ประชานิยม
ผู้เรียบเรียง ภูริภัทร์ เครือนพรัตน์[1]
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รศ. ดร. นิยม รัฐอมฤต
ประชานิยม
คำว่าประชานิยม (populism) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมการเมืองทั้งไทยและต่างประเทศ แทบจะเป็นคำศัพท์พื้นฐานทางการเมืองร่วมสมัยไปแล้วก็ว่าได้ โดยส่วนมากเรามักเห็นว่าการใช้คำว่าประชานิยมเป็นการแปะป้ายให้กับคู่ต่อสู้ทางการเมืองในความเข้าใจว่าใช้สิ่งล่อลวงใจที่ไม่ดีให้ประชาชนนั้นหลงเชื่อ เป็นการบิดเบือนความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้อง หรือบ้างอาจกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้มีการให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไปทั้งในเชิงบวกและลบ แม้ว่าแท้จริงแล้ว คำว่า “ประชานิยม” นั้น เป็นได้ทั้งคำที่มีความหมายในเชิงกรอบคิด (concept) หรือเป็นคำที่มีความหมายในเชิงปรากฎการณ์ (phenomenology) หรือความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ (strategy) ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า เราใช้คำว่าประชานิยมในบริบทไหนและใช้ไปเพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่นั้น คำว่าประชานิยมจะถูกนำไปใช้ในการโจมตีคู่แข่งทางการเมือง โดยใช้เป็นคำในเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยรวมของคำว่าประชานิยมนั้น หมายถึง ที่นิยมโดยประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การตั้งข้อสังเกตว่า “ประชาชน” ที่หมายถึงนั้น เป็นใคร? การจะหาความหมายของประชานิยมจึงต้องเริ่มจากการพิจารณากรอบคิดของมันก่อน จึงจะสามารถเข้าใจปรากฎการณ์หรือยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในที่นี้จะได้กล่าวถึงตัวอย่างของปรากฎการณ์และยุทธศาสตร์พอสังเขป
กรอบคิดของประชานิยม
คำว่าประชานิยมนั้นถูกใช้กันมาอย่างยาวนานและแพร่หลาย ตั้งแต่ในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจ (heartland) ของประชาชน โดยการก่อร่างขององคาพยพของ “ประชาชน” ที่มีความต้องการและอุดมการณ์ที่เหมือนกัน จนสามารถถูกสร้างขึ้นเป็น “ประชานิยม” ได้ ประชานิยมในแง่นี้จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่นโยบาย ตัวบุคคล หรือเพียงอุดมการณ์ แต่เป็นเสมือน ดินแดน หรือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชน หรือตัวแสดงทางการเมืองนั้น เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อแสดงความเห็น และปฏิบัติการทางการเมืองหนึ่ง ๆ ตามความต้องการ หรืออุดมการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองได้ ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลัก (grand ideology) ของพื้นที่ทางการเมืองเหล่านี้ แต่ประชานิยมเป็นเสมือนปรากฎการณ์ที่รับเอา/สมาทานอุดมการณ์หลักเหล่านั้น เข้ามาเป็นความคิดที่ขับเคลื่อน/หล่อเลี้ยงกระแสของประชานิยมให้คงอยู่ และปฏิบัติการต่อไปได้ (Taggart, 2000, pp. 2–5)
ประชานิยมอาจเกี่ยวข้องกับสถานที่ ความคิด อุดมการณ์ วิถีการผลิต และแน่นอนว่าเป็นกรอบคิดที่แยกไม่ออกจากชาตินิยม (Brass, 2000, pp. 190–191) เนื่องจากการจะหลอมรวมผู้คนที่มีความหลากหลายมาเป็นประชาชนได้ จะต้องมองข้ามความแตกต่างหลาย ๆ อย่าง และหาจุดร่วมบางอย่างเพื่อสู้กับศัตรูบางตัวเท่านั้น ดังนั้น กาจะรวมตัวกันเข้าเป็น “ประชาชน” ที่มีจุดร่วมกันได้นั้น จะต้องมีบางอย่างที่เหมือน/ร่วม กัน และสิ่งที่ทรงพลังที่สุดก็คือ การมี “ศัตรู” ที่ร่วมกัน กล่าวคือ การศึกษาประชานิยม จึงเป็นการหาคู่ตรงข้ามของสององคาพยพในสังคม [การเมือง] ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็น “ประชาชน” และอีกฝ่ายหนึ่งเป็น “ศัตรูของประชาชน” ซึ่งในแต่ละกรณีก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพียงประชานิยมในแง่ของการเมือง ระหว่างพรรคการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง หรือไปจนถึงสถานภาพทางสังคม ชนชั้น ลักษณะทางประชากรศาสตร์
