แจกเงินหมื่น

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ผู้เรียบเรียง : ดร.นันทพัทธ์ ชัยโฆษิตภิรมย์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

ความหมาย และที่มาของแจกเงินหมี่น

คำว่า “แจกเงินหมื่น” เป็นคำลำลอง หรือคำย่อที่ประชาชน หรือสื่อมวลชนใช้เรียก “นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต”[1] หรือนโยบาลแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) หรือนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายทางเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดนโยบายหนึ่งของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน[2]

พรรคเพื่อไทยได้เริ่มประกาศให้นโยบาลแจกเงินดิจิทัลเป็นนโยบายหลักในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 จากการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในงานเปิดตัว “ครอบครัวเพื่อไทย: บ้านหลังใหญ่หัวใจเดิม” ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565 ได้ประกาศว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการเติมเงินให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ และต่อมาในงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และเป็นบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ก็ได้ประกาศนโยบายเติมเงินอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวรายละเอียดเพิ่มว่า จะเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าเงินดิจิทัลของประชาชนสัญชาติไทยทุกคน ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ในพื้นที่ร้านค้าชุมชนระยะรัศมี 4 กิโลเมตร มีอายุการใช้งาน 6 เดือน ซึ่งร้านค้าสามารถนำเงินดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทได้กับธนาคารของรัฐในภายหลัง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับชุมชน และนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับประเทศ[3]

อย่างไรก็ตาม การประกาศถึง “จำนวนเงิน” ที่จะมอบให้กับประชาชนเป็นครั้งแรกได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566 ในงาน “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais: หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน” ซึ่งนายเศรษฐาได้กล่าวว่า ประชาชนจะได้รับเงินเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลตามเงื่อนไขข้างต้นจำนวนคนละ 10,000 บาท และพรรคเพื่อไทยได้แจ้งที่มาของแหล่งเงินทุนในการดำเนินโครงการให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว โดยจะมาจากการบริหารงบประมาณ และการเก็บภาษีเป็นหลัก[4] เราจึงอาจพิจารณาได้ว่า การเเถลงของนายเศรษฐาในงานดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำเรียกนโยบายแจกเงินหมื่นอย่างเป็นทางการ

ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นายเศรษฐาก็ได้แถลงนโยบายแจกเงินหมื่นอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566[5] อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภายหลังจากที่นายเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น นโยบายแจกเงินหมื่นก็ไม่ได้สะดุดลงแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อนางสาวแพทองธารได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ก็ได้มีการแถลงนโยบายแจกเงินหมื่นต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เช่นเดียวกัน[6]  

ทั้งนี้ โดยสรุปหลักการในภาพรวมของนโยบายแจกเงินหมื่น คือ จะมีการมอบเงินดิจิทัลจำนวน 10,000 บาทให้กับประชาชนทุกคนเท่ากัน โดยกำหนดให้ประชาชนที่มีมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ต้องมีเงินเดือน หรือรายได้ไม่เกิน 70,000 บาท มีเงินฝากทุกบัญชีน้อยกว่า 500,000 บาท และต้องใช้จ่ายภายในอำเภอตามทะเบียนบ้าน เพื่อการซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลมองว่า การใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวจะพัฒนาต่อยอดจากแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง และมีระบบ Blockchain เข้ามาช่วยดำเนินการลดการทุจริตได้[7]

รูปแบบ และระยะเวลาการแจกเงินหมื่น

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้มีการแบ่งรูปแบบ และระยะเวลาการแจกเงินหมื่นให้กับประชาชนออกเป็น 5 ระยะ หรือ 5 เฟส ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เฟสที่ 1 การแจกเงินหมื่นให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กล่าวคือ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2567 ได้มีมติเห็นชอบโครงการแจกเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 12,405,954 คน และผู้พิการอีก 2,149,286 คน รวมทั้งทั้งสิ้น 14,555,240 คน โดยใช้แหล่งเงินจากงบประมาณ 3 แหล่ง รวมวงเงินประมาณทั้งสิ้นไม่เกิน 145,552.40 ล้านบาท ประกอบไปด้วยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2567 ในหมวดงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ไม่เกิน 122,000 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในหมวดงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น วงเงินไม่เกิน 2059.54 ล้านบาท และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านคนพิการ ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในหมวดงบกลาง รายการสำรองจ่ายฉุกเฉินและจำเป็น วงเงินไม่เกิน 21,492.86 ล้านบาท[8] โดยได้จ่ายเงินให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึง 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567[9]

