<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=WikiSysop</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=WikiSysop"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/WikiSysop"/>
	<updated>2026-04-14T17:26:15Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12980</id>
		<title>สุขาภิบาลท่าฉลอม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12980"/>
		<updated>2017-08-17T07:44:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เนื้อหา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#บทนำ &lt;br /&gt;
#กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการจัดระเบียบราชการแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริหารราชการแผ่นดินโดยการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนการกลาง(Centralisation) โดยมีพระมหากษัตริย์และกระทรวงต่างๆที่ทรงจัดตั้งขึ้นทำหน้าที่แยกไปตามภารกิจ รวมถึงการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยใช้รูปแบบมณฑลเทศาภิบาลที่มีการจัดลำดับชั้นของการบริหารลดลั่นลงไป เป็นเมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมิได้ตอบสนองต่อประสิทธิภาพในการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ต่อมาจึงได้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลรับผิดชอบภารกิจนี้ขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ และนำรัฐสยามเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยการสถาปนารัฐสมัยใหม่(Modern State)อันสามารถจำแนกรูปแบบรัฐในช่วงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดว่า&amp;amp;nbsp; รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolutist State) ซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจการปกครองรวมถึงการมีเหตุผลแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้แนวคิดและเป้าหมายเกี่ยวกับงานปกครองของรัฐจึงมีความแตกต่างจากรัฐในยุคจารีตอย่างชัดเจน ซึ่งแต่เดิมรัฐจารีตจะให้ความสำคัญกับการพาผู้ใต้ปกครองไปสู่การพ้นทุกข์และอยู่ในโลกหน้า ในขณะที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับให้ความสำคัญกับการมีชีวิตในโลกนี้&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;quot;&amp;gt;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ด้วยเหตุที่ หน้าที่สำคัญของผู้ปกครองในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะต้องบำรุงบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อย อาทิ&amp;amp;nbsp; การส่งเสริมการทำมาหากิน&amp;amp;nbsp; การปรับปรุงการคมนาคม&amp;amp;nbsp; การรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ยังผลให้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องสร้างกลไกและองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมารับผิดชอบการจัดการบำรุงบ้านเมือง เช่น การรถไฟ การประปา การสาธารณสุข รวมถึงการสุขาภิบาลด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การปกครองท้องถิ่นในรัฐสมัยใหม่(Modern State)ต้องถูกรัฐจัดตั้งขึ้น(state created) โดยมีภารกิจหน้าที่ 2 ประการควบคู่กันไป คือ ประการแรก หน้าที่ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”ด้วยการจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนในท้องถิ่น(public services) และประการที่สอง หน้าที่ “&#039;&#039;การปกครอง&#039;&#039;” โดยการปกครองท้องถิ่นนั้นจะต้องมีอิสระในการการบริหาร(autonomy)มีอิสระในออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติมอบอำนาจให้มา โดยที่มาของคณะผู้บริหารและการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นจะมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย(democracy)&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการปกครองนี้อันถือเป็นภารกิจสำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย&amp;lt;ref name=&amp;quot;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;quot;&amp;gt;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุขาภิบาล ถือเป็นองค์กรที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งขึ้น(State created)เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการบำรุงและสาธารณูปโภค(public services) เช่น&amp;amp;nbsp; ดูแลความสงบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; การดูแลรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ&amp;amp;nbsp; และจัดสาธารณูปโภคให้ท้องถิ่น&amp;amp;nbsp; โดยอาศัยแรงงานและทุนในท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;แต่การบริหารสุขาภิบาลยังอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง ผ่านข้าราชการมหาดไทยและมณฑลเทศาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;lt;/ref&amp;gt;ซึ่งที่มาของการจัดตั้งสุขาภิบาลอันมีหน้าที่ในการบำรุงบ้านเมืองสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัด“&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” (Municipal)ที่เกิดขึ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบอย่างที่ประเทศตะวันตกใช้ในอาณานิคมขณะนั้น เพื่อสร้างความเจริญของบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ความเป็นมาของแนวคิดเรื่องการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถูกริเริ่มในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) เมื่อพระยาอภัยราชา (โรลังค์ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการทั่วไป ได้กราบบังคมทูลไปยังรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อให้ราษฎรได้มีส่วนรับผิดชอบในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การทำถนน ป้องกันอัคคีภัย และการจัดการศึกษา&amp;amp;nbsp; โดยจัดให้มีการเลือกตัวแทนของราษฎรเข้าร่วมบริหารงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจัดกิจการสาธารณะให้กับราษฎร&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; แต่ขณะนั้นข้อเสนอของพระยาอภัยราชากลับไม่สามารถดำเนินการได้&amp;amp;nbsp; เนื่องจากที่ประชุมเสนาบดีมีความเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่สยามไม่ควรนำมาใช้อย่างทันที&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเห็นถึงความจำเป็นในการบำรุงบ้านเมืองในด้านการรักษาความสะอาดการป้องกันโรค ฯลฯ ดังนั้นพระองค์จึงทรงตั้งกรมสุขาภิบาลทำหน้าที่“&#039;&#039;ซะนิตอริ&#039;&#039;” (Sanitary)ใน พ.ศ. 2440&amp;amp;nbsp; ให้สังกัดกระทรวงนครบาลเพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และให้บริการด้านสาธารณูปโภคแก่ราษฎร เช่น น้ำประปา ไฟฟ้าจากนั้นได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ.2441)โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ได้แก่ การทำลายขยะมูลฝอย&amp;amp;nbsp; การจัดที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะของราษฎรทั่วไป&amp;amp;nbsp; การจัดห้ามมิให้ปลูกสร้างหรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค&amp;amp;nbsp; และการขนย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งรำคาญของมหาชนไปให้พ้น&amp;amp;nbsp; โดยงานสุขาภิบาลอยู่ภายใต้กำกับดูแลของเจ้าพนักงานสุขาภิบาล และได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “&#039;&#039;สุขาภิบาลกรุงเทพฯ&#039;&#039;”ขึ้นแทนโดยให้ทำหน้าที่เป็นกลไกการบำรุง(public services)ที่มุ่งเน้นการจัดการสาธารณสุขและการบำรุงบ้านเมืองเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีฐานะเป็นองค์กรปกครองที่แยกออกจากการบริหารงานของส่วนกลาง&amp;amp;nbsp; แต่อย่างใด เนื่องจากสุขาภิบาลเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงนครบาล&amp;amp;nbsp; หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ&amp;amp;nbsp; งานสุขาภิบาล &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
กรุงเทพฯเป็นงานแขนงหนึ่งหรือแผนกหนึ่งของกระทรวงนครบาลนั่นเอง&amp;lt;ref name=&amp;quot;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;quot;&amp;gt;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการสุขาภิบาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯนั้น มีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะแต่ยังไม่จัดเป็นการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง&amp;amp;nbsp; เนื่องจากองค์กรดังกล่าวถูกดำเนินการโดยข้าราชการเป็นสำคัญส่วนราษฎรในท้องถิ่นยังไม่มีส่วนร่วมในการบริหารอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากการตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯแล้ว&amp;amp;nbsp; ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีความคิดในการกลไกการบำรุงให้ขยายไปทั่วประเทศด้วยการจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง&amp;amp;nbsp; แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความพยายามในการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ตามหัวเมืองของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ&amp;amp;nbsp; เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย&amp;amp;nbsp; แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น&amp;amp;nbsp; เนื่องจาก กระทรวงมหาดไทยขาดเงินทุนในการดำเนินการประกอบกับการจัดวางระบบเทศาภิบาลในหัวเมืองที่ยังไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร&amp;amp;nbsp; ดังนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนให้มีการจัดสุขาภิบาลเพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของรัฐในการบำรุงในหัวเมืองทั่วประเทศแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; จังหวัดสมุทรสาคร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 ซึ่งถือเป็น&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก&#039;&#039;&#039; อันมีจุดมุ่งหมายเริ่มแรกเพื่อบำรุงชุมชนให้สะอาดและเป็นระเบียบ โดยรัฐได้จัดสรรเงินภาษีโรงร้านในเขตสุขาภิบาลจากราษฎรไทยและคนในบังคับต่างชาติ&amp;amp;nbsp; สำหรับเป็นเงินทุนในการบำรุง ซ่อมแซมถนนหนทาง การจุดโคมไฟ และการรักษาความสะอาดภายในเขตสุขาภิบาลซึ่งการดำเนินงานของสุขาภิบาลท่าฉลอมบริหารงานโดยคณะกรรมการสุขาภิบาล ประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้า&amp;amp;nbsp; โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาลควบคุมการทำงานและตรวจสอบบัญชีของคณะกรรมการสุขาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;lt;/ref&amp;gt;ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่างานสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเริ่มมีรูปองค์กรเกิดขึ้นและมีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงท้องถิ่น โดยอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการสุขาภิบาลเป็นของข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
มูลเหตุของการจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เกิดขึ้นจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาส เมืองนครเขื่อนขันธ์ (เมืองพระประแดง สมุทรปราการ) ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพตลาดเมือง นครเขื่อนขันธ์สกปรกมาก และจึงทรงมีพระราชดํารัสในที่ประชุม เสนาบดีว่า “&#039;&#039;โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน&#039;&#039;” (ตลาดท่าฉลอม) จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุ ภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร้อนพระทัยมาก ทรงคิดหาวิธี ร่วมกับ พระยาพิไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระยาพิไชยสุนทรจึงได้เชิญกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้าชาวจีนในตลาดท่าฉลอม มาประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาหาทาง ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งได้ข้อสรุปว่าประชาชนและพ่อค้าชาวจีน ยินดี ที่จะออกเงินซื้ออิฐปูถนน แต่ขอให้ทางผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ทําถนน โดยใช้แรงงานนักโทษทําการปรับพื้นดินและเก็บกวาดขยะ มูลฝอยขนไปเททิ้งเป็นครั้งคราว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ได้เสด็จออกตรวจดูการดําเนินงานก่อสร้างถนนที่ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้เรี่ยไรกันเป็น จํานวนเงิน 5,472 บาท ทรงมีพระดําริว่า ถนนสายนี้ เป็นของราษฎรได้ ลงทุนเสียสละเงินเป็นจํานวนมาก หากไม่มีแผนรองรับการ ซ่อมแซมไว้ให้ดีแล้วอาจชํารุดเสียหาย กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเห็นเป็นโอกาสดี จึงกราบบังคม ทูลขอพระราชทานเงินภาษีโรงร้านตลาดท่าฉลอมมาใช้ ทํานุบํารุงในกิจการ 3 ประเภท คือ ซ่อมแซมถนน จุด โคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาคํ่าคืน และจัดจ้างคนงานสําหรับ กวาดขยะมูลฝอย&amp;lt;ref name=&amp;quot;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.: 2552), หน้า 40-42.&amp;quot;&amp;gt;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.:  2552), หน้า 40-42.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ข้อเสนอในการใช้ภาษีโรงร้านนี้ได้ ต่อมารับพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น “&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;วันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.124 ”(2448)&amp;lt;ref name=&amp;quot;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร” ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;quot;&amp;gt;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”  ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดําเนินมายังเมืองสมุทรสาครโดยทางรถไฟ เพื่อทรงเปิด “&#039;&#039;ถนนถวาย&#039;&#039;” ที่ ประชาชนชาวตําบลท่าฉลอมมี ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการสุขาภิบาลชุดแรก ประกอบด้วย 1.หลวงพัฒนาการภักดี กํานันตําบลท่าฉลอม 2. ขุนพิจารณ์นรกิจ 3.ขุนพินิจนรการ ผู้ใหญ่บ้าน 4.จีนมัก 5.จีนศุข 6.จีนเน่า 7.จีนอู้ด และ 8.จีนโป๊&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจแบ่งการบริหารงานสุขาภิบาลของสยามในระยะแรกเป็น 2 ส่วนคือ&amp;amp;nbsp; สุขาภิบาลกรุงเทพฯ บริหารงานโดยกระทรวงนครบาลหรือการบริหารส่วนกลาง และใช้งบประมาณจากเงินรายได้ของแผ่นดิน&amp;amp;nbsp; และสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม บริหารงานโดยข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล แต่ใช้งบประมาณจากรายได้ที่เก็บจากท้องถิ่นนั้นเอง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
หลังจากจัดสุขาภิบาลท่าฉลอมได้ระยะหนึ่งแล้ว ทางข้าหลวงเทศาภิบาลในหลายมณฑลมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งสุขาภิบาลในท้องที่ต่าง ๆขึ้นให้สอดคล้องกับแนวพระดำริของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่จะขยายกิจการบำรุงโดยสุขาภิบาลออกไปทั่วประเทศ&amp;amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้ “&#039;&#039;พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. &#039;&#039;&#039;&#039;127&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;b&amp;gt;”(พ.ศ.2452)ขึ้น เพื่อวางหลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งสุขาภิบาลและกำหนดอำนาจหน้าที่ทั่วไปของสุขาภิบาลขึ้นใหม่โดยกฎหมายฉบับนี้แบ่งสุขาภิบาลเป็น 2 ประเภท คือ 1.&#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับเมือง&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของชุมชนเมือง&amp;amp;nbsp; และ 2. &#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับตำบล&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นตำบลใดตำบลหนึ่ง&amp;lt;ref name=&amp;quot;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;quot;&amp;gt;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;lt;/ref&amp;gt;อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักของสุขาภิบาลยังคงเป็น การบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะ อันได้แก่&amp;amp;nbsp; (1)การรักษาความสะอาดในท้องที่ เช่น การทำลายขยะมูลฝอยและของโสโครก(2)การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่ เช่น การปลูกฝี การจัดหาน้ำสะอาดบริโภค และการจำหน่ายยารักษาโรค (3)การบำรุงรักษาทางในท้องที่ เช่น การซ่อมแซมถนนและสะพาน การจัดทำโคมไฟส่องสว่าง&amp;lt;ref name=&amp;quot;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;quot;&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;/b&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพัฒนาของสุขาภิบาลท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก มีดังนี้ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม การยกสถานะสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมในปีพ.ศ. 2452 การยกสถานะสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาลเมืองในปี พ.ศ.2459 การยกสถานะสุขาภิบาลเมืองเป็นเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2478 และการยกสถานะเทศบาลเมืองสมุทรสาคร เป็นเทศบาลนครสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลนครสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2542 ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป สุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกถือกำเนิดขึ้นมาในรัฐไทยสมัยใหม่ (modern state) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีเหตุผลแห่งรัฐ(reason d’etate )ที่แตกต่างไปจากผู้ปกครองในยุครัฐแบบจารีต โดยผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีหน้าที่ในการบำรุงและนำพาบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทาง &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
โลกตามแบบอารยประเทศ ยังผลให้รัฐจำต้องสร้างหน่วยงานใหม่ๆขึ้น เช่น การจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้นเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ สุขาภิบาลจึงถือเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยที่ถูกจัดตั้ง(state created)ขึ้น โดยพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สุขาภิบาลมีภารกิจหลัก คือ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”บ้านเมืองและราษฎรด้วยการจัดบริการสาธารณะ(public services )เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. “ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย.” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542): 35-43.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. สถานภาพของความรู้ทางประวัติศาสตร์เรื่องรัฐและรัฐบาลไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประภัสสร อินธิแสน. “บทบาทของสุขาภิบาลที่มีต่อการปกครองตนเองในท้องถิ่นระหว่างปี พ.ศ. 2441 - 2476” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2523.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. “สุขาภิบาล&amp;amp;nbsp;: การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัจนาถ วังตาล. “วิเคราะห์กฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทยในรูปสุขาภิบาล.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์. “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์, “&#039;&#039;ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย. นนทบุรี&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อลงกรณ์&amp;amp;nbsp; อรรคแสง. “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12979</id>
		<title>สุขาภิบาลท่าฉลอม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12979"/>
		<updated>2017-08-17T07:42:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เนื้อหา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#บทนำ &lt;br /&gt;
#กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการจัดระเบียบราชการแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริหารราชการแผ่นดินโดยการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนการกลาง(Centralisation) โดยมีพระมหากษัตริย์และกระทรวงต่างๆที่ทรงจัดตั้งขึ้นทำหน้าที่แยกไปตามภารกิจ รวมถึงการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยใช้รูปแบบมณฑลเทศาภิบาลที่มีการจัดลำดับชั้นของการบริหารลดลั่นลงไป เป็นเมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมิได้ตอบสนองต่อประสิทธิภาพในการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ต่อมาจึงได้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลรับผิดชอบภารกิจนี้ขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ และนำรัฐสยามเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยการสถาปนารัฐสมัยใหม่(Modern State)อันสามารถจำแนกรูปแบบรัฐในช่วงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดว่า&amp;amp;nbsp; รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolutist State) ซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจการปกครองรวมถึงการมีเหตุผลแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้แนวคิดและเป้าหมายเกี่ยวกับงานปกครองของรัฐจึงมีความแตกต่างจากรัฐในยุคจารีตอย่างชัดเจน ซึ่งแต่เดิมรัฐจารีตจะให้ความสำคัญกับการพาผู้ใต้ปกครองไปสู่การพ้นทุกข์และอยู่ในโลกหน้า ในขณะที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับให้ความสำคัญกับการมีชีวิตในโลกนี้&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;quot;&amp;gt;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ด้วยเหตุที่ หน้าที่สำคัญของผู้ปกครองในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะต้องบำรุงบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อย อาทิ&amp;amp;nbsp; การส่งเสริมการทำมาหากิน&amp;amp;nbsp; การปรับปรุงการคมนาคม&amp;amp;nbsp; การรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ยังผลให้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องสร้างกลไกและองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมารับผิดชอบการจัดการบำรุงบ้านเมือง เช่น การรถไฟ การประปา การสาธารณสุข รวมถึงการสุขาภิบาลด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การปกครองท้องถิ่นในรัฐสมัยใหม่(Modern State)ต้องถูกรัฐจัดตั้งขึ้น(state created) โดยมีภารกิจหน้าที่ 2 ประการควบคู่กันไป คือ ประการแรก หน้าที่ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”ด้วยการจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนในท้องถิ่น(public services) และประการที่สอง หน้าที่ “&#039;&#039;การปกครอง&#039;&#039;” โดยการปกครองท้องถิ่นนั้นจะต้องมีอิสระในการการบริหาร(autonomy)มีอิสระในออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติมอบอำนาจให้มา โดยที่มาของคณะผู้บริหารและการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นจะมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย(democracy)&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการปกครองนี้อันถือเป็นภารกิจสำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย&amp;lt;ref name=&amp;quot;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;quot;&amp;gt;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุขาภิบาล ถือเป็นองค์กรที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งขึ้น(State created)เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการบำรุงและสาธารณูปโภค(public services) เช่น&amp;amp;nbsp; ดูแลความสงบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; การดูแลรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ&amp;amp;nbsp; และจัดสาธารณูปโภคให้ท้องถิ่น&amp;amp;nbsp; โดยอาศัยแรงงานและทุนในท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;แต่การบริหารสุขาภิบาลยังอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง ผ่านข้าราชการมหาดไทยและมณฑลเทศาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;lt;/ref&amp;gt;ซึ่งที่มาของการจัดตั้งสุขาภิบาลอันมีหน้าที่ในการบำรุงบ้านเมืองสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัด“&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” (Municipal)ที่เกิดขึ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบอย่างที่ประเทศตะวันตกใช้ในอาณานิคมขณะนั้น เพื่อสร้างความเจริญของบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ความเป็นมาของแนวคิดเรื่องการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถูกริเริ่มในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) เมื่อพระยาอภัยราชา (โรลังค์ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการทั่วไป ได้กราบบังคมทูลไปยังรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อให้ราษฎรได้มีส่วนรับผิดชอบในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การทำถนน ป้องกันอัคคีภัย และการจัดการศึกษา&amp;amp;nbsp; โดยจัดให้มีการเลือกตัวแทนของราษฎรเข้าร่วมบริหารงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจัดกิจการสาธารณะให้กับราษฎร&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; แต่ขณะนั้นข้อเสนอของพระยาอภัยราชากลับไม่สามารถดำเนินการได้&amp;amp;nbsp; เนื่องจากที่ประชุมเสนาบดีมีความเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่สยามไม่ควรนำมาใช้อย่างทันที&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเห็นถึงความจำเป็นในการบำรุงบ้านเมืองในด้านการรักษาความสะอาดการป้องกันโรค ฯลฯ ดังนั้นพระองค์จึงทรงตั้งกรมสุขาภิบาลทำหน้าที่“&#039;&#039;ซะนิตอริ&#039;&#039;” (Sanitary)ใน พ.ศ. 2440&amp;amp;nbsp; ให้สังกัดกระทรวงนครบาลเพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และให้บริการด้านสาธารณูปโภคแก่ราษฎร เช่น น้ำประปา ไฟฟ้าจากนั้นได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ.2441)โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ได้แก่ การทำลายขยะมูลฝอย&amp;amp;nbsp; การจัดที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะของราษฎรทั่วไป&amp;amp;nbsp; การจัดห้ามมิให้ปลูกสร้างหรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค&amp;amp;nbsp; และการขนย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งรำคาญของมหาชนไปให้พ้น&amp;amp;nbsp; โดยงานสุขาภิบาลอยู่ภายใต้กำกับดูแลของเจ้าพนักงานสุขาภิบาล และได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “&#039;&#039;สุขาภิบาลกรุงเทพฯ&#039;&#039;”ขึ้นแทนโดยให้ทำหน้าที่เป็นกลไกการบำรุง(public services)ที่มุ่งเน้นการจัดการสาธารณสุขและการบำรุงบ้านเมืองเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีฐานะเป็นองค์กรปกครองที่แยกออกจากการบริหารงานของส่วนกลาง&amp;amp;nbsp; แต่อย่างใด เนื่องจากสุขาภิบาลเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงนครบาล&amp;amp;nbsp; หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ&amp;amp;nbsp; งานสุขาภิบาล &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
กรุงเทพฯเป็นงานแขนงหนึ่งหรือแผนกหนึ่งของกระทรวงนครบาลนั่นเอง&amp;lt;ref name=&amp;quot;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;quot;&amp;gt;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการสุขาภิบาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯนั้น มีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะแต่ยังไม่จัดเป็นการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง&amp;amp;nbsp; เนื่องจากองค์กรดังกล่าวถูกดำเนินการโดยข้าราชการเป็นสำคัญส่วนราษฎรในท้องถิ่นยังไม่มีส่วนร่วมในการบริหารอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากการตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯแล้ว&amp;amp;nbsp; ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีความคิดในการกลไกการบำรุงให้ขยายไปทั่วประเทศด้วยการจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง&amp;amp;nbsp; แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความพยายามในการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ตามหัวเมืองของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ&amp;amp;nbsp; เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย&amp;amp;nbsp; แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น&amp;amp;nbsp; เนื่องจาก กระทรวงมหาดไทยขาดเงินทุนในการดำเนินการประกอบกับการจัดวางระบบเทศาภิบาลในหัวเมืองที่ยังไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร&amp;amp;nbsp; ดังนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนให้มีการจัดสุขาภิบาลเพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของรัฐในการบำรุงในหัวเมืองทั่วประเทศแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; จังหวัดสมุทรสาคร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 ซึ่งถือเป็น&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก&#039;&#039;&#039; อันมีจุดมุ่งหมายเริ่มแรกเพื่อบำรุงชุมชนให้สะอาดและเป็นระเบียบ โดยรัฐได้จัดสรรเงินภาษีโรงร้านในเขตสุขาภิบาลจากราษฎรไทยและคนในบังคับต่างชาติ&amp;amp;nbsp; สำหรับเป็นเงินทุนในการบำรุง ซ่อมแซมถนนหนทาง การจุดโคมไฟ และการรักษาความสะอาดภายในเขตสุขาภิบาลซึ่งการดำเนินงานของสุขาภิบาลท่าฉลอมบริหารงานโดยคณะกรรมการสุขาภิบาล ประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้า&amp;amp;nbsp; โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาลควบคุมการทำงานและตรวจสอบบัญชีของคณะกรรมการสุขาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;lt;/ref&amp;gt;ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่างานสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเริ่มมีรูปองค์กรเกิดขึ้นและมีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงท้องถิ่น โดยอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการสุขาภิบาลเป็นของข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
มูลเหตุของการจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เกิดขึ้นจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาส เมืองนครเขื่อนขันธ์ (เมืองพระประแดง สมุทรปราการ) ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพตลาดเมือง นครเขื่อนขันธ์สกปรกมาก และจึงทรงมีพระราชดํารัสในที่ประชุม เสนาบดีว่า “&#039;&#039;โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน&#039;&#039;” (ตลาดท่าฉลอม) จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุ ภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร้อนพระทัยมาก ทรงคิดหาวิธี ร่วมกับ พระยาพิไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระยาพิไชยสุนทรจึงได้เชิญกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้าชาวจีนในตลาดท่าฉลอม มาประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาหาทาง ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งได้ข้อสรุปว่าประชาชนและพ่อค้าชาวจีน ยินดี ที่จะออกเงินซื้ออิฐปูถนน แต่ขอให้ทางผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ทําถนน โดยใช้แรงงานนักโทษทําการปรับพื้นดินและเก็บกวาดขยะ มูลฝอยขนไปเททิ้งเป็นครั้งคราว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ได้เสด็จออกตรวจดูการดําเนินงานก่อสร้างถนนที่ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้เรี่ยไรกันเป็น จํานวนเงิน 5,472 บาท ทรงมีพระดําริว่า ถนนสายนี้ เป็นของราษฎรได้ ลงทุนเสียสละเงินเป็นจํานวนมาก หากไม่มีแผนรองรับการ ซ่อมแซมไว้ให้ดีแล้วอาจชํารุดเสียหาย กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเห็นเป็นโอกาสดี จึงกราบบังคม ทูลขอพระราชทานเงินภาษีโรงร้านตลาดท่าฉลอมมาใช้ ทํานุบํารุงในกิจการ 3 ประเภท คือ ซ่อมแซมถนน จุด โคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาคํ่าคืน และจัดจ้างคนงานสําหรับ กวาดขยะมูลฝอย&amp;lt;ref name=&amp;quot;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.: 2552), หน้า 40-42.&amp;quot;&amp;gt;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.:  2552), หน้า 40-42.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ข้อเสนอในการใช้ภาษีโรงร้านนี้ได้ ต่อมารับพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น “&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;วันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.124 ”(2448)&amp;lt;ref name=&amp;quot;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร” ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;quot;&amp;gt;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”  ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดําเนินมายังเมืองสมุทรสาครโดยทางรถไฟ เพื่อทรงเปิด “&#039;&#039;ถนนถวาย&#039;&#039;” ที่ ประชาชนชาวตําบลท่าฉลอมมี ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการสุขาภิบาลชุดแรก ประกอบด้วย 1.หลวงพัฒนาการภักดี กํานันตําบลท่าฉลอม 2. ขุนพิจารณ์นรกิจ 3.ขุนพินิจนรการ ผู้ใหญ่บ้าน 4.จีนมัก 5.จีนศุข 6.จีนเน่า 7.จีนอู้ด และ 8.จีนโป๊&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจแบ่งการบริหารงานสุขาภิบาลของสยามในระยะแรกเป็น 2 ส่วนคือ&amp;amp;nbsp; สุขาภิบาลกรุงเทพฯ บริหารงานโดยกระทรวงนครบาลหรือการบริหารส่วนกลาง และใช้งบประมาณจากเงินรายได้ของแผ่นดิน&amp;amp;nbsp; และสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม บริหารงานโดยข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล แต่ใช้งบประมาณจากรายได้ที่เก็บจากท้องถิ่นนั้นเอง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
หลังจากจัดสุขาภิบาลท่าฉลอมได้ระยะหนึ่งแล้ว ทางข้าหลวงเทศาภิบาลในหลายมณฑลมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งสุขาภิบาลในท้องที่ต่าง ๆขึ้นให้สอดคล้องกับแนวพระดำริของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่จะขยายกิจการบำรุงโดยสุขาภิบาลออกไปทั่วประเทศ&amp;amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้ “&#039;&#039;พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. &#039;&#039;&#039;&#039;127&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;b&amp;gt;”(พ.ศ.2452)ขึ้น เพื่อวางหลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งสุขาภิบาลและกำหนดอำนาจหน้าที่ทั่วไปของสุขาภิบาลขึ้นใหม่โดยกฎหมายฉบับนี้แบ่งสุขาภิบาลเป็น 2 ประเภท คือ 1.&#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับเมือง&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของชุมชนเมือง&amp;amp;nbsp; และ 2. &#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับตำบล&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นตำบลใดตำบลหนึ่ง&amp;lt;ref name=&amp;quot;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;quot;&amp;gt;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;lt;/ref&amp;gt;อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักของสุขาภิบาลยังคงเป็น การบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะ อันได้แก่&amp;amp;nbsp; (1)การรักษาความสะอาดในท้องที่ เช่น การทำลายขยะมูลฝอยและของโสโครก(2)การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่ เช่น การปลูกฝี การจัดหาน้ำสะอาดบริโภค และการจำหน่ายยารักษาโรค (3)การบำรุงรักษาทางในท้องที่ เช่น การซ่อมแซมถนนและสะพาน การจัดทำโคมไฟส่องสว่าง&amp;lt;ref name=&amp;quot;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;quot;&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;/b&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพัฒนาของสุขาภิบาลท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก มีดังนี้ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม การยกสถานะสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมในปีพ.ศ. 2452 การยกสถานะสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาลเมืองในปี พ.ศ.2459 การยกสถานะสุขาภิบาลเมืองเป็นเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2478 และการยกสถานะเทศบาลเมืองสมุทรสาคร เป็นเทศบาลนครสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลนครสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2542 ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป สุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกถือกำเนิดขึ้นมาในรัฐไทยสมัยใหม่ (modern state) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีเหตุผลแห่งรัฐ(reason d’etate )ที่แตกต่างไปจากผู้ปกครองในยุครัฐแบบจารีต โดยผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีหน้าที่ในการบำรุงและนำพาบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทาง &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
โลกตามแบบอารยประเทศ ยังผลให้รัฐจำต้องสร้างหน่วยงานใหม่ๆขึ้น เช่น การจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้นเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ สุขาภิบาลจึงถือเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยที่ถูกจัดตั้ง(state created)ขึ้น โดยพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สุขาภิบาลมีภารกิจหลัก คือ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”บ้านเมืองและราษฎรด้วยการจัดบริการสาธารณะ(public services )เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. “ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย.” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542): 35-43.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. สถานภาพของความรู้ทางประวัติศาสตร์เรื่องรัฐและรัฐบาลไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประภัสสร อินธิแสน. “บทบาทของสุขาภิบาลที่มีต่อการปกครองตนเองในท้องถิ่นระหว่างปี พ.ศ. 2441 - 2476” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2523.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. “สุขาภิบาล&amp;amp;nbsp;: การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัจนาถ วังตาล. “วิเคราะห์กฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทยในรูปสุขาภิบาล.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์. “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์, “&#039;&#039;ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย. นนทบุรี&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อลงกรณ์&amp;amp;nbsp; อรรคแสง. “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12978</id>
		<title>ประชาธิปไตย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12978"/>
		<updated>2017-08-17T07:31:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: รณชัย โตสมภาค&amp;lt;br/&amp;gt; ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบท...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: รณชัย โตสมภาค&amp;lt;br/&amp;gt; ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: นายจเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div align=&amp;quot;center&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองตามอุดมการณ์สากล ที่ผู้นำประเทศได้รับอำนาจและความชอบธรรมในการบริหารประเทศจากประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง &amp;amp;nbsp;บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยมีการแบ่งอำนาจในการปกครองประเทศอย่างชัดเจน ผ่านการกระจายอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของผู้ปกครองประเทศ&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมายของประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้ความหมายประชาธิปไตยว่า เป็นแบบ&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ส่วนคำว่าระบอบหมายถึงแบบอย่าง ธรรมเนียม ระเบียบการปกครอง ดังนั้น คำว่าระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความว่าแบบอย่างหรือธรรมเนียมการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “ประชาธิปไตย” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีกว่า Demos หมายถึงประชาชน กับ Kratien หมายถึง การปกครอง ดังนั้นประชาธิปไตยหรือ democracy จึงหมายถึงการปกครองโดยประชาชน โดยอำนาจสูดสุดในการปกครองจะมาจากประชาชน และรัฐบาลจะคงอยู่ในอำนาจต่อไปได้เมื่อวาระสิ้นสุดลง ก็ต่อเมื่อประชาชนผู้เลือกตั้งเห็นว่ารัฐบาลสามารถสนองตอบต่อเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 8 การปกครองประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 22 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://e-book.ram.edu/e-book/p/PS103/chapter8.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 8 การปกครองประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 22 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://e-book.ram.edu/e-book/p/PS103/chapter8.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักการของประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในความสำคัญและศักดิ์ศรีของปัจเจกบุคคล ความเชื่อในความเสมอภาคของมนุษย์ และความเชื่อในความจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอิสรเสรี &amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตยจึงประกอบด้วยหลักการต่างๆ ดังต่อไปนี้&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. เสรีภาพ (Liberty) คืออิสรภาพของบุคคลที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตนโดยไม่อยู่ภายใต้การกดขี่ของรัฐ เว้นแต่อยู่ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในหลักประชาธิปไตย เสรีภาพคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าของสังคม&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ความเสมอภาค (Equality) คือความเท่าเทียมกันของคนในสังคม เป็นความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมเหมือนกัน มีศักดิ์ศรี เกียรติยศ และมีคุณค่าในความเป็นคนอย่างเดียวกัน ความเสมอภาคประกอบไปด้วย&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.1 ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.2 ความเสมอภาคตามกฎหมาย&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.3 ความเสมอภาคในด้านโอกาส&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.4 ความเสมอภาคในทางการเมือง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.5 &amp;amp;nbsp;ความเสมอภาคในการใช้สิทธิเลือกตั้ง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.6&amp;amp;nbsp;ความเสมอภาคในการสมัครรับเลือกตั้ง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.7 ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) คือ ปัจจัยที่เชื่อว่าสังคมก่อตั้งขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน ในการที่จะให้อำนาจอธิปไตยของสังคมส่วนรวมเข้ามาแทนที่เสรีภาพธรรมชาติ โดยทุกคนจะมีส่วนในอธิปไตยนั้นๆ เท่าเทียมกัน ตามหลักการนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองที่ประชาชนเป็นทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งโดยยึดหลักการเสียงข้างมาก จึงมีสิทธิอำนาจอันขอบธรรมในการปกครองประเทศเพราะได้รับสิทธิจากผู้ถูกปกครองโดยตรง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. หลักการเสียงข้างมากที่คุ้มครองเสียงข้างน้อย (The Rule of Majority) เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจปัญหาบ้านเมืองไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนราษฎร ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนทุกคนย่อมมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดสินปัญหาจึงต้องยึดเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ถึงอย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของเสียงข้างน้อย หลักประชาธิปไตยจึงต้องประกอบด้วยหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อย (minority right) ด้วย ทั้งนี้ การตัดสินใจโดยล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อย ถือว่าเป็นการปกครองโดยระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก (Dictatorship of the Majority)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;ประเภทของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. ประชาธิปไตยโดยทางตรง (Direct Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองโดยตรง ด้วยการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาตัดสินปัญหา และเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของรัฐ ราษฎรมีบทบาทในการตัดสินใจในกิจการของบ้านเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ประชาธิปไตยโดยทางอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน (Representative Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้อำนาจประชาชนเลือกตัวแทนเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อพิจารณาตัดสินใจแก้ไขปัญหาของรัฐ และบริหารกิจการบ้านเมืองตามกรอบนโยบายของรัฐ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก :  http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก :  http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้&amp;lt;br/&amp;gt; 1. หลักประมุขของประเทศ (Head of State)&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.1 การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ เป็นศูนย์รวมของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนทั้งมวล โดยจะใช้อำนาจอธิปไตยผ่านอำนาจสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา บริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และตุลาการผ่านทางศาล ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์จะเป็นกลาง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการประเทศ &amp;amp;nbsp;ประเทศที่ปกครองโดยระบอบนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.2 การปกครองโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (Presidency) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ และในบางประเทศจะทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหารด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา และ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; 2. หลักการรวมและแยกอำนาจ (Separation of Powers)&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.1 การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ผ่านรัฐสภา ระบอบรัฐสภาสามารถแบ่งออกได้เป็นรูปแบบสภาเดียว (Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศส่วนใหญ่ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ใช้รูปแบบสองสภา อาจมีสภาใดสภาหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกสภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ทั้งนี้ ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐสภา ผ่านกระบวนการและอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.2 การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบรัฐสภา แต่กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล และแบ่งแยกอำนาจจะแตกต่างกัน ในระบอบนี้ ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหาร จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อได้รับเลือกตั้งจะมีสิทธิและอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภา จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จึงเป็นอิสระและแยกขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจ ในระบบประธานาธิบดีจะมีกลไกทางรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภามีอำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ผ่านการควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และการลงมติเพื่อกล่าวโทษ (Impeachment) และปลดออกจากตำแหน่ง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่เป็นต้นแบบของการปกครองลักษณะนี้ คือสหรัฐอเมริกา&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.3 การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธิบดีเป็นประมุขและบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในด้านการบริหาร นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และรับผิดชอบต่อรัฐสภา ประธานาธิบดีจะเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศและการเมืองทั่วไป ทั้งนี้ ประธานาธิบดีในระบบการปกครองแบบนี้ จะแตกต่างจากประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีตามข้อ 2.2 &amp;amp;nbsp;congress ตรงที่ จะมีอำนาจอนุญาโตตุลาการ ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจในการประกาศยุบสภา ประเทศที่มีการปกครองลักษณะนี้ อาทิ ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;คณะกรรมการการเลือกตั้ง. ระบอบประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฏาคม 2557 เข้าถึงได้จาก http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=filedownload$DataID=18358&amp;quot;&amp;gt;คณะกรรมการการเลือกตั้ง. ระบอบประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฏาคม 2557 เข้าถึงได้จาก http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=filedownload$DataID=18358&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; 1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2544). ประวัติการเมืองไทย 2475 – 2550. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; 2. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2549). ความคิดการเมืองไพร่กระฎุมพีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มติชน.&amp;lt;br/&amp;gt; 3. โสภา ชานะมูล. (2550). “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ยุวดี เทพยสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ดัชนีชี้วัดประชาธิปไตย.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฎาคม 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงได้จาก http://kpi.ac.th/kpith/pdf/%E0%25%A2/content.pdf&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. Standford Encyclopedia of Philosophy. &#039;&#039;&#039;Democracy. &#039;&#039;&#039;[Online] Retrieved July 23, 2014, from http://plato.stanford.edu/entries/democracy/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. &#039;&#039;&#039;ตอนที่&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1 สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฎาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://www.phayao.go.th/au/sadmin/citizenmanual.PDF&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. Inter-Parliamentary Union. &#039;&#039;&#039;Democracy: Its Principles and Achievement. &#039;&#039;&#039;[Online] Retrieved July 24, 2014, from http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOCRACY_PR_E.pdf&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOCRACY_PR_E.pdf &amp;lt;references /&amp;gt;]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12975</id>
		<title>สุขาภิบาลท่าฉลอม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;diff=12975"/>
		<updated>2017-08-17T04:09:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; = &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สุขาภิบาลท่าฉลอม&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; =  &amp;amp;nbsp;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เนื้อหา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#บทนำ &lt;br /&gt;
#กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการจัดระเบียบราชการแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริหารราชการแผ่นดินโดยการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนการกลาง(Centralisation) โดยมีพระมหากษัตริย์และกระทรวงต่างๆที่ทรงจัดตั้งขึ้นทำหน้าที่แยกไปตามภารกิจ รวมถึงการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยใช้รูปแบบมณฑลเทศาภิบาลที่มีการจัดลำดับชั้นของการบริหารลดลั่นลงไป เป็นเมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมิได้ตอบสนองต่อประสิทธิภาพในการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ต่อมาจึงได้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลรับผิดชอบภารกิจนี้ขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ และนำรัฐสยามเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยการสถาปนารัฐสมัยใหม่(Modern State)อันสามารถจำแนกรูปแบบรัฐในช่วงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดว่า&amp;amp;nbsp; รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolutist State) ซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจการปกครองรวมถึงการมีเหตุผลแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้แนวคิดและเป้าหมายเกี่ยวกับงานปกครองของรัฐจึงมีความแตกต่างจากรัฐในยุคจารีตอย่างชัดเจน ซึ่งแต่เดิมรัฐจารีตจะให้ความสำคัญกับการพาผู้ใต้ปกครองไปสู่การพ้นทุกข์และอยู่ในโลกหน้า ในขณะที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับให้ความสำคัญกับการมีชีวิตในโลกนี้&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;quot;&amp;gt;ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), น. 5.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ด้วยเหตุที่ หน้าที่สำคัญของผู้ปกครองในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะต้องบำรุงบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อย อาทิ&amp;amp;nbsp; การส่งเสริมการทำมาหากิน&amp;amp;nbsp; การปรับปรุงการคมนาคม&amp;amp;nbsp; การรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ยังผลให้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องสร้างกลไกและองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมารับผิดชอบการจัดการบำรุงบ้านเมือง เช่น การรถไฟ การประปา การสาธารณสุข รวมถึงการสุขาภิบาลด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การปกครองท้องถิ่นในรัฐสมัยใหม่(Modern State)ต้องถูกรัฐจัดตั้งขึ้น(state created) โดยมีภารกิจหน้าที่ 2 ประการควบคู่กันไป คือ ประการแรก หน้าที่ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”ด้วยการจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนในท้องถิ่น(public services) และประการที่สอง หน้าที่ “&#039;&#039;การปกครอง&#039;&#039;” โดยการปกครองท้องถิ่นนั้นจะต้องมีอิสระในการการบริหาร(autonomy)มีอิสระในออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติมอบอำนาจให้มา โดยที่มาของคณะผู้บริหารและการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นจะมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย(democracy)&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการปกครองนี้อันถือเป็นภารกิจสำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย&amp;lt;ref name=&amp;quot;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;quot;&amp;gt;โปรดดูเพิ่มเติม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “ปรีดี พนมยงค์กับการปกครองท้องถิ่นไทย,” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542):36-37.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุขาภิบาล ถือเป็นองค์กรที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งขึ้น(State created)เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการบำรุงและสาธารณูปโภค(public services) เช่น&amp;amp;nbsp; ดูแลความสงบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; การดูแลรักษาความสะอาด&amp;amp;nbsp; การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ&amp;amp;nbsp; และจัดสาธารณูปโภคให้ท้องถิ่น&amp;amp;nbsp; โดยอาศัยแรงงานและทุนในท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;แต่การบริหารสุขาภิบาลยังอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง ผ่านข้าราชการมหาดไทยและมณฑลเทศาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2547), น. 5-8.&amp;lt;/ref&amp;gt;ซึ่งที่มาของการจัดตั้งสุขาภิบาลอันมีหน้าที่ในการบำรุงบ้านเมืองสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัด“&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” (Municipal)ที่เกิดขึ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบอย่างที่ประเทศตะวันตกใช้ในอาณานิคมขณะนั้น เพื่อสร้างความเจริญของบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549),น. 18.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ความเป็นมาของแนวคิดเรื่องการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถูกริเริ่มในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) เมื่อพระยาอภัยราชา (โรลังค์ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการทั่วไป ได้กราบบังคมทูลไปยังรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อให้ราษฎรได้มีส่วนรับผิดชอบในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การทำถนน ป้องกันอัคคีภัย และการจัดการศึกษา&amp;amp;nbsp; โดยจัดให้มีการเลือกตัวแทนของราษฎรเข้าร่วมบริหารงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจัดกิจการสาธารณะให้กับราษฎร&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 10.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; แต่ขณะนั้นข้อเสนอของพระยาอภัยราชากลับไม่สามารถดำเนินการได้&amp;amp;nbsp; เนื่องจากที่ประชุมเสนาบดีมีความเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่สยามไม่ควรนำมาใช้อย่างทันที&amp;lt;ref name=&amp;quot;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;quot;&amp;gt;เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476,” น. 106 – 107.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเห็นถึงความจำเป็นในการบำรุงบ้านเมืองในด้านการรักษาความสะอาดการป้องกันโรค ฯลฯ ดังนั้นพระองค์จึงทรงตั้งกรมสุขาภิบาลทำหน้าที่“&#039;&#039;ซะนิตอริ&#039;&#039;” (Sanitary)ใน พ.ศ. 2440&amp;amp;nbsp; ให้สังกัดกระทรวงนครบาลเพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่ชุมชน&amp;amp;nbsp; ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และให้บริการด้านสาธารณูปโภคแก่ราษฎร เช่น น้ำประปา ไฟฟ้าจากนั้นได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ.2441)โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ได้แก่ การทำลายขยะมูลฝอย&amp;amp;nbsp; การจัดที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะของราษฎรทั่วไป&amp;amp;nbsp; การจัดห้ามมิให้ปลูกสร้างหรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค&amp;amp;nbsp; และการขนย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งรำคาญของมหาชนไปให้พ้น&amp;amp;nbsp; โดยงานสุขาภิบาลอยู่ภายใต้กำกับดูแลของเจ้าพนักงานสุขาภิบาล และได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 12.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
การจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “&#039;&#039;สุขาภิบาลกรุงเทพฯ&#039;&#039;”ขึ้นแทนโดยให้ทำหน้าที่เป็นกลไกการบำรุง(public services)ที่มุ่งเน้นการจัดการสาธารณสุขและการบำรุงบ้านเมืองเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีฐานะเป็นองค์กรปกครองที่แยกออกจากการบริหารงานของส่วนกลาง&amp;amp;nbsp; แต่อย่างใด เนื่องจากสุขาภิบาลเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงนครบาล&amp;amp;nbsp; หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ&amp;amp;nbsp; งานสุขาภิบาล &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
กรุงเทพฯเป็นงานแขนงหนึ่งหรือแผนกหนึ่งของกระทรวงนครบาลนั่นเอง&amp;lt;ref name=&amp;quot;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;quot;&amp;gt;อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ”(วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น. 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการสุขาภิบาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯนั้น มีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะแต่ยังไม่จัดเป็นการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง&amp;amp;nbsp; เนื่องจากองค์กรดังกล่าวถูกดำเนินการโดยข้าราชการเป็นสำคัญส่วนราษฎรในท้องถิ่นยังไม่มีส่วนร่วมในการบริหารอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากการตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯแล้ว&amp;amp;nbsp; ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีความคิดในการกลไกการบำรุงให้ขยายไปทั่วประเทศด้วยการจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง&amp;amp;nbsp; แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความพยายามในการจัด “&#039;&#039;มูนิซิเปอล&#039;&#039;” ตามหัวเมืองของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ&amp;amp;nbsp; เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย&amp;amp;nbsp; แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น&amp;amp;nbsp; เนื่องจาก กระทรวงมหาดไทยขาดเงินทุนในการดำเนินการประกอบกับการจัดวางระบบเทศาภิบาลในหัวเมืองที่ยังไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร&amp;amp;nbsp; ดังนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนให้มีการจัดสุขาภิบาลเพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของรัฐในการบำรุงในหัวเมืองทั่วประเทศแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำเนิดสุขาภิบาลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม&#039;&#039;&#039; จังหวัดสมุทรสาคร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 ซึ่งถือเป็น&#039;&#039;&#039;สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก&#039;&#039;&#039; อันมีจุดมุ่งหมายเริ่มแรกเพื่อบำรุงชุมชนให้สะอาดและเป็นระเบียบ โดยรัฐได้จัดสรรเงินภาษีโรงร้านในเขตสุขาภิบาลจากราษฎรไทยและคนในบังคับต่างชาติ&amp;amp;nbsp; สำหรับเป็นเงินทุนในการบำรุง ซ่อมแซมถนนหนทาง การจุดโคมไฟ และการรักษาความสะอาดภายในเขตสุขาภิบาลซึ่งการดำเนินงานของสุขาภิบาลท่าฉลอมบริหารงานโดยคณะกรรมการสุขาภิบาล ประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้า&amp;amp;nbsp; โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาลควบคุมการทำงานและตรวจสอบบัญชีของคณะกรรมการสุขาภิบาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;quot;&amp;gt;สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น พ.ศ. 2476 – 2500,” น. 16.&amp;lt;/ref&amp;gt;ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่างานสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเริ่มมีรูปองค์กรเกิดขึ้นและมีภารกิจหน้าที่ในการบำรุงท้องถิ่น โดยอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการสุขาภิบาลเป็นของข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
มูลเหตุของการจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เกิดขึ้นจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาส เมืองนครเขื่อนขันธ์ (เมืองพระประแดง สมุทรปราการ) ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพตลาดเมือง นครเขื่อนขันธ์สกปรกมาก และจึงทรงมีพระราชดํารัสในที่ประชุม เสนาบดีว่า “&#039;&#039;โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน&#039;&#039;” (ตลาดท่าฉลอม) จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุ ภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร้อนพระทัยมาก ทรงคิดหาวิธี ร่วมกับ พระยาพิไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระยาพิไชยสุนทรจึงได้เชิญกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้าชาวจีนในตลาดท่าฉลอม มาประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาหาทาง ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งได้ข้อสรุปว่าประชาชนและพ่อค้าชาวจีน ยินดี ที่จะออกเงินซื้ออิฐปูถนน แต่ขอให้ทางผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ทําถนน โดยใช้แรงงานนักโทษทําการปรับพื้นดินและเก็บกวาดขยะ มูลฝอยขนไปเททิ้งเป็นครั้งคราว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ได้เสด็จออกตรวจดูการดําเนินงานก่อสร้างถนนที่ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้เรี่ยไรกันเป็น จํานวนเงิน 5,472 บาท ทรงมีพระดําริว่า ถนนสายนี้ เป็นของราษฎรได้ ลงทุนเสียสละเงินเป็นจํานวนมาก หากไม่มีแผนรองรับการ ซ่อมแซมไว้ให้ดีแล้วอาจชํารุดเสียหาย กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเห็นเป็นโอกาสดี จึงกราบบังคม ทูลขอพระราชทานเงินภาษีโรงร้านตลาดท่าฉลอมมาใช้ ทํานุบํารุงในกิจการ 3 ประเภท คือ ซ่อมแซมถนน จุด โคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาคํ่าคืน และจัดจ้างคนงานสําหรับ กวาดขยะมูลฝอย&amp;lt;ref name=&amp;quot;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.: 2552), หน้า 40-42.&amp;quot;&amp;gt;กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูล เรื่องทำถนนที่บ้านตลาดท่าฉลอม วันที่ 6 มีนาคม ร.ศ.124 ใน เทศบาลสมุทรสาคร, ประวัติศาสตร์ท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย, (ม.ป.ท.:  2552), หน้า 40-42.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ข้อเสนอในการใช้ภาษีโรงร้านนี้ได้ ต่อมารับพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น “&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;วันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.124 ”(2448)&amp;lt;ref name=&amp;quot;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร” ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;quot;&amp;gt;“ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทสาคร”  ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 22 (18 มีนาคม ร.ศ.124) หน้า 1155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp;จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดําเนินมายังเมืองสมุทรสาครโดยทางรถไฟ เพื่อทรงเปิด “&#039;&#039;ถนนถวาย&#039;&#039;” ที่ ประชาชนชาวตําบลท่าฉลอมมี ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการสุขาภิบาลชุดแรก ประกอบด้วย 1.หลวงพัฒนาการภักดี กํานันตําบลท่าฉลอม 2. ขุนพิจารณ์นรกิจ 3.ขุนพินิจนรการ ผู้ใหญ่บ้าน 4.จีนมัก 5.จีนศุข 6.จีนเน่า 7.จีนอู้ด และ 8.จีนโป๊&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจแบ่งการบริหารงานสุขาภิบาลของสยามในระยะแรกเป็น 2 ส่วนคือ&amp;amp;nbsp; สุขาภิบาลกรุงเทพฯ บริหารงานโดยกระทรวงนครบาลหรือการบริหารส่วนกลาง และใช้งบประมาณจากเงินรายได้ของแผ่นดิน&amp;amp;nbsp; และสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม บริหารงานโดยข้าราชการในมณฑลเทศาภิบาล แต่ใช้งบประมาณจากรายได้ที่เก็บจากท้องถิ่นนั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากจัดสุขาภิบาลท่าฉลอมได้ระยะหนึ่งแล้ว ทางข้าหลวงเทศาภิบาลในหลายมณฑลมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งสุขาภิบาลในท้องที่ต่าง ๆขึ้นให้สอดคล้องกับแนวพระดำริของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่จะขยายกิจการบำรุงโดยสุขาภิบาลออกไปทั่วประเทศ&amp;amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้ “&#039;&#039;พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. &#039;&#039;&#039;&#039;127&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;b&amp;gt;”(พ.ศ.2452)ขึ้น เพื่อวางหลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งสุขาภิบาลและกำหนดอำนาจหน้าที่ทั่วไปของสุขาภิบาลขึ้นใหม่โดยกฎหมายฉบับนี้แบ่งสุขาภิบาลเป็น 2 ประเภท คือ 1.&#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับเมือง&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของชุมชนเมือง&amp;amp;nbsp; และ 2. &#039;&#039;สุขาภิบาลสำหรับตำบล&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ซึ่งจัดตั้งในท้องถิ่นตำบลใดตำบลหนึ่ง&amp;lt;ref name=&amp;quot;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;quot;&amp;gt;“พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน ร.ศ.127), น. 669.&amp;lt;/ref&amp;gt;อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักของสุขาภิบาลยังคงเป็น การบำรุงหรือการจัดบริการสาธารณะ อันได้แก่&amp;amp;nbsp; (1)การรักษาความสะอาดในท้องที่ เช่น การทำลายขยะมูลฝอยและของโสโครก(2)การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่ เช่น การปลูกฝี การจัดหาน้ำสะอาดบริโภค และการจำหน่ายยารักษาโรค (3)การบำรุงรักษาทางในท้องที่ เช่น การซ่อมแซมถนนและสะพาน การจัดทำโคมไฟส่องสว่าง&amp;lt;ref name=&amp;quot;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;quot;&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, น. 672.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;/b&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพัฒนาของสุขาภิบาลท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก มีดังนี้ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม การยกสถานะสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมในปีพ.ศ. 2452 การยกสถานะสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาลเมืองในปี พ.ศ.2459 การยกสถานะสุขาภิบาลเมืองเป็นเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2478 และการยกสถานะเทศบาลเมืองสมุทรสาคร เป็นเทศบาลนครสมุทรสาคร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลนครสมุทรสาคร ในปีพ.ศ.2542 ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป สุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกถือกำเนิดขึ้นมาในรัฐไทยสมัยใหม่ (modern state) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีเหตุผลแห่งรัฐ(reason d’etate )ที่แตกต่างไปจากผู้ปกครองในยุครัฐแบบจารีต โดยผู้ปกครองในรัฐสมัยใหม่จะมีหน้าที่ในการบำรุงและนำพาบ้านเมืองและราษฎรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทาง &amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
โลกตามแบบอารยประเทศ ยังผลให้รัฐจำต้องสร้างหน่วยงานใหม่ๆขึ้น เช่น การจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้นเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ สุขาภิบาลจึงถือเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยที่ถูกจัดตั้ง(state created)ขึ้น โดยพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สุขาภิบาลมีภารกิจหลัก คือ “&#039;&#039;การบำรุง&#039;&#039;”บ้านเมืองและราษฎรด้วยการจัดบริการสาธารณะ(public services )เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. “ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย.” วารสารธรรมศาสตร์ 25,1 (มกราคม – เมษายน 2542): 35-43.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. สถานภาพของความรู้ทางประวัติศาสตร์เรื่องรัฐและรัฐบาลไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประภัสสร อินธิแสน. “บทบาทของสุขาภิบาลที่มีต่อการปกครองตนเองในท้องถิ่นระหว่างปี พ.ศ. 2441 - 2476” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2523.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. “สุขาภิบาล&amp;amp;nbsp;: การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. 2440 – 2476.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัจนาถ วังตาล. “วิเคราะห์กฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทยในรูปสุขาภิบาล.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์. “เทศบาลและผลกระทบต่ออำนาจท้องถิ่น.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุวัสดี โภชน์พันธ์, “&#039;&#039;ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;” ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ (บรรณาธิการ), สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย. นนทบุรี&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อลงกรณ์&amp;amp;nbsp; อรรคแสง. “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12889</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12889"/>
		<updated>2017-08-01T07:25:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน&amp;amp;nbsp;[[#_ftn1|[1]]]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|&amp;lt;u&amp;gt;[2]]]&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ ๑&amp;amp;nbsp;มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp; พ.ศ. ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง[[#_ftn4|&amp;lt;u&amp;gt;[4]]]&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ ๒&amp;amp;nbsp;สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12887</id>
		<title>เจ้าพระยายมราช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12887"/>
