เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 15:20, 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย Adminkpi (คุย | ส่วนร่วม) (สร้างหน้าด้วย "ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต == '''เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์''' == ข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง...")
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง "เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์" (Entertainment Complex) ซึ่งมีกาสิโนที่ถูกกฎหมาย ได้กลับมาเป็นวาระสำคัญทางการเมืองของไทยอีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงผลักดันจากรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่มองเห็นศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเพิ่มรายได้เข้ารัฐ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมเรื่อง "เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์" นั้นเป็นมากกว่าเพียงแค่เรื่องของเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบายสาธารณะที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับมิติทางสังคม การเมือง การกำกับดูแลของรัฐ และโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยจะสำรวจถึงพลวัตของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ และความท้าทายเชิงสถาบันในการกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญ หากนโยบายนี้ถูกนำมาบังคับใช้จริง โดยมีข้อโต้แย้งหลักว่า แม้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะนำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจที่น่าดึงดูดใจ แต่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐไทย (State Capacity) ในการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และสามารถรับมือกับต้นทุนทางสังคมและการเมืองที่มองไม่เห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติทางเศรษฐกิจ: ความหวังและกับดักของรายได้มหาศาล

ข้อถกเถียงหลักที่กลุ่มผู้สนับสนุนยกขึ้นมาคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลและคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร[1] ได้นำเสนอตัวเลขคาดการณ์รายได้จากภาษี การจ้างงาน และการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนโมเดลของ "สถานบันเทิงครบวงจร" หรือ Integrated Resort (IR) ที่ประสบความสำเร็จในสิงคโปร์ ซึ่งผสมผสานกาสิโนเข้ากับโรงแรมหรู ศูนย์การประชุม ร้านอาหาร และแหล่งบันเทิงอื่น ๆ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางที่ครบวงจร โมเดลนี้ถูกมองว่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมหาศาล และช่วยเปลี่ยนทิศทางของ "เศรษฐกิจสีเทา" (Grey Economy) จากบ่อนการพนันผิดกฎหมายและการพนันออนไลน์ที่เฟื่องฟู ให้เข้ามาอยู่ในระบบที่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีและควบคุมได้

ประมาณการรายได้รวมและภาษีเข้ารัฐ (ต่อปี)

  • รายได้จากภาษีเข้ารัฐโดยตรง: คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คาดการณ์ว่ารัฐจะมีรายได้จากภาษีในส่วนนี้ประมาณ 12,000 - 40,000 ล้านบาทต่อปี
    • การแบ่งประเภทรายได้ภาษี:
      • ภาษีจากกิจการกาสิโน: เช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และภาษีการพนัน (กำหนดไว้ที่ ร้อยละ 17 ของรายได้รวมก่อนหักค่าใช้จ่าย หรือ GGR - Gross Gaming Revenue) คาดการณ์ขั้นต่ำ 3,264 ล้านบาทต่อปี
      • ค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการ (Entry Levy): สำหรับคนไทย คาดการณ์รายได้ขั้นต่ำ 3,700 ล้านบาทต่อปี
      • ภาษีจากธุรกิจอื่นๆ ในคอมเพล็กซ์: เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร, สวนสนุก คาดการณ์รายได้ 8,773 - 35,093 ล้านบาทต่อปี
  • เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ: คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนจากการลงทุนและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 - 240,000 ล้านบาทต่อปี

ข้อมูลด้านการลงทุนและการจ้างงาน

  • เงินลงทุนเริ่มต้น: คาดการณ์ว่าการลงทุนในแต่ละแห่ง (Phase แรก) จะต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท
  • การจ้างงาน: คาดว่าจะสามารถสร้างการจ้างงานได้ประมาณ 9,000 - 15,000 ตำแหน่ง ต่อหนึ่งแห่ง

ตัวเลขเหล่านี้มาจากการศึกษาและแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเปรียบเทียบกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และมาเก๊า แล้วนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม มุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ประการแรกคือ "ภาวะเศรษฐกิจรั่วไหล" (Economic Leakage) หากผู้ประกอบการหลักเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ ผลกำไรส่วนสำคัญอาจถูกส่งกลับไปยังประเทศแม่ แทนที่จะหมุนเวียนอยู่ภายในเศรษฐกิจของไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ประการที่สองคือ การกระจุกตัวของผลประโยชน์ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด มากกว่าจะกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ประการสุดท้ายคือ ความเสี่ยงของการพึ่งพิงรายได้จากอุตสาหกรรมกาสิโนมากเกินไป ดังที่เห็นได้จากกรณีของมาเก๊า ซึ่งเศรษฐกิจมีความเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการพนัน[2] ดังนั้น การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงต้องมองให้ไกลกว่าตัวเลขรายได้ที่คาดการณ์ และต้องพิจารณาถึงโครงสร้างการกระจายผลประโยชน์และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

