นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต

ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนโยบายหาเสียงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางที่สุดนโยบายหนึ่ง นั่นคือ "นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต" ซึ่งมีเป้าหมายในการอัดฉีดเงิน 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่หลังเผชิญภาวะซบเซาจากวิกฤตการณ์โควิด-19 นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของนโยบายประชานิยมในบริบทของยุคดิจิทัล และได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเชิงลึกเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง ประสิทธิผลของนโยบายรัฐ บทบาทของสถาบันตรวจสอบ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในสังคมไทยยุคใหม่

การวิเคราะห์นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต โดยพิจารณาถึงรากฐานทางการเมืองในฐานะเครื่องมือหาเสียงและสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาล สำรวจข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างแนวคิดการกระตุ้นอุปสงค์มวลรวมกับความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลัง ประเมินความท้าทายเชิงธรรมาภิบาลและการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและที่มาของงบประมาณ และท้ายที่สุด การสังเคราะห์ถึงผลกระทบทางการเมืองและสังคมในระยะยาว เพื่อให้เห็นภาพว่านโยบายนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร

รากฐานทางการเมือง: ประชานิยมดิจิทัลในฐานะยุทธศาสตร์แห่งอำนาจ

นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักไทยในอดีต ซึ่งเชี่ยวชาญในการใช้นโยบายประชานิยม (Populism) เพื่อสร้างฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง[1] นโยบายในอดีต เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ล้วนประสบความสำเร็จในการสร้างความผูกพันโดยตรงระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนในระดับรากหญ้า นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลฯ สามารถถูกมองได้ว่าเป็น "ประชานิยมยุค 2.0" หรือ "ประชานิยมดิจิทัล" ที่ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการส่งมอบผลประโยชน์ไปยังประชาชนโดยตรงและฉับไว

ในมิติของยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ข้อเสนอที่เรียบง่าย ทรงพลัง และจับต้องได้ อย่าง "รับเงิน 10,000 บาท" ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถเข้าถึงและสร้างความหวังให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพและภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น[2] ความชัดเจนของนโยบายนี้แตกต่างจากนโยบายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเห็นผลช้า ทำให้สามารถสร้างคะแนนนิยมได้อย่างรวดเร็วในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย การผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตให้สำเร็จลุล่วงจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ยังเป็นเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญในการสร้าง "ความชอบธรรมในการบริหาร" (Performance Legitimacy) ให้แก่รัฐบาล[3] ความสำเร็จของนโยบายนี้จะถูกใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด ในทางกลับกัน หากนโยบายนี้ประสบความล้มเหลวหรือล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์: การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปะทะ วินัยทางการคลัง

หัวใจของความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ที่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฝ่ายสนับสนุน ซึ่งนำโดยรัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน มองว่านโยบายนี้คือ "การปั๊มหัวใจ" หรือการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) ภายในประเทศอย่างเร่งด่วน[4] แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Economics) ที่เชื่อว่าในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา การใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่จะก่อให้เกิด "ผลกระทบตัวคูณทางการคลัง" (Fiscal Multiplier Effect) กล่าวคือ เงิน 1 บาทที่รัฐใช้จ่ายออกไปจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบได้มากกว่า 1 บาท รัฐบาลคาดหวังว่าประชาชนจะนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงาน และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวตามเป้าหมาย

ฝ่ายคัดค้าน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรอิสระอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการ ธปท. หลายท่าน ได้แสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องในหลายประเด็น[5] ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะ การใช้งบประมาณมหาศาลราว 5 แสนล้านบาท จะส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้น และอาจเป็นการสร้างภาระผูกพันให้แก่รัฐบาลในอนาคต

ประการต่อมา คือ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบในระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนภาคการผลิตไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าสูงขึ้น (Inflation) ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางมากที่สุด ประการที่สาม คือ ความจำเป็นและความคุ้มค่า นักวิชาการหลายท่านตั้งคำถามว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ใน "ภาวะวิกฤต" จริงหรือไม่ ถึงขั้นที่ต้องใช้มาตรการแบบ "ปูพรม" (Universal) ที่ไม่คัดกรองกลุ่มเป้าหมาย ข้อเสนอแนะจากฝ่ายคัดค้านส่วนใหญ่จึงเอนเอียงไปในทิศทางของการใช้มาตรการที่เจาะจงเป้าหมาย (Targeted Measures) ไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า

ข้อถกเถียงนี้สะท้อนถึงความเห็นต่างในเชิงปรัชญาการบริหารเศรษฐกิจ ระหว่างฝ่ายที่เน้นการเติบโตระยะสั้นผ่านการกระตุ้นอุปสงค์ กับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการคลังและวินัยทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นความท้าทายที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญ

