ปลดล็อกการเมือง

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

ปลดล็อกการเมือง (Political Deregulation)

การเมืองไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมามีลักษณะที่นักวิชาการหลายท่านนิยามว่าเป็นสภาวะ "ติดกับ" หรือ "ติดล็อก" (Gridlock) กล่าวคือ เป็นสภาวะที่การเมืองไม่สามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นตามครรลองประชาธิปไตย แต่กลับวนเวียนอยู่ในวงจรของความขัดแย้ง การประท้วงบนท้องถนน การแทรกแซงโดยองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ และจบลงด้วยการรัฐประหารโดยกองทัพ วงจรเหล่านี้ได้สร้างกลไกและโครงสร้างทางกฎหมายและการเมืองที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อ "ควบคุม" และ "กำกับ" การเมืองในนามของการปฏิรูป การสร้างเสถียรภาพ และการขจัดคอร์รัปชัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นการสร้างสภาวะ "ล็อก" ทางการเมืองที่บั่นทอนเจตจำนงของประชาชนและทำให้สถาบันทางประชาธิปไตยอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะนำเสนอแนวคิด "การปลดล็อกการเมือง" (Political Deregulation) โดยวิเคราะห์ว่ามันคืออะไร เหตุใดจึงมีความจำเป็นต่อการเมืองไทย และเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการรื้อถอนกลไกที่พันธนาการประชาธิปไตยไทยเอาไว้ โดยโต้แย้งว่า การปลดล็อกการเมืองไม่ใช่การนำไปสู่ความไร้ระเบียบ แต่คือการฟื้นฟูความไว้วางใจในกระบวนการประชาธิปไตยและเปิดพื้นที่ให้การเมืองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

นิยามและความหมายของ "การปลดล็อกการเมือง"

คำว่า "Deregulation" มักถูกใช้ในบริบททางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การลดหรือยกเลิกกฎระเบียบข้อบังคับของภาครัฐที่ควบคุมการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและประสิทธิภาพของตลาด เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในบริบททางการเมือง "Political Deregulation" หรือ "การปลดล็อกการเมือง" จึงหมายถึง กระบวนการรื้อถอน ลดทอน หรือปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย สถาบัน และกลไกเชิงอำนาจที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดการแข่งขันทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม บั่นทอนอำนาจของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง และปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

ในบริบทของการเมืองไทย การปลดล็อกการเมืองมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ซึ่งได้ทิ้งมรดกเป็น "กับดัก" หรือ "ตัวล็อก" สำคัญ ๆ ไว้ในระบบการเมือง[1] กลไกเหล่านี้ไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ แต่เชื่อมร้อยกันเป็นเครือข่ายที่คอยกำกับควบคุมการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ในทิศทางที่กลุ่มอำนาจนำต้องการเสมอ การปลดล็อกจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎหมายเพียงฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมหลายมิติ

กลไกสำคัญของการ "ล็อก" ทางการเมืองไทยร่วมสมัย

เพื่อที่จะเข้าใจแนวทางการ "ปลดล็อก" เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงกลไกของ "ตัวล็อก" สำคัญที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันเสียก่อน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประการหลัก ดังนี้

1. รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560: สถาปัตยกรรมแห่งการควบคุม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงของคณะรัฐประหาร (คสช.) ได้รับการออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อสถาปนาอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพให้อยู่เหนืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถาวร กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวล็อก" ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกอบด้วย

  • วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง: วุฒิสมาชิก 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีอำนาจสำคัญในการร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากเสมอไป
  • ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: การบัญญัติให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติที่คณะบุคคลซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. จัดทำขึ้น ถือเป็นการพันธนาการอำนาจของฝ่ายบริหารในอนาคตเป็นระยะเวลายาวนาน หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกดำเนินคดีโดยองค์กรอิสระได้ กลไกนี้ลดทอนความสามารถของรัฐบาลในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ระบบการเลือกตั้งที่ซับซ้อน: ระบบการเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" (Mixed-Member Apportionment) ที่นำมาใช้ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ส่งผลให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอและง่ายต่อการต่อรองและแทรกแซง[2] แม้จะมีการแก้ไขในเวลาต่อมา แต่เจตนารมณ์ในการควบคุมผลการเลือกตั้งยังคงฝังลึกอยู่ในโครงสร้าง
  • เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยากยิ่ง: กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งจำนวน 1 ใน 3 และต้องมีเสียงจากฝ่ายค้านร่วมด้วย ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ "ปลดล็อก" กลไกที่เป็นปัญหานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความยินยอมจากกลุ่มผู้กุมอำนาจเดิม