		<updated>2017-07-31T06:36:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ข้อนี้มีเค้าอยู่ในกิริยามารยาทของท่านที่ข้าพเจ้าเห็นเมื่อตอนแรกรู้จักกัน ดูสุภาพเรียบร้อยผิดกับชาวบ้านนอก ส่อให้สังเกตได้ว่าท่านได้รับอบรมมาแต่ครูบาอาจารย์ที่ดี”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีบทบาทหลายประการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จนถูกเรียกว่าเป็นรัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายตั้งแต่การเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล การเป็นอภิรัฐมนตรี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|[2]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เกิด ณ ตำบลบ้านตก (รั้วใหญ่) ริมฝั่งแม่น้ำฟากตะวันออกข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ในตระกูลคฤหบดีที่มีฐานะดี มีบิดาชื่อนายกลั่น มารดาชื่อผึ้ง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 2 โดยปั้นเป็นบุตรคนสุดท้อง พี่น้องของปั้นทุกคนล้วนแต่จะมีบทบาทสำคัญในด้านการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่สาวทั้งสองคนที่แม้จะไม่ได้เป็นนักปกครองโดยตรง แต่ก็ได้แต่งงานเป็นภรรยาของกรมการเมืองซึ่งย่อมมีชีวิตที่คลุกคลีกับข้าราชการฝ่ายปกครองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเด็กชายปั้นเกิดในตระกูลคฤหบดี จึงทำให้เขาได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบครัวอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับพี่ๆ ร่วมบิดามารดากันแล้ว ในสายตาของคนอื่นจะมีความรู้สึกว่าเขาได้รับการเอาใจใส่จากบิดามาราดาน้อยกว่าพี่ๆ ดังที่สมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง เกิดเมื่อบิดามารดามีลูกแล้วหลายคน จนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี เมื่อเป็นเด็กจึงมิใคร่มีใครเอาใจนำพานัก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่ออายุได้ 5 ขวบ บิดาได้นำเด็กชายปั้นไปฝากเรียนหนังสือที่วัดประตูสาร ตำบลรั้วใหญ่ ในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นสถาบันการศึกษามีอยู่เพียง 2 แห่ง คือ วัด กับ วัง เมื่อเรียนอยู่ที่วัดประตูสารนี้ได้ประมาณ 1 ปี อายุย่างเข้าปีที่ 6 ก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยบิดามารดาได้มอบถวายให้แก่พระใบฎีกาอ่วม แห่งวัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกน้อย ธนบุรี เพื่อฝากฝังให้เป็นศิษย์ติดตามเรียนหนังสือด้วย คนทั่วไปจึงพูดว่าเป็นเด็ก “ใส่กัณฑ์เทศน์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้รับกลับไปบ้านที่สุพรรณบุรีเพื่อทำพิธีโกนจุก เสร็จแล้วก็กลับพามาอยู่ที่วัดหงส์รัตนารามตามเดิม เมื่ออายุได้ 14 ปี ท่านอาจารย์พระใบฎีกาอ่วมได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ 21 ปี ครบอุปสมบทแล้ว พระใบฎีกาอ่วมก็จัดการให้อุปสมบทที่วัดหงส์รัตนาราม โดยนิมนต์สมเด็จพระวันรัตมาเป็นพระอุปัชฌายะ ซึ่งพระภิกษุปั้นได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้เปรียญ 3 ประโยคจนคนทั่วไปเรียกว่า “พระมหาปั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการสมรสนั้น เมื่อต่อมานายปั้นได้รับราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” เมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ประเทศไทยได้ประมาณสองเดือน ขุนวิจิตรวรสาส์นก็ปรารภกับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงว่าอยากแต่งงานกับนางสาวตลับ ธิดาคนโตของพระยาชัยวิชิต ซึ่งพระมารดาของสมเด็จฯ ได้ทรงทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอนางสาวตลับให้จนบิดาของฝ่ายหญิงยอมตกลงและได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราชหรือนายปั้นได้มีบุตรธิดาที่เกิดแต่ท่านผู้หญิงตลับ ยมราช รวมทั้งหมด 10 คน คือ&amp;lt;br/&amp;gt; 1. พระยาสุขุมนัยวินิต (สวาสดิ์ สุขุม) 2. คุณไสว สุขุม 3. คุณแปลก สุขุม 4. หลวงพิสิษฐ์สุขุมการ (ประพาส สุขุม) 5. [https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พระพิศาลสุขุมวิท_(ประสพ_สุขุม)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1 พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม)] 6. คุณ[https://th.wikipedia.org/wiki/ประสาท_สุขุม ประสาท สุขุม] 7. [https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์]&amp;amp;nbsp;(ประดิษฐ์ สุขุม) 8. คุณประวัติ สุขุม 9. คุณเล็ก สุขุม และ 10. คุณหญิงประจวบ สุขุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ[[#_ftn3|[3]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่บรรพชาอุปสมบทอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม พระมหาปั้นได้รู้จักคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงเปลี่ยน ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และหม่อมราชวงศ์หญิงเขียน หลานกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และเป็นหม่อมกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทั้งสองท่านนี้มีบ้านอยู่ใกล้วัดจึงได้ไปทำบุญที่วัดนั้นหลายครั้งและได้รู้จักกับพระมหาปั้นตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ก็รู้สึกเอ็นดูรับเป็นโยมอุปการะมาโดยตลอดจนเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ด้วย ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระมหาปั้น ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้มหาปั้นในการสอบเข้าเปรียญสนามหลวงและเมื่อลาสิกขาแล้วก็ทรงส่งเสริมให้ได้รับราชการอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในที่สุดพระมหาปั้นก็ลาสิกขา จากเพศบรรพชิตมาเป็นฆราวาส เมื่อเดือน 8 ปี พ.ศ. 2426 และพอลาสิกขาเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางติดตามสมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ ระหว่างที่สมเด็จท่านทรงผนวชและอยู่ประจำที่วัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลาสิกขาแล้ว จึงทรงนำปั้นเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก โดยเริ่มต้นที่การเป็นครูฝึกหัดในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่มหาปั้นเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2426 อายุได้ 22 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเวลาต่อมาปั้นได้รับเลือกให้เป็นครูประจำชั้นถวายพระอักษรพระองค์เจ้าสำคัญหลายพระองค์ซึ่งเป็นทีพอพระทัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างมาก ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงนำชื่อมหาปั้นไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินทางไปอยู่กับพระเจ้าลูกยาเธอที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ “นายปั้น เปรียญ” เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” มีตำแหน่งในกรมอาลักษณ์แผนกครู จึงทำให้ปั้นได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ที่ขุนวิจิตรวรสาส์นได้ถวายความดูแล คือ 1. พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาท) 2. พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ) 3. พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจีณกิติบดี) และ 4. พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครชัยศรีวรเดช)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งทรงเอ็นดูและชมชอบขุนวิจิตรวรสาส์นอยู่แล้ว ได้ทรงสนับสนุนให้โอนมารับราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ โดยทรงกราบบังคมทูลขอให้ขุนวิจิตรวรสาส์นมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และได้เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิจิตรวรสาส์น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้พระวิจิตรวรสาส์นไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งเลขานุการเสนาบดี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้และได้เห็นผลงานการพัฒนาบ้านเมืองของพระวิจิตรวรสาส์นซึ่งประจำการเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจการอยู่ที่นั่น จึงทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อเสด็จกลับพระนครจึงโปรดฯให้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ให้ดำรงตำแหน่ง “ข้าหลวงเทศาภิบาล” ประจำมลฑลนครศรีธรรมราชด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระยาสุขุมนัยวินิตปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จนต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และได้เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น “เจ้าพระยา” ในเวลาต่อมา&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เจ้าพระยายมราชจึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมลาออกจากราชการเนื่องจากทำงานมาอย่างยาวนานและเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว หลังจากออกจากราชการแล้วเจ้าพระยายมราชก็ยังคงทำงานด้านสังคมหรือด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง และในภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาองคมนตรี เจ้าพระยายมราชก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรให้เข้าไปทำงานในคณะกรรมการสภาองคมนตรีเพื่อทำหน้าที่ถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์และยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งเจ้าพระยายมราชก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆในระบบราชการและการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในชีวิตราชการของเจ้าพระยายมราชนั้นได้สร้างผลงานสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นคนแรกในตำแหน่งพระยาสุขุมนัยพินิต ได้สร้างผลงานในการพัฒนาปรับปรุงระเบียบการปกครองเจ็ดหัวเมืองภาคใต้อย่างยอดเยี่ยม จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล ตามลำดับ ผลงานของการกลับมารับราชการในส่วนกลางนั้นมีตั้งแต่การเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างประปาพระนคร ไฟฟ้านครหลวง ผู้อำนวยการสร้างถนนและสะพานหลายแห่ง ร่วมทั้งพระที่นั่งอนันตสมาคมอันงดงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตเจ้าพระยายมราชได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปอดอักเสบ&amp;amp;nbsp; และอาการทรุดหนักลงจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ด้วยอาการสงบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงทราบข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระยายมราชจึงโปรดเกล้าฯให้ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานน้ำอาบศพ ณ บ้านของเจ้าพระยายมราช และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาที่ศพเมื่อวันครบสัตมวาร (ทำบุญ 7 วัน) ด้วยพระองค์เอง[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิริพงษ์ บุญราศรี, มหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เอกบุรุษ 4 แผ่นดิน, (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543), น. 16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อ้างแล้ว, น. 3-24. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. 25-199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. 205-206.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร|จเจ้าพระยายมราช]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12886</id>
		<title>เจ้าพระยายมราช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12886"/>
		<updated>2017-07-31T06:35:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ข้อนี้มีเค้าอยู่ในกิริยามารยาทของท่านที่ข้าพเจ้าเห็นเมื่อตอนแรกรู้จักกัน ดูสุภาพเรียบร้อยผิดกับชาวบ้านนอก ส่อให้สังเกตได้ว่าท่านได้รับอบรมมาแต่ครูบาอาจารย์ที่ดี”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีบทบาทหลายประการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จนถูกเรียกว่าเป็นรัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายตั้งแต่การเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล การเป็นอภิรัฐมนตรี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|[2]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เกิด ณ ตำบลบ้านตก (รั้วใหญ่) ริมฝั่งแม่น้ำฟากตะวันออกข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ในตระกูลคฤหบดีที่มีฐานะดี มีบิดาชื่อนายกลั่น มารดาชื่อผึ้ง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 2 โดยปั้นเป็นบุตรคนสุดท้อง พี่น้องของปั้นทุกคนล้วนแต่จะมีบทบาทสำคัญในด้านการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่สาวทั้งสองคนที่แม้จะไม่ได้เป็นนักปกครองโดยตรง แต่ก็ได้แต่งงานเป็นภรรยาของกรมการเมืองซึ่งย่อมมีชีวิตที่คลุกคลีกับข้าราชการฝ่ายปกครองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเด็กชายปั้นเกิดในตระกูลคฤหบดี จึงทำให้เขาได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบครัวอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับพี่ๆ ร่วมบิดามารดากันแล้ว ในสายตาของคนอื่นจะมีความรู้สึกว่าเขาได้รับการเอาใจใส่จากบิดามาราดาน้อยกว่าพี่ๆ ดังที่สมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง เกิดเมื่อบิดามารดามีลูกแล้วหลายคน จนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี เมื่อเป็นเด็กจึงมิใคร่มีใครเอาใจนำพานัก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่ออายุได้ 5 ขวบ บิดาได้นำเด็กชายปั้นไปฝากเรียนหนังสือที่วัดประตูสาร ตำบลรั้วใหญ่ ในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นสถาบันการศึกษามีอยู่เพียง 2 แห่ง คือ วัด กับ วัง เมื่อเรียนอยู่ที่วัดประตูสารนี้ได้ประมาณ 1 ปี อายุย่างเข้าปีที่ 6 ก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยบิดามารดาได้มอบถวายให้แก่พระใบฎีกาอ่วม แห่งวัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกน้อย ธนบุรี เพื่อฝากฝังให้เป็นศิษย์ติดตามเรียนหนังสือด้วย คนทั่วไปจึงพูดว่าเป็นเด็ก “ใส่กัณฑ์เทศน์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้รับกลับไปบ้านที่สุพรรณบุรีเพื่อทำพิธีโกนจุก เสร็จแล้วก็กลับพามาอยู่ที่วัดหงส์รัตนารามตามเดิม เมื่ออายุได้ 14 ปี ท่านอาจารย์พระใบฎีกาอ่วมได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ 21 ปี ครบอุปสมบทแล้ว พระใบฎีกาอ่วมก็จัดการให้อุปสมบทที่วัดหงส์รัตนาราม โดยนิมนต์สมเด็จพระวันรัตมาเป็นพระอุปัชฌายะ ซึ่งพระภิกษุปั้นได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้เปรียญ 3 ประโยคจนคนทั่วไปเรียกว่า “พระมหาปั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการสมรสนั้น เมื่อต่อมานายปั้นได้รับราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” เมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ประเทศไทยได้ประมาณสองเดือน ขุนวิจิตรวรสาส์นก็ปรารภกับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงว่าอยากแต่งงานกับนางสาวตลับ ธิดาคนโตของพระยาชัยวิชิต ซึ่งพระมารดาของสมเด็จฯ ได้ทรงทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอนางสาวตลับให้จนบิดาของฝ่ายหญิงยอมตกลงและได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราชหรือนายปั้นได้มีบุตรธิดาที่เกิดแต่ท่านผู้หญิงตลับ ยมราช รวมทั้งหมด 10 คน คือ&amp;lt;br/&amp;gt; 1. พระยาสุขุมนัยวินิต (สวาสดิ์ สุขุม) 2. คุณไสว สุขุม 3. คุณแปลก สุขุม 4. หลวงพิสิษฐ์สุขุมการ (ประพาส สุขุม) 5. [https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พระพิศาลสุขุมวิท_(ประสพ_สุขุม)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1 พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม)] 6. คุณ[https://th.wikipedia.org/wiki/ประสาท_สุขุม ประสาท สุขุม] 7. [https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์]&amp;amp;nbsp;(ประดิษฐ์ สุขุม) 8. คุณประวัติ สุขุม 9. คุณเล็ก สุขุม และ 10. คุณหญิงประจวบ สุขุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ[[#_ftn3|[3]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่บรรพชาอุปสมบทอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม พระมหาปั้นได้รู้จักคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงเปลี่ยน ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และหม่อมราชวงศ์หญิงเขียน หลานกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และเป็นหม่อมกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทั้งสองท่านนี้มีบ้านอยู่ใกล้วัดจึงได้ไปทำบุญที่วัดนั้นหลายครั้งและได้รู้จักกับพระมหาปั้นตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ก็รู้สึกเอ็นดูรับเป็นโยมอุปการะมาโดยตลอดจนเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ด้วย ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระมหาปั้น ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้มหาปั้นในการสอบเข้าเปรียญสนามหลวงและเมื่อลาสิกขาแล้วก็ทรงส่งเสริมให้ได้รับราชการอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในที่สุดพระมหาปั้นก็ลาสิกขา จากเพศบรรพชิตมาเป็นฆราวาส เมื่อเดือน 8 ปี พ.ศ. 2426 และพอลาสิกขาเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางติดตามสมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ ระหว่างที่สมเด็จท่านทรงผนวชและอยู่ประจำที่วัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลาสิกขาแล้ว จึงทรงนำปั้นเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก โดยเริ่มต้นที่การเป็นครูฝึกหัดในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่มหาปั้นเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2426 อายุได้ 22 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเวลาต่อมาปั้นได้รับเลือกให้เป็นครูประจำชั้นถวายพระอักษรพระองค์เจ้าสำคัญหลายพระองค์ซึ่งเป็นทีพอพระทัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างมาก ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงนำชื่อมหาปั้นไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินทางไปอยู่กับพระเจ้าลูกยาเธอที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ “นายปั้น เปรียญ” เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” มีตำแหน่งในกรมอาลักษณ์แผนกครู จึงทำให้ปั้นได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ที่ขุนวิจิตรวรสาส์นได้ถวายความดูแล คือ 1. พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาท) 2. พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ) 3. พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจีณกิติบดี) และ 4. พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครชัยศรีวรเดช)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งทรงเอ็นดูและชมชอบขุนวิจิตรวรสาส์นอยู่แล้ว ได้ทรงสนับสนุนให้โอนมารับราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ โดยทรงกราบบังคมทูลขอให้ขุนวิจิตรวรสาส์นมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และได้เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิจิตรวรสาส์น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้พระวิจิตรวรสาส์นไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งเลขานุการเสนาบดี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้และได้เห็นผลงานการพัฒนาบ้านเมืองของพระวิจิตรวรสาส์นซึ่งประจำการเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจการอยู่ที่นั่น จึงทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อเสด็จกลับพระนครจึงโปรดฯให้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ให้ดำรงตำแหน่ง “ข้าหลวงเทศาภิบาล” ประจำมลฑลนครศรีธรรมราชด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระยาสุขุมนัยวินิตปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จนต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และได้เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น “เจ้าพระยา” ในเวลาต่อมา&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เจ้าพระยายมราชจึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมลาออกจากราชการเนื่องจากทำงานมาอย่างยาวนานและเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว หลังจากออกจากราชการแล้วเจ้าพระยายมราชก็ยังคงทำงานด้านสังคมหรือด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง และในภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาองคมนตรี เจ้าพระยายมราชก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรให้เข้าไปทำงานในคณะกรรมการสภาองคมนตรีเพื่อทำหน้าที่ถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์และยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งเจ้าพระยายมราชก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆในระบบราชการและการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในชีวิตราชการของเจ้าพระยายมราชนั้นได้สร้างผลงานสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นคนแรกในตำแหน่งพระยาสุขุมนัยพินิต ได้สร้างผลงานในการพัฒนาปรับปรุงระเบียบการปกครองเจ็ดหัวเมืองภาคใต้อย่างยอดเยี่ยม จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล ตามลำดับ ผลงานของการกลับมารับราชการในส่วนกลางนั้นมีตั้งแต่การเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างประปาพระนคร ไฟฟ้านครหลวง ผู้อำนวยการสร้างถนนและสะพานหลายแห่ง ร่วมทั้งพระที่นั่งอนันตสมาคมอันงดงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตเจ้าพระยายมราชได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปอดอักเสบ&amp;amp;nbsp; และอาการทรุดหนักลงจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ด้วยอาการสงบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงทราบข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระยายมราชจึงโปรดเกล้าฯให้ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานน้ำอาบศพ ณ บ้านของเจ้าพระยายมราช และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาที่ศพเมื่อวันครบสัตมวาร (ทำบุญ 7 วัน) ด้วยพระองค์เอง[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิริพงษ์ บุญราศรี, มหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เอกบุรุษ 4 แผ่นดิน, (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543), น. 16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อ้างแล้ว, น. 3-24. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. 25-199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. 205-206.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร|จ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C&amp;diff=12885</id>
		<title>หลวงเดชสหกรณ์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C&amp;diff=12885"/>
		<updated>2017-07-31T03:33:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;amp;nbsp;  ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ทรงคุณวุ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ผมเห็นว่างานสหกรณ์เป็นงานที่มีความสำคัญ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;และจำเป็นสำหรับประเทศไทยในอันที่จะใช้เป็นเครื่องมือ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;สำหรับแก้ไขความเป็นอยู่ของชาวชนบท&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ให้มีฐานะในทางเศรษฐกิจดีขึ้น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;หลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์)[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“งานสหกรณ์” ในประเทศไทยนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2459 โดยการริเริ่มของ&amp;lt;br/&amp;gt; พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หลังจากนั้นอีกเกือบ 30 ปี จึงเกิดธนาคารเพื่อการสหกรณ์แห่งแรก ในปี พ.ศ. 2488 โดยมี “หลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์)” นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เติบโตมาในเส้นทางสหกรณ์ เป็นผู้จัดการธนาคาร นอกจากนี้หลวงเดชสหกรณ์ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนางานสหกรณ์และการเกษตรของประเทศไทยในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยได้เป็นรัฐมนตรีว่าการในกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเศรษฐกิจ นอกจากงานด้านการเมืองดังกล่าวแล้ว หลวงเดชสหกรณ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2492-2495 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบันด้วยหลวงเดชสหกรณ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ประธานองคมนตรี” ในปี พ.ศ. 2518 นับเป็นประธานองคมนตรีคนที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์) เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2441 ณ วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนที่ 3 ของพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน กลาง สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี) ในสายเจ้าพระยามุขมนตรี (เกด สิงหเสนี)[[#_ftn2|[2]]]&amp;amp;nbsp; มีพี่น้องต่างมารดารวมทั้งสิ้น 14 คน หนึ่งในนั้นคือ หม่อมหลวงบัว สนิทวงศ์ น้องสาวต่างมารดา ซึ่งเป็นพระชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดังนั้น หลวงเดชสหกรณ์จึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุลาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถด้วย[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงเดชสหกรณ์ เริ่มเข้ารับการศึกษาที่บ้านคุณหญิงหงษ์ ภรรยาของพระยาสิงหเสนีศรีสยามเมนทร์สวามิภักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นป้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนสอบไล่ได้ชั้น 2 ต่อมาทางการได้ย้ายโรงเรียนราชวิทยาลัยไปเปิดเป็นโรงเรียนกินนอนเฉพาะแบบ Public School ของอังกฤษ โดยสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่ตำบลบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2454 หลวงเดชสหกรณ์ จึงได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนี้พร้อมกับพี่ชายและน้องชายอีก 3 คน จนกระทั่งสอบไล่ได้ชั้น 6[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปี พ.ศ. 2457 หลวงเดชสหกรณ์ ได้รับทุนรัฐบาลให้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศเยอรมนี พร้อมกับหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ ต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้อุบัติขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2457 โดยในช่วงเวลาแรกนั้น การศึกษาของหลวงเดชสหกรณ์ ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และสามารถเรียนจบชั้น 6 ได้ ในปี พ.ศ. 2460 แต่เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับเยอรมนี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 รัฐบาลเยอรมนีจึงได้จับกุมหลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์) พร้อมนักเรียนไทยอีก 4 คน คือ นายเติม บุนนาค นายตั้ว ลพานุกรม นายประจวบ บุนนาค และหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์[[#_ftn5|[5]]] ต่อมาในปี พ.ศ. 2461 เกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศเยอรมนี นักเรียนไทยที่ถูกจับเป็นเชลยอยู่ได้รับการปล่อยตัวหลวงเดชสหกรณ์ จึงได้เข้าร่วมเป็น “ทหารอาสา” ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรบุกเข้ายึดประเทศเยอรมนี ภายหลังสิ้นสุดสงครามได้ย้ายไปศึกษาต่อ ณ กรุงเบอร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2462 และสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยกรุงเบอร์น ได้ในปี พ.ศ. 2463 และสำเร็จการศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิต (Doktorrerum Politicarum) เกียรตินิยม (Cum Laude) ในปี พ.ศ. 2468 หลังจากนั้นได้เดินทางไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ และการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรอีก 6 เดือน ก่อนจะกลับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2469[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงเดชสหกรณ์ได้สมรสกับท่านผู้หญิงประยงค์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บุตรีพระยาอุเทนเทพโกสินทร์ (ประสาน บุรณศิริ) กับคุณหญิงเยื้อน อุเทนเทพโกสินทร์ (เยื้อน สโรบล) เมื่อปี พ.ศ. 2471 มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 4 คน คือ นางสาววรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายพิสิษฐ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายมนูเสรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และนายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา[[#_ftn7|[7]]] หลวงเดชสหกรณ์ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคมะเร็งปอด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2518 เวลา 22.33 น. สิริรวมอายุ 77 ปี[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลวงเดชสหกรณ์เริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2469 เป็นนายเวร กรมบัญชาการ กระทรวงพาณิชย์ ต่อมา พ.ศ. 2471 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงเดชสหกรณ์” (ซึ่งลาออกจากบรรดาศักดิ์ใน พ.ศ. 2484)[[#_ftn9|[9]]] พ.ศ. 2472 เป็นสารวัตรสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2475 เป็นอธิบดีกรมสหกรณ์และนายทะเบียนสหกรณ์ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ ปี พ.ศ. 2477 เป็นปลัดทบวงเกษตราธิการ พ.ศ. 2478 เป็นปลัดกระทรวงเกษตราธิการ พ.ศ. 2481 รักษาการตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินและโลหกิจ ปี พ.ศ. 2485 เป็นปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ และเป็นรักษาการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ในปีเดียวกัน ปี พ.ศ. 2488 เป็นผู้อำนวยการองค์การข้าว ปี พ.ศ. 2490 เป็นผู้จัดการธนาคารเพื่อสหกรณ์ พ.ศ. 2491 เป็นกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พ.ศ. 2492 เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2493 เป็นกรรมการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ &amp;amp;nbsp;ปี พ.ศ. 2496 เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการทำผังเศรษฐกิจของประเทศ และประธานคณะกรรมการร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับต่างประเทศ (ก.ศ.ว.) พ.ศ. 2498 เป็นผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ. 2499 เป็นประธานคณะกรรมการร่วมมือกับคณะสำรวจเศรษฐกิจของธนาคารโลก (ก.ส.ธ.) และประธานคณะกรรมการบริหาร ก.ส.ธ. ด้วย ต่อมา พ.ศ. 2501 เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าคณะปฏิวัติทางด้านเศรษฐกิจ พ.ศ. 2502 เป็นประธานกรรมการบริหาร สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2503 เป็นประธานคณะกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2504 เป็นประธานอนุกรรมการวางแผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ พ.ศ. 2510 เป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับตำแหน่งทางการเมืองนั้น หลวงเดชสหกรณ์ ได้ร่วมกับคณะรัฐมนตรีของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ใน พ.ศ. 2475 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีลอย[[#_ftn11|[11]]] ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2481 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีลอยในช่วงแรก และปรับเปลี่ยนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ในสมัยหลวงโกวิทอภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) เป็นนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2487 หลวงเดชสหกรณ์ ได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีด้วย โดยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้ร่วมรัฐบาลของหลวงโกวิทอภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) เรื่อยมา โดยใน พ.ศ. 2490 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกสมัยหนึ่ง และ พ.ศ. 2491 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการสำนักนายกรัฐมนตรี[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตำแหน่งที่สำคัญของหลวงเดชสหกรณ์ คือการได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2490 และเป็น “ประธานองคมนตรี” ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518[[#_ftn13|[13]]] นับว่าเป็น “ประธานองคมนตรีคนที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน”[[#_ftn14|[14]]] นอกจากนี้ตำแหน่งอื่น ๆ ของหลวงเดชสหกรณ์ ที่อยู่ในภาคเอกชน มักจะเป็นกรรมการบริษัทต่าง ๆ ได้แก่ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด, บริษัท สหเกียรติ จำกัด, บริษัท ธนบุรี พานิช จำกัด, ธนาคารไทยทนุ จำกัด, บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด, บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด, บริษัท ไฟร์สโตน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด, บริษัท สินอุตสาหกรรมไทย จำกัด และบริษัท เมืองโบราณ จำกัด[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลวงเดชสหกรณ์ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนอย่างมาก ทั้งในรูปแบบของการจัดตั้ง “สหกรณ์” เพื่อให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่ม เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับตลาดมากขึ้น ทั้งยังมีความคล่องตัวกว่าระบบราชการ ในการที่จะประสานความต้องการของประชาชนในแต่พื้นที่อีกด้วย[[#_ftn16|[16]]] ซึ่งหลวงเดชสหกรณ์ ยังให้ความสำคัญกับการที่ภาครัฐจะต้องเข้าไปสนับสนุนงานสหกรณ์ ด้วยการสนับสนุนความรู้ในการดำเนินงานสหกรณ์ ผ่านการจัดอบรมให้สหกรณ์ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ชาวสหกรณ์เข้าใจหลักการของสหกรณ์ที่ถูกต้อง[[#_ftn17|[17]]] หลวงเดชสหกรณ์ ยังเสนอให้มีการจัดตั้ง “สหกรณ์อเนกประสงค์” เพื่อให้สหกรณ์สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้หลายแนวทาง[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงเดชสหกรณ์ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาของเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนั้น โดยท่านเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง “กรมส่งเสริมการเกษตร” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกร รวมทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารสหกรณ์” และได้พัฒนาไปเป็น “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์” ในปัจจุบัน[[#_ftn19|[19]]] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2513 หลวงเดชสหกรณ์ ยังเป็นผู้แก้ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อำเภอหนองโพ จังหวัดราชบุรี โดยใช้รูปแบบสหกรณ์เข้าไปแก้ปัญหา ส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งอยู่ได้ และพัฒนาผลิตผลของเกษตรกรโคนมดังกล่าวให้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “นมหนองโพ” จนถึงปัจจุบัน[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลงานที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือ “การพาณิชย์” โดยเมื่อครั้งที่หลวงเดชสหกรณ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่นั้น เกิดปัญหาได้มีการผลักดันให้จัดตั้งบริษัทของรัฐ เพื่อรองรับพืชผลที่เกษตรกรและสหกรณ์ผลิตได้ บริษัทดังกล่าวได้แก่ บริษัท ข้าวไทย จำกัด, บริษัท พืชผลไทย จำกัด, บริษัท พืชกสิกรรม จำกัด, บริษัท ปอไทย จำกัด และองค์การคลังสินค้า[[#_ftn21|[21]]] ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะตัดกลไกของพ่อค้าคนกลางลง ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ดี และผู้บริโภคก็กำลังซื้อด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลงานอีกด้านหนึ่งคือ “การปลูกป่า” หลวงเดชสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเป็นอย่างยิ่ง โดยในช่วงปั้นปลายชีวิตของท่าน ได้ทุ่มเทไปกับงานด้านนี้ โดยได้ขอให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จัดทำโครงการปลูกป่าขึ้น และให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านป่าไม้ขึ้นในบริเวณที่จะปลูกป่า ซึ่งโครงการนี้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ดำเนินการจนเป็นผลสำเร็จ และได้ขยายโครงการเรื่อยมา[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของเศรษฐกิจมหภาคนั้น หลวงเดชสหกรณ์ได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจัดทำ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1” ซึ่งเริ่มต้นมาจากการทำ “ผังเศรษฐกิจ” ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร ก.ส.ธ. ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการจัดทำผังเศรษฐกิจ โดยหลวงเดชสหกรณ์ เป็นรองประธาน และแผนดังกล่าวได้ต่อยอดมาเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในฉบับดังกล่าวหลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์) ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดทำด้วย[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาที่หลวงเดชสหกรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่นั้น อังกฤษได้ประกาศลดค่าเงินปอนด์ลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยด้วย โดยภาวะเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญขณะนั้นคือ การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และปัญหาเงินเฟ้อ หลวงเดชสหกรณ์ จึงแก้ปัญหาด้วยการประกาศลดค่าเงินบาทลงด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นต้องควบคุมอัตราดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะหากผิดพลาด ย่อมหมายถึงเศรษฐกิจของประเทศจะพังลงไปด้วย นอกจากนี้หลวงเดชสหกรณ์ ได้เริ่มใช้วิธีการพิเศษกับญี่ปุ่น ที่เรียกว่า สัญญาการค้าและชำระเงินแบบทวิภาคี (Bilateral Trade and Payments Agreement) ซึ่งช่วยให้ไทยประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง และเป็นสร้างตลาดที่ค่อนข้างแน่นอน นอกจากนี้ หลวงเดชสหกรณ์ยังผลักดันให้มีการกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อพัฒนาระบบชลประทาน ก่อตั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย และพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้หลวงเดชสหกรณ์เป็นผู้แทนไทยในการเจรจาขอกู้เงินในครั้งนี้ด้วย[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรวัฒน์ ครองแก้ว, &#039;&#039;&#039;องคมนตรี ศักดิ์ศรีแผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนาคารแห่งประเทศไทย, &#039;&#039;&#039;อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;,ม.ป.ช.,ม.ว.ม.&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศิวพร, 2518).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, &#039;&#039;&#039;หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ กับงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บพิธ, 2518).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;,ม.ป.ช.,ม.ว.ม.&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ :&amp;amp;nbsp;โรงพิมพ์พระจันทร์, 2518).&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำกล่าวปิดการสัมมนา เรื่อง “งานสหกรณ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ของ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 21-22 กันยายน พ.ศ. 2515 ณ ศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ธนาคารแห่งประเทศไทย, อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศิวพร, 2518), น. 3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2518), น. (20).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ธนาคารแห่งประเทศไทย, อ้างแล้ว, น. 4.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น. 5.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง, น. 6.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., น. (7).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง, น. (18).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] เพิ่งอ้าง, น. (15).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ธนาคารแห่งประเทศไทย, อ้างแล้ว, น. 9-10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง, น. 8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] เพิ่งอ้าง, น. 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., น. (9).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] จีรวัฒน์ ครองแก้ว, องคมนตรี ศักดิ์ศรีแผ่นดิน, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ, 2550), น. 230.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., น. (16)-(17).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ กับงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บพิธ, 2518), น. (5).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม., น. 233.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพิ่งอ้าง, น. 234.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ้างแล้ว, น. (4).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] เพิ่งอ้าง, น. 119-140.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] เพิ่งอ้าง, น. (6).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] เพิ่งอ้าง, น. (7).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] เพิ่งอ้าง, น. 26-35.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ธนาคารแห่งประเทศไทย, อ้างแล้ว, น. 1-2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B8%A3._%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93&amp;diff=12884</id>
		<title>ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B8%A3._%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93&amp;diff=12884"/>
		<updated>2017-07-31T02:21:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ท...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ชีวิตผมไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่เราต้องปรับโครงสร้างทางสังคมต่าง ๆ เพื่อเปิดทางให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องให้โอกาสตัวเองได้หวัง ได้ฝัน และก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ไปได้ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ[[#_ftn1|[1]]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่อได้ยินชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เราจะนึกถึงชายมุสลิมคนหนึ่งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน แต่อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ ดร.สุรินทร์ ยังได้ทำหน้าที่สำคัญต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2540-2544 ในฐานะรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ไทยได้มีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลกทั้งในเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียกับติมอร์-เลสเตที่บานปลายจนเป็นสงคราม มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเป็นผู้ผลักดันให้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO และบทบาทในฐานะเลขาธิการอาเซียน ก็คือผลงานของชายมุสลิมธรรมดาคนหนึ่งจากแดนใต้ที่มุมานะจนมีตำแหน่งสำคัญในระดับโลกชายผู้มีชื่อว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“We dare to dream. We care to share.”[[#_ftn2|[2]]]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2492 เป็นคนบ้านตาล ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พ่อชื่อ ฮัจยี อิสมาแอล แม่ชื่อ ซอฟียะห์ พิศสุวรรณ &amp;amp;nbsp;เป็นลูกชายคนโตจากทั้งหมด 11 คน[[#_ftn3|[3]]] มีคุณตาชื่อ ฮัจจียะโกบ พิศสุวรรณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปอเนอะบ้านตาลหรือ โรงเรียนประทีปศาสน์ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของเอกชน ส่วนคุณตาทวดของ ดร.สุรินทร์ เป็นผู้บุกเบิกชุมชนมุสลิมใน จ.นครศรีธรรมราช ชื่อ อิหม่ามตูวันฆูอัลมัรฮูม ฮัจยีซิดฎิก พิศสุวรรณ ดร.สุรินทร์มีชื่อในภาษาอาหรับว่า อับดุลฮาลีม บินอิสมาแอล พิศสุวรรณ ซึ่งแปลว่า “ผู้มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น โกรธยาก อภัยเร็ว”[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเรื่องการศึกษานั้น ดร.สุรินทร์เข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านตาล มัธยมศึกษาจาก โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา โรเงรียนเบญจมราชูทิศ และโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ตามลำดับ ในระดับปริญญาตรีได้ศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเรียนปี 1-2 และได้รับทุน Frank Bell Appleby ไปศึกษาต่อ ปี 3-4 ด้านรัฐศาสตร์ที่ Claremont Men’s College, Claremont University และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นั้น และศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกที่ Harvard University ด้านรัฐศาสตร์ โดยได้รับทุนจาก Rockefeller ภายใต้การสนับสนุนของ อ.เสน่ห์ จามริก[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ สมรสกับ อลิสา พิศสุวรรณ (ฮัจยะห์อาอีชะฮ์) เมื่อ พ.ศ.2526 มีลูกชายด้วยกัน 3 คน โดยคนโตชื่อ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คนที่สองชื่อ ฮุสนี พิศสุวรรณ และคนสุดท้องชื่อ ฟิกรี่ พิศสุวรรณ[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกจาก Harvard University ดร.สุรินทร์ ต้องกลับมาเป็น อาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามเงื่อนไขของทุนการศึกษาที่ได้รับไปศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก โดยเป็นอาจารย์เมื่อปี พ.ศ.2525[[#_ftn7|[7]]] ต่อมาใน พ.ศ.2529 ชีวิตการเป็นนักการเมืองของ ดร.สุรินทร์จึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อสัมพันธ์ ทองสมัคร มาโนชย์ วิชัยกุล และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราชจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาหา ดร.สุรินทร์ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ชักชวนให้ ดร.สุรินทร์ สมัคร ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในตอนแรกนั้น ดร.สุรินทร์ ไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ในเวลาต่อมาก็ตอบรับคำที่จะลงสมัครและก็ได้รับเลือกตั้งในที่สุด เมื่อได้เป็น ส.ส. ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ชักชวนให้ ดร.สุรินทร์ มารับหน้าที่เป็นเลขานุการประธานสภาฯ[[#_ftn8|[8]]] หลังจากนั้นเมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี พ.ศ.2531 ดร.สุรินทร์ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกครั้งและได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการให้กับ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยเหตุที่ ดร.สุรินทร์ ศึกษามาทางด้านรัฐศาสตร์อยู่แล้วทางผู้ใหญ่ในพรรคจึงเห็นว่าน่าจะเหมาะสมที่จะไปช่วยงานในกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2535 เมื่อชวน หลีกภัยได้รับการเลือกตั้งจากสภาฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดร.สุรินทร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 พ.ศ.2535-2538) และในปี พ.ศ.2540 เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และในครั้งนี้ชวน หลีกภัยได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 คณะรัฐมนตรีชวน 2 ครั้งนี้ได้แต่งตั้งให้ ดร.สุรินทร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 พ.ศ.2540-2544)[[#_ftn9|[9]]] และได้มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงหลังวิกฤตเพื่อนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการผลักดันบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างสมาชิกภายในอาเซียนอีกด้วย (จะอธิบายในส่วนผลงานที่สำคัญในทางการเมือง) ต่อมาในปี พ.ศ.2551 ประเทศไทยได้รับสิทธิในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ทำการสรรหาบุคคลที่ประเทศไทยจะส่งไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในที่สุด จึงได้เสนอชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2551-2555[[#_ftn10|[10]]] ในระหว่างการเป็นเลขาธิการอาเซียนนั้น ดร.สุรินทร์ ได้ดำเนินการเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนให้สามารถประกาศใช้ได้ และยังรณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชนในประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาเซียน หลังจากหมดวาระ ดร.สุรินทร์ ก็ยังทำงานในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนต่อไป ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบตำแหน่งธรรมศาสตราภิชาน ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.สุรินทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้มีบทบาททางอย่างสำคัญในเรื่องการต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง ดร.สุรินทร์ มีผลงานที่โดดเด่นอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน โดยในเรื่องแรกนั้น ในปี พ.ศ.2540 ดร.สุรินทร์เป็นผู้รณรงค์หาเสียง และสนับสนุน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ขณะนั้นให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization; WTO) ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นต้องแข่งกับ &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ไมค์ มัวร์ (Mike Moore) อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในการแข่งขันการเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO นี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดมากถึงขั้นมีการเดินขบวนนำพวงหรีดไปวางไว้ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยจนอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ จนในท้ายที่สุด ดร.สุรินทร์ ได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับแมเดลีน อัลไบรท์ (Madeleine Albright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในเรื่องดังกล่าวจนนำไปสู่ข้อเสนอของ ดร.สุรินทร์ ที่ให้ผลัดกันเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO คนละ 3 ปี โดยให้ ไมค์ มัวร์ ได้เป็นก่อนแล้วตามด้วย ดร.ศุภชัยในวาระต่อไปอีก 3 ปี[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเรื่องที่สอง ดร.สุรินทร์ เป็นคนสำคัญที่ไปเจรจาของบประมาณช่วยเหลือจากญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ ไทย-ฟิลิปปินส์ เพื่อไปรักษาสันติภาพในติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือ ติมอร์ตะวันออก (East Timor) ซึ่งเพิ่งแยกตัวออกและจากอินโดนีเซีย และในขณะนั้นเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายจนบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างอินโดนีเซีย-ติมอร์-เลสเต จนนำไปสู่การฆ่าพลเมืองติมอร์-เลสเต จำนวนมาก ประชาคมโลกต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวยุติลง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดเข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียก็กลัวที่จะเข้าไปแทรกแซงเพราะอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในท้ายที่สุดจึงประสานให้ไทย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนช่วยเป็นแกนหลักในการขอความช่วยเหลือจากประเทศในอาเซียนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว แม้แต่โคฟี อันนัน (Kofi Annan) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และ บิล คลินตัน (Bill Clinton) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ขอความช่วยเหลือให้ไทยช่วยเป็นแกนนำหลักในการแก้ปัญหาดังกล่าว ในท้ายที่สุดก็ได้ข้อยุติโดยมีฟิลิปปินส์กับไทยที่พร้อมจะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน 3,400 นาย ไปที่ติมอร์-เลสเต แต่ด้วยที่ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ประสบปัญหาในวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (วิกฤตการเงิน พ.ศ.2540) อยู่จึงไม่มีงบประมาณในการสนับสนุนการส่งกองกำลังดังกล่าวได้ ในที่สุด ดร.สุรินทร์ ได้ไปเจรจาของบประมาณสนับสนุนดังกล่าวจากญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การส่งกองกำลังร่วมไทย-ฟิลิปปินส์เพื่อไปรักษาสันติภาพที่ติมอร์-เลสเตประสบความสำเร็จในที่สุด[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากครบวาระของรัฐบาลชวนหลีกภัย 2 (พ.ศ.2540-2544) ดร.สุรินทร์ไม่ได้รับตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมือง จนในปี พ.ศ.2551 เป็นวาระที่ไทยจะต้องเป็นเลขาธิการอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศจึงได้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมในตำแหน่งดังกล่าว และได้มีมติให้เสนอชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551-2555 ซึ่ง ดร.สุรินทร์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศให้สัตยาบันต่อกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) จนแล้วเสร็จในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 และได้ประกาศใช้ในที่สุด นอกจากนี้แล้ว ดร.สุรินทร์ยังได้รณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทั้ง 10 ชาติตระหนักและรู้จักอาเซียนให้มากขึ้นอีกด้วย[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สีดา สอนศรี และคนอื่น ๆ, &#039;&#039;&#039;เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : การเมือง เศรษฐกิจและการต่างประเทศหลังวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ. &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2540-2550)&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุเจน กรรพฤทธิ์ (สัมภาษณ์), “สัมภาษณ์ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ห้าปีบนเก้าอี้เลขาธิการอาเซียน,” &#039;&#039;&#039;นิตยสารสารคดี&#039;&#039;&#039;, 336 (กุมภาพันธ์ 2556), Retrived From http://www.sarakadee.com/2013/04/10/dr-surintra/3/#sthash.ggduMrDg.dpuf, February 21, 2016.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุรินทร์ พิศสุวรรณ (เรื่อง), อโนมา สอนบาลี (ผู้เรียบเรียง), &#039;&#039;&#039;ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ&#039;&#039;&#039;, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์,&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), คำนำ.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.145.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.52.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.9-14.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.15, 30-32, 41, 59-62, 72, 77, 82.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), &amp;amp;nbsp;น.96-97, 167-168, 170-171.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.82, 96.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.99-100, 105.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.105, 126.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.140-142.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.134-139.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.126-134.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรื่อง ; อโนมา สอนบาลี ผู้เรียบเรียง, ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น : ชีวิตจากปอเนาะเลาะไปอาเซียนของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556), น.147-153.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C)&amp;diff=12883</id>
		<title>นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C)&amp;diff=12883"/>
		<updated>2017-07-31T02:18:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: &#039;&#039;&#039;ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“พี่วร ฯ” ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อที่บรรดาสมาชิก&amp;lt;br/&amp;gt; สโมสรสราญรมย์ทั้งหลายเรียกท่านด้วยความเคารพรัก&amp;lt;br/&amp;gt; และนับถือโดยบริสุทธิ์ใจ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;คำไว้อาลัย...นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&#039;&#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “พี่วร ฯ” เป็นชื่อที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และสมาชิกสโมสรสราญรมย์ในยุคเริ่มแรกมีความคุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นชื่อที่ใช้เรียกอดีตรัฐมนตรี ผู้ที่มีความผูกพันกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างยิ่ง นั่นคือ “นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” นักการเมืองผู้เคยผ่านมาในหลายตำแหน่ง นับตั้งแต่มหาดเล็กห้องที่พระบรรทมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ในตำแหน่ง “นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่” ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเมืองในระดับชาติ โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายหลายสมัย นอกจากนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ยังเป็นบุคคลที่ร่วมงานใกล้ชิดกับจอมพล ป. พิบูลสงครามมาโดยตลอด จนกระทั่งจอมพล ป. สิ้นสุดบทบาททางการเมืองลงไป ส่งให้บทบาทของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เงียบหายไปด้วย ทว่าชื่อของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) กลับมาอีกครั้ง ในฐานะ “ประธานรัฐสภา” อันเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นตำแหน่งสุดท้ายในทางการเมืองของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2446 ณ บ้านริมแม่น้ำปิง ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่) เป็นบุตรคนแรกของพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) และเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน (เชื้อสายเจ้าเมืองลำพูน)[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เริ่มเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2459 หลังจากนั้นได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ. 2462 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงมีรับสั่งให้เบิกตัวเข้าเฝ้า และแต่งตั้งให้เป็น “นายรองสนิท” มหาดเล็กห้องที่พระบรรทม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2463 ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน ทรงมอบหมายให้อยู่ในความดูแลหรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ)[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ปฏิบัติราชการเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ไปศึกษาต่อวิชาการแพทย์ ณ ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2465 กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ลาพระยาอนิรุทธเทวา เดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาช่วยกิจการของบิดาบังเกิดเกล้า โดยได้ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ที่จังหวัดเชียงราย &amp;amp;nbsp;และในโอกาสนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าวิชากฎหมาย จนสามารถสอบได้ปริญญานิติศาสตร์ (เนติบัณฑิต) เมื่อปี พ.ศ. 2476[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) สมรสครั้งแรกกับคุณหญิงฉวี วรการบัญชา โดยทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาสมรสครั้งที่สองกับนางจันทร์ฟอง สุตันตานนท์ มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 3 คน คือ ร้อยตำรวจตรี บัณฑิต วรการบัญชา นางกิ่งแก้ว ณ เชียงใหม่ และ นายธีระ สุตันตานนท์&amp;amp;nbsp; ต่อมาได้สมรสครั้งที่สามกับนางคำเอ้ย สุตันตานนท์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายเมธี สุตันตานนท์[[#_ftn6|[6]]] นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมอายุได้ 71 ปี[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เริ่มรับราชการครั้งแรก ด้วยการถวายงานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตำแหน่งมหาดเล็กเวรศักดิ์ (มหาดเล็กห้องพระบรรทม) ในกรมมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายรองสนิท” ในปี พ.ศ. 2463 ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายวรการบัญชา” และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นมหาดเล็กหุ้มแพรวิเศษ ในกรมมหาดเล็ก[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2476 ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในจังหวัดเชียงใหม่ จนศึกษาวิชากฎหมายได้เนติบัณฑิต ต่อมาในปี พ.ศ. 2478&amp;amp;nbsp; ได้รับฐานะจากสุขาภิบาลเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็น “เทศบาลนครเชียงใหม่” มีพื้นที่รับผิดชอบ 17.50 ตารางกิโลเมตร มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ทุกประการนับเป็น “เทศบาลนครแห่งแรกในประเทศไทย”[[#_ftn9|[9]]] ในการนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นคนแรก โดยอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2480[[#_ftn10|[10]]] และเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนแรกของประเทศไทยด้วย[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับตำแหน่งทางการเมืองนั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้เริ่มต้นจากการเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2487-2489 และ พ.ศ. 2490-2491 ต่อมาได้รวมในคณะรัฐมนตรีของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2491 จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 จากนั้นได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 จนกระทั่งถึงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2492 ต่อมาได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ถึงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2493 และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทั่งถึงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2495[[#_ftn12|[12]]] และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 จากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2500 จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500[[#_ftn13|[13]]] ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้อำนาจทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หมดลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการดำรงตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัตินั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย โดยสมัครรับเลือกตั้งในเขตจังหวัดเชียงราย เริ่มจากในการเลือกตั้ง วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 ต่อมาในการเลือกตั้ง วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 สมัยที่สอง ในการเลือกตั้งวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 จังหวัดเชียงราย ในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และในการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา[[#_ftn14|[14]]] นอกจากนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ระหว่างปี พ.ศ. 2511-2514 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฏาคม พ.ศ. 2511 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 และเป็น “ประธานรัฐสภา” โดยตำแหน่งด้วย[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เป็นบุคคลที่ผ่านการรับราชการมาตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยการถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนได้มีโอกาสทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นคือ เทศบาลนครเชียงใหม่ และได้เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดเชียงราย ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพล ป. หมดบทบาททางการเมืองลงไปนั้น ย่อมส่งผลให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) หมดบทบาททางการเมืองลงไปเป็นเวลายาวนาน ทว่าชื่อของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) กลับมาอีกครั้งโดยการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าจะไม่มีบทบาททางการเมืองมากนักก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสมัยที่นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ดำรงตำแหน่งนากยกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่อยู่นั้น ได้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 40 ปี สามารถขยายเขตเทศบางออกไปได้ถึง 40.216 ตารางกิโลเมตร และแบ่งออกเป็น 4 แขวง ประกอบด้วย แขวงศรีวิชัย แขวงนครพิงค์ แขวงกาวิละ และแขวงเม็งราย[[#_ftn16|[16]]] ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากเทศบาลอื่น ๆ ของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการเป็นรัฐมนตรีนั้น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สโมสรสราญรมย์” อันเป็นสโมสรของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรสราญรมย์เรื่อยมา แม้ว่าจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปแล้วก็ตาม อีกทั้งยังมีการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้กับสโมสรอยู่เป็นระยะ อาทิเช่น โต๊ะบิลเลียด “ตู้เพลง วรการบัญชา” ฯลฯ[[#_ftn17|[17]]] นอกจากนี้ยังได้มีการริเริ่มก่อตั้งหนังสือสราญรมย์ออกมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) มีความผูกพันกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างมาก และมักจะเชิญชวนข้าราชการรวมถึงเจ้าหน้าที่สโมสรสราญรมย์ไปทานอาหารที่บ้านพักริมคลองประปาอยู่เสมอ ส่งผลให้ทุกคนเรียกท่านว่า “พี่วร ฯ”[[#_ftn18|[18]]] ขณะที่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการนั้น ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเป็นผู้หนึ่งที่มีความใกล้ชิดจอมพล ป. อย่างยิ่ง จนสามารถเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติด้วย[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในด้านอื่น ๆ นั้น ชื่อของ “นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” เป็นที่ไว้วางใจของผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย เห็นได้จากการได้รับพระราชทานยศ “พันเอก” ประจำกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ในปี พ.ศ. 2495[[#_ftn20|[20]]] เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจอย่างมากในขณะนั้น&amp;amp;nbsp; และในช่วงสุดท้ายของชีวิตทางการเมือง นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ประธานวุฒิสภา” และเป็น “ประธานรัฐสภา” เนื่องจากเป็นนักการเมืองอาวุโส และเป็นที่เคารพยกย่องของบรรดานักการเมือง นายทหาร และประชาชนทั้งหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, &#039;&#039;&#039;มรรยาทในการเข้าสังคม อนุสรณ์ในงานพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;เพลิงศพ ฯพณฯ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;, ม.ป.ช., ม.ว.ม.&#039;&#039;&#039;,&amp;amp;nbsp;(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2517).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกายศรี ศรีรุ่งเรือง, &#039;&#039;&#039;นักการเมืองท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า,&amp;amp;nbsp;2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายพระนาม นาม เหล่าพระประยูรญาติ และเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html]&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th]&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Names of Past Foreign Minister, เข้าถึงจาก&amp;amp;nbsp; &amp;lt;[http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html]&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.mof.go.th/home/warakorn.html http://www.mof.go.th/home/warakorn.html]&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบประธานรัฐสภา, เข้าถึงจาก [http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename= http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename=]&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, มรรยาทในการเข้าสังคม อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม., (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2517), น. (9).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] รายพระนาม นาม เหล่าพระประยูรญาติ และเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ, เข้าถึงจาก [http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html]&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (2).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง, น. (1).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง, น. (5).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก [http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (4).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] Names of Past Foreign Minister, เข้าถึงจาก&amp;amp;nbsp; [http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เข้าถึงจาก [http://www.mof.go.th/home/warakorn.html http://www.mof.go.th/home/warakorn.html] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] ประกายศรี ศรีรุ่งเรือง, นักการเมืองท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), น. 253-254.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ทำเนียบประธานรัฐสภา, เข้าถึงจาก [http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename= http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename=] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก [http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (10).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] เพิ่งอ้าง, น. (11).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] เพิ่งอ้าง, น. (5).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3&amp;diff=12882</id>
		<title>สมบุญ ศิริธร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3&amp;diff=12882"/>
