<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5</id>
	<title>นายทหารอาชีพผู้ทรงใฝ่สันติวิถี - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-19T04:29:59Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;diff=12659&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 10:46, 19 พฤษภาคม 2560</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;diff=12659&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2017-05-19T10:46:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;amp;diff=12659&amp;amp;oldid=12053&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;diff=12053&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุ...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5&amp;diff=12053&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2015-11-12T09:17:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่า ก่อนที่จะต้องทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ [[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ทรงประกอบอาชีพอะไร ทั้งๆ ที่หากศึกษาพระราชประวัติและพระราชจริยวัตรอย่างใส่ใจ ย่อมทราบว่าทรงศึกษาวิชาทหารและทรงเป็นนายทหารมาเป็นเวลา ๑๔ ปีก่อนหน้า และเห็นได้ว่าทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทรงยึดการทหารบกเป็นอาชีพ อีกทั้งทรงเป็นนายทหารอาชีพผู้ทรงใฝ่สันติวิถี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ทรงศึกษาวิชาทหารและทรงเป็นนายทหารบกประจำการ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสังเขป [[สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปก กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา]]ทรงเตรียมพระองค์เข้าสู่อาชีพทหารตั้งแต่เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมจาก[[วิทยาลัยอีตัน]] ประเทศอังกฤษ โดยได้เสด็จเข้าศึกษาที่ราชวิทยาลัยทหารบกของประเทศอังกฤษที่เมืองวูลลิช ในแผนกวิชาทหารปืนใหญ่ม้า เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๕๖ ครั้นทรงสำเร็จการศึกษานั้นแล้ว ทรงครองพระยศนายร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพบกอังกฤษ ด้วยมิได้ทรงถือสัญชาติอังกฤษ แต่กระนั้นได้เสด็จเข้าประจำการที่กรมทหารปืนใหญ่ม้ารักษาพระองค์ของอังกฤษที่เมืองออลเดอร์ช็อต ทรงฝึกหัดการบังคับบัญชาทหารและทรงปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ของนายทหาร ณ ที่นั้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้ทรงแสดงพระประสงค์จะเสด็จไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระสหายนายทหารอังกฤษในการสงครามนั้นที่บนผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรป แต่มิได้ทรงได้รับอนุญาตเนื่องด้วยทรงมีสัญชาติสยาม ประเทศซึ่งยังคงวางตัวเป็นกลางในสงครามโลกนั้นอยู่ในขณะนั้น แสดงว่าทรงมีพระอุปนิสัยเยี่ยงทหารหาญ มิได้ทรงมีความขลาด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อเสด็จกลับสยามประเทศเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ทรงเข้ารับราชการทหารบกในทันที ทรงปฏิบัติหน้าที่นายทหารทำการบังคับบัญชารวมทั้งในการซ้อมรบ ทรงได้รับการเลื่อนพระยศตามลำดับจากนายร้อยตรีจนถึงนายพันโทในเวลาประมาณ ๕ ปี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ต่อมา เมื่อเสด็จพร้อมพระชายาไปทรงรักษาพระโรคที่ประเทศฝรั่งเศสจนหายประชวรแล้วและด้วยทรงเห็นว่าพระองค์เองยัง “ไม่มีความรู้พอที่จะรับราชการทหารบกให้เป็นประโยชน์ได้จริงและเป็น credit แก่ตน” จึงต้องพระประสงค์ทรงศึกษาเพิ่มเติมด้วยทุนของพระองค์เอง “เพื่อไม่ให้เปลืองเงินหลวง” ดังหนังสือที่พระองค์กราบถวายบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๓๕.&amp;lt;/ref&amp;gt;  แสดงถึงความตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงยึดราชการทหารเป็นอาชีพ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ครั้นทรงได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้เสด็จเข้าประจำที่กองทัพน้อยที่ ๒๐ ณ เมืองนางซี (Nancy) ตั้งแต่ต้นเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ถึงปลายเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ทอดพระเนตรกิจการของทหารเหล่าต่างๆ ต่อด้วยการทรงศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันตรีและหลักสูตรชั้นนายพันเอก จนถึงเกือบสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๔๖๕ จากนั้นได้เสด็จไปทรงร่วมในการซ้อมรบระหว่างเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ต่อมาได้เสด็จเข้าทรงศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเอโกล เดอ แกร์ (Ecole de Guerre) จนทรงสำเร็จการศึกษาและทรงรับประกาศนียบัตรเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการเสมอเหมือนกับนายทหารฝรั่งเศสในพ.