ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย
ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล
ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas) เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]
ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น
ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย
การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น
International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]
1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด
2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด
3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่
1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง
2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas) เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ
3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก)
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2 (แสดงในภาคผนวก)
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย 1) ด้านวัฒนธรรม เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน 2) การปฏิบัติ เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง 3) การบริหารจัดการ เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ 4) การบังคับใช้ เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้
พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า “ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่” และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย
ภาคผนวก 1
ตารางที่ 1 การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้
| ประเทศ | ระบบสภา | ปีที่ริเริ่ม | ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas | เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย | ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา |
| ผลของกลไกการบังคับใช้ : เข้มแข็ง | |||||
| อาร์เจนตินา | สภาล่าง | 1991 | 1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005 | 30 | 27.6 |
| อาร์เจนตินา | สภาสูง | 2001 | 2001, 2003, 2005 | 30 | 36.6 |
| อาร์เมเนีย | ระบบสภาเดียว | 1999 | 1999, 2003, 2007 | 5/15 | 5.6 |
| โบลิเวีย | สภาล่าง | 1997 | 1997, 2002, 2005 | 33/25 | 15.6 |
| โบลิเวีย | สภาสูง | 1997 | 1997, 2002, 2005 | 33/25 | 7.4 |
| คอสตาริกา | ระบบสภาเดียว | 1996 | 1998, 2002, 2006 | 40 | 31.0 |
| สาธารณรัฐโดมินิกัน | สภาล่าง | 1997 | 1998, 2002, 2006 | 25/33 | 17.7 |
| เอกวาดอร์ | ระบบสภาเดียว | 1997 | 1998, 2002, 2006 | 20/30/35 | 19.5 |
| มาซิโดเนีย | ระบบสภาเดียว | 2002 | 2002, 2006 | 30 | 23.3 |
| มอริเตเนีย | สภาล่าง | 2006 | 2006 | 20 | 17.9 |
| เม็กซิโก | สภาล่าง | 2002 | 2003, 2006 | 30 | 22.6 |
| เม็กซิโก | สภาสูง | 2002 | 2006 | 30 | 17.2 |
| ปารากวัย | สภาล่าง | 1996 | 1998, 2003 | 20 | 6.3 |
| ปารากวัย | สภาสูง | 1996 | 1998, 2003 | 20 | 13.4 |
| เปรู | ระบบสภาเดียว | 1997 | 2000, 2001, 2006 | 25/30 | 22.5 |
| เซอร์เบียและมอนเตเนโกร | ระบบสภาเดียว | 2002 | 2003, 2007 | 30 | 14.2 |
| ผลของกลไกการบังคับใช้ : อ่อนแอ | |||||
| เบลเยียม | สภาล่าง | 1994 | 1999, 2003, 2007 | 25/33 | 31.6 |
| เบลเยียม | สภาสูง | 1994 | 1999, 2003, 2007 | 25/33 | 31.9 |
| บราซิล | สภาล่าง | 1997 | 1998, 2002, 2006 | 25/30 | 7.7 |
| ฝรั่งเศส | สภาล่าง | 2000 | 2002, 2007 | 50 | 15.4 |
| ปานามา | ระบบสภาเดียว | 1997 | 1999, 2004 | 30 | 13.3 |
| เวเนซุเอลา | สภาล่าง | 1997 | 1998 | 30 | 12.1 |
| เวเนซุเอลา | สภาสูง | 1997 | 1998 | 30 | 8.8 |
| ผลของกลไกการบังคับใช้ : ไม่มีการบังคับใช้ | |||||
| บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา | สภาล่าง | 1998 | 1998, 2000, 2002, 2006 | 30/33 | 19.5 |
| กายอานา | ระบบสภาเดียว | 2000 | 2001, 2006 | 33 | 24.5 |
| ฮอนดูรัส | ระบบสภาเดียว | 2000 | 2001, 2005 | 30 | 14.5 |
| อินโดนีเซีย | ระบบสภาเดียว | 2003 | 2004 | 30 | 11.1 |
| อิตาลีข | สภาล่าง | 1993 | 1994 | 30 | 15.1 |
| ไลบีเรีย | สภาล่าง | 2005 | 2005 | 30 | 12.5 |
| เนปาล | สภาล่าง | 1990 | 1991, 1994, 1999 | 5 | 4.2 |
| เกาหลีใต้ | ระบบสภาเดียว | 2004 | 2004 | 50 | 13 |
| อุซเบกิสถาน | สภาล่าง | 2003 | 2004 | 30 | 17.5 |
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]
ตารางที่ 2 แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas
| ประเทศ | เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย | เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน | ระบบการเลือกตั้ง |
| ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร (Candidate quota) | |||
| แอลเบเนีย | 30% | 35.70% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| แอลจีเรีย | 50% | 7.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อันดอร์รา | 40% | 50% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| อาร์เจนตินา | 50% | 42.40% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อาร์เมเนีย | 30% | 36.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เบลเยียม | 50% | 42.70% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โบลิเวีย | 50% | 46.20% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| บอสเนียและเฮอร์เซโก | 40% | 19.10% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| บราซิล | 30% | 17.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| บูร์กินาฟาโซ | 30% | 16.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| บุรุนดี | 30% | 38.20% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เคปเวิร์ด | 40% | 38.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| สาธารณรัฐอัฟริกากลาง | 35% | 11.40% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ชาด | 30% | 26.40% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| ชิลี | 40% | 35.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โคลอมเบีย | 30% | 28.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| คองโก | 30% | 14.60% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| คอสตาริกา | 50% | 47.40% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โครเอเชีย | 40% | 33.80% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ครีตดิวอรีโคสต์ | 30% | 13.40% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| จิบูตี | 25% | 26.20% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| สาธารณรัฐโดมินิกัน | 40% | 27.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เอกวาดอร์ | 50% | 43.10% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อียิปต์ | 25% | 27.70% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
