พลังเยาวชน
ผู้เรียบเรียง ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
พลังเยาวชน (Youth Power)
พลังเยาวชน ได้รับความสนใจกล่าวถึงและศึกษาในฐานะพลังขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมาแล้วเป็นเวลานาน ทางด้านประชากร (demographic) เยาวชน คือ สัดส่วนที่สำคัญของกลุ่มประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในแง่นี้หากเยาวชนได้รับการส่งเสริมการศึกษาและได้รับการเสริมอำนาจให้สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม เยาวชนจะมีส่วน อย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน (Bloom et al., 2003)
Becker, G. S. (1975) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชน คือ ทุนมนุษย์ (human capital) ที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทุกด้าน ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน การผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจสังคม ประกอบกับเยาวชนเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ได้ดี เนื่องด้วย อยู่ในช่วงวัยที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากที่สุด หากได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ
อย่างเหมาะสม เยาวชนจะกลายเป็นประชากรกลุ่มสำคัญผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ ดังนั้น การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้แก่คนกลุ่มนี้ จึงมีความสำคัญ และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวแก่สังคมในอนาคต (return on investment) ในทางจิตวิทยา เยาวชน คือกลุ่มบุคคลที่มีพลังงานสูงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง เป็นช่วงที่ระบบโดปามีน (dopamine) ทำงานสูง ซึ่งส่งผลต่อสมองของประชากร
ในวัยนี้ให้มีความยืดหยุ่น (plasticity) สูง สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ วิเคราะห์ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างรวดเร็ว (Steinberg, L., 2014; Erikson, E. H., 1968) เยาวชนนับเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัย “วิกฤตทางพัฒนาการ” ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มุ่งแสวงหาตัวตนและเป้าหมายในชีวิต (identity formation) ส่งผลให้คนในวัยนี้
มีความกระตือรือร้นต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความหมาย เพื่อสร้างอัตลักษณ์และแสวงหาการยอมรับจากสังคม และพร้อมที่จะลุกขึ้นท้าทายกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
ในระยะยาวมากนัก Paulo Freire (1970) มองว่าเยาวชนเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ อันเป็นธรรมชาติของช่วงวัยนี้ที่มักมุ่งแสวงหาความจริงทางสังคม และมีแนวโน้มตั้งคำถามกับค่านิยมดั้งเดิมอย่างมาก สำหรับเขาแล้วเยาวชนคือกลุ่มคนที่มีพลังแห่งการตื่นรู้ (conscientization) ซึ่งหากคนกลุ่มนี้ได้รับการส่งเสริมการศึกษาให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์อย่างเหมาะสม จะทำให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้ผลิตสื่อได้ในเวลาเดียวกัน ประกอบกับ ความสามารถเรียนรู้และปรับตัวของเยาวชนต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จึงยิ่งสนับสนุนให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่สามารถมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างอัตลักษณ์และนำการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยี (Jenkins, H. et al., 2009)
มีหลายเหตุการณ์ที่พบว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีจุดตั้งต้นและขยายผลการขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชน ที่สร้างผลสะเทือนให้เกิดขึ้นในระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต (Fridays for Future) ซึ่งนำโดย Greta Thunberg เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาสวีเดนเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากการหยุดเรียนและนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดนพร้อมทั้งชูป้ายประท้วงเพียงลำพังทุกวันศุกร์ กระทั่ง ได้เปิดเว็บไซต์ Fridays for Future ขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแสวงหาแนวร่วมผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยาวชนและผู้คนที่มีมุมมองเดียวกันกว่า 150 ประเทศทั่วโลกกระทั่งนำไปสู่การประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันในกิจกรรม Global Week for Future เมื่อปี 2019 (Thunberg, G., 2019; Wahlström, M., et al.,2019; Daniel, A., et al., 2021) อีกเหตุการณ์คือการประท้วงของกลุ่มเยาวชนหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ณ เมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา ในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ขอให้มีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธปืนอย่างเข้มงวด ห้ามซื้อขายอาวุธปืนผ่านงานแสดงสินค้า และเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธปืนเป็น 21 ปี เป็นต้น นำไปสู่การเดินขบวนทั่วประเทศ และผลักดันการออกกฎหมายควบคุมอาวุธในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา (Cullen, D., 2019; Dziobak, M., 2023)
ขบวนการอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งจุดประกายการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในกลุ่มประเทศอาหรับในปี 2011 เอง ก็ได้รับอิทธิพลจากบทบาทของกลุ่มเยาวชนในฐานะผู้เร่งปฏิกิริยาการประท้วง ให้ครุกรุ่นอย่างสำคัญ กระทั่ง ปะทุออกมาผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Twitter, YouTube และบล็อกในการเผยแพร่ข้อมูล นำไปสู่การประท้วงผ่านการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง เช่น Wael Ghonim เยาวชน ชาวอียิปต์ ผู้สร้างเพจ We Are All Khaled Said ซึ่งจุดประกายการลุกฮือในกรุงไคโรและอีกหลายประเทศ
ในกลุ่มอาหรับ (Lynch, M., 2013) ขณะที่ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของฮ่องกงเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนในปี 2019-2020 นั้นก็นำโดยกลุ่มเยาวชนฮ่องกงเช่นกัน ซึ่งเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Telegram และ LIHKG เพื่อสื่อสาร วางแผน และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม้สุดท้ายแล้วการชุมนุมดังกล่าวจะจบลงโดยรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำเยาวชนกระทั่งทำให้องค์กรเยาวชนหลายแห่งต้องยุบตัวลงทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่คนรุ่นใหม่และจุดกระแสให้แก่อีกหลายเหตุการณ์ที่นำการขับเคลื่อนแบบไร้แกนนำ “leaderless movement” ของกลุ่มเยาวชนประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา (Cheng, E. W., et al., 2022; Sinpeng, A., 2020)
เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในปี 2563 (Youth-led Protests in Thailand 2020) เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่รับเอาอิทธิพลจากรูปแบบการชุมนุมทางการเมืองที่ไร้แกนนำของกลุ่มเยาวชนซึ่งเกิดขึ้นในประเทศฮ่องกงมาปรับใช้เพื่อแสดงจุดยืนถึงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นำไปสู่การรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศภายใต้แฮชแท็ก #ไม่ถอยไม่ทน และ #ยุบพรรคอนาคตใหม่ทำไม การชุมนุมยุติลงระยะหยึ่งเนื่องด้วยเหตุโรคระบาด COVID-19 แต่กลับมาอีกครั้งในเดือน กรกฎาคม 2563 นำโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ซึ่งขยายประเด็นการชุมนุมไปสู่ข้อเรียกร้อง
ทางการเมืองอีกหลายประการ โดยการชุมนุมนั้นมีการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Twitter และ Facebook เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการรับรู้และนัดหมายการชุมนุม ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นในลักษณะ “ดาวกระจาย” ในหลายพื้นที่พร้อม ๆ กัน ในลักษณะของแฟลชม็อบ (Flash mob) โดยเป็นการรวมตัวกันในระยะเวลาอันสั้นและสลายตัวไปอย่ารวดเร็วภายหลังพูดคุยและนำเสนอประเด็นสำคัญสิ้นสุดลง (Pavin Chachavalpongpun, 2023)
การรวมตัวในลักษณะดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาในการรวมตัวกันเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิทางการศึกษาในการแต่งกายซึ่งครอบคลุมเรื่องเครื่องแบบและทรงผมนักเรียนที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน (จารุวรรณ แก้วมะโน, 2566) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรวมตัวเพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาข้อเรียกร้องของนักรเยนได้รับการตอบสนองโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ตรีนุช เทียนทอง) ลงนามในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 รวมถึงออกเป็นหนังสือสั่งการแจ้งเวียนและระบุให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางแก่สถานศึกษาในการกำหนดลักษณะทรงผมตามความเหมาะสม (สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.; The Matter, 2023) โดยต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน โดยระบุว่า กฎดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (แอมนาสตี้ประเทศไทย, 2025) ส่งผลให้เวลานี้ทรงผมของนักเรียนขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงเรียนเป็นหลัก รวมไปถึงเริ่มมีการอภิปรายกันเรื่องการยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือในเวลาต่อมา (สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 2568; ไทยพีบีเอส, 2568)
อันที่จริง นักวิชาการที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือการปลดปล่อย (emancipation) มักให้ความสำคัญกับการศึกษาและแสวงหาแนวทางส่งเสริมพลังเยาวชนมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น Antonio Gramsci เขาเป็นนักคิดที่ตระหนักถึงพลังของคนหนุ่มสาวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ท่ามกลางนักคิดส่วนใหญ่ในเวลานั้น ที่มองว่าเยาวชนไม่มีพลังมากพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแกลง และมองว่าเยาวชนไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เช่น Joseph Schumpeter (Schumpeter, J. A., 1942) ที่เชื่อว่าเยาวชนไม่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเยาวชนโดยมากยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งทำให้ขาดอำนาจทางการเมือง จึงมักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจและคงอำนาจไว้ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ นอกจากนั้น สำหรับ Schumpeter คนโดยมากรวมถึงเยาวชนก็มักตัดสินใจโดยใช้อารมณ์และอคติมากกว่าเหตุผล เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากพอและโดยมากมักไม่สนใจการเมือง ดังนั้น การเมืองจึงควรเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Walter Lippmann (1965) ที่เชื่อว่าประชาชนทั่วไป (รวมถึงเยาวชน) ไม่สามารถเข้าใจประเด็น
