สมรสเท่าเทียม
ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต
สมรสเท่าเทียม
การเดินทางของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นภาพสะท้อนขนาดใหญ่ของพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การต่อสู้เพื่อการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ และที่สำคัญคือ การท้าทายโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ชัยชนะของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ "กฎหมายสมรสเท่าเทียม" ที่ผ่านความเห็นชอบอย่างท่วมท้นจากรัฐสภาใน พ.ศ. 2567 ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่สถาปนาสิทธิในการสร้างครอบครัวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสุกงอมของขบวนการภาคประชาสังคม การปรับตัวของสถาบันทางการเมือง และการตีความหลักการแห่งความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในมิติใหม่ อาจกล่าวได้ว่าเป็น พลวัตแห่งการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์และชัยชนะทางกฎหมายในการเมืองไทย
บริบททางประวัติศาสตร์และสังคม: จาก "ความอดทน" สู่ "การยอมรับ"
สังคมไทยมักถูกนำเสนอภาพลักษณ์ในเวทีโลกว่าเป็น "สวรรค์ของชาวหลากหลายทางเพศ" ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างพื้นที่สีเทาทางวัฒนธรรมที่ดูเหมือนจะ "อดทน" (tolerance) ต่อความแตกต่าง กับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ดังกล่าวกลับสวนทางกับความเป็นจริงในเชิงโครงสร้างสังคมวัฒนธรรมและกฎหมาย ในอดีต ความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน แม้จะไม่ได้ถูกทำให้เป็นอาชญากรรมอย่างรุนแรงเช่นในหลายวัฒนธรรม แต่ก็ไม่เคยถูกยอมรับให้มีสถานะทางสังคมและกฎหมายเทียบเท่ากับความสัมพันธ์ต่างเพศ แนวคิดเรื่องครอบครัวในสังคมไทยถูกผูกขาดโดยโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และความเป็นต่างเพศนิยม (Heteronormativity) ซึ่งได้รับการตอกย้ำผ่านสถาบันหลักของสังคม ทั้งสถาบันศาสนา การศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "กฎหมาย"
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ซึ่งมีรากฐานมาจากกฎหมายตะวันตกและถูกประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ได้บัญญัติเงื่อนไขแห่งการสมรสไว้ในมาตรา 1448 ว่าจะกระทำได้ต่อเมื่อ "ชายและหญิง" มีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ การกำหนดนิยามคู่สมรสไว้เพียง "ชายและหญิง" นี้เองที่เป็นปราการทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในการปฏิเสธสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในการสร้างครอบครัวที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย[1] การกีดกันนี้ส่งผลให้บุคคล LGBTQIAN+[2] ถูกปฏิเสธสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานมากมาย อาทิ สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการตัดสินใจเรื่องการรักษาพยาบาลของคู่ชีวิต สิทธิในการลดหย่อนภาษี และสิทธิในสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ
การตื่นตัวของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQIAN+ ในไทยเริ่มปรากฏชัดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมีพัฒนาการจากการเรียกร้องในประเด็นด้านสาธารณสุข (โดยเฉพาะเรื่อง HIV/AIDS) ไปสู่การเรียกร้องสิทธิทางการเมืองและสังคมในวงกว้าง[3] การต่อสู้เพื่อ "สมรสเท่าเทียม" จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสิทธิในการแต่งงาน แต่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันถึง "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" (Human Dignity) ที่เท่าเทียมกัน และเป็นการท้าทายวาทกรรมกระแสหลักที่มองว่าครอบครัวของคนรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ "ผิดธรรมชาติ" หรือ "ไม่สมบูรณ์"
เส้นทางการต่อสู้ทางกฎหมาย: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสู่สนามนิติบัญญัติ
การต่อสู้เพื่อสมรสเท่าเทียมในทางกฎหมายดำเนินไปอย่างเข้มข้นและยาวนาน โดยมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หรือไม่ ใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2564 แม้ว่าศาลจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามาตรา 1448 "ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ" โดยให้เหตุผลว่าการสมรสเป็นจารีตประเพณีที่ยึดโยงกับการสืบพันธุ์และการสร้างครอบครัวระหว่างชายหญิง แต่ศาลก็ได้ตั้ง "ข้อสังเกต" ที่สำคัญยิ่งไว้ในท้ายคำวินิจฉัย โดยระบุว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สมควรดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศให้เกิดเป็นรูปธรรม[4]
คำวินิจฉัยนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมหาศาล แม้ในทางเทคนิคจะเป็นการยืนยันความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเดิม แต่ "ข้อสังเกต" ดังกล่าวได้กลายเป็นเสมือน "อาณัติ" ทางตุลาการที่ผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงในรัฐสภาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากคำวินิจฉัยนี้ การต่อสู้ได้ย้ายจากศาลเข้าสู่สภา และปรากฏแนวทางการเสนอกฎหมาย 2 รูปแบบหลักที่สะท้อนอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต แนวทางนี้ถูกผลักดันโดยรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น โดยมีหลักการคือการสร้างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อรับรองสถานะ "คู่ชีวิต" แยกต่างหากจากการ "สมรส" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จะมอบสิทธิบางประการที่ใกล้เคียงกับการสมรส แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและไม่เท่าเทียมในหลายมิติ เช่น สิทธิในการอุ้มบุญ การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือศักดิ์ศรีทางกฎหมายที่ไม่เทียบเท่าคำว่า "สมรส" นักกิจกรรมและนักวิชาการจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางนี้ว่าเป็นนโยบายแบบ "แยกแต่ไม่เท่าเทียม" (Separate but not equal) ซึ่งเป็นการสร้างสถานะพลเมืองชั้นสอง และไม่เป็นการยอมรับความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แนวทางนี้ถูกผลักดันโดยพรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคม มีหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ "การแก้ไข" มาตรา 1448 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง โดยเปลี่ยนจากคำว่า "ชายและหญิง" เป็น "บุคคลสองคน" และ "สามีภริยา" เป็น "คู่สมรส" เพื่อให้กฎหมายสมรสครอบคลุมบุคคลทุกเพศโดยไม่มีการแบ่งแยก แนวทางนี้ตั้งอยู่บนหลักการของความเสมอภาค (Equality) และการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) อย่างสมบูรณ์
การขับเคี่ยวระหว่างสองแนวทางนี้สะท้อนการปะทะกันระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมที่พยายามรักษาสถานะดั้งเดิมของสถาบันสมรสไว้ กับแนวคิดก้าวหน้าที่ต้องการรื้อสร้างนิยามของครอบครัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม
พลวัตทางการเมือง: เมื่อเจตจำนงของประชาชนบรรจบกับผลประโยชน์ทางการเมือง
ชัยชนะของกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยทางการเมืองหลายประการที่มาบรรจบกันอย่างเหมาะเจาะ
ประการแรก คือพลังของภาคประชาสังคมและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม องค์กรต่างๆ เช่น iLaw มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และเครือข่ายภาคประชาชนได้ทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งการจัดแคมเปญรณรงค์ การล่ารายชื่อเสนอกฎหมาย (ซึ่งเป็นกลไกสำคัญตามรัฐธรรมนูญ) การให้ความรู้แก่สาธารณะ และการล็อบบี้ทางการเมือง การเดินขบวน "Bangkok Pride" ที่กลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งใน พ.ศ. 2565 ได้กลายเป็นพื้นที่แสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง และสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาล[5]
ประการที่สอง คือการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งครั้งดังกล่าวสะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง โดยพรรคการเมืองที่ชูนโยบายก้าวหน้า รวมถึงสมรสเท่าเทียม ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม แม้พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นผู้ผลักดันหลักจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยก็ได้หยิบนโยบายสมรสเท่าเทียมมาเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพื่อสร้างความชอบธรรมและตอบสนองต่อกระแสสังคม การแข่งขันและการร่วมมือกันของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อช่วงชิงการเป็น "เจ้าของ" ความสำเร็จของกฎหมายฉบับนี้ ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ประการที่สาม คือการเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มอำนาจเดิมและสถาบันอนุรักษนิยม จะเห็นได้ว่าแม้แต่พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากก็ลงมติเห็นชอบกับกฎหมายฉบับนี้ ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากการตระหนักว่ากระแสสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว การคัดค้านกฎหมายสมรสเท่าเทียมอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองมากกว่าผลดี นอกจากนี้ การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง "อำนาจอ่อน" (Soft Power) ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศที่เปิดกว้างและทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นผิดคาด ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างท่วมท้นในทุกวาระ แสดงให้เห็นถึง "ฉันทามติทางการเมือง" (Political Consensus) ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากแรงกดดันจากสังคม การคำนวณผลได้ผลเสียทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชนชั้นนำทางการเมืองเอง
นัยต่ออนาคตและความท้าทายที่รออยู่
การมีผลบังคับใช้ของกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมไทย ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม ในเชิงรูปธรรม คู่สมรสเพศเดียวกันจะได้รับสิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายกว่า 200 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับคู่สมรส ครอบคลุมทั้งด้านทรัพย์สิน สุขภาพ สวัสดิการ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงนามธรรมและสัญลักษณ์ กฎหมายฉบับนี้คือการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐว่า "ครอบครัว" ที่เกิดจากความรักของคนสองคน โดยไม่จำกัดเพศ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอคติและการตีตราในสังคม (Stigma) และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายทางเพศในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาและสถานที่ทำงาน
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะทางกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังคงมีความท้าทายอีกหลายประการที่รออยู่ข้างหน้า
1. การบังคับใช้และการปรับแก้กฎหมายลำดับรอง กฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นการแก้ไขกฎหมายแม่บท แต่ยังจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และข้อบังคับของหน่วยงานราชการอีกจำนวนมากเพื่อให้สอดคล้องกัน กระบวนการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากฝ่ายบริหารและระบบราชการ ซึ่งอาจเผชิญกับแรงต้านหรือความล่าช้าได้
2. การต่อสู้ในมิติอื่น ๆ สิทธิในการสมรสเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น กฎหมายรับรองเพศ (Gender Recognition) การคุ้มครองบุคคลข้ามเพศ (Transgender) และการต่อต้านการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
3. การเปลี่ยนแปลงทัศนคติในระดับสังคม: กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ฝังรากลึกได้ในชั่วข้ามคืน การทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวมยังคงเป็นภารกิจที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างระหว่างความก้าวหน้าทางกฎหมายกับความเป็นจริงทางสังคม
บทสรุป
การเดินทางของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยคือมหากาพย์ของการต่อสู้ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของสังคมประชาธิปไตยไทย มันคือเรื่องราวของการที่เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยในภาคประชาสังคมสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนจนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกฎหมายที่มีอายุกว่า 90 ปีได้สำเร็จ มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของสถาบันทางการเมืองเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเจตจำนงของประชาชน และเป็นบทพิสูจน์ว่าหลักการแห่งความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สามารถถูกตีความและทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ชัยชนะของสมรสเท่าเทียมไม่ใช่เพียงกฎหมายสิทธิมนุษยชนฉบับหนึ่ง แต่เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการเมืองแห่งการยอมรับ (Politics of Recognition) ซึ่งสิทธิไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องทางเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่ขยายไปถึงการยอมรับตัวตน อัตลักษณ์ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นมากกว่าเอกสารทางกฎหมาย อีกนัยหนึ่งคือ สัญญาประชาคมฉบับใหม่ที่รัฐไทยให้คำมั่นว่าจะโอบรับและคุ้มครองพลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพราะเพศสภาพหรือเพศวิถีของพวกเขาอีกต่อไป
อ้างอิง
[1] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5," เผยแพร่เมื่อ 2564, เข้าถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568, https://www.krisdika.go.th.
