<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3</id>
	<title>เมืองพระยามหานคร - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;action=history"/>
	<updated>2026-05-19T06:33:48Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=13156&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 03:19, 18 ธันวาคม 2560</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=13156&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2017-12-18T03:19:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;amp;diff=13156&amp;amp;oldid=13059&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=13059&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom: สร้างหน้าด้วย &quot; เรียบเรียงโดย : ดร.ชาติชาย มุกสง  ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทค...&quot;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=13059&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2017-12-07T09:42:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าด้วย &amp;quot; เรียบเรียงโดย : ดร.ชาติชาย มุกสง  ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทค...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
เรียบเรียงโดย : ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เมืองพระยามหานคร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดรูปแบบการปกครองในระบบเมืองพระยามหานครนี้เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ให้ยกเลิกระบบเมืองลูกหลวง แล้วหันมาใช้การปกครองหัวเมืองส่วนภูมิภาคที่มีด้วยกัน 3 เขตวง ได้แก่ วงราชธานีที่เป็นหัวเมืองชั้นในใกล้เมืองหลวงที่ขึ้นกับเมืองหลวงโดยตรง ถัดออกไปคือเมืองพระยามหานคร ส่วนหัวเมืองที่อยู่เขตภายนอกเมืองพระยามหานครจะเป็นเมืองประเทศราช[[#_ftn1|[1]]] เมืองที่อยู่ในวงราชธานีปกครองโดยตรงจากข้าราชการที่เมืองหลวงส่งออกไปหรือข้าราชการที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบแทนขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวง เมืองพระยามหานครนั้น ปกครองโดยเชื้อพระวงศ์ เครือญาติของเจ้าเมืองส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค โดยความเป็นจริงแล้วเมืองเหล่านี้จะอยู่ในฐานะกึ่งอิสระเนื่องจากความไม่สะดวกของการคมนาคมเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้การควบคุมดูแลจากเมืองหลวงเป็นไปได้ยาก &amp;amp;nbsp;เจ้าเมืองมีหน้าที่ต้องเข้ามาดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน แสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์อยุธยาเป็นเครื่องมือควบคุมทางอำนาจที่สำคัญ ต่างจากประเทศราชที่ปกครองโดยราชวงศ์ของท้องถิ่นมักมีชาติพันธุ์ต่างจากอยุธยาและมีหน้าที่เพียงส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาเป็นเครื่องกำนัลทุก ๆ 3 ปีเท่านั้น[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ลักษณะการปกครองหัวเมืองในระบบเมืองพระยามหานคร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ความแตกต่างระหว่างเมืองลูกหลวง เมืองพระยามหานครและเมืองประเทศราชตามที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตราขึ้นในสมัยสมเด็จบรมไตรโลกนาถ แต่ก็เป็นไปได้ว่ามีมาก่อนแล้วแก้ไขปรับปรุงขึ้นใหม่ในสมัยนี้ก็ได้ พิจารณาการจัดการปกครองอาณาเขตที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลดูเหมือนจะมีความลักลั่นไม่ชัดเจนอยู่ โดยปรากฏความว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;ฝ่ายกระษัตรแต่ได้ถวายดอกไม้ทองเงินทั้งนั้น&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;20 เมือง คือเมืองนครหลวง เมืองศรีสัตนาคณหุต เมืองเชียงใหม่ เมืองตองอู เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี เมืองเขมราช เมืองแพร่ เมืองน่าน&amp;amp;nbsp; เมืองใต้ทอง เมืองโคตรบอง เมืองเรวแกว 16 มืองนี้ฝ่ายเหนือ เมืองฝ่ายใต้ เมืองอุยองตะหนะ เมืองมลากา เมืองมลายู เมืองวรวารี 4 เมืองเข้ากัน 20 เมือง ถวายดอกไม้ทองเงิน พญามหานคร แต่ได้ถือน้ำพระพัท 8 เมือง คือ เมืองพิศณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองศุโขไท เมืองกำแพงเพชร เมืองนครศรีธรรมราช