ความท้าทายเชิงธรรมาภิบาลและการนำนโยบายไปปฏิบัติ

นอกเหนือจากข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์แล้ว กระบวนการนำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตไปปฏิบัติยังเผยให้เห็นถึงความท้าทายเชิงธรรมาภิบาล (Governance) และการทำงานของสถาบันทางการเมืองไทยอย่างชัดเจน

ประเด็นแรกคือ ความไม่แน่นอนของแหล่งที่มาของงบประมาณ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการนี้หลายครั้ง ตั้งแต่การใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี การเสนอออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไปจนถึงการผสมผสานระหว่างงบประมาณปี 2567 และ 2568 และงบประมาณจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสะท้อนถึงความยากลำบากในการหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ควบคุมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในการออก พ.ร.บ. กู้เงิน หากรัฐบาลไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนและวิกฤตของสถานการณ์เศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) ระหว่างฝ่ายบริหารกับกลไกทางกฎหมายและองค์กรอิสระ

ประเด็นที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของผู้ได้รับสิทธิ์ จากเดิมที่ประกาศว่าเป็นนโยบายแบบถ้วนหน้า (Universal) สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหลายครั้ง เช่น การตัดกลุ่มผู้มีรายได้สูงและผู้มีเงินฝากเกินเกณฑ์ที่กำหนดออกไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แม้จะช่วยลดขนาดของงบประมาณลง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความเสมอภาคและความชัดเจนของนโยบาย นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการต่อรองทางการเมืองและการปรับตัวตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่าง ๆ

ประเด็นที่สามคือ ความท้าทายด้านเทคโนโลยี การพัฒนาระบบหรือแอปพลิเคชันเพื่อรองรับผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนในเวลาเดียวกันมีความซับซ้อนสูง และเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ใช้แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ที่มีฐานผู้ใช้งานอยู่แล้วและผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วจากโครงการของรัฐบาลก่อนหน้า การยืนยันที่จะพัฒนา "Super App" ใหม่ขึ้นมาทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และอาจมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ความท้าทายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนนโยบายหาเสียงให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงนั้นต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งทางกฎหมาย การคลัง การบริหาร และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญของขีดความสามารถและธรรมาภิบาลของรัฐบาล

ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในระยะยาว

ผลกระทบของนโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตทอดไกลเกินกว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อโครงสร้างทางการเมืองและสังคมไทยในระยะยาว

ประการแรก นโยบายนี้อาจ เปลี่ยนแปลงความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐ และสร้างบรรทัดฐานใหม่สำหรับนโยบายหาเสียงในอนาคต หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ อาจทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องนำเสนอนโยบายแจกเงินในลักษณะคล้ายคลึงกันเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่วังวนของการแข่งขันด้านประชานิยมที่บั่นทอนวินัยทางการคลังของประเทศในระยะยาว ในทางกลับกัน หากล้มเหลว ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อนโยบายประชานิยมขนาดใหญ่ และส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่นำเสนอ

ประการที่สอง นโยบายนี้ได้กลายเป็น สมรภูมิแห่งการต่อสู้ทางความคิด ที่ตอกย้ำสภาวะ "การเมืองแบบแบ่งขั้ว" (Political Polarization) ในสังคมไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การถกเถียงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักวิชาการหรือผู้กำหนดนโยบาย แต่ได้ขยายไปสู่สาธารณชนวงกว้าง โดยมีการแบ่งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านอย่างชัดเจน ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับจุดยืนทางการเมืองที่มีอยู่เดิม ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้วยเหตุผลทางวิชาการทำได้ยากขึ้น

ประการสุดท้าย แม้จะมีข้อถกเถียงมากมาย แต่ประโยชน์ทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นคือ การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล (Digital Transformation) การผลักดันให้ประชาชนและร้านค้าจำนวนมากต้องเข้ามาอยู่ในระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล อาจช่วยสร้างทักษะทางดิจิทัลให้แก่ประชาชน (Digital Literacy) และส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจเป็นมรดกเชิงบวกของนโยบายนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม

โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ได้ยุติลงแล้วและไม่ได้มีการจ่ายเงินครบทุกคนตามที่ประกาศไว้ในช่วงแรกโดยมีการจ่ายเงินไปเพียงบางส่วนในกลุ่มเปราะบางเท่านั้น รัฐบาลได้จ่ายเงินในโครงการนี้ไป 2 เฟส เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 185,000 ล้านบาท ก่อนที่จะตัดสินใจระงับโครงการในเฟสที่ 3 สำหรับประชาชนทั่วไป[6]

