<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2</id>
	<title>การผนวกสี่รัฐมลายูและสหรัฐมาลัย - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;action=history"/>
	<updated>2026-05-10T13:58:24Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6286&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom เมื่อ 06:35, 11 ตุลาคม 2553</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6286&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2010-10-11T06:35:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;diff=6286&amp;amp;oldid=6285&quot;&gt;แสดงการเปลี่ยนแปลง&lt;/a&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6285&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom: สร้างหน้าใหม่: &#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิตยาภรณ์  พรมปัญญา  ----  &#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิปร...</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6285&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2010-10-11T05:06:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าใหม่: &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นิตยาภรณ์  พรมปัญญา  ----  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิปร...&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นิตยาภรณ์  พรมปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การรวมรัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส เชียงตุง และเมืองพาน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การผนวกสี่รัฐมลายูและสหรัฐมาลัย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหน้าการเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลไทยอยู่ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ตามแนวคิดของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก (ระหว่างปี พ.ศ. 2481-2487) ขณะเดียวกันโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่มหันตภัยอันครั้งสำคัญคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการที่เยอรมันได้ส่งกำลังเข้าบุกยึดโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1938) อันจะนำไปสู่สงครามใหญ่ในเวลาต่อมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ดำเนิน “นโยบายสร้างชาติ” เพื่อนำพาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับบรรดาอารยประเทศ  ในทางปฏิบัติก็คือออกประกาศต่าง ๆ ที่เป็นการสร้างแบบแผนการปฎิบัติหรือวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่รัฐคิดว่าจะนำพลเมืองและประเทศชาตินำไปสู่ความเจริญ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวก็ผูกพันกับลัทธิชาตินิยม-ทหาร  เรื่องที่เด่นที่สุดคือ การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และในกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติด้วย  และรัฐบาลก็ได้ออกระเบียบรัฐนิยมซึ่งถือเป็นหลักการแนวทางการปฏิบัติให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐในการสร้างความเป็นอารยประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีประกาศรัฐนิยมออกมาทั้งสิ้น 12 ฉบับ เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2482 ถึง มกราคม พ.ศ. 2485  นอกจากนี้ยังมีการออกระเบียบ ประกาศ ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมไปทั้งทางเศรษฐกิจ และการผลิตวัฒนธรรมการบันเทิงต่าง ๆ ที่จะช่วยในการปลูกฝังแนวคิดวัฒนธรรมใหม่ที่เป็นแบบชาตินิยม-ทหารนี้หยั่งรากลึกลงไป การบ่มเพาะแนวคิดดังกล่าวได้นำไปสู่การสร้างความรู้สึกร่วมในการเรียกเรียกร้องดินแดนที่รัฐบาลไทยเชื่อว่าเป็นของตนคืนมาจากการยึดครองของชาติตะวันตก โดยเริ่มจากการเจรจากับรัฐบาลอินโดจีนอาณานิคมฝรั่งเศส เรื่องดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง คือ เสียมราฐ, พระตะบอง และศรีโสภณ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดสงครามในยุโรปฝรั่งเศสกังวลต่ออำนาจของตนที่มีเหนือดินแดนอาณานิคมของตนในอินโดจีนเช่นกัน และได้ส่งทูตมาเจรจากับทางฝ่ายไทยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2482 เพื่อทำสนธิสัญญาไม่รุกรานระหว่างกัน แต่ทางฝ่ายไทยก็เสนอให้มีการไขปัญหาเรื่องเขตแดนบริเวณแม่น้ำโขงด้วย โดยได้มีการลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2483 แต่ทางฝรั่งเศสยังไม่ทันจะได้ลงนาม เยอรมันก็บุกเข้ายึดครองฝรั่งเศสเสียก่อน ต่อมาจึงมีการเจรจากันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2483 โดยทางฝ่ายไทยเสนอให้มีการปักปันเขตแดนใหม่ตามที่ตกลงกันในสัญญาไม่รุกรานต่อกันแต่ทางฝรั่งเศสปฏิเสธ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2483จึงมีการยื่นข้อเสนอเดิมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศสด้วย วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2483 ทางฝรั่งเศสได้ตอบปฏิเสธกลับมาอีก   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะเดียวกันนอกจากความเคลื่อนไหวในฝ่ายของรัฐบาลไทยแล้ว การเรียกร้องดินแดนคืนคราวนี้ได้กลายเป็นกระแสในหมู่ประชาชน ทำให้เกิดการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องดินแดนคืนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 อาจนับได้ว่าเป็นการเดินขบวนเรียกร้องทางการเมือครั้งแรก ๆ ของประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้เตรียมกำลังทางทหารมาตั้งเผชิญหน้ากันตามแนวชายแดนจนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ได้เกิดการปะทะกันด้วยกำลังทหาร ทางฝ่ายฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดยังนครพนมและทางฝ่ายไทยได้ตอบโต้กลับไป นับเป็นการเปิดฉากการต่อสู้ด้วยกำลังทางทหารโดยไม่ได้มีการประกาศสงครามกันนับแต่บัดนั้น  ไทยมาทำการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484 &lt;br /&gt;
โดยก่อนการประกาศสงครามรัฐบาลไทยในเวลานั้นได้ส่งคณะทูตพิเศษเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลเยอรมัน และรัฐบาลวิชี่ของฝรั่งเศส (ที่เป็นรัฐบาลภายใต้การกำกับของเยอรมัน) ยังกรุงเบอร์ลินและกรุงปารีสตามลำดับในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483  และในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยได้เปิดการเจรจากับฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ในการเจรจาครั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาเป็นคนกลางที่ประสานให้เกิดการพูดคุยกันขึ้น เพราะว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับเยอรมันซึ่งยึดครองฝรั่งเศสอยู่ในตอนนั้น. ท้ายที่สุดทางฝ่ายฝรั่งเศสจึงยอมมอบดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงส่วนหนึ่งให้กับทางฝ่ายไทย โดยมีการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่ญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยปัญหาให้กับไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไร้ ญี่ปุ่นเองมองว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญสำหรับนโยบายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมและนโยบายป้องกันชาติของญี่ปุ่น ก่อนหน้าจะเกิดสงครามในยุโรปแล้วอีกทั้งได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับบรรดานายทหารฝ่ายนิยมอุดมการณ์ชาตินิยมทางทหารของญี่ปุ่นและเยอรมันมาก่อนหน้าแล้ว  ญี่ปุ่นจึงได้เข้ามาแสดงบทบาทเป็นมิตรประเทศที่ดีของไทย แต่ในที่สุดเมื่อมีการประกาศสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพญี่ปุ่นได้บุกรุกเข้ามาในประเทศไทย ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในทางการข่าวไทยก็พอจะทราบล่วงหน้าอยู่ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นต้องเคลื่อนกำลังทัพบุกเข้ามาในประเทศไทยแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากทางฝ่ายอังกฤษ สายข่าวของไทยเอง  ส่วนความเคลื่อนไหวทางฝ่ายญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้น เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายเตอิจิ ทสุโบกามิ ได้เข้าพบนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น หลังจากที่ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ไม่ได้พบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ และขออนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นได้เดินทัพผ่านดินแดนของไทย เพื่อรุกเข้าไปยังดินแดนที่อังกฤษปกครองอยู่  แต่ในขณะที่ยังไม่ได้ข้อยุติกองกำลังญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพบุกเข้าประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เช่น สงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สมุทรปราการ พระตะบอง และจังหวัดพิบูลสงคราม พร้อมกับการบุกเข้าไปใน ฮาวาย, ฟิลิปปินส์ แหลมมลายู และสิงคโปร์ ทางกองกำลังของฝ่ายไทยก็ได้ทำการสู้รบกับทหารญี่ปุ่นจนเกิดบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย กองทัพญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลไทย 4 ทางเลือก คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ประเทศไทยกับญี่ปุ่นจะทำสัมพันธไมตรีในทางรุกรานและป้องกันตัวร่วมกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ประเทศไทยจะให้ความร่วมมือแก่ประเทศญี่ปุ่นในทางการทหารเท่าที่จำเป็นตามที่กล่าวในข้อแรก (รวมทั้งการอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย และอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการเดินทางผ่านนั้น ทำนองเดียวกับการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อมิให้มีการปะทะซึ่งกันและกันอันอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างกองทัพญี่ปุ่นและกองทัพไทย) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. รายละเอียดแห่งการปฏิบัติตามข้อ (1) และ (2) ดังกล่าวข้างต้นจะได้ทำการตกลงกันระหว่างเจาหน้าที่ผู้มีอำนาจทั้ง 2 ประเทศ. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
