงแปลว่าการรดน้ำเพื่อแต่งตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยนี้มีรูปแบบผสมผสานทั้งความเชื่อและพิธีกรรมทั้งของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธและคติความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและเครื่องราชภัณฑ์ในการสมโภชพระมหามณเฑียรอันเป็นการสะท้อนถึงอารยธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขในพระบรมราชวโรกาสที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นประกอบด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์[1] โดยพระราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้กล่าวถวายเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เพื่อเฉลิมพระราชอิสริยยศ อันเป็นพระราชประเพณีที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์

ต่อมา เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกนั้นเป็นมหามงคลสมัยควรมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชสมบัติ จึงทรงจัดการพระราชกุศลและให้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้วย พระราชทานชื่อว่า “พระราชพิธีฉัตรมงคล” [2] พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และเปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน และพระราชพิธีฉัตรมงคล สืบมาจนปัจจุบัน

 

การสืบราชสมบัติและพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เนื่องจากการสืบราชสันตติวงศ์ของไทยแต่เดิมมามีความไม่แน่น่อน ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ กำหนดลำดับผู้สมควรได้รับราชสมบัติไว้ในหมวดที่ ๔ ข้อที่ ๘ ว่าหากพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงโดยมิได้สมมตพระรัชทายาท ให้อัญเชิญเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์สายตรงก่อนซึ่งในขณะนั้นผู้ที่ทรงเป็นลำดับแรกคือสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา พระอนุชาผู้ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชนีนาถ ซึ่งยังทรงพระชนมชีพอยู่เพียงพระองค์เดียว ทั้งนี้เนื่องจากพระอนุชาพระองค์ก่อนๆ ทั้ง ๓ พระองค์ได้เสด็จทิวงคตและสิ้นพระชนม์ลงระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ กับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ ดังนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จึงทรงเป็นรัชทายาทโดยพฤตินัยตามนัยของ กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นนั้น

หากแต่ว่า โดยที่พระนางสุวัทนา พระวรชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังทรงพระครรภ์ ซึ่งหากมีพระประสูติกาลเป็นพระราชโอรส พระราชโอรสนั้นย่อมเป็นสายตรงยิ่งกว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัย (ด้วยกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวไม่อนุญาตให้พระราชธิดาขึ้นครองราชสมบัติ) จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ จะทรงเป็นผู้ที่ขึ้นครองราชสมบัติ

ครั้นวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชหัตถเลขานิติกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า

“หากมีพระราชโอรส ก็ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรสก็ใคร่ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชาทรงรับรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ตามราชประเพณี..”

ต่อมาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยฯ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา

ครั้นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธฮ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดชได้ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศ์และเสนาบดี เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการสืบราชสมบัติ ที่ประชุมได้พิเคราะห์พระราชหัตถเลขานิติกรรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์แล้ว เห็นควรอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

ทว่าในชั้นแรก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ไม่ทรงเต็มพระทัยจะรับราชสมบัติ โดยทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่อาวุโสมากกว่าพระองค์และไม่ทรงมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมากพอ แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ไว้วางใจในพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระราชหฤทัยยินดีช่วยงานราชการทุกอย่าง และโดยที่ต้องการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประชุมจึงพร้อมใจกันเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมาจึงได้มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ [3] ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบจารีตประเพณีโบราณเช่นที่เคยประกอบขึ้นครั้งรัชกาลก่อนๆแต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างไปบ้าง และเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

 

ขั้นเตรียมการพระราชพิธีก่อนวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก

การเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ เรื่อยมา เริ่มด้วยการตั้งแต่งเครื่องนมัสการสำหรับพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ (แผ่นทอง) ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและการจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และการแกะพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินทำด้วยงากลึงเป็นเวลา ๒ วัน ระหว่างวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับครั้งรัชกาลก่อน มีพระสงฆ์ราชาคณะ ๑๐ รูปมาเจริญพระพุทธมนต์โหรบูชาเทวดา

 

