<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_%28Post-Election_Culture%29</id>
	<title>วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture) - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_%28Post-Election_Culture%29"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_(Post-Election_Culture)&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-07T22:34:33Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_(Post-Election_Culture)&amp;diff=16473&amp;oldid=prev</id>
		<title>Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &quot;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย  &#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต   == &#039;&#039;&#039;วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)&#039;&#039;&#039; == การเลือกตั้งใน...&quot;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_(Post-Election_Culture)&amp;diff=16473&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2026-02-13T08:04:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต   == &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; == การเลือกตั้งใน...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Culture)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ==&lt;br /&gt;
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เป็นเพียงการสิ้นสุดของการแข่งขันเพื่อเข้าสู่อำนาจ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางการเมืองที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยพลวัตในตัวของมันเอง ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งจึงเป็นดั่ง &amp;quot;พื้นที่ทางการเมือง&amp;quot; ที่ซึ่งบรรทัดฐาน ความเชื่อ และแบบแผนพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมือง (political actors)  ทั้งฝ่ายผู้ชนะ ผู้แพ้ สถาบันทางการเมือง และมวลชน จะปรากฏและปะทะสังสรรค์กันอย่างเข้มข้น ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเรียกว่า &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้ง&amp;quot; (Post-Election Culture)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ซึ่งในบริบทของการเมืองไทย วัฒนธรรมดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัวที่สะท้อนถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ปัญหาความไว้วางใจในสถาบัน และการต่อสู้เพื่อนิยาม &amp;quot;ความชอบธรรม&amp;quot; ที่มิได้จบลงที่คูหาเลือกตั้ง หากแต่ดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด บทความนี้จะวิเคราะห์องค์ประกอบและพลวัตของวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย โดยชี้ให้เห็นว่ามันมิใช่เป็นเพียงผลสะท้อนของประชาธิปไตยที่ยังไม่ลงหลักปักฐาน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หมุนวนกลับมาบั่นทอนเสถียรภาพและขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;องค์ประกอบที่ 1: การไม่ยอมรับผลและความเปราะบางของ &amp;quot;ผู้ชนะ&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ===&lt;br /&gt;
ลักษณะประการแรกและเด่นชัดที่สุดในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย คือ &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สภาวะที่ผู้ชนะไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์ และผู้แพ้มักไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษณี&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; (The winner cannot claim a full mandate, and the loser rarely concedes gracefully) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีรากฐานมาจากสภาวะ &amp;quot;ไม่ไว้วางใจ&amp;quot; (distrust) ที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ทั้งความไม่ไว้วางใจต่อตัวนักการเมือง, พรรคการเมือง, และที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่ไว้วางใจต่อองค์กรผู้จัดการเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม[1] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง ฝ่ายที่พ่ายแพ้หรือไม่ได้จำนวน ส.ส. ตามที่คาดหวังมักจะตั้งคำถามต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้งทันที ข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง, การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ, หรือความผิดปกติในการนับคะแนนกลายเป็นวาทกรรมหลักที่ถูกผลิตซ้ำโดยพรรคการเมืองและสื่อมวลชนที่สนับสนุนตน เพื่อลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายผู้ชนะ ในทางกลับกัน ฝ่ายผู้ชนะ แม้จะได้รับเสียงข้างมาก ก็มักจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การ &amp;quot;สอย&amp;quot; ส.ส. หรือแม้กระทั่งการยุบพรรคในภายหลัง ชัยชนะที่ได้มาจึงเป็นชัยชนะที่เปราะบางและไม่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสภาวะที่เรียกว่า &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;การเมืองที่ไม่รู้จักจบ&amp;quot; (Unending Politics)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; กล่าวคือ การเลือกตั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกยุติความขัดแย้ง (conflict-resolution mechanism) ตามอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นเพียงการเริ่มต้นของสมรภูมิรบอีกรูปแบบหนึ่งที่ย้ายจากเวทีหาเสียงไปสู่เวทีทางกฎหมายและมวลชน[2] วัฒนธรรมเช่นนี้บั่นทอน &amp;quot;ความศักดิ์สิทธิ์&amp;quot; ของการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชน และเปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบได้โดยง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;องค์ประกอบที่ 2: &amp;quot;รัฐบาลผสม&amp;quot; และวัฒนธรรมการต่อรองเชิงอำนาจ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ===&lt;br /&gt;
