โหวตสวน

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 15:22, 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย Adminkpi (คุย | ส่วนร่วม) (สร้างหน้าด้วย "ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต == '''โหวตสวน''' == ในการเมืองระบบรัฐสภา พรรคการเมืองถือเป็นสถาบ...")
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

โหวตสวน

ในการเมืองระบบรัฐสภา พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่รวบรวมปัญหา แนวทางแก้ไข และนำเสนอผลประโยชน์แก่ประชาชนผ่านกระบวนการนิติบัญญัติและบริหารประเทศ วินัยพรรค (Party Discipline) หรือความเป็นเอกภาพในการลงมติของสมาชิกรัฐสภาในสังกัดพรรคจึงเป็นกลไกสำคัญที่ค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างความคาดการณ์ได้ให้กับการดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ปรากฏการณ์ที่สมาชิกรัฐสภาลงมติขัดแย้งกับแนวทางหรือมติของพรรคที่ตนสังกัด หรือที่เรียกขานกันอย่างแพร่หลายว่า "การโหวตสวน" ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้มิใช่เป็นเพียงการแสดงออกส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนที่ซับซ้อนของพลวัตแห่งอำนาจต่อรอง อุดมการณ์ทางการเมือง และยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของนักการเมือง ภายใต้โครงสร้างและวัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัว

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "โหวตสวน" ในการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ โดยจะสำรวจนิยามและกรอบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจรากฐานของพฤติกรรมดังกล่าว จากนั้นจะวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง สถาบัน และปัจเจกบุคคลที่ผลักดันให้เกิดการโหวตสวนขึ้น พร้อมทั้งยกกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาพิจารณา ก่อนจะสรุปถึงผลกระทบและนัยยะของปรากฏการณ์นี้ต่อเสถียรภาพของรัฐบาล พัฒนาการของพรรคการเมือง และคุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยในภาพรวม

นิยามและกรอบแนวคิดทฤษฎีของการ "โหวตสวน"

"การโหวตสวน" ในบริบทของการเมืองระบบรัฐสภาไทย หมายถึง การที่สมาชิกรัฐสภา (ส.ส. หรือ ส.ว.) ลงมติในญัตติสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาร่างกฎหมาย การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง แตกต่างไปจากมติหรือทิศทางที่พรรคการเมืองต้นสังกัดได้กำหนดไว้ การกระทำดังกล่าวเป็นการท้าทายโดยตรงต่อหลักการเรื่องวินัยพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่คาดหวังจากสมาชิกของตน[1]

ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ พฤติกรรมการลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภาสามารถอธิบายได้ผ่านตัวแบบหลักสองประการ คือ ตัวแบบผู้ได้รับมอบฉันทะ (Delegate Model) และ ตัวแบบผู้ได้รับความไว้วางใจ (Trustee Model)[2] ตัวแบบแรกมองว่า ส.ส. คือตัวแทนที่ต้องปฏิบัติตามความต้องการของเขตเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ตัวแบบหลังให้อิสระแก่ ส.ส. ในการใช้วิจารณญาณและมโนธรรมของตนเองเพื่อตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติโดยรวม การโหวตสวนมักถูกอธิบายหรือให้เหตุผลสนับสนุนโดยผู้กระทำภายใต้กรอบของ Trustee Model โดยอ้างว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนหรือประเทศชาติที่อยู่เหนือผลประโยชน์ของพรรค

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เพียงสองตัวแบบอาจไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจบริบทการเมืองไทยที่ซับซ้อน ปรากฏการณ์ "โหวตสวน" ยังสัมพันธ์อย่างยิ่งกับแนวคิดเรื่อง พรรคการเมืองแบบจับขั้ว (Cartel Party) และ พรรคการเมืองแบบนายหน้า (Brokerage Party) ที่การเมืองภายในพรรคไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เป็นหลัก แต่เป็นการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มก้อนหรือ "มุ้ง" ทางการเมือง[3] ในสภาวะเช่นนี้ วินัยพรรคจึงมีความเปราะบางสูง และการโหวตสวนอาจไม่ได้เกิดจากมโนธรรมสำนึกเสมอไป แต่เป็นเครื่องมือในการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ ทั้งในระดับปัจเจกและระดับกลุ่มก้อน

ปัจจัยที่นำไปสู่การ "โหวตสวน" ในการเมืองไทย

ปรากฏการณ์โหวตสวนในการเมืองไทยมีรากเหง้ามาจากปัจจัยที่ทับซ้อนกันในหลายมิติ ดังนี้

1) ปัจจัยเชิงโครงสร้างและรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับ พ.ศ. 2560 ได้วางโครงสร้างที่ส่งเสริมและลดทอนวินัยพรรคไปพร้อมกัน ในด้านหนึ่ง มาตรา 114 บัญญัติให้ ส.ส. และ ส.ว. "ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม" ซึ่งบทบัญญัตินี้มักถูกใช้อ้างเป็นความชอบธรรมในการโหวตสวน

ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกลับมีมาตรา 101 (9) ซึ่งบัญญัติไว้ในกรณีที่สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เพราะพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองนั้น แต่ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ก็ยังคงมีสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ดังนั้น เมื่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้สร้างสภาวะที่การโหวตของ ส.ส. ไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนและพรรคการเมือง กลายเป็นปัจจัยชี้ขาด และการ "โหวตสวน" มติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงเกิดขึ้นได้ง่ายโดยปราศจากความรับผิดชอบทางการเมืองโดยตรงต่อประชาชน

2) ปัจจัยเชิงสถาบัน: ความอ่อนแอของพรรคการเมืองและระบบมุ้ง พรรคการเมืองไทยจำนวนมากยังมีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจที่รวมตัวกันหลวม ๆ โดยมีฐานอำนาจอยู่ที่ตัวบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ร่วมที่ชัดเจน[4] สถาบันพรรคที่อ่อนแอทำให้กลไกการสร้างวินัยพรรคขาดประสิทธิภาพ การลงโทษสมาชิกที่โหวตสวนทำได้ยาก โดยเฉพาะหากสมาชิกคนดังกล่าวเป็นผู้นำ "มุ้ง" ที่มี ส.ส. ในสังกัดจำนวนหนึ่ง การลงโทษอาจนำไปสู่การแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่หรือย้ายขั้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคมากกว่าเดิม

ระบบ "มุ้ง" หรือกลุ่มย่อยภายในพรรคการเมืองจึงเป็นปัจจัยเชิงสถาบันที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่นำไปสู่การโหวตสวน การตัดสินใจของมุ้งมักขึ้นอยู่กับการประเมินผลประโยชน์และตำแหน่งทางการเมืองที่กลุ่มของตนจะได้รับ การโหวตสวนจึงกลายเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณต่อรองกับแกนนำพรรคหรือพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากร (เช่น ตำแหน่งรัฐมนตรี งบประมาณลงพื้นที่) ที่เป็นธรรมต่อกลุ่มของตนมากขึ้น[5]

3) ปัจจัยระดับปัจเจกบุคคล: อุดมการณ์ ผลประโยชน์ และแรงกดดัน ในระดับตัวบุคคล การตัดสินใจโหวตสวนเกิดจากแรงจูงใจที่หลากหลาย

  • อุดมการณ์และมโนธรรม (Ideology and Conscience): ในบางกรณี ส.ส. อาจมีความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งกับมติพรรคอย่างแท้จริง เช่น ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่มีประเด็นอ่อนไหวทางสังคมหรือศีลธรรม ส.ส. บางคนอาจเลือกที่จะลงมติตามมโนธรรมของตนเอง
  • ผลประโยชน์ส่วนตนและปรากฏการณ์ "งูเห่า" (Personal Gain and "Cobra" Phenomenon): นี่คือด้านมืดของการโหวตสวนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย คำว่า "งูเห่า" หมายถึง ส.ส. ที่รับผลประโยชน์ (โดยมากในรูปของเงิน) เพื่อแลกกับการลงมติสวนทางกับพรรคของตน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี หรือการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พฤติกรรมนี้กัดกร่อนความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบรัฐสภาอย่างรุนแรง
  • แรงกดดันจากเขตเลือกตั้ง (Constituency Pressure): ส.ส. ในระบบเขตเลือกตั้งต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่ของตนโดยตรง หากมติของพรรคขัดแย้งกับผลประโยชน์หรือความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างรุนแรง ส.ส. อาจเลือกโหวตสวนเพื่อรักษาฐานเสียงและความนิยมของตนเองไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ของการ "โหวตสวน" ในการเมืองไทย

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมีกรณีศึกษาของการโหวตสวนที่น่าสนใจและส่งผลกระทบสูงหลายครั้ง

1) การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2562 และ 2566: การเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 และ 2566 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการโหวตสวนที่มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างรัฐธรรมนูญ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงมติอย่างเป็นเอกภาพในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2562 แม้ว่าพรรคการเมืองที่เสนอชื่อท่านจะไม่ได้มีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร ในทางกลับกัน ใน พ.ศ. 2566 ส.ว. กลุ่มเดิมได้ "โหวตสวน" ฉันทามติของ 8 พรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยการงดออกเสียงหรืองดเห็นชอบต่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยอ้างเหตุผลเรื่องจุดยืนต่อมาตรา 112 เป็นสำคัญ การกระทำของ ส.ว. เหล่านี้คือการโหวตสวนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขัดขวางผลการเลือกตั้ง

ต่อมาในการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อมี ส.ส. จากพรรคก้าวไกลจำนวนหนึ่ง "โหวตสวน" มติของพรรคที่ให้ "งดออกเสียง" โดยตัดสินใจ "เห็นชอบ" กับนายเศรษฐา เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ ส.ส. บางส่วนจากพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ก็เลือกที่จะ "ไม่เห็นชอบ" สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความซับซ้อนของการตัดสินใจที่อยู่เหนือมติพรรค