-พิธีเสกน้ำมุรธาภิเษก

ในคืนวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เจ้าพนักงานตั้งบายศรี เงิน ทอง แก้ว สำรับใหญ่ พร้อมเครื่องสำหรับเวียนเทียนสมโภชพระสุพรรณบัฏดวงพระบรมราชสมภพและพระราชลัญจกรที่จารึกและแกะเรียบร้อยแล้ว ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อได้พระฤกษ์ พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมดนตรี และในวันนี้ตามหัวเมืองมณฑลต่างๆมีการตั้งพิธีเสกน้ำพุทธาภิเษก รวม ๑๗ มณฑล ๑๘ แห่ง เช่นเดียวกันกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ต่างกันตรงที่ชื่อมณฑลที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ตามมณฑลมีการประกอบพิธีเสกน้ำเวียนเทียนสมโภช เมื่อเสร็จแล้วก็จัดส่งมายังกรุงเทพฯเพื่อตั้งในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ส่วนในกรุงเทพฯ นั้น เริ่มการเตรียมการตั้งแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ (๒๔๖๙) เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เวลานั้นยังไม่ได้ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามราชประเพณีต้องเรียกขานในพระอิสริยยศว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) เสด็จพระราชดำเนินออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประจำวัน แล้วเสด็จฯไปยังหอพระธาตุมณเฑียร พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิของบูรพมหากษัตริยาธิราชและสมเด็จพระบรมราชินีในพระบรมจักรีวงศ์ รวมทั้งพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก และถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การจัดตกแต่งสถานที่ต่างๆที่จะใช้ประกอบพระราชพิธีในพระมหามณเฑียร อาทิ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณและพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน รวมทั้งการจัดโรงพระราชพิธีพราหมณ์ที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยด้วย

-การตั้งน้ำวงด้ายเริ่มการพระราชาพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร

โดยเริ่มจัดในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีตั้งน้ำวงด้าย (สายสิญจน์) ณ พระมหามณเฑียร คือ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน นับเป็นการเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร โดยจัดเตรียมเหมือนที่เคยปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๖

ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ กุมภาพันธ์ เจ้ากรมพราหมณ์พิธีถวายน้ำพระมหาสังข์ ซึ่งในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์มีพิธีการสำคัญ คือ โปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กตั้งเครื่องบวงสรวงสังเวยเทวดาตามสถานที่ต่างๆ รวม ๑๗ แห่ง [4]แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จุดเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระธรรมที่แท่นเตียงสวด จุดเทียนเท่าพระองค์ ทรงจุดเทียนนมัสการพระพทธสัมพรรณี พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรน้อยแล้ว เสด็จไปทรงจุดเทียนในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

การพระราชพิธีในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษกสมัยรัชกาลที่ ๗

มหาศุภมงคลพระฤกษ์สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีฉลู สัปตศก เริ่มด้วยเวลา ๐๙.๑๕ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศทหารเรือทรงสายสะพานนพรัตนราชวราภรณ์เสด็จโดยกระบวนราบจากพระที่นั่งบรมพิมานไปประทับยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระสัมพุทธพรรณี กับพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแล้ว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กับสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะผู้ใหญ่อีก ๔ รูป[5] รวมเป็น ๕ รูป ขึ้นยังอาสนพระที่นั่งไพศาลทักษิณรวมพระสงฆ์ราชาคณะอีก ๓๕ รูป ส่วนพระสงฆ์นอกนั้นซึ่งสวดมนต์อีก ๓๐ รูปนั่งในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และเสด็จสู่พระมณฑปพระกระยาสนาน สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายน้ำพระพุทธมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนสังเวยเทวดา กลางหาว เสด็จประทับตั่งไม้อุทุมพร ทรงเหยียบใบไม้ตะขบ หันพระพักตร์สู่ทิศอีสานอันเป็นทิศมงคล พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พนักงานประโคมแตรสังข์ ยิงปืนใหญ่ ทหารกองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร และมหาปราบ เป็นพระฤกษ์ พระยาอุทัยธรรมถวายเครื่องพระกระยาสนานและไขสหัสธารา พระเจ้าอยู่หัวทรงมุรธาภิเษก (สรงน้ำ) แล้วผลัดพระภูษาเพื่อสู่พระที่นั่งอัฐทิศโดยทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ สำหรับพระบรมราชาภิเษกสีน้ำเงินตามสีพิชัยสงครามวันพฤหัสบดี ได้เวลาพระฤกษ์เวลา ๙ นาฬิกา ๕๓ นาที ๕๒ วินาที ทรงรับน้ำอภิเษกจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ๘ ทิศ เพื่อทรงจิบและลูบพระพักตร์โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ราชบัณฑิตประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลถวายน้ำอภิเษกเป็นภาษามคธ แล้วกล่าวแปลเป็นภาษาไทย ทรงมีพระราชดำรัสตอบเป็นภาษามคธแล้วแปลเป็นภาษาไทย พราหมณ์เป่าสังข์แล้วพระราชครูวามเทพมุนีถวายน้ำพระมหาสังข์ พระสิทธิไชยบดีถวายน้ำพระครอบสำริดแล้วคลานเวียนตามไปถวายทุกทิศ เมื่อทรงรับน้ำแล้วพราหมณ์เป่าสังข์แล้วหันพระองค์เวียนทักษิณาวัตรจนครบทั้ง ๘ ทิศ เมื่อผันพระองค์มายังทิศตะวันออกอีกครั้ง เสด็จจากพระที่นั่งอัฏฐทิศโดยทักษิณาวัตรไปสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ โดยมีริ้วกระบวนนำเสด็จ ๒ สาย และกระบวนตามเสด็จ ๔ สาย อัญเชิญเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรวม ๑๙ รายการ เช่น พระสุพรรณบัฏ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ พระสังวาลพระนพ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี พระแส้จามรีฯลฯ ตามลำดับไปจนครบ รวมถึงพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรอันมีความหมายว่าพระองค์ทรงรับเป็นบรมราชาธิราชของปวงชนชาวไทยหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฐมบรมราชโองการแก่พระราชครูวามเทพมุนี อันเป็นคำปฏิญญาในการขึ้นครองราชย์ ว่า

