แทนคุณแผ่นดิน (พ.ศ. 2550)

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 22:27, 23 มิถุนายน 2553 โดย Teeraphan (คุย | ส่วนร่วม)
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต



พรรคแทนคุณแผ่นดิน

พรรคแทนคุณแผ่นดินจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550[1] โดยมีนายวิชัย ศิรินคร [2] ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคและนายชาตวิทย์ มงคลแสน ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค[3]

ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นทางการของพรรคแทนคุณแผ่นดินนั้นที่ผ่านมาพรรคยังมิได้เข้าร่วมกิจกรรมการเลือกแม้แต่ครั้งเดียว


รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ [4]


นโยบายเร่งด่วน

1.สร้างรางรถไฟคู่ขนานจำนวน 3 สายให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี

2.จัดหากองทุนกู้ยืมให้แรงงานไทยอีสานไปทำงานในต่างประเทศโดยไปทำงานก่อนแล้วผ่อนให้รัฐทีหลัง


ด้านการเมืองและการปกครอง

1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกคน

2.กระจายอำนาจสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น

3.พัฒนาการเมืองในระบบรัฐสภาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ มั่นคงและมีเกียรติภูมิ

4.สนับสนุนบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน ส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชน


ด้านการเกษตร

1.ปรับปรุงระบบการปฏิรูปที่ดิน

2.กำหนดราคาผลผลิตขั้นต่ำและสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร

3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรโดยตั้งโรงงานขนาดเล็กไว้ในแหล่งวัตถุดิบ

4.จัดตั้งสถาบันวิจัยทางการเกษตร สถาบันเกษตรกร สมัชชาและสภาการเกษตร

5.เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำ

6.รื้อฟื้นโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแม่โขงที่ผามอง

7.แก้ไขภาวะหนี้สินของเกษตรกร


ด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม

1.ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพและสวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงาน

2.ส่งเสริมการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพแรงงาน

3.คุ้มครองผู้ใช้แรงงานเด็ก เยาวชน และสตรี

4.จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับปัญหาแรงงานในต่างประเทศ

5.นำแรงงานที่กลับจากต่างประเทศมาพัฒนาอุตสาหกรรม


ด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

1.การกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้มีความเป็นธรรม

2.ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคและระหว่างประเทศ

3.สนับสนุนการออม

4.ขุดคลองเชื่อมการเดินเรือสมุทรระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทยเพื่อลดระยะทางขนส่ง

5.ร่วมทุนกับประเทศเพื่อนบ้านในการสร้างท่าเรือน้ำลึก

6.ปรับปรุงระบบภาษีอากร

7.พัฒนาโครงสร้างและบริการพื้นฐานเพื่อจูงใจนักลงทุน


ด้านสังคมและสาธารณสุข

1.รักษาฟรีแก่บุคคลสูงอายุ

2.เกษียณอายุและบุคคลไร้สมรรถภาพ

3.สนับสนุนการวิจัยเพื่อนำมาแก้ปัญหาสาธารณสุข

4.กระจายการบริการด้านสาธารณสุขไปทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

5.ควบคุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนให้เป็นธรรม


ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

1.จัดการศึกษาให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาคของประเทศ

2.สนับสนุนการวิจัยในมหาวิทยาลัย

3.เร่งผลิตบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์

4.ส่งเสริมการนำเอาศาสนามาปรับใช้ในการพัฒนาชีวิต

5.ฟื้นฟูวัฒนธรรมที่ดีงามทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น


ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

1.กำหนดแผนการใช้และพิทักษ์ทรัพยากรของชาติ

2.ให้ความรู้ในเรื่องระบบนิเวศน์แก่ประชาชนทุกคน

3.นำเข้าพลังงานหลักจาต่างประเทศและสำรองพลังงานในประเทศ

4.ให้รัฐมีอำนาจจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าและพื้นที่ของรัฐที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์โดยการให้สัมปทานปลูกป่าและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม


ด้านการพัฒนาท้องถิ่นและชนบท

1.จัดให้มีการวางผังเมืองในเมืองใหญ่

2.กระจายระบบพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

3.ส่งเสริมให้มีการสร้างงานในชนบท

4.พัฒนาองค์กรชุมชนชนบทให้เข้มแข็งและมีศักยภาพ


ด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม

1.ปรับปรุงกลไกรัฐให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุน

2.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

3.สนับสนุนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่


ด้านการต่างประเทศ

1.ส่งเสริมความร่วมมืออันดีกับทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2.สร้างบทบาทในการลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

3.คุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่างๆของคนไทยในต่างประเทศ

4.ช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน

5.ผลักดันให้คนไทยแสดงบทบาทเป็นผู้นำในเวทีสำคัญของโลก


ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

1.พัฒนาโครงสร้างกองทัพให้มีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพ

2.สร้างกองทัพให้เป็นทหารอาชีพและมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

3.เปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการทหารเป็นยุทธศาสตร์ทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

4.เพิ่มสวัสดิการให้แก่ทหาร

5.ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของทหาร

6.พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ขึ้นใช้เอง


อ้างอิง

  1. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 32ง หน้า 85
  2. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 32ง หน้า 123
  3. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 32ง หน้า 123
  4. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 32ง หน้า 85-99