		<updated>2017-07-31T02:14:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถูกเรียกว่าหมูนั้นไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ว่า เราเป็นหมูอะไร&amp;lt;br/&amp;gt; ถ้าหากเป็นหมูที่ถูกฆ่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน&amp;lt;br/&amp;gt; ไม่ว่าจะเป็นหมูเถื่อนหรือหมูอาชญาบัตร มันก็ไม่ดี&amp;lt;br/&amp;gt; แต่ถ้าเป็นหมูที่เหนียวแน่น คงกระพันชาตรี&amp;lt;br/&amp;gt; ใครทำอะไรไม่ได้ ก็น่าจะเป็นได้ ไม่เสียหายอะไร”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;นายสมบุญ ศิริธร&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “หมู” มักจะเป็นคำเรียกของบุคคลที่มีรูปร่างท้วม ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกนั้น ก็มิใคร่ยินดีกับสมญานามนี้นัก แต่สำหรับ “หมูหิน” ซึ่งเป็นสมญานามที่โด่งดังของนักการเมืองคนหนึ่ง ผู้ที่เคยสร้างสีสันให้กับการเมืองไทยไม่น้อย นั่นคือ “นายสมบุญ ศิริธร” อดีต ส.ส. ในจังหวัดพัทลุงและกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2518-2519 นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง อันเป็นโศกนาฏกรรมของการเมืองไทยในครั้งสำคัญ นั่นคือ “เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519” ซึ่งเหตุการณ์นี้ตัวของนักการเมืองท่านนี้มีบทบาทอย่างยิ่งในฐานะ “ปีกขวาประชาธิปัตย์” ร่วมกับนายธรรมนูญ เทียนเงิน และนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนคือ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล และกลุ่มกระทิงแดง แม้ว่าบทบาททางการเมืองของนายสมบุญ ศิริธร จะสิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปของตัวเขา ทว่าชื่อเสียงและสีสัน ที่นักการเมืองรุ่นเก่าผู้นี้ได้สรรค์สร้างเอาไว้ จะทำให้สมญานาม “หมูหิน” ที่นายสมบุญ ศิริธร ชื่นชอบ เนื่องจากมีนัยว่าเป็นหมูที่คงกระพันชาตรี จะได้รับการจดจารไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกยาวนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2459 ณ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายหล่อ ศิริธร และนางพุม ศิริธร (วิเศษสกุล) เป็นบุตรคนที่ 5 จากจำนวนพี่น้องทั้งสิ้น 8 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการศึกษาชั้นมูลฐานจากโรงเรียนอภยานุกูล ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาต่อ ณ โรงเรียนจีน ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองจังหวัดพัทลุง[[#_ftn3|[3]]] จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงได้ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนปีนังคอนตินิวเอชั่น ที่เกาะปีนัง ซึ่งอยู่ในความปกครองของอังกฤษ (ปัจจุบันคือประเทศมาเลเซีย) ก่อนจะย้ายกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร[[#_ftn4|[4]]] จนสำเร็จการศึกษาระดับชั้น 6 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2476 แล้วได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนสำเร็จการศึกษาเป็นธรรมศาสตรบัณฑิต ในปี พ.ศ. 2481 นายสมบุญ ศิริธร ถือว่าเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร สมรสกับนางศุภจิตรา ศิริธร (เผ่าจินดา) ธิดาของนายบุญเฮง เผ่าจินดา และนางทอง เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา ทั้งสิ้น 3 คน คือ นายธนิต ศิริธร นางธันยา สุรรังสรรค์ และนายธนะ ศิริธร[[#_ftn6|[6]]] นายสมบุญ ศิริธร ถึงแก่กรรมด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจวาย ที่โรงพยาบาลเลิดสิน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 เวลา 14.00 น. สิริรวมอายุได้ 62 ปี[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร เริ่มต้นการทำงานด้วยอาชีพทนายความ ที่จังหวัดตรัง ก่อนจะย้ายไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทเหมืองแร่ ที่จังหวัดภูเก็ต จำนวน 5 บริษัท จนกระทั่งวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต นายสมบุญ ศิริธร จึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลในเขตบางเหนียว ปรากฏว่านายสมบุญ ศิริธร ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต และยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทศมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย[[#_ftn8|[8]]] ต่อมา นายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง จากนั้นได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 โดยนายสมบุญ ศิริธร ได้ลงสมัคร และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเป็นสมัยที่ 2 แต่นายสมบุญ ศิริธร ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นานก็ลาออก เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงคนก่อนหน้าคือ นายถัด พรหมมาณพ ไม่ได้ลงสมัคร และสนับสนุนให้นายสมบุญ ศิริธร ลงสมัคร ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ในสมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดพัทลุงลงสมัครแทน[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นับได้ว่านายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองระดับชาติด้วยวัย 30 ปี ถือเป็นนักการเมืองที่หนุ่มมากในสมัยนั้น แต่หลังจากที่นายสมบุญ ศิริธร ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ประมาณ 1 ปี ก็เกิดการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้นายสมบุญ ศิริธร ต้องเดินทางกลับจังหวัดภูเก็ต และประกอบอาชีพทนายความอีกครั้ง ซึ่งระหว่างนี้นายสมบุญ ศิริธร&amp;amp;nbsp; ได้กลับไปสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต เหมือนช่วงเวลาก่อนหน้านั้น[[#_ftn10|[10]]] กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2496 นายสมบุญ ศิริธร ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยได้เปิดสำนักงานทนายความ และธุรกิจร่วมกับนายณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม โดยได้เปิดสำนักงานทนายความ ที่ถนนวรจักร มีชื่อว่า “ศิริธรรม”[[#_ftn11|[11]]] ขณะเดียวกันก็ได้เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัท เอส. อาร์. ควบคู่กันไปด้วย ก่อนจะย้ายสำนักงานจากถนนวรจักร มาอยู่ที่บ้านของนายควง อภัยวงศ์ และดำเนินกิจการที่นั่นเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2503 นายสมบุญ ศิริธร ได้เปิดสำนักงานทนายความขึ้นมาใหม่ ในชื่อว่า “นิติวินิจ”[[#_ftn12|[12]]] โดยสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนสุริวงศ์ นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังได้รับการบรรจุให้เป็นทนายความประจำการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทสแตนดาร์ด แวคคัมส์ออยล์ (ปัจจุบันคือบริษัท เอสโช่ ประเทศไทย)[[#_ftn13|[13]]] ต่อมาปี พ.ศ. 2513 นายสมบุญ ศิริธร ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ฟินิคส์ เปเปอร์พัลป์ จำกัด โดยนายสมบุญ ศิริธร เป็นทนายความที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทนี้จนกระทั่งถึงแก่กรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้ก่อตั้งบริษัท อินเตอร์ คอนติเนนตัล ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกสินค้าไปยังประเทศ[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;สำหรับเส้นทางการเมืองของนายสมบุญ ศิริธร หลังจากได้ย้ายมาพำนักที่กรุงเทพมหานครนั้น ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนคร โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนครสมัยที่ 2 โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม และในปี พ.ศ. 2517 นายสมบุญ ศิริธร ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนครสมัยที่ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้นายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นาน รัฐบาลมีเหตุให้ต้องสิ้นสภาพไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นอีกครั้ง นายสมบุญ ศิริธร ก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็นสมัยที่ 4 และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง กระทั่งพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับการลาออกของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2519[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;หลังจากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ผ่านพ้นไป นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งสุดท้ายของนายสมบุญ ศิริธร ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2521 โดยในวันที่ถึงแก่กรรมนั้น นายสมบุญ ศิริธร ยังคงเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่[[#_ftn16|[16]]] นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย อาทิเช่น โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการกลางพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร อยู่ในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน ทั้งในทางการเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ แม้กระทั่งในการเมืองระดับชาติเอง ยังสามารถแบ่งเป็นช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และช่วงเวลาที่เป็นรัฐมนตรีได้อีกด้วย แม้ว่าช่วงเวลาที่เป็นรัฐมนตรีนั้น จะมีระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่เป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยมีความเขม็งเกลียวกันมากที่สุด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายขวา” และ “ฝ่ายซ้าย” ในช่วงนั้น มีความรุนแรงมาก ซึ่งได้นำไปสู่การสังหารหมู่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังมีบทบาทใน “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่ไม่น้อย โดยครั้งหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในการเมืองท้องถิ่น” ในช่วงก่อนที่ นายสมบุญ ศิริธร จะเข้าสู่การเมืองระดับชาตินั้น ได้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต และได้ร่วมในคณะเทศมนตรีด้วย ซึ่งมีนายวิรัตน์ หงษ์หยก และขุนบำรุงฯ สลับกันเป็นนายกเทศมนตรี โดยนายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมในคณะเทศมนตรีทั้ง 2 ชุด ซึ่งผลงานสำคัญที่ปรากฏในคณะเทศมนตรีทั้ง 2 ชุดนี้ คือการที่คณะเทศมนตรีไม่ยอมรับเงินเดือน โดยได้เสียสละเงินเดือนทั้งหมด เพื่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในเขตเทศบาล ส่งผลให้เทศบาลเมืองภูเก็ตมีงบประมาณเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และการพัฒนาเทศบาลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายสมบุญ ศิริธร ได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสิ้น 5 สมัย ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2489 พ.ศ. 2500 พ.ศ. 2512 พ.ศ. 2517 และ พ.ศ. 2519 นับว่าเป็นเวลายาวนาน ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร มีลีลาการปราศรัยที่ดุเดือดมากที่สุดคนหนึ่ง โดยมีน้ำเสียงที่ดังและตรงไปตรงมา เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2512 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และมักจะอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ก็เป็นคนอภิปรายคนสำคัญคนหนึ่ง ครั้งหนึ่งนายสมบุญ ศิริธร กำลังปราศรัยโจมตีเผด็จการทหารอย่างรุนแรง ที่เวทีท้องสนามหลวง ได้มีผู้ตะโกนขึ้นมาถามว่า “รูปร่างอ้วนเหมือนหมูไม่กลัวถูกยิงพุงหรือ?” นายสมบุญ ศิริธร ได้ตอบว่า “เป็นหมูที่เหนียวแน่นคงกระพันชาตรี ใครทำอะไรไม่ได้”[[#_ftn19|[19]]] ตั้งแต่นั้นมา นายสมบุญ ศิริธร จึงได้รับฉายาว่า “หมูหิน” อันมาจากการบุคลิกรูปร่างและการปราศรัยทั้งในและนอกสภานั่นเอง แม้ว่าช่วงบั้นปลายชีวิต นายสมบุญ ศิริธร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในสภาฯ มาอย่างยาวนาน จึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการสามัญประจำสภา และกรรมาธิการอื่น ๆ อีกมากมายตามมา[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในฐานะรัฐมนตรี” ในช่วงเวลาที่นายสมบุญ ศิริธร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความคับข้องหมองใจของประชาชน ซึ่งแบ่งออกเป็น “ฝ่ายขวา” และ “ฝ่ายซ้าย” ทั้งเหตุการณ์จลาจลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ อาทิเช่น เหตุการณ์เขาศูนย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประชาชนเข้าไปขุดแร่ จนกระทั่งเกิดเหตุร้ายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าไปแก้ปัญหาจนเหตุการณ์สงบลงได้[[#_ftn21|[21]]] นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่นายสมบุญ ศิริธร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ยังต้องเผชิญกับปัญหาการเดินทางเข้ามาในประเทศของ “พระถนอม” ซึ่งเป็นสาเหตุให้กลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชน มีท่าทีที่ไม่พอใจ ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นสิทธิ” ที่พระถนอมจะเข้าประเทศได้ ขณะเดียวกันนายสมบุญ ศิริธร ก็ได้ให้สิทธิกับผู้ต่อต้านด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งกล่าวว่าหากพระถนอมจะไปบิณฑบาตที่บ้าน ก็ยินดีจะนิมนต์เข้ามาในบ้าน[[#_ftn22|[22]]] เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง และรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ต้องลาออกไปในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2519 ก่อนที่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นายสมบุญ ศิริธร ไม่ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันความแตกแยกในหมู่ประชาชนก็มีมากขึ้น จนนำไปสู่เหตุการณ์วันปราบนกพิราบ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ในท้ายที่สุด[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในพรรคประชาธิปัตย์” นายสมบุญ ศิริธร เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2491 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ทว่านายสมบุญ ศิริธร ยังคงช่วยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2500 นายสมบุญ ศิริธร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่พระนคร โดยลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นนายสมบุญ ศิริธรได้ร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด จนกลายเป็นสมาชิกอาวุโสของพรรค ต่อมาหลังจากที่ระบบการเมืองเปิดขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2511-2519 นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิเช่น โฆษกพรรค กรรมการกลางพรรค ผู้วางแผนการเลือกตั้งให้กับพรรค ผู้คัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค เป็นต้น นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ได้เดินทางไปร่วมปราศรัยหาเสียงให้กับพรรคเสมอมา ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ในช่วงก่อนเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นั้น พรรคประชาธิปัตย์เอง ได้แตกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “กลุ่มปีกซ้ายประชาธิปัตย์” อันประกอบด้วย นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ นายชวน หลีกภัย นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ เป็นต้น และ “กลุ่มปีกขวาประชาธิปัตย์” อันประกอบด้วย นายธรรมนูญ เทียนเงิน นายสมบุญ ศิริธร นายสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น[[#_ftn24|[24]]] เนื่องจากกลุ่มปีกซ้ายประชาธิปัตย์ต่อต้านการเข้ามาของพระถนอม ขณะที่กลุ่มปีกขวาประชาธิปัตย์มีท่าทีที่ตรงกันข้าม จนกระทั่งกลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองเรื่องศัพท์, &#039;&#039;&#039;สยามรัฐ&#039;&#039;&#039; (วันที่ 24 สิงหาคม 2519).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รมต.สมบุญว่าถ้าพระถนอมจะไปบ้านก็ยินดีนิมนต์, &#039;&#039;&#039;ประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039; (วันที่ 21 กันยายน 2519).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สานิตย์ เพชรกาฬ, &#039;&#039;&#039;นักการเมืองถิ่น จังหวัดพัทลุง&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธาร&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตย, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุภาคย์ อินทองคง และพิทยา บุษรารัตน์, &#039;&#039;&#039;สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;6&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;:&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มูลนิธิสารานุกรมไทย, 2542).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‘หมูหิน’ ตาย, &#039;&#039;&#039;มติชน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 1 สิงหาคม 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมูหินตายแล้ว, &#039;&#039;&#039;สยามรัฐ&#039;&#039;&#039; (วันที่ 1 สิงหาคม 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมบุญ ศิริธร ต.ม.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;,ต.ช.&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ม.ป.พ., 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his]&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นายสมบุญ ศิริธร ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของฉายา “หมูหิน” ในคอลัมน์ การเมืองเรื่องศัพท์ หนังสือสยามรัฐ วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2519.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมบุญ ศิริธร ต.ม.,ต.ช., (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ม.ป.พ., 2521), น. (1).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, นักการเมืองถิ่น จังหวัดพัทลุง, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), น. 72.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ‘หมูหิน’ ตาย, มติชน (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his]&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 73.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] หมูหินตายแล้ว, สยามรัฐ (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 73.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สุภาคย์ อินทองคง และพิทยา บุษรารัตน์, สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม 6, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสารานุกรมไทย, 2542), น. 1900-1903.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 79.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง, น. 80.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] เพิ่งอ้าง, น. 81.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ‘หมูหิน’ ตาย, มติชน (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 85.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพิ่งอ้าง, น. 75.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] การเมืองเรื่องศัพท์, สยามรัฐ (วันที่ 24 สิงหาคม 2519), น. 6.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 86.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] เพิ่งอ้าง, น. 83-84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] รมต.สมบุญว่าถ้าพระถนอมจะไปบ้านก็ยินดีนิมนต์, ประชาธิปไตย (วันที่ 21 กันยายน 2519), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย,(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551), น. 156-157.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3&amp;diff=12881</id>
		<title>สมบุญ ศิริธร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3&amp;diff=12881"/>
		<updated>2017-07-31T02:13:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ทรงคุณวุฒิป...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถูกเรียกว่าหมูนั้นไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ว่า เราเป็นหมูอะไร&amp;lt;br/&amp;gt; ถ้าหากเป็นหมูที่ถูกฆ่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน&amp;lt;br/&amp;gt; ไม่ว่าจะเป็นหมูเถื่อนหรือหมูอาชญาบัตร มันก็ไม่ดี&amp;lt;br/&amp;gt; แต่ถ้าเป็นหมูที่เหนียวแน่น คงกระพันชาตรี&amp;lt;br/&amp;gt; ใครทำอะไรไม่ได้ ก็น่าจะเป็นได้ ไม่เสียหายอะไร”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;นายสมบุญ ศิริธร&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “หมู” มักจะเป็นคำเรียกของบุคคลที่มีรูปร่างท้วม ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกนั้น ก็มิใคร่ยินดีกับสมญานามนี้นัก แต่สำหรับ “หมูหิน” ซึ่งเป็นสมญานามที่โด่งดังของนักการเมืองคนหนึ่ง ผู้ที่เคยสร้างสีสันให้กับการเมืองไทยไม่น้อย นั่นคือ “นายสมบุญ ศิริธร” อดีต ส.ส. ในจังหวัดพัทลุงและกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2518-2519 นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง อันเป็นโศกนาฏกรรมของการเมืองไทยในครั้งสำคัญ นั่นคือ “เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519” ซึ่งเหตุการณ์นี้ตัวของนักการเมืองท่านนี้มีบทบาทอย่างยิ่งในฐานะ “ปีกขวาประชาธิปัตย์” ร่วมกับนายธรรมนูญ เทียนเงิน และนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนคือ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล และกลุ่มกระทิงแดง แม้ว่าบทบาททางการเมืองของนายสมบุญ ศิริธร จะสิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปของตัวเขา ทว่าชื่อเสียงและสีสัน ที่นักการเมืองรุ่นเก่าผู้นี้ได้สรรค์สร้างเอาไว้ จะทำให้สมญานาม “หมูหิน” ที่นายสมบุญ ศิริธร ชื่นชอบ เนื่องจากมีนัยว่าเป็นหมูที่คงกระพันชาตรี จะได้รับการจดจารไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกยาวนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2459 ณ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายหล่อ ศิริธร และนางพุม ศิริธร (วิเศษสกุล) เป็นบุตรคนที่ 5 จากจำนวนพี่น้องทั้งสิ้น 8 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการศึกษาชั้นมูลฐานจากโรงเรียนอภยานุกูล ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาต่อ ณ โรงเรียนจีน ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองจังหวัดพัทลุง[[#_ftn3|[3]]] จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงได้ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนปีนังคอนตินิวเอชั่น ที่เกาะปีนัง ซึ่งอยู่ในความปกครองของอังกฤษ (ปัจจุบันคือประเทศมาเลเซีย) ก่อนจะย้ายกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร[[#_ftn4|[4]]] จนสำเร็จการศึกษาระดับชั้น 6 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2476 แล้วได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนสำเร็จการศึกษาเป็นธรรมศาสตรบัณฑิต ในปี พ.ศ. 2481 นายสมบุญ ศิริธร ถือว่าเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร สมรสกับนางศุภจิตรา ศิริธร (เผ่าจินดา) ธิดาของนายบุญเฮง เผ่าจินดา และนางทอง เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา ทั้งสิ้น 3 คน คือ นายธนิต ศิริธร นางธันยา สุรรังสรรค์ และนายธนะ ศิริธร[[#_ftn6|[6]]] นายสมบุญ ศิริธร ถึงแก่กรรมด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจวาย ที่โรงพยาบาลเลิดสิน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 เวลา 14.00 น. สิริรวมอายุได้ 62 ปี[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร เริ่มต้นการทำงานด้วยอาชีพทนายความ ที่จังหวัดตรัง ก่อนจะย้ายไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทเหมืองแร่ ที่จังหวัดภูเก็ต จำนวน 5 บริษัท จนกระทั่งวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต นายสมบุญ ศิริธร จึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลในเขตบางเหนียว ปรากฏว่านายสมบุญ ศิริธร ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต และยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทศมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย[[#_ftn8|[8]]] ต่อมา นายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง จากนั้นได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 โดยนายสมบุญ ศิริธร ได้ลงสมัคร และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเป็นสมัยที่ 2 แต่นายสมบุญ ศิริธร ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นานก็ลาออก เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงคนก่อนหน้าคือ นายถัด พรหมมาณพ ไม่ได้ลงสมัคร และสนับสนุนให้นายสมบุญ ศิริธร ลงสมัคร ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ในสมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดพัทลุงลงสมัครแทน[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นับได้ว่านายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองระดับชาติด้วยวัย 30 ปี ถือเป็นนักการเมืองที่หนุ่มมากในสมัยนั้น แต่หลังจากที่นายสมบุญ ศิริธร ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ประมาณ 1 ปี ก็เกิดการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้นายสมบุญ ศิริธร ต้องเดินทางกลับจังหวัดภูเก็ต และประกอบอาชีพทนายความอีกครั้ง ซึ่งระหว่างนี้นายสมบุญ ศิริธร&amp;amp;nbsp; ได้กลับไปสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต เหมือนช่วงเวลาก่อนหน้านั้น[[#_ftn10|[10]]] กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2496 นายสมบุญ ศิริธร ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยได้เปิดสำนักงานทนายความ และธุรกิจร่วมกับนายณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม โดยได้เปิดสำนักงานทนายความ ที่ถนนวรจักร มีชื่อว่า “ศิริธรรม”[[#_ftn11|[11]]] ขณะเดียวกันก็ได้เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัท เอส. อาร์. ควบคู่กันไปด้วย ก่อนจะย้ายสำนักงานจากถนนวรจักร มาอยู่ที่บ้านของนายควง อภัยวงศ์ และดำเนินกิจการที่นั่นเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2503 นายสมบุญ ศิริธร ได้เปิดสำนักงานทนายความขึ้นมาใหม่ ในชื่อว่า “นิติวินิจ”[[#_ftn12|[12]]] โดยสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนสุริวงศ์ นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังได้รับการบรรจุให้เป็นทนายความประจำการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทสแตนดาร์ด แวคคัมส์ออยล์ (ปัจจุบันคือบริษัท เอสโช่ ประเทศไทย)[[#_ftn13|[13]]] ต่อมาปี พ.ศ. 2513 นายสมบุญ ศิริธร ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ฟินิคส์ เปเปอร์พัลป์ จำกัด โดยนายสมบุญ ศิริธร เป็นทนายความที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทนี้จนกระทั่งถึงแก่กรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้ก่อตั้งบริษัท อินเตอร์ คอนติเนนตัล ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกสินค้าไปยังประเทศ[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;สำหรับเส้นทางการเมืองของนายสมบุญ ศิริธร หลังจากได้ย้ายมาพำนักที่กรุงเทพมหานครนั้น ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนคร โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนครสมัยที่ 2 โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม และในปี พ.ศ. 2517 นายสมบุญ ศิริธร ได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพระนครสมัยที่ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้นายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นาน รัฐบาลมีเหตุให้ต้องสิ้นสภาพไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นอีกครั้ง นายสมบุญ ศิริธร ก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็นสมัยที่ 4 และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง กระทั่งพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับการลาออกของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2519[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;หลังจากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ผ่านพ้นไป นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งสุดท้ายของนายสมบุญ ศิริธร ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2521 โดยในวันที่ถึงแก่กรรมนั้น นายสมบุญ ศิริธร ยังคงเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่[[#_ftn16|[16]]] นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย อาทิเช่น โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการกลางพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายสมบุญ ศิริธร อยู่ในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน ทั้งในทางการเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ แม้กระทั่งในการเมืองระดับชาติเอง ยังสามารถแบ่งเป็นช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และช่วงเวลาที่เป็นรัฐมนตรีได้อีกด้วย แม้ว่าช่วงเวลาที่เป็นรัฐมนตรีนั้น จะมีระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่เป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยมีความเขม็งเกลียวกันมากที่สุด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายขวา” และ “ฝ่ายซ้าย” ในช่วงนั้น มีความรุนแรงมาก ซึ่งได้นำไปสู่การสังหารหมู่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ยังมีบทบาทใน “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่ไม่น้อย โดยครั้งหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในการเมืองท้องถิ่น” ในช่วงก่อนที่ นายสมบุญ ศิริธร จะเข้าสู่การเมืองระดับชาตินั้น ได้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองภูเก็ต และได้ร่วมในคณะเทศมนตรีด้วย ซึ่งมีนายวิรัตน์ หงษ์หยก และขุนบำรุงฯ สลับกันเป็นนายกเทศมนตรี โดยนายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าร่วมในคณะเทศมนตรีทั้ง 2 ชุด ซึ่งผลงานสำคัญที่ปรากฏในคณะเทศมนตรีทั้ง 2 ชุดนี้ คือการที่คณะเทศมนตรีไม่ยอมรับเงินเดือน โดยได้เสียสละเงินเดือนทั้งหมด เพื่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในเขตเทศบาล ส่งผลให้เทศบาลเมืองภูเก็ตมีงบประมาณเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และการพัฒนาเทศบาลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายสมบุญ ศิริธร ได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสิ้น 5 สมัย ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2489 พ.ศ. 2500 พ.ศ. 2512 พ.ศ. 2517 และ พ.ศ. 2519 นับว่าเป็นเวลายาวนาน ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร มีลีลาการปราศรัยที่ดุเดือดมากที่สุดคนหนึ่ง โดยมีน้ำเสียงที่ดังและตรงไปตรงมา เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2512 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และมักจะอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ก็เป็นคนอภิปรายคนสำคัญคนหนึ่ง ครั้งหนึ่งนายสมบุญ ศิริธร กำลังปราศรัยโจมตีเผด็จการทหารอย่างรุนแรง ที่เวทีท้องสนามหลวง ได้มีผู้ตะโกนขึ้นมาถามว่า “รูปร่างอ้วนเหมือนหมูไม่กลัวถูกยิงพุงหรือ?” นายสมบุญ ศิริธร ได้ตอบว่า “เป็นหมูที่เหนียวแน่นคงกระพันชาตรี ใครทำอะไรไม่ได้”[[#_ftn19|[19]]] ตั้งแต่นั้นมา นายสมบุญ ศิริธร จึงได้รับฉายาว่า “หมูหิน” อันมาจากการบุคลิกรูปร่างและการปราศรัยทั้งในและนอกสภานั่นเอง แม้ว่าช่วงบั้นปลายชีวิต นายสมบุญ ศิริธร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในสภาฯ มาอย่างยาวนาน จึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการสามัญประจำสภา และกรรมาธิการอื่น ๆ อีกมากมายตามมา[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในฐานะรัฐมนตรี” ในช่วงเวลาที่นายสมบุญ ศิริธร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความคับข้องหมองใจของประชาชน ซึ่งแบ่งออกเป็น “ฝ่ายขวา” และ “ฝ่ายซ้าย” ทั้งเหตุการณ์จลาจลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ อาทิเช่น เหตุการณ์เขาศูนย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประชาชนเข้าไปขุดแร่ จนกระทั่งเกิดเหตุร้ายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้เข้าไปแก้ปัญหาจนเหตุการณ์สงบลงได้[[#_ftn21|[21]]] นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่นายสมบุญ ศิริธร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ยังต้องเผชิญกับปัญหาการเดินทางเข้ามาในประเทศของ “พระถนอม” ซึ่งเป็นสาเหตุให้กลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชน มีท่าทีที่ไม่พอใจ ซึ่งนายสมบุญ ศิริธร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นสิทธิ” ที่พระถนอมจะเข้าประเทศได้ ขณะเดียวกันนายสมบุญ ศิริธร ก็ได้ให้สิทธิกับผู้ต่อต้านด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งกล่าวว่าหากพระถนอมจะไปบิณฑบาตที่บ้าน ก็ยินดีจะนิมนต์เข้ามาในบ้าน[[#_ftn22|[22]]] เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง และรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ต้องลาออกไปในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2519 ก่อนที่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นายสมบุญ ศิริธร ไม่ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันความแตกแยกในหมู่ประชาชนก็มีมากขึ้น จนนำไปสู่เหตุการณ์วันปราบนกพิราบ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ในท้ายที่สุด[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “บทบาทในพรรคประชาธิปัตย์” นายสมบุญ ศิริธร เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2491 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ทว่านายสมบุญ ศิริธร ยังคงช่วยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2500 นายสมบุญ ศิริธร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่พระนคร โดยลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นนายสมบุญ ศิริธรได้ร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด จนกลายเป็นสมาชิกอาวุโสของพรรค ต่อมาหลังจากที่ระบบการเมืองเปิดขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2511-2519 นายสมบุญ ศิริธร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิเช่น โฆษกพรรค กรรมการกลางพรรค ผู้วางแผนการเลือกตั้งให้กับพรรค ผู้คัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค เป็นต้น นอกจากนี้ นายสมบุญ ศิริธร ได้เดินทางไปร่วมปราศรัยหาเสียงให้กับพรรคเสมอมา ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ในช่วงก่อนเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นั้น พรรคประชาธิปัตย์เอง ได้แตกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “กลุ่มปีกซ้ายประชาธิปัตย์” อันประกอบด้วย นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ นายชวน หลีกภัย นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ เป็นต้น และ “กลุ่มปีกขวาประชาธิปัตย์” อันประกอบด้วย นายธรรมนูญ เทียนเงิน นายสมบุญ ศิริธร นายสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น[[#_ftn24|[24]]] เนื่องจากกลุ่มปีกซ้ายประชาธิปัตย์ต่อต้านการเข้ามาของพระถนอม ขณะที่กลุ่มปีกขวาประชาธิปัตย์มีท่าทีที่ตรงกันข้าม จนกระทั่งกลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองเรื่องศัพท์, &#039;&#039;&#039;สยามรัฐ&#039;&#039;&#039; (วันที่ 24 สิงหาคม 2519).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รมต.สมบุญว่าถ้าพระถนอมจะไปบ้านก็ยินดีนิมนต์, &#039;&#039;&#039;ประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039; (วันที่ 21 กันยายน 2519).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สานิตย์ เพชรกาฬ, &#039;&#039;&#039;นักการเมืองถิ่น จังหวัดพัทลุง&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสายธาร&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตย, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุภาคย์ อินทองคง และพิทยา บุษรารัตน์, &#039;&#039;&#039;สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;6&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ :&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มูลนิธิสารานุกรมไทย, 2542).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‘หมูหิน’ ตาย, &#039;&#039;&#039;มติชน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 1 สิงหาคม 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมูหินตายแล้ว, &#039;&#039;&#039;สยามรัฐ&#039;&#039;&#039; (วันที่ 1 สิงหาคม 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมบุญ ศิริธร ต.ม.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;,ต.ช.&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : ม.ป.พ., 2521).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นายสมบุญ ศิริธร ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของฉายา “หมูหิน” ในคอลัมน์ การเมืองเรื่องศัพท์ หนังสือสยามรัฐ วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2519.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมบุญ ศิริธร ต.ม.,ต.ช., (กรุงเทพฯ : ม.ป.พ., 2521), น. (1).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, นักการเมืองถิ่น จังหวัดพัทลุง, (กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2550), น. 72.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ‘หมูหิน’ ตาย, มติชน (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-his&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 73.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] หมูหินตายแล้ว, สยามรัฐ (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 73.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สุภาคย์ อินทองคง และพิทยา บุษรารัตน์, สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม 6, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมไทย, 2542), น. 1900-1903.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 79.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง, น. 80.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] เพิ่งอ้าง, น. 81.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ‘หมูหิน’ ตาย, มติชน (วันที่ 1 สิงหาคม 2521), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 85.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพิ่งอ้าง, น. 75.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] การเมืองเรื่องศัพท์, สยามรัฐ (วันที่ 24 สิงหาคม 2519), น. 6.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 86.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] เพิ่งอ้าง, น. 83-84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] รมต.สมบุญว่าถ้าพระถนอมจะไปบ้านก็ยินดีนิมนต์, ประชาธิปไตย (วันที่ 21 กันยายน 2519), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] สานิตย์ เพชรกาฬ, อ้างแล้ว, น. 84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย,(กรุงเทพฯ : มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551), น. 156-157.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12880</id>
		<title>ประธานสภาท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12880"/>
		<updated>2017-07-27T05:08:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ประธานสภาท้องถิ่น&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;amp;nbsp;  &amp;amp;nbsp;  &amp;amp;nbsp;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผศ.ดร....&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประธานสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ผศ.ดร. ณัฐพล&amp;amp;nbsp; ใจจริง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมา ได้บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องประกอบได้ด้วย ผู้บริหารหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น และสภาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาท้องถิ่นนั้นได้มีภารกิจ อำนาจหน้าที่ที่สำคัญเป็นอันมากในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่วมตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญ ในท้องถิ่นนั้น ๆ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมให้การประชุมสภาท้องถิ่นสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีก็คือ “ประธานสภาท้องถิ่น” นั่นเอง ซึ่งความหมาย การได้มา อำนาจหน้าที่ และการพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาท้องถิ่นได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2547 โดยมีรายละเอียดดังที่จะกล่าวต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ความหมายของคำว่า “ประธานสภาท้องถิ่น” ปรากฏอยู่ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 4 ความว่า “ประธานสภาท้องถิ่นหมายความว่า ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประธานสภาเทศบาล และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล” จากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประธานสภาท้องถิ่นมีความหมายรวมถึงเฉพาะประธานสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาลเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงประธานในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปคือ ประธานสภากรุงเทพมหานคร และประธานสภาเมืองพัทยา[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิธีการได้มาซึ่งประธานสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตามระเบียบฯ ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนการได้มาซึ่งประธานสภาท้องถิ่นมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเสนอชื่อ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตามระเบียบฯ ข้อ 8 วรรคหนึ่ง กำหนดให้สมาชิกสภาสามารถเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่งตั้งให้เป็นประธานสภา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (1)&amp;amp;nbsp; สมาชิกสภา 1 คน สามารถเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นประธานสภาได้เพียง 1 ชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (2) ผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องมีสมาชิกสภาออกเสียงรับรองอย่างน้อย 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (3) หากมีการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาเพียง 1 คน&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก (ซึ่งเป็นไปตามความในระเบียบ ฯ ข้อ 14)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การลงคะแนน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ให้สมาชิกสภาเขียนชื่อตัว และชื่อสกุลของผู้ถูกเสนอ จำนวน 1 ชื่อ และให้สมาชิกสภาหย่อนบัตรที่เขียนชื่อเหมือนการลงคะแนนลับ ตาม ข้อ 75 วรรคสาม โดยประธานสภาเป็นผู้เรียกสมาชิกสภาตามลำดับอักษรนำซองมาใส่ในหีบที่จัดไว้ต่อหน้าประธานที่ประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การตรวจนับคะแนน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประธานชั่วคราวเชิญสมาชิกสภาไม่น้อยกว่า 2 คน มาช่วยนับโดยที่ผู้ได้รับเลือกมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (1) เป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (2) หากมีผู้ที่ได้รับคะแนนเท่ากัน ให้ลงคะแนนใหม่โดยวิธีเดิมอีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3) หากคะแนนยังเท่ากันอีกให้ใช้วิธีจับสลาก โดยวิธีการจับสลากนี้ให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อ 8 วรรคสาม ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3.1) ประธานชั่วคราวจัดให้ตกลงกันว่าใครจะจับสลากก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3.2) ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ประธานชั่วคราวจับสลากว่าใครจะจับสลากก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (3.3) บัตรสลาก ต้องมีชนิด สี ขนาด เหมือนกัน มีจำนวนเท่าคนที่มีคะแนนสูงสุดเท่ากัน และเขียนว่า “&#039;&#039;&#039;ได้รับเลือกเป็นประธานสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;” 1 บัตร นอกนั้นเป็น “&#039;&#039;&#039;ไม่ได้รับเลือกเป็นประธานสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การรายงานผล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราวมีหน้าที่รายงานผล ภายใน 7 วัน นับแต่วันเลือก ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#กรณีเทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้รายงานผลต่อผู้ว่าราชการจังหวัด &lt;br /&gt;
#กรณีองค์การบริหารส่วนตำบล ให้รายงานต่อนายอำเภอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว[[#_ftn2|&#039;&#039;&#039;[2]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการประชุมสภาท้องถิ่นครั้งแรกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2547 (ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “ระเบียบฯ”) ข้อ 6 กำหนดให้นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้สมาชิกสภามีการประชุมสภาครั้งแรก ภายใน 15 วันนับแต่ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกครบตามจำนวนแล้ว โดยสิ่งที่ต้องทำในการประชุมครั้งแรกคือ การปฏิญาณตนในที่ประชุม การเลือกตั้งประธานสภาท้องถิ่น รองประธานสภาท้องถิ่น เลขานุการสภาท้องถิ่น และกำหนดสมัยประชุมของปีนั้น และกำหนดสมัยประชุมสามัญสมัยแรกของปีถัดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การได้มาซึ่งประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตามระเบียบฯ ข้อ 7 กำหนดให้มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว โดยให้สมาชิกสภาที่มีอายุสูงสุดซึ่งอยู่ในที่ประชุมสภาเป็นประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว แต่หากผู้นั้น ไม่ยอมทำหน้าที่ ก็ให้ผู้มีอายุสูงสุดรองลงมาทำหน้าที่แทน และในกรณีที่มีสมาชิกสภามีอายุสูงสุดเท่ากันมากกว่า 1 คน ให้ใช้วิธีจับสลากเลือกประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&amp;amp;nbsp; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล นายอำเภอสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล&amp;amp;nbsp; ดำเนินการให้คนที่มีอายุสูงสุดเท่ากันตกลงกันเสียก่อนว่า&amp;amp;nbsp; จะให้คนใดเป็นคนจับสลากก่อนหลัง หากตกลงกันไม่ได้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอจับสลากว่า คนใดจะเป็นคนจับสลากก่อน แล้วให้จัดทำบัตรสลาก ชนิด สี และขนาดอย่างเดียวกัน มีจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มีอายุสูงสุดเท่ากัน&amp;amp;nbsp; โดยเขียนข้อความว่า&amp;amp;nbsp; “&#039;&#039;&#039;ได้เป็นประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&#039;&#039;&#039;”เพียงบัตรเดียวนอกนั้นเขียนข้อความว่า &amp;amp;nbsp;&amp;quot;&#039;&#039;&#039;ไม่ได้เป็นประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราวมีหน้าที่ตามระเบียบฯ ดังนี้คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#นำสมาชิกกล่าวคำปฏิญาณตน &lt;br /&gt;
#ดำเนินการเลือกประธานสภาท้องถิ่น &lt;br /&gt;
#รายงานผลการเลือกตั้งประธานสภาท้องถิ่นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่สภาลงมติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราว&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามระเบียบฯ ข้อ10ประธานสภาท้องถิ่นชั่วคราวจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (1) สำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เมื่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติเลือกประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสร็จแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (2) สำหรับเทศบาลเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งแต่งตั้งประธานสภาเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (3) สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อนายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของประธานสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตามระเบียบฯ ข้อ 16 ประธานสภาท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 1) ดำเนินกิจการของสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2) เป็นประธานของที่ประชุมสภาท้องถิ่น เว้นแต่ในขณะที่เข้ากล่าวอภิปรายสนับสนุนหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คัดค้านญัตติ ในที่ประชุมสภาท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 3) บังคับบัญชาการงานในสภาท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 4) รักษาความสงบเรียบร้อยในสภาท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 5) เป็นผู้แทนสภาท้องถิ่นในกิจการภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 6) อำนาจและหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ หรือตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ฯ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; โดยทั่วไปแล้วประธานสภาท้องถิ่นจะดำรงตำแหน่งจนครบอายุสภาท้องถิ่นนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ประธานสภาท้องถิ่นอาจพ้นจากตำแหน่งก่อนครบอายุสภาท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ ได้แก่[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ลาออก โดยยื่นหนังสือลาออกไปยังผู้อำนาจหน้าที่กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ กล่าวคือ ให้ยื่นต่อนายอำเภอในกรณีที่เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล หรือให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล &lt;br /&gt;
#สิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาท้องถิ่น &lt;br /&gt;
#รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเหตุที่ว่าปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไมปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไมชอบด้วยอํานาจหน้าที่ หรือมีความประพฤติในทางจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียแกศักดิ์ตําแหนง หรือแกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนสังกัด &lt;br /&gt;
#สภาแห่งท้องถิ่นมีมติให้พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุว่าปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไมปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไมชอบด้วยอํานาจหน้าที่ หรือมีความประพฤติในทางจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียแกศักดิ์ตําแหนง หรือแกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนสังกัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนึ่ง การพ้นจากตำแหน่งประธานสภาท้องถิ่นตามข้อ 3. และ 4. บุคคลผู้นั้นดำรงตำแหน่งประธานสภาท้องถิ่นอีกไม่ได้ตลอดอายุของสภาท้องถิ่นนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หนังสือ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย&amp;amp;nbsp; ก๊กผล, ธนิษฐา&amp;amp;nbsp; สุขะวัฒนะ.&#039;&#039;&#039;คู่มือสมาชิกสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร:ธรรมดาเพรส, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;อื่น ๆ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]]อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าประธานสภากรุงเทพมหานครและประธานสภาเมืองพัทยามีอำนาจหน้าที่แทบจะเหมือนกันกับประธานสภาท้องถิ่นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]]โปรดดู อรทัย&amp;amp;nbsp; ก๊กผลและธนิษฐา&amp;amp;nbsp; สุขะวัฒนะ, &#039;&#039;&#039;คู่มือสมาชิกสภาท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร:ธรรมดาเพรส, 2551), น. 90-96.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 50&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 20 ทวิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 18&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88&amp;diff=12879</id>
		<title>การแบ่งอำนาจ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88&amp;diff=12879"/>
		<updated>2017-07-27T05:01:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;กฤษณ์&amp;amp;nbsp; วงศ์วิเศษธร  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;กฤษณ์&amp;amp;nbsp; วงศ์วิเศษธร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การแบ่งอำนาจ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;(Deconcentration)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. &amp;amp;nbsp;แนวคิดและความหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เนื่องจากการรวมศูนย์อำนาจปกครองไว้ที่ส่วนกลางมีอุปสรรคที่สำคัญนั่นคือ ไม่สามารถแก้ไขปัญหา ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆได้ทั่วถึงและเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติราชการ จึงมีการขยายอำนาจของการปกครองออกไปโดยการมอบอำนาจการวินิจสั่งการบางส่วนไปให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ประจำอยู่ในพื้นที่ต่างๆ หรือที่เรียกว่า “ภูมิภาค” นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจปกครอง (Deconcentration) หมายถึง การที่กฎหมายหรือผู้บังคับบัญชามอบอำนาจการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยสั่งการระดับหนึ่งภายในกรอบวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งราชการส่วนส่วนกลางส่งไปปฏิบัติราชการในราชการส่วนภูมิภาคคือที่จังหวัดและอำเภอต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อการตัดสินใจหรือวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลาง เป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของการรวมอำนาจการปกครองได้[[#_ftn1|[1]]] หลักแบ่งอำนาจจึงทำให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้หลักการแบ่งอำนาจนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรวมอำนาจทางปกครอง แต่มิใช่การกระจายอำนาจแต่อย่างใด[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.&amp;amp;nbsp; ลักษณะสำคัญของการแบ่งอำนาจปกครอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจทางปกครองมีลักษณะสำคัญดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการแรก&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจปกครองเกิดจากการแบ่งอำนาจจากส่วนกลาง หากไม่มีส่วนกลางที่เป็นเสมือนเจ้าของอำนาจ การแบ่งอำนาจย่อมจะไม่เกิดขึ้น รวมไปถึงการที่ส่วนกลางยังมีอำนาจเต็มในการบริหารเนื่องจากเป็นการแบ่งอำนาจของตนให้กับภูมิภาคดำเนินการแทนในบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งจะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สอง&amp;amp;nbsp; มีการส่งเจ้าหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนไปประจำในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ และส่วนกลางย่อมมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3.&amp;amp;nbsp; ข้อดีของการแบ่งอำนาจปกครอง[[#_ftn4|&#039;&#039;&#039;[4]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากแนวคิดและลักษณะของการแบ่งอำนาจปกครองจะเห็นได้ว่าการแบ่งอำนาจปกครองมีข้อดีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการแรก&amp;amp;nbsp; การใช้หลักการนี้เป็นก้าวแรกในการกระจายอำนาจ กล่าวคือ การที่มอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการบางส่วนให้แก่ภูมิภาค เท่ากับว่าเป็นการมอบภารกิจให้ภูมิภาคดำเนินการเองได้ แต่หากเปลี่ยนจากภูมิภาคเป็นส่วนท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจอาจทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามเงื่อนไขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สอง&amp;amp;nbsp; ส่วนภูมิภาคสามารถแบ่งเบาภาระของส่วนกลางได้บ้าง ทำให้การดำเนินภารกิจต่างๆทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากในการตัดสินใจสั่งการแต่ละครั้งไม่ต้องส่งไปที่ส่วนกลางทั้งหมด ก็จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้รวดเร็วและทันท่วงทีมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สาม&amp;amp;nbsp; การประสานงานระหว่างราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะมีส่วนภูมิภาคเป็นตัวช่วยประสานงาน โดยผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สี่&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจทางปกครองมีประโยชน์ต่อประเทศที่ยังหย่อนความสามารถในการปกครองตนเอง ซึ่งถ้าหากจะมอบอำนาจให้กับท้องถิ่นอาจจะยังไม่เหมาะสม[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4. &amp;amp;nbsp;ข้อเสียของการแบ่งอำนาจทางปกครอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจปกครองมีข้อเสียอยู่อย่างน้อย 3 ประการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการแรก&amp;amp;nbsp; การแบ่งอำนาจทางปกครองเป็นอุปสรรคในการกระจายอำนาจ กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินภารกิจต่างๆในภูมิภาคนั้นเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางทั้งหมด ย่อมแสดงถึงการไม่เชื่อในความสามารถของส่วนท้องถิ่น[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สอง&amp;amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปในภูมิภาคต่างๆไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่และไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน เนื่องจากไม่มีความใกล้ชิดกับประชาชน รวมถึงการไม่เข้าใจปัญหาของแต่ละท้องถิ่นเท่ากับคนในท้องถิ่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สาม&amp;amp;nbsp; ก่อให้เกิดความล่าช้ามากขึ้น หากต้องการส่งเรื่องถึงส่วนกลางต้องเสียเวลากับการดำเนินการถึงระดับการปกครอง 2 ระดับ นั่นคือ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น รวมถึงขั้นตอนที่มากขึ้นตามไปด้วย[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปได้ว่า เป็นการแบ่งอำนาจเพียงบางส่วนจากส่วนกลาง ให้กับหน่วยการปกครองระดับภูมิภาคดำเนินการแทนแต่ส่วนกลางยังมีอำนาจเต็ม ก็จะสามารถแบ่งเบาภาระของส่วนกลางได้บ้างทำให้การดำเนินการในการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของประชาชนทำได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำตามภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานของส่วนภูมิภาคเป็นไปตามที่ส่วนกลางกำหนด จึงทำให้ส่วนกลางมีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ในภูมิภาค กระนั้นก็ตามการบริหารส่วนภูมิภาคไม่มีอิสระในการปกครอง เป็นเพียงแค่สำนักงานย่อยของส่วนกลางที่ไปตั้งในพื้นที่ต่างๆเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์&amp;amp;nbsp; พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 7. (กรุงเทพฯ: วิญญูชน. 2552).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชูวงศ์&amp;amp;nbsp; ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้งเซ็นเตอร์ จำกัด. 2539).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรชัย&amp;amp;nbsp; รัศมีแพทย์. หลักกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทย. (นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2535).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด&amp;amp;nbsp; เลิศไพฑูรย์. กฎหมายการปกครองท้องถิ่น. (กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์. 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] พรชัย&amp;amp;nbsp; รัศมีแพทย์, หลักกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทย, (นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2535), หน้า 23.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สมคิด&amp;amp;nbsp; เลิศไพฑูรย์, กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์, 2550), หน้า 26.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 26.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชูวงศ์&amp;amp;nbsp; ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด,2539), หน้า 20.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สมคิด&amp;amp;nbsp; เลิศไพฑูรย์, กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา, 2547), หน้า 17.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โกวิทย์&amp;amp;nbsp; พวงงาม, การปกครองท้องถิ่นไทย, พิมพ์ครั้งที่ 7, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552), หน้า 36.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12878</id>
		<title>เจ้าพระยายมราช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12878"/>
		<updated>2017-07-27T04:56:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ข้อนี้มีเค้าอยู่ในกิริยามารยาทของท่านที่ข้าพเจ้าเห็นเมื่อตอนแรกรู้จักกัน ดูสุภาพเรียบร้อยผิดกับชาวบ้านนอก ส่อให้สังเกตได้ว่าท่านได้รับอบรมมาแต่ครูบาอาจารย์ที่ดี”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีบทบาทหลายประการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จนถูกเรียกว่าเป็นรัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายตั้งแต่การเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล การเป็นอภิรัฐมนตรี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|[2]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เกิด ณ ตำบลบ้านตก (รั้วใหญ่) ริมฝั่งแม่น้ำฟากตะวันออกข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ในตระกูลคฤหบดีที่มีฐานะดี มีบิดาชื่อนายกลั่น มารดาชื่อผึ้ง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 2 โดยปั้นเป็นบุตรคนสุดท้อง พี่น้องของปั้นทุกคนล้วนแต่จะมีบทบาทสำคัญในด้านการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่สาวทั้งสองคนที่แม้จะไม่ได้เป็นนักปกครองโดยตรง แต่ก็ได้แต่งงานเป็นภรรยาของกรมการเมืองซึ่งย่อมมีชีวิตที่คลุกคลีกับข้าราชการฝ่ายปกครองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเด็กชายปั้นเกิดในตระกูลคฤหบดี จึงทำให้เขาได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบครัวอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับพี่ๆ ร่วมบิดามารดากันแล้ว ในสายตาของคนอื่นจะมีความรู้สึกว่าเขาได้รับการเอาใจใส่จากบิดามาราดาน้อยกว่าพี่ๆ ดังที่สมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง เกิดเมื่อบิดามารดามีลูกแล้วหลายคน จนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี เมื่อเป็นเด็กจึงมิใคร่มีใครเอาใจนำพานัก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่ออายุได้ 5 ขวบ บิดาได้นำเด็กชายปั้นไปฝากเรียนหนังสือที่วัดประตูสาร ตำบลรั้วใหญ่ ในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นสถาบันการศึกษามีอยู่เพียง 2 แห่ง คือ วัด กับ วัง เมื่อเรียนอยู่ที่วัดประตูสารนี้ได้ประมาณ 1 ปี อายุย่างเข้าปีที่ 6 ก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยบิดามารดาได้มอบถวายให้แก่พระใบฎีกาอ่วม แห่งวัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกน้อย ธนบุรี เพื่อฝากฝังให้เป็นศิษย์ติดตามเรียนหนังสือด้วย คนทั่วไปจึงพูดว่าเป็นเด็ก “ใส่กัณฑ์เทศน์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้รับกลับไปบ้านที่สุพรรณบุรีเพื่อทำพิธีโกนจุก เสร็จแล้วก็กลับพามาอยู่ที่วัดหงส์รัตนารามตามเดิม เมื่ออายุได้ 14 ปี ท่านอาจารย์พระใบฎีกาอ่วมได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ 21 ปี ครบอุปสมบทแล้ว พระใบฎีกาอ่วมก็จัดการให้อุปสมบทที่วัดหงส์รัตนาราม โดยนิมนต์สมเด็จพระวันรัตมาเป็นพระอุปัชฌายะ ซึ่งพระภิกษุปั้นได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้เปรียญ 3 ประโยคจนคนทั่วไปเรียกว่า “พระมหาปั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการสมรสนั้น เมื่อต่อมานายปั้นได้รับราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” เมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ประเทศไทยได้ประมาณสองเดือน ขุนวิจิตรวรสาส์นก็ปรารภกับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงว่าอยากแต่งงานกับนางสาวตลับ ธิดาคนโตของพระยาชัยวิชิต ซึ่งพระมารดาของสมเด็จฯ ได้ทรงทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอนางสาวตลับให้จนบิดาของฝ่ายหญิงยอมตกลงและได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราชหรือนายปั้นได้มีบุตรธิดาที่เกิดแต่ท่านผู้หญิงตลับ ยมราช รวมทั้งหมด 10 คน คือ&amp;lt;br/&amp;gt; 1. พระยาสุขุมนัยวินิต (สวาสดิ์ สุขุม) 2. คุณไสว สุขุม 3. คุณแปลก สุขุม 4. หลวงพิสิษฐ์สุขุมการ (ประพาส สุขุม) 5. [https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พระพิศาลสุขุมวิท_(ประสพ_สุขุม)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1 พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม)] 6. คุณ[https://th.wikipedia.org/wiki/ประสาท_สุขุม ประสาท สุขุม] 7. [https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์]&amp;amp;nbsp;(ประดิษฐ์ สุขุม) 8. คุณประวัติ สุขุม 9. คุณเล็ก สุขุม และ 10. คุณหญิงประจวบ สุขุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ[[#_ftn3|[3]]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่บรรพชาอุปสมบทอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม พระมหาปั้นได้รู้จักคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงเปลี่ยน ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และหม่อมราชวงศ์หญิงเขียน หลานกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และเป็นหม่อมกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทั้งสองท่านนี้มีบ้านอยู่ใกล้วัดจึงได้ไปทำบุญที่วัดนั้นหลายครั้งและได้รู้จักกับพระมหาปั้นตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ก็รู้สึกเอ็นดูรับเป็นโยมอุปการะมาโดยตลอดจนเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ด้วย ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระมหาปั้น ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้มหาปั้นในการสอบเข้าเปรียญสนามหลวงและเมื่อลาสิกขาแล้วก็ทรงส่งเสริมให้ได้รับราชการอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในที่สุดพระมหาปั้นก็ลาสิกขา จากเพศบรรพชิตมาเป็นฆราวาส เมื่อเดือน 8 ปี พ.ศ. 2426 และพอลาสิกขาเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางติดตามสมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ ระหว่างที่สมเด็จท่านทรงผนวชและอยู่ประจำที่วัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลาสิกขาแล้ว จึงทรงนำปั้นเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก โดยเริ่มต้นที่การเป็นครูฝึกหัดในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่มหาปั้นเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2426 อายุได้ 22 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเวลาต่อมาปั้นได้รับเลือกให้เป็นครูประจำชั้นถวายพระอักษรพระองค์เจ้าสำคัญหลายพระองค์ซึ่งเป็นทีพอพระทัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างมาก ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงนำชื่อมหาปั้นไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินทางไปอยู่กับพระเจ้าลูกยาเธอที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ “นายปั้น เปรียญ” เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” มีตำแหน่งในกรมอาลักษณ์แผนกครู จึงทำให้ปั้นได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ที่ขุนวิจิตรวรสาส์นได้ถวายความดูแล คือ 1. พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาท) 2. พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ) 3. พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจีณกิติบดี) และ 4. พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครชัยศรีวรเดช)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งทรงเอ็นดูและชมชอบขุนวิจิตรวรสาส์นอยู่แล้ว ได้ทรงสนับสนุนให้โอนมารับราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ โดยทรงกราบบังคมทูลขอให้ขุนวิจิตรวรสาส์นมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และได้เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิจิตรวรสาส์น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้พระวิจิตรวรสาส์นไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งเลขานุการเสนาบดี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้และได้เห็นผลงานการพัฒนาบ้านเมืองของพระวิจิตรวรสาส์นซึ่งประจำการเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจการอยู่ที่นั่น จึงทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อเสด็จกลับพระนครจึงโปรดฯให้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ให้ดำรงตำแหน่ง “ข้าหลวงเทศาภิบาล” ประจำมลฑลนครศรีธรรมราชด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระยาสุขุมนัยวินิตปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จนต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และได้เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น “เจ้าพระยา” ในเวลาต่อมา&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เจ้าพระยายมราชจึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมลาออกจากราชการเนื่องจากทำงานมาอย่างยาวนานและเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว หลังจากออกจากราชการแล้วเจ้าพระยายมราชก็ยังคงทำงานด้านสังคมหรือด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง และในภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาองคมนตรี เจ้าพระยายมราชก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรให้เข้าไปทำงานในคณะกรรมการสภาองคมนตรีเพื่อทำหน้าที่ถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์และยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งเจ้าพระยายมราชก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆในระบบราชการและการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในชีวิตราชการของเจ้าพระยายมราชนั้นได้สร้างผลงานสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นคนแรกในตำแหน่งพระยาสุขุมนัยพินิต ได้สร้างผลงานในการพัฒนาปรับปรุงระเบียบการปกครองเจ็ดหัวเมืองภาคใต้อย่างยอดเยี่ยม จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล ตามลำดับ ผลงานของการกลับมารับราชการในส่วนกลางนั้นมีตั้งแต่การเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างประปาพระนคร ไฟฟ้านครหลวง ผู้อำนวยการสร้างถนนและสะพานหลายแห่ง ร่วมทั้งพระที่นั่งอนันตสมาคมอันงดงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตเจ้าพระยายมราชได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปอดอักเสบ&amp;amp;nbsp; และอาการทรุดหนักลงจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ด้วยอาการสงบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงทราบข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระยายมราชจึงโปรดเกล้าฯให้ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานน้ำอาบศพ ณ บ้านของเจ้าพระยายมราช และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาที่ศพเมื่อวันครบสัตมวาร (ทำบุญ 7 วัน) ด้วยพระองค์เอง[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิริพงษ์ บุญราศรี, มหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เอกบุรุษ 4 แผ่นดิน, (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543), น. 16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อ้างแล้ว, น. 3-24. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. 25-199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. 205-206.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12877</id>
		<title>เจ้าพระยายมราช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A&amp;diff=12877"/>