ศ. ๒๔๖๗ และเสด็จออกจากกรุงปารีสเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๗ เสด็จผ่านสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง เสด็จนิวัติพระนครในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ทรงเข้าปฏิบัติราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก พระยศนายพันเอก และในปีต่อมาทรงเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ และผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๓๖-๔๒.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๒๑๕-๒๑๖.&amp;lt;/ref&amp;gt;       รัฐสภา ๒๕๒๓: ๓๖-๔๒ และราชเลขาธิการ ๒๕๓๑: ๒๕-๓๓)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในช่วงนี้ ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดทอนรายจ่ายฝ่ายทหารเพื่อประหยัดงบประมาณโดยรวม พระองค์ได้ทรงแสดงพระดำริไปในทางเดียวกันกับเจ้านายและนายทหารสำคัญๆ อื่นๆ ที่เป็นกรรมการ ว่า การทหารยังขาดกำลังรบและยุทธปัจจัย จึงไม่สมควรจะตัดทอนงบประมาณ แต่หากจำเป็นก็ควรรวมทหารบกกับทหารเรือเข้าเป็นกระทรวงเดียวกัน ลดเวลาการเกณฑ์ทหารลง ลดอัตราค่าเบี้ยกันดารและลดอัตราเงินเดือนเป็นการชั่วคราวเฉพาะในยามเศรษฐกิจกับตกต่ำเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๓๑. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุพ , หน้า  ๒๕-๓๓.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แต่แล้วในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ นั้นเอง พระองค์ต้องทรงรับราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๗ ในพระราชวงศ์จักรี รวมระยะเวลาที่ทรงศึกษาวิชาทหารและทรงเป็นนายทหารประจำการประมาณ ๑๔ ปี ดังกล่าวแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ทรงใฝ่สันติวิถีตลอดรัชสมัย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อต้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งไว้ว่าทรง “เป็นนายทหารบกตามอาชีวะ” เมื่อทรงมีพระราชดำรัสตอบในการทรงรับพระยศจอมพลทหารบกและทหารเรือและรับสั่งต่อไปว่าจะทรง “เอาใจใส่ในกิจการทหารบกอยู่เสมอและจะพยายามให้กองทัพบกของเราเจริญทัดเทียมชาติอื่น” สำหรับทหารเรือ ซึ่งมิได้ทรงเป็น ก็ทรง “ยืนยันอยู่เสมอว่าเป็นของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันพระราชอาณาจักรของเรา จะเลิกเสียไม่ได้เป็นอันขาด” ควรที่จะต้อง “ใช้ทหารบกทหารเรือทำการกลมเกลียวกันที่สุด” จึงจะป้องกันพระราชอาณาเขตได้ และ “กำลังทางอากาศ...ต่อไปภายหน้าจะเป็นกำลังสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๒๑๗.&amp;lt;/ref&amp;gt;  เห็นได้ว่าทรงเน้นเรื่องการทะนุบำรุงกำลังทหารประเภทต่างๆ ให้เจริญไว้เพื่อประกอบภารกิจป้องกันประเทศ ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงสภาป้องกันพระราชอาณาจักรให้ทำหน้าที่พิจารณานโยบายและดำเนินการป้องกันพระราชอาณาจักรได้โดยเด็ดขาด ”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๒๒๒-๒๒๓.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หากพิจารณาให้กว้างออกไป เห็นได้ว่าในการทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นหัวหน้า[[รัฐบาล]]ด้วยนั้นทรงตั้งพระราชปณิธานไว้ตั้งแต่ต้นรัชกาลว่าจะทรงทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและสังคมด้วยการเลือกนำประเพณีเดิมและประเพณีใหม่มาประกอบกันและอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้เหมาะแก่จังหวะเวลา เพื่อที่ว่ากระบวนการนั้นจะได้ไม่ทำให้เกิดความระส่ำระสาย ไร้เสถียรภาพ หรือ[[ความขัดแย้ง]]รุนแรงเสียเลือดเนื้อรวมความว่าทรงใฝ่สันติวิถีเหนืออื่นใด ทั้งๆ ที่ทรงถือว่าทรงเป็นทหารอาชีพ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ต่อมา เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้องปรับงบประมาณให้ได้ดุล และรัฐบาลของพระองค์ได้ใช้วิธีการปรับลดรายจ่ายเพื่อการนั้น ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดทอนงบประมาณการทหารอย่างได้สัดส่วนกับของกระทรวงอื่นๆ แต่ให้เหลือเพียงพอแก่การป้องกันประเทศ แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะทรงถือว่าทรงเป็นทหารและทรงเห็นแก่การทหารเพียงใดก็ตาม เมื่อทรงเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็ทรงตระหนักว่าจะต้องทรงประกอบพระราชกิจหน้าที่ไปในทางที่เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศในภาพรวมมากกว่าที่จะทรงเลือกที่รักมักที่ชัง อีกทั้งได้ทรงนำแผนการตัดทอนค่าใช้จ่ายในการทหารซึ่งทรงร่วมมีดำริไว้แต่ในปลายสมัย[[รัชกาลที่ ๖]] มาใช้ทีละมาตรการ จนกระทั่งถึงการรวมทหารบกและทหารเรือไว้ในกระทรวงเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
โดยที่ทรงทราบว่ามาตรการเหล่านี้ได้ส่งผลต่อกำลังใจของทหารบางส่วน จึงได้ทรงมีพระบรมราโชวาทพระราชทานข้าราชการกระทรวงกลาโหมชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา “ระหว่างเพื่อนทหารด้วยกัน” และทรงแสดงพระราชหฤทัยหวังว่า “นายทหารโดยเฉพาะคงจะเห็นใจและรู้สึกมีน้ำใจดีต่อข้าพเจ้ามากกว่าคนอื่น” และ “เอาใจช่วยผู้ที่จะต้องต่อสู้กับสงครามการเงิน” เหมือนกับในทางกลับกัน “ ถ้าหากเป็นเวลาสงครามมาติดพระนคร เงินของรัฐบาลย่อมต้องใช้ในการทหารหมด”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. (กรุงเทพฯ: รัฐสภา), หน้า ๒๑๔-๒๑๘ และ ๒๔๔-๒๔๕.&amp;lt;/ref&amp;gt; เห็นได้ว่าทรงใช้ความที่เคยทรงเป็นนายทหาร ประกอบกับพระวาทศิลป์ที่ตั้งอยู่บนความจริงเป็นแนวทางในทรงพยายามรักษาสถานการณ์มิให้มีความระส่ำระสายจนเป็นความรุนแรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ที่สำคัญ เมื่อคณะราษฎรได้ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ [[๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕]] พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ทรงเลือกที่จะรบหรือหนี แต่ได้ทรงอนุโลมยอมทรงรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพระราชประสงค์และได้ทรงดำเนินการสู่ระบอบนั้นอย่างเป็นขั้นตอนมาตลอดก่อนหน้านั้น ยังผลให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นไม่มีการเสียเลือดเนื้อ นับว่าทรงเลือกสันติวิถีในภาวะเข้าด้ายเข้าเข็มสำหรับพระองค์ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ครั้นเมื่อทหารสองฝ่ายจับอาวุธรบกันเองในเหตุการณ์ซึ่งได้รับขนานนามว่า “[[กบฏบวรเดช]]” ใน พ.ศ. ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสลดพระราชหฤทัยยิ่งที่ได้ทรงทราบว่าคนไทยรบกันเองโดยมีการเสียเลือดเนื้อ จึงได้ทรงสื่อความให้ทั้งสองฝ่ายไปเฝ้าฯ ที่[[สวนไกลกังวล หัวหิน]] ที่ซึ่งประทับอยู่ในขณะนั้น เพื่อที่จะได้ทรงเป็น “[[คนกลาง]]” ในการเจรจากันให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ แต่เมื่อปรากฏว่าไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสนองพระราชดำริ พระองค์จึงทรงเสี่ยงพระชนมชีพเสด็จพระราชดำเนินกลางดึกด้วยเรือยนต์ลำเล็กมุ่งสู่สงขลา เพื่อที่พระมหากษัตริย์ องค์พระประมุขของชาติ จักได้ประทับเป็นต่างหากไปจากความขัดแย้งรุนแรงถึงเลือดเนื้อระหว่างทหารและคนไทยด้วยกันเอง นับว่าเป็นเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งได้ทรงแสดงว่าไม่ทรงนิยมความรุนแรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ต่อมา เมื่อความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับรัฐบาลของ[[คณะราษฎร]]เกี่ยวกับครรลองของระบบพระมหากษัตริย์ในระบอบ[[รัฐธรรมนูญ]]มีมากขึ้น ก็ได้ทรงเลือกที่จะใช้วิธีการเจรจาหาความตกลงจากที่ประทับขณะเสด็จประพาสอังกฤษและเมื่อไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ก็ได้ทรงเลือกที่จะทรงปลีกพระองค์จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่หากแตกหักย่อมเป็นอันตรายยิ่งแก่ประเทศชาติ ด้วยการสมัครพระทัยลาออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ นับเป็นครั้งสำคัญที่ทรงเลือกที่จะทรงใช้สันติวิถีโดยที่ไม่ได้ทรงละทิ้งหลักการที่ทรงยึดถือเกี่ยวกับระบบพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อดีตนายทหารอาชีพผู้เสด็จสวรรคตในยามสงคราม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (พ.ศ. ๒๔๗๘ นับตามปฏิทินปัจจุบัน) แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในประเทศอังกฤษต่อไปอย่างสงบในพระราชสถานะพลเรือน ทรงเผชิญกับภาวะที่ต้องทรงย้ายที่ประทับเพื่อเลี่ยงอันตรายจากลูกระเบิดกลางเวหาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จนพระโรคเบียดเบียนมากขึ้น จึงได้เสด็จฯ กลับ “บ้าน”  “นอกประเทศ”  “บ้านเกิด” ของพระองค์ และแล้วเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายในพระอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แปลกแต่จริงที่ว่า พระชะตาชีวิตของพระองค์เกี่ยวข้องกับการสู้รบและการทหารมาตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพเมื่อไม่กี่เดือนหลังจากที่เรือรบฝรั่งเศสฝ่าด่านป้องกันที่ปากน้ำมาถึงกลางพระนครได้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ จนกระทั่งถึงเสด็จสวรรคต บัดนี้	พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะได้ทรงสถิตอยู่ในแดนที่สุขสงบเป็นแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐสภา, ๒๕๒๓. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก 	พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: รัฐสภา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๓๑. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุพ.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
</feed>