<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Trikao</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Trikao"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Trikao"/>
	<updated>2026-05-18T13:29:01Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Absentee_Voting&amp;diff=16042</id>
		<title>Absentee Voting</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Absentee_Voting&amp;diff=16042"/>
		<updated>2024-08-09T07:32:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; อำนาจ ธนานันทชัย  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิปร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; อำนาจ ธนานันทชัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039; (&#039;&#039;&#039;Absentee Voting&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;Voting at a distance&#039;&#039;&#039;) หมายถึง การลงคะแนนเสียงโดยไม่ต้องไปยังหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่สามารถหรือไม่สะดวกที่จะเดินทางไปยังสถานที่เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิใช้เสียงของตนในการลงคะแนนเพื่อเลือกผู้แทนได้ เหตุปัจจัยในสถานการณ์บางสถานการณ์อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางผู้คนจนไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตน เช่น ความยากลำบากในการเดินทาง ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพหรือชราภาพ ติดธุระภาระงาน การถูกคุมขัง ผู้ที่อยู่ระหว่างการพำนักในต่างประเทศ หรือการไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา (Waxman, 2020) ซึ่งวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งโดยไม่ต้องไปยังหน่วยเลือกตั้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่รัฐอนุญาตให้ผู้ลงคะแนนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งอื่น การส่งผู้อื่นให้ไปเป็นตัวแทนเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งแทนตนเอง (proxy voting) การลงคะแนนผ่านระบบออนไลน์ (online voting / internet voting) หรือวิธีอันเป็นที่คุ้นเคยอย่างการลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์ (postal voting/ vote by mail) วิธีการเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ไม่เกิดการเสียสิทธิในการลงคะแนนเลือกผู้แทนไปแบบเปล่าประโยชน์ จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า ความมุ่งหมายของ absentee voting เป็นไปเพื่อช่วยอำนวยให้ผู้เลือกตั้งเกิดความสะดวกมากที่สุดโดยลดทอนปัญหาทางด้านเทคนิคต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงการลงคะแนนเสียงให้กับประชาชนเพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่ทางการเมืองในสภาแทนตนได้ (MIT Election Data + Science Lab, 2021)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เมื่อกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการลงคะแนนนอกเขต (absentee voting) แนวคิดดังกล่าวได้เริ่มปรากฏครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคสมัยของสงครามปฏิวัติอเมริกา (American Revolution 1775-1783) ครั้งเมื่อ 13 รัฐอาณานิคมในภาคพื้นทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ นิวยอร์ก เพนซิลวาเนีย จอร์เจีย นิวเจอร์ซีย์ นอร์ทแคโรไลนา เวอร์จิเนีย แมสซาชูเซตส์ แมรีแลนด์ เซาท์แคโรไลนา คอนเนกติคัต นิวแฮมป์เชียร์ เดลาแวร์ และโรดไอส์แลนด์ได้มีข้อพิพาทอย่างรุนแรงในเรื่องของนโยบายการเก็บภาษีและได้ทำการต่อต้านเพื่อปลดแอกจากอังกฤษในฐานะเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น (Damante, 2020) ประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกไว้ว่า ราวเดือนธันวาคม ค.ศ. 1775 กองทหารที่เกิดจากการรวมกันของรัฐอาณานิคมทั้ง 13 รัฐ ที่ได้เข้าร่วมในสงครามต่อต้านอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนาม Continental Army ได้มีการส่งจดหมายกลับไปยังเมืองบ้านเกิดเพื่อขอให้พวกตนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในสถานที่เลือกตั้งในพื้นที่อื่น และที่ประชุมเมืองมีมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวที่จะนับคะแนนเสียงของพลทหารเหล่านั้น แม้ว่าจะไม่ได้ไปลงคะแนนเสียง ณ สถานที่เลือกตั้งนั้นก็ตาม หรืออย่างในกรณีของรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี ค.ศ. 1812 ที่อนุญาตให้บรรดาทหารที่อยู่ในสนามรบสามารถลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตได้ หากผู้นั้นประจำการอยู่ห่างออกไป 2 ไมล์ จากบ้านของตน (Inbody, 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; อีกกรณีตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องของ absentee voting คือ ยุคสงครามกลางเมือง (Civil War) ที่เกิดขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1861-1865 ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวอเมริกันด้วยกันเองระหว่างฝ่ายเหนือ หรือฝ่ายสหภาพ (the Union) และฝ่ายใต้ หรือฝ่ายสมาพันธรัฐ (the Confederacy) ในข้อพิพาทที่เกี่ยวกับเรื่องของแรงงานทาส สงครามได้ดำเนินไปอย่างดุเดือดรุนแรงที่ต่างฝ่ายต่างต้องการชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเหนืออีกฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของตนเอง ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหมดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ในสมัยแรก และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ในปี ค.ศ. 1864 ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ในฐานะตัวแทนของพรรครีพับลิกัน และ จอร์จ แมคเคลแลน (George McClellan) ที่เป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ในช่วงเวลาดังกล่าว แมคเคลแลนถูกจับตามองว่าน่าจะผู้ที่ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดีคนถัดไป เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองของเขาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับของพรรคเดโมแครตที่ต้องการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายใต้เพื่อยุติสงคราม ในขณะที่ลินคอล์นนั้นต้องเผชิญกับการเมืองภายในพรรครีพับลิกันที่ซึ่งต้องการเจรจายุติสงครามเหมือนกับพรรคเดโมแครต ในขณะที่ลินคอล์นยังคงต้องการให้ดำเนินสงครามกับฝ่ายใต้ต่อไป จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเลือกตั้งในครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อ เอ็ดวิน สแตนตัน (Edwin Stanton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม (Secretary of War) ในขณะนั้น ได้เสนอให้มีการใช้ระบบการลงคะแนนนอกเขตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในห้วงเวลาแห่งสงคราม (Stilwell, 2020) เพื่อให้บรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหลายที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารและต่างก็กำลังติดพันอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามสามารถใช้สิทธิของตนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคนที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีทำหน้าที่ผู้นำในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของสงครามครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามความต้องการของลินคอล์นที่ต้องการให้มีรัฐบาลที่ชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง แทนที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงเวลาสงครามอันไร้ซึ่งความเห็นชอบจากเสียงของประชาชน ท้ายที่สุด ลินคอล์นสามารถเอาชนะใจประชาชนและคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเสียงส่วนใหญ่จากกองทัพถึง 78 เปอร์เซ็นต์ ที่โหวตให้กับเขา (Stilwell, 2020) จากจำนวนทหารราว 150,000 นายที่ได้ใช้สิทธิโหวตเลือกตั้งขณะที่ประจำการอยู่ในสนามรบ (Rotondi, 2020) และลินคอล์นก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1865 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่แสนสั้นไม่ถึงเดือนก่อนที่กองทหารฝ่ายเหนือจะสามารถเข้าทำการพิชิตยึดริชมอนด์ (Richmond) ซึ่งเป็นเมืองฐานที่มั่นของฝ่ายใต้ได้ในเดือนเมษายนถัดมาพร้อมกับการยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการของนายพลลี (Robert E. Lee) ผู้บัญชาการกองทัพของฝ่ายใต้ที่ Appomattox Court House ในรัฐเวอร์จิเนีย&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตยังได้ปรากฎอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]] ที่ซึ่งประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน โรเซอเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) และประธานาธิบดี แฮรี่ เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) ต่างก็มีจุดยืนในการสนับสนุนให้นายทหารที่ออกไปร่วมรบในสงครามสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในฐานะที่พลเมืองแห่งสหรัฐฯได้ไม่ว่าจะอยู่แห่งใด (Rotondi, 2020) ด้วยการนี้จึงได้มีการออกกฎหมายการเลือกตั้งของทหาร (Soldier Voting Act) ขึ้นในปี ค.ศ. 1942 ที่ให้นายทหารทุกคนที่อยู่ในต่างประเทศสามารถลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งจากภายนอกประเทศแล้วส่งกลับมายังสหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีทหารราว 3.2 ล้านนาย ได้ใช้สิทธิลงคะแนนในต่างแดน หรือประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิของเสียงเลือกตั้งทั้งหมดในช่วงสงครามโลกครั้งนี้ (Seitz-Wald, 2020) แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับถึงเพียงแค่ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แนวคิดการลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตที่หยั่งรากอยู่ในประวัติศาสตร์สงครามการสู้รบก่อร่างสร้างประเทศของชนชาติอเมริกาก็ได้ขยายขอบเขตไปสู่ประชาชนในทุกอาชีพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มบรรดาเหล่าทหารในกองทัพเพียงเท่านั้น และยังได้พัฒนามาสู่การเลือกตั้งด้วยการลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์ (vote by mail) และการเลือกตั้งล่วงหน้า (early voting) ในยุคปัจจุบัน ที่ให้ประชาชนที่ไม่สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้งยังหน่วยเลือกตั้งในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนในวันเลือกตั้งที่ได้กำหนดไว้สามารถที่จะทำการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ หากประชาชนบุคคลดังกล่าวยังพึงที่จะใช้สิทธิในการเข้าร่วมลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนของตน (Fortier, 2006) ทั้งนี้ แนวคิดการเลือกตั้งนอกเขตที่ถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกานี้ก็ได้ส่งอิทธิพลขยายออกไปสู่บรรดาชาติอื่น ๆ อีกหลายประเทศ อาทิ แคนนาดา เม็กซิโก ออสเตรีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมัน เนเธอแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ฮังการี ลักเซมเบิร์ก ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ โปแลนด์ อินเดีย อิตาลี อิสราเอล เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในส่วนของประเทศไทยนั้น แนวคิดการเลือกตั้งนอกเขตปรากฎออกมาในรูปแบบของการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตทั้งภายในและภายนอกประเทศเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการเลือกตั้งนอกเขตในรูปแบบอื่น ๆ อย่างการส่งตัวแทนไปลงคะแนนเลือกตั้ง (proxy voting) การเลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์ (voting by mail) และการเลือกตั้งออนไลน์ (online voting) โดยแรกเริ่มนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 105 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า &#039;&#039;“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งตาม มาตรา 103 ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้งหรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาบัญญัติ”&#039;&#039; จากข้อความในรัฐธรรมนูญที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายได้สนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง แม้ว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะอยู่นอกเขต/จังหวัดเลือกตั้งของตนก็ตาม ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 และฉบับ พ.ศ. 2560 เรื่องของการเลือกตั้งนอกเขตก็ยังเป็นสิ่งที่ได้รับการรับรองและถูกระบุไว้ใน มาตรา 99 และ มาตรา 95 ตามลำดับของรัฐธรรมนูญที่กล่าวมา ถึงแม้ว่ากฎหมายจะอำนวยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ยังได้กำหนดเกณฑ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและจำกัดสิทธิบุคคลบางกลุ่มในการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดหรือผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติโดยได้สัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง โดยต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อันได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 1) เป็นภิกษุสามเณรนักพรตหรือนักบวช&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 3) ต้องคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 95 (3) ได้ระบุถึงบุคคลผู้มีสิทธิในการลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้งไว้ว่า หากบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้านหรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร แต่มีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิของตนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง บุคคลผู้นั้นสามารถขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งได้ตามวัน เวลา วิธีการ สถานที่ และเงื่อนไขตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฎิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิ ผู้ที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ผู้คนที่มีหน้าที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่อื่นใดนอกเขตเลือกตั้ง จนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้ (มาตรา 107) และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร (มาตรา 109) สามารถยื่นขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Damante, R. (2020). President Trump ignores the long history of absentee ballots. Constitutional Accountability Center. Retrieved from [https://www.theusconstitution.org/blog/president-trump-ignores-the-long-history-of-absentee-ballots/ https://www.theusconstitution.org/blog/president-trump-ignores-the-long-history-of-absentee-ballots/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Stilwell, B. (2020). How Absentee Voting for US Troops Won the Civil War and Ended Slavery. Military.com. Retrieved from [https://www.military.com/military-life/how-absentee-voting-us-troops-won-civil-war-and-ended-slavery.html https://www.military.com/military-life/how-absentee-voting-us-troops-won-civil-war-and-ended-slavery.html]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Fortier, J.C. (2006). Absentee and early voting: Trends, promises, and perils. The AEI Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Inbody, D.S. (2016). The soldier vote: War, politics, and the ballot in America. Palgrave Macmillan&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
MIT Election Data + Science Lab. (2021). Voting by mail and absentee voting. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://www.congress.gov/116/meeting/house/110938/documents/HHRG-116-JU00-20200728-SD036.pdf https://www.congress.gov/116/meeting/house/110938/documents/HHRG-116-JU00-20200728-SD036.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Rotondi, J.P. (2020). Vote-by-mail programs date back to the Civil War. History. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://www.history.com/news/vote-by-mail-soldiers-war https://www.history.com/news/vote-by-mail-soldiers-war]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Seitz-Wald, A. (2020). How do you know voting by mail works? The U.S. military’s done it since the Civil War. NBC News. Retrieved from [https://www.nbcnews.com/politics/2020-election/how-do-you- https://www.nbcnews.com/politics/2020-election/how-do-you-]know-voting-mail-works-u-s-military-n1186926&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waxman, O.B. (2020). Voting by mail dates back to American’s earliest years. Here’s how it’s&amp;amp;nbsp; changed over the years. TIME. Retrieved from [https://time.com/5892357/voting-by-mail-history/ https://time.com/5892357/voting-by-mail-history/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:ระบบการเลือกตั้ง]] [[Category:รูปแบบการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Gerrymandering&amp;diff=16041</id>
		<title>Gerrymandering</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Gerrymandering&amp;diff=16041"/>
		<updated>2024-08-07T09:49:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; อำนาจ ธนานันทชัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;กลวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการนับผลคะแนน&#039;&#039;&#039; หรือที่รู้จักกันในเทอมของคำว่า &#039;&#039;&#039;Gerrymandering&#039;&#039;&#039; ซึ่งต้นกำเนิดของศัพท์คำนี้มีที่มาจากชื่อของนาย Elbridge Gerry ผู้ว่าการรัฐ Massachusetts อีกทั้งยังเป็นหนึ่งใน 56 ผู้ลงนามในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา (Declaration of Independence) ในปี ค.ศ. 1776 จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของมลรัฐในปี ค.ศ. 1812 Elbridge Gerry ได้ใช้อำนาจของตนในฐานะผู้ว่าการรัฐออกกฎหมายปรับเปลี่ยนเขตการเลือกตั้งใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่พรรคของตนเองซึ่งในขณะนั้นคือพรรค Democratic-Republican Party จนมีชัยชนะเหนือพรรค Federalist Party ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งในการเลือกตั้งขณะนั้น การกระทำดังกล่าวของเขาถูกสื่อท้องถิ่นวิจารณ์อย่างหนักและมีการวาดแผนภาพล้อเลียนการแบ่งเขตที่สร้างความไม่เป็นธรรมนี้จนออกมาเป็นรูปของสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกับตัวซาลาแมนเดอร์ โดยมีการประดิษฐ์คำขึ้นใหม่ที่ใช้ชื่อสกุล Gerry มาผสมกับคำว่า Salamander จนกลายมาเป็นคำว่า Gerrymander ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (1).png|center|500x300px|Gerrymandering (1).png]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; Public Wise Research (2022b)&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ สารานุกรม Britannica ได้ให้นิยาม Gerrymandering&amp;amp;nbsp;ไว้ว่าเป็นการกระทำในการกำหนดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งอันเป็นไปในทางที่ให้ผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมแก่พรรคการเมืองหนึ่งหรือไปลดทอนคะแนนเสียงของชนกลุ่มน้อยทางภาษาหรือชาติพันธุ์อื่น&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “The practice of drawing the boundaries of electoral districts in a way that gives one&amp;amp;nbsp;political party an unfair advantage over its rivals or that dilutes the voting power of members of ethnic or linguistic minority groups.” (Duignan, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อพิจารณาถึงที่ไปที่มาในความหมายของศัพท์คำนี้ จะเห็นถึงนัยยะสำคัญในเรื่องของการใช้กลวิธีที่สร้างความไม่เป็นธรรมโดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์มาสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้ง ในการได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนในระบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา โดยหลักแล้วจะคำนึงถึงปัจจัยทางด้านจำนวนประชากร ภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ และวัฒนธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง กระนั้น การใช้กลวิธีแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้ก่อให้เกิดการบิดเบือนผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง เพราะแทนที่จะได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชน กลับกลายเป็นการได้มาซึ่งตัวแทนของพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้เสียกับการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เกิดขึ้น (Public Wise Research, 2022a) นั่นเพราะเป็นผลสืบเนื่องจากการลงคะแนนเสียงของประชากรในเขตนั้น ๆ ถูกกำหนดขึ้นใหม่จากการปรับ/เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่เลือกตั้งจนส่งผลกระทบต่อสัดส่วนฐานเสียงของแต่ละพรรคการเมืองภายในเขตเลือกตั้งจนนำไปสู่ชัยชนะในเกมการเมืองผ่านตัวเลขจากระบบการลงคะแนน (Mathematic triumph of politics)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสหรัฐอเมริกาการทำความเข้าใจการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือ Gerrymandering ในเบื้องต้น ควรที่จะต้องเข้าใจถึงเรื่องของวิธีการแบ่งสัดส่วนใหม่อีกครั้ง (reapportionment) และการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ (redistricting) การแบ่งสัดส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดสรรจำนวนผู้แทนในแต่ละมลรัฐตามขนาดของประชากร ซึ่งโดยปกติแล้วการแบ่งสัดส่วนของผู้แทนตามแต่ละมลรัฐมักเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญมากเท่าใดนัก (Public Wise Research, 2022b) นั่นเป็นเพราะ จำนวนผู้แทนถูกกำหนดจากจำนวนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนผู้แทนในแต่ละมลรัฐไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งทั้งหมดในรัฐสภาสหรัฐหรือสภาคองเกรส (Congress) ที่ซึ่ง 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และ 100 ที่นั่งในวุฒิสภา (Senate) ก็ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ในทางกลับกันการขีดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งกลับเป็นเรื่องที่กลายเป็นประเด็นอย่างเด่นชัด เพราะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกำหนดการกระจายตัวของผู้แทนในระดับท้องถิ่น ซึ่งในมลรัฐเล็ก ๆ ที่มีประชากรจำนวนน้อยมักไม่พบปัญหาในเรื่องนี้มากนัก เพราะมักได้รับจัดสรรให้มีจำนวนผู้แทนเพียงคนเดียว แต่มักจะเกิดปัญหาในกรณีของมลรัฐขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้แทนหลายที่นั่ง และมักเกิดคำถามขึ้นว่าจะต้องใช้วิธีในการขีดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งแบบใดถึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่อาศัยอยู่ในมลรัฐนั้น ๆ เพื่อให้การเลือกตั้งมีการแข่งขันกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างเเท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; Public Wise Research (2022b) ได้กล่าวถึง การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมไว้ว่ามีการใช้ 3 กลวิธี อันได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1) การกะเทาะ (cracking) หมายถึง การลดทอนอำนาจหรือฐานเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้ลดน้อยลงด้วยการจัดให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งหลายเขต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) การบรรจุ (packing) หมายถึง การมัดรวมเอาคะแนนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้รวมอยู่ในเขตเดียวกันเพื่อเป็นการตีกรอบไม่ให้มีอำนาจในการออกเสียงในเขตอื่น และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) การซ้อนทับ (stacking) หมายถึง การผนวกเอากลุ่มที่เป็นเสียงส่วนน้อย (minority) เข้าไปในกลุ่มของเสียงส่วนใหญ่ (majority) ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้กลุ่มของเสียงส่วนน้อยถูกกลืนหายไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า Gerrymandering ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากที่มีการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบ First-past-the-post system หรือ Winner-take-all กล่าวคือ พรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งก็จะกวาดชัยชนะยกทั้งเขตมลรัฐนั้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เพื่อให้เห็นภาพของ Gerrymandering ได้ชัดเจนขึ้น สมมติให้มีการแข่งขันเลือกตั้ง 2 พรรค ระหว่างพรรคสีฟ้าและพรรคสีแดง จะเห็นได้ว่าจำนวนคะแนนเสียงของพรรคสีฟ้ามีมากกว่าพรรคสีแดง กล่าวคือ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 50 คน พรรคสีฟ้าจะได้คะแนนเสียงอยู่ที่ 30 คะแนน หรือ 60% ในขณะที่พรรคสีแดงได้คะแนนเสียงน้อยกว่าอยู่ที่ 20 คะแนน หรือ 40% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด หากมีการแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต และมีผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทน 1 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งในอันที่ควรจะเป็นเพื่อความเป็นธรรม คือ การได้ผู้แทนตามสัดส่วนที่สะท้อนถึงเสียงของผู้เลือกตั้ง หรือก็คือ การที่พรรคสีฟ้าได้ผู้แทน จำนวน 3 คน และพรรคสีแดงได้ผู้แทน จำนวน 2 คน ตามลำดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (2).png|center|400x300px|Gerrymandering (2).png]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่วิธีในการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งที่ต่างกันสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ในการเลือกตั้งที่ต่างกันแม้จะมีคะแนนคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการลากเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป เช่น พรรคสีแดงไม่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนในทุกเขตเลือกตั้ง เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ไปสร้างความได้เปรียบเป็นอย่างมากให้กับพรรคสีฟ้าจนทำให้พรรคสีฟ้าสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ในแต่ละเขตเลือกตั้งได้ หรือในกรณีที่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคสีแดงจากแต่เดิมได้ผู้แทนเพียงแค่ 2 คน เมื่อมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่กลับได้จำนวนผู้แทนเพิ่มขึ้นและกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนผู้แทนเป็นเสียงข้างมากในสภาแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (3).png|center|400x300px|Gerrymandering (3).png]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้ว่า Gerrymandering หรือการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความไม่เป็นธรรมนั้นจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในการเลือกตั้งสหรัฐมาทุกยุคทุกสมัย แต่กระนั้นศาลสูงของสหรัฐ (Supreme Court) ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่า Gerrymandering เป็นเรื่องที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ หรือกล่าวคือ ยังไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นเพราะรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐไม่ได้มีการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นกลางในการพิจารณาว่าการแบ่งเขตการเลือกตั้งแบบใดที่สร้างความไม่เป็นธรรม (Lieb, 2019) อีกทั้งรัฐแต่ละรัฐต่างมีอิสระในการแบ่งเขตการเลือกตั้งตามจำนวนผู้แทนที่ถูกจัดสรรในเขตแดนของตน นั่นเพราะผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการแบ่งเขตการเลือกตั้ง คือ สภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ (state legislature) ไม่ใช่รัฐบาลกลาง (federal government) ดังนั้น การจัดการกับ Gerrymandering จึงต้องอาศัยกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละมลรัฐนั้น ๆ ในการพิจารณาว่าการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งที่ได้สร้างความไม่เป็นธรรมทางการเมืองนั้นละเมิดต่อบทบัญญัติของท้องถิ่นตนหรือไม่อย่างไร แต่กระนั้น หลายครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดระบุได้ว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้นเกิด Gerrymandering ขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นไม่ได้ถูกตีกรอบเป็นเส้นตรงหรือตารางรูปเหลี่ยมแบบเรขาคณิต แต่ถูกกำหนดด้วยการแบ่งตามตัวเลขจำนวนประชากรตามแต่ละเขตที่ต้องกำหนดเขตการเลือกตั้งให้มีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะอาศัยตัวเลขอ้างอิงการการทำสำมะโนประชากรในทุก 10 ปี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในแต่ละเขตไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามธรรมชาติอย่างการเกิดและการตาย หรือการอพยพย้ายถิ่น เข้า-ออก ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการตีเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น ความคลุมเครือในเรื่องของ Gerrymandering มักถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในช่วงที่มีการเลือกตั้งสหรัฐในทุกคราไม่ว่าจะเป็นสื่อทางการหรือสื่อท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนตื่นตัว และช่วยกันตรวจสอบถึงที่มาที่ไปในการแบ่งเขตเลือกตั้งว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน เนื่องด้วย เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาการกล่าวหาเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นกรณีพิพาทฟ้องร้องกันในศาลของสหรัฐอยู่มากมายหลายคดี (Wang, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้กำหนดให้[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง_(กกต.)|คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] (กกต.) เป็น[[องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|องค์กรอิสระ]]ในการทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งทุกประเภททั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น อีกทั้งมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน วินิจฉัยชีขาดประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และที่สำคัญ กกต. ยังมีอำนาจในการกำหนดแบ่งเขตเลือกตั้งที่เป็นเสมือนสนามชิงชัยทางการเมืองของบรรดาพรรคการเมืองในแต่ละพื้นที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ได้มีการปรับลดสัดส่วน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ลงเหลือ 350 ที่นั่ง จะเดิมที่มี จำนวน 375 ที่นั่ง อันเนื่องจากบทบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทำให้ต้องมีการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เดิมนั้น ตามหลักแล้ว เขตการเลือกตั้งเดียวกันจะต้องมีพื้นที่ติดต่อกันและมีเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน อีกทั้งยังห้ามแยกหมู่บ้านที่อยู่ในตำบลเดียวกันออกจากกันในการตีเส้นแบ่งเขตใหม่ (รังสรรค์, 2541) แต่ในช่วง ปี 2561 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.[[ประยุทธ์_จันทร์โอชา|ประยุทธ์_จันทร์โอชา]] ได้มีการใช้ มาตรา 44 ให้อำนาจแก่ กกต. สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไรก็ได้เพื่อทันกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ทำให้เกิดการฝ่าฝืนหลักการแบ่งเขตเลือกตั้งแต่เดิมที่มีมา เช่น มีการแยกตำบลออกจากกัน ภายหลังการประกาศเขตเลือกตั้งใหม่นั้น พบว่ามีอยู่ด้วยกัน 11 จังหวัด ที่มีเขตเลือกตั้งไม่เหมือนกับที่ กกต. ประกาศออกมาในครั้งแรก ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ ชัยนาท นครปฐม เชียงราย อุดรธานี สกลนคร มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และนครราชสีมา (iLaw, 2561) ซึ่งเป็นที่ครหาว่าเป็นการแบ่งเขตที่เอื้อประโยชน์ต่อ[[พรรคพลังประชารัฐ|พรรคพลังประชารัฐ]]ของ พล.อ.ประยุทธ์ จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในเวลานั้น&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ล่าสุดการเลือกตั้งในปี 2566 สภาได้มีมติให้นำระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนานที่เคยใช้ก่อน ปี 2560 กลับมาใช้อีกครั้ง ทำให้มีการปรับสัดส่วน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้น 50 ที่นั่ง จากแต่เดิม 350 ที่นั่ง ในการเลือกตั้ง ปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 400 ที่นั่ง ทำให้ต้องมีการปรับเขตการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ วิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้คำนวณเฉพาะจำนวนประชาชนที่มีสัญชาติไทยแล้วหารแบ่งเขตเลือกตั้ง การแบ่งเขตใหม่ครั้งนี้พบว่า การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งได้ส่งผลต่อการ เพิ่ม-ลด จำนวน สส. ใน 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ปัตตานี ลพบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และสมุทรสาคร (ThaiPBS, 2566) เป็นที่น่าสนใจว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้เกิดข้อพิรุธในการแบ่งเขตเลือกตั้งจนนำไปสู่การยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองสูงสุดใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สุโขทัย และสกลนคร โดยเหตุแห่งการฟ้องคดีมีที่มาจากข้อกล่าวหาต่อทาง กกต. ที่ได้แบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการรวมแขวง/ตำบลให้เป็นเขตเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ได้ยึดเอาหลักเกณฑ์รวมเขตปกครอง/อำเภอเป็นเขตเลือกตั้งตามที่เกณฑ์ใน มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ผู้จัดการออนไลน์, 2566)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาทางศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยมีถ้อยแถลงว่า การเพิ่มขึ้นของเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2566 เป็นผลอันเนื่องมาจากการเพิ่งขึ้นของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมี จำนวน 400 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 50 คนจากแต่เดิม ทำให้ต้องมีการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดเพิ่มตามตามสัดส่วนที่ถูกกำหนดจากค่าเฉลี่ยของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งต่อ จำนวน สส. 1 คน เมื่อคำนวณแล้วจังหวัดใดที่มี สส. ได้เกิน 1 คน ให้แบ่งจังหวัดนั้นออกเป็นเขตเลือกตั้ง โดยที่เขตเลือกตั้งต้องมีพื้นที่ติดต่อกันและสามารถคมนาคมได้สะดวก รวมถึงต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันของจำนวนราษฎรในแต่ละเขต ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำค่าเฉลี่ยจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งเป็นตัวตั้งตามเกณฑ์ของ กกต. ไม่พบว่ามีสัดส่วนที่มากกว่าหรือน้อยกว่า ร้อยละ 10 ของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตจนเกินไป ศาลพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเหตุให้ยกฟ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์. (2566). พิจารณานัดแรกฟ้องแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.-สุโขทัย-สกลนคร มิชอบ ตุลาการผู้แถลงคดีแนะยกฟ้องตาม รธน. ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[https://mgronline.com/politics/detail/9660000031437 https://mgronline.com/politics/detail/9660000031437]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. (2541). Redistricting กับ Gerrymandering. ผู้จัดการรายวัน. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[http://www.rangsun.econ.tu.ac.th/data/06/03-41/09-01-Redistricting%20กับ%20Gerrymandering.pdf http://www.rangsun.econ.tu.ac.th/data/06/03-41/09-01-Redistricting%20กับ%20Gerrymandering.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
iLaw. (2561). เลือกตั้ง 62: การแบ่งเขตเลือกตั้งโดย คสช. สืบค้นจาก [https://ilaw.or.th/node/5046 https://ilaw.or.th/node/5046]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ThaiPBS. (2566). กกต.คำนวณราษฎรแบ่งเขตใหม่ พบ 8 จังหวัด สส.เพิ่ม-ลด. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/325176 https://www.thaipbs.or.th/news/content/325176]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Duignan, B. (2023). Gerrymandering. In Encyclopedia Britannica. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://www.britannica.com/topic/gerrymandering https://www.britannica.com/topic/gerrymandering]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lieb, D.A. (2023). Why is partisan gerrymandering OK under US Constitution?. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://apnews.com/article/54499d87807a4460a2c5ef4fb08d8c36 https://apnews.com/article/54499d87807a4460a2c5ef4fb08d8c36]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Public Wise Research. (2022a).The impacts of gerrymandering. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://publicwise.org/publication/the-impacts-of-gerrymandering/ https://publicwise.org/publication/the-impacts-of-gerrymandering/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Public Wise Research. (2022b). What is gerrymandering?. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://publicwise.org/publication/what-is-gerrymandering/ https://publicwise.org/publication/what-is-gerrymandering/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wang, H.L. (2023). Is drawing a voting map that helps a political party illegal? Only in some&amp;amp;nbsp;states. Retrieved from [https://www.npr.org/2023/05/17/1173469584/partisan-gerrymandering-explainer-north-carolina https://www.npr.org/2023/05/17/1173469584/partisan-gerrymandering-explainer-north-carolina]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:ระบบการเลือกตั้ง]] [[Category:รูปแบบการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Gerrymandering&amp;diff=16040</id>
		<title>Gerrymandering</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Gerrymandering&amp;diff=16040"/>
		<updated>2024-08-07T09:47:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; อำนาจ ธนานันทชัย  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิปร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; อำนาจ ธนานันทชัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;กลวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการนับผลคะแนน&#039;&#039;&#039; หรือที่รู้จักกันในเทอมของคำว่า &#039;&#039;&#039;Gerrymandering&#039;&#039;&#039; ซึ่งต้นกำเนิดของศัพท์คำนี้มีที่มาจากชื่อของนาย Elbridge Gerry ผู้ว่าการรัฐ Massachusetts อีกทั้งยังเป็นหนึ่งใน 56 ผู้ลงนามในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา (Declaration of Independence) ในปี ค.ศ. 1776 จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของมลรัฐในปี ค.ศ. 1812 Elbridge Gerry ได้ใช้อำนาจของตนในฐานะผู้ว่าการรัฐออกกฎหมายปรับเปลี่ยนเขตการเลือกตั้งใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่พรรคของตนเองซึ่งในขณะนั้นคือพรรค Democratic-Republican Party จนมีชัยชนะเหนือพรรค Federalist Party ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งในการเลือกตั้งขณะนั้น การกระทำดังกล่าวของเขาถูกสื่อท้องถิ่นวิจารณ์อย่างหนักและมีการวาดแผนภาพล้อเลียนการแบ่งเขตที่สร้างความไม่เป็นธรรมนี้จนออกมาเป็นรูปของสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกับตัวซาลาแมนเดอร์ โดยมีการประดิษฐ์คำขึ้นใหม่ที่ใช้ชื่อสกุล Gerry มาผสมกับคำว่า Salamander จนกลายมาเป็นคำว่า Gerrymander ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (1).png|center|500x300px|Gerrymandering (1).png]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; Public Wise Research (2022b)&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ สารานุกรม Britannica ได้ให้นิยาม Gerrymandering&amp;amp;nbsp;ไว้ว่าเป็นการกระทำในการกำหนดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งอันเป็นไปในทางที่ให้ผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมแก่พรรคการเมืองหนึ่งหรือไปลดทอนคะแนนเสียงของชนกลุ่มน้อยทางภาษาหรือชาติพันธุ์อื่น&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “The practice of drawing the boundaries of electoral districts in a way that gives one&amp;amp;nbsp;political party an unfair advantage over its rivals or that dilutes the voting power of members of ethnic or linguistic minority groups.” (Duignan, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อพิจารณาถึงที่ไปที่มาในความหมายของศัพท์คำนี้ จะเห็นถึงนัยยะสำคัญในเรื่องของการใช้กลวิธีที่สร้างความไม่เป็นธรรมโดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์มาสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้ง ในการได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนในระบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา โดยหลักแล้วจะคำนึงถึงปัจจัยทางด้านจำนวนประชากร ภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ และวัฒนธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง กระนั้น การใช้กลวิธีแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้ก่อให้เกิดการบิดเบือนผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง เพราะแทนที่จะได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชน กลับกลายเป็นการได้มาซึ่งตัวแทนของพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้เสียกับการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เกิดขึ้น (Public Wise Research, 2022a) นั่นเพราะเป็นผลสืบเนื่องจากการลงคะแนนเสียงของประชากรในเขตนั้น ๆ ถูกกำหนดขึ้นใหม่จากการปรับ/เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่เลือกตั้งจนส่งผลกระทบต่อสัดส่วนฐานเสียงของแต่ละพรรคการเมืองภายในเขตเลือกตั้งจนนำไปสู่ชัยชนะในเกมการเมืองผ่านตัวเลขจากระบบการลงคะแนน (Mathematic triumph of politics)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสหรัฐอเมริกาการทำความเข้าใจการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือ Gerrymandering ในเบื้องต้น ควรที่จะต้องเข้าใจถึงเรื่องของวิธีการแบ่งสัดส่วนใหม่อีกครั้ง (reapportionment) และการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ (redistricting) การแบ่งสัดส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดสรรจำนวนผู้แทนในแต่ละมลรัฐตามขนาดของประชากร ซึ่งโดยปกติแล้วการแบ่งสัดส่วนของผู้แทนตามแต่ละมลรัฐมักเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญมากเท่าใดนัก (Public Wise Research, 2022b) นั่นเป็นเพราะ จำนวนผู้แทนถูกกำหนดจากจำนวนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนผู้แทนในแต่ละมลรัฐไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งทั้งหมดในรัฐสภาสหรัฐหรือสภาคองเกรส (Congress) ที่ซึ่ง 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และ 100 ที่นั่งในวุฒิสภา (Senate) ก็ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ในทางกลับกันการขีดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งกลับเป็นเรื่องที่กลายเป็นประเด็นอย่างเด่นชัด เพราะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกำหนดการกระจายตัวของผู้แทนในระดับท้องถิ่น ซึ่งในมลรัฐเล็ก ๆ ที่มีประชากรจำนวนน้อยมักไม่พบปัญหาในเรื่องนี้มากนัก เพราะมักได้รับจัดสรรให้มีจำนวนผู้แทนเพียงคนเดียว แต่มักจะเกิดปัญหาในกรณีของมลรัฐขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้แทนหลายที่นั่ง และมักเกิดคำถามขึ้นว่าจะต้องใช้วิธีในการขีดเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งแบบใดถึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่อาศัยอยู่ในมลรัฐนั้น ๆ เพื่อให้การเลือกตั้งมีการแข่งขันกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างเเท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; Public Wise Research (2022b) ได้กล่าวถึง การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมไว้ว่ามีการใช้ 3 กลวิธี อันได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1) การกะเทาะ (cracking) หมายถึง การลดทอนอำนาจหรือฐานเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้ลดน้อยลงด้วยการจัดให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งหลายเขต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) การบรรจุ (packing) หมายถึง การมัดรวมเอาคะแนนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้รวมอยู่ในเขตเดียวกันเพื่อเป็นการตีกรอบไม่ให้มีอำนาจในการออกเสียงในเขตอื่น และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) การซ้อนทับ (stacking) หมายถึง การผนวกเอากลุ่มที่เป็นเสียงส่วนน้อย (minority) เข้าไปในกลุ่มของเสียงส่วนใหญ่ (majority) ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้กลุ่มของเสียงส่วนน้อยถูกกลืนหายไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า Gerrymandering ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากที่มีการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบ First-past-the-post system หรือ Winner-take-all กล่าวคือ พรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งก็จะกวาดชัยชนะยกทั้งเขตมลรัฐนั้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เพื่อให้เห็นภาพของ Gerrymandering ได้ชัดเจนขึ้น สมมติให้มีการแข่งขันเลือกตั้ง 2 พรรค ระหว่างพรรคสีฟ้าและพรรคสีแดง จะเห็นได้ว่าจำนวนคะแนนเสียงของพรรคสีฟ้ามีมากกว่าพรรคสีแดง กล่าวคือ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 50 คน พรรคสีฟ้าจะได้คะแนนเสียงอยู่ที่ 30 คะแนน หรือ 60% ในขณะที่พรรคสีแดงได้คะแนนเสียงน้อยกว่าอยู่ที่ 20 คะแนน หรือ 40% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด หากมีการแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต และมีผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทน 1 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งในอันที่ควรจะเป็นเพื่อความเป็นธรรม คือ การได้ผู้แทนตามสัดส่วนที่สะท้อนถึงเสียงของผู้เลือกตั้ง หรือก็คือ การที่พรรคสีฟ้าได้ผู้แทน จำนวน 3 คน และพรรคสีแดงได้ผู้แทน จำนวน 2 คน ตามลำดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (2).png|center|400x300px|Gerrymandering (2).png]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่วิธีในการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งที่ต่างกันสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ในการเลือกตั้งที่ต่างกันแม้จะมีคะแนนคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการลากเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป เช่น พรรคสีแดงไม่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนในทุกเขตเลือกตั้ง เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ไปสร้างความได้เปรียบเป็นอย่างมากให้กับพรรคสีฟ้าจนทำให้พรรคสีฟ้าสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ในแต่ละเขตเลือกตั้งได้ หรือในกรณีที่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคสีแดงจากแต่เดิมได้ผู้แทนเพียงแค่ 2 คน เมื่อมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่กลับได้จำนวนผู้แทนเพิ่มขึ้นและกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนผู้แทนเป็นเสียงข้างมากในสภาแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Gerrymandering (3).png|center|400x300px|Gerrymandering (3).png]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้ว่า Gerrymandering หรือการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความไม่เป็นธรรมนั้นจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในการเลือกตั้งสหรัฐมาทุกยุคทุกสมัย แต่กระนั้นศาลสูงของสหรัฐ (Supreme Court) ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่า Gerrymandering เป็นเรื่องที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ หรือกล่าวคือ ยังไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นเพราะรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐไม่ได้มีการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นกลางในการพิจารณาว่าการแบ่งเขตการเลือกตั้งแบบใดที่สร้างความไม่เป็นธรรม (Lieb, 2019) อีกทั้งรัฐแต่ละรัฐต่างมีอิสระในการแบ่งเขตการเลือกตั้งตามจำนวนผู้แทนที่ถูกจัดสรรในเขตแดนของตน นั่นเพราะผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการแบ่งเขตการเลือกตั้ง คือ สภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ (state legislature) ไม่ใช่รัฐบาลกลาง (federal government) ดังนั้น การจัดการกับ Gerrymandering จึงต้องอาศัยกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละมลรัฐนั้น ๆ ในการพิจารณาว่าการขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งที่ได้สร้างความไม่เป็นธรรมทางการเมืองนั้นละเมิดต่อบทบัญญัติของท้องถิ่นตนหรือไม่อย่างไร แต่กระนั้น หลายครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดระบุได้ว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้นเกิด Gerrymandering ขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นไม่ได้ถูกตีกรอบเป็นเส้นตรงหรือตารางรูปเหลี่ยมแบบเรขาคณิต แต่ถูกกำหนดด้วยการแบ่งตามตัวเลขจำนวนประชากรตามแต่ละเขตที่ต้องกำหนดเขตการเลือกตั้งให้มีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะอาศัยตัวเลขอ้างอิงการการทำสำมะโนประชากรในทุก 10 ปี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในแต่ละเขตไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามธรรมชาติอย่างการเกิดและการตาย หรือการอพยพย้ายถิ่น เข้า-ออก ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการตีเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น ความคลุมเครือในเรื่องของ Gerrymandering มักถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในช่วงที่มีการเลือกตั้งสหรัฐในทุกคราไม่ว่าจะเป็นสื่อทางการหรือสื่อท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนตื่นตัว และช่วยกันตรวจสอบถึงที่มาที่ไปในการแบ่งเขตเลือกตั้งว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน เนื่องด้วย เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาการกล่าวหาเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นกรณีพิพาทฟ้องร้องกันในศาลของสหรัฐอยู่มากมายหลายคดี (Wang, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้กำหนดให้[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง_(กกต.)|คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] (กกต.) เป็น[[องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|องค์กรอิสระ]]ในการทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งทุกประเภททั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น อีกทั้งมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน วินิจฉัยชีขาดประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และที่สำคัญ กกต. ยังมีอำนาจในการกำหนดแบ่งเขตเลือกตั้งที่เป็นเสมือนสนามชิงชัยทางการเมืองของบรรดาพรรคการเมืองในแต่ละพื้นที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ได้มีการปรับลดสัดส่วน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ลงเหลือ 350 ที่นั่ง จะเดิมที่มี จำนวน 375 ที่นั่ง อันเนื่องจากบทบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทำให้ต้องมีการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เดิมนั้น ตามหลักแล้ว เขตการเลือกตั้งเดียวกันจะต้องมีพื้นที่ติดต่อกันและมีเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน อีกทั้งยังห้ามแยกหมู่บ้านที่อยู่ในตำบลเดียวกันออกจากกันในการตีเส้นแบ่งเขตใหม่ (รังสรรค์, 2541) แต่ในช่วง ปี 2561 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.[[ประยุทธ์_จันทร์โอชา|ประยุทธ์_จันทร์โอชา]] ได้มีการใช้ มาตรา 44 ให้อำนาจแก่ กกต. สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไรก็ได้เพื่อทันกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ทำให้เกิดการฝ่าฝืนหลักการแบ่งเขตเลือกตั้งแต่เดิมที่มีมา เช่น มีการแยกตำบลออกจากกัน ภายหลังการประกาศเขตเลือกตั้งใหม่นั้น พบว่ามีอยู่ด้วยกัน 11 จังหวัด ที่มีเขตเลือกตั้งไม่เหมือนกับที่ กกต. ประกาศออกมาในครั้งแรก ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ ชัยนาท นครปฐม เชียงราย อุดรธานี สกลนคร มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และนครราชสีมา (iLaw, 2561) ซึ่งเป็นที่ครหาว่าเป็นการแบ่งเขตที่เอื้อประโยชน์ต่อ[[พรรคพลังประชารัฐ|พรรคพลังประชารัฐ]]ของ พล.อ.ประยุทธ์ จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในเวลานั้น&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ล่าสุดการเลือกตั้งในปี 2566 สภาได้มีมติให้นำระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนานที่เคยใช้ก่อน ปี 2560 กลับมาใช้อีกครั้ง ทำให้มีการปรับสัดส่วน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้น 50 ที่นั่ง จากแต่เดิม 350 ที่นั่ง ในการเลือกตั้ง ปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 400 ที่นั่ง ทำให้ต้องมีการปรับเขตการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ วิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้คำนวณเฉพาะจำนวนประชาชนที่มีสัญชาติไทยแล้วหารแบ่งเขตเลือกตั้ง การแบ่งเขตใหม่ครั้งนี้พบว่า การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งได้ส่งผลต่อการ เพิ่ม-ลด จำนวน สส. ใน 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ปัตตานี ลพบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และสมุทรสาคร (ThaiPBS, 2566) เป็นที่น่าสนใจว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้เกิดข้อพิรุธในการแบ่งเขตเลือกตั้งจนนำไปสู่การยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองสูงสุดใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สุโขทัย และสกลนคร โดยเหตุแห่งการฟ้องคดีมีที่มาจากข้อกล่าวหาต่อทาง กกต. ที่ได้แบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการรวมแขวง/ตำบลให้เป็นเขตเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ได้ยึดเอาหลักเกณฑ์รวมเขตปกครอง/อำเภอเป็นเขตเลือกตั้งตามที่เกณฑ์ใน มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ผู้จัดการออนไลน์, 2566)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาทางศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยมีถ้อยแถลงว่า การเพิ่มขึ้นของเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2566 เป็นผลอันเนื่องมาจากการเพิ่งขึ้นของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมี จำนวน 400 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 50 คนจากแต่เดิม ทำให้ต้องมีการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดเพิ่มตามตามสัดส่วนที่ถูกกำหนดจากค่าเฉลี่ยของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งต่อ จำนวน สส. 1 คน เมื่อคำนวณแล้วจังหวัดใดที่มี สส. ได้เกิน 1 คน ให้แบ่งจังหวัดนั้นออกเป็นเขตเลือกตั้ง โดยที่เขตเลือกตั้งต้องมีพื้นที่ติดต่อกันและสามารถคมนาคมได้สะดวก รวมถึงต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันของจำนวนราษฎรในแต่ละเขต ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำค่าเฉลี่ยจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งเป็นตัวตั้งตามเกณฑ์ของ กกต. ไม่พบว่ามีสัดส่วนที่มากกว่าหรือน้อยกว่า ร้อยละ 10 ของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตจนเกินไป ศาลพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเหตุให้ยกฟ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้จัดการออนไลน์. (2566). พิจารณานัดแรกฟ้องแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.-สุโขทัย-สกลนคร มิชอบ ตุลาการผู้แถลงคดีแนะยกฟ้องตาม รธน. ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[https://mgronline.com/politics/detail/9660000031437 https://mgronline.com/politics/detail/9660000031437]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. (2541). Redistricting กับ Gerrymandering. ผู้จัดการรายวัน. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[http://www.rangsun.econ.tu.ac.th/data/06/03-41/09-01-Redistricting%20กับ%20Gerrymandering.pdf http://www.rangsun.econ.tu.ac.th/data/06/03-41/09-01-Redistricting%20กับ%20Gerrymandering.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
iLaw. (2561). เลือกตั้ง 62: การแบ่งเขตเลือกตั้งโดย คสช. สืบค้นจาก [https://ilaw.or.th/node/5046 https://ilaw.or.th/node/5046]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ThaiPBS. (2566). กกต.คำนวณราษฎรแบ่งเขตใหม่ พบ 8 จังหวัด สส.เพิ่ม-ลด. สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/325176 https://www.thaipbs.or.th/news/content/325176]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาษาต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Duignan, B. (2023). Gerrymandering. In Encyclopedia Britannica. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://www.britannica.com/topic/gerrymandering https://www.britannica.com/topic/gerrymandering]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lieb, D.A. (2023). Why is partisan gerrymandering OK under US Constitution?. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://apnews.com/article/54499d87807a4460a2c5ef4fb08d8c36 https://apnews.com/article/54499d87807a4460a2c5ef4fb08d8c36]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Public Wise Research. (2022a).The impacts of gerrymandering. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://publicwise.org/publication/the-impacts-of-gerrymandering/ https://publicwise.org/publication/the-impacts-of-gerrymandering/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Public Wise Research. (2022b). What is gerrymandering?. Retrieved from&amp;amp;nbsp;[https://publicwise.org/publication/what-is-gerrymandering/ https://publicwise.org/publication/what-is-gerrymandering/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wang, H.L. (2023). Is drawing a voting map that helps a political party illegal? Only in some&amp;amp;nbsp;states. Retrieved from [https://www.npr.org/2023/05/17/1173469584/partisan-gerrymandering-explainer-north-carolina https://www.npr.org/2023/05/17/1173469584/partisan-gerrymandering-explainer-north-carolina]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:ระบบการเลือกตั้ง]] [[Category:รูปแบบการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(3).png&amp;diff=16039</id>
