<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81</id>
	<title>หัวเมืองชั้นเอก - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-15T03:40:29Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11097&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan เมื่อ 06:59, 7 ธันวาคม 2557</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11097&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2014-12-07T06:59:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;amp;diff=11097&amp;amp;oldid=11096&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11096&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan เมื่อ 06:49, 7 ธันวาคม 2557</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11096&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2014-12-07T06:49:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;amp;diff=11096&amp;amp;oldid=11095&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11095&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : อาจารย์บุญยเกียรติ การะเวกพันธ...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=11095&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2014-12-07T06:41:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : อาจารย์บุญยเกียรติ การะเวกพันธ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : อาจารย์บุญยเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวเมืองชั้นเอกคือหัวเมืองที่อยู่ห่างจากราชธานี เป็นหัวเมืองที่สำคัญและผู้ครองเมืองมักจะเป็นบุคคลสำคัญหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับความไว้วางใจต่างพระเนตรพระกรรณ การแบ่งหัวเมืองออกเป็นชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี เริ่มในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมศูนย์อำนาจทางการปกครองเข้าสู่ราชธานี และมาสิ้นสุดเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการบริหารราชการส่วนภูมิภาคโดยใช้ระบบ “มณฑลเทศาภิบาล”ใน พ.ศ.2437&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความสำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดการปกครองในสมัยสุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการแบ่งหัวเมืองออกเป็นชั้นๆ ตามลำดับความสำคัญของเมือง โดยการแบ่งหัวเมืองเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดระบอบการปกครอง จัดความสัมพันธ์ระหว่างหัวเมืองกับเมืองหลวง เพราะรัฐไม่มีกำลังทหารเพียงพอที่จะไปปกครองโดยตรง  จึงต้องใช้ระบบปกครองคล้าย Feudal ในยุโรป &lt;br /&gt;
  	&lt;br /&gt;
ในสมัยสุโขทัย ใช้รูปแบบการจัดหัวเมืองตามแบบอินเดียโบราณคือ มีเมืองหน้าด่าน 4 ทิศ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทางเหนือ	  เมืองศรีสัชนาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทางใต้    		เมืองกำแพงเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตะวันออก	  เมืองสองแคว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตะวันตก   	เมืองสระหลวง (พิจิตร)&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
