<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%28%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%29</id>
	<title>ประชามติ(รศ.ดร.ปธาน) - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%28%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%29"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4(%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99)&amp;action=history"/>
	<updated>2026-05-19T05:30:51Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4(%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99)&amp;diff=1894&amp;oldid=prev</id>
		<title>Panu เมื่อ 09:46, 21 กรกฎาคม 2552</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4(%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99)&amp;diff=1894&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2009-07-21T09:46:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความหมายของประชามติ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชามติ หรือ Referendum หมายถึง เป็นกระบวนการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองผ่านการออกเสียงลงคะแนนว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อมาตรการหรือคำเสนอของรัฐ หรือต่อสิ่งที่เกิดจากความคิดริเริ่มของประชาชน นิยมใช้เป็นที่เข้าใจว่า หมายถึง การออกเสียงแสดงประชามติต่อเรื่อง กล่าวคือ การออกเสียงของประชาชนต่อร่างกฎหมายหรือต่อเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญของประชาชน การประชามติต่อร่างกฎหมายอาจเป็นทั้งประชามติต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ประชามติต่อกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หรือจะกระทำในกฎหมายระดับท้องถิ่นก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชามติจะมีลักษณะต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจกำหนดรูปแบบ ผลผูกพันและระดับในการจัดทำประชามติแตกต่างกันได้ เช่น อาจกำหนดให้ผลของประชามติมีผลเป็นข้อผูกมัดรัฐบาลให้ต้องผูกพันตามผลของประชามติ หรือกำหนดให้ผลของประชามติเป็นเพียงการสอบถามความเห็นจากประชาชนก่อนการดำเนินการ เสมือนเป็นการให้คำปรึกษาแก่รัฐบาล(consultative referendum)ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีประชามติต่อบุคคล หรือ plebiscite ซึ่งมีรากฐานมาจากภาษาลาติน (Latin) ที่เรียกว่า Plebiscita หมายถึง การลงคะแนนเสียง หรือการลงคะแนนชี้ขาด หมายถึงประชามติที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือหลักการอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลนั้น ๆ เสนอขึ้นมา  เป็นการขอให้ประชาชนแสดงความไว้ใจในตัวบุคคลใดหรือรับรองเห็นชอบในการกระทำของบุคคลนั้น	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การออกเสียงแสดงประชามติต่อตัวบุคคลนี้นิยมใช้ในผู้นำเผด็จการโดยเฉพาะช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น สมัยนโปเลียนของฝรั่งเศส หรือในอิตาลียุคฟาสซิสต์ อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั่วโลกเห็นว่า ระบบประชามติต่อตัวบุคคลทำให้ได้ความเห็นของประชาชนที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตัวบุคคลมาก และไม่ต้องการให้ผู้มีอำนาจใช้วิธีการดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันการสืบทอดอำนาจของตนเองหรือใช้เป็นเครื่องมือขับไล่บุคคลใดให้พ้นจากตำแหน่ง จึงไม่มีการนำมาใช้ในปัจจุบันอีก แต่ปัจจุบัน บางประเทศยังคงใช้คำว่า Plebiscite ในความหมายทำนองเดียวกับ Referendum&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;แนวคิดและที่มาของประชามติ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชามติมีรากฐานมาจากระบอบประชาธิปไตย (Democracy System) หรือระบอบการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งมีที่มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณหรือเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเธนส์ (Athens) และรัฐอื่น ๆ ของกรีกซึ่งเป็นรัฐที่มีประชาชนไม่มาก พลเมืองจึงเป็นผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง ต่อมา เมื่อสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองพัฒนา และมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ประชาธิปไตยโดยตรงจึงสูญหายไปและเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน ซึ่งมีแนวคิดว่า ประชาชนได้มอบอำนาจอธิปไตยของตนให้ผู้แทน และประชาชนจะใช้อำนาจอธิปไตยผ่านตัวแทนซึ่งผู้แทนจะต้องยังคงอยู่ใต้อาณัติของประชาชนด้วย ต่อมาระยะหลัง ได้มีการนำระบบการออกเสียงประชามติมาเป็นกระบวนการเสริมทฤษฎีตัวแทนของประชาชนดังกล่าว เนื่องจากองค์กรผู้แทนอาจใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงต่อเจตนารมณ์ ซึ่งระบบการออกเสียงประชามติจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองมากขึ้น นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory democracy)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยได้บัญญัติเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2492 โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ควรเพิ่มพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์กรณีไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมาย แต่สภายังคงยืนยันตามเดิม ให้ทรงสามารถนำร่างกฎหมายนั้นออกให้ประชาชนออกเสียงประชามติได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่า ไม่ควรให้ประชามติเกี่ยวกับการยับยั้งกฎหมายเพราะเกรงจะเกิดปัญหา จึงอภิปรายจนได้ข้อสรุปให้ทรงพระราชอำนาจเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแบบอย่างของหลายประเทศในขณะนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จวบจนถึงปัจจุบัน มีรัฐธรรมนูญจำนวน 7 ฉบับ ที่กำหนดให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตยได้ด้วยวิธีการออกเสียง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2511 พ.