“...ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาจักรเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไปท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญฯ”

(พึงสังเกตว่าทรงครองแผ่นดินและทรงจัดการปกครองด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์) และทรงหลั่งพระเต้าทักษิโณทกแล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่จะดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยา แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงประเคนไทยธรรมแก่พระสงฆ์ราชาคณะ ๘๐ รูป ที่เจริญพระพุทธมนต์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ถวายอดิเรกพิเศษเป็นปฐมฤกษ์

 

การเสด็จออกมหาสมาคมและการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี

เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือพระแสงขรรค์ชัยศรี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยประทับพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎและฉลองพระบาท ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าผู้แทนพระราชาธิบดีและประธานาธิบดีคณะทูตานุทูตและข้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพร โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธานกราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความจงรักภักดี และถวายพระพรชัย หลังจากการเสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระชฎามหากฐิน เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน ตลอดจนสตรีบรรดาศักดิ์นอกพระราชฐานเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลถวายชัยมงคล แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จบแล้วทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงเจิมพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมวงศ์ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์อันเป็นโบราณมงคลและเครื่องราชูปโภคสำหรับตำแหน่งพระอัครมเหสี

กล่าวได้ว่า พระราชพิธีที่เกิดขึ้นใหม่มีการปรับรูปแบบให้เหมาะแก่กาลสมัยมากขึ้นในสมัยนี้ คือ การเพิ่มขั้นตอนของพระราชพิธีหลังจากทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว คือ ให้มีการออกมหาสมาคมฝ่ายใน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในตอนบ่ายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อให้พระราชวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลและทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีปรากฏในตำราบรมราชาภิเษกของเดิมที่กำหนดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนับเป็นพระราชพิธีที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

การประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก

เวลาเย็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบูชาพระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากร ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งจุดเทียนและถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงินบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระคัมภีร์ แล้วสมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายศีล ครั้นทรงศีลแล้วทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก สมเด็จพระราชาคณะทั้ง ๘๐ รูป กล่าวสาธุพร้อมๆกัน ๓ ครั้ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายอดิเรก แล้วสมเด็จพระวันรัตถวายพระพรลามายังอาสนะสงฆ์ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเครื่องทองน้อย เครื่องราชสักการะ ถวายบังคม พระบรมอัฐิ และพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

