รัฐบาลข้ามขั้ว
ผู้เรียบเรียง : ดร.นันทพัทธ์ ชัยโฆษิตภิรมย์
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.สติธร ธนานิธิโชติ
ความหมายของรัฐบาลข้ามขั้ว
รัฐบาลข้ามขั้วในบริบทปัจจุบัน คือ คำที่ใช้เรียก “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” ที่เปลี่ยนจากการร่วมมือกับพรรคก้าวไกลในการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) จัดตั้งรัฐบาล ในช่วงหลังการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ไปจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วกับพรรคการเมืองที่มีแกนนำเคยร่วมทำรัฐประหาร[1] อันหมายถึงพรรคที่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ แกนนำคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2557 เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ
ทั้งนี้ รัฐบาลข้ามขั้วในความหมายทั่วไปนั้นหมายถึงการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองที่มีขั้วทางการเมืองแตกต่างกัน ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์อย่างง่ายที่สุด ที่กลุ่มการเมืองนิยมใช้ในการแบ่งขั้ว คือ การสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร โดยพรรคการเมืองที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของรัฐประหารจะถูกจัดให้อยู่ในขั้วเผด็จการ และพรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารจะถูกจัดให้อยู่ในขั้วประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ ความเป็นประชาธิปไตย และความเป็นเผด็จการจึงถูกลดรูปให้เหลือเพียงแค่คำว่า “การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร” เท่านั้น สำหรับการแบ่งขั้วทางการเมืองเป็นขั้วประชาธิปไตย และขั้วเผด็จการ ในการเมืองไทยเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง พ.ศ. 2535 แต่ค่อย ๆ จางหายไป และไม่มีพรรคการเมืองใดใช้การแบ่งขั้วในลักษณะดังกล่าวมาเป็นประเด็นในการเลือกตั้งหลังจากนั้นอีก จนในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 จึงได้เริ่มมีพรรคการเมืองพยายามแบ่งขั้วในลักษณะข้างต้นขึ้นอีกครั้ง[2]
โดยหากพิจารณาคำว่า “ขั้วทางการเมือง” ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นจะพบว่า ขั้วที่ว่านี้ยังมีอีกหลายนัย ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 นัยหลัก ได้แก่ ขั้วเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง ขั้วเชิงอัตลักษณ์ทางการเมือง และขั้วเชิงนโยบาย ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้[3]
ประการแรก ขั้วเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง อันหมายถึงกรอบแนวคิดที่เป็นฐานในการตัดสินใจทางการเมือง ที่เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับตำแหน่งแห่งที่ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งการจะถูกมองว่าเป็นการข้ามขั้วหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาว่าอุดมการหรือแนวคิดของพรรคนั้นเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหนและกำหนดความขัดแย้งหรือความถูกต้องไว้มากน้อยเพียงใด
โดยกรณีตัวอย่างการเเบ่งขั้วทางการเมืองแบบแรก เช่น ในช่วงการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2535 ที่แบ่งออกเป็นขั้วพรรคเทพ ที่ต่อต้านรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ประกอบด้วย 4 พรรค คือ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคเอกภาพ และขั้วพรรคมาร ที่สนับสนุนพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งถือเป็นพรรคที่สืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ประกอบด้วย 5 พรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร[4] เป็นต้น
ประการที่สอง ขั้วเชิงอัตลักษณ์ทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการกำหนดตัวตนทางการเมืองของพรรค โดยอาจจะเกิดจากการผสมผสานระหว่างบางสิ่งบางอย่าง และอาจขัดแย้ง หรือย้อนแย้งกันเองก็ได้ เช่น การพยายามกำหนด หรือนิยามว่าตนเองเป็นใครกับการถูกมอง หรือแขวนป้ายว่าเป็นใคร
โดยกรณีตัวอย่างการแบ่งขั้วทางการเมืองแบบที่สอง เช่น การแบ่งขั้วที่พรรคการเมืองบางพรรคถูกนิยามว่าเป็นของคนบางภูมิภาค อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทั้งถูกมอง และนำเสนอตนเองว่าเป็นพรรคของคนใต้ จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในภาคใต้ จนแทบจะเป็นการผูกขาดชัยชนะ และถึงกับมีประโยคตอกย้ำที่ว่า “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ” ในช่วง พ.ศ. 2532 – ก่อนการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562[5] เป็นต้น
