<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7</id>
	<title>สิทธิสตรีในสมัยรัชกาลที่ 7 - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-21T09:36:51Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7&amp;diff=16311&amp;oldid=prev</id>
		<title>Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &quot;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร  &#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ   &#039;&#039;&#039;&lt;big&gt;สิทธิสตรีในสมัยรัชกาลที่ 7&lt;/big&gt;&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;&#039;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&#039;&#039;&#039; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร...&quot;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7&amp;diff=16311&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2025-06-19T08:10:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ   &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;lt;big&amp;gt;สิทธิสตรีในสมัยรัชกาลที่ 7&amp;lt;/big&amp;gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;             &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;      ร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;lt;big&amp;gt;สิทธิสตรีในสมัยรัชกาลที่ 7&amp;lt;/big&amp;gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;รัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2477) เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากระบอบ[[สมบูรณาญาสิทธิราชย์]]มาเป็นระบอบ[[ประชาธิปไตย]] แม้ว่ายุคสมัยนี้เริ่มมีการพัฒนาการของเรื่องสิทธิสตรีบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงตั้งอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน นั่นคือ ผู้หญิงถูกครอบงำโดยผู้ชายซึ่งมีอำนาจเหนือกว่า สถานภาพของสตรีในช่วงทศวรรษดังกล่าว บ่งชี้ถึงความก้าวหน้าทางสังคมอย่างหนึ่งก็คือ เสรีภาพด้านการศึกษา มีการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่สตรีอย่างมาก สตรีเริ่มเข้าศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเข้ารับการฝึกหัดเป็นนักวิชาชีพ เช่น ด้านกฎหมาย ซึ่งแต่ก่อนนี้ยังสงวนไว้สำหรับบุรุษเท่านั้น นอกจากนั้นสตรียังสามารถเข้าชิงทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ถึงกระนั้นก็ยังมีความแตกต่างกันมากระหว่างสตรีชนชั้นสูงกับผู้หญิงชาวบ้าน แม้ว่าจะมีชนชั้นกลาง คือ สตรีนักวิชาชีพเพิ่มขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ผู้หญิงที่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างดูจะมีเสรีภาพมากทีเดียวในการที่จะเลือกว่าจะมีวิถีชีวิต (lifestyles) เช่นใด เราจะเห็นเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบประเพณีหรือชุดกระโปรงแบบตะวันตก และสำหรับสตรีชั้นสูงขึ้นมา การสวมถุงน่องและรองเท้า หญิงชนชั้นกลางระดับล่างเหล่านั้นทำงานในสำนักงาน ร้านค้า โรงพยาบาล ฯลฯ ส่วนที่เป็นชนชั้นสูงขึ้นมาก็เริ่มเป็นนักวิชาชีพ เช่น ทนายความ ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล ตลอดจนนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในช่วงเวลานั้น สตรีไทยทุกสถานภาพทางสังคมมีเสรีภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ของสตรีทั่วไปในเอเชีย เสรีภาพที่จะเลือกการแต่งกาย การเข้ารับการศึกษา และการเข้าสู่อาชีพใดนี้ไม่ได้เป็นเพราะเป็นผลจากตะวันตกเท่ากับเป็นวิวัฒนาการมาจากค่านิยมในสยามแต่เดิม แน่นอนว่า ผู้หญิงไทยยังคงห่างไกลความเสมอภาคกับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม เสรีภาพในการเปรียบเทียบนี้ หญิงไทยมีนั้นนับว่าน่าสังเกตในวัฒนธรรมเอเชียในทศวรรษที่ 1920&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ผลจากวิวัฒนาการสู่ความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ก็คือ การให้คุณค่าแก่ค่านิยมตามยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการแต่งงาน (มีคู่ครอง) เมื่อคนไทยรับรู้ว่าตะวันตกเห็นว่าการมีเมียหลายคนเป็นสิ่งล้าหลังป่าเถื่อน ชนชั้นนำของไทยจึงเริ่มมีภรรยาเพียงคนเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้นำในระบบ “&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผัวเดียวเมียเดียว&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;” โดยพระราชจริยาวัตรก็ทรงมีพระมเหสีเพียงพระองค์เดียวและไม่ทรงมีพระสนมนางในใดใดเลย ผู้ที่สนับสนุนระบบผัวเดียวเมียเดียวได้แก่ ปัญญาชนชายที่มีค่านิยมในระบบครอบครัวแบบตะวันตก รวมทั้งกลุ่มสตรีหัวก้าวหน้า อันเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาแบบใหม่ อันเป็นกรอบคิดแบบตะวันตกและถูกยกเป็นวัฒนธรรมแห่งชาติของไทยในเวลาต่อมา กล่าวคือในทศวรรษ 2480 &amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt; ผัวเดียวเมียเดียวเป็นอุดมคติที่ผนวกเข้าไปในโครงการสร้างชาติ โดย[[จอมพล แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;การพัฒนาสิทธิสตรีในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนและเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;1. การศึกษาและการทำงานของสตรี (Education and Employment) มีการขยายโอกาสทางการศึกษา การเปิดโรงเรียนสตรีและส่งเสริมให้สตรีได้เรียนในระดับสูงขึ้นรวมถึงการเปิดโรงเรียนเฉพาะทางสำหรับสตรี เช่น โรงเรียนฝึกหัดครู แพทย์ พยาบาลและการผดุงครรภ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2. เปิดโอกาสให้สตรีเข้าร่วมในภาคแรงงานและการอุตสาหกรรม อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้สตรีมีโอกาสในการทำงานมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคการบริการ การค้าขายและงานราชการมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;3. กฎหมายและนโยบายที่สนับสนุนสิทธิสตรีใน พ.