รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร
ผู้เรียบเรียง นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ดร. สติธร ธนานิธิโชติ
รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร
เมื่อรัฐสภาได้รับการก่อตั้งขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้วนั้น ในระยะแรก จำเป็นต้องมีกลุ่มบุคคลทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภา โดยเฉพาะการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในระบอบเก่าที่พร้อมจะใช้กำลังในการต่อต้านระบอบการปกครองใหม่อยู่เสมอ กลุ่มบุคคลที่สามารถทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองรัฐสภาภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คือทหารที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมกำลังพลขนาดใหญ่ โดยเหตุผลข้างต้น ในกลุ่มสมาชิกของคณะราษฎรซึ่งเป็นกลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงมีสมาชิกฝ่ายทหารที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาและในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจกล่าวได้ว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร
บทความชิ้นนี้ จะให้ข้อมูลในเชิงประวัติศาสตร์โดยสังเขปถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร และการสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา
เหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เส้นทางในการพัฒนารัฐสภาไทย มิได้มีความราบรื่นมากนัก กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมที่เคยมีอำนาจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังคงพยายามขัดขวางการปกครองในระบอบใหม่ ในรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมพยายามคัดค้านและคอยจับผิดนโยบายต่าง ๆ ของคณะราษฎร ขณะที่นอกรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมได้มีการจัดตั้งกลุ่มลับเพื่อรอจังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนทันทีหากคณะราษฎรเสนอนโยบายที่ขาดความชอบธรรม และในที่สุด โอกาสของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็มาถึงใน พ.ศ.2476 เมื่อปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎร เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้รับอิทธิพลจากคอมมิวนิสต์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีผู้มีแนวความคิดสนับสนุนกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทั้งยังเริ่มขจัดอำนาจของคณะราษฎร โดยปรีดีถูกเนรเทศให้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ถึงแม้พระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหาร จะสามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2476 แต่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลับนำกองทัพก่อรัฐประหารเพื่อเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในทางการเมืองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง สมาชิกกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมถูกรัฐบาลพระยาพหลฯ ตัดสินลงโทษตามกฎหมายเป็นจำนวนหลายราย[1] อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทลงโทษในครั้งนี้ จะทำให้สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมสงบลงไปบ้าง แต่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ต่อไป
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม จึงสร้างปัญหาให้แก่การพัฒนาระบบรัฐสภาของคณะราษฎรเป็นอย่างมาก ในที่สุดแล้ว สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารจึงมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช พันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) ซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดเห็นว่าหากจะเปรียบเทียบความมั่นคงระหว่างกองทัพและสถาบันอื่นเช่นรัฐสภาแล้ว กองทัพถือว่ามีความมั่นคงมากที่สุด ขณะที่รัฐสภาอาจถูกล้มเลิกด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ กองทัพจึงต้องมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วย[2] การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหารอย่างพระยาพหลฯ ระหว่าง พ.ศ.2476-2481 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ระหว่าง พ.ศ.2481-2487 ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงสภาวการณ์ดังกล่าว
นอกจากปัจจัยเรื่องกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนเสริมอีกสองประการที่สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารมักใช้เป็นเหตุผลในการมีบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย ประการที่หนึ่งคือ การอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบตามผู้นำ (Guided Democracy) ไปพลางก่อน กล่าวคือ เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยังต้องพึ่งพาการชี้นำของผู้นำกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองใหม่ในสังคมไทย ประชาชนจึงยังต้องได้รับการศึกษาและประสบการณ์อีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง[3] ดังเห็นได้จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 65 ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาภาคบังคับขั้นต่ำไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดก่อน ทั้งนี้ ในเวลาต่อมา ได้มีการขยายระยะเวลาออกเป็นไม่เกิน 20 ปีด้วย[4] ขณะที่ปัจจัยประการที่สองคือ บริบทของสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ.2482-2488) อันเป็นยุคสมัยที่ลัทธิชาตินิยมและลัทธิยกย่องผู้นำที่มีความเด็ดขาดโดยเฉพาะผู้นำด้านการทหาร ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ ส่งผลให้จอมพล ป. ใช้บริบทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองในรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลขึ้น จอมพล ป. ปราศรัยโดยยืนยันถึงความสำคัญในเรื่องการมีผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็งเด็ดขาดว่า “ญี่ปุ่นมีเครื่องยึดมั่นอยู่คือพระเจ้าแผ่นดินของเขา ของเราไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดที่แน่นอน ที่มีอยู่คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ชาติก็ยังไม่มีตัวตน ศาสนาก็ไม่ทำให้คนเลื่อมใสถึงยึดมั่น พระมหากษัตริย์ยังเป็นเด็กเห็นแต่รูป รัฐธรรมนูญก็เป็นสมุดหนังสือ เวลาบ้านเมืองคับขันจะเอาอะไรเป็นเครื่องยึดไม่ได้ ผมจึงให้ตามนายกรัฐมนตรี”[5]
ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร
เมื่อจอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อ พ.ศ.2481 ถือเป็นช่วงที่คณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอย่างสูงเด่นกว่าที่ผ่านมา ทั้งยังส่งผลให้อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารกลับอยู่เหนือกว่าอำนาจของฝ่ายรัฐสภา