2) ปรากฏการณ์ "งูเห่า" ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2562-2566): ตลอดสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่มีเสียงปริ่มน้ำ เกิดปรากฏการณ์ "งูเห่า" อย่างต่อเนื่องในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมี ส.ส. จากพรรคฝ่ายค้านบางส่วนลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย หรือแม้กระทั่ง ส.ส. ในพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลเองก็มีการโหวตสวนเพื่อต่อรองผลประโยชน์อยู่เป็นระยะ พฤติกรรมเหล่านี้แม้จะช่วยให้รัฐบาลอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ก็ได้สร้างความเสื่อมศรัทธาต่อการทำงานของสภาฯ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์[6]

ผลกระทบและนัยยะทางการเมือง

การโหวตสวนเป็นปรากฏการณ์ดาบสองคมที่มีผลกระทบหลายมิติ

ด้านลบ:

  • บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล: การโหวตสวนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้รัฐบาลผสมขาดความเป็นเอกภาพ และตกอยู่ในสภาวะที่ต้องคอยต่อรองกับกลุ่มก้อนต่าง ๆ ตลอดเวลา ส่งผลให้การผลักดันนโยบายสำคัญเป็นไปได้ยากและอาจนำไปสู่การยุบสภาหรือการปรับคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้ง
  • ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง: เมื่อ ส.ส. ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค ประชาชนจะเกิดความสับสนและตั้งคำถามถึงจุดยืนและอุดมการณ์ที่แท้จริงของพรรคนั้น ๆ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงในฐานะสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน
  • ส่งเสริมการเมืองแบบผลประโยชน์: โดยเฉพาะในกรณีของ "งูเห่า" การโหวตสวนได้ตอกย้ำวัฒนธรรมทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มก้อนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ทำให้การเมืองไทยยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาคอร์รัปชันและการซื้อขายเสียงในสภาฯ

ด้านบวก (ในเชิงทฤษฎี):

  • ส่งเสริมการถ่วงดุลและตรวจสอบ: ในบางสถานการณ์ การโหวตสวนอาจเป็นกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายที่อาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน การที่ ส.ส. บางส่วนกล้าที่จะโหวตสวนอาจช่วยยับยั้งกฎหมายดังกล่าวได้
  • สะท้อนเจตนารมณ์ที่หลากหลาย: การที่ ส.ส. ลงมติตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แม้จะสวนทางกับมติพรรค อาจถือเป็นการทำหน้าที่ในฐานะ "ผู้แทน" ที่แท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดภายในสังคมซึ่งไม่สามารถถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว

บทสรุป

ปรากฏการณ์ "โหวตสวน" ในการเมืองไทยเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือเลวโดยสมบูรณ์แบบ หากแต่เป็นภาพสะท้อนพลวัตทางการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลากหลาย ตั้งแต่โครงสร้างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องว่าง ความอ่อนแอและลักษณะการเมืองภายในของสถาบันพรรคการเมือง ไปจนถึงแรงจูงใจระดับปัจเจกบุคคลที่ผสมผสานกันระหว่างอุดมการณ์ มโนธรรม ผลประโยชน์ส่วนตน และแรงกดดันจากพื้นที่เลือกตั้ง

กรณีศึกษาต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า แม้การโหวตสวนอาจมีคุณูปการในเชิงทฤษฎีในการเป็นเครื่องมือถ่วงดุลอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติของการเมืองไทยที่ผ่านมา มักถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์และเป็นอาการบ่งชี้ถึงความเปราะบางของวินัยพรรคและสถาบันพรรคการเมืองมากกว่าที่จะเป็นการแสดงออกทางอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องให้นักการเมืองมีมโนธรรม แต่จำเป็นต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและรับผิดชอบต่อประชาชน และในมิติของการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง มีกระบวนการสรรหาและลงโทษสมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การลงมติในรัฐสภาสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง และนำพาประชาธิปไตยไทยให้ก้าวพ้นจากวงจรของการเมืองแบบผลประโยชน์ไปสู่การเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักการและประโยชน์สาธารณะอย่างยั่งยืน

อ้างอิง


[1] Neil Carter et al., eds., 2023. The Routledge Handbook of Political Parties. London. Routledge. https://doi.org/10.4324/9780429263859.

[2] Hanna F. Pitkin, 1967. The Concept of Representation. Berkeley. University of California Press.

[3] Allen Hicken, 2009. Building Party Systems in Developing Democracies. New York. Cambridge University Press.

[4] McCargo, D., 1997. “Thailand's political parties: Real, authentic and actual,” In K. Hewison (Ed.), Political Change in Thailand: Democracy and Participation. London. Routledge.

[5] Kongkirati, P., 2018. “From Illiberal Democracy to Military Authoritarianism: Intra-Elite Struggle and Mass-Based Conflict in Deeply Polarized Thailand,” The ANNALS of the American Academy of Political and Social Science, 681(1), 24-40. https://doi.org/10.1177/0002716218806912

[6] ประจักษ์ ก้องกีรติ, 2568. ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย: สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ. กษิดิศ อนันทนาธร, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ. มติชน.