การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัต


การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Governance)

ความหมาย พัฒนาการ และแนวทาง

Democratic governance หรือการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย[1] เป็นแนวคิดที่มีองค์ประกอบของแนวคิดประชาธิปไตย (democracy) และการปกครอง (governance) มีค่านิยมที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การตรวจสอบได้ การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งประชาธิปไตยนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อประโยชน์ของประชาชน อำนาจในทางทฤษฎีเป็นของประชาชนแต่ในสถานการณ์ประชาธิปไตยแบบปกติ จะถูกถ่ายโอนไปยังผู้นำซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง หมายความว่าผู้นำนั้นควรใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของรัฐ ประชาธิปไตยจึงหมายถึงระบบของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ เป็นระบบการเมืองซึ่งให้โอกาสตามรัฐธรรมนูญ ในการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่รัฐและกลไกทางสังคมซึ่งประชาชนมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เป็นระบบการเมืองที่รัฐบาลอยู่ภายใต้ประชาชน ประชาชนบริหารอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านผู้แทนของพวกเขา ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ทันสมัยจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองที่ยั่งยืนและนำไปสู่การสร้างชาติหากมีการบริหารปกครองอย่างเหมาะสม[2]

สำหรับคำว่าการบริหารการปกครอง เป็นลักษณะที่อำนาจถูกบริหารเพื่อจัดการพัฒนาทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แนวคิด 'การบริหารการปกครอง' เกิดขึ้นก่อนปี ค.ศ.1989 สอดคล้องกับ ไพศาล บรรจุสุวรรณ์ ที่กล่าวถึงแนวคิดนี้ว่ามีการนำไปใช้ในประเทศฝรั่งเศสมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 มีขอบเขตความหมายถึงภาคสาธารณะ[3] หลักฐานที่ชัดเจนอย่างหนึ่งที่ให้ความหมายของการบริหารปกครอง คือ รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับ Sub-Saharan Africa: จากวิกฤติสู่การเติบโตที่ยั่งยืน รายงานนี้ระบุเกี่ยวกับ 'การบริหารการปกครอง' เพื่อการใช้อำนาจในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา เป็นคำซึ่งใช้บังคับกับการใช้อำนาจในบริบทเชิงสถาบันที่หลากหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อชี้นำ ควบคุม และกำกับดูแลกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน[4]

การบริหารการปกครอง เป็นการเชื่อมโยงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในสังคมได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะที่รัฐจะส่งมอบให้ประชาชน ด้วยรัฐไม่อาจบริหารจัดการได้เองทั้งหมดจึงต้องลดบทบาทตนเป็นผู้กำกับและประสานความร่วมมือเพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม การบริหารการปกครองจึงมีขอบเขตที่ครอบคลุมไปถึงเครือข่ายนโยบาย การจัดการสาธารณะ ความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชนอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยรวมเอาคุณค่าที่เป็นประชาธิปไตยเข้าไว้ในการบริหารปกครองอันได้แก่ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและการตรวจสอบได้[5] สอดคล้องกับ International Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA กล่าวว่าการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึงแนวทางการบริหารปกครองที่ดี ซึ่งสร้างกฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับความต้องการทางสังคมในอนาคต แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวที่แท้จริงอันเกิดจากความต้องการมีส่วนร่วมของสังคมที่มากขึ้น[6]

หลักการสำคัญ 4 ประการของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐบาลกลางมีขนาดเล็กลง และมีการดำเนินการลดลง (a smaller government that does less) ภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีวิสัยทัศน์ระดับโลก และมีองค์กรที่ยืดหยุ่นคล่องตัว (global vision and flexible organization) รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งภาคประชาชน พลเมืองและสื่อสามารถตรวจสอบกลไกการทำงานของรัฐได้ (accountable government) และประการสุดท้ายคือรัฐบาลที่มีความยุติธรรม คำนึงถึงความเที่ยงธรรมว่าคนในสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไร (government that is fair)[7]

ในเชิงพัฒนาการของแนวคิด การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นกระแสความคิดใหม่หรือแนวทางใหม่ของการบริหารงานภาครัฐ และอาจกล่าวได้ว่าการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นสาขาหนึ่งของรูปแบบแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ (new public service: NPM) โดยแนวคิดการบริหารการปกครองถือได้ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ช่วงแรกนั้นเรียกว่าเป็นแนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิม (traditional public administration) จากนั้นจึงเคลื่อนไปสู่การบริหารการปกครองแนวใหม่ (new public management: NPM) แล้วมาสู่แนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ (new public service: NPS) ซึ่งการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยปรากฎอยู่ในแนวคิดนี้ด้วย

สำหรับการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมตัวอย่างที่ชัดเจนคือรูปแบบราชการ (democratic model) ที่รัฐทำหน้าที่ส่งมอบบริการสาธารณะผ่านโครงสร้างหน่วยงานของรัฐ จึงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความคุ้มค่า แต่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมองว่ารัฐเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด จึงทำให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้พึ่งพาหน่วยงานรัฐและเป็นฝ่ายรับบริการจากภาครัฐ

ต่อมาในทศวรรษ 1980 การบริหารงานภาคสาธารณะถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีและการบริหารงานใหม่ในภาคเอกชน ประกอบกับโครงสร้างการทำงานแบบราชการที่ไม่คล่องตัวและมีต้นทุนสูง จึงเป็นที่มาของการปฏิรูประบบราชการด้วยแนวคิดการจัดการภาครัฐใหม่หรือ NPM ที่นำแนวคิดและแนวทางในภาคธุรกิจมาใช้ในการบริหารงานภาคสาธารณะ มองประชาชนเป็นลูกค้าส่วนภาครัฐเป็นผู้ให้บริการ อย่างไรก็ดี NPM ที่มองประชาชนมากกว่าความเป็นพลเมืองและยังบั่นทอนความภาคภูมิใจของข้าราชการ ทำให้เกิดข้อถกเถียงในการบริหารงานภาคสาธารณะ นำมาสู่การกระแสปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐที่ต้องเน้นพลเมืองและประโยชน์สาธารณะนั่นคือการบริการสาธารณะใหม่หรือ NPS ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ  7 ประการ ได้แก่ การช่วยให้ประชาชนแสดงความต้องการร่วมกันออกมา เป้าหมายหลักคือผลประโยชน์สาธารณะ นโยบายสาธารณะมาจากความต้องการส่วนรวมและมีที่มาจากกระบวนการที่เปิดกว้าง บริการประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมือง เน้นความสามารถตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับคนเพราะมีความสำคัญต่อการจัดการ พลเมืองเป็นเจ้าของรัฐบาล ด้วยหลักการสำคัญของ NPS ถือว่าสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาแนวคิดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย [8]

กล่าวได้ว่า แนวทางของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลังยุคการบริหารการปกครองแนวใหม่ (post-new public governance) จึงมีความแตกต่างของแนวคิดว่าด้วยการบริหารการปกครองเป็นสองสาย สายการบริหารปกครองภาครัฐใหม่ (new public governance) ไม่ได้แสวงหาการมีส่วนร่วมของพลเมือง ส่วนสายการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเน้นหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่มีความตื่นรู้ เสริมสร้างพลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นหลักประกันการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกลไกการตัดสินใจ[9]

ดังนั้น หลักการสำคัญ 4 ประการของการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐบาลกลางมีขนาดเล็กลง และมีการดำเนินการลดลง (a smaller government that does less) ภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีวิสัยทัศน์ระดับโลก และองค์กรที่ยืดหยุ่นคล่องตัว (global vision and flexible organization) รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งภาคประชาชน พลเมืองและสื่อสามารถตรวจสอบกลไกการทำงานของรัฐได้ (accountable government) และประการสุดท้ายคือรัฐบาลที่มีความยุติธรรม คำนึงถึงความเที่ยงธรรมว่าคนในสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไร (government that is fair)[10]

สำหรับแนวทางที่ทำให้เกิดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นไปอย่างสอดคล้องกับหลักการ 4 ประการข้างต้น อาจดำเนินการตามแนวทางเสนอโดยสามเสาหลักของ IDEA ได้แก่ การสร้างข้อตกลงร่วมกัน (agree on what to do and how to do) การกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบาย (viable strategies and policies) และการนำไปสู่โครงการ (transformational programme)[11]

- เสาหลักแรกเป็นการตกลงกันว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไร เป็นการประเมินความเป็นจริงและลำดับความสำคัญในเรื่องสำคัญที่รัฐจะดำเนินการ ได้แก่ ความสมานฉันท์ทางสังคมเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ การต่อสู้กับความยากจน ความไม่เท่าเทียม การเคารพสิทธิ เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบดูแลสุขภาพ การศึกษา ความมั่นคง ความยุติธรรม และระบบทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

- เสาหลักที่สอง การสร้างยุทธศาสตร์และนโยบาย เป็นไปเพื่อสนับสนุนความเป็นผู้นำและแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อเป็นทางเดินต่อเนื่องมาจากเสาแรกว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไรบ้าง เสาที่สองช่วยให้เห็นผลที่จะได้รับในระยะยาวเชิงประชาธิปไตยและสวัสดิการสังคม ตลอดจนวิธีดำเนินการในเชิงเทคนิค