การเฉลิมพระราชมณเฑียร

ตามโบราณราชประเพณีนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติและมีการประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วต้องมีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรต่อเนื่องกันไปด้วยเสมือนเป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระเจ้าแผ่นดิน เช่นเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๗ เวลาใกล้ค่ำวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวังและเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จากพระที่นั่งบรมพิมานไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน แวดล้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จพระราชดำเนิน ประกอบด้วย พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมหลวงนครสรรค์วรพินิต ๓ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธวงษ์วิจิตรเชิญพระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบงเชิญพระแสงขรรค์องค์น้อย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง พิสิษฐ์สบสมัยเชิญพระแส้หางช้างเผือก พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์หญิงมยุรฉัตรเชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ(ไม้เท้า) และอุ้มไก่ขาว พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์ เชิญศิลาบด พระธิดาใน พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาถคือ หม่อมเจ้าหญิงพัฒนคนณา กิติยากร เชิญพานพืช พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ คือหม่อมเจ้าหญิงจารุพัตรา อาภากร เชิญกุญแจทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดีคือ หม่อมเจ้าหญิงสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร์ เชิญจั่นหมากทอง พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาสคือ หม่อมเจ้าหญิงสุรินันทนา สุริยง อุ้มวิฬาร์ (แมว) พระธิดาในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม คือหม่อมเจ้าหญิงพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ เชิญพานฟัก พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือ หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตร จิตรพงศ์ เชิญพานพระศรี (พานหมาก) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช คือหม่อมเจ้าหญิงรำไพประภา ภาณุพันธุ์เชิญพระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ๒ พระองค์ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ เทวกุล เชิญพานพระรัตนกรัณฑ์ (หม้อน้ำ) และหม่อมเจ้าหญิงแขไขจรัสศรี เทวกุล เชิญพานพระกล้อง พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ๒ พระองค์ ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงรัสสาทิศ สวัสดิวัตน์ เชิญพานธูปเทียน และหม่อมเจ้าหญิงผุสดีวิลาส สวัสดิวัตน์เชิญพานดอกไม้ จากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรยพิกุลทอง พิกุลเงิน และเงินสลึงตามลาดพระบาท แล้วเสด็จขึ้นเถลิงพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในเวลาพระฤกษ์ ๒๑ นาฬิกา ๕๑ นาที [6]

-บุคคลคณะต่างๆเฝ้าถวายพระพร

หลังจากการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียรแล้ว ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ณ ห้องด้านทิศตะวันออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมุขตะวันออก เพื่อให้มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เบิกเอกอัครราชทูตพิเศษที่มาช่วยงานแทนพระองค์ราชาธิบดี และแทนประธานาธิบดีนานาประเทศเข้าเฝ้าคราวละนาย ลำดับรวมทั้งสิ้น ๙ ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ จากนั้นเสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีเสนาบดีกระทรวงวัง ราชเลขานุการฝ่ายต่างประเทศ สมุหราชองครักษ์ อธิบดีกรมมหาดเล็ก ฯลฯ โดยเสด็จเสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศนำคณะทูตานุทูตต่างประเทศเฝ้าพร้อมกัน โดยมีเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เป็นหัวหน้ากราบบังคมทูลถวายพระพรชัย พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบและมีพระราชปฎิสันฐานกับบรรดาผู้มาเฝ้าถวายพระพร

-พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นปฐมพระฤกษ์

หลังจากโปรดเกล้าฯให้คณะทูตานุทูตเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายใน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ จากนั้นเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพระราชพิธี พระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ตั้งพระราชาคณะเป็นปฐมพระฤกษ์ จำนวน ๓ รูป จากนั้นพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและข้าราชการเหล่าเสนาอำมาตย์ ถวายดอกไม้ธูปเทียน พระสาสนโสภณ เจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุติกนิกายถวายพระธรรมเทศนามงคลสูตรตามราชประเพณี

-คณะนักบวชและพ่อค้าคหบดีเข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล

ต่อมาในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช เบิกคณะผู้แทนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ นักบวชโรมันคาทอลิก อิสลาม ซิกข์ ฮินดู พ่อค้าและคณบดีชาวไทย จีน และญี่ปุ่น เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทุกคณะต่างอ่านคำกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลในมหามงคลวโรกาสที่เสด็จสถิตในสิริราชสมบัติ แล้วมีพระราชดำรัสตอบ

-พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล

เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดเกล้าฯให้ปวงราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่งมีจำนวนมากทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง คอยเฝ้าอยู่ที่สนามหญ้าและชาลาหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไปจนถึงประตูพิมานไชยศรี พระยาเพ็ชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) สมุหพระนครบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนแทนอาณาประชาราษฎร์ มีพระราชดำรัสตอบแล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากสตรีบรรดาศักดิ์ แล้วเสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ฝ่ายเสวกทูลเกล้าฯถวายดอกไม้ธูปเทียน ทรงกระทำราชสักการะเช่นวันก่อน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม ๑ กัณฑ์

 

การเสด็จเลียบพระนคร

วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานทองคำราชยาน ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก) เลียบพระนครเพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้เฝ้าชมพระบารมี และเสด็จไปสักการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และในการเสด็จเลียบพระนครในวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จประทับทอดพระเนตรกระบวนที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร[7]

วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระราชบัลลังก์บุษบกในเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค(ทางน้ำ) ไปนมัสการปูชนียวัตถุสถาน ณ วัดอรุณราชวราราม อาทิ นมัสการพระพุทธปฏิมากร และทรงจุดธูปเทียนสักการะ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเครื่องทองน้อยบูชาพระพุทธนิมิตรแล้ว พระเทพสุรี เจ้าอาวาสถวายอดิเรกพระสงฆ์ถวายพระพรชัยมงคลเสด็จขึ้นเกยประทับพระราชยานกลับยังเรือพลับพลา ทรงชฎามหากฐินน้อยแล้ว เสด็จขึ้นประทับบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นลำทรง พร้อมด้วยเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศ มีมหาดเล็กเชิญพระแสงเชิญเครื่องพร้อม ต้นบทฝีพายเกริ่นเห่ เคลื่อนกระบวนพยุหยาตราออกจากฉนวนหน้าวัดอรุณราชวราราม ข้ามฟากมายังท่าราชวรดิฐ เรือพระที่นั่งเทียบเรือพลับพลาเสด็จจากเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชสู่เรือพลับพลา ทรงเปลื้องพระชฎามหากฐินน้อยทรงพระมาลาเสร้าสูงเสด็จขึ้นพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยประทับเกยทรงพระราชยานกงทองลงยาราชาวดีเป็นกระบวนพระราชยานเข้าประตู เทวาภิรมย์ประตูศรีสุนทรเข้าชาลาพระมหาปราสาทไปออกถนนอมรวิถี ตรงไปเทียบเกยหน้าพระที่นั่งบรมพิมาน เสด็จขึ้นสู่พระราชมณเฑียรสถานเป็นเสร็จการพระราชพิธี [8]

ในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างของที่ระลึกพระราชทานแก่พระเถรานุเถระ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนพ่อค้าคหบดีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวน ๓ สิ่ง ได้แก่ (๑) เหรียญบรมราชาภิเษก มีแพรแถบริ้วสีเหลืองสลับเขียว เป็นเหรียญทองบ้าง เงินบ้าง กะไหล่ทองบ้าง เงินบ้าง ตามฐานันดรศักดิ์ ส่วนพระสงฆ์ได้รับพระราชทานเหรียญทองแดง (๒) ดอกพิกุลเงินทองมีจำนวนมากน้อยตามฐานันดรศักดิ์ (๓) หนังสืออธิบายลักษณะงานพระราชพิธีเป็นภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างประเทศ

สรุปการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้นับเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ไทย คือมีขั้นตอนสำคัญคือการรับน้ำศักดิ์สิทธิจากราชบัณฑิตและพราหมณ์ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้ปรับเปลี่ยนโดยโปรดเกล้าฯให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมถวายน้ำเป็นครั้งแรก จัดเป็นการดัดแปลงพระราชพิธีพราหมณ์ให้เข้ากับระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

 

ภาคผนวก

ความหมายของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นเครื่องราชอิสริยยศ ๕ สิ่งที่มามาแต่โบราณของพระมหากษัตริย์ คือ พระมหามงกุฎ พระภูษา ผ้ารัตกัมพล พระขรรค์ พระเศวตฉัตร และฉลองพระบาททองประดับแก้ว