ทางการเมืองที่ซับซ้อนได้ และมักจะตัดสินใจจากอารมณ์หรือภาพลักษณ์ในสื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับ Giovanni Sartori (1987) ที่เชื่อว่าการเมืองที่ดีควรดำเนินการโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจประชาชนซึ่งรวมไปถึงเยาวชนในการแสดงบทบาททางการเมือง
Antonio Gramsci เชื่อมั่นอย่างยิ่งใน “พลังของเยาวชน” ว่ามีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในบริบทของการต่อสู้กับอำนาจนำ (hegemony) ของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้เพราะสำหรับเขาแล้วเยาวชนเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกครอบงำทางความคิดอย่างสมบูรณ์ และมีความยืดหยุ่นทางอุดมการณ์สูง ทำให้เยาวชนคือกลุ่มคนที่เหมาะสมกับการเป็น “กองหน้า (avant-garde)” แห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ในแง่นี้การส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชนจากชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มชายขอบ จึงมีความสำคัญเพื่อพัฒนาและยกระดับเยาวชนให้กลายเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” (organic intellectual) ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างแนวคิดหรือวัฒนธรรมต้าน (counter-hegemony) เข้าปะทะกับวัฒนธรรมกระแสหลักของรัฐและกลุ่มนายทุน ผ่านการก่อร่างสร้าง “อุดมการณ์ใหม่” และเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ผ่านสื่อ ระบบการศึกษา และวัฒนธรรม อย่างเป็นระบบ (Gramsci, A., 1971; Mayo, P., 2010; Crehan, K., 2002)
แนวคิดของ Antonio Gramsci นับเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่เยาวชนในฐานะผู้เรียน ได้มีแนวคิดเชิงวิพากษ์ ตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่พวกเขาต้องเผชิญ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความเท่าเทียมเป็นธรรม งานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในทางวิพากษ์ก็คืองานของ Paulo Freire ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ (critical pedagogy) ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Antonio Gramsci อย่างมาก เขาคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่อง “การศึกษาเพื่อการปลดปล่อย” (education for liberation) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมพลังของเยาวชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มผู้ถูกกดขี่ Paulo Freire เชื่อว่า เยาวชนที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและได้ตั้งคำถามต่อโลกตามความเป็นจริง จะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการมองเห็นความอยุติธรรม เกิดความตื่นรู้และกล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงในที่สุด (Freire, P., 1970; Darder, A., 2017)
John Dewey (1916) นับเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาอีกผู้หนึ่งที่เชื่อในพลังเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สำหรับ Dewey เขาเชื่อว่าเด็กและเยาวชนไม่ใช่เพียง “อนาคตของประชาธิปไตย” แต่คือผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในกระบวนการประชาธิปไตย เยาวชนคือ “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อนาคต” ไม่ใช่ “ผู้รอการป้อน” แต่เป็น “ผู้กระทำ” เยาวชนคือตัวแสดงทางสังคม (social agents) ที่มีพลังหากได้รับการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เยาวชนจะกลายเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่งผลให้เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา
ในโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ ที่เยาวชนจะได้ฝึกฝนการเป็นสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย โดยการมีส่วนร่วมอภิปราย ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา “จิตสำนึกสาธารณะ” (public spirit) Pierre Bourdieu เป็นนักวิชาการอีกรายหนึ่งที่เชื่อในพลังของเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเยาวชนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีทุนทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางการเมืองสูงมาก ทว่าคนกลุ่มนี้ กลับสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา ศิลปะ หรือแม้แต่การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มาเป็นพลังในการตั้งคำถาม ท้าทาย และเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมได้ โดยสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” หรือ counter-culture ขึ้นมาท้าทายต่อต้านขนบเดิม เช่น การแต่งกายแบบฮิปปี้ ศิลปะกราฟฟิตี้ เพลงแร็พ เป็นต้น
ในแง่นี้ พลังเยาวชนจึงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านสนามทางวัฒนธรรมไม่ใช่สนามทางเศรษฐกิจและการเมือง (Bourdieu, P., 1986; Swartz, D., 1997) ด้าน Carole Pateman (2016) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ การแสดงออก และมีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น เยาวชนจึงไม่ควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจของรัฐ ในทางกลับกันเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในการตัดสินใจต่อนโยบายที่จะส่งผลกับชีวิตประจำวันหรือในระดับชุมชนให้มากขึ้น เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
ปัจจุบันพลังเยาวชนได้รับการยอมรับมากขึ้น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เชื่อว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในแง่นี้การสร้างพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จึงควรได้รับการส่งเสริมเพื่อให้เยาวชนมีความมั่นใจและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิต ของตนเองและชุมชน UNICEF จึงได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างพลังเยาวชนผ่านหลายโครงการ เพื่อพัฒนาให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เช่น การส่งเสริมให้นำเสนอวิธีการใหม่ ๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคมในบริบทต่าง ๆ เพื่อตอบโต้กับวิกฤตการณ์ที่หลากหลาย (polycrisis) (UNICEF., 2024) หรือในโครงการ UPSHIFT ซึ่งเป็นโปรแกรมเร่งการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมสำหรับเยาวชนอายุ 10–24 ปี เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแก้ปัญหาสังคมในชุมชนของตน และการเสริมสร้างพลังเยาวชนให้มี ส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการมีส่วนร่วมในระดับโลก ตามกรอบนโยบายของสหประชาชาติเพื่อมุ่งสู่การสร้างเยาวชนในปี 2030 (UNICEF Strategic Plan 2022–2025) ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (UNICEF., 2021; UN., 2018)
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พลังของเยาวชนสามารถส่งเสริม ความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม ให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเยาวชนนับว่ามีความสำคัญ เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรค เชิงโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ (patron-client system) (Riggs, F. W., & MacKean, D. D., 1964) ปรับลดกฎหมายควบคุมการชุมนุม รวมไปถึงกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ถูกใช้ไปในทางจำกัดเสรีภาพของเยาวชน ปรับเพิ่มความเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัย (generation gab) (Panarat Anamwathana, 2024) เปิดพื้นที่ให้กับชุดคำอธิบายที่แตกต่างหลากหลาย ยอมรับ ให้เกียรติ์กับทุกความคิดเห็น รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้เยาวชนเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและล่าถอยไปออกไปจากการมีส่วนร่วมและเลือกที่จะกลับเข้าสู่สังคมแบบเดิม อีกครั้ง
เอกสารอ้างอิงภาษาไทย
จารุวรรณ แก้วมะโน. (2566). “การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย”. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต. คณะรัฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/10719/
ไทยพีบีเอส. (2568). ศธ.ไฟเขียว ยกเลิกบังคับชุดลูกเสือ เตรียมออกประกาศ ภายใน เม.ย.นี้. https://www.thaipbs.or.th/news/content/351481
สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). “โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอน เปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก”. https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/92101?utm_source=chatgpt.com
แอมนาสตี้ประเทศไทย. (2025). “ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์! ศาลสั่งยกเลิก ทรงผมนักเรียน”. https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/thai-court-abolishes-student-hairstyle-rule/?utm_source=chatgpt.com
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย. (2568). กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมประกาศยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง. https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1075113/?bid=1
The Matter. (2023). “‘ตรีนุช’ รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนมีอำนาจกำหนดกฎเอง”. https://thematter.co/brief/195134/195134
เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ
Anamwathana, P. (2024). Generational divides in understanding Thailand’s history grow amid political polarization (Trends in Southeast Asia No. 2024/19). ISEAS – Yusof Ishak Institute. https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat- anamwathana/
Becker, G. S. (1975). Investment in human capital: effects on earnings. In Human Capital: A Theoretical and Empirical Analysis, with Special Reference to Education, Second Edition (pp. 13-44). NBER.