		<title>ไฟล์:Gerrymandering (3).png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(3).png&amp;diff=16039"/>
		<updated>2024-08-07T09:14:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: File uploaded with MsUpload&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;File uploaded with MsUpload&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(2).png&amp;diff=16038</id>
		<title>ไฟล์:Gerrymandering (2).png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(2).png&amp;diff=16038"/>
		<updated>2024-08-07T09:14:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: File uploaded with MsUpload&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;File uploaded with MsUpload&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(1).png&amp;diff=16037</id>
		<title>ไฟล์:Gerrymandering (1).png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Gerrymandering_(1).png&amp;diff=16037"/>
		<updated>2024-08-07T09:14:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: File uploaded with MsUpload&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;File uploaded with MsUpload&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_(Global_Citizen)&amp;diff=16036</id>
		<title>พลเมืองโลก (Global Citizen)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_(Global_Citizen)&amp;diff=16036"/>
		<updated>2024-08-07T09:05:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แนวคิดคิดเรื่องพลเมืองโลกไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคกรีกโบราณ โดยสำนักสโตอิก (Stoicism) ซึ่งเป็นกลุ่มนักคิดหนึ่งในยุคนั้นได้เสนอแนวคิดเรื่องความเป็นสากลด้านศีลธรรมและพลเมืองโลก (kosmoupolites) ไว้ในแง่ที่ผู้คนไม่ใช่เพียงแค่พลเมืองแห่งนครรัฐใดนครรัฐหนึ่งเท่านั้นแต่ยังต้องสัมพันธ์กับนครโลกด้วย (Nussbaum, M. C., 1997; Heater, 2004) แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกนี้มีสายธารสืบเนื่องผ่านการแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมมาโดยตลอดโดยที่ผู้คนไม่รู้ตัว กระทั่ง ถึงยุคแสงสว่างแห่งปัญญา (enlightenment) แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกก็ได้รับการกล่าวถึงอีกครั้งภายใต้มโนทัศน์เรื่องจักรวาลทัศน์นิยม (cosmopolitanism) ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองหรือผูกพันกับรัฐใด&amp;amp;nbsp;ก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกของชุมชนเพียงชุมชนเดียว (เชษฐา พวงหัตถ์, 2559)&amp;amp;nbsp;ทว่าแนวคิดเรื่องพลเมืองโลกถูกกลืนหายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวคิดเรื่อง &#039;&#039;&#039;“รัฐ-ชาติ”&#039;&#039;&#039; (nation-state) ที่นำผู้คนทั่วโลกไปสู่การปิดกั้นทางความคิด ด้วยการแบ่งแยกประเทศอย่างชัดเจน โดยการแบ่งแยกดังกล่าวมีความเด่นชัดมากขึ้นในยุคอาณานิคม และยิ่งเข้มข้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สิ้นสุดลงและก้าวเข้าสู่ยุค[[สงครามเย็น|สงครามเย็น]] (Cold War) ที่บรรดารัฐชาติต่างเร่งผลิตอัตลักษณ์เฉพาะของตนและส่งเสริมการศึกษาให้ผู้คนภูมิใจในความเป็นชาติ ซึ่งนั่นกลายเป็นการจำกัดผู้คนไว้เป็นเพียงพลเมืองแห่งรัฐชาติหนึ่ง ๆ ที่ภูมิใจกับความเป็นอัตลักษณ์ของตน แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกจึงถูกละเลยและไม่ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เท่าที่ควร ทว่าแนวคิดเรื่องพลเมืองโลกยังคงสืบทอดมาอย่างไม่ขาดสาย โดยส่วนหนึ่งส่งผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่นำไปสู่การค้าและการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่ทำให้ผู้คนมีความสัมพันธ์กันตลอดมา Steger (2003) ชี้ให้เห็นว่าโลกาภิวัฒน์นั้นไม่ใช่เหตุการณ์หรือกระบวนการหนึ่งเดียวแต่เป็นปฏิบัติการหลากหลายที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนและการแผ่ขยายออกไปของความคิดความเชื่อ กระทั่งก่อเกิดเป็นเครือข่ายของผู้คนที่ก้าวข้ามพรมแดนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์แบบเดิม นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นของผู้คนทั่วโลกที่ Roland Robertson (1992) เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“การกระชับแน่นของโลก”&#039;&#039;&#039; (the compression of the world) อันสืบเนื่องจากเส้นแบ่งอาณาเขตที่เลือนลางลงจากโลกาภิวัฒน์ อันส่งผลให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่หนึ่งอาจสร้างผลกระทบทั้งในส่วนที่จับต้องได้หรือในส่วนของอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้คนที่อยู่อาศัยในสถานที่ที่ห่างไกลกันออกไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ที่ทำให้ทั่วโลกสามารถเชื่อมโยงกันได้ข้ามเวลาและสถานที่ ทำให้แนวคิดเรื่องพรมแดนค่อยๆสลายไป แนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ ที่มองเรื่องการการกระชับเข้าหากันของคนทั้งโลกได้รับความสนใจกล่าวถึงมากขึ้น กระทั่งเกิดวาทะว่าโลกทั้งใบนี้กำลังกลายเป็น &#039;&#039;&#039;“หมู่บ้านโลก”&#039;&#039;&#039; เพราะการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้สลายเงื่อนไขเรื่องพื้นที่และเวลาซึ่งแต่เดิมเคยเป็นข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารรับรู้เรื่องราวของผู้คนต่าง ๆ ทั่วโลกลงไป และทำให้ผู้คนทั่วโลกเกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น กระทั่งก่อเกิดสำนึกใหม่อันเป็นสำนึกที่ผู้คนมีร่วมกันบางประการ ซึ่งบางเรื่องได้นำไปสู่ความตระหนักถึงความสามารถที่ผู้คนที่อาจมีร่วมกันได้อย่างกว้างขวางในระดับโลก ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงทำให้โลกแคบลงอย่างมากในอัตราเร่ง&amp;amp;nbsp;(Marshall McLuhan, 1962) อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องพลเมืองโลก ก็ยังเป็นกระแสรองเมื่อเทียบกับแนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในเวลานั้น อีกทั้งยังถูกมองว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ ขณะที่แนวคิดโลกาภิวัตน์ก็ถูกเข้าใจว่านำมาสู่ปัญหามากมาย กระทั่งก่อเกิดกระแสท้องถิ่นนิยม (localization) เข้าปะทะสังสรรค์ ยิ่งทำให้แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกถูกลดความสำคัญลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; มีวาทะอภิปรายกันมากว่าโลกาภิวัตน์นั้นกำลังทำให้โลกเกิดปัญหาอย่างไรบ้าน เช่น การตกเป็นอาณานิคมทางวัฒนธรรม การครองอำนาจนำโดยวัฒนธรรมของชาติตะวันตก (Westernization) ยกตัวอย่างเช่น การขยายสาขาของสตาร์บัคส์&amp;amp;nbsp;(Starbuck) และแมคโดนัลด์ (McDonald) ที่ทำให้บรรดาร้านค้าและร้านอาหารท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยบรรษัทข้ามชาติ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ขึ้น เพราะเชื่อว่าโลกาภิวัตน์นั้นคือกระบวนการบ่อนทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเรียกร้องการดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายในฐานะสิทธิประการหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วโลกาภิวัตน์เป็นแนวคิดที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดสำนึกแบบพลเมืองโลก และไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับกระบวนการทำให้เป็นตะวันตก (Westernization) เพราะขณะที่ กระบวนการทำให้เป็นตะวันตกนั้น คือ การทำให้ผู้อื่นเชื่อยอมรับและทำตามวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเป็นการยกย่องวัฒนธรรมเฉพาะที่กลายเป็นการเบียดขับวัฒนธรรมอื่นออกไปไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้นมุ่งทำให้ความเป็นอื่นหายไปภายใต้คำอธิบายเรื่องความทันสมัยคุณภาพและมาตรฐาน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติการขยายอิทธิพลครอบงำทางวัฒนธรรมอาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป และแท้จริงแล้วการปรากฎตัวของธุรกิจข้ามชาติในท้องถิ่นกลับสร้างแรงกระเพื่อมในทางย้อนกลับให้ผู้คนในประเทศปลายทางหันกลับไปสนใจกับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาติตนมากขึ้น หรือในทางกลับกันวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่พยายามสร้างการครอบงำนั้นอาจไปด้วยกันในลักษณะที่เดินคู่กันไปหรือมีการปรับเปลี่ยนผสมผสานกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งโดยเฉพาะ ทว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ วัฒนธรรมท้องถิ่นจึงไม่ได้หายไปแต่มีการต่อสู้ต่อรองกับวัฒนธรรมอื่นที่เข้ามาปะทะสังสรรค์อยู่เสมอ วัฒนธรรมบริสุทธิ์จึงไม่มีมาตั้งแต่แรก เพราะโลกของเรามีการแลกเปลี่ยนและแปรสภาพทางวัฒนธรรม (cultural exchanges and transformations) อยู่เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างโลกาภิวัตน์กับการทำให้เป็นตะวันตก (Westernization) ที่พยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้แบบแผนเดียวกันหมด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายบรรดาวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งหลาย แล้วแทนที่ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยวัฒนธรรม กับกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ทำให้โลกทั้งใบกระชับเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางด้านเวลาและสถานที่ การเชื่อมต่อกันของโลกทั้งใบจึงยิ่งชัดเจนและแน่นแฟ้นมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ภายใต้โลกโลกาภิวัตน์จึงหลีกหนีความเป็นพลเมืองโลกไม่ได้&amp;amp;nbsp;(เชษฐา พวงหัตถ์, 2559) อย่างไรก็ตาม ความเป็นพลเมืองโลกก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับโลกาภิวัตน์ เพราะขณะที่โลกาภิวัตน์จะต้องมีการเคลื่อนย้ายปะทะสังสรรค์กัน แต่พลเมืองโลกอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายเลยก็ได้ การเคลื่อนย้ายเคลื่อนที่หากมีก็เป็นเพียงปัจจัยเร่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสัมพันธ์กันมากขึ้นเท่านั้น เพราะสุดท้ายการแสดงออกถึงความเป็นพลเมืองโลกนั้นขึ้นอยู่กับสำนึกที่ห่วงใยต่อความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระดับโลก คำนึกว่าผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคมจะต้องเผชิญกับอะไรหากตนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นต้น (Kwame Anthony Appiah, 2006)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น เพราะมนุษยชาติเริ่มตระหนักถึงผลจากการกระทำที่สัมพันธ์กันในระดับโลกมากขึ้น ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ทำให้คนทั่วโลกเห็นผลกระทบจากการแสดงออกของกันและกัน ประกอบกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์จะส่งผลกระทบต่อโลกและเชื่อมโยงกันผลกระทบเข้าด้วยกัน ส่งผลให้แนวคิดเรื่องพลเมืองโลก (Global Citizen) กลับมาได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นอีกครั้ง เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้หลายเรื่องไม่ได้จำกัดผลกระทบไว้เพียงแค่ในพรมแดนของรัฐชาติ เพราะบางปรากฏการณ์นั้นส่งผลข้ามพรมแดนกระทบต่อผู้คนจำนวนมากระดับโลก อาทิ วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมและปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ซึ่งส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งอย่างมาก ซึ่งปรากฎการณ์ทั้งสองไม่อาจแก้ไขปัญหาได้โดยชาติใดชาติหนึ่งเพียงลำพัง อันสืบเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากพฤติปฏิบัติของผู้คนทั้งโลกที่มีร่วมกันที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (Green House Effect) หรือสภาวะโลกร้อนอันเป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์เอลนีโญและปรากฏการณ์ลานีญาข้างต้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันของผู้คนทั้งโลกในการรับมือกับสภาวะโลกร้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความเป็นพลเมืองโลกจึงไม่ใช่แนวคิดที่ย้อนแย้งหรือหยุดยั้งการเป็นพลเมืองของชาติใดชาติหนึ่ง แต่ไปด้วยกันได้กับแนวคิดเรื่องพลเมืองชาติ และยังสนับสนุนสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2559) ระบุว่าพลเมืองประชาธิปไตยไม่ได้สิ้นสุดลงที่การเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยคือการนำพาสังคมไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในแง่นี้พลเมืองโลกจึงเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงในฐานะของการที่ผู้คนจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของมนุษยชาติได้ ส่งผลให้แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกได้รับการกล่าวถึงโดยประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี มานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากตระหนักถึงผลแห่งสงครามว่ากำลังทหารและการสู้รบไม่อาจทำให้โลกอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แต่เป็นสำนึกรับผิดชอบที่เพื่อนมนุษย์พึงมีแก่กันและกันต่างหาก ในแง่นี้หัวใจของแนวคิดเรื่องพลเมืองโลกจึงเป็นสำนึกที่อยู่เหนือขอบเขตทางด้านภูมิศาสตร์ หรือพรมแดนทางการเมือง การเป็นพลเมืองโลกไม่ใช่การยอมสละสัญชาติของตนหรืออัตลักษณ์บางประการของตนเพื่อถืออัตลักษณ์ใหม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากเข้าใจเรื่องสำนึกความเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายสัญชาติแต่อย่างใด แต่อยู่ที่สำนึกในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสังคมและพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์บางประการของตนเพื่อสังคมประเทศชาติได้ (อ่านเพิ่มเติมพลเมือง) คุณลักษณะสำคัญของพลเมืองโลกจึงอยู่ที่การตระหนักถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างประเด็นต่าง ๆ โครงสร้างและกระบวนการที่เชื่อมโยงกัน จากระดับท้องที่ ระดับประเทศ สู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก (ยุกติ มุกดาวิจิตร, 2561)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกนั้นเชื่อว่าหากปัจเจกบุคคล ทำความดีร่วมกันจะนำไปสู่ความดีร่วมได้ (collective good) เพราะมนุษย์มีความสามารถในการใช้ตรรกะพิจารณาสิ่งที่ถูกที่ควรและสามารถรับมือกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างมีวุฒิภาวะ ดังนั้น บุคคลจึงควรได้รับอิสระเสรีภาพในการคิดพิจารณาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นธรรม ปรัชญาสโตอิก (Stoicism) นับเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่นำมาสู่แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกในปัจจุบัน บนฐานคิดที่เชื่อว่ามนุษย์จะบรรลุสู่ความดีสูงสุดได้ มนุษย์จะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยวุฒิภาวะ ในแง่นี้ความเป็นพลเมืองโลกจึงตั้งอยู่บนความเข้าใจเรื่องความเป็นพลเมืองแบบกว้าง หรือการเป็นพลเมืองโดยมีกิจกรรม (citizenship-as-activity) บางประการที่ไม่ได้จำกัดความเป็นพลเมืองไว้เฉพาะภายใต้กฎหมายและพรมแดนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการแสดงออกว่าเป็นแบบใด เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะหรือไม่ และอยู่ภายใต้สำนึกแบบใด พลเมืองในที่นี้จึงหมายถึงบุคคลที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสถาบันทางสังคมและการเมืองต่างๆ (April Carter, 2001, 6-7)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แอนโธนี อัปไปอาห์ (2006) ชี้ให้เห็นว่า โลกแคบลงและไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราจำเป็นต้องทบทวนความหมายของคำว่า “[[พลเมือง_(Citizenship)|พลเมือง]]” ใหม่ เพราะในสังคมที่เราต้องสัมพันธ์กันการปกป้องไม่ให้วัฒนธรรมของตนถูกปนเปื้อนเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อัปไปอาห์ มองว่าเราทุกคนเป็นพลเมืองโลก และเป็นพลเมืองในชุมชนสังคมระดับย่อย ๆ ลงมาด้วยในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นพลเมืองดี เรื่องพลเมืองโลกมีความสัมพันธ์กับเรื่อง &#039;&#039;&#039;“จิตสาธารณะ”&#039;&#039;&#039; อย่างมาก ซึ่งควรนับเป็น &#039;&#039;&#039;“จริยธรรมสากล”&#039;&#039;&#039; ไม่ว่าจะเผ่าพันธ์ใด เชื้อชาติ ศาสนาใด สำหรับอัปไปอาห์ การพัฒนาปัจเจกบุคคลคือวิธีที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ ในฐานะศูนย์กลางของจริยธรรม เป็นด่านสุดท้ายของการตัดสินใจ ไม่ควรตั้งต้นจากเรื่องนามธรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นประเทศ&amp;amp;nbsp;เผ่าพันธุ์ หรือ ชาติพันธุ์ พลเมืองโลก จึงไม่ใช่ความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมเหนือกว่าใครทั้งปวง แต่ควรเป็นการทำความคุ้นเคยกับความแตกต่างหลากหลายมากกว่า ดังที่ จอห์น วอน นิวแมน (John von Neumann) กล่าวว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลายไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมด หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการทำความคุ้นเคยกัน ในโลกโลกกาภิวัตน์นั้นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน เหตุผล ความสำเร็จและความผิดพลาดของพวกเขาเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อทำให้เราเห็นพ้องต้องกันแต่เพื่อให้พวกเราคุ้นเคยกันต่างหาก (สฤณี อาชวานันทกุล, 2550)&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เพราะฉะนั้น ความเป็นพลเมืองโลกที่ดี จึงควรวางอยู่บนความรู้สึกเห็นใจ เข้าใจ อดทนอดกลั้นและเคารพความต่างทางวัฒนธรรม เป้าหมายของการเป็นพลเมืองโลกจึงเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเข้าถึงและยอมรับวัฒนธรรมของผู้อื่นโดยอาศัยการสนทนาอย่างเป็นมิตร โอบอ้อมอารี สามารถเห็นคุณค่าของคนอื่น ทำกิจกรรมและใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้โดยไม่นำความต่างมาเป็นความขัดแย้ง แต่ใช้ความแตกต่างเป็นแกนกลางเพื่อเรียนรู้ที่จะเคารพซึ่งกันและกันเสมือนการอยู่ในชุมชนที่เต็มไปด้วยคนจากต่างถิ่นต่างที่ (Werbner, 2008; 2015) ในแง่นี้คุณลักษณะของพลเมืองโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้าน เนียบ (Knie, 1986) เสนอว่าคุณลักษณะสำคัญที่พลเมืองโลกพึงมี มีอยู่ 4 ประการ คือ ความรู้ ทักษะ ค่านิยม และ[[การมีส่วนร่วม|การมีส่วนร่วม]] ด้านความรู้นั้นพลเมืองโลกควรมีความรู้ อาทิ วิวัฒนาการจริยธรรมมนุษย์ในเชิงสากล ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลก ประวัติศาสตร์โลกและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก ด้านทักษะที่จำเป็นมี อาทิ ความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุและผลอย่างเป็นระบบและเป็นสากล ความสามารถในการวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ด้านค่านิยม คือ การให้ค่ากับการพึ่งพาอาศัยกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มนุษยสัมพันธ์ ความยุติธรรม ความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สุดท้ายด้านการมีส่วนร่วมคือการแสดงออกเพื่อสนับสนุนต่อความปลอภัยของโลก เพราะพลเมืองโลกมิใช่เพียงตระหนักรู้ถึงปัญหาของเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้น แต่พึงเป็นผู้ที่ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย โดยเริ่มต้นจากการตระหนักรู้ในทุกการกระทำของตนอย่างรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น ด้าน ไมเคิลลิส (Michaelis, 1992) มองว่าพลเมืองโลกควรมีคุณลักษณะ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;1) ให้ความสำคัญกับพหุวัฒนธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2) รู้ระบบโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;3) ยึดมั่นสันติภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;4) เรียนรู้การติดต่อสื่อสาร และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;5) พึ่งพาอาศัยกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในแง่นี้การเป็นพลเมืองโลกจึงวัดกันที่การแสดงออก สำนึก และพฤติกรรม เช่น การแปรความรู้สู่การปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา หรือการแสดงออกอย่างมีความรับผิดชอบ เคารพต่อสันติภาพ เพื่อดำรงไว้ซึ่งการยกย่องสิทธิมนุษยชนเพื่อคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมในมิติต่าง ๆ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง (Carter, 2001) ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้แนวคิดพลเมืองโลกในแบบต่าง ๆ อาทิ แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกได้รับความสนใจและนำไปปรับเป็นตัวชี้วัดในการคัดครูเข้าระดับมหาวิทยาลัยด้วย โดยมหาวิทยาลัย The Southmont University กำหนดให้ผู้สอบครูจะต้องมีคุณลักษณะดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;1. เข้าใจและยอมรับความแตกต่างรอบตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2. ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกรอบตัวและยอมรับมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;3. หมั่นศึกษาเรียนรู้ความเป็นไปของโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;4. ตระหนักถึงโลกและวัฒนธรรมของโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;5. ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;6. เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของรัฐสภาในการรับมือกับปัญหาระดับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;7. ตระหนักถึงวัฒนธรรม ภาษา และความหลากหลายอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับ The East State University ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้สอบครูไว้ในลักษณะเดียวกัน คือ พึงมีความเข้าใจในเรื่องโลกรอบตัว ตระหนักถึงโลกรอบตัวเราและเข้าใจถึงวัฒนธรรมต่างๆ มีการแสดงออกเพื่อความยุติธรรมทางสังคม เป็นต้น (Erik Jon Byker, 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แนวคิดเรื่องพลเมืองโลกจึงได้รับความสนใจกล่าวถึงอีกครั้ง ในฐานะของการมีกิจกรรมร่วมกันของคนทั่วโลกเพื่อทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีขบวนการของพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาหรือยุติปัญหาบางเรื่อง เนื่องด้วยความเชื่อที่ว่าหากทุกคนมีการขยายผลร่วมกัน จะสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ โดยการดำเนินการเหล่านี้มีตั้งแต่การลงนามคำร้อง (petition) การส่งทวีตไปยังผู้นำระดับโลก รวมไปจนถึงการเข้าร่วมการชุมนุมหรือการเข้าร่วมคอนเสิร์ตที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวบางประเด็น หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ Global Citizen จัดคือ Global Citizen Festival ซึ่งเป็นงานดนตรีและการสนับสนุนที่แฟน ๆ สามารถรับตั๋วฟรีโดยดำเนินการบนแพลตฟอร์มเพื่อช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่สำคัญหลายเรื่องของโลก ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มกิจกรรมใหญ่ ๆ คือ กิจกรรมเพื่อต่อสู้กับความยากจน (Defeat poverty) เช่น การลดการใช้พลังงานฟอสซิล และ การยุติความหิวโหย กิจกรรมเพื่อปกป้องโลก (Defend the planet) และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียม (Demand equality) เพื่อบรรลุไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ที่กำหนดโดยสหประชาชาติ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กล่าวโดยสรุป พลเมืองโลกไม่ได้หมายถึงการทำให้พรมแดนทางกายภาพหายไป หรือการพยายามกำหนดวัฒนธรรมบางประการขึ้นมาเพื่อครอบงำคนทั้งโลกให้มีแนวคิดอย่างเดียวกันหรือปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน แต่พลเมืองโลกเป็นแนวคิดที่ให้ค่ากับความแตกต่างหลากหลายอย่างมากที่สุด และเป็นแนวคิดที่ไปไกลกว่าเรื่องของพรมแดน อัตลักษณ์ของรัฐชาติ เพราะพลเมืองโลกให้ความสำคัญกับสำนึกร่วมที่มนุษยชาติพึงมีร่วมกัน ในฐานะที่ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกกว้างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงสัมพันธ์กับวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย การยอมรับความเป็นอื่นเข้ามาสัมพันธ์กับตนโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์คือหนทางที่พึงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้คนที่มีความแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Appiah, Kwame Anthony (2006). Cosmopolitanism: Ethics in a World of Strangers. W.W. Norton &amp;amp; Co.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Carter, A. (2001). The Political Theory of Global Citizenship. New York: Routledge&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Erik Jon Byker. (2016). Developing Global Citizenship Consciousness: Case Studies of Critical Cosmopolitan Theory. Journal of Research in Curriculum &amp;amp; Instruction 2016, Vol. 20, No. 3, pp. 264-275.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heater, D. (2004). A Brief History of Citizenship. New York: New York University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kniep , Willard M.(1986). “Social Studies within a Global Educations.” Social Education. November/December 1986&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McLuhan, M. (1962). The Gutenberg Galaxy: The Making of Typographic Man (p. 23, 31). Toronto, Canada: University of Toronto Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Michaelis, John U. (1992). Social Studies for Children in a Democracy: A Guide to Basic Instruction. 10 th Edition. Boston: Allyn and Bacon&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nussbaum, M. C. (1997). Kant and Stoic Cosmopolitanism. The Journal of Political Philosophy: Vol.5, No. 1, pp.1-25.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Robertson R. (1992). Globalization: Social Theory and Global Culture. London&amp;amp;nbsp;: SAGE.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Steger M. B. (2003). Globalization: A Very Short Introduction. Oxford: Oxford University Press: 10.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Opener (16.10.2023) “‘พลเมืองโลก’ คืออะไร เมื่อหนุ่มสาวอยู่ในยุคสมัยที่ไม่จำกัดเขตแดน”. [https://theopener.co.th/2023/10/16 https://theopener.co.th/2023/10/16]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Werbner, P. (Ed.) (2008). Anthropology and the New Cosmopolitanism: Rooted, Feminist and Vernacular Perspectives. ASA Monograph No. 45. Oxford: Berg.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Werbner, P. (2015). Cosmopolitanism: Cosmopolitan Cities and the Dialectics of Living Together with Difference. in Donald M. Nonini (ed.) A Companion to Urban Anthropology. (pp. 306-326). Oxford: Wiley-Blackwell.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชษฐา พวงหัตถ์. (2559) “โลกศึกษา โลกาภิวัตน์ และความเป็นพลเมือง”. วารสารสงขลานครินทร์, ฉบับสังคมศาสตร์และมานุษยศาสตร์. ปีที่ 22 ฉ.1 (ม.ค.-เม.ย. 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2559) การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุกติ มุกดาวิจิตร. (2561). อุษาคเนย์ในฐานะพลเมืองโลก. ออนไลน์ [เข้าถึงเมื่อ17 มี.ค. 67] [https://www.the101.world/cosmopolitanism-in-sea/ https://www.the101.world/cosmopolitanism-in-sea/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอนโธนี อัปไปอาห์. (ผู้เขียน). สฤณี อาชวานันทกุล. (ผู้แปล) (2550). งานแปลเกี่ยวกับความคิดของ Kwame Anthony Appiah โสกราตีสยุคโลกาภิวัตน์ ผู้รณรงค์ความหลากหลาย: Cosmopolitanism. เผยแพร่บนเว็บไซต์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1183. ออนไลน์ [เข้าถึงเมื่อ17 มี.ค. 67]&amp;amp;nbsp; [https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2544/0009999745.html https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2544/0009999745.html]&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การเมืองภาคพลเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการเมืองภาคพลเมือง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87_(Citizenship)&amp;diff=16035</id>
		<title>พลเมือง (Citizenship)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87_(Citizenship)&amp;diff=16035"/>
		<updated>2024-08-07T05:26:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเมืองคือใคร&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พลเมืองเป็นคำที่ใช้เรียกแทนผู้คนในประเทศ เช่นเดียวกับคำว่าพสกนิกร ราษฎร และประชาชน ที่ใช้เรียกแทนผู้คนในประเทศเช่นเดียวกันในแง่ที่หมายถึงผู้ที่อยู่ในดินแดนหนึ่ง ๆ อย่างไรก็ตาม คำว่าพลเมืองนั้น มีความหมายแตกต่างออกไปจากคำว่า พสกนิกร ราษฎร และประชาชน เนื่องจากเป็นคำที่มีความคาดหวังในเรื่องของทัศนคติและพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วย แม้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะให้ความหมายของคำว่า พลเมือง ไว้ว่าหมายถึง ประชาชนราษฎร หรือชาวประเทศ แต่โดยรากศัพท์คำว่าพลเมืองประกอบขึ้นจากสองคำสมาสกัน คือ คำว่า &#039;&#039;&#039;“พล”&#039;&#039;&#039; รวมเข้ากับคำว่าเมือง โดยคำว่า&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“พล”&#039;&#039;&#039; มีหลายความหมาย&amp;amp;nbsp;ในความหมายแรกแปลว่า &#039;&#039;&#039;“กำลัง”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ในความหมายที่สอง คือ ทหาร เช่น กองพล หรือยกพล ในความหมายที่สามคือ สามัญธรรมดา เช่น ของพล ๆ (พน) ในความหมายที่สี่คือ ยศของทหารและตำรวจชั้นสัญญาบัตร เช่น จอมพล แต่เดิมคำว่าพลเมืองจึงเป็นคำที่ถูกใช้และรับรู้กันในหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ อาทิ หากใช้ร่วมกับไพร่บ้านพลเมืองก็จะหมายถึงคนทั่วไปแตกต่างกันเพียงถิ่นอาศัยว่าอยู่นอกเมืองหรือในเมือง แต่หากใช้รวมกับคำว่าไพร่พล ก็จะหมายถึงกำลังคนหรือกำลังทหารด้วย ปัจจุบันคำว่าพลเมืองจึงรับรู้กันในความหมายของผู้ที่เป็นกำลังของบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะที่คำว่าราษฎรนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า รฏฺฐ รฏฺฐิก รฏฺฐวาสี ปชา ที่หมายถึง แว่นแคว้น หรือผู้ที่อยู่ในแว่นแคว้น พจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ให้ความหมายคำว่า &#039;&#039;&#039;“รฏฺฐ”&#039;&#039;&#039; ว่า reign, kingdom, empire,&amp;amp;nbsp;country, realm (รัฐ, อาณาจักร, จักรวรรดิ, ประเทศ, แผ่นดิน) ส่งผลให้โดยรากศัพท์แล้ว คำว่า &#039;&#039;&#039;“ราษฎร”&#039;&#039;&#039; จึงมีนัยของการเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชา เช่นเดียวกับคำว่า &#039;&#039;&#039;“ผสกนิกร”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า นิกร รฏฺฐวสก รฏฺฐวาสี ซึ่ง &#039;&#039;&#039;“วส”&#039;&#039;&#039; เป็นภาษาบาลี เดิมมีความหมายว่า อำนาจ สามารถ หรือด้วยอำนาจ ส่งผลให้คำวา &#039;&#039;&#039;“ผสกนิกร”&#039;&#039;&#039; มีความหมายถึงผู้ที่อยู่เหนือดินแดนและอยู่ในอำนาจของรัฐ ขณะที่คำว่าประชาชนนั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่าเป็นสามัญชนทั่วไปที่ไม่ใช่ข้าราชการ พ่อค้าหรือนักบวช ด้วยเหตุนี้ ในตัวบทกฎหมายส่วนใหญ่จึงมักปรากฎคำว่า &#039;&#039;&#039;“ประชาชน”&#039;&#039;&#039; เพื่อแสดงเป็นการจำแนกประชาชนออกจากเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องด้วยสิทธิประโยชน์ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่จะเกิดขึ้นนั้นแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากข้างต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า พลเมืองไม่ใช่เพียงคำที่ใช้เรียกคนที่อยู่เหนือดินแดนหนึ่ง ๆ หรือหมายถึงสมาชิกของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งมีสิทธิและสิทธิพิเศษที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบให้เท่านั้น แต่เป็นคำที่มีแนวคิดและความคาดหวังแห่งพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วย ทำให้คำว่า &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นคำเรียกผู้คนที่อาศัยอยู่เหนือดินแดนที่มีมิติของการแสดงออกมากกว่าคำเรียกขานอื่น ๆ ในแง่ของการเป็นกำลังให้แก่บ้านเมืองอยู่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเมืองสำคัญอย่างไร&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยเหตุที่พลเมืองเป็นคำที่มีแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วยในแง่ของผู้เป็นกำลังให้แก่บ้านเมืองหรือรัฐที่ตนอยู่อาศัย จึงทำให้ &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจศึกษามาเป็นเวลานานแล้วในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐและเป็นเงื่อนไขที่จะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองหนึ่ง ๆ ให้ดำรงอยู่ได้&amp;amp;nbsp;เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) นักปรัชญาชาวกรีกกล่าวถึงความสำคัญของพลเมืองไว้นานกว่า 2,000 ปี มาแล้ว โดยเพลโตกล่าวถึงแนวคิดเรื่อง &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; ไว้ในงานที่ชื่อว่า The Republic เขาเชื่อว่าผู้คนในรัฐนั้น&amp;amp;nbsp;ล้วนแต่มีบทบาทหน้าที่ของตน พลเมืองแต่ละคนพึงแสดงบทบาทหน้าที่ตามความถนัดตามธรรมชาติของตนเพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของนครรัฐ (Polis) โดยมุ่งหวังความดีส่วนรวมมากกว่าความปราถนาส่วนตนเพราะเขาเชื่อว่าความเป็นอยู่ของผู้คนย่อมดีไม่ได้หากคุณภาพของรัฐโดยรวมนั้นแย่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ส่วนอริสโตเติล ได้อธิบายเรื่องความเป็นพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Politics โดยเขาเห็นว่าความเป็นพลเมืองนั้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของรัฐและความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันภายในรัฐของผู้คน สำหรับอริสโตเติล รัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของผู้คน มนุษย์ไม่อาจแสวงหาความอยู่รอดและความเจริญทางชีวิตและจิตวิญญาณได้ภายนอกรัฐ มนุษย์โดยธรรมชาติจึงเป็น &#039;&#039;&#039;“สัตว์การเมือง”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(political animals)&#039;&#039;&#039; ดังนั้น มนุษย์จึงมีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่ในชุมชนและมีส่วนร่วมในชีวิตทางการเมืองตามธรรมชาติ โดยมีนครรัฐ (polis) เป็นรูปแบบสูงสุดของสมาคมทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้พลเมืองจึงมีความสำคัญและนับเป็นคุณธรรมประการหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมายแล้วพลเมืองจะเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความกล้าหาญ และสติปัญญาแห่งนครรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสำคัญของพลเมืองในการมีส่วนร่วมในการปกครองกับรัฐนั้นปรากฎเป็นแนวคิดอย่างชัดเจนในงานของ จอห์น ล็อค (John Locke) โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Two Treatises of Government (1690) ว่าการที่มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้น ก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพอันเป็นสิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights) ของตนไว้ และทำให้ดีขึ้นผ่านการสร้างสัญญาประชาคมร่วมกันระหว่างพลเมืองและรัฐ (Social Contract) นั่นหมายถึงรัฐและพลเมืองทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและปกป้องเสรีภาพตามธรรชาติไว้ หากรัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม ผู้คนในสังคมก็มีสิทธิเปลี่ยนแปลงรัฐได้หากมีความจำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้พลเมืองจึงมีความสำคัญในแง่ของผู้มอบความยินยอมในการปกครองให้แก่รัฐ อีกทั้งยังมีความสำคัญในการร่วมกันประคับประคองมาตรการต่าง ๆ ทั้งทางสังคมการเมือง ดำรงไว้ซึ่งสัญญาประชาคม ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐอย่างเคารพและอดทน ให้เกียรติต่อความแตกต่างหลากหลายเพื่อก้าวข้ามข้อผูกพันทางศาสนาและตั้งอยู่บนหลักของกฎหมายตามสัญญาประชาคมร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้านนักปรัชญาสมัยใหม่อย่าง โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) กล่าวถึงพลเมืองในงานที่ชื่อว่า The Citizen แม้เขาจะเชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีกฎกติกาคอยกำกับเนื่องจากมนุษย์มีความหลากหลายและมักจะเห็นแก่ประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายการขัดเกลาธรรมชาติของมนุษย์ให้เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะเมืองไม่ได้เป็นของผู้ใด แต่เป็นของทุกผู้คนที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่อรักษาสันติภาพภายในรัฐ ป้องกันการโจมตีจากภายนอก เพื่อชีวิตที่ดีของผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าแม้ในทางปรัชญาจะมองธรรมชาติของมนุษย์ต่างกัน ทว่าในทุกระบอบการปกครองก็ล้วนต่างต้องการพลเมืองที่มีความผูกพันกับรัฐและสมาชิกคนอื่น ๆ ในสังคม โดยพร้อมจะร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องผลประโยชน์ของรัฐไว้เพื่อผลประโยชน์สิทธิเสรีภาพที่บรรดาพลเมืองจะบรรลุได้ภายใต้รัฐนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดเรื่องพลเมืองได้รับความสนใจศึกษาในหลายสาขาวิชาไม่เพียงแต่ทางด้านปรัชญาและรัฐศาสตร์ที่มุ่งศึกษาสิทธิเสรีภาพบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง แต่ยังครอบคลุมด้านกฎหมายเรื่องสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองภายใต้กรอบกฎหมายเพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ด้านสังคมศาสตร์ในมิติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน ภายใต้บริบทเฉพาะของสังคมที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม ด้านมานุษยวิทยาในมิติของอัตลักษณ์กลุ่ม และด้านการศึกษาที่ให้ความสนใจศึกษาความเป็นพลเมืองในมิติของการพัฒนาศักยภาพพลเมือง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรื่องพลเมืองจึงมีความซับซ้อนของการเป็นพลเมืองในสังคมร่วมสมัย โดยครอบคลุมไม่เพียงแต่มิติทางกฎหมายและการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแง่มุมทางวัฒนธรรม สังคม และจริยธรรมของการเป็นพลเมืองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;สถานะของความเป็นพลเมือง (citizenship)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนับเป็นเรื่องสำคัญ แม้ความเป็นพลเมืองนั้นจะไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะแค่ประเด็นทางด้านกฎหมายแต่ครอบคลุมทัศนคติและพฤติกรรมการแสดงออกด้วย ทั้งนี้เพราะสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนั้นมีความสัมพันธ์กับสิทธิพลเมือง (civil rights) และสิทธิทางการเมือง (political rights) ของพลเมืองในรัฐนั้น ๆ อาทิ การเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ของรัฐ การได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยรัฐ การมีส่วนร่วมแสดงความเห็น มอบข้อเสนอแนะต่อรัฐ การเลือกผู้แทนติดตามตรวจสอบและถอดถอนเปลี่ยนแปลงผู้แทน รวมไปถึงการมีส่วนร่วมยกร่างกฎหมายบางเรื่องที่สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ของตน เป็นต้น นอกจากนั้นยังครอบคลุมไปถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐที่พึงมีต่อพลเมืองในรัฐด้วย อาทิ การจัดสรรสวัสดิการแห่งรัฐ การปกป้องคุ้มครองส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักยภาพของพลเมือง กระบวนการยุติธรรม อันเป็นไปเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงแห่งรัฐและดำรงไว้ซึ่งหลักสิทธิเสรีภาพแห่งพลเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปัจจุบันสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนั้นสามารถได้มาด้วยหลายวิธี ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยสายเลือด (Descent-based Citizenship)&#039;&#039;&#039; เป็นการมอบสัญชาติโดยยึดหลักสายโลหิต (jus sanguinis) กล่าวคือเป็นการมอบสัญชาติให้แก่พลเมืองโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว หรือพิจารณาจากสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองของบิดา มารดา คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นปัจจัยกำหนดในการได้รับสัญชาติ ตามหลักการนี้บุคคลจะสามารถมีสัญชาติได้โดยการสืบเชื้อสายแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เกิดในประเทศนั้นก็ตาม เช่น ในประเทศไทย เด็กที่เกิดในต่างประเทศโดยมีผู้ปกครองชาวไทยอย่างน้อยหนึ่งคนอาจมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติไทยโดยกรลงทะเบียนที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแต่ละประเทศอาจมีนโยบายผ่อนปรนหรือเข้มงวดแตกต่างกันออกไปอันเป็นผลมาจากอิทธิพลทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อเฉพาะของประเทศเหล่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยการเกิด (Citizenship by Birth)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;นับเป็นหลักการหนึ่งของกฎหมายสัญชาติที่มอบสถานะความเป็นพลเมืองแก่บุคคลจากสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือยึดหลักดินแดน (jus soli) สถานที่เกิดของแต่ละบุคคล ตามแนวคิดนี้หากบุคคลใดเกิดภายในเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง บุคคลนั้นจะถือเป็นพลเมืองของประเทศนั้นโดยอัตโนมัติโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของผู้ปกครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization)&#039;&#039;&#039; เป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อมอบสถานะความเป็นพลเมืองให้แก่ชาวต่างชาติได้กลายเป็นพลเมืองของประเทศที่พวกเขาไม่ได้เกิด หรือก็คือเป็นการได้มาซึ่งสถานะความเป็นพลเมืองแห่งรัฐหลังการเกิด เพื่อให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลที่เป็นพลเมืองโดยกำเนิดของรัฐนั้น ๆ สำหรับข้อกำหนดทั่วไปในการขอแปลงสัญชาติ มีอาทิ ระยะเวลาขั้นต่ำในการพำนักอยู่ในประเทศนั้น หลายประเทศมีข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่เฉพาะซึ่งผู้สมัครจะต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะมีสิทธิได้รับการแปลงสัญชาติ ขณะที่บางประเทศอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น การอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องหรือการปรากฏตัวทางกายภาพ บางประเทศกำหนดให้ผู้สมัครใจขอแปลงสัญชาติต้องแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในภาษาราชการของประเทศและความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และรัฐบาลของประเทศนั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการผ่านการทดสอบความสามารถทางภาษาหรือการสอบวิชาพลเมืองนั้น ๆ ก่อน โดยทั่วไปรัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบภูมิหลังเกี่ยวกับผู้สมัครแปลงสัญชาติเพื่อประเมินประวัติอาชญากรรมของผู้ขอแปลงสัญชาติเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดในการเป็นพลเมืองแห่งรัฐ บางประเทศอาจมีการสัมภาษณ์ภูมิหลังของผู้สมัครถึงเหตุผลในการขอแปลงสัญชาติและความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติการแปลงสัญชาติเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า พ.ร.บ. แปลงชาติ ร.ศ.130 (พ.ศ. 2454) โดยในพระราชบัญญัติฉบับนี้ผู้ที่จะร้องขอแปลงสัญชาติได้จะต้องอยู่ ณ กรุงสยาม ณ เวลาร้องขอ โดยต้องพำนักอยู่ที่สยามไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด มีความประพฤติดี มีสมบัติพอที่จะเลี้ยงตนเองได้ โดยเมื่อผู้นั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจะต้อง &#039;&#039;&#039;“ถือน้ำพิพัฒน์สัตยานุสัตย์”&#039;&#039;&#039; จึงสามารถประกาศให้เป็นคนในบังคับสยามได้ ปัจจุบันการแปลงสัญชาติของไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตราที่ 10 ระบุว่า คนต่างด้าวซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ ต้องบรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ มีความประพฤติดีไม่มีประวัติอาชญากรรม มีอาชีพเป็นหลักฐานโดยต้องมีอัตรารายได้ต่อเดือนที่แน่นอนตามกฎหมายกำหนด มีหลักฐานการเสียภาษี มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่หากผู้นั้นกระทำความดีเป็นพิเศษต่อไทย ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจได้รับการงดเว้นข้อ (4) และ (5) ตามมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กรณีของประเทศไทยการขอแปลงสัญชาติไม่มีการสอบวัดความรู้ (Civic/Citizenship test) แตกต่างออกไปจากบางประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เป็นต้น โดยผู้ประสงค์ขอแปลงสัญชาติสามารถยื่นคำขอไปยังผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยื่นไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจภูธร กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด คำร้องจะได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยคณะทำงานคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีผู้ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจะต้องเข้าร่วมพิธีปฏิญาณตนว่าจะมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศไทย จากนั้นจึงมีประกาศกระทรวงมหาดไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเป็นพลเมืองโดยการแต่งงาน (Citizenship by Marriage)&#039;&#039;&#039; เป็นแนวคิดทางกฎหมายที่อนุญาตให้บุคคลได้รับสัญชาติของประเทศหนึ่ง ๆ ได้โดยอิงจากความสัมพันธ์ด้านการสมรสกับพลเมืองของประเทศนั้น&amp;amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กฎและขั้นตอนในการเป็นพลเมืองโดยการแต่งงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น บางประเทศอาจมีข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ประกอบกันด้วย หมายความว่าคู่สมรสชาวต่างชาติอาจต้องพำนักอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติ ระยะเวลาการอยู่ร่วมกับคู่สมรสที่แสดงออกถึงความมั่นคงในความสัมพันธ์ บางประเทศอาจพิจารณาการวางแผนการอยู่อาศัยร่วมกัน ในบางประเทศคู่สมรสชาวต่างชาติต้องมีความสามารถทางด้านภาษาราชการและมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประจำชาติ ขณะที่บางประเทศอาจมอบให้แต่สิทธิในการทำงานในรัฐนั้นได้โดยไม่มีกำหนด แต่มิได้มอบสิทธิเช่นเดียวกับการเป็นพลเมือง และไม่ใช่ทุกประเทศที่อนุญาตให้มีการมอบสัญชาติผ่านการสมรส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในประเทศไทยการแปลงสัญชาติโดยการสมรสนั้นสามารถกระทำได้ตาม มาตรา 9 ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยแนวทางปฏิบัตินั้นให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน ระบุว่าหญิงต่างด้าวทั่วไปที่สามารถถือสัญชาติไทยได้ตามสามีนั้นจะต้องจดทะเบียนสมรสกับชายไทยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยสามีของผู้ยื่นคำร้องต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน ส่วนหญิงต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยนั้นสามารถยื่นขอถือสัญชาติไทยตามสามีได้เช่นกัน โดยระเบียบปฏิบัตินั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อยตามที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปัจจุบัน มีแนวคิดเรื่องการขยายหลักการและวิธีการขอสถานะความเป็นพลเมืองออกไปครอบคลุมการทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศนั้น ๆ ด้วย กรณีของประเทศไทยคนต่างด้าวทั่วไปซึ่งกระทำความดีเป็นพิเศษต่อไทย ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจได้รับมอบสัญชาติไทยโดยงดเว้นเงื่อนบางประการตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ได้ นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดเรื่องการขอสถานะความเป็นพลเมืองผ่านการลงทุนได้ (Citizenship by Investment) เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่บุคคลสามารถรับสิทธิการเป็นพลเมืองหรือถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศได้โดยการลงทุนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ปัจจุบันนี้แนวคิดดังกล่าวมีการประยุกต์ใช้ในหลายประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเป็นพลเมืองโดยการลงทุนก็มีความแตกต่างในแง่ของเกณฑ์คุณสมบัติข้อกำหนดในการลงทุน และสิทธิประโยชน์ที่มอบให้แต่ละบุคคล เช่น นักลงทุนจะได้รับสัญชาติควบคู่ไปกับสัญชาติบ้านเกิดของตน&amp;amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ รวมไปถึงได้รับโอกาสทางธุรกิจ และอาจมีโอกาสในการส่งต่อสัญชาติของตนไปยังรุ่นต่อไปได้ในบางประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะพลเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายแล้ว ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการเป็นพลเมืองโดยพฤติกรรมก็ได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น เนื่องจากสถานะตามกฎหมายไม่อาจรับประกันได้ว่าผู้นั้นจะมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ดีเป็นประโยชน์มากพอและเหมาะสมกับระบอบการเมืองการปกครองของรัฐหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพลเมืองได้รับการรับรองสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าพลเมืองในระบอบอื่น ในแง่นี้พลเมืองจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากพลเมืองสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงและพัฒนาประเทศได้ ชาติบ้านเมืองก็จะมีความเจริญรุดหน้าอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงผู้ที่มุ่งใช้สิทธิเสรีภาพโดยเน้นไปเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นแต่พึงต้องแสดงออกอย่างสมดุลระหว่างการแสดงออกตามสิทธิหน้าที่กับการแสดงออกอย่างไม่ละเมิด ด้วยเหตุนี้ คุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มักได้รับการกล่าวถึงจึงเป็นเรื่องของการเคารพ (respect) และความรับผิดชอบ (responsibility) เช่น ในงานเรื่อง Civitas&amp;amp;nbsp;: A framework of civic education (1991) ได้กำหนดให้การเคารพซึ่งกันและกัน การมีวินัย (Self-discipline) รับผิดชอบต่อตนเอง (Individual responsibility) และมีจิตสาธารณะ (Civic-mindedness) นับเป็นคุณลักษณะของพลเมืองที่พึงปรารถนาในประเด็นแรก ๆ ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในข้อท้าย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้าน Joel Westheimer and Joseph Kahne (2004) ได้แบ่งประเภทของพลเมืองไว้ 3 แบบ ตามระดับการแสดงออกของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยระดับแรกนั้นเป็นคุณลักษณะที่แสดงออกได้ง่ายที่สุดและพึงแสดงออกในฐานะพื้นฐานของการเป็นพลเมือง ก็คือการเป็นผู้รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมก่อนที่จะเป็นพลเมืองที่มีการแสดงออกและมีส่วนร่วมในระดับที่สูงขึ้นไป Galson William (1991) ชี้ให้เห็นว่าพลเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้นการมีจริยธรรมของพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเขาแบ่งจริยธรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. จริยธรรมทั่วไป ในการมีความกล้าหาญ ปฏิบัติตามกฎหมายและมีความภักดีต่อชุมชนของตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. จริยธรรมทางสังคมในการเป็นผู้มีอิสระและใจกว้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. จริยธรรมทางเศรษฐกิจในการทำงาน สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. จริยธรรมทางการเมืองในการเคารพสิทธิผู้อื่น เรียกร้องตามความเหมาะสม มีการติดตามตรวจสอบสามารถประเมินผลการดำเนินงานของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในส่วนของประเทศไทยคุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาก็เป็นไปในทิศทางที่พยายามผสมผสานระหว่างความมีวินัย ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ดังปรากฎในเกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ระบุคุณลักษณะของพลเมืองไทยอันพึงปรารถนาไว้ 8 ประการ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. รักชาติ&amp;amp;nbsp; ศาสน์&amp;amp;nbsp; กษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. มีวินัย&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. ใฝ่เรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. อยู่อย่างพอเพียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. มุ่งมั่นในการทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. รักความเป็นไทย&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8. มีจิตสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะที่ในยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง พ.