<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3</id>
	<title>รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-11T16:35:56Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16518&amp;oldid=prev</id>
		<title>Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &quot;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข&#039;&#039;  &#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ----&#039;&#039;&#039;รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&#039;&#039;&#039;           เมื่อรัฐสภาได้...&quot;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16518&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2026-04-09T03:51:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;           เมื่อรัฐสภาได้...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร. สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เมื่อรัฐสภาได้รับการก่อตั้งขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้วนั้น ในระยะแรก จำเป็นต้องมีกลุ่มบุคคลทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภา โดยเฉพาะการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในระบอบเก่าที่พร้อมจะใช้กำลังในการต่อต้านระบอบการปกครองใหม่อยู่เสมอ กลุ่มบุคคลที่สามารถทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองรัฐสภาภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คือทหารที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมกำลังพลขนาดใหญ่ โดยเหตุผลข้างต้น ในกลุ่มสมาชิกของคณะราษฎรซึ่งเป็นกลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงมีสมาชิกฝ่ายทหารที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาและในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจกล่าวได้ว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความชิ้นนี้ จะให้ข้อมูลในเชิงประวัติศาสตร์โดยสังเขปถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร และการสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เส้นทางในการพัฒนารัฐสภาไทย มิได้มีความราบรื่นมากนัก กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมที่เคยมีอำนาจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังคงพยายามขัดขวางการปกครองในระบอบใหม่ ในรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมพยายามคัดค้านและคอยจับผิดนโยบายต่าง ๆ ของคณะราษฎร ขณะที่นอกรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมได้มีการจัดตั้งกลุ่มลับเพื่อรอจังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนทันทีหากคณะราษฎรเสนอนโยบายที่ขาดความชอบธรรม และในที่สุด โอกาสของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็มาถึงใน พ.ศ.2476 เมื่อปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎร เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้รับอิทธิพลจากคอมมิวนิสต์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีผู้มีแนวความคิดสนับสนุนกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทั้งยังเริ่มขจัดอำนาจของคณะราษฎร โดยปรีดีถูกเนรเทศให้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ถึงแม้พระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหาร จะสามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2476 แต่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลับนำกองทัพก่อรัฐประหารเพื่อเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในทางการเมืองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง สมาชิกกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมถูกรัฐบาลพระยาพหลฯ ตัดสินลงโทษตามกฎหมายเป็นจำนวนหลายราย[1] อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทลงโทษในครั้งนี้ จะทำให้สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมสงบลงไปบ้าง แต่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม จึงสร้างปัญหาให้แก่การพัฒนาระบบรัฐสภาของคณะราษฎรเป็นอย่างมาก ในที่สุดแล้ว สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารจึงมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช พันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) ซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดเห็นว่าหากจะเปรียบเทียบความมั่นคงระหว่างกองทัพและสถาบันอื่นเช่นรัฐสภาแล้ว กองทัพถือว่ามีความมั่นคงมากที่สุด ขณะที่รัฐสภาอาจถูกล้มเลิกด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ กองทัพจึงต้องมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วย[2] การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหารอย่างพระยาพหลฯ ระหว่าง พ.ศ.2476-2481 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ระหว่าง พ.ศ.2481-2487  ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงสภาวการณ์ดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากปัจจัยเรื่องกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนเสริมอีกสองประการที่สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารมักใช้เป็นเหตุผลในการมีบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย ประการที่หนึ่งคือ การอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบตามผู้นำ (Guided Democracy) ไปพลางก่อน กล่าวคือ เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยังต้องพึ่งพาการชี้นำของผู้นำกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองใหม่ในสังคมไทย ประชาชนจึงยังต้องได้รับการศึกษาและประสบการณ์อีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง[3] ดังเห็นได้จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 65 ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาภาคบังคับขั้นต่ำไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดก่อน ทั้งนี้ ในเวลาต่อมา ได้มีการขยายระยะเวลาออกเป็นไม่เกิน 20 ปีด้วย[4] ขณะที่ปัจจัยประการที่สองคือ บริบทของสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ.2482-2488) อันเป็นยุคสมัยที่ลัทธิชาตินิยมและลัทธิยกย่องผู้นำที่มีความเด็ดขาดโดยเฉพาะผู้นำด้านการทหาร ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ ส่งผลให้จอมพล ป. ใช้บริบทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองในรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลขึ้น จอมพล ป. ปราศรัยโดยยืนยันถึงความสำคัญในเรื่องการมีผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็งเด็ดขาดว่า &amp;#039;&amp;#039;“ญี่ปุ่นมีเครื่องยึดมั่นอยู่คือพระเจ้าแผ่นดินของเขา ของเราไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดที่แน่นอน ที่มีอยู่คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ชาติก็ยังไม่มีตัวตน ศาสนาก็ไม่ทำให้คนเลื่อมใสถึงยึดมั่น พระมหากษัตริย์ยังเป็นเด็กเห็นแต่รูป รัฐธรรมนูญก็เป็นสมุดหนังสือ เวลาบ้านเมืองคับขันจะเอาอะไรเป็นเครื่องยึดไม่ได้ ผมจึงให้ตามนายกรัฐมนตรี”&amp;#039;&amp;#039;[5]   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เมื่อจอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อ พ.