<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_%3A_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
	<title>“ความเสมอภาค” : อำนาจอธิปไตยกับการศาล - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_%3A_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-16T07:34:45Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=13747&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 09:18, 13 ธันวาคม 2562</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=13747&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2019-12-13T09:18:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;amp;diff=13747&amp;amp;oldid=12668&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=12668&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 11:06, 19 พฤษภาคม 2560</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=12668&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2017-05-19T11:06:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;amp;diff=12668&amp;amp;oldid=12401&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=12401&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;เนื่องจากประเทศตะวันตกหลายประเทศได้เข้ามามีบทบ...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E2%80%9D_:_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=12401&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2016-03-24T04:17:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;เนื่องจากประเทศตะวันตกหลายประเทศได้เข้ามามีบทบ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;เนื่องจากประเทศตะวันตกหลายประเทศได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในซีกโลกตะวันออกมากขึ้นโดยลำดับในช่วงเวลาคริสตศตวรรษที่ ๑๙  เป็นเหตุให้ประเทศตะวันออกหลายประเทศต้องตกเป็นอาณานิคมอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตกเหล่านั้นด้วยความจำยอมและจำใจ  กล่าวเฉพาะกรณีของประเทศไทย  อาศัยพระบรมปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นผู้นำชาติในเวลานั้น  ทำให้เราดำเนินวิเทโศบายที่พอเหมาะแก่กาลสมัยและคงรักษาอิสระภาพไว้ได้  แต่ถึงกระนั้นไทยเราก็ต้องยินยอมลงนามในสนธิสัญญากับนานาชาติหลายฉบับ  เริ่มตั้งแต่[[สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง]]ซึ่งทำกับประเทศอังกฤษเป็นชาติแรก  เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘  สนธิสัญญานั้นมีสาระสำคัญหลายประการ  เช่น  การกำหนดอัตราภาษีขาเข้า  ยินยอมให้ไทยเรียกเก็บภาษีได้ไม่เกินร้อยละ ๓ ของราคาสินค้า  การอนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษมีสิทธิที่จะซื้อขายโดยตรงกับราษฎรได้  อันเป็นผลให้ไทยต้องยกเลิกระบบพระคลังสินค้าที่มีมาแต่เดิมเสียสิ้น  และสาระสำคัญที่สุดประการหนึ่ง  คือ  ไทยยอมให้อังกฤษตั้งสถานกงสุลขึ้นในกรุงเทพฯ ได้  และให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) แก่คนในบังคับอังกฤษ  หมายความว่า  กงสุลอังกฤษเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่างๆ ทั้งคดีแพ่งและอาญาซึ่งคนในบังคับอังกฤษเป็นจำเลย  โดยกงสุลจะตัดสินหรือลงโทษตาม[[กฎหมาย]]อังกฤษ  ส่วนคดีที่คนในบังคับอังกฤษเป็นโจทก์ฟ้องคนไทยเป็นจำเลยนั้น  ให้ขึ้นศาลไทยและตัดสินกันตามกฎหมายไทย  ในกรณีนี้กงสุลอังกฤษจะเข้าไปร่วมฟังการพิจารณาตัดสินคดีได้  หลังจากไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งแล้ว  ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญากับชาติอื่นซึ่งส่วนมากเป็นชาติตะวันตกอีกกว่าสิบประเทศ  