มณฑลเทศาภิบาล รูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาค
ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร
มณฑลเทศาภิบาล
มณฑลเทศาภิบาล คือรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคที่เกิดจากการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยรวมหลายหัวเมืองเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคขนาดใหญ่ แล้วแต่งตั้งข้าหลวงเทศาภิบาลจากส่วนกลางไปประจำทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านบริหารมณฑลเทศาภิบาลรอบด้านให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กรุงเทพฯ
ก่อนการปฏิรูประบบราชการส่วนกลาง พ.ศ. 2435 การปกครองหัวเมืองกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของ 3 กระทรวง กล่าวคือ หัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ใต้การบังคับบัญชาของ กระทรวงมหาดไทย หัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหม หัวเมืองชายทะเลใกล้เคียงพระนครอยู่ในบังคับบัญชาของกรมท่า (เทียบเท่ากระทรวง) แต่ละกระทรวงมีกองทหารประจำการ มีหน้าที่เก็บภาษีอากร และมีศาลทำหน้าที่ว่าความที่เกี่ยวกับกระทรวง เนื่องจากการแบ่งแยกงานให้อยู่ในความรับผิดชอบของหลายกระทรวง ไม่แบ่งงานตามหน้าที่ความเชี่ยวชาญ ทำให้การดำเนินงานเชื่องช้า มิได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ทันต่อสถานการณ์ของบ้านเมืองที่กำลังถูกคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่ขยายกำลังเข้ามายึดครองประเทศเพื่อนบ้านของไทยในทุกทิศทาง หากประเทศไทยจัดการปกครองหัวเมืองไม่รัดกุม ไม่มีประสิทธิภาพดีพอก็จะถูกรุกราน ถูกผนวกดินแดน
ในอีกด้านหนึ่ง ก่อนการปฏิรูปฯ การปกครองหัวเมืองของไทยอยู่ในระบบโบราณ หัวเมืองที่ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหลวงโดยตรง จะมีอิสระมาก ยิ่งไกลจากส่วนกลางมากเท่าใดยิ่งมีอิสระมากเท่านั้น การปกครองหัวเมืองห่างไกลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ หัวเมืองประเทศราช เช่น เชียงใหม่ ปัตตานี ให้คนในท้องถิ่นปกครองกันเอง โดยมีความผูกพันกับรัฐบาลเพียงการส่งเครื่องราชบรรณาการ 3 ปีต่อครั้ง ส่วนหัวเมืองภายในราชอาณาจักรหรือเมืองพระยามหานคร เช่น พิษณุโลก นครศรีธรรมราช สงขลา รัฐบาลไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการหัวเมืองอย่างแท้จริง การสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง มักได้แก่ทายาทของเจ้าเมือง การปกครองเป็นระบบ “กินเมือง” รัฐบาลไม่ต้องเป็นภาระในการเลี้ยงดูข้าราชการหัวเมือง ให้ข้าราชการหัวเมืองแสวงหาผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตน ไม่ต้องพึ่งพิงรัฐบาลในการยังชีพ ในทางกลับกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างอิทธิพลโน้มน้าวข้าราชการหัวเมืองได้มากนัก เพราะไม่อาจใช้การให้บำเหน็จบำนาญหรือการให้ความดีความชอบเป็นเครื่องมือในการจูงใจข้าราชการหัวเมือง
เหตุผลในการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ยังมีเหตุผลความจำเป็นมาจากหัวเมืองมีมาก กระจายอยู่หลายทิศทาง และการติดต่อสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับหัวเมืองก็ทำได้ยาก ดังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองในสมัยนั้น กล่าวว่า
เมื่อได้ตรวจหัวเมืองครั้งแรก (พ.ศ. 2435)... ไปเห็นความขัดข้องขึ้นก่อนอย่างอื่นด้วยหัวเมืองมีมาก แม้แต่หัวเมืองชั้นในก็หลายสิบเมือง ทางคมนาคมกับกรุงเทพฯจะไปมาถึงกันก็ยังช้า ยกตัวอย่าง ถ้าจะไปเมืองพิษณุโลก ต้องเดินทางกว่า 10 วันจึงจะถึง หัวเมืองก็อยู่หลายทิศหลายทาง จะจัดการอันใด พ้นวิสัยที่เสนาบดีจะออกไปจัดหรือตรวจการงานได้เอง ได้แต่มีท้องตราส่งข้อบังคับและแบบแผนส่งออกไปในแผ่นกระดาษให้เจ้าเมืองจัดการ ก็เจ้าเมืองมีหลายสิบคนด้วยกัน จะเข้าใจคำสั่งต่างกันอย่างไร และใครจะทำการซึ่งสั่งไปนั้นอย่างไร เสนาบดีอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ยากที่จะรู้เห็นว่าวิธีสั่งเป็นรายเมืองอย่างนั้น การงานคงไม่สำเร็จได้ดังประสงค์ จึง คิดที่จะแก้ความขัดข้องก่อน คิดไปเห็นทางแก้ตรงกับโครงการซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริ คือที่รวมหัวเมืองเข้าเป็นแบบมณฑลละ 5 หรือ 6 เมือง เอาขนาดท้องที่ ๆ ผู้บัญชาการมณฑลจะจัดการและตรวจตราได้เองตลอดอาณาเขตเป็นประมาณ และให้มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ชั้นยศอยู่ระหว่างเสนาบดีกับเจ้าเมืองไปอยู่ประจำมณฑลละคน ทั้งเป็นหูเป็นตาและเป็นที่ปรึกษาหารือของเสนาบดีด้วย
ในการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองโดยจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 นายเตช บุนนาค สรุปว่ามีหลักการสำคัญ 2 ประการคือ
ประการที่ 1 รัฐบาลกลางจะไม่ให้การบังคับบัญชาหัวเมืองกระจายไปอยู่กับกระทรวง 3 กระทรวง กล่าวคือจะรวมงานการปกครองส่วนภูมิภาคไว้ที่กระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว
ประการที่ 2 จะไม่ยอมให้เจ้าเมืองต่าง ๆ มีอิสระอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต (เตช บุนนาค, 2566, 5) คือรัฐบาลจะส่งบุคลากรของรัฐบาลเข้ามาบริหารงานการปกครองส่วนภูมิภาคโดยตรง และมีการจัดระเบียบการปกครองอย่างเป็นระบบตามแบบตะวันตก
ก่อนการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2437 ได้มีการรวมหลายหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกเข้าด้วยกันเป็นมณฑลมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2410 เพื่อให้มีข้าหลวงใหญ่ทำหน้าที่บางด้าน เช่น กำกับราชการในพื้นที่ จัดเก็บภาษีอากรเหมืองแร่ รับส่งเงินหลวง ทั้งนี้ มณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม อาณาเขตประกอบด้วย 5 หัวเมือง ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ตะกั่วป่า และระนอง โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่ภูเก็ต
ต่อมาประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านของไทย และลงมือจัดระเบียบการปกครองอาณานิคมที่เข้ายึดครอง ทำให้รัฐบาลไทยเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองรอบนอกที่มีพื้นที่ติดต่อกับอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้ชาติตะวันตกผนวกดินแดนของไทยเข้ากับอาณานิคมของตน ด้วยการฉวยโอกาสจากความหละหลวมของไทยในด้านการจัดระเบียบการปกครอง ดังนั้น ใน พ.ศ. 2433-2434 รัฐบาลไทยจึงได้รวมหัวเมืองเข้าด้วยกันเป็นมณฑลเพิ่มขึ้นอีก 5 มณฑล เพื่อทำหน้าที่เฉพาะด้านการเก็บภาษี การศาล การรักษาอาณาเขต และการปกครองท้องที่เฉพาะบางท้องที่เท่านั้น มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการทั่วไป
มณฑลที่จัดตั้งเพิ่มขึ้นนี้เป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ได้แก่
1) มณฑลลาวเฉียง ประกอบด้วย นครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน แพร่ น่าน และเถิน รวม 6 หัวเมือง โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่ชียงใหม่
2) มณฑลลาวพวน ประกอบด้วย อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร เลย และหนองคาย รวม 6 หัวเมือง โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่หนองคาย
3) มณฑลลาวกาว ประกอบด้วย อุบลราชธานี นครจำปาศักดิ์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ รวม 7 หัวเมือง ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่อุบลราชธานี
4) มณฑลเขมร ประกอบด้วย พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และพนมศก รวม 4 หัวเมือง ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองศรีโสภณ
5) มณฑลลาวกลาง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่นครราชสีมา
ส่วนการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของบทความนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเป็นระยะ ๆ มิได้จัดตั้งขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศในคราวเดียว เนื่องจากข้อจำกัดในทางการเงินที่จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าก่อสร้างที่บัญชาการมณฑลและเงินเดือนของข้าราชการในมณฑล และข้อจำกัดในด้านตัวบุคคลเนื่องจากต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงและต้องเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางใจด้วย
การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลได้เริ่มขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2437 ภายหลังการปฏิรูปราชการส่วนกลางและการเปลี่ยนตัวเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย โดยถือลำน้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในสมัยนั้นเป็นเครื่องกำหนดเขตมณฑลเทศาภภิบาล มณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นในครั้งแรกมี 3 มณฑล ได้แก่ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีน และมณฑลนครราชสีมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่ามาเป็นมณฑลเทศาภิบาล และในตอนปลายปีเมื่อมีการโอนหัวเมืองทั้งหมดซึ่งเคยขึ้นกับกระทรวงกลาโหมมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวแล้ว จึงได้รวมหัวเมืองฝ่ายใต้จัดตั้งเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกหนึ่งมณฑล
1.มณฑลพิษณุโลก จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมในภาคเหนือ มีเมืองในสังกัด 5 เมือง ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร พิชัย (ปัจจุบันคืออุตรดิตถ์) สวรรคโลก และสุโขทัย ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่เมืองพิษณุโลก
2.มณฑลปราจีน จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำบางปะกง มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และพนมสารคาม ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่เมืองปราจีนบุรี
3.มณฑลนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครราชสีมา
4.มณฑลราชบุรี จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองด้านทิศตะวันตก 5 เมือง ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี ปราณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองราชบุรี
ใน พ.ศ. 2438 ได้รวมหัวเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก 3 มณฑล ได้แก่ มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกเป็นมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลภูเก็ต
1.มณฑลนครชัยศรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ นครชัยศรี (นครปฐม) สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครชัยศรี
2.มณฑลนครสวรรค์ มีเมืองในสังกัด 8 เมือง ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชัยนาท ตาก อุทัยธานี พยุหคีรี มโนรมย์ และสรรค์บุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครสวรรค์
3.มณฑลกรุงเก่า มีเมืองในสังกัด 8 เมือง ได้แก่ กรุงเก่า พระพุทธบาท พรหมบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และอินทบุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองกรุงเก่าหรือพนครศรีอยุธยา
4.มณฑลภูเก็ต มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ตะกั่วป่า พังงา และระนอง ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองภูเก็ต
ใน พ.ศ. 2439 ได้รวมหัวเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลขึ้นอีก 2 มณฑล ได้แก่ มณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลชุมพร และได้แก้ไขการปกครองมณฑลแบบเดิมเป็นมณฑลเทศาภิบาลอีก 1 มณฑล คือมณฑลเขมร พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลบูรพา
1.มณฑลนครศรีธรรมราช มีเมืองในสังกัด 10 เมือง ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และบริเวณ 7 หัวเมืองภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี และหนองจิก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองสงขลา
2.มณฑลชุมพร มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ ชุมพร ไชยา หลังสวน และกาญจนดิฐ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองชุมพร
3.มณฑลบูรพา มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และพนศก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองศรีโสภณ
ใน พ.ศ. 2440 ได้รวมหัวเมืองมลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ไทรบุรี ปลิศ และสตูล ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองไทรบุรี
ใน พ.ศ. 2442 จัดตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ มีเมืองในสังกัด 2 เมือง ได้แก่ เพชรบูรณ์ และหล่มศักดิ์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์