		<updated>2017-07-27T04:55:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พาน...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ข้อนี้มีเค้าอยู่ในกิริยามารยาทของท่านที่ข้าพเจ้าเห็นเมื่อตอนแรกรู้จักกัน ดูสุภาพเรียบร้อยผิดกับชาวบ้านนอก ส่อให้สังเกตได้ว่าท่านได้รับอบรมมาแต่ครูบาอาจารย์ที่ดี”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีบทบาทหลายประการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จนถูกเรียกว่าเป็นรัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายตั้งแต่การเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล การเป็นอภิรัฐมนตรี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|&amp;lt;u&amp;gt;[2]&amp;lt;/u&amp;gt;]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เกิด ณ ตำบลบ้านตก (รั้วใหญ่) ริมฝั่งแม่น้ำฟากตะวันออกข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ในตระกูลคฤหบดีที่มีฐานะดี มีบิดาชื่อนายกลั่น มารดาชื่อผึ้ง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 2 โดยปั้นเป็นบุตรคนสุดท้อง พี่น้องของปั้นทุกคนล้วนแต่จะมีบทบาทสำคัญในด้านการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่สาวทั้งสองคนที่แม้จะไม่ได้เป็นนักปกครองโดยตรง แต่ก็ได้แต่งงานเป็นภรรยาของกรมการเมืองซึ่งย่อมมีชีวิตที่คลุกคลีกับข้าราชการฝ่ายปกครองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเด็กชายปั้นเกิดในตระกูลคฤหบดี จึงทำให้เขาได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบครัวอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับพี่ๆ ร่วมบิดามารดากันแล้ว ในสายตาของคนอื่นจะมีความรู้สึกว่าเขาได้รับการเอาใจใส่จากบิดามาราดาน้อยกว่าพี่ๆ ดังที่สมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง เกิดเมื่อบิดามารดามีลูกแล้วหลายคน จนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี เมื่อเป็นเด็กจึงมิใคร่มีใครเอาใจนำพานัก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่ออายุได้ 5 ขวบ บิดาได้นำเด็กชายปั้นไปฝากเรียนหนังสือที่วัดประตูสาร ตำบลรั้วใหญ่ ในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นสถาบันการศึกษามีอยู่เพียง 2 แห่ง คือ วัด กับ วัง เมื่อเรียนอยู่ที่วัดประตูสารนี้ได้ประมาณ 1 ปี อายุย่างเข้าปีที่ 6 ก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยบิดามารดาได้มอบถวายให้แก่พระใบฎีกาอ่วม แห่งวัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกน้อย ธนบุรี เพื่อฝากฝังให้เป็นศิษย์ติดตามเรียนหนังสือด้วย คนทั่วไปจึงพูดว่าเป็นเด็ก “ใส่กัณฑ์เทศน์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้รับกลับไปบ้านที่สุพรรณบุรีเพื่อทำพิธีโกนจุก เสร็จแล้วก็กลับพามาอยู่ที่วัดหงส์รัตนารามตามเดิม เมื่ออายุได้ 14 ปี ท่านอาจารย์พระใบฎีกาอ่วมได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ 21 ปี ครบอุปสมบทแล้ว พระใบฎีกาอ่วมก็จัดการให้อุปสมบทที่วัดหงส์รัตนาราม โดยนิมนต์สมเด็จพระวันรัตมาเป็นพระอุปัชฌายะ ซึ่งพระภิกษุปั้นได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้เปรียญ 3 ประโยคจนคนทั่วไปเรียกว่า “พระมหาปั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการสมรสนั้น เมื่อต่อมานายปั้นได้รับราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” เมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ประเทศไทยได้ประมาณสองเดือน ขุนวิจิตรวรสาส์นก็ปรารภกับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงว่าอยากแต่งงานกับนางสาวตลับ ธิดาคนโตของพระยาชัยวิชิต ซึ่งพระมารดาของสมเด็จฯ ได้ทรงทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอนางสาวตลับให้จนบิดาของฝ่ายหญิงยอมตกลงและได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เจ้าพระยายมราชหรือนายปั้นได้มีบุตรธิดาที่เกิดแต่ท่านผู้หญิงตลับ ยมราช รวมทั้งหมด 10 คน คือ&amp;lt;br/&amp;gt; 1. พระยาสุขุมนัยวินิต (สวาสดิ์ สุขุม) 2. คุณไสว สุขุม 3. คุณแปลก สุขุม 4. หลวงพิสิษฐ์สุขุมการ (ประพาส สุขุม) 5. [https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พระพิศาลสุขุมวิท_(ประสพ_สุขุม)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1 พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม)] 6. คุณ[https://th.wikipedia.org/wiki/ประสาท_สุขุม ประสาท สุขุม] 7. [https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์]&amp;amp;nbsp;(ประดิษฐ์ สุขุม) 8. คุณประวัติ สุขุม 9. คุณเล็ก สุขุม และ 10. คุณหญิงประจวบ สุขุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ[[#_ftn3|&amp;lt;u&amp;gt;[3]&amp;lt;/u&amp;gt;]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่บรรพชาอุปสมบทอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม พระมหาปั้นได้รู้จักคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงเปลี่ยน ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และหม่อมราชวงศ์หญิงเขียน หลานกรมหลวงเสนีบริรักษ์ และเป็นหม่อมกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทั้งสองท่านนี้มีบ้านอยู่ใกล้วัดจึงได้ไปทำบุญที่วัดนั้นหลายครั้งและได้รู้จักกับพระมหาปั้นตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ก็รู้สึกเอ็นดูรับเป็นโยมอุปการะมาโดยตลอดจนเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ด้วย ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระมหาปั้น ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้มหาปั้นในการสอบเข้าเปรียญสนามหลวงและเมื่อลาสิกขาแล้วก็ทรงส่งเสริมให้ได้รับราชการอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในที่สุดพระมหาปั้นก็ลาสิกขา จากเพศบรรพชิตมาเป็นฆราวาส เมื่อเดือน 8 ปี พ.ศ. 2426 และพอลาสิกขาเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางติดตามสมเด็กพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ ระหว่างที่สมเด็จท่านทรงผนวชและอยู่ประจำที่วัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลาสิกขาแล้ว จึงทรงนำปั้นเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก โดยเริ่มต้นที่การเป็นครูฝึกหัดในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่มหาปั้นเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2426 อายุได้ 22 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเวลาต่อมาปั้นได้รับเลือกให้เป็นครูประจำชั้นถวายพระอักษรพระองค์เจ้าสำคัญหลายพระองค์ซึ่งเป็นทีพอพระทัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างมาก ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงนำชื่อมหาปั้นไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินทางไปอยู่กับพระเจ้าลูกยาเธอที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ “นายปั้น เปรียญ” เป็น “ขุนวิจิตรวรสาส์น” มีตำแหน่งในกรมอาลักษณ์แผนกครู จึงทำให้ปั้นได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ที่ขุนวิจิตรวรสาส์นได้ถวายความดูแล คือ 1. พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาท) 2. พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ) 3. พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจีณกิติบดี) และ 4. พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครชัยศรีวรเดช)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งทรงเอ็นดูและชมชอบขุนวิจิตรวรสาส์นอยู่แล้ว ได้ทรงสนับสนุนให้โอนมารับราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ โดยทรงกราบบังคมทูลขอให้ขุนวิจิตรวรสาส์นมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และได้เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิจิตรวรสาส์น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้พระวิจิตรวรสาส์นไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งเลขานุการเสนาบดี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้และได้เห็นผลงานการพัฒนาบ้านเมืองของพระวิจิตรวรสาส์นซึ่งประจำการเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจการอยู่ที่นั่น จึงทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อเสด็จกลับพระนครจึงโปรดฯให้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ให้ดำรงตำแหน่ง “ข้าหลวงเทศาภิบาล” ประจำมลฑลนครศรีธรรมราชด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระยาสุขุมนัยวินิตปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จนต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และได้เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น “เจ้าพระยา” ในเวลาต่อมา&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เจ้าพระยายมราชจึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมลาออกจากราชการเนื่องจากทำงานมาอย่างยาวนานและเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว หลังจากออกจากราชการแล้วเจ้าพระยายมราชก็ยังคงทำงานด้านสังคมหรือด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง และในภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาองคมนตรี เจ้าพระยายมราชก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรให้เข้าไปทำงานในคณะกรรมการสภาองคมนตรีเพื่อทำหน้าที่ถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์และยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งเจ้าพระยายมราชก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆในระบบราชการและการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในชีวิตราชการของเจ้าพระยายมราชนั้นได้สร้างผลงานสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นคนแรกในตำแหน่งพระยาสุขุมนัยพินิต ได้สร้างผลงานในการพัฒนาปรับปรุงระเบียบการปกครองเจ็ดหัวเมืองภาคใต้อย่างยอดเยี่ยม จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาล ตามลำดับ ผลงานของการกลับมารับราชการในส่วนกลางนั้นมีตั้งแต่การเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างประปาพระนคร ไฟฟ้านครหลวง ผู้อำนวยการสร้างถนนและสะพานหลายแห่ง ร่วมทั้งพระที่นั่งอนันตสมาคมอันงดงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตเจ้าพระยายมราชได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปอดอักเสบ&amp;amp;nbsp; และอาการทรุดหนักลงจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ด้วยอาการสงบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงทราบข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระยายมราชจึงโปรดเกล้าฯให้ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานน้ำอาบศพ ณ บ้านของเจ้าพระยายมราช และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาที่ศพเมื่อวันครบสัตมวาร (ทำบุญ 7 วัน) ด้วยพระองค์เอง[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิริพงษ์ บุญราศรี, มหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เอกบุรุษ 4 แผ่นดิน, (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, &#039;&#039;&#039;เจ้าพระยายมราช &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(ปั้น สุขุม) รัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2543), น. 16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] อ้างแล้ว, น. 3-24. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. 25-199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. 205-206.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12876</id>
		<title>สุรเกียรติ์ เสถียรไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12876"/>
		<updated>2017-07-27T04:48:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;“ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;8&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;ได้มีการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการพัฒนา โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง&amp;lt;br/&amp;gt; จุดมุ่งหมายหลักของการพัฒนาเพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง&amp;lt;br/&amp;gt; สังคมมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจมีเสรีธรรม มีความยุติธรรม&amp;lt;br/&amp;gt; มีการพัฒนาที่สมดุลบนพื้นฐานของความเป็นไทย”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 50 ปีแล้ว โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไทยในแต่ละช่วงเวลา สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 นี้ มีการประกาศใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2544 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคนและเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น โดยผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้คือ “ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นักกฎหมาย และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่นั่นเอง เส้นทางชีวิตของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย โดยชีวิตที่เริ่มต้นจากนักวิชาการ ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาสู่แวดวงการเมือง และเข้าสู่การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ ดร.สุนทร เสถียรไทย กับคุณหญิงเกื้อกูล เสถียรไทย ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตปริญญาตรี (น.บ.เกียรตินิยม)&amp;amp;nbsp; รางวัลเหรียญทอง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2522&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (M.A.L.D) จาก The Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2524 &amp;amp;nbsp;ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านนิติศาสตร์ (LL.M.) จาก Harvard Law School, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านนิติศาสตร์ (S.J.D.) Harvard Law School, U.S.A.[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมรสกับ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์&amp;amp;nbsp; เสถียรไทย ประธานมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) มีบุตร 1 คน คือ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเครดิตสวิส ที่ประเทศสิงคโปร์[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มต้นหน้าที่การงานในฐานะ “นักวิชาการ” ด้วยการเป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ริเริ่มการศึกษากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จนได้เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภายหลัง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2538&amp;amp;nbsp; อีกด้วย[[#_ftn4|[4]]] นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยเป็น Visiting Professor, Watson Institute for International Studies มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา และยังเคยเป็น Visiting Scholar, คณะนิติศาสตร์ &amp;amp;nbsp;มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา, Senior Fellow, Belfer Center for Science and International Affairs, John F. Kennedy School of Government, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ในระหว่างเดือนมีนาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2550 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยร่วมสอนวิชากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับ ศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ ในระดับปริญญาโท ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของผลงานทางวิชาการของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งประเภทตำราหนังสือ เช่น “Third World Attitudes Toward International Law An Introduction” โดยเขียนร่วมกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ &amp;amp;nbsp;และตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ Martinus Nijhoff Publishers นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก เช่น World Bank Economic Review, Harvard Journal of International Law, Harvard Human Rights Journal (พ.ศ. 2549), Texas International Law Journal (พ.ศ. 2548), Far Eastern Economic Review (พ.ศ. 2548), บทบาทของกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2553), กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย&amp;amp;nbsp;: กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง Sustainable Development ใน ITD&amp;gt;do, Issue 3 (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ภาพรวมการเคลื่อนย้ายและการกำกับทุนโลก ในสรุปรายงานการลงทุนโลก 2010 โดย ITD (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ธรรมาภิบาลโลกด้านเศรษฐกิจการเงิน ในวารสารกฎหมายฉบับพิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2554)[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังมีประสบการณ์ของการเป็น “นักการเมือง” หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือที่เรียกกันว่า “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ซึ่งมีบุคคลสำคัญ อาทิเช่น นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นต้น[[#_ftn7|[7]]] ภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) ดูแลงานด้านต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2538 เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยด้วย รวมถึงได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังดำรงตำแหน่งรักษาราชการการแทนรับมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีประสบการณ์ในภาคเอกชน นั่นคือ เป็นประธานกรรมการบริหาร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท)&amp;amp;nbsp; ประธานกรรมการบริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานตัวแทนผู้ทำแผน และประธานตัวแทนผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด กรรมการบริษัท ไทยออยล์ เพาเวอร์จำกัด ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท เป๊บซี่โคล่าไทยเทรดดิ้ง จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท สำนักกฎหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกในประเทศลาวและเมียนมาร์ภายในชื่อบริษัท สำนักกฎหมายสากล ลาวพรีเมียร์ จำกัด และบริษัท สำนักกฎหมายสากล เมียนมาร์พรีเมียร์ จำกัด[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” อยู่นั้น ผลงานสำคัญที่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นผลงานของกลุ่มที่ปรึกษาที่มีดร.สุรเกียรติ์รวมอยู่ด้วย นั่นคือ การผลักดันให้เกิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า[[#_ftn9|[9]]] ซึ่งเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และในช่วงที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 โดยเป็นมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาคนและเศรษฐกิจชุมชนเป็นสำคัญ ในส่วนของนโยบายฝ่ายรัฐบาล ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้จัดทำแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่ชุมชนโดยรวม เกิดนโยบายต่าง ๆ อาทิเช่น กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การจัดตั้งธนาคารชุมชน เป็นต้น[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย โดยมีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยดร.สุรเกียรติ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) โดยมีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน[[#_ftn11|[11]]] นอกจากนี้ยังเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดงานองค์พระประมุขต่างประเทศร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บทบาทพิเศษและบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จะเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศไทยแล้ว ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยผ่านการทำหน้าที่พิเศษในวาระต่าง ๆ&amp;amp;nbsp; ทั้งในนามรัฐบาลและในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระศพพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานไว้อาลัยเจ้าผู้ครองรัฐคูเวต และปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีบทบาทพิเศษเป็น “ศาสตราภิชาน” ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยเป็นผู้สมัครในนามประเทศไทยและอาเซียนในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีการรณรงค์ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 จนกระทั่งดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ถอนตัวไปในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 &amp;amp;nbsp;ปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council (APRC)) และยังเป็นประธานสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งเอเชีย (Asian Society of International Law (AsianSIL))[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชาน กิติอาษา. &#039;&#039;&#039;สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;:&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.surakiart.com/?page_id=228 &amp;gt;%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย &amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจาก &amp;lt;www.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย บรรยายเรื่อง “นโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม” ณ หอประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]]ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย&amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot; เข้าถึงจาก[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจาก [http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] พิชาน กิติอาษา, สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539), น.7-8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง, น.33-50.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12875</id>
		<title>สุรเกียรติ์ เสถียรไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12875"/>
		<updated>2017-07-27T04:45:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;“ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;8&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; ได้มีการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการพัฒนา โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง&amp;lt;br/&amp;gt; จุดมุ่งหมายหลักของการพัฒนาเพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง&amp;lt;br/&amp;gt; สังคมมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจมีเสรีธรรม มีความยุติธรรม&amp;lt;br/&amp;gt; มีการพัฒนาที่สมดุลบนพื้นฐานของความเป็นไทย”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 50 ปีแล้ว โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไทยในแต่ละช่วงเวลา สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 นี้ มีการประกาศใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2544 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคนและเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น โดยผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้คือ “ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นักกฎหมาย และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่นั่นเอง เส้นทางชีวิตของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย โดยชีวิตที่เริ่มต้นจากนักวิชาการ ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาสู่แวดวงการเมือง และเข้าสู่การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ ดร.สุนทร เสถียรไทย กับคุณหญิงเกื้อกูล เสถียรไทย ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตปริญญาตรี (น.บ.เกียรตินิยม)&amp;amp;nbsp; รางวัลเหรียญทอง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2522&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (M.A.L.D) จาก The Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2524 &amp;amp;nbsp;ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านนิติศาสตร์ (LL.M.) จาก Harvard Law School, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านนิติศาสตร์ (S.J.D.) Harvard Law School, U.S.A.[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมรสกับ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์&amp;amp;nbsp; เสถียรไทย ประธานมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) มีบุตร 1 คน คือ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเครดิตสวิส ที่ประเทศสิงคโปร์[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มต้นหน้าที่การงานในฐานะ “นักวิชาการ” ด้วยการเป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ริเริ่มการศึกษากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จนได้เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภายหลัง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2538&amp;amp;nbsp; อีกด้วย[[#_ftn4|[4]]] นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยเป็น Visiting Professor, Watson Institute for International Studies มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา และยังเคยเป็น Visiting Scholar, คณะนิติศาสตร์ &amp;amp;nbsp;มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา, Senior Fellow, Belfer Center for Science and International Affairs, John F. Kennedy School of Government, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ในระหว่างเดือนมีนาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2550 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยร่วมสอนวิชากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับ ศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ ในระดับปริญญาโท ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของผลงานทางวิชาการของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งประเภทตำราหนังสือ เช่น “Third World Attitudes Toward International Law An Introduction” โดยเขียนร่วมกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ &amp;amp;nbsp;และตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ Martinus Nijhoff Publishers นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก เช่น World Bank Economic Review, Harvard Journal of International Law, Harvard Human Rights Journal (พ.ศ. 2549), Texas International Law Journal (พ.ศ. 2548), Far Eastern Economic Review (พ.ศ. 2548), บทบาทของกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2553), กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย&amp;amp;nbsp;: กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง Sustainable Development ใน ITD&amp;gt;do, Issue 3 (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ภาพรวมการเคลื่อนย้ายและการกำกับทุนโลก ในสรุปรายงานการลงทุนโลก 2010 โดย ITD (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ธรรมาภิบาลโลกด้านเศรษฐกิจการเงิน ในวารสารกฎหมายฉบับพิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2554)[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังมีประสบการณ์ของการเป็น “นักการเมือง” หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือที่เรียกกันว่า “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ซึ่งมีบุคคลสำคัญ อาทิเช่น นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นต้น[[#_ftn7|[7]]] ภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) ดูแลงานด้านต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2538 เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยด้วย รวมถึงได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังดำรงตำแหน่งรักษาราชการการแทนรับมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีประสบการณ์ในภาคเอกชน นั่นคือ เป็นประธานกรรมการบริหาร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท)&amp;amp;nbsp; ประธานกรรมการบริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานตัวแทนผู้ทำแผน และประธานตัวแทนผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด กรรมการบริษัท ไทยออยล์ เพาเวอร์จำกัด ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท เป๊บซี่โคล่าไทยเทรดดิ้ง จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท สำนักกฎหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกในประเทศลาวและเมียนมาร์ภายในชื่อบริษัท สำนักกฎหมายสากล ลาวพรีเมียร์ จำกัด และบริษัท สำนักกฎหมายสากล เมียนมาร์พรีเมียร์ จำกัด[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” อยู่นั้น ผลงานสำคัญที่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นผลงานของกลุ่มที่ปรึกษาที่มีดร.สุรเกียรติ์รวมอยู่ด้วย นั่นคือ การผลักดันให้เกิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า[[#_ftn9|[9]]] ซึ่งเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และในช่วงที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 โดยเป็นมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาคนและเศรษฐกิจชุมชนเป็นสำคัญ ในส่วนของนโยบายฝ่ายรัฐบาล ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้จัดทำแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่ชุมชนโดยรวม เกิดนโยบายต่าง ๆ อาทิเช่น กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การจัดตั้งธนาคารชุมชน เป็นต้น[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย โดยมีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยดร.สุรเกียรติ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) โดยมีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน[[#_ftn11|[11]]] นอกจากนี้ยังเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดงานองค์พระประมุขต่างประเทศร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บทบาทพิเศษและบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จะเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศไทยแล้ว ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยผ่านการทำหน้าที่พิเศษในวาระต่าง ๆ&amp;amp;nbsp; ทั้งในนามรัฐบาลและในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระศพพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานไว้อาลัยเจ้าผู้ครองรัฐคูเวต และปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีบทบาทพิเศษเป็น “ศาสตราภิชาน” ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยเป็นผู้สมัครในนามประเทศไทยและอาเซียนในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีการรณรงค์ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 จนกระทั่งดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ถอนตัวไปในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 &amp;amp;nbsp;ปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council (APRC)) และยังเป็นประธานสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งเอเชีย (Asian Society of International Law (AsianSIL))[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชาน กิติอาษา. &#039;&#039;&#039;สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;:&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.surakiart.com/?page_id=228 &amp;gt;%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย &amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจาก &amp;lt;www.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย บรรยายเรื่อง “นโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม” ณ หอประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]]ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย&amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot; เข้าถึงจาก[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจาก [http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] พิชาน กิติอาษา, สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539), น.7-8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง, น.33-50.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12874</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12874"/>
		<updated>2017-07-26T07:41:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
cccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccccc&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12873</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12873"/>
		<updated>2017-07-26T07:36:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12872</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12872"/>
		<updated>2017-07-26T06:17:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12871</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12871"/>
		<updated>2017-07-26T06:16:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12870</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12870"/>
		<updated>2017-07-26T06:05:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ทดสอบ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12869</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12869"/>
		<updated>2017-07-26T06:03:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: แทนที่เนื้อหาด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;Loading page, please wait...&amp;#039;&amp;#039;&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
[[&#039;&#039;Loading page, please wait...&#039;&#039;]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12868</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12868"/>
		<updated>2017-07-26T06:01:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. &amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn2|[2]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12867</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12867"/>
		<updated>2017-07-26T05:59:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn2|[2]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12866</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12866"/>
		<updated>2017-07-26T05:41:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn2|[2]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12865</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12865"/>
		<updated>2017-07-26T05:36:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn2|[2]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;u&amp;gt; บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12864</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12864"/>
		<updated>2017-07-26T05:33:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn4|&amp;lt;u&amp;gt;[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12863</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12863"/>
		<updated>2017-07-26T05:30:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|&amp;lt;u&amp;gt;[2]]]&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง[[#_ftn4|&amp;lt;u&amp;gt;[4]]]&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12862</id>
		<title>ทองอินทร์ ภูริพัฒน์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;diff=12862"/>
		<updated>2017-07-26T03:14:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;amp;nbsp;  &amp;amp;nbsp;  ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;left&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;65&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| height=&amp;quot;266&amp;quot; | &lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
เนื้อหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน”[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงขั้นที่หลายคนเรียกเขาว่าเป็น “ดาวสภา” เลยทีเดียว นายทองอินทร์นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกฯ ผู้สนใจติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมากที่สุดคนหนึ่งของสภา และยังเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมาปรากฏภายใต้ชื่อ “พรรคสหชีพ” ใน พ.ศ.๒๔๘๙ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่ม “๔ รัฐมนตรีอีสาน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทยรวมทั้งการต่อสู้คัดค้านกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บุคคลเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างจับกุมและฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของไทย &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว[[#_ftn2|&amp;lt;u&amp;gt;[2]&amp;lt;/u&amp;gt;]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่บ้านหนองยาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่สามของนายชูและนางหอม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม ๔ คน บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มีที่นาแบ่งส่วนให้เช่า บิดาจะเป็นคนที่นำสินค้าประเภทเครื่องใช้และยารักษาโรคจากในเมืองออกไปขายยังชนบทและซื้อข้าวกลับเข้ามาขายในเมือง ถือได้ว่ามีฐานะเป็น “คหบดี” คนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากฐานะดังกล่าวของครอบครัว ทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษา โดยนายทองอินทร์ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมมหาราชจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นจึงได้ไปสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงประจำมณฑล ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์เป็นเด็กที่เรียนเก่ง กล้าหาญและพูดจามีเหตุมีผล รวมทั้งมีความสามารถในด้านกีฬาด้วยคือการชกมวย ซึ่งเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว นายทองอินทร์ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนด้วย ในสมัยที่เป็นนักเรียนอยู่ต่างจังหวัดแลต้องอาศัยอยู่ในหอพัก นายทองอินทร์ชอบที่จะแอบไปดูภาพยนตร์ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น และการดูภาพยนตร์มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาไม่ใช่น้อย ดังปรากฏในบันทึกของนายสนิท เจริญรัฐ (นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา) ที่กล่าวไว้ว่า “ความอบรมโน้มจิตที่ภาพยนตร์ในยุคแรกๆให้แก่ผู้ดูมีอาทิ คือเตือนให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ยุให้เป็นผู้รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ตลอดจนกระทั่งเร้าให้เป็นคนกล้าหาญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับชีวิตครอบครัวนั้นนายทองอินทร์ได้สมรสกับเจ้าสิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ และมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น ๙ คน &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;[[#_ftn3|[3]]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้ประโยคครูมัธยม (ครู ป.ม.) ในปีต่อมา นายทองอินทร์ได้กลับไปรับราชการโดยได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เป็น “ครูน้อย” ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์กับโรงเรียนกฎหมาย และต่อมาจึงสามารถสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่รับราชการเป็นครู นายทองอินทร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “ครูใหญ่” พร้อมกับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “รองอำมาตย์ตรี” เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อจบเนติบัณฑิตแล้ว จึงได้โอนจากตำแหน่งครูใหญ่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับการบรรจุเป็น “เลขานุการมณฑลนครราชสีมา” ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๔ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อีกสองเดือนต่อมาจึงได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้รั้งนายอำเภอม่วงสามสิบที่อำเภอม่วงสามสิบได้เพียง ๒ เดือน ก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และอยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่สมัยแรกที่มีการเลือกตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง[[#_ftn4|&amp;lt;u&amp;gt;[4]&amp;lt;/u&amp;gt;]]&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ในทัศนะของนายทองอินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎร หมายถึงความก้าวหน้าทั้งในระดับท้องถิ่นและเป็นความก้าวหน้าในระดับชาติ เพราะ “ระบอบใหม่” เป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ต้องการจะเข้าไปดำเนินกิจการของประเทศสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายทองอินทร์จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะราษฎรและลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายทองอินทร์มีบทบาทในสภาฯ หลายสมัย โดยบทบาทในช่วงแรกเริ่มต้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยอยู่ครบวาระ ๔ ปี (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๐) &amp;amp;nbsp;บทบาทช่วงต่อมาเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พ,ศ. ๒๔๘๐ แต่สภาชุดนี้มีอายุสั้นเพียง ๙ เดือนก็ถูกยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยสภาทั้งสองชุดนี้ตรงกับสมัยรัฐบาลของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหาเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยบทบาทของนายทองอินทร์ในสภาทั้งสองสมัยนี้ ได้แก่ ความพยายามจะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ผู้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหาข้อทุกข์ยากของราษฎร รวมทั้งนำเสนออุปสรรคการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รัฐบาลรับทราบและดำเนินการพิจารณาต่อไป ส่วนบทบาทในช่วงหลังสุดเกิดขึ้นในสภาฯ 2 สมัยหลัง (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๙๒) ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของสงครามมหาเอเชียบูรพาและช่วงสมัยแห่งการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บทบาทสำคัญของนายทองอินทร์ในสภาฯ สมัยแรกนอกจากการทำหน้าที่เป็นผู้แทนด้วยการนำเสนอปัญหาต่างๆของประชาชนและท้องถิ่นแล้ว นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการตั้งกระทู้ถามเรื่องสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น การระบาดของโรคเรื้อน, การปราบฝิ่น, ทางหลวงในภาคอีสาน, การยกอำเภอมุกดาหารขึ้นเป็นอำเภอชั้นพิเศษ, ครูและอัตราเงินเดือนครู, อัตราเงินเดือนปลัด นอกจากนี้ยังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายการปราบปรามผู้ร้าย ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายเรื่องภาษีอากร นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณลงสู่ภูมิภาคให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ เขายังเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลให้ดำเนินไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ ส่วนภายนอกสภาฯ นั้นนายทองอินทร์สามารถสร้างฐานคะแนนเสียงของตนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นมาได้จากการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งเน้นการเป็นตัวกลางในการประนีประนอมความขัดแย้งให้แก่ลูกความมากกว่าการแสวงหารายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสภาฯสมัยที่สองนั้น เนื่องจากนายทองอินทร์เป็นคนที่สนใจและติดตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อนสมาชิกสภาฯ ให้เข้าทำงานเป็นกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และในสภาฯสมัยที่สองนี้บทบาทของนายทองอินทร์มีมากขึ้นจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แกนนำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกฯฝ่ายค้าน ซึ่งบทบาทการทำงานของนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ในการตรวจสอบการทำงานอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับฝ่ายบริหาร โดยส่งผลให้รัฐบาลในระบอบใหม่ต้องทำงานของตนอย่างระมัดระวังมากขึ้นและต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้รวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงหลังของสภาฯสมัยที่สอง นายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกยังมีบทบาทในการคัดค้านการจัดสรรเงินงบประมาณที่ทุ่มเทไปในการพัฒนากองทัพในสมัยจอมพล ป. แต่สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก นอกจากนี้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา นายทองอินทร์ยังมีบทบาทในด้านการต่างประเทศคือการส่งเสริมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดจบแห่งชีวิตทางการเมืองของนายทองอินทร์เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เพราะนายทองอินทร์และเพื่อนสมาชิกฯ ได้ประกาศจุดยืนในการต้านคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ถูกฝ่ายคณะรัฐประหารเฝ้าติดตาม กวาดล้างและจับกุมตัวเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และข้าราชการเป็นจำนวนมาก นายทองอินทร์พร้อมด้วยสมาชิกฯ ในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เป็นนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ถูกจับกุมตัวในครั้งนี้ด้วย ระหว่างถูกควบคุมตัว นายทองอินทร์และบุคคลอื่นๆ ได้ถูกนายตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.ท. เผ่า ศรียานนท์ นำไป “ฆาตกรรม” ในวันที่ ๔ มีนาคม โดยทางกรมตำรวจอ้างว่าถูกโจรจีนมลายูปล้นเพื่อแย่งชิงนักโทษ อันเป็นทีมาของ “คดี ๔ รัฐมนตรี”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๔&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คำอภิปรายในสภาฯ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อ้างถึงใน พีรยา มหากิตติคุณ, แนวคิดและบทบาททางการเมืองของทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ใน &#039;&#039;&#039;ปรีดี พนมยงค์ และ ๔ รัฐมนตรีอีสาน &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;+ ๑&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๔๔), น. ๒๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. ๒๗-๓๐.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] อ้างแล้ว, น. ๒๙-๓๓.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อ้างแล้ว, น. ๓๔-๘๖.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3_%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C&amp;diff=12861</id>
		<title>สุนทร คงสมพงษ์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3_%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C&amp;diff=12861"/>
		<updated>2017-07-26T03:10:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;พลเอก สุนทร คงสมพงษ์[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เป็นคติพจน์ประจำตัวของนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง นั่นคือ “พลเอก สุนทร คงสมพงษ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเป็นที่รับรู้กันว่า ท่าเป็นบุคคลที่มีบุคลิกโผงผาง แต่มีความจริงใจ บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เป็นที่รับรู้กันในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” ซึ่งได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 นับว่าเป็นการยึดอำนาจที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยก่อนหน้านั้นมีความพยายามในการยึดอำนาจของกลุ่มทหารหลายครั้งในช่วงที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทว่าไม่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว การยึดอำนาจของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จึงเป็นที่กล่าวถึง และมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ลดลงหลังจากที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2534 และตามมาด้วยเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในปี พ.ศ. 2535 โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ก่อนจะถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ณ บ้านเลขที่ 171 ถนนประชาธิปไตย หมู่ที่ 2 ตำบลบางเขน อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร) เป็นบุตรคนแรกของ นาวาอากาศเอก ศุภชัย คงสมพงษ์ และนางลมูล คงสมพงษ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 3 คน เป็นชาย 2 คน และหญิงอีก 1 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เข้ารับการศึกษาระดับปฐมวัย ณ โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา กรุงเทพมหานคร และได้เข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนสองเหล่าสร้าง จังหวัดลพบุรี แต่ศึกษาอยู่ได้เพียง 1 ปี ได้ย้ายมาศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ณ โรงเรียนประชาบาลวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) จนสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนมัธยมดอนเมือง (ทหารอากาศบำรุง) ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บิดาต้องย้ายไปประจำการที่จังหวัดสระบุรี พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จึงได้ย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนชายสระบุรี (ปัจจุบันคือโรงเรียนสระบุรีพิทยา) หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา (มัธยมศึกษาปีที่ 7-8) ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยศึกษาในแผนกอักษรศาสตร์ ต่อมาได้สอบเข้าโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก และได้เป็นนักเรียนนายร้อยในปี พ.ศ. 2492 จนสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2497 โดยถือเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นแรกของหลักสูตรใหม่ ที่เรียน 5 ปี ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.1)[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อรับราชการทหารแล้ว พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังได้เข้ารับการศึกษาและอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้ ในปี พ.ศ. 2497 ได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรผู้บังคับกองร้อย รุ่นที่ 14 โรงเรียนศูนย์การทหารราบ[[#_ftn4|[4]]] ต่อมาปี พ.ศ. 2500 ได้เข้าศึกษาในหลักสูตรทหารร่มและการรบพิเศษ รุ่นที่ 9 จากนั้นในปี พ.ศ. 2501 ได้เดินทางไปศึกษาหลักสูตรทหารสื่อสาร ที่โรงเรียนทหารราบกองทัพบกฟอร์ตเบนนิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn5|[5]]] &amp;amp;nbsp;ปี พ.ศ. 2504 เข้าศึกษาในหลักสูตรผู้บังคับกองพัน รุ่นที่ 9 โรงเรียนทหารราบ และถัดมาได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 41 ในปี พ.ศ. 2505 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2508 ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฟอร์ตเลฟเวนเวิร์ต ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn6|[6]]] หลังจากนั้น พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้เบนเข็มเข้าอบรมในหลักสูตร “นักบินกองทัพบก” และสำเร็จการศึกษาทั้งสูตรปฐมและมัธยม ในปี พ.ศ. 2516[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ สมรสกับ พันเอกหญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ มีบุตรชาย 2 คน คือ พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ และ พันเอก ณัฐพร คงสมพงษ์[[#_ftn8|[8]]] ต่อมาได้หย่าขาดจากกันในปี พ.ศ. 2533 และพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้มีภรรยาคนใหม่คือนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2542[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เริ่มรับราชการในปี พ.ศ. 2498 ติดยศร้อยตรีในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยปืนเล็ก ร่วมรบกับสหประชาชาติในสงครามเกาหลี ต่อมาปี พ.ศ. 2499 – 2500 เป็นนายทหารคนสนิท รองผู้บัญชากองพลที่ 1 และนายทหารคนสนิท ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 2 ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2502 เป็นผู้บังคับกองร้อย กองบัญชาการกองพลที่ 1 ปี พ.ศ. 2506 เป็นนายทหารยุทธการและการฝึก กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ปี พ.ศ. 2508 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลที่ 1 ปี พ.ศ. 2510 เป็นหัวหน้าฝ่ายกำลังพล กองพลที่ 1 ถัดมาปี พ.ศ. 2511 เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2512 ไปราชการสงครามเวียดนาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองข่าว กองทัพภาคที่ 1 ปี พ.ศ. 2514 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 ในปี พ.ศ. 2517 เป็นเสนาธิการศูนย์สงครามพิเศษ ต่อมาปี พ.ศ. 2520 เป็นรองผู้บัญชาการกรมการบินทหารบก ปี พ.ศ. 2524 เป็นผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ปี พ.ศ. 2526 เป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ถัดมาในปี พ.ศ. 2527 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ปี พ.ศ. 2529 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เป็นเสนาธิการทหาร และในปี พ.ศ. 2533 เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านทั้งสมรภูมิรบ และการเป็นฝ่ายควบคุมกำลัง ตลอดจนได้เป็นนักบินของกองทัพบก ส่งให้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีความเป็นทหารอาชีพอย่างเต็มตัว นอกจากนี้พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังดำรงตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ ประกอบด้วย ราชองครักษ์เวร ในปี พ.ศ. 2524 ดำตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ระหว่างปี พ.ศ. 2526 – 2532 นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ และตุลาการศาลทหารสูงสุด ในปี พ.ศ. 2530[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” ที่ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 และมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี[[#_ftn12|[12]]] หลังจากนั้นบทบาทของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้แปรเปลี่ยนมาเป็น “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ดำรงตำแหน่งประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติต่อเนื่องต่อไป[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้มีบทบาททางการเมืองที่สำคัญจนเป็นที่จดจำและจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือเป็นหัวหน้าผู้ก่อการยึดอำนาจ ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยจับกุมตัวพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ในขณะที่นำ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในเวลา 11.30 น.[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การยึดอำนาจในครั้งนี้มาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทหาร โดยเฉพาะกลุ่มทหาร จปร.5[[#_ftn15|[15]]] โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2533 ฝ่ายทหารได้ยึดรถโมบายยูนิตของ อ.ส.ม.ท. โดยฝ่ายทหารได้ให้เหตุผลว่ารถคันดังกล่าว ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ส่งมาสืบข่าวฝ่ายทหาร ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก แกนนำกลุ่มจปร.5 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทหารเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล”[[#_ftn16|[16]]] โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุงนั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายทหารเป็นอย่างยิ่ง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ จึงแก้ปัญหาด้วยการเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด ระหว่างนี้ข่าวการยึดอำนาจปรากฏออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ข่าวการปลดพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาทหารบก เริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแต่งตั้ง พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกจับจ้องว่าตั้งขึ้นมาเพื่อปลด พลเอก สุนทร คงสมพงษ์[[#_ftn17|[17]]] ทั้งหมดจึงเป็นชนวนให้เกิดการยึดอำนาจในเวลาต่อมาภายหลังการยึดอำนาจนั้นคณะ รสช. ได้แถลงเหตุผลในการยึดอำนาจ ซึ่งมีอยู่ 5 ข้อ คือ[[#_ftn18|[18]]] (1) รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง&amp;amp;nbsp; (2) ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ (3) รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา&amp;amp;nbsp; (4) รัฐบาลมีความพยายามทำลายสถาบันทหาร และ (5) รัฐบาลมีการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่า พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จะเป็นหัวหน้า รสช. แต่การยึดอำนาจในครั้งนี้มี พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้า รสช. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการ และยังมีทหารกลุ่มจปร.5 อีกหลายคนที่มีบทบาทในการยึดอำนาจครั้งนี้ โดยภายหลังการยึดอำนาจ พลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นผู้ที่มีบทบาทในการเข้ามาจัดการปัญหาต่าง ๆ[[#_ftn19|[19]]] ในขณะที่ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ไม่ได้มีบทบาทที่ชัดเจนมากนัก และหลังจากที่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ แปรเปลี่ยนเป็นประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลด้านความมั่นคงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบทบาทพิเศษในการประสานงานดูแลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี และดูแลเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่[[#_ftn20|[20]]] จนกระทั่งเกษียณอายุราชการไปในเดือนกันยายน พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังเกษียณอายุราชการ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบกับภรรยาคนใหม่ คือนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จนกระทั่งพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ฉายาและข้อวิจารณ์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้รับฉายาว่า “นายพลเสื้อคับ” เนื่องจากบุคลิกส่วนตัวที่ชอบแต่งเครื่องแบบรัดรูป[[#_ftn21|[21]]] นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีคติพจน์ประจำใจคือ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งเป็นคำที่มีการรับรู้กันในวงกว้าง โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ให้ความสนิทกับผู้ใต้บังคับบัญชา ในฐานะ “น้อง” มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา และช่วยเหลือเพื่อนฝูง[[#_ftn22|[22]]] นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นเจ้าของคำพูด “เตรียม 2 เอาหมด” ซึ่งมาจากเมื่อครั้งเรียนเตรียมนายร้อย ได้เสนอผู้บังคับบัญชาขอให้ใช้ย่ามให้เหมือนกันทั้งหมด สะท้อนถึงความเป็นผู้นำตั้งแต่สมัยวัยเยาว์[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แต่พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาภาพลักษณ์ในเรื่องครอบครัว เมื่อปี พ.ศ. 2533 พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้หย่าร้างกับพันเอกหญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ อดีตภรรยา และสมรสครั้งใหม่กับนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร โดยพลเอก สุนทร ได้อนุญาตให้นางอัมพาพันธ์ใช้นามสกุล “คงสมพงษ์” แต่ทางคุณหญิงอรชร และบุตรไม่ยินยอม นำมาสู่การฟ้องร้อง แต่ศาลได้ยกคำร้อง กระนั้นพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ได้ตั้งนามสกุลให้ใหม่เป็น “คงทรนง” แต่หลังจากนั้น ได้เปลี่ยนมาเป็น “ธนเดชสุนทร”[[#_ftn24|[24]]] &amp;amp;nbsp;และหลังจากที่พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือพินัยกรรม 2 ฉบับ ที่มีความแตกต่างกัน โดยฉบับที่เขียนด้วยลายมือ ระบุวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 &amp;amp;nbsp;ระบุว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้วให้ยกทรัพย์สินที่ทำธุรกิจร่วมกับนางอัมพาพันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอัมพาพันธ์เพียงผู้เดียว ส่วนฉบับตีพิมพ์ดีด ระบุทำพินัยกรรม วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ระบุว่าให้แบ่งเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารให้นางอัมพาพันธ์ พันตรี อภิรัชด์ คงสมพงษ์ และ ร้อยโท ณัฐพร คงสมพงษ์ (ยศขณะนั้น) ในสัดส่วน 50:25:25 พินัยกรรมนี้จึงนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างคุณหญิงอรชร กับ นางอัมพาพันธ์ เนื่องจากเนื้อหาในพินัยกรรมไม่มีการอ้างถึงการยกกรรมสิทธิ์แก่ คุณหญิงอรชรแต่อย่างใด[[#_ftn25|[25]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังมีข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ โดยมีนายทองใบ ทองเปาด์ เป็นประธาน ซึ่งตรวจสอบพบว่า มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์&amp;amp;nbsp; ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนใหม่ประมาณ 1,000 ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาทดังกล่าว และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นหัวหน้า รสช. บัญชีเงินฝากของ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท[[#_ftn26|[26]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, &#039;&#039;&#039;พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;สำนักงานเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด, 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำแถลงของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ต่อเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์&amp;amp;nbsp;2534 ณ หอประชุมกองทัพบก เวลา 08.30 น., &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โชคดี.. ‘ชาติชาย’ สบายดี..ไม่มีปัญหา, &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 10 มีนาคม 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, &#039;&#039;&#039;การเมืองการปกครองไทย: ยุคเผด็จการ – ยุคปฏิรูป&#039;&#039;&#039;, (กรงุเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์เสมาธรรม, 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;,(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก&amp;lt;[http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169 http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169]&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกสายเลือดฟ้องบันลือโลก รวมคดีชิงอภิมหึมา &#039;มรดก&#039;, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.thairath.co.th/content/528488 http://www.thairath.co.th/content/528488]&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดถุงเงิน &amp;quot;สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง&amp;quot; เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.)&amp;amp;nbsp;?, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992 http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992]&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คติพจน์ประจำตัวพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ที่มา คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักงานเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด, 2534), น.1.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. 15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] เพิ่งอ้าง, น.18-24.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่งอ้าง, น.28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น.34-35.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง, น.38-41.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] เพิ่งอ้าง, น.45.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง, น. 11.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก [http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169%20เมื่อ http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การเมืองการปกครองไทย: ยุคเผด็จการ – ยุคปฏิรูป, (กรงุเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์เสมาธรรม, 2548), น.531-541.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]]คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 147.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, อ้างแล้ว, น. 537.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย,(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551), น. 216-217.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] เพิ่งอ้าง, น.216.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, อ้างแล้ว, น. 532.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 142.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] คำแถลงของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ต่อเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2534 ณ หอประชุมกองทัพบก เวลา 08.30 น., มติชนรายวัน (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534), น. 2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] โชคดี.. ‘ชาติชาย’ สบายดี..ไม่มีปัญหา, มติชนรายวัน (วันที่ 10 มีนาคม 2534), น. 3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 189.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] เพิ่งอ้าง, น. 172-173.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก [http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169%20เมื่อ http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn25&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref25|[25]]] ศึกสายเลือดฟ้องบันลือโลก รวมคดีชิงอภิมหึมา &#039;มรดก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/528488%20เมื่อวันที่%206%20พ.ค http://www.thairath.co.th/content/528488 เมื่อวันที่ 6 พ.ค]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn26&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref26|[26]]] เปิดถุงเงิน &amp;quot;สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง&amp;quot; เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.)&amp;amp;nbsp;?, เข้าถึงจาก [http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992%20เมื่อ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_(%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C)&amp;diff=12860</id>
		<title>สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สถิตย์ ส่งศรีบุญสิทธิ์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_(%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C)&amp;diff=12860"/>
		<updated>2017-07-26T03:07:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: สถิตย์ ส่งศรีบุญสิทธิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: นายจเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความหมาย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสภาระดับชาติที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่แทน[[รัฐสภา|รัฐสภา]] [[สภาผู้แทนราษฎร|สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[วุฒิสภา|วุฒิสภา]]ตาม[[การปกครองในระบอบประชาธิปไตย|การปกครองในระบอบประชาธิปไตย]] โดย[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ|สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมี[[การปฏิวัติ|การปฏิวัติ]] [[รัฐประหาร|รัฐประหาร]] ลักษณะเป็น[[สภาเดียว|สภาเดียว]] มีสมาชิกมาจากการแต่งตั้งตาม[[ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย|ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย]] หรือตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว]] โดยให้มีอำนาจ หน้าที่ ตามที่ธรรมนูญการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่ประเทศไทยดำเนิน[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง]]จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ [[24_มิถุนายน_พ.ศ._2475|24 มิถุนายน พ.ศ. 2475]] เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557) ประเทศไทยได้ปกครองด้วยระบบ[[รัฐสภา|รัฐสภา]]มาแล้ว เป็นเวลากว่า 82 ปี ซึ่งจะมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ประเทศไทยได้ว่างเว้นจากการปกครองด้วยระบบรัฐสภา เนื่องจากมีการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือ[[ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน|ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน]] และ[[หัวหน้าคณะปฏิวัติ|หัวหน้าคณะปฏิวัติ]]หรือ[[หัวหน้าคณะรัฐประหาร|หัวหน้าคณะรัฐประหาร]] ได้ใช้[[อำนาจเบ็ดเสร็จ|อำนาจเบ็ดเสร็จ]]เด็ดขาดในการปกครองประเทศ ในรูปของ[[คำสั่งคณะปฏิวัติบริหารประเทศ|คำสั่งคณะปฏิวัติบริหารประเทศ]] ในช่วงระยะเวลานั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยการปฏิวัติรัฐประหารหรือการยึดอำนาจการบริหารประเทศ ด้วยการใช้กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2557) มีจำนวนทั้งสิ้น 14 ครั้ง ซึ่งผลจากการปฏิวัติรัฐประหารหรือการยึดอำนาจบริหารประเทศดังกล่าว ได้ส่งผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็น[[กฎหมาย|กฎหมาย]]สูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ และกลไกของรัฐสภา อันได้แก่[[สภาผู้แทนราษฎร|สภาผู้แทนราษฎร]]และ[[วุฒิสภา|วุฒิสภา]] ต้องถูกยุบเลิกไป ทั้งนี้ คณะปฏิวัติ รัฐประหาร จะทำการตั้ง[[องค์กรสภานิติบัญญัติ|องค์กรสภานิติบัญญัติ]]ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และทำหน้าที่ด้านกระบวนการนิติบัญญัติแทนรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จากประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยที่ผ่านมา ได้มีการตั้งองค์กรสภานิติบัญญัติขึ้นมาทำหน้าที่ในด้าน[[กระบวนการนิติบัญญัติ|กระบวนการนิติบัญญัติ]] ภายหลังที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นจำนวน 5 ชุดแล้ว ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 1 (ระหว่าง พ.ศ. 2515-2516)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่งตั้งขึ้นใน[[รัฐบาล|รัฐบาล]][[ถนอม_กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] ภายหลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ปฏิวัติรัฐบาลของตนเองแล้ว ได้มีการประกาศใช้[[ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร_พุทธศักราช_2515|ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515]] โดยตามมาตรา 6 แห่งธรรมนูญดังกล่าว ได้กำหนดให้มี[[สภานิติบัญญัติ|สภานิติบัญญัติ]] โดยให้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติรวมจำนวนทั้งสิ้น 299 คน ทำหน้าที่รัฐสภา ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2515 - วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 โดยมี [[ศิริ_สิริโยธิน|พลตรีศิริ สิริโยธิน]] ดำรงตำแหน่งเป็น[[ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ|ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] (ระหว่าง วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2516 - วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2516) สภานิติบัญญัติชุดนี้ สิ้นสุดลงโดยจึงได้มี[[พระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ|พระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]]เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 มีสาเหตุมาจากการเกิดเหตุการณ์มีนักศึกษาและกับประชาชนจำนวนมาก ได้ร่วมกันเรียกร้อง[[รัฐธรรมนูญ|รัฐธรรมนูญ]]และขับไล่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ให้ออกจากตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี|นายกรัฐมนตรี]] และเกิดเหตุการณ์วันมหาวิปโยค [[14_ตุลาคม_พ.ศ._2516|14 ตุลาคม 2516]] มีนักศึกษาและประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอลาออกจำนวน 288 คน เป็นเหตุให้มีองค์ประชุมไม่เพียงพอที่จะเรียกประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 2 (ระหว่าง พ.ศ. 2516-2518)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 [[สัญญา_ธรรมศักดิ์|นายสัญญา ธรรมศักดิ์]] ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี และโดยที่ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2515 ยังมีผลใช้บังคับ ซึ่งขณะนั้นเหลือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพียง 11 คน ไม่เพียงพอที่จะเป็น[[องค์ประชุม|องค์ประชุม]]ได้ จึงมี[[การยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ|การยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] และโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้ง[[สมัชชาแห่งชาติ|สมัชชาแห่งชาติ]]ขึ้น จำนวน 2,347 คน ตาม[[พระบรมราชโองการ|พระบรมราชโองการ]]แต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2516 เพื่อให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติเลือกตั้งกันเอง ให้เหลือ 299 คน เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่พิจาณาและอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะใช้บังคับแทนธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2515 สมัชชาแห่งชาติชุดนี้เรียกกันทั่วไปว่า [[สภาสนามม้า|สภาสนามม้า]] ทั้งนี้ สมัชชาแห่งชาติได้เลือกตั้งกันเอง เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2516 โดย[[ข้าราชการพลเรือน|ข้าราชการพลเรือน]]เป็นกลุ่มที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมากที่สุด และ[[พระมหากษัตริย์|พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมติสมัชชาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2516&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดนี้ ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2516 – วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2518 และสิ้นสุดลงเนื่องจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2517|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517]] สาเหตุที่สภานี้มีชื่อเรียกกันอย่าง ไม่เป็นทางการว่า “สภาสนามม้า” เนื่องจากสมัชชาแห่งชาติได้ทำการเลือกกันที่สนามม้าราชตฤณมัยสมาคม ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ มี 2 คน ตามลำดับ คือ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็น[[ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ|ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]]คนแรก ดำรงตำแหน่ง ระหว่าง วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2516 - วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 ต่อมา[[คึกฤทธิ์_ปราโมช|หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]] ขอลาออก ที่ประชุมจึงได้เลือก[[นายประภาศน์_อวยชัย|นายประภาศน์ อวยชัย]] เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนใหม่ ดำรงตำแหน่งระหว่าง วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2517 – วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2518&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 3 (ระหว่าง พ.ศ. 2520–2522)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 3 เกิดขึ้นภายหลังคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย [[สงัด_ชลออยู่|พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่]] ทำการ[[ยึดอำนาจ|ยึดอำนาจ]]จากรัฐบาลของ[[ธานินทร์_กรัยวิเชียร|นายธานินทร์ กรัยวิเชียร]] เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 โดยมีเหตุผลในการยึดอำนาจว่า เนื่องจากขณะนั้นมีความแตกแยกของข้าราชการและประชาชน ประกอบกับการจะพัฒนาระบอบประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน ๆ ละ 4 ปีตามที่รัฐบาลกำหนดไว้นั้น นานเกินไป คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จึงได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร และได้ยกเลิก[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2519|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519]] จากนั้นได้ประกาศใช้[[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2520|ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520]] เป็นการชั่วคราวแทน และมีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นตามมาตรา 7 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 มีสมาชิกจำนวน 360 คน (ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 ให้แต่งตั้งได้ไม่น้อยกว่า 300 คน แต่ไม่เกิน 400 คน) ทำหน้าที่รัฐสภา ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 - วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2522 โดยมี [[หะริน_หงสกุล|พลอากาศเอกหะริน หงสกุล]] เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ดำรงตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 - วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522) สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ สิ้นสุดลงเนื่องจากมี[[การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป_เมื่อวันที่_22_เมษายน_พ.ศ._2522|การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 4 (ระหว่าง พ.ศ. 2534-2535)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเมื่อ[[คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ|คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ]] (รสช.) นำโดย [[สุนทร_คงสมพงษ์|พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์]] [[สุจินดา_คราประยูร|พล.อ.สุจินดา คราประยูร]] [[ประพัฒน์_กฤณจันทร์|พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤณจันทร์]] [[พลอากาศเอก_เกษตร_โรจนนิล|พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล]] [[พลตำรวจเอก_สวัสดิ์_อมรวิวัฒน์|พลตำรวจเอก สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์]] และ[[อิสระพงษ์_หนุนภักดี|พลเอก อิสระพงษ์ หนุนภักดี]] ยึดอำนาจการปกครองประเทศของรัฐบาล [[ชาติชาย_ชุณหะวัณ|พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ]] เมื่อวันที่ [[23_กุมภาพันธ์_พ.ศ._2534|23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]] โดยมีเหตุผลหลายประการในการเข้ายึดอำนาจ ที่สำคัญ คือ มีการกล่าวอ้างว่า เกิด[[การทุจริต|การทุจริต]]อย่างมากมาย จนมีการตั้งฉายา[[คณะรัฐมนตรี|คณะรัฐมนตรี]]ในสมัยนั้นว่า เป็น[[คณะรัฐมนตรี|คณะรัฐมนตรี]] [[บุฟเฟ่ต์คาบิเนต|บุฟเฟ่ต์คาบิเนต]] เมื่อมีการยึดอำนาจแล้ว คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือ [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2521|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521]] และที่แก้ไขเพิ่มเติม และได้ประกาศใช้[[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2534|ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]] แทน ซึ่งได้กำหนดให้มีสภาเดียว คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา 7 แห่ง[[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2534|ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]] และแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวน 292 คน (ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 ให้แต่งตั้งได้ไม่น้อยกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 300 คน) ทำหน้าที่รัฐสภา ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2534 - วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยมี[[อุกฤษ_มงคลนาวิน|นายอุกฤษ มงคลนาวิน]] ดำรงตำแหน่ง[[ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ|ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] (ระหว่างวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2534 - วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2535)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ สิ้นสุดลงเนื่องจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2534|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;5. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 5 (ระหว่าง พ.ศ. 2549–2550)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเมื่อ[[คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข|คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข]] (คปค.) นำโดย [[สนธิ_บุณยรัตกลิน|พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน]] เป็นหัวหน้าคณะฯ [[เรืองโรจน์_มหาศรานนท์|พลเอก เรืองโรจน์ มหาศรานนท์]] ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานที่ปรึกษา [[ชลิต_พุกผาสุก|พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก]] [[สถิรพันธุ์_เกยานนท์|พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์]] และ [[โกวิท_วัฒนะ|พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ]] เป็นรองหัวหน้าคณะฯ [[วินัย_ภัททิยกุล|พลเอก วินัย ภัททิยกุล]] เป็นเลขาธิการฯ (ประกาศหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 11) [[สพรั่ง_กัลยาณมิตร|พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร]] และ[[อนุพงษ์_เผ่าจินดา|พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา]] เป็นผู้ช่วยเลขาธิการฯ ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล [[ทักษิณ_ชินวัตร|พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร]] เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้ประกาศยกเลิก[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2540|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]] จากนั้นได้ประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_(ฉบับชั่วคราว)_พุทธศักราช_2549|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549]] ซึ่งได้บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ เหตุผลที่ใช้ในการเข้ายึดอำนาจคือ มีการกล่าวอ้างว่า [[การบริหารราชการแผ่นดิน|การบริหารราชการแผ่นดิน]]โดย[[รัฐบาลรักษาการ|รัฐบาลรักษาการ]]ในขณะนั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหา[[ความขัดแย้ง|ความขัดแย้ง]] แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และนับวันมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน [[องค์กรอิสระ|องค์กรอิสระ]] ถูกครอบงำ ทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] ทำให้การดำเนิน[[กิจกรรมทางการเมือง|กิจกรรมทางการเมือง]]เกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนของสังคม จะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์[[ความขัดแย้ง|ความขัดแย้ง]]ยุติลงได้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดนี้ แต่งตั้งขึ้นตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มี[[พระบรมราชโองการ|พระบรมราชโองการ]] โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 242 คน (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ให้แต่งตั้งได้ไม่เกิน 250 คน) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน [[ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ|ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ]] (คมช.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพิ่มเติม จนครบ 250 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดนี้ ทำหน้าที่รัฐสภา ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 - วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยมี[[มีชัย_ฤชุพันธุ์|นายมีชัย ฤชุพันธุ์]] ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ระหว่าง วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 - วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2551) และสิ้นสุดลงเนื่องจากมี[[การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป_เมื่อวันที่_23_ธันวาคม_พ.ศ._2550|การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550]] ตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2550|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เหมือนกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภานั่นเอง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ข้อใหญ่ ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. อำนาจหน้าที่ใน[[การตรากฎหมาย|การตรากฎหมาย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. อำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน|การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรบัญญัติไว้หรือตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามกฎหมายและตามข้อบังคับการประชุมสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากอำนาจหน้าที่ 3 ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ บางชุดยังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2515 - 2516 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516 - 2518 มีหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ (มาตรา 10 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2515)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2520 – 2522 มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญ (มาตรา 6 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2534 – 2535 มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญ (มาตรา 6 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายหลังมีรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นอกจากจะมีอำนาจตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ละชุดได้รับการแต่งตั้งแล้ว ภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติยังต้องทำหน้าที่รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 234 บัญญัติว่า “นับตั้งแต่วันใช้ รัฐธรรมนูญนี้จนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 233 ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2515 ทำหน้าที่รัฐสภา ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 101 และมาตรา 103 มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมาตรานี้”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2517  มาตรา 234&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในที่นี้คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516 – 2518&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 195 บัญญัติว่า “นับตั้งแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้จนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 202 ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 ทำหน้าที่รัฐสภา ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเสนอร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 125 [[ตั้งกระทู้|ตั้งกระทู้]]ถามตามมาตรา 136 หรือ[[เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป|เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป]]ตามมาตรา 137 มิได้และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 86 และมาตรา 97 มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมาตรานี้” &amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2521  มาตรา 195&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในที่นี้คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2520 – 2522&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 212 บัญญัติว่า “นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้จนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 218 ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 ทำหน้าที่รัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเสนอร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 137 ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 211 ตั้งกระทู้ถามตามมาตรา 149 หรือเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 150 หรือมาตรา 151 มิได้มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 96 และมาตรา 108 มาใช้บังคับแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2534  มาตรา 212&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในที่นี้คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2534 – 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 293 บัญญัติว่า “ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 127”&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2550  มาตรา 293&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในที่นี้คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 – 2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สุขภาพใจ, 2548&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, &#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475 –2549)”&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ, 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกรัฐสภา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=12859</id>