มีสาระสำคัญของความตกลงทำนองเดียวกันกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งดังกล่าวมาแล้ว  สนธิสัญญาเหล่านี้เองเป็นต้นเหตุให้เอกราชและอธิปไตยทางการศาลของไทยอยู่ในฐานะเสียเปรียบต่อมาอีกช้านาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม  สมควรกล่าวด้วยว่า  การที่ไทยเข้าทำสนธิสัญญาเสียเปรียบเช่นนี้  ใช่ว่าผู้นำสยามครั้งนั้นจะไม่รู้เท่าทันต่างชาติ  หากแต่ด้วยความจำเป็นทางการเมืองระหว่างประเทศประกอบกับได้เห็นตัวอย่างผลร้ายถึงต้องเสียอิสราธิปไตยที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศที่แข็งขืนกับอำนาจของชาติตะวันตก  ทำให้เราไม่มีทางเลือก  และจำใจต้องลงนามในสนธิสัญญาเหล่านั้น  ด้วยการยอมเสียประโยชน์ส่วนน้อย  เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่ไว้  ไทยเราจึงมีความภาคภูมิใจได้เต็มที่ว่า  เราไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกชาติใดชาติหนึ่งเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากการลงนามในสนธิสัญญาที่ไทยอยู่ในฐานะเสียเปรียบเหล่านั้นแล้ว  กระบวนการยุติธรรมของไทยก็อยู่ในสภาพหวานอมขมกลืน  เพราะความไม่ “[[เสมอภาค]]”  ได้เกิดขึ้น  กล่าวคือ  ตามหลักกฎหมายทั่วไปเมื่อมีข้อพิพาทหรือคดีความเกิดขึ้นในพื้นที่ประเทศใดก็ตาม  ก็ต้องใช้กฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นหลักในการตัดสินคดี  การที่จะมีข้อยกเว้นว่าคนบางหมู่เช่นคนในบังคับของต่างชาติ  หรือที่พูดอย่างภาษาปัจจุบันว่า  เป็นผู้มีสัญชาติของประเทศอื่นได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นศาลไทย  ไม่ต้องตัดสินคดีความตามกฎหมายไทยจึงสร้าง[[ความเหลื่อมล้ำ]]หรือความไม่เสมอภาคอย่างเห็นได้ชัด  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ต้องบอกว่า  [[อำนาจอธิปไตยด้านตุลาการ]]ของเราถูกลดทอน  ไม่สามารถใช้อำนาจเต็มได้บริบูรณ์ตามปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;“นอกจากนั้น  ภายหลังจากที่ไทยลงนามในสนธิสัญญาเหล่านั้นแล้วได้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติสำหรับไทยเรามากขึ้นตามลำดับเวลา  เพราะชาติตะวันตกเข้ามามีอาณานิคมอยู่ใกล้ชิดติดพันกับไทย  เช่น  ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสมีอาณานิคมหลายแห่งในแหลมอินโดจีน  ทั้งสองประเทศจึงขยายความหมายให้ชาวเอเชียจากดินแดนดังกล่าวมีฐานะเป็นคนในบังคับของเขาด้วย  เช่น ผู้คนจากอินเดีย  พม่า  ฮ่องกง  มลายู  เขมร  ลาวและญวน  เป็นต้น  ซ้ำร้ายภายหลังกงสุลของประเทศเหล่านั้นยังขยายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปยังลูกจ้างของตน  รวมทั้งบรรพบุรุษและลูกหลานของลูกจ้างด้วย  โดยไม่คำนึงว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนไทยโดยกำเนิดหรือไม่  การกระทำเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศได้เต็มที่  เพราะกงสุลต่างประเทศมักจะไม่ใคร่ลงโทษคนในบังคับของตน  เป็นเหตุให้คนเหล่านั้นไม่ยำเกรงต่อกฎหมายไทยและกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  โดยที่ทางการไทยไม่สามารถจัดการลงโทษให้เด็ดขาดได้”&amp;#039;&amp;#039; &amp;lt;ref&amp;gt;   เพ็ญศรี ดุ๊ก. (๒๕๔๔), &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณทิตยสถาน. หน้า ๑๖๗.