กระนั้นก็ดี คู่ตรงข้ามของสังคมดังกล่าวในความรับรู้ของสังคมร่วมสมัย มักจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นการต่อสู้ของประชาชนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ที่ต่อสู้กับยักษ์ตัวใหญ่ (Mudde & Kaltwasser, 2013, pp. 8–9) ซึ่งการสร้างเรื่องเล่า (narrative) ของประชานิยมแต่ละที่นั้น มักจะเป็นการกล่าวถึงปัญหาของประชาชนที่พบเจอและพุ่งเป้าไปยังศัตรูที่มักจะถูกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นชนชั้นนำทางสังคมและการเมือง (elite) นั่นเอง ปฏิบัติการทางการเมืองที่ใช้ประชานิยมหรือการเกิดปรากฏการณ์ประชานิยมจึงต้องอ้างถึงความเป็นประชาชนในการเชื่อมโยงเข้ากับทุก ๆ อย่างที่จะเสนอ (Mudde & Kaltwasser, 2013, pp. 3–7) ผู้นำหรือผู้ปฏิบัติการทางการเมืองโดยประชานิยม จึงมักใช้อารมณ์ของประชาชน เพื่อดึงความนิยมจากประชาชน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นำไปสู่การชนะการเลือกตั้งและขึ้นสู่อำนาจ โดยการใช้วาทะหรือโวหารในการให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ทำให้ “ประชาชน” รู้สึกว่าถูกผู้ร้ายรังแกทางศีลธรรม และแสดงตนว่าอยู่ข้างเดียวกับประชาชน และจะช่วยประชาชนต่อสู้กับศัตรูตัวนั้น จึงสร้างคู่ตรงข้าม พวกเรา/พวกเขา ขึ้นมา ความเป็นประชานิยมในแง่นี้ จึงเป็นการพยายามสร้างความเหมือนหรือความเป็นกลุ่มก้อนของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ๆ โดยการใช้ความเป็นศีลธรรมในแง่ของการแบ่งแยกถูก/ผิด และใช้การสื่อสารกับประชาชนของตนบอกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง จึงเป็นสร้างเสริมสร้างประชาชนในฝั่งของตน โดยมีผู้นำเป็นผู้สื่อสาร
ดังนั้น “ประชานิยม” จึงไม่ใช่ “อุดมการณ์” ทางการเมืองที่มีการให้คุณค่า และมีเป้าหมายในตัวเอง เช่น อุดมการณ์แบบเสรีนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสม์ ที่มีเป้าหมายทางการเมือง แต่ประชานิยมเป็นเครื่องมือและ/หรือยุทธศาสตร์ ที่อาจนำมาปรับใช้เพื่อทำให้อุดมการณ์ หรือเป้าหมายทางการเมือง ของกลุ่มทางการเมืองหนึ่ง ๆ สำเร็จและบรรลุเป้าหมายได้ในนามของประชาชน
ปรากฎการณ์ของประชานิยม
นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ศึกษาประชานิยม จะมีการแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่มองว่าประชานิยมเป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหา กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่สนับสนุนประชานิยมและกลุ่มที่สนับสนุนประชานิยมนั่นเอง ดังนั้น การมองประชานิยม จึงไม่ควรมองว่าประชานิยมเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่มักจะมีสารัตถะหรือแก่นแกนของตัวมันเองดังที่กล่าวไป แต่ควรมองเป็น 2 ลักษณะคือ การมองว่าเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และการมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมืองในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งในที่นี้ ปรากฎการณ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำหรือปฏิบัติการทางการเมือง ที่มีแรงขับและเป้าหมายของผู้กระทำ