ระบบการเลือกตั้งของไทยที่มักนำไปสู่การจัดตั้ง &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;รัฐบาลผสม (Coalition Government)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ได้สร้างวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งที่มีลักษณะเฉพาะตัว นั่นคือ &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;กระบวนการต่อรองที่ยืดเยื้อและซับซ้อน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับ &amp;quot;โควต้า&amp;quot; และ &amp;quot;การจัดสรรอำนาจ&amp;quot; มากกว่า &amp;quot;อุดมการณ์&amp;quot; หรือ &amp;quot;นโยบาย&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน[3] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงสุญญากาศหลังการเลือกตั้งจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;ตลาดนัดการเมือง&amp;quot; (Political Marketplace)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ที่ซึ่งพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กกลายเป็นตัวแปรสำคัญ และมักเกิดปรากฏการณ์ &amp;quot;งูเห่า&amp;quot; หรือการย้ายขั้วของนักการเมืองเพื่อแลกกับตำแหน่งหรือผลประโยชน์ส่วนตน การเจรจาต่อรองมักเกิดขึ้นใน &amp;quot;พื้นที่สีเทา&amp;quot; นอกเหนือสายตาของสาธารณชน วัฒนธรรมเช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ 3 ประการคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.     &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ลดทอนความหมายของคะแนนเสียง:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ประชาชนที่เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งโดยยึดโยงกับจุดยืนและนโยบายที่ประกาศไว้ อาจพบว่าพรรคที่ตนเลือกกลับไปร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองตรงข้าม ทำให้เจตจำนงที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งถูกบิดเบือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.     &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สร้างความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รัฐบาลผสมที่เกิดจากการต่อรองเชิงผลประโยชน์ มักมีความเปราะบางและง่ายต่อการล่มสลายเมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดสรรอำนาจหรือผลประโยชน์ไม่ลงตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.     &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เปิดช่องให้กลุ่มอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามามีอิทธิพล:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; การต่อรองที่ยืดเยื้อและไม่แน่นอน ทำให้กลุ่มทุน, ข้าราชการระดับสูง, หรือแม้กระทั่งกองทัพ สามารถเข้ามามีบทบาทเป็น &amp;quot;ตัวกลาง&amp;quot; หรือ &amp;quot;ผู้ชี้ขาด&amp;quot; ในการจัดตั้งรัฐบาลได้[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัฒนธรรมการสร้างรัฐบาลผสมในลักษณะนี้ จึงไม่ได้สะท้อนฉันทามติของสังคม แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนของการประนีประนอมเชิงอำนาจของชนชั้นนำทางการเมือง ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกแยกและสิ้นหวังต่อกระบวนการทางการเมืองในระบบรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;องค์ประกอบที่ 3: ตุลาการภิวัตน์และการใช้ &amp;quot;กฎหมาย&amp;quot; เป็นเครื่องมือทางการเมือง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ===&lt;br /&gt;
อีกหนึ่งมิติที่เด่นชัดอย่างยิ่งในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทยร่วมสมัยคือปรากฏการณ์ &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;ตุลาการภิวัตน์&amp;quot; (Judicialization of Politics)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ซึ่งหมายถึงการที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ (โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง) เข้ามามีบทบาทชี้ขาดผลลัพธ์ทางการเมืองอย่างสูง[5] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการเลือกตั้ง ข้อพิพาททางการเมืองไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในรัฐสภา แต่ถูกส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบ การร้องเรียนเรื่องคุณสมบัตินักการเมือง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของนโยบาย หรือการยุบพรรคการเมือง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ฝ่ายต่าง ๆ ใช้เพื่อเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองนอกสนามเลือกตั้ง กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;Lawfare&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;หรือการทำสงครามผ่านช่องทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความเป็นการเมืองของสถาบันตุลาการถูกเปิดเผย:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; การตัดสินคดีทางการเมืองที่สำคัญหลายครั้ง     ถูกตั้งคำถามจากสาธารณชนถึงความเป็นกลางและความยุติธรรม     ทำให้ภาพลักษณ์ของสถาบันตุลาการในฐานะ &amp;quot;ผู้พิทักษ์กติกา&amp;quot;     ที่เป็นกลางสั่นคลอน     และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง&lt;br /&gt;
* &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;กติกาประชาธิปไตยอ่อนแอลง:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; เมื่อผลการเลือกตั้งสามารถถูกเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างได้โดยคำวินิจฉัยขององค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน     ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและหลักการเสียงข้างมากย่อมถูกกัดเซาะลง     ประชาธิปไตยจึงถูกทำให้เป็นเพียง &amp;quot;เรื่องทางเทคนิค&amp;quot; ของข้อกฎหมาย     มากกว่าจะเป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัฒนธรรมที่พึ่งพิงการวินิจฉัยจากศาลมากกว่าการหาข้อยุติในระบบรัฐสภาเช่นนี้ สะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันทางการเมืองจากการเลือกตั้ง และเป็นอาการของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่สามารถสร้างกลไกการจัดการความขัดแย้งภายในตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;องค์ประกอบที่ 4: การเมืองบนท้องถนนในฐานะ &amp;quot;ผู้ชี้ขาดสุดท้าย&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ===&lt;br /&gt;
เมื่อความไว้วางใจต่อกติกาในระบบ (ทั้งการเลือกตั้ง รัฐสภา และกระบวนการยุติธรรม) เสื่อมถอยลง &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;การเมืองบนท้องถนน&amp;quot; (Street Politics)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; หรือการเคลื่อนไหวของมวลชนจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทย[6] การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ แต่ได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;อำนาจตรวจสอบ&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; และในบางครั้งก็อ้างตนเป็น &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;ผู้ชี้ขาดสุดท้าย&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ที่มีความชอบธรรมเหนือกว่าผลการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ล้วนมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันคือ การปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และพยายามสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา การลาออกของนายกรัฐมนตรี หรือท้ายที่สุดคือการรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองบนท้องถนนในบริบทไทยจึงมีลักษณะพิเศษคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การอ้างความชอบธรรมทางศีลธรรม:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; กลุ่มผู้ชุมนุมมักอ้าง &amp;quot;ความดี&amp;quot; และ     &amp;quot;ศีลธรรม&amp;quot; ของฝ่ายตน เพื่อมาหักล้างความชอบธรรมเชิงปริมาณ     (จำนวนเสียง) ของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
