วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 15:04, 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย Adminkpi (คุย | ส่วนร่วม) (สร้างหน้าด้วย "'''ผู้เรียบเรียง :''' รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย '''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :''' รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต == '''วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)''' == การเลือกตั้งใน...")
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต

วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เป็นเพียงการสิ้นสุดของการแข่งขันเพื่อเข้าสู่อำนาจ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางการเมืองที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยพลวัตในตัวของมันเอง ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งจึงเป็นดั่ง "พื้นที่ทางการเมือง" ที่ซึ่งบรรทัดฐาน ความเชื่อ และแบบแผนพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมือง (political actors)  ทั้งฝ่ายผู้ชนะ ผู้แพ้ สถาบันทางการเมือง และมวลชน จะปรากฏและปะทะสังสรรค์กันอย่างเข้มข้น ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเรียกว่า "วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง" (Post-Election Culture) ซึ่งในบริบทของการเมืองไทย วัฒนธรรมดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัวที่สะท้อนถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ปัญหาความไว้วางใจในสถาบัน และการต่อสู้เพื่อนิยาม "ความชอบธรรม" ที่มิได้จบลงที่คูหาเลือกตั้ง หากแต่ดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด บทความนี้จะวิเคราะห์องค์ประกอบและพลวัตของวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย โดยชี้ให้เห็นว่ามันมิใช่เป็นเพียงผลสะท้อนของประชาธิปไตยที่ยังไม่ลงหลักปักฐาน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หมุนวนกลับมาบั่นทอนเสถียรภาพและขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนของสังคมไทย

องค์ประกอบที่ 1: การไม่ยอมรับผลและความเปราะบางของ "ผู้ชนะ"

ลักษณะประการแรกและเด่นชัดที่สุดในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย คือ สภาวะที่ผู้ชนะไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์ และผู้แพ้มักไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษณี (The winner cannot claim a full mandate, and the loser rarely concedes gracefully) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีรากฐานมาจากสภาวะ "ไม่ไว้วางใจ" (distrust) ที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ทั้งความไม่ไว้วางใจต่อตัวนักการเมือง, พรรคการเมือง, และที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่ไว้วางใจต่อองค์กรผู้จัดการเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม[1]

ภายหลังการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง ฝ่ายที่พ่ายแพ้หรือไม่ได้จำนวน ส.ส. ตามที่คาดหวังมักจะตั้งคำถามต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้งทันที ข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง, การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ, หรือความผิดปกติในการนับคะแนนกลายเป็นวาทกรรมหลักที่ถูกผลิตซ้ำโดยพรรคการเมืองและสื่อมวลชนที่สนับสนุนตน เพื่อลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายผู้ชนะ ในทางกลับกัน ฝ่ายผู้ชนะ แม้จะได้รับเสียงข้างมาก ก็มักจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การ "สอย" ส.ส. หรือแม้กระทั่งการยุบพรรคในภายหลัง ชัยชนะที่ได้มาจึงเป็นชัยชนะที่เปราะบางและไม่แน่นอน

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสภาวะที่เรียกว่า "การเมืองที่ไม่รู้จักจบ" (Unending Politics) กล่าวคือ การเลือกตั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกยุติความขัดแย้ง (conflict-resolution mechanism) ตามอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นเพียงการเริ่มต้นของสมรภูมิรบอีกรูปแบบหนึ่งที่ย้ายจากเวทีหาเสียงไปสู่เวทีทางกฎหมายและมวลชน[2] วัฒนธรรมเช่นนี้บั่นทอน "ความศักดิ์สิทธิ์" ของการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชน และเปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบได้โดยง่าย

องค์ประกอบที่ 2: "รัฐบาลผสม" และวัฒนธรรมการต่อรองเชิงอำนาจ

ระบบการเลือกตั้งของไทยที่มักนำไปสู่การจัดตั้ง รัฐบาลผสม (Coalition Government) ได้สร้างวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งที่มีลักษณะเฉพาะตัว นั่นคือ กระบวนการต่อรองที่ยืดเยื้อและซับซ้อน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับ "โควต้า" และ "การจัดสรรอำนาจ" มากกว่า "อุดมการณ์" หรือ "นโยบาย" ที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน[3]