ผู้นำที่ถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม มักเป็นผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายขวา ที่นักวิชาการสายเสรีนิยมมักโจมตี และกล่าวว่าประชานิยมนั้น เป็นการลดทอน/ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มนี้จะมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา และอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตยที่เป็นผลผลิตจากประชานิยม คือประชาธิปไตยที่ไร้เสรี เนื่องจากขาดองค์ประกอบและวิสัยทัศน์ของประชาธิปไตย จึงทำให้สรุปว่า อันตรายของประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มาจากอุดมการณ์อื่นใดที่ปฏิเสธคุณค่า (values) หลักของแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่เป็น “ประชานิยม” ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่เสื่อมโทรมของประชาธิปไตย เป็นอันตรายที่มาจากโลกของประชาธิปไตยเอง ซึ่งตัวแสดงทางการเมืองได้ใช้คุณค่าของประชาธิปไตยที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยเอง (Müller, 2017, pp. 6, 49–60, 103) แน่นอนว่าประชานิยมในลักษณะที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นปรากฎการณ์ของนายโดนัล ทรัมป์ ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐในปี ค.ศ. 2017-2021 และยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่มีผู้นำประชานิยม (ฝ่ายขวา) ในลักษณะนี้ เช่น บราซิล ฟิลิปปินส์ ฮังการี เม็กซิโก เป็นต้น
การมองว่าผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้ความเป็นประชานิยมในการเข้าสู่อำนาจ เพื่อที่จะใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น โดนัล ทรัมป์เคยประกาศชัดเจนว่าจะสร้างกำแพงตามแนวชายแดนเม็กซิโก ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่ได้สร้าง แต่ฝ่ายเสรีนิยมก็มองว่าเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติ และมองว่าทรัมป์เป็นพวกเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการพหุวัฒนธรรมของเสรีนิยม เป็นต้นนั้น เป็นการสร้างชุดความคิดทางการเมืองว่า ประชานิยมนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเสรีนิยม และยังตรงข้ามกับเสรีนิยมประชาธิปไตย และกล่าวว่าผู้นำที่ใช้ปฏิบัติการทางการเมืองในลักษณะนี้เป็นผู้นำประชานิยม (populist leader) และผู้สนับสนุน/เลื่อมใสในความคิดและลงคะแนนเลือกให้กับผู้นำในลักษณะนี้ จะเป็นประชานิยมชน (ในภาษาอังกฤษเรียกว่า populist เช่นเดียวกัน) จึงมีการเรียกประชานิยมในลักษณะนี้ว่า ประชานิยมเชิงอำนาจนิยม (authoritarian populism) (Müller, 2022, pp. 3–41) ปรากฎการณ์ในลักษณะนี้ นั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของประชานิยม ที่มีการใช้ประชานิยมมาเป็นปฏิบัติการทางการเมืองผ่านอารมณ์ความรู้สึกของ “ประชาชน” ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า “ประชาชน” อีกฝ่าย/ขั้วหนึ่งนั้น ไม่ใช่ประชาชนที่แท้จริง ประชานิยมในแง่นี้จึงเป็นการทวงคืนความเป็นของจริง หรือ ของแท้ ที่ขาดหายไป และมักจะกล่าวว่าเป็นการถูกปล้นหรือแย่งชิงไปจากฝ่าย/ขั้วตรงข้าม หรือ “ศัตรูของประชาชน”[2] การแบ่งขั้วทางการเมือง (polarisation) จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประชานิยม (Müller, 2022, pp. 21–22)
กระนั้นก็ดี จากที่กล่าวมาประชานิยมนั้น ดูจะเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายขวานั้นใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ในสังคมการเมืองร่วมสมัย แต่ในขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่มการเมืองที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า หรือ “ฝ่ายซ้าย” ก็ได้หยิบเอา ยุทธศาสตร์ประชานิยมมาใช้ โดยเรียกว่า ประชานิยมฝ่ายซ้าย (Left-wing populism) ซึ่งเป็นการมองว่าประชานิยมนั้นไม่เป็นปัญหา และยังมองว่าประชานิยมเป็นโอกาสที่จะทำให้ความต้องการและปัญหาของประชาชนได้รับการตอบสนอง และยังเป็นการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลง (radicalization of democracy) อีกด้วย
ยุทธศาสตร์ของประชานิยม
