การสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เรียบเรียง ดร.อภิญญา ดิสสะมาน
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ นายนริศ มณีขาว
การสื่อสารอย่างสันติ
การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับ
การสื่อสารอย่างสันติมีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับเพื่อให้ผู้ที่สื่อสารและผู้ที่รับสารเข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงระหว่างกันได้ถูกต้อง เนื่องจากด้วยรูปแบบของการสื่อสารอย่างสันติ โดยภาพรวมของการสื่อสารกับอีกฝ่ายนั้น เป็นวิธีที่สื่อสารถึงข้อเท็จจริง ความรู้สึกความต้องการ และการขอร้องออกมาจากตัวผู้สื่อสาร ซึ่งทั้งหมดของกระบวนการนั้นเป็นเสมือนการยอมรับในตัวเองและผู้อื่นในความเป็นจริงถึงเรื่องราวหรือสารที่สื่อสารออกไป ถ้าจะปรียบเทียบกระบวนการสื่อสารอย่างสันติหรือการสื่อสารแบบไร้ความรุนแรงนั้น ในมุมมองทางพุทธศาสนาอาจสามารถมองได้ในมุมของ ปฏิจจภาวะ คือสภาวะของการอิงอาศัยกันและกันให้เกิดเรื่องราวนั้นๆ ขึ้น โดยไม่ได้มองว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะตัวผู้สื่อสาร และเกิดขึ้นเพราะตัวผู้รับสารโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่มองถึงความซับซ้อนที่เป็น ปฏิจจภาวะ เป็นปัจจัยร่วมให้ความทุกข์เกิดขึ้นมา ดังนี้ทางพุทธจึงมีทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูกต้องเสมอไปแต่มองถึงปฏิจจภาวะ คือการอิงอาศัยเป็นปัจจัยให้เกิดเรื่องราวแต่ก็ยอมรับผลของเรื่องราวนั้นๆ นั่นคือ การยอมรับถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ เช่นยอมรับว่าไม่ได้มีฝ่ายใดผิดถูกโดยแท้ฝ่ายเดียว และยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อการตัดสินอย่างเข้าใจได้ ดังนั้น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนผลของสันติสุขและสันติภาพได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุด
การสื่อสารปัจจุบันเป็นการสื่อสารที่มีขอบข่ายกว้างขวางมากโดยเฉพาะช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างในยุคสมัยปัจจุบัน เช่นการสื่อสารบนช่องทางออนไลน์ หรือการสื่อสารผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงทำให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นแค่ปลายนิ้วขณะเดียวกันการสื่อสารก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะการสื่อสารสามารถสร้างความขัดแย้งในสังคมได้มากเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญของการสื่อสารที่เอื้อต่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันโดยไร้ความรุนแรงคือการเข้าใจว่าการกระทำหรือการสื่อสารที่แสดงออกมาของบุคคลแต่ละคนหรือการสื่อสารของบางกลุ่มมีความต้องการ (Need) หรือการตอบสนองบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์ดังนั้น นักสันติวิธี นักเจรจาไกล่เกลี่ย นักจัดการความขัดแย้งจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างสันติเพื่อการเอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน เพราะการสื่อสารอย่างสันติจะช่วยเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจและเป็นทางเชื่อมในการสร้างสัมพันธภาพอันดี ระหว่างบุคคล องค์กรสังคม รวมไปจนถึงประเทศชาติ และพลังของการสื่อสารอย่างสันติจะนำพาไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารอย่างสันติเป็นไปได้หลายระดับเช่น การสื่อสารเพื่อการเข้าใจตนเองการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับครอบครัว การสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนในสังคมซึ่งต้องอาศัยเทคนิควิธีการในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมนิยามของการสื่อสารอย่างสันติ
Dr. Marshall Rosenberg เจ้าของทฤษฎีที่ว่าด้วย Nonviolent Communication ดร.โรเซนเบิร์กเรียกวิธีการสื่อสารแบบนี้ว่า การสื่อสารโดยไร้ความรุนแรง คำว่า “ไร้ความรุนแรง” นั้นได้รับแนวความคิดมาจากปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของท่านมหาตมะ คานธี ผู้นำด้านสันติวิธีของโลกตลอดเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา ดร. โรเซนเบิร์ก ได้สอนวิธีการสื่อสารนี้ให้กับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก มีการนำวิธีนี้ไปใช้ในโรงเรียนองค์กรธุรกิจ การให้การดูแลสุขภาพ การทำงานเพื่อสังคม การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ทั้งในเรือนจำ สถาบันของรัฐ ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และในประเทศที่เกิดสงครามโดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกต ความรู้สึก ความต้องการ และการขอร้องพื้นฐานหลักของการสื่อสารอย่างสันติ คือ เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการบางอย่างเมื่อเรามีความเข้าใจและรับรู้ความต้องการในสันติภาพในทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน จนถึงระดับโลก (ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์,2550: 25)