ในช่วงสุญญากาศหลังการเลือกตั้งจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ตลาดนัดการเมือง" (Political Marketplace) ที่ซึ่งพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กกลายเป็นตัวแปรสำคัญ และมักเกิดปรากฏการณ์ "งูเห่า" หรือการย้ายขั้วของนักการเมืองเพื่อแลกกับตำแหน่งหรือผลประโยชน์ส่วนตน การเจรจาต่อรองมักเกิดขึ้นใน "พื้นที่สีเทา" นอกเหนือสายตาของสาธารณชน วัฒนธรรมเช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ 3 ประการคือ

1.     ลดทอนความหมายของคะแนนเสียง: ประชาชนที่เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งโดยยึดโยงกับจุดยืนและนโยบายที่ประกาศไว้ อาจพบว่าพรรคที่ตนเลือกกลับไปร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองตรงข้าม ทำให้เจตจำนงที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งถูกบิดเบือน

2.     สร้างความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล: รัฐบาลผสมที่เกิดจากการต่อรองเชิงผลประโยชน์ มักมีความเปราะบางและง่ายต่อการล่มสลายเมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดสรรอำนาจหรือผลประโยชน์ไม่ลงตัว

3.     เปิดช่องให้กลุ่มอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามามีอิทธิพล: การต่อรองที่ยืดเยื้อและไม่แน่นอน ทำให้กลุ่มทุน, ข้าราชการระดับสูง, หรือแม้กระทั่งกองทัพ สามารถเข้ามามีบทบาทเป็น "ตัวกลาง" หรือ "ผู้ชี้ขาด" ในการจัดตั้งรัฐบาลได้[4]

วัฒนธรรมการสร้างรัฐบาลผสมในลักษณะนี้ จึงไม่ได้สะท้อนฉันทามติของสังคม แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนของการประนีประนอมเชิงอำนาจของชนชั้นนำทางการเมือง ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกแยกและสิ้นหวังต่อกระบวนการทางการเมืองในระบบรัฐสภา

องค์ประกอบที่ 3: ตุลาการภิวัตน์และการใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือทางการเมือง

อีกหนึ่งมิติที่เด่นชัดอย่างยิ่งในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทยร่วมสมัยคือปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" (Judicialization of Politics) ซึ่งหมายถึงการที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ (โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง) เข้ามามีบทบาทชี้ขาดผลลัพธ์ทางการเมืองอย่างสูง[5]

หลังการเลือกตั้ง ข้อพิพาททางการเมืองไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในรัฐสภา แต่ถูกส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบ การร้องเรียนเรื่องคุณสมบัตินักการเมือง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของนโยบาย หรือการยุบพรรคการเมือง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ฝ่ายต่าง ๆ ใช้เพื่อเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองนอกสนามเลือกตั้ง กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า "Lawfare"หรือการทำสงครามผ่านช่องทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้

  • ความเป็นการเมืองของสถาบันตุลาการถูกเปิดเผย: การตัดสินคดีทางการเมืองที่สำคัญหลายครั้ง ถูกตั้งคำถามจากสาธารณชนถึงความเป็นกลางและความยุติธรรม ทำให้ภาพลักษณ์ของสถาบันตุลาการในฐานะ "ผู้พิทักษ์กติกา" ที่เป็นกลางสั่นคลอน และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง
  • กติกาประชาธิปไตยอ่อนแอลง: เมื่อผลการเลือกตั้งสามารถถูกเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างได้โดยคำวินิจฉัยขององค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและหลักการเสียงข้างมากย่อมถูกกัดเซาะลง ประชาธิปไตยจึงถูกทำให้เป็นเพียง "เรื่องทางเทคนิค" ของข้อกฎหมาย มากกว่าจะเป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน

วัฒนธรรมที่พึ่งพิงการวินิจฉัยจากศาลมากกว่าการหาข้อยุติในระบบรัฐสภาเช่นนี้ สะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันทางการเมืองจากการเลือกตั้ง และเป็นอาการของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่สามารถสร้างกลไกการจัดการความขัดแย้งภายในตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบที่ 4: การเมืองบนท้องถนนในฐานะ "ผู้ชี้ขาดสุดท้าย"

เมื่อความไว้วางใจต่อกติกาในระบบ (ทั้งการเลือกตั้ง รัฐสภา และกระบวนการยุติธรรม) เสื่อมถอยลง "การเมืองบนท้องถนน" (Street Politics) หรือการเคลื่อนไหวของมวลชนจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย[6] การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ แต่ได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น "อำนาจตรวจสอบ" และในบางครั้งก็อ้างตนเป็น "ผู้ชี้ขาดสุดท้าย" ที่มีความชอบธรรมเหนือกว่าผลการเลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ล้วนมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันคือ การปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และพยายามสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา การลาออกของนายกรัฐมนตรี หรือท้ายที่สุดคือการรัฐประหาร

การเมืองบนท้องถนนในบริบทไทยจึงมีลักษณะพิเศษคือ

  • การอ้างความชอบธรรมทางศีลธรรม: กลุ่มผู้ชุมนุมมักอ้าง "ความดี" และ "ศีลธรรม" ของฝ่ายตน เพื่อมาหักล้างความชอบธรรมเชิงปริมาณ (จำนวนเสียง) ของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
  • การเรียกร้องการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ: บ่อยครั้งที่เป้าหมายสูงสุดของการชุมนุม คือการสร้างสภาวะสุญญากาศหรือวิกฤตการณ์ที่รุนแรงพอที่จะ "เชิญ" ให้ทหารหรือสถาบันตุลาการเข้ามาแทรกแซงเพื่อ "ยุติความขัดแย้ง"

วัฒนธรรมการเมืองบนท้องถนนเช่นนี้ ได้ตอกย้ำวงจรแห่งความขัดแย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้สังคมไทยติดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี" (Illiberal Democracy) ที่ซึ่งมีการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม แต่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งนั้นสามารถถูกล้มล้างได้เสมอโดยพลังมวลชนที่ได้รับการหนุนหลังจากเครือข่ายอำนาจเก่า

บทสรุป: วัฒนธรรมหลังเลือกตั้งกับอนาคตประชาธิปไตยไทย

โดยสรุป วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทยมีลักษณะที่โดดเด่น 4 ประการ คือ (1) การปฏิเสธผลการเลือกตั้งและชัยชนะที่เปราะบาง (2) วัฒนธรรมการต่อรองเชิงอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลผสม (3) การใช้กฎหมายและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือชี้ขาดผลทางการเมือง และ (4) การเคลื่อนไหวของมวลชนบนท้องถนนในฐานะอำนาจชี้ขาดนอกระบบ ทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมร้อยกันภายใต้แกนกลางคือ "วิกฤตความไว้วางใจ" ต่อกติกาและสถาบันประชาธิปไตย

วัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่อำนาจจากการเลือกตั้งต้องต่อสู้ช่วงชิงกับอำนาจจากโครงสร้างเดิมที่ไม่เคยหายไปไหน (เช่น กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุน)[7] การเลือกตั้งจึงกลายเป็นสมรภูมิที่อันตราย เพราะผู้ชนะอาจไม่ได้ปกครอง และผู้แพ้อาจไม่ต้องรอถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพื่อกลับสู่อำนาจ

การจะก้าวข้ามวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งที่บั่นทอนเช่นนี้ไปได้ สังคมไทยจำเป็นต้องเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่การจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่คือการสร้าง "ฉันทามติร่วมกัน" (Shared Consensus) เกี่ยวกับกติกาพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย นั่นคือการยอมรับว่า "ผลของเกม" (Outcome of the game) ที่มาจากกติกาที่ตกลงกันไว้นั้นมีความสำคัญ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ตาม การสร้างวัฒนธรรม "การแพ้-ชนะอย่างมีเกียรติ" (Winning and losing gracefully) และการฟื้นฟูความไว้วางใจต่อสถาบันในระบบรัฐสภาให้กลับคืนมา จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด หากประเทศไทยต้องการที่จะหลุดพ้นจากวงจรแห่งความขัดแย้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

อ้างอิง


[1] อเนก เหล่าธรรมทัศน์, 2556. สองนคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ. คบไฟ.

[2] McCargo, D., 2005. “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” The Pacific Review, 18(4), pp. 499–519.

[3] Siripan Nogsuan Sawasdee, 2019. “Electoral integrity and the repercussions of institutional manipulations: The 2019 general election in Thailand,” Asian Journal of Comparative Politics, 5(1), pp. 52-68. https://doi.org/10.1177/2057891119892321

[4] Prajak Kongkirati, 2024. Thailand: contestation, polarization, and democratic regression. Cambridge, U.K. Cambridge University Press.

[5] Khemthong Tonsakulrungruang, 2017. “Entrenching the Minority: The Constitutional Court in Thailand's Entrenching the Minority: The Constitutional Court in Thailand's Political Conflict,” Washington International Law Journal, 26 (2), pp. 247-267.

[6] Prajak Kongkirati, 2024.

[7] Phongpaichit, P., & Baker, C., 2004. Thaksin: The Business of Politics in Thailand (2nd ed.). Chiang Mai. Silkworm Books.