ศ.2481 ถือเป็นช่วงที่คณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอย่างสูงเด่นกว่าที่ผ่านมา ทั้งยังส่งผลให้อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารกลับอยู่เหนือกว่าอำนาจของฝ่ายรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากที่จอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เพียง 1 เดือน ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตั้งศาลพิเศษเพื่อคุมตัวและตัดสินลงโทษนักโทษทางการเมืองจำนวน 51 คน ในข้อหากบฏ ซึ่งมีทั้งเชื้อพระวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกคณะราษฎร ส่งผลให้มีการประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองมากถึง 18 ราย จำคุกตลอดชีวิต 25 ราย และเนรเทศให้ไปอยู่ต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองของผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหารที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือสถาบันทางการเมืองทั้งหลายในขณะนั้น[6]     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2484 จอมพล ป. นำพาประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น (ฝ่ายอักษะ) ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนนำโดยปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายเข้าร่วมสงคราม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถทัดทานจอมพล ป. ได้ ปรีดีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภายอมรับให้ไทยเข้าร่วมสงคราม บุคคลที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมกับปรีดี อาจถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น นายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 เป็นต้น ทั้งนี้ ปรีดีได้ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศของรัฐสภาในขณะนั้นว่าแทบไม่มีผู้แทนราษฎรคนใดกล้าคัดค้านรัฐบาล การลงมติใด ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก[7]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากนั้น จอมพล ป. ยังสามารถแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของรัฐสภาได้อีกด้วย กรณีตัวอย่างสำคัญก็คือการแทรกแซงการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้ง นายทวี บุณยเกตุ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายควง อภัยวงศ์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ จอมพล ป. ซึ่งมีความขัดแย้งกับบุคคลทั้งสองมาก่อน ไม่เสนอแต่งตั้ง และขอให้มีการเลือกใหม่ทั้งสองตำแหน่ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งคัดค้าน แต่ในที่สุด รัฐสภาก็ต้องยอมตามความต้องการของจอมพล ป. โดยให้มีการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ซึ่งเป็นบุคคลที่จอมพล ป. เห็นว่าไม่สร้างปัญหาต่อนโยบายของรัฐบาล[8]  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาก็สิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.2487 กล่าวคือ ภายหลังจากที่ปรีดีได้จัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านนโยบายการเข้าร่วมสงครามของรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์ที่จะโค่นล้มอำนาจเผด็จการของรัฐบาลจอมพล ป. ด้วยนั้น ปรีดีแสวงหาแนวร่วมหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทหารเรือ และรวมไปถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมที่มีความแค้นเคืองจอมพล ป. จากการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อลงโทษพวกตนมาก่อน จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2487 ขบวนการเสรีไทยจึงประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มปรีดี สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาเพื่อลงมติไม่เห็นชอบต่อพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ.2487 อันเป็นข้อเสนอของรัฐบาลที่ขออนุมัติให้กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นพระราชบัญญัติเพื่อย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมพล ป. ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการเสรีไทยใช้โอกาสนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลและขจัดอำนาจของจอมพล ป. โดยมีการแต่งตั้ง นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง และโดยเหตุนี้ อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาจึงหมดลงไปด้วย และกลายเป็นยุคสมัยของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่มีปรีดีเป็นแกนนำสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากความร่วมมือกันในขบวนการเสรีไทยเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. ส่งผลให้หลังจากการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ปรีดีจึงได้เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอีกครั้ง ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมจึงใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความชอบธรรมของคณะราษฎรอีกครั้ง รัฐบาลกลุ่มปรีดีถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมในภาวะหลังสงคราม รวมถึงการถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องการสวรรคตอย่างเป็นปริศนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2489 การสูญเสียความชอบธรรมนี้ ส่งผลให้ พลโทผิน ชุณหะวัณ พร้อมด้วยการสนับสนุนของกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของคณะราษฎร ถึงแม้จะมีการนำจอมพล ป. กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่จอมพล ป. ก็ไม่มีอำนาจเหมือนดังแต่ก่อน ต้องพึ่งพาอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร ขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น สามารถร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ขจัดอำนาจของกลุ่มการเมืองปรีดีที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ และรวมถึงการสร้างความทรงจำใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: มติชน. หน้า 188-191.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. หน้า 196.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, 2544. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ การเมืองไทยสมัยใหม่&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 90-91.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. มาตรา 65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประวัติการเมืองไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 187.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6]  ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประวัติการเมืองไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. หน้า 190-193.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 147.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. หน้า 144-146.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ณัฐพล ใจจริง, 2556. &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ.2475-2500)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน. หน้า 41-62.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
</feed>