ในอีกฟากฝั่งทางการเมืองที่แสดงตนว่าใช้ประโยชน์จากประชานิยมคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายบางพรรคการเมืองในยุโรป เช่น พรรคโปเดมอส ในสเปน พรรคซิริซ่าในกรีซ M5S ในอิตาลี พรรคสังนิยมในโบลิเวีย หรือแม้แต่พรรคก้าวไกล (อนาคตใหม่) ในประเทศไทย[3] ซึ่งพรรค/กลุ่มการเมืองที่ใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมซ้ายนั้น แม้ว่าจะมีความชัดเจนในการกล่าวอ้างว่าตนคือประชานิยมต่างกันออกไป แต่ใจความหลักของประชานิยมซ้ายคือ การอ้างถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ประชาชนพบเจอความเดือดร้อนและความไม่ยุติธรรม การนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นประเด็นหลักในการปฏิบัติการทางการเมือง และสร้าง “ประชาชน” ผ่านความต้องการของประชาชนเอง ขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรค/กลุ่มการเมืองนั้น ๆ และมีเป้าหมายเพื่อชิงอำนาจนำ (hegemony) ในนามประชาชน และสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกในสังคม นี่จึงเป็นข้อแตกต่างกับประชานิยมฝ่ายขวา ที่เนื้อหาของใน ”เรื่องเล่า” ของประชานิยมฝ่ายซ้าย ไม่ได้เน้นหนักไปที่เรื่องของการแบ่งแยกหรือกีดกันผู้ที่แตกต่างหรือการหวนกลับไปสู่ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของสังคมนั้น ๆ แต่เป็นการควบรวมเอาความแตกต่างมาไว้ด้วยกันและสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างนั้นได้ ผ่านความเป็นการเมือง
ประชานิยมในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่การกำหนดวาระของพรรค/กลุ่มการเมืองโดยผู้นำแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นการกำหนดวาระร่วมกันของผู้ที่ทำการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง/นักการเมือง/นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการที่ทำการศึกษาและเสนอยุทธศาสตร์นี้ มีความตั้งใจที่จะแสดงว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะทำให้ “ประชาชน” ได้ถืออำนาจอธิปไตย มากกว่าจะให้สังคมเป็นแบบเดิมที่ชนชั้นนำมีอำนาจนำ การเมืองในลักษณะประชานิยมซ้ายเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของประชาชน หรือที่อาจเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มักเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ของรัฐ และนโยบายรัดเข็มขัด (austerity) ที่เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ.2008 อันเป็นปฏิกิริยาต่อความไม่ยุติธรรมในสังคม แนวทางการเมืองแบบสถาบันทางการเมืองแบบดั้งเดิม ที่ต้องการระบบรัฐสภาและองค์กรทางการเมืองอื่น ๆ เป็นกลไกในการบริหารงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ประชาชนจึงอยากออกมาแสดงออกทางการเมืองโดยตรงมากยิ่งขึ้น และเมื่อประชาชนธรรมดาไม่สามารถมีส่วนร่วมและมีบทบาทในสถาบันทางการเมืองเหล่านั้นได้ หนทางที่ประชาชนนั้นสามารถแสดงออกถึงความต้องการได้นั้น ก็คือการชุมนุมประท้วง ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อบ่งบอกถึงความต้องการของประชาชน การเรียกร้องบนถนน จึงเป็นการสื่อสารของประชาชนที่ส่งไปยังผู้มีอำนาจ การเมืองแบบประชานิยมซ้าย จึงมักออกมาในรูปแบบของพรรคการเมืองลูกผสม (hybrid party) (Fominaya, 2020, pp. 224–250) ที่มักมีการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาไปพร้อมกันและมีวาระที่คล้ายกัน ช่วงเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้น จึงเป็นช่วงที่เวลาที่เหมาะสมในการเกิดประชานิยม (The Populist Moment) (Mouffe, 2018, pp. 11–18) ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้ประชาชนนั้นหันมาสนใจการเมือง เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง จึงทำให้เกิดความเป็นการเมืองขึ้นมาได้ จากโลกหลังการเมืองที่ไม่มีใครสนใจต่อสู้ทางการเมือง