ศ. 2553-2561 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดคุณสมบัติความเป็นพลเมืองของเยาวชนไว้ 6 ประการ ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน คือ เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการแสดงออกตามสิทธิและการแสดงออกต่อกันด้วยความเคารพไม่ละเมิด คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. พลเมืองต้องสามารถพึ่งตนเองและรับผิดชอบตนเองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. พลเมืองต้องเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพองบุคคลอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. เคารพความแตกต่างหลากหลาย มีทักษะในการฟัง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. เคารพหลักความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเห็นคนเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. เคารพกฎหมายและกติกา ไม่ใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาและยอมรับผลของการละเมิดกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้าน สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งระบุถึงพื้นฐานความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยไว้ในคู่มือพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย (2558) ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองว่าทุกคนเกิดมามีคุณค่าเท่าเทียมกัน มิอาจล่วงละเมิดได้ จึงพึงยอมรับในเกียรติภูมิของแต่ละบุคคล โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกันของผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. เคารพสิทธิ เสรีภาพ กฎหมายและกติกาของสังคม ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและหลักนิติรัฐในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมิให้เกิดการละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ขณะที่&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; ได้ทำงานวิจัยเพื่อค้นหาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพลเมืองไทย ซึ่งสรุปได้ว่าพลเมืองไทยที่พึงปรารถนาควรมีคุณลักษณะอย่างน้อย ๆ 5 ประการประกอบกัน (ศรัณยุ หมั้นทรัพย์, 2556) ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1. มีเหตุผล&#039;&#039;&#039; พลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องหลักการประชาธิปไตย ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย พิจารณาเรื่องราวต่างๆที่ได้รับบนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง ยอมรับให้เกียรติต่อความแตกต่าง และสามารถแสดงออกมาได้อย่างมีวุฒิภาวะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2. มีวินัย&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่สามารถควบคุมความคิดและพฤติกรรมของตนให้ปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมชุมชนที่อยู่อาศัยร่วมกัน ไม่เลือกปฏิบัติกฎระเบียบเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนหรือผู้ใด เชื่อมั่นและรักษากฎระเบียบ เพื่อให้กลไกของสังคมเดินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;3. มีความซื่อสัตย์&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากความไม่จริงใจแก่กัน และผลกระทบจากการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและกลุ่มตน จนกระทั่งละเมิดจริยธรรมกติกาและข้อตกลงที่ผู้คนในสังคมมีร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;4. มีความรับผิดชอบ&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติบทบาทหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายจนสำเร็จด้วยความกระตือรือร้น ไม่ละทิ้งงาน คาดหวังผลลัพธ์ที่ได้ในเชิงบวก และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากการกระทำที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;5. มีจิตสาธารณะ&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวมจากทุกการกระทำของตน พร้อมที่จะสละประโยชน์บางส่วนเพื่อสาธารณะประโยชน์ ตลอดจน กระตือรือร้น มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;นักวิชาการโดยมากมองไปในทิศทางเดียวกันว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ประกอบไปด้วย สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และความรับผิดชอบ อาทิ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2559) ระบุว่า พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงมีคุณลักษณะอย่างน้อย 6 ประการ คือ รับผิดชอบและพึ่งตนเองได้ เคารพสิทธิผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพหลักความเสมอภาค เคารพกฎกติกา และรับผิดชอบต่อสังคม ด้าน ทิพพาพร&amp;amp;nbsp;ตันติสุนทร (2557) ระบุว่า พลเมืองวิถีประชาธิปไตย จะต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นพลเมืองที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม มีชีวิตที่เห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ และมีทักษะในการการแก้ไขปัญหาของชุมชน ขณะที่ กิตติศักดิ์ ปรกติ (2555) ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การอ้างอิงเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวแต่ต้องประกอบกับการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายหรือหลักนิติธรรมด้วยเพื่อเป็นหลักประกันว่ากระบวนการต่าง ๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีเหตุผลชอบธรรมและรัฐมีอำนาจอย่างจำกัด ประชาธิปไตยจึงเป็นระบอบที่ต้องพร้อมปรับปรุงตัวอยู่เสมอ ในแง่นี้พลเมืองที่มีความใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง และยินดีที่จะเจรจาต่อรองประนีประนอมกันอย่างมีเหตุผลบนหลักของความเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าคุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่การเน้นใช้สิทธิเสรีภาพโดยสุดโต่งแต่เป็นการผสมผสานระหว่างการตระหนักและแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมอย่างสมดุลโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ด้วยเหุตนี้ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเป็นผู้ที่พึงถึงพร้อมด้วยทัศนคติที่มีความเคารพและยอมรับต่อความแตกต่างหลากหลาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน พร้อมๆกับมีการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นไว้อย่างเหมาะสมไม่ละเมิดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตั้งอยู่บนหลักฐาน หลักการ อย่างมีวิจารณญาณ ด้วยเหตุกนี้ การศึกษาสำหรับพลเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อดึงศักยภาพของตนออกมาใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ ให้สมกับนิยามของพลเมือง ผู้ที่เป็นพละกำลังของประเทศชาติอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษาสำหรับพลเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;อย่างไรก็ตาม การเป็นพลเมือง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น &#039;&#039;&#039;“พละกำลัง”&#039;&#039;&#039; ให้แก่บ้านเมืองได้อย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการบ่มเพาะให้การศึกษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้แนวคิดเรื่องการศึกษาสำหรับพลเมือง (civic education) เป็นแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงมานานแล้วนับแต่สมัยกรีกโบราณกว่า 2,000 ปีที่แล้ว เพลโต (Plato) นักปรัชญาการเมืองชาวกรีกชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Laws โดยชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่มเพาะสำนึกภายในให้รู้จักกับความจริง ความดี ความงาม และความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่อย่างยิ่งกับผู้คนที่อยู่ในนครรัฐ ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษาที่ดีสู่พลเมือง จึงมีส่วนส่งเสริมต่อการอยู่รอดของนครรัฐและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในนครรัฐได้ (Meyer S.S., 2015) ขณะที่อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในงานที่ชื่อว่า Politics โดยเขาชี้ให้เห็นว่ามนุษย์จะมีชีวิตที่ดีได้จะต้องอยู่ภายใต้นครรัฐและร่วมกันทำการเมืองให้ดี พลเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงการทำกิจการสาธารณะได้ ในแง่นี้พลเมืองจึงพึงได้รับการศึกษาเพื่อฝึกฝนการอยู่ร่วมกันและในการรับมือกับความยากลำบากเพื่อร่วมกันสร้างชีวิตที่ดี (Ernest Barker, 2013) จากข้างต้น แม้คุณลักษณะของพลเมืองที่เพลโตและอริสโตเติลกล่าวถึงนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า &#039;&#039;&#039;“ความเป็นพลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นผ่านการศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2551; วีระ สมบูรณ์, 2561; ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, 2559)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ทว่าการจัดการศึกษาสำหรับพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อสร้างให้ผู้เรียนเกิดสำนึกรับผิดชอบเคารพสิทธิเสรีภาพความหลากหลายและสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองได้อย่างเหมาะสมนั้น ไม่อาจกระทำได้ผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักวิชาการด้านการศึกษาเสนอว่าการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ทว่าการเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะคุณลักษณะดังกล่าวสู่ผู้เรียนไม่อาจกระทำได้จากการบรรยายในชั้นเรียนแต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยเผชิญหน้ากับความห่วงกังวลอย่างมีสติและรับมือกับปัญหาเหล่านั้น โดยใช้ทักษะข้อมูลและคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (John Dewey, 1944)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2555) กล่าวว่าการศึกษาสำหรับพลเมืองนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทัศนคติทักษะและการแสดงออกของผู้คนในสังคมให้มีความพร้อมต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่รองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพื่อสร้างสำนึกพลเมืองประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนวิเคราะห์ประสบการณ์ตลอดจนปัญหาต่างๆที่พวกเขาพบเจอในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยนำความรู้และทักษะต่างๆของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาปรับใช้ในการวิเคราะห์แสวงหาแนวทางหรือข้อเสนอแนะเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาฝึกฝนตนเองในการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ด้านทิพย์พาพร ตันติสุนทร (2557) กล่าวในทำนองดียวกันว่าการศึกษาเพื่อสร้างสำนึกพลเมืองเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยผ่านการ &#039;&#039;&#039;“พัฒนาคน”&#039;&#039;&#039; ในแง่นี้พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงได้รับการส่งเสริมให้เป็นผู้ที่ยึดหลักประชาธิปไตยสากลในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ เป็นผู้ที่เคารพต่อกฎหมาย สิทธิของทั้งตนเองและผู้อื่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนไม่นิ่งดูดายและพร้อมที่จะเสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญการศึกษาสำหรับพลเมืองนั้นไม่ได้จำกัดไว้เพียงในชั้นเรียนหรือเฉพาะนักเรียนเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (ทิพพาพร ตันติสุนทร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาสำหรับพลเมืองมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย เพราะมนุษย์คือทรัพยากรสำคัญที่จะร่วมกันประคับประคองให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่รุ่งเรืองได้ หากพลเมืองมีความรู้ที่เหมาะสมเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และมากพอ ตลอดจนมีสำนึกความห่วงใยบ้านเมือง และยินดีที่จะมีพฤติกรรมในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในรูปแบบต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากการรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง เรื่อยไปจนถึงเป็นหูเป็นตาแก่กันและกันในเรื่องต่าง ๆ สามารถที่จะเสียสละประโยชน์บางประการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าและเพื่อความเป็นธรรมได้ ประชาชนและประเทศชาติย่อมรอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ และมีความรุ่งเรืองได้ ทว่าสำนึกความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยจำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะผ่านกระบวนการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ไม่กดทับ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายและเป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การตกผลึกทางความคิดทัศนคติและพฤติกรรม กระทั่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;กล่าวโดยสรุป พลเมือง เป็นทั้งสถานะทางกฎหมายและเป็นคำที่มีแนวคิดทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ที่นำมาซึ่งความคาดหวังและบทบาทบางประการของพลเมืองในอันที่จะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองของรัฐ ในทางกฎหมาย พลเมือง เป็นสถานะที่รัฐมอบให้แก่คนในสังคมเพื่อรับรองว่าผู้นั้นเป็นสมาชิกแห่งรัฐและสังคม ซึ่งจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ รวมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์บางประการที่รัฐจะมอบให้ อย่างไรก็ตาม สถานะความเป็นพลเมืองนั้นก็มาพร้อมกับหน้าที่บางประการที่พลเมืองพึงมีต่อรัฐด้วย โดยพื้นฐานของทุกระบอบการปกครองพลเมืองพึงมีบทบาทในการเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษี บำรุงบ้านเมืองด้วยกำลังแรงและกำลังทรัพย์ของตน รวมไปถึงช่วยกันธำรงความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ทว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นต่างออกไป เนื่องจากพลเมืองในระบอบนี้จะได้รับการรับรองสิทธิเสรีภาพให้สามารถแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงพึงมีคุณลักษณะบางประการที่เพิ่มขึ้นมาในเรื่องของการตระหนักในศักยภาพของตนในการแสดงออกทางการเมืองและร่วมกันกับรัฐปกครองบ้านเมืองผ่านการเลือกตั้ง มอบข้อเสนอแนะทางนโยบายและติดตามตรวจสอบการบริหารงานของผู้แทนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ พร้อมกันนี้ในการแสดงออกของพลเมืองเองก็พึงระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย เพราะมิฉะนั้นอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งบาดหมางกระทั่งนำไปสู่ความวุ่นวายรุนแรงได้ในเวลาต่อมา พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนกับการเคารพและยอมรับกติกาและความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคมไปพร้อมๆกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติไปพร้อมๆกับส่งเสริมคุณภาพชีวิตและระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมการปกครอง, สำนักบริหารการทะเบียน. (ม.ป.ป.) “การได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม”. [ออนไลน์] [เข้าถึงเมื่อ 7.11.2566] จากเว็บไซต์ [https://www.bora.dopa.go.th https://www.bora.dopa.go.th]/nationclinic/NewHTML/Section10.htm&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2555) ความสำคัญของพลเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 เรื่องความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย (Citizenship and the Future of Democracy) ระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม พ.ศ.2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำนเนินอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถวิลวดี บุรีกุล, รัชวดี แสงมหะหมัด และ เออเจนี เมริโอ. (2562). พลเมืองไทย&amp;amp;nbsp;: การสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2557) การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง: Civic Education for Thai Society. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันนโยบายศึกษา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญา เทวนฤมิตรกุล. (2555) “การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (civic education) แก้ปัญหาการเมืองไทยโดยสร้างประชาธิปไตยที่คน” ใน เอกสารสรุปการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 13 เรื่อง ความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2555. หน้า473-496.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2559) การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 (ปรับปรุงฉบับที่ 5) พ.ศ.2555. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129/ตอนที่ 28 ก/หน้า 1/21 มีนาคม 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย. [ออนไลน์] [เข้าถึงเมื่อ 7.11.2566] จากเว็บไซต์&amp;amp;nbsp;[http://www.thaiciviceducation.org/index.php/aboutus/common-principle#p5 http://www.thaiciviceducation.org/index.php/aboutus/common-principle#p5]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสลิน คัคณางค์,ม.ร.ว. (2530). พจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโลภิกขุ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชช์ จีระแพทย์. (2551). “กระแสโลกาพิวัฒน์แทรกซึมการให้สัญชาติ” ใน วารสารรัฐธรรมนูญ. ปีที่ 10 เล่มที่ 30 กันยายน - ธันวาคม พ.ศ. 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2554). “100 ปีแห่งสัญชาติไทย”. ใน วิภาษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 5 หน้า 16-44. [ออนไลน์] เข้าถึงจาก [https://www.law.cmu.ac.th/law2011/journal/e1478238851.pdf https://www.law.cmu.ac.th/law2011/journal/e1478238851.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. (2558). คู่มือพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณยุ หมั้นทรัพย์. (2556) การวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรรากฐานประชาธิปไตยในบริบทไทย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Alexandra R. Harrington. (2010) “Citizens of the World”. In Proceedings of the ASIL Annual Meeting. 2010;104:55-57. doi:10.5305/procannmeetasil.104.0055&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Barker R. Citizens. (2001). “Citizens”. In Legitimating Identities: The Self-Presentations of Rulers and Subjects. Cambridge: Cambridge University Press; 2001:106-135.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Center for Civic Education. (1991). Civitas: A framework of civic education. California&amp;amp;nbsp;: Calabasas, p.13.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Douglass R. and Olsthoorn J. (Ed.). (2019). Hobbes&#039;s On the Citizen. Cambridge University Press. [https://doi.org/10.1017/9781108379892 https://doi.org/10.1017/9781108379892]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ernest Barker. (c1958). The politics of Aristotle. New York, Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Galson William. (1991). Liberal Purposes: Goods, Virtues, and Diversity in the Liberal State. New York: Cambridge University Press, pp.221-224.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
James H. Kuklinski. (2011) Citizens and politics: Perspectives from political psychology. Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Joel Westheimer and Joseph Kahne. (2004). “What Kind of Citizen? The Politics of Educating for Democracy”. in American Educational Research Journal Summer 2004, Vol. 41, No. 2, pp. 237–269.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John Dewey. (1944) Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. New York&amp;amp;nbsp;: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Klingemann, Hans-Dieter and Fuchs, Dieter (Ed.). (1998). Citizens and the state.&amp;amp;nbsp; Oxford: Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kymlicka, W., &amp;amp; Norman, W. (1994). “Return of the Citizen: A Survey of Recent Work on Citizenship Theory”. in Ethics, 104(2), 352–381. [http://www.jstor.org/stable/2381582 http://www.jstor.org/stable/2381582]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Meyer S.S. (2015) Plato&amp;amp;nbsp;: Laws 1 and 2. Translated with an Introduction and Commentary by Susan Meyer. Oxford&amp;amp;nbsp;: Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Passports. “BOI Company” (Business Visa) [Online] [Access 7.11.2023] from website&amp;amp;nbsp;[https://passports.io/citizenship/thailand/entrepreneurship/th10 https://passports.io/citizenship/thailand/entrepreneurship/th10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Quinn J. (2019). The Nation, History, and the Making of National Citizens. in Barr R. A., Buckley S-A, O&#039;Cinneide M, eds. Literacy, Language and Reading in Nineteenth-Century Ireland.&amp;amp;nbsp; Liverpool University Press; 2019:53-65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sterling P. Lamprecht (Ed.). (1949). De cive&amp;amp;nbsp;: or the citizen by Thomas Hobbes. New York&amp;amp;nbsp;: Appleton-Century-Crofs. Incorporated, (pp.xv.-xxxi).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tanner RG. (1962). “Ancient History and the Modern Citizen”. in Greece and Rome. Vol. 9, No. 1 (Mar., 1962), pp. 62-66. doi:10.1017/S0017383500021975 &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การเมืองภาคพลเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการเมืองภาคพลเมือง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87_(Citizenship)&amp;diff=16034</id>
		<title>พลเมือง (Citizenship)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87_(Citizenship)&amp;diff=16034"/>
		<updated>2024-08-07T03:58:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเมืองคือใคร&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พลเมืองเป็นคำที่ใช้เรียกแทนผู้คนในประเทศ เช่นเดียวกับคำว่าพสกนิกร ราษฎร และประชาชน ที่ใช้เรียกแทนผู้คนในประเทศเช่นเดียวกันในแง่ที่หมายถึงผู้ที่อยู่ในดินแดนหนึ่ง ๆ อย่างไรก็ตาม คำว่าพลเมืองนั้น มีความหมายแตกต่างออกไปจากคำว่า พสกนิกร ราษฎร และประชาชน เนื่องจากเป็นคำที่มีความคาดหวังในเรื่องของทัศนคติและพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วย แม้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะให้ความหมายของคำว่า พลเมือง ไว้ว่าหมายถึง ประชาชนราษฎร หรือชาวประเทศ แต่โดยรากศัพท์คำว่าพลเมืองประกอบขึ้นจากสองคำสมาสกัน คือ คำว่า &#039;&#039;&#039;“พล”&#039;&#039;&#039; รวมเข้ากับคำว่าเมือง โดยคำว่า&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“พล”&#039;&#039;&#039; มีหลายความหมาย&amp;amp;nbsp;ในความหมายแรกแปลว่า &#039;&#039;&#039;“กำลัง”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ในความหมายที่สอง คือ ทหาร เช่น กองพล หรือยกพล ในความหมายที่สามคือ สามัญธรรมดา เช่น ของพล ๆ (พน) ในความหมายที่สี่คือ ยศของทหารและตำรวจชั้นสัญญาบัตร เช่น จอมพล แต่เดิมคำว่าพลเมืองจึงเป็นคำที่ถูกใช้และรับรู้กันในหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ อาทิ หากใช้ร่วมกับไพร่บ้านพลเมืองก็จะหมายถึงคนทั่วไปแตกต่างกันเพียงถิ่นอาศัยว่าอยู่นอกเมืองหรือในเมือง แต่หากใช้รวมกับคำว่าไพร่พล ก็จะหมายถึงกำลังคนหรือกำลังทหารด้วย ปัจจุบันคำว่าพลเมืองจึงรับรู้กันในความหมายของผู้ที่เป็นกำลังของบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะที่คำว่าราษฎรนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า รฏฺฐ รฏฺฐิก รฏฺฐวาสี ปชา ที่หมายถึง แว่นแคว้น หรือผู้ที่อยู่ในแว่นแคว้น พจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ให้ความหมายคำว่า &#039;&#039;&#039;“รฏฺฐ”&#039;&#039;&#039; ว่า reign, kingdom, empire,&amp;amp;nbsp;country, realm (รัฐ, อาณาจักร, จักรวรรดิ, ประเทศ, แผ่นดิน) ส่งผลให้โดยรากศัพท์แล้ว คำว่า &#039;&#039;&#039;“ราษฎร”&#039;&#039;&#039; จึงมีนัยของการเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชา เช่นเดียวกับคำว่า &#039;&#039;&#039;“ผสกนิกร”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า นิกร รฏฺฐวสก รฏฺฐวาสี ซึ่ง &#039;&#039;&#039;“วส”&#039;&#039;&#039; เป็นภาษาบาลี เดิมมีความหมายว่า อำนาจ สามารถ หรือด้วยอำนาจ ส่งผลให้คำวา &#039;&#039;&#039;“ผสกนิกร”&#039;&#039;&#039; มีความหมายถึงผู้ที่อยู่เหนือดินแดนและอยู่ในอำนาจของรัฐ ขณะที่คำว่าประชาชนนั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่าเป็นสามัญชนทั่วไปที่ไม่ใช่ข้าราชการ พ่อค้าหรือนักบวช ด้วยเหตุนี้ ในตัวบทกฎหมายส่วนใหญ่จึงมักปรากฎคำว่า &#039;&#039;&#039;“ประชาชน”&#039;&#039;&#039; เพื่อแสดงเป็นการจำแนกประชาชนออกจากเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องด้วยสิทธิประโยชน์ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่จะเกิดขึ้นนั้นแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากข้างต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า พลเมืองไม่ใช่เพียงคำที่ใช้เรียกคนที่อยู่เหนือดินแดนหนึ่ง ๆ หรือหมายถึงสมาชิกของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งมีสิทธิและสิทธิพิเศษที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบให้เท่านั้น แต่เป็นคำที่มีแนวคิดและความคาดหวังแห่งพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วย ทำให้คำว่า &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นคำเรียกผู้คนที่อาศัยอยู่เหนือดินแดนที่มีมิติของการแสดงออกมากกว่าคำเรียกขานอื่น ๆ ในแง่ของการเป็นกำลังให้แก่บ้านเมืองอยู่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พลเมืองสำคัญอย่างไร&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยเหตุที่พลเมืองเป็นคำที่มีแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมบางประการแฝงอยู่ด้วยในแง่ของผู้เป็นกำลังให้แก่บ้านเมืองหรือรัฐที่ตนอยู่อาศัย จึงทำให้ &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจศึกษามาเป็นเวลานานแล้วในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐและเป็นเงื่อนไขที่จะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองหนึ่ง ๆ ให้ดำรงอยู่ได้&amp;amp;nbsp;เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) นักปรัชญาชาวกรีกกล่าวถึงความสำคัญของพลเมืองไว้นานกว่า 2,000 ปี มาแล้ว โดยเพลโตกล่าวถึงแนวคิดเรื่อง &#039;&#039;&#039;“พลเมือง”&#039;&#039;&#039; ไว้ในงานที่ชื่อว่า The Republic เขาเชื่อว่าผู้คนในรัฐนั้น&amp;amp;nbsp;ล้วนแต่มีบทบาทหน้าที่ของตน พลเมืองแต่ละคนพึงแสดงบทบาทหน้าที่ตามความถนัดตามธรรมชาติของตนเพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของนครรัฐ (Polis) โดยมุ่งหวังความดีส่วนรวมมากกว่าความปราถนาส่วนตนเพราะเขาเชื่อว่าความเป็นอยู่ของผู้คนย่อมดีไม่ได้หากคุณภาพของรัฐโดยรวมนั้นแย่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ส่วนอริสโตเติล ได้อธิบายเรื่องความเป็นพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Politics โดยเขาเห็นว่าความเป็นพลเมืองนั้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของรัฐและความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันภายในรัฐของผู้คน สำหรับอริสโตเติล รัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของผู้คน มนุษย์ไม่อาจแสวงหาความอยู่รอดและความเจริญทางชีวิตและจิตวิญญาณได้ภายนอกรัฐ มนุษย์โดยธรรมชาติจึงเป็น &#039;&#039;&#039;“สัตว์การเมือง”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(political animals)&#039;&#039;&#039; ดังนั้น มนุษย์จึงมีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่ในชุมชนและมีส่วนร่วมในชีวิตทางการเมืองตามธรรมชาติ โดยมีนครรัฐ (polis) เป็นรูปแบบสูงสุดของสมาคมทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้พลเมืองจึงมีความสำคัญและนับเป็นคุณธรรมประการหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมายแล้วพลเมืองจะเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความกล้าหาญ และสติปัญญาแห่งนครรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสำคัญของพลเมืองในการมีส่วนร่วมในการปกครองกับรัฐนั้นปรากฎเป็นแนวคิดอย่างชัดเจนในงานของ จอห์น ล็อค (John Locke) โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Two Treatises of Government (1690) ว่าการที่มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้น ก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพอันเป็นสิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights) ของตนไว้ และทำให้ดีขึ้นผ่านการสร้างสัญญาประชาคมร่วมกันระหว่างพลเมืองและรัฐ (Social Contract) นั่นหมายถึงรัฐและพลเมืองทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและปกป้องเสรีภาพตามธรรชาติไว้ หากรัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม ผู้คนในสังคมก็มีสิทธิเปลี่ยนแปลงรัฐได้หากมีความจำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้พลเมืองจึงมีความสำคัญในแง่ของผู้มอบความยินยอมในการปกครองให้แก่รัฐ อีกทั้งยังมีความสำคัญในการร่วมกันประคับประคองมาตรการต่าง ๆ ทั้งทางสังคมการเมือง ดำรงไว้ซึ่งสัญญาประชาคม ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐอย่างเคารพและอดทน ให้เกียรติต่อความแตกต่างหลากหลายเพื่อก้าวข้ามข้อผูกพันทางศาสนาและตั้งอยู่บนหลักของกฎหมายตามสัญญาประชาคมร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้านนักปรัชญาสมัยใหม่อย่าง โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) กล่าวถึงพลเมืองในงานที่ชื่อว่า The Citizen แม้เขาจะเชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีกฎกติกาคอยกำกับเนื่องจากมนุษย์มีความหลากหลายและมักจะเห็นแก่ประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายการขัดเกลาธรรมชาติของมนุษย์ให้เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะเมืองไม่ได้เป็นของผู้ใด แต่เป็นของทุกผู้คนที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่อรักษาสันติภาพภายในรัฐ ป้องกันการโจมตีจากภายนอก เพื่อชีวิตที่ดีของผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าแม้ในทางปรัชญาจะมองธรรมชาติของมนุษย์ต่างกัน ทว่าในทุกระบอบการปกครองก็ล้วนต่างต้องการพลเมืองที่มีความผูกพันกับรัฐและสมาชิกคนอื่น ๆ ในสังคม โดยพร้อมจะร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องผลประโยชน์ของรัฐไว้เพื่อผลประโยชน์สิทธิเสรีภาพที่บรรดาพลเมืองจะบรรลุได้ภายใต้รัฐนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดเรื่องพลเมืองได้รับความสนใจศึกษาในหลายสาขาวิชาไม่เพียงแต่ทางด้านปรัชญาและรัฐศาสตร์ที่มุ่งศึกษาสิทธิเสรีภาพบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง แต่ยังครอบคลุมด้านกฎหมายเรื่องสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองภายใต้กรอบกฎหมายเพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ด้านสังคมศาสตร์ในมิติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน ภายใต้บริบทเฉพาะของสังคมที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม ด้านมานุษยวิทยาในมิติของอัตลักษณ์กลุ่ม และด้านการศึกษาที่ให้ความสนใจศึกษาความเป็นพลเมืองในมิติของการพัฒนาศักยภาพพลเมือง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรื่องพลเมืองจึงมีความซับซ้อนของการเป็นพลเมืองในสังคมร่วมสมัย โดยครอบคลุมไม่เพียงแต่มิติทางกฎหมายและการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแง่มุมทางวัฒนธรรม สังคม และจริยธรรมของการเป็นพลเมืองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;สถานะของความเป็นพลเมือง (citizenship)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนับเป็นเรื่องสำคัญ แม้ความเป็นพลเมืองนั้นจะไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะแค่ประเด็นทางด้านกฎหมายแต่ครอบคลุมทัศนคติและพฤติกรรมการแสดงออกด้วย ทั้งนี้เพราะสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนั้นมีความสัมพันธ์กับสิทธิพลเมือง (civil rights) และสิทธิทางการเมือง (political rights) ของพลเมืองในรัฐนั้น ๆ อาทิ การเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ของรัฐ การได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยรัฐ การมีส่วนร่วมแสดงความเห็น มอบข้อเสนอแนะต่อรัฐ การเลือกผู้แทนติดตามตรวจสอบและถอดถอนเปลี่ยนแปลงผู้แทน รวมไปถึงการมีส่วนร่วมยกร่างกฎหมายบางเรื่องที่สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ของตน เป็นต้น นอกจากนั้นยังครอบคลุมไปถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐที่พึงมีต่อพลเมืองในรัฐด้วย อาทิ การจัดสรรสวัสดิการแห่งรัฐ การปกป้องคุ้มครองส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักยภาพของพลเมือง กระบวนการยุติธรรม อันเป็นไปเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงแห่งรัฐและดำรงไว้ซึ่งหลักสิทธิเสรีภาพแห่งพลเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปัจจุบันสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายนั้นสามารถได้มาด้วยหลายวิธี ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยสายเลือด (Descent-based Citizenship)&#039;&#039;&#039; เป็นการมอบสัญชาติโดยยึดหลักสายโลหิต (jus sanguinis) กล่าวคือเป็นการมอบสัญชาติให้แก่พลเมืองโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว หรือพิจารณาจากสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองของบิดา มารดา คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นปัจจัยกำหนดในการได้รับสัญชาติ ตามหลักการนี้บุคคลจะสามารถมีสัญชาติได้โดยการสืบเชื้อสายแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เกิดในประเทศนั้นก็ตาม เช่น ในประเทศไทย เด็กที่เกิดในต่างประเทศโดยมีผู้ปกครองชาวไทยอย่างน้อยหนึ่งคนอาจมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติไทยโดยกรลงทะเบียนที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแต่ละประเทศอาจมีนโยบายผ่อนปรนหรือเข้มงวดแตกต่างกันออกไปอันเป็นผลมาจากอิทธิพลทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อเฉพาะของประเทศเหล่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยการเกิด (Citizenship by Birth)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;นับเป็นหลักการหนึ่งของกฎหมายสัญชาติที่มอบสถานะความเป็นพลเมืองแก่บุคคลจากสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือยึดหลักดินแดน (jus soli) สถานที่เกิดของแต่ละบุคคล ตามแนวคิดนี้หากบุคคลใดเกิดภายในเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง บุคคลนั้นจะถือเป็นพลเมืองของประเทศนั้นโดยอัตโนมัติโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของผู้ปกครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;สถานะความเป็นพลเมืองโดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization)&#039;&#039;&#039; เป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อมอบสถานะความเป็นพลเมืองให้แก่ชาวต่างชาติได้กลายเป็นพลเมืองของประเทศที่พวกเขาไม่ได้เกิด หรือก็คือเป็นการได้มาซึ่งสถานะความเป็นพลเมืองแห่งรัฐหลังการเกิด เพื่อให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลที่เป็นพลเมืองโดยกำเนิดของรัฐนั้น ๆ สำหรับข้อกำหนดทั่วไปในการขอแปลงสัญชาติ มีอาทิ ระยะเวลาขั้นต่ำในการพำนักอยู่ในประเทศนั้น หลายประเทศมีข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่เฉพาะซึ่งผู้สมัครจะต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะมีสิทธิได้รับการแปลงสัญชาติ ขณะที่บางประเทศอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น การอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องหรือการปรากฏตัวทางกายภาพ บางประเทศกำหนดให้ผู้สมัครใจขอแปลงสัญชาติต้องแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในภาษาราชการของประเทศและความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และรัฐบาลของประเทศนั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการผ่านการทดสอบความสามารถทางภาษาหรือการสอบวิชาพลเมืองนั้น ๆ ก่อน โดยทั่วไปรัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบภูมิหลังเกี่ยวกับผู้สมัครแปลงสัญชาติเพื่อประเมินประวัติอาชญากรรมของผู้ขอแปลงสัญชาติเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดในการเป็นพลเมืองแห่งรัฐ บางประเทศอาจมีการสัมภาษณ์ภูมิหลังของผู้สมัครถึงเหตุผลในการขอแปลงสัญชาติและความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติการแปลงสัญชาติเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า พ.ร.บ. แปลงชาติ ร.ศ.130 (พ.ศ. 2454) โดยในพระราชบัญญัติฉบับนี้ผู้ที่จะร้องขอแปลงสัญชาติได้จะต้องอยู่ ณ กรุงสยาม ณ เวลาร้องขอ โดยต้องพำนักอยู่ที่สยามไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด มีความประพฤติดี มีสมบัติพอที่จะเลี้ยงตนเองได้ โดยเมื่อผู้นั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจะต้อง &#039;&#039;&#039;“ถือน้ำพิพัฒน์สัตยานุสัตย์”&#039;&#039;&#039; จึงสามารถประกาศให้เป็นคนในบังคับสยามได้ ปัจจุบันการแปลงสัญชาติของไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตราที่ 10 ระบุว่า คนต่างด้าวซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ ต้องบรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ มีความประพฤติดีไม่มีประวัติอาชญากรรม มีอาชีพเป็นหลักฐานโดยต้องมีอัตรารายได้ต่อเดือนที่แน่นอนตามกฎหมายกำหนด มีหลักฐานการเสียภาษี มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่หากผู้นั้นกระทำความดีเป็นพิเศษต่อไทย ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจได้รับการงดเว้นข้อ (4) และ (5) ตามมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กรณีของประเทศไทยการขอแปลงสัญชาติไม่มีการสอบวัดความรู้ (Civic/Citizenship test) แตกต่างออกไปจากบางประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เป็นต้น โดยผู้ประสงค์ขอแปลงสัญชาติสามารถยื่นคำขอไปยังผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยื่นไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจภูธร กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด คำร้องจะได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยคณะทำงานคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีผู้ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจะต้องเข้าร่วมพิธีปฏิญาณตนว่าจะมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศไทย จากนั้นจึงมีประกาศกระทรวงมหาดไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การเป็นพลเมืองโดยการแต่งงาน (Citizenship by Marriage)&#039;&#039;&#039; เป็นแนวคิดทางกฎหมายที่อนุญาตให้บุคคลได้รับสัญชาติของประเทศหนึ่ง ๆ ได้โดยอิงจากความสัมพันธ์ด้านการสมรสกับพลเมืองของประเทศนั้น&amp;amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กฎและขั้นตอนในการเป็นพลเมืองโดยการแต่งงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น บางประเทศอาจมีข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ประกอบกันด้วย หมายความว่าคู่สมรสชาวต่างชาติอาจต้องพำนักอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติ ระยะเวลาการอยู่ร่วมกับคู่สมรสที่แสดงออกถึงความมั่นคงในความสัมพันธ์ บางประเทศอาจพิจารณาการวางแผนการอยู่อาศัยร่วมกัน ในบางประเทศคู่สมรสชาวต่างชาติต้องมีความสามารถทางด้านภาษาราชการและมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประจำชาติ ขณะที่บางประเทศอาจมอบให้แต่สิทธิในการทำงานในรัฐนั้นได้โดยไม่มีกำหนด แต่มิได้มอบสิทธิเช่นเดียวกับการเป็นพลเมือง และไม่ใช่ทุกประเทศที่อนุญาตให้มีการมอบสัญชาติผ่านการสมรส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในประเทศไทยการแปลงสัญชาติโดยการสมรสนั้นสามารถกระทำได้ตาม มาตรา 9 ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยแนวทางปฏิบัตินั้นให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน ระบุว่าหญิงต่างด้าวทั่วไปที่สามารถถือสัญชาติไทยได้ตามสามีนั้นจะต้องจดทะเบียนสมรสกับชายไทยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยสามีของผู้ยื่นคำร้องต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน ส่วนหญิงต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยนั้นสามารถยื่นขอถือสัญชาติไทยตามสามีได้เช่นกัน โดยระเบียบปฏิบัตินั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อยตามที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปัจจุบัน มีแนวคิดเรื่องการขยายหลักการและวิธีการขอสถานะความเป็นพลเมืองออกไปครอบคลุมการทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศนั้น ๆ ด้วย กรณีของประเทศไทยคนต่างด้าวทั่วไปซึ่งกระทำความดีเป็นพิเศษต่อไทย ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจได้รับมอบสัญชาติไทยโดยงดเว้นเงื่อนบางประการตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ได้ นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดเรื่องการขอสถานะความเป็นพลเมืองผ่านการลงทุนได้ (Citizenship by Investment) เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่บุคคลสามารถรับสิทธิการเป็นพลเมืองหรือถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศได้โดยการลงทุนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ปัจจุบันนี้แนวคิดดังกล่าวมีการประยุกต์ใช้ในหลายประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเป็นพลเมืองโดยการลงทุนก็มีความแตกต่างในแง่ของเกณฑ์คุณสมบัติข้อกำหนดในการลงทุน และสิทธิประโยชน์ที่มอบให้แต่ละบุคคล เช่น นักลงทุนจะได้รับสัญชาติควบคู่ไปกับสัญชาติบ้านเกิดของตน&amp;amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ รวมไปถึงได้รับโอกาสทางธุรกิจ และอาจมีโอกาสในการส่งต่อสัญชาติของตนไปยังรุ่นต่อไปได้ในบางประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะพลเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากสถานะความเป็นพลเมืองตามกฎหมายแล้ว ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการเป็นพลเมืองโดยพฤติกรรมก็ได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น เนื่องจากสถานะตามกฎหมายไม่อาจรับประกันได้ว่าผู้นั้นจะมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ดีเป็นประโยชน์มากพอและเหมาะสมกับระบอบการเมืองการปกครองของรัฐหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพลเมืองได้รับการรับรองสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าพลเมืองในระบอบอื่น ในแง่นี้พลเมืองจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากพลเมืองสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงและพัฒนาประเทศได้ ชาติบ้านเมืองก็จะมีความเจริญรุดหน้าอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงผู้ที่มุ่งใช้สิทธิเสรีภาพโดยเน้นไปเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นแต่พึงต้องแสดงออกอย่างสมดุลระหว่างการแสดงออกตามสิทธิหน้าที่กับการแสดงออกอย่างไม่ละเมิด ด้วยเหตุนี้ คุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มักได้รับการกล่าวถึงจึงเป็นเรื่องของการเคารพ (respect) และความรับผิดชอบ (responsibility) เช่น ในงานเรื่อง Civitas&amp;amp;nbsp;: A framework of civic education (1991) ได้กำหนดให้การเคารพซึ่งกันและกัน การมีวินัย (Self-discipline) รับผิดชอบต่อตนเอง (Individual responsibility) และมีจิตสาธารณะ (Civic-mindedness) นับเป็นคุณลักษณะของพลเมืองที่พึงปรารถนาในประเด็นแรก ๆ ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในข้อท้าย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้าน Joel Westheimer and Joseph Kahne (2004) ได้แบ่งประเภทของพลเมืองไว้ 3 แบบ ตามระดับการแสดงออกของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยระดับแรกนั้นเป็นคุณลักษณะที่แสดงออกได้ง่ายที่สุดและพึงแสดงออกในฐานะพื้นฐานของการเป็นพลเมือง ก็คือการเป็นผู้รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมก่อนที่จะเป็นพลเมืองที่มีการแสดงออกและมีส่วนร่วมในระดับที่สูงขึ้นไป Galson William (1991) ชี้ให้เห็นว่าพลเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้นการมีจริยธรรมของพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเขาแบ่งจริยธรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. จริยธรรมทั่วไป ในการมีความกล้าหาญ ปฏิบัติตามกฎหมายและมีความภักดีต่อชุมชนของตน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. จริยธรรมทางสังคมในการเป็นผู้มีอิสระและใจกว้าง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. จริยธรรมทางเศรษฐกิจในการทำงาน สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น และ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. จริยธรรมทางการเมืองในการเคารพสิทธิผู้อื่น เรียกร้องตามความเหมาะสม มีการติดตามตรวจสอบสามารถประเมินผลการดำเนินงานของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เป็นต้น&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในส่วนของประเทศไทยคุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาก็เป็นไปในทิศทางที่พยายามผสมผสานระหว่างความมีวินัย ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ดังปรากฎในเกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ระบุคุณลักษณะของพลเมืองไทยอันพึงปรารถนาไว้ 8 ประการ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. รักชาติ&amp;amp;nbsp; ศาสน์&amp;amp;nbsp; กษัตริย์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ซื่อสัตย์สุจริต&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. มีวินัย&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. ใฝ่เรียนรู้&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. อยู่อย่างพอเพียง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. มุ่งมั่นในการทำงาน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. รักความเป็นไทย&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8. มีจิตสาธารณะ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะที่ในยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง พ.ศ. 2553-2561 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดคุณสมบัติความเป็นพลเมืองของเยาวชนไว้ 6 ประการ ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน คือ เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการแสดงออกตามสิทธิและการแสดงออกต่อกันด้วยความเคารพไม่ละเมิด คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. พลเมืองต้องสามารถพึ่งตนเองและรับผิดชอบตนเองได้&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. พลเมืองต้องเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพองบุคคลอื่น&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. เคารพความแตกต่างหลากหลาย มีทักษะในการฟัง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. เคารพหลักความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเห็นคนเท่าเทียมกัน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. เคารพกฎหมายและกติกา ไม่ใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาและยอมรับผลของการละเมิดกฎหมาย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้าน สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งระบุถึงพื้นฐานความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยไว้ในคู่มือพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย (2558) ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองว่าทุกคนเกิดมามีคุณค่าเท่าเทียมกัน มิอาจล่วงละเมิดได้ จึงพึงยอมรับในเกียรติภูมิของแต่ละบุคคล โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกันของผู้คน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. เคารพสิทธิ เสรีภาพ กฎหมายและกติกาของสังคม ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและหลักนิติรัฐในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมิให้เกิดการละเมิด&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ขณะที่&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; ได้ทำงานวิจัยเพื่อค้นหาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพลเมืองไทย ซึ่งสรุปได้ว่าพลเมืองไทยที่พึงปรารถนาควรมีคุณลักษณะอย่างน้อย ๆ 5 ประการประกอบกัน (ศรัณยุ หมั้นทรัพย์, 2556) ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1. มีเหตุผล&#039;&#039;&#039; พลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องหลักการประชาธิปไตย ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย พิจารณาเรื่องราวต่างๆที่ได้รับบนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง ยอมรับให้เกียรติต่อความแตกต่าง และสามารถแสดงออกมาได้อย่างมีวุฒิภาวะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2. มีวินัย&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่สามารถควบคุมความคิดและพฤติกรรมของตนให้ปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมชุมชนที่อยู่อาศัยร่วมกัน ไม่เลือกปฏิบัติกฎระเบียบเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนหรือผู้ใด เชื่อมั่นและรักษากฎระเบียบ เพื่อให้กลไกของสังคมเดินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;3. มีความซื่อสัตย์&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากความไม่จริงใจแก่กัน และผลกระทบจากการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและกลุ่มตน จนกระทั่งละเมิดจริยธรรมกติกาและข้อตกลงที่ผู้คนในสังคมมีร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;4. มีความรับผิดชอบ&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติบทบาทหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายจนสำเร็จด้วยความกระตือรือร้น ไม่ละทิ้งงาน คาดหวังผลลัพธ์ที่ได้ในเชิงบวก และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากการกระทำที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;5. มีจิตสาธารณะ&#039;&#039;&#039; ในที่นี้คือพลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวมจากทุกการกระทำของตน พร้อมที่จะสละประโยชน์บางส่วนเพื่อสาธารณะประโยชน์ ตลอดจน กระตือรือร้น มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;นักวิชาการโดยมากมองไปในทิศทางเดียวกันว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ประกอบไปด้วย สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และความรับผิดชอบ อาทิ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2559) ระบุว่า พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงมีคุณลักษณะอย่างน้อย 6 ประการ คือ รับผิดชอบและพึ่งตนเองได้ เคารพสิทธิผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพหลักความเสมอภาค เคารพกฎกติกา และรับผิดชอบต่อสังคม ด้าน ทิพพาพร&amp;amp;nbsp;ตันติสุนทร (2557) ระบุว่า พลเมืองวิถีประชาธิปไตย จะต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นพลเมืองที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม มีชีวิตที่เห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ และมีทักษะในการการแก้ไขปัญหาของชุมชน ขณะที่ กิตติศักดิ์ ปรกติ (2555) ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การอ้างอิงเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวแต่ต้องประกอบกับการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายหรือหลักนิติธรรมด้วยเพื่อเป็นหลักประกันว่ากระบวนการต่าง ๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีเหตุผลชอบธรรมและรัฐมีอำนาจอย่างจำกัด ประชาธิปไตยจึงเป็นระบอบที่ต้องพร้อมปรับปรุงตัวอยู่เสมอ ในแง่นี้พลเมืองที่มีความใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง และยินดีที่จะเจรจาต่อรองประนีประนอมกันอย่างมีเหตุผลบนหลักของความเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าคุณลักษณะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่การเน้นใช้สิทธิเสรีภาพโดยสุดโต่งแต่เป็นการผสมผสานระหว่างการตระหนักและแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมอย่างสมดุลโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ด้วยเหุตนี้ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเป็นผู้ที่พึงถึงพร้อมด้วยทัศนคติที่มีความเคารพและยอมรับต่อความแตกต่างหลากหลาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน พร้อมๆกับมีการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นไว้อย่างเหมาะสมไม่ละเมิดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตั้งอยู่บนหลักฐาน หลักการ อย่างมีวิจารณญาณ ด้วยเหตุกนี้ การศึกษาสำหรับพลเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อดึงศักยภาพของตนออกมาใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ ให้สมกับนิยามของพลเมือง ผู้ที่เป็นพละกำลังของประเทศชาติอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษาสำหรับพลเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;อย่างไรก็ตาม การเป็นพลเมือง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น &#039;&#039;&#039;“พละกำลัง”&#039;&#039;&#039; ให้แก่บ้านเมืองได้อย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการบ่มเพาะให้การศึกษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้แนวคิดเรื่องการศึกษาสำหรับพลเมือง (civic education) เป็นแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงมานานแล้วนับแต่สมัยกรีกโบราณกว่า 2,000 ปีที่แล้ว เพลโต (Plato) นักปรัชญาการเมืองชาวกรีกชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับพลเมืองไว้ในงานที่ชื่อว่า Laws โดยชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่มเพาะสำนึกภายในให้รู้จักกับความจริง ความดี ความงาม และความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่อย่างยิ่งกับผู้คนที่อยู่ในนครรัฐ ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษาที่ดีสู่พลเมือง จึงมีส่วนส่งเสริมต่อการอยู่รอดของนครรัฐและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในนครรัฐได้ (Meyer S.S., 2015) ขณะที่อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในงานที่ชื่อว่า Politics โดยเขาชี้ให้เห็นว่ามนุษย์จะมีชีวิตที่ดีได้จะต้องอยู่ภายใต้นครรัฐและร่วมกันทำการเมืองให้ดี พลเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงการทำกิจการสาธารณะได้ ในแง่นี้พลเมืองจึงพึงได้รับการศึกษาเพื่อฝึกฝนการอยู่ร่วมกันและในการรับมือกับความยากลำบากเพื่อร่วมกันสร้างชีวิตที่ดี (Ernest Barker, 2013) จากข้างต้น แม้คุณลักษณะของพลเมืองที่เพลโตและอริสโตเติลกล่าวถึงนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า &#039;&#039;&#039;“ความเป็นพลเมือง”&#039;&#039;&#039; เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นผ่านการศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2551; วีระ สมบูรณ์, 2561; ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, 2559)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ทว่าการจัดการศึกษาสำหรับพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อสร้างให้ผู้เรียนเกิดสำนึกรับผิดชอบเคารพสิทธิเสรีภาพความหลากหลายและสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองได้อย่างเหมาะสมนั้น ไม่อาจกระทำได้ผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักวิชาการด้านการศึกษาเสนอว่าการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ทว่าการเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะคุณลักษณะดังกล่าวสู่ผู้เรียนไม่อาจกระทำได้จากการบรรยายในชั้นเรียนแต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยเผชิญหน้ากับความห่วงกังวลอย่างมีสติและรับมือกับปัญหาเหล่านั้น โดยใช้ทักษะข้อมูลและคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (John Dewey, 1944)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2555) กล่าวว่าการศึกษาสำหรับพลเมืองนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทัศนคติทักษะและการแสดงออกของผู้คนในสังคมให้มีความพร้อมต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่รองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพื่อสร้างสำนึกพลเมืองประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนวิเคราะห์ประสบการณ์ตลอดจนปัญหาต่างๆที่พวกเขาพบเจอในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยนำความรู้และทักษะต่างๆของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาปรับใช้ในการวิเคราะห์แสวงหาแนวทางหรือข้อเสนอแนะเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาฝึกฝนตนเองในการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ด้านทิพย์พาพร ตันติสุนทร (2557) กล่าวในทำนองดียวกันว่าการศึกษาเพื่อสร้างสำนึกพลเมืองเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยผ่านการ &#039;&#039;&#039;“พัฒนาคน”&#039;&#039;&#039; ในแง่นี้พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงได้รับการส่งเสริมให้เป็นผู้ที่ยึดหลักประชาธิปไตยสากลในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ เป็นผู้ที่เคารพต่อกฎหมาย สิทธิของทั้งตนเองและผู้อื่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนไม่นิ่งดูดายและพร้อมที่จะเสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญการศึกษาสำหรับพลเมืองนั้นไม่ได้จำกัดไว้เพียงในชั้นเรียนหรือเฉพาะนักเรียนเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (ทิพพาพร ตันติสุนทร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาสำหรับพลเมืองมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย เพราะมนุษย์คือทรัพยากรสำคัญที่จะร่วมกันประคับประคองให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่รุ่งเรืองได้ หากพลเมืองมีความรู้ที่เหมาะสมเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และมากพอ ตลอดจนมีสำนึกความห่วงใยบ้านเมือง และยินดีที่จะมีพฤติกรรมในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในรูปแบบต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากการรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง เรื่อยไปจนถึงเป็นหูเป็นตาแก่กันและกันในเรื่องต่าง ๆ สามารถที่จะเสียสละประโยชน์บางประการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าและเพื่อความเป็นธรรมได้ ประชาชนและประเทศชาติย่อมรอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ และมีความรุ่งเรืองได้ ทว่าสำนึกความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยจำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะผ่านกระบวนการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ไม่กดทับ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายและเป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การตกผลึกทางความคิดทัศนคติและพฤติกรรม กระทั่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;กล่าวโดยสรุป พลเมือง เป็นทั้งสถานะทางกฎหมายและเป็นคำที่มีแนวคิดทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ที่นำมาซึ่งความคาดหวังและบทบาทบางประการของพลเมืองในอันที่จะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองของรัฐ ในทางกฎหมาย พลเมือง เป็นสถานะที่รัฐมอบให้แก่คนในสังคมเพื่อรับรองว่าผู้นั้นเป็นสมาชิกแห่งรัฐและสังคม ซึ่งจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ รวมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์บางประการที่รัฐจะมอบให้ อย่างไรก็ตาม สถานะความเป็นพลเมืองนั้นก็มาพร้อมกับหน้าที่บางประการที่พลเมืองพึงมีต่อรัฐด้วย โดยพื้นฐานของทุกระบอบการปกครองพลเมืองพึงมีบทบาทในการเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษี บำรุงบ้านเมืองด้วยกำลังแรงและกำลังทรัพย์ของตน รวมไปถึงช่วยกันธำรงความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ทว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นต่างออกไป เนื่องจากพลเมืองในระบอบนี้จะได้รับการรับรองสิทธิเสรีภาพให้สามารถแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงพึงมีคุณลักษณะบางประการที่เพิ่มขึ้นมาในเรื่องของการตระหนักในศักยภาพของตนในการแสดงออกทางการเมืองและร่วมกันกับรัฐปกครองบ้านเมืองผ่านการเลือกตั้ง มอบข้อเสนอแนะทางนโยบายและติดตามตรวจสอบการบริหารงานของผู้แทนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ พร้อมกันนี้ในการแสดงออกของพลเมืองเองก็พึงระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย เพราะมิฉะนั้นอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งบาดหมางกระทั่งนำไปสู่ความวุ่นวายรุนแรงได้ในเวลาต่อมา พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนกับการเคารพและยอมรับกติกาและความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคมไปพร้อมๆกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติไปพร้อมๆกับส่งเสริมคุณภาพชีวิตและระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมการปกครอง, สำนักบริหารการทะเบียน. (ม.ป.ป.) “การได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม”. [ออนไลน์] [เข้าถึงเมื่อ 7.11.2566] จากเว็บไซต์ [https://www.bora.dopa.go.th https://www.bora.dopa.go.th]/nationclinic/NewHTML/Section10.htm&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2555) ความสำคัญของพลเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 เรื่องความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย (Citizenship and the Future of Democracy) ระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม พ.ศ.2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำนเนินอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถวิลวดี บุรีกุล, รัชวดี แสงมหะหมัด และ เออเจนี เมริโอ. (2562). พลเมืองไทย&amp;amp;nbsp;: การสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2557) การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง: Civic Education for Thai Society. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันนโยบายศึกษา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญา เทวนฤมิตรกุล. (2555) “การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (civic education) แก้ปัญหาการเมืองไทยโดยสร้างประชาธิปไตยที่คน” ใน เอกสารสรุปการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 13 เรื่อง ความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า, 2555. หน้า473-496.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2559) การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 (ปรับปรุงฉบับที่ 5) พ.ศ.2555. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 129/ตอนที่ 28 ก/หน้า 1/21 มีนาคม 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย. [ออนไลน์] [เข้าถึงเมื่อ 7.11.2566] จากเว็บไซต์&amp;amp;nbsp;[http://www.thaiciviceducation.org/index.php/aboutus/common-principle#p5 http://www.thaiciviceducation.org/index.php/aboutus/common-principle#p5]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสลิน คัคณางค์,ม.ร.ว. (2530). พจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโลภิกขุ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชช์ จีระแพทย์. (2551). “กระแสโลกาพิวัฒน์แทรกซึมการให้สัญชาติ” ใน วารสารรัฐธรรมนูญ. ปีที่ 10 เล่มที่ 30 กันยายน - ธันวาคม พ.ศ. 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2554). “100 ปีแห่งสัญชาติไทย”. ใน วิภาษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 5 หน้า 16-44. [ออนไลน์] เข้าถึงจาก &amp;lt;u&amp;gt;[https://www.law.cmu.ac.th/law2011/journal/e1478238851.pdf https://www.law.cmu.ac.th/law2011/journal/e1478238851.pdf]&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. (2558). คู่มือพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณยุ หมั้นทรัพย์. (2556) การวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรรากฐานประชาธิปไตยในบริบทไทย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Alexandra R. Harrington. (2010) “Citizens of the World”. In Proceedings of the ASIL Annual Meeting. 2010;104:55-57. &amp;lt;u&amp;gt;doi:10.5305/procannmeetasil.104.0055&amp;lt;/u&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Barker R. Citizens. (2001). “Citizens”. In Legitimating Identities: The Self-Presentations of Rulers and Subjects. Cambridge: Cambridge University Press; 2001:106-135.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Center for Civic Education. (1991). Civitas: A framework of civic education. California&amp;amp;nbsp;: Calabasas, p.13.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Douglass R. and Olsthoorn J. (Ed.). (2019). Hobbes&#039;s On the Citizen. Cambridge University Press. [https://doi.org/10.1017/9781108379892 https://doi.org/10.1017/9781108379892]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ernest Barker. (c1958). The politics of Aristotle. New York, Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Galson William. (1991). Liberal Purposes: Goods, Virtues, and Diversity in the Liberal State. New York: Cambridge University Press, pp.221-224.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