		<title>อนุพงษ์ เผ่าจินดา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=12859"/>
		<updated>2017-07-26T03:04:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถ้าผมกลัวที่จะถูกปลด ผมปฏิวัติก็ได้ แล้วผมจะใหญ่ที่สุดในประเทศนี้&amp;lt;br/&amp;gt; แล้วก็สั่งการได้ทุกอย่างเลย แต่ว่าเราเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น&amp;lt;br/&amp;gt; เพราะมันแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “การปฏิวัติ” มักจะเป็นคำถามที่ใครก็ตามที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต้องพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนับว่าเป็นตำแหน่งที่ถูกจับตามองมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่ “พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” นายทหารเสือราชินี ที่ถูกกล่าวขานถึงในนาม “พี่รองแห่งบูรพาพยัคฆ์” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคุมกำลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 10 (ตท.10) ของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ชื่อของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มเป็นที่กล่าวถึงโดยทั่วไป และโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในช่วง พ.ศ. 2550-2553 ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก เนื่องจากในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญกับการชุมนุมทั้งฝั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และฝั่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) &amp;amp;nbsp;ดังนั้น บทบาทของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดพันธนาการแห่งความขัดแย้ง ทว่าหลังจากนั้นชื่อของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จันทร์โอชา น้องเล็กแห่งบูรพาพยัคฆ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คนของ พันเอก ประเชาวน์ เผ่าจินดา และนางบุญเรือน เผ่าจินดา หรือนางบุญเรือน อวยศักดิ์[[#_ftn2|[2]]] ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายทหารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พันเอก ประเชาวน์ เผ่าจินดา มีอิทธิพลต่อบุตรชายคนนี้อย่างยิ่งในการสร้างความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารตั้งแต่วัยเยาว์ และยังเป็นผู้ริเริ่มให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา สนใจในเรื่องเล่นดนตรี โดยเฉพาะการตีกลอง[[#_ftn3|[3]]] จนกลายมาเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนพันธะศึกษา ได้เพียง 1 ปี หลังจากนั้นจึงย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนอำนวยศิลป์ ใน พ.ศ. 2509 ร่วมรุ่นกับ พลเรือเอก กำธร พุ่มหิรัญ และ พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เรียกกันว่า “รุ่นลมว่าว”[[#_ftn4|[4]]] หลังจากนั้นสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 (ตท.10) ใน พ.ศ. 2510 ร่วมรุ่นกับ พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และใน พ.ศ. 2512 ได้เข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 21 (จปร.21) และสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นชุดที่ต้องเรียนจบก่อนเพื่อนหลายคนในรุ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนของกองทัพบก[[#_ftn5|[5]]]&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสำเร็จการศึกษา ได้ติดยศร้อยตรี เป็นผู้บังคับหมวดอาวุธกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) และเข้าศึกษาในหลักสูตรชั้นนายร้อย โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ พ.ศ. 2517&amp;amp;nbsp; ต่อมา ใน พ.ศ. 2520 ได้เข้าศึกษาในหลักสูตรชั้นนายพัน&amp;amp;nbsp; โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ และใน พ.ศ. 2525 ได้เข้าศึกษาหลักสูตรเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 61 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก นอกจากนี้พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ใน พ.ศ. 2536 และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสำหรับนักบริหาร) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ใน พ.ศ. 2544[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมรสกับนางกุลยา เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา รวม 2 คน คือนายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา และนางสาววิมลิน เผ่าจินดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มรับราชการทหารครั้งแรกในยศร้อยตรี เป็นผู้บังคับหมวดอาวุธกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) พ.ศ. 2520 เป็นนายทหารยุทธการ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2524 &amp;amp;nbsp;เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2526&amp;amp;nbsp; เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; ต่อมา พ.ศ. 2529 &amp;amp;nbsp;เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2533 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2535&amp;amp;nbsp; เป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2539 เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ต่อมาใน พ.ศ. 2541 เป็นเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (บูรพาพยัคฆ์)&amp;amp;nbsp; และเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2545 เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2546&amp;amp;nbsp; ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2547&amp;amp;nbsp; เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1&amp;amp;nbsp; และ พ.ศ. 2548&amp;amp;nbsp; ขยับขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ภายหลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ใน พ.ศ. 2549 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเป็นผู้บัญชาการทหารบก ใน พ.ศ. 2550 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังเคยปฏิบัติราชการพิเศษต่าง ๆ นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ใน พ.ศ. 2515 ได้รับภารกิจปฏิบัติราชการสงคราม ในหน่วยผสม 333 ต่อมา พ.ศ. 2518 ปฏิบัติราชการพิเศษปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พ.ศ. 2521 ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศในกองกำลังบูรพา และใน พ.ศ. 2525 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวร[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองภายหลังคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ยึดอำนาจรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จึงได้แปรสภาพไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการนี้ชื่อของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ถึงปัจจุบัน[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ใน พ.ศ. 2549 เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในการนี้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำกองกำลังเข้ายึดอำนาจ ตามแผนการที่เรียกว่า “ปฐพี 149”[[#_ftn10|[10]]] จนประสบผลสำเร็จ หลังจากการยึดอำนาจผ่านพ้นไป พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และเป็นที่จับตามองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนต่อไป[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกใน พ.ศ. 2550 และหลังจากนั้นไม่นานักประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และมีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ต่อยอดมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป เป็นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดความหวาดระแวงในตัวพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และมีกระแสข่าวให้ปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก[[#_ftn12|[12]]] แต่รัฐบาลก็ไม่มีท่าทีใด ๆ ในเรื่องนี้ จนกระทั่งมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ใน พ.ศ. 2551 แต่พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ได้ใช้กำลังในการจัดการแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่า “สถานการณ์ไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรชุมนุมมานานแล้ว”[[#_ftn13|[13]]] &amp;amp;nbsp;จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ท่ามกลางผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เพิ่มความร้อนแรงในการชุมนุมมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 หลังจากนั้นพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” โดยเสนอทางออกว่านายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก นับว่าเป็นเรื่องที่ฮือฮาอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นการ “ปฏิวัติผ่านหน้าจอ”[[#_ftn14|[14]]]&amp;amp;nbsp; ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับ 5 องค์กรภาคเอกชน เสนอทางออกแก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา คืนอำนาจแก่ประชาชน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็พ้นจากตำแหน่งหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ใน พ.ศ. 2553 มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้นมาควบคุมดูแลสถานการณ์ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 &amp;amp;nbsp;แต่การชุมนุมลุกลามบานปลาย และนำไปสู่การกระชับพื้นที่ และสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553[[#_ftn16|[16]]] แต่พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อเนื่อง จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ชื่อของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาอีกครั้ง ในตำแหน่งรองประธานคณะที่ปรึกษา คสช. และเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ผลงานที่สำคัญในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;amp;nbsp;เช่น “นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข” เป็นนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต เข้าถึงการบริการสาธารณะ โดยเน้นหนักเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และแก้ปัญหาความยากจนแบบบูรณาการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยยึดข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน[[#_ftn17|[17]]] &amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ทางพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำชุมชน ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็น.เอ็น.. &#039;&#039;&#039;สนธิ-คมช. ขุนพลปฏิวัติ 2549&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว. &#039;&#039;&#039;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บูรพาพยัคฆ์ซ่อนคม&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ&amp;amp;nbsp;,2553).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก &amp;amp;nbsp;เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.rta.mi.th/command/command31.htm &amp;gt;%20%20เมื่อ http://www.rta.mi.th/command/command31.htm&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อ]วันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลคณะรัฐมนตรี เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th &amp;gt;%20เมื่อ http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Timeline: เทียบแถลงการณ์ “สมาคมสื่อ” กับสถานการณ์ “การเมือง” เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://prachatai.com/journal/2012/12/44076 &amp;gt;%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://prachatai.com/journal/2012/12/44076&amp;gt; เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มท.เปิดตัวโครงการ “ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข” เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.tnamcot.com/content/26276 &amp;gt;%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://www.tnamcot.com/content/26276&amp;gt; เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับ 5 องค์กรภาคเอกชน เสนอทางออกแก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา คืนอำนาจแก่ประชาชน ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] วัธยา ไว, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บูรพาพยัคฆ์ซ่อนคม, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ,2553), น.15-27.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., สนธิ-คมช. ขุนพลปฏิวัติ 2549, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, 2550), น.186-188.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] วัธยา ไว, อ้างแล้ว, น.29-30.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.40.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm%20เมื่อ http://www.rta.mi.th/command/command31.htm เมื่อ]วันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm] เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ข้อมูลคณะรัฐมนตรี เข้าถึงจาก [http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th%20เมื่อ http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th เมื่อ]วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., อ้างแล้ว, น.178-185.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] วัธยา ไว, อ้างแล้ว, น.104.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.137-138.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น. 139.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] Timeline: เทียบแถลงการณ์ “สมาคมสื่อ” กับสถานการณ์ “การเมือง”, เข้าถึงจาก [http://prachatai.com/journal/2012/12/44076%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://prachatai.com/journal/2012/12/44076 เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] มท.เปิดตัวโครงการ “ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข”, เข้าถึงจาก [http://www.tnamcot.com/content/26276%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://www.tnamcot.com/content/26276 เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=12858</id>
		<title>อนุพงษ์ เผ่าจินดา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=12858"/>
		<updated>2017-07-26T03:03:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ทรงคุณวุฒิป...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถ้าผมกลัวที่จะถูกปลด ผมปฏิวัติก็ได้ แล้วผมจะใหญ่ที่สุดในประเทศนี้&amp;lt;br/&amp;gt; แล้วก็สั่งการได้ทุกอย่างเลย แต่ว่าเราเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น&amp;lt;br/&amp;gt; เพราะมันแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “การปฏิวัติ” มักจะเป็นคำถามที่ใครก็ตามที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต้องพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนับว่าเป็นตำแหน่งที่ถูกจับตามองมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่ “พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” นายทหารเสือราชินี ที่ถูกกล่าวขานถึงในนาม “พี่รองแห่งบูรพาพยัคฆ์” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคุมกำลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 10 (ตท.10) ของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ชื่อของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มเป็นที่กล่าวถึงโดยทั่วไป และโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในช่วง พ.ศ. 2550-2553 ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก เนื่องจากในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญกับการชุมนุมทั้งฝั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และฝั่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) &amp;amp;nbsp;ดังนั้น บทบาทของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดพันธนาการแห่งความขัดแย้ง ทว่าหลังจากนั้นชื่อของ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จันทร์โอชา น้องเล็กแห่งบูรพาพยัคฆ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คนของ พันเอก ประเชาวน์ เผ่าจินดา และนางบุญเรือน เผ่าจินดา หรือนางบุญเรือน อวยศักดิ์[[#_ftn2|[2]]] ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายทหารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พันเอก ประเชาวน์ เผ่าจินดา มีอิทธิพลต่อบุตรชายคนนี้อย่างยิ่งในการสร้างความใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหารตั้งแต่วัยเยาว์ และยังเป็นผู้ริเริ่มให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา สนใจในเรื่องเล่นดนตรี โดยเฉพาะการตีกลอง[[#_ftn3|[3]]] จนกลายมาเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนพันธะศึกษา ได้เพียง 1 ปี หลังจากนั้นจึงย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนอำนวยศิลป์ ใน พ.ศ. 2509 ร่วมรุ่นกับ พลเรือเอก กำธร พุ่มหิรัญ และ พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เรียกกันว่า “รุ่นลมว่าว”[[#_ftn4|[4]]] หลังจากนั้นสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 (ตท.10) ใน พ.ศ. 2510 ร่วมรุ่นกับ พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และใน พ.ศ. 2512 ได้เข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 21 (จปร.21) และสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นชุดที่ต้องเรียนจบก่อนเพื่อนหลายคนในรุ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนของกองทัพบก[[#_ftn5|[5]]]&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสำเร็จการศึกษา ได้ติดยศร้อยตรี เป็นผู้บังคับหมวดอาวุธกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) และเข้าศึกษาในหลักสูตรชั้นนายร้อย โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ พ.ศ. 2517&amp;amp;nbsp; ต่อมา ใน พ.ศ. 2520 ได้เข้าศึกษาในหลักสูตรชั้นนายพัน&amp;amp;nbsp; โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ และใน พ.ศ. 2525 ได้เข้าศึกษาหลักสูตรเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 61 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก นอกจากนี้พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ใน พ.ศ. 2536 และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสำหรับนักบริหาร) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ใน พ.ศ. 2544[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมรสกับนางกุลยา เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา รวม 2 คน คือนายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา และนางสาววิมลิน เผ่าจินดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มรับราชการทหารครั้งแรกในยศร้อยตรี เป็นผู้บังคับหมวดอาวุธกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) พ.ศ. 2520 เป็นนายทหารยุทธการ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2524 &amp;amp;nbsp;เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2526&amp;amp;nbsp; เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; ต่อมา พ.ศ. 2529 &amp;amp;nbsp;เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2533 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2535&amp;amp;nbsp; เป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2539 เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ต่อมาใน พ.ศ. 2541 เป็นเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (บูรพาพยัคฆ์)&amp;amp;nbsp; และเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2545 เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์&amp;amp;nbsp; พ.ศ. 2546&amp;amp;nbsp; ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2547&amp;amp;nbsp; เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1&amp;amp;nbsp; และ พ.ศ. 2548&amp;amp;nbsp; ขยับขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ภายหลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ใน พ.ศ. 2549 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเป็นผู้บัญชาการทหารบก ใน พ.ศ. 2550 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังเคยปฏิบัติราชการพิเศษต่าง ๆ นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ใน พ.ศ. 2515 ได้รับภารกิจปฏิบัติราชการสงคราม ในหน่วยผสม 333 ต่อมา พ.ศ. 2518 ปฏิบัติราชการพิเศษปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พ.ศ. 2521 ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศในกองกำลังบูรพา และใน พ.ศ. 2525 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวร[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองภายหลังคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ยึดอำนาจรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จึงได้แปรสภาพไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการนี้ชื่อของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ถึงปัจจุบัน[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ใน พ.ศ. 2549 เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในการนี้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำกองกำลังเข้ายึดอำนาจ ตามแผนการที่เรียกว่า “ปฐพี 149”[[#_ftn10|[10]]] จนประสบผลสำเร็จ หลังจากการยึดอำนาจผ่านพ้นไป พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และเป็นที่จับตามองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนต่อไป[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกใน พ.ศ. 2550 และหลังจากนั้นไม่นานักประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และมีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ต่อยอดมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป เป็นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดความหวาดระแวงในตัวพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และมีกระแสข่าวให้ปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก[[#_ftn12|[12]]] แต่รัฐบาลก็ไม่มีท่าทีใด ๆ ในเรื่องนี้ จนกระทั่งมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ใน พ.ศ. 2551 แต่พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ได้ใช้กำลังในการจัดการแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่า “สถานการณ์ไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรชุมนุมมานานแล้ว”[[#_ftn13|[13]]] &amp;amp;nbsp;จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ท่ามกลางผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เพิ่มความร้อนแรงในการชุมนุมมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 หลังจากนั้นพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” โดยเสนอทางออกว่านายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก นับว่าเป็นเรื่องที่ฮือฮาอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นการ “ปฏิวัติผ่านหน้าจอ”[[#_ftn14|[14]]]&amp;amp;nbsp; ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับ 5 องค์กรภาคเอกชน เสนอทางออกแก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา คืนอำนาจแก่ประชาชน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็พ้นจากตำแหน่งหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ใน พ.ศ. 2553 มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้นมาควบคุมดูแลสถานการณ์ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 &amp;amp;nbsp;แต่การชุมนุมลุกลามบานปลาย และนำไปสู่การกระชับพื้นที่ และสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553[[#_ftn16|[16]]] แต่พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อเนื่อง จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ชื่อของพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับมาอีกครั้ง ในตำแหน่งรองประธานคณะที่ปรึกษา คสช. และเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ผลงานที่สำคัญในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;amp;nbsp;เช่น “นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข” เป็นนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต เข้าถึงการบริการสาธารณะ โดยเน้นหนักเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และแก้ปัญหาความยากจนแบบบูรณาการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยยึดข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน[[#_ftn17|[17]]] &amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ทางพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำชุมชน ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็น.เอ็น.. &#039;&#039;&#039;สนธิ-คมช. ขุนพลปฏิวัติ 2549&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว. &#039;&#039;&#039;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บูรพาพยัคฆ์ซ่อนคม&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ&amp;amp;nbsp;,2553).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก &amp;amp;nbsp;เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.rta.mi.th/command/command31.htm&amp;gt;%20%20เมื่อ http://www.rta.mi.th/command/command31.htm&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อ]วันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลคณะรัฐมนตรี เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th&amp;gt;%20เมื่อ http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Timeline: เทียบแถลงการณ์ “สมาคมสื่อ” กับสถานการณ์ “การเมือง” เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://prachatai.com/journal/2012/12/44076&amp;gt;%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://prachatai.com/journal/2012/12/44076&amp;gt; เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มท.เปิดตัวโครงการ “ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข” เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.tnamcot.com/content/26276&amp;gt;%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://www.tnamcot.com/content/26276&amp;gt; เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;อ้างอิง &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับ 5 องค์กรภาคเอกชน เสนอทางออกแก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา คืนอำนาจแก่ประชาชน ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] วัธยา ไว, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บูรพาพยัคฆ์ซ่อนคม, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ,2553), น.15-27.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., สนธิ-คมช. ขุนพลปฏิวัติ 2549, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, 2550), น.186-188.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] วัธยา ไว, อ้างแล้ว, น.29-30.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.40.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm%20เมื่อ http://www.rta.mi.th/command/command31.htm เมื่อ]วันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก http://www.rta.mi.th/command/command31.htm เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ข้อมูลคณะรัฐมนตรี เข้าถึงจาก [http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th%20เมื่อ http://www.thaigov.go.th/cabinet/item/85769-85769?lang=th เมื่อ]วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., อ้างแล้ว, น.178-185.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] กองบรรณาธิการ ไอ.เอ็นเอ็น., เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] วัธยา ไว, อ้างแล้ว, น.104.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น.137-138.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วัธยา ไว, เพิ่งอ้าง, น. 139.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] Timeline: เทียบแถลงการณ์ “สมาคมสื่อ” กับสถานการณ์ “การเมือง”, เข้าถึงจาก [http://prachatai.com/journal/2012/12/44076%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://prachatai.com/journal/2012/12/44076 เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] มท.เปิดตัวโครงการ “ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข”, เข้าถึงจาก [http://www.tnamcot.com/content/26276%20เมื่อวันที่%2026%20เมษายน%20พ.ศ http://www.tnamcot.com/content/26276 เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3_%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C&amp;diff=12857</id>
		<title>สุนทร คงสมพงษ์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3_%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C&amp;diff=12857"/>
		<updated>2017-07-26T02:45:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ทรงคุณวุฒิป...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พลเอก สุนทร คงสมพงษ์[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เป็นคติพจน์ประจำตัวของนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง นั่นคือ “พลเอก สุนทร คงสมพงษ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเป็นที่รับรู้กันว่า ท่าเป็นบุคคลที่มีบุคลิกโผงผาง แต่มีความจริงใจ บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เป็นที่รับรู้กันในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” ซึ่งได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 นับว่าเป็นการยึดอำนาจที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยก่อนหน้านั้นมีความพยายามในการยึดอำนาจของกลุ่มทหารหลายครั้งในช่วงที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทว่าไม่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว การยึดอำนาจของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จึงเป็นที่กล่าวถึง และมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ลดลงหลังจากที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2534 และตามมาด้วยเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในปี พ.ศ. 2535 โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ก่อนจะถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ณ บ้านเลขที่ 171 ถนนประชาธิปไตย หมู่ที่ 2 ตำบลบางเขน อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร) เป็นบุตรคนแรกของ นาวาอากาศเอก ศุภชัย คงสมพงษ์ และนางลมูล คงสมพงษ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 3 คน เป็นชาย 2 คน และหญิงอีก 1 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เข้ารับการศึกษาระดับปฐมวัย ณ โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา กรุงเทพมหานคร และได้เข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนสองเหล่าสร้าง จังหวัดลพบุรี แต่ศึกษาอยู่ได้เพียง 1 ปี ได้ย้ายมาศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ณ โรงเรียนประชาบาลวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) จนสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนมัธยมดอนเมือง (ทหารอากาศบำรุง) ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บิดาต้องย้ายไปประจำการที่จังหวัดสระบุรี พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จึงได้ย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนชายสระบุรี (ปัจจุบันคือโรงเรียนสระบุรีพิทยา) หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา (มัธยมศึกษาปีที่ 7-8) ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยศึกษาในแผนกอักษรศาสตร์ ต่อมาได้สอบเข้าโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก และได้เป็นนักเรียนนายร้อยในปี พ.ศ. 2492 จนสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2497 โดยถือเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นแรกของหลักสูตรใหม่ ที่เรียน 5 ปี ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.1)[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อรับราชการทหารแล้ว พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังได้เข้ารับการศึกษาและอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้ ในปี พ.ศ. 2497 ได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรผู้บังคับกองร้อย รุ่นที่ 14 โรงเรียนศูนย์การทหารราบ[[#_ftn4|[4]]] ต่อมาปี พ.ศ. 2500 ได้เข้าศึกษาในหลักสูตรทหารร่มและการรบพิเศษ รุ่นที่ 9 จากนั้นในปี พ.ศ. 2501 ได้เดินทางไปศึกษาหลักสูตรทหารสื่อสาร ที่โรงเรียนทหารราบกองทัพบกฟอร์ตเบนนิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn5|[5]]] &amp;amp;nbsp;ปี พ.ศ. 2504 เข้าศึกษาในหลักสูตรผู้บังคับกองพัน รุ่นที่ 9 โรงเรียนทหารราบ และถัดมาได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 41 ในปี พ.ศ. 2505 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2508 ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฟอร์ตเลฟเวนเวิร์ต ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn6|[6]]] หลังจากนั้น พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้เบนเข็มเข้าอบรมในหลักสูตร “นักบินกองทัพบก” และสำเร็จการศึกษาทั้งสูตรปฐมและมัธยม ในปี พ.ศ. 2516[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ สมรสกับ พันเอกหญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ มีบุตรชาย 2 คน คือ พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ และ พันเอก ณัฐพร คงสมพงษ์[[#_ftn8|[8]]] ต่อมาได้หย่าขาดจากกันในปี พ.ศ. 2533 และพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้มีภรรยาคนใหม่คือนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2542[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เริ่มรับราชการในปี พ.ศ. 2498 ติดยศร้อยตรีในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยปืนเล็ก ร่วมรบกับสหประชาชาติในสงครามเกาหลี ต่อมาปี พ.ศ. 2499 – 2500 เป็นนายทหารคนสนิท รองผู้บัญชากองพลที่ 1 และนายทหารคนสนิท ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 2 ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2502 เป็นผู้บังคับกองร้อย กองบัญชาการกองพลที่ 1 ปี พ.ศ. 2506 เป็นนายทหารยุทธการและการฝึก กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ปี พ.ศ. 2508 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลที่ 1 ปี พ.ศ. 2510 เป็นหัวหน้าฝ่ายกำลังพล กองพลที่ 1 ถัดมาปี พ.ศ. 2511 เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2512 ไปราชการสงครามเวียดนาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองข่าว กองทัพภาคที่ 1 ปี พ.ศ. 2514 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 ในปี พ.ศ. 2517 เป็นเสนาธิการศูนย์สงครามพิเศษ ต่อมาปี พ.ศ. 2520 เป็นรองผู้บัญชาการกรมการบินทหารบก ปี พ.ศ. 2524 เป็นผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ปี พ.ศ. 2526 เป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ถัดมาในปี พ.ศ. 2527 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ปี พ.ศ. 2529 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เป็นเสนาธิการทหาร และในปี พ.ศ. 2533 เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านทั้งสมรภูมิรบ และการเป็นฝ่ายควบคุมกำลัง ตลอดจนได้เป็นนักบินของกองทัพบก ส่งให้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีความเป็นทหารอาชีพอย่างเต็มตัว นอกจากนี้พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังดำรงตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ ประกอบด้วย ราชองครักษ์เวร ในปี พ.ศ. 2524 ดำตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ระหว่างปี พ.ศ. 2526 – 2532 นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ และตุลาการศาลทหารสูงสุด ในปี พ.ศ. 2530[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” ที่ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 และมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี[[#_ftn12|[12]]] หลังจากนั้นบทบาทของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้แปรเปลี่ยนมาเป็น “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ดำรงตำแหน่งประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติต่อเนื่องต่อไป[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้มีบทบาททางการเมืองที่สำคัญจนเป็นที่จดจำและจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือเป็นหัวหน้าผู้ก่อการยึดอำนาจ ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยจับกุมตัวพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ในขณะที่นำ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในเวลา 11.30 น.[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การยึดอำนาจในครั้งนี้มาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทหาร โดยเฉพาะกลุ่มทหาร จปร.5[[#_ftn15|[15]]] โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2533 ฝ่ายทหารได้ยึดรถโมบายยูนิตของ อ.ส.ม.ท. โดยฝ่ายทหารได้ให้เหตุผลว่ารถคันดังกล่าว ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ส่งมาสืบข่าวฝ่ายทหาร ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก แกนนำกลุ่มจปร.5 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทหารเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล”[[#_ftn16|[16]]] โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุงนั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายทหารเป็นอย่างยิ่ง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ จึงแก้ปัญหาด้วยการเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด ระหว่างนี้ข่าวการยึดอำนาจปรากฏออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ข่าวการปลดพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาทหารบก เริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแต่งตั้ง พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกจับจ้องว่าตั้งขึ้นมาเพื่อปลด พลเอก สุนทร คงสมพงษ์[[#_ftn17|[17]]] ทั้งหมดจึงเป็นชนวนให้เกิดการยึดอำนาจในเวลาต่อมาภายหลังการยึดอำนาจนั้นคณะ รสช. ได้แถลงเหตุผลในการยึดอำนาจ ซึ่งมีอยู่ 5 ข้อ คือ[[#_ftn18|[18]]] (1) รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง&amp;amp;nbsp; (2) ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ (3) รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา&amp;amp;nbsp; (4) รัฐบาลมีความพยายามทำลายสถาบันทหาร และ (5) รัฐบาลมีการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่า พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ จะเป็นหัวหน้า รสช. แต่การยึดอำนาจในครั้งนี้มี พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้า รสช. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการ และยังมีทหารกลุ่มจปร.5 อีกหลายคนที่มีบทบาทในการยึดอำนาจครั้งนี้ โดยภายหลังการยึดอำนาจ พลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นผู้ที่มีบทบาทในการเข้ามาจัดการปัญหาต่าง ๆ[[#_ftn19|[19]]] ในขณะที่ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ไม่ได้มีบทบาทที่ชัดเจนมากนัก และหลังจากที่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี บทบาทของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ แปรเปลี่ยนเป็นประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลด้านความมั่นคงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบทบาทพิเศษในการประสานงานดูแลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี และดูแลเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่[[#_ftn20|[20]]] จนกระทั่งเกษียณอายุราชการไปในเดือนกันยายน พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังเกษียณอายุราชการ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบกับภรรยาคนใหม่ คือนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จนกระทั่งพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ฉายาและข้อวิจารณ์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้รับฉายาว่า “นายพลเสื้อคับ” เนื่องจากบุคลิกส่วนตัวที่ชอบแต่งเครื่องแบบรัดรูป[[#_ftn21|[21]]] นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีคติพจน์ประจำใจคือ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งเป็นคำที่มีการรับรู้กันในวงกว้าง โดยพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ให้ความสนิทกับผู้ใต้บังคับบัญชา ในฐานะ “น้อง” มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา และช่วยเหลือเพื่อนฝูง[[#_ftn22|[22]]] นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นเจ้าของคำพูด “เตรียม 2 เอาหมด” ซึ่งมาจากเมื่อครั้งเรียนเตรียมนายร้อย ได้เสนอผู้บังคับบัญชาขอให้ใช้ย่ามให้เหมือหนกันทั้งหมด สะท้อนถึงความเป็นผู้นำตั้งแต่สมัยวัยเยาว์[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แต่พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาภาพลักษณ์ในเรื่องครอบครัว เมื่อปี พ.ศ. 2533 พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้หย่าร้างกับพันเอกหญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ อดีตภรรยา และสมรสครั้งใหม่กับนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร โดยพลเอก สุนทร ได้อนุญาตให้นางอัมพาพันธ์ใช้นามสกุล “คงสมพงษ์” แต่ทางคุณหญิงอรชร และบุตรไม่ยินยอม นำมาสู่การฟ้องร้อง แต่ศาลได้ยกคำร้อง กระนั้นพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ได้ตั้งนามสกุลให้ใหม่เป็น “คงทรนง” แต่หลังจากนั้น ได้เปลี่ยนมาเป็น “ธนเดชสุนทร”[[#_ftn24|[24]]] &amp;amp;nbsp;และหลังจากที่พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ถึงแก่กรรมไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือพินัยกรรม 2 ฉบับ ที่มีความแตกต่างกัน โดยฉบับที่เขียนด้วยลายมือ ระบุวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 &amp;amp;nbsp;ระบุว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้วให้ยกทรัพย์สินที่ทำธุรกิจร่วมกับนางอัมพาพันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอัมพาพันธ์เพียงผู้เดียว ส่วนฉบับตีพิมพ์ดีด ระบุทำพินัยกรรม วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ระบุว่าให้แบ่งเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารให้นางอัมพาพันธ์ พันตรี อภิรัชด์ คงสมพงษ์ และ ร้อยโท ณัฐพร คงสมพงษ์ (ยศขณะนั้น) ในสัดส่วน 50:25:25 พินัยกรรมนี้จึงนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างคุณหญิงอรชร กับ นางอัมพาพันธ์ เนื่องจากเนื้อหาในพินัยกรรมไม่มีการอ้างถึงการยกกรรมสิทธิ์แก่ คุณหญิงอรชรแต่อย่างใด[[#_ftn25|[25]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยังมีข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ โดยมีนายทองใบ ทองเปาด์ เป็นประธาน ซึ่งตรวจสอบพบว่า มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์&amp;amp;nbsp; ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนใหม่ประมาณ 1,000 ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาทดังกล่าว และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นหัวหน้า รสช. บัญชีเงินฝากของ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท[[#_ftn26|[26]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, &#039;&#039;&#039;พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ :&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำนักงานเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด, 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำแถลงของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ต่อเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2534 ณ หอประชุมกองทัพบก เวลา 08.30 น., &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โชคดี.. ‘ชาติชาย’ สบายดี..ไม่มีปัญหา, &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039; (วันที่ 10 มีนาคม 2534).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, &#039;&#039;&#039;การเมืองการปกครองไทย: ยุคเผด็จการ – ยุคปฏิรูป&#039;&#039;&#039;, (กรงุเทพฯ : สำนักพิมพ์&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เสมาธรรม, 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;,(กรุงเทพฯ : มูลนิธิสายธาร&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตย, 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกสายเลือดฟ้องบันลือโลก รวมคดีชิงอภิมหึมา &#039;มรดก&#039;, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/528488&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดถุงเงิน &amp;quot;สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง&amp;quot; เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.) ?, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992&amp;gt; เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/u&amp;gt; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คติพจน์ประจำตัวพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ที่มา คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ, (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด, 2534), น.1.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] เพิ่งอ้าง, น. 15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] เพิ่งอ้าง, น.18-24.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่งอ้าง, น.28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น.34-35.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง, น.38-41.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] เพิ่งอ้าง, น.45.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง, น. 11.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก [http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169%20เมื่อ http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การเมืองการปกครองไทย: ยุคเผด็จการ – ยุคปฏิรูป, (กรงุเทพฯ : สำนักพิมพ์เสมาธรรม, 2548), น.531-541.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]]คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 147.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, อ้างแล้ว, น. 537.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย,(กรุงเทพฯ : มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551), น. 216-217.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] เพิ่งอ้าง, น.216.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, อ้างแล้ว, น. 532.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 142.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] คำแถลงของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ต่อเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2534 ณ หอประชุมกองทัพบก เวลา 08.30 น., มติชนรายวัน (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534), น. 2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] โชคดี.. ‘ชาติชาย’ สบายดี..ไม่มีปัญหา, มติชนรายวัน (วันที่ 10 มีนาคม 2534), น. 3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] คณะกรรมการอำนวยการจัดทำหนังสือประวัติผู้บัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้ว, น. 189.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] เพิ่งอ้าง, น. 172-173.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร จำคุก 16 ปี เช็คเด้ง 70 ล้าน!! แม้ปลง…แต่ยังขอสวยด้วยทอง, เข้าถึงจาก [http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169%20เมื่อ http://www.whomagmedia.com/people_content_detail.php?t=thai&amp;amp;t1=people&amp;amp;id=169 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn25&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref25|[25]]] ศึกสายเลือดฟ้องบันลือโลก รวมคดีชิงอภิมหึมา &#039;มรดก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/528488%20เมื่อวันที่%206%20พ.ค http://www.thairath.co.th/content/528488 เมื่อวันที่ 6 พ.ค]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn26&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref26|[26]]] เปิดถุงเงิน &amp;quot;สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง&amp;quot; เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.) ?, เข้าถึงจาก [http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992%20เมื่อ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992 เมื่อ]วันที่ 6 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=12856</id>
		<title>สหการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=12856"/>
		<updated>2017-07-25T06:54:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริงและกฤษณ์&amp;amp;nbsp; วงศ์วิเ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริงและกฤษณ์&amp;amp;nbsp; วงศ์วิเศษธร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สหการ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ความสำคัญ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำบริการสาธารณะโดยท้องถิ่นในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 วิธีด้วยกัน[[#_ftn1|[1]]] คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดทำบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเองเป็นกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำบริการสาธารณะโดยใช้บุคคลากรและงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เอง การดำเนินการวิธีนี้มีข้อดีคือ ท้องถิ่นสามารถควบคุมกระบวนการดำเนินการด้วยตัวเองให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถควบคมตรวจสอบได้ทั้งหมด สำหรับข้อเสียคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการจัดทำบริการสาธารณะด้วยตนเอง อาทิ การเสียงบประมาณว่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน หรือการลงทุนในเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ บริการสาธารณะด้านการขนส่งมวลชน ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการด้วยตนเอง จะต้องใช้งบประมาณเป็นอันมากในการว่าจ้างพนักงานขับรถ พนักงานเก็บเงิน และที่สำคัญที่สุด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเสียงบประมาณในการจัดซื้อรถขนส่งสาธารณะซึ่งมีราคาสูง รวมถึงค่าบำรุงรักษารถขนส่งสาธารณะด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดทำบริการสาธารณะ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หรือรวมกันกับเอกชนในการจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาเพื่อดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ เช่น ตั้งวิสาหกิจมหาชนในท้องถิ่น หรือการจัดตั้งสหการ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายให้เอกชนทำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ประหยัดงบประมาณมากที่สุดในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยการใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องมือทางกฎหมายที่เรียกว่า “สัญญาทางปกครอง” ควบคุมการจัดทำบริการสาธารณะของเอกชน อย่างไรก็ตาม การให้เอกชนเป็นผู้จัดทำทั้งหมดอาจส่งผลให้บริการสาธารณะนั้น ๆ อาจไม่ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ไม่สามารถลงไปควบคุมได้ทุกขั้นตอน ทำได้แต่เพียงควบคุมให้เป็นไปตามสัญญาทางปกครองเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าการจัดทำบริการสาธารณะในลักษณะการจัดตั้งสหการ เป็นรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นรูปแบบที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือหน่วยงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนด การจัดตั้งสหการมีข้อดีอย่างน้อยสองประการคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการแรก เป็นวิธีการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างรูปแบบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจำนวนมาก และรูปแบบที่ให้เอกชนเป็นคนดำเนินการแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งการควบคุมสามารถทำได้แต่เพียงตามที่สัญญากำหนดเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สอง ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำบริการสาธารณะนอกเขตพื้นที่ของตน เช่น บริการรถรับขนส่งคนโดยสาร ตามกฎหมายแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ที่ตนจะข้ามเขตพื้นที่ และได้รับความเห็นชอบจากผู้กำกับดูแลด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากหลายขั้นตอน หากดำเนินการจัดตั้งสหการขึ้นมาย่อมสะดวกและสามารถจัดทำบริการสาธารณะได้หลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. ความหมาย และประเภทของสหการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.1 ความหมายของสหการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สหการ คือ องค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เกิดจากการร่วมมือกันขององค์กรปกครองส่วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้องถิ่นตั้งแต่สองแห่งขึ้นไปหรือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับนิติบุคคลมหาชนอื่น มีความเป็นอิสระจากหน่วยการปกครองท้องถิ่นเดิมเพื่อจัดทำบริการสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดองค์กรและการแสวงหารายได้จากแหล่งต่าง ๆ ในนามของสหการเอง[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2 ประเภท และลักษณะของสหการตามกฎหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่อสำรวจกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 5 ฉบับ พบว่ามีเพียงพระราชบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 เท่านั้นที่บัญญัติให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งสหการได้ และจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสามฉบับนี้ เราอาจจำแนกประเภทสหการได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2.1 สหการเทศบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตามความในพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 58 บัญญัติว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ถ้ามีกิจการใดอันอยู่ภายในอํานาจหน้าที่ของเทศบาลตั้งแต่สองแห่งขึ้นไปที่จะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมกันทําเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ให้จัดตั้งเป็นองค์การขึ้นเรียกว่าสหการ มีสภาพเป็นทบวงการเมือง และมีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้แทนของเทศบาลที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย การจัดตั้งสหการจะทําได้โดยก็แต่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งจะกําหนดชื่อ อํานาจหน้าที่ และระเบียบการดําเนินงานไว้ การยุบเลิกสหการให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยกําหนดวิธีการจัดทรัพย์สินไว้ด้วย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้ สามารถจำแนกองค์ประกอบหรือลักษณะของสหการตามพระราชบัญญัติเทศบาลฯ ได้ดังนี้คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. มีฐานะเป็น &amp;quot;ทบวงการเมือง” ซึ่งก็คือมีฐานะเป็นนิติบุคคลนั่นเอง เหตุที่สหการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำเป็นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลเนื่องจากต้องการความคล่องตัวและความเป็นอิสระ ซึ่งจะเกิดความคล่องตัวและเป็นอิสระได้นั้นจะต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกออกมาจากต่างหากจากองค์ปรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2. ก่อตั้งโดยกฎหมายลำดับรอง คือ พระราชกฤษฎีกา และการยุบเลิกสหการก็ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเช่นเดียวกันองค์ประกอบในข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อแรกกล่าวคือ การที่สหการจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้นั้นจะต้องจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งในที่นี้จัดตั้งโดยกฎหมายลำดับรองคือ “พระราชกฤษฎีกา” มีข้อสังเกตว่าลักษณะการตั้งสหการโดยการตราพระราชกฤษฎีกานี้มีลักษณะเช่นเดียวกับการจัดตั้งองค์การมหาชน และวิสาหกิจมหาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. เป็นกรณีเฉพาะเทศบาลรวมกับเทศบาลด้วยกันเท่านั้น ตามความในมาตรา 58 ไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุญาตให้เทศบาลร่วมมือกับเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นนอกไปจากร่วมมือกันระหว่างเทศบาลด้วยกันเองเท่านั้นอย่างไรก็ตามในปัจจุบันคำว่า “เทศบาล” ตามความในมาตรา 58 ก็มิได้กำหนดอย่างตายตัวว่าระหว่างเทศบาลด้วยกันนั้นจะต้องเป็นเทศบาลระดับเดียวกัน ดังนั้น เทศบาลนครอาจร่วมกับเทศบาลตำบลเพื่อจัดตั้ง “สหการ” ขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. มีคณะกรรมการบริหาร อำนาจหน้าที่ และระเบียบการดำเนินงานเป็นของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สหการมีความคล่องตัวจากระบบราชการ การที่มีคณะกรรมการบริหารงาน อำนาจหน้าที่ และระเบียบเป็นของตนเองเป็นการช่วยให้สหการปราศจากอิทธิพลและการครอบงำของผู้บริหารท้องถิ่นได้&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 5. มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบริการสาธารณะร่วมกัน การจัดทำบริการสาธารณะถือเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดตั้งสหการนั้นต้องเป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า การจัดทำบริการสาธารณะของสหการนี้ไม่อาจทำในลักษณะเชิงพาณิชยกรรมการค้าได้ เพราะหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์จะดำเนินกิจการไปในทางพาณิชยกรรมการค้าจะต้องจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า “วิสาหกิจมหาชน” ในท้องถิ่นขึ้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดแยกไว้ในอีกมาตราหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2.2 สหการผสม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สหการผสมเป็นสหการที่ไม่จำกัดเฉพาะการรวมตัวกันระหว่างเทศบาลด้วยกันตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 โดยสหการผสมปรากฏตัวอยู่ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายสองฉบับได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครพ.ศ. 2528 มาตรา 96 บัญญัติว่า&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;“ถ้ากิจการใดอยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครอาจดําเนินการนั้นร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นได้โดยจัดตั้งเป็นองค์การเรียกว่า สหการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีคณะกรรมการบริหารประกอบด้วย ผู้แทนของกรุงเทพมหานคร ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี การจัดตั้งสหการจะกระทําได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกานั้นให้กําหนดชื่อ อํานาจหน้าที่ และวิธีดำเนินการ เมื่อจะยุบเลิกสหการให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้ระบุวิธีการจัดการทรัพย์สินไว้ด้วย”&#039;&#039;และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 มาตรา 69 บัญญัติว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;“เมืองพัทยาอาจร่วมกับหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งองค์กรขึ้นเรียกว่า สหการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อทํากิจการใดอันอยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของเมืองพัทยาได้ การจัดตั้งสหการจะทําได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยระบุชื่อ อํานาจหน้าที่ และวิธีการบริหารและการดําเนินการไว้ และเมืองจะยุบเลิกสหการให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยระบุวิธีจัดการทรัพย์สินด้วย”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากกฎหมายทั้งสองฉบับเราอาจจำแนกองค์ประกอบ และลักษณะของสหการผสมได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 1.มีฐานะเป็น &amp;quot;นิติบุคคล&amp;quot; ด้วยเหตุผลดังเช่นที่ได้อธิบายไว้แล้วในสหการเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ก่อตั้งโดยกฎหมายลำดับรอง คือ พระราชกฤษฎีกา การยุบเลิกสหการก็ต้องตราเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชกฤษฎีกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 3. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา อาจรวมกับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น หน่วยงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือรัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ได้ ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้สหการประเภทนี้เรียกว่าสหการผสม เนื่องจากไม่ถูกจำกัดเฉพาะการร่วมมือกันระหว่างองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเดียวกันอย่างเช่นสหการเทศบาลอย่างไรก็ตามการจัดตั้งสหการผสมนี้จะต้องริเริ่มโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยาเท่านั้น จะริเริ่มโดยหน่วยงานอื่นมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 4.มีคณะกรรมการบริหาร อำนาจหน้าที่ และระเบียบการดำเนินงานเป็นของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(โปรดดูรายละเอียดในสหการเทศบาล)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบริการสาธารณะร่วมกัน(โปรดดูรายละเอียดในสหการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศบาล)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ปัญหาของสหการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดตั้งสหการอาจเกิดปัญหาดังนี้[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการแรก ปัญหาความเป็นอิสระในการดำเนินการ แม้สหการจะมีคณะผู้บริหาร อำนาจหน้าที่ และระเบียบเป็นของตัวเอง แต่สหการยังคงต้องดำเนินงานภายใต้การควบคุมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รายได้หลักของสหการมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงอาจเป็นช่องทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้ามาแทรกแซงการดำเนินการของสหการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สอง ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกรณีที่สหการดำเนินการไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน รวมทั้งเกิดความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ประชาชนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของสหการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประการที่สาม ปัญหาการถูกครอบงำโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่อยู่ในระดับสูงกว่า มีสัดส่วนความรับผิดชอบต่อสหการมากกว่า อาจดำเนินการแทรกแซงการทำงานของสหการเพื่อให้เป็นไปในแนวทางที่ตนต้องการ ซึ่งในท้ายที่สุดก็ส่งผลให้เกิดปัญหาการให้บริกรที่ไม่เท่าเทียมกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4. สหการในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;4.1 ประเทศฝรั่งเศส[[#_ftn4|&#039;&#039;&#039;[4]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สหการ หรือ &amp;quot;syndicats&amp;quot; ตั้งขึ้นตามกฎหมายเทศบาล (commune)เป็นความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส ( ค.ศ. 1890: พ.ศ. 2433) โดยสหการในประเทศฝรั่งเศสนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง &#039;&#039;&#039;สหการระดับเดียวกัน&#039;&#039;&#039;: เป็นความร่วมมือระหว่างเทศบาลด้วยกันเท่านั้น ปัจจุบันมีสหการแบบนี้อยู่ 15,253 แห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สอง &#039;&#039;&#039;สหการผสม&#039;&#039;&#039;: ท้องถิ่นอาจร่วมกับราชการส่วนอื่น เช่น จังหวัด (départements) หรือ ภาค (régions) เพื่อจัดตั้งสหการได้ โดยปัจจุบันมีสหการแบบนี้&amp;amp;nbsp; 542 แห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4.2 ประเทศญี่ปุ่น[[#_ftn5|&#039;&#039;&#039;[5]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น มีขึ้นครั้งแรกในสมัยเมจิที่ 21 ตามระเบียบว่าด้วยเทศบาล มาตรา 6 โดยสหการตามระเบียบดังกล่าวมีชื่อว่า “อิจิบุจิมุคุมิอะอิ”ต่อมาภายหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีการออกกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของท้องถิ่น (Local Autonomous Law 1947) เพื่อเป็นการวางระเบียบเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่นเสียใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย ต่อจำนวนของสหการในประเทศญี่ปุ่นได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาประการหนึ่งที่สำคัญนั้นเกิดจากการดำเนินงานของสหการเองที่มีคามไม่โปร่งใส เนื่องจากกลไกตามกฎหมายมิได้เปิดโอกาสหรือเอื้ออำนวยให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานของสหการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล&amp;amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาการลดลงของสหการและปัญหาต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาจากสหการ จึงมีการเสนอรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นขึ้น เป็นสหการแบบใหม่ที่ชื่อว่า &amp;quot;โควอิกิเรงโคว&amp;quot; มีการบริหารงานโดยใช้รูปแบบคณะกรรมการซึ่งอาจมาจากการเลือกตั้งทางตรงหรือการแต่งตั้งก็ได้ นอกจากนี้อาจมีการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งสภาเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการบริหารอีกชั้นหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตามปัจจุบันญี่ปุ่นมีนโยบายยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่าส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;4.3 ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn6|&#039;&#039;&#039;[6]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นที่เรียกว่าสหการนั้นมีในรูปแบบที่เรียกว่า &amp;quot;เขตพิเศษ&amp;quot; (special district)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นรูปแบบที่มีมากที่สุดในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตพิเศษที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา (school district)อาจเกิดจากความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมือง (municipalities) ด้วยกันเอง หรือระหว่างเทศบาลเมืองกับทาวน์ (town) เขตพิเศษมีฐานะเป็น &amp;quot;นิติบุคคล&amp;quot; แยกต่างหากจากท้องถิ่น มีงาน เงิน คน เป็นของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนิษฐา&amp;amp;nbsp; สุขะวัฒนะ.&#039;&#039;&#039;ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบและความเป็นไปได้&#039;&#039;&#039;. นนทบุรี:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด&amp;amp;nbsp; เลิศไพฑูรย์.&#039;&#039;&#039;กฎหมายการปกครองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]]สมคิด&amp;amp;nbsp; เลิศไพฑูรย์, กฎหมายการปกครองท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์, 2550), น. 55.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]]ธนิษฐา&amp;amp;nbsp; สุขะวัฒนะ, ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบและความเป็นไปได้ (นนทบุรี: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า, 2550), น. 18.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]]เพิ่งอ้าง, น. 19-20.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]]เพิ่งอ้าง, น. 25- 26.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]เพิ่งอ้าง, น. 29-31.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]]เพิ่งอ้าง, น. 31-32.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12855</id>