ประการที่สาม ขั้วเชิงนโยบาย ซึ่งหมายถึงแนวทางในการกำหนดนโยบายของแต่ละพรรคที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โดยกรณีตัวอย่างการเเบ่งขั้วทางการเมืองแบบที่สาม สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในการเมืองเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่แต่ละพรรคมีการมุ่งเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศที่แตกต่างกันออกไป อันมักพบเห็นได้เสมอในช่วงที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค[6]
หากกล่าวอย่างง่าย ขั้วทางการเมืองจึงอาจมีได้ตั้งแต่พรรคที่นำเสนอนโยบายที่แตกต่างกัน พรรคที่นำเสนอชุดวัฒนธรรมของการเป็นตัวตนที่แตกต่างกัน และพรรคที่เน้นไปที่อุดมการณ์จริงจัง ที่มีการตอกย้ำ และเผยแพร่แนวคิดอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการชี้นำแนวทางทุกอย่างของพรรค อันมองว่าเหนือกว่าหรือถูกกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง
ดังนั้น รัฐบาลข้ามขั้วในที่นี้จึงหมายถึงพรรคการเมืองที่มีการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันกับพรรคที่มีขั้วทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างน้อยในสามนัยดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
โดยการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วที่ประชาชน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถยอมรับได้มากที่สุดน่าจะเป็นการข้ามขั้วในเรื่องของนโยบาย เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า โดยอาจอ้างถึงความเปลี่ยนแปลงในทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศที่ทำให้พรรคการเมืองต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางการกำหนดนโยบาย ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในการจัดตั้งรัฐบาลของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วที่ถูกยอมรับได้รองลงมาน่าจะเป็นขั้วในทางอัตลักษณ์ทางการเมือง เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทั้งการที่พรรคนิยามตนเอง และพรรคถูกนิยามว่าตนเองเป็นใคร ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในการจัดตั้งรัฐบาลของไทยในอดีต เช่น การจับมือกันตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่ในขณะนั้นกำหนดนิยามอัตลักษณ์ตนเองว่าเป็นพรรคที่ต่อต้านเผด็จการรัฐสภา และการทุจริตคอร์รัปชัน กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นกลุ่มนักการเมืองที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชน ที่ถูกมองว่ามีภาพลักษณ์เป็นเผด็จการรัฐสภา และมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ในขณะเดียวกันก็สิ้นความเป็นสมาชิกจากพรรคดังกล่าวแล้ว เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค จึงมีข้ออ้างว่าสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ในที่สุด[7]
ขณะที่ขั้วที่ถูกมองว่ายอมรับได้ยากที่สุด และมีนัยในเชิงลบที่สุดก็คือ ขั้วในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งถือเป็นฐานคิดสำคัญในการตัดสินใจทางการเมืองของพรรค ขณะเดียวกันก็เป็นแนวคิดที่พรรคใช้ในการส่งเสริมความสูงสูง หรือเหนือกว่าของตนเองที่มีต่อคู่แข่งทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การข้ามขั้วในลักษณะนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเสมือนการทรยศต่ออุดมการณ์ หรือแนวคิดขั้นพื้นฐานของพรรค เพื่อไปร่วมมือกับอุดมการณ์ หรือแนวคิดที่ถูกมองว่าเลวร้าย เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ดังเช่น กรณีที่พรรคเพื่อไทยยอมจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ
รัฐบาลข้ามขั้วในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 นั้น พรรคก้าวไกลได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 จากการเลือกตั้ง จำนวน 151 คน[8] และสามารถรวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค เพื่อลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล รวมจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มากถึง 313 คน ถึงกระนั้น พรรคยังขาดคะแนนเสียงอีกอย่างน้อย 63 คะแนน ถึงจะได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือ 376 คะแนน ทำให้ต้องพึ่งพาคะแนนเสียงของสมาชิกวุฒิสภาอย่างเลี่ยงไม่ได้[9]
อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาในช่วงเวลาดังกล่าวที่มาจากการเลือกครั้งสุดท้ายโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในการเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[10] ปัจจัยในข้างต้นจึงทำให้นายพิธาได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ เห็นชอบ 324 คะแนน ไม่เห็นชอบ 182 คะแนน และงดออกเสียง 199 คะแนน แบ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ 311 คะแนน ไม่เห็นชอบ 148 คะแนน และงดออกเสียง 40 คะแนน ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบ 13 คะแนน ไม่เห็นชอบ 34 คะแนน และงดออกเสียง 159 คะแนน[11] โดยการงดออกเสียงจะไม่ได้ถูกนำคะแนนไปหักลบกับจำนวนสมาชิกรัฐสภา จึงมีผลเท่ากับการไม่เห็นชอบ
ขณะเดียวกัน ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ประธานรัฐสภาได้ขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยว่า การเสนอชื่อนายพิธาให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น นับเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้วขึ้นมาเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน อันเป็นการต้องห้ามตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่[12] โดยที่ประชุมมีการลงมติทั้งหมด 716 เสียง แบ่งเป็น เห็นว่าเสนอชื่อนายพิธาซ้ำไม่ได้ 395 เสียง เห็นว่าเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งในสมัยประชุมนี้[13]
ดังนั้น เมื่อไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง จึงทำให้พรรคก้าวไกลต้องสละสิทธิการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับ 2 คือ 141 คน แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยึดสถานะพันธมิตรกับ 8 พรรคการเมืองเดิม แต่ได้เลือกไปเชิญพรรคการเมืองที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือพรรคที่สนับสนุนแกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แทน เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคชาติไทยพัฒนา จนสามารถรวบรวม 11 พรรคการเมือง รวมจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 314 คน เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว” โดยมีมติเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อรับการพิจารณาเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีจากที่ประชุมรัฐสภา[14] จนในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ เห็นชอบ 482 คะแนน ไม่เห็นชอบ 165 คะแนน และงดออกเสียง 81 คะแนน ได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด[15]
ทั้งนี้ การที่พรรคก้าวไกล และประชาชนบางส่วนมองว่าการตั้งรัฐบาลเพื่อไทยครั้งนี้เป็นการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ระหว่างพรรคเพื่อไทยที่เคยประกาศจุดยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายที่เคยร่วมทำรัฐประหาร (หมายถึงพรรคที่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ แกนนำคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2557 เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ - ผู้เขียน) เนื่องจากในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566 ทางนางสาวแพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้เคยประกาศต่อสื่อมวลชนว่าจะไม่จับมือกับคนที่เคยร่วมรัฐประหาร ดังที่กล่าวว่า “รังเกียจการรัฐประหาร ก็อยากให้ทุกคนดูหน้าดิฉันไว้ ก็คงไม่ได้ชอบการรัฐประหาร การรัฐประหารครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง ดิฉันก็ไม่ได้ชอบ ….. แต่ถามว่า อยากจับมือกับคนที่ทำรัฐประหาร 2 ครั้ง มันน่าจะชัดเจนอยู่แล้วนะคะ”[16]
อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐา ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เนื่องจากขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี เพราะมีการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายพิชิตเคยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล มาแล้ว[17] จนทำให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อแทน ซึ่งประเด็น “รัฐบาลข้ามขั้ว” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จากการที่สื่อมวลชนมีการสอบถามว่า พรรคเพื่อไทยจะปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล และนำพรรคพลังประชารัฐที่ถูกปรับออกก่อนหน้ากลับเข้ามาแทนอีกครั้งหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้นางสาวแพทองธารเคยระบุให้ดูหน้าของตนเอาไว้ และพูดว่าจะไม่จับมือกับคนทำรัฐประหาร นางสาวแพทองธารจึงตอบกลับว่า “ใช่ ที่บอกว่าให้ดูหน้าของดิฉันไว้จะไม่จับมือกับคนทำรัฐประหาร แต่นี่เป็นเรื่อง 2 ปีที่แล้ว และเผอิญคะแนนไม่ถึง ก็เลยต้องจับกันอยู่แล้ว และจับกันมาสักพักแล้ว ทำไมคำถามนี้ดีเลย์จัง”[18]