เมืองทั้งสี่ค่อนไปทางใต้เพราะต้องระวังกรุงศรีอยุธยา ขณะที่ทางเหนือคือล้านนานั้นเป็นไมตรีกับสุโขทัย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนั้นแล้ว สุโขทัยมีเมืองขึ้นหรือเมืองประเทศราช คือ แพร่ น่าน หลวงพระบาง หัวเมืองมอญ นครศรีธรรมราช มะละกา ฐานะของเมืองเหล่านี้เป็นอิสระ แต่ยอมรับอิทธิพลอำนาจของสุโขทัยเพื่อป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่นๆ โดยจะต้องส่งบรรณาการตามกำหนด แล้วแต่ระยะทางใกล้ไกลและความสำคัญของแต่ละเมือง  บางเมืองก็ต้องถวายบรรณาการทุกปี แต่บางเมืองที่อยู่ไกลหรือเป็นที่ไว้วางใจจะกำหนดส่งสามปีครั้ง  เครื่องบรรณาการที่เมืองขึ้นส่งมาถวายมีดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง มาจากลัทธิไศเลนทร์ที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระศิวะ ประทับบนเขาไกลาส และเมืองขึ้นก็เปรียบเหมือนต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองในป่าหิมพานต์เชิงเขาไกลาส &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	การจัดการปกครองหัวเมืองในช่วงต้นของอยุธยามีเมืองสำคัญอยู่ 4 ทิศ เรียกว่าเมืองลูกหลวง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทางเหนือ  	เมืองลพบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทางใต้    		พระประแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตะวันออก	  นครนายก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตะวันตก	   สุพรรณบุรี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	เมืองเหล่านี้ราชธานีจะส่งข้าราชการสำคัญ ราชโอรสไปครอง เช่น สมเด็จพระราเมศวรเคยเสด็จไปครองเมืองลพบุรีและเจ้าสามพระยาเคยไปครองเมืองชัยนาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงปฏิรูประบบการปกครองทั้งส่วนกลางส่วนภูมิภาค มีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างราชธานีกับหัวเมืองใหม่ โดยให้พื้นที่รอบกรุงศรีอยุธยาและอาณาเขตเมืองลูกหลวงให้มาขึ้นกับเมืองหลวงโดยตรงเป็นเขตปกครองใหม่เรียกว่า ราชธานี จัดเป็นหัวเมืองชั้นใน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หัวเมืองนอกวงราชธานีออกไปจัดเป็นหัวเมืองเอกหรือเมืองลูกหลวงเอกและเมืองโทหรือเมืองลูกหลวงโท แต่ไม่ปรากฏว่ามีลูกหลวงออกไปครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ไกลออกไปจากราชธานีและเมืองลูกหลวงเอกเมืองลูกหลวงโท จะเป็นเขตหัวเมืองใหญ่ เรียกว่า เมืองพระยามหานคร &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ทางเหนือมี เมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัย สุโขทัย กำแพงเพชร ทางใต้มีเมืองนครศรีธรรมราช นครราชสีมา ตะนาวศรีและเมืองทวาย เมืองเหล่านี้บางเมืองก็เคยเป็นราชอาณาจักรเก่ามีกษัตริย์ปกครอง เช่นนครศรีธรรมราช บ้างก็มีเจ้าเมืองที่มีอำนาจสูง เช่นเมืองนครราชสีมาและเมืองทะวาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมืองพระยามหานครเหล่านี้เจ้าเมืองจะถูกส่งไปจากราชธานีและต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนั้นจะเป็นเมืองประเทศราช ที่มีการปกครองเป็นอิสระ มีกษัตริย์ผู้ปกครองและสืบทอดผู้ปกครองเองเช่น พระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าน่าน  แต่ต้องถวายต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง บางครั้งเรียกว่าเมืองต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวร ทรงยกเลิกแบบเดิมเพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (Centralization) มากกว่าเดิม จึงยกเลิกเมืองพระยามหานครและแบ่งการปกครองหัวเมืองใหม่เป็นหัวเมืองชั้นเอก หัวเมืองชั้นโท หัวเมืองชั้นตรี &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	หัวเมืองชั้นเอกคือเมืองพระยามหานครในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยเลือกเฉพาะเมืองที่มีความสำคัญ เช่นเมืองพิษณุโลกทางเหนือ และนครศรีธรรมราชทางใต้ นอกนั้นเปลี่ยนเมืองพระยามหานครเป็นหัวเมืองประเทศราช เพราะอยู่ไกลออกไปและควบคุมลำบาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการยกเมืองนครราชสีมาที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเพียงหัวเมืองชั้นโทขึ้นเป็นหัวเมืองชั้นเอกเพื่อเตรียมการทำศึกกับญวน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	เจ้าเมืองหัวเมืองชั้นเอก มียศเป็นเจ้าพระยา ถือศักดินา 10,000 เท่ากับอัครมหาเสนาบดี สมุหนายก สมุหพระกลาโหม &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ตำแหน่งรองจากเจ้าเมือง จะมีพระปลัด ถือ ศักดินา 3,000 หลวงยกกระบัตร ถือ ศักดินา 1,600 ทหาร – พล 	ถือ ศักดินา 1,600 และ พลเรือน – มหาดไทย ถือ ศักดินา 1,600&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หัวเมืองชั้นเอกจะย่อส่วนการปกครองจากส่วนกลาง มีตำแหน่งจตุสดมภ์คือ หลวงเมือง หลวงวัง หลวงคลัง หลวงนา และมีตำแหน่งเจ้าท่าดูแลเรื่องการค้าขายและสัสดีดูแลเรื่องบัญชีคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรมต่างๆในหัวเมืองชั้นเอก มีกรมมหาดเล็ก กรมอาลักษณ์ กรมธรรมการ กรมที่วัด กรมพราหมณ์ กรมโหร กรมตำรวจ กรมล้อมพระราชวัง รมอาสา กรมแพทย์ และยังมีกรมอื่นๆอีก บางกรมแบ่งเป็นซ้าย-ขวาตามลักษณะงาน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เจ้าเมืองของหัวเมืองชั้นเอกจึงมีอำนาจ และบางครั้งตั้งตัวเป็นใหญ่ เช่น เจ้าพระยานครศรีธรรมราชตั้งตัวเป็นกษัตริย์ต้องยกไปปราบหลายครั้ง  ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้ยกฐานะขึ้นเป็นประเทศราช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายได้ของเจ้าเมืองหัวเมืองชั้นเอก==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	หัวเมืองชั้นเอกเป็นหัวเมืองที่มีความสำคัญ อยู่ห่างไกลจากราชธานี ผลประโยชน์ของเจ้าเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเครื่องมือในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างราชธานีกับหัวเมืองชั้นเอก โดยเจ้าเมืองจะมีรายได้ดังต่อไปนี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	ได้รับเบี้ยหวัด (จ่ายเป็นเงินปี) จากราชธานีจำนวนมากน้อยตามความสำคัญของเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	ได้รับสิ่งของพระราชทานจำพวกเสื้อผ้าแพรพรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	ภาษีผลผลิตข้าว (ค่านา) เจ้าเมืองจะได้ครึ่งหนึ่งต้องส่งเข้าราชธานีครึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	ทรัพย์สินที่ริบได้ตามกฎหมายตกเป็นของเจ้าเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	เมื่อมีการค้ากับต่างประเทศทางเรือ ภาษีขาเข้าที่เก็บตามขนาดปากเรือตกเป็นของเจ้าเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	เจ้าเมืองสามารถใช้ประโยชน์จากไพร่หลวงที่เกณฑ์ได้ในเมือง&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==การควบคุมระหว่างราชธานีกับหัวเมืองชั้นเอก==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หัวเมืองชั้นเอกมักจะตั้งอยู่ไกลจากราชธานี กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครอง ที่จะทำให้หัวเมืองชั้นเอกมีการปกครองครองที่สอดคล้องกับราชธานี และป้องกันมิให้เจ้าเมืองปกครองตามอำเภอใจหรือคิดเป็นกบฏต่อราชธานี จึงมีกฎหมายที่ควบคุมระหว่างราชธานีกับหัวเมืองชั้นเอก ดังนี้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;	1.กฎหมายอาญาหลวง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กำหนดว่าผู้เป็นเจ้าเมืองต้องตั้งอยู่ในธรรมปกครองบ้านเมือง โดยนึกถึงความสุขของราษฎรเช่นในกฎหมายตราสามดวงกำหนดว่า&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	...ให้มีน้ำใจจัตุรัศโอบอ้อมอนาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นศุกข อย่าให้เอาใจไปแผ่เผื้อต่ออริราชศัตรูแต่ศักอัน  ถ้าผู้ใดมิได้ทำตามพระราชโองการ  พระราชบัญหญัติพระราชกำหนดกฎหมายก็ดี  ท่านให้ลงโทษ 3 สถาน ๆ หนึ่งคือ ให้ฟันคอ ริบเรือน แล้วเอาบุตรภรรยาทรัพย์สิ่งของเปนหลวง 1 สถานหนึ่งคือให้ถอดออกจากราชการแล้วเอาตัวลงเกี่ยวหญ้าช้าง 1 สถานหนึ่งคือให้ทเวน 3 วัน แล้วให้เสียบเปนไว้ 1  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กำหนดโทษเกี่ยวกับข้าราชการที่กดขี่ราษฎรและกำหนดโทษไว้อย่างรุนแรง เช่น ริบราชบาตรแล้วเอาตัวลงเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ตระเวนประจานแล้วใส่ตรุไว้ 1-2-3 เดือน ให้ฟันคอริบเรือน ให้ปรับไหมจตุรคูณหรือทวิคูณ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
กำหนดโทษเกี่ยวกับการเบียดบังคนแลส่วยอากรของหลวงเป็นของตน เช่น ผู้ใดบังอาจเบียดบังช้างม้าข้าคนเงินทองส่วยสาอากร  บันดาจเข้าพระคลังหลวงแลเอาไปซื้อขายไม่รู้บาญชีฎีกาก็ดี แลมีผู้รู้เห็นหมิได้พิดทูลเปนใจด้วยกันก็ดี ท่าให้ไต่สวน เปนสัจแท้ ท่านให้เอาตัวผู้บังอาจและผู้รู้เห็นเป็นใจต้องในรวางบังอาจ์ ท่านให้ลงโทษ 6 สถาน คือ  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
- ให้ฟันคอริบเรือน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
- ให้ใส่จำตรุไว้ริบราชบาตรแล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
- ให้ทวนด้วยลวดหนัง 50 ที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ให้จำไว้เดือนหนึ่งแล้วเอาตัวถอดลงเป็นไพร่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
- ให้ไหมจัตุรคูณ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
- ให้ไหมทวีคูณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กำหนดโทษของการเอาข้าและไพร่หลวงไปใช้ เช่น ผู้ใดเป็นข้าอยู่ในแผ่นดินท่าน แลมิได้กลัวในพระราชอาญา เอาข้าแลไพร่หลวงซึ่งท่านได้ใช้ราชการนั้นไปไว้ ว่าเป็นข้าคนของตนเองก็ดี แลไพร่หลวงโจทไปเปนข้ากรมอื่นก็ดี พิจารณาเปนสัจท่าน ให้ลงโทษ 4 สถาน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ให้ริบเอาทรัพย์สิ่งสินแล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ให้ไหมทวีคูณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ให้ไหมลาหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ให้จำไว้แล้วทวนด้วยลวดหนัง 25 ที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;2.กฎหมายลักษณะกระบดศึก&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &lt;br /&gt;
	เพื่อป้องกันมิให้หัวเมืองชั้นเอก ซึ่งเป็นขุนนางที่มีอำนาจและอยู่ในหัวเมืองที่ห่างไกลทำการกบฏ จึงมีการกำหนดโทษที่รุนแรง สำหรับข้าราชการที่มีศักดินา 800 – 10,000 เช่น ..ผู้ใดใจใหญ่ใฝ่สูงศักดิ์ มันกระบถประทศร้าย จะต่ำพระองคลดลงจากกำภูฉัตร อนึ่งทำร้ายพระองคด้วยโหรายาพิศ และด้วยเครื่องสาตราสรรพยุทให้ถึงสิ้นพระชนม์ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวให้ผุ้ใดไปรั้งเมืองครองเมืองแลมิได้เอาสุวรรณบุปผาเข้ามาบังคมถวายแลแขงเมือง  อนึ่งผู้ใดเอาใจใส่ไปแผ่เผื่อข้าศึกศัตรู นัดแนะให้เข้ามาเบียดเบียนพระนครขอบขันทเสมาธานีน้อยใหญ่ อนึ่งผู้ใดเอากิจการบ้านเมืองอลกำลังเมืองแจ้งให้ข้าศึกฟัง ถ้าผู้ใดกระทำดั่งกล่าวมานี้ โทษผู้นั้นเปนอุกฤษฐโทษ 3 สถาน ๆ หนึ่ง ให้ริบราชบาทฆ่าเสียให้สิ้นทังโคตร สถานหนึ่ง ให้ริบราชบาทฆ่าเสีย 7 ชั่วโคตร สถานหนึ่ง ให้ริบราชบาตรแล้วให้ฆ่าเสีย โคตรนั้นอย่าให้เลี้ยงสืบไปเลย เมื่อประหารชีวิตรนั้น ให้ได้ 7 วันจึงให้สิ้นชีวิต เมื่อประหารนั้นอย่าให้โลหิตแลอาศภตกลงในแผ่นดิน ให้ใส่แพลอยเสียตามกระแสน้ำ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	การป้องกันมิให้เจ้าเมืองคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ เช่น ห้ามเจ้าเมืองทำตัวเทียมกษัตริย์ โดยให้มีการประโคมเวลาออกว่าราชการ ให้พระสงฆ์สวดชยันโต และเอามโหระทึกขึ้นคาน ต้องได้รับโทษสถานหนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในเวลามีทัพศึกถ้าปล่อยให้ข้าศึกกวาดต้อนผู้คนไปได้หรือไม่อยู่รักษาเมืองเป็นกบฏ จึงเป็นธรรมเนียมว่า เจ้าเมืองจะออกจากเมืองมาเข้ากรุงต้องมีท้องตราออกไปจากเมืองหลวงจึงจะเข้าไปได้และมีธรรมเนียมห้ามมิให้เจ้าเมืองไปมาหาสู่กันเพราะเกรงจะซ่องสุมผู้คน  &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;3.การติดต่อระหว่างราชธานีกับหัวเมือง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดต่อระหว่างราชธานีกับหัวเมืองจะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
(1) จากราชธานีถึงหัวเมือง จะใช้เอกสารที่เรียกว่าท้องตรา ซึ่งออกโดยอัครมหาเสนาบดีหรือเสนาบดีไปถึงเจ้าเมือง ท้องตราจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลต่างๆ เช่นเรียกให้ข้าราชการมาถือน้ำพระพิพัฒน์ สัตยา เรียกหาสิ่งของมาใช้ในราชการให้หาเสบียงสำหรับกองทัพ การเกณฑ์เลก ภาษีอากร รายงานน้ำฝนต้นข้าว คือรายงานสภาพผลผลิตทางการเกษตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชกำหนดปกครองหัวเมืองกำหนดว่า ข้าราชการหัวเมือง ถ้าเดินทางเข้ากรุงโดยไม่มีท้องตราเรียกเป็นโทษประหาร ถึงมีท้องตราเรียกตัวทางหัวเมืองยังมิได้ได้รับท้องตราให้เรียบร้อย แต่เข้ามาก่อนก็ต้องพระราชอาญาให้เฆี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเปิดอ่านท้องตราต้องเปิดต่อหน้ายกกระบัตร เจ้าเมืองต้องตรวจท้องตราว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้วจึงปฏิบัติตาม ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องให้ส่งคืนเมืองหลวงพร้อมกับชี้เหตุแห่งความไม่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) หนังสือรายงานจากหัวเมืองถึงราชธานีเรียกว่าใบบอก พระราชกำหนดปกครองหัวเมืองกำหนดว่า เจ้าเมืองต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองถ้าเห็นเหลือกำลังให้มีใบบอกรายงานเสนาบดีให้นำความขึ้นกราบบังคมทูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระบบการปกครองโดยการแบ่งหัวเมืองออกเป็นชั้นๆ ได้สิ้นสุดลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเปลี่ยนเป็นการจัดระบบมณฑลเทศาภิบาลเริ่มต้นอย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2437  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;กฎหมายตราสามดวง เล่ม 4&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; , กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2506.&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ, &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับกระทรวงมหาดไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน ,2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม .&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ชีวิตในประวัติศาสตร์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. (กรุงเทพมหานคร : วัชรินทร์การพิมพ์,2525)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน.&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การเมืองการปกครองของไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;.(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2553)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี, &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;, กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เอกสารอ่านเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี,&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม .&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ชีวิตในประวัติศาสตร์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. (กรุงเทพมหานคร : วัชรินทร์การพิมพ์,2525)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน.&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การเมืองการปกครองของไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;.(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2553)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
</feed>