		<title>การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12855"/>
		<updated>2017-07-25T05:00:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; สันต์ชัย&amp;amp;nbsp; รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; [[การปกครองท้องถิ่น]]เป็นผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) โดยรัฐมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้จัดให้มีการปกครองท้องถิ่น กล่าวคือหากไม่มีรัฐบาลกลางเกิดขึ้นก็ไม่มีการปกครองท้องถิ่นตามมา และหากรัฐสมัยใหม่ไม่ได้ให้การรับรองสถานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นที่มีมาแต่เดิมก็จะมีสถานะไม่เป็นทางการ[[#_ftn1|[1]]] ดังนั้นรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุด (Sovereignty) ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอิสระ (Autonomy) ในการบริหารงานในท้องถิ่นของตัวเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐ อย่างไรก็ดีภายใต้แนวคิดนี้เป็นการให้โอกาสกับประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจในการปกครองร่วมกันโดย เชื่อว่าหากอำนาจการปกครองมาจากประชาชนในท้องถิ่นแล้วรัฐบาลของท้องถิ่นก็ย่อมเป็นรัฐบาลของประชาชน การปกครองท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรเป็นของตนเอง มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานในท้องถิ่นของตนเอง ภายใต้หลักการปกครองตนเอง (Local Self Government) ดังนั้นหลักการสำคัญในการจัดตั้งหรือยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงต้องมีความชัดเจนเรื่องวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการกำหนดบทบาท รูปแบบการบริหาร และอำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นๆ เพราะการยกฐานะหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ดังเช่นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล ซึ่งเชื่อว่าการยกฐานะเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับรูปแบบการปกครองท้องถิ่น[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักการและความจำเป็นในการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในเรื่องการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ให้หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยวิธีการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นนั้นๆ มีอำนาจหน้าที่ตลอดจนรายได้ที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และปรับปรุงการบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้น และเป็นหน้าที่ของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่จะส่งเสริมความเข้าใจและสร้างแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีโอกาสปรับปรุงโครงสร้าง โดยวิธีการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปได้ว่า การยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนปกครองท้องถิ่นนั้นๆ ได้มีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะและการพัฒนาท้องถิ่นในขอบเขตที่กว้างขวางและมีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทรัพยากรในการบริหารเพิ่มขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการทำให้เกิดความตระหนักรับรู้ว่าการปกครองท้องถิ่นเป็นการปกครองโดยประชาชน ทั้งนี้การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายประการที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึง แต่ประเด็นสำคัญที่ส่วนกลางต้องตระหนักคือความเป็นอิสระของท้องถิ่น (Local Autonomy) ซึ่งการยกฐานะไม่ได้เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น หากแต่ต้องทำให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งท้องถิ่นเองก็ต้องตระหนักในความรับผิดชอบต่อประชาชนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญคือการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการจัดตั้งและพัฒนารูปแบบ โครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นของไทย ดังนี้[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ท้องถิ่นแต่ละที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตัวเอง แต่ภายใต้แนวคิดความเป็นรัฐสมัยใหม่ การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และการเกิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรัฐ ทำให้รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการบริหารงานของท้องถิ่น &amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
#ด้านสังคม &amp;amp;nbsp;การพิจารณาถึงจำนวนประชากร ลักษณะประชากร สภาพพื้นที่และชุมชน จะสะท้อนถึงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่จำแนกแจกแจงตามสภาพของสังคม ประกอบด้วย 1) สังคมเมือง มีความสลับซับซ้อนค่อนข้างมาก มีประชากรหนาแน่น มีอาชีพที่หลากหลาย และมีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดี 2) สังคมชนบท ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 3) สังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบทเป็นสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมเมือง จนมีสภาพบางส่วนเป็นเมืองและยังมีบางส่วนที่เป็นสังคมชนบท และ 4) สังคมที่มีลักษณะพิเศษในด้านความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังนั้นการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นจึงต้องให้ความสำคัญกับลักษณะของพื้นที่ &lt;br /&gt;
#ด้านเศรษฐกิจ ท้องถิ่นที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมมีรายได้มากในการพัฒนาและการให้บริการสาธารณะในท้องถิ่น ซึ่งพิจารณาจากรายได้หรือภาษีที่จัดเก็บในพื้นที่ และเป็นปัจจัยสำคัญในการแสดงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ ดังนั้นความเจริญทางเศรษฐกิจในพื้นที่จึงต้องสอดคล้องกับรูปแบบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อมีการยกฐานะ &lt;br /&gt;
#ด้านกายภาพ &amp;amp;nbsp;การกำหนดขนาดของพื้นที่ที่องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ มีหลายประเด็นต้องพิจารณา เช่น การเสนอให้แบ่งเขตโดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ความสะดวกในการบริหารที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่โตเกินไป การคำนึงถึงเขตในความรับผิดชอบที่ไม่ใหญ่มากเกินไป จนอาจทำให้ประชาชนขาดความผูกพันกับท้องถิ่น และองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและเหมาะสม &lt;br /&gt;
#ด้านการเมือง เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากในการจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น กล่าวคือ ในแง่ของการกระจายอำนาจ หากรัฐกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นน้อย และยังควบคุมท้องถิ่นอยู่มาก ก็จะเป็นการปกครองท้องถิ่นโดยรัฐ (Local-State Government) มากกว่าการปกครองตนเองโดยประชาชน (Local-Self Government) การสร้างความเข้าใจทางการเมืองแก่ประชาชน และการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐต้องดำเนินการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง/เปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล โดยมาตรา 42 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546) บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยเทศบาลอาจจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลได้ โดยทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย” และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 12 พ.ศ. 2546) &amp;amp;nbsp;บัญญัติว่า “เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมืองหรือเทศบาลนคร ตามพระราชบัญญัตินี้” ตามพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ ดังกล่าว มีบทบัญญัติบางมาตราที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยจึงพิจารณาเห็นว่าการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายและเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น จึงมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) กรณีจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล โดยที่มาตรา 42 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 การพิจารณาจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล จึงมีองค์ประกอบเพียงสภาพของท้องถิ่นอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลเท่านั้น ในทางปฏิบัติจึงควรพิจารณาจากสภาพของความเป็นชุมชน จำนวนรายได้ว่าเหมาะสมและเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะกับประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบลหรือไม่เพียงใด โดยจะต้องแสดงเหตุผลและความเห็นขององค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอและจังหวัด ประกอบการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) กรณีเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลตำบลเป็นเทศบาลเมือง และเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลเมืองเป็นเทศบาลนคร ให้จังหวัดพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 โดยที่ต้องแสดงเหตุผลและความเห็นของเทศบาล อำเภอและจังหวัด ประกอบการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยให้ชัดเจนเช่นเดียวกับกรณีตามข้อ 1)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กระบวนการหนึ่งที่มีความจำเป็นในการขอเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การสำรวจความเห็นหรือรายงานการประชุมของประชาชน ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดประชุมประชาคม เพื่อระดมความคิดเห็นของประชาชนว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนแปลงฐานะหรือมีแนวทางหรือเหตุผลอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง หรือมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจะทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 282 ได้บัญญัติว่า “...รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น” ซึ่งเป็นการสะท้อนความสำคัญของเจตนารมณ์ของประชาชนในการปกครองตนเอง ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดังนั้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ การรับฟังความความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นยังสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองภาคพลเมือง กล่าวคือ การเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลากหลายมิติของการมีส่วนร่วม ไม่ได้จำกัดเพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการเมืองท้องถิ่น หากปราศจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนแล้วการเมืองท้องถิ่นก็อาจเป็นเพียงการเมืองของนักการเมือง การทำประชาคมในท้องถิ่นจึงเป็นการรวมตัวของประชาชนในท้องถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือการเสนอข้อคิดเห็นเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองหนึ่งที่จะให้โอกาสประชาชน ทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมมีความรู้สึกร่วมกัน[[#_ftn6|[6]]] ดังนั้นการได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็คือการแสวงหาการมีส่วนร่วมจากประชาชนซึ่งถือเป็นกระบวนการ เป้าหมาย และเป็นหัวใจที่สำคัญในการปกครองท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พัฒนาการการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เทศบาลเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้ในอยู่ในปัจจุบัน โดยเทศบาลในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างท้องถิ่นไทยขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยทางกฎหมายที่แยกตัวออกจากหน่วยธรรมชาติและเป็นหน่วยที่แยกออกจากสุขาภิบาลที่ดำรงอยู่แต่เดิม ทั้งนี้การกำหนดรูปแบบเทศบาลเพื่อให้เป็นการปกครองท้องถิ่นที่ประชาชนได้ดำเนินการตามเจตจำนงของประชาชนหรือเป็นการปกครองท้องถิ่นโดยประชาชนอย่างสมบูรณ์ [[#_ftn7|[7]]] ในการเกิดเทศบาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความต้องการที่จะยกฐานะสุขาภิบาลที่มีอยู่แต่เดิมขึ้นเป็นเทศบาลเพื่อเป็นการนำร่องในการใช้รูปแบบเทศบาลเป็นครั้งแรก โดยรัฐบาลคณะราษฎรมีความตั้งใจที่จะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เกิดการปกครองตนเอง ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 เป็นความพยายามปฏิรูปท้องถิ่นให้สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับชาติ จึงเริ่มต้นจากยกฐานะสุขาภิบาลจำนวน 35 แห่งที่มีอยู่เดิมตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ขึ้นเป็นเทศบาล โดยจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรมุ่งหมายที่จะพัฒนาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเดียวคือเทศบาล[[#_ftn8|[8]]] โดยกำหนดให้มีเทศบาล 3 ระดับ ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล โดยเทศบาลแต่ละระดับมีการจัดโครงสร้างโดยแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารคล้ายกับโครงสร้างของรัฐบาลส่วนกลาง สภาเทศบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนคณะเทศมนตรีแต่งตั้งจากสมาชิกสภาเทศบาล เทศบาลมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ ทรัพย์สินและเจ้าหน้าที่ของตนเอง ตลอดจนมีอำนาจอิสระที่จะปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศบาลที่จัดตั้งขึ้นมุ่งให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นสำคัญ หรือกล่าวได้ว่าให้ความสำคัญในทางการเมืองมากกว่าการบริหาร อย่างไรก็ดี เทศบาลหลายแห่งประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลจึงค่อนข้างมีปัญหาและไม่สร้างความก้าวหน้าแก่ท้องถิ่นเท่าที่ควร การจัดตั้งเทศบาลดำเนินไปอย่างยากลำบาก โดยเหตุผลหลักเป็นเพราะเทศบาลมีงบประมาณและอำนาจจำกัด รวมทั้งประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจในการปกครองตนเอง[[#_ftn9|[9]]] รัฐบาลจึงพยายามแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ โดยมีการแก้ไขกฎหมายเทศบาลอีก 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2481 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2486 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 จนกระทั่งปี พ.ศ.2496 สามารถจัดตั้งเทศบาลได้เพียง 117 แห่งเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการขยายการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเทศบาลให้มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ในปี พ.ศ.2495 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้หันกลับมารื้อฟื้นรูปแบบสุขาภิบาลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยมีความเห็นว่ารูปแบบสุขาภิบาลนั้นจัดตั้งได้ง่ายและประหยัดกว่าเทศบาล เนื่องจากไม่ได้จัดโครงสร้างเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่จัดโครงสร้างแบบคณะกรรมการ ในปี พ.ศ.2498 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป เมื่อกลับมาแล้วเห็นว่ารูปแบบการปกครองท้องถิ่นของไทยที่มีเพียงเทศบาลและสุขาภิบาลนั้นเหมาะสมสำหรับพื้นที่เขตเมืองและกึ่งเมืองเท่านั้น แต่สำหรับพื้นที่ในเขตชนบทไม่สามารถจัดรูปแบบทั้งสองนี้ได้ เนื่องจากมีรายได้น้อยไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อดำเนินงานในพื้นที่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตน อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ไม่ได้แตกต่างจากสุขาภิบาลในแง่ของการมีข้าราชการส่วนภูมิภาคเข้าไปควบคุมดำเนินงาน &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ผลจากการไปเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังส่งผลต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานในระดับตำบล โดยต้องการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของท้องถิ่น ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ.2499 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณเป็นของตนเอง สามารถดำเนินกิจการของตำบลได้โดยอิสระ หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ป้องกันและระวังโรคติดต่อ ส่งเสริมการศึกษาและการทำมาหากินของราษฎร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2509 ได้มีการยกเลิกองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วจัดตั้งคณะกรรมการสภาตำบลขึ้นแทน ซึ่งสถานะของคณะกรรมการสภาตำบลนี้ แตกต่างจากองค์การบริหารส่วนตำบล เนื่องจากไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และประกอบด้วยองค์กรเดียว ไม่มีการแยกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปกครองท้องถิ่นในระดับตำบลยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง จนมาถึง ปี พ.ศ.2537 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 โดยมีสาระสำคัญคือ มีการแบ่งตำบลออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือสภาตำบลที่มีอยู่ในทุกตำบล ส่วนประเภทที่สองคือ สภาตำบลที่มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ผ่านมาติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 1.5 แสนบาท ให้ตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล โดยประเภทที่สองนี้มีโครงสร้างแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติเรียกว่าสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนฝ่ายบริหารเรียกว่าคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ในปี พ.ศ.2542 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 โดยให้สมาชิกสภาทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และคณะกรรมการบริหารมาจากความเห็นชอบของสภา ต่อมาพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2546 ได้เปลี่ยนแปลงที่มาของคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล จากเดิมมาจากมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปลี่ยนเป็นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ต่อมาในปีพ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยุบองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีจำนวนประชากรไม่ถึง 2,000 คน และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมเข้ากับองค์การบริหารส่วนตำบลอื่นที่มีอาณาเขตติดต่อกันภายในอำเภอเดียวกัน และมีการยกฐานะของสภาตำบลหลายแห่งให้เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดท้องถิ่นที่มีความเป็นเมือง (Urbanization) มากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อการจัดตั้งและการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และสามารถในการจัดบริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;รายงานประจำปี&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2551. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;คู่มือการปฏิบัติงาน การจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวมและยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรับรวมและแยกพื้นที่บางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: สำนักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้าง. มปป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์ พวงงาม. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทยหลักการและมิติใหม่ในอนาคต.&#039;&#039;&#039;พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน. 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชยาวุธ จันทร, เยาวลักษณ์ กุลพานิชและชุลีพร เดชขา. &#039;&#039;&#039;วิวัฒนาการการปกครองท้องถิ่นไทย. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: หจก.นำ กังการพิมพ์. 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; การกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น. ใน&#039;&#039;&#039;สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ. นนทบุรี:สถาบันพระปกเกล้า. 2547. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย ใน &#039;&#039;&#039;วารสารธรรมศาสตร์ &#039;&#039;&#039;ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542. 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูฆอรี&amp;amp;nbsp; ยีหมะ. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปธาน สุวรรณมงคล.&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเมืองท้องถิ่น: การเมืองของใคร โดยใคร เพื่อใคร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร: จตุพรดีไซด์. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. &#039;&#039;&#039;รายงานการวิจัย เกณฑ์การพิจารณาจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิทยาลัยการเมือง. 2537. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วุฒิสาร ตันไชย. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เน็ท. 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; การกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น. ใน&#039;&#039;&#039;สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ. นนทบุรี:สถาบันพระปกเกล้า. 2547. หน้า 15-16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] วุฒิสาร ตันไชย. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เน็ท. 2552.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;รายงานประจำปี&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2551. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. 2551.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. &#039;&#039;&#039;รายงานการวิจัย เกณฑ์การพิจารณาจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิทยาลัยการเมือง. 2537. หน้า 6-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;คู่มือการปฏิบัติงาน การจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวมและยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรับรวมและแยกพื้นที่บางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: สำนักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้าง. มปป.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ปธาน สุวรรณมงคล.&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเมืองท้องถิ่น: การเมืองของใคร โดยใครเพื่อใคร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร: จตุพรดีไซด์. 2554. หน้า 187&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย ใน &#039;&#039;&#039;วารสาร ธรรมศาสตร์ &#039;&#039;&#039;ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542. 2542.หน้า 38,40&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] โกวิทย์ พวงงาม. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทยหลักการและมิติใหม่ในอนาคต.&#039;&#039;&#039;พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน. 2552.หน้า137&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] บูฆอรี&amp;amp;nbsp; ยีหมะ. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12854</id>
		<title>การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12854"/>
		<updated>2017-07-25T04:56:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp; สันต์ชัย&amp;amp;nbsp; รัตนะขวัญ  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; สันต์ชัย&amp;amp;nbsp; รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทนำ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การปกครองท้องถิ่นเป็นผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) โดยรัฐมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้จัดให้มีการปกครองท้องถิ่น กล่าวคือหากไม่มีรัฐบาลกลางเกิดขึ้นก็ไม่มีการปกครองท้องถิ่นตามมา และหากรัฐสมัยใหม่ไม่ได้ให้การรับรองสถานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นที่มีมาแต่เดิมก็จะมีสถานะไม่เป็นทางการ[[#_ftn1|[1]]] ดังนั้นรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุด (Sovereignty) ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอิสระ (Autonomy) ในการบริหารงานในท้องถิ่นของตัวเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐ อย่างไรก็ดีภายใต้แนวคิดนี้เป็นการให้โอกาสกับประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจในการปกครองร่วมกันโดย เชื่อว่าหากอำนาจการปกครองมาจากประชาชนในท้องถิ่นแล้วรัฐบาลของท้องถิ่นก็ย่อมเป็นรัฐบาลของประชาชน การปกครองท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรเป็นของตนเอง มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานในท้องถิ่นของตนเอง ภายใต้หลักการปกครองตนเอง (Local Self Government) ดังนั้นหลักการสำคัญในการจัดตั้งหรือยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงต้องมีความชัดเจนเรื่องวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการกำหนดบทบาท รูปแบบการบริหาร และอำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นๆ เพราะการยกฐานะหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ดังเช่นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล ซึ่งเชื่อว่าการยกฐานะเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับรูปแบบการปกครองท้องถิ่น[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักการและความจำเป็นในการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในเรื่องการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ให้หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยวิธีการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นนั้นๆ มีอำนาจหน้าที่ตลอดจนรายได้ที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และปรับปรุงการบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้น และเป็นหน้าที่ของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่จะส่งเสริมความเข้าใจและสร้างแรงจูงใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีโอกาสปรับปรุงโครงสร้าง โดยวิธีการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปได้ว่า การยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนปกครองท้องถิ่นนั้นๆ ได้มีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะและการพัฒนาท้องถิ่นในขอบเขตที่กว้างขวางและมีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทรัพยากรในการบริหารเพิ่มขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการทำให้เกิดความตระหนักรับรู้ว่าการปกครองท้องถิ่นเป็นการปกครองโดยประชาชน ทั้งนี้การยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายประการที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึง แต่ประเด็นสำคัญที่ส่วนกลางต้องตระหนักคือความเป็นอิสระของท้องถิ่น (Local Autonomy) ซึ่งการยกฐานะไม่ได้เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น หากแต่ต้องทำให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งท้องถิ่นเองก็ต้องตระหนักในความรับผิดชอบต่อประชาชนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญคือการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการจัดตั้งและพัฒนารูปแบบ โครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นของไทย ดังนี้[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ท้องถิ่นแต่ละที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตัวเอง แต่ภายใต้แนวคิดความเป็นรัฐสมัยใหม่ การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และการเกิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรัฐ ทำให้รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการบริหารงานของท้องถิ่น &amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
#ด้านสังคม &amp;amp;nbsp;การพิจารณาถึงจำนวนประชากร ลักษณะประชากร สภาพพื้นที่และชุมชน จะสะท้อนถึงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่จำแนกแจกแจงตามสภาพของสังคม ประกอบด้วย 1) สังคมเมือง มีความสลับซับซ้อนค่อนข้างมาก มีประชากรหนาแน่น มีอาชีพที่หลากหลาย และมีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดี 2) สังคมชนบท ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 3) สังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบทเป็นสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมเมือง จนมีสภาพบางส่วนเป็นเมืองและยังมีบางส่วนที่เป็นสังคมชนบท และ 4) สังคมที่มีลักษณะพิเศษในด้านความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังนั้นการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นจึงต้องให้ความสำคัญกับลักษณะของพื้นที่ &lt;br /&gt;
#ด้านเศรษฐกิจ ท้องถิ่นที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมมีรายได้มากในการพัฒนาและการให้บริการสาธารณะในท้องถิ่น ซึ่งพิจารณาจากรายได้หรือภาษีที่จัดเก็บในพื้นที่ และเป็นปัจจัยสำคัญในการแสดงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ ดังนั้นความเจริญทางเศรษฐกิจในพื้นที่จึงต้องสอดคล้องกับรูปแบบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อมีการยกฐานะ &lt;br /&gt;
#ด้านกายภาพ &amp;amp;nbsp;การกำหนดขนาดของพื้นที่ที่องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ มีหลายประเด็นต้องพิจารณา เช่น การเสนอให้แบ่งเขตโดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ความสะดวกในการบริหารที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่โตเกินไป การคำนึงถึงเขตในความรับผิดชอบที่ไม่ใหญ่มากเกินไป จนอาจทำให้ประชาชนขาดความผูกพันกับท้องถิ่น และองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและเหมาะสม &lt;br /&gt;
#ด้านการเมือง เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากในการจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น กล่าวคือ ในแง่ของการกระจายอำนาจ หากรัฐกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นน้อย และยังควบคุมท้องถิ่นอยู่มาก ก็จะเป็นการปกครองท้องถิ่นโดยรัฐ (Local-State Government) มากกว่าการปกครองตนเองโดยประชาชน (Local-Self Government) การสร้างความเข้าใจทางการเมืองแก่ประชาชน และการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐต้องดำเนินการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง/เปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล โดยมาตรา 42 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546) บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยเทศบาลอาจจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลได้ โดยทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย” และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 12 พ.ศ. 2546) &amp;amp;nbsp;บัญญัติว่า “เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมืองหรือเทศบาลนคร ตามพระราชบัญญัตินี้” ตามพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ ดังกล่าว มีบทบัญญัติบางมาตราที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยจึงพิจารณาเห็นว่าการจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายและเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น จึงมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) กรณีจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล โดยที่มาตรา 42 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 การพิจารณาจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล จึงมีองค์ประกอบเพียงสภาพของท้องถิ่นอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลเท่านั้น ในทางปฏิบัติจึงควรพิจารณาจากสภาพของความเป็นชุมชน จำนวนรายได้ว่าเหมาะสมและเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะกับประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบลหรือไม่เพียงใด โดยจะต้องแสดงเหตุผลและความเห็นขององค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอและจังหวัด ประกอบการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) กรณีเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลตำบลเป็นเทศบาลเมือง และเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลเมืองเป็นเทศบาลนคร ให้จังหวัดพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 โดยที่ต้องแสดงเหตุผลและความเห็นของเทศบาล อำเภอและจังหวัด ประกอบการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยให้ชัดเจนเช่นเดียวกับกรณีตามข้อ 1)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กระบวนการหนึ่งที่มีความจำเป็นในการขอเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การสำรวจความเห็นหรือรายงานการประชุมของประชาชน ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดประชุมประชาคม เพื่อระดมความคิดเห็นของประชาชนว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนแปลงฐานะหรือมีแนวทางหรือเหตุผลอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง หรือมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจะทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 282 ได้บัญญัติว่า “...รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น” ซึ่งเป็นการสะท้อนความสำคัญของเจตนารมณ์ของประชาชนในการปกครองตนเอง ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดังนั้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ การรับฟังความความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นยังสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองภาคพลเมือง กล่าวคือ การเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลากหลายมิติของการมีส่วนร่วม ไม่ได้จำกัดเพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการเมืองท้องถิ่น หากปราศจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนแล้วการเมืองท้องถิ่นก็อาจเป็นเพียงการเมืองของนักการเมือง การทำประชาคมในท้องถิ่นจึงเป็นการรวมตัวของประชาชนในท้องถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือการเสนอข้อคิดเห็นเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองหนึ่งที่จะให้โอกาสประชาชน ทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมมีความรู้สึกร่วมกัน[[#_ftn6|[6]]] ดังนั้นการได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็คือการแสวงหาการมีส่วนร่วมจากประชาชนซึ่งถือเป็นกระบวนการ เป้าหมาย และเป็นหัวใจที่สำคัญในการปกครองท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พัฒนาการการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เทศบาลเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้ในอยู่ในปัจจุบัน โดยเทศบาลในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างท้องถิ่นไทยขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยทางกฎหมายที่แยกตัวออกจากหน่วยธรรมชาติและเป็นหน่วยที่แยกออกจากสุขาภิบาลที่ดำรงอยู่แต่เดิม ทั้งนี้การกำหนดรูปแบบเทศบาลเพื่อให้เป็นการปกครองท้องถิ่นที่ประชาชนได้ดำเนินการตามเจตจำนงของประชาชนหรือเป็นการปกครองท้องถิ่นโดยประชาชนอย่างสมบูรณ์ [[#_ftn7|[7]]] ในการเกิดเทศบาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความต้องการที่จะยกฐานะสุขาภิบาลที่มีอยู่แต่เดิมขึ้นเป็นเทศบาลเพื่อเป็นการนำร่องในการใช้รูปแบบเทศบาลเป็นครั้งแรก โดยรัฐบาลคณะราษฎรมีความตั้งใจที่จะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เกิดการปกครองตนเอง ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 เป็นความพยายามปฏิรูปท้องถิ่นให้สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับชาติ จึงเริ่มต้นจากยกฐานะสุขาภิบาลจำนวน 35 แห่งที่มีอยู่เดิมตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ขึ้นเป็นเทศบาล โดยจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรมุ่งหมายที่จะพัฒนาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเดียวคือเทศบาล[[#_ftn8|[8]]] โดยกำหนดให้มีเทศบาล 3 ระดับ ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล โดยเทศบาลแต่ละระดับมีการจัดโครงสร้างโดยแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารคล้ายกับโครงสร้างของรัฐบาลส่วนกลาง สภาเทศบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนคณะเทศมนตรีแต่งตั้งจากสมาชิกสภาเทศบาล เทศบาลมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ ทรัพย์สินและเจ้าหน้าที่ของตนเอง ตลอดจนมีอำนาจอิสระที่จะปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศบาลที่จัดตั้งขึ้นมุ่งให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นสำคัญ หรือกล่าวได้ว่าให้ความสำคัญในทางการเมืองมากกว่าการบริหาร อย่างไรก็ดี เทศบาลหลายแห่งประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลจึงค่อนข้างมีปัญหาและไม่สร้างความก้าวหน้าแก่ท้องถิ่นเท่าที่ควร การจัดตั้งเทศบาลดำเนินไปอย่างยากลำบาก โดยเหตุผลหลักเป็นเพราะเทศบาลมีงบประมาณและอำนาจจำกัด รวมทั้งประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจในการปกครองตนเอง[[#_ftn9|[9]]] รัฐบาลจึงพยายามแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ โดยมีการแก้ไขกฎหมายเทศบาลอีก 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2481 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2486 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 จนกระทั่งปี พ.ศ.2496 สามารถจัดตั้งเทศบาลได้เพียง 117 แห่งเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการขยายการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเทศบาลให้มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ในปี พ.ศ.2495 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้หันกลับมารื้อฟื้นรูปแบบสุขาภิบาลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยมีความเห็นว่ารูปแบบสุขาภิบาลนั้นจัดตั้งได้ง่ายและประหยัดกว่าเทศบาล เนื่องจากไม่ได้จัดโครงสร้างเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่จัดโครงสร้างแบบคณะกรรมการ ในปี พ.ศ.2498 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป เมื่อกลับมาแล้วเห็นว่ารูปแบบการปกครองท้องถิ่นของไทยที่มีเพียงเทศบาลและสุขาภิบาลนั้นเหมาะสมสำหรับพื้นที่เขตเมืองและกึ่งเมืองเท่านั้น แต่สำหรับพื้นที่ในเขตชนบทไม่สามารถจัดรูปแบบทั้งสองนี้ได้ เนื่องจากมีรายได้น้อยไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อดำเนินงานในพื้นที่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตน อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ไม่ได้แตกต่างจากสุขาภิบาลในแง่ของการมีข้าราชการส่วนภูมิภาคเข้าไปควบคุมดำเนินงาน &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ผลจากการไปเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังส่งผลต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานในระดับตำบล โดยต้องการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของท้องถิ่น ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ.2499 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณเป็นของตนเอง สามารถดำเนินกิจการของตำบลได้โดยอิสระ หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ป้องกันและระวังโรคติดต่อ ส่งเสริมการศึกษาและการทำมาหากินของราษฎร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2509 ได้มีการยกเลิกองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วจัดตั้งคณะกรรมการสภาตำบลขึ้นแทน ซึ่งสถานะของคณะกรรมการสภาตำบลนี้ แตกต่างจากองค์การบริหารส่วนตำบล เนื่องจากไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และประกอบด้วยองค์กรเดียว ไม่มีการแยกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปกครองท้องถิ่นในระดับตำบลยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง จนมาถึง ปี พ.ศ.2537 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 โดยมีสาระสำคัญคือ มีการแบ่งตำบลออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือสภาตำบลที่มีอยู่ในทุกตำบล ส่วนประเภทที่สองคือ สภาตำบลที่มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ผ่านมาติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 1.5 แสนบาท ให้ตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล โดยประเภทที่สองนี้มีโครงสร้างแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติเรียกว่าสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนฝ่ายบริหารเรียกว่าคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ในปี พ.ศ.2542 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 โดยให้สมาชิกสภาทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และคณะกรรมการบริหารมาจากความเห็นชอบของสภา ต่อมาพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2546 ได้เปลี่ยนแปลงที่มาของคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล จากเดิมมาจากมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปลี่ยนเป็นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ต่อมาในปีพ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยุบองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีจำนวนประชากรไม่ถึง 2,000 คน และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมเข้ากับองค์การบริหารส่วนตำบลอื่นที่มีอาณาเขตติดต่อกันภายในอำเภอเดียวกัน และมีการยกฐานะของสภาตำบลหลายแห่งให้เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดท้องถิ่นที่มีความเป็นเมือง (Urbanization) มากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อการจัดตั้งและการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และสามารถในการจัดบริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่น &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;รายงานประจำปี&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2551. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;คู่มือการปฏิบัติงาน การจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวมและยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรับรวมและแยกพื้นที่บางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: สำนักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้าง. มปป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์ พวงงาม. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทยหลักการและมิติใหม่ในอนาคต.&#039;&#039;&#039;พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน. 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชยาวุธ จันทร, เยาวลักษณ์ กุลพานิชและชุลีพร เดชขา. &#039;&#039;&#039;วิวัฒนาการการปกครองท้องถิ่นไทย. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: หจก.นำ กังการพิมพ์. 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; การกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น. ใน&#039;&#039;&#039;สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ. นนทบุรี:สถาบันพระปกเกล้า. 2547. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย ใน &#039;&#039;&#039;วารสารธรรมศาสตร์ &#039;&#039;&#039;ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542. 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูฆอรี&amp;amp;nbsp; ยีหมะ. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปธาน สุวรรณมงคล.&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเมืองท้องถิ่น: การเมืองของใคร โดยใคร เพื่อใคร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร: จตุพรดีไซด์. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. &#039;&#039;&#039;รายงานการวิจัย เกณฑ์การพิจารณาจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิทยาลัยการเมือง. 2537. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วุฒิสาร ตันไชย. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เน็ท. 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; การกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น. ใน&#039;&#039;&#039;สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ. นนทบุรี:สถาบันพระปกเกล้า. 2547. หน้า 15-16.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] วุฒิสาร ตันไชย. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เน็ท. 2552.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;รายงานประจำปี&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2551. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. 2551.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. &#039;&#039;&#039;รายงานการวิจัย เกณฑ์การพิจารณาจัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิทยาลัยการเมือง. 2537. หน้า 6-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;คู่มือการปฏิบัติงาน การจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวมและยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรับรวมและแยกพื้นที่บางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. &#039;&#039;&#039;กรุงเทพมหานคร: สำนักพัฒนาระบบรูปแบบและโครงสร้าง. มปป.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ปธาน สุวรรณมงคล.&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเมืองท้องถิ่น: การเมืองของใคร โดยใครเพื่อใคร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร: จตุพรดีไซด์. 2554. หน้า 187&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.&amp;amp;nbsp; ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นไทย ใน &#039;&#039;&#039;วารสาร ธรรมศาสตร์ &#039;&#039;&#039;ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542. 2542.หน้า 38,40&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] โกวิทย์ พวงงาม. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทยหลักการและมิติใหม่ในอนาคต.&#039;&#039;&#039;พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน. 2552.หน้า137&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] บูฆอรี&amp;amp;nbsp; ยีหมะ. &#039;&#039;&#039;การปกครองท้องถิ่นไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B&amp;diff=12853</id>
		<title>ลำดับเหตุการณ์ในพระราชประวัติโดยสังเขป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B&amp;diff=12853"/>
		<updated>2017-07-19T04:32:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: &#039;&#039;&#039;รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: &#039;&#039;&#039;รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เหตุการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ปี พ.ศ. เมษายน = ต้นปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;(นับ ๑ เมษายนเป็นต้นปี พ.ศ.)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสมภพ เป็น[[สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ|สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ]] ใน[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]กับ[[สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ|สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
วันพุธที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๓๖ ปีมะเส็ง (ร.ศ. ๑๑๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เข้าพระราชพิธีโสกันต์ เฉลิมพระนามเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๔ มีนาคม ๒๔๔๙ (พระชันษา ๑๒ ปี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชาเสด็จออกไปทรงศึกษาต่อ ณ ทวีปยุโรป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๘ กรกฎาคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประทับทรงศึกษาอยู่ ๔ เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๗ สิงหาคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จถึงประเทศอังกฤษ ประทับศึกษาอยู่กับครอบครัวชาวอังกฤษของนาย เบล (Mr. C.W. Bell) ใกล้เมืองเลดเบอรี่ (Ledbury) มีนายโคลแมน (Mr. Coleman) เป็นพระอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๗ มกราคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยฯ ธรรมราชาทรงศึกษาที่[[วิทยาลัยอีตัน|วิทยาลัยอีตัน]] (Eton College) โรงเรียนมัธยมชั้นเอกอุของประเทศอังกฤษ ประทับที่สำนักของนายแฮร์ (Mr. J. H.M. Hare) จนทรงสำเร็จการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จกลับมาทรงร่วมในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
มีนาคม ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จกลับไปประเทศอังกฤษ ทางประเทศญี่ปุ่นและรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
กันยายน ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยทหารเมืองวูลลิช (Royal Military Academy, Woolwich) จนทรงสำเร็ขการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พ.ศ. ๒๔๕๔ ถึง ธันวาคม ๒๔๕๖ (พระชันษา ๒๐ปี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จเข้าประจำการ เป็นนายร้อยตรีกิติมศักดิ์ในกองทหารปืนใหญ่ม้าของอังกฤษที่เมืองออลเดอร์ชอต (Aldershot)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
กุมภาพันธ์ ๒๔๕๖ ถึง กันยายน ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สงครามโลกครั้งที่ ๑ อุบัติขึ้น ต้องพระราชประสงค์ที่จะเสด็จไปร่วมรบเยี่ยงทหารอังกฤษ แต่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ (King George V) ไม่อาจสนองพระประสงค์ได้ เพราะทรงเป็นพลเมืองของประเทศที่เป็นกลางในสงครามอยู่ในขณะนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พ.ศ. ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จไปทูลลาสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ ที่พระราชวังบัคคิงแฮม เพื่อเสด็จกลับสยาม รวมประทับที่อังกฤษ ๘ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ นิวัติถึงพระนครจากอังกฤษ ทรงเข้ารับราชการทหารบก พระยศร้อยโท นายทหารคนสนิทของ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบก ต่อมาทรงเป็นผู้บังคับการกองร้อยทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ พระยศนายร้อยเอก แล้วทรงเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมบัญชาการ กองทัพน้อยที่ ๒ พระยศนายพันตรีและผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ในช่วงนี้ประทับที่วังท่าเตียนของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๐ เมษายน ๒๔๕๘ ถึง มิถุนายน ๒๔๖๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงพระฉายา “[[ปชาธิโป|ปชาธิโป]]” แล้วเสด็จประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างนั้นทรงพระนิพนธ์เรียงความแก้กระทู้ธรรมรวม ๖ เรื่อง ทรงได้รับรางวัล ๓ เรื่อง ทรงลาพระผนวชแล้วทรงรับราชการทหารต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ มิถุนายน ๒๔๖๐ ถึง ตุลาคม ๒๔๖๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา ทรงอภิเษกสมรส กับ[[หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี_สวัสดิวัตน์|หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี_สวัสดิวัตน์]] ณ [[พระที่นั่งวโรภาษพิมาน|พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ]][[พระราชวังบางปะอิน|พระราชวังบางปะอิน]]แล้วทั้งสองพระองค์ เสด็จไปประทับที่[[วังศุโขทัย|วังศุโขทัย]] สามเสน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ สิงหาคม ๒๔๖๑ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระชันษา ๒๕ ปี หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชันษา ๑๔ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสด็จไปประเทศฝรั่งเศสพร้อมด้วยหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา ไปทรงรับการรักษาพระองค์ที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสผ่านประเทศอียิปต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๓ เสด็จถึงยุโรป พฤษภาคม ๒๔๖๔ ประทับรักษาอาการพระประชวรพระโรคไข้ส่า (Dengue fever) และโรคบิด ประมาณ ๖ สัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงศึกษาวิชาการทหารเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส โดยได้เสด็จไปประจำกองพันน้อยที่ ๒๐ (20 Corps d’ Armie) ณ เมืองนังซี (Nancy) กรมทหารราบที่ ๒๖ กองพันทหารปืนใหญ่ กองพันทหารม้า และทอดพระเนตรกองทหารอื่นๆ จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๔๖๕ จึงเสด็จทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก (Ecole de Guerre) ที่กรุงปารีส โดยประทับอยู่ที่ตำบลแซงต์ คลูด์ (St. Cloud) นอกกรุงปารีสรวมทั้งเสด็จทรงซ้อมรบ ที่แคว้นนอร์มังดี (Normandy) ด้วย ทรงสำเร็จการศึกษาเป็นทหารชั้นนายพัน ในการนี้พระชายาได้ตามเสด็จไปโดยตลอด ซึ่งบางครั้งที่ประทับอยู่ในถิ่นทุรกันดาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓ พฤศจิกายน ๒๔๖๕ ถึง ๑๖ กันยายน ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ กลับสยามประเทศผ่านสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก และญี่ปุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๖๗ (สหรัฐอเมริกา) ๒๒ พฤศจิกายน-๖ ธันวาคม ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์เสด็จถึงพระนคร ประทับที่วังศุโขทัยตามเดิม สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก พระยศนายพันเอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ธันวาคม ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงรับตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารที่ ๒ และผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท จึงต้องทรงศึกษาราชการแผ่นดิน และทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อ[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ประทับอยู่นอกพระนคร ทรงสั่งหนังสือราชการแทนพระองค์และประทับเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีสภาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ต้น ๒๔๖๘ ถึง พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงได้รับสถาปนาเลื่อนกรมเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ [[กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา|กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ (พระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง[[อภิรัฐมนตรีสภา|อภิรัฐมนตรีสภา]]เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาพระชายาเป็น [[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี_พระบรมราชินี|สมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี_พระบรมราชินี]] เสด็จไปประทับที่[[พระที่นั่งอัมพรสถาน|พระที่นั่งอัมพรสถาน]] [[พระราชวังดุสิต|พระราชวังดุสิต]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา. สมเด็จฯ พระชนมายุ ๒๑ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ มกราคม – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
[[พระยากัลยาณไมตรี|พระยากัลยาณไมตรี]]&amp;amp;nbsp;(Dr. Francis B. Sayre) ทูลเกล้าฯ ถวายตอบพระราชบันทึกเรื่อง “Problems of Siam” (ทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ กรกฎาคม ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงพระราชดำริเรื่อง[[เทศบาล|เทศบาล]] (Municipality) เพื่อส่งเสริมการ[[ปกครองตนเอง|ปกครองตนเอง]]ในระดับท้องถิ่น และได้โปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาเรื่องนี้ต่อเนื่องมาจนสำเร็จเป็นร่าง[[พระราชบัญญัติเทศบาล|พระราชบัญญัติเทศบาล]] ส่งให้กรมร่างกฎหมาย เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๓ แต่ได้ค้างอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งหลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง]] เมื่อ [[24_มิถุนายน_พ.ศ._2475|๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕]] จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๖ เมษายน – ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตรา[[พระราชบัญญัติองคมนตรี|พระราชบัญญัติองคมนตรี]] พุทธศักราช ๒๔๗๐ จัดตั้ง[[สภากรรมการองคมนตรีฝึกหัดการนิติบัญญัติ|สภากรรมการองคมนตรีฝึกหัดการนิติบัญญัติ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กันยายน ๒๔๗๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนมณฑลปัตตานี ครั้งที่ ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๔ เมษายน – ๑ พฤษภาคม ๒๔๗๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ มกราคม – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตรา[[พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน_พุทธศักราช_๒๔๗๑|พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน_พุทธศักราช_๒๔๗๑]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ (บังคับใช้ ๑ เมษายน ๒๔๗๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีราชคฤหมงคลขึ้น[[พระตำหนักเปี่ยมสุข_สวนไกลกังวล_หัวหิน|พระตำหนักเปี่ยมสุข_สวนไกลกังวล_หัวหิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐-๑๒ เมษายน ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนมณฑลปัตตานี ครั้งที่ ๒ (ทอดพระเนตรสุริยคราส)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๕-๑๓ พฤษภาคม ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ ชวา บาหลี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๑ กรกฎาคม – ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนอินโดจีนของฝรั่งเศส (เวียดนามและกัมพูชา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ เมษายน – ๘ พฤษภาคม ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ในคราวเสด็จฯ ไปเยือนสหรัฐอเมริกา เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ในระหว่างทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖-๙ เมษายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา และแคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๘ เมษายน-๑๒ กันยายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๐ เมษายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเข้ารับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายครั้งแรกที่ Ophir Hall, White Plains มลรัฐนิวยอร์ค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ พฤษภาคม ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
Raymond B. Stevens และพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ทูลเกล้าฯ ถวาย “ร่างรัฐธรรมนูญ” (ฉบับที่ ๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๙ มีนาคม ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ กลับผ่านญี่ปุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖-๒๘ กันยายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีเฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี เปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์ และสะพานพุทธยอดฟ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ เมษายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
คณะราษฎรยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ขณะประทับอยู่ที่สวนไกลกังวล หัวหิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒๕ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ กลับถึงพระนคร ทรงตราพระราชบัญญัติกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตราพระราชบัญญัติการปกครองแผ่นดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พิธีเปิดโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กรกฎาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
“กบฏบวรเดช” (ทหารหัวเมือง กับทหารกรุงเทพฯ สู้รบกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๑-๒๔ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จฯ เสด็จฯ จากสวนไกลกังวลด้วยเรือเล็ก “ศรวรุณ”กลางทะเลลึกไปทางใต้สู่สงขลาเป็นเวลา ๒ วันครึ่ง เพื่อทรงหลีกเลี่ยงการที่พระมหากษัตริย์ จะทรงตกเป็น “องค์ประกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๔ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑๗ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ จากสงขลาคืนสู่พระนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๙ ธันวาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ รัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งทางอ้อมและการแต่งตั้ง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป คือฝรั่งเศส อิตาลี นครรัฐวาติกัน อังกฤษ ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายขั้นที่สองที่ลอนดอนคลินิก แล้วเสด็จฯ เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยี่ยม เชโกสโลวาเกีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ จากปารีสไปยังอังกฤษอีกครั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๔๗๗ ทรงเปิดฉากเจรจากับรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ถึงเงื่อนไขหากรัฐบาลไม่ต้องการให้ทรงสละราชสมบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑๒ มกราคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงสละราชสมบัติขณะประทับ ณ พระตำหนักโนล (Knowle) ตำบลแครนลีย์ (Cranleigh) จังหวัดเซอเร่ย์ (Surrey) ประเทศอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ มีนาคม ๒๔๗๗ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๔๑ พรรษา; สมเด็จฯ พระชนมายุ ๓๐ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ต่อไปที่ พระตำหนัก Knowle, Cranleigh, Surrey&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๗๗ (ทรงเช่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนัก Glen Pammant, Virginia Water (ทรงเช่าห้องชุดที่ Eaton House ไว้ประทับแรมเป็นครั้งคราวในกรุงลอนดอน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๗๘-๒๔๘๐ (ทรงซื้อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(๒๔๘๐-๒๔๘๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนัก Vane Court, Biddenden, Kent&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๐-๒๔๘๒ (ทรงซื้อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่ตำหนัก Compton House, Wentworth Estate, Virginia Water, Surrey&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๒-๒๔๙๒ (ทรงเช่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ระหว่างนั้น: มีนาคม ๒๔๘๑ สงครามโลกครั้งที่สองตั้งเค้า และทวีความรุนแรงขึ้นคือมีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินในปี ๒๔๘๓ จึงทรงแปรที่ประทับไปยังตอนเหนือของเดวอน (Devon) ที่เมือง Bideford หรือ Appledore เข้าใจว่าพระตำหนักชื่อว่า Staddon และต่อมาที่ Lake Vyrwny Hotel, Northe Wales แล้วจึงเสด็จคืนสู่ Compton House&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๓-๒๔๘๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จสวรรคตด้วยอาการพระหทัยวาย ที่พระตำหนัก Compton House สมเด็จฯ ประทับอยู่ที่พระตำหนักที่ทรงเช่าระยะยาวนี้ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา; สมเด็จฯ พระชนมายุ ๓๗ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่ายที่ฌาปนสถาน Golders Green กรุงลอนดอน ในระหว่างสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓ มิถุนายน ๒๔๘๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ภายหลังจากที่สงครามสงบลงทั่วโลกแล้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีรัชกาลที่ ๗ ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิโดยเรือเดินสมุทรจากประเทศอังกฤษ เสด็จถึงพระนคร มีกระบวนพยุหยาตราใหญ่อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิ ที่ชั้นบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๒ (นับวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัดทอนและปรับปรุงแก้ไขจาก ลำดับเหตุการณ์ในพระชนมชีพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗. ใน&#039;&#039;ประชาธิปก-รำไพพรรณีรชสดุดี (เอกสารประกอบสื่อโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗)&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการประสานงานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๔๙. หน้า ๔๓-๕๗ ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้จัดทำขึ้นในโอกาสนั้นในฐาน&#039;&#039;ะ&#039;&#039;รองประธานกรรมการฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:พระปกเกล้าศึกษา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B&amp;diff=12852</id>
		<title>ลำดับเหตุการณ์ในพระราชประวัติโดยสังเขป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B&amp;diff=12852"/>
		<updated>2017-07-19T04:28:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: &#039;&#039;&#039;รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: &#039;&#039;&#039;รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เหตุการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ปี พ.ศ. เมษายน = ต้นปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;(นับ ๑ เมษายนเป็นต้นปี พ.ศ.)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสมภพ เป็น[[สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ|สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ]] ใน[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]กับ[[สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ|สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
วันพุธที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๓๖ ปีมะเส็ง (ร.ศ. ๑๑๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เข้าพระราชพิธีโสกันต์ เฉลิมพระนามเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๔ มีนาคม ๒๔๔๙ (พระชันษา ๑๒ ปี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชาเสด็จออกไปทรงศึกษาต่อ ณ ทวีปยุโรป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๘ กรกฎาคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประทับทรงศึกษาอยู่ ๔ เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๗ สิงหาคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จถึงประเทศอังกฤษ ประทับศึกษาอยู่กับครอบครัวชาวอังกฤษของนาย เบล (Mr. C.W. Bell) ใกล้เมืองเลดเบอรี่ (Ledbury) มีนายโคลแมน (Mr. Coleman) เป็นพระอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๗ มกราคม ๒๔๔๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยฯ ธรรมราชาทรงศึกษาที่[[วิทยาลัยอีตัน|วิทยาลัยอีตัน]] (Eton College) โรงเรียนมัธยมชั้นเอกอุของประเทศอังกฤษ ประทับที่สำนักของนายแฮร์ (Mr. J. H.M. Hare) จนทรงสำเร็จการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จกลับมาทรงร่วมในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
มีนาคม ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จกลับไปประเทศอังกฤษ ทางประเทศญี่ปุ่นและรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
กันยายน ๒๔๕๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยทหารเมืองวูลลิช (Royal Military Academy, Woolwich) จนทรงสำเร็ขการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พ.ศ. ๒๔๕๔ ถึง ธันวาคม ๒๔๕๖ (พระชันษา ๒๐ปี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จเข้าประจำการ เป็นนายร้อยตรีกิติมศักดิ์ในกองทหารปืนใหญ่ม้าของอังกฤษที่เมืองออลเดอร์ชอต (Aldershot)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