[2] LGBTQIAN+ เป็นตัวอักษรย่อที่ใช้เรียกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยแต่ละตัวอักษรมาจากคำต่อไปนี้
- L - Lesbian (เลสเบี้ยน): ผู้หญิงที่มีแรงดึงดูดทางเพศหรือความรู้สึกโรแมนติกต่อผู้หญิงด้วยกัน
- G - Gay (เกย์): โดยทั่วไปหมายถึง ผู้ชายที่มีแรงดึงดูดทางเพศหรือความรู้สึกโรแมนติกต่อผู้ชายด้วยกัน (บางครั้งใช้เป็นคำรวมเรียกผู้ที่รักเพศเดียวกัน)
- B - Bisexual (ไบเซ็กชวล): ผู้ที่มีแรงดึงดูดทางเพศหรือความรู้สึกโรแมนติกต่อเพศมากกว่าหนึ่งเพศ (เช่น อาจชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง)
- T - Transgender (ทรานส์เจนเดอร์ หรือ คนข้ามเพศ): ผู้ที่มี อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ไม่ตรงกับเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด
- Q - Queer / Questioning (เควียร์ / เควสชันนิง):
- Queer (เควียร์): เป็นคำกว้างๆ (Umbrella Term) ที่ใช้เรียกใครก็ตามที่ไม่ได้มีเพศวิถีเป็นชายรักหญิง (Heterosexual) หรือไม่ได้มีอัตลักษณ์ทางเพศตรงกับเพศกำเนิด (Cisgender)
- Questioning (เควสชันนิง): หมายถึง ผู้ที่กำลังตั้งคำถาม ค้นหา หรือยังไม่แน่ใจในเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง
- I - Intersex (อินเตอร์เซ็กส์ หรือ ภาวะเพศกำกวม): ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับลักษณะทางกายภาพทางเพศ (เช่น โครโมโซม, อวัยวะเพศ, หรือระบบสืบพันธุ์) ที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของเพศชายหรือหญิงโดยทั่วไป
- A - Asexual / Aromantic / Ally (เอเซ็กชวล / เอโรแมนติก / แอลลาย):
- Asexual (เอเซ็กชวล): ผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศต่อผู้อื่น
- Aromantic (เอโรแมนติก): ผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทางใจหรือความรู้สึกโรแมนติกต่อผู้อื่น
- Ally (แอลลาย): คนที่เป็นพันธมิตร คือคนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQIAN+ แต่สนับสนุนและยืนหยัดเคียงข้างเพื่อความเท่าเทียม
- N - Non-binary (นอนไบนารี): ผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "ชาย" หรือ "หญิง" แต่อาจจะอยู่กึ่งกลาง, เป็นทั้งสองเพศ, หรือไม่มีเพศเลยก็ได้
- + (Plus / เครื่องหมายบวก): เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมาก หมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในตัวอักษรข้างต้น เช่น Pansexual (แพนเซ็กชวล), Demisexual (เดมิเซ็กชวล), Genderfluid (เจนเดอร์ฟลูอิด) และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ตัวย่อนี้ครอบคลุมทุกคนในชุมชน
[3] P. A. Jackson, "Queer Bangkok after the Millennium: Beyond Twentieth-Century Paradigms," in Queer Bangkok: 21st Century Markets, Media, and Rights, ed. P. A. Jackson (Hong Kong: Hong Kong University Press, 2011), 1-14.
[4] สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, "คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2564," เผยแพร่เมื่อ 2564, เข้าถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568, http://www.constitutionalcourt.or.th.
[5] พิมพ์ชนก พุกสุข, "Bangkok Naruemit Pride 2022: ‘ขบวนการเคลื่อนไหว’ ของผู้คนหลากหลาย เพื่อ ‘ศักดิ์ศรี’ และ ‘สิทธิ’ ที่เท่าเทียม," The 101.world, 5 มิถุนายน 2565, เข้าถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568, https://www.the101.world/bangkok-naruemit-pride-2022/.