James H. Kuklinski. (2011) Citizens and politics: Perspectives from political psychology. Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Joel Westheimer and Joseph Kahne. (2004). “What Kind of Citizen? The Politics of Educating for Democracy”. in American Educational Research Journal Summer 2004, Vol. 41, No. 2, pp. 237–269.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John Dewey. (1944) Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. New York&amp;amp;nbsp;: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Klingemann, Hans-Dieter and Fuchs, Dieter (Ed.). (1998). Citizens and the state.&amp;amp;nbsp; Oxford: Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kymlicka, W., &amp;amp; Norman, W. (1994). “Return of the Citizen: A Survey of Recent Work on Citizenship Theory”. in Ethics, 104(2), 352–381. [http://www.jstor.org/stable/2381582 http://www.jstor.org/stable/2381582]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Meyer S.S. (2015) Plato&amp;amp;nbsp;: Laws 1 and 2. Translated with an Introduction and Commentary by Susan Meyer. Oxford&amp;amp;nbsp;: Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Passports. “BOI Company” (Business Visa) [Online] [Access 7.11.2023] from website&amp;amp;nbsp;[https://passports.io/citizenship/thailand/entrepreneurship/th10 https://passports.io/citizenship/thailand/entrepreneurship/th10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Quinn J. (2019). The Nation, History, and the Making of National Citizens. in Barr R. A., Buckley S-A, O&#039;Cinneide M, eds. Literacy, Language and Reading in Nineteenth-Century Ireland.&amp;amp;nbsp; Liverpool University Press; 2019:53-65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sterling P. Lamprecht (Ed.). (1949). De cive&amp;amp;nbsp;: or the citizen by Thomas Hobbes. New York&amp;amp;nbsp;: Appleton-Century-Crofs. Incorporated, (pp.xv.-xxxi).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tanner RG. (1962). “Ancient History and the Modern Citizen”. in Greece and Rome. Vol. 9, No. 1 (Mar., 1962), pp. 62-66. doi:10.1017/S0017383500021975 &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99_(Two-tier_system)&amp;diff=16033</id>
		<title>การปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น (Two-tier system)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99_(Two-tier_system)&amp;diff=16033"/>
		<updated>2024-08-07T02:48:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; วิลาวัณย์ หงษ์นคร  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิป...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; วิลาวัณย์ หงษ์นคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;แนวคิดว่าด้วยการจัดชั้น (Tier system)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการแบ่งแยกภารกิจหน้าที่ระหว่างองค์กรที่จัดทำบริการสาธารณะ แนวคิดนี้ถือเป็นหลักสากลที่ปรากฏว่ามีการใช้ทั่วไปในการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้ขอบเขต บทบาท และอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เกิดความซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตามการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นออกเป็นชั้นต่าง ๆ มิได้สะท้อนถึงอำนาจการบังคับบัญชาที่ลดหลั่นกันตามระดับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ การจัดชั้นพิจารณาจากเหตุผลสองประการ ได้แก่ [[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;ประการที่หนึ่ง&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะด้านพื้นที่&#039;&#039;&#039; โดยพิจารณาลักษณะของพื้นที่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสองลักษณะ ได้แก่ พื้นที่ที่แสดงถึงความเป็นชุมชน (Community area) และพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นชุมชนสมมติ (Artificial community) ทั้งนี้ พื้นที่ที่แสดงถึงความเป็นชุมชน หมายถึง พื้นที่ที่สะท้อนถึงพื้นฐานของความเป็นชุมชนโดยพิจารณาจากขนาดและการขยายตัวของชุมชน สำหรับพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นชุมชนสมมติ หมายถึง พื้นที่ที่เกิดจากการขีดเส้นสมมติเพื่อแบ่งเขตทางการปกครอง จากลักษณะพื้นที่ทั้งสองประการดังกล่าวส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ที่แสดงถึงความเป็นชุมชนและมีพื้นที่ขนาดเล็กเฉพาะชุมชนมักถูกกำหนดให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงสร้างชั้นล่าง ซึ่งมีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองเฉพาะชุมชนของตน ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ที่กว้างขวางและครอบคลุมหลากหลายชุมชนมักถูกกำหนดให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงสร้างชั้นบน เพื่อจัดทำบริการสาธารณะที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่และชุมชนที่หลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;lt;u&amp;gt;ประการที่สอง&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะด้านภารกิจ&#039;&#039;&#039; ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (1) ภารกิจที่เป็นบริการสาธารณะขนาดเล็กหรือมีขนาดของการบริการที่มุ่งตอบสนองความต้องการภายในชุมชนหนึ่ง ๆ เป็นสำคัญ ภารกิจในลักษณะนี้มักถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงสร้างชั้นล่าง เพราะเป็นภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งสามารถจัดทำได้ด้วยตนเอง และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; (2) ภารกิจที่เป็นบริการสาธารณะขนาดใหญ่หรือครอบคลุมพื้นที่การให้บริการในหลายชุมชนหรือครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่มีชุมชนตั้งอยู่ รวมถึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยศักยภาพในการจัดทำสูง ภารกิจในลักษณะนี้จึงจำเป็นต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ในโครงสร้างชั้นบนเป็นผู้จัดทำ&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบบชั้นเดียว (Single tier system)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดโครงสร้างแบบชั้นเดียวเป็นการจัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นมามีหน้าที่ทุกอย่างรวมกันอยู่ชั้นเดียว การจัดโครงสร้างรูปแบบนี้เน้นการนำเป้าหมายโดยรวมทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบเดียวกัน นโยบายต่าง ๆ สามารถนำมาบูรณาการไว้ด้วยกันเพื่อเป็นหน่วยบริการแบบอเนกประสงค์ที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดลำดับความสำคัญของนโยบายได้ง่าย และมีความเป็นเอกภาพเชิงอำนาจ [[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] การจัดโครงสร้างแบบชั้นเดียวจะส่งผลให้การจัดบริการสำเร็จได้ง่าย เพราะการออกแบบให้ภารกิจทุกอย่างรวมอยู่ในชั้นเดียวจะทำให้ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเบ็ดเสร็จและสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เป็นหนึ่งเดียวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น (Two-tier system)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การจัดโครงสร้างแบบสองชั้นเป็นการจัดให้ในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าไปจัดทำบริการสาธารณะหลายองค์กรโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบน (Upper-tier) กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่าง (lower-tier)&amp;amp;nbsp; ซึ่งพื้นที่ที่ให้บริการเป็นพื้นที่เดียวกันแต่บริการสาธารณะที่จัดนั้นเป็นคนละประเภทกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนมีลักษณะสำคัญคือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ จัดบริการสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ ลงทุนสูง มีความคาบเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างหลายหน่วย หรือเป็นบริการสาธารณะที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างแห่งใดแห่งหนึ่ง หากปล่อยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างจัดทำจะเกิดความสิ้นเปลืองหรือไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างจะจัดบริการสาธารณะที่ใกล้ชิดกับประชาชน หรือจัดบริการสาธารณะโดยตรง ให้แก่ประชาชน [[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้นของไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งถือเป็นแม่บทแห่งการปกครองท้องถิ่นไทยและก่อให้เกิดการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นครั้งสำคัญของประเทศ โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของไทยมีลักษณะเป็นแบบชั้นเดียวมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี กล่าวคือ ในแต่ละพื้นที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้นที่ดูแลรับผิดชอบและทำหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน ดังเห็นได้จากพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 ได้บัญญัติถึงเขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดว่าคือพื้นที่ในเขตจังหวัดที่อยู่นอกเขตเทศบาล สุขาภิบาล และหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่น ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 6 รูปแบบ ได้แก่ &#039;&#039;เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา&#039;&#039; [[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน[[การกระจายอำนาจ|การกระจายอำนาจ]]ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของประเทศ และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นจากชั้นเดียวสู่สองชั้น ยกเว้นพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นการปกครองท้องถิ่นแบบชั้นเดียว การปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น หมายความว่า ในแต่ละพื้นที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 องค์กรดูแลรับผิดชอบและจัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดดูแลรับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดและกลายเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบน และมีเทศบาล (เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล) และองค์การบริหารส่วนตำบลดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในอาณาเขตของตนเองและกลายเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่าง ทั้งนี้ กฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้นไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ใน มาตรา 17 (14) ได้บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่จำเป็นต้องมีเหตุสมควรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัดทำภารกิจเหล่านั้น หรือจัดทำร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;(24) จัดทำกิจการใดอันเป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตและกิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมดำเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ใน มาตรา 8 ได้มีการบัญญัติถึงเขตพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดว่าหมายถึงเขตของจังหวัดทั้งจังหวัด และใน มาตรา 45 (8) ได้บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่จำเป็นต้องมีเหตุสมควรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัดทำภารกิจเหล่านั้น หรือจัดทำร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;มาตรา 8 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น เขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัดได้แก่เขตจังหวัด&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;มาตรา 45 (8) จัดทำกิจการใด ๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการนั้นเป็นการสมควรให้ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดำเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า &#039;&#039;&#039;“ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ย่อมมีโครงสร้างของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในชั้นล่างเพื่อดูแลการจัดทำบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนที่ดูแลรับผิดชอบภารกิจบริการสาธารณะที่มีขอบเขตงานที่กว้างขึ้น หรือเกินกำลังความสามารถของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล”&#039;&#039;&#039; [[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของไทยแบบสองชั้นมักมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่าง กล่าวคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนและเทศบาลรวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างไม่มีความสัมพันธ์กันในการปฏิบัติภารกิจหน้าที่โดยไม่มีการประสานงานและบูรณาการการทำงานร่วมกันภายในจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับต่างฝ่ายต่างจัดบริการสาธารณะของตน ดังนั้นจึงส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำภารกิจที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่าง การใช้งบประมาณและทรัพยากรที่สิ้นเปลืองจากการจัดทำภารกิจที่ซ้ำซ้อนกันทั้งที่สามารถบูรณาการร่วมกันได้ และการกระจายงบประมาณสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างไม่ทั่วถึงเพราะบางส่วนไปตกแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่างที่มีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบน เป็นต้น [[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจในเรื่องที่เป็นภาพรวมได้ตามที่ถูกออกแบบและคาดหวัง ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ซ้ำซ้อนกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล สืบเนื่องมาจากกฎหมายมิได้ระบุถึงกลไกหรือโครงสร้างในการเชื่อมประสานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบนและชั้นล่าง ประกอบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งของตนเองคนละฉบับ ซึ่งได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบไว้ แต่มิได้กำหนดให้ชัดเจนลงไปในรายละเอียดของภารกิจบริการสาธารณะ ด้วยเหตุนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงมักจัดทำบริการสาธารณะที่มีลักษณะเดียวกันกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ขณะที่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีงบประมาณและทรัพยากรเพียงพอจึงร้องขอการสนับสนุนมาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดภาพจำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง [[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณัฐฏ์ภัทร์ สัมฤทธิ์และพีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์, 2556. บทบาทหน้าที่และความจำเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัด. ในการประชุมหาดใหญ่วิชาการ ครั้งที่ 4 เรื่อง การวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมไทย วันที่ 10 พฤษภาคม 2556. หน้า 151.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ, 2552. รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, 2559. ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;สถาบันพระปกเกล้า. หน้า 74-75.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า, 2547. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 4 องค์ประกอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลำดับที่ 1 เรื่อง การจัดวางรูปแบบและโครงสร้างภายใน. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาชาวิชาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2565. 83201 รายการที่ 3 เรื่อง การจัด โครงสร้างหน่วยการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น. [DVD] สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp;[https://media.stou.ac.th/view_video_1018.php?act=e_tutorials&amp;amp;vid=22015 https://media.stou.ac.th/view_video_1018.php?act=e_tutorials&amp;amp;vid=22015]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;สถาบันพระปกเกล้า, 2547. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 4 องค์ประกอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลำดับที่ 1 เรื่อง การจัดวางรูปแบบและโครงสร้างภายใน. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า. หน้า 4-7.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;เรื่องเดียวกัน, หน้า 73-74.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;สาชาวิชาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2565. 83201 รายการที่ 3 เรื่อง การจัดโครงสร้างหน่วยการปกครองท้องถิ่นแบบสองชั้น. [DVD] สืบค้นจาก [https://media.stou.ac.th/view_video_1018.php?act=e_tutorials&amp;amp;vid=22015 https://media.stou.ac.th/view_video_1018.php?act=e_tutorials&amp;amp;vid=22015]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;ณัฐฏ์ภัทร์ สัมฤทธิ์และพีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์, 2556. บทบาทหน้าที่และความจำเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัด. ในการประชุมหาดใหญ่วิชาการ ครั้งที่ 4 เรื่อง การวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมไทย วันที่ 10 พฤษภาคม 2556. หน้า 151.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, 2559. ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า. หน้า 74-75.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์และคณะ, 2552. รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 102.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp; ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, 2559. ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า. หน้า 75-76.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การปกครองท้องถิ่น]] [[Category:กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[Category:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[Category:ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Belt_and_Road_Initiative&amp;diff=16032</id>
		<title>Belt and Road Initiative</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Belt_and_Road_Initiative&amp;diff=16032"/>
		<updated>2024-08-06T09:29:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;BRI&#039;&#039;&#039; ย่อมาจาก &#039;&#039;&#039;Belt and Road Initiative&#039;&#039;&#039; หรือข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง หรือที่เรียกติดปากในประเทศไทยว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักกันในนาม One Belt One Road Initiative (OBOR) เป็นโครงการพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมเส้นทางทางการค้าและภายในประเทศตามเส้นทางสายไหมเดิม เพื่อเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ข้อริเริ่มนี้ได้ถูกกล่าวถึงโดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมาตั้งแต่ ค.ศ. 2013 โดยการปลุกฟื้นชีพให้กับเส้นทางสายใหม่ ต้องการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ บูรณาการการตลาดอย่างลึกซึ้ง ประสานงานนโยบายเศรษฐกิจตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในเชิงลึก โดย BRI นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยได้ถูกนำมาใส่ไว้ใน ‘ธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน’ ตั้งแต่ ค.ศ. 2017 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า BRI เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ผู้นำจีนให้ความสำคัญอย่างที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการ BRI ประกอบด้วยสองเส้นทางหลัก ได้แก่ เส้นทางสายไหมทางบก และเส้นทางสายไหมทางทะเล โดยเส้นทางสายไหมทางบก เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงจีนกับยุโรป ผ่านเอเชียกลางและตะวันออกกลาง เส้นทางนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเส้นทางสายไหมโบราณ ที่เคยใช้ในการค้าและการเดินทางระหว่างตะวันออกและตะวันตก ส่วนเส้นทางสนายไหมทางทะเลเป็นเส้นทางสายไหมที่เชื่อมโยงระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกาและยุโรป ผ่านทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; The Green Finance &amp;amp; Development Center ภายใต้ Fanhai International School of Finance (FISF) at Fudan University, Shanghai, China ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์หลักของ BRI ได้แก่&amp;amp;nbsp;(The Green Finance and Development Center, 2021)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;การสร้างความเชื่อมโยงทางนโยบาย (policy coordination)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับปรุงและประสานนโยบายต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;(Ye, 2022) เพื่อให้สอดคล้องและมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติ ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยทำให้มีความเข้าใจที่เหมาะสมและการเสริมสร้างความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกัน และช่วยเสริมความเสถียรภาพในระบบนโยบาย โดยการปรับปรุงการทำงานของระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;2.&amp;amp;nbsp;การสร้างความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (facilities connectivity)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: คือการเชื่อมโยงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ สนามบิน ถนน และระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;3.&amp;amp;nbsp;การลดอุปสรรคทางการค้า (unimpeded trade)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: ลดอุปสรรคทางการค้า ช่วยเพิ่มการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ สามารถนำเข้าและส่งออกสินค้าได้โดยสะดวก รวดเร็ว โดยลดทอนกฎหมายที่ซับซ้อนและอุปสรรคอื่น ๆ&amp;amp;nbsp;ช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ทำให้ลูกค้าและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;4.&amp;amp;nbsp;การเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงิน (financial integration)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: เป็นการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้านการเงินและการลงทุน เพิ่มความเป็นเอกภาพในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนทั้งในระดับประชาชาติและนานาชาติ เป็นการลดความเสี่ยงทางการเงิน ทำให้ประเทศมีความสามารถในการดำเนินการเงินและลงทุนได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงทุนและทรัพยากรทางการเงินต่าง ๆ และเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างตลาดการเงินของประเทศต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;5.&amp;amp;nbsp;การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (people-to-people bonds)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;กิจกรรมและนโยบายที่ส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนของประเทศต่าง ๆ ช่วยสร้างสัมพันธภาพและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งขึ้น ทำให้เกิดการร่วมมือกันในหลากหลายด้าน เช่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในอดีตเส้นทางสายไหมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ ตลอดหลายพันปี และยังคงมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; BRI เป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และยังมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง เนื่องจากกินอาณาเขตครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก โครงการ BRI จึงเป็นโครงการที่เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศหลาย ๆ ประเทศมากขึ้น และถูกมองว่าเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบให้เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเครือข่ายพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาที่มีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยทำให้เครือข่ายพันธมิตรดั้งเดิมหันมาใกล้ชิดสนิทสนมกับจีนมากขึ้น (Lourdes Casanova, 2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการของจีน ณ เดือนมิถุนายน 2023 จีนได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือโครงการเส้นทางสายไหมใหม่กว่า 200 ฉบับกับ 152 ประเทศ และ 32 องค์กรระหว่างประเทศ โดยโครงการ BRI มีการเข้าร่วมรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่เริ่มในปี 2013 ทั้งนี้โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการทางเศรษฐกิจเท่านั้น ถือว่าเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างเห็นได้ชัด และประสบความสำเร็จอีกด้วย เนื่องจากเป็นโครงการที่ขยายถึงแอฟริกา อเมริกากลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ โดยเปลี่ยนจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในช่วงแรกเป็นการควบคุมพลังงาน และกลายเป็นฐานทัพสำคัญ จีนหวังที่จะขยายอิทธิพลทางการทูต ทหาร และการเมืองผ่านความพยายามของชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้ว่าโครงการนี้จะช่วยประเทศกำลังพัฒนาในหลายๆ&amp;amp;nbsp; ด้าน แต่โครงการนี้ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหาในเรื่องการทำกับดักหนี้ผ่านทาง BRI ตัวอย่างที่มักอ้างอิงบ่อยคือศรีลังกา ซึ่งประกาศล้มละลายในปี 2022 จีนเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของศรีลังกา ร้อยเปอร์เซ็นต์ของหนี้รวมประมาณ 52 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ศรีลังกากู้ยืมจากจีนเพื่อสร้างท่าเรือฮัมบันโตตา แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ในปี 2017 ท่าเรือลึกน้ำนี้จึงต้องให้จีนเช่าเป็นเวลา 99 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นักวิชาการตะวันตกบางคนมองว่า โครงการ BRI ของจีนที่กำเนิดมาใน ค.ศ. 2013 อยู่ท่ามกลางบริบททางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีปัญหาบางประการ นั่นก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเรื่องดินแดนและการทหารในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ พวกเขาจึงมองว่า โครงการ BRI เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่จีนหันหน้าไปทางตะวันตก เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเอเชียทะเลจีนด้วยการเสริมความเชื่อมโยงบนที่ดินยูเรเชียนและในช่วงนั้นจีนต้องเผชิญกับการขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วยโครงการพันธมิตรทางการค้าทวีปแปซิฟิค (TPP) (Ye, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lourdes Casanova, A. M. (2020). The Era of Chinese Multinationals: Competing for Global Dominance. Academic Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Green Finance and Development Center. (2021). Green Finance &amp;amp; Development Center, FISF Fudan University. Retrieved from About the Belt and Road Initiative (BRI): [https://greenfdc.org/belt-and-road-initiative-about/ https://greenfdc.org/belt-and-road-initiative-about/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ye, M. (2022, September 6). Global Development Policy Center. (T. B. Center, Producer) Retrieved March 15, 2024, from Ten Years of the Belt and Road: Reflections and Recent Trends: [https://www.bu.edu/gdp/2022/09/06/ten-years-of-the-belt-and-road-reflections-and-recent-trends/ https://www.bu.edu/gdp/2022/09/06/ten-years-of-the-belt-and-road-reflections-and-recent-trends/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Balance_of_Power)&amp;diff=16031</id>
		<title>ดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Balance_of_Power)&amp;diff=16031"/>
		<updated>2024-08-06T08:53:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ดุลแห่งอำนาจ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(balance of power)&#039;&#039;&#039; เป็นแนวคิดสำคัญในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึง &#039;&#039;&#039;“สถานการณ์ที่ไม่มีรัฐใดหรือกลุ่มรัฐใดสามารถครอบงำและมีอำนาจเหนือรัฐอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่&#039;&#039;&#039;” แนวคิดนี้เป็นที่ยึดถือแพร่หลายในสำนักสัจนิยมที่เห็นว่า ช่วยป้องกันการครอบงำในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งมีอำนาจเหนือประเทศอื่น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดำเนินไปได้ด้วยเสถียรภาพและลดความเสี่ยงของสงครามและความขัดแย้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การใช้ดุลแห่งอำนาจจะต้องอยู่บนเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ มีอำนาจที่มีความสมดุล คือการที่รัฐต่าง ๆ หรือกลุ่มรัฐต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ระหว่างกันบนพื้นฐานของมีอำนาจที่เท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงกัน ไม่มีรัฐใดรัฐหนึ่งเข้มแข็งกว่ารัฐอื่น ๆ มากเกินไป เช่น ในช่วงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุโรปช่วงหลังยุคสงครามนโปเลียนถึง[[สงครามโลกครั้งที่_1]] และในช่วงสงครามเย็น อันเป็นดุลอำนาจระหว่างขั้วอำนาจที่มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นแกนนำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โดยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ได้มีการใช้นโยบายหรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อถ่วงดุลไม่ให้รัฐใดรัฐหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป อาจโดยการผ่านการสร้างพันธมิตร การเพิ่มอำนาจทางทหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ การใช้วิธีการทางการทูต เพื่อป้องกันการครอบงำ ไม่ให้รัฐใดกลายเป็นผู้ครอบงำในระบบระหว่างประเทศ เพราะการครอบงำจะนำไปสู่ความไม่สมดุลและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและสงคราม อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายใต้ระบบดุลแห่งอำนาจนี้ ต้องมีการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยระบบดุลแห่งอำนาจไม่ได้อยู่คงตัวตายตัวเสมอไปแต่จะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทฤษฎีดุลอำนาจเป็นทฤษฎีหลักของทั้งสำนักคิดในสายสัจนิยมคลาสสิก (classical realism) และสายสัจนิยมใหม่ (neorealism) โดยพยายามอธิบายสาเหตุของการสร้างพันธมิตร เนื่องจากแนวคิดสัจนิยมใหม่เกี่ยวกับอนาธิปไตยที่เกิดจากระบบระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จึงต้องรับประกันการอยู่รอดของตนโดยการรักษาหรือเพิ่มพลังอำนาจของตนในโลกที่ต้องพึ่งพาตนเอง พวกสำนักคิดนี้มองว่า การระงับยับยั้ง หรือวิธีการที่ทำให้ไม่เกิดสงครามระหว่างประเทศนั้นทำได้โดยการสร้างดุลแห่งอำนาจ (Walden University, 2024) (Oldemeinen, 2010) พื้นฐานของความเชื่อนี้มาจากหลักการที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการแก่งแย่งและต่อสู้กันเพื่อผลประโยชน์ของตนเองภายใต้ระเบียบโลกแบบอนาธิปไตย ที่ไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่มีความชอบธรรมในการใช้อำนาจเหนือองค์กรอื่น ๆ รัฐชาติซึ่งเป็นตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กัน โดยปราศจากจริยธรรมหรือคุณค่าแบบที่ใช้กันในความหมายทั่วไปมาคุ้มครอง อย่างไรก็ดี รัฐในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกมองว่าเป็นตัวแสดงที่มีเหตุผล และเป็นตัวแสดงที่ตัดสินใจด้วยตัวของตัวเองเพื่อความอยู่รอด&amp;amp;nbsp; นักสัจนิยมทั้งหลายจึงมองว่า วิธีการเดียวที่จะสร้างความมั่นคงและสันติภาพในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็คือการสร้างดุลแห่งอำนาจ หากสมดุลแล้วก็จะไม่มีสงคราม เพราะไม่มีประเทศไหนที่จะกล้าฝืนสมดุลโดยลุกขึ้นมาทำสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในการทำความเข้าใจกับคำว่าดุลแห่งอำนาจนั้น ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับอำนาจก่อน โดยนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่วิเคราะห์เรื่องอำนาจในสายสัจนิยม (realism) ซึ่งเป็นสายสกุลที่มักใช้คำว่าดุลแห่งอำนาจมากที่สุดนั้น คงหลีกไม่พ้น Hans Morganthau ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง &amp;lt;u&amp;gt;Politics Among Nations&amp;amp;nbsp;: The Struggle for Power and Peace&amp;lt;/u&amp;gt; (Morgenthau, 1948) โดย Morganthau ได้อธิบายไว้ว่า อำนาจคือความสัมพันธ์ทางจิตวิทยาในรูปแบบหนึ่งระหว่างผู้ที่ใช้อำนาจกับผู้ที่ถูกใช้อำนาจ โดยอำนาจถูกนิยามในลักษณะกว้าง ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. อำนาจทางการเมือง (political power) คือ อำนาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนสามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อการกระทำของผู้อื่น หรือเป็นความสามารถในการทำให้ผู้อื่นกระทำตามความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านการข่มขู่ บีบบังคับ หรือการเจรจาต่อรอง และการจูงใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (power relations) คือ อำนาจไม่สามารถวัดได้เฉพาะตัว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายขึ้นไป ความสัมพันธ์เชิงอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อำนาจเป็นหัวใจหลักของการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากรัฐต่าง ๆ อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ในระบอบอนาธิปไตยที่ไม่มีองค์อำนาจสูงสุด ไม่มีกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ๆ ที่กำหนดกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ภายในการเมืองระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จึงดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาหรือเพิ่มพูนอำนาจของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; Morgenthau เน้นว่า การเมืองคือการต่อสู้เพื่ออำนาจ การเมืองระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องอำนาจล้วน ๆ อำนาจเป็นวัตถุประสงค์หลักของรัฐต่าง ๆ ในเวทีระหว่างประเทศ โดยรัฐจะต้องพยายามสร้างดุลอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐใดรัฐหนึ่งครอบงำและกำหนดเงื่อนไขความสัมพันธ์ของรัฐอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องอำนาจและดุลแห่งอำนาจนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมาในสมัยของ Morgenthau เพราะจริง ๆ แล้วก็พบว่า ดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดที่เก่าแก่ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราสามารถพบแนวคิดนี้ได้ เจอได้ในงานเขียนของธูซิดิดิส เรื่องสงครามเพโลพอนนีเซียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์บันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามระหว่างนครรัฐสปาร์ตา และนครรัฐเอเธนส์ ต้นเหตุของสงครามมาจากปัญหาเรื่องดุลแห่งอำนาจ กล่าวคือ เอเธนส์ต้องการขยายตัวมากขึ้น เพื่อเป็นผู้คุ้มครองนครรัฐกรีกให้รอดพ้นจากการขยายอิทธิพลของเปอร์เซีย ส่วนสปาร์ต้าก็มองการขยายตัวของเอเธนส์ด้วยความไม่สบายใจ เนื่องจากการขยายตัวของเอเธนส์ได้ทำลายดุลแห่งอำนาจซึ่งเคยอยู่ในนครรัฐเอเธนส์ ส่วนประวัติศาสตร์ยุโรปในช่วงหลังสงครามนโปเลียนจนก่อนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็เป็นที่กล่าวขานกันว่า ทวีปยุโรปปราศจากสงครามขนาดใหญ่หรือสงครามระหว่างประเทศได้เป็นระยะเวลานับ 100 ปี เพราะความสามารถในการรักษาดุลแห่งอำนาจของชาติต่าง ๆ ในยุโรป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักเรียกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าอยู่บน &#039;&#039;&#039;“ระเบียบ”&#039;&#039;&#039; บางอย่าง (ใช้คำว่า ระเบียบหรือ order เพราะไม่ใช้คำว่ากฎหมาย/กติกาใด ๆ เพราะว่ามันไม่มี) ระเบียบในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดำเนินไปจนกระทั่งเริ่มมีรัฐหนึ่ง มีพฤติกรรมที่ขยายอำนาจของตัวเอง เช่น ขยายกองกำลังทางการทหารของตนเอง มีกองทัพเพิ่มมากขึ้น เกณฑ์ทหารเพิ่มมากขึ้น หรือเคลื่อนกำลังทหารไปประชิดชายแดนประเทศอื่นมากขึ้น เท่ากับว่า ขณะนั้นประเทศนั้นได้ปรับระเบียบดุลแห่งอำนาจเดิม จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในการสร้างดุลแห่งอำนาจนั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างผ่านกลไกทางการทหารเสมอไป เพราะการสร้างดุลแห่งอำนาจผ่านกลไกทางการทหารอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศมหาอำนาจว่าดุลแห่งอำนาจกำลังสูญเสียไป ทำให้เกิดสภาวะ security dilemma หมายถึงสภาวะที่รัฐใดรัฐหนึ่งพยายามสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง ทำให้รัฐอื่นมองว่าความมั่นคงของรัฐตนถูกลดลงโดยเปรียบเทียบ ในที่สุดแล้วทำให้รัฐที่ต้องการสร้างความมั่นคงเป็นรัฐแรกนั้นต้องเผชิญหน้ากับความไม่มั่นคง เช่น หากรัฐ A มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่แน่นอน จึงเพิ่มกองทัพเรือ ทำให้รัฐ B ที่อยู่ข้าง ๆ เกิดความไม่สบายใจเวลารัฐ A มีกองทัพเรือมากขึ้น รัฐ B จึงเพิ่มกองทัพเรือมากขึ้นด้วย อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธ หรือความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ และสภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้นรัฐต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างดุลแห่งอำนาจ จึงต้องพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ในการรักษาดุลแห่งอำนาจ เช่น การสร้างพันธมิตร โดยมีหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่รัฐที่อ่อนแอกว่าสามารถสร้างพันธมิตรกับรัฐอื่น ๆ&amp;amp;nbsp;เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับรัฐที่มีอำนาจมากขึ้น เช่นในสมัยสงครามนโปเลียน เมื่อฝรั่งเศสพยายามแสดงอำนาจมากขึ้นโดยการรุกรานชาติต่าง ๆ ทำให้ชาติอื่น ๆ ในยุโรป รวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านอำนาจของนโปเลียน นอกจากนี้รัฐต่าง ๆ ยังสามารถร่วมมือกันเพื่อการตรวจสอบและควบคุมอาวุธ (Arms Control)&amp;amp;nbsp;: การทำข้อตกลงในการควบคุมอาวุธและการตรวจสอบการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงสามารถช่วยป้องกันไม่ให้รัฐหนึ่งมีอำนาจเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; รัฐต่าง ๆ ยังสามารถสร้างดุลแห่งอำนาจในด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจอื่น ๆ นอกจากพลังอำนาจทางการทหารได้ด้วย เช่นพัฒนาเศษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจสามารถเป็นอำนาจด้วยตัวของมันเอง และยังสามารถสร้างเสริมพลังอำนาจทางการทหาร เช่นเดียวกับการใช้วิธีการทางการทูต โดยรัฐสามารถใช้การเจรจา การทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การเข้าร่วมและแสดงบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรักษาดุลอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Morgenthau, H. J. (1948). Politics Among Nations: The Struggle for Power and Peace. New York: Alfred A. Knopf.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Oldemeinen, M. (2010, February 15). The Political Realism of Thucydides and Thomas Hobbes. Retrieved from e-international relations: [https://www.e-ir.info/2010/02/15/the-political-realism-of-thucydides-and-thomas-hobbes/#google_vignette https://www.e-ir.info/2010/02/15/the-political-realism-of-thucydides-and-thomas-hobbes/#google_vignette]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Walden University. (2024, March 12). What Is the Balance of Power and How Is It Maintained? Retrieved from Walden University: [https://www.waldenu.edu/online-doctoral-programs/phd-in-public-policy-and-administration/resource/what-is-the-balance-of-power-and-how-is-it-maintained https://www.waldenu.edu/online-doctoral-programs/phd-in-public-policy-and-administration/resource/what-is-the-balance-of-power-and-how-is-it-maintained]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Soft_Power&amp;diff=16030</id>
		<title>Soft Power</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Soft_Power&amp;diff=16030"/>
		<updated>2024-08-06T08:41:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;&amp;quot;Soft Power&amp;quot;&#039;&#039;&#039; หมายถึง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;อำนาจ ที่มาจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม”&#039;&#039;&#039; ผู้ที่ใช้ soft power ไม่ได้ใช้โดยการบีบบังคับหรือจ่ายค่าจ้าง หรือใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายจากหนังสือเรื่อง “Bound to Lead&amp;amp;nbsp;: The Changing Nature of American Power”&amp;amp;nbsp;(Nye, 1990) โดย Joseph Nye ที่เขียนไว้ว่า soft power สามารถทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งทำให้ประเทศอื่นทำตามสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่จำเป็นต้องใช้การสั่งการหรืออำนาจที่แข็งกร้าว และเขาได้พัฒนาแนวคิดนี้เพิ่มเติมมาในหนังสือเรื่อง “&amp;lt;u&amp;gt;Soft Power&amp;amp;nbsp;: The Means to Success in World Politics&amp;lt;/u&amp;gt;” (Nye, Soft power&amp;amp;nbsp;: The Means to Success in World Politics, 2005)&amp;amp;nbsp;ทำให้ความคิดเกี่ยวกับ &amp;quot;soft power&amp;quot; ได้รับความนิยมในการใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เพื่อที่จะทำความเข้าใจคำว่า soft power เราขอเริ่มอธิบายคำว่า power ก่อน ซึ่งอ้างอิงจากคำจำกัดความของคำว่า power โดย Nye ได้ให้คำจำกัดความคำว่าอำนาจไว้ว่า คือ ความสามารถในการส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้อื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ หากพูดถึง &#039;&#039;&#039;“อำนาจ”&#039;&#039;&#039; เฉย ๆ นั้น จะเห็นได้ว่า มีหลายวิธีที่รัฐใดรัฐหนึ่งจะสามารถทำกับรัฐอื่นได้ เช่น การบีบบังคับ ขู่เข็ญ การมอบอามิสสินจ้าง หรือการสร้างพันธมิตรเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ soft power ในคำจำกัดความของ Nye จะหมายถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่ใช่การกดขี่บังคัง เพื่อทำให้ผู้อื่นต้องการผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; Joseph Nye ได้อธิบายคำนี้ในบริบทที่ว่า หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ใช้พลังอำนาจแข็ง (hard power) ในการพิชิต[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่สอง]]แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ใช้พลังอำนาจอีกด้านหนึ่ง (soft power) ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเวลาต่อมา เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ไปครอบครองชาติใดในยุโรปเลย มีแต่การให้ความช่วยเหลือผ่านแผน Marshall ซึ่งเป็นแผนการฟื้นฟูประเทศต่าง ๆ ในยามสงคราม นอกจากนี้ หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐอเมรากาก็ใช้ soft power ร่วมไปกับ hard power คือ ใช้ soft power ในการสร้างพันธมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การบัญญัติคำว่า soft power นี้ จริง ๆ แล้วเป็นคำอธิบายของ Nye เพื่อโต้เถียง/โต้ตอบ กับนักวิชาการกระแสสัจนิยม (Realism/Neorealism) ที่ในยุคปลาย 80 มักจะชอบพูดว่า สมัยนี้อำนาจของสหรัฐอเมริกาเสื่อมโทรมลง โดยอ้างอิงจากการลดลงของอำนาจสหรัฐอเมริกาที่เคยเฟื่องฟูอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แนวคิดกลุ่มนี้คือแนวคิดของกลุ่ม Declinist นำโดย Paul Kennedy ที่ใช้อธิบายการขึ้นและลงของอิทธิพลมหาอำนาจโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า สหรัฐอเมริกากำลังสูญเสียอำนาจของตัวเองเหมือนที่อังกฤษได้สูญเสียอำนาจไปก่อนหน้านั้นหรือไม่ Nye ผู้ที่ปฏิเสธแนวคิดของ Declinist จึงนำเสนอว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้กำลังสูญเสียอำนาจ เพราะอำนาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการใช้พลังการกดขี่ บีบบังคับ หรือการใช้อำนาจทางการทหารเสมอไป แต่อำนาจอาจถูกมองว่าเป็น soft power ก็ได้ โดยมีศักยภาพเพื่อจูงใจ หรือชักนำให้ประเทศอื่นทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือเป็นการใช้อำนาจเหมือนกับอำนาจแบบดั้งเดิมได้นั่นแหล่ะ เพียงแต่มาแบบนุ่มนวลกว่า แอบซ่อนกว่า ไม่โดดเด่นชี้ชัด ไม่ได้ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งนั่นก็คือพลังอำนาจของสหรัฐอเมริกาที่มาพร้อมกับค่านิยมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจากแนวคิด soft power ของ Nye ทำให้การวิเคราะห์ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดั้งเดิม ที่วิเคราะห์พลังของชาติมหาอำนาจด้วยพลังที่จะทำลายล้างเท่านั้น แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การมีอำนาจจะต้องมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม หรือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับคำนิยามของ soft power ของ Nye ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในนักคิดของลัทธิ neoliberalism ซึ่งมองว่าการติดต่อของรัฐต่าง ๆ ในมิติต่าง ๆ ที่หลากหลายในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงจากความขุ่นข้องหมองใจกัน เพราะค่าใช้จ่ายในการทำสงครามอาจไม่คุ้มค่า หากประเทศต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันทางการค้า และความร่วมมือต่าง ๆ ที่แตกต่างหลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ดี สำหรับนักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสายสัจจนิยมและสัจนิยมใหม่มองว่า แนวคิดเรื่อง soft power เป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้ พวกเขามองว่า ตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตอบสนองกับสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจและการใช้กำลังทางการทหารเท่านั้น นอกจากนี้ การแยกความแตกต่างระหว่าง soft และ hard power ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้อย่างเด็ดขาด เช่นในช่วงที่สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ก็ได้มีการใช้ทั้ง hard power กับ soft power ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ soft power ที่ไม่มี hard power คอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง ก็อาจทำงานของตนเองไม่ได้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา ยังมีการเข้าใจผิดในเรื่องของ soft power เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเรื่อง soft power และคำว่า soft power กลายเป็นคำที่อยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก เช่น การบอกว่า วัฒนธรรม อาหาร การแต่งกาย เศรษฐกิจ ฯลฯ ของไทยเป็น soft power ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ เวลาเราจะพูดเรื่อง soft power เราต้องคิดว่า เราจะไปใช้ soft power อย่างนั้นกับใคร เช่น หากเราต้องการสนับสนุนสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ประเทศไทยได้ยืนหยัดในเวทีโลก ก็คือการทำให้วัฒนธรรม อาหาร การแต่งกาย เศรษฐกิจ ฯลฯ กลายเป็นเครื่องมือในการทำให้ประเทศอื่นทำตามที่ประเทศเราต้องการ เป็นเช่นนี้ถึงจะเรียกว่า soft power ไม่เช่นนั้นเราก็เรียกว่า วัฒนธรรม อาหาร การแต่งกาย เศรษฐกิจ ฯลฯ อะไรต่อไป คือ สิ่งต่าง ๆ ใด ๆ&amp;amp;nbsp; ถ้ามันยังไม่อาจทำให้ประเทศอื่นคล้อยตามเรา เห็นว่าเรามีความเข้มแข็งกว่า หรือมีอำนาจมากกว่าได้สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่ soft power เพียงแต่มีศักยภาพในการทำให้เป็น soft power ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nye, J. S. (1990). Bound to Lead: The Changing Nature of American Power. New York: Basic Books.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nye, J. S. (2005). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Bretton_Woods_System&amp;diff=16029</id>
		<title>Bretton Woods System</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=Bretton_Woods_System&amp;diff=16029"/>
		<updated>2024-08-06T08:17:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;Bretton Woods System&#039;&#039;&#039; คือ ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ทองคำเป็นเครื่องชี้วัดมูลค่าของเงินตราดอลลาร์สหรัฐ และเงินสกุลอื่น ๆ&amp;amp;nbsp;ผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นระบบที่ทำให้เงินตราสหรัฐกลายเป็นเงินตราหลักของโลก โดยระบบดังกล่าวจัดตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1944 ในการประชุมที่เมือง Bretton Woods รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีประเทศเข้าร่วม 44 ประเทศ จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเงินและการคลัง (United Nations Monetary and Financial Conference)&amp;amp;nbsp;ระบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่สอง]] โดยมีคุณลักษณะหลัก ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;การผูกค่าเงินกับทองคำ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: ประเทศต่าง ๆ จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินของตนเองเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐจะผูกกับทองคำ โดยมีค่าเทียบเท่าทองคำที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำ ซึ่งเป็นการกำหนดระบอบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เป็นการใช้ระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำ โดยให้มีความยืดหยุ่นผันผวนได้ ร้อยละ 1 เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;2.&amp;amp;nbsp;การจัดตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: มีการจัดตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศขึ้น ได้แก่ [[กองทุนการเงินระหว่างประเทศ|กองทุนการเงินระหว่างประเทศ]] (IMF) และธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development) ต่อมาได้รวมกับสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association) เป็นธนาคารโลก (World Bank) เพื่อให้การสนับสนุนด้านการเงินและความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศสมาชิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;3.&amp;amp;nbsp;การควบคุมการเคลื่อนย้ายของเงินทุน&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: ระบบนี้มีข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกควบคุมการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเพื่อป้องกันการเก็งกำไรในตลาดเงินตราระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;4.&amp;amp;nbsp;การปรับปรุงค่าเงิน (Devaluation/Revaluation)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;: ประเทศสมาชิกสามารถปรับปรุงค่าเงินของตนได้หากมีความจำเป็น โดยต้องได้รับการอนุมัติจาก IMF&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประโยชน์ของระบบ Bretton Woods คือ ทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ ทำให้ประเทศ 44 ประเทศ ที่เข้ามาในระบบดังกล่าวสามารถติดต่อทางการค้าระหว่างกันได้คล่องตัว สามารถควบคุมและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศข้ามพรมแดน โดยการที่ประเทศทั้งหมด 44 ประเทศ ตกลงใจที่จะผูกค่าเงินของตนเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐ โดยอนุญาตให้มีการเบี่ยงเบนได้เพียง 1% ทำให้ ระบบ Bretton Woods สามารถลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ ความเสถียรมากขึ้นในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการสนับสนุนการให้กู้ยืมและการให้เงินช่วยเหลือระหว่างประเทศจากธนาคารโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ระบบ Bretton Wood System ยังได้สร้างสถาบันทางการเงินระดับโลกอีกสองแห่ง คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund- IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 ทำหน้าที่เป็นเสาหลักสำคัญในด้านการบริหารจัดหาเงินทุนและกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก โดยวัตถุประสงค์ของ IMF คือการติดตามการแลกเปลี่ยน และระบุประเทศที่ต้องการการสนับสนุนทางการเงินระหว่างประเทศ ส่วนธนาคารโลกที่ในตอนแรกเรียกว่า ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือประเทศที่ถูกทำลายทางกายภาพและการเงินจากสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ระบบ Bretton Woods ยังคงทำงานไปจนถึงปี 1971 แต่ได้หยุดลงเมื่อสหรัฐอเมริกาตัดสินใจยุติการแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับทองคำ ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่เราเห็นในปัจจุบัน (Chen, 2024)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปัจจุบัน แม้ว่าระบบ Bretton Woods จะไม่ดำรงอยู่แล้ว แต่สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้น ก็คือกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ก็ยังคงอยู่และทำหน้าที่ในระบบการเงินและการคลังของโลกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Chen, J. (2024, june 13). investopedia. Retrieved from Bretton Woods Agreement and the Institutions It Created Explained: [https://www.investopedia.com/terms/b/brettonwoodsagreement.asp https://www.investopedia.com/terms/b/brettonwoodsagreement.asp]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ghizoni, S. K. (2013, November 22). Federal Reserve History. Retrieved from Creation of the Bretton Woods System: [https://www.federalreservehistory.org/essays/bretton-woods-created https://www.federalreservehistory.org/essays/bretton-woods-created]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Polarity)&amp;diff=16028</id>
		<title>ขั้วอำนาจ (Polarity)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Polarity)&amp;diff=16028"/>
		<updated>2024-08-06T07:59:35Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขั้วอำนาจ หมายถึง &#039;&#039;&#039;“การกระจายของอำนาจระหว่างรัฐในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เคยถือว่ามีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียม และไม่คงที่”&#039;&#039;&#039; ลักษณะการกระจายของอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ &#039;&#039;&#039;“ขั้วอำนาจ”&#039;&#039;&#039; เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความเข้มแข็งของชาติ การทหาร การทูต เศรษฐกิจ สังคมวิทยา เสถียรภาพ ผู้นำ ความมุ่งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; มหาอำนาจ (superpower) คือรัฐที่มีความโดดเด่นใน &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ขนาดของประชากรและดินแดน&amp;amp;nbsp;ทรัพยากรที่มีอยู่&amp;amp;nbsp;ความสามารถทางเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;กำลังทางทหาร&amp;amp;nbsp;เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถทางการเมือง&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Waltz, 1979) คุณลักษณะเหล่านี้ซึ่งเรียกว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ศักยภาพแห่งอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ทำให้มหาอำนาจมีความสามารถในการมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;ทางทหาร&amp;amp;nbsp;ทางการเมือง และทางสังคมในระดับโลก การกระจายศักยภาพแห่งอำนาจในระบบระหว่างประเทศเป็นตัวกำหนดจำนวนของมหาอำนาจและส่งผลต่อความเป็นขั้วของระบบระหว่างประเทศ หากมีมหาอำนาจมากกว่าสองประเทศ ระบบจะเป็นหลายขั้ว (multi-polar) หากมีสองประเทศ ระบบจะเป็นสองขั้ว (bipolar) ในขณะที่ระบบที่มีมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวถือว่าเป็นระบบขั้วเดียว (unipolar) แต่เกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างขั้วอำนาจหลาย ๆ แบบเหล่านี้อาจจะไม่ชัดเจนเสมอไป เกี่ยวข้องกับอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจในช่วงเวลาในช่วงเวลาหนึ่ง และระบบพันธมิตรที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ความแตกต่างระหว่างขั้วอำนาจเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของชาติมหาอำนาจในการแสวงหาอำนาจและลำดับต่ำสูงในความสัมพันธ์&amp;amp;nbsp;(Waltz, 1979)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบขั้วอำนาจเดียว (Unipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบขั้วอำนาจเดียวเกิดขึ้นเมื่อมีชาติมหาอำนาจเพียงขั้วเดียวหรือประเทศเดียวกำเนิดเกิดขึ้นในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชาติมหาอำนาจนี้มีความเข้มแข็งกว่าชาติมหาอำนาจรอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร เศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองเหนือชาติอื่น ๆ ความเหนือกว่านี้ทำให้ชาติมหาอำนาจนั้นสามารถกำหนดประเด็นระหว่างประเทศได้ ในอดีตเรามักเคยชินกับคำว่าขั้วอำนาจ ในฐานะของการเป็นขั้วอำนาจเดียว โดยมีศูนย์กลางของขั้วอำนาจโดยมีจักรวรรดิรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เช่น จักรวรรดิโรมัน และจักรวรรดิอังกฤษ (John, 2020) และหลังสงครามเย็นช่วงแรก หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบขั้วอำนาจเดียวที่นำโดยสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจ (Bipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจเกิดขึ้นเมื่อชาติมหาอำนาจสองชาติมีอำนาจเกือบจะเท่าเทียมกัน และมีบทบาทในการกำหนดประเด็นต่าง ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักจะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความเข้าใจกันในบางกลุ่มว่า ความสมดุลของอำนาจภายใต้ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจเป็นช่วงเวลาที่สามารถรักษาสันติภาพระหว่างประเทศได้ดีที่สุด เช่นในช่วงสงครามเย็น เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างสองขั้วอำนาจที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำขั้วอำนาจตะวันตก เช่น เนโต้ (NATO) ส่วนสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำขั้วอำนาจตะวันออก เช่น สนธิสัญญาวอร์ซอร์ (Warsaw Pact) โลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายสองขั้วในช่วงระยะเวลาดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจเกิดขึ้นเมื่อมีขั้วอำนาจที่สำคัญหลายตัวเกิดขึ้นในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่มีรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือกลุ่มรัฐใดรัฐหนึ่งสามารถมีอำนาจเหนือตัวแสดงอื่น ๆ หรืออำนาจอื่น ๆ ได้เด็ดขาดเต็มที่ ช่วงเวลาแบบนี้ทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสลับซับซ้อนมาก ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่โลกมีหลายขั้วอำนาจ คือช่วงสงครามสามสิบปีในยุโรป (ค.ศ. 1618-1648) และในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของกลุ่ม BRICS (ที่ประกอบไปด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) มักจะถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจ กลุ่มเศรษฐกิจกลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างมากทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก และสามารถท้าทายต่อมหาอำนาจตะวันตกได้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอำนาจที่สมมาตรแต่ก็ทำให้เห็นความพยายามที่จะทานอำนาจกับความเป็นขั้วอำนาจเดียวของสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้า&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;งอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John, J. T. (2020, August 31). Institute of World Politics. Retrieved from Polarities We Have Known: [https://www.iwp.edu/articles/2020/08/31/polarities-we-have-known/ https://www.iwp.edu/articles/2020/08/31/polarities-we-have-known/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waltz, K. (1979). Theory of International Politics. Massachusetts: Addison-Wesley Publishing Company.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Polarity)&amp;diff=16027</id>