เมืองนครราชสีมา เมืองตนาวศรี เมืองทวาย[[#_ftn3|&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;[3]&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;]]&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากเนื้อความที่ยกมาเท่ากับว่ากฎมณเทียรบาลกำหนดให้มีเมืองพระยามหานคร 8 เมืองคือ พิษณุโลก ศรีสัชนาลัย สุโขทัย กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช นครราชศรีมา ตะนาวศรี และทวาย เมืองทั้ง 8 ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ในขณะที่มาตรา 8 กำหนดให้ “พระลูกเธอกินเมืองถวายบังคมแก่สมเดจหน่อพระพุทธิเจ้า พระเยาวราชถวายบังคมแก่พระเจ้าลูกเธอกินเมือง เมืองลูกหลวง คือเมืองพิศณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองกำแพงเพช เมืองลพบุรี เมืองสิงคบุรี”[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากหลักฐานกฎมณเทียรบาลข้างต้นเห็นได้ว่า เมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกและกำแพงเพชร มีฐานะเป็นทั้งเมืองพระยามหานครและเมืองลูกหลวงไปพร้อมกันอยู่ เมืองที่มีสองฐานะดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นหัวเมืองเหนือ ซึ่งถูกรวมเข้ากับอยุธยาในภายหลัง และเชื่อได้ว่าเมืองเหนือเหล่านี้กลายมาเป็นเมืองลูกหลวงในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา[[#_ftn5|[5]]] นอกจากนี้ในบรรดาเมืองพระยามหานครทั้ง 8 เมืองที่จะต้องเข้ามาดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่อยู่นอกลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งสิ้นและเมืองเหล่านี้เป็นเมืองที่อยุธยาขยายอำนาจรวมเข้ามาไว้ในอาณาเขต ทั้งๆที่เมื่อแรกตั้งกรุงศรีอยุธยาเมืองบางเมืองอย่างนครศรีธรรมราชอาจเป็นแค่ประเทศราชแต่ถูกรวมเข้าไว้ในระบบราชการของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองพญามหานครในภายหลังอย่างช้าที่สุดก็สมัยพระบรมไตรโลกนาถที่ตรากฎหมายนี้[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการจัดระเบียบปกครองหัวเมือง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวได้ว่าระบบเมืองพระยามหานครนั้นเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายอำนาจของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองหัวเมืองที่เป็นประเทศราชหรือเมืองสำคัญที่เคยมีแต่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลาง ซึ่งได้แก่เมืองในอาณาจักรสุโขทัย เมืองนครศรีธรรมราช &amp;amp;nbsp;เมืองทวายและตะนาวศรี ซึ่งเคยเป็นเมืองกึ่งอิสระจากระบบศักดินาของอยุธยาที่เคยให้ปกครองกันเอง กลับปรับเปลี่ยนให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งขุนนางที่มักเป็นเจ้านายในราชวงศ์เก่าปกครองและมีการสืบตำแหน่งในตระกูล ตลอดจนมีอิสระในการดำเนินการปกครองภายใน แต่ต้องอยู่ในควบคุมของราชธานี ต้องใช้ระเบียบแบบแผนและกฎหมายของราชธานี และต้องอยู่ในความควบคุมของราชธานีอย่างใกล้ชิด[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ควอริช เวลส์ เสนอว่าผลจากการปรับปรุงระบบราชการในเมืองหลวงหรือส่วนกลางในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถส่งผลให้อำนาจของเมืองหลวงขยายกว้างขวางออกไปในหัวเมืองวงราชธานีด้วยการส่งข้าราชการจากเมืองหลวงไปปกครอง โดยขึ้นตรงกับเสนาบดีกระทรวงวังที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์โดยตรง&amp;amp;nbsp; ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคหรือหัวเมืองในพระราชอาณาเขตจะจัดรูปแบบการปกครองเป็นเมืองพระยามหานครแทนระบบเมืองลูกหลวงที่ใช้มาแต่ก่อน โดยส่งเจ้าหรือขุนนางชั้นสูงไปปกครองหัวเมืองสำคัญในราชอาณาจักรในฐานะรัฐอิสระ แต่สวามิภักดิ์กับพระมหากษัตริย์ในกรุงศรีอยุธยา[[#_ftn8|[8]]]ด้วยการต้องแสดงความจงรักภักดีในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทุกปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในขณะที่การปกครองในรูปแบบเมืองพระยามหานครนี้มีระยะเวลาของการริเริ่มทดลองปกครองมาเป็นระยะเวลาประมาณ 130 ปีและระยะ 25 ปีหลังของระบบนี้ก็ชะงักไปด้วยการรุกรานและเข้ามาครอบครองดินแดนไทยของพม่าที่เข้ามาทำสงครามกับอยุธยา จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรยึดอำนาจอยุธยาคืนจากพม่าได้สำเร็จแล้ว ก็ได้ทรงยกเลิกการปกครองรูปแบบหัวเมืองพระยามหานคร และทรงแบ่งหัวเมืองนอกเขตวงราชธานีออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน เป็นเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี โดยแต่ละหัวเมืองประกอบด้วยหัวเมืองย่อยๆ จำนวนมากที่ต้องปกครองดูแลเช่นเดียวกับที่เมืองหลวงปกครองหัวเมืองในเขตวงราชธานี ซึ่งหัวเมืองเหล่านี้คล้ายๆ จะเรียกได้ว่าเป็นหัวเมืองจัตวาแต่เล็กกว่าเพราะเมืองจัตวาเองก็มีเมืองเล็กต้องดูแล และการปกครองหัวเมืองของไทยก็ใช้ระบบนี้โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนักมาจนกระทั่งยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ในที่สุด[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากหลักฐานสำคัญคือพระไอยการศักดินาทหารหัวเมืองทำให้ทราบว่าหัวเมืองชั้นเอกมีเพียง 2 เมืองเป็นหลักเสมอมา นั่นคือเมืองพิษณุโลกทางเหนือและทางใต้คือนครศรีธรรมราช ส่วนนครราชสีมาเพิ่งได้รับการยกฐานะเป็นหัวเมืองเอกในสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3 หลังการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หัวเมืองซึ่งอยู่ภายนอกวงราชธานีออกไปคงเป็น เพราะอยู่ไกลราชธานีปกครองโดยตรงไม่สะดวก หรือเพราะอยู่หน้าด่านชายแดนจึงจัดเป็นเมืองพระยามหานคร ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี โดยลำดับกันตามขนาดและความสำคัญของเมือง เมืองชนิดนี้ต่อมาเรียกว่า “หัวเมืองชั้นนอก” ต่างมีเมืองขึ้นอยู่ในอาณาเขตทำนองเดียวกับวงราชธานีและมีกรมการปกครองทุกแผนกเฉกเช่นเดียวกับในราชธานี[[#_ftn11|[11]]] นั่นก็คือการปกครองหัวเมืองดังที่ปรากฏในพระไอยการศักดินาทหารหัวเมืองมีการจัดองค์กรของกรมการและขุนนางตำแหน่งต่างๆ ในหัวเมืองเอกที่เริ่มแรกหันมาใช้ระบบเมืองพระยามหานครนั้นเป็นการจำลองแบบการปกครองมาจากภายในเมืองหลวงเลยเหมือนกันทุกอย่าง แม้ว่าต่อมาจะเกิดความแตกต่างขึ้นบ้างโดยเฉพาะกรณีหัวเมืองชั้นนอกที่อยู่ห่างไกลมากอย่างนครศรีธรรมราชที่เคยเป็นอาณาจักรมาก่อนและรักษารูปแบบการปกครองตนเองไว้บางส่วนแต่ผลของการลดสถานภาพของเมืองพระยามหานครลงเป็นหัวเมืองชั้นเอก หรือชั้นโทนั้น ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงยศและหน้าที่ของขุนนางเท่านั้น แต่เป็นการลดตำแหน่งและอำนาจของขุนนางลงด้วย ยิ่งเมื่อเปรียบกับขุนนางตำแหน่งเดียวกันในส่วนกลาง[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกประการหนึ่งของการยกเลิกระบบเมืองของหัวลูกหลวงจัดให้เมืองประเทศราช เพื่อหัวเมืองที่ปกครองกันเองเป็นเมืองพระยามหานครและสุดท้ายกลายไปเป็นหัวเมืองชั้นนอก นั่นคืออำนาจสิทธิ์ขาดหลายอย่างภายในเมืองลดลง เพราะถูกควบคุมจากศูนย์กลางคือเมืองหลวงมากยิ่งขึ้น หมายถึงการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพิ่มมากขึ้น ประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือจำนวนภาษีที่เดิมเจ้าเมืองจะจัดเก็บและกระจายกันอยู่ในกรมการเมือง เมื่อต้องขึ้นกับกรมในเมืองหลวงก็ต้องส่งภาษีให้กับเมืองหลวง ทำให้รายได้ของราชสำนักส่วนกลางเพิ่มพูนขึ้นจากการเรียกผลประโยชน์จากหัวเมืองที่มีแต่จนลง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของขุนนางจากเมืองหลวงที่คุมกรมต่างๆ อยู่ไม้น้อย และยังเป็นสาเหตุให้เกิดการแก่งแย่งผลประโยชน์จากภาษีและการควบคุมกำลังคนของหัวเมืองระหว่างขุนนางในส่วนกลางอีกด้วย[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สรุป&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวโดยสรุประบบการปกครองหัวเมืองในรูปแบบที่เรียกว่า ระบบเมืองพระยามหานคร นั้นเป็นพัฒนาการของระบบการปกครองในช่วงรอยต่อของอยุธยาตอนต้นกับอยุธยาตอนกลาง ที่เกิดขึ้นรองรับการขยายดินแดนของอยุธยาในช่วงที่ราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครองและผนวกรวมเอาดินแดนทางเหนือที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสุโขทัย หัวเมืองมอญทางฝั่งอันดามันและหัวเมืองทางใต้คือนครศรีธรรมราชให้เข้ามาเป็นหัวเมืองสำคัญของอาณาจักรอยุธยา โดยพยายามให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่มีสถาบันขุนนางทำหน้าที่สำคัญในการปกครองในหัวเมืองแทนสมาชิกราชวงศ์ที่จะทำหน้าที่ปกครองรับใช้ใกล้ชิดกับองค์กษัตริย์อยู่ในเมืองหลวงแทน จึงต้องมีระบบให้กษัตริย์แต่งตั้งขุนนางไปปกครองเมืองโดยต้องแสดงความจงรักภักดีผ่านการเข้าร่วมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเมืองหลวงทุกปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;บรรณานุกรม&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ควอริช เวลส์. &amp;#039;&amp;#039;การปกครองและการบริหารของไทยสมัยโบราณ&amp;#039;&amp;#039;. แปลโดย กาญจนี ละอองศรีและยุพา ชุมจันทร์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และไทยวัฒนาพานิช. 2527.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. “ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ.”&amp;amp;nbsp; ใน &amp;#039;&amp;#039;ประชุมพระนิพนธ์ สรรพความรู้.&amp;#039;&amp;#039; กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; ศยาม, 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิธิ เอียวศรีวงศ์ (บรรณาธิการ). &amp;#039;&amp;#039;ศรีรามเทพนคร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;: รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2527.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. &amp;#039;&amp;#039;ขุนนางอยุธยา.&amp;#039;&amp;#039; กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โยนิโอะ อิชิอิ. “อาณาเขตของอยุธยาในกฎหมายตราสามดวง.” &amp;#039;&amp;#039;วารสารธรรมศาสตร์&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; ปีที่&amp;amp;nbsp; 9 เล่มที่ 2 (ตุลาคม-ธันวาคม)&amp;amp;nbsp; 2522: 148-160.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน. &amp;#039;&amp;#039;กฎหมายตราสามดวง ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1-2&amp;#039;&amp;#039;, กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;อ้างอิง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 86-88.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] โยนิโอะ อิชิอิ. “อาณาเขตของอยุธยาในกฎหมายตราสามดวง,” หน้า 148-160. &amp;#039;&amp;#039;วารสารธรรมศาสตร์&amp;#039;&amp;#039; ปีที่ &amp;amp;nbsp;9 เล่มที่ 2 (ตุลาคม-ธันวาคม),&amp;amp;nbsp; 2522, หน้า 148-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ราชบัณฑิตยสถาน, &amp;#039;&amp;#039;กฎหมายตราสามดวง ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2&amp;#039;&amp;#039;, กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550, หน้า 178.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่งอ้าง, หน้า178.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] มานพ ถาวรวัฒน์สกุล, &amp;#039;&amp;#039;ขุนนางอยุธยา.&amp;#039;&amp;#039; กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547, หน้า 73-74.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] มานพ ถาวรวัฒน์สกุล, &amp;#039;&amp;#039;ขุนนางอยุธยา.&amp;#039;&amp;#039; กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547, หน้า 85.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] นิธิ เอียวศรีวงศ์ (บรรณาธิการ), &amp;#039;&amp;#039;ศรีรามเทพนคร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;: รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2527, หน้า 32.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ควอริช เวลส์, &amp;#039;&amp;#039;อ้างแล้ว&amp;#039;&amp;#039;, หน้า 87.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 88-89.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 89.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา, “ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ,”&amp;amp;nbsp; ใน &amp;#039;&amp;#039;ประชุมพระนิพนธ์ สรรพความรู้.&amp;#039;&amp;#039; กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; ศยาม, 2555, &amp;amp;nbsp;หน้า 62-63.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ควอริช เวลส์. &amp;#039;&amp;#039;อ้างแล้ว&amp;#039;&amp;#039;, หน้า 93.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 91-92.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
</feed>