พระมหาเศวตฉัตร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาวแทนตาด ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ (จึงควรกราบถายบังคมแม้ไม่มีองค์พระมหากษัตริย์ประทับอยู่เบื้องใต้) ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นอื่น

เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น จึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดีจากเมืองกัลกัตตา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่าพระมหาวิเชียรมณี พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ ชั้นดาวดึงส์ พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม ในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวม แต่นั้นมาก็ถือว่า พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

พระแสงขรรค์ชัยศรี

เป็นพระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึง พระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัด จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗ แห่ง มีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี" ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณี พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตร หนัก ๑.๙ กิโลกรัม พระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

 

ธารพระกร

ธารพระกรของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่หา ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

 

พัดวาลวิชนี และพระแส้หางจามรี

เป็นเครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวิชนีทำด้วยใบตาล แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น 'วาลวิชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน

ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ ทำด้วยทองคำทั้งองค์ น้ำหนัก ๖๕๐ กรัม ลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง โดยดอกลงยาสีเขียว เกสรลงยาสีแดง ส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

อย่างไรก็ดีเมื่อเพิ่มธารพระกรเข้าในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ความหมายอาจหมายถึงการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ทศพิธราชธรรมดุจธารพระกรที่นำทางให้เกิดความสุขความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนและราชอาณาจักร


บรรณานุกรม

บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ.จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระ

ปรมินทรมหาประชาธิป พระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี,สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์

เผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัวเนื่องในวโรกาสพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี กรุงเทพฯ : วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๗.

ประกาศอักษรกิจ, (เสงี่ยม รามนันทน์) พระยา, พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราช

มณเฑียร ปีฉลู สัปตศก พุทธศักราช ๒๔๖๘. คณะวัดราชบพิธมหาสีมารามพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๘. ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘.

ณัฏฐภัทร จันทวิช . เรียบเรียง. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด , ๒๕๔๒.

ศิลปากร,กรม. รายการละเอียด พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ โปรดให้พิมพ์เนื่องในงานพระศพ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์ วันที่ ๓ มีนาคม

พ.ศ. ๒๔๙๖ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๖.

 

อ้างอิง

  1. ↑ ศึกษาความหมายและรายละเอียดเพิ่มเติมจากภาคผนวก
  2. ↑ ณัฏฐภัทร จันทวิช . พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. จัดพิมพ์ใน มหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ใน “มรดกไทย” โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย พิมพ์ที่ กรุงเทพฯ: บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด , ๒๕๔๒. หน้า ๗๗.
  3. ↑ สมัยนั้นการนับปี พ.ศ. หลังสงกรานต์แล้วจึงนับเป็นปีใหม่ หรือ พ.ศ. ใหม่ ดังนั้นกุมภาพันธ์ของปีต่อไป จึงยังเป็นพ.ศ. ๒๔๖๘ แทนที่จะเป็นพ.ศ. ๒๔๖๙ ตามความเข้าใจของคนปัจจุบัน
  4. ↑ (๑) พระสยามเทวิราช ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ (๒) พระมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอมรินทร วินิฉัย (๓) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท (๔) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท (๕) พระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งอนันตสมาคม (๖) พระนเรศรเป็นเจ้า ณ ห้องภูษามาลา (๗) เทวสถานพระอิศวร (๘) เทวสถานพระนารายณ์ (๙) เทวสถานพระคเณศ (๑๐) เทวรูปที่หอเชือก (๑๑) พระหลักเมือง (๑๒) พระเสื้อเมือง (๑๓) พระกาฬชัยศรี (๑๔) พระเพลิง (๑๕) พระเจตุคุปต์ (๑๖) เทวรูปที่หอพระแก้วพระภูมิ (๑๗) เทวรูปที่ตึกดิน ที่มา : หนังสือรายการละเอียดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรและเสด็จเลียบพระนคร ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘,หน้า ๑๙-๒๐.
  5. ↑ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า คือ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ พระราชาคณะผู้ใหญ่ ได้แก่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุฒาจารย์ และ พระญาณวราภรณ์
  6. ↑ ดูที่ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันอังคารที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า ๔๗.
  7. ↑ บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. บรรณาธิการ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ ๗ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อเฉลิม
  8. ↑ เรื่องเดิม, หน้า ๗๒.