แต่เมื่อความต้องการของประชาชนนั้นมีความแตกต่าง และกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง จึงทำให้ต้องเกิดพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ควบรวมความต้องการ (articulating demands) ที่หลากหลายของประชาชน มาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ประชาชนนั้นสนับสนุน และสามารถได้รับการเลือกตั้ง ขึ้นสู่อำนาจ และสามารถครองอำนาจนำ (hegemony) ได้ในที่สุด[4] กระนั้น พรรคการเมืองในแง่นี้ จึงต้องเป็นพรรคการเมืองที่สามารถดึงดูดประชาชนได้ พรรคการเมืองจึงต้องผูกติดกับความต้องการของประชาชน เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นสามารถขับเคลื่อนมวลชนของประชาชนนั้นได้ กล่าวคือ พรรคการเมืองในลักษณะนี้นั้น ใช้ยุทธศาสตร์แบบ “ประชานิยม” ในการดึงดูด/ควบรวม/ก่อตัว ผู้สนับสนุนตัวพรรคการเมืองเอง “ห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียม” (chains of equivalence) (Laclau & Mouffe, 2001, pp. 127–134) ที่เป็นการรวบรวมอัตลักษณ์และความต้องการที่หลากหลาย (Laclau, 2005b, pp. 37–38) ของของประชาชนด้วยห่วงโซ่มาร้อยเรียงกันให้เป็นอัตลักษณ์ร่วม (collective identity) หนึ่งเดียว เพื่อที่จะต่อสู่กับคู่ตรงข้ามของประชาชน— ชนชั้นสูงที่กุมอำนาจ— แต่ดังที่ได้กล่าวไปว่าประชาชนนั้นก็มีการให้คุณค่าต่อการเมืองที่แตกต่างกัน การรวมตัวกันเป็นประชาชนดังที่ได้กล่าวไปจึงเป็นส่วนที่สำคัญ แต่การประกอบสร้างของประชาชนนั้นก็อาจนำไปสู่การรวมตัวที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตยเอง ทั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับคุณค่าของประชาชนที่ถูกประกอบสร้างขึ้น ว่าเป็นคุณค่าที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ดังที่ได้กล่าวไป มูฟ เห็นว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างประชานิยมฝ่ายซ้ายและขวา จึงอยู่ที่การสร้างห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียมนี้ (Errejón & Mouffe, 2016, p. 144)
ในแง่นี้ การใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมจึงเป็นการขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ประชาชน” ของแต่พรรค/กลุ่มการเมือง ที่สร้างประชาชนขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมือง (political frontline) ของตนเอง เพื่อสู้กับ “ศัตรู” อีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถืออำนาจ ชนชั้นนำ หรือแม้แต่ “ประชาชน” ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายตนเอง (Mouffe, 2018, p. 11) การใช้ประชานิยมในลักษณะของยุทธศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นการมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา ในทางกลับกัน กลับถูกมองว่าเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหา โดยการใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น (Prentoulis, 2021)
สรุป
ประชานิยมเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมือง ที่กลุ่มทางการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้นใช้เพื่อให้เกิดความนิยม กระแส หรือปรากฎการณ์เพื่อเป้าหมายทางการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเป้าหมายที่รับใช้/สมาทานอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายหรือขวา ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองขึ้น และเกิดเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนตำราให้พรรค/กลุ่มทางการเมืองสามารถหยิบฉวยเอาไปใช้ได้ แม้ว่าประชานิยมจะไม่ได้มีแก่นแกนสารัตถะด้วยตัวมันเอง แต่ก็สามารถเป็นคู่ตรงข้ามให้กับอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างได้ เช่น เสรีนิยม (Mudde, 2019; Müller, 2017) หรือมาร์กซิสม์ (Brass, 2000) ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้