* &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การเรียกร้องการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; บ่อยครั้งที่เป้าหมายสูงสุดของการชุมนุม     คือการสร้างสภาวะสุญญากาศหรือวิกฤตการณ์ที่รุนแรงพอที่จะ &amp;quot;เชิญ&amp;quot;     ให้ทหารหรือสถาบันตุลาการเข้ามาแทรกแซงเพื่อ &amp;quot;ยุติความขัดแย้ง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัฒนธรรมการเมืองบนท้องถนนเช่นนี้ ได้ตอกย้ำวงจรแห่งความขัดแย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้สังคมไทยติดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี&amp;quot; (Illiberal Democracy)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ที่ซึ่งมีการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม แต่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งนั้นสามารถถูกล้มล้างได้เสมอโดยพลังมวลชนที่ได้รับการหนุนหลังจากเครือข่ายอำนาจเก่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;บทสรุป: วัฒนธรรมหลังเลือกตั้งกับอนาคตประชาธิปไตยไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ==&lt;br /&gt;
โดยสรุป วัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งของไทยมีลักษณะที่โดดเด่น 4 ประการ คือ &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;(1) การปฏิเสธผลการเลือกตั้งและชัยชนะที่เปราะบาง (2) วัฒนธรรมการต่อรองเชิงอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลผสม (3) การใช้กฎหมายและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือชี้ขาดผลทางการเมือง และ (4) การเคลื่อนไหวของมวลชนบนท้องถนนในฐานะอำนาจชี้ขาดนอกระบบ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมร้อยกันภายใต้แกนกลางคือ &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;วิกฤตความไว้วางใจ&amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ต่อกติกาและสถาบันประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่อำนาจจากการเลือกตั้งต้องต่อสู้ช่วงชิงกับอำนาจจากโครงสร้างเดิมที่ไม่เคยหายไปไหน (เช่น กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุน)[7] การเลือกตั้งจึงกลายเป็นสมรภูมิที่อันตราย เพราะผู้ชนะอาจไม่ได้ปกครอง และผู้แพ้อาจไม่ต้องรอถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพื่อกลับสู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจะก้าวข้ามวัฒนธรรมหลังการเลือกตั้งที่บั่นทอนเช่นนี้ไปได้ สังคมไทยจำเป็นต้องเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่การจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่คือการสร้าง &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;ฉันทามติร่วมกัน&amp;quot; (Shared Consensus)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; เกี่ยวกับกติกาพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย นั่นคือการยอมรับว่า &amp;quot;ผลของเกม&amp;quot; (Outcome of the game) ที่มาจากกติกาที่ตกลงกันไว้นั้นมีความสำคัญ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ตาม การสร้างวัฒนธรรม &amp;quot;การแพ้-ชนะอย่างมีเกียรติ&amp;quot; (Winning and losing gracefully) และการฟื้นฟูความไว้วางใจต่อสถาบันในระบบรัฐสภาให้กลับคืนมา จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด หากประเทศไทยต้องการที่จะหลุดพ้นจากวงจรแห่งความขัดแย้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;อ้างอิง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
----[1] อเนก เหล่าธรรมทัศน์, 2556. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สองนคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย.&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ. คบไฟ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] McCargo, D., 2005. “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;The Pacific Review,&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; 18(4), pp. 499–519.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Siripan Nogsuan Sawasdee, 2019. “Electoral integrity and the repercussions of institutional manipulations: The 2019 general election in Thailand,” &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;Asian Journal of Comparative Politics,&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; 5(1), pp. 52-68. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1177/2057891119892321&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Prajak Kongkirati, 2024. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;Thailand: contestation, polarization, and democratic regression.&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; Cambridge, U.K. Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Khemthong Tonsakulrungruang, 2017. “Entrenching the Minority: The Constitutional Court in Thailand&amp;#039;s Entrenching the Minority: The Constitutional Court in Thailand&amp;#039;s Political Conflict,” &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;Washington International Law Journal,&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; 26 (2), pp. 247-267.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] Prajak Kongkirati, 2024.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Phongpaichit, P., &amp;amp; Baker, C., 2004. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;Thaksin: The Business of Politics in Thailand (2nd ed.).&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; Chiang Mai. Silkworm Books.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
</feed>