เฟสที่ 2 การแจกเงินหมื่นให้กับผู้สูงอายุ กล่าวคือ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ได้มีมติเห็นชอบโครงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำเร็จ จำนวนไม่เกิน 4,000,000 คน โดยใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในหมวดงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท[10] โดยได้จ่ายเงินให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ถึง 28 เมษายน พ.ศ. 2568[11]

เฟสที่ 3 การแจกเงินหมื่นให้กับเยาวชน กล่าวคือ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินให้กับเยาวชนอายุ 16 ถึง 20 ปี ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” แล้ว จำนวน 2,700,000 คน โดยใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 วงเงิน 27,000 ล้านบาท และเห็นชอบแนวทางการลงทะเบียน เพื่อสำรวจประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำข้อเสนอโครงการ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป[12] อย่างไรก็ตาม การแจกเงินหมี่นในเฟสที่ 3 นี้ ได้ถูกชะลอโครงการไปก่อน จากการที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้มีมติให้ทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 157,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเปลี่ยนแนวทางจากการแจกเงินไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบของมาตรการกำแพงภาษีจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ยืนยันว่า “ไม่ได้ใช้คำว่ายกเลิก” แต่หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้นในอนาคตก็อาจจะกลับมาทำโครงการนี้ต่อได้[13]

ทั้งนี้ รัฐบาลมีโครงการที่จะดำเนินนโยบายแจกเงินหมื่นในเฟสที่ 4 เเละ 5 ด้วยเช่นกัน ซึ่งเฟสที่ 4 มีเป้าหมายจะแจกให้กับประชาชนที่มีอายุ 21 ถึง 59 ปี ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งเเต่เดิมคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ส่วนเฟสที่ 5 มีเป้าหมายที่จะแจกเงินให้กับประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือยังไม่ได้ลงทะเบียน โดยจะเป็นการแจกเงินสด แทนการโอนเงินในกระเป๋าตังค์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร[14] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลได้ชะลอการแจกเงินหมื่นในเฟสที่ 3 ไปแล้ว จึงทำให้การแจกเงินในเฟสที่ 4 เเละ 5 ย่อมต้องชะลอตัวลงไปด้วย และยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดในการดำเนินโครงการต่อไปโดยปริยาย

ขณะเดียวกัน นอกจากปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของโครงการแจกเงินหมื่นในเฟสที่ 3 แล้ว โครงการยังต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2568 จากส่วนที่จะต้องนำไปใช้หนี้ให้กับธนาคาร 5 แห่ง ตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่กลับถูกโยกไปใช้กับโครงการจากเงินดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเเทน[15]

สำหรับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นมีใจความสำคัญ คือ การห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ เสนอการแปรญัตติ หรือกระทำการใด ๆ ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ในการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง[16]

โดยกรณีตัวอย่างของผู้ที่ถูกลงโทษตามมาตรานี้มาแล้ว คือ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีใช้อำนาจอนุมัติ 3 โครงการของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีเจตนานำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อการหาเสียง หรือสร้างความนิยมให้กับตนเอง[17] ด้วยเหตุนี้ การยื่นคำร้องมาตรา 144 จึงอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีการชะลอโครงการแจกเงินหมื่น และสามารถส่งผลกระทบต่อโครงการในระยะยาวได้

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ และมุมมองต่อนโยบายแจกเงินหมื่น

ถึงแม้ว่านโยบายแจกเงินหมื่นของพรรคเพื่อไทยจะถือเป็นนโยบายระดับ “เรือธง” ในทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อกันว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้ ดังที่นายเศรษฐากล่าวถึงนโยบายนี้ว่า “เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ” แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลกลับไม่สามารถผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมได้ จนมักถูกฝ่ายค้านในขณะนั้นวิจารณ์ว่า เป็นนโยบาย “เรือเกลือ” ขณะเดียวกัน ก็ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการหลายครั้ง เนื่องจากไม่มีแหล่งเงินทุนมากพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายได้ตามที่คาดการณ์ จึงถูกวิพากษ์ว่าเป็นการหั่นงบประมาณจาก “เรือยอร์ช“ กลายร่างเป็น ”เรือแจว”[18]