Bloom, D. E., Canning, D., & Sevilla, J. (2003). The Demographic Dividend: A New Perspective on the Economic Consequences of Population Change. Santa Monica, CA: RAND Corporation.
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education. Greenwood.
Chachavalpongpun, P. (2023). Peace and Conflict Studies in Thailand: The Primacy of the States Narrative of Security. Asian Journal of Peacebuilding, 11, 95-117.
Cheng, E. W., Lee, F. L., Yuen, S., & Tang, G. (2022). Total mobilization from below: Hong Kong's freedom summer. The China Quarterly, 251, 629-659.
Crehan, K. (2002). Gramsci, Culture and Anthropology. University of California Press.
Cullen, D. (2019). Parkland: Birth of a Movement.
Darder, A. (2017). Reinventing Paulo Freire: A Pedagogy of Love. Routledge.
Daniel, A., Bohl, C. E., Braunhuber, B., Glässer, D., Ilchmann, O., Lange, L., & Wingender, A. (2021). The Climate Crisis and the Fridays for Future Movement: Causes, Responsibilities and Solutions through the Lense of Framing Theory.
Dewey, J. (1916). Democracy and Education. New York: Macmillan.
Dziobak, M. (2023). #NeverAgainMSD and the March for Our Lives Movement: American Youth for Gun Control. Ad Americam, 24, 15–32. https://doi.org/10.12797/AdAmericam.24.2023.24.02Scilit+4
Erikson, E. H. (1968). Identity: Youth and Crisis. New York: W. W. Norton & Company.
Freire, P. (1970). Pedagogy of the Oppressed. New York: Herder and Herder.
Gramsci, A. (1971). Selections from the Prison Notebooks. Edited and translated by Quintin Hoare and Geoffrey Nowell Smith. New York: International Publishers.
Jenkins, H., Purushotma, R., Weigel, M., Clinton, K., & Robinson, A. J. (2009). Confronting the challenges of participatory culture: Media education for the 21st century. The John D. and Catherine T. MacArthur Foundation. https://www.macfound.org/media/article_pdfs/jenkins_white_paper.pdf
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East. Hachette UK.
Lippmann, W. (1965). Public opinion. New York : Free Press.
Mayo, P. (Ed.). (2010). Gramsci and educational thought. New York, NY: Wiley-Blackwell.
Pateman, C. (2016). Participation and Democratic Theory. In Democracy: A Reader (pp. 397-402). Columbia University Press.
Riggs, F. W., & MacKean, D. D. (1964). Administration in developing countries: The theory of prismatic society.
Sartori, G. (1987). The theory of democracy revisited. Chatham, N.J : Chatham House.
Schumpeter, J. A. (1942). Capitalism, Socialism and Democracy. Harper & Brothers.
Sinpeng, A. (2020). Digital media, political authoritarianism, and Internet controls in Southeast Asia. Media, Culture & Society, 42(1), 25-39.
Steinberg, L. (2014). Age of Opportunity: Lessons from the New Science of Adolescence. Boston: Houghton Mifflin Harcourt.
Swartz, D. (1997). Culture and Power: The Sociology of Pierre Bourdieu. University of Chicago Press.
Thunberg, G. (2019). No one is too small to make a difference. Penguin Books.
UNICEF. (2024). Youth, Protests and the Polycrisis. https://www.unicef.org/innocenti/media/7761/file/UNICEF -Innocenti- Youth-Protests-and-the-Polycrisis%20report.pdf?utm_ source=chatgpt.com
UNICEF. (2021). UNICEF Strategic Plan, 2022–2025: Executive Board approved version. United Nations Children’s Fund. https://www.unicef.org/reports/unicef-strategic-plan-2022-2025
UN (n.d.). About Youth2030, the UN Youth Strategy. https://www.un.org/youthaffairs/en/youth2030/about
Wahlström, M., et al. (2019). "Protest for a future II: Composition, mobilization and motives of the participants in Fridays For Future climate protests on 20–27 September 2019 in 19 cities around the world." ResearchGate.






