บ้านใหญ่ตระกูลการเมือง

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 15:10, 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย Adminkpi (คุย | ส่วนร่วม) (สร้างหน้าด้วย "ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต == '''บ้านใหญ่ตระกูลการเมือง''' == ในภูมิทัศน์การเมืองไทย คำว่า ''...")
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

บ้านใหญ่ตระกูลการเมือง

ในภูมิทัศน์การเมืองไทย คำว่า "บ้านใหญ่" ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่โต หากแต่เป็นคำเรียกขานที่สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนและหยั่งรากลึกของตระกูลการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งแผ่อิทธิพลครอบคลุมทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมายาวนาน "บ้านใหญ่" คือสถาบันทางการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Political Institution) ที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับทิศทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเครือญาติหรือการสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมอุปถัมภ์ (Patronage Culture) การเมืองแบบเจ้าพ่อ (Godfather Politics) และพลวัตของอำนาจที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทของยุคสมัย การวิเคราะห์ถึงกำเนิด พัฒนาการ กลไกการทำงาน และอนาคตของบ้านใหญ่ตระกูลการเมืองในสังคมไทย จะทำให้เข้าใจโครงสร้างสังคมการเมืองไทยได้ดียิ่งขึ้น

รากเหง้าและพัฒนาการของ "บ้านใหญ่"

"บ้านใหญ่" หรือตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในท้องถิ่น มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยในอดีต อาจกล่าวได้ว่ามีจุดกำเนิดมาจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือ "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น ซึ่งสั่งสมความมั่งคั่งและบารมีมาจากการทำธุรกิจต่าง ๆ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย[1] ในยุคแรกเริ่ม อิทธิพลของพวกเขามักจำกัดอยู่ในพื้นที่ของตน และแสดงออกผ่านการเป็นผู้อุปถัมภ์ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านในยามยากลำบาก แลกกับความเคารพยำเกรงและความจงรักภักดี

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การเมืองไทยเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับการเลือกตั้งมากขึ้น ตระกูลเหล่านี้ได้เล็งเห็นถึงช่องทางในการแปรเปลี่ยนอิทธิพลทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลายเป็นอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการ พวกเขาเริ่มส่งสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลในเครือข่ายลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ[2] การเข้าสู่อำนาจรัฐไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตระกูล แต่ยังเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ เช่น งบประมาณ โครงการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ต่อยอดและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอุปถัมภ์ของตนเองได้อีกทอดหนึ่ง

สถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษาและชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของตระกูลการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยว่า เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปและมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ โดยตระกูลเหล่านี้มักจะสร้างฐานอำนาจผ่านเครือข่ายหัวคะแนน (Vote Canvassers) ที่มีประสิทธิภาพในการระดมเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านในพื้นที่[3] หัวคะแนนเหล่านี้มักเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้กว้างขวางในชุมชน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างนักการเมือง "บ้านใหญ่" กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับหมู่บ้าน

กลไกการทำงานและโครงสร้างอำนาจ

อำนาจของบ้านใหญ่ตระกูลการเมืองไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน หากแต่ยึดโยงกับ ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System) เป็นหัวใจสำคัญ ในระบบนี้ "บ้านใหญ่" จะอยู่ในสถานะของ "ผู้อุปถัมภ์" (Patron) ที่คอยจัดสรรผลประโยชน์ ทรัพยากร และให้ความคุ้มครองแก่ "ผู้รับอุปถัมภ์" (Clients) ซึ่งก็คือชาวบ้านในพื้นที่ แลกกับการสนับสนุนทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข[4] ความสัมพันธ์นี้มีลักษณะต่างตอบแทนและเป็นไปในแนวดิ่ง กล่าวคือ อำนาจและทรัพยากรจะไหลจากบนลงล่าง ในขณะที่คะแนนเสียงและความภักดีจะถูกส่งจากล่างขึ้นบน

ทุนทางเศรษฐกิจ คือเสาหลักที่ค้ำจุนอำนาจของบ้านใหญ่ ตระกูลเหล่านี้มักเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ในจังหวัด เช่น โรงสี รับเหมาก่อสร้าง ขนส่ง หรือสัมปทานจากรัฐ ซึ่งทำให้มีศักยภาพทางการเงินสูงในการสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองและหล่อเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์ โอฬาร ถิ่นบางเตียว และพิมพิ์ญาดา นางาม[5] ได้ศึกษากรณีของบ้านใหญ่ในจังหวัดหนึ่งและพบว่า การสะสมทุนทางเศรษฐกิจจากการทำธุรกิจสัมปทานป่าไม้ได้นำไปสู่การสะสมทุนทางสังคม และต่อยอดสู่การสร้างอำนาจทางการเมืองในที่สุด