- เสาหลักสุดท้าย เป็นการเสนอโครงการต่าง ๆ ที่สอดรับกับวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งสนับสนุนโดยคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้มีข้อควรคำนึงว่านับตั้งแต่การสร้างข้อตกลงร่วมกันควรที่จะหลีกเลี่ยงการแบ่งขั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่ออำนาจนิยมหรือประชานิยม ดังนั้น กลไกที่หลากหลายที่จะนำมาใช้พูดคุยและสร้างการมีส่วนร่วมจึงมีความจำเป็นเพื่อให้แนวทางทั้งสามเสาหลักที่กล่าวมานี้ดำเนินไปโดยรักษาความสมานฉันท์ทางสังคมไว้ได้

ตัวอย่างกรณีการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย

         กรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนทั้งในส่วนที่เป็นกรณีที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย สำหรับกรณีที่เป็นไปตามแนวคิดนี้ ยกตัวอย่างความเป็นหุ้นส่วนของรัฐบาลแบบเปิด (Open Government Partnership: OGP) ในโครงการในระดับโลกที่หลายประเทศร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดรัฐบาลที่เปิดเผย ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ เช่น ประเทศเม็กซิโกที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้มีการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยในปี ค.ศ.2017 กระทรวงการบริหารสาธารณะของเม็กซิโกได้ขอให้ OECD เข้ามาให้การช่วยเหลือในการริเริ่มการกำหนดวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า CompraNet ซึ่งเป็นพื้นที่ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ รวมทั้งเป็นระบบที่เปิดประมูลอย่างเป็นธรรมลดการทุจริตได้ OGP ได้ทำให้เม็กซิโกมีโอกาสเรียนรู้การวางระบบในเชิงเทคนิคและเรียนรู้ประสบการณ์การจัดทำระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสจากนานาประเทศในการประชุมประจำปีของ OGP หรือบราซิลได้เข้าร่วมโครงการ OGP เช่นกัน โดยมี Participa.br[12] สร้างเป็นพื้นที่ออนไลน์ให้เกิดการมีส่วนร่วมในระดับสหพันธรัฐด้วยการกระบวนการปรึกษาหารือ ประชาพิจารณ์ และโพลสำรวจความคิดเห็น Participa.br ของประเทศบราซิลเป็นพื้นที่เสมือนในการรับฟังความคิดเห็นสำหรับประชาชนทั้งแบบบุคคลและแบบกลุ่ม ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกันในประเด็นนโยบายสาธารณะ Participa.br ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดความโปร่งใสและการเข้าร่วมในการทำนโยบาย[13]

สำหรับตัวอย่างการบริหารปกครองที่ไม่สอดคล้องกับการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในระบบราชการไทย เช่น ย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำและแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแทน ย้ายนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากกรณีเหล่านี้ขัดต่อหลักการของการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยในเรื่องรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใส ซึ่งแท้จริงแล้วการตรวจสอบควรเป็นกลไกที่ภาคประชาชนใช้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล กลายเป็นว่าฝ่ายการเมืองนำมาใช้ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยอ้างว่าข้าราชการคนนั้นประพฤติผิดทุจริตจำเป็นต้องโยกย้าย แม้ยังอยู่ในช่วงกำลังตรวจสอบยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิด ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายเองยังรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมเพราะรู้สึกว่าการถูกย้ายน่าจะเกิดจากไม่ยอมลงนามอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่นักการเมืองทำ[14] หรือกรณีคุณภาพการศึกษาไทย ที่มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ พ.ศ.2543แต่ยังมีความล้มเหลวในการปฏิรูปเพราะแก้ไขปัญหาเพียงการเพิ่มทรัพยากร เช่น งบประมาณ ซึ่งไม่เพียงพอ จะต้องเพิ่มคุณภาพครูผู้สอนและการตรวจสอบการจัดการศึกษาให้ชัดเจน ว่าประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษานั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบได้ โดยตรวจสอบสถานศึกษาและครู ส่วนผู้ปกครองและเด็กมีฐานะเป็นพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในความสามารรถตรวจสอบได้[15]

กรณีการบริหารปกครองของประเทศไนจีเรียสมัยประธานาธิบดี Buhari พบความท้าทายเกี่ยวกับการบริหารและการคอรัปชั่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อป้องกันและต่อต้านการทุจริต แต่การทำงานของคณะกรรมการยังไร้ผล เพราะนักการเมืองยังคงทุจริตและไร้การลงโทษใด ๆ มีการละเมิดหลักนิติธรรมเนื่องจาก Buhari เองเป็นนายพลที่มาบริหารงานซึ่งสื่อต่าง ๆ เรียกเขาว่าเป็นนายพลมากกว่าจะเรียกว่าเป็นประธานาธิบดี การบริหารของ Buhari เองยังเป็นไปในแนวทางที่แสดงถึงการใช้อำนาจสูงสุดโดยไร้กฎหมายเช่น การจับกุมผู้อำนวยการด้านวิทยุและกระจายเสียง และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือการจู่โจมบ้านผู้พิพากษา ไนจีเรียในสมัย Buhari ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศจากการกระทำที่รุนแรงและการโจรกรรมในชนบทโดยกลุ่มอาชญากรในชนบททำการลักพาตัว ปล้น ข่มขืน และการก่อการร้ายในรูปแบบอื่น ชุมชนหลายแห่งถูกแทนที่โดยกลุ่มโจรและเศรษฐกิจของชุมชนสั่นคลอน แต่ปัญหาการลักพาตัวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโจรไม่ได้รับการรายงานเป็นจำนวนมาก อัตราการลักพาตัวที่เพิ่มขึ้นในไนจีเรียมีความเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ ปัญหาที่มีความรุนแรงเหล่านี้สะท้อนภายใต้การบริหารงานของ Buhari ทำให้ประเทศไนจีเรียประสบวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงยาวนานจนล้าหลังเกือบ 8 ปี[16]

จากกรณีตัวอย่างที่ยกมานี้ สะท้อนความหลากหลายของผลการดำเนินงานที่เป็นและไม่เป็นไปตามแนวคิดการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังที่ Olufemi และ Edidem กล่าวว่า ผลผลิตของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับลักษณะและรูปแบบการบริหารของแต่ละที่[17] การบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยจึงสะท้อนคุณภาพของระบบการเมือง อันเริ่มต้นตั้งแต่รัฐบาลที่มีความชอบธรรมซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหากขาดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ประกันความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเสมอไป ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในฐานะพลเมืองเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่า การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง แนวทางของการบริหารการปกครองซึ่งสร้างกฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของสังคมในอนาคต แนวคิดนี้มีพัฒนาการมาจากแนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมที่ไม่คล่องตัว จึงนำไปสู่แนวคิดการบริหารการปกครองแนวใหม่ที่นำแนวทางการบริหารธุรกิจมาปรับใช้ แต่ก็นำมาซึ่งคำถามเรื่องความเป็นพลเมือง จึงเป็นที่มาของแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ซึ่งการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยปรากฏอยู่ โดยแนวคิดนี้มีหลักการสำคัญ ได้แก่ การลดขนาดและงานของรัฐบาลกลาง ภาครัฐและเจ้าหน้าที่มีวิสัยทัศน์ องค์กรของรัฐยืดหยุ่นคล่องตัว รัฐบาลมีความรับผิดชอบและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งการบริหารของรัฐบาลมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เที่ยงธรรมต่อคนทุกกลุ่มในสังคม


[1] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์, 2559. “การเคลื่อนตัวทางความคิดจากการบริหารรัฐกิจดั้งเดิมสู่การบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย: ตัวอย่างบทวิเคราะห์ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศไทย.” วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง. หน้า 1-41.

[2] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem, 2024. “Democratic governance and the challenges of leadership in Nigeria under Buhari administration.” African Journal of Social Sciences and Humanities Research. (Volume 7, Issue 1) pp.122-124.

[3] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 6.

[4] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem. Op. Cit. p.123.

[5] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 5.

[6] International Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA), 2021. Democratic Governance as an Effective and Enduring Response to the Challenges Facing Latin America. Stockholm, Sweden. IDEA. p.20.

[7] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ, 2557. “การเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในระบบราชการไทย.” Graduate Research Conference 2014 Khon Kaen University. หน้า 2039.

[8] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 5 และ หน้า 9.

[9] Ramazan Sengul and Cihan Necmi Gunal, 2023. “Democratic governance approach as a new paradigm in public service provision” International Conference on Interdisciplinary Scientific Research-VIII. (July 13-15, Rome Italy) pp.993-1093; p.995; p.997

[10] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ. เรื่องเดิม. หน้า 2039.

[11] IDEA. Op. Cit. p.23.

[12] Participa.br เป็นชื่อของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้สร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วม สร้างขึ้นโดยรัฐบาลกลางประเทศบราซิลในเดือนมีนาคม ค.ศ.2014 เพื่อแทนที่แพลตฟอร์มเดิมอย่าง Governo Eletrônico

[13] Ramazan Sengul and Cihan Necmi Gunal. Op. Cit. pp.995-996. และติดตามโครงการนี้ ได้ทางเว็บไซต์ https://www.opengovpartnership.org/

[14] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ. เรื่องเดิม. หน้า 2037-2038.

[15] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 30-31 และ 36.

[16] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem. Op. Cit. pp.119-133.

[17] Ibid. p.122