ขณะเดียวกัน นโยบายแจกหมื่นก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และคัดค้านจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบาย เช่น การที่นักวิชาการ และคณาจารย์เศรษฐศาสตร์จำนวน 99 คนมีการออกแถลงการคัดค้านนโยบายแจกเงินดิจิทัล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายที่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” จากเหตุผลหลายประการ ดังเช่น เศรษฐกิจกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัว จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อันอาจเป็นเหตุให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นตามมาด้วย และเงินงบประมาณของรัฐที่มีจำกัดย่อมมีค่าเสียโอกาสเสมอ ซึ่งการลงทุนเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาทกับโครงการนี้อาจทำให้รัฐเสียโอกาสที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ เป็นต้น[19]

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นโยบายแจกเงินหมื่นจะดำเนินการในเฟสที่ 1 ไปแล้ว และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะยืนยันว่าโครงการประสบความสำเร็จได้ดี เช่น การที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า การแจกเงินหมื่นระยะที่ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถสร้างเม็ดเงินลงในระบบเศรษฐกิจ และมีผลต่อจีดีพีของประเทศ ซึ่งส่วนมากคนในกลุ่มนี้เป็นเกษตรกรไทยกว่า 7,000,000 คน จากจำนวนผู้ได้รับเงินทั้งหมดประมาณ 14,500,000 คน[20] เเต่เมื่อรัฐบาลมีการอนุมัติโครงการมาถึงเฟสที่ 3 ก็ยังคงมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวอยู่ เช่น ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของภาครัฐบาลในการดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เนื่องจากโครงการนี้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่ำ ซึ่งสอดรับกับมุมมองของธนาคารโลก (World Bank) ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนมาจัดทำโครงการเพื่อผันเงินไปสู่โครงการอื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่า เช่น โครงการที่คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง ที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจกลุ่มเอสเอ็ม หรือโครงการเที่ยวด้วยกัน ที่จะช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยว อันเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเฉพาะเจาะจงที่มีประสิทธิภาพมากกว่า[21]

ทั้งนี้ ไม่ว่านโยบายแจกเงินหมื่นจะเป็นโครงการที่ส่งผลในเชิงบวกต่อประเทศ ตามที่รัฐบาลมองว่า จะเป็นโครงการที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติได้สำเร็จ รวมไปถึงเป็นการช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้กับประเทศในการรองรับสถานการณ์ในอนาคต หรือจะเป็นโครงการที่ส่งผลในเชิงลบต่อประเทศ ตามที่นักวิชาการ และคณาจารย์เศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ และไม่คุ้มต่อค่าเสียโอกาสก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วนโยบายแจกเงินหมื่นในเฟสที่ 3 ก็จำเป็นต้องชะลอตัว และไม่อาจระบุได้ว่าจะมีการดำเนินโครงการต่อไปอีกหรือไม่ จากผลกระทบของสภาวะทางเศรษฐกิจในระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจเกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ด้วยเช่นกัน

อ้างอิง


[1] บีบีซีไทย, นโยบายแจกเงิน 10,000 บาทเปลี่ยนไปอย่างไร จากก่อนเลือกตั้ง สู่ยุครัฐบาลแพทองธาร [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.bbc.com/thai/articles/ce38q1n78npo

[2] วิจิตรา ประยูรวงษ, 2567. “นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) กรณีศึกษาของต่างประเทศ.” วิจัยปริทัศน์. (มี.ค.) หน้า 1.

[3] วิจิตรา ประยูรวงษ, 2567. “นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) กรณีศึกษาของต่างประเทศ.” วิจัยปริทัศน์. (มี.ค.) หน้า 1-2.

[4] วิจิตรา ประยูรวงษ, 2567. “นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) กรณีศึกษาของต่างประเทศ.” วิจัยปริทัศน์. (มี.ค.) หน้า 2.

