<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E</id>
	<title>ปฏิญญากรุงเทพ - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-08T08:44:46Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;diff=11226&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 07:06, 26 ธันวาคม 2557</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;diff=11226&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2014-12-26T07:06:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;amp;diff=11226&amp;amp;oldid=11015&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;diff=11015&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; พัชร์ นิยมศิลป   ----  &#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E&amp;diff=11015&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2014-12-03T10:05:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; พัชร์ นิยมศิลป   ----  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; พัชร์ นิยมศิลป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ศาสตราจารย์ ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ประวัติความเป็นมา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ภายหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตกเป็นอาณานิยมมหาอำนาจตะวันตก (ยกเว้นประเทศไทย) ได้รับการปลดปล่อยจากประเทศเจ้าอาณานิคมต่างๆ ประเทศเหล่านี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว สันติภาพที่ก็ยังหาได้เกิดขึ้นไม่ ทั้งนี้เนื่องจากเอกราชที่ได้รับมานั้นได้ก่อปัญหาต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะ ปัญหาเส้นแบ่งพรมแดน ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค ปัญหาจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์  หนึ่งในความพยายามที่จะรวมตัวกันระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการก่อตั้งกองกำลังซีโต้ (South East Asia Treaty Organization: SEATO) ซึ่งเป็นการร่วมตัวกันทางทหารเพื่อต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ตามแบบอย่างนาโต้ (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ในปี ค.ศ. 1954  อย่างไรก็ดีซีโต้ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นองค์กรระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากมีเพียงประเทศไทยและฟิลิปปินส์ที่เป็นพันธมิตรเหนี่ยวแน่นกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นสมาชิกซีโต้ ซีโต้ไม่ได้ร่วมประเทศสหพันธรัฐมาลายา(มาเลเซียและสิงคโปร์ในปัจจุบัน) ซึ่งข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับสหราชอาณาจักร ส่วนประเทศอินโดนิเซียก็ไม่ได้เข้าร่วมองค์การนี้เนื่องจากมีนโยบายไม่ผูกพันธมิตรทางทหารกับฝ่ายใด (No alliance system)  และอีกประการหนึ่งคือสมาชิกของซีโต้ก็มิได้จำกัดว่าต้องเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 จึงได้มีการจัดตั้งองค์การเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asia: ASA) โดยประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและสหพันฐรัฐมาลายาร่วมกันลงนามในปฎิญญากรุงเทพ 1961 ( The Bangkok Declaration of July 31, 1961) เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันรักษาสันติภาพเสรีภาพพร้อมทั้งพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจร่วมกัน ASA จึงไม่ใช่ข้อตกลงทางทหารเพียงอย่างเดียวเหมือน [[SEATO]] แต่ ASA ขยายความร่วมมือไปทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งต่อไปจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการจัดตั้งASEAN  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปี ค.ศ. 1963 สหพันฐรัฐมาลายา ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนิเซียได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรมาฟิลินโด (Maphilindo) เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะทำให้มีกระบวนการหารือ (mushawarah) และฉันทามติ (mufakat)  ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาตามคติของโลกมาเลย์ โดยประธานาธิปดีซูการ์โนของอินโดนิเซียได้คาดหมายว่า Maphilindo จะมีบทบาทในการส่งเสริมหลักการ “ทวีปเอเชียสำหรับชาวเอเชีย” เพื่อแก้ปัญหาและข้อพิพาทที่มีระหว่างชาวเอเชียขึ้น   กระนั้นองค์กรนี้กลับล้มเหลวเสียก่อนที่จะมีผลใดๆในทางปฎิบัติเนื่องจากประเทศสมาชิกไม่สามารถไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่างชาติได้ อีกทั้งประเทศอินโดนิเซียและฟิลิปปินส์ต่างไม่พอใจการที่สหพันธรัฐมาลายาผนวกเอาดินแดนซาร์บาร์และซาราวักแล้วตั้งเป็นประเทศมาเลเซีย ข้อพิพาททางดินแดนเหนือเกาะเบอร์เนียวจนเป็นผลให้อินโดนิเซียดำเนินนโยบายเผชิญหน้าทางทหาร (Konfrontasi) ต่อประเทศมาเลเซีย (รวมถึงสิงคโปร์ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐ) อินโดนิเซียกล่าวหาว่าการตั้งประเทศมาเลเซียเป็นรูปแบบใหม่ของการล่าอาณานิคมที่ดำเนินการโดยสหราชอาณาจักรและพันธมิตร (the Neo-colonialist Machination of