มิติทางสังคมและวัฒนธรรม: ต้นทุนที่มองไม่เห็น

ในขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสามารถวัดผลเป็นตัวเงินได้ ต้นทุนทางสังคมกลับเป็นสิ่งที่ประเมินได้ยากและมักถูกมองข้ามไปในวงจรการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือปัญหาการติดการพนัน (Pathological Gambling) ซึ่งเป็นภาวะป่วยทางจิตเวชที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวบุคคล ครอบครัว และสังคมโดยรวม งานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นของช่องทางการเข้าถึงการพนันที่ถูกกฎหมายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดการพนัน[3] ปัญหาที่ตามมาคือหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น ความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้าง และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งภาระในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะตกอยู่กับระบบสวัสดิการและสาธารณสุขของรัฐในท้ายที่สุด

นอกเหนือจากปัญหาการติดพนันแล้ว การเกิดขึ้นของศูนย์กลางการพนันขนาดใหญ่มักจะดึงดูดอาชญากรรมประเภทอื่นตามมาด้วย เช่น ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ผู้เสนอโครงการจะแย้งว่าการทำให้ถูกกฎหมายจะช่วยให้รัฐควบคุมได้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของธุรกิจกาสิโนซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินสดจำนวนมหาศาลทำให้มันเป็นเป้าหมายหลักของการฟอกเงิน[4] คำถามสำคัญคือ สถาบันที่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานต่อต้านการฟอกเงิน มีศักยภาพและความพร้อมเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนเหล่านี้หรือไม่

ในมิติทางวัฒนธรรม สังคมไทยมีความสัมพันธ์ที่ย้อนแย้งกับการพนัน แม้ว่าการพนันจะฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนบางส่วน (เช่น หวย มวย ชนไก่) แต่ในขณะเดียวกัน หลักคำสอนทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาหลักของประเทศมองว่าการพนันเป็นอบายมุข (ทางไปสู่ความเสื่อม)[5] การทำให้กาสิโนถูกกฎหมายจึงเป็นการท้าทายบรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคมอย่างมีนัยสำคัญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระยะยาว การถกเถียงในประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการปะทะกันระหว่างมุมมองแบบ "ประโยชน์นิยม" (Utilitarianism) ที่เน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ กับมุมมองเชิง "คุณธรรมนิยม" (Deontology) ที่ให้ความสำคัญกับหลักการทางศีลธรรมและผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม

มิติทางการเมืองและการกำกับดูแล: สมรภูมิแห่งอำนาจและผลประโยชน์

หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ในทางรัฐศาสตร์คือการพิจารณาว่า "ใครได้-ใครเสีย" (Who gets what, when, how) จากนโยบายสาธารณะ[6] โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนและผลประโยชน์มหาศาล ย่อมเป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง กระบวนการพิจารณาให้ใบอนุญาต การคัดเลือกสถานที่ตั้ง และการร่างกฎหมายเพื่อกำกับดูแล จึงเป็นพื้นที่ของการต่อสู้เชิงอำนาจและอาจเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (Rent-seeking) และการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างง่ายดาย

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับรัฐไทยคือการสร้าง "สถาบันการกำกับดูแล" (Regulatory Institution) ที่มีความเป็นอิสระ เข้มแข็ง และโปร่งใส บทเรียนจากสิงคโปร์ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของสิงคโปร์โมเดล ส่วนหนึ่งมาจากองค์กรกำกับดูแลกาสิโน (Casino Regulatory Authority - CRA) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการ การป้องกันการฟอกเงิน และการบังคับใช้มาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างจริงจัง[7] มาตรการเหล่านี้รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าใช้บริการสำหรับพลเมืองของตนเอง (Entry Levy) และการจัดตั้งระบบการกีดกันบุคคลไม่ให้เข้าสถานกาสิโน (Exclusion Orders)

คำถามสำคัญสำหรับบริบทไทยคือ

1.     ความเป็นอิสระขององค์กรกำกับดูแล รัฐไทยจะสามารถสร้างองค์กรกำกับดูแลที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มทุนได้จริงหรือไม่ ในสภาวะที่การเมืองแบบอุปถัมภ์และเครือข่ายผลประโยชน์ยังคงฝังรากลึก

2.     ศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยมีขีดความสามารถและเครื่องมือที่ทันสมัยเพียงพอที่จะตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนและต่อกรกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติได้หรือไม่

3.     ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีความโปร่งใสและเปิดให้สาธารณชนตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด เพื่อป้องกันข้อครหาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง

หากรัฐไทยไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนและสร้างหลักประกันที่น่าเชื่อถือได้ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์การทุจริตขนาดใหญ่ และสร้างปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคมในระยะยาว ดังที่นักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเมืองไทยอย่าง ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเกอร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง "อำนาจ อิทธิพล และเงินตรา" ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของไทยมาโดยตลอด[8]

บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านที่สุด ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจที่สวยหรูไม่อาจบดบังต้นทุนทางสังคมและการเมืองที่อาจตามมาได้ การวิเคราะห์นี้ไม่ได้มุ่งหวังที่จะตัดสินว่านโยบายนี้ "ถูก" หรือ "ผิด" แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบเชิงลบให้เหลือน้อยที่สุด

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญมีดังนี้

1.     จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ ต้องมีการออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล (Regulatory Commission) ที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีองค์ประกอบจากภาคส่วนต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ และปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยต้องจัดตั้งและให้อำนาจองค์กรนี้ ก่อน ที่จะมีการอนุมัติโครงการหรือให้ใบอนุญาตใดๆ

2.     การศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการศึกษาผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment - SIA) และผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment - HIA) โดยหน่วยงานวิชาการที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ เพื่อให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

3.     ออกแบบกรอบกฎหมายที่รัดกุม ต้องมีการออกแบบกฎหมายและมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยถอดบทเรียนจากประเทศต่างๆ เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมการเข้าสำหรับคนไทยในอัตราที่สูงพอที่จะยับยั้งผู้มีรายได้น้อย การจัดตั้งกองทุนเพื่อบำบัดผู้ติดการพนันและเยียวยาครอบครัว โดยใช้รายได้ส่วนหนึ่งจากภาษีกาสิโน และการมีระบบการกีดกันบุคคล (Exclusion) ที่มีประสิทธิภาพ

4.     สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและโปร่งใส กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การออกแบบกฎหมาย ไปจนถึงการคัดเลือกผู้ประกอบการ ต้องมีความโปร่งใสและเปิดให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ท้ายที่สุดแล้ว การเดิมพันกับอนาคตของประเทศผ่านโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้นมีความเสี่ยงสูง ชัยชนะทางเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าราคาที่ต้องจ่ายอาจเป็นความเสื่อมโทรมของโครงสร้างทางสังคมและความมั่นคงของสถาบันทางการเมือง หากปราศจากความพร้อมในเชิงสถาบันการกำกับดูแลที่เข้มแข็งพอ ความฝันที่จะได้ "ขุมทรัพย์" ทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็น "กล่องแพนโดรา" ที่ปลดปล่อยปัญหานานัปการออกมาสู่สังคมไทยอย่างที่มิอาจหวนคืนได้

แม้ว่าในช่วงแรก รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อร่างกฎหมายถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ หลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรี ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลมองว่า ร่างกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสำคัญนี้ ควรได้รับการพิจารณาและตัดสินใจโดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แรงกดดันทางสังคมและการเมือง: โครงการนี้เผชิญกับเสียงคัดค้านจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มศาสนา ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมที่จะตามมา นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองและจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาฯ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 รัฐบาลได้ตัดสินใจ "ถอน" ร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ณ ปัจจุบัน โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้ หยุดชะงักลงในขั้นตอนของกระบวนการนิติบัญญัติ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งเมื่อใด

อ้างอิง


[1] คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร, 2567. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ. กรุงเทพฯ. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

[2] Shou-Tsung Wu and Yeong-Shyang Chen, "The social, economic, and environmental impacts of casino gambling on the residents of Macau and Singapore," Tourism Management 48 (2015): pp. 285-298, https://doi.org/10.1016/j.tourman.2014.11.013.

[3] Williams, R. J., Rehm, J., & Stevens, R. M., 2011. The Social and Economic Impacts of Gambling. Report prepared for the Canadian Consortium for Gambling Research. March 11, 2011.

[4] Financial Action Task Force (FATF), 2009. Money Laundering Vulnerabilities of Casinos and Gaming Sector. Paris. FATF/OECD.

[5] ผาสุก พงษ์ไพจิตร, สังศิต พิริยะรังสรรค์, และนวลน้อย ตรีรัตน์, 2543. หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า: เศรษฐกิจนอกกฎหมายกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย. เชียงใหม่: ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์มบุคส์).

[6] Lasswell, Harold D., 2018. Politics: Who Gets What, When, How. U.K. Papamoa Press.

[7] Philip Beere, "A Comparative Analysis: Casino Regulations in Asia," Thai Casino Insider, July 13, 2024, accessed May 15, 2025, https://thaicasinoinsider.com/industry-analysis/comparative-analysis-casino-regulations-asia/.

[8] Phongpaichit, P., & Baker, C., 2004. Thaksin: The Business of Politics in Thailand (2nd ed.). Copenhagen. NIAS Press.