[5] ไทยพับลิก้า, นโยบาย “รัฐบาลเศรษฐา” แถลงสภาฯ ชู 5 ประเด็นเร่งด่วน [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2023/09/srettha-announces-policy-to-parliament/

[6] ไทยพับลิก้า, เงินหมื่นเฟส 1- 3 แจก 21.25 ล้านคน ใช้เงิน 2.1 แสนล้าน คุ้มค่าไหม!! [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2025/03/digital-money-giveaway-project-phase-3/

[7] วิจิตรา ประยูรวงษ, 2567. “นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet Policy) กรณีศึกษาของต่างประเทศ.” วิจัยปริทัศน์. (มี.ค.) หน้า 1.

[8] ไทยพับลิก้า, เงินหมื่นเฟส 1- 3 แจก 21.25 ล้านคน ใช้เงิน 2.1 แสนล้าน คุ้มค่าไหม!! [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2025/03/digital-money-giveaway-project-phase-3/

[9] Thai PBS, จ่ายเงิน 10,000 บาท เฟสแรก ตัดสิทธิ 3.7 หมื่นคน [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.thaipbs.or.th/news/content/347430

[10] ไทยพับลิก้า, เงินหมื่นเฟส 1- 3 แจก 21.25 ล้านคน ใช้เงิน 2.1 แสนล้าน คุ้มค่าไหม!! [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2025/03/digital-money-giveaway-project-phase-3/

[11] กรุงเทพธุรกิจ, ล่าสุดไม่กี่ชั่วโมง โอนเงิน 10,000 เฟส 2 ผู้สูงอายุ - เงินดิจิทัลเฟส 3 เช็กวันรอรับเงินหมื่น [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1163762

[12] ไทยพับลิก้า, เงินหมื่นเฟส 1- 3 แจก 21.25 ล้านคน ใช้เงิน 2.1 แสนล้าน คุ้มค่าไหม!! [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2025/03/digital-money-giveaway-project-phase-3/

[13] ฐานเศรษฐกิจ, สรุป "แจกเงินดิจิทัล 10000" ยังไงต่อ? แค่ชะลอหรือยกเลิก [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.thansettakij.com/economy/627991

[14] ฐานเศรษฐกิจ, สรุปแจกเงิน 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต เป็นไปตามกำหนดเดิม เช็กด่วน [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.thansettakij.com/economy/625979

[15] ประชาไท, รู้จักดาบใหม่ 'มาตรา 144' 'พิเชษฐ์' รายแรก ถูกตัดสิทธิ 10 ปี แล้ว สส.จัดการงบฯ ได้แค่ไหน? [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://prachatai.com/journal/2025/08/114132

[16]  มาตรา 144 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560.

[17] ประชาไท, รู้จักดาบใหม่ 'มาตรา 144' 'พิเชษฐ์' รายแรก ถูกตัดสิทธิ 10 ปี แล้ว สส.จัดการงบฯ ได้แค่ไหน? [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://prachatai.com/journal/2025/08/114132

[18] บีบีซีไทย, นโยบายแจกเงิน 10,000 บาทเปลี่ยนไปอย่างไร จากก่อนเลือกตั้ง สู่ยุครัฐบาลแพทองธาร [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.bbc.com/thai/articles/ce38q1n78npo

[19] ไทยโพสต์, นักเศรษฐศาสตร์ลุกฮือ ค้านแจกเงินดิจิทัล มี 2 อดีตผู้ว่าธปท. ร่วมด้วย [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.thaipost.net/hi-light/462001/

[20] PPTV Online, แจกเงิน 10,000 ได้ผลดัน GDP ปี 67 โต 2.8% จับตาผลกระตุ้น ศก. ปีหน้า [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/237078

[21] ประลองยุทธ ผงงอย, TDRI ชี้ แจกเงิน 10,000 บาท ไร้ประสิทธิภาพ มีต้นทุน เสี่ยงสร้างปัญหาตามมาเพียบ แนะเปลี่ยนรูปแบบผันเงินไปทำโครงการอื่น [ออนไลน์], 26 มิถุนายน 2568. แหล่งที่มา https://thestandard.co/tdri-criticizes-digital-wallet-10000-baht-low-efficiency/