กุมภาพันธ์ ๒๔๕๖ ถึง กันยายน ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สงครามโลกครั้งที่ ๑ อุบัติขึ้น ต้องพระราชประสงค์ที่จะเสด็จไปร่วมรบเยี่ยงทหารอังกฤษ แต่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ (King George V) ไม่อาจสนองพระประสงค์ได้ เพราะทรงเป็นพลเมืองของประเทศที่เป็นกลางในสงครามอยู่ในขณะนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พ.ศ. ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จไปทูลลาสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ ที่พระราชวังบัคคิงแฮม เพื่อเสด็จกลับสยาม รวมประทับที่อังกฤษ ๘ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ นิวัติถึงพระนครจากอังกฤษ ทรงเข้ารับราชการทหารบก พระยศร้อยโท นายทหารคนสนิทของ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบก ต่อมาทรงเป็นผู้บังคับการกองร้อยทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ พระยศนายร้อยเอก แล้วทรงเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมบัญชาการ กองทัพน้อยที่ ๒ พระยศนายพันตรีและผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ในช่วงนี้ประทับที่วังท่าเตียนของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๐ เมษายน ๒๔๕๘ ถึง มิถุนายน ๒๔๖๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงพระฉายา “[[ปชาธิโป|ปชาธิโป]]” แล้วเสด็จประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างนั้นทรงพระนิพนธ์เรียงความแก้กระทู้ธรรมรวม ๖ เรื่อง ทรงได้รับรางวัล ๓ เรื่อง ทรงลาพระผนวชแล้วทรงรับราชการทหารต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ มิถุนายน ๒๔๖๐ ถึง ตุลาคม ๒๔๖๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา ทรงอภิเษกสมรส กับ[[หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี_สวัสดิวัตน์|หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี_สวัสดิวัตน์]] ณ [[พระที่นั่งวโรภาษพิมาน|พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ]][[พระราชวังบางปะอิน|พระราชวังบางปะอิน]]แล้วทั้งสองพระองค์ เสด็จไปประทับที่[[วังศุโขทัย|วังศุโขทัย]] สามเสน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ สิงหาคม ๒๔๖๑ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระชันษา ๒๕ ปี หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชันษา ๑๔ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสด็จไปประเทศฝรั่งเศสพร้อมด้วยหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา ไปทรงรับการรักษาพระองค์ที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสผ่านประเทศอียิปต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๓ เสด็จถึงยุโรป พฤษภาคม ๒๔๖๔ ประทับรักษาอาการพระประชวรพระโรคไข้ส่า (Dengue fever) และโรคบิด ประมาณ ๖ สัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงศึกษาวิชาการทหารเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส โดยได้เสด็จไปประจำกองพันน้อยที่ ๒๐ (20 Corps d’ Armie) ณ เมืองนังซี (Nancy) กรมทหารราบที่ ๒๖ กองพันทหารปืนใหญ่ กองพันทหารม้า และทอดพระเนตรกองทหารอื่นๆ จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๔๖๕ จึงเสด็จทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก (Ecole de Guerre) ที่กรุงปารีส โดยประทับอยู่ที่ตำบลแซงต์ คลูด์ (St. Cloud) นอกกรุงปารีสรวมทั้งเสด็จทรงซ้อมรบ ที่แคว้นนอร์มังดี (Normandy) ด้วย ทรงสำเร็จการศึกษาเป็นทหารชั้นนายพัน ในการนี้พระชายาได้ตามเสด็จไปโดยตลอด ซึ่งบางครั้งที่ประทับอยู่ในถิ่นทุรกันดาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓ พฤศจิกายน ๒๔๖๕ ถึง ๑๖ กันยายน ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ กลับสยามประเทศผ่านสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก และญี่ปุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๖๗ (สหรัฐอเมริกา) ๒๒ พฤศจิกายน-๖ ธันวาคม ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์เสด็จถึงพระนคร ประทับที่วังศุโขทัยตามเดิม สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก พระยศนายพันเอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ธันวาคม ๒๔๖๗&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงรับตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารที่ ๒ และผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท จึงต้องทรงศึกษาราชการแผ่นดิน และทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อ[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ประทับอยู่นอกพระนคร ทรงสั่งหนังสือราชการแทนพระองค์และประทับเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีสภาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ต้น ๒๔๖๘ ถึง พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงได้รับสถาปนาเลื่อนกรมเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ [[กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา|กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ (พระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง[[อภิรัฐมนตรีสภา]]เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๘&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาพระชายาเป็น [[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี_พระบรมราชินี]] เสด็จไปประทับที่[[พระที่นั่งอัมพรสถาน]] [[พระราชวังดุสิต]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา. สมเด็จฯ พระชนมายุ ๒๑ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ มกราคม – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
[[พระยากัลยาณไมตรี]]&amp;amp;nbsp;(Dr. Francis B. Sayre) ทูลเกล้าฯ ถวายตอบพระราชบันทึกเรื่อง “Problems of Siam” (ทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ กรกฎาคม ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงพระราชดำริเรื่อง[[เทศบาล]] (Municipality) เพื่อส่งเสริมการ[[ปกครองตนเอง]]ในระดับท้องถิ่น และได้โปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาเรื่องนี้ต่อเนื่องมาจนสำเร็จเป็นร่าง[[พระราชบัญญัติเทศบาล]] ส่งให้กรมร่างกฎหมาย เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๓ แต่ได้ค้างอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งหลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง]] เมื่อ [[24_มิถุนายน_พ.ศ._2475|๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕]] จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๖ เมษายน – ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตรา[[พระราชบัญญัติองคมนตรี]] พุทธศักราช ๒๔๗๐ จัดตั้ง[[สภากรรมการองคมนตรีฝึกหัดการนิติบัญญัติ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กันยายน ๒๔๗๐&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนมณฑลปัตตานี ครั้งที่ ๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๔ เมษายน – ๑ พฤษภาคม ๒๔๗๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ มกราคม – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตรา[[พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน_พุทธศักราช_๒๔๗๑]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ (บังคับใช้ ๑ เมษายน ๒๔๗๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีราชคฤหมงคลขึ้น[[พระตำหนักเปี่ยมสุข_สวนไกลกังวล_หัวหิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐-๑๒ เมษายน ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนมณฑลปัตตานี ครั้งที่ ๒ (ทอดพระเนตรสุริยคราส)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๕-๑๓ พฤษภาคม ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ ชวา บาหลี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๑ กรกฎาคม – ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๒&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนอินโดจีนของฝรั่งเศส (เวียดนามและกัมพูชา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ เมษายน – ๘ พฤษภาคม ๒๔๗๓&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ในคราวเสด็จฯ ไปเยือนสหรัฐอเมริกา เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ในระหว่างทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖-๙ เมษายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา และแคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๘ เมษายน-๑๒ กันยายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๐ เมษายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเข้ารับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายครั้งแรกที่ Ophir Hall, White Plains มลรัฐนิวยอร์ค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ พฤษภาคม ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
Raymond B. Stevens และพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ทูลเกล้าฯ ถวาย “ร่างรัฐธรรมนูญ” (ฉบับที่ ๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๙ มีนาคม ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ กลับผ่านญี่ปุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖-๒๘ กันยายน ๒๔๗๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีเฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี เปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์ และสะพานพุทธยอดฟ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๖ เมษายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
คณะราษฎรยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ขณะประทับอยู่ที่สวนไกลกังวล หัวหิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒๕ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ กลับถึงพระนคร ทรงตราพระราชบัญญัติกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ตราพระราชบัญญัติการปกครองแผ่นดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พิธีเปิดโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ กรกฎาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
“กบฏบวรเดช” (ทหารหัวเมือง กับทหารกรุงเทพฯ สู้รบกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๑-๒๔ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จฯ เสด็จฯ จากสวนไกลกังวลด้วยเรือเล็ก “ศรวรุณ”กลางทะเลลึกไปทางใต้สู่สงขลาเป็นเวลา ๒ วันครึ่ง เพื่อทรงหลีกเลี่ยงการที่พระมหากษัตริย์ จะทรงตกเป็น “องค์ประกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๔ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑๗ ตุลาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ จากสงขลาคืนสู่พระนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๙ ธันวาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จฯ รัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งทางอ้อมและการแต่งตั้ง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป คือฝรั่งเศส อิตาลี นครรัฐวาติกัน อังกฤษ ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายขั้นที่สองที่ลอนดอนคลินิก แล้วเสด็จฯ เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยี่ยม เชโกสโลวาเกีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ จากปารีสไปยังอังกฤษอีกครั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๔๗๗ ทรงเปิดฉากเจรจากับรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ถึงเงื่อนไขหากรัฐบาลไม่ต้องการให้ทรงสละราชสมบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑๒ มกราคม ๒๔๗๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงสละราชสมบัติขณะประทับ ณ พระตำหนักโนล (Knowle) ตำบลแครนลีย์ (Cranleigh) จังหวัดเซอเร่ย์ (Surrey) ประเทศอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒ มีนาคม ๒๔๗๗ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๔๑ พรรษา; สมเด็จฯ พระชนมายุ ๓๐ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ต่อไปที่ พระตำหนัก Knowle, Cranleigh, Surrey&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๗๗ (ทรงเช่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนัก Glen Pammant, Virginia Water (ทรงเช่าห้องชุดที่ Eaton House ไว้ประทับแรมเป็นครั้งคราวในกรุงลอนดอน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๗๘-๒๔๘๐ (ทรงซื้อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(๒๔๘๐-๒๔๘๒)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนัก Vane Court, Biddenden, Kent&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๐-๒๔๘๒ (ทรงซื้อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ทรงย้ายไปประทับที่ตำหนัก Compton House, Wentworth Estate, Virginia Water, Surrey&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๒-๒๔๙๒ (ทรงเช่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ระหว่างนั้น: มีนาคม ๒๔๘๑ สงครามโลกครั้งที่สองตั้งเค้า และทวีความรุนแรงขึ้นคือมีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินในปี ๒๔๘๓ จึงทรงแปรที่ประทับไปยังตอนเหนือของเดวอน (Devon) ที่เมือง Bideford หรือ Appledore เข้าใจว่าพระตำหนักชื่อว่า Staddon และต่อมาที่ Lake Vyrwny Hotel, Northe Wales แล้วจึงเสด็จคืนสู่ Compton House&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔๘๓-๒๔๘๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
เสด็จสวรรคตด้วยอาการพระหทัยวาย ที่พระตำหนัก Compton House สมเด็จฯ ประทับอยู่ที่พระตำหนักที่ทรงเช่าระยะยาวนี้ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ (ร.๗ พระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา; สมเด็จฯ พระชนมายุ ๓๗ พรรษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่ายที่ฌาปนสถาน Golders Green กรุงลอนดอน ในระหว่างสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๓ มิถุนายน ๒๔๘๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
ภายหลังจากที่สงครามสงบลงทั่วโลกแล้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีรัชกาลที่ ๗ ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิโดยเรือเดินสมุทรจากประเทศอังกฤษ เสด็จถึงพระนคร มีกระบวนพยุหยาตราใหญ่อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิ ที่ชั้นบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:308px;&amp;quot; | &lt;br /&gt;
๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๒ (นับวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัดทอนและปรับปรุงแก้ไขจาก ลำดับเหตุการณ์ในพระชนมชีพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗. ใน&#039;&#039;ประชาธิปก-รำไพพรรณีรชสดุดี (เอกสารประกอบสื่อโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗)&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการประสานงานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๔๙. หน้า ๔๓-๕๗ ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้จัดทำขึ้นในโอกาสนั้นในฐาน&#039;&#039;ะ&#039;&#039;รองประธานกรรมการฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:พระปกเกล้าศึกษา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12851</id>
		<title>สุรเกียรติ์ เสถียรไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12851"/>
		<updated>2017-07-12T03:52:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ดร.สุรเกียรติ์&amp;amp;nbsp; เสถียรไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;amp;nbsp;  &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;n...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ดร.สุรเกียรติ์&amp;amp;nbsp; เสถียรไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;“ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ &#039;&#039;&#039;&#039;8&amp;lt;br/&amp;gt; ได้มีการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการพัฒนา โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง&amp;lt;br/&amp;gt; จุดมุ่งหมายหลักของการพัฒนาเพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง&amp;lt;br/&amp;gt; สังคมมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจมีเสรีธรรม มีความยุติธรรม&amp;lt;br/&amp;gt; มีการพัฒนาที่สมดุลบนพื้นฐานของความเป็นไทย”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;0&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot; width=&amp;quot;100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| &amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เนื้อหา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว &lt;br /&gt;
#หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ &lt;br /&gt;
#ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง &lt;br /&gt;
#บทบาทพิเศษและบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ &lt;br /&gt;
#อ้างอิง &lt;br /&gt;
#บรรณานุกรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 50 ปีแล้ว โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไทยในแต่ละช่วงเวลา สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 นี้ มีการประกาศใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2544 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคนและเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น โดยผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้คือ “ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นักกฎหมาย และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่นั่นเอง เส้นทางชีวิตของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย โดยชีวิตที่เริ่มต้นจากนักวิชาการ ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาสู่แวดวงการเมือง และเข้าสู่การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ ดร.สุนทร เสถียรไทย กับคุณหญิงเกื้อกูล เสถียรไทย ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตปริญญาตรี (น.บ.เกียรตินิยม)&amp;amp;nbsp; รางวัลเหรียญทอง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2522&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (M.A.L.D) จาก The Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2524 &amp;amp;nbsp;ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านนิติศาสตร์ (LL.M.) จาก Harvard Law School, U.S.A. ในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านนิติศาสตร์ (S.J.D.) Harvard Law School, U.S.A.[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมรสกับ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์&amp;amp;nbsp; เสถียรไทย ประธานมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) มีบุตร 1 คน คือ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเครดิตสวิส ที่ประเทศสิงคโปร์[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มต้นหน้าที่การงานในฐานะ “นักวิชาการ” ด้วยการเป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ริเริ่มการศึกษากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จนได้เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภายหลัง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2538&amp;amp;nbsp; อีกด้วย[[#_ftn4|[4]]] นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยเป็น Visiting Professor, Watson Institute for International Studies มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา และยังเคยเป็น Visiting Scholar, คณะนิติศาสตร์ &amp;amp;nbsp;มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา, Senior Fellow, Belfer Center for Science and International Affairs, John F. Kennedy School of Government, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ในระหว่างเดือนมีนาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2550 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังเคยร่วมสอนวิชากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับ ศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ ในระดับปริญญาโท ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของผลงานทางวิชาการของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งประเภทตำราหนังสือ เช่น “Third World Attitudes Toward International Law An Introduction” โดยเขียนร่วมกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริก สไนเดอร์ &amp;amp;nbsp;และตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ Martinus Nijhoff Publishers นอกจากนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก เช่น World Bank Economic Review, Harvard Journal of International Law, Harvard Human Rights Journal (พ.ศ. 2549), Texas International Law Journal (พ.ศ. 2548), Far Eastern Economic Review (พ.ศ. 2548), บทบาทของกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2553), กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย : กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง Sustainable Development ใน ITD&amp;gt;do, Issue 3 (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ภาพรวมการเคลื่อนย้ายและการกำกับทุนโลก ในสรุปรายงานการลงทุนโลก 2010 โดย ITD (พ.ศ. 2553), บทความเรื่อง ธรรมาภิบาลโลกด้านเศรษฐกิจการเงิน ในวารสารกฎหมายฉบับพิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2554)[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยยังมีประสบการณ์ของการเป็น “นักการเมือง” หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือที่เรียกกันว่า “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ซึ่งมีบุคคลสำคัญ อาทิเช่น นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นต้น[[#_ftn7|[7]]] ภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) ดูแลงานด้านต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2538 เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยด้วย รวมถึงได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังดำรงตำแหน่งรักษาราชการการแทนรับมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังมีประสบการณ์ในภาคเอกชน นั่นคือ เป็นประธานกรรมการบริหาร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท)&amp;amp;nbsp; ประธานกรรมการบริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานตัวแทนผู้ทำแผน และประธานตัวแทนผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด กรรมการบริษัท ไทยออยล์ เพาเวอร์จำกัด ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท เป๊บซี่โคล่าไทยเทรดดิ้ง จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท สำนักกฎหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกในประเทศลาวและเมียนมาร์ภายในชื่อบริษัท สำนักกฎหมายสากล ลาวพรีเมียร์ จำกัด และบริษัท สำนักกฎหมายสากล เมียนมาร์พรีเมียร์ จำกัด[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระหว่างที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” อยู่นั้น ผลงานสำคัญที่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นผลงานของกลุ่มที่ปรึกษาที่มีดร.สุรเกียรติ์รวมอยู่ด้วย นั่นคือ การผลักดันให้เกิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า[[#_ftn9|[9]]] ซึ่งเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และในช่วงที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 โดยเป็นมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาคนและเศรษฐกิจชุมชนเป็นสำคัญ ในส่วนของนโยบายฝ่ายรัฐบาล ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้จัดทำแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่ชุมชนโดยรวม เกิดนโยบายต่าง ๆ อาทิเช่น กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การจัดตั้งธนาคารชุมชน เป็นต้น[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย โดยมีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยดร.สุรเกียรติ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) โดยมีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน[[#_ftn11|[11]]] นอกจากนี้ยังเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดงานองค์พระประมุขต่างประเทศร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน พ.ศ. 2549[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บทบาทพิเศษและบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จะเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศไทยแล้ว ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยผ่านการทำหน้าที่พิเศษในวาระต่าง ๆ&amp;amp;nbsp; ทั้งในนามรัฐบาลและในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระศพพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานไว้อาลัยเจ้าผู้ครองรัฐคูเวต และปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยมีบทบาทพิเศษเป็น “ศาสตราภิชาน” ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศนั้น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยเป็นผู้สมัครในนามประเทศไทยและอาเซียนในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีการรณรงค์ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 จนกระทั่งดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ถอนตัวไปในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 &amp;amp;nbsp;ปัจจุบัน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council (APRC)) และยังเป็นประธานสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งเอเชีย (Asian Society of International Law (AsianSIL))[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชาน กิติอาษา. &#039;&#039;&#039;สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ :&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.surakiart.com/?page_id=228&amp;gt;%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย &amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9]&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงจาก &amp;lt;www.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf&amp;gt; เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย บรรยายเรื่อง “นโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม” ณ หอประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]]ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] งานแต่ง&amp;quot;ดร.สันติธาร&amp;quot; ลูกชาย&amp;quot;ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&amp;quot; เหตุใด? ต้องจัดที่&amp;quot;วังเทวะเวสม์&amp;quot; เข้าถึงจาก[http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612348] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] รายนามคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจาก [http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9 http://www.law.chula.ac.th/home/page.aspx?id=9] เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] พิชาน กิติอาษา, สมุดปกน้ำเงิน การเงินการคลังเพื่อสังคมมิติใหม่ในการพัฒนาชาติ, (กรุงเทพฯ : ทีมงานที่ปรึกษาส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,2539), น.7-8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] พิชาน กิติอาษา, เพิ่งอ้าง, น.33-50.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศาสตราภิชานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าถึงจากwww.research.chula.ac.th/web/Prize_Researcher/professor/.../55aw18.pdf เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] ชีวประวัติดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าถึงจาก [http://www.surakiart.com/?page_id=228%20เมื่อ http://www.surakiart.com/?page_id=228 เมื่อ]วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_:_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C&amp;diff=12850</id>
		<title>นายวรการบัญชา : บุญเกิด สุตันตานนท์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_:_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C&amp;diff=12850"/>
		<updated>2017-07-12T03:06:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ชาตะ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:นายวรการบัญชา.JPG|RTENOTITLE]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา นามเดิมคือ บุญเกิด สุตันตานนท์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2446 แรม 15 ค่ำ เดือน 7 ตรงกับปีเถาะ ร.ศ. 122 จ.ศ. 1265 ณ บ้านริมน้ำแม่ปิง ตำบลเวียง อำเภอเวียง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนแรกของพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) และเจ้ากาบแก้ว (เจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, พันเอก นายวรการบัญชา ประวัติประธานรัฐสภา คนที่ 13. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; ปีที่ 29 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2524, หน้า 77.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยมีพี่น้องดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางเฉลิม บุษบรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางฉลอง สารสิทธิประกาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางฉลวย ณ ลำพูน&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” ,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki (4 ธันวาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การสมรส ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับคุณหญิงฉวี วรการบัญชา (ฉวี บุญภาศรี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับนางจันทร์ฟอง มีบุตรธิดาดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- ร้อยตำรวจตรี บัณฑิต วรการบัญชา (สุตันตานนท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นางกิ่งแก้ว ณ เชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นายธีระ สุตันตานนท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับกับนางคำเอ้ย สุตันตานนท์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นายเมธี สุตันตานนท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา มีบุตรบุญธรรมบุตรีคนหนึ่ง คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นางวันดี ณ เชียงใหม่ (สมรสกับเจ้าทิพย์สมาตย์ ณ เชียงใหม่)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 78.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การศึกษา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2459 ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ที่กรุงเทพมหานคร จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 โดยมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสอบไล่ได้ที่ 3 ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ขณะอายุ 15 ปี 6 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2462 (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) ครั้น[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เบิกตัวเข้าเฝ้าฯ และมีพระกระแสรับสั่งแต่งตั้งให้เป็น “นายรองสนิท” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2463 ตำแหน่งมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2463 โดยทรงมอบหมายให้อยู่ในความอุปการะอบรมเลี้ยงดูและเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ด้วยความพอพระราชหฤทัยในกิจการงานที่พันเอก นายวรการบัญชา ปฏิบัติมาด้วยดี จึงมีพระราชดำริให้ส่งตัวไปศึกษาวิชาแพทย์ที่ประเทศอังกฤษด้วยทุนส่วนพระองค์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2465 ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พันเอก นายวรการบัญชา จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม มาพักอาศัยกับพระยาอนิรุทธเทวา ณ “บ้านบรรทมสินธุ์” ช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงขออนุญาตกับพระยาอนิรุทธเทวาเพื่อไปสนองพระเดชพระคุณผู้บังเกิดเกล้าที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับมอบหมายจากพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) ผู้เป็นบิดาให้ดูแลไร่นาและเก็บผลประโยชน์ที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างนั้นได้ศึกษาค้นคว้ากฎหมายจนจบได้ปริญญานิติศาสตร์ (เนติบัณฑิต) เมื่อปี พ.ศ. 2476&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 78 – 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บริหารราชการแผ่นดิน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2479 – พ.ศ. 2480&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่คนแรก (ในระบบการบริหารส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง วันที่ 29 สิงหาคม 2479 – 16 มิถุนายน 2480&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2487 – พ.ศ. 2489&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล [[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล แปลก พิบูลสงคราม]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี|นายกรัฐมนตรี]])&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 7 สิงหาคม 2487 – 2 กุมภาพันธ์ 2489&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2490 – พ.ศ. 2491&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 14 พฤศจิกายน 2490 – 15 เมษายน 2491&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2490&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 17 เมษายน 2490 – 16 กรกฎาคม 2491&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงคมนาคม (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 16 กรกฎาคม 2491 – 12 มีนาคม 2492&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็น[[รัฐมนตรี|รัฐมนตรี]] (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 15 เมษายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2492 – พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 28 มิถุนายน 2492 – 29 พฤศจิกายน 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2493 – พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 1 มีนาคม 2493 – 29 พฤศจิกายน 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 29 พฤศจิกายน 2494 – 6 ธันวาคม 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2495&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 8 ธันวาคม 2494 – 24 มีนาคม 2495&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2495 – พ.ศ. 2497&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 28 มีนาคม 2495 – 4 กุมภาพันธ์ 2497&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2497 – พ.ศ. 2500&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรองรัฐมนตรี (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 กุมภาพันธ์ 2497 – 21 มีนาคม 2500&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2500&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 31 มีนาคม 2500 – 16 กันยายน 2500&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544) หน้า 323.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2511 – พ.ศ. 2514&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| [[ประธานวุฒิสภา|ประธานวุฒิสภา]] (สมัยรัฐบาล [[ถนอม_กิตติขจร|จอมพล ถนอม กิตติขจร]] เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 22 กรกฎาคม 2511 – 6 กรกฎาคม 2514&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 7 กรกฎาคม 2514 – 17 พฤศจิกายน 2514&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;ประวัติพร้อมภาพถ่าย ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543) หน้า 43.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/สมาชิกวุฒิสภา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2480 สมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร|สภาผู้แทนราษฎร]] จังหวัดเชียงราย เขต 2 (7 พฤศจิกายน 2480)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2481 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 (12 พฤศจิกายน 2481)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2491 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย (29 มกราคม 2491)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2495 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 จังหวัดเชียงราย (26 กุมภาพันธ์ 2495)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2500 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา (26 กุมภาพันธ์ 2500)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2500 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา (15 ธันวาคม 2500)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายผลิตเอกสารรัฐสภา กองการประชาสัมพันธ์, (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2537) หน้า 12 – 46.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2511 สมาชิก[[วุฒิสภา|วุฒิสภา]] (เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2511 – 21 กรกฎาคม 2511)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, เรื่องเดิม. หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ยศ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาดเล็กเวรศักดิ์ในกรมมหาดเล็ก (มหาดเล็กห้องพระบรรทม) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2463&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก ประจำกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2495&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 80.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรดาศักดิ์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายรองสนิท เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2463 (มหาดเล็กเวรศักดิ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายวรการบัญชา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2465 (หุ้มแพรวิเศษในกรมมหาดเล็ก)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ในประเทศ) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• วชิรมาลา เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2464&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้น 5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2465&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2492&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ปถมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2495&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาวชิรมงกุฎไทย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2495&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2496&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2496 (เหรียญบำเหน็จในพระองค์รัชกาลที่ 9)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ชั้น 2 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2496&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายหน้า) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2514&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 80 - 81.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ต่างประเทศ) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ออร์เดอร์ ออฟ ซีวิล เมอร์ค ชั้น 1 (สเปน) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2497&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พระบรมรูป ชั้นที่ 1 (ลาว) เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• สหไมตรี ชั้นที่ 1 (กัมพูชา) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เมริโต เตลลา เรปุมสิกา ชั้นที่ 1 (อิตาลี) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อรรถมหาสเรสิธุ (พม่า) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2499&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 81.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ชีวิตบั้นปลาย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ขณะอายุ 70 ปี 11 เดือน 27 วัน&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริยาภา เกสรทอง, พันเอก นายวรการบัญชา ประวัติประธานรัฐสภา คนที่ 13. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; ปีที่ 29 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2524,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา [http://th.wikipedia.org/wiki http://th.wikipedia.org/wiki] (4 ธันวาคม 2552) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายผลิตเอกสารรัฐสภา กองการประชาสัมพันธ์, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2537.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;ประวัติพร้อมภาพถ่าย ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:ประธานวุฒิสภา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C)&amp;diff=12849</id>
		<title>นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C)&amp;diff=12849"/>
		<updated>2017-07-12T03:04:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : &#039;&#039;&#039;ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“พี่วร ฯ” ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อที่บรรดาสมาชิก&amp;lt;br/&amp;gt; สโมสรสราญรมย์ทั้งหลายเรียกท่านด้วยความเคารพรัก&amp;lt;br/&amp;gt; และนับถือโดยบริสุทธิ์ใจ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;คำไว้อาลัย...นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&#039;&#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “พี่วร ฯ” เป็นชื่อที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และสมาชิกสโมสรสราญรมย์ในยุคเริ่มแรกมีความคุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นชื่อที่ใช้เรียกอดีตรัฐมนตรี ผู้ที่มีความผูกพันกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างยิ่ง นั่นคือ “นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” นักการเมืองผู้เคยผ่านมาในหลายตำแหน่ง นับตั้งแต่มหาดเล็กห้องที่พระบรรทมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ในตำแหน่ง “นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่” ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเมืองในระดับชาติ โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายหลายสมัย นอกจากนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ยังเป็นบุคคลที่ร่วมงานใกล้ชิดกับจอมพล ป. พิบูลสงครามมาโดยตลอด จนกระทั่งจอมพล ป. สิ้นสุดบทบาททางการเมืองลงไป ส่งให้บทบาทของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เงียบหายไปด้วย ทว่าชื่อของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) กลับมาอีกครั้ง ในฐานะ “ประธานรัฐสภา” อันเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นตำแหน่งสุดท้ายในทางการเมืองของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2446 ณ บ้านริมแม่น้ำปิง ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่) เป็นบุตรคนแรกของพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) และเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน (เชื้อสายเจ้าเมืองลำพูน)[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เริ่มเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2459 หลังจากนั้นได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ. 2462 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงมีรับสั่งให้เบิกตัวเข้าเฝ้า และแต่งตั้งให้เป็น “นายรองสนิท” มหาดเล็กห้องที่พระบรรทม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2463 ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน ทรงมอบหมายให้อยู่ในความดูแลหรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ)[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ปฏิบัติราชการเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ไปศึกษาต่อวิชาการแพทย์ ณ ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2465 กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ลาพระยาอนิรุทธเทวา เดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาช่วยกิจการของบิดาบังเกิดเกล้า โดยได้ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ที่จังหวัดเชียงราย &amp;amp;nbsp;และในโอกาสนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าวิชากฎหมาย จนสามารถสอบได้ปริญญานิติศาสตร์ (เนติบัณฑิต) เมื่อปี พ.ศ. 2476[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) สมรสครั้งแรกกับคุณหญิงฉวี วรการบัญชา โดยทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาสมรสครั้งที่สองกับนางจันทร์ฟอง สุตันตานนท์ มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 3 คน คือ ร้อยตำรวจตรี บัณฑิต วรการบัญชา นางกิ่งแก้ว ณ เชียงใหม่ และ นายธีระ สุตันตานนท์&amp;amp;nbsp; ต่อมาได้สมรสครั้งที่สามกับนางคำเอ้ย สุตันตานนท์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายเมธี สุตันตานนท์[[#_ftn6|[6]]] นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมอายุได้ 71 ปี[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เริ่มรับราชการครั้งแรก ด้วยการถวายงานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตำแหน่งมหาดเล็กเวรศักดิ์ (มหาดเล็กห้องพระบรรทม) ในกรมมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายรองสนิท” ในปี พ.ศ. 2463 ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายวรการบัญชา” และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นมหาดเล็กหุ้มแพรวิเศษ ในกรมมหาดเล็ก[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2476 ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในจังหวัดเชียงใหม่ จนศึกษาวิชากฎหมายได้เนติบัณฑิต ต่อมาในปี พ.ศ. 2478&amp;amp;nbsp; ได้รับฐานะจากสุขาภิบาลเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็น “เทศบาลนครเชียงใหม่” มีพื้นที่รับผิดชอบ 17.50 ตารางกิโลเมตร มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ทุกประการนับเป็น “เทศบาลนครแห่งแรกในประเทศไทย”[[#_ftn9|[9]]] ในการนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นคนแรก โดยอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2480[[#_ftn10|[10]]] และเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนแรกของประเทศไทยด้วย[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สำหรับตำแหน่งทางการเมืองนั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้เริ่มต้นจากการเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2487-2489 และ พ.ศ. 2490-2491 ต่อมาได้รวมในคณะรัฐมนตรีของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2491 จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 จากนั้นได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 จนกระทั่งถึงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2492 ต่อมาได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ถึงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2493 และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทั่งถึงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2495[[#_ftn12|[12]]] และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 จากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จากนั้นนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2500 จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500[[#_ftn13|[13]]] ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้อำนาจทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หมดลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการดำรงตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัตินั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย โดยสมัครรับเลือกตั้งในเขตจังหวัดเชียงราย เริ่มจากในการเลือกตั้ง วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 ต่อมาในการเลือกตั้ง วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 สมัยที่สอง ในการเลือกตั้งวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 จังหวัดเชียงราย ในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และในการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา[[#_ftn14|[14]]] นอกจากนี้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ระหว่างปี พ.ศ. 2511-2514 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฏาคม พ.ศ. 2511 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 และเป็น “ประธานรัฐสภา” โดยตำแหน่งด้วย[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เป็นบุคคลที่ผ่านการรับราชการมาตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยการถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนได้มีโอกาสทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นคือ เทศบาลนครเชียงใหม่ และได้เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดเชียงราย ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพล ป. หมดบทบาททางการเมืองลงไปนั้น ย่อมส่งผลให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) หมดบทบาททางการเมืองลงไปเป็นเวลายาวนาน ทว่าชื่อของนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) กลับมาอีกครั้งโดยการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าจะไม่มีบทบาททางการเมืองมากนักก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสมัยที่นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ดำรงตำแหน่งนากยกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่อยู่นั้น ได้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 40 ปี สามารถขยายเขตเทศบางออกไปได้ถึง 40.216 ตารางกิโลเมตร และแบ่งออกเป็น 4 แขวง ประกอบด้วย แขวงศรีวิชัย แขวงนครพิงค์ แขวงกาวิละ และแขวงเม็งราย[[#_ftn16|[16]]] ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากเทศบาลอื่น ๆ ของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการเป็นรัฐมนตรีนั้น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สโมสรสราญรมย์” อันเป็นสโมสรของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรสราญรมย์เรื่อยมา แม้ว่าจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปแล้วก็ตาม อีกทั้งยังมีการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้กับสโมสรอยู่เป็นระยะ อาทิเช่น โต๊ะบิลเลียด “ตู้เพลง วรการบัญชา” ฯลฯ[[#_ftn17|[17]]] นอกจากนี้ยังได้มีการริเริ่มก่อตั้งหนังสือสราญรมย์ออกมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) มีความผูกพันกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างมาก และมักจะเชิญชวนข้าราชการรวมถึงเจ้าหน้าที่สโมสรสราญรมย์ไปทานอาหารที่บ้านพักริมคลองประปาอยู่เสมอ ส่งผลให้ทุกคนเรียกท่านว่า “พี่วร ฯ”[[#_ftn18|[18]]] ขณะที่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการนั้น ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเป็นผู้หนึ่งที่มีความใกล้ชิดจอมพล ป. อย่างยิ่ง จนสามารถเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติด้วย[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในด้านอื่น ๆ นั้น ชื่อของ “นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” เป็นที่ไว้วางใจของผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย เห็นได้จากการได้รับพระราชทานยศ “พันเอก” ประจำกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ในปี พ.ศ. 2495[[#_ftn20|[20]]] เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจอย่างมากในขณะนั้น&amp;amp;nbsp; และในช่วงสุดท้ายของชีวิตทางการเมือง นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ประธานวุฒิสภา” และเป็น “ประธานรัฐสภา” เนื่องจากเป็นนักการเมืองอาวุโส และเป็นที่เคารพยกย่องของบรรดานักการเมือง นายทหาร และประชาชนทั้งหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, &#039;&#039;&#039;มรรยาทในการเข้าสังคม อนุสรณ์ในงานพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;เพลิงศพ ฯพณฯ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;, ม.ป.ช., ม.ว.ม.&#039;&#039;&#039;,&amp;amp;nbsp;(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2517).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกายศรี ศรีรุ่งเรือง, &#039;&#039;&#039;นักการเมืองท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า,&amp;amp;nbsp;2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายพระนาม นาม เหล่าพระประยูรญาติ และเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Names of Past Foreign Minister, เข้าถึงจาก&amp;amp;nbsp; &amp;lt;http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.mof.go.th/home/warakorn.html&amp;gt; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบประธานรัฐสภา, เข้าถึงจาก http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename=&amp;gt;&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, มรรยาทในการเข้าสังคม อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม., (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2517), น. (9).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] รายพระนาม นาม เหล่าพระประยูรญาติ และเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ, เข้าถึงจาก http://www.globalgroup.in.th/encyclopedia_lanna.html&amp;amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (2).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง, น. (1).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] เพิ่งอ้าง, น. (5).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (4).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เพิ่งอ้าง, น. (3).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] Names of Past Foreign Minister, เข้าถึงจาก&amp;amp;nbsp; http://www.mfa.go.th/main/en/organize/19299-Names-of-Past-Foreign-Ministers.html เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เข้าถึงจาก http://www.mof.go.th/home/warakorn.html เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] ประกายศรี ศรีรุ่งเรือง, นักการเมืองท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย, (กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2550), น. 253-254.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ทำเนียบประธานรัฐสภา, เข้าถึงจาก http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_w3c/ewt_news.php?nid=2369&amp;amp;filename= เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] ข้อมูลเทศบาลนครเชียงใหม่, เข้าถึงจาก http://www.cmcity.go.th/cmcity/index.php/th/s-menu-detail-th เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] คณะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ, อ้างแล้ว, น. (10).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] เพิ่งอ้าง, น. (11).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] เพิ่งอ้าง, น. (5).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_:_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C&amp;diff=12848</id>
		<title>นายวรการบัญชา : บุญเกิด สุตันตานนท์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2_:_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C&amp;diff=12848"/>
		<updated>2017-07-12T02:57:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิปร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ชาตะ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:นายวรการบัญชา.JPG|RTENOTITLE]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา นามเดิมคือ บุญเกิด สุตันตานนท์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2446 แรม 15 ค่ำ เดือน 7 ตรงกับปีเถาะ ร.ศ. 122 จ.ศ. 1265 ณ บ้านริมน้ำแม่ปิง ตำบลเวียง อำเภอเวียง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนแรกของพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) และเจ้ากาบแก้ว (เจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, พันเอก นายวรการบัญชา ประวัติประธานรัฐสภา คนที่ 13. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; ปีที่ 29 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2524, หน้า 77.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยมีพี่น้องดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางเฉลิม บุษบรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางฉลอง สารสิทธิประกาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นางฉลวย ณ ลำพูน&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)” ,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki (4 ธันวาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การสมรส ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับคุณหญิงฉวี วรการบัญชา (ฉวี บุญภาศรี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับนางจันทร์ฟอง มีบุตรธิดาดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- ร้อยตำรวจตรี บัณฑิต วรการบัญชา (สุตันตานนท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นางกิ่งแก้ว ณ เชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นายธีระ สุตันตานนท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา สมรสกับกับนางคำเอ้ย สุตันตานนท์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นายเมธี สุตันตานนท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก นายวรการบัญชา มีบุตรบุญธรรมบุตรีคนหนึ่ง คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;- นางวันดี ณ เชียงใหม่ (สมรสกับเจ้าทิพย์สมาตย์ ณ เชียงใหม่)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 78.&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การศึกษา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2459 ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ที่กรุงเทพมหานคร จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 โดยมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสอบไล่ได้ที่ 3 ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ขณะอายุ 15 ปี 6 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2462 (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) ครั้น[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เบิกตัวเข้าเฝ้าฯ และมีพระกระแสรับสั่งแต่งตั้งให้เป็น “นายรองสนิท” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2463 ตำแหน่งมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2463 โดยทรงมอบหมายให้อยู่ในความอุปการะอบรมเลี้ยงดูและเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ด้วยความพอพระราชหฤทัยในกิจการงานที่พันเอก นายวรการบัญชา ปฏิบัติมาด้วยดี จึงมีพระราชดำริให้ส่งตัวไปศึกษาวิชาแพทย์ที่ประเทศอังกฤษด้วยทุนส่วนพระองค์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2465 ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พันเอก นายวรการบัญชา จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม มาพักอาศัยกับพระยาอนิรุทธเทวา ณ “บ้านบรรทมสินธุ์” ช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงขออนุญาตกับพระยาอนิรุทธเทวาเพื่อไปสนองพระเดชพระคุณผู้บังเกิดเกล้าที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับมอบหมายจากพระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์) ผู้เป็นบิดาให้ดูแลไร่นาและเก็บผลประโยชน์ที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างนั้นได้ศึกษาค้นคว้ากฎหมายจนจบได้ปริญญานิติศาสตร์ (เนติบัณฑิต) เมื่อปี พ.ศ. 2476&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 78 – 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บริหารราชการแผ่นดิน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2479 – พ.ศ. 2480&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่คนแรก (ในระบบการบริหารส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง วันที่ 29 สิงหาคม 2479 – 16 มิถุนายน 2480&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2487 – พ.ศ. 2489&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล [[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล แปลก พิบูลสงคราม]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี|นายกรัฐมนตรี]])&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 7 สิงหาคม 2487 – 2 กุมภาพันธ์ 2489&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2490 – พ.ศ. 2491&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 14 พฤศจิกายน 2490 – 15 เมษายน 2491&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2490&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 17 เมษายน 2490 – 16 กรกฎาคม 2491&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงคมนาคม (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 16 กรกฎาคม 2491 – 12 มีนาคม 2492&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดียวกัน. หน้า 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็น[[รัฐมนตรี|รัฐมนตรี]] (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 15 เมษายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2492 – พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 28 มิถุนายน 2492 – 29 พฤศจิกายน 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2493 – พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 1 มีนาคม 2493 – 29 พฤศจิกายน 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2494&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 29 พฤศจิกายน 2494 – 6 ธันวาคม 2494&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2495&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 8 ธันวาคม 2494 – 24 มีนาคม 2495&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2495 – พ.ศ. 2497&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 28 มีนาคม 2495 – 4 กุมภาพันธ์ 2497&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2497 – พ.ศ. 2500&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| เป็นรองรัฐมนตรี (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 กุมภาพันธ์ 2497 – 21 มีนาคม 2500&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2500&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 31 มีนาคม 2500 – 16 กันยายน 2500&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544) หน้า 323.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| พ.ศ. 2511 – พ.ศ. 2514&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| [[ประธานวุฒิสภา|ประธานวุฒิสภา]] (สมัยรัฐบาล [[ถนอม_กิตติขจร|จอมพล ถนอม กิตติขจร]] เป็นนายกรัฐมนตรี)&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 22 กรกฎาคม 2511 – 6 กรกฎาคม 2514&amp;lt;br/&amp;gt; ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 7 กรกฎาคม 2514 – 17 พฤศจิกายน 2514&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;ประวัติพร้อมภาพถ่าย ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543) หน้า 43.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/สมาชิกวุฒิสภา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2480 สมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร|สภาผู้แทนราษฎร]] จังหวัดเชียงราย เขต 2 (7 พฤศจิกายน 2480)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2481 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต 2 (12 พฤศจิกายน 2481)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2491 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย (29 มกราคม 2491)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2495 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 จังหวัดเชียงราย (26 กุมภาพันธ์ 2495)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2500 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา (26 กุมภาพันธ์ 2500)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2500 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา (15 ธันวาคม 2500)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายผลิตเอกสารรัฐสภา กองการประชาสัมพันธ์, (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2537) หน้า 12 – 46.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พ.ศ. 2511 สมาชิก[[วุฒิสภา|วุฒิสภา]] (เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2511 – 21 กรกฎาคม 2511)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, เรื่องเดิม. หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ยศ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาดเล็กเวรศักดิ์ในกรมมหาดเล็ก (มหาดเล็กห้องพระบรรทม) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2463&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พันเอก ประจำกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2495&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 80.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรดาศักดิ์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายรองสนิท เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2463 (มหาดเล็กเวรศักดิ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• นายวรการบัญชา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2465 (หุ้มแพรวิเศษในกรมมหาดเล็ก)&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ในประเทศ) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• วชิรมาลา เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2464&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้น 5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2465&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2492&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ปถมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2495&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาวชิรมงกุฎไทย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2495&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2496&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2496 (เหรียญบำเหน็จในพระองค์รัชกาลที่ 9)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ชั้น 2 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2496&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายหน้า) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2514&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 80 - 81.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ต่างประเทศ) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• ออร์เดอร์ ออฟ ซีวิล เมอร์ค ชั้น 1 (สเปน) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2497&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• พระบรมรูป ชั้นที่ 1 (ลาว) เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• สหไมตรี ชั้นที่ 1 (กัมพูชา) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• เมริโต เตลลา เรปุมสิกา ชั้นที่ 1 (อิตาลี) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2498&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
• อรรถมหาสเรสิธุ (พม่า) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2499&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 81.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ชีวิตบั้นปลาย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันเอก นายวรการบัญชา ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ขณะอายุ 70 ปี 11 เดือน 27 วัน&amp;lt;ref&amp;gt;ปริยาภา เกสรทอง, เรื่องเดิม. หน้า 79.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริยาภา เกสรทอง, พันเอก นายวรการบัญชา ประวัติประธานรัฐสภา คนที่ 13. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; ปีที่ 29 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2524,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์)”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา [http://th.wikipedia.org/wiki http://th.wikipedia.org/wiki] (4 ธันวาคม 2552) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายผลิตเอกสารรัฐสภา กองการประชาสัมพันธ์, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2537.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;ประวัติพร้อมภาพถ่าย ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานวุฒิสภา&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=12841</id>
		<title>อาทิตย์ กำลังเอก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;diff=12841"/>