ใน พ.ศ. 2443 แก้ไขการปกครองมณฑลแบบเดิมเป็นมณฑลเทศาภิบาล 3 มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน
มณฑลพายัพ มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่ นครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน นครน่าน แพร่ และเถิน ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่นครเชียงใหม่
มณฑลอุดร มีเมืองในสังกัด 5 บริเวณ ได้แก่ หมากแข้ง ธาตุพนม น้ำเหือง พาชี และสกลนคร ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่หมากแข้ง (อุดรธานี)
มณฑลอีสาน มีเมืองในสังกัด 5 บริเวณ ได้แก่ อุบลราชธานี จำปาศักดิ์ ขุขันธ์ (ขอนแก่น) สุรินทร์ และร้อยเอ็ด ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี
ใน พ.ศ. 2449 จัดตั้งมณฑลจันทบุรี และมณฑลปัตตานี
มณฑลจันทบุรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ จันทบุรี ตราด และระยอง ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองจันทบุรี
มณฑลปัตตานี จัดตั้งขึ้นโดยแยกบริเวณ 7 หัวเมืองออกจากมณฑลนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี และหนองจก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองปัตตานี
ใน พ.ศ. 2455 ได้จัดตั้งมณฑลเพิ่มขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง โดยแบ่งท้องที่มณฑลอีสานจัดตั้งงเป็นมณฑลร้อยเอ็ด พร้อมกันนี้ได้เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็นมณฑลอุบล
มณฑลร้อยเอ็ด มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด
มณฑลอุบล มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี
ใน พ.ศ. 2458 จัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ โดยแบ่งท้องที่ของมณฑลพายัพซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่และพลเมืองมาก มณฑลมหาราษฎร์มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ลำปาง น่าน และแพร่ ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่ลำปาง
ส่วนมณฑลพายัพคงเหลือเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
นอกจากมณฑลต่าง ๆ ที่อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีอีกมณฑลหนึ่งที่มิได้อยู่ในความปกครองของกระทรวงมหาดไทย คือมณฑลกรุงเทพฯ มณฑลนี้อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของกระทรวงนครบาลตามลักษณะพระธรรมนูญในกฎหมายเก่า มีฐานะเป็นมณฑลภายหลังจากได้มีการโอนราชการพลเรือนหัวเมืองจากกระทรวงกลาโหมไปให้กระทรวงมหาดไทยในพ.ศ. 2437 และให้จัดการปกครองเมืองเป็นแบบเทศาภิบาล กรุงเทพฯจึงมีฐานะเป็นมณฑลหนึ่ง มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่ พระนคร ธนบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ และนนทบุรี
ในสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2477) ได้มีการยุบรวมมณฑลให้มีจำนวนน้อยลง และยกเลิกมณฑลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้ไม่นาน เนื่องจากตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จะขึ้นภาษีก็เกรงว่าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงจำเป็นต้องตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลด้วยการทยอยยุบเลิกมณฑล ยุบเลิกตำแหน่งราชการ ให้ข้าราชการออกจากงานเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ
นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเหตุผลว่าการคมนาคมเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน การตรวจราชการกระทำได้สะดวกมากขึ้น การมีมณฑลเทศาภิบาลไม่มีความจำเป็น ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้การงานล่าช้า เพิ่มขั้นตอนการทำงาน
อ้างอิง
นิยม รัฐอมฤต การปกครองส่วนภูมภาค กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2520
เตช บุนนาค ขบถ ร.ศ. 121 (พิมพ์ครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ บริษัท ภาพพิมพ์ จำกัด 2566
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา สารานุกรมการเมืองการปกครองไทย เล่ม 2 กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา 2567 หน้า 372-383






