เสียงประชาชน (พ.ศ. 2550)

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 14:45, 27 กรกฎาคม 2553 โดย Teeraphan (คุย | ส่วนร่วม)
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต



พรรคเสียงประชาชน

พรรคเสียงประชาชนจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550[1] โดยมีนายกำจร เชาวน์รัตน์[2] ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค ต่อมานายกำจร เชาวน์รัตน์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง[3] ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ซึ่งผู้ที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนต่อมาคือ นายเดชชาติ รัตนวรชาติ[4]

ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเสียงประชาชนนั้นเนื่องจากการที่พรรคก่อนตั้งขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งจนถึงปัจจุบันปรากฏว่าประเทศไทยได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพียงครั้งเดียวคือเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งในครั้งนั้นพรรคเสียงประชาชนมิได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบสัดส่วนแต่อย่างใด ส่วนในแบบแบ่งเขตนั้นพรรคเสียงประชาชนส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวน 8 คน ซึ่งก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ [5]


นโยบายด้านการเมืองการปกครอง

1.เชิดชูและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และยึดมั่นปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย

2.ดำเนินการปรับปรุงและร่างกฎหมายที่ยั่งยืน

3.ดำเนินการส่งเสริมให้ความรู้และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดีให้แก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

4.สร้างความมั่นคงให้แก่รัฐ สร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชน และร่วมกันเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง

5.เปิดโอกาสให้ผู้แทนของพรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอแนวความคิดและแนวนโยบายที่เป็นผลดี

6.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนและองค์กรอื่นๆ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจของรัฐ

7.ดำเนินการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย โดยการให้การศึกษาแก่ประชาชน

8.ดำเนินการสร้างการบริหารกิจการประเทศที่มีมาตรฐานและยึดหลักการกระจายอำนาจ

9.สนับสนุนและส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

10.ดำเนินการปกครองตามหลักกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหลักนิติธรรมนิยม


นโยบายด้านสังคม

1.มุ่งสร้างสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของคนไทย รวมทั้งให้มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน

2. อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติไทยให้สืบสานกันไปมิให้สูญหายไปจากสังคม

3.ดูแลด้านสวัสดิการทางสังคมเท่าที่ควร และได้รับความคุ้มครองจากรัฐในเรื่องการรักษาพยาบาลฟรี

4.พัฒนาด้านการศึกษา ให้ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาฟรี

5.ช่วยเหลือและดูแลคนสูงอายุโดยการแจกเบี้ยเลี้ยงชีพจากรัฐเดือนละ 1,000 บาท สตรีได้รับสิทธิ์การคลอดบุตรฟรี และสามารถลาคลอดบุตรกำหนด 4 เดือน โดยได้รับเงินเดือนตามปกติ

6.นำเอาองค์ความรู้ในระดับโลกมาประสานเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาของประเทศ

7.ดำเนินการส่งเสริมสนับสนุน และยกย่องแนวความคิดภูมิปัญญาการคิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ


นโยบายด้านเศรษฐกิจ

1.ดำเนินการพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ

2.มุ่งพัฒนาการตลาดในระบบเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากต่างประเทศ ตลอดจนแก้ไขปัญหาช่วยเหลือปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่เกษตร

3.ดำเนินการริเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจของชาติต้องอยู่ในมือของรัฐและประชาชนคนไทย โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์

4.มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน

5.มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร และประชาชน โดยจัดหาแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมให้แก่ประชาชน รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมจัดตั้งธนาคารประชาชนขึ้นให้ทั่วถึง

6.ดำเนินการฝึกฝีมือแรงงานและโรงงานขนาดเล็กของคนไทยให้มีคุณภาพมาตรฐาน

7.มุ่งสร้างประชาชนไทยให้มีความรู้ความสามารถในการผลิต พัฒนาเป็นธุรกิจไปสู่ตลาดโลก


อ้างอิง

  1. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 124 ตอนพิเศษ 151ง หน้า 42
  2. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 124 ตอนพิเศษ 151ง หน้า 71
  3. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่ 11ง หน้า 60
  4. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่ 36ง หน้า 32
  5. ↑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 124 ตอนพิเศษ 151ง หน้า 42-47