มุมมอง การยอมรับ และการต่อต้านที่มีต่อรัฐบาลข้ามขั้วของพรรคพื่อไทย พ.ศ. 2566
ในการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทยนั้น ย่อมมีทั้งผู้ที่มีความเห็นไปในเชิงต่อต้าน หรือยอมรับได้ ซึ่งหากพิจารณาจากฝ่ายที่ต่อต้านนั้น จะเริ่มต้นตั้งแต่พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ซึ่งเคยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนพรรคเพื่อไทย ที่เมื่อมีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน ทางพรรคก้าวไกลจึงมีมติหลังประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคว่า จะไม่ลงคะแนนเสียงเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมข้ามขั้ว ซึ่งเป็นการตัดสินใจบนจุดยืนทางการเมือง และคำสัญญาที่พรรคได้ให้ไว้กับประชาชน คือ มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา (ลุงในที่นี้ คือ ลุงตู่ หรือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา - ผู้เขียน) ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง[19]
ขณะเดียวกัน ในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่ถือเป็นมวลชนกลุ่มสำคัญของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็พบว่า มีสมาชิกหลายคนแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในการจัดตั้งรัฐรัฐบาลข้ามขั้ว โดยเฉพาะในระดับสมาชิกที่มีชื่อเสียง เช่น นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” และนางธิดา ถาวรเศรษฐกิจ อดีตประธาน นปช. ระหว่างปี พ.ศ. 2553 - 2557 เป็นต้น[20]
ส่วนฝ่ายที่ยอมรับได้นั้น อาจเริ่มต้นจากแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยเอง คือ นายภูมิธรรม เวชยชัยซึ่งเคยเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แถลงข่าวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งกล่าวว่า จะไม่จับมือกับพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายเดียวกับคณะรัฐประหาร โดยนายภูมิธรรมให้ความเห็นว่า ถ้าแบ่งขั้วจะจัดตั้งรัฐบาลยาก จึงเสนอว่าอย่าเรียกข้ามขั้ว เพราะยังเห็นสองขั้ว แต่หลังเลือกตั้งคนอยากเห็นความขัดแย้งสลายไปแล้ว[21]
ถึงกระนั้น ก็ยังมีสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีชื่อเสียง และยอมรับรัฐบาลข้ามขั้วได้เช่นกัน ดังเช่น ลักขณา ปันวิชัย หรือ “คําผกา” อดีตผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (VOICE TV) ซึ่งมองว่า เป็นความรับผิดชอบที่พรรคเพื่อไทยจะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่ออกจากครรลองของหลักการประชาธิปไตย เพราะคำว่าประชาธิปไตยระบบรัฐสภา คือ ใครรวมเสียงข้างมากในสภาได้ คนนั้นได้เป็นรัฐบาล[22]
จากกรณีตัวอย่างของกระแสการคัดค้าน หรือยอมรับรัฐบาลข้ามขั้ว จึงสะท้อนให้เห็นว่าในสังคมไทยเอง ก็มีมาตรฐานของการยอมรับรัฐบาลข้ามขั้วได้แตกต่างกันออกไป อันเป็นไปตามมุมมอง ฐานคิด และอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง
อ้างอิง
[1] THE STANDARD, มติ สส. ก้าวไกล ไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย เหตุเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้ว เป็นการปิดสวิตช์ก้าวไกลแทน สว. รักษาจุดยืนมีลุงไม่มีเรา [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thestandard.co/mfp-not-voting-for-pheu-thai-candidate/
[2] พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, การแบ่งขั้วการเมือง [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://mgronline.com/daily/detail/9610000126216
[3] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ข้ามขั้วหรือสลายขั้ว : เรื่องขั้วๆ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.matichon.co.th/politics/news_4127597
[4] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, 2551. สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: พีเพรส. หน้า 237-238.
