<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C</id>
	<title>การแพทย์ - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-14T22:18:02Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=12571&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 03:17, 21 เมษายน 2560</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=12571&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2017-04-21T03:17:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;amp;diff=12571&amp;amp;oldid=12387&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=12387&amp;oldid=prev</id>
		<title>Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  พร...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=12387&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2016-03-23T04:15:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;ในรัชสมัย&lt;a href=&quot;/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7&quot; title=&quot;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/a&gt;  พร...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;ในรัชสมัย[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]  พระบรมวงศานุวงศ์และทางราชการสนับสนุนการศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแพทย์สมัยใหม่เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้นแต่ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในพระนครและภูมิภาคยังพึ่งพาการแพทย์แผนไทยด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่าการแพทย์จากตะวันตกที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นพื้นฐานเป็นหนทางป้องกันและทางเลือกของรักษาโรค   [[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่งในพระนคร และเปิดสอนวิชาแพทย์ขึ้นที่โรงศิริราชพยาบาล   แต่แพทย์แผนโบราณที่สืบทอดประสบการณ์จากความชำนาญ และจากภูมิปัญญาที่บันทึกเป็นตำรา  ยังคงยึดครองพื้นที่ในสังคมไทย  การจัดตั้งโรงพยาบาลของรัฐในระยะแรก ๆ จึงมีแพทย์ทั้งสองระบบให้ผู้ป่วยเลือกรับรักษา  รวมทั้งในโรงเรียนแพทย์ก็สอนทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณไปด้วยกัน จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘  จึงยุติการสอนวิชาแพทย์แผนโบราณในโรงเรียนราชแพทยาลัย เนื่องจากความสับสนที่ผู้เรียนต้องเรียนทั้งสองระบบไปพร้อมๆ กัน   จากนั้นจึงส่งเสริมการแพทย์แผนตะวันตกให้พัฒนาอย่างจริงจัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การศึกษาวิชาแพทย์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว==&lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
รัฐบาลสยาม (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงเป็นผู้แทน) กับมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ลงนามสัญญาความร่วมมือพัฒนาการแพทย์ของไทย มีผลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๒ ตามข้อตกลงมีกระบวนการปรับปรุงการศึกษาวิชาแพทย์ ยกระดับหลักสูตรวิชาแพทย์ของไทยในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากแพทย์ประกาศนียบัตรเป็นปริญญาเวชศาสตร์ เริ่มรับนิสิตหลักสูตรปริญญาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖  ระยะเวลาเรียน ๖ ปี เท่ากับหลักสูตรประกาศนียบัตรเดิม   ชั้นเตรียมแพทย์ ปีที่ ๑ และปีที่ ๒ เรียนวิชาชีววิทยาทั่วไป สัตววิทยา เคมีอนินทรีย์ ฟิสิกส์  และภาษาอังกฤษ ที่คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ [[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]] เรียนแพทย์ชั้นปีที่ ๑ – ๔ ที่คณะแพทยศาสตร์และ  ศิริราชพยาบาล และเพิ่มเติมการฝึกหัดรักษาผู้ป่วยอีก ๑ ปี  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เพื่อพัฒนาวิชาวิทยาศาสตร์สร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้แก่การศึกษาวิชาแพทย์ และสร้างความรู้ที่พิสูจน์เหตุและผลได้  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นพระบรมราชูปถัมภ์เฉพาะนักเรียนแผนกวิทยาศาสตร์ ผู้ได้คะแนนเป็นที่ ๓ ให้ได้รับทุนพระบรมราชูทิศเล่าเรียนหลวง  &amp;lt;ref&amp;gt;ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๗๒. เล่ม ๔๖. หน้า ๔๖๒๓ – ๔๖๒๖. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ แพทย์ปริญญารุ่นแรกสำเร็จการศึกษา  เมื่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะให้ปริญญาชั้นเวชชบัณฑิต ตามพระบรมราชโองการ ณ วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ พิธีพระราชทานปริญญาจึงจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ เวชบัณฑิตรุ่น ๑ และ รุ่น ๒ เข้ารับพระราชทานปริญญาพร้อมกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พ.ศ. ๒๔๖๙ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับนิสิตหญิงเข้าเรียนในแผนกเตรียมแพทย์ นิสิตหญิงรุ่นแรก ๗ คน เข้าเรียนใน พ.ศ. ๒๔๗๐ สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จำนวน ๓ คน นับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การอุดมศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==งานบริการทางการแพทย์==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในรัชกาล  มีสถานพยาบาลแผนตะวันตกเป็นที่พึ่งพิงแก่ราษฎรที่เจ็บป่วยหลายแห่ง ในกรุงเทพฯ เช่น โรงพยาบาลศิริราช  สังกัด กระทรวงธรรมการ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลคนเสียจริต  สังกัดกระทรวงมหาดไทย วชิรพยาบาล สังกัดกระทรวงนครบาล  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สังกัดสภากาชาดสยาม  รวมทั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ด้วย   ต่างจังหวัดมีโรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลวชิรภูเก็ต  จังหวัดภูเก็ต  โรงพยาบาลปัญจมาธิราชอุทิศ พระนครศรีอยุธยา และยังมีโรงพยาบาลเอกชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น ที่เชียงใหม่  มีโรงพยาบาลแมคคอร์มิคที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์เสด็จไปทรงปฏิบัติงานเป็นแพทย์ ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
กิจการสภากาชาดสยามซึ่งดำเนินภารกิจเพื่อการประชาสงเคราะห์ และการรักษาพยาบาล สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า องค์สภานายิกาสภากาชาดสยามมีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาในนามกรรมการสภากาชาด อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งบรมราชูปถัมภก และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกพิเศษแห่งสภากาชาดสยาม และบรมราชูปถัมภิกาแห่งอนุสภากาชาดสยาม ทั้งสองพระองค์มีลายพระราชหัตถ์ทรงรับตำแหน่งดังกล่าว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและ[[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี]] เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในกิจการสภากาชาดสยามหลายครั้ง &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การปรับปรุงหลักสูตรวิชาแพทย์ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล  ซึ่งมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์วางโครงการก่อสร้างอาคารหลายหลังในโรงพยาบาลศิริราช กำหนดให้[[รัฐบาล]]สยามสมทบงบประมาณค่าก่อสร้างด้วย แต่เนื่องจากภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอสนับสนุนการก่อสร้าง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงรับเป็นพระภาระในเรื่องนี้ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานพระราชทรัพย์จากพระมรดกสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา เพื่อสร้างตึก “อัษฎางค์” ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ยังไม่ทันได้พระราชทาน ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการก่อสร้างตึกผู้ป่วยหลังนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานเงินจากพระมรดกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา ก่อสร้างเป็นผู้ป่วย ๒ ชั้น เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเปิดตึกอัษฎางค์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระราชหฤทัยในการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลศิริราช โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน ๑๗๙,๙๙๙.