นิยาม ของการสื่อสารอย่างสันติ คือ การสื่อสารเพื่อเข้าใจถึงความต้องการเบื้องลึก (Need) ซึ่งเมื่อมนุษย์สามารถสื่อสารเพื่อความเข้าใจความต้องการเบื้องลึกกันได้แล้ว จึงทำให้สามารถเกิดความเข้าอกเข้าใจกันได้ (Empathy) ในฐานะมนุษย์ และเมื่อเราเข้าใจกันในระดับลึกได้แล้ว เราสามารถลดทอนความไม่เข้าใจและเปิดพื้นที่รับฟัง เปิดพื้นที่โอบรับความแตกต่างในทัศนคติและการกระทำต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจความต้องการ เพราะสมมุติฐานคือ ทุก ๆ การกระทำขับเคลื่อนจากความต้องการเชิงลึก
โดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกตความรู้สึก (Observation) รู้สึก (Feeling) ความต้องการ (Need) และการขอร้อง (Request) วิธีการสื่อสารอย่างสันติที่ตั้งอยู่บน ความเอาใจใส่ ในที่นี้ หมายถึง การเอาใจใส่ในการฟังอย่างตั้งใจหรือ Active Listening และ การซื่อสัตย์ ซึ่งหมายถึงการซื่อตรงต่อความรู้สึกและความต้องการของตนเองและผู้อื่นโดยถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา
ทั้ง 4 องค์ประกอบหลักของการสื่อสารอย่างสันติ มุ่งให้เราเข้าใจถึงทักษะที่จำเป็นและเทคนิคในการสื่อสารอย่างสันติ ประกอบด้วยคุณสมบัติที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) รับรู้ถึงความรู้สึกของคู่กรณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึง มีทักษะในการสื่อสารอย่างสันติโดยเฉพาะการฟังและการพูดอย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นระบายความรู้สึกและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องนักสันติวิธี หรือนักจัดการความขัดแย้งไปสู่ทางเลือกที่สร้างสรรค์ควรมีจิตวิทยาในการสื่อสาร พูดความจริง พูดเหมาะสม พูดเหมาะอารมณ์และพูดเหมาะกาล พูดประสานประโยชน์ โดยผลของคำพูดทำให้คู่ขัดแย้งรู้สึกพึงพอใจ และไปถึงความต้องการ ( Need ) ของแต่ละฝ่ายอย่างแท้จริง
ทักษะการสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือลดความขัดแย้งสำหรับนักเจรจาไกล่เกลี่ย
อภิญญา ดิสสะมาน (2559) กล่าวว่า การสื่อสารอย่างสันติ คือการเข้าถึงความเมตตากรุณาและเปลี่ยนแปลงจิตสำนึก และดึงความกรุณาที่เป็นพื้นฐานจิตใจของเราเพื่อเข้าใจคนอื่น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งในกรณีที่เราเป็นคู่ขัดแย้ง หรือเมื่อเราเป็นคนกลางท่ามกลางความขัดแย้งนั้น จุดเด่นของกระบวนการสื่อสารอย่างสันติคือ การใส่ใจความรู้สึก และสามารถเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ขึ้นเราจะเข้าใจถึงพลังชีวิตในการกำหนดพฤติกรรมของเราต่อบุคคลอื่น โดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่คู่ขัดแย้งไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์แบบมีคุณภาพขึ้นมาได้ ตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ไม่มีคุณภาพเช่นความสัมพันธ์แบบไม่ชอบหน้า ไม่ชอบบุคลิก ไม่ชอบนิสัยใจคอ เมื่อเขามาขอร้องอะไร เราก็ไม่อยากทำให้จึงมีโอกาสน้อยที่ทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาแบบมีคุณภาพได้
ดังนั้น นักสันติวิธี และนักจัดการความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่สื่อสารทำความเข้าใจแบบมีคุณภาพ และให้โอกาสคู่ขัดแย้งได้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วม และทำให้เห็นความต้องการของแต่ละฝ่ายได้มากขึ้น มองเห็นความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่าย ละวางความเป็นศัตรู แต่ไม่ใช่การหาหนทางไปสู่การประนีประนอม หรือบังคับให้อีกฝ่ายยอม หากแต่เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งทางเลือกให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ และเป็นการทำให้ความต้องการส่วนลึกของทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง
Nonviolent Communication (NVC) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ครูสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งระหว่างนักเรียน (Conflict Management) และออกแบบบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปราศจากอคติหรือการตัดสินว่ากล่าวผู้อื่น โดยครูเป็นผู้ช่วยนำทาง ปลูกฝังให้พวกเขาถอยห่างจากการนำตนเองเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วทำความรู้จักกับวิธีสื่อสารอย่างสันติ คือทุกคนรับฟังความต้องการและเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน
อ้างอิง
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์. (2550). สื่อสารอย่างสันติคู่มือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย.
อภิญญา ดิสสะมาน. (2557). การปฎิรูปประเทศไทยกับทางออกวิกฤตการเมืองไทย. วารสารสถาบันพระปกเกล้า. 12 (2): 5-28.
Rosenberg, Marshall. (1999). Nonviolent Communication: A language of Compassion. Del Mar: Puddle Dancer Press.