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพการณ์อันไม่น่าพึงพอใจเช่นนี้  ทำให้ผู้นำของสยามประเทศตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา  เห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้โดยรีบด่วน  การแก้ไขต้องใช้วิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทางตรงคือ เปิดการเจรจากับชาติที่ได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเพื่อขอยกเลิกหรือผ่อนปรนการบังคับใช้สนธิสัญญาเหล่านั้นตามลำดับเวลา  ส่วนทางอ้อมคือ การเร่งรัด[[การปฏิรูประบบกฎหมาย]]และกระบวนการยุติธรรมให้เข้าสู่มาตรฐานที่ชาติตะวันตกยอมรับนับถือ  ทั้งนี้เพื่อลบล้างข้ออ้างเดิมที่ชาติตะวันตกกล่าวว่า  กฎหมายและ[[กระบวนการยุติธรรม]]ของไทยล้าสมัยและป่าเถื่อนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินการเพื่อให้ไทยเราได้รับอำนาจอธิปไตยด้านการศาลกลับคืนมาโดยบริบูรณ์  และไทยอยู่ในฐานะเสมอภาคเทียมบ่าเทียมไหล่กับชาติตะวันตกทั้งหลายใช้เวลานานหลายสิบปี  เพราะไม่ใช่ภารกิจที่จะทำให้สำเร็จได้ชั่วระยะเวลาอันสั้น  เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีงานสำคัญได้แก่การจัดทำประมวลกฎหมายหลักของประเทศ  ได้แก่ประมวลกฎหมายอาญา  และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ไทยเรายังไม่มีนักกฎหมายที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในจำนวนที่มากพอที่จะทำงานนี้ได้โดยลำพัง  เราจึงจ้างนักกฎหมายต่างประเทศเข้ามาช่วยทำงาน  มีทั้งชาวเบลเยี่ยม  ฝรั่งเศส  และญี่ปุ่น  เป็นต้น  สำเร็จผลเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๑  ตอนปลายรัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]  เรียกชื่อว่า  “กฎหมายลักษณะอาญา  ร.ศ. ๑๒๗”  ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นมีเนื้อหาที่ยืดยาวกว่าหนึ่งพันมาตรา  ต้องแบ่งเนื้อหาใหญ่ออกเปนหกส่วน  เรียกว่า “บรรพ”  ได้ทยอยออกบังคับใช้เป็นกฎหมายของประเทศตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นบางบรรพ  ยังคงเหลือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  บรรพ ๕ ว่าด้วยทรัพย์สิน  บรรพ ๕ ว่าด้วยครอบครัว  และบรรพ ๖ ว่าด้วยมรดก  ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนสำเร็จผลในรัชกาล[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]  และได้มีพระบรมราชโองการประกาศให้ใช้กฎหมายสำคัญดังกล่าวเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๕  และพุทธศักราช ๒๔๗๗ ตามลำดับ  เป็นอันว่าไทยเราได้มีประมวลกฎหมายฉบับสำคัญที่เป็นหลักของประเทศครบถ้วนบริบูรณ์ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวเฉพาะประเด็นเรื่องการเจรจาเพื่อขอยกเลิกหรือขอผ่อนปรนการบังคับใช้สนธิสัญญาเสียเปรียบเหล่านั้น  หลังจากที่ไทยเราได้เข้าร่วมเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรใน[[สงครามโลกครั้งที่ ๑]]  ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว  ไทยเราสามารถดำเนินการในส่วนนี้คืบหน้าไปพอสมควร  หลายประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมกับไทย  โดยมีหลักสำคัญว่า  ประเทศคู่สนธิสัญญากับไทย  ยอมยกเลิกสิทธินอกสภาพนอกอาณาเขต  แต่ยังคงเงื่อนไขในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านว่า  แม้ยอมให้คดีของคนในบังคับของตนขึ้นศาลไทยและตัดสินตามกฎหมายไทยแล้วก็ตาม  แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังคงขอสงวนอำนาจในการถอนคดีจากศาลไทยไปพิจารณาในศาลกงสุลได้  จนกว่าไทยจะประกาศใช้ประมวลกฎหมายใหม่ครบถ้วนแล้วห้าปี  การเจรจาแก้สัญญาตามแนวทางนี้  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงดำเนินพระบรมราโชบายสืบเนื่องต่อมา  โดยทรงมี[[พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย]] (พระนามเดิม หม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์  พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรประการ)  เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเป็นกำลังสำคัญ  ร่วมกับ[[พระยากัลยาณไมตรี]] (ดร.