พลังแผ่นดินไท (พ.ศ. 2549)

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 20:43, 10 กรกฎาคม 2553 โดย Teeraphan (คุย | ส่วนร่วม)
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต



พรรคพลังแผ่นดินไท

พรรคพลังแผ่นดินจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549[1] โดยมีนายลิขิต ธีรเวคิน ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคและนายประจวบ อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค[2] ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549[3] นายประจวบ อึ๊งภากรณ์ ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและเลขาธิการพรรค แต่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2550[4] ได้มีคำสั่งจากนายทะเบียนพรรคการเมืองให้พรรคพลังแผ่นดินไทยเปลี่ยนตัวบุคลผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคคือนายลิขิต ธีรเวคิน และนายสฤต สันติเมทนีดล เนื่องจากที่ผ่านมาบุคคลทั้งคู่ได้เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถขอจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองได้ภายในห้าปีนับตั้งแต่วันที่ประกาศยุบพรรคไทยรักไทย จึงทำให้พรรคพลังแผ่นดินไทยต้องเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคคนใหม่ซึ่งก็ได้แก่นายสมศักดิ์ วรคามิน[5] แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อนายสมศักดิ์ วรคามิน ได้ลาออกจาการเป็นหัวหน้าพรรค[6] ซึ่งหัวหน้าพรรคคนต่อมาก็ได้แก่ นายมนตรี เศรษฐบุตร [7]

ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นทางการของพรรคนั้น ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 41 คน แบ่งเป็นแบบสัดส่วนจำนวน 20 คนและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 21 คน ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด

รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ[8]


ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาภูมิภาค

1.กระตุ้นการบริโภคในประเทศ

2.กระตุ้นการส่งออก

3.ส่งเสริมการออมและการลงทุน

4.ส่งเสริมแข่งขันกันอย่างเสรี

5.สนับสนุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

6.รักษาเสถียรภาพทางการเงิน

7.แก้ไขปัญหาการว่างงาน

8.พัฒนาความเจริญสู่ภูมิภาค

9.พัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับแต่ล่ะภูมิภาค


ด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

1.หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย

2.จัดตั้งกองทุนแรงงาน

3.แก้ไขกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเสียเปรียบ

4.ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค

5.สนับสนุนนโยบายความร่วมมือในระดับเอเปค

6.กระตุ้นความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนให้มากยิ่งขึ้น

7.จัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน

8.ผลักดันความร่วมมือในระดับอนุภาคในเรื่องสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ

9.แก้ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน


ด้านการเมืองและการปฏิรูประบบราชการ

1.พัฒนาพรรคการเมือง

2.สนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ

3.พัฒนากระบวนการนิติบัญญัติและการบริหาร

4.ปฏิรูประบบราชการให้เป็นเชิงเอกชน

5.ลดขนาดส่วนราชการ

6.กระจายอำนาจรัฐสู่หน่วยงานในท้องถิ่น เอกชนและสังคม

7.ปรับโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนแก่หน่วยงานรัฐ

8.สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง


ด้านความมั่นคง

1.สนับสนุนให้กองทัพมีการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัย

2.ยกเลิกระบบทหารเกณฑ์โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบทหารอาสา

3.ส่งเสริมบทบาทของกองทัพในการพัฒนาประเทศ


ด้านสังคม

1.สร้างสังคมใหม่ให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมผาสุก

2.ส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานของสถานเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

3.พัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิเด็ก

4.ควบคุมการใช้แรงงานเด็ก

5.ฝึกอาชีพให้เยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ

6.สนับสนุนหญิงชายให้มีความรับผิดชอบตามกรอบธรรมเนียมประเพณี

7.คุ้มครองให้เกียรติ สิทธิและเสรีภาพทุกประการกับหญิงบริการที่ทำโดยความสมัครใจ

8.ให้การบริการที่จำเป็นทุกด้านแก่ผู้สูงอายุโดยไม่คิดมูลค่า

9.จัดสวัสดิการให้แก่ผู้พิการในทุกด้าน


ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

1.ส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2.พัฒนาบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3.ส่งเสริมระบบสารสนเทศการเกษตร

4.กำหนดมาตรการในการดูแล รักษา แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

5.สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์เพื่อการพัฒนา

6.ตั้งคณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการใช้ทรัพยากรและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม


ด้านการเกษตร

1.ส่งเสริมการผลิตเพื่อแปรรูปสินค้าการเกษตรและการผลิตแบบฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกร

2.พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้ตราสัญลักษณ์ประเทศไทยเพื่อการส่งออก

3.ขยายตลาดและแสวงหาตลาดใหม่ๆทางการเกษตร

4.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร

5.เพิ่มบทบาทของเอกชนในการพัฒนาแหล่งน้ำ

6.สนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกร


ด้านการศึกษา

1.ให้โอกาสทางการศึกษากับคนทุกคน

2.เรียนฟรี 12 ปี

3.ส่งเสริมการศึกษาสำหรับนักบวชในทุกศาสนา

4.จัดตั้งกองทุนพัฒนาและกองทุนส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษา

5.ตั้งกองทุนส่งเสริมการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

6.ให้มหาวิทยาลัยของรัฐเป็นหลักในการผลิตงานวิจัยและมหาวิทยาลัยเอกชนผลิตนักศึกษา

7.จัดหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับประเพณีวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่

8.จัดตั้งห้องสมุดประชาชนในทุกท้องถิ่น

9.สนับสนุนการแปลสิ่งพิมพ์จากต่างประเทศ

10.ให้อิสระแก่เอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ


ด้านสาธารณสุข

1.สนับสนุนให้มีแพทย์หรือพยาบาลประจำครอบครัว

2.จัดการบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

3.จัดหาน้ำดื่มที่สะอาดให้ครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

4.จัดตั้งศูนย์บริการแม่และเด็ก

5.สร้างเครือข่ายศูนย์สาธารณสุขและสหกรณ์ยาระดับหมู่บ้าน

6.ให้บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลปฏิบัติงานได้ถึงอายุ 65 ปี

7.ส่งเสริมให้มีระบบประกันสุขภาพราคาถูก

8.สนับสนุนการรักษาด้วยยากลางบ้านและยาสมุนไพร


อ้างอิง

  1. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอน 77ง หน้า 14
  2. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอน 77ง หน้า 49
  3. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอน 127ง หน้า 114
  4. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอน 70ง หน้า 83-84
  5. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอน 86ง หน้า 59
  6. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 26ง หน้า 29
  7. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 91ง หน้า 131
  8. ↑ สรุปความจากราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอน 77ง หน้า 14-30