[5] พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์, นอกBangkok: ‘ประชาธิปัตย์’ ผูกขาดภาคใต้ ประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างใต้เงา ‘ชวน หลีกภัย’ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thematter.co/social/outside-bangkok-democrat-party-southern-provinces/207431
[6] ประจักษ์ ก้องกีรติ, ภูมิทัศน์ใหม่ของพรรคการเมืองไทย [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://decode.thaipbs.or.th/20230411-election66-political/
[7] workpointTODAY, ตำนานงูเห่าการเมือง ภาค 2 เนวิน-อนุทิน-สุเทพ ชู “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://workpointtoday.com/ตำนานงูเห่าการเมือง-ภาค/
[8] บีบีซีไทย, เลือกตั้ง 2566 : กกต. รายงานผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ก.ก. เหลือ 151 ส.ส. ส่วน ปชป. ได้เพิ่มเป็น 25 ส่งจุรินทร์ผ่านคุณสมบัติเป็นนายกฯ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.bbc.com/thai/articles/c1d34xlzvrlo
[9] Thai PBS, เลือกตั้ง2566 : "พิธา" นำ 8 พรรคแถลงร่วมตั้งรัฐบาล 313 เสียง มั่นใจโหวตผ่านนายกฯ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/327925
[10] iLaw, รวมจุดยืน ส.ว. หนุนพิธา เคยพูดอะไร? แล้วใครกลับลำ? [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.ilaw.or.th/articles/6075
[11] ไทยพับลิก้า, โหวตนายกรัฐมนตรีรอบแรก “พิธา” ไม่ผ่าน – รายชื่อ “การลงมติ” ของ ส.ว. [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2023/07/responsible-election2566-13-07-2566/
[12] ข้อ 151 และข้อ 41 ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563.
[13] Thai PBS, โหวตนายกฯ รอบ 2 : ถก 7 ชั่วโมง โหวตซ้ำ "พิธา" นายกฯ รอบ 2 ไม่ได้ [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.thaipbs.or.th/news/content/329837.
[14] ไทยพับลิก้า, "เพื่อไทย" ตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง เสนอ "เศรษฐาทวีสิน" เป็นนายกฯ 22 ส.ค.! [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thaipublica.org/2023/08/responsible-election-2566-21-08-2566/
[15] iLaw, เศรษฐาคว้าเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 ด้วยมติรัฐสภา 482 เสียง [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.ilaw.or.th/articles/6176
[16] ไทยรัฐออนไลน์, "แพทองธาร" ลั่น ดูหน้าดิฉันไว้นะคะ ไม่จับมือ คนที่เคยร่วม "รัฐประหาร" [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/news/politic/2682501
[17] iLaw, ศาลรธน. มีมติ 5 : 4 ฟันเศรษฐาพ้นตำแหน่งนายกฯ ปมตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็น รมต. [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.ilaw.or.th/articles/41083
[18] มติชนออนไลน์, นายกฯ ยัน ไม่ปรับครม. รับทุกความเห็นไปคิดก่อนตกผลึก ลั่น อย่ายึดติด ชอบทำงานเป็นทีมไม่ต้องสู้กัน [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.matichon.co.th/politics/news_5148281
[19] THE STANDARD, มติ สส. ก้าวไกล ไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย เหตุเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้ว เป็นการปิดสวิตช์ก้าวไกลแทน สว. รักษาจุดยืนมีลุงไม่มีเรา [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thestandard.co/mfp-not-voting-for-pheu-thai-candidate/
[20] สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล, สลายขั้วรวมลุงได้ไหม? ฟังเสียงคนเสื้อแดงต่อการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thematter.co/social/politics/what-udd-think-about-ptp-party-coalition/209341
[21] Spring News, "ภูมิธรรม" ย้ำ เป็นรัฐบาลข้ามขั้ว เพื่อเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/844568
[22] สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล, “ไม่ถูกใจ แต่ไม่ผิดหลักการ” ถาม ‘นางแบก’ เรื่องรัฐบาลข้ามขั้ว กับ แขก คำผกา [ออนไลน์], 15 พฤษภาคม 2568. แหล่งที่มา https://thematter.co/social/politics/interview-kam-phaka-pheuthai-party-coalition/210226