ทุนทางสังคมและบารมี คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านใหญ่สามารถครองใจคนในพื้นที่ได้ บารมีในที่นี้หมายถึงการได้รับการยอมรับนับถือ ซึ่งสั่งสมมาจากการทำหน้าที่เป็น "พ่อพระ" ในท้องถิ่น คอยช่วยเหลือเกื้อกูลชาวบ้านในเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยส่วนตัวไปจนถึงการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การสร้างสมบารมีนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและพร้อมที่จะตอบแทนด้วยคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

พลวัตและความท้าทายในบริบทการเมืองร่วมสมัย

การเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2544 ซึ่งนำโดย ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจของบ้านใหญ่โดยตรง พรรคไทยรักไทยนำเสนอการเมืองเชิงนโยบาย (Policy-based Politics) ที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการท้าทายระบบอุปถัมภ์แบบเดิมที่เคยผูกขาดโดยบ้านใหญ่ นโยบายเหล่านี้ทำให้รัฐบาลกลางสามารถสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบทได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างบ้านใหญ่

อย่างไรก็ตาม แทนที่บ้านใหญ่จะล่มสลายไป พวกเขากลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าทึ่ง บ้านใหญ่จำนวนมากเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยและพรรคการเมืองที่สืบทอดต่อมา เพื่อรักษาฐานอำนาจและเข้าถึงทรัพยากรจากส่วนกลางต่อไป การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บ้านใหญ่มิได้ยึดติดกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างถาวร หากแต่พร้อมที่จะย้ายพรรคหรือสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อให้ตระกูลของตนยังคงอยู่ในวงจรแห่งอำนาจต่อไป

ในปัจจุบัน อนาคตของบ้านใหญ่กำลังเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่ การเติบโตของเมือง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ได้สร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองที่แตกต่างไปจากเดิม การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2566 ที่พรรคก้าวไกลซึ่งชูธงการเมืองเชิงอุดมการณ์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของบ้านใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยด้านกระแสและอุดมการณ์เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการตัดสินใจของประชาชน[6]

ถึงกระนั้น การจะกล่าวว่ายุคของบ้านใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้วอาจเป็นการด่วนสรุปเกินไป ดังที่ Nishizaki[7] ได้เสนอไว้ในงานศึกษาชิ้นสำคัญของเขาว่า ประชาธิปไตยไทยนั้นมีลักษณะเป็น "ประชาธิปไตยแบบตระกูล" (Dynastic Democracy) มาตั้งแต่ต้น กล่าวคือ ตระกูลการเมืองไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในสนาม แต่เป็นผู้สร้างและวางกรอบของสนามการเมืองเสียเอง อำนาจของพวกเขายังคงหยั่งรากลึกในการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรและคงไว้ซึ่งเครือข่ายอุปถัมภ์

บทสรุป

"บ้านใหญ่ตระกูลการเมือง" เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนภาพความซับซ้อนของการเมืองไทยได้อย่างเด่นชัด พวกเขาคือผลผลิตของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากการเมืองเชิงนโยบายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคใหม่ แต่บ้านใหญ่ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและดำรงอยู่ในวงจรอำนาจได้อย่างเหนียวแน่น อนาคตของบ้านใหญ่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการล่มสลาย หากแต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้สอดคล้องกับบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป การทำความเข้าใจปรากฏการณ์บ้านใหญ่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์และมองหาแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยไทยให้มีความหมายและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป

อ้างอิง


[1] Phongpaichit, P., & Baker, C., 2004. Thaksin: The Business of Politics in Thailand (2nd ed.). Chiang Mai. Silkworm Books.

[2] Chambers, P., Jitpiromsri, S. and Takahashi, K., 2022. The Persevering Power of Provincial Dynasties in Thai Electoral Politics, Asian Journal of Comparative Politics, pp. 1-21. DOI: 10.1177/20578911221142132</div> (Chambers, 2022)

[3] สติธร ธนานิธิโชติ, 2556. “ตระกูลการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยของไทย,” วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 11(2), 5-23.

[4] Scott, J. C., 1972. “Patron-client politics and political change in Southeast Asia,” American Political Science Review, 66(1), 91-113. Doi://doi.org/10.2307/1959280.

[5] โอฬาร ถิ่นบางเตียว และพิมพิ์ญาดา นางาม, 2561. โครงสร้างอำนาจบ้านใหญ่ : กรณีศึกษาบ้านใหญ่ของจังหวัดแห่งหนึ่งในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.

[6] พิมพ์ชนก พุกสุข, 2566. "ทิศทาง 'กระแส' และ 'กระสุน' ของการเมืองบ้านใหญ่ในสนามเลือกตั้ง 2566 : ณัฐกร วิทิตานนท์," The101.world, 5 พฤษภาคม 2566, เข้าถึงเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568, https://www.the101.world/nuttakorn-vititanon-interview/.

[7] Nishizaki, Y., 2022. Dynastic democracy: Political families in Thailand. Madison.

University of Wisconsin Press.