เอลซัลวาดอร์
เอลซัลวาดอร์ |
30% | 27.40% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| สวาตินี | 30% | 21.60% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ฝรั่งเศส | 50% | 37.30% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| กาบอง | 30% | 25.50% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| จอร์เจีย | 25% | 19.30% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| กรีซ | 40% | 23% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| กินี-บิสเซา | 36% | 9.80% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| กายอานา | 33% | 39.40% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เฮติ | 30% | N/A | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ฮอนดูรัส | 50% | 27.30% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| อินโดนีเซีย | 30% | 21.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อิรัก | 25% | 29.20% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ไอร์แลนด์ | 40% | 23.10% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อิตาลี | 40% | 32.30% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| คาซัคสถาน | 21% | 19.40% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| คีร์กีซสถาน | 30% | 21.10% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| เลโซโท | 50% | 25% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| ไลบีเรีย | 30% | 11% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ลักเซมเบิร์ก | 40% | 33.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| มาลี | 30% | 28.60% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ประเทศ | เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย | เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน | ระบบการเลือกตั้ง |
| ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร (Candidate quota) | |||
| มอลตา | 40% | 27.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เม็กซิโก | 50% | 50.40% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| มองโกเลีย | 30% | 18.10% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| มอนเตเนโกร | 30% | 27.20% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โมร็อกโก | 15% | 24.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เนปาล | 50% | 33.10% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| นิการากัว | 50% | 53.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ไนเจอร์ | 25% | N/A | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| มาซิโดเนียเหนือ | 40% | 42.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ปานามา | 50% | 22.50% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| ประเทศปารากวัย | 20% | 23.80% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เปรู | 40% | 38.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โปแลนด์ | 35% | 29.60% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โปรตุเกส | 40% | 36.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| สาธารณรัฐเกาหลี | 40% | 19.20% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| สาธารณรัฐมอลโดวา | 40% | 40.80% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ซามัว | 10% | 13% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ซานมารีโน | 33% | 33.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เซาตูเมและปรินซิปี | 40% | 14.60% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เซเนกัล | 50% | 46.10% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| เซอร์เบีย | 40% | 38% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เซียร์ราลีโอน | 30% | 29.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| สโลวีเนีย | 35% | 37.80% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| หมู่เกาะโซโลมอน | 10% | 8% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| สเปน | 40% | 44.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ติมอร์-เลสเต | 33% | 38.50% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โตโก | 50% | 18.90% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ยูเครน | 40% | 21.10% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อุรุกวัย | 50% | 25.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| อุซเบกิสถาน | 40% | 34.60% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| เวเนซุเอลา | 50% | N/A | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| เวียดนาม | 35% | 30.60% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง (Reserved seats) | |||
| บังคลาเทศ | 14% | 20.90% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| เบนิน | 22% | 26.60% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| จีน | 22% | 26.50% | การเลือกตั้งทางอ้อม |
| กินี | 30% | 29.60% | ยังไม่ได้ออกแบบ |
| อินเดีย | 30% | 14.70% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| จอร์แดน | 14% | 13.10% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| เคนยา | 33% | 23.30% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ลิเบีย | 16% | 16.50% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| มอริเตเนีย | 13% | 23.30% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| ปากีสถาน | 17% | 20.50% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| รวันดา | 30% | 61.30% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| โซมาเลีย | 30% | 19.60% | การเลือกตั้งทางอ้อม |
| ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง (Reserved seats) | |||
| ซูดานใต้ | 35% | 32.40% | การเลือกตั้งระบบสัดส่วน |
| ซูดาน | 40% | N/A | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| ยูกันดา | 22% | 33.90% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ | 50% | 50% | ระบบเลือกตั้งแบบผสม |
| สาธารณรัฐแทนซาเนีย | 30% | 37.40% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
| ซิมบับเว | 21% | 28.90% | การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก |
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]
ภาคผนวก 2
อ้างอิง
[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en.
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf.
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database.
[5] Ibid.
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from https://spectrumth.com/gender-quota/
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from https://genderquota.org/quota-analysis