การจ่ายเงินไม่ได้ทำผ่านแอปพลิเคชันใหม่ตามที่เคยประกาศไว้ แต่ใช้วิธีการ โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ได้รับสิทธิ์โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ภาครัฐคุ้นเคยและมีระบบรองรับอยู่แล้ว เฟสที่ 1 (จ่ายเมื่อปลายเดือนกันยายน 2567): กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ โดยกรมบัญชีกลางเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ตามรอบการจ่ายเงินปกติ เฟสที่ 2 (จ่ายเมื่อเดือนมกราคม 2568): กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป[7]

ผลกระทบของโครงการสามารถแบ่งได้เป็นด้านเศรษฐกิจและด้านนโยบาย ดังนี้

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

  • ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามคาด: รายงานจากสื่อต่างประเทศและในประเทศระบุตรงกันว่า การอัดฉีดเงินใน 2 เฟสแรก ไม่ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับต่ำ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจระงับเฟสที่ 3
  • ความกังวลด้านภาระทางการคลัง: ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ นักวิชาการจากหลายสถาบัน ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงที่จะ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะเพื่อผลกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น
  • ผลกระทบเชิงบวกในระดับจุลภาค: มีงานวิเคราะห์ชี้ว่านโยบายส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในระยะสั้น โดยช่วย เพิ่มสภาพคล่องและรายได้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ในชุมชนที่ผู้ได้รับสิทธิ์นำเงินไปใช้จ่าย

ผลกระทบด้านนโยบาย

  • การยุติโครงการเฟส 3: รัฐบาลได้ ระงับการจ่ายเงินในเฟสที่ 3 สำหรับประชาชนทั่วไป และได้มีมติโยกย้ายงบประมาณที่เหลืออยู่ราว 157,000 ล้านบาท ไปใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่นแทน
  • บทเรียนด้านนโยบาย: โครงการนี้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการดำเนินนโยบายประชานิยมขนาดใหญ่ที่เผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎหมาย (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง) และแรงกดดันจากหน่วยงานตรวจสอบ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย จนทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและยุติโครงการไปในที่สุด

บทสรุป

นโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งในการทำความเข้าใจการเมืองไทยร่วมสมัย มันไม่ได้เป็นเพียงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่สืบทอดมาจากมรดกประชานิยมในอดีต เป็นเวทีของการปะทะทางความคิดทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างลัทธิเคนส์กับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง และเป็นบททดสอบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อกลไกธรรมาภิบาล การตรวจสอบถ่วงดุล และหลักนิติรัฐของไทย

ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายนี้จะไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสใดไตรมาสหนึ่งเท่านั้น แต่จะถูกตัดสินจากผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพทางการคลังของประเทศ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมือง และบรรทัดฐานของการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต มรดกของนโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันประเมินและเรียนรู้ต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า ในฐานะที่เป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามในการนำนโยบายประชานิยมขนาดใหญ่มาปฏิบัติให้เป็นจริง ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความท้าทาย

อ้างอิง


[1] Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, 2009. Thaksin, 2nd ed. Chiang Mai. Silkworm Books.

[2] สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2566. ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2/2566. กรุงเทพฯ. ธนาคารแห่งประเทศไทย.

[3] Bruce Gilley, 2006. "The meaning and measure of state legitimacy: Results for 72 countries," European Journal of Political Research 45, no. 3 (2006): pp. 499–525. https://doi.org/10.1111/j.1475-6765.2006.00307.x.

[4] คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet, 2567. "ดิจิทัลวอลเล็ต," เผยแพร่เมื่อ 25 กรกฎาคม 2567, เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2568, https://digitalwallet.go.th/.

[5] ฉัตร คำแสง, 2567. "‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ คนไทยได้อะไร? เสียอะไร?," The 101.world, 12 เมษายน 2567, เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2568, https://www.the101.world/digital-wallet-cost-benefit/. ; "TDRI: Digital wallet offers only short-term economic stimulation," The Nation, September 10, 2023, accessed May 15, 2025, https://www.nationthailand.com/thailand/economy/40030945. ; ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2567. "รายงานเศรษฐกิจและการเงิน เดือนมีนาคม 2567." เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2568. https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/thai-economy/state-of-thai-economy/monthly-report/macro-2567-03-report.pdf.

[6] James Guild. (2025). “Why Thailand Shelved the ‘Digital Wallet’ Scheme,” The Diplomat, accessed June 19, 2025, https://thediplomat.com/2025/06/why-thailand-shelved-the-digital-wallet-scheme/

[7] The Nation. (2025). “Thai Government Pulls Back on 10,000 Baht Digital Handout Scheme Amid Economic Headwinds,” The Nation, accessed May 19, 2025, https://www.nationthailand.com/news/policy/40050186