Great Britain)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น ประเทศต่างๆในภูมิภาค ได้เริ่มเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน  โดยมีฐานความคิดมาจากการสร้างความมั่นคงทางการเมืองของภูมิภาค การกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพ การขจัดข้อพิพาทในภูมิภาค การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดำเนินการร่วมกันในรูปแบบของภูมิภาค ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อมูลพื้นฐานและความหมาย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) หรือ ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) นั้น เป็นปฏิญญาที่ได้มีการริเริ่มโดย ประเทศสมาชิก 5 ประเทศ คือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้มีการพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ในการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นนั้นมาจากการที่ประเทศอาณานิคมต่างๆได้รับเอกราชจากชาติตะวันตก ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความหวงแหนในอำนาจอธิปไตยซึ่งนำไปสู่ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อประเทศข้างเคียง เช่น ประเทศอินโดนีเซียได้ดำเนินนโยบาย Konfrontasi (1963-1966) ต่อประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์  ข้อพิพาทในเรื่องเขตแดน คือรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักระหว่างอินโดนิเซียกับมาเลเซีย หรือกรณีการพิพาทกันในเรื่องรัฐซาบาห์ระหว่าง มาเลเซียกับฟิลิปปินส์  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนี้[[พันเอก(พิเศษ) ดร. ถนัด  คอมันตร์]] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศไทยในขณะนั้น ได้เสนอให้มีเสนอการจัดตั้งสมาคมของภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาค โดยได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจากประเทศมาเลเซียและประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตสมาชิกองค์การอาสา ( Association for Southeast Asia: ASA) ร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนิเซียและสิงคโปร์มาหารือที่ประเทศไทย  การเจรจาในครั้งนั้นเป็นการเจรจากันแบบง่ายๆและเป็นกันเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวและความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างผู้นำประเทศ  ต่อมาได้มีการประชุมกัน ณ กระทรวงต่างประเทศ ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 8 สิงหาคม 1967 และได้ลงนามกันในปฏิญญากรุงเทพจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์อันเป็นความร่วมมือกันในระดับรัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเรียกว่า อาเซียน (ASEAN)  ปฏิญญากรุงเทพนี้เป็นเพียงเอกสารขนาดสองหน้าซึ่งไม่มีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นปฏิญญาสั้นๆ ที่ระบุเพียงเหตุผลและเป้าหมายในการจัดตั้งองค์กรเท่านั้น อย่างไรก็ดีต่อมาหลักการที่ได้ระบุไว้ในปฏิญญากรุงเทพก็ได้พัฒนาเป็นหลักการที่มีนัยสำคัญต่อสนธิสัญญาที่มีผลทางกฎหมายในภายหลัง อาทิ Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia 1976  Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone 1995 เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==  เป้าหมายและวัตถุประสงค์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิญญากรุงเทพ เกิดจากความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้ง ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดต่อกลุ่มประเทศสมาชิก  ซึ่งเป้าหมายสำคัญก็เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา การค้าขาย และในด้านอื่นๆ ให้กับประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์ทางด้านการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นในด้านทางการเมืองภายในหรือในทางระหว่างประเทศก็ตาม โดยใช้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม เป็นตัวนำการพัฒนาทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยในความเห็นของนาย อดัม มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศอินโดนีเซียในขณะการเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน ได้ให้ความเห็นว่า วิสัยทัศน์ของอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศต่างๆ ภายนอกภูมิภาค อันจะทำให้ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เนื้อหาและผลของปฏิญญา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปฏิญญากรุงเทพมีขึ้นเพื่อก่อตั้งสมาคมเพื่อองค์กรที่เสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยปฏิญญานี้ได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สำคัญไว้ 7 ประการ ได้แก่  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.พัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการพัฒนาในทางวัฒนธรรม อันเกิดมาจากความร่วมมือ และความพยายามร่วมกัน เพื่อให้เกิดรากฐานที่เข้มแข็งอันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและ เพื่อให้เกิดสันติภาพแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ส่งเสริมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคง ภายใต้หลักนิติธรรมและความยุติธรรม อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาค รวมถึงการยึดมั่นตามกฎบัตรสหประชาชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งเสริมความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือร่วมกัน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4.ส่งเสริม ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการอำนวยความสะดวกต่อต่อค้นคว้า และวิจัย ทั้งในด้านของการศึกษา อาชีพ วิชาการ และการบริหารจัดการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5.ให้มีการร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งทางด้าน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การขยายตัวทางการค้า รวมถึงศึกษาปัญหาเกี่ยวกับ การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ การปรับปรุงการขนส่งสินค้า ในการให้ความสะดวกในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6.ส่งเสริมวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7.เสริมสร้างความร่วมมือ ประสานประโยชน์และความใกล้ชิดองค์กรต่างๆ ที่มีจุดประสงค์และเป้าหมายคล้ายคลึงกันทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== รัฐสมาชิก ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในเริ่มแรกของการดำเนินการตามปฏิญญาฉบับนี้นั้น มีประเทศที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเพียง 5 ประเทศ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ประเทศต่างๆก็ได้เข้ามาเป็นภาคีในปฏิญญากรุงเทพ จนครบทั้ง 10ประเทศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	ประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย อาดัม มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศมาเลเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนายนาชิโช รามอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย เอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศราชอาณาจักรไทย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดย พันเอก(พิเศษ) ถนัด  คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศ บรูไนดารุสซาลาม ลงนามเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2527&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2538&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลงนามเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศสหภาพพม่า ลงนามเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เอกสารอ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. ASEAN Mini book . กรุงเทพฯ : กรมอาเซียน กระทรวง	การต่างประเทศ,2556.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์และสังคม สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร . ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,2556.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดนัยวัฒนา รุ่งอุทัย.”อาเซียนกับความมั่นคง ตอนที่ 1เรื่อง ความร่วมมือด้านความมั่นคงของ	ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้อาเซียนในสองทศวรรษแรก (1967-1987).&amp;quot; 	เอกสารประการสัมมนาทางวิชาการ ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แบงคอคสีลม	กรุงเทพมหานคร,ประเทศไทย, 1 พฤศจิกายน 2556. accessed February 23,2014. http://thaiacs.org/doc/asian-drdanaiwattana.docx.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พัชร์ นิยมศิลป.”กลไกระงับข้อพิพาทในอาเซียนกับการเป็นองค์กรที่มีฐานทางกฎหมาย(Rule-	based Organisation).”วารสารกระบวนการยุติธรรม. ปีที่2,ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 	2552):112.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภิญญดา ไรนิเกอร์. “การพัฒนาระบบระงับข้อพิพาทในอาเซียน : บทเรียนจากระบบระงับข้อพิพาทในภูมิภาคอื่นๆ.” วิทยานิพนธ์ หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต,คณะนิติศาสตร์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Keling, Mohamad F.”The Development of ASEAN from Historical Approach.” Asian Social Science , no.7 (July 2011):170.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The ASEAN Secretariat. 2014. History  (the founding of ASEAN). The ASEAN Secretariat. http://www.asean.org/asean/about-asean/history (accessed February 18 ,2014). The ASEAN Secretariat. 2014.The Asean Declaration (Bangkok declaration) Bangkok, 8 August 1967. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
W. Brands, Jr., Henry. &amp;quot;From ANZUS to SEATO: United States Strategic Policy towards Australia and New Zealand, 1952-1954&amp;quot;. The International History Review. No. 2 9 (May 1987): 250–270.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ประชาคมอาเซียน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
</feed>