		<updated>2017-07-11T09:45:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ผมโทรศัพท์ไปบ้านผู้บัญชาการทหารบก....&amp;lt;br/&amp;gt; ผมก็ถามท่านว่าเป็นไงบ้าง&amp;lt;br/&amp;gt; ท่านก็บอกว่าอาทิตย์กำลังยุ่ง ผมก็บอกว่าอย่างงั้น&amp;lt;br/&amp;gt; ท่านต้องออกจากบ้านท่านไปเฝ้าในหลวงเดี๋ยวนี้&amp;lt;br/&amp;gt; และก็ให้มาอยู่กับผมที่ค่ายกองทัพภาคที่ 2&amp;amp;nbsp;พร้อมรบ”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;&#039;[1]&#039;&#039;&#039;]]&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “กบฏเมษาฮาวาย” นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ อีกเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524 นำโดยนายทหารกลุ่ม จปร.7 หรือที่เรียกกันว่า “กลุ่มยังเติร์ก” โดยมี พลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา เป็นหัวหน้าผู้ก่อการในการยึดอำนาจรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีการต่อสู้และปะทะกันในหลายจุด แต่ผู้ก่อการดังกล่าวไม่สามารถยึดอำนาจรัฐบาลได้ หลังจากเหตุการณ์ยุติ ได้ปรากฏชื่อขุนพลที่ช่วยค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาล นั่นคือ “พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 หลังจากนั้น ชื่อของพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นที่รู้จักในฐานะขุนพลคู่ใจของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” แต่แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ตึงเครียดขึ้นจนนำไปสู่เหตุการณ์ “ปลดกลางอากาศ” พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก จากผู้บัญชาการทหารบก ในปี พ.ศ. 2529 ก่อนหน้าที่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก จะเกษียณอายุราชการไม่กี่เดือน หลังจากนั้นบทบาททางการเมืองของพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ยังคงโลดแล่นอยู่ในเวทีการเมือง โดยเป็นผู้ก่อตั้งพรรคปวงชนชาวไทย และเข้าร่วมกับรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก่อนจะถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เข้ายึดอำนาจในปี พ.ศ. 2534 หลังจากนั้นได้ร่วมก่อตั้งพรรคชาติพัฒนา โดยเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงมีบทบาทางการเมืองเรื่อยมา อาทิเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งของจังหวัดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2468 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของพัทโท พิณ กำลังเอก และนางสาคร กำลังเอก[[#_ftn2|[2]]]&amp;amp;nbsp; สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนพรหมวิทยามูล และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และโรงเรียนอำนวยศิลป์ จนสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2484 ต่อมาพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก สามารถสอบเข้าในโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก รุ่นที่ 5[[#_ftn3|[3]]] ในปี พ.ศ. 2487 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2491[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ประจำกองบังคับการ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 5 ก่อนจะย้ายมาประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 1และติดยศร้อยตรีในปี พ.ศ. 2492[[#_ftn5|[5]]] &amp;amp;nbsp;หลังจากเริ่มรับราชการแล้ว พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 4 และวิทยาลัยการทัพอากาศ ชุดที่ 5 &amp;amp;nbsp;รวมถึงวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 22[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก สมรสครั้งแรกกับท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 กระทั่งท่านผู้หญิงประภาศรีถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2526 โดยมีบุตรธิดารวมกันทั้งสิ้น 3 คน คือ พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก พันตำรวจเอก ทินภัทร กำลังเอก (เสียชีวิต) และ พลโทหญิง คุณหญิงเวณิกา ทวีชัยการ และสมรสใหม่อีกครั้งกับ นางพรสรร กำลังเอก (พรประภา) บุตรสาวของ ดร.ถาวร พรประภา และดร.อุษา พรประภา ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามกลการ[[#_ftn7|[7]]] พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอาการติดเชื้อทางปอด ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 06.20 น. สิริรวมอายุได้ 89 ปี[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เริ่มรับราชการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2491 ประจำกองบังคับการ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 5 ต่อมาย้ายไปประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 1 ในปี พ.ศ. 2492 รับพระราชทานยศร้อยตรี ในปี พ.ศ. 2493 เป็นผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 21 พ.ศ. 2494 ประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 21 และรับพระราชทานยศร้อยโท พ.ศ. 2495 เป็นนายทหารยานยนต์ หมวดบริการขนส่ง ร้อยบริการ กรมทหารราบที่ 21 พ.ศ. 2496 เป็นนายทหารยานยนต์ กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้บังคับกองร้อยที่ 4 กองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2497 รับพระราชทานยศร้อยเอก พ.ศ. 2500 เป็นนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กองพันทหารราบที่ 2 กรมผสมที่ 21 พ.ศ. 2501 เป็นนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และรับพระราชทานยศพันตรี พ.ศ. 2503 เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ. 2505 เป็นหัวหน้าแผนก ศูนย์การทหารราบ และรับพระราชทานยศพันโท พ.ศ. 2508 เป็นผู้บังคับกองพันบริการ มณฑลทหารบกที่ 1 พ.ศ. 2511 เป็นผู้บังคับที่พัก กองพลทหารอาสาสมัคร &amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2513 เป็นหัวหน้ากองธุรการและบริการ สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง และรับพระราชทานยศพันเอก พ.ศ. 2514 เป็นรองผู้บังคับการกรมผสมที่ 23 &amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2515 เป็นผู้บังคับการกรมผสมที่ 23 &amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2519 เป็นรองผู้บัญชาการกองพลที่ 3 พ.ศ. 2520 เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 3 และรับพระราชทานยศพลตรี พ.ศ. 2522 เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2523 เป็นรองแม่ทัพกองทัพภาคที่ 2[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังเหตุการณ์ “กบฏเมษาฮาวาย” ในปี พ.ศ. 2524 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรับพระราชทานยศพลโท และพลเอกตามลำดับ ปี พ.ศ. 2525 เป็นผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงได้รับพระราชทานยศพลเรือเอกและพลอากาศเอก[[#_ftn10|[10]]] ในปี พ.ศ. 2529 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก มีความขัดแย้งกับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อย่างมากจนกระทั่งนำไปสู่การปลดพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 โดยให้เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งนี้[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ในระหว่างรับราชการอยู่นั้น พลเอก อาทิตย์ กำลังเอกยังมีบทบาทในงานราชพิเศษอื่น ๆ อาทิเช่น ราชการสงคราม ณ ประเทศเกาหลี และประเทศเวียดนาม ราชองครักษ์เวร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ&amp;amp;nbsp; นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ สมาชิกวุฒิสภานายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายทหารพิเศษประจำกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ และกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ และตุลาการศาลทหารสูงสุด[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังเกษียณอายุราชการไปแล้ว พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อว่า “พรรคปวงชนชาวไทย” และได้เข้าเป็นหัวหน้าพรรค โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ในพื้นที่จังหวัดเลย เมื่อปี พ.ศ. 2531 ต่อมาได้ร่วมรัฐบาลกับพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยพลเอก อาทิตย์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2533 ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และขณะที่กำลังจะเดินทางไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ จังหวัดเชียงใหม่นั้นเอง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้เข้ายึดอำนาจ และจับกุมตัวพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รวมทั้งพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ไว้ได้สำเร็จ แต่บทบาทของพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ยังคงอยู่ในการเมืองไทย โดยในปี พ.ศ. 2535 ภายหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้ร่วมกันก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาในชื่อ “พรรคชาติพัฒนา” โดยมีพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าพรรค และพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นรองหัวหน้าพรรค แต่พลเอก อาทิตย์ ยังคงมีบทบาททางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2543 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในจังหวัดเลย หลังจากวุฒิสภาหมดวาระ ในปี พ.ศ. 2549 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ก็บทบาททางการเมืองที่น้อยลงอย่างชัดเจน[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นับตั้งแต่เริ่มแรกที่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เริ่มรับราชการได้ไม่นานนัก เป็นช่วงจังหวะที่มีการชุมนุมทางการเมือง เพื่อต่อต้านการเลือกตั้งที่สกปรกของนักศึกษาและประชาชนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2500 โดยมีการเดินขบวนใหญ่ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500[[#_ftn14|[14]]] ระหว่างนั้น พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก มียศเพียงร้อยเอก ได้นำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ในพระนคร ทว่าพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก กลับเปิดทางให้กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลได้เข้าพบกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้เหตุการณ์ยุติลงได้โดยไม่มีการนองเลือด ส่งผลให้พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้รับฉายาว่า “วีรบุรุษสะพานมัฆวาน”[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ในฐานะนายทหาร ยังเคยผ่านสมรภูมิสำคัญของโลกคือ “สงครามเกาหลี” ในปี พ.ศ. 2493 และ “สงครามเวียดนาม” ในปี พ.ศ. 2512[[#_ftn16|[16]]] นอกจากนี้ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยนั้น พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ก็เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามกลุ่ม พคท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเลย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญแห่งหนึ่งของ พคท. โดยพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้ยึดถือหลักการเมืองนำการทหาร และชักนำประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมปกป้องท้องถิ่นของตน โดยจัดตั้ง &amp;quot;ไทยอาสาป้องกันตนเอง&amp;quot; (ทสป.) นอกจากนี้ยังทำการฝึกการใช้อาวุธ อบรมจิตใจให้มีความรักหวงแหนถิ่นกำเนิด การฝึกดังกล่าวกลายเป็นงานสำคัญระดับชาติในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;quot;ไทยอาสาป้องกันชาติ&amp;quot; (ทสปช.) สามารถสกัดกั้นการขยายตัวของฝ่ายก่อการร้าย อีกทั้งยังก่อให้เกิดความสามัคคีและเป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา ของประชาชนทุกหมู่เหล่า[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ผลงานสำคัญทางการเมืองที่ทำให้ชื่อของ “พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก” เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปนั่นคือ การเป็นผู้ปราบปราม “กลุ่มยังเติร์ก” ที่มีความพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งในขณะนั้นพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพที่ 2 และมียศเพียงพลตรีเท่านั้น โดยพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถและเชื่อพระวงศ์อื่น ๆ ไปประทับ ณ กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงติดต่อให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไปอยู่ด้วยกันที่กองทัพภาคที่ 2 และได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้บัญชาการกองกำลังปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ”[[#_ftn18|[18]]] เมื่อเหตุการณ์สงบลง และฝ่ายรัฐบาลมีชัยชนะ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2525 สามารถขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” นับว่ารวดเร็วมาก[[#_ftn19|[19]]] ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก จึงเป็นเสมือนขุนพลค้ำบัลลังก์ให้กับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น[[#_ftn20|[20]]] เมื่อมีอำนาจมากขึ้น ส่งผลให้พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น อาทิเช่น เสนอประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การต่ออายุราชการของตน การปรับลดค่าเงินบาท ฯลฯ และกรณีปรับลดค่าเงินบาทนี่เอง ที่ทำให้พลเอก อาทิตย์ กำลังเอกถูก “ปลดกลางอากาศ” ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ผลงานในฐานะนักการเมืองของพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก คือการก่อตั้ง “พรรคปวงชนชาวไทย” และลงสมัครรับเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2531 ต่อมาได้ร่วมรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ขณะที่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก กำลังจะไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้บุกจับกุมตัว และยึดอำนาจรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2535 พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ได้ร่วมก่อตั้ง “พรรคชาติพัฒนา” ขึ้นมาโดยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และร่วมในคณะรัฐมนตรีอีกหลายสมัย จนกระทั่งพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย และได้รับการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็ยุติบทบาททางการเมืองลงไป[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ยังเคยถูกพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี นายทหารกลุ่มยังเติร์ก ซึ่งมีความไม่พอใจในตัวพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ที่พยายามกวาดล้างกลุ่มยังเติร์ก จนนำมาสู่การลอบสังหารถึง 3 ครั้ง แต่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ก็รอดมาได้ทั้ง 3 ครั้ง[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บดินทร์ สายแสง, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521: การตีกลับพลังประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หลัง 14 ตุลาฯ สู่การปกครองแบบผสม,&#039;&#039;&#039; (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต&amp;amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2556).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;,(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสถียร จันทิมาธร, &#039;&#039;&#039;เส้นทางสู่อำนาจ มนูญ รูปขจร อาทิตย์ กำลังเอก ใต้เงาเปรม ติณสูลานนท์&#039;&#039;&#039;,&amp;amp;nbsp;(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์มติชน, 2549).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909]&amp;gt; เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm]&amp;gt; เมื่อวันที่&amp;amp;nbsp; 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตะวันลับฟ้า’พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก’, เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.htm http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.htm]&amp;gt;l เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] กองบรรณาธิการสยามใหม่, บทเรียน กบฏ 1 เมษา, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ศึกษิตสยาม, 2524), น. 93-96, อ้างจาก บดินทร์ สายแสง, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521: การตีกลับพลังประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาฯ สู่การปกครองแบบผสม, (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2556), น. 99.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] เสถียร จันทิมาธร, เส้นทางสู่อำนาจ มนูญ รูปขจร อาทิตย์ กำลังเอก ใต้เงาเปรม ติณสูลานนท์, (กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักพิมพ์มติชน, 2549),น. 132.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm] เมื่อวันที่ &amp;amp;nbsp;26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ตะวันลับฟ้า&#039;พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm] เมื่อวันที่ &amp;amp;nbsp;26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ตะวันลับฟ้า&#039;พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm] เมื่อวันที่&amp;amp;nbsp; 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย,(กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, 2551), น. 80.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ตะวันลับฟ้า&#039;พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, เข้าถึงจาก [http://www.rta.mi.th/command/command31.htm http://www.rta.mi.th/command/command31.htm] เมื่อวันที่&amp;amp;nbsp; 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] ตะวันลับฟ้า&#039;พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html http://www.komchadluek.net/detail/20150120/199784.html] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เสถียร จันทิมาธร, อ้างแล้ว, น.123.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] เพิ่งอ้าง, น. 128.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] เพิ่งอ้าง, น. 130.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] ย้อนรำลึก &#039;บิ๊กซัน&#039; จากเจิดจรัส สู่อาทิตย์อัสดง, เข้าถึงจาก [http://www.thairath.co.th/content/475909 http://www.thairath.co.th/content/475909] เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA&amp;diff=12840</id>
		<title>อดุล อดุลเดชจรัส</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA&amp;diff=12840"/>
		<updated>2017-07-11T09:29:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ในทัศนะของผม และเท่าที่ผมรู้จักสนิทสนมกับท่านเวลาหนึ่ง พลตำรวจเอกอดุล อดุลเดชจรัส เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของชาติไทย ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวและมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญอย่างลึกซึ้ง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ป๋วย อึ้งภากรณ์[[#_ftn1|[1]]]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเอก อดุล อดุลเดชจรัส&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;“นายพลตาดุ” เป็นสมญานามของพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส หนึ่งในคณะราษฎรผู้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น องคมนตรี รองนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมตำรวจ และผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคสหชีพเพื่อสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส หรือมีนามเดิมว่า บัตร พึ่งพระคุณ เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2437 ที่บ้านพักถนนเจริญกรุง อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนที่ 3 ของหลวงบุรีรัฐพิจารณ์ และ นางจันทร์ พึ่งพระคุณ บิดาได้นำตัวไปถวายงานเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ จึงทำให้ท่านได้พักอาศัยอยู่ในวังปารุสตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เด็กชายบัตร ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และหลังจากนั้นจึงได้ไปเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ใน พ.ศ. 2452 ถึง พ.ศ. 2457 และไปเข้าศึกษาเป็นนักเรียนที่ทำการนายน้อยประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2458&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลวงอดุลได้สมรสกับนางเปี่ยมสุข อดุลเดชจรัส &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;มีบุตรธิดารวมกันทั้งสิ้น 4 คน ขอให้ระบุชื่อว่าประกอบด้วยใครบ้าง&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn2|&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;[2]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;]]&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประวัติการรับราชการของหลวงอดุลมีพัฒนาการตามลำดับดังต่อไปนี้ เริ่มต้นจากการรับพระราชทานยศนายร้อยตรี ใน พ.ศ.2459 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายทหารคนสนิทผู้บังคับการปืนใหญ่ และนายทหารคนสนิทผู้บังคับการโรงเรียนปืนใหญ่ใน พ.ศ.2462 และได้เลื่อนขั้นมารับพระราชทานยศนายร้อยโท ใน พ.ศ.2463&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2466 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อย 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 10 จนเมื่อ พ.ศ.2468 จึงได้รับการเลื่อนชั้นยศเข้ารับพระราชทานยศนายร้อยเอก และเมื่อ พ.ศ.2469 จึงได้เข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนอดุลเดชจรัส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2470 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ที่ 5 และเข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอดุลเดชจรัส ใน พ.ศ.2473 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าการตรวจอากาศกองบังคับการทหารปืนใหญ่ในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2475 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 และได้เข้ารับพระราชทานยศนายพันตรี ใน พ.ศ.2476 และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจ&amp;lt;br/&amp;gt; รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 ในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2477 เข้ารับพระราชทานยศนายพันโท และใน พ.ศ.2478 จึงได้เข้ารับพระราชทานยศนายพันตำรวจเอก และได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของวงการตำรวจใน พ.ศ.2479 ด้วยการเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปี พ.ศ.2480 เริ่มมารับตำแหน่งทางการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และมาได้รับพระราชทานยศนายพันเอกใน พ.ศ.2481 และได้รับพระราชทานยศนายพลตำรวจตรีใน พ.ศ.2482&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2483 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจสนาม ต่อมาใน พ.ศ.2484&amp;amp;nbsp; ได้ทำหน้าที่ว่าราชการแทนนายกรัฐมนตรีชั่วคราว และใน พ.ศ.2485 ได้เข้ารับพระราชทานยศนายพลตำรวจโท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2486 ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และได้รับพระราชทานยศพลตำรวจเอก พลเอก พลอากาศเอก&amp;amp;nbsp;และพลเรือเอกในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปีพ.ศ.2488 - 2489 ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งในปี พ.ศ.2489 จึงได้รับตำแหน่งสูงสุดของกองทัพบกคือผู้บัญชาการทหารบก&amp;lt;br/&amp;gt; พ.ศ.2490 ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการปฏิบัติงานราชการพิเศษหรือการได้รับตำแหน่งพิเศษนั้นมีดังต่อไปนี้ ใน พ.ศ.2479 ได้รับตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ ใน พ.ศ.2487 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาป้องกันภัยทางอากาศแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2488 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากรรมการตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามพุทธศักราช 2488 ใน พ.ศ.2490 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอภิรัฐมนตรี และนายทหารพิเศษประจำกองทัพบก และใน พ.ศ.2492 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญพระราชทานที่หลวงอดุลได้รับ มีดังต่อไปนี้ พ.ศ.2454 ได้รับพระราชทานเหรียญราชาภิเษก รัชกาลที่ 6 พ.ศ.2467 ได้รับพระราชทานเบญจมาภรณ์มงกุฎสยาม พ.ศ.2468 ได้รับพระราชทานเหรียญราชาภิเษก รัชกาลที่ 7 พ.ศ.2474 จักรมาลา ได้รับพระราชทานเหรียญฉลองพระนคร 150 ปี ต่อมาใน พ.ศ.2477 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา (ราชการแผ่นดิน) พ.ศ.2480 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย พ.ศ.2481 ได้รับประถมาภรณ์มงกุฎไทยและเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1 ต่อมาในพ.ศ.2482 ได้รับพระราชทานประถมาภรณ์ช้างเผือก พ.ศ.2484 ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ มหาวชิรมงกุฎและใน พ.ศ.2486 ได้รับพระราชทานมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และสุดท้ายใน พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานเหรียญบรมราชาภิเษก (ทอง) รัชกาลที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆหลายตำแหน่งแล้ว หลวงอดุลได้ชื่อว่าเป็นตำรวจที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย เนื่องจากบุคลิกลักษณะส่วนตัวและการทำงานของท่าน ดังที่ “เกียรติ” ได้เขียนถึงหลวงอดุลเอาไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ประจำวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2513 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “อาจกล่าวได้ว่า “หลวงอดุลฯ เป็นอธิบดีกรมตำรวจในยุคประชาธิปไตยที่ปฏิวัติกิจการของตำรวจ จริงอยู่ แม้จะมีบ้างที่รุนแรงเกินไปสำหรับการปฏิวัติครั้งนั้น แต่ความเป็นตำรวจในยุคนั้นก็มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ตำรวจมีหน้ามีตาและมีอำนาจขึ้นโดย “กำลัง” ของนายพล “ตาดุ” ผู้นี้ เขาเป็นอธิบดีกรมตำรวจที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ เล่ากันว่าในสมัยที่หลวงอดุลฯ สั่งจับรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น จอมพล ป. ฯ โกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงใช้วิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ โดยมีจดหมายส่วนตัวถึงหลวงอดุลฯ ขอให้ปล่อยรัฐมนตรีร่วมคณะที่ถูกสั่งจับ หลวงอดุลฯ บันทึกตอบมาในจดหมายส่วนตัวถึงนายกรัฐมนตรีเกลอเก่าว่า ใครทำผิดกฎหมายจับทั้งนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิดก็จับเหมือนกัน ผลคือจอมพบ ป. นิ่งเงียบและไม่ขอร้องกันอีกต่อไป แม้จะเพียงให้เพื่อนรัฐมนตรีที่ถูกจับมีประกันหรือไม่ต้องคุมขังในห้องขังที่สถานีตำรวจเหมือนกับผู้ต้องหาธรรมดาก็ไม่ขอกันอีกต่อไป”[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้อีกบทบาทสำคัญของหลวงอดุลก็คือในช่วงระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้เข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย และมีส่วนช่วย ให้งานเสรีไทยดำเนินไปได้สะดวก ป้องกันมิให้เสรีไทยที่ถูกจับกุมต้องได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของญี่ปุ่น ประการสำคัญคือมีส่วนในการแก้ไขสถานการณ์ของชาติให้รอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตของพลตำรวจเอกอดุล เดชจรัส ทางราชการได้สร้างเรือนหลังเล็กในบริเวณวังปารุสกวันให้เป็นที่พัก จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ที่[https://th.wikipedia.org/wiki/โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี]&amp;amp;nbsp;ด้วย[https://th.wikipedia.org/wiki/ชรา โรคชรา] สิริอายุทั้งสิ้น 75 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๋วย อึ้งภากรณ์, &#039;&#039;&#039;คนที่ผมรู้จัก&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2559)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ) ผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 14 (ระหว่าง 26 มิถุนายน 2489 – 8 พฤศจิกายน 2490), &#039;&#039;&#039;กองทัพบก&#039;&#039;&#039;, (ไม่ปรากฏวันที่), Retrieved From: [http://www.rta.mi.th/command/command14.htm http://www.rta.mi.th/command/command14.htm], April 6, 2016.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุพจน์ ด่านตระกูล (รวบรวม) , &#039;&#039;&#039;พล. ต. อ. อดุล อดุลเดชจรัส พูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: ศิริพรการพิมพ์, 2522)&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ป๋วย อึ้งภากรณ์, &#039;&#039;&#039;คนที่ผมรู้จัก&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559), น. 82.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ) ผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 14 (ระหว่าง 26 มิถุนายน 2489 – 8 พฤศจิกายน 2490), &#039;&#039;&#039;กองทัพบก&#039;&#039;&#039;, (ไม่ปรากฏวันที่), Retrieved From: [http://www.rta.mi.th/command/command14.htm http://www.rta.mi.th/command/command14.htm], April 6, 2016.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สุพจน์ ด่านตระกูล (รวบรวม) , &#039;&#039;&#039;พล. ต. อ. อดุล อดุลเดชจรัส พูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: ศิริพรการพิมพ์, 2522), น. 60-61.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA&amp;diff=12839</id>
		<title>อดุล อดุลเดชจรัส</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA&amp;diff=12839"/>
		<updated>2017-07-11T09:28:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;lt;div&amp;gt; &amp;amp;nbsp;  ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง :&amp;amp;nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ในทัศนะของผม และเท่าที่ผมรู้จักสนิทสนมกับท่านเวลาหนึ่ง พลตำรวจเอกอดุล อดุลเดชจรัส เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของชาติไทย ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวและมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญอย่างลึกซึ้ง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: right;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ป๋วย อึ้งภากรณ์[[#_ftn1|[1]]]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเอก อดุล อดุลเดชจรัส&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;“นายพลตาดุ” เป็นสมญานามของพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส หนึ่งในคณะราษฎรผู้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น องคมนตรี รองนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมตำรวจ และผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคสหชีพเพื่อสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส หรือมีนามเดิมว่า บัตร พึ่งพระคุณ เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2437 ที่บ้านพักถนนเจริญกรุง อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนที่ 3 ของหลวงบุรีรัฐพิจารณ์ และ นางจันทร์ พึ่งพระคุณ บิดาได้นำตัวไปถวายงานเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ จึงทำให้ท่านได้พักอาศัยอยู่ในวังปารุสตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เด็กชายบัตร ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และหลังจากนั้นจึงได้ไปเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ใน พ.ศ. 2452 ถึง พ.ศ. 2457 และไปเข้าศึกษาเป็นนักเรียนที่ทำการนายน้อยประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2458&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลวงอดุลได้สมรสกับนางเปี่ยมสุข อดุลเดชจรัส &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;มีบุตรธิดารวมกันทั้งสิ้น 4 คน ขอให้ระบุชื่อว่าประกอบด้วยใครบ้าง&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn2|&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;[2]&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;]]&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประวัติการรับราชการของหลวงอดุลมีพัฒนาการตามลำดับดังต่อไปนี้ เริ่มต้นจากการรับพระราชทานยศนายร้อยตรี ใน พ.ศ.2459 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายทหารคนสนิทผู้บังคับการปืนใหญ่ และนายทหารคนสนิทผู้บังคับการโรงเรียนปืนใหญ่ใน พ.ศ.2462 และได้เลื่อนขั้นมารับพระราชทานยศนายร้อยโท ใน พ.ศ.2463&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2466 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อย 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 10 จนเมื่อ พ.ศ.2468 จึงได้รับการเลื่อนชั้นยศเข้ารับพระราชทานยศนายร้อยเอก และเมื่อ พ.ศ.2469 จึงได้เข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนอดุลเดชจรัส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2470 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ที่ 5 และเข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอดุลเดชจรัส ใน พ.ศ.2473 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าการตรวจอากาศกองบังคับการทหารปืนใหญ่ในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2475 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 และได้เข้ารับพระราชทานยศนายพันตรี ใน พ.ศ.2476 และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจ&amp;lt;br/&amp;gt; รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 ในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน พ.ศ.2477 เข้ารับพระราชทานยศนายพันโท และใน พ.ศ.2478 จึงได้เข้ารับพระราชทานยศนายพันตำรวจเอก และได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของวงการตำรวจใน พ.ศ.2479 ด้วยการเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปี พ.ศ.2480 เริ่มมารับตำแหน่งทางการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และมาได้รับพระราชทานยศนายพันเอกใน พ.ศ.2481 และได้รับพระราชทานยศนายพลตำรวจตรีใน พ.ศ.2482&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2483 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจสนาม ต่อมาใน พ.ศ.2484&amp;amp;nbsp; ได้ทำหน้าที่ว่าราชการแทนนายกรัฐมนตรีชั่วคราว และใน พ.ศ.2485 ได้เข้ารับพระราชทานยศนายพลตำรวจโท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พ.ศ.2486 ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และได้รับพระราชทานยศพลตำรวจเอก พลเอก พลอากาศเอก&amp;amp;nbsp;และพลเรือเอกในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปีพ.ศ.2488 - 2489 ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งในปี พ.ศ.2489 จึงได้รับตำแหน่งสูงสุดของกองทัพบกคือผู้บัญชาการทหารบก&amp;lt;br/&amp;gt; พ.ศ.2490 ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของการปฏิบัติงานราชการพิเศษหรือการได้รับตำแหน่งพิเศษนั้นมีดังต่อไปนี้ ใน พ.ศ.2479 ได้รับตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ ใน พ.ศ.2487 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาป้องกันภัยทางอากาศแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2488 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากรรมการตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามพุทธศักราช 2488 ใน พ.ศ.2490 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอภิรัฐมนตรี และนายทหารพิเศษประจำกองทัพบก และใน พ.ศ.2492 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญพระราชทานที่หลวงอดุลได้รับ มีดังต่อไปนี้ พ.ศ.2454 ได้รับพระราชทานเหรียญราชาภิเษก รัชกาลที่ 6 พ.ศ.2467 ได้รับพระราชทานเบญจมาภรณ์มงกุฎสยาม พ.ศ.2468 ได้รับพระราชทานเหรียญราชาภิเษก รัชกาลที่ 7 พ.ศ.2474 จักรมาลา ได้รับพระราชทานเหรียญฉลองพระนคร 150 ปี ต่อมาใน พ.ศ.2477 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา (ราชการแผ่นดิน) พ.ศ.2480 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย พ.ศ.2481 ได้รับประถมาภรณ์มงกุฎไทยและเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1 ต่อมาในพ.ศ.2482 ได้รับพระราชทานประถมาภรณ์ช้างเผือก พ.ศ.2484 ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ มหาวชิรมงกุฎและใน พ.ศ.2486 ได้รับพระราชทานมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และสุดท้ายใน พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานเหรียญบรมราชาภิเษก (ทอง) รัชกาลที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆหลายตำแหน่งแล้ว หลวงอดุลได้ชื่อว่าเป็นตำรวจที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย เนื่องจากบุคลิกลักษณะส่วนตัวและการทำงานของท่าน ดังที่ “เกียรติ” ได้เขียนถึงหลวงอดุลเอาไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ประจำวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2513 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “อาจกล่าวได้ว่า “หลวงอดุลฯ เป็นอธิบดีกรมตำรวจในยุคประชาธิปไตยที่ปฏิวัติกิจการของตำรวจ จริงอยู่ แม้จะมีบ้างที่รุนแรงเกินไปสำหรับการปฏิวัติครั้งนั้น แต่ความเป็นตำรวจในยุคนั้นก็มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ตำรวจมีหน้ามีตาและมีอำนาจขึ้นโดย “กำลัง” ของนายพล “ตาดุ” ผู้นี้ เขาเป็นอธิบดีกรมตำรวจที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ เล่ากันว่าในสมัยที่หลวงอดุลฯ สั่งจับรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น จอมพล ป. ฯ โกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงใช้วิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ โดยมีจดหมายส่วนตัวถึงหลวงอดุลฯ ขอให้ปล่อยรัฐมนตรีร่วมคณะที่ถูกสั่งจับ หลวงอดุลฯ บันทึกตอบมาในจดหมายส่วนตัวถึงนายกรัฐมนตรีเกลอเก่าว่า ใครทำผิดกฎหมายจับทั้งนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิดก็จับเหมือนกัน ผลคือจอมพบ ป. นิ่งเงียบและไม่ขอร้องกันอีกต่อไป แม้จะเพียงให้เพื่อนรัฐมนตรีที่ถูกจับมีประกันหรือไม่ต้องคุมขังในห้องขังที่สถานีตำรวจเหมือนกับผู้ต้องหาธรรมดาก็ไม่ขอกันอีกต่อไป”[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนี้อีกบทบาทสำคัญของหลวงอดุลก็คือในช่วงระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้เข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย และมีส่วนช่วย ให้งานเสรีไทยดำเนินไปได้สะดวก ป้องกันมิให้เสรีไทยที่ถูกจับกุมต้องได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของญี่ปุ่น ประการสำคัญคือมีส่วนในการแก้ไขสถานการณ์ของชาติให้รอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงท้ายของชีวิตของพลตำรวจเอกอดุล เดชจรัส ทางราชการได้สร้างเรือนหลังเล็กในบริเวณวังปารุสกวันให้เป็นที่พัก จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ที่[https://th.wikipedia.org/wiki/โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี]&amp;amp;nbsp;ด้วย[https://th.wikipedia.org/wiki/ชรา โรคชรา] สิริอายุทั้งสิ้น 75 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๋วย อึ้งภากรณ์, &#039;&#039;&#039;คนที่ผมรู้จัก&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2559)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ) ผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 14 (ระหว่าง 26 มิถุนายน 2489 – 8 พฤศจิกายน 2490), &#039;&#039;&#039;กองทัพบก&#039;&#039;&#039;, (ไม่ปรากฏวันที่), Retrieved From: [http://www.rta.mi.th/command/command14.htm http://www.rta.mi.th/command/command14.htm], April 6, 2016.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุพจน์ ด่านตระกูล (รวบรวม) , &#039;&#039;&#039;พล. ต. อ. อดุล อดุลเดชจรัส พูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: ศิริพรการพิมพ์, 2522)&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ป๋วย อึ้งภากรณ์, &#039;&#039;&#039;คนที่ผมรู้จัก&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559), น. 82.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ทำเนียบผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ) ผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 14 (ระหว่าง 26 มิถุนายน 2489 – 8 พฤศจิกายน 2490), &#039;&#039;&#039;กองทัพบก&#039;&#039;&#039;, (ไม่ปรากฏวันที่), Retrieved From: [http://www.rta.mi.th/command/command14.htm http://www.rta.mi.th/command/command14.htm], April 6, 2016.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สุพจน์ ด่านตระกูล (รวบรวม) , &#039;&#039;&#039;พล. ต. อ. อดุล อดุลเดชจรัส พูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;, (กรุงเทพฯ: ศิริพรการพิมพ์, 2522), น. 60-61.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A&amp;diff=12838</id>
		<title>ยงยุทธ ติยะไพรัช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A&amp;diff=12838"/>
		<updated>2017-07-11T09:20:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว  ผู้ทรงคุณวุฒิป...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ผมได้ประสบการณ์จากที่ต่าง ๆ มาเยอะแยะ แล้วก็ได้รู้จักคนเยอะแยะ&amp;lt;br/&amp;gt; ทำไมเราไม่ทำอะไรให้บ้านให้เมืองบ้าง ผมเคยพูดติดตลกกับทุกคนว่า&amp;lt;br/&amp;gt; ผมมีโอกาสเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นอะไรมาหลายอย่างแล้ว&amp;lt;br/&amp;gt; เหลืออีกตำแหน่งหนึ่ง คือ ภารโรงประจำจังหวัด”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นายยงยุทธ ติยะไพรัช[[#_ftn1|[1]]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “ภารโรงประจำหวัด” เป็นคำที่แปลกหู และไม่คุ้นชินนัก ทว่าเป็นคำพูดที่เสมือนเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของนักการเมืองคนสำคัญในจังหวัดเชียงราย นั่นคือ “นายยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีต ส.ส. จังหวัดเชียงรายหลายสมัย เส้นทางในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ นั่นคือ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย แต่เส้นทางการเมืองของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อต้องเผชิญกับการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำให้เขาถูกควบคุมตัวเป็น 1 ในแกนนำรัฐบาลที่ถูกควบคุมตัว หลังจากนั้นนายยงยุทธ ติยะไพรัช กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งในฐานะ “ประธานรัฐสภา” แต่อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง และเป็น 1 ในกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เงียบหายไป จนกระทั่งปรากฏออกมาอีกครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2557 ในฐานะ “ประธานมูลนิธิรักเชียงราย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายยงยุทธ ติยะไพรัช เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2504 ที่จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรของนายแต้ซ้ง แซ่เตีย และนางจม แซ่เตีย นายยงยุทธ ติยะไพรัช สมรสกับนางสลักจิต หรือ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายยงยุทธ ติยะไพรัช สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2526 โดยมีรหัสนักศึกษา 2208701 และปี พ.ศ. 2536 ได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Urban Environmental Management ในปี พ.ศ. 2555 จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายยงยุทธ ติยะไพรัช เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะ “นักการเมือง” โดยเริ่มงานกับพรรคเอกภาพ โดยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขตจังหวัดเชียงราย และได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2538 แต่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส. สมัยแรก ได้เพียง 1 ปี เท่านั้น เนื่องจากมีการยุบสภา และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในปี พ.ศ. 2539 ในการนี้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ได้รับการเลือกตั้งสมัยที่สอง เป็น ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 ต่อมานายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้เข้าดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์)[[#_ftn3|[3]]] จนกระทั่งสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 สิ้นสุดลงจากการประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเป็น ส.ส. สมัยที่สามของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เกิดขึ้นภายหลังเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และร่วมงานทางการเมืองกับพรรคไทยรักไทยเรื่อยมา โดยในช่วงเวลาของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ประกอบด้วย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 ต่อมมาได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจนถึงครบวาระของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 21 ในปี พ.ศ. 2548 เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด โดยมีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 375 คน สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรก ซึ่งในช่วงเวลานี้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งถูกยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) และถูกควบคุมตัวอยู่เป็นเวลา 11 วัน[[#_ftn4|[4]]] ส่งผลให้บทบาทของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เงียบหายไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 สมาชิกพรรคไทยรักไทยจึงย้ายไปสังกัด “พรรคพลังประชาชน” โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมาก และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ดำรงตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” ทว่าอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ใบแดงแก่นายยงยุทธ ติยะไพรัช เนื่องจากมีการร้องเรียนว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตการเลือกตั้ง ที่จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ต้องยุติบทบาททางการเมืองลงไป และด้วยเหตุที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย จึงส่งผลให้ปลายปี พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และได้ตัดสิทธินายยงยุทธ ติยะไพรัชในฐานะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันนายยงยุทธ ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่ง “ประธานมูลนิธิรักเชียงราย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดจากการทำงานที่ใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ 1 นั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช นับว่าเป็น 1 ในทีมงานที่คอยดูแลเรื่อง “ภาพลักษณ์” ของนายกรัฐมนตรี ตลอดจนทำหน้าที่ในการประสานงานและให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และความใกล้ชิดระหว่างนายยงยุทธ ติยะไพรัช กับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น ได้เพิ่มระดับความใกล้ชิดมากขึ้น โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล อาทิเช่น นโยบายต่อสู้กับยาเสพติด นโยบายแก้ปัญหาความยากจน เป็นต้น[[#_ftn5|[5]]] และสามารถสร้างคะแนนนิยมที่สูงมากให้กับรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ในช่วงปี พ.ศ. 2551 บทบาทของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกจัดวางให้เป็นนักประนีประนอม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งแต่เดิมนั้นภาพลักษณ์ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีภาพลักษณ์ที่แข็งกร้าว ในลักษณะ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” และได้เปลี่ยนมาสู่ภาพที่ประนีประนอมมากขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดในการเผชิญหน้ากันของคู่ขัดแย้ง[[#_ftn6|[6]]] แต่นายยงยุทธก็อยู่ในตำแหน่งนี้ได้เพียง 3 เดือนเศษเท่านั้น เนื่องจาก กกต. มีมติให้ใบแดงแก่เขา โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัชได้แถลงข่าวลาออกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551[[#_ftn7|[7]]] และกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นรองหัวหน้าพรรค เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 237 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 103 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และมาตรา 94 (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550[[#_ftn8|[8]]] และถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ทุ่มเทให้กับการทำงาน “การเมืองท้องถิ่น” ในจังหวัดเชียงราย ได้สนับสนุนนางสลักจฤฎดิ์ (สลักจิต) ติยะไพรัช ภรรยาของเขาให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในปี พ.ศ. 2555 แต่อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 ปี กกต. ก็มีคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำคุกนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ในกรณีแจ้งความเท็จ[[#_ftn9|[9]]] ส่งผลให้นางสลักจฤฎดิ์ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ต่อมานายยงยุทธ ติยะไพรัช จึงผลักดันนางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ (ติยะไพรัช) พี่สาวของตนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแทนนางสลักจฤฎดิ์ แม้ว่านางบุศริณธญ์จะได้รับการเลือกตั้ง แต่ต่อมา กกต. ก็มีมติให้ใบเหลืองแก่นางบุศริณธญ์ เนื่องจากมีการใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการที่เป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัคร[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้จัดตั้ง “มูลนิธิรักเชียงราย” โดยดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิด้วยตนเอง ซึ่งมูลนิธิดังกล่าวมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัดเชียงราย อยู่ 2 ประการ คือ การพัฒนาคน และการพัฒนาจังหวัดเชียงราย[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ฉายาและข้อวิจารณ์&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “ยุทธ ตู้เย็น” เนื่องจาก ในปี พ.ศ. 2547 ขณะที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประกอบกับรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบาย “สงครามยาเสพติด” นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้นำกำลังตำรวจกองปราบปรามเข้าล้อมบ้านตระกูล “ศตะกูรมะ” ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากนายยงยุทธกล่าวหาว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการผลิตยาเสพติด และเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด อีกทั้งในระหว่างการจับกุมนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้กำลังและอาวุธปืนยิงถล่มจนทรัพย์สินในบ้านเสียหาย หนึ่งในนั้นคือ “ตู้เย็น”[[#_ftn12|[12]]] ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยศาลพิจารณารับฟ้องในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และบุกรุกในเวลากลางคืน จากนั้น ทั้งหมดได้ใช้ตำแหน่งและหลักทรัพย์ยื่นต่อศาลขอประกันตัวออกไป[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากช่วงเวลานั้นนายยงยุทธ ติยะไพรัช กำลังถูก กกต. พิจารณาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง โดยได้รับฉายาว่า “ประธานสภาสีเทา” ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“คนที่จะมาทำหน้าที่นี้ควรมีเกียรติประวัติที่ดี มีบารมี และเป็นที่ยอมรับของ ส.ส. ทั้งสภา มีสถานะที่มั่นคง ดำรงตำแหน่งได้ครบวาระ เนื่องจากเราไม่อยากได้ประธานสภาสีเทา แต่ต้องการประธานสภาที่ใสสะอาดปราศจากข้อสงสัยใด ๆ”&#039;&#039;[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงเวลาที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างนี้ต้องเผชิญกับวิกฤติทางการเมือง โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับข้อกล่าวหาว่า มีส่วนสำคัญในการใช้ตำแหน่งเกื้อหนุนต่อการต่อสู้ทางการเมือง นั่นคือ การกล่าวหาว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช มีส่วนสำคัญในการให้ข้าราชการกรมป่าไม้ เข้าร่วมชุมนุมใน “คาราวานคนจน” ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล[[#_ftn15|[15]]] &amp;amp;nbsp;นอกจากนี้นายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นผู้ให้ข่าวว่ามีการปลดอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วงเวลา 2 เดือน ก่อนการยึดอำนาจ[[#_ftn16|[16]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชู ‘หมัก’ นายกฯ เชิงสัญลักษณ์ เชิดบท ‘ยุทธ’ นักประนีประนอม ลบข้อกล่าวหาร้ายแรงที่สุดในชีวิต.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;เนชั่นสุดสัปดาห์&#039;&#039;&#039; (25-31 มกราคม 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยงยุทธ-ผู้การโก๋ เจอข้อหาหนัก ยิงถล่มบ้าน ‘ศตะกูรมะ’ อ้างผลิตยานรก. &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039; (วันที่ 16 ตุลาคม&amp;amp;nbsp; 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลาออก. &#039;&#039;&#039;มติชนสุดสัปดาห์&#039;&#039;&#039; (2-8 พฤษภาคม 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เส้นทางวิบากของยงยุทธ ติยะไพรัช กับเนวิน ชิดชอบ. &#039;&#039;&#039;มติชนสุดสัปดาห์&#039;&#039;&#039; (18-24 มกราคม 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เส้นทาง ‘สายล่อฟ้า’ สู่ประธานสภา ‘สีเทา’ ภารกิจหนักอึ้งของ ‘ยงยุทธ’, &#039;&#039;&#039;มติชนสุดสัปดาห์&#039;&#039;&#039; (วันที่ 25-&amp;amp;nbsp; 31 มกราคม 2551).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ และคณะ. &#039;&#039;&#039;ในคืนยะเยือก&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2552).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หอประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หอศิลป์ปิ่นมาลา) เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://library.cmu.ac.th/pinmala/alumni_detail.php?StudentID=2208701&amp;amp;ayear=2545%20&amp;gt; http://library.cmu.ac.th/pinmala/alumni_detail.php?StudentID=2208701&amp;amp;ayear=2545 &amp;gt;]เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์การยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1539&amp;gt;%20เมื่อ http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1539&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 ตระกูล&#039;ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.komchadluek.net/detail/20140318/181011.html&amp;gt;%20เมื่อวันที่%2027%20เมษายน%20พ.ศ http://www.komchadluek.net/detail/20140318/181011.html&amp;gt; เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กกต. มีมติให้ตั้งใหม่ นายก อบจ.เชียงราย แจกใบเหลือง &amp;quot;บุศริณธญ์&amp;quot; พี่สาว &amp;quot;ยงยุทธ ติยะไพรัช&amp;quot; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=604243&amp;gt;%20เมื่อ http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=604243&amp;gt; เมื่อ]วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;ยงยุทธ&#039; ขอเป็น&#039;ภารโรงประจำจังหวัด&#039; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.komchadluek.net/detail/20140430/183837.html&amp;gt;%20เมื่อวันที่%2027%20เมษายน%20พ.ศ http://www.komchadluek.net/detail/20140430/183837.html&amp;gt; เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;lt;u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/u&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นายยงยุทธ ติยะไพรัช ให้สัมภาษณ์ในรายการหน้าที่พลเมือง ช่วงกล้าท้าชน ตอน ภารโรงประจำจังหวัด ยงยุทธ ติยะไพรัช ออกอากาศในช่องไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] หอประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หอศิลป์ปิ่นมาลา), เข้าถึงจาก [http://library.cmu.ac.th/pinmala/alumni_detail.php?StudentID=2208701&amp;amp;ayear=2545%20เข้าถึง http://library.cmu.ac.th/pinmala/alumni_detail.php?StudentID=2208701&amp;amp;ayear=2545 เข้าถึง]เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] เส้นทางวิบากของยงยุทธ ติยะไพรัช กับเนวิน ชิดชอบ, มติชนสุดสัปดาห์ (18-24 มกราคม 2551), น.8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] อิศรินทร์ และคณะ, ในคืนยะเยือก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2552), น. 184.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, น. 192.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ชู ‘หมัก’ นายกฯ เชิงสัญลักษณ์ เชิดบท ‘ยุทธ’ นักประนีประนอม ลบข้อกล่าวหาร้ายแรงที่สุดในชีวิต, เนชั่นสุดสัปดาห์ (25-31 มกราคม 2551), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ลาออก, มติชนสุดสัปดาห์ (2-8 พฤษภาคม 2551), น.7.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] บทวิเคราะห์การยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง, เข้าถึงจาก [http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1539%20เมื่อ http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1539 เมื่อ]วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] 2 ตระกูล&#039;ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20140318/181011.html%20เมื่อวันที่%2027%20เมษายน%20พ.ศ http://www.komchadluek.net/detail/20140318/181011.html เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] กกต. มีมติให้ตั้งใหม่ นายก อบจ.เชียงราย แจกใบเหลือง &amp;quot;บุศริณธญ์&amp;quot; พี่สาว &amp;quot;ยงยุทธ ติยะไพรัช&amp;quot;, เข้าถึงจาก [http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=604243%20เมื่อ http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=604243 เมื่อ]วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] &#039;ยงยุทธ&#039;ขอเป็น&#039;ภารโรงประจำจังหวัด&#039;, เข้าถึงจาก [http://www.komchadluek.net/detail/20140430/183837.html%20เมื่อวันที่%2027%20เมษายน%20พ.ศ http://www.komchadluek.net/detail/20140430/183837.html เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ชู ‘หมัก’ นายกฯ เชิงสัญลักษณ์ เชิดบท ‘ยุทธ’ นักประนีประนอม ลบข้อกล่าวหาร้ายแรงที่สุดในชีวิต, เนชั่นสุดสัปดาห์ (25-31 มกราคม 2551), น. 12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ยงยุทธ-ผู้การโก๋ เจอข้อหาหนัก ยิงถล่มบ้าน ‘ศตะกูรมะ’ อ้างผลิตยานรก, แนวหน้า (วันที่ 16 ตุลาคม 2550), น.7.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] เส้นทาง ‘สายล่อฟ้า’ สู่ประธานสภา ‘สีเทา’ ภารกิจหนักอึ้งของ ‘ยงยุทธ’, มติชนสุดสัปดาห์ (วันที่ 25-31 มกราคม 2551), น.12.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]]อิศรินทร์ และคณะ, อ้างแล้ว, น.173-192.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%99_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5&amp;diff=12835</id>
		<title>โภคิน พลกุล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%99_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5&amp;diff=12835"/>
		<updated>2017-07-11T08:51:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;WikiSysop: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp; ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;“ผมไม่ได้อยากเป็นอะไรนะ แต่อยากเห็นกฎกติกา ไม่ดีต้องแก้&amp;lt;br/&amp;gt; ไม่ใช่เราเป็นผู้พิพากษา เป็นตุลาการ เราจะบอกอะไรก็ได้&amp;lt;br/&amp;gt; เพราะไม่มีใครมานั่นกับเรา ด้วยตัวเราเอง&amp;lt;br/&amp;gt; เราต้องบอกเลยว่าสิ่งที่เราจะบอกต้องเป็นสิ่งที่ถูก สิ่งที่เป็นธรรม&amp;lt;br/&amp;gt; ไม่ใช่มาจากความเชื่อของเรา มาจากความหมั่นไส้ของเรา”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ดร.โภคิน พลกุล &#039;&#039;[[#_ftn1|&#039;&#039;[1]&#039;&#039;]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อำนาจตุลาการ” เป็นหนึ่งในอำนาจนิติบัญญัติ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย นั่นคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งในสังคมการเมืองไทยนั้น มีน้อยคนนักที่เคยอยู่ในระดับสูงสุดของการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย โดยมาจากการกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ดร.โภคิน พลกุล” นักวิชาการ และนักกฎหมายมหาชนแถวหน้าของเมืองไทย ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของสถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย นั่นคือ เคยดำรงตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” อันเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ เคยดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” อันเป็นรองประมุขของฝ่ายบริหาร และเคยดำรงตำแหน่ง “รองประธานศาลปกครองสูงสุด” อันเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลคู่ของไทย ที่ประกอบด้วย ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ปัจจุบัน ดร.โภคิน พลกุล ดำรงตำแหน่งในองค์กรและสมาคมต่าง ๆ ได้แก่ ประธานสมาพันธ์สัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.โภคิน พลกุล เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2495 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของนายศรีกรุง พลกุล กับนางอรุณี พลกุล[[#_ftn2|[2]]] &amp;amp;nbsp;ดร.โภคิน พลกุล สำเร็จการศึกษาระดับอนุบาลจากโรงเรียนอนุบาลสวนเด็ก และเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ในปี พ.ศ. 2501 จนกระทั่งจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปี พ.ศ. 2512 หลังจากนั้น ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) ในปี พ.ศ. 2517 หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2518 ดร.โภคิน พลกุล ได้สำเร็จการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตไทย &amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2520 ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยปารีส 2 ต่อมาปี พ.ศ. 2522 ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางความรู้ เกี่ยวกับโลกที่ 3 จากมหาวิทยาลัยปารีส 2 ในปี พ.ศ. 2523 ได้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกกฎหมายมหาชน จากมหาวิทยาลัยปารีส 2[[#_ftn3|[3]]]&amp;amp;nbsp; และในปี พ.ศ. 2526 ได้รับการอบรมเรื่อง &amp;quot;การเรียนการสอน&amp;quot; ที่มหาวิทยาลัย Surrey ประเทศอังกฤษ (ทุนมหาวิทยาลัยรามคำแหง)[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.โภคิน พลกุล สมรสกับนางรุ่งระวี พลกุล มีบุตรธิดารวม 2 คน คือ นายภัทร พลกุล และนางสาวสุขสินี พลกุล[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.โภคิน พลกุล เริ่มต้นด้วยการเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ในตำแหน่งนายเวรประจำกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2523 ได้เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 เป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี พ.ศ. 2531 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี พ.ศ. 2532 เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี พ.ศ. 2534 เป็นผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังเป็นอาจารย์พิเศษวิชากฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตอีกด้วย[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.โภคิน พลกุล ยังดำรงตำแหน่งในหน่วยงานองค์ต่าง ๆ ประกอบด้วย เลขาธิการสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2524 กรรมการบริหารการประปาส่วนภูมิภาค ปี พ.ศ. 2528 กรรมการสภามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปี พ.ศ. 2530 อุปนายกสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2531 กรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) ปี พ.ศ. 2533 กรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2533 กรรมการกฤษฎีกา ปี พ.ศ. 2533 กรรมการทบวงมหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2533 กรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ปี พ.ศ. 2534 กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2535 นายกสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2535 กรรมการการประปานครหลวง ปี พ.ศ. 2536 กรรมการข้าราชการตำรวจ ปี พ.ศ. 2537 กรรมการกลั่นกรองฝ่ายเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ปี พ.ศ. 2543 และเป็น “รองประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ 2” ปีเดียวกัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในฝ่ายตุลาการ ต่อมาเป็นกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติโดยตำแหน่ง ปี พ.ศ. 2547 กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจแห่งชาติ (กต.ตร.) และประธานกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2548[[#_ftn7|[7]]] นอกจากนี้ ดร. โภคิน พลกุล ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ดร.โภคิน พลกุล ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงสำคัญทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจทั้งในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยเริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2535 เป็นที่ปรึกษากฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2537 เป็นกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ปี พ.ศ. 2538 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นรองประธานกรรมการปฏิรูปทางการเมือง คนที่ 1 ในปี พ.ศ. 2538 เช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 &amp;amp;nbsp;เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ปี พ.ศ. 2539 ต่อมา ปี พ.ศ. 2540 เป็นที่ปรึกษาประจำคณะทำงานของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นรองหัวหน้าพรรคความหวังใหม่[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.โภคิน พลกุล ยังได้ดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในฝ่ายบริหาร ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนกระทั่งรัฐบาลสิ้นสุดอายุ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ดร.โภคิน พลกุล ได้สมัครเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคไทยรักไทย ภายหลังการเลือกตั้ง ดร.โภคิน พลกุล ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 22 และเป็น “ประธานรัฐสภา”[[#_ftn10|[10]]] โดยตำแหน่งอีกตำแหน่งด้วย ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ดร.โภคิน พลกุล ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย[[#_ftn11|[11]]] จนกระทั่งมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 จนกระทั่งรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) และนำมาสู่การยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี ส่งผลให้บทบาทของดร.โภคิน พลกุล เงียบหายไป และเมื่อครบกำหนด 5 ปี ดร.โภคิน พลกุล ได้เข้ามาช่วยงานการเมืองในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ดร.โภคิน พลกุล ยังสนใจการเลี้ยงนกแก้วเป็นอย่างยิ่ง และได้รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนก่อตั้งฟาร์มนกแก้วในชื่อ “สวนปาล์มฟาร์มนก” เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกแก้วนานาชนิด จนเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาเรื่องนกแก้วสำหรับเด็กและเยาวชน ตลอดจนผู้ที่สนใจในเรื่องนกแก้ว[[#_ftn13|[13]]] ซึ่งปัจจุบันดร.โภคิน พลกุล ยังได้ดำรงตำแหน่ง “ประธานสมาพันธ์สัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย”[[#_ftn14|[14]]] นอกจากนี้ ดร.โภคิน พลกุล ยังดำรงตำแหน่ง “นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน”[[#_ftn15|[15]]] อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดร.โภคิน พลกุล ได้เป็นที่รู้จักมาจากเส้นทางสายนักวิชาการและนักกฎหมายมหาชน ก่อนจะเบนเข็มมาสู่เส้นทางการเมือง ซึ่งเริ่มจากการดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2535 โดยระหว่างที่นักกฎหมายมหาชนนั้น ดร.โภคิน พลกุล ได้ผลิตงานวิชาการหลายชิ้น ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างสถาบันการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถาบันรัฐธรรมนูญ” ซึ่งผลงานสำคัญที่มีการตีพิมพ์ออกมา ได้แก่&amp;amp;nbsp; “ปัญหาชั้นสูงทางกฎหมายมหาชน 2&amp;amp;nbsp;: คดีปกครองในฝรั่งเศส”&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; “รายงานผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้นโครงการศึกษาวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นเล่ม 1” “หลักกฎหมายมหาชน”&amp;amp;nbsp; “การปฏิรูประบบราชการในยุคโลกาภิวัฒน์”&amp;amp;nbsp; “การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ การมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดิน” “หลักกฎหมายมหาชน เล่ม 1 ภาพรวมเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนตามแนวคิดฝรั่งเศส ความสัมพันธ์และความแตกต่างกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง รัฐในความหมายของกฎหมายมหาชน หลักการที่เป็นรากฐานของกฎหมายมหาชน”&amp;amp;nbsp; “กฎหมายมหาชนกับการปฏิรูประบบราชการในยุคโลกาภิวัฒน์” (แต่งร่วมกับ ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์) “พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540&amp;amp;nbsp;: หนทางสู่ราชการในระบบเปิดกรุงเทพมหานคร” “งานวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น” (รศ.ดร.โภคิน พลกุล และคณะ) และ “ท่านปรีดีกับศาลปกครอง”[[#_ftn16|[16]]] &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; และในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมืองนั้น ดร.โภคิน พลกุล แม้จะมีบทบาทและภาพลักษณ์เป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” แต่ก็มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์อยู่หลายประการ โดยในช่วงที่มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 ดร.โภคินก็เป็นฟังเฟืองในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในช่วงที่ดร.โภคิน พลกุลดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา มีการริเริ่มการจัดสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ขึ้นเป็นแรกอีกด้วย[[#_ftn17|[17]]] แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการเป็นฝ่ายกฎหมายให้กับรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาจนกระทั่งรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายให้กับพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยอีกด้วย ภาพของ ดร.โภคิน พลกุล ที่ปรากฏผ่านสื่อมักจะเป็นตัวแทนของพรรคในการออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายหลาย ๆ ประเด็น เช่น ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;u&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/u&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใคร ๆ ก็ไปสุวรรณภูมิ, &#039;&#039;&#039;เนชั่นสุดสัปดาห์&#039;&#039;&#039; (24-30 ตุลาคม 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลแนวหน้า: สัมมนา, &#039;&#039;&#039;แนวหน้า &#039;&#039;&#039;(วันที่ 2 ธันวาคม 2558).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;เว็บไซต์&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะ “อคติ” จึง “อยุติธรรม” “โภคิน พลกุล” ตั้งข้อหาศาล รธน. ล้มอำนาจพิเศษ ทวงคืนอำนาจประชาชน&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/ http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้จักคน รู้จักข่าว,&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.thairath.co.th/person/8514 http://www.thairath.co.th/person/8514]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติกรรมการสภามหาวิทยาลัย,&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบประธานรัฐสภา,&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=2385&amp;amp;filename=index http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=2385&amp;amp;filename=index]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัติความเป็นมาสวนปาล์มฟาร์มนก,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://suanpalmfarmnok.com/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=131&amp;amp;Itemid=165 http://suanpalmfarmnok.com/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=131&amp;amp;Itemid=165]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับสมาพันธ์สัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน “มหกรรมสัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 ,&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://thainews.prd.go.th/CenterWeb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNECO5812140010022 http://thainews.prd.go.th/CenterWeb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNECO5812140010022]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลงานของรศ.ดร.โภคิน พลกุล,&amp;lt;br/&amp;gt; เข้าถึงจาก &amp;lt;[http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1086 http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1086]&amp;gt; เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] บทสัมภาษณ์โภคิน พลกุล , เข้าถึงจาก เพราะ “อคติ” จึง “อยุติธรรม” “โภคิน พลกุล” ตั้งข้อหาศาล รธน. ล้มอำนาจพิเศษ ทวงคืนอำนาจประชาชน [http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/%20เมื่อ http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/ เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] รู้จักคน รู้จักข่าว, เข้าถึงจาก ไทยรัฐออนไลน์ [http://www.thairath.co.th/person/8514%20เมื่อวันที่%2023%20พฤษภาคม%20พ.ศ http://www.thairath.co.th/person/8514 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ประวัติกรรมการสภามหาวิทยาลัย, เข้าถึงจาก [http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm%20เมื่อวันที่%2023%20พฤษภาคม%20พ.ศ http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] รู้จักคน รู้จักข่าว, เข้าถึงจาก ไทยรัฐออนไลน์ [http://www.thairath.co.th/person/8514 http://www.thairath.co.th/person/8514] เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] เพิ่งอ้าง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ประวัติกรรมการสภามหาวิทยาลัย, เข้าถึงจาก [http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm%20เมื่อวันที่%2023%20พฤษภาคม%20พ.ศ http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/pokin.htm เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ]. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] รู้จักคน รู้จักข่าว, เข้าถึงจาก ไทยรัฐออนไลน์ [http://www.thairath.co.th/person/8514 http://www.thairath.co.th/person/8514] เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ทำเนียบประธานรัฐสภา, เข้าถึงจาก [http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=2385&amp;amp;filename=index%20เมื่อ http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=2385&amp;amp;filename=index เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] รู้จักคน รู้จักข่าว, เข้าถึงจาก ไทยรัฐออนไลน์ [http://www.thairath.co.th/person/8514 http://www.thairath.co.th/person/8514] เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] เพราะ “อคติ” จึง “อยุติธรรม” “โภคิน พลกุล” ตั้งข้อหาศาล รธน. ล้มอำนาจพิเศษ ทวงคืนอำนาจประชาชน, เข้าถึงจาก[http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/%20เมื่อ http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/ เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ประวัติความเป็นมาสวนปาล์มฟาร์มนก, เข้าถึงจาก [http://suanpalmfarmnok.com/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=131&amp;amp;Itemid=165%20เมื่อ http://suanpalmfarmnok.com/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=131&amp;amp;Itemid=165 เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับสมาพันธ์สัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน “มหกรรมสัตว์ปีกสวยงามแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 , เข้าถึงจาก [http://thainews.prd.go.th/CenterWeb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNECO5812140010022%20เมื่อ http://thainews.prd.go.th/CenterWeb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNECO5812140010022 เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] บุคคลแนวหน้า: สัมมนา, แนวหน้า (วันที่ 2 ธันวาคม 2558), น 4.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] ผลงานของรศ.ดร.โภคิน พลกุล, เข้าถึงจาก [http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1086 http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1086] เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] ใคร ๆ ก็ไปสุวรรณภูมิ, เนชั่นสุดสัปดาห์ (24-30 ตุลาคม 2548), น.8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] เพราะ “อคติ” จึง “อยุติธรรม” “โภคิน พลกุล” ตั้งข้อหาศาล รธน. ล้มอำนาจพิเศษ ทวงคืนอำนาจประชาชน, เข้าถึงจาก[http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/%20เมื่อ http://thaipublica.org/2012/08/pokin-pallakul/ เมื่อ]วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สมาชิกคณะราษฎร|ภ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>WikiSysop</name></author>
	</entry>
</feed>