ฟรานซิส บี. แซร์)  จนเป็นผลสำเร็จครบบริบูรณ์ทุกประเทศ  ดังปรากฎในประกาศพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย  มีความตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;“ความมุ่งหมายอันเป็นข้อสำคัญของประเทศนี้คือ  ที่จะแก้ไขหนังสือสัญญาทาง      พระราชไมตรี ที่ต้องยอมเป็นฝ่ายต่ำ  เพราะความจำเป็นมาแต่โบราณ  ได้พยายามแก้ไขปลดเปลื้องมาทุกรัชกาลตลอดเวลากว่า ๖๐ ปี  พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ร่วมกับพระยากัลยาณไมตรีผู้เป็นที่ปรึกษา ทั้ง ๒ นี้ ได้อุตสาหะบากบั่นโดยอุบายอันชอบ  ในขั้นสุดท้ายมาประสบความสำเร็จในรัชกาลปัจจุบันนี้  จึงได้คืนเสรีภาพในการภาษีอากรและอำนาจศาลอันเป็นกำลังและความปราถนาอย่างยิ่ง  แห่งการดำรงอิสรภาพให้สถิตสถาพร  เป็นเหตุให้ประเทศสยามได้ตั้งอยู่ในฐานะเสมอภาคเท่าเทียมชาติอื่นๆ&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039; &amp;lt;ref&amp;gt;  เพ็ญศรี ดุ๊ก. (๒๕๔๔), &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณทิตยสถาน, หน้า ๑๘๕. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น  ในวาระที่ไทยเราสามารถแก้ไขสนธิสัญญาที่ทำให้ไทยเราถูกจำกัดอำนาจทางศาลได้สำเร็จครบทุกประเทศ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระบุรพมหากษัตริย์สามพระองค์คือ  [[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]  [[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]  และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ณ [[พระที่นั่งอัมพรสถาน]]  [[พระราชวังดุสิต]]  เมื่อวันที่  ๓๐  มีนาคม  พุทธศักราช ๒๔๖๙ และมีพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;“เปรียบเหมือนหนึ่งกราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า  พระบรมราโชบายของพระองค์ท่านนั้นได้เปนผลสมเร็จแล้วถึงเพียงนี้  และเพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของเราทั้งหลายทั้งปวง  และขอพระราชทานพรให้พวกเราทั้งหลายมีกำลังกายกำลังสติปัญญาเพื่อบำรุงฐานะของประเทศสยามให้รุ่งเรืองสืบไป”&amp;#039;&amp;#039; &amp;lt;ref&amp;gt;  คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี. (๒๕๓๖), &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพมหานคร : วัชรินทร์การพิมพ์ ,  หน้า ๙๒. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโอกาสเดียวกันนั้น  ได้พระราชทานเลี้ยงเป็นการขอบพระทัยและขอบใจผู้ที่ร่วมกันทำงานเรื่องนี้มาด้วยความเหนื่อยยากเป็นเวลานานปี  บรรดาที่ยังมีชีวิตอยู่เรียกงานเลี้ยงคราวนั้นว่า  “การพระราชทานเลี้ยงฉลองวันเสมอภาคของกรุงสยาม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในท้ายที่สุดแห่งพระราชดำรัสที่พระราชทานในงานเลี้ยงคราวนั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีพระราชกระแสรับสั่งว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;“ขอให้ดื่มให้ประเทศสยาม  ไชโย.”&amp;#039;&amp;#039; &amp;lt;ref&amp;gt;  คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี. (๒๕๓๖), &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพมหานคร : วัชรินทร์การพิมพ์, หน้า ๙๓. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี ดุ๊ก. (๒๕๔๔), การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม). กรุงเทพมหานคร : ราชบัณทิตยสถาน. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี. (๒๕๓๖), ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพมหานคร : วัชรินทร์การพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 [[หมวดหมู่:สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
</feed>