2. องค์กรอิสระและองค์กรตุลาการในฐานะผู้เล่นทางการเมือง แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถูกนำเสนอครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วยเจตนาที่ดีในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และ 2557 องค์กรเหล่านี้ได้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระที่แท้จริง[3] ที่มาของกรรมการในองค์กรอิสระหลายแห่งเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจเก่าและกองทัพ ทำให้การวินิจฉัยและการใช้อำนาจมักจะมีผลในทิศทางที่เป็นคุณต่อฝ่ายหนึ่งและเป็นโทษต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน

ศาลรัฐธรรมนูญได้กลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองที่มีอำนาจสูงส่ง ผ่านการวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์นักการเมือง และชี้ขาดประเด็นนโยบายสำคัญๆ การใช้อำนาจในลักษณะที่เรียกว่า "ตุลาการภิวัตน์" (Judicialization of Politics) ได้ก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองที่ควรจะยุติในสภากลับต้องไปสิ้นสุดที่ศาล ซึ่งเป็นสถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน[4] การกระทำเช่นนี้ได้สร้างสภาวะที่เรียกว่า "การเมืองที่ไร้การเมือง" (Politics without Politics) คือการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยเครื่องมือทางกฎหมายและศีลธรรม แทนที่จะใช้กระบวนการประนีประนอมต่อรองตามวิถีทางประชาธิปไตย

3. กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่ม การ "ล็อก" ทางการเมืองไม่เพียงแต่จำกัดบทบาทของนักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปิดกั้นเสียงของประชาชนทั่วไปด้วย กฎหมายหลายฉบับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างกว้างขวาง เช่น

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116: ถูกตีความและบังคับใช้อย่างเข้มข้นเพื่อดำเนินคดีกับนักกิจกรรมและประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันและรัฐบาล[5]
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ): มีขอบเขตที่คลุมเครือและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากผู้แสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์
  • พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ: สร้างขั้นตอนและเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างเลือกปฏิบัติได้สร้างบรรยากาศของความกลัว (Climate of Fear) ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะแสดงออกหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการทำลายรากฐานที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย

4. โครงสร้างรัฐราชการรวมศูนย์และการจำกัดอำนาจท้องถิ่น ประเทศไทยมีโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมาอย่างยาวนาน แม้จะมีความพยายามในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่หลังการรัฐประหารทั้งสองครั้ง แนวโน้มกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม[6] คือการดึงอำนาจกลับคืนสู่ส่วนกลางและกระทรวงมหาดไทย การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นถูกระงับเป็นเวลานาน งบประมาณและอำนาจในการตัดสินใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกจำกัด ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง การ "ล็อก" อำนาจไว้ที่ส่วนกลางทำให้การเมืองระดับชาติกลายเป็นสมรภูมิเดียวของการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากร และปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับฐานราก

ความจำเป็นและแนวทางการ "ปลดล็อกการเมือง"

การคงอยู่ของกลไก "ล็อก" ทางการเมืองเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันทางประชาธิปไตย[7] การฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากนโยบายสาธารณะไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกแยกและสิ้นหวังกับระบบการเมือง ดังนั้น การ "ปลดล็อกการเมือง" จึงไม่ใช่เป็นเพียงข้อเสนอของกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอดและอนาคตของสังคมไทยโดยรวม โดยมีแนวทางที่สำคัญดังนี้

1. การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน หัวใจของการปลดล็อกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื้อหาสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลงคือ:

  • ปรับเปลี่ยนที่มาของ ส.ว. ให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
  • ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และคืนอำนาจในการกำหนดนโยบายให้แก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
  • ออกแบบระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและส่งเสริมให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
  • ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ตามกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย

2. การปฏิรูปองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้องค์กรตรวจสอบทำงานได้อย่างสมดุลและเป็นกลางอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่มาและอำนาจขององค์กรเหล่านี้ โดยอาจให้มีความยึดโยงกับทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการอย่างสมดุลมากขึ้น หรือมีกระบวนการสรรหาที่เปิดกว้างและโปร่งใสให้สาธารณชนตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญควรมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร จนกลายเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ

3. การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของพลเมือง จำเป็นต้องมีการทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น มาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ. การชุมนุมฯ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและไม่สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว การเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้อย่างเสรี คือเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาประชาธิปไตย

4. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง การ "ปลดล็อก" จากส่วนกลางและส่งมอบอำนาจ งบประมาณ และภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ การให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการตนเองมากขึ้น ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการสร้างโรงเรียนประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด ซึ่งประชาชนจะได้เรียนรู้และฝึกฝนการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับที่ใกล้ตัวที่สุด

บทสรุป

"การปลดล็อกการเมือง" หรือ Political Deregulation ในบริบทของสังคมไทย คือภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง มันคือการต่อสู้ทางความคิดและอำนาจระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานะเดิมที่ตนได้เปรียบ กับฝ่ายที่ต้องการเห็นสังคมเคลื่อนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลและยั่งยืน ข้อเสนอในการปลดล็อกทั้ง 4 ประการ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปองค์กรอิสระ การส่งเสริมเสรีภาพ และการกระจายอำนาจ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การดำเนินการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะทลายวงจรที่ "ล็อก" สังคมไทยไว้ได้

การเดินทางสู่การปลดล็อกการเมืองไม่ใช่การแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่ปราศจากความขัดแย้ง แต่คือการสร้างกติกาพื้นฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน (A Level Playing Field) เพื่อให้ความขัดแย้งต่าง ๆ สามารถต่อสู้และคลี่คลายได้ภายใต้กรอบของสันติวิธีและกระบวนการทางรัฐสภา เป็นการฟื้นคืนความศรัทธาว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเสียงของประชาชนมีความหมายในการกำหนดทิศทางและอนาคตของตนเอง การปลดล็อกการเมืองจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐานและพร้อมเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีกลไกสำคัญบางอย่างที่ถูก "ปลดล็อก" ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในกระบวนการประชาธิปไตย อาทิ

1.     การสิ้นสุดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี: นี่คือการปลดล็อกที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ให้วุฒิสภา 250 คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งมีอำนาจร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงแล้วในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นมาจากเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2.  การแก้ไขระบบการเลือกตั้ง: ระบบเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ที่ซับซ้อนและทำให้พรรคใหญ่เสียเปรียบในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ได้ถูกแก้ไขกลับไปเป็นระบบเลือกตั้งแบบ 2 ใบ (ใบหนึ่งเลือก ส.ส. เขต อีกใบเลือกพรรค) ซึ่งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ดีกว่าและส่งผลให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ดังที่เห็นผลในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566

3.     การกลับมาของการเลือกตั้งท้องถิ่น: หลังจากการว่างเว้นไปนานในยุค คสช. การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับ (ผู้ว่าฯ กทม. อบจ. เทศบาล อบต.) ได้กลับมาจัดอีกครั้ง เป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจในระดับพื้นที่ให้กับประชาชน

แม้จะมีความคืบหน้า แต่กลไกที่พันธนาการประชาธิปไตยไทยยังคงมีอยู่และทำงานอย่างแข็งขันในหลายมิติ อาทิ

1.     รัฐธรรมนูญ 2560: ยังคงเป็น "ตัวล็อกแม่" ที่ควบคุมกลไกอื่น ๆ ทั้งหมด

  • กระบวนการแก้ไขที่ยากยิ่ง: การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องอาศัยเสียง 1 ใน 3 ของ ส.ว. ซึ่งทำให้การแก้ไขในประเด็นสำคัญ ๆ แทบเป็นไปไม่ได้
  • ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: ยังคงเป็นพันธะทางกฎหมายที่ผูกมัดนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
  • ที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ: รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางโครงสร้างให้องค์กรอิสระ (เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช.) มีที่มาที่ยึดโยงกับกลุ่มอำนาจเดิมและมีอำนาจสูงในการตรวจสอบและลงโทษฝ่ายการเมือง