		<title>ขั้วอำนาจ (Polarity)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88_(Polarity)&amp;diff=16027"/>
		<updated>2024-08-06T07:49:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขั้วอำนาจ หมายถึง &#039;&#039;&#039;“การกระจายของอำนาจระหว่างรัฐในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เคยถือว่ามีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียม และไม่คงที่”&#039;&#039;&#039; ลักษณะการกระจายของอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ &#039;&#039;&#039;“ขั้วอำนาจ”&#039;&#039;&#039; เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความเข้มแข็งของชาติ การทหาร การทูต เศรษฐกิจ สังคมวิทยา เสถียรภาพ ผู้นำ ความมุ่งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; มหาอำนาจ (superpower) คือรัฐที่มีความโดดเด่นใน &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ขนาดของประชากรและดินแดน&amp;amp;nbsp;ทรัพยากรที่มีอยู่&amp;amp;nbsp;ความสามารถทางเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;กำลังทางทหาร&amp;amp;nbsp;เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถทางการเมือง&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Waltz, 1979) คุณลักษณะเหล่านี้ซึ่งเรียกว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ศักยภาพแห่งอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ทำให้มหาอำนาจมีความสามารถในการมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;ทางทหาร&amp;amp;nbsp;ทางการเมือง และทางสังคมในระดับโลก การกระจายศักยภาพแห่งอำนาจในระบบระหว่างประเทศเป็นตัวกำหนดจำนวนของมหาอำนาจและส่งผลต่อความเป็นขั้วของระบบระหว่างประเทศ หากมีมหาอำนาจมากกว่าสองประเทศ ระบบจะเป็นหลายขั้ว (multi-polar) หากมีสองประเทศ ระบบจะเป็นสองขั้ว (bipolar) ในขณะที่ระบบที่มีมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวถือว่าเป็นระบบขั้วเดียว (unipolar) แต่เกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างขั้วอำนาจหลาย ๆ แบบเหล่านี้อาจจะไม่ชัดเจนเสมอไป เกี่ยวข้องกับอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจในช่วงเวลาในช่วงเวลาหนึ่ง และระบบพันธมิตรที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ความแตกต่างระหว่างขั้วอำนาจเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของชาติมหาอำนาจในการแสวงหาอำนาจและลำดับต่ำสูงในความสัมพันธ์&amp;amp;nbsp;(Waltz, 1979)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบขั้วอำนาจเดียว (Unipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบขั้วอำนาจเดียวเกิดขึ้นเมื่อมีชาติมหาอำนาจเพียงขั้วเดียวหรือประเทศเดียวกำเนิดเกิดขึ้นในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชาติมหาอำนาจนี้มีความเข้มแข็งกว่าชาติมหาอำนาจรอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร เศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองเหนือชาติอื่น ๆ ความเหนือกว่านี้ทำให้ชาติมหาอำนาจนั้นสามารถกำหนดประเด็นระหว่างประเทศได้ ในอดีตเรามักเคยชินกับคำว่าขั้วอำนาจ ในฐานะของการเป็นขั้วอำนาจเดียว โดยมีศูนย์กลางของขั้วอำนาจโดยมีจักรวรรดิรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เช่น จักรวรรดิโรมัน และจักรวรรดิอังกฤษ (John, 2020) และหลังสงครามเย็นช่วงแรก หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบขั้วอำนาจเดียวที่นำโดยสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจ (Bipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจเกิดขึ้นเมื่อชาติมหาอำนาจสองชาติมีอำนาจเกือบจะเท่าเทียมกัน และมีบทบาทในการกำหนดประเด็นต่าง ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักจะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความเข้าใจกันในบางกลุ่มว่า ความสมดุลของอำนาจภายใต้ความสัมพันธ์แบบสองขั้วอำนาจเป็นช่วงเวลาที่สามารถรักษาสันติภาพระหว่างประเทศได้ดีที่สุด เช่นในช่วงสงครามเย็น เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างสองขั้วอำนาจที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำขั้วอำนาจตะวันตก เช่น เนโต้ (NATO) ส่วนสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำขั้วอำนาจตะวันออก เช่น สนธิสัญญาวอร์ซอร์ (Warsaw Pact) โลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายสองขั้วในช่วงระยะเวลาดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจเกิดขึ้นเมื่อมีขั้วอำนาจที่สำคัญหลายตัวเกิดขึ้นในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่มีรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือกลุ่มรัฐใดรัฐหนึ่งสามารถมีอำนาจเหนือตัวแสดงอื่น ๆ หรืออำนาจอื่น ๆ ได้เด็ดขาดเต็มที่ ช่วงเวลาแบบนี้ทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสลับซับซ้อนมาก ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่โลกมีหลายขั้วอำนาจ คือช่วงสงครามสามสิบปีในยุโรป (ค.ศ. 1618-1648) และในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของกลุ่ม BRICS (ที่ประกอบไปด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) มักจะถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์แบบหลายขั้วอำนาจ กลุ่มเศรษฐกิจกลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างมากทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก และสามารถท้าทายต่อมหาอำนาจตะวันตกได้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอำนาจที่สมมาตรแต่ก็ทำให้เห็นความพยายามที่จะทานอำนาจกับความเป็นขั้วอำนาจเดียวของสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John, J. T. (2020, August 31). Institute of World Politics. Retrieved from Polarities We Have Known: [https://www.iwp.edu/articles/2020/08/31/polarities-we-have-known/ https://www.iwp.edu/articles/2020/08/31/polarities-we-have-known/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waltz, K. (1979). Theory of International Politics. Massachusetts: Addison-Wesley Publishing Company.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=16026</id>
		<title>ด้อมการเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=16026"/>
		<updated>2024-08-06T07:18:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;: &#039;&#039;&#039;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ด้อมการเมือง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(political fandom)&#039;&#039;&#039; กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความคลั่งไคล้และการสนับสนุนอย่างแรงกล้าและเข้มข้นที่มีต่อนักการเมือง พรรคการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง ในลักษณะเช่นเดียวกับความคลั่งไคล้ในบุคคลที่มีชื่อเสียง (celebrity) ในวงการบันเทิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความหมายและลักษณะของ “ด้อมการเมือง” (political fandom)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้อมการเมือง (political fandom) หมายถึง การมีอารมณ์ร่วมและการสนับสนุนนักการเมือง พรรคการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแข็งขัน[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ซึ่งด้อมการเมืองนั้นก็จะมีลักษณะคล้ายกับแฟนด้อมของวัฒนธรรมป๊อป (pop culture) เช่น แฟนด้อมศิลปิน แฟนด้อมทีมกีฬา โดยที่แต่ละแฟนด้อมก็จะมีพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยในหมู่แฟนด้อมเอง เรียกว่า ชุมชน (community) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนโลกออนไลน์ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ การสร้างแฮชแท็ก หรือออฟไลน์ เช่น การจัดกิจกรรมพบปะ ซึ่งเกิดขึ้นโดยความตั้งใจและความสมัครใจของแฟนคลับเอง ปรากฏการณ์แฟนด้อมการเมืองไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงของปรากฏการณ์การเมืองแบบเซเลบริตี้ (celebrity politics) ที่มุ่งเน้นการทำการเมืองผ่านมุมมองแบบวงการบันเทิง เน้นการสื่อสารและใช้เทคนิคทางการตลาด เช่น การชักชวนดารานักแสดงช่วยรณรงค์ การขายภาพลักษณ์ของนักการเมือง การออกรายการเพื่อพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเมือง ซึ่งการเมืองแบบนี้ก็เกิดจากสองปัจจัยสำคัญ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้นักการเมืองสามารถสื่อสารกับประชาชนได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องผ่านสื่อมวลชนรายใหญ่ และความรู้สีกเบื่อหน่ายทางการเมือง (anti-political sentiment) ที่ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดให้คนกลับมาสนใจมากยิ่งขึ้น[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ทั้งนี้ คำว่าแฟนด้อม (fandom) มาจากคำสองคำ คือ คำว่า fanclub และ kingdom[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างด้อมการเมืองในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองในปัจจุบันสามารถสืบย้อนกลับไปได้ในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดในโลกตะวันตก คือ ในสหราชอาณาจักร เอ็ดเวิร์ด มิลิแบนด์ (Edward Miliband) อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักรในปี 2015 ซึ่งมีแฟนด้อมที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Milifandom”&#039;&#039;&#039; ซึ่งกลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรในปีนั้น ซึ่งเริ่มต้นจากการริเริ่มโดยเด็กสาวชาวอังกฤษวัยเพียง 17 ปี ที่ต้องการสนับสนุนเขา จึงสร้าง Milifandom โดยมีวัยรุ่นจำนวนมากร่วมสร้างเนื้อหา มีม ภาพตัดต่อ วิดีโอต่าง ๆ จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทั้งโลกออนไลน์ การเกิดขึ้นของ Milifandom ได้ทำให้เกิดแฟนด้อมการเมืองอื่น ๆ ตามมา เช่น แฟนด้อมของ เจเรมี คอร์บิน (Jeremy Corbyn) อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานที่มีแฟนด้อมของตัวเองที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Corbynmania”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีการสร้างแฮชแท็กเฉพาะกลุ่มแฟนคลับพูดถึงการปราศรัย ผลิตสินค้า ภาพวาด การ์ตูน และเพลงเชียร์ หรือแฟนด้อมของ เจคอบ รีส์-ม็อกก์ (Jacob Rees-Mogg) นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมที่เรียกว่า Moggmentum ซึ่งผลักดันสนับสนุนให้ม็อกก์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ในปี 2017 บรรดาแฟนคลับได้ช่วยกันสร้างมีมและระดมเงินสนับสนุนได้กว่า 7,000 ปอนด์ และลงรายชื่อสนับสนุนได้ถึง 13,000 คน ในระยะเวลาเพียง 2 วัน ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองก็เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เช่นกัน มุนแจอิน (Moon Jae-in) อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก็มีแฟนด้อมที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Moonoppa”&#039;&#039;&#039; สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีและแก้ไขประเด็นที่สื่อโจมตีอยู่เสมอ รวมทั้งผลิตสินค้า คอนเทนต์ มีมต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนในหมู่แฟนด้อมกันเองและสื่อสารไปยังภายนอกให้ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 24 มีนาคม 2562 สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ได้กลายเป็น &#039;&#039;&#039;“ตัวเปลี่ยนเกม”&#039;&#039;&#039; (game changer) ที่สำคัญในการเมืองไทยจนสามารถมีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งได้[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้นเอง การเกิดขึ้นของ[[พรรคอนาคตใหม่|พรรคอนาคตใหม่]]ก็ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะมุ่งเน้นไปที่การหาเสียงบนโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์ที่กลายเป็นหมุดหมายของการเกิดขึ้นของด้อมการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ คือ ปรากฏการณ์ #ฟ้ารักพ่อ อันเกิดจากการที่แกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,&amp;amp;nbsp;นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นางสาวพรรณิการ์ วานิช และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เดินทางมาร่วมงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 73 ซึ่งมีเสียงตะโกนจากผู้สนับสนุนว่า &#039;&#039;&#039;“แด๊ดดี้ที่แปลว่าพ่อ ฟ้ารักพ่อค่ะ ฟ้ารักพ่อ ฟ้ารักพ่อที่สุด”&#039;&#039;&#039; จนเมื่อคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ก็กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นกระแส #ฟ้ารักพ่อ เกิดขึ้น[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ก็มีด้อมการเมืองที่สำคัญ คือ แฟนด้อมของ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส. กรุงเทพมหานคร หรือ &#039;&#039;&#039;“สส. อิ่ม”&#039;&#039;&#039; และนางสาวจิราพร สินธุไพร สส. จังหวัดสกลนคร หรือ &#039;&#039;&#039;“สส. น้ำ”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแฟนด้อมทั้งหลายเรียกว่า &#039;&#039;&#039;“คูมธีคูมจิ”&#039;&#039;&#039; เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 เมื่อทั้งคู่ได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อออนไลน์ถึงความสนิทสนมกันจากการทำงานร่วมกันในหลายคณะกรรมการของพรรค จนทำให้เจอกันทุกวันและสนิทกัน[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] จนต่อมากลายเป็นแฟนด้อมของพรรคเพื่อไทยที่เรียกว่า #พี่อิ่มน้องน้ำ แฟนคลับได้ตัดต่อคลิปของทั้งคู่ลง Tiktok และมีการแพร่หลายมากจนมี Instagram ของแฟนคลับลงรูปช่วงเวลาความน่ารักของทั้งคู่ มีกลุ่ม Line Openchat ที่มีสมาชิกกว่า 500 คน และกลุ่ม Facebook ซึ่งมีสมาชิกกว่า 3,000 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 18-24 ปี รวมทั้งมีกิจกรรมแจกรูป แก้ว กระเป๋า หรือเสื้อที่มีรูป สส. อิ่ม และ สส. น้ำ รวมตัวไปต้อนรับเวลาลงพื้นที่ และขยายไปยัง สส. คนอื่นในพรรคเพื่อไทยจนทำให้มีผู้ติดตาม Instagram มากยิ่งขึ้นอีกด้วย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 เป็นการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ ไม่เพียงแต่การโพสต์หรือสร้างแฮชแท็กเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่สร้างกระแสความนิยมให้กับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ &#039;&#039;&#039;“หัวคะแนนธรรมชาติ”&#039;&#039;&#039; ขึ้นมา ซึ่งแฟนคลับของพรรคการเมืองและนักการเมืองก็สร้างคอนเทนต์เพื่อสนับสนุน และมีการผลิตซ้ำไปมาจากผู้ใช้และประชาชนจนกลายเป็นไวรัล กลายเป็นกระแสในวงกว้างขึ้นมา[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองที่สำคัญที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ &#039;&#039;&#039;“ด้อมส้ม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งเป็นแฟนคลับของพรรคก้าวไกล โดยใช้สีส้มซึ่งเป็นสีของพรรคก้าวไกลเป็นสัญลักษณ์ ประกาศตัวเป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” โดยการทำแคมเปญต่าง ๆ ลงสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้เลข 31 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคก้าวไกลแบบบัญชีรายชื่อและใช้สีส้มในการสร้างคอนเทนต์ โดยยึดโยงกับกระแสที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันให้เห็นเนื้อหาและเรื่องเดียวกัน คือ รูปส้มและสีส้ม[[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &#039;&#039;&#039;“ด้อมส้ม”&#039;&#039;&#039; เริ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และมีการวิเคราะห์จากแกนนำคนนำสำคัญของพรรคว่า ด้อมส้มเกิดจาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1) การเปิดรับบริจาคแบบไมโครโดเนชัน (micro donation) ของพรรคก้าวไกล ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) การทำให้ผู้สนับสนุนกลายเป็น &#039;&#039;&#039;“แอคทีฟ โหวตเตอร์”&#039;&#039;&#039; (active voter) ที่ช่วยกระจายนโยบายของพรรค ที่เรียกว่า “หัวคะแนนธรรมชาติ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) ยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคที่พยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น ระบบติดตาม GPS ของคาราวานก้าวไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4) รูปแบบการหาเสียงที่น่าสนใจ เช่น การสแกนคิวอาร์โค้ดอ่านหนังสือพิมพ์ &#039;&#039;&#039;“ก้าวไกลพอร์ตเตอร์”&#039;&#039;&#039; และการรับชมวิดีโอการปราศรัยและเนื้อหาอื่น ๆ ได้แบบ AR (augmented reality)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5) ผู้สมัคร สส. ที่เป็น &#039;&#039;&#039;“อินฟลูเอนเซอร์”&#039;&#039;&#039; ของพรรค ผ่านการเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดเป็นฐานแฟนคลับย่อย (sub-dom)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้อมส้มเป็นปรากฏการณ์สำคัญภายหลังพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง และมีข่าวว่ามีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคชาติพัฒนากล้า จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านในหมู่แฟนด้อมอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นแฮชแท็ก #มีกรณ์ไม่มีกู และพรรคก้าวไกลต้องยุติการเจรจากับพรรคชาติพัฒนากล้าในเวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“ด้อมการเมือง”&#039;&#039;&#039; จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ในการเมืองไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 ครั้งที่ผ่านมาในปี 2562 และ 2566 ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงมาจากปรากฏการณ์การเมืองแบบเซเลบริตี้ (celebrity politics) ซึ่งส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อช่วงชิงความนิยมของตนเอง ปรากฏการณ์นี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปและและจะมีการพัฒนาเทคนิคให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Cornel Sandvoss, 2005. Fans: The Mirror of Consumption. Malden, Massachusetts. Polity Press, p. 3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โดนตกจนเป็นติ่ง!: สำรวจความรักและวัฒนธรรม ‘แฟนด้อม’ นักการเมืองไทย.&amp;quot; The101.World (2 พฤศจิกายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.the101.world/political-fandom/ https://www.the101.world/political-fandom/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘และนี่คือเสียงของชาวเน็ต’&amp;amp;nbsp;: เมื่อโซเชียลมีเดียคือ game changer การเมืองไทย?.&amp;quot; The101.World (2 ตุลาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.the101.world/social-media-game-changer https://www.the101.world/social-media-game-changer]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ส่องประวัติ &amp;quot;คูมธีคูมจิ&amp;quot; คู่จิ้นนักการเมืองที่กำลังมาแรงในด้อมคนรุ่นใหม่.&amp;quot; PPTV Online (4 พฤศจิกายน 2564). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/159858 https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/159858]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;#พี่อิ่มน้องน้ำ คู่จิ้นการเมือง! ในวันที่ Shipper กลายเป็น Voter.&amp;quot; Sanook (5 พฤศจิกายน 2564). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.sanook.com/news/8469450/ https://www.sanook.com/news/8469450/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘การเมือง’ หลังเลือกตั้ง 66 การเปลี่ยนแปลงกับ ‘พลังสื่อโซเชียล’.&amp;quot; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (7 มิถุนายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://tu.ac.th/thammasat-070666-politics-after-the-election https://tu.ac.th/thammasat-070666-politics-after-the-election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง2566&amp;amp;nbsp;: “ด้อมส้ม” ระดมแคมเปญ “31” สะเทือนโลกออนไลน์ ดัน “ก้าวไกล” เข้าสภาฯ.&amp;quot; ThaiPBS (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/327872 https://www.thaipbs.or.th/news/content/327872]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;บทเรียนจาก #มีกรณ์ไม่มีกู พรรคก้าวไกลควรบริหาร &amp;quot;ด้อมส้ม&amp;quot; อย่างไร เมื่อแฟนด้อมกลายเป็นดาบสองคม.&amp;quot; BBC News ไทย (2 มิถุนายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/c848w4elj4lo https://www.bbc.com/thai/articles/c848w4elj4lo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16025</id>
		<title>แลนด์สไลด์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16025"/>
		<updated>2024-08-06T07:12:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; ในความหมายทางการเมือง หมายถึง ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง โดยที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างท่วมท้นชัดเจน เป็นคำอุปมาอุปมัยจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หมายถึงการเคลื่อนไหวของหินและดินจำนวนมากที่ถล่มลงไปตามทางลาด[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1936&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 1936 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการเลือกตั้งขาดอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าชัยชนะ[[การชนะแบบแผ่นดินถล่ม_(แลนด์สไลด์)|แลนด์สไลด์]] เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ อัลฟ์ แลนดอน (Alf Landon) ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 531 คน รูสเวลท์ได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 523 เสียง ส่วนแลนดอนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเพียง 8 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) รูสเวลท์ได้คะแนนเสียงกว่า 27.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.8 ส่วนแลนดอนได้คะแนน 16.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 36.5 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แลนด์สไลด์ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยที่รูสเวลท์ชนะในเกือบทุกมลรัฐ ยกเว้นเมน (Maine) และเวอร์มอนต์ (Vermont) ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของรูสเวลท์ คือนโยบาย New Deal ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาจากยุคเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression)[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1972&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George McGovern) วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามเวียดนาม ซึ่งนิกสันสนับสนุนการเปิดความสัมพันธ์กับจีนและผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต ส่วนแมคโกเวิร์นมีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างแข็งขัน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 537 คน นิกสันได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 520 เสียง ส่วนแมคโกเวิร์นได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 17 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) นิกสันได้คะแนนเสียงกว่า 47.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.7 ส่วนแมคโกเวิร์นได้คะแนนเสียง 29.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยที่นิกสันชนะได้ทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนแมคโกเวิร์นชนะได้เพียงรัฐเดียว คือ แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) และ ดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของนิกสันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและการผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1984 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) กับ วอลเตอร์ มอนเดล (Walter Mondale) อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) 538 คน เรแกนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 525 เสียง ส่วนมอนเดลได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 13 เสียง ในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) เรแกนได้คะแนนเสียงกว่า 54.4 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนมอนเดลได้คะแนนเสียง 37.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 40.6 โดยที่เรแกนชนะทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนมอนเดลชนะเพียงมลรัฐเดียว คือ มินเนโซตา (Minnesota) และดิสตริคท์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของเรแกนเป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ &#039;&#039;&#039;“เรแกนโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Reaganomics) ซึ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 1984 เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) โดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ของเธอ ในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บุตรชายของอินทิรา คือ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย (Indian National Congress: INC) แทนและนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสแห่งอินเดียชนะการเลือกตั้ง และได้จำนวนที่นั่งในโลกสภา (Lok Sabha) ซึ่งเป็นสภาล่าง (lower house) ของรัฐสภาอินเดีย เป็นจำนวนถึง 404 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 514 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยชนะในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินเดีย ก่อนที่ต่อมา ราจีฟ คานธี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ชัยชนะของพรรคคองเกรสแห่งอินเดียในการเลือกตั้งทั่วไป 1984 จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ การลอบสังหาร อินทิรา คานธี มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรคคองเกรส[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 1997&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1997 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น คือ จอห์น เมเจอร์ (John Major) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญ คือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค คือ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 659 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 418 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 145 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 165 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 165 ที่นั่ง พรรคแรงงานจึงครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาสามัญ และกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค และได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 1935 ต่อมา โทนี่ แบลร์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ สาเหตุสำคัญมาจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 18 ปี ประกอบกับความเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่สหราชอาณาจักร[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 2024&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมากว่า 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม คือ ริชี ซูแน็ค (Rishi Sunak) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญคือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งถึง 412 ที่นั่ง เกิดกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดเพียง 121 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่ง ยุติช่วงเวลาการอยู่ในอำนาจของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 14 ปีลง และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ชัยชนะครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยม[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2005&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2005 เป็นชัยชนะแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) นำโดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 296 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 59 ที่นั่ง และชนะเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งทั้งหมด 327 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ได้ที่นั่งเพียง 113 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 64 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยนี้ทำให้โคอิซูมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำของโคอิซูมิ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2012&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2012 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan) เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติฟุกุชิมะ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ได้เลือกให้ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 294 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ซึ่งได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งถึง 325 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นได้ที่นั่งลดลงเหลือเพียง 57 ที่นั่ง จากเดิม 230 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญจากปัญหาเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลพรรค DPJ และการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“อาเบะโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Abenomics) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ครั้งสำคัญของพรรคไทยรักไทย นำโดยหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.[[ทักษิณ_ชินวัตร|ทักษิณ_ชินวัตร]] (ยศในขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในอำนาจและเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน สส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและได้จำนวน สส. ถึง 377 คน ซึ่งเป็นชัยชนะและเสียงข้างมากที่ใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นผลมาจากความนิยมในพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่[[พรรคประชาธิปัตย์|พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้จำนวน สส. เพียง 96 คน รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ก็ได้จำนวน สส. ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งภายหลังการ[[รัฐประหาร_19_กันยายน_2549|รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549]][[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่สามที่ก่อตั้งสืบต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน สส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน สส. ถึง 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้จำนวน สส. ทั้งหมด 159 คน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ น.ส.[[ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร|ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร]] ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ความนิยมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีส่วนอย่างสำคัญต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้ชูสโลแกน &#039;&#039;&#039;“เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน สส. 310 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้เดินยุทธศาสตร์ &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นได้ประกาศยุทธศาสตร์นี้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าได้จำนวน สส. ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทยได้ประกาศ &#039;&#039;&#039;“นโยบายมุ่งชนะแบบแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; เพื่อไทย เพื่อคนไทยทุกคน และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนที่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยจะประกาศเป้าหมาย สส. ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 310 เสียง และใช้สโลแกน &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ ทั่วแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน สส. ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน สส. ทั้งหมด 151 คน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้จำนวน สส. อันดับ 2 ที่ 141 คน[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;What is a landslide and what causes one?.&amp;quot; United States Geological Survey. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1936 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1936_Election https://www.270towin.com/1936_Election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Nixon reelected in landslide, Nov. 7, 1972.&amp;quot; Politico (11 July 2018). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516 https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1984 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1984_Election/ https://www.270towin.com/1984_Election/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Iqbal Narain, 1986. &amp;quot;India in 1985: Triumph of Democracy.&amp;quot; Asian Survey. 26 (2): 253–269.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;BBC Politics 97.&amp;quot; BBC (1 May 1997). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;UK election: What&#039;s happened and what comes next?.&amp;quot; BBC News (5 July 2024). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Koizumi wins Japan election by landslide.&amp;quot; NBC News (10 September 2005). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384 https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Japan Election Returns Power to Old Guard.&amp;quot; The New York Times (16 December 2012). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;6 กุมภาพันธ์ 2548 – พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สร้างประวัติศาสตร์กวาด ส.ส. 377 ที่นั่ง.&amp;quot; The Standard (6 กุมภาพันธ์ 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thestandard.co/onthisday06022548-2/ https://thestandard.co/onthisday06022548-2/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 อย่างเป็นทางการ.&amp;quot; ประชาไท (6 กรกฎาคม 2554). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2011/07/35883 https://prachatai.com/journal/2011/07/35883]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ย้อนรอย&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot;ฝันสลาย จากแลนด์สไลด์ กลายเป็น&amp;quot;แลนด์ไถล.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87&amp;diff=16024</id>
		<title>เป็นเทคนิคการหาเสียง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87&amp;diff=16024"/>
		<updated>2024-08-06T07:09:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“เป็นเทคนิคการหาเสียง”&#039;&#039;&#039; เป็นคำเรียกของสื่อมวลชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเคยรณรงค์หาเสียงด้วยแคมเปญ “[[ไล่หนูตีงูเห่า|ไล่หนูตีงูเห่า]]” ก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายแพทย์ชลน่านได้ตอบว่า &#039;&#039;“การรณรงค์หาเสียงของเพื่อไทย บางครั้งบางโอกาสกับภูมิใจไทย อาจมีลักษณะกระทบกระทั่งกัน เช่น..การรณรงค์ว่าไล่หนูตีงูเห่า มันเป็นภาพของการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง”&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ยุทธการ “ไล่หนูตีงูเห่า”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในวันที่ 18 มิถุนายน 2565 พรรคเพื่อไทยได้กำหนดจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย บ้านหลังใหญ่ หัวใจเดิม ที่จังหวัดศรีสะเกษ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ครอบครัวเพื่อไทยไปศรีสะเกษ ตอน ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; โดยเป็นรูปแบบการเดินสายพบปะพูดคุยกับประชาชนใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล และอำเภอขุนหาญ นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทยและหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการ[[ครอบครัวเพื่อไทย|ครอบครัวเพื่อไทย]] พร้อมด้วย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส. จังหวัดน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายสุทิน คลังแสง สส. จังหวัดมหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมทั้ง สส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งในกิจกรรมนี้มีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดศรีสะเกษด้วย[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ที่มาของคำว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; นั้น เป็นการเปรียบเปรย สส. พรรคเพื่อไทยของจังหวัดศรีสะเกษ 3 คน ที่โหวตสวนมติพรรคอยู่หลายครั้งว่าเป็น &amp;quot;[[งูเห่า|งูเห่า]]&amp;quot; ท่ามกลางกระแสข่าวลือในขณะนั้นว่า สส. ทั้ง 3 รายนั้นกำลังจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีชื่อเล่นว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;หนู&amp;quot;&#039;&#039;&#039; เป็นหัวหน้าพรรค &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; จึงหมายถึงการไล่ไม่ให้นายอนุทินมาดึง สส. ของพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยอีก อีกทั้งพรรคเพื่อไทยก็ตั้งเป้าชนะการเลือกตั้งได้ สส. ยกจังหวัดศรีสะเกษด้วย[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการปราศรัยที่อำเภออุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นพื้นที่ของ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส. พรรคภูมิใจไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า &#039;&#039;&amp;quot;ถ้าที่นี่มีหนูก็คงหนีไป ถ้ามีงูก็คงอกแตกตาย สส. เรา 3 คน ที่พี่น้องเลือกเพราะเขาบอกไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่วันดีคืนร้าย พรรคภูมิใจไทยมาตั้งเวที แล้วชวน สส. เพื่อไทยขึ้นเวทีเปิดตัวว่า อยู่ด้วยกันแล้ว แล้วจะเอาที่เหลือไปด้วย แบบนี้ใครเป็นหนู ใครเป็นงูไม่รู้ แต่คนศรีสะเกษเป็นคน คนมันมีศักดิ์ศรี และถ้าเราไปกับเขา เขาจะเอา พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีก 4 ปี ดังนั้น เลือกตั้งรอบหน้าต้องรวมพลังกันให้เด็ดขาด&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนปฏิกิริยาจากพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงยุทธการดังกล่าว่า&#039;&#039;&amp;quot;พื้นที่ในแต่ละจังหวัดไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกจังหวัดก็มีผู้แทนของพี่น้องประชาชน คนที่จะเสนอตัวเองเป็นผู้แทนต้องมีวิธีและกลยุทธ์เป็นของตัวเอง ที่จะทำให้ประชาชนเลือกเขาเข้ามา พรรคภูมิใจไทยก็จะมีกลยุทธ์ในแบบของตน พรรคอื่นก็มีกลยุทธ์อื่น ๆ สุดท้ายอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ส่วนนายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า &#039;&#039;“จะมาไล่หนู จะมาตีงู ทำไมคิดชื่อแคมเปญ อย่างนี้ละครับ ฟังดูสะใจนะ แต่มันสะท้อนอะไรให้เห็น ปกติเวลาจะหาเสียง มันก็ควรจะชูนโยบาย แล้วก็มาขอให้ชาวบ้านชาวช่องเขาให้โอกาสป่ะ นี่ทำไมแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ...ชาวบ้านละเอาคนจังหวัดไหนบ้างก็ไม่รู้ มาด่าคนในพื้นที่ เอาแค่เรื่องปัญหาชาวบ้านก่อน รู้เท่าคนในพื้นที่เขารึเปล่า บอกว่าคนย้ายพรรคเป็นงูเห่า แล้วคนมาพูดบางคน ย้ายมากี่พรรคแล้ว บางเขต เอาคนจังหวัดอื่นมาลงสมัครด้วยซ้ำ....ยิ่งคิดชื่อแคมเปญแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่า ดูถูกคนที่เขาอยากพัฒนาบ้านเกิดนะ อุดมการณ์อาจต่างกัน แต่อย่ากล่าวหาว่าคนอุดมการณ์ต่างน่ารังเกียจ วันก่อน มีเพื่อนผู้บริหารพรรคนี้ มาแซวผมว่า พวกคุณจะมาแย่ง จ.ศรีสะเกษ ไปเร๋อ....ผมเลยแหย่ไปขำ ๆ ว่า ไม่นะ ทำไมต้องแย่ง ในเมื่อผมเป็นคนศรีสะเกษ บ้านผมอยู่นี่ คุณอะเป็นคนที่ไหน ทำไมต้องบอกผมมาแย่งคุณ อันนี้คุยกันขำ ๆ แบบเพื่อนนะ การเมืองใหม่ คนรุ่นใหม่ อย่าคิดชื่อที่มันเผ็ดร้อน จนสะท้อนความคิดว่า ทุกอย่างเป็นของตัวเองหมด&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ผลปรากฏว่า มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 18 พรรค โดยที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน สส. มากที่สุด 151 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 2 ได้จำนวน สส. ทั้งหมด 141 คน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 3 ได้จำนวน สส. ทั้งหมด 68 คน[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ส่วนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษนั้น ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้ สส. ทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 1 (นายธเนศ เครือรัตน์) เขตเลือกตั้งที่ 2 (นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์) เขตเลือกตั้งที่ 4 (นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ) เขตเลือกตั้งที่ 5 (นายอมรเทพ สมหมาย) เขตเลือกตั้งที่ 6 (นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์) เขตเลือกตั้งที่ 7 (นางสาววิลดา อินฉัตร) และเขตเลือกตั้งที่ 9 (นางสาวนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร) ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ สส. ทั้งหมด 2 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 3 (นายธนา กิจไพบูลย์ชัย) และเขตเลือกตั้งที่ 8 (นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ)[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] และที่ประชุมประชุมรัฐสภา วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ลงมติตีความและวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ถือเป็นญัตติซ้ำและต้องตกไป[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พรรคก้าวไกลได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยที่จะเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป[[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] อย่างไรก็ตาม ในวันต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมายังพรรคเพื่อไทยเพื่อเจรจาการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีพรรคก้าวไกลในรัฐบาล[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยแถลงถอนตัวจาก 8 พรรคร่วมเดิม และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมใหม่[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา ในวันที่ 7 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยได้แถลงจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่มีการจัดกิจกรรม &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะอธิบายประชาชนอย่างไร นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า &#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า มันเป็นภาพของการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง กิจกรรมแต่ละครั้งจัดบนวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ มิติทางการเมือง เราไปขอเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน เราไม่เคยประกาศว่าเราเป็นศัตรูกับใคร เราเป็นคู่แข่งกันจริง เทคนิคการหาเสียง วิธีการหาเสียง ต่างฝ่ายต่างมี อันนี้เรียนด้วยความเคารพว่า เราไม่เคยคิดว่าเป็นศัตรูกัน&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนนายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ในวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ว่า &#039;&#039;&amp;quot;วันนั้นตนเองเป็นหนึ่งในแกนนำ คิดขึ้นปราศรัยในเวทีอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ในแคมเปญ &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ยอมรับว่า การปราศรัยในวันนั้น ดุเดือด เนื่องจาก สส. ของพรรคเพื่อไทย ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีความพยายามดึงคะแนนที่เสียไปกลับมา ซึ่งผลการเลือกตั้ง สส. จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งกลับมาเกือบหมด ยกเว้น แค่ 1 เขต ที่เป็นของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อผ่านการเลือกตั้งไป จบก็คือจบ เพราะสิ่งที่ทำไปทำให้ได้ สส. คืนกลับมา&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์จัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค โดยมีจำนวน สส. ทั้งหมด 314 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง) พรรคภูมิใจไทย (71 ที่นั่ง) [[พรรคพลังประชารัฐ|พรรคพลังประชารัฐ]] (40 ที่นั่ง)&amp;amp;nbsp;พรรคชาติไทยพัฒนา (16 ที่นั่ง) พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง) [[พรรคชาติพัฒนากล้า_(Chartpattanakla_Party)|พรรคชาติพัฒนากล้า]] (2 ที่นั่ง) พรรคเพื่อไทยรวมพลัง (2 ที่นั่ง) [[พรรคเสรีรวมไทย|พรรคเสรีรวมไทย]] (1 ที่นั่ง) [[พรรคท้องที่ไทย|พรรคท้องที่ไทย]] (1 ที่นั่ง) และ[[พรรคพลังสังคมใหม่|พรรคพลังสังคมใหม่]] (1 ที่นั่ง)[[#_ftn15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง งดออกเสียง 81 เสียง และไม่ลงคะแนน 19 เสียง[[#_ftn16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“เป็นเทคนิคการหาเสียง”&#039;&#039;&#039; จึงกลายเป็นคำเรียกขานการจับมือกันเป็นพันธมิตรกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 ถึงแม้ว่าจะเคยมีการกระทบกระทั่งกันในการรณรงค์หาเสียงก่อนหน้าการเลือกตั้ง แต่การรณรงค์ดังกล่าวเป็นแต่เพียงวิธีการได้มาซึ่งคะแนนเสียง ก่อนที่ต่อมาจะนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ลุย ‘ศรีสะเกษ’ เปิดมหกรรมไล่หนูตีงูเห่า ‘แพทองธาร-ณัฐวุฒิ’ นำทัพ.&amp;quot; มติชนสุดสัปดาห์ (16 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567057 https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567057]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ทวนความจำ &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; ยุทธการหาเสียงพรรคเพื่อไทย.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (8 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/572875 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/572875]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] เรื่องเดียวกัน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;อนุทิน มอง พท. บุกไล่หนูตีงูเห่า แค่กลยุทธ์ไม่ขัดแย้ง ยกบิ๊กตู่-ชัชชาติ ยังชื่นมื่น.&amp;quot; มติชนออนไลน์ (17 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichon.co.th/politics/news_3405580 https://www.matichon.co.th/politics/news_3405580]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ภูมิใจไทย เดือด! ซัด พท.แคมเปญ “ไล่หนูตีงูเห่า” สะท้อนความคิด ดูถูกคนที่อยากพัฒนาบ้านเกิด.&amp;quot; มติชนสุดสัปดาห์ (18 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567856 https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567856]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง 2566&amp;amp;nbsp;: กกต. รายงานผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ก.ก. เหลือ 151 ส.ส. ส่วน ปชป. ได้เพิ่มเป็น 25 ส่งจุรินทร์ผ่านคุณสมบัติเป็นนายกฯ.&amp;quot; BBC News ไทย (25 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/c1d34xlzvrlo https://www.bbc.com/thai/articles/c1d34xlzvrlo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ศรีสะเกษ ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไทย กวาด 7 เขต แบ่ง ภูมิใจไทย 2 เขต.&amp;quot; กรุงเทพธุรกิจ (15 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bangkokbiznews.com/politics/1068404 https://www.bangkokbiznews.com/politics/1068404]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ.&amp;quot; BBC News ไทย (13 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028 https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โหวตนายกฯ รอบ 2 &amp;quot;พิธา&amp;quot; ล่ม มติสภา 395 ต่อ 312 เป็นญัตติต้องห้าม ตกไป.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (19 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727 https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ก้าวไกลแถลง ส่งไม้ต่อให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ระบุเป้าหมายไม่ให้รัฐบาลเดิมสืบทอดอำนาจยังอยู่.&amp;quot; The Matter (21 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/brief/208967/208967 https://thematter.co/brief/208967/208967]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เพื่อไทย-ภูมิใจไทย โชว์ชนช็อกมิ้นต์! ภท. ยื่นเงื่อนไขเขี่ยก้าวไกล ร่วม รบ.&amp;quot; Post Today (22 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.posttoday.com/politics/697447 https://www.posttoday.com/politics/697447]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ฉีก MOU แยกทางก้าวไกล เพื่อไทยตั้งรัฐบาลผสมขัวเก่า เสนอ &amp;quot;เศรษฐา&amp;quot; เป็นนายกฯ.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (3 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2714274 https://www.thairath.co.th/news/politic/2714274]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘ชลน่าน’ ลั่นไล่หนูตีงูเห่า แค่เทคนิคหาเสียง ยืนยัน ภท.เป็นคู่แข่ง แต่ไม่คิดเป็นศัตรูกัน.&amp;quot; มติชนออนไลน์ (7 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichon.co.th/election66/news_4117650 https://www.matichon.co.th/election66/news_4117650]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;อดิศร&amp;quot; ยัน &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; แค่ต้องการดึงคะแนนกลับ เลือกตั้งจบ ก็คือจบ.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (8 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2715779 https://www.thairath.co.th/news/politic/2715779]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เปิดรายละเอียด ‘เพื่อไทย’ แถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค รวม 314 เสียง.&amp;quot; Today (21 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://workpointtoday.com/formgov-pheuthai/ https://workpointtoday.com/formgov-pheuthai/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;มติรัฐสภา 482:165 โหวต เศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกฯ 100 วันหลังเลือกตั้ง.&amp;quot; BBC News ไทย (22 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/cjjzl7119zqo https://www.bbc.com/thai/articles/cjjzl7119zqo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การหาเสียง]] [[Category:กิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=16023</id>
		<title>เพื่อไทยการละคร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=16023"/>
		<updated>2024-08-06T07:03:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“เพื่อไทยการละคร”&#039;&#039;&#039; เป็นแฮชแท็กที่กลายเป็นกระแสซึ่งปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ภายหลังจากที่พรรคเพื่อไทยขอถอนตัวจากข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่าง 8 พรรคการเมือง ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมใหม่ 11 พรรค ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง 2566 โดยพรรคก้าวไกล&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน สส. ทั้งหมด 151 คน และได้คะแนนบัญชีรายชื่อถึง 14,438,851 เสียง[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 9 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ด้วย 8 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ [[พรรคไทยสร้างไทย|พรรคไทยสร้างไทย]] [[พรรคเสรีรวมไทย|พรรคเสรีรวมไทย]] [[พรรคเพื่อไทรวมพลัง|พรรคเพื่อไทรวมพลัง]] [[พรรคเป็นธรรม|พรรคเป็นธรรม]] และพรรคสังคมใหม่ ซึ่งมีจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งหมด 312 คน ได้แถลงการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันและสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] อย่างไรก็ตาม ภายใต้บทเฉพาะกาล 5 ปี ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้การให้ความเห็นชอบผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา จึงทำให้แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีจึงต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา (อย่างน้อย 376 เสียง) จึงจะถือว่าได้รับความเห็นชอบ ก่อนหน้าที่จะถึงวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. อีก 64 เสียงอย่างแน่นอน[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 มีวาระการลงมติให้ความเห็นชอบผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลการลงมติปรากฏว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียว ได้รับเสียงเห็นชอบทั้งหมด 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา จึงทำให้นายพิธาไม่ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ต่อมาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 มีการเสนอชื่อนายพิธาเพื่อลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 แต่ที่ประชุมมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่าย 8 พรรคร่วม 312 เสียงที่เห็นควรว่าลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ได้ กับอีกฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่าย 188 เสียงพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นว่าการเสนอชื่อนายพิธาเป็นครั้งที่ 2 กระทำไม่ได้ เนื่องจากเสี่ยงผิดข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 41 เป็นการเสนอญัตติซ้ำ ในท้ายที่สุด ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติเห็นด้วย 395 เสียง ไม่เห็นด้วย 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา เห็นว่าใช้มติตามข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 41 ได้ ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังจากที่ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเพื่อลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ได้ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้แถลงขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และเปิดโอกาสให้พรรคอันดับสอง คือ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพันธมิตร 8 พรรคที่ได้เคยลงนามใน MOU ไว้ และในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยเคยสนับสนุนพรรคก้าวไกล[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากได้รับการส่งมอบไม้ต่อในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พรรคเพื่อไทยได้เดินหน้าเชิญพรรคภูมิใจไทย [[พรรคชาติพัฒนากล้า|พรรคชาติพัฒนากล้า]] [[พรรครวมไทยสร้างชาติ|พรรครวมไทยสร้างชาติ]]ร่วมหารือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2566[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] และในวันต่อมาได้เชิญพรรคชาติไทยพัฒนา และ[[พรรคพลังประชารัฐ|พรรคพลังประชารัฐ]]ร่วมหารือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่จะมีการนัดหมายหารือกับ 8 พรรคร่วมเดิม ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 แต่ก็ต้องล่มลงโดยไม่มีการแจ้งเหตุผล[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ก่อนที่ในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ &#039;&#039;&#039;“เริ่มต้นใหม่ร่วมผ่าทางตัน หาทางออกให้ประเทศ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;”&#039;&#039;&#039; โดยมีใจความตอนหนึ่งกล่าวถึงการขอถอนตัวจาก MOU 8 พรรค และไม่สนับสนุนการร่วมรัฐบาลของพรรคก้าวไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;“เมื่อได้รับมอบหมายภารกิจ พรรคเพื่อไทยจึงเดินหน้าเพื่อหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งจาก สว. และ สส. โดยการเชิญหลายพรรคการเมืองเข้าหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และส่งตัวแทนรับฟังความคิดเห็นสมาชิกวุฒิสภาทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคล พบว่านโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงเป็นเงื่อนไขหลัก ขณะที่บางพรรคและบางคนแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งที่จะไม่สนับสนุนการร่วมรัฐบาลของพรรคก้าวไกลในทุกกรณี&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคเพื่อไทยได้ปรึกษาหารือกับพรรคก้าวไกลขอถอนตัวจากการร่วมมือกันและเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมใหม่ เสนอชื่อ &amp;quot;นายเศรษฐา ทวีสิน&amp;quot; แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย และนายเศรษฐา ทวีสิน ขอยืนยันชัดเจนว่า เราจะไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา 112&amp;amp;nbsp;และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วม พรรคเพื่อไทยจะใช้ความพยายามรวบรวมเสียงให้เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเหมาะสม และพรรคก้าวไกลจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านและยืนยันจะทำงานการเมืองในมิติใหม่ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;#เพื่อไทยการละคร&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แฮชแท็ก &#039;&#039;&#039;#เพื่อไทยการละคร&#039;&#039;&#039; ได้กลายเป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ขอยกเลิก MOU ที่ลงนามโดย 8 พรรคร่วมรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า พรรคก้าวไกลไม่ยอมถอยเรื่องนโยบายการแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งในการประชุมครั้งนั้นมีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยได้ขอให้พรรคก้าวไกลยอมถอยเรื่องการแก้ มาตรา 112 เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภามีความกังวลใจ และไม่สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดทของพรรคเพื่อไทยได้ และจะไม่ยอมรับพรรคก้าวไกลหากจะร่วมรัฐบาลด้วย จึงทำให้พรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้พรรคก้าวไกลร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยพรรคเพื่อไทยจะไปจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่เอง จึงทำให้เกิดแฮชแท็ก #เพื่อไทยการละคร ปรากฏขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] และนำภาพและคลิปวิดีโอย้อนเหตุการณ์หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 เช่น ภาพของ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พร้อมข้อความว่า &#039;&#039;&amp;quot;พรรคเพื่อไทยจะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ให้ก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้ได้&amp;quot;&#039;&#039; หรือภาพของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พร้อมข้อความว่า &#039;&#039;&amp;quot;เราไม่หวังส้มหล่น เราจะช่วยก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ&amp;quot;&#039;&#039; หรือคลิปวิดีโอการปราศรัยของนางสาวแพทองธารที่กล่าวว่า &#039;&#039;&amp;quot;หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ประเทศไทยเปลี่ยนทันที ปิดสวิตช์ สว. ปิดสวิตช์ 3 ป.&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ ก่อนหน้าการเลือกตั้ง นางสาวแพทองธารเคยแสดงจุดยืนว่าจะไม่จับมือกับคนทำรัฐประหาร &#039;&#039;“คุณเศรษฐา (ทวีสิน) ก็เคยพูดไปว่ารังเกียจรัฐประหาร ก็อยากให้ทุกคนดูหน้าดิฉันไว้ว่าก็คงไม่ได้ชอบ การรัฐประหารที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง ล่าสุดที่ทุกคนจำความกันได้ ดิฉันก็คงไม่ได้ชอบ เพราะฉะนั้นการจับมือเนี่ย การที่ดิฉันไม่ตอบออกมาตรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพราะดิฉันให้เกียรติประชาชน ให้เกียรติประเทศ เพราะการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น แต่ถามว่าคนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คนที่ทำรัฐประหารมา ดิฉันจะอยากจับมือด้วยไหมอันนี้ควรจะเป็นคำตอบที่ประชาชนก็น่าจะทราบดีอยู่แล้ว แล้วก็แน่นอนผลกระทบที่ได้รับนั้นดิฉันก็ต้องแยกเรื่อง เพราะฉะนั้นการตอบหรืออะไรออกไปอย่างใช้อารมณ์ มันก็ยังไม่ใช่แนวที่ดิฉันจะสามารถสื่อให้มีเหตุผลได้ แต่ถามว่า ดิฉันจะอยากจับไหมกับคนที่ทำรัฐประหาร ทั้ง 2 ครั้ง เพราะฉะนั้นมันน่าจะชัดเจนอยู่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ในการแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาล นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อประเด็นที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น &#039;&#039;&#039;&amp;quot;เพื่อไทยการละคร&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ว่า &#039;&#039;&amp;quot;ขอบคุณเสียงของพี่น้องประชาชน เราเป็นผู้แทนประชาชน เป็นองค์กรทางการเมืองที่อาสามารับใช้พี่น้องประชาชน ทุกคำวิพากษ์วิจารณ์เรารับฟัง ส่วนจะถูกใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิธีคิด และฐานจิตของแต่ละคน เราก็ยินดีที่จะรับมา อะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะมาปรับใช้ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ก็รับฟังมาแล้วผ่านไป เราปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่ได้&amp;quot;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวเสริมต่อข้อวิจารณ์ดังกล่าวว่า &#039;&#039;&amp;quot;เราปฏิเสธความคิดของคนที่เห็นแตกต่างกันไม่ได้ สิ่งที่วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยัน และจะได้รับการมองให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่เราตั้งใจที่จะสลายความขัดแย้งจริง ๆ ตนคิดว่า เรามีหน้าที่ที่จะทำงาน และพิสูจน์ความจริงใจ ในการที่จะบริหารประเทศ และความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยจะเป็นบทสรุปในอนาคต เราได้กล่าวไปแล้วว่า หากเราคิดไม่ดีกับประเทศ หรือเราตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เราก็พร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่เราตั้งใจทำ&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมาในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยพร้อมแกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย&amp;amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ&amp;amp;nbsp;พรรครวมไทยสร้างชาติ&amp;amp;nbsp;พรรคชาติไทยพัฒนา&amp;amp;nbsp;พรรคประชาชาติ&amp;amp;nbsp;พรรคชาติพัฒนากล้า&amp;amp;nbsp;พรรคเพื่อไทรวมพลัง&amp;amp;nbsp;พรรคเสรีรวมไทย&amp;amp;nbsp;พรรคพลังสังคมใหม่&amp;amp;nbsp;พรรคท้องที่ไทย และพรรคใหม่ ซึ่งมีเสียง สส. รวมทั้งหมด 314 เสียง ได้แถลงข่าวร่วมกันที่รัฐสภาเพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่านายเศรษฐาจะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. เพียงพอและได้รับความเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี[[#_ftn15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันต่อมา 22 สิงหาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง งดออกเสียง 81 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ทั้งหมด 705 คน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย[[#_ftn16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“เพื่อไทยการละคร”&#039;&#039;&#039; กลายเป็นคำเรียกขานการจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 จากการที่พรรคเพื่อไทยขอยุติการเป็นพันธมิตรกับพรรคก้าวไกล และยกเลิก MOU 8 พรรคร่วมเดิม ก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ร่วมกับ 11 พรรค ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยที่พรรคเพื่อไทยเคยมีวิวาทะจากยุทธการ “[[ไล่หนูตีงูเห่า|ไล่หนูตีงูเห่า]]” แต่ในท้ายที่สุดก็เป็นแต่เพียง “[[เป็นเทคนิคการหาเสียง|เทคนิคการหาเสียง]]” เมื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน และพรรคที่สนับสนุนผู้นำคณะรัฐประหาร ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทยเคยประกาศว่าจะไม่ร่วมจับมือกับคนทำรัฐประหาร การกลับลำของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จึงถูกกระแสสังคมส่วนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเล่นละครจากการที่แต่เดิมสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคก้าวไกล ก่อนที่ต่อมาจะยกเลิก MOU และจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคร่วมใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีพรรคก้าวไกลในรัฐบาลใหม่ในที่สุด&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลเลือกตั้ง 2566 อย่างเป็นทางการ สรุปชัดก้าวไกลได้ 151 ที่นั่ง ปชป.ไม่หาย 25 เท่าเดิม.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (25 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2696846 https://www.thairath.co.th/news/politic/2696846]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง 2566: วินาทีประวัติศาสตร์ 8 พรรคลงนาม MOU ตั้ง &amp;quot;รัฐบาลก้าวไกล&amp;quot; ตัดมาตรา 112.&amp;quot; Thai PBS (22 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/328072 https://www.thaipbs.or.th/news/content/328072]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;“ก้าวไกล” ยันได้เสียง ส.ว.ครบแล้ว พร้อมโหวตหนุน “พิธา” นั่งนายกฯ.&amp;quot; PPTV Online (7 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/200521 https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/200521]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ.&amp;quot; BBC News ไทย (13 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028 https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โหวตนายกฯ รอบ 2 &amp;quot;พิธา&amp;quot; ล่ม มติสภา 395 ต่อ 312 เป็นญัตติต้องห้าม ตกไป.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (19 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727 https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘ก้าวไกล’ เปิดทาง ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประกาศหนุน ‘แคนดิเดตเพื่อไทย’ โหวตนายกฯ 27 ก.ค.&amp;quot; Today (21 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://workpointtoday.com/votepm-chaithawat https://workpointtoday.com/votepm-chaithawat]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;สรุปจุดยืน &amp;quot;ภท.-ชพก.-รทสช&amp;quot; ร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (22 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/571449 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/571449]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เพื่อไทย จ่อปิดดีลตั้งรัฐบาล 300 เสียง 6 พรรค ไร้เงาก้าวไกล... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่.&amp;quot; ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (23 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.prachachat.net/politics/news-1354286 https://www.prachachat.net/politics/news-1354286]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ด่วน! &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ยกเลิกประชุม 8 พรรคร่วม วันนี้.&amp;quot; PPTV Online (25 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/201794 https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/201794]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;&#039;เพื่อไทย&#039; ออกแถลงการณ์เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ &#039;ก้าวไกล&#039; เป็นฝ่ายค้าน.&amp;quot; ประชาไท (2 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2023/08/105301 https://prachatai.com/journal/2023/08/105301]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ปูดแฮชแท็ก #เพื่อไทยการละคร หลังสลัด ก้าวไกล ร่วมรัฐบาล โซเชียลวิจารณ์เดือด.&amp;quot; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (2 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bangkokbiznews.com/politics/1081540 https://www.bangkokbiznews.com/politics/1081540]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โลกออนไลน์เดือด ผุด #เพื่อไทยการละคร ซัดแรง! เพื่อนทรยศ.&amp;quot; Ch7HD (3 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://news.ch7.com/detail/661761 https://news.ch7.com/detail/661761]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง 66 ‘แพทองธาร’ ลั่นให้ดูหน้า ไม่ชอบรัฐประหาร แจงเหตุที่ไม่ตอบตรงเรื่องจับมือ&amp;quot; Today (18 เมษายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://workpointtoday.com/election-ink/ https://workpointtoday.com/election-ink/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ชลน่าน น้อมรับถูกวิจารณ์ เพื่อไทยการละคร บอกเป็นประโยชน์ก็รับ ไม่มีประโยชน์ก็ผ่านไป.&amp;quot; มติชนออนไลน์ (10 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichon.co.th/politics/news_4122003 https://www.matichon.co.th/politics/news_4122003]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ดีลจบ 11 พรรคตั้ง &amp;quot;รัฐบาลเพื่อไทย&amp;quot; 314 เสียง &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; คุม 8 กระทรวง.&amp;quot; Thai PBS (21 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/330841 https://www.thaipbs.or.th/news/content/330841]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลโหวตนายกฯ รอบ 3&amp;amp;nbsp;: “เศรษฐา” ฉลุยนั่งนายกฯ คนที่ 30.&amp;quot; Thai PBS (22 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/330890 https://www.thaipbs.or.th/news/content/330890]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:พรรคการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87&amp;diff=16022</id>
		<title>เป็นเทคนิคการหาเสียง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87&amp;diff=16022"/>
		<updated>2024-08-06T06:18:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“เป็นเทคนิคการหาเสียง”&#039;&#039;&#039; เป็นคำเรียกของสื่อมวลชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเคยรณรงค์หาเสียงด้วยแคมเปญ “[[ไล่หนูตีงูเห่า|ไล่หนูตีงูเห่า]]” ก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายแพทย์ชลน่านได้ตอบว่า &#039;&#039;“การรณรงค์หาเสียงของเพื่อไทย บางครั้งบางโอกาสกับภูมิใจไทย อาจมีลักษณะกระทบกระทั่งกัน เช่น..การรณรงค์ว่าไล่หนูตีงูเห่า มันเป็นภาพของการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง”&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ยุทธการ “ไล่หนูตีงูเห่า”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในวันที่ 18 มิถุนายน 2565 พรรคเพื่อไทยได้กำหนดจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย บ้านหลังใหญ่ หัวใจเดิม ที่จังหวัดศรีสะเกษ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ครอบครัวเพื่อไทยไปศรีสะเกษ ตอน ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; โดยเป็นรูปแบบการเดินสายพบปะพูดคุยกับประชาชนใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล และอำเภอขุนหาญ นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทยและหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการ[[ครอบครัวเพื่อไทย|ครอบครัวเพื่อไทย]] พร้อมด้วย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. จังหวัดน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายสุทิน คลังแสง ส.ส. จังหวัดมหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมทั้ง ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งในกิจกรรมนี้มีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดศรีสะเกษด้วย[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ที่มาของคำว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; นั้น เป็นการเปรียบเปรย ส.ส. พรรคเพื่อไทยของจังหวัดศรีสะเกษ 3 คน ที่โหวตสวนมติพรรคอยู่หลายครั้งว่าเป็น &amp;quot;[[งูเห่า|งูเห่า]]&amp;quot; ท่ามกลางกระแสข่าวลือในขณะนั้นว่า ส.ส. ทั้ง 3 รายนั้นกำลังจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีชื่อเล่นว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;หนู&amp;quot;&#039;&#039;&#039; เป็นหัวหน้าพรรค &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; จึงหมายถึงการไล่ไม่ให้นายอนุทินมาดึง ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยอีก อีกทั้งพรรคเพื่อไทยก็ตั้งเป้าชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส. ยกจังหวัดศรีสะเกษด้วย[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการปราศรัยที่อำเภออุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นพื้นที่ของ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า &#039;&#039;&amp;quot;ถ้าที่นี่มีหนูก็คงหนีไป ถ้ามีงูก็คงอกแตกตาย ส.ส. เรา 3 คน ที่พี่น้องเลือกเพราะเขาบอกไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่วันดีคืนร้าย พรรคภูมิใจไทยมาตั้งเวที แล้วชวน ส.ส. เพื่อไทยขึ้นเวทีเปิดตัวว่า อยู่ด้วยกันแล้ว แล้วจะเอาที่เหลือไปด้วย แบบนี้ใครเป็นหนู ใครเป็นงูไม่รู้ แต่คนศรีสะเกษเป็นคน คนมันมีศักดิ์ศรี และถ้าเราไปกับเขา เขาจะเอา พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีก 4 ปี ดังนั้น เลือกตั้งรอบหน้าต้องรวมพลังกันให้เด็ดขาด&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนปฏิกิริยาจากพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงยุทธการดังกล่าว่า&#039;&#039;&amp;quot;พื้นที่ในแต่ละจังหวัดไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกจังหวัดก็มีผู้แทนของพี่น้องประชาชน คนที่จะเสนอตัวเองเป็นผู้แทนต้องมีวิธีและกลยุทธ์เป็นของตัวเอง ที่จะทำให้ประชาชนเลือกเขาเข้ามา พรรคภูมิใจไทยก็จะมีกลยุทธ์ในแบบของตน พรรคอื่นก็มีกลยุทธ์อื่น ๆ สุดท้ายอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ส่วนนายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า &#039;&#039;“จะมาไล่หนู จะมาตีงู ทำไมคิดชื่อแคมเปญ อย่างนี้ละครับ ฟังดูสะใจนะ แต่มันสะท้อนอะไรให้เห็น ปกติเวลาจะหาเสียง มันก็ควรจะชูนโยบาย แล้วก็มาขอให้ชาวบ้านชาวช่องเขาให้โอกาสป่ะ นี่ทำไมแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ...ชาวบ้านละเอาคนจังหวัดไหนบ้างก็ไม่รู้ มาด่าคนในพื้นที่ เอาแค่เรื่องปัญหาชาวบ้านก่อน รู้เท่าคนในพื้นที่เขารึเปล่า บอกว่าคนย้ายพรรคเป็นงูเห่า แล้วคนมาพูดบางคน ย้ายมากี่พรรคแล้ว บางเขต เอาคนจังหวัดอื่นมาลงสมัครด้วยซ้ำ....ยิ่งคิดชื่อแคมเปญแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่า ดูถูกคนที่เขาอยากพัฒนาบ้านเกิดนะ อุดมการณ์อาจต่างกัน แต่อย่ากล่าวหาว่าคนอุดมการณ์ต่างน่ารังเกียจ วันก่อน มีเพื่อนผู้บริหารพรรคนี้ มาแซวผมว่า พวกคุณจะมาแย่ง จ.ศรีสะเกษ ไปเร๋อ....ผมเลยแหย่ไปขำ ๆ ว่า ไม่นะ ทำไมต้องแย่ง ในเมื่อผมเป็นคนศรีสะเกษ บ้านผมอยู่นี่ คุณอะเป็นคนที่ไหน ทำไมต้องบอกผมมาแย่งคุณ อันนี้คุยกันขำ ๆ แบบเพื่อนนะ การเมืองใหม่ คนรุ่นใหม่ อย่าคิดชื่อที่มันเผ็ดร้อน จนสะท้อนความคิดว่า ทุกอย่างเป็นของตัวเองหมด&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ผลปรากฏว่า มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 18 พรรค โดยที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน ส.ส. มากที่สุด 151 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 2 ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 141 คน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 3 ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 68 คน[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ส่วนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษนั้น ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. ทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 1 (นายธเนศ เครือรัตน์) เขตเลือกตั้งที่ 2 (นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์) เขตเลือกตั้งที่ 4 (นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ) เขตเลือกตั้งที่ 5 (นายอมรเทพ สมหมาย) เขตเลือกตั้งที่ 6 (นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์) เขตเลือกตั้งที่ 7 (นางสาววิลดา อินฉัตร) และเขตเลือกตั้งที่ 9 (นางสาวนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร) ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. ทั้งหมด 2 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 3 (นายธนา กิจไพบูลย์ชัย) และเขตเลือกตั้งที่ 8 (นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ)[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ภายหลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] และที่ประชุมประชุมรัฐสภา วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ลงมติตีความและวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ถือเป็นญัตติซ้ำและต้องตกไป[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พรรคก้าวไกลได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยที่จะเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป[[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] อย่างไรก็ตาม ในวันต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมายังพรรคเพื่อไทยเพื่อเจรจาการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีพรรคก้าวไกลในรัฐบาล[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยแถลงถอนตัวจาก 8 พรรคร่วมเดิม และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมใหม่[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมา ในวันที่ 7 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยได้แถลงจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่มีการจัดกิจกรรม &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot;&#039;&#039;&#039; แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะอธิบายประชาชนอย่างไร นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า &#039;&#039;&amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า มันเป็นภาพของการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง กิจกรรมแต่ละครั้งจัดบนวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ มิติทางการเมือง เราไปขอเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน เราไม่เคยประกาศว่าเราเป็นศัตรูกับใคร เราเป็นคู่แข่งกันจริง เทคนิคการหาเสียง วิธีการหาเสียง ต่างฝ่ายต่างมี อันนี้เรียนด้วยความเคารพว่า เราไม่เคยคิดว่าเป็นศัตรูกัน&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ในวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ว่า &#039;&#039;&amp;quot;วันนั้นตนเองเป็นหนึ่งในแกนนำ คิดขึ้นปราศรัยในเวทีอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ในแคมเปญ &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ยอมรับว่า การปราศรัยในวันนั้น ดุเดือด เนื่องจาก สส. ของพรรคเพื่อไทย ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีความพยายามดึงคะแนนที่เสียไปกลับมา ซึ่งผลการเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งกลับมาเกือบหมด ยกเว้น แค่ 1 เขต ที่เป็นของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อผ่านการเลือกตั้งไป จบก็คือจบ เพราะสิ่งที่ทำไปทำให้ได้ ส.ส. คืนกลับมา&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์จัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค โดยมีจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 314 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง) พรรคภูมิใจไทย (71 ที่นั่ง) [[พรรคพลังประชารัฐ|พรรคพลังประชารัฐ]] (40 ที่นั่ง)&amp;amp;nbsp;พรรคชาติไทยพัฒนา (16 ที่นั่ง) พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง) [[พรรคชาติพัฒนากล้า_(Chartpattanakla_Party)|พรรคชาติพัฒนากล้า]] (2 ที่นั่ง) พรรคเพื่อไทยรวมพลัง (2 ที่นั่ง) [[พรรคเสรีรวมไทย|พรรคเสรีรวมไทย]] (1 ที่นั่ง) [[พรรคท้องที่ไทย|พรรคท้องที่ไทย]] (1 ที่นั่ง) และ[[พรรคพลังสังคมใหม่|พรรคพลังสังคมใหม่]] (1 ที่นั่ง)[[#_ftn15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ก่อนที่ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง งดออกเสียง 81 เสียง และไม่ลงคะแนน 19 เสียง[[#_ftn16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“เป็นเทคนิคการหาเสียง”&#039;&#039;&#039; จึงกลายเป็นคำเรียกขานการจับมือกันเป็นพันธมิตรกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 ถึงแม้ว่าจะเคยมีการกระทบกระทั่งกันในการรณรงค์หาเสียงก่อนหน้าการเลือกตั้ง แต่การรณรงค์ดังกล่าวเป็นแต่เพียงวิธีการได้มาซึ่งคะแนนเสียง ก่อนที่ต่อมาจะนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ลุย ‘ศรีสะเกษ’ เปิดมหกรรมไล่หนูตีงูเห่า ‘แพทองธาร-ณัฐวุฒิ’ นำทัพ.&amp;quot; มติชนสุดสัปดาห์ (16 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567057 https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567057]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ทวนความจำ &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; ยุทธการหาเสียงพรรคเพื่อไทย.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (8 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/572875 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/insight-election/572875]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] เรื่องเดียวกัน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;อนุทิน มอง พท. บุกไล่หนูตีงูเห่า แค่กลยุทธ์ไม่ขัดแย้ง ยกบิ๊กตู่-ชัชชาติ ยังชื่นมื่น.&amp;quot; มติชนออนไลน์ (17 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichon.co.th/politics/news_3405580 https://www.matichon.co.th/politics/news_3405580]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ภูมิใจไทย เดือด! ซัด พท.แคมเปญ “ไล่หนูตีงูเห่า” สะท้อนความคิด ดูถูกคนที่อยากพัฒนาบ้านเกิด.&amp;quot; มติชนสุดสัปดาห์ (18 มิถุนายน 2565). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567856 https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_567856]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง 2566&amp;amp;nbsp;: กกต. รายงานผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ก.ก. เหลือ 151 ส.ส. ส่วน ปชป. ได้เพิ่มเป็น 25 ส่งจุรินทร์ผ่านคุณสมบัติเป็นนายกฯ.&amp;quot; BBC News ไทย (25 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/c1d34xlzvrlo https://www.bbc.com/thai/articles/c1d34xlzvrlo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ศรีสะเกษ ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไทย กวาด 7 เขต แบ่ง ภูมิใจไทย 2 เขต.&amp;quot; กรุงเทพธุรกิจ (15 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bangkokbiznews.com/politics/1068404 https://www.bangkokbiznews.com/politics/1068404]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ.&amp;quot; BBC News ไทย (13 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028 https://www.bbc.com/thai/live/thailand-66177028]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โหวตนายกฯ รอบ 2 &amp;quot;พิธา&amp;quot; ล่ม มติสภา 395 ต่อ 312 เป็นญัตติต้องห้าม ตกไป.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (19 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727 https://www.thairath.co.th/news/politic/2710727]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ก้าวไกลแถลง ส่งไม้ต่อให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ระบุเป้าหมายไม่ให้รัฐบาลเดิมสืบทอดอำนาจยังอยู่.&amp;quot; The Matter (21 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/brief/208967/208967 https://thematter.co/brief/208967/208967]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เพื่อไทย-ภูมิใจไทย โชว์ชนช็อกมิ้นต์! ภท. ยื่นเงื่อนไขเขี่ยก้าวไกล ร่วม รบ.&amp;quot; Post Today (22 กรกฎาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.posttoday.com/politics/697447 https://www.posttoday.com/politics/697447]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ฉีก MOU แยกทางก้าวไกล เพื่อไทยตั้งรัฐบาลผสมขัวเก่า เสนอ &amp;quot;เศรษฐา&amp;quot; เป็นนายกฯ.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (3 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2714274 https://www.thairath.co.th/news/politic/2714274]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[13]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘ชลน่าน’ ลั่นไล่หนูตีงูเห่า แค่เทคนิคหาเสียง ยืนยัน ภท.เป็นคู่แข่ง แต่ไม่คิดเป็นศัตรูกัน.&amp;quot; มติชนออนไลน์ (7 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.matichon.co.th/election66/news_4117650 https://www.matichon.co.th/election66/news_4117650]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[14]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;อดิศร&amp;quot; ยัน &amp;quot;ไล่หนูตีงูเห่า&amp;quot; แค่ต้องการดึงคะแนนกลับ เลือกตั้งจบ ก็คือจบ.&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (8 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thairath.co.th/news/politic/2715779 https://www.thairath.co.th/news/politic/2715779]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[15]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เปิดรายละเอียด ‘เพื่อไทย’ แถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค รวม 314 เสียง.&amp;quot; Today (21 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://workpointtoday.com/formgov-pheuthai/ https://workpointtoday.com/formgov-pheuthai/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[16]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;มติรัฐสภา 482:165 โหวต เศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกฯ 100 วันหลังเลือกตั้ง.&amp;quot; BBC News ไทย (22 สิงหาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/cjjzl7119zqo https://www.bbc.com/thai/articles/cjjzl7119zqo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การหาเสียง]] [[Category:กิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16021</id>
		<title>แลนด์สไลด์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16021"/>
		<updated>2024-08-06T05:36:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; ในความหมายทางการเมือง หมายถึง ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง โดยที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างท่วมท้นชัดเจน เป็นคำอุปมาอุปมัยจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หมายถึงการเคลื่อนไหวของหินและดินจำนวนมากที่ถล่มลงไปตามทางลาด[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1936&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 1936 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการเลือกตั้งขาดอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าชัยชนะ[[การชนะแบบแผ่นดินถล่ม_(แลนด์สไลด์)|แลนด์สไลด์]] เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ อัลฟ์ แลนดอน (Alf Landon) ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 531 คน รูสเวลท์ได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 523 เสียง ส่วนแลนดอนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเพียง 8 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) รูสเวลท์ได้คะแนนเสียงกว่า 27.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.8 ส่วนแลนดอนได้คะแนน 16.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 36.5 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แลนด์สไลด์ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยที่รูสเวลท์ชนะในเกือบทุกมลรัฐ ยกเว้นเมน (Maine) และเวอร์มอนต์ (Vermont) ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของรูสเวลท์ คือนโยบาย New Deal ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาจากยุคเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression)[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1972&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George McGovern) วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามเวียดนาม ซึ่งนิกสันสนับสนุนการเปิดความสัมพันธ์กับจีนและผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต ส่วนแมคโกเวิร์นมีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างแข็งขัน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 537 คน นิกสันได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 520 เสียง ส่วนแมคโกเวิร์นได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 17 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) นิกสันได้คะแนนเสียงกว่า 47.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.7 ส่วนแมคโกเวิร์นได้คะแนนเสียง 29.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยที่นิกสันชนะได้ทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนแมคโกเวิร์นชนะได้เพียงรัฐเดียว คือ แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) และ ดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของนิกสันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและการผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1984 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) กับ วอลเตอร์ มอนเดล (Walter Mondale) อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) 538 คน เรแกนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 525 เสียง ส่วนมอนเดลได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 13 เสียง ในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) เรแกนได้คะแนนเสียงกว่า 54.4 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนมอนเดลได้คะแนนเสียง 37.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 40.6 โดยที่เรแกนชนะทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนมอนเดลชนะเพียงมลรัฐเดียว คือ มินเนโซตา (Minnesota) และดิสตริคท์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของเรแกนเป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ &#039;&#039;&#039;“เรแกนโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Reaganomics) ซึ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 1984 เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) โดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ของเธอ ในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บุตรชายของอินทิรา คือ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย (Indian National Congress: INC) แทนและนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสแห่งอินเดียชนะการเลือกตั้ง และได้จำนวนที่นั่งในโลกสภา (Lok Sabha) ซึ่งเป็นสภาล่าง (lower house) ของรัฐสภาอินเดีย เป็นจำนวนถึง 404 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 514 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยชนะในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินเดีย ก่อนที่ต่อมา ราจีฟ คานธี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ชัยชนะของพรรคคองเกรสแห่งอินเดียในการเลือกตั้งทั่วไป 1984 จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ การลอบสังหาร อินทิรา คานธี มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรคคองเกรส[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 1997&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1997 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น คือ จอห์น เมเจอร์ (John Major) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญ คือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค คือ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 659 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 418 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 145 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 165 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 165 ที่นั่ง พรรคแรงงานจึงครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาสามัญ และกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค และได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 1935 ต่อมา โทนี่ แบลร์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ สาเหตุสำคัญมาจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 18 ปี ประกอบกับความเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่สหราชอาณาจักร[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 2024&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมากว่า 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม คือ ริชี ซูแน็ค (Rishi Sunak) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญคือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งถึง 412 ที่นั่ง เกิดกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดเพียง 121 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่ง ยุติช่วงเวลาการอยู่ในอำนาจของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 14 ปีลง และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ชัยชนะครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยม[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2005&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2005 เป็นชัยชนะแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) นำโดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 296 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 59 ที่นั่ง และชนะเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งทั้งหมด 327 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ได้ที่นั่งเพียง 113 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 64 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยนี้ทำให้โคอิซูมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำของโคอิซูมิ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2012&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2012 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan) เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติฟุกุชิมะ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ได้เลือกให้ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 294 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ซึ่งได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งถึง 325 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นได้ที่นั่งลดลงเหลือเพียง 57 ที่นั่ง จากเดิม 230 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญจากปัญหาเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลพรรค DPJ และการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“อาเบะโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Abenomics) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ครั้งสำคัญของพรรคไทยรักไทย นำโดยหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.[[ทักษิณ_ชินวัตร|ทักษิณ_ชินวัตร]] (ยศในขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในอำนาจและเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและได้จำนวน ส.ส. ถึง 377 คน ซึ่งเป็นชัยชนะและเสียงข้างมากที่ใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นผลมาจากความนิยมในพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่[[พรรคประชาธิปัตย์|พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้จำนวน ส.ส. เพียง 96 คน รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ก็ได้จำนวน ส.ส. ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งภายหลังการ[[รัฐประหาร_19_กันยายน_2549|รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549]][[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่สามที่ก่อตั้งสืบต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส. ถึง 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 159 คน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ น.ส.[[ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร|ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร]] ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ความนิยมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีส่วนอย่างสำคัญต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้ชูสโลแกน &#039;&#039;&#039;“เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน ส.ส. 310 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้เดินยุทธศาสตร์ &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นได้ประกาศยุทธศาสตร์นี้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าได้จำนวน ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทยได้ประกาศ &#039;&#039;&#039;“นโยบายมุ่งชนะแบบแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; เพื่อไทย เพื่อคนไทยทุกคน และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนที่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยจะประกาศเป้าหมาย ส.ส. ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 310 เสียง และใช้สโลแกน &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ ทั่วแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 151 คน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. อันดับ 2 ที่ 141 คน[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;What is a landslide and what causes one?.&amp;quot; United States Geological Survey. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1936 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1936_Election https://www.270towin.com/1936_Election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Nixon reelected in landslide, Nov. 7, 1972.&amp;quot; Politico (11 July 2018). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516 https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1984 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1984_Election/ https://www.270towin.com/1984_Election/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Iqbal Narain, 1986. &amp;quot;India in 1985: Triumph of Democracy.&amp;quot; Asian Survey. 26 (2): 253–269.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;BBC Politics 97.&amp;quot; BBC (1 May 1997). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;UK election: What&#039;s happened and what comes next?.&amp;quot; BBC News (5 July 2024). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Koizumi wins Japan election by landslide.&amp;quot; NBC News (10 September 2005). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384 https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Japan Election Returns Power to Old Guard.&amp;quot; The New York Times (16 December 2012). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;6 กุมภาพันธ์ 2548 – พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สร้างประวัติศาสตร์กวาด ส.ส. 377 ที่นั่ง.&amp;quot; The Standard (6 กุมภาพันธ์ 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thestandard.co/onthisday06022548-2/ https://thestandard.co/onthisday06022548-2/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 อย่างเป็นทางการ.&amp;quot; ประชาไท (6 กรกฎาคม 2554). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2011/07/35883 https://prachatai.com/journal/2011/07/35883]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ย้อนรอย&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot;ฝันสลาย จากแลนด์สไลด์ กลายเป็น&amp;quot;แลนด์ไถล.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16020</id>
		<title>แลนด์สไลด์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16020"/>
		<updated>2024-08-06T05:35:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; ในความหมายทางการเมือง หมายถึง ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง โดยที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างท่วมท้นชัดเจน เป็นคำอุปมาอุปมัยจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หมายถึงการเคลื่อนไหวของหินและดินจำนวนมากที่ถล่มลงไปตามทางลาด[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1936&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 1936 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการเลือกตั้งขาดอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าชัยชนะ[[การชนะแบบแผ่นดินถล่ม_(แลนด์สไลด์)|แลนด์สไลด์]] เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ อัลฟ์ แลนดอน (Alf Landon) ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 531 คน รูสเวลท์ได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 523 เสียง ส่วนแลนดอนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเพียง 8 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) รูสเวลท์ได้คะแนนเสียงกว่า 27.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.8 ส่วนแลนดอนได้คะแนน 16.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 36.5 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แลนด์สไลด์ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยที่รูสเวลท์ชนะในเกือบทุกมลรัฐ ยกเว้นเมน (Maine) และเวอร์มอนต์ (Vermont) ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของรูสเวลท์ คือนโยบาย New Deal ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาจากยุคเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression)[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1972&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George McGovern) วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามเวียดนาม ซึ่งนิกสันสนับสนุนการเปิดความสัมพันธ์กับจีนและผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต ส่วนแมคโกเวิร์นมีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างแข็งขัน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 537 คน นิกสันได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 520 เสียง ส่วนแมคโกเวิร์นได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 17 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) นิกสันได้คะแนนเสียงกว่า 47.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.7 ส่วนแมคโกเวิร์นได้คะแนนเสียง 29.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยที่นิกสันชนะได้ทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนแมคโกเวิร์นชนะได้เพียงรัฐเดียว คือ แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) และ ดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของนิกสันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและการผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1984 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) กับ วอลเตอร์ มอนเดล (Walter Mondale) อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) 538 คน เรแกนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 525 เสียง ส่วนมอนเดลได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 13 เสียง ในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) เรแกนได้คะแนนเสียงกว่า 54.4 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนมอนเดลได้คะแนนเสียง 37.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 40.6 โดยที่เรแกนชนะทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนมอนเดลชนะเพียงมลรัฐเดียว คือ มินเนโซตา (Minnesota) และดิสตริคท์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของเรแกนเป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ &#039;&#039;&#039;“เรแกนโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Reaganomics) ซึ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 1984 เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) โดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ของเธอ ในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บุตรชายของอินทิรา คือ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย (Indian National Congress: INC) แทนและนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสแห่งอินเดียชนะการเลือกตั้ง และได้จำนวนที่นั่งในโลกสภา (Lok Sabha) ซึ่งเป็นสภาล่าง (lower house) ของรัฐสภาอินเดีย เป็นจำนวนถึง 404 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 514 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยชนะในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินเดีย ก่อนที่ต่อมา ราจีฟ คานธี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ชัยชนะของพรรคคองเกรสแห่งอินเดียในการเลือกตั้งทั่วไป 1984 จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ การลอบสังหาร อินทิรา คานธี มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรคคองเกรส[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 1997&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1997 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น คือ จอห์น เมเจอร์ (John Major) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญ คือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค คือ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 659 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 418 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 145 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 165 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 165 ที่นั่ง พรรคแรงงานจึงครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาสามัญ และกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค และได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 1935 ต่อมา โทนี่ แบลร์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ สาเหตุสำคัญมาจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 18 ปี ประกอบกับความเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่สหราชอาณาจักร[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 2024&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมากว่า 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม คือ ริชี ซูแน็ค (Rishi Sunak) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญคือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งถึง 412 ที่นั่ง เกิดกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดเพียง 121 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่ง ยุติช่วงเวลาการอยู่ในอำนาจของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 14 ปีลง และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ชัยชนะครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยม[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2005&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2005 เป็นชัยชนะแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) นำโดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 296 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 59 ที่นั่ง และชนะเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งทั้งหมด 327 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ได้ที่นั่งเพียง 113 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 64 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยนี้ทำให้โคอิซูมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำของโคอิซูมิ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2012&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2012 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan) เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติฟุกุชิมะ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ได้เลือกให้ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 294 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ซึ่งได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งถึง 325 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นได้ที่นั่งลดลงเหลือเพียง 57 ที่นั่ง จากเดิม 230 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญจากปัญหาเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลพรรค DPJ และการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“อาเบะโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Abenomics) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ครั้งสำคัญของพรรคไทยรักไทย นำโดยหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.[[ทักษิณ_ชินวัตร|ทักษิณ_ชินวัตร]] (ยศในขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในอำนาจและเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและได้จำนวน ส.ส. ถึง 377 คน ซึ่งเป็นชัยชนะและเสียงข้างมากที่ใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นผลมาจากความนิยมในพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่[[พรรคประชาธิปัตย์|พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้จำนวน ส.ส. เพียง 96 คน รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ก็ได้จำนวน ส.ส. ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งภายหลังการ[[รัฐประหาร_19_กันยายน_2549|รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549]][[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่สามที่ก่อตั้งสืบต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส. ถึง 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 159 คน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ น.ส.[[ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร|ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร]] ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ความนิยมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีส่วนอย่างสำคัญต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้ชูสโลแกน &#039;&#039;&#039;“เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน ส.ส. 310 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้เดินยุทธศาสตร์ &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นได้ประกาศยุทธศาสตร์นี้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าได้จำนวน ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทยได้ประกาศ &#039;&#039;&#039;“นโยบายมุ่งชนะแบบแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; เพื่อไทย เพื่อคนไทยทุกคน และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนที่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยจะประกาศเป้าหมาย ส.ส. ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 310 เสียง และใช้สโลแกน &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ ทั่วแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 151 คน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. อันดับ 2 ที่ 141 คน[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;What is a landslide and what causes one?.&amp;quot; United States Geological Survey. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1936 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1936_Election https://www.270towin.com/1936_Election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Nixon reelected in landslide, Nov. 7, 1972.&amp;quot; Politico (11 July 2018). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516 https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1984 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1984_Election/ https://www.270towin.com/1984_Election/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Iqbal Narain, 1986. &amp;quot;India in 1985: Triumph of Democracy.&amp;quot; Asian Survey. 26 (2): 253–269.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;BBC Politics 97.&amp;quot; BBC (1 May 1997). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;UK election: What&#039;s happened and what comes next?.&amp;quot; BBC News (5 July 2024). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Koizumi wins Japan election by landslide.&amp;quot; NBC News (10 September 2005). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384 https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Japan Election Returns Power to Old Guard.&amp;quot; The New York Times (16 December 2012). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;6 กุมภาพันธ์ 2548 – พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สร้างประวัติศาสตร์กวาด ส.ส. 377 ที่นั่ง.&amp;quot; The Standard (6 กุมภาพันธ์ 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thestandard.co/onthisday06022548-2/ https://thestandard.co/onthisday06022548-2/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 อย่างเป็นทางการ.&amp;quot; ประชาไท (6 กรกฎาคม 2554). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2011/07/35883 https://prachatai.com/journal/2011/07/35883]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ย้อนรอย&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot;ฝันสลาย จากแลนด์สไลด์ กลายเป็น&amp;quot;แลนด์ไถล.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16019</id>
		<title>แลนด์สไลด์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16019"/>
		<updated>2024-08-06T05:30:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; ในความหมายทางการเมือง หมายถึง ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง โดยที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างท่วมท้นชัดเจน เป็นคำอุปมาอุปมัยจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หมายถึงการเคลื่อนไหวของหินและดินจำนวนมากที่ถล่มลงไปตามทางลาด[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1936&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 1936 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการเลือกตั้งขาดอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าชัยชนะ[[การชนะแบบแผ่นดินถล่ม_(แลนด์สไลด์)|แลนด์สไลด์]] เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ อัลฟ์ แลนดอน (Alf Landon) ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 531 คน รูสเวลท์ได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 523 เสียง ส่วนแลนดอนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเพียง 8 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) รูสเวลท์ได้คะแนนเสียงกว่า 27.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.8 ส่วนแลนดอนได้คะแนน 16.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 36.5 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แลนด์สไลด์ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยที่รูสเวลท์ชนะในเกือบทุกมลรัฐ ยกเว้นเมน (Maine) และเวอร์มอนต์ (Vermont) ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของรูสเวลท์ คือนโยบาย New Deal ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาจากยุคเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression)[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1972&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George McGovern) วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามเวียดนาม ซึ่งนิกสันสนับสนุนการเปิดความสัมพันธ์กับจีนและผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต ส่วนแมคโกเวิร์นมีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างแข็งขัน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 537 คน นิกสันได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 520 เสียง ส่วนแมคโกเวิร์นได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 17 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) นิกสันได้คะแนนเสียงกว่า 47.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.7 ส่วนแมคโกเวิร์นได้คะแนนเสียง 29.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยที่นิกสันชนะได้ทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนแมคโกเวิร์นชนะได้เพียงรัฐเดียว คือ แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) และ ดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของนิกสันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและการผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1984 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) กับ วอลเตอร์ มอนเดล (Walter Mondale) อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) 538 คน เรแกนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 525 เสียง ส่วนมอนเดลได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 13 เสียง ในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) เรแกนได้คะแนนเสียงกว่า 54.4 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนมอนเดลได้คะแนนเสียง 37.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 40.6 โดยที่เรแกนชนะทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนมอนเดลชนะเพียงมลรัฐเดียว คือ มินเนโซตา (Minnesota) และดิสตริคท์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของเรแกนเป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ &#039;&#039;&#039;“เรแกนโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Reaganomics) ซึ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย 1984&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 1984 เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) โดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ของเธอ ในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บุตรชายของอินทิรา คือ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย (Indian National Congress: INC) แทนและนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสแห่งอินเดียชนะการเลือกตั้ง และได้จำนวนที่นั่งในโลกสภา (Lok Sabha) ซึ่งเป็นสภาล่าง (lower house) ของรัฐสภาอินเดีย เป็นจำนวนถึง 404 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 514 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยชนะในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินเดีย ก่อนที่ต่อมา ราจีฟ คานธี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ชัยชนะของพรรคคองเกรสแห่งอินเดียในการเลือกตั้งทั่วไป 1984 จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ การลอบสังหาร อินทิรา คานธี มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรคคองเกรส[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 1997&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1997 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น คือ จอห์น เมเจอร์ (John Major) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญ คือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค คือ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 659 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 418 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 145 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 165 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 165 ที่นั่ง พรรคแรงงานจึงครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาสามัญ และกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค และได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 1935 ต่อมา โทนี่ แบลร์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ สาเหตุสำคัญมาจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 18 ปี ประกอบกับความเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่สหราชอาณาจักร[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 2024&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมากว่า 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม คือ ริชี ซูแน็ค (Rishi Sunak) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญคือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งถึง 412 ที่นั่ง เกิดกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดเพียง 121 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่ง ยุติช่วงเวลาการอยู่ในอำนาจของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 14 ปีลง และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ชัยชนะครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยม[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2005&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2005 เป็นชัยชนะแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) นำโดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 296 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 59 ที่นั่ง และชนะเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งทั้งหมด 327 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ได้ที่นั่งเพียง 113 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 64 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยนี้ทำให้โคอิซูมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำของโคอิซูมิ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2012&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2012 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan) เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติฟุกุชิมะ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ได้เลือกให้ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 294 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ซึ่งได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งถึง 325 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นได้ที่นั่งลดลงเหลือเพียง 57 ที่นั่ง จากเดิม 230 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญจากปัญหาเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลพรรค DPJ และการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“อาเบะโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Abenomics) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ครั้งสำคัญของพรรคไทยรักไทย นำโดยหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.[[ทักษิณ_ชินวัตร|ทักษิณ_ชินวัตร]] (ยศในขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในอำนาจและเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและได้จำนวน ส.ส. ถึง 377 คน ซึ่งเป็นชัยชนะและเสียงข้างมากที่ใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นผลมาจากความนิยมในพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่[[พรรคประชาธิปัตย์|พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้จำนวน ส.ส. เพียง 96 คน รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ก็ได้จำนวน ส.ส. ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งภายหลังการ[[รัฐประหาร_19_กันยายน_2549|รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549]][[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่สามที่ก่อตั้งสืบต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส. ถึง 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 159 คน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ น.ส.[[ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร|ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร]] ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ความนิยมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีส่วนอย่างสำคัญต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้ชูสโลแกน &#039;&#039;&#039;“เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน ส.ส. 310 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้เดินยุทธศาสตร์ &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นได้ประกาศยุทธศาสตร์นี้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าได้จำนวน ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทยได้ประกาศ &#039;&#039;&#039;“นโยบายมุ่งชนะแบบแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; เพื่อไทย เพื่อคนไทยทุกคน และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนที่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยจะประกาศเป้าหมาย ส.ส. ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 310 เสียง และใช้สโลแกน &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ ทั่วแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 151 คน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. อันดับ 2 ที่ 141 คน[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;What is a landslide and what causes one?.&amp;quot; United States Geological Survey. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1936 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1936_Election https://www.270towin.com/1936_Election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Nixon reelected in landslide, Nov. 7, 1972.&amp;quot; Politico (11 July 2018). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516 https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1984 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1984_Election/ https://www.270towin.com/1984_Election/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Iqbal Narain, 1986. &amp;quot;India in 1985: Triumph of Democracy.&amp;quot; Asian Survey. 26 (2): 253–269.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;BBC Politics 97.&amp;quot; BBC (1 May 1997). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;UK election: What&#039;s happened and what comes next?.&amp;quot; BBC News (5 July 2024). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Koizumi wins Japan election by landslide.&amp;quot; NBC News (10 September 2005). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384 https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Japan Election Returns Power to Old Guard.&amp;quot; The New York Times (16 December 2012). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;6 กุมภาพันธ์ 2548 – พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สร้างประวัติศาสตร์กวาด ส.ส. 377 ที่นั่ง.&amp;quot; The Standard (6 กุมภาพันธ์ 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thestandard.co/onthisday06022548-2/ https://thestandard.co/onthisday06022548-2/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 อย่างเป็นทางการ.&amp;quot; ประชาไท (6 กรกฎาคม 2554). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2011/07/35883 https://prachatai.com/journal/2011/07/35883]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ย้อนรอย&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot;ฝันสลาย จากแลนด์สไลด์ กลายเป็น&amp;quot;แลนด์ไถล.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:ว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]] [[Category:การเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16018</id>
		<title>แลนด์สไลด์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;diff=16018"/>
		<updated>2024-08-06T03:58:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; ในความหมายทางการเมือง หมายถึง ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง โดยที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างท่วมท้นชัดเจน เป็นคำอุปมาอุปมัยจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หมายถึงการเคลื่อนไหวของหินและดินจำนวนมากที่ถล่มลงไปตามทางลาด[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1936&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 3 พฤศจิกายน 1936 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการเลือกตั้งขาดอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าชัยชนะ[[การชนะแบบแผ่นดินถล่ม_(แลนด์สไลด์)|แลนด์สไลด์]] เป็นการแข่งขันกันระหว่าง แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ อัลฟ์ แลนดอน (Alf Landon) ผู้ว่าการรัฐแคนซัส ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 531 คน รูสเวลท์ได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 523 เสียง ส่วนแลนดอนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเพียง 8 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) รูสเวลท์ได้คะแนนเสียงกว่า 27.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.8 ส่วนแลนดอนได้คะแนน 16.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 36.5 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แลนด์สไลด์ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยที่รูสเวลท์ชนะในเกือบทุกมลรัฐ ยกเว้นเมน (Maine) และเวอร์มอนต์ (Vermont) ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของรูสเวลท์ คือนโยบาย New Deal ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาจากยุคเศรษฐกิจถดถอย (The Great Depression)[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1972&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กับ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George McGovern) วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามเวียดนาม ซึ่งนิกสันสนับสนุนการเปิดความสัมพันธ์กับจีนและผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต ส่วนแมคโกเวิร์นมีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างแข็งขัน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ทั้งหมด 537 คน นิกสันได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 520 เสียง ส่วนแมคโกเวิร์นได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 17 เสียง ส่วนในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) นิกสันได้คะแนนเสียงกว่า 47.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 60.7 ส่วนแมคโกเวิร์นได้คะแนนเสียง 29.1 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยที่นิกสันชนะได้ทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนแมคโกเวิร์นชนะได้เพียงรัฐเดียว คือ แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) และ ดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของนิกสันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและการผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียต[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 1984&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1984 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีในขณะนั้นและเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (Republican Party) กับ วอลเตอร์ มอนเดล (Walter Mondale) อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) 538 คน เรแกนได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 525 เสียง ส่วนมอนเดลได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 13 เสียง ในด้านคะแนนเสียงมหาชน (popular vote) เรแกนได้คะแนนเสียงกว่า 54.4 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนมอนเดลได้คะแนนเสียง 37.7 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 40.6 โดยที่เรแกนชนะทั้งหมด 49 จาก 50 มลรัฐ ส่วนมอนเดลชนะเพียงมลรัฐเดียว คือ มินเนโซตา (Minnesota) และดิสตริคท์ ออฟ โคลัมเบีย (District of Columbia) ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของเรแกนเป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ &#039;&#039;&#039;“เรแกนโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Reaganomics) ซึ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกาที่ถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย 1984&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 1984 เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของอินเดีย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) โดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ของเธอ ในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บุตรชายของอินทิรา คือ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย (Indian National Congress: INC) แทนและนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสแห่งอินเดียชนะการเลือกตั้ง และได้จำนวนที่นั่งในโลกสภา (Lok Sabha) ซึ่งเป็นสภาล่าง (lower house) ของรัฐสภาอินเดีย เป็นจำนวนถึง 404 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 514 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยชนะในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินเดีย ก่อนที่ต่อมา ราจีฟ คานธี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ชัยชนะของพรรคคองเกรสแห่งอินเดียในการเลือกตั้งทั่วไป 1984 จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ การลอบสังหาร อินทิรา คานธี มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรคคองเกรส[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 1997&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1997 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น คือ จอห์น เมเจอร์ (John Major) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญ คือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค คือ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 659 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 418 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 145 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมด 165 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ถึง 165 ที่นั่ง พรรคแรงงานจึงครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาสามัญ และกลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค และได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 1935 ต่อมา โทนี่ แบลร์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ สาเหตุสำคัญมาจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 18 ปี ประกอบกับความเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่สหราชอาณาจักร[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร 2024&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปสหราชอาณาจักร ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) อยู่ในอำนาจมากว่า 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2010 นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม คือ ริชี ซูแน็ค (Rishi Sunak) ลงแข่งขันกับพรรคคู่แข่งสำคัญคือ พรรคแรงงาน (Labour Party) นำโดยหัวหน้าพรรค เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) พรรคแรงงานได้จำนวนที่นั่งถึง 412 ที่นั่ง เกิดกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดเพียง 121 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่ง ยุติช่วงเวลาการอยู่ในอำนาจของพรรคอนุรักษ์นิยมกว่า 14 ปีลง และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ชัยชนะครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยม[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2005&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2005 เป็นชัยชนะแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) นำโดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 296 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 59 ที่นั่ง และชนะเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งทั้งหมด 327 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ได้ที่นั่งเพียง 113 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ 64 ที่นั่ง ชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยนี้ทำให้โคอิซูมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำของโคอิซูมิ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น 2012&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งทั่วไปญี่ปุ่น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2012 เกิดขึ้นในบริบทที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan) เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติฟุกุชิมะ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ได้เลือกให้ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้งหมด 480 คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้จำนวนที่นั่งถึง 294 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตร คือ พรรคนิวโคเมโตะ (New Komeito Party) ซึ่งได้ที่นั่งทั้งหมด 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งถึง 325 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นได้ที่นั่งลดลงเหลือเพียง 57 ที่นั่ง จากเดิม 230 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนสำคัญจากปัญหาเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลพรรค DPJ และการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“อาเบะโนมิกส์”&#039;&#039;&#039; (Abenomics) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งในประเทศไทย&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ครั้งสำคัญของพรรคไทยรักไทย นำโดยหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.[[ทักษิณ_ชินวัตร]] (ยศในขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในอำนาจและเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและได้จำนวน ส.ส. ถึง 377 คน ซึ่งเป็นชัยชนะและเสียงข้างมากที่ใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นผลมาจากความนิยมในพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่[[พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้จำนวน ส.ส. เพียง 96 คน รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ก็ได้จำนวน ส.ส. ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งภายหลังการ[[รัฐประหาร_19_กันยายน_2549|รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549]][[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่สามที่ก่อตั้งสืบต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส. ถึง 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 159 คน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ น.ส.[[ยิ่งลักษณ์_ชินวัตร]] ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ความนิยมในพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีส่วนอย่างสำคัญต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยได้ชูสโลแกน &#039;&#039;&#039;“เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน ส.ส. 310 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้เดินยุทธศาสตร์ &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นได้ประกาศยุทธศาสตร์นี้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าได้จำนวน ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทยได้ประกาศ &#039;&#039;&#039;“นโยบายมุ่งชนะแบบแลนด์สไลด์”&#039;&#039;&#039; เพื่อไทย เพื่อคนไทยทุกคน และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนที่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทยจะประกาศเป้าหมาย ส.ส. ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 310 เสียง และใช้สโลแกน &#039;&#039;&#039;“แลนด์สไลด์ ทั่วแผ่นดิน”&#039;&#039;&#039; อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดยได้จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 151 คน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. อันดับ 2 ที่ 141 คน[[#_ftn12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;What is a landslide and what causes one?.&amp;quot; United States Geological Survey. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one https://www.usgs.gov/faqs/what-a-landslide-and-what-causes-one]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1936 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1936_Election https://www.270towin.com/1936_Election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Nixon reelected in landslide, Nov. 7, 1972.&amp;quot; Politico (11 July 2018). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516 https://www.politico.com/story/2018/11/07/this-day-in-politics-november-7-963516]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;1984 Presidential Election.&amp;quot; 270toWin. เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.270towin.com/1984_Election/ https://www.270towin.com/1984_Election/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Iqbal Narain, 1986. &amp;quot;India in 1985: Triumph of Democracy.&amp;quot; Asian Survey. 26 (2): 253–269.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;BBC Politics 97.&amp;quot; BBC (1 May 1997). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml https://www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge97.shtml]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;UK election: What&#039;s happened and what comes next?.&amp;quot; BBC News (5 July 2024). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo https://www.bbc.com/news/articles/c2v0e074jejo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Koizumi wins Japan election by landslide.&amp;quot; NBC News (10 September 2005). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384 https://www.nbcnews.com/id/wbna9278384]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;Japan Election Returns Power to Old Guard.&amp;quot; The New York Times (16 December 2012). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html https://www.nytimes.com/2012/12/17/world/asia/conservative-liberal-democratic-party-nearing-a-return-to-power-in-japan.html]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;6 กุมภาพันธ์ 2548 – พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สร้างประวัติศาสตร์กวาด ส.ส. 377 ที่นั่ง.&amp;quot; The Standard (6 กุมภาพันธ์ 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thestandard.co/onthisday06022548-2/ https://thestandard.co/onthisday06022548-2/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 อย่างเป็นทางการ.&amp;quot; ประชาไท (6 กรกฎาคม 2554). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://prachatai.com/journal/2011/07/35883 https://prachatai.com/journal/2011/07/35883]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[12]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ย้อนรอย&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot;ฝันสลาย จากแลนด์สไลด์ กลายเป็น&amp;quot;แลนด์ไถล.&amp;quot; ฐานเศรษฐกิจ (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387 https://www.thansettakij.com/thailand-elections/election-monitor/565387]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=16017</id>
		<title>ด้อมการเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=16017"/>
		<updated>2024-08-06T03:26:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;: &#039;&#039;&#039;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ด้อมการเมือง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(political fandom)&#039;&#039;&#039; กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความคลั่งไคล้และการสนับสนุนอย่างแรงกล้าและเข้มข้นที่มีต่อนักการเมือง พรรคการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง ในลักษณะเช่นเดียวกับความคลั่งไคล้ในบุคคลที่มีชื่อเสียง (celebrity) ในวงการบันเทิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความหมายและลักษณะของ “ด้อมการเมือง” (political fandom)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้อมการเมือง (political fandom) หมายถึง การมีอารมณ์ร่วมและการสนับสนุนนักการเมือง พรรคการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแข็งขัน[[#_ftn1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ซึ่งด้อมการเมืองนั้นก็จะมีลักษณะคล้ายกับแฟนด้อมของวัฒนธรรมป๊อป (pop culture) เช่น แฟนด้อมศิลปิน แฟนด้อมทีมกีฬา โดยที่แต่ละแฟนด้อมก็จะมีพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยในหมู่แฟนด้อมเอง เรียกว่า ชุมชน (community) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนโลกออนไลน์ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ การสร้างแฮชแท็ก หรือออฟไลน์ เช่น การจัดกิจกรรมพบปะ ซึ่งเกิดขึ้นโดยความตั้งใจและความสมัครใจของแฟนคลับเอง ปรากฏการณ์แฟนด้อมการเมืองไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงของปรากฏการณ์การเมืองแบบเซเลบริตี้ (celebrity politics) ที่มุ่งเน้นการทำการเมืองผ่านมุมมองแบบวงการบันเทิง เน้นการสื่อสารและใช้เทคนิคทางการตลาด เช่น การชักชวนดารานักแสดงช่วยรณรงค์ การขายภาพลักษณ์ของนักการเมือง การออกรายการเพื่อพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเมือง ซึ่งการเมืองแบบนี้ก็เกิดจากสองปัจจัยสำคัญ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้นักการเมืองสามารถสื่อสารกับประชาชนได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องผ่านสื่อมวลชนรายใหญ่ และความรู้สีกเบื่อหน่ายทางการเมือง (anti-political sentiment) ที่ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดให้คนกลับมาสนใจมากยิ่งขึ้น[[#_ftn2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ทั้งนี้ คำว่าแฟนด้อม (fandom) มาจากคำสองคำ คือ คำว่า fanclub และ kingdom[[#_ftn3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างด้อมการเมืองในต่างประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองในปัจจุบันสามารถสืบย้อนกลับไปได้ในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดในโลกตะวันตก คือ ในสหราชอาณาจักร เอ็ดเวิร์ด มิลิแบนด์ (Edward Miliband) อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักรในปี 2015 ซึ่งมีแฟนด้อมที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Milifandom”&#039;&#039;&#039; ซึ่งกลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมในการเลือกตั้งสหราชอาณาจักรในปีนั้น ซึ่งเริ่มต้นจากการริเริ่มโดยเด็กสาวชาวอังกฤษวัยเพียง 17 ปี ที่ต้องการสนับสนุนเขา จึงสร้าง Milifandom โดยมีวัยรุ่นจำนวนมากร่วมสร้างเนื้อหา มีม ภาพตัดต่อ วิดีโอต่าง ๆ จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทั้งโลกออนไลน์ การเกิดขึ้นของ Milifandom ได้ทำให้เกิดแฟนด้อมการเมืองอื่น ๆ ตามมา เช่น แฟนด้อมของ เจเรมี คอร์บิน (Jeremy Corbyn) อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานที่มีแฟนด้อมของตัวเองที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Corbynmania”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีการสร้างแฮชแท็กเฉพาะกลุ่มแฟนคลับพูดถึงการปราศรัย ผลิตสินค้า ภาพวาด การ์ตูน และเพลงเชียร์ หรือแฟนด้อมของ เจคอบ รีส์-ม็อกก์ (Jacob Rees-Mogg) นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมที่เรียกว่า Moggmentum ซึ่งผลักดันสนับสนุนให้ม็อกก์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ในปี 2017 บรรดาแฟนคลับได้ช่วยกันสร้างมีมและระดมเงินสนับสนุนได้กว่า 7,000 ปอนด์ และลงรายชื่อสนับสนุนได้ถึง 13,000 คน ในระยะเวลาเพียง 2 วัน ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองก็เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เช่นกัน มุนแจอิน (Moon Jae-in) อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก็มีแฟนด้อมที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“Moonoppa”&#039;&#039;&#039; สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีและแก้ไขประเด็นที่สื่อโจมตีอยู่เสมอ รวมทั้งผลิตสินค้า คอนเทนต์ มีมต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนในหมู่แฟนด้อมกันเองและสื่อสารไปยังภายนอกให้ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน[[#_ftn4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 24 มีนาคม 2562 สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ได้กลายเป็น &#039;&#039;&#039;“ตัวเปลี่ยนเกม”&#039;&#039;&#039; (game changer) ที่สำคัญในการเมืองไทยจนสามารถมีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งได้[[#_ftn5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้นเอง การเกิดขึ้นของ[[พรรคอนาคตใหม่|พรรคอนาคตใหม่]]ก็ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะมุ่งเน้นไปที่การหาเสียงบนโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์ที่กลายเป็นหมุดหมายของการเกิดขึ้นของด้อมการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ คือ ปรากฏการณ์ #ฟ้ารักพ่อ อันเกิดจากการที่แกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,&amp;amp;nbsp;นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นางสาวพรรณิการ์ วานิช และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เดินทางมาร่วมงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 73 ซึ่งมีเสียงตะโกนจากผู้สนับสนุนว่า &#039;&#039;&#039;“แด๊ดดี้ที่แปลว่าพ่อ ฟ้ารักพ่อค่ะ ฟ้ารักพ่อ ฟ้ารักพ่อที่สุด”&#039;&#039;&#039; จนเมื่อคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ก็กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นกระแส #ฟ้ารักพ่อ เกิดขึ้น[[#_ftn6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ก็มีด้อมการเมืองที่สำคัญ คือ แฟนด้อมของ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร หรือ &#039;&#039;&#039;“ส.ส. อิ่ม”&#039;&#039;&#039; และนางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส. จังหวัดสกลนคร หรือ &#039;&#039;&#039;“ส.ส. น้ำ”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแฟนด้อมทั้งหลายเรียกว่า &#039;&#039;&#039;“คูมธีคูมจิ”&#039;&#039;&#039; เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 เมื่อทั้งคู่ได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อออนไลน์ถึงความสนิทสนมกันจากการทำงานร่วมกันในหลายคณะกรรมการของพรรค จนทำให้เจอกันทุกวันและสนิทกัน[[#_ftn7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] จนต่อมากลายเป็นแฟนด้อมของพรรคเพื่อไทยที่เรียกว่า #พี่อิ่มน้องน้ำ แฟนคลับได้ตัดต่อคลิปของทั้งคู่ลง Tiktok และมีการแพร่หลายมากจนมี Instagram ของแฟนคลับลงรูปช่วงเวลาความน่ารักของทั้งคู่ มีกลุ่ม Line Openchat ที่มีสมาชิกกว่า 500 คน และกลุ่ม Facebook ซึ่งมีสมาชิกกว่า 3,000 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 18-24 ปี รวมทั้งมีกิจกรรมแจกรูป แก้ว กระเป๋า หรือเสื้อที่มีรูป ส.ส. อิ่ม และ ส.ส. น้ำ รวมตัวไปต้อนรับเวลาลงพื้นที่ และขยายไปยัง ส.ส. คนอื่นในพรรคเพื่อไทยจนทำให้มีผู้ติดตาม Instagram มากยิ่งขึ้นอีกด้วย[[#_ftn8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พฤษภาคม 2566 เป็นการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ ไม่เพียงแต่การโพสต์หรือสร้างแฮชแท็กเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่สร้างกระแสความนิยมให้กับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ &#039;&#039;&#039;“หัวคะแนนธรรมชาติ”&#039;&#039;&#039; ขึ้นมา ซึ่งแฟนคลับของพรรคการเมืองและนักการเมืองก็สร้างคอนเทนต์เพื่อสนับสนุน และมีการผลิตซ้ำไปมาจากผู้ใช้และประชาชนจนกลายเป็นไวรัล กลายเป็นกระแสในวงกว้างขึ้นมา[[#_ftn9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] ปรากฏการณ์ด้อมการเมืองที่สำคัญที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ &#039;&#039;&#039;“ด้อมส้ม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งเป็นแฟนคลับของพรรคก้าวไกล โดยใช้สีส้มซึ่งเป็นสีของพรรคก้าวไกลเป็นสัญลักษณ์ ประกาศตัวเป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” โดยการทำแคมเปญต่าง ๆ ลงสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้เลข 31 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคก้าวไกลแบบบัญชีรายชื่อและใช้สีส้มในการสร้างคอนเทนต์ โดยยึดโยงกับกระแสที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันให้เห็นเนื้อหาและเรื่องเดียวกัน คือ รูปส้มและสีส้ม[[#_ftn10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] “ด้อมส้ม” เริ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และมีการวิเคราะห์จากแกนนำคนนำสำคัญของพรรคว่า ด้อมส้มเกิดจาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1) การเปิดรับบริจาคแบบไมโครโดเนชัน (micro donation) ของพรรคก้าวไกล ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) การทำให้ผู้สนับสนุนกลายเป็น &#039;&#039;&#039;“แอคทีฟ โหวตเตอร์”&#039;&#039;&#039; (active voter) ที่ช่วยกระจายนโยบายของพรรค ที่เรียกว่า “หัวคะแนนธรรมชาติ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) ยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคที่พยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น ระบบติดตาม GPS ของคาราวานก้าวไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4) รูปแบบการหาเสียงที่น่าสนใจ เช่น การสแกนคิวอาร์โค้ดอ่านหนังสือพิมพ์ &#039;&#039;&#039;“ก้าวไกลพอร์ตเตอร์”&#039;&#039;&#039; และการรับชมวิดีโอการปราศรัยและเนื้อหาอื่น ๆ ได้แบบ AR (augmented reality)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5) ผู้สมัคร ส.ส. ที่เป็น &#039;&#039;&#039;“อินฟลูเอนเซอร์”&#039;&#039;&#039; ของพรรค ผ่านการเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดเป็นฐานแฟนคลับย่อย (sub-dom)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้อมส้มเป็นปรากฏการณ์สำคัญภายหลังพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง และมีข่าวว่ามีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคชาติพัฒนากล้า จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านในหมู่แฟนด้อมอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นแฮชแท็ก #มีกรณ์ไม่มีกู และพรรคก้าวไกลต้องยุติการเจรจากับพรรคชาติพัฒนากล้าในเวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง[[#_ftn11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“ด้อมการเมือง”&#039;&#039;&#039; จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ในการเมืองไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 ครั้งที่ผ่านมาในปี 2562 และ 2566 ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงมาจากปรากฏการณ์การเมืองแบบเซเลบริตี้ (celebrity politics) ซึ่งส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อช่วงชิงความนิยมของตนเอง ปรากฏการณ์นี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปและและจะมีการพัฒนาเทคนิคให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[1]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] Cornel Sandvoss, 2005. Fans: The Mirror of Consumption. Malden, Massachusetts. Polity Press, p. 3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[2]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[3]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;โดนตกจนเป็นติ่ง!: สำรวจความรักและวัฒนธรรม ‘แฟนด้อม’ นักการเมืองไทย.&amp;quot; The101.World (2 พฤศจิกายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.the101.world/political-fandom/ https://www.the101.world/political-fandom/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[4]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[5]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘และนี่คือเสียงของชาวเน็ต’&amp;amp;nbsp;: เมื่อโซเชียลมีเดียคือ game changer การเมืองไทย?.&amp;quot; The101.World (2 ตุลาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.the101.world/social-media-game-changer https://www.the101.world/social-media-game-changer]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[6]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘Political Fandom’ ปรากฏการณ์แฟนด้อมและความมีส่วนร่วมในการเมืองสมัยใหม่.&amp;quot;The Matter (5 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://thematter.co/social/political-fandom/202560 https://thematter.co/social/political-fandom/202560]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[7]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;ส่องประวัติ &amp;quot;คูมธีคูมจิ&amp;quot; คู่จิ้นนักการเมืองที่กำลังมาแรงในด้อมคนรุ่นใหม่.&amp;quot; PPTV Online (4 พฤศจิกายน 2564). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/159858 https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/159858]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[8]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;#พี่อิ่มน้องน้ำ คู่จิ้นการเมือง! ในวันที่ Shipper กลายเป็น Voter.&amp;quot; Sanook (5 พฤศจิกายน 2564). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.sanook.com/news/8469450/ https://www.sanook.com/news/8469450/]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[9]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;‘การเมือง’ หลังเลือกตั้ง 66 การเปลี่ยนแปลงกับ ‘พลังสื่อโซเชียล’.&amp;quot; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (7 มิถุนายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://tu.ac.th/thammasat-070666-politics-after-the-election https://tu.ac.th/thammasat-070666-politics-after-the-election]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[10]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;เลือกตั้ง2566&amp;amp;nbsp;: “ด้อมส้ม” ระดมแคมเปญ “31” สะเทือนโลกออนไลน์ ดัน “ก้าวไกล” เข้าสภาฯ.&amp;quot; ThaiPBS (16 พฤษภาคม 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.thaipbs.or.th/news/content/327872 https://www.thaipbs.or.th/news/content/327872]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|&amp;lt;sup&amp;gt;&amp;lt;sup&amp;gt;[11]&amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;lt;/sup&amp;gt;]] &amp;quot;บทเรียนจาก #มีกรณ์ไม่มีกู พรรคก้าวไกลควรบริหาร &amp;quot;ด้อมส้ม&amp;quot; อย่างไร เมื่อแฟนด้อมกลายเป็นดาบสองคม.&amp;quot; BBC News ไทย (2 มิถุนายน 2566). เข้าถึงจาก &amp;lt;[https://www.bbc.com/thai/articles/c848w4elj4lo https://www.bbc.com/thai/articles/c848w4elj4lo]&amp;gt;. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A_2_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2&amp;diff=16016</id>
		<title>ม็อบ 2 ธันวา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A_2_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2&amp;diff=16016"/>
		<updated>2024-07-25T07:57:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศุทธิกานต์ มีจั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;“ม็อบ 2 ธันวา”&#039;&#039;&#039; คือ การจัดชุมนุมที่นำโดยคณะราษฎร ซึ่งใช้ชื่อหัวข้อการชุมนุมว่า &#039;&#039;&#039;“ไล่จันทร์โอชาออกไป”&#039;&#039;&#039; โดยเป็นการนัดชุมนุมกัน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี&amp;amp;nbsp;พล.อ.[[ประยุทธ์_จันทร์โอชา|ประยุทธ์_จันทร์โอชา]] นายกรัฐมนตรี อาศัยอยู่ในบ้านพักทหารทั้งที่เกษียณอายุราชการและพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2557 แล้ว ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 (3) ฐานรับเงินหรือประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกไปจากที่หน่วยเหล่านี้ปฎิบัติต่อบุคคลอื่นในธุรกิจการงานปกติหรือไม่ ซึ่งหากมีความผิดจริงจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีจะมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการทันที รวมทั้งส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกเว้นวรรคทางการเมือง เป็นเวลา 2 ปี โดยจุดเริ่มต้นของคดีนี้เป็นผลจากการอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ซึ่งภายหลังการอภิปรายพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้ยื่นเรื่องไปยัง[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร|ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]เพื่อส่งคำร้องไปยัง[[ศาลรัฐธรรมนูญ|ศาลรัฐธรรมนูญ]][[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จุดเริ่มต้นของการนัดชุมนุม ได้มีการประกาศเชิญชวนให้ประชาชนที่เป็นแนวร่วมคณะราษฎรจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมฟังการวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นจึงได้เปลี่ยนไปยังการจัดเวทีชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 16.00 น.[[#_ftn2|[2]]] โดยมีศูนย์กลางในการชุมนุม&amp;amp;nbsp;มีการจัดทำเวทีขนาดใหญ่ ยาว 12 เมตร รวมทั้งยังมีการจัดทำเป็นรูปบัลลังค์การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลุ่มคนที่ร่วมชุมนุมในครั้งนี้มีทั้งมวลชนกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มคนทำงาน กลุ่มนักศึกษา และกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้การชุมนุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการชุมนุมที่ใช้เวลายาวนานกว่าการชุมนุมที่ผ่านมาแล้ว ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มการ์ด โดยเฉพาะการถอนตัวของกลุ่ม[[วีโว่|วีโว่]] (We Volunteer หรือ WeVo) ที่นำโดย&amp;amp;nbsp;นายปิยรัฐ จงเทพ หลังจากเกิดการปะทะในกลุ่มการ์ดระหว่างการชุมนุม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563&amp;amp;nbsp;ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์[[#_ftn3|[3]]]&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้านประเด็นการปราศรัยของการชุมนุมในครั้งนี้ นอกจากจะปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลแล้ว&amp;amp;nbsp;ยังมีการตั้งคำถามต่อการใช้ดุลยพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีคุณสมบัติการเข้าพักอาศัยในบ้านพักกองทัพบกตามระเบียบว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักกองทัพบก พ.ศ. 2548 โดยระบุว่า เพราะเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก อีกทั้งยังทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ ทำงานเพื่อส่วนรวม อยู่ในตำแหน่งสำคัญ คือนายกรัฐมนตรี ที่ตัวเองและครอบครัวจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย การยังคงพักในบ้านพักของกองทัพบกนั้นสามารถทำได้ และเป็นสิทธิที่กองทัพสามารถพิจารณาอนุญาตและดูแลรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟให้ จึงเป็นไปตามระเบียบ ทั้งนี้หากเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน ไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยพล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผู้บัญชาการทหารบกมาก่อนจึงไม่ขัดต่อระเบียบกองทัพ ทำให้สถานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลามโหมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลง[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากการปราศรัยและแสดงดนตรีแล้ว การชุมนุมครั้งนี้ยังมีการจัดกิจกรรม &#039;&#039;&#039;“วงเสวนาย่อย” &#039;&#039;&#039;ที่ให้ทุกคนสามารถเป็นแกนนำในการนำเสนอความคับข้องใจต่าง ๆ โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจมาก ก็คือการแต่งชุดไปรเวทในสถานศึกษา และเสรีภาพการแต่งกาย ที่กลุ่มนักเรียนได้ชี้ให้เห็นว่ากฎระเบียบเครื่องแต่งกายขัดต่อรัฐธรรมนูญ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางร่างกาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน&amp;amp;nbsp;การพูดคุยในประเด็นประวัติศาสตร์ของเครื่องแบบ การแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับการลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมจากสถานศึกษา ซึ่งหลายกรณีขัดต่อหลักระเบียบกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดบทลงโทษไว้ 4 สถาน คือ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้เปลี่ยนพฤติกรรม และเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎระเบียบดังกล่าว รวมไปถึงการอภิปรายถึงปัญหาด้านการศึกษาอื่น ๆ &amp;amp;nbsp;เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาระหว่างเมืองและต่างจังหวัด ตลอดจนการทำแท้งถูกกฎหมาย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ดี การชุมนุมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนยิ่งขึ้น เมื่อได้มีการสำรวจข้อมูลของผู้ที่มาร่วมชุมนุม เมื่อวันที่ 2 ธันวา โดยผู้จัดทำเฟซบุ๊กเพจ &#039;&#039;&#039;“เนิร์ดข้างบ้าน”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn5|[5]]] ในคำถามที่ว่า &#039;&#039;&#039;“คุณมาม็อบแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง”&#039;&#039;&#039; ซึ่งผลสำรวจพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาร่วมชุมนุมเคยเข้าร่วมการชุมนุมมาแล้ว ประมาณ 3-5 ครั้ง และ คำถามว่า &#039;&#039;&#039;“คนมาม็อบครั้งแรกเยอะไหม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีผู้ที่มาชุมนุมเป็นครั้งแรก คิดเป็น ร้อยละ 10&amp;amp;nbsp;ของผู้ตอบคำถามทั้งหมด และช่วงอายุของคนที่มาชุมนุมครั้งแรกมากที่สุด คือ ช่วงอายุ 18-35 ปี คิดเป็น ร้อยละ 71 ซึ่งผู้ทำการสำรวจได้ให้ความเห็นว่า จำนวนผู้ชุมนุมหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น อาจสัมพันธ์กับการทำงานหรือการตัดสินในประเด็นทางการเมืองที่มีความเข้มข้นของรัฐบาล นอกจากนี้แล้วในคำถามด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจของผู้ชุมนุมโดยพิจารณาจากรายได้ต่อเดือนของผู้เข้าร่วมชุมนุม พบว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมมาจากคนทุกกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินเดือนอยู่ที่ไม่เกิน 45,000 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[File:Mob 2 december (1).jpg|center|700x400px|Mob 2 december (1).jpg]]&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ภาพ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ผลการสำรวจรายได้ต่อเดือนของผู้เข้าร่วมชุมนุม วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563[[#_ftn6|[6]]]&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;center&amp;quot; border=&amp;quot;1&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;1&amp;quot; style=&amp;quot;height: 100px; width: 500px;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| [[File:Mob 2 december (2).jpg|center|600x300px|Mob 2 december (2).jpg]]&lt;br /&gt;
| [[File:Mob 2 december (3).jpg|center|600x300px|Mob 2 december (3).jpg]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| align=&amp;quot;center&amp;quot; border=&amp;quot;1&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;1&amp;quot; style=&amp;quot;width: 500px; height: 100px;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| [[File:Mob 2 december (4).jpg|center|800x300px|Mob 2 december (4).jpg]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ภาพ&amp;amp;nbsp;:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;การชุมนุมและการจัดกิจกรรม ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563 [[#_ftn7|[7]]]&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทั้งนี้ แม้ว่าการชุมนุมได้ยุติลง เมื่อเวลาประมาณ 00.20 น. โดยไม่มีเหตุความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น แต่ผลจากการชุมนุมได้นำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาต่อแกนนำและผู้ที่ทำหน้าที่ปราศรัยในการชุมนุมในเวลาต่อมา ได้แก่ นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง รวมทั้งเยาวชน อายุ 18 ปี ในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 และ มาตรา 215 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง รวม 7 ข้อหา[[#_ftn8|[8]]]&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] “เทียบระเบียบทหาร! บ้านพัก &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่”.สืบค้นจาก [https://news.thaipbs.or.th/content/298708 https://news.thaipbs.or.th/content/298708] (15 กรกฎาคม 2564).&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] “กลุ่มราษฎร เปลี่ยนสถานที่ชุมนุม &amp;quot;ม็อบ 2 ธันวา&amp;quot; ไปห้าแยกลาดพร้าว”.สืบค้นจาก [https://www.thairath.co.th/news/politic/ https://www.thairath.co.th/news/politic/] 1987035 (15 กรกฎาคม 2564).&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] “#ม็อบ2ธันวา บอกเตรียมมีเซอร์ไพรส์ ด้าน &amp;quot;โตโต้&amp;quot; ประกาศกลุ่มการ์ด WeVo ถอนตัววันนี้”.สืบค้นจาก &amp;amp;nbsp;[https://www.sanook https://www.sanook]. com/news/8308014/ (15 กรกฎาคม 2564).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เปิดเหตุผลศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ได้ไปต่อ อยู่บ้านพักทหารได้ แต่คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้!! ”.สืบค้นจาก https:// www.pptvhd36.com/news/การเมือง/137660 (15 กรกฎาคม 2564).&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] [https://www.facebook.com/pinkiologist https://www.facebook.com/pinkiologist]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] “#ม็อบ2ธันวา ไม่ได้มีแค่เวทีปราศรัย ชวนฟังวงย่อย ชวนคุยหน่วยสำรวจข้อมูล”. สืบค้นจาก [https://prachatai.com/journal/2020/ https://prachatai.com/journal/2020/] 12/90702 (15 กรกฎาคม 2564).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] “ประมวลภาพชุมนุมราษฎร ห้าแยกลาดพร้าว ยามเย็น หลังรู้ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”.สืบค้นจาก&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;[https://thestandard.co/pro-democracy-protestors-rally-02122020-2/ https://thestandard.co/pro-democracy-protestors-rally-02122020-2/] (15 กรกฎาคม 2564) , “กลุ่มราษฎรเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม &amp;quot;ม็อบ 2 ธันวา&amp;quot; ไปห้าแยกลาดพร้าว”.สืบค้นจาก [https://www.thairath.co.th/news/politic/1987035 https://www.thairath.co.th/news/politic/1987035]&amp;amp;nbsp;(15 กรกฎาคม 2564) และ “#ม็อบ2ธันวา ไม่ได้มีแค่เวทีปราศรัย ชวนฟังวงย่อย ชวนคุยหน่วยสำรวจข้อมูล”.สืบค้นจาก [https://prachatai.com/journal/2020/12/90702 https://prachatai.com/journal/2020/12/90702] (15 กรกฎาคม 2564).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] “เยาวชนเข้ารายงานตัวคดี ม.112 ชุมนุมม็อบ 2 ธันวา 63 โดน7 ข้อหา ‘เฮียบุ๊ง’ ให้กำลังใจ”. สืบค้นจาก [https://www.matichon https://www.matichon]. co.th/local/news_2578811(15 กรกฎาคม 2564) และ “&#039;รุ้ง-บอย&#039; เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ม.112 จาก #25พฤศจิกาไปSCB และ #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว”. สืบค้นจาก [https://prachatai.com/journal/2021/01/91066 https://prachatai.com/journal/2021/01/91066]&amp;amp;nbsp;(15 กรกฎาคม 2564).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:การมีส่วนร่วมทางการเมือง]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88_:_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94&amp;diff=16015</id>
		<title>การสื่อสารเพื่อความเข้าใจ : เพื่อนคู่คิด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88_:_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94&amp;diff=16015"/>
		<updated>2024-07-19T02:52:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;แนวคิดการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ทักษะในการสื่อสาร﻿ (Communication Skills) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿1. ทักษะการฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿2. ทักษะการพูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿3. ทักษะการอ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿4. ทักษะการเขียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿สำหรับทักษะที่สำคัญมากในการจัดการความขัดแย้ง คือ ทักษะในการฟังในชีวิตประจำวัน เราก็ใช้การฟังมากกว่าการพูดในการสื่อสาร กล่าวถึงการสื่อสารที่ดีมีหลายแนวคิด หลายสำนักคิดที่ได้อธิบายไว้ การสื่อสารที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;Thinking Environment&#039;&#039;&#039; ผู้เรียบเรียงแปลว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;การสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&amp;quot;&#039;&#039;&#039; เป็นการสื่อสารที่ดีที่ได้รับการยอมรับในทางสากลและนำไปใช้อธิบาย เผยแพร่ในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี&amp;amp;nbsp;แอฟริกาใต้และประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿แนนซี ไคลน์ (Nancy Kline) ผู้ได้รับรางวัลด้านการฝึกสอนและรางวัลนักฟังที่เยี่ยมยอด (The Listener of the Year Award) โดยสมาคมการฟังนานาชาติ (The International Listening Association)&amp;amp;nbsp;จากสหรัฐอเมริกา ไคลน์เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Thinking Environment&amp;amp;nbsp;เธอได้อธิบายไว้ว่า การคิดที่ดี การคิดที่ยอดเยี่ยม เป็นพลังในการขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชน ประเทศ และในโลก แต่การคิดที่ดีแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การให้เวลาคนที่ยังคิดไม่ออก ยังติดขัด ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้า ยังหาทางออกไม่ได้ โดยให้เวลาเขาได้ครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม สถานการณ์สุกงอม เขาจะสามารถหาทางออกและคำตอบได้ด้วยตัวเอง การมีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์&amp;amp;nbsp;การให้เวลา (Time to think) เป็นสิ่งสำคัญมากในการปลดล็อคจากสิ่งที่ยังติดขัดสู่ทางออกที่ผ่อนคลาย&amp;amp;nbsp;เธอได้กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;“คุณภาพของทุกสิ่งที่เราทำ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการคิด คุณภาพของการคิดจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน”&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;“The quality of everything we do depends on the quality of the thinking we do first.&amp;amp;nbsp;The quality of our thinking depends on the way we treat each other while we are thinking.”&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;องค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ในส่วนของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด ทำให้คนที่ยังติดขัดหาทางออกไม่ได้ สามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง โดยมีคนที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนมานั่งฟัง สบตา ให้กำลังใจ ทำให้คนที่ติดขัดได้ระบาย ได้พูดออกมา และจะนำไปสู่การหาทางออกได้ด้วยตังเอง องค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ (the Ten Components of a Thinking Environment) มีดังนี้ &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;1. การใส่ใจต่อผู้พูด (Attention)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การฟังนำไปสู่การเชื่อมโยงความคิดและเป็นตัวเร่งที่ดีในการทำให้บรรลุเป้าหมาย การฟังเพื่อตอบหรือตอบโต้ แตกต่างจากการฟังเพื่อจุดประกาย (Ignite) ของคน ผู้ฟังต้องให้ความสนใจผู้พูดด้วยการสบตา&amp;amp;nbsp;มีดวงตาที่อบอุ่น ฟังแบบไม่ขัด โดยสนใจว่า เขาจะพูดอะไร โดยที่ผู้ฟังไม่สามารถที่จะฟังคนอื่นได้อย่างเต็มที่ในขณะที่ทำอย่างอื่นไปด้วย ดังนั้น การฟังที่ดีต้องไม่ทำอย่างอื่น&amp;amp;nbsp;ไม่เล่นมือถือ ไม่เล่นโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer) จะต้องเน้นการฟังแบบเห็นดวงตาเขาอยู่ในดวงตาของผู้ฟังเอง การฟังไม่ใช่เป็นการฟังเพื่อจะตอบโต้หรือวิจารณ์ แนะนำ วินิจฉัยที่ทำให้รู้ว่าผู้ฟังเป็นคนฉลาด การฟังที่ไม่ดี คือ การถอนหายใจ ดูนาฬิกา เคาะนิ้ว อ่านหนังสือพิมพ์ การใส่ใจต่อผู้พูดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ แนนซี ไคลน์ เมื่อเราใส่ใจต่อผู้พูดและทุกสิ่งจะตามมา ทั้งความผ่อนคลาย ความเท่าเทียม ความรู้สึก รวมถึงการสามารถค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;2. ความเท่าเทียม (Equality)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ทุกคนเชื่อในความเท่าเทียมหรือไม่ ทุกคนได้รับการสั่งสอนมาให้คิดว่า เรารู้ดีกว่าลูกค้า เพราะว่าเราเป็นหมอ ทนายความ ครู ที่ปรึกษา มีการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ถึงผลเสียจากการไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียม&amp;amp;nbsp;เช่น กรณีผ่าตัดไต คุณหมอวางมีดผ่าตัดเหนือท้องน้อยข้างซ้าย คนไข้บอกว่า คุณหมอเจน มันผิดข้าง คุณหมอแย้งว่า คุณไม่ต้องพูดอะไรอีก อย่าล้ำเส้น ทั้ง ๆ ที่คนไข้พยายามจะแย้งว่า ไตข้างขวาที่มีปัญหาแล้วคุณหมอก็ตัดไตข้างซ้าย ต่อมาคุณหมอก็ถูกฟ้องร้องและเพิกถอนใบอนุญาตเพราะหมอไม่เชื่อในความเท่าเทียม แต่คุณหมอท่านนั้นเชื่อในอำนาจและความเป็นมืออาชีพของตนเอง อีกกรณีหนึ่ง คือ เครื่องบินชนกันที่เตเนริฟ (Tenerife)&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) เครื่องบินจัมโบ (Jumbo) 2 ลำ ลงจอดในสนามบินอย่างเร่งด่วน จากสภาพอากาศที่ไม่ดี ต่อมาเครื่องบินลำหนึ่งพยายามจะวิ่งข้ามรันเวย์ (Runway) แต่มองไม่ชัด มีหมอกลงและไม่เห็นว่ามีเครื่องบินอีกลำหนึ่งอยู่ปลายทาง นักบินเร่งเครื่องบิน แต่ทางลูกเรือผู้ช่วยส่งเสียงเตือน แต่นักบินไม่ฟัง สุดท้ายเครื่องบินชนกันมีคนเสียชีวิต 583 คน นอกจากประเด็นการเชื่อเรื่องความเท่าเทียมแล้ว ยังมีอีกประเด็น คือ ขอบเขต (Boundaries) หมายความว่า ไม่ต้องคิดเหมือนกัน ไม่ต้องเอาใจประธานที่ประชุม แต่ทุกคนก็มีความเคารพในความเห็นซึ่งกันและกัน&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;3. ความผ่อนคลาย (Ease)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การไม่รีบเร่ง การทำอาจจะหมายถึง ไม่ทำอะไร อยู่กับตัวเอง ทำจากข้างในอย่างช้า ๆ มีจุดเน้นโดยให้สังเกตคนที่อยู่หน้าคุณทุกคนว่า เป็นคนสำคัญที่สุด โดยเน้นความสงบจากข้างใน ไม่รีบเร่ง ผ่อนคลาย ไคลน์ได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจและตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นนักดับเพลิงจะทำยังไง จะทำงานช้าได้หรือ คำตอบของไคลน์ ก็คือ ถ้ามีสติก็ทำให้ทำงานดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;4. การชื่นชม (Appreciation)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การชื่นชมนำไปสู่ความสร้างสรรค์ เลือดไปเลี้ยงสมองดีและส่งผลดีต่อหัวใจเมื่อมีการชื่นชมและทำให้เกิดการคิดที่ดี ในทางกลับกันเลือดจะไม่ไปเลี้ยงสมองหากเราวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ดังนั้น จึงควรใช้หลักการ 3s&amp;amp;nbsp;ในการชื่นชม คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;การสรุป (Succinct) ถ้าใช้คำพูดยาวคนจะไม่ค่อยจดจำ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;ความจริงใจ (Sincere) มาจากใจ ไม่เสแสร้งหรือโกหก&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การเจาะจง (Specific) ไม่ชมกว้างเกินไปเพื่อให้คนฟังสามารถนำไปปฏิบัติได้&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;5. ความร่วมมือ (Encouragement)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ความร่วมมือตรงข้ามกับความคิดที่ว่า ฉันต้องฉลาดกว่า ประสบความสำเร็จกว่า ดีกว่าทุกอย่าง การมุ่งเอาชนะไม่ส่งผลดีสำหรับการคิดที่ดี ไคลน์ได้ยกตัวอย่างผู้บริหาร 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;﻿(1)&amp;amp;nbsp;แบบแข่งขัน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;﻿(2)&amp;amp;nbsp;แบบร่วมมือ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้บริหารแบบแรกเน้นการแข่งขันให้พนักงานค้นหาความคิดที่ดีที่สุดจากที่ทำงาน ความคิดใครดีที่สุดจะได้ไปรับประทานข้าวเย็นกับผู้บริหาร ผู้บริหารแบบที่สองเน้นความร่วมมือ ฟังด้วยความกรุณา ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นคิด&amp;amp;nbsp;ไม่เน้นฆ่าความคิดของคนอื่นแล้วบอกว่า ความคิดเราดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;6. ข้อมูล (Information)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ในที่นี้ หมายถึง การให้ข้อมูล การให้ข้อเท็จจริง การรื้อถอนการปฏิเสธ (Dismantling Denial) ข้อมูลเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เช่น รถไฟมาถึงเวลากี่โมง นอกจากนี้ข้อมูลยังรวมถึงการรื้อถอนการปฏิเสธ การปฏิเสธไม่ว่าจะต่อตัวบุคคลหรือองค์กรเป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น การรื้อถอนการปฏิเสธยังเป็นการรื้อถอนความเชื่อที่ผิด ๆ&amp;amp;nbsp;โดยยกตัวอย่างพนักงานที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งทำให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น จากนั้น จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ดีขึ้นและเกิดการทำงานที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;7. ความรู้สึก (Feeling)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การปลดปล่อยอารมณ์ที่เหมาะสม ความกลัวเป็นการจำกัดการคิด การร้องไห้ทำให้เราดีขึ้น (แม้ว่าบางวัฒนธรรมจะพยายามไม่ร้องไห้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ) หลังจากหัวเราะทุกอย่างจะดีขึ้น&amp;amp;nbsp;การปลดปล่อยอารมณ์ทำให้ทุกคนได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;8. ความหลากหลาย (Diversity)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;﻿สมมติฐานที่เชื่อว่า เราเหนือกว่าคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เหมือนแมลงสาปที่น่ารังเกียจ&amp;amp;nbsp;ความหลากหลายเปิดรับความคิดร่วมกัน ทำให้เกิดการคิดที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงการคิดแบบเหมารวม ทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกันหมด หลีกเลี่ยงอคติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;9. คำถามที่แหลมคม (Incisive Question)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;คำถามที่แหลมคมเป็นคำถามที่ปลดล็อคออกจากสมมติฐานที่ขัดขวางความคิด (Untrue limiting assumption that are blocking thinking) ทำให้ไฟในตัวทุกคนลุกโชนอีกครั้ง ทำให้สิ่งที่ติดอยู่หลุดออกได้&amp;amp;nbsp;ทุกคนสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ สมมติฐานแตกต่างจากความเชื่อ เนื่องจากสมมติฐานเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้เป็นความเชื่อหรือศรัทธาที่ห้ามโต้แย้ง ไคลน์ได้ยกตัวอย่างคำถามที่แหลมคม เช่น อะไรที่ขัดขวางคุณหรือเป็นอุปสรรคในการทำให้คุณเคลื่อนไปข้างหน้า สมมติฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ แล้วสมมติฐานใดที่ถูกต้องที่จะมาแทนสมมติฐานเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;10. สถานที่ (Place)&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;﻿สถานที่แบบใดทำให้คุณเป็นคนสำคัญ สถานที่ทำให้คนได้ครุ่นคิด ใช้การถามลูกค้าว่าต้องการแบบไหน และเมื่อร่างกายเราพร้อม การคิดที่ดีจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจ แนวคิดและองค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿1. การใส่ใจต่อผู้พูด&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿2. ความเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿3. ความผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿4. การชื่นชม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿﻿5. ความร่วมมือ&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿6. ข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿7. ความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿8. ความหลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿9. คำถามที่แหลมคม และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿10. สถานที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ทั้ง 10 องค์ประกอบนี้ มีความสำคัญและจำเป็นในการนำไปสู่การคิดที่ยอดเยี่ยม แต่อาจไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันทั้งหมดในทุกครั้ง&amp;amp;nbsp;อาจมีบางองค์ประกอบที่ใช้มากเป็นพิเศษ แต่องค์ประกอบที่จำเป็นต้องใช้ จำเป็นต้องมี คือ การใส่ใจต่อผู้พูด และการตั้งคำถามที่แหลมคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้ที่สนใจการสื่อสารเพื่อหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง สามารถศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือที่เธอเขียนไว้หลายเล่ม เช่น Time to think&amp;amp;nbsp;: Listening to Ignite The Human Mind (1999) หนังสือเรื่อง More Time to Think&amp;amp;nbsp;: The Power Of Independent Thinking (2015) และ หนังสือเล่มล่าสุด The promise that changes everything I won&#039;t interrupt you (2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชลัท ประเทืองรัตนา.(2021). ให้เวลาคิดมากขึ้น: พลังของการคิดแบบอิสระ. วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ Vol. 1 No. 1 (Jan-Apr 2021) [https://so05.tci https://so05.tci]thaijo.org/index.php/Kanchanaeditor/article&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kline, N. (2024). THINKING ENVIRONMENT.&amp;amp;nbsp; [https://www.timetothink.com/thinking-environment/ https://www.timetothink.com/thinking-environment/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kliene, N. (1999). Time to think&amp;amp;nbsp;: Listening to Ignite The Human Mind, 11&amp;lt;sup&amp;gt;th &amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ed.London: Octopus Publishing Group.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kliene, N. (2015). More Time to Think: The Power of Independent Thinking, 2&amp;lt;sup&amp;gt;nd&amp;lt;/sup&amp;gt; ed. London: Octopus Publishing Group.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87&amp;diff=16014</id>
		<title>สันติภาพกับความรุนแรง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87&amp;diff=16014"/>
		<updated>2024-07-19T02:19:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดนัย มู่สา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;สันติภาพกับความรุนแรง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn1|[1]]]&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สันติภาพ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพหรือสันติสุข[[#_ftn2|[2]]] (Peace) เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในสังคม แม้ว่าในโลกจะมีการนิยามความหมายที่แตกต่างกันไป แต่มีจุดร่วมของความหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ&amp;amp;nbsp;ไม่มีความเหลื่อมล้ำหรือมีความเหลื่อมล้ำไม่มาก มีการเคารพสิทธิมนุษยชน เคารพความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย การให้อภัย ไม่มีการปลูกฝังให้เกิดความเกลียดชังต่อกัน เป็นต้น จากที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ทุกสังคมน่าจะต้องการสถาปนาให้สันติภาพเกิดขึ้น แต่หลายประเทศยังคงห่างไกลจากแนวคิดดังกล่าว&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพจากแนวคิดของ Aron (1966) มุ่งเน้นไปที่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้หากปราศจากสงคราม&amp;amp;nbsp;หรือความรุนแรงทางตรงในรูปแบบอื่น ๆ แต่นิยามแบบแคบเช่นนี้เพียงพอหรือไม่ในการให้คำจำกัดความของคำว่าสันติภาพ Lederach[[#_ftn3|[3]]]&amp;amp;nbsp;นักวิชาการและนักขับเคลื่อนงานด้านสันติภาพได้ขยายความถึงสันติภาพแบบกว้างไว้&amp;amp;nbsp;โดยเห็นว่าเกี่ยวข้องกับ ความปรองดอง ความเป็นหนึ่งเดียว การอยู่ดีกินดี ความปลอดภัย การให้ความเคารพ ความรู้สึกการเป็นอิสระเนื่องจากได้รับการปลดปล่อยจากความรู้สึกด้านลบ ในขณะที่ Galtung[[#_ftn4|[4]]] บิดาแห่งสันติศึกษายุคใหม่ให้ความสำคัญกับทั้งการไม่มีความรุนแรงทางกายภาพควบคู่ไปกับการมีสังคมที่เป็นธรรม Galtung ได้แบ่งสันติภาพ ออกเป็น 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;สันติภาพทางบวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;สันติภาพทางลบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพทางลบนั้น เป็นเพียงความพยายามที่จะมีสันติภาพเพื่อยุติสงครามเท่านั้น แต่สันติภาพทางบวก หมายถึง การไม่มีสงครามและการทำให้ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหมดไปและทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics and Peace-IEP) ได้วัดระดับสันติภาพในโลกมาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยได้นิยามถึงสันติภาพแบบกว้าง คือทั้งสันติภาพทั้งเชิงลบและสันติภาพเชิงบวก ไม่ได้กล่าวถึงสันติภาพว่าคือการปราศจากสงครามเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหมดไปและทำให้เกิดความเป็นธรรมและเกิดทัศนคติที่ดีต่อกันเกิดขึ้น&amp;amp;nbsp;ในรายงานสันติภาพเชิงลบที่ชื่อว่า Global Peace Index ได้ให้นิยามของสันติภาพไว้ คือ ปราศจากความรุนแรงหรือความกลัวต่อความรุนแรง โดยมีตัวชี้วัดหลัก 3 ด้าน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศที่ยังคงดำรงอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;ความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในรายงานสันติภาพเชิงบวกที่ชื่อ Positive Peace Index/Report ได้อธิบายไว้ว่า สันติภาพเชิงบวกเป็นการอธิบายถึง โครงสร้าง ทัศนคติ และสถาบัน ที่ทำให้สังคมมีสันติภาพที่ยั่งยืน หากสังคมใดมีคะแนนสันติภาพเชิงบวกสูง&amp;amp;nbsp;บ่งชี้ถึงการมีสังคมที่สันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้เป็นอย่างดี ตัวชี้วัดที่สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ใช้วัด ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;ด้านการยอมรับสิทธิของผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(4)&amp;amp;nbsp;ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(5)&amp;amp;nbsp;การพัฒนาทุนมนุษย์ระดับสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(6)&amp;amp;nbsp;การคอร์รัปชันในระดับต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(7)&amp;amp;nbsp;สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(8)&amp;amp;nbsp;การปฏิบัติงานได้ดีตามหน้าที่ของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากที่ศึกษามาข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า การศึกษาสันติภาพของประเทศตะวันตกส่วนหนึ่ง เน้นศึกษาสันติภาพที่เกี่ยวข้องกับทั้งสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวก ซึ่งเราจำเป็นต้องเข้าใจสันติภาพว่า&amp;amp;nbsp;มากไปกว่าความรุนแรงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ฝังลึก ซ่อนอยู่ข้างใต้ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีพลังในการส่งผลต่อความรุนแรงทางกายภาพได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ การศึกษาสันติภาพของประเทศตะวันออกส่วนหนึ่ง&amp;amp;nbsp;เน้นไปที่ความคิดว่าการทำให้เกิดสันติภาพไม่อาจมองข้ามการศึกษาสันติภาพจากภายในตนเอง โดยแต่ละปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ การมีจิตใจที่บริสุทธิ์ดีงาม คิดดี ทำดีต่อผู้อื่น&amp;amp;nbsp;มีการทบทวนตนเอง เข้าใจตนเองอย่างสม่ำเสมอว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อยึดตนเองเป็นศูนย์กลางโดยละเลยการเข้าใจบุคคลอื่น พลังที่เกิดจากสันติภาพภายในเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ จากปัจเจกบุคคลที่คิดจะทำงานเพื่อส่วนรวม&amp;amp;nbsp;ต้องพัฒนาจิตของตนเองเสียก่อน แล้วขยายไปสู่การทำงานช่วยเหลือคนอื่นในบ้าน ชุมชน ประเทศและภูมิภาค&amp;amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าการศึกษาสันติภาพของ 2 บริบทนี้ มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้แยกการศึกษาจากกันอย่างเด็ดขาด ในด้านการศึกษาสันติภาพเชิงลบ เชิงบวก การศึกษาสันติภาพภายในและภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ความรุนแรง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง ความรุนแรงมิใช่ผลของความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีที่มนุษย์เลือกใช้ กล่าวคือจะเลือกใช้วิธีการเจรจา พูดคุยหรือวิธีที่ใช้ความรุนแรง การเลือกใช้วิธีความรุนแรงก็เป็นเพียงวิธีการแก้ไขความขัดแย้งวิธีหนึ่งเท่านั้น[[#_ftn5|[5]]] ความรุนแรงทางกายภาพเป็นปรากฎการณ์ที่คนทั่วไปเห็นได้อย่างชัดเจน&amp;amp;nbsp;แต่ไม่เพียงพอในการอธิบายความรุนแรงที่มีความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้น เราจึงควรเข้าใจความรุนแรงใน&amp;amp;nbsp;3 ระดับ หรือ 3 ชั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความรุนแรง (Violence) 3 ชั้น หรือ 3 หน้าของความรุนแรง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและรอบด้าน ไม่เพียงแต่พิจารณาจากปรากฏการณ์ความรุนแรงทางกายภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมา แต่ส่วนที่ซ่อนอยู่ข้างใต้น้ำที่มองไม่เห็น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ว่าอะไรที่มารองรับการใช้พฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นคำอธิบายที่สร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง รวมถึงระบบโครงสร้างที่ไม่ได้เน้นไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง แต่โครงสร้างที่ทำให้เกิดผลกระทบความรุนแรงต่อมนุษย์ คำอธิบายความรุนแรงทั้ง 3 ระดับนี้ Galtung[[#_ftn6|[6]]] ได้เป็นผู้อธิบายไว้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงทางตรง (Direct Violence)&#039;&#039;&#039; เป็นความรุนแรงที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกายและมีผู้กระทำความรุนแรง และผลของความรุนแรงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเป็นความรุนแรงที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกายและมีผู้กระทำความรุนแรง บางครั้งเรียกความรุนแรงชนิดนี้ว่าเป็นความรุนแรงส่วนบุคคล ผลของความรุนแรงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น บาดแผลบนร่างกายคน รวมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตัวอย่างของความรุนแรงทางตรงหรือทางกายภาพในสังคมไทย เช่น การทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษา 2 สถาบัน ที่ก่อตั้งมานานนับ 90 ปี แต่มีคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาททุกปี และมีการตอบโต้เอาคืนกันไปมาอย่างต่อนเอง หรือตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว จากข้อมูลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ปี 2557-2559 โดยเฉลี่ย มีจำนวน 1,262 รายต่อปี ในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตในช่วง 20 &amp;amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา มากกว่า 7 พันคน บาดเจ็บหมื่นกว่าคน ในส่วนของความรุนแรงทางการเมืองเป็นพลวัตแปรเปลี่ยนไปตามบริบทและสถานการณ์ มิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่บางช่วงจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ชัดเจน&amp;amp;nbsp;แต่บางช่วงอาจเป็นช่วงที่ก่อตัวสะสมปัญหาโดยความรุนแรงยังไม่เกิดขึ้น สำหรับปรากฏการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2557 มีผู้เสียชีวิต 133 ราย ผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,000 ราย&amp;amp;nbsp;ผู้ต้องคดีอีก 1,450 ราย และมีผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 3,000 ราย ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบเองก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตของตนและครอบครัวอีกด้วย[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;2.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence)&#039;&#039;&#039; คือ สภาวะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างสังคม หรือสถาบันทางสังคมที่ทำร้ายประชาชนอย่างช้า ๆ โดยการกีดกันพวกเขาจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นความไม่เป็นธรรม หรือความเหลื่อมล้ำ ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดเก็บข้อมูลในส่วนนี้ในปี พ.ศ. 2560 กลุ่มผู้ถือครองที่ดิน ร้อยละ 10 มีการถือครองที่ดินมากที่สุด มีส่วนแบ่งการถือครองที่ดิน ร้อยละ 61.48 ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ถือครองที่ดิน ร้อยละ 90 ที่เหลือ ที่มีส่วนแบ่งการถือครองที่ดินเพียง ร้อยละ 38.52 หรือหากพิจารณาจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีเงินฝากไม่เกินกว่า 50,000 บาท มีจำนวน 82,188,883 บัญชีคิดเป็น 86.72&amp;amp;nbsp;% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 120,496 บัญชีคิดเป็น ร้อยละ 0.13 ของบัญชีทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;3.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural Violence)&#039;&#039;&#039; เป็นการรองรับความรุนแรงทางตรง และโครงสร้างให้ดำรงอยู่ได้โดยชอบธรรม หรือถูกมองว่าเป็นสภาวะปกติที่คนไม่ตั้งคำถามหรือสงสัย โดยเฉพาะถ้ามีการปลูกฝังให้เกิดการเกลียดชังระหว่างสีผิว หรือคนต่างศาสนา เช่น คนผิวขาวกับคนผิวดำ ศาสนาพุทธกับอิสลาม คริสต์หรือศาสนาอื่น ๆ และถ้าคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตนเหนือกว่าหรือถูกต้องกว่าคนอื่น&amp;amp;nbsp;โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงก็ยิ่งง่ายดายขึ้น เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไทยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เกิดการแบ่งขั้วแยกข้างเป็นสองฝ่าย จากเสื้อเหลืองเสื้อแดง มาสู่ฝ่าย[[อนุรักษ์นิยม|อนุรักษ์นิยม]]และเสรีนิยม&amp;amp;nbsp;และจากการถ่ายทอดความเกลียดชังผ่านสื่อต่าง ๆ ทำให้บางคนมีความรู้สึกถึงขั้นอยากให้อีกฝ่ายหายไปแผ่นดินจะได้สูงขึ้น ดังเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏในสื่อเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากกรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นมายาวนาน หากจะนับตั้งแต่ปี 2547 มีประเด็นที่น่ากังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่น ลูกกำพร้าบางคนของคนทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ ต่างก็อยากจะเติบโตเป็นทหารและกลุ่มขบวนการเพื่อแก้แค้นให้กับบิดาของตนเอง ซึ่งจะทำให้วงจรของความรุนแรงยุติได้ยาก หากกล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในแต่ละปีแตกต่างกันไปตามแต่บริบทของสังคมในแต่ละช่วง อาชีวะศึกษาบางแห่งมีความรุนแรงระหว่างนักศึกษา เนื่องจากการถ่ายทอดมุมมองด้านลบของรุ่นพี่บางคนให้รุ่นน้องฟัง นักเรียนอาชีวะหลายแห่งจะพูดเหมือนกันว่าเราต่างคนต่างอยู่ แต่ถ้ามาเจอกัน ถ้าไม่ทำเขา เขาก็ทำเรา และเกิดการล้างแค้นกันอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุดมาถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานชื้นนี้เป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสันติภาพและความรุนแรง รวมถึงอธิบายความสัมพันธ์กันระหว่างคำดังกล่าว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง สันติภาพสามารถอธิบายได้ว่าหมายถึงไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ (สันติภาพเชิงลบ) แต่ไม่เพียงพอในการอธิบาย จำเป็นต้องอธิบายด้วยสิ่งที่ซ่อนหรือผลักดันให้เกิดหรือไม่เกิดการใช้ความรุนแรง ซึ่งรวมถึงทัศนคติและโครงสร้าง (สันติภาพเชิงบวก) การศึกษาสันติภาพยังรวมถึงการศึกษาสันติภาพเน้นไปที่ภายในจิตใจตนเอง โดยแต่ละปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ การมีมุ่งเน้นพัฒนาจิตของตนเองเสียก่อน แล้วขยายไปสู่การทำงานช่วยเหลือคนอื่นในบ้าน ชุมชน ประเทศและภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความรุนแรงเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ การป้องกันไม่ให้คนใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ 3 ชั้นของความรุนแรง คือ ความรุนแรงทางตรง โครงสร้างและวัฒนธรรม ความรุนแรงทางตรงมองเห็นได้ชัดเจน&amp;amp;nbsp; ขณะที่ความรุนแรงทางโครงสร้างและวัฒนธรรม เป็นความรุนแรงในชั้นระดับที่ลึกลงไปที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ความรุนแรงจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนา และความรุนแรงที่เกิดจากการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นปลูกฝังให้เกิดความเกลียดชังกัน ความเชื่อมโยงระหว่างสันติภาพกับความรุนแรง คือ สันติภาพเชิงลบกับความรุนแรงทางตรงซึ่งเป็นความรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า แต่ไม่สมบูรณ์ในการอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคม จึงต้องใช้สันติภาพเชิงบวกกับความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ส่งผลให้เกิดหรือไม่เกิดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. &amp;amp;nbsp;จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2557-2559. เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ. (2558).&amp;amp;nbsp;รายงานและข้อเสนอแนะ เบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง. กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2557). ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง.&amp;amp;nbsp; กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Aron, Raymond.&amp;amp;nbsp;(1966).&amp;amp;nbsp; Peace and War.&amp;amp;nbsp; New York: Doubleday.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Edward Azar. (1990). The management of protracted social conflict&amp;amp;nbsp;: theory and cases &amp;amp;nbsp;English&amp;amp;nbsp;: Print Book&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Galtung, Johan. (1990). Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization. London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Institute for Economics and Peace. (2022). &amp;amp;nbsp;Global Peace Index 2022.&amp;amp;nbsp;Retrieved September 5, 2022, from [https://www.visionofhumanity.org/maps/#/ https://www.visionofhumanity.org/maps/#/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lederach, John Paul. (1997).&amp;amp;nbsp;Building Peace&amp;amp;nbsp;: Sustainable Reconciliation in Divided Societies. Washington, DC: [https://translate.googleusercontent.com/translate_c?depth=1&amp;amp;hl=th&amp;amp;prev=search&amp;amp;rurl=translate.google.co.th&amp;amp;sl=en&amp;amp;u=https://bookstore.usip.org/default.aspx&amp;amp;usg=ALkJrhjvHKOpNXv724nTJIrPOj49Om5ymA United States Institute of Peace Press].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;เชิงอรรถ&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา, นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ในงานชิ้นนี้นิยามความหมายของคำว่า สันติภาพและสันติสุขในความหมายเดียวกัน โดยแปลมาจากคำว่า Peace สำหรับในสังคมไทย คำว่าสันติสุขถูกนำมาใช้แทนที่คำว่าสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสมัย รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับประเทศทางตะวันตก peace หมายถึงสันติภาพเชิงลบที่ไม่มีความรุนแรงทางกายภาพและสันติภาพเชิงบวกที่มีความเป็นธรรมในสังคม ไม่มีการปลูกฝังให้เกลียดชังกัน เคารพในสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมกันของมนุษย์&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] Lederach, John Paul.&amp;amp;nbsp; (1997).&amp;amp;nbsp;Building Peace&amp;amp;nbsp;: Sustainable Reconciliation in Divided Societies. Washington, DC: United States Institute of Peace Press&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] Galtung, Johan.&amp;amp;nbsp; (1990).&amp;amp;nbsp;Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization.&amp;amp;nbsp; London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2557). ท้าทายทางเลือก&amp;amp;nbsp;: ความรุนแรง และการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ของเรา (Protestista),&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] Galtung, Johan.&amp;amp;nbsp; (1990).&amp;amp;nbsp;Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization.&amp;amp;nbsp;London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ.&amp;amp;nbsp; (2558).&amp;amp;nbsp;รายงานและข้อเสนอแนะ เบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง.&amp;amp;nbsp; กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:ว่าด้วยสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16013</id>
		<title>สันติวัฒนธรรม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16013"/>
		<updated>2024-06-28T06:14:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นิยามความหมาย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การศึกษาด้านสันติวัฒนธรรมจากงานหลายชิ้นมีความสอดคล้องกันว่าเกี่ยวข้องกับคุณค่าและการกระทำที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอิสระ มีความรัก ความเข้าใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ความยุติธรรม ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเป็นการป้องกันความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น และหากเกิดความรุนแรงก็มีวิธีในการจัดการอย่างสันติ ด้วยการพูดคุยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีรายละเอียด คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สหประชาชาติได้นิยามความหมายของสันติวัฒนธรรมไว้ว่า เกี่ยวข้องกับคุณค่า ทัศนคติ พฤติกรรม วิถีชีวิตที่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายตัวกลายเป็นความรุนแรง โดยจัดการที่รากเหง้าของปัญหาด้วยการพูดคุย นอกจากนี้ ยังรวมถึงแนวทางการประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคม บนหลักการพื้นฐานของความเมตตากรุณา และความเข้าใจ[[#_ftn1|[1]]] ในหลายประเทศได้นำนิยามดังกล่าวไปใช้ ผลักดัน และมีการขยายกรอบแนวคิดให้สอดคล้องกับแต่ละประเทศของตน เช่น ในฟิลิปปินส์ จากงานของ Navarro-Castro และ &amp;amp; Nario-Galace&amp;amp;nbsp;ในงานเรื่อง&amp;amp;nbsp;Peace Education&amp;amp;nbsp;: A Pathway to a Culture of Peace จะเกี่ยวข้องกับงานใน 6 มิติ เริ่มต้นจากครอบครัวในการได้รับการปกป้องและส่งเสริม การเคารพในคุณค่าของคน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การตอบสนองต่อความจำเป็นและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างและยอมรับความแตกต่างรวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การทำงานด้านสันติวัฒนธรรมในฟิลิปปินส์จะเน้นที่ยุติการใช้กำลังในการต่อสู้ด้วยอาวุธและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมจากการใช้อาวุธมาสู่การเกษตร เรียกได้ว่าจาก Arm to Farm คุณค่าเหล่านี้ที่จะตอบสนองต่องาน 6 มิติดังกล่าว คือ คุณค่าด้านยุติธรรม ความกรุณา การสานเสวนากัน การไม่ใช้ความรุนแรง ความเป็นพี่น้องร่วมโลก[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในภาษากรีกสันติวัฒนธรรม หมายถึง ความสามัคคีและความยุติธรรม รวมถึงการไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ ในทำนองเดียวกัน ภาษาอาหรับไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงการปราศจากสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดี ความสมบูรณ์ และความปรองดองในตนเอง รวมถึงระหว่างบุคคลภายในชุมชนและระหว่างประชาชาติด้วย และยังหมายถึงความรัก สุขภาพที่สมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง การแจกจ่ายสิ่งของ และการปรองดอง สำหรับ แนวคิดภาษาสันสกฤตของคำว่า ไม่เพียงแต่หมายถึงทางจิตวิญญาณเท่านั้น&amp;amp;nbsp;แต่ยังรวมถึงความสงบทางจิตใจ ความสงบสุขของโลก ความสงบใต้ท้องทะเล และในอวกาศ ในส่วนของจีน คือ การประสานกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพจากความหลากหลาย เทียบได้กับแนวคิดของจีนโบราณในการบูรณาการ&amp;amp;nbsp;องค์ประกอบที่ตรงกันข้ามดังที่แสดงในหลักการของหยินและหยาง[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สำหรับในประเทศไทย ได้นิยามความหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับงานของสากล เช่น&amp;amp;nbsp;สันติวัฒนธรรมเป็นสภาวะที่มีความสมดุลกลมกลืนกันของอัตลักษณ์ ทัศนคติ คุณค่า ความเชื่อ และแบบแผนการปฏิบัติในการใช้ชีวิต และความต้องการพื้นที่อิสระเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลในสังคมนั้น ๆ[[#_ftn4|[4]]] อีกทั้งการนิยามว่าเป็น แนวทางการประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคมทั้งที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน หรือต่างวัฒนธรรมบนหลักการพื้นฐานของความเมตตากรุณา มีความเจริญงอกงามพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ลักษณะของสันติวัฒนธรรมเป็นเรื่องของคุณค่า ทัศนคติ พฤติกรรม และวิถีชีวิต ที่ไม่ใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องของความใกล้ชิดกลมกลืนกันของลักษณ์ ทัศนคติ คุณค่า ความเชื่อ และแบบแผนการปฏิบัติในการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของการป้องกันจัดการความขัดแย้งด้วยวิธีการคลี่คลายเหตุปัจจัยของปัญหาโดยไม่เผชิญหน้า เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้ใช้ความรุนแรงในสังคมโดยกระบวนการสร้างสันติวัฒนธรรม มนุษย์ต้องสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม และสร้างธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎกติกาในสังคมให้เอื้อต่อบรรยากาศของสันติและความปรองดองสมานฉันท์[[#_ftn5|[5]]] &amp;amp;nbsp;รวมถึง นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า&amp;amp;nbsp;ได้กล่าวว่า เป็นวัฒนธรรมแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ วัฒนธรรมแห่งการเคารพ ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายและวัฒนธรรมแห่งการสานเสวนา เพื่อนำไปสู่ฉันทามติในการป้องกัน จัดการและสร้างสันติสุข[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;งาน 8 ด้าน (action area) ในการสร้างสันติวัฒนธรรม&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากนิยามของสหประชาชาติดังที่ได้กล่าวมา ยูเนสโก้ได้เสนองาน 8 ด้าน (action area) ในการสร้างสันติวัฒนธรรม&amp;amp;nbsp;ประกอบด้วย[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.&amp;amp;nbsp;การปลูกฝังวัฒนธรรมสันติภาพ/สันติวัฒนธรรมผ่านระบบการศึกษา (Foster a Culture of Peace through Education) โดยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีเนื้อหาในการกระตุ้นให้เกิดคุณค่า ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับสันติภาพ ซึ่งประกอบด้วย ความสงบ การแก้ไขความขัดแย้ง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างข้อตกลงร่วมกัน และการปฏิบัติที่ไร้ความรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและการพัฒนาสังคม (Promote Sustainable Economic and Social Development) โดยการลดความไม่พอเพียงทางเศรษฐกิจและสังคม การขจัดความยากจน การรับรองความมั่นคงทางอาหารที่เพียงพอ ส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคมการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ยั่งยืน ให้ความสนับสนุนสตรี สร้างมาตรการพิเศษเพื่อกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ และการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติที่ยั่งยืน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน (Promote Respect for All Human Rights) ตราบที่สงครามและความรุนแรงยังดำเนินอยู่ สันติภาพจะต้องครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้สูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย (Ensure Equality between Women and Men) โดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ สังคมและการตัดสินใจการเมืองของสตรี เพื่อลดโครงสร้างที่แบ่งแยกและขัดขวางสตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Foster Democratic Participation) ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงไว้ได้ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่รัฐบาลและการบริหารที่โปร่งใส การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรม การคอรัปชั่น การค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ขันติธรรมและความสมานฉันท์ (Advance Understanding, Tolerance and Solidarity) การขจัดสงครามและความรุนแรง เราจำเป็นต้องก้าวข้ามและเอาชนะภาพลักษณ์แห่งศัตรูโดยการส่งเสริมความเข้าใจอันดี ขันติธรรมและความสมานฉันท์ระหว่างผู้คน โดยการเรียนรู้ความแตกต่าง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Support Participatory Communication and the Free Flow of Information and Knowledge) รวมถึงการจำกัดความรุนแรงในสื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ (Promote International Peace and Security) ได้แก่ การส่งเสริมเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ การปลดอาวุธ การทำสนธิสัญญาด้านนิวเคลียร์&amp;amp;nbsp;การเจรจาต่อรองเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในบทความนี้ ผู้อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจนิยามสันติวัฒนธรรม&amp;amp;nbsp;ไม่ได้เน้นแต่การยุติความรุนแรงทางกายภาพหรือสงครามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณค่าและการกระทำที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอิสระ มีความรัก ความเข้าใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ความยุติธรรม ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเป็นการป้องกันความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น และหากเกิดความรุนแรงก็มีวิธีในการจัดการอย่างสันติ ด้วยการพูดคุยในรูปแบบต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้เข้าใจงาน 8 ด้าน (action area) ในการผลักดันหรือสร้างสันติวัฒนธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม&amp;amp;nbsp;การเคารพสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ความเข้าใจอันดีระหว่างกัน การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผู้ที่สนใจค้นคว้าเพิ่มเติมงานเกี่ยวกับสันติวัฒนธรรม และสันติวัฒนธรรมในมิติต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนงานสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากงานของสหประชาชาติ ยูเนสโก้ และสันติวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ โดยในบางประเทศไม่ได้ใช้คำว่าสันติวัฒนธรรมโดยตรง แต่เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพหรือ peace เช่น หนังสือ&amp;amp;nbsp;Peace Education&amp;amp;nbsp;: A Pathway to a Culture of Peace. Handbook on Building Cultures of Peace. Education transforms lives เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชลัท ประเทืองรัตนา. (2565). การขับเคลื่อนการสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา&amp;amp;nbsp;: กรณีศึกษาสถาบันการศึกษานำร่อง. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์. (พฤษภาคม 2555). สันติวัฒนธรรม. สืบค้นจาก [https://readgur.com/doc/2433780 https://readgur.com/doc/2433780]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศศิรัศม์ วีระไวทยะ. (2554). การนำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสันติวัฒนธรรม โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน. (วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ (2024). เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน และ ชลัท ประเทืองรัตนา. (2563). สันติวัฒนธรรมในพรรคการเมืองเพื่อเสริมสร้าง กระบวนการปรองดอง: กรณีศึกษาพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 9(7), 3040-3051. สืบค้นจาก [https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Rivera, J. (2009). Handbook on Building Cultures of Peace. USA: springer.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNESCO. (2007). Education transforms lives. Retrieved from [https://www.unesco.org/en/education https://www.unesco.org/en/education]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
United Nations. (1999). Resolution adopted by the General Assembly, 53/2543 Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace. Retrieved from [https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] United Nations. (1999). Resolution adopted by the General Assembly, 53/2543 Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace. Retrieved from [https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์. (พฤษภาคม 2555). สันติวัฒนธรรม. สืบค้นจาก [https://readgur.com/doc/2433780 https://readgur.com/doc/2433780]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]&amp;amp;nbsp;อภิญญา ดิสสะมาน และ ชลัท ประเทืองรัตนา. (2563). สันติวัฒนธรรมในพรรคการเมืองเพื่อเสริมสร้างกระบวนการปรองดอง: กรณีศึกษาพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 9 (7), 3040-3051. สืบค้นจาก [https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ (2024). เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]]&amp;amp;nbsp;UNESCO. (2024)&amp;amp;nbsp;UNESCO&amp;amp;nbsp;: mainstreaming the culture of peace [https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000126398/PDF/126398eng.pdf.multi https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000126398/PDF/126398eng.pdf.multi]. และศศิรัศม์ วีระไวทยะ. (2554).&amp;amp;nbsp;การนำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสันติวัฒนธรรม โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน. (วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16012</id>
		<title>สันติวัฒนธรรม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16012"/>
		<updated>2024-06-28T06:13:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นิยามความหมาย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การศึกษาด้านสันติวัฒนธรรมจากงานหลายชิ้นมีความสอดคล้องกันว่าเกี่ยวข้องกับคุณค่าและการกระทำที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอิสระ มีความรัก ความเข้าใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ความยุติธรรม ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเป็นการป้องกันความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น และหากเกิดความรุนแรงก็มีวิธีในการจัดการอย่างสันติ ด้วยการพูดคุยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สหประชาชาติได้นิยามความหมายของสันติวัฒนธรรมไว้ว่า เกี่ยวข้องกับคุณค่า ทัศนคติ พฤติกรรม วิถีชีวิตที่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายตัวกลายเป็นความรุนแรง โดยจัดการที่รากเหง้าของปัญหาด้วยการพูดคุย นอกจากนี้ ยังรวมถึงแนวทางการประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคม บนหลักการพื้นฐานของความเมตตากรุณา และความเข้าใจ[[#_ftn1|[1]]] ในหลายประเทศได้นำนิยามดังกล่าวไปใช้ ผลักดัน และมีการขยายกรอบแนวคิดให้สอดคล้องกับแต่ละประเทศของตน เช่น ในฟิลิปปินส์ จากงานของ Navarro-Castro และ &amp;amp; Nario-Galace&amp;amp;nbsp;ในงานเรื่อง&amp;amp;nbsp;Peace Education&amp;amp;nbsp;: A Pathway to a Culture of Peace จะเกี่ยวข้องกับงานใน 6 มิติ เริ่มต้นจากครอบครัวในการได้รับการปกป้องและส่งเสริม การเคารพในคุณค่าของคน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การตอบสนองต่อความจำเป็นและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างและยอมรับความแตกต่างรวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การทำงานด้านสันติวัฒนธรรมในฟิลิปปินส์จะเน้นที่ยุติการใช้กำลังในการต่อสู้ด้วยอาวุธและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมจากการใช้อาวุธมาสู่การเกษตร เรียกได้ว่าจาก Arm to Farm คุณค่าเหล่านี้ที่จะตอบสนองต่องาน 6 มิติดังกล่าว คือ คุณค่าด้านยุติธรรม ความกรุณา การสานเสวนากัน การไม่ใช้ความรุนแรง ความเป็นพี่น้องร่วมโลก[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในภาษากรีกสันติวัฒนธรรม หมายถึง ความสามัคคีและความยุติธรรม รวมถึงการไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ ในทำนองเดียวกัน ภาษาอาหรับไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงการปราศจากสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดี ความสมบูรณ์ และความปรองดองในตนเอง รวมถึงระหว่างบุคคลภายในชุมชนและระหว่างประชาชาติด้วย และยังหมายถึงความรัก สุขภาพที่สมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง การแจกจ่ายสิ่งของ และการปรองดอง สำหรับ แนวคิดภาษาสันสกฤตของคำว่า ไม่เพียงแต่หมายถึงทางจิตวิญญาณเท่านั้น&amp;amp;nbsp;แต่ยังรวมถึงความสงบทางจิตใจ ความสงบสุขของโลก ความสงบใต้ท้องทะเล และในอวกาศ ในส่วนของจีน คือ การประสานกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพจากความหลากหลาย เทียบได้กับแนวคิดของจีนโบราณในการบูรณาการ&amp;amp;nbsp;องค์ประกอบที่ตรงกันข้ามดังที่แสดงในหลักการของหยินและหยาง[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สำหรับในประเทศไทย ได้นิยามความหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับงานของสากล เช่น&amp;amp;nbsp;สันติวัฒนธรรมเป็นสภาวะที่มีความสมดุลกลมกลืนกันของอัตลักษณ์ ทัศนคติ คุณค่า ความเชื่อ และแบบแผนการปฏิบัติในการใช้ชีวิต และความต้องการพื้นที่อิสระเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลในสังคมนั้น ๆ[[#_ftn4|[4]]] อีกทั้งการนิยามว่าเป็น แนวทางการประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคมทั้งที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน หรือต่างวัฒนธรรมบนหลักการพื้นฐานของความเมตตากรุณา มีความเจริญงอกงามพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ลักษณะของสันติวัฒนธรรมเป็นเรื่องของคุณค่า ทัศนคติ พฤติกรรม และวิถีชีวิต ที่ไม่ใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องของความใกล้ชิดกลมกลืนกันของลักษณ์ ทัศนคติ คุณค่า ความเชื่อ และแบบแผนการปฏิบัติในการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของการป้องกันจัดการความขัดแย้งด้วยวิธีการคลี่คลายเหตุปัจจัยของปัญหาโดยไม่เผชิญหน้า เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้ใช้ความรุนแรงในสังคมโดยกระบวนการสร้างสันติวัฒนธรรม มนุษย์ต้องสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม และสร้างธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎกติกาในสังคมให้เอื้อต่อบรรยากาศของสันติและความปรองดองสมานฉันท์[[#_ftn5|[5]]] &amp;amp;nbsp;รวมถึง นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า&amp;amp;nbsp;ได้กล่าวว่า เป็นวัฒนธรรมแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ วัฒนธรรมแห่งการเคารพ ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายและวัฒนธรรมแห่งการสานเสวนา เพื่อนำไปสู่ฉันทามติในการป้องกัน จัดการและสร้างสันติสุข[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;งาน 8 ด้าน (action area) ในการสร้างสันติวัฒนธรรม&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากนิยามของสหประชาชาติดังที่ได้กล่าวมา ยูเนสโก้ได้เสนองาน 8 ด้าน (action area) ในการสร้างสันติวัฒนธรรม&amp;amp;nbsp;ประกอบด้วย[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.&amp;amp;nbsp;การปลูกฝังวัฒนธรรมสันติภาพ/สันติวัฒนธรรมผ่านระบบการศึกษา (Foster a Culture of Peace through Education) โดยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีเนื้อหาในการกระตุ้นให้เกิดคุณค่า ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับสันติภาพ ซึ่งประกอบด้วย ความสงบ การแก้ไขความขัดแย้ง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างข้อตกลงร่วมกัน และการปฏิบัติที่ไร้ความรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและการพัฒนาสังคม (Promote Sustainable Economic and Social Development) โดยการลดความไม่พอเพียงทางเศรษฐกิจและสังคม การขจัดความยากจน การรับรองความมั่นคงทางอาหารที่เพียงพอ ส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคมการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ยั่งยืน ให้ความสนับสนุนสตรี สร้างมาตรการพิเศษเพื่อกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ และการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติที่ยั่งยืน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน (Promote Respect for All Human Rights) ตราบที่สงครามและความรุนแรงยังดำเนินอยู่ สันติภาพจะต้องครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้สูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย (Ensure Equality between Women and Men) โดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ สังคมและการตัดสินใจการเมืองของสตรี เพื่อลดโครงสร้างที่แบ่งแยกและขัดขวางสตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Foster Democratic Participation) ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงไว้ได้ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่รัฐบาลและการบริหารที่โปร่งใส การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรม การคอรัปชั่น การค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ขันติธรรมและความสมานฉันท์ (Advance Understanding, Tolerance and Solidarity) การขจัดสงครามและความรุนแรง เราจำเป็นต้องก้าวข้ามและเอาชนะภาพลักษณ์แห่งศัตรูโดยการส่งเสริมความเข้าใจอันดี ขันติธรรมและความสมานฉันท์ระหว่างผู้คน โดยการเรียนรู้ความแตกต่าง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7.&amp;amp;nbsp;ส่งเสริมการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Support Participatory Communication and the Free Flow of Information and Knowledge) รวมถึงการจำกัดความรุนแรงในสื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8.&amp;amp;nbsp;สนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ (Promote International Peace and Security) ได้แก่ การส่งเสริมเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ การปลดอาวุธ การทำสนธิสัญญาด้านนิวเคลียร์&amp;amp;nbsp;การเจรจาต่อรองเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในบทความนี้ ผู้อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจนิยามสันติวัฒนธรรม&amp;amp;nbsp;ไม่ได้เน้นแต่การยุติความรุนแรงทางกายภาพหรือสงครามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณค่าและการกระทำที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอิสระ มีความรัก ความเข้าใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ความยุติธรรม ความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงเป็นการป้องกันความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น และหากเกิดความรุนแรงก็มีวิธีในการจัดการอย่างสันติ ด้วยการพูดคุยในรูปแบบต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้เข้าใจงาน 8 ด้าน (action area) ในการผลักดันหรือสร้างสันติวัฒนธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม&amp;amp;nbsp;การเคารพสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ความเข้าใจอันดีระหว่างกัน การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผู้ที่สนใจค้นคว้าเพิ่มเติมงานเกี่ยวกับสันติวัฒนธรรม และสันติวัฒนธรรมในมิติต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนงานสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากงานของสหประชาชาติ ยูเนสโก้ และสันติวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ โดยในบางประเทศไม่ได้ใช้คำว่าสันติวัฒนธรรมโดยตรง แต่เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพหรือ peace เช่น หนังสือ&amp;amp;nbsp;Peace Education&amp;amp;nbsp;: A Pathway to a Culture of Peace. Handbook on Building Cultures of Peace. Education transforms lives เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;บรรณานุกรม&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชลัท ประเทืองรัตนา. (2565). การขับเคลื่อนการสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา&amp;amp;nbsp;: กรณีศึกษาสถาบันการศึกษานำร่อง. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: สถาบันพระปกเกล้า.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์. (พฤษภาคม 2555). สันติวัฒนธรรม. สืบค้นