ชาวเน็ต (Netizen)

จาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
รุ่นแก้ไขเมื่อ 10:01, 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย Adminkpi (คุย | ส่วนร่วม) (สร้างหน้าด้วย "'''ผู้เรียบเรียง''' ''':''' ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน '''ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ''' ''':''' ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล = ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร = “ชาวเน็ต” เ...")
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)

ผู้เรียบเรียง : ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร

“ชาวเน็ต” เป็นคำภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า Netizen ซึ่งแม้พจนานุกรมฉบับภาษาไทยจะไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ชาวเน็ต” เอาไว้อย่างชัดเจน แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายฉบับให้ความหมายของ คำว่า Netizen ตรงกันว่าหมายถึงผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงความคิดเห็น การโพตส์ การแชร์ การติดตาม และการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น (Cambridge Dictionary, n.d.; Merriam-Webster, n.d.) ในแง่นี้ ชาวเน็ต (Netizen) จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกออนไลน์อีกด้วย

ข้อมูลจาก Oxford English Dictionary ระบุว่าจากหลักฐานที่สืบค้นไปได้ไกลที่สุดพบว่า Netizen เป็นคำที่เริ่มปรากฎเมื่อปี 1984 ในกลุ่มสนทนาเฉพาะ newsgroup บนระบบกระดานข่าวออนไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มอย่าง Usenet (Unix User Network) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนระบบ World Wide Web โดยงานชิ้นแรก ๆ ที่กล่าวถึง Netizen อย่างเป็นระบบ ก็คืองานของ Michael Hauben และ Ronda Hauben (1997) ในงานเรื่อง Netizens: On the History and Impact of Usenet and the Internet ซึ่งมุ่งสำรวจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (user) ที่เป็นมากกว่าผู้บริโภคแต่เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในโลกออนไลน์ ผู้ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมอันมีส่วนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจากรากหญ้าได้

แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นแนวคิดเรื่องชุมชนในคอมพิวเตอร์ ริเริ่มเสนอโดย Licklider หรือ Joseph Carl Robnett Licklider นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี  1968 โดย Licklider มีความฝันเรื่องการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในโครงการ ARPANET อันเป็นต้นแบบโดยตรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เขามองว่าการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเป็นมากกว่ารูปแบบการประมวลผล

แต่มันจะกลายเป็นชุมชนคอมพิวเตอร์ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแบ่งปันความคิดผ่านระบบออนไลน์ (Michael Hauben, 1997; Waldrop, M. M., 2001) ทว่าในเวลานั้นยังไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำว่า Netizen กระทั่ง Michael Hauben เป็นผู้คิดคำว่า “Netizen” ขึ้นจากสองคำประกอบกัน คือ “Net” และ “Citizen” เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทว่าไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ Netizen ในความเข้าใจของ Michael Hauben คือผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการใช้อินเทอร์เน็ต

อย่างมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์บางประการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แบ่งปันความรู้และแนวคิด สนับสนุนการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน สร้างชุมชนออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือออนไลน์ร่วมกัน เป็นต้น กล่าวคือ คุณลักษณะของ Netizen ในความคิดของ Michael Hauben นั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้ามาบริโภคเนื้อหาในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด แสดงความคิดเห็น อภิปราย เข้าร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ อาทิ สนทนา ส่งรายชื่อ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ตลอดจน รับผิดชอบต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของเนื้อหา และวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน เป็นต้น

คุณลักษณะสำคัญของ ชาวเน็ต (Netizen) ตามความคิดของ Michael Hauben พึงมีลักษณะดังนี้

1) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นหรือบริโภคเนื้อหาออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโพสต์ การมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนหรือต่อต้านแนวคิดต่าง ๆ เป็นต้น

2) ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนออนไลน์

3) ปฏิบัติต่อผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตเสมือนปฏิบัติต่อผู้คนในพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือ ยึดมั่นในความยุติธรรม เคารพต่อบทสนทนา และมีสำนึกสาธารณะ

4) สนับสนุนเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีและเปิดกว้าง

5) เคารพเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก

6) มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้

7) สนับสนุนการกระจายอำนาจและต่อต้านการควบคุมการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ และ

8) สนับสนุนจริยธรรมประชาธิปไตยในโลกออนไลน์

สำหรับ Michael Hauben เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่ผู้เข้าใช้งานสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและการพัฒนาได้ โดยมีชาวเน็ตเป็นผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการใช้ดูแลและใช้ทรัพยากรดิจิทัลเหล่านั้นไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิ สื่อสารเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ แบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูล อันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ ซึ่งหากชาวเน็ตร่วมแรงร่วมใจกันในการนำเสนอข่าวสารที่ดี ที่เป็นจริง และมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามหรือติดตามประเด็นเชิงนโยบาย อย่างสร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตจะสามารถเป็นชุมชนระดับโลกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนประชาธิปไตยได้

อันที่จริงก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงชาวเน็ต ได้มีการคาดการณ์ถึงบทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อสังคมโลกไว้เช่นกัน โดยงานที่โดดเด่นคือ งานของ Marshall McLuhan (1964) ที่เสนอมุมมองว่าการพัฒนาขึ้นมาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะทลายกำแพงทางด้านระยะทางและระยะเวลาลงไป ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ได้เกือบจะทันที ราวกับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน กล่าวคือการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเพียง “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ผู้คนแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกก็ยังสามารถมีสำนึกร่วมกันได้ผ่านการสื่อสารกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามเวลาและสถานที่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันและกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้ไม่ได้เน้นศึกษาไปที่บทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่ากับมุ่งศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกายภาพของโลกและความคิดของผู้คนอย่างไร ทำให้งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเทคโนโลยีกำหนดมากจนเกินไป กระทั่งไม่มีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาแสดงบทบาทมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดของเขาก็ยังคงทรงพลังในการศึกษาทำความเข้าใจบทบาทของอินเทอร์เน็ตและกระบวนการโลกาภิวัฒน์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและตัวตนของผู้คนจวบจนปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ของ Jürgen Habermas (1989) นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพื้นที่สาธารณะกับการส่งเสริมประชาธิปไตย Jürgen Habermas เชื่อว่าการมีพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถมารวมตัวกันเพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยได้

ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในที่นี้ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่มีรากฐานมาจากการสนทนา โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ก็คือพื้นที่สาธารณะนั้นจะต้องเป็นอิสระไม่ถูกยึดครองโดยกลไกของรัฐหรือกลไกตลาด ในแง่นี้สื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต จึงมีบทบาทแตกต่างออกไปจากสื่อเก่าและดูจะส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยงานช่วงหลังของเขาได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย โดยเขายอมรับถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ ในแง่ของการส่งเสริมให้เกิดการเปล่งเสียงจากผู้คนจำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์สามารถเข้าถึงมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถก่อตั้งกลุ่มเพื่อท้าทายกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มอำนาจเก่าได้ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม งานของ Jürgen Habermas ก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่บทบาทของสื่อดิจิทัลในการพัฒนาประชาธิปไตยในฐานะของพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ยังไม่ได้มุ่งอธิบายไปที่บทบาทของผู้คนที่จะใช้สื่อดิจิทัลไปเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากนัก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา แต่งานของเขาก็ช่วยให้เข้าใจและยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะนั้นช่วยส่งเสริมอิทธิพลของชาวเน็ตเหนือประเด็นทางสังคมและการเมืองในบางเรื่องได้อย่างไร

Manuel Castel (1996) เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า บนโลกดิจิทัล ชาวเน็ตสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ งานของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านเครือข่ายและประชาธิปไตยดิจิทัล Manuel Castell มุ่งสำรวจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่าง

หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก อันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ของผู้คน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง เช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (The Arab Spring) และ Occupy Wall Street เป็นต้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของชาวเน็ตที่โดดเด่นในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตหลายประการที่เป็นผลดีต่อการแสดงออกและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามเวลาและสถานที่แล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปกปิดตัวตน (Anonymity) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ก้าวข้ามเพศสภาพ อายุ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปราบปราม ทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น Lokman Tsui (2005) ชี้ให้เห็นว่าการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์สามารถปกป้อง

การแสดงออกทางประชาธิปไตยในรัฐเผด็จการได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Helen Nissenbaum (1999) ที่เชื่อว่าการไม่เปิดเผยตัวตนคือเกราะป้องกันการอภิปรายในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังมีฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นในการเสวนาได้ (User Generated Content) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับสารเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้คนสามารถเป็นผู้ส่งสารของตนเองออกไปได้

โดยที่สารเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจคัดกรองของบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่เช่นการสื่อสารในแบบเดิม ซึ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารสองทางให้มากขึ้น (McNair, B.; 2017) ทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Castells, M., 2012) ซึ่งนำไปสู่การระดมพลทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจได้ง่ายขึ้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า Netizen หรือ ชาวเน็ต คือ ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างกระตือรือร้น และเรียนรู้ที่จะใช้คุณลักษณะของโลกออนไลน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจของตนเอง หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการของตน มิใช่เพียงผู้เข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อรับสารหรือค้นหาข้อมูลโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด ในทางกลับกันชาวเน็ตคือผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตและพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม

ในโลกออนไลน์กับข้อมูลเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซึ่งมีได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ การกดสัญลักษณ์เพื่อแสดงความรู้สึกต่อข้อมูล การส่งต่อข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การนำเข้าชุดข้อมูลลักษณะต่าง ๆ สู่ระบบออนไลน์ การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ รวมไปถึงการใช้พื้นที่ชุมชนออนไลน์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ชาวเน็ตจึงไม่ใช่ผู้ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในลักษณะของผู้รับสาร (passive receiver) เท่านั้น ในแง่หนึ่งชาวเน็ตจึงมีลักษณะคล้ายกับพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (active citizen) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประชาธิปไตยได้ ส่งผลให้ปัจจุบันคุณลักษณะของ “พลเมืองในโลกดิจิทัล” หรือ Digital Citizen ได้รับการกล่าวถึงและได้รับความสนใจศึกษามากขึ้น

ชาวเน็ตกับการพัฒนาประชาธิปไตย (เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Netizen)

สืบเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การติดตามข่าวสาร การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการรับบริการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับ ระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ผู้ใช้งาน (user) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ ระบบได้อย่างหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และสามารถนำเข้าข้อมูลดิจิทัลสู่ระบบออนไลน์ด้วยตนเองตามที่สนใจ ทั้งยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากกว่าสื่อเดิมอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุ ที่ผู้ผลิตเนื้อหามีอยู่จำกัดและโดยมากมักเป็นภาครัฐกับนายทุน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลโดยตรงต่อกระแสสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งการเมือง มีหลายกรณีที่พบว่าชาวเน็ต (Netizens) ใช้ประชาคมออนไลน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปมีบทบาท ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสังคม นโยบาย ตลอดจนโครงสร้างทางการเมือง ยกตัวอย่าวเช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของชาวเน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงจากนักวิชาการและผู้คนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนรวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ก่อนนำไปสู่การประท้วงในหลายเมืองของกลุ่มประเทศอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียกับเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) จากการที่พ่อค้ารายหนึ่งจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกภาพไว้และแพร่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ที่ขยายตัวออกไปสู่หลายประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างประเทศอียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ในเวลา

ไม่นาน เพื่อขับไล่ผู้นำและรัฐบาลเผด็จการ แม้ท้ายที่สุดแล้วการลุกฮือดังกล่าวจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่บางประเทศอย่าง ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน กลับต้องเผชิญกับสภาวะสงครามการเมือง การแย่งชิงอำนาจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Lynch, M., 2013) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายเหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ Occupy Wall Street (OWS) เพื่อประท้วงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2011 (Adam Volle, n.d.) ทั้งยังส่งผลให้สังคมหันมาให้ความสนใจศึกษาโซเชียลมีเดียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ดังปรากฎว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชิ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และนับจากนั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียโดยหวังผลให้เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองบางประการก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป (Castel, M., 1996)

ในประเทศไทยการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย เริ่มปรากฎชัดเจนประมาณ พ.ศ. 2553 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มมีการรายงานข่าวผ่านสื่อทางเลือกต่างๆ อาทิ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ต่อมาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารใน พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสื่อกระแสหลัก จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ Facebook, Twitter, และ YouTube ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐก็คือเหตุการณ์ Single Gateway ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งในเวลานั้นเป็นแผนของรัฐบาลซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะรวมช่องทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้เหลือช่องทางเดียว (Single Gateway) เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบการเข้าถึง “เนื้อหาที่เป็นภัย” เพื่อความมั่นคงของชาติได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ชาวเน็ตไทยจำนวนมากร่วมกันต่อต้านผ่านการติดแฮชแท็ก #SingleGateway ต่อท้ายความเห็นของพวกตน และรณรงค์บน Change.org เนื่องจากเกรงว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกทางการเมือง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ช้าลง จากแรงต้านดังกล่าวแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบาย Single Gateway อย่างเป็นทางการ ทว่าดูเหมือนนโยบายดังกล่าวก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองแบบดาวกระจาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob หรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้น ไม่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มในเวลานั้นนำมาปรับใช้เพื่อ ท้าทายกับรัฐบาลทหารที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้วิธีการระดมผู้คนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ท้ายที่สุดการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมการเมือง ทว่าก็มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาย่อย ๆ ในเรื่องทรงผมนักเรียนในเวลาต่อมา (ศุทธิกานต์ มีจั่น, ม.ป.ป.)

นอกจากนั้นชาวเน็ตไทยยังมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกันในกรณีของ George Floyd ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทั่งเสียชีวิตผ่านการติดแฮชแท็ก #black life matter และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรชานมเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยมของประเทศในแถบภูมิภาคเอเซียผ่าน #MilkTeaAlliance โดยชาวเน็ตไทยยังใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแฮชแท็ก (#) ดังกล่าว เพื่อสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไปยังโลกผ่าน #WhatsHappeningInThailand อีกด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว #MilkTeaAlliance ของประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียบวกัน อย่างประเทศฮ่องกง และเมียนมาร์ ซึ่งมีการติด #WhatsHappeningInHongKong และ #WhatsHappeningInMyanmar เป็นต้น

ในประเทศไทย มีเว็บไซต์ที่ชือว่า Thai Netizen Network เกิดขึ้น โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิทางดิจิทัลและเสรีภาพพลเมือง ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเติบโต มาจากกลุ่มพลเมืองเน็ตที่กังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จำกัดในช่วงหลังการรัฐประหาร ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “มูลนิธิอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง” ในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยที่ผ่านมาทำกิจกรรมอาทิ รายงานสถานการณ์ประจำปีเกี่ยวกับเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมออนไลน์ในประเทศไทย ข้อมูลประกอบรายงานของ ภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศไทย และจัดเวิร์กช็อปด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับ ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักรณรงค์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้าน Single Gateway โดยเชิญชวนให้ผู้คนร่วมลงชื่อของท่านผ่านทาง Change.org เพื่อที่จะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวผ่าน X ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต

อิทธิพลของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่สำนักข่าวจะนำเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ อภิปรายกันในโลกออนไลน์ ผ่านการติดแฮชแท็ก (#) ต่าง ๆ ที่กลายเป็นกระแส มากล่าวถึงในรายการข่าวด้วย นอกจากนั้น บทบาทของชาวเน็ตยังปรากฎในรูปแบบของเว็บเพจในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เน้นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เปิดโปงข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ เว็บเพจแหม่มโพธิ์ดำ เว็บเพจ Drama-addict เว็บเพจ CSI LA เว็บเพจอีจัน เว็บเพจต้องแฉ (Must Share) และเว็บเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน เป็นต้น

โดยเว็บเพจเหล่านี้ มักนำเสนอข่าวสารและประเด็นสังคมในรูปแบบที่มีอารมณ์ขัน พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก กระทั่งกลายเป็นชุมชนทางการเมืองของภาคประชาชนที่พวกเขาจะส่งข้อมูลข่าวสารหากัน และหลายครั้งเว็บเพจสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็มีบทบาทในการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม รวมไปถึงเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่โปร่งใสในสังคมไทยซึ่งนำไปสู่การจับผิดและคลี่คลายหลายประเด็นลงได้ อาทิ โครงการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ซึ่งนำเสนอพิรุธโดยเว็บเพจต้องแฉ (Must Share) ภายหลังจากประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเพจเกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟประติมากรรมกินรีในพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพจจึงได้รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่เรื่องราว ทำให้สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว

หรือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กรณีอ้างคุณวุฒิปริญญาเอกจาก “California City University” ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรับรองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบจากประชาชนและเว็บเพจ CSI LA เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตว่าไม่ใช่เพียง “ผู้รับสาร” หรือเป็นเพียงผู้เสพสื่ออีกต่อไปแต่ชาวเน็ตกำลังกลายเป็น “ผู้ร่วมผลิตสาร” (co-producer of information) กลุ่มสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการรายงานและขับเคลื่อนสังคมในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ในแง่นี้บทบาทของชาวเน็ต โดยการสนับสนุนของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้

ข้อพึงระวังในการแสดงออกของ “ชาวเน็ต”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์การรวมตัวกันของผู้คนในโลกออนไลน์สู่โลกเสมือนจริงที่กำลังเติบโตขึ้น อย่างกว้างขวางนั้น ในมุมหนึ่งนับเป็นผลดีในแง่ของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกทางการเมือง ในการมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเมืองให้โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าแม้ชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่การมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ของชาวเน็ตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดสภาวะ “นักคลิ๊ก” (Clicktivism) หรือ เกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นเพียงการเข้าร่วม เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือโพสต์แฮชแท็ก โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง (Morozov, E., 2009) ขณะที่ ชาวเน็ตส่วนมากยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลหรือเข้าใจประเด็นอย่างรอบด้าน กระทั่ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ทัวร์ลง” คนผิดหรือแม้กระทั่งผิดคน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้นั้นได้ เช่น กรณีที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์คลิปชายหนุ่มรองเท้าขาดเป็นรูว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้

ตามคำเตือนของอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) รายหนึ่ง ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริงโดยขาดการตรวจสอบข้อมูล กระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานของชายหนุ่มรายนั้น เป็นต้น (ไทยพีบีเอส, 2559) ซึ่งการแชร์ข้อมูลข่าวสารโดยขาดการตรวจสอบนั้นจะตามมาด้วยวัฒนธรรม “ล่าแม่มด” หรือการแสดงออกในการคุกคามบุคคลที่กลายเป็นกระแส กระทั่งทำให้การมีส่วนร่วมเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญไป

นอกจากนั้น ภายใต้โลกอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีเงื่อนไขหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

1.      ข้อมูลเท็จ (Fake News) และข่าวลวง (Misinformation) ซึ่งพบว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น เต็มไปด้วยข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือน ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้บางครั้งชาวเน็ตอาจเกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปทั้งโดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม (Tandoc, E. C., et al., 2018)

2.      ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรบริโภคข้อมูลจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัลกอริธึม (algorithm) ที่เก็บประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเลือกนำเสนอข้อมูลที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในแง่หนึ่งมันช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงชุดข้อมูลที่ตนสนใจสะดวกขึ้น ทว่าอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ลดโอกาสในการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสุดโต่งทางความคิดและขาดการถกเถียงอย่างมีเหตุผลได้ (Flaxman, S., et al., 2016)

3.      การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Concerns) นับเป็นอีกปัญหาที่มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต

ที่มีส่วนร่วมมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเปิดโปง ที่ต้องการมีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ

เปิดโปงพฤติกรรม จึงสืบค้น ขุดคุ้ย ข้อมูลของเป้าหมายและนำมาเผยแพร่ ซึ่งบางครั้งเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว ในอีกกรณีเกิดจากการที่ผู้ใช้งานต้องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์จึงทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อทำการโฆษณาแบบเจาะจง ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศใช้ระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชน เป็นต้น

4.      การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และวัฒนธรรมการยกเลิก (Cancel Culture) นับเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ ทว่าอิสระในการแสดงความคิดเห็น บางครั้ง หากถูกใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดยใช้อิสระเสรีนั้นในการเข้าโจมตีบุคคล กลุ่ม องค์กร โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง หรือใช้กระแสเข้ากดดันโจมตี อาจก่อให้เกิดสภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ถูกโจมตีได้ (Norris, P., 2023)

5.      การเซ็นเซอร์และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของชาวเน็ต เช่น ในบางประเทศอาจมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์หรือการลงโทษผู้วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้ชาวเน็ตไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและอาจถูกควบคุมตัวรวมไปถึงจับกุมและลงโทษอันสืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นได้

6.      ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มถูกจำกัด การเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในการเข้ามามีส่วนร่วม (Norris, P., 2001)

นอกจากนั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และ อาจก่อให้เกิดสถาวะกดดันจากโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ตน แสดงออกไปและความเห็นของผู้อื่นที่ตอบกลับมา ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สถาวะซึมเศร้า และนำไปสู่สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder: IAD) (Friedman, E. 2020) และท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะวิตกว่าจะ “ตกขบวน”หรือ FoMO (Fear of Missing Out) จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกออนไลน์ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด กระทั่ง ก่อเกิดเป็นวังวนของปัญหาความเครียด ปัญหาวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพได้ (Elhai, J. D., et al., 2016)

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ได้เสมอไป เพราะแม้การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะ

มากขึ้น ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริง” ได้ ในแง่นี้แม้ว่าชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาก็เผชิญกับข้อจำกัดที่มาจากเทคโนโลยี การเมือง และพฤติกรรมของมนุษย์เอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยทั้ง การเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล (digital literacy) และการออกแบบแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ พร้อม ๆ กับปรับกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อให้สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิงภาษาไทย

ไทยพีบีเอส. (2559) “โลกออนไลน์ปลุกกระแส "เช็คก่อนแชร์" บทเรียนจาก "ชายใส่รองเท้ามีรู"”.  https://www.thaipbs.or.th/news/content/254319

นิพัทธ์ ทองเล็ก. (2567). ภาพเก่าเล่าตำนาน : อาหรับสปริง…ยังไม่หยุดแรงกระแทก.  https://www.matichon.co.th/article/news_4953802

มติชนออนไลน์. (2567). เพจดัง CSI LA พาทัวร์ ‘California University’ พิสูจน์คำพูดหมอเกศกมล ชี้แค่ตึก พาณิชย์. https://www.matichon.co.th/social/news_4681030

ศุทธิกานต์ มีจั่น. (ม.ป.ป.) เเฟลชม็อบ. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เเฟลชม็อบ

ศธ.360 องศา. (2568). “ศธ. ย้ำอีกครั้ง “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับ สิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน”. https://moe360.blog/2025/03/05/cancel-hairstyle-rules/

TNN. (2021) เปิดข้อมูลเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ต้นละ 94,000 นายก อบต.ท้าให้ตรวจสอบ. https://www.tnnthailand.com/local/82164/

เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ

Adam Volle, (n.d.) “Occupy Wall Street”. https://www.britannica.com/topic/Occupy-Wall-Street

Cambridge dictionary. (n.d.) “Netizen”.  https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/netizen

Castells, M. (2012). Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age.

Castells, M. (1996). The rise of the network society. Oxford, UK: Blackwell Publishers.

Elhai, J. D., Levine, J. C., Dvorak, R. D., & Hall, B. J. (2016). Fear of missing out, need for touch,    anxiety and depression are related to problematic smartphone use. Computers in Human Behavior, 63, 509-516.

Flaxman, S., Goel, S., & Rao, J. M. (2016).Filter bubbles, echo chambers, and online news consumption. Public Opinion Quarterly, 80(S1), 298–320.        https://doi.org/10.1093/poq/nfw006

Friedman, E. (2020). Internet Addiction A Critical Psychology of Users. London: Routledge.

Habermas, J. (1989). The structural transformation of the public sphere: An inquiry into a category of bourgeois society (T. Burger & F. Lawrence, Trans.). MIT Press. (Original work  published 1962)

Hauben, M., & Hauben, R. (1997). Netizens: On the history and impact of Usenet and the Internet. Wiley-IEEE Computer Society Press.

Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East. Hachette UK.

McNair, B. (2017). An Introduction to Political Communication (6th ed.). Routledge.

McLuhan, M. (1964) Understanding Media: The Extensions of Man. McGraw-Hill.

Merriam-Webster Dictionary. (n.d.) “Netizen”. https://www.merriam- webster.com/dictionary/netizen

Morozov, E. (2009, May 19). The brave new world of slacktivism. Foreign Policy.  https://foreignpolicy.com/2009/05/19/the-brave-new-world-of-slacktivism/

Nissenbaum, H. (1999). "The Meaning of Anonymity in an Information Age." The Information Society, 15(2), 141–144.

Norris, P. (2023). Cancel culture: Myth or reality?. Political studies, 71(1), 145-174.

Norris, P. (2001). Digital Divide: Civic Engagement, Information Poverty, and the Internet Worldwide.

Oxford English Dictionary. (2003) “Netizen”. https://www.oed.com/dictionary/netizen_n?tab=factsheet#12355684

Tandoc, E. C., Lim, Z. W., & Ling, R. (2018).Defining "fake news": A typology of scholarly definitions. Digital Journalism, 6(2), 137–153.     https://doi.org/10.1080/21670811.2017.1360143

Tsui, L. (2005). The Panopticon as the Antithesis of a Space of Freedom: Control and Regulation of the Internet in China.

Waldrop, M. Mitchell. (2001). The Dream Machine: J. C. R. Licklider and the Revolution That  Made Computing Personal. New York: Viking Penguin. p. 470. ISBN 978-0-670-89976-0.