ศ. 2517 พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2539) พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2549 (ฉบับชั่วคราว) และฉบับปัจจุบัน คือ ฉบับ พ.ศ. 2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2511 และฉบับปี พ.ศ. 2517&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 3 ฉบับ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ว่า หากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยรัฐสภาและนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยฯ กระทบถึงประโยชน์ได้เสียสำคัญของประเทศ หรือประชาชนและทรงพระราชดำริเห็นสมควรให้ประชาชนได้วินิจฉัย พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะให้ประชาชนทั่วประเทศออกเสียงเป็นประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2539)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]]ในปี พ.ศ. 2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งสภา ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำการยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยได้มีการกำหนดไว้ให้ประชาชนสามารถออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หากรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญกระบวนการออกเสียงประชามติจึงไม่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้นำเรื่องระบบการออกเสียงประชามติ มาบัญญัติไว้อีกครั้งหนึ่งในมาตรา 214 โดยกำหนดเหตุที่จะต้องมีการออกเสียงประชามติไว้ว่าจะต้องเป็นกิจการในเรื่องที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้ และนอกจากนี้ ผลของการออกเสียงประชามติก็ไม่ผูกพันรัฐบาลที่จะต้องปฏิบัติตามเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ผลของการออกเสียงประชามติเป็นเพียงการให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรี เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2549 (ฉบับชั่วคราว)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ไว้ในมาตรา 29 - มาตรา 31 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดย ถ้าเห็นชอบ ก็ให้นำร่างดังกล่าวออกบังคับใช้ แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ก็ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี นำรัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่ง ออกมาใช้บังคับแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประชามติในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 (ฉบับปัจจุบัน)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ได้มีการกำหนดในมาตรา 165 กล่าวคือ กำหนดเหตุที่จะต้องมีการออกเสียงประชามติไว้ว่าจะต้องเป็นกิจการในเรื่องที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้ หรือเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ  โดยอาจจัดให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก หรือเป็นการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชามติ (Referendum) หมายถึง การที่รัฐบาลขอฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่า กระทบต่อสาธารณะ  การออกเสียงประชามติเป็นพฤติกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศได้บัญญัติไว้  เป็นการให้สิทธิเสรีภาพในการออกเสียงรับรองหรือคัดค้านในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย  เป็นผู้ตัดสินว่า ต้องการดำเนินการอย่างไรในประเด็นทางการเมืองนั้น เช่น การจะขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ให้การรับรองการออกเสียงประชามติว่าเป็นสิ่งชอบด้วยกฎหมาย  มีการเปิดโอกาสให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ดังที่บัญญัติไว้ว่า “มาตรา  214 ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของปะเทศชาติหรือประชาชน  นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้ ...”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักของการทำประชามติมีอยู่ 4 ประการ คือ&lt;br /&gt;
1. การออกเสียงประชามติเป็นการขอความเห็นจากประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
2. การออกเสียงประชามติอาจมีลักษณะเป็นการขอคำปรึกษาจากประชาชน แต่จะต้องไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลใดหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง&lt;br /&gt;
3. ประเด็นปัญหาที่เสนอขอความเห็นจากประชาชนในการออกเสียงประชามตินั้น ต้องเป็นประเด็นปัญหาที่แท้จริง&lt;br /&gt;
4. การออกเสียงประชามติที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบหรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายนั้น ต้องมีกฎหมายหรือร่างกฎหมายที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อประชาชนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.ปธาน  สุวรรณมงคล&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
</feed>