2.     องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม: ยังคงถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเป็นกลางทางการเมือง มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม หรือที่เรียกว่า "นิติสงคราม" (Lawfare) อย่างต่อเนื่อง เช่น การยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธิ์นักการเมือง ซึ่งบั่นทอนผลการเลือกตั้งและความไว้วางใจของประชาชน

3.     กฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพหลายฉบับ: ยังคงถูกบังคับใช้อย่างเข้มข้นและกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจัดการผู้เห็นต่าง ยังมีเนื้อหาที่คลุมเครือและถูกใช้ฟ้องร้องเพื่อปิดกั้นการแสดงออกทางออนไลน์

4.     การรวมศูนย์อำนาจ: แม้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ อำนาจที่แท้จริง (ด้านงบประมาณและภารกิจ) ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง (กระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย) ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

แนวทางการแก้ไขที่ควรผลักดันเพื่อจะปลดล็อกการเมืองไทยอย่างสมบูรณ์ แนวทางที่ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนมีดังนี้:

1.     จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่: นี่คือ "กุญแจดอกหลัก" ที่จะปลดล็อกปัญหาอื่นๆ ทั้งหมด ควรผลักดันให้เกิดการลงประชามติเพื่อจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อร่างกติกาประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

  • ควรแก้ไขอย่างไร: ออกแบบให้ สสร. มีความเป็นอิสระ กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และให้ประชาชนลงประชามติรับรองในตอนท้าย

2.     ปฏิรูปองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม:

  • ควรแก้ไขอย่างไร: แก้ไขที่มาของกรรมการองค์กรอิสระให้มีความยึดโยงกับประชาชนหรือตัวแทนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปรับปรุงขอบเขตอำนาจให้ชัดเจน ไม่ก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร

3.     แก้ไขกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพ:

  • ควรแก้ไขอย่างไร: นำกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาอย่างเปิดเผยและมีวุฒิภาวะ เพื่อแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง

4.     ผลักดันการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง:

  • ควรแก้ไขอย่างไร: ออกกฎหมาย "ปลดล็อกท้องถิ่น" เพื่อถ่ายโอนงบประมาณและภารกิจสำคัญๆ (เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การจัดการทรัพยากร) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและทรัพยากรในการบริหารจัดการตนเองอย่างแท้จริง


อ้างอิง


[1] ประจักษ์ ก้องกีรติ, 2558. ประชาธิปไตยในยุคเปลี่ยนผ่าน: รวมบทความว่าด้วยประชาธิปไตย ความรุนแรง และความยุติธรรม. นนทบุรี. ฟ้าเดียวกัน.

[2] สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุลม 2562. "เลือกตั้ง 24 มี.ค. 62 มองผ่านเลนส์ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี – กุญแจสำคัญ คนรุ่นใหม่และแนวโน้มผลการเลือกตั้ง," The Momentum, 23 มกราคม 2562, เข้าถึงเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568, https://themomentum.co/predict-election-siriphan-noksuan-sawasdee/.

[3] Mérieau, E. (2021). Constitutional Bricolage : Thailand’s Sacred Monarchy versus the Rule of Law. Oxford. Hart Publishing.

[4] เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง, 2563. "จาก ‘ตุลาการภิวัตน์’ ถึง ‘นิติสงคราม’ : สงครามไม่มีวันแล้วเสร็จของปีกขวาไทย," The 101.world, 20 กุมภาพันธ์ 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568, https://www.the101.world/judicialization-of-politics-and-lawfare/.

[5] Streckfuss, D., 2011. Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lèse-Majesté. Oxfordshire, U.K. Routledge.

[6] วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 2557. 15 ปีการกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

[7] Duncan McCargo and Saowanee T. Alexander, 2019. “Thailand’s 2019 Elections: A State of Democratic Dictatorship?,” Asia Policy, 14(4), pp. 89–106.