<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
	<title>การปฏิรูปการเมืองเพียงพอสำหรับสังคมไทยแล้วหรือ - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;action=history"/>
	<updated>2026-05-19T13:29:47Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=7163&amp;oldid=prev</id>
		<title>Apirom: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &#039;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ปัทมา  สูบกำปัง  นักวิชาการ สถาบัน...&#039;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=7163&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2011-07-27T09:18:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ปัทมา  สูบกำปัง  นักวิชาการ สถาบัน...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ปัทมา  สูบกำปัง  นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
==การปฏิรูปการเมืองเพียงพอสำหรับสังคมไทยแล้วหรือ??? ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยเราเป็นหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่นำเข้า “ระบบรัฐสภา” มานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475  ซึ่งตลอดช่วงเวลา 78 ปีนี้  สังคมการเมืองไทยมีพัฒนาการ และได้บทเรียนในหลากหลายแง่มุม  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
ความพยายามในการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) มีมาโดยตลอด และปรากฏชัดเจนและสังคมรับรู้ในรูปแบบที่เรียกว่า การปฏิรูปการเมือง (Political Reform) ภายหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”  เมื่อปี พ.ศ.2535  ซึ่งประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าที่เคยมีมาในอดีต ทั้งในแง่ของรูปแบบ วิธีการ ช่องทางการมีส่วนร่วม  การมีส่วนร่วมมีความหมายมากขึ้นและขยายขอบเขตไปมากกว่าการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทน  อาทิเช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ประเทศไทยมี “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” บังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุด  &lt;br /&gt;
เจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือ “ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง  และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ  และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เจตนารมณ์ดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จได้ จึงกำหนดเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยหลักการ 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1) เพิ่มสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทุกระดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) การทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและชอบธรรมในการใช้อำนาจ และการเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ ทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3) การทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำ และรัฐสภามีประสิทธิภาพ (บวรศักดิ์  อุวรรณโณ, 2546)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การปฏิรูปการเมืองในยุคที่ 1 ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจเริ่มนับตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จนถึงวันที่มีการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)  (19 กันยายน 2549) &lt;br /&gt;
ผลิตผลจากการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 ปรากฏต่อสังคมในรูปขององค์กรอิสระ หรือองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐแบบใหม่  อาทิเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  การปรับเพิ่มบทบาทวุฒิสภาในฐานะสภาสูง ให้เป็นทั้งสภากลั่นกรองและสภาตรวจสอบ  รวมทั้งมีส่วนร่วมในการคัดเลือกกรรมการเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย ด้วยความชอบธรรมจากการที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน     &lt;br /&gt;
ในขณะเดียวกัน สถาบันและหรือหน่วยทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารมีมาตรการที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น ผ่านระบบเลือกตั้งใหม่ ระบบพรรคการเมืองแบบใหม่ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแบบใหม่  ทำให้นายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำอย่างสูง ถึงขั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็จขาดมากกว่ายุคใดๆ  ซึ่งมีผลเป็นการบั่นทอนหรือแทรกแซงระบบควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (กลไกตามระบบรัฐสภา และการตรวจสอบโดยศาลและองค์กรตรวจสอบอิสระ)     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของภาคประชาชน แม้ถูกรับรองโดยกฎหมายสูงสุด  แต่ผลในทางปฏิบัตินั้นยังมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ทำให้ไม่เกิดผลได้ในวิถีชีวิตจริง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมือง นำไปสู่วิกฤตทางสังคม เกิดความขัดแย้งแตกแยก เกิดวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมือง ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา รวมทั้งนักการเมือง และองค์กรตรวจสอบอิสระ ในที่สุดมีรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  (ซึ่งมีคะแนนเสียงในสภามากอย่างไม่เคยมีมาก่อน) และฉีกรัฐธรรมนูญที่ในช่วงหนึ่งถูกยกย่องให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน  เพื่อล้มกระดานและออกแบบระบบใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงอาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 1 โดยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นเครื่องมือหลักนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  บทเรียนสำคัญคือ การมุ่งปฏิรูปการเมืองแต่เพียงด้านเดียว โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ทุกภาคส่วนยังขาดความพร้อม ขาดความรู้ความเข้าใจ  และขาดเป้าหมายร่วมกันนั้น ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้  และอาจทำให้ปัญหายิ่งลุกลาม ขยายวงออกไปจนยากที่ จะป้องกันแก้ไขได้อีกต่อไป    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 2 ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับได้ตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
{{Cquote|… &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;“การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม  การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา  รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม” &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;|}} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อมาจากรัฐธรรมนูญในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 นี้ มุ่งสร้างดุลยภาพทางอำนาจ ทำให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีการปรับปรุงระบบควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยองค์กรตรวจสอบอิสระต่างๆ และสถาบันตุลาการ (ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ)&lt;br /&gt;