๓๖ บาทสร้างตึกตรีเพ็ชรและจุฑาธุช เป็นหอผู้ป่วยสำหรับสูติ-นรีเวช      &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==พระราชบัญญัติการแพทย์==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการแพทย์ ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์  เมื่อแรกประกาศใช้ในมณฑลกรุงเทพฯ  บัญญัติให้มีสภาการแพทย์ เป็นองค์กรควบคุมการประกอบโรคศิลปะ “โรคศิลปะ” หมายความว่า การบำบัดโรคทางยา และทางผ่าตัด รวมทั้งการผดุงครรภ์ การช่างฟัน การสัตวแพทย์ การปรุงยา   การพยาบาล การนวด หรือการรักษาคนบาดเจ็บป่วยไข้โดยประการใดๆ  อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัตินี้มิได้ออกกฎเสนาบดีกำหนดแนวปฏิบัติ จนสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีประกาศเพิ่มเติม กฎเสนาบดี ตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. ๒๔๖๖ ใน พ.ศ. ๒๔๗๒   กำหนดให้แพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ  มีสองชั้น  โดยให้คำจำกัดความแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบัน ไว้ในกฎเสนาบดี ว่า &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
ข้อ ๒๔  ผู้ประกอบโรคศิลป ๒ ประเภท คือ ผู้ประกอบโรคศิลปแผนปัจจุบันประเภท ๑ ผู้ประกอบโรคศิลปแผนโบราณประเภท ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก)	ประเภทแผนปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบโรคศิลปโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิทยาโดยสากลนิยม ซึ่งดำเนิรและจำเริญขึ้นอาศัยการศึกษาตรวจค้นและทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ประเภทนี้จำแนกสาขาและลำดับชั้นดังนี้ คือ สาขาแพทย์ทางยา ทางผ่าตัด ทางผดุงครรภ์ ผู้ทำและรักษาฟัน ผู้ปรุงหรือจำหน่ายยา หมอตำแย ทั้งนี้ให้มีลำดับเป็นสองชั้น คือ ชั้น 1 และชั้น 2 สาขาการพยาบาล และสาขาการนวด ให้มีชั้นเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข)	ประเภทแผนโบราณ คือ ผู้ประกอบโรคศิลปโดยอาศัยความสังเกต ความชำนาญอันได้บอกเล่าสืบต่อกันมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ มิได้ดำเนิรไปในทางวิทยาศาสตร์ มีสาขาและลำดับชั้น คือ สาขาบำบัดโรคทางยา ชั้น 1 และ ชั้น 2 สาขาการปรุงหรือจำหน่ายยา หมอตำแย และหมอนวด ให้มีชั้นเดียว สาขาบำบัดโรคทางผ่าตัด การผดุงครรภ์ การทำและรักษาฟัน และการพยาบาลนั้น ห้ามมิให้ขึ้นทะเบียนในประเภทแผนโบราณ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แพทย์ทุกคนต้องจดทะเบียนตามคุณวุฒิ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ  แพทย์ปัจจุบันชั้น ๑ ขึ้นทะเบียนครั้งเดียว ชั้น ๒ ต้องต่ออายุทุก ๓ ปี แพทย์แผนโบราณ ชั้น ๑ ต้องสอบความรู้ก่อน ส่วนชั้น ๒ ต้องมีแพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น ๑ จำนวน ๓ คน รับรอง  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
สิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔  มีจำนวนแพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น ๑ และ ชั้น ๒ คนไทย ๓๒๙ คน ชาวต่างประเทศ ๘๓ คน รวม ๔๑๒ คน แพทย์แผนโบราณบำบัดโรคทางยา ชั้น ๑ และ ชั้น ๒ คนไทย ๒,๖๖๐ คน ชาวต่างชาติ ๑,๐๑๓ คน รวม ๓,๖๗๓ คน รวมทั้งสิ้น ๔,๐๘๕ คน  (ทั้งนี้ไม่นับรวมทันตแพทย์ เภสัชกร หมอตำแย พยาบาล หมอนวด ซึ่งต้องขึ้นทะเบียนการประกอบโรคศิลปเช่นกัน)  &amp;lt;ref&amp;gt;  พระศัลยเวทยวิศิษฏ์. (๒๔๗๕). การประกอบโรคศิลปในประเทศอังกฤษและสยาม. ใน จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยะสมาคมแห่งกรุงสยาม ๑๕ (๓) , หน้า ๓๓๐. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น ๑ ส่วนมากรับราชการ เป็นแพทย์ทหารบ้าง เป็นแพทย์ของกรมสาธารณสุขบ้าง การออกไปทำเวชปฏิบัติส่วนตัวเป็นแพทย์ประจำครอบครัวมีน้อย เนื่องจากเมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตรแล้ว ยังขาดประสบการณ์ความชำนาญ และวัยวุฒิ จึงทำให้ขาดความน่าเชื่อถือจากคนไข้ คนไทยจึงยังนิยมแพทย์แผนโบราณ และแพทย์ชาวต่างประเทศ  &amp;lt;ref&amp;gt;  พระศัลยเวทยวิศิษฏ์. (๒๔๗๕). การประกอบโรคศิลปในประเทศอังกฤษและสยาม. ใน จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยะสมาคมแห่งกรุงสยาม ๑๕ (๓) , หน้า ๓๓๓-๓๓๔. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระศัลยเวทยวิศิษฏ์. (๒๔๗๕). การประกอบโรคศิลปในประเทศอังกฤษและสยาม. ใน จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยะสมาคมแห่งกรุงสยาม ๑๕ (๓) : ๓๐๓-๓๔๒. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๗๒. เล่ม ๔๖.	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
</feed>