ถึงจุดนี้ จึงต้องแยกให้เห็นถึงคุณค่า อุดมการณ์ เนื้อหา และวิธีการของปฏิบัติการทางการเมือง ว่าการเป็นประชานิยมไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์เป็นเสรีนิยม หรือสังคมนิยม หรือไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้าเสมอไป แต่อย่างไรก็ตามประชานิยมนั้นเป็นเครื่องมือที่เล่นกับอารมณ์และความเป็นการเมืองที่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้ว ให้เกิดเป็นแนวหน้าทางการเมืองอย่างน้อยสองฝ่าย ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หรือปรากฎการณ์ที่มีความเป็นกลาง เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่มีความสุดโต่งไปในด้านใดด้านหนึ่ง การเกิดขึ้นของประชานิยม จึงเป็นการหยิบยืม หรือสมาทานอุดมการณ์บางอย่างมาเพื่อนำมาฟูมฟักให้เกิดเป็นการเมืองที่สุดโต่งอยู่เสมอ ส่วนจะส่งผลดีหรือไม่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผิด ก็คงจะเป็นเรื่องที่บรรทัดของแต่ละคนที่ต้องตัดสินเอง
บรรณานุกรม
Brass, T. (2000). Peasants, Populism and Postmodernism: The Return of the Agrarian Myth (1st edition). Routledge.
Errejón, Í., & Mouffe, C. (2016). Podemos: In the Name of the People. Lawrence and Wishart Ltd.
Fominaya, C. F. (2020). Democracy Reloaded: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos. Oxford University Press.
Laclau, E. (2005a). On Populist Reason. Verso.
Laclau, E. (2005b). Populism: What’s in a Name? In F. Panizza (Ed.), Populism and the Mirror of Democracy. Verso.
Laclau, E., & Mouffe, C. (2001). Hegemony and Socialist Strategy: Towards a Radical Democratic Politics (2nd edition). Verso.
Mouffe, C. (2018). For a Left Populism. Verso.
Mudde, C. (2019). The Far Right Today (1st edition). Polity.
Mudde, C., & Kaltwasser, C. R. (Eds.). (2013). Populism in Europe and the Americas: Threat or Corrective for Democracy? (Reprint edition). Cambridge University Press.
Müller, J.-W. (2017). What Is Populism? Penguin UK.
Müller, J.-W. (2022). Democracy Rules (1st edition). Penguin.
Prentoulis, M. (2021). Left Populism in Europe: Lessons from Jeremy Corbyn to Podemos (1st edition). Pluto Press.
Taggart, P. (2000). Populism (1st edition). Open University Press.
อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์ (2565), การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า.
อ้างอิง
[1] สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
[2] ในแง่นี้ ประชานิยมจึงแยกไม่ออกกับการเมืองแบบชาตินิยม ซึ่งเน้นการรักษาไว้ซึ่งความเป็นของจริงแท้ ถือเป็นการอนุรักษ์ทั้งเชื้อชาติ วิถีชีวิต รวมไปถึงวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม นั่นก็คือวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการหวนกลับไปหาสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่และระบบทุนนิยมโลกที่เป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในชาติ ประชาชนในชาติจึงต้องปกป้องอัตลักษณ์ของชาติไว้ ไม่ให้ถูกกลืนไป ดู (Brass, 2000, pp. 148–150) ซึ่งแม้ว่า จะมีการนิยามว่าชาติคือประชาชนของฝ่ายซ้ายก็ตาม แต่การอ้างว่าชาติคือประชาชน และการยึดโยงประชาชนเข้ากับชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นศูนย์รวมที่มีสำนึกร่วมกับบางอย่าง จึงจำเป็นที่จะต้องยึดถือสำนึกร่วมบางอย่างนั้นไว้ ก็นำไปสู่สำนึกร่วม “ของแท้” ในที่สุด และทำให้เกิดการกีดกัน “ของไม่แท้” ออกไปในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
[3] ดู อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์, การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า, 2565.
[4] ดู (Laclau, 2005a)