อีกทั้งได้ฉายภาพความไม่ไว้วางใจในฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน จากการไม่ให้เข้าไปมีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญและมีมาตรการลดทอนบทบาทและอำนาจของรัฐบาล  ในขณะเดียวกันสถาบันตุลาการถูกดึงเข้ามามีส่วนในการปฏิรูปการเมือง นับแต่การยกร่างรัฐธรรมนูญ  จนถูกเรียกขานว่า “ตุลาการ                ภิวัตน์”     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม  หากเราต้องการให้การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 บรรลุผลสำเร็จ และเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสุดท้าย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทบทวนบทเรียนจากอดีต โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
::*การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 ปัญหาหลักคือปัญหาในวงการเมือง ซึ่งไม่สลับซับซ้อนเช่น การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 ที่ปัญหาได้ขยายวงกว้างออกไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม (เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับถมอยู่บนสังคมไทยมานาน)  ฉะนั้น การปฏิรูปเฉพาะด้านการเมืองคงไม่เพียงพอแล้ว จะต้อง “ปฏิรูปสังคมทั้งระบบ”  ซึ่งการปฏิรูปนี้ หมายความรวมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิม และการสร้างแบบแผนการปฏิบัติใหม่ๆ ที่เกื้อหนุนต่อกระบวนการประชาธิปไตย โดยที่ทุกภาคส่วนหรือทุกองคาพยพ ทั้งที่เป็นสถาบัน องค์กรที่เป็นและไม่เป็นทางการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะและชนชั้น  ต้องเข้าร่วมการปฏิรูปนี้ เพื่อเป้าหมายร่วมกันคือ ”วัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบไทย”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
::*การปฏิรูปควรมุ่งเน้นและเริ่มจากการปฏิรูปสังคม เพื่อให้เกิดผลในการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป เพราะบทเรียนจากอดีตแสดงให้เห็นแล้วว่าการเริ่มต้นโดยการปฏิรูปการเมืองนั้น หากไม่บรรลุผลสำเร็จจะส่งผลต่อวิกฤติสังคมและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  และการปฏิรูปจากโครงสร้างส่วนบน ที่เป็นชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง เช่น นักการเมืองและข้าราชการนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย  ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนไปเริ่มปฏิรูปที่ประชาชนเอง พัฒนาเป็น “พลเมือง” ที่มีศักยภาพสามารถใช้สิทธิเสรีภาพและเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง และแสดงบทบาทในการควบคุมตรวจสอบ ”ผู้แทน” ได้อย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ  ทั้งนี้ โดยเริ่มการปฏิรูปที่ตัวประชาชน และขยายวงไปสู่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และประเทศชาติต่อไป   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
::*การปฏิรูปสังคมจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมและหลากหลาย ซึ่งการปฏิรูปการเมืองโดยมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก โดยขาดกลไกและเครื่องมือเสริมอื่นๆ นั้น ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้ สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้งระบบการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (กลไกตามระบบรัฐสภา สถาบันตุลาการ และองค์กรตรวจสอบอิสระ) ยังคงเป็นเพียงการปฏิรูปบนตัวหนังสือในรูปแบบของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ฉะนั้น หากปรับเปลี่ยนไปเริ่มต้นที่การปฏิรูปสังคม จำเป็นต้องคิดค้นเครื่องมือและกลไกที่เหมาะสม หลากหลาย และสอดคล้องกับมิติด้านสังคมในแบบไทย  ซึ่งมีวิถีที่ค่อนข้างแตกต่างจากสังคมตะวันตกอันเป็นต้นแบบประชาธิปไตยทั่วไป  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิถีชีวิต ทัศนคติ ค่านิยมและวัฒนธรรมไทยที่จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตย จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูและรณรงค์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่น&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-	การลงแขกเกี่ยวข้าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	ระบบการจัดการและจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและมีส่วนร่วมในชุมชนที่เรียกว่าระบบเหมืองฝาย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	ประเพณีทางศาสนาพุทธที่เรียกว่า “มหาปวารณา” ซึ่งพระภิกษุมีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนหรือบอกกล่าวข้อบกพร่อง หรือซักถามข้อสงสัยแก่ภิกษุรูปอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	ระบบสหกรณ์ หรือระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งสมาชิกในชุมชนได้มีส่วนร่วมทั้งในการร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับผลที่เกิดขึ้น อันเป็นการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบจากการปฏิบัติจริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะเดียวกันก็ต้องขจัดหรือจำกัดสิ่งที่บั่นทอนหรือขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยด้วย &lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
นอกจากนี้  กลไกการบังคับใช้และมาตรการลงโทษที่เหมาะสมและหลากหลายก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น การลงโทษทางสังคม (social sanction) หรือการคว่ำบาตร (Boycott)  ด้วยการไม่คบค้าสมาคมหรือติดต่อด้วย หรือการตัดสิทธิประโยชน์ที่จะพึงได้รับบางประการ อาจจำเป็นและเกิดผลดีมากกว่าการลงโทษตามกฎหมาย&lt;br /&gt;
     &lt;br /&gt;
การปฏิรูปสังคมจะบรรลุผลสำเร็จได้ ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมด้วยช่วยกัน ตามบริบทและสภาพของแต่ละภาคส่วน  เบื้องต้นจึงควรยึดหลักการข้อแรกว่าไม่ควรมอบหมาย มอบความไว้วางใจ หรือมอบภาระความรับผิดชอบให้เป็นของสถาบันหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะมีความรู้ความสามารถเก่งกาจมากมายเพียงใด หรือเป็นเครื่องมือที่ดีเลิศอย่างไร ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการปฏิรูปแท้จริงคือ “คน” ที่ประกอบรวมกันอยู่ในสังคมนั่นเอง  การปฏิรูปที่จะได้ผลดีที่สุดจึงต้องปฏิรูป “คน” หรือประชาชนในสังคม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากก้าวพ้นไปถึงจุดนี้ได้  คงไม่เกิดกรณีกล่าวโทษต่อสถาบันหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือกล่าวหาว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวลนั้นเกิดจากคน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หลักการข้อที่สอง คือ การปฏิรูปสังคมไทย ต้องเกิดจากการปฏิรูปของพลเมืองไทย  การปฏิรูปของสังคมหรือประเทศอื่นนั้น ใช้เป็นเพียงแนวทางหรือบทเรียนประกอบ เพราะคงไม่มีสูตรสำเร็จของการปฏิรูปที่ใช้ได้กับทุกสังคม ในขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยต่อกระแสโลกที่ผันแปรอย่างรวดเร็วอีกด้วย &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Apirom</name></author>
	</entry>
</feed>