4. ญี่ปุ่นจะให้ประกันในความเป็นเอกราชอธิปไตยและเกียรติยศของประเทศไทย จะได้รับความเคารพ และประเทศญี่ปุ่นจะร่วมมือกับประเทศไทยในการที่จะเอาดินแดนที่เสียไปคืนมา &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5. ข้อตกลงดังกล่าวนี้ จะถูกยืนยันในภายหลังโดยแลกเปลี่ยนเอกสารในทางราชการระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย.  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอของญี่ปุ่นทั้ง 4 ข้อนี้ ปรากฏว่ามีอยู่สองฉบับ และมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตรงข้อที่ 2 สำหรับอีกฉบับหนึ่งได้ระบุว่า ให้มีการเข้าร่วมเป็นภาคีกติกาสัญญาไตรภาคี (คือ เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ) โดยคณะรัฐมนตรีของไทยได้ร่วมหารือและแก้ไขข้อตกลงเสนอกลับไปจนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484  และจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ลงนามในข้อตกลงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นร่วมกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และในข้อตกลงข้อที่สี่เรื่องการเรียกร้องดินแดนคืนก็เป็นข้อตกลงตรงกันกับข้อกำหนดข้อที่หนึ่งในเอกสาร “ข้อกำหนดความเข้าใจกันเป็นความลับ” อันเป็นภาคผนวกของกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น.  และยังมีข้อตกลงในเรื่อง “หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่นฉบับวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ว่าด้วยการวางกำลังและการร่วมมือทางการทหารในการบุกเข้าพม่า  แม้ว่าจะมีเอกสารการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผลิตจากทางการทหารของไทยได้เสนอว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทยในเวลานั้นไม่ได้ต้องการที่จะเรียกร้องดินแดนที่เสียไปให้กับอังกฤษคืน หรือไม่ได้มีความต้องการที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปในรัฐฉานก็ตาม  แต่หลักฐานเอกสารที่มีปรากฏอยู่ทั้งของไทยและญี่ปุ่น ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของทางฝ่ายไทยที่ต้องการได้ดินแดนคืน และความต้องการของไทยนั้นก็ได้รับการตอบสนองจากญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พลเอก ฮิเดยูกิ โตโจ  ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้ทำการมอบดินแดนสี่รัฐมลายูในทางใต้คือ ไทรบุรี ปลิส กลันตัน และตรังกานู และดินแดนในเขตไทยใหญ่ในประเทศพม่าคือ เมืองเชียงตุงและเมืองพาน ซึ่งญี่ปุ่นได้ยึดครองอยู่ในเวลานั้น ให้กลับมาเป็นของไทยหลังจากที่ตกเป็นของอังกฤษ ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ทำการมอบกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2486 เพื่อเป็นการตอบแทนไมตรีของไทยที่มีต่อญี่ปุ่นในการช่วยเหลือให้ญี่ปุ่นได้เดินทัพเข้าไปสู่พม่าและมลายู  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดีการมอบดินแดนเหล่านั้นให้กับไทยไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่น โดยมีความไม่เห็นด้วยจากฝ่ายต่างแสดงออกมาอยู่ไม่ว่าจะเป็นจากคนญี่ปุ่นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของตนเอง หรือจากทางฝ่ายพม่าเอง  การรวมดินแดนทั้งหมดนี้เข้ามากับประเทศไทยได้ทำให้ประเทศไทยมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น 74, 587 ตารางกิโลเมตร และการปกครองดินแดนที่เรียกว่า สหรัฐไทยเดิม (เชียงตุงและเมืองพาน) และสหรัฐมาลัย (ไทรบุรี ปลิส กลันตัน และตรังกานู) นั้น ไทยได้จัดให้มีข้าหลวงใหญ่ไปประจำที่สหรัฐไทยใหญ่ 1 คน โดยมีสำนักงานอยู่ที่เมืองเชียงตุง และในสหรัฐมาลัยได้จัดให้มีข้าหลวงใหญ่ให้ไปประจำอยู่ทุกรัฐ  แต่การได้ดินแดนมาในครั้งนี้ก็เป็นไปโดยอิทธิพลของญี่ปุ่นโดยแท้ ไม่ได้มาจากความสำเร็จทางการทหารหรือการทูตของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นได้ประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางฝ่ายไทยก็ได้ประกาศสันติภาพในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ก่อนที่จะตามมาด้วยการประกาศยกเลิกกติกาสัมพันธไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 288 และในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2488 ทางการไทยได้ทำการส่งมอบเมืองเชียงตุงและเมืองพานให้กับกองพลอินเดียที่ 7 ของอังกฤษ และมอบสี่รัฐมลายูให้กับอังกฤษในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2488  ถือเป็นการปิดฉากการได้ดินแดนสหรัฐไทยใหญ่และสี่รัฐมาลัยลงไปภายในเวลาเพียงราว 2 ปีเท่านั้น. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500 ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
</feed>