ภายหลังจากที่จอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เพียง 1 เดือน ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตั้งศาลพิเศษเพื่อคุมตัวและตัดสินลงโทษนักโทษทางการเมืองจำนวน 51 คน ในข้อหากบฏ ซึ่งมีทั้งเชื้อพระวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกคณะราษฎร ส่งผลให้มีการประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองมากถึง 18 ราย จำคุกตลอดชีวิต 25 ราย และเนรเทศให้ไปอยู่ต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองของผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหารที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือสถาบันทางการเมืองทั้งหลายในขณะนั้น[6]
ใน พ.ศ.2484 จอมพล ป. นำพาประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น (ฝ่ายอักษะ) ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนนำโดยปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายเข้าร่วมสงคราม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถทัดทานจอมพล ป. ได้ ปรีดีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภายอมรับให้ไทยเข้าร่วมสงคราม บุคคลที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมกับปรีดี อาจถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น นายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 เป็นต้น ทั้งนี้ ปรีดีได้ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศของรัฐสภาในขณะนั้นว่าแทบไม่มีผู้แทนราษฎรคนใดกล้าคัดค้านรัฐบาล การลงมติใด ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก[7]
นอกจากนั้น จอมพล ป. ยังสามารถแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของรัฐสภาได้อีกด้วย กรณีตัวอย่างสำคัญก็คือการแทรกแซงการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้ง นายทวี บุณยเกตุ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายควง อภัยวงศ์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ จอมพล ป. ซึ่งมีความขัดแย้งกับบุคคลทั้งสองมาก่อน ไม่เสนอแต่งตั้ง และขอให้มีการเลือกใหม่ทั้งสองตำแหน่ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งคัดค้าน แต่ในที่สุด รัฐสภาก็ต้องยอมตามความต้องการของจอมพล ป. โดยให้มีการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ซึ่งเป็นบุคคลที่จอมพล ป. เห็นว่าไม่สร้างปัญหาต่อนโยบายของรัฐบาล[8]
การสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาก็สิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.2487 กล่าวคือ ภายหลังจากที่ปรีดีได้จัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านนโยบายการเข้าร่วมสงครามของรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์ที่จะโค่นล้มอำนาจเผด็จการของรัฐบาลจอมพล ป. ด้วยนั้น ปรีดีแสวงหาแนวร่วมหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทหารเรือ และรวมไปถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมที่มีความแค้นเคืองจอมพล ป. จากการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อลงโทษพวกตนมาก่อน จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2487 ขบวนการเสรีไทยจึงประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มปรีดี สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาเพื่อลงมติไม่เห็นชอบต่อพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ.2487 อันเป็นข้อเสนอของรัฐบาลที่ขออนุมัติให้กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นพระราชบัญญัติเพื่อย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมพล ป. ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการเสรีไทยใช้โอกาสนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลและขจัดอำนาจของจอมพล ป. โดยมีการแต่งตั้ง นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง และโดยเหตุนี้ อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาจึงหมดลงไปด้วย และกลายเป็นยุคสมัยของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่มีปรีดีเป็นแกนนำสำคัญ
จากความร่วมมือกันในขบวนการเสรีไทยเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. ส่งผลให้หลังจากการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ปรีดีจึงได้เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอีกครั้ง ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมจึงใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความชอบธรรมของคณะราษฎรอีกครั้ง รัฐบาลกลุ่มปรีดีถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมในภาวะหลังสงคราม รวมถึงการถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องการสวรรคตอย่างเป็นปริศนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2489 การสูญเสียความชอบธรรมนี้ ส่งผลให้ พลโทผิน ชุณหะวัณ พร้อมด้วยการสนับสนุนของกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของคณะราษฎร ถึงแม้จะมีการนำจอมพล ป. กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่จอมพล ป. ก็ไม่มีอำนาจเหมือนดังแต่ก่อน ต้องพึ่งพาอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร ขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น สามารถร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ขจัดอำนาจของกลุ่มการเมืองปรีดีที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ และรวมถึงการสร้างความทรงจำใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป[9]
อ้างอิง
[1] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: มติชน. หน้า 188-191.
[2] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. หน้า 196.
[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, 2544. จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ การเมืองไทยสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 90-91.
[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475. มาตรา 65.
[5] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. ประวัติการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 187.
[6] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. ประวัติการเมืองไทย. หน้า 190-193.
[7] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 147.
[8] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492. หน้า 144-146.
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ณัฐพล ใจจริง, 2556. ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ.2475-2500). นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน. หน้า 41-62.