ศ. 2470 รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้มีการยกร่างกฎหมายครอบครัวขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ร่างพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;” แม้ว่าจะไม่ได้มีความแตกต่างจากรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 มากนัก อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงเรื่องการร่างพระราชบัญญัติใน พ.ศ. 2471 ให้ความสำคัญต่อการเรียกร้องระบบผัวเดียวเมียเดียวมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;สภากรรมการองคมนตรีอันเป็นสภาที่รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใหม่เพื่อทดลองการประชุมแบบรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2471 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว เป็นครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้เสนาบดีทุกคนทบทวนเรื่องการมีภรรยาคนเดียวหรือหลายคน ผลปรากฏว่า ในเสนาบดี 14 คน สนับสนุนระบบเมียเดียวเพียง 6 คน และอีก 8 คน สนับสนุนระบบหลายเมีย ข้อถกเถียงดังกล่าวยังคงมีเรื่อยมาจนนำมาสู่จุดเร่มต้นของการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2473 บัญญัติให้มีการจดทะเบียนสมรส หย่า และรับรองบุตร&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt; กล่าวได้ว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่รับรองสถานะหญิงที่เป็นภรรยาด้วยทะเบียนสมรส เพื่อปรับปรุงการจัดการด้านการสมรส การหย่า และการรับรองบุตร ทว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงค่านิยมดั้งเดิมมิใช่เรื่องง่าย ๆ ทรงใช้วิธีการโดยละมุนละม่อมโดยการตราพระราชบัญญัตินี้ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2473 และให้มีผลบังคับใช้ใน วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 คือ อีกสองปีต่อมา พระราชบัญญัตินี้ระบุให้มีการจดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่า และการจดทะเบียนการรับรองบุตรเพื่อทดแทนธรรมเนียมเดิม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลของ[[คณะราษฎร]]ได้นำสาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้มารวมไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพที่ 5 ว่าด้วยเรื่องครอบครัวและประกาศใช้ เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2478 สร้างความมั่นคงและความเท่าเทียมกันในครอบครัวมาจนปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;จากการศึกษาพบว่า รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการบุกเบิกพัฒนาสิทธิสตรีในประเทศไทย และมีลักษณะสำคัญที่สุดของแนวพระราชดำริเกี่ยวกับสังคมไทยก็คือ มุ่งที่จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความก้าวหน้าตามแบบตะวันตก และทรงตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานทางสังคมไทย โดยทรงมุ่งที่จะคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;lt;big&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/big&amp;gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณพล จันทน์หอม. พัฒนาการของกฎหมายครอบครัว ว่าด้วยเงื่อนไขการสมรส. รายงานผลการวิจัยเสนอต่อ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า, 2562.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชกิจจานุเบกษา “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พุทธศักราช 2473” ลง วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 เล่มที่ 47. ประกาศมา ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ. ผัวเดียวเมียเดียว อาณานิคมครอบครัวในสยาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2561.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Joseph J. Wright, Jr. The Balancing Act, A History of Modern Thailand, 1991.&lt;br /&gt;
----[1] Joseph J. Wright,Jr.The Balancing Act, A History of Modern Thailand, 1991. P. 30. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ. ผัวเดียวเมียเดียวอาณานิคมครอบครัวในสยาม กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2561. หน้า 244.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ดูรายละเอียดได้ใน ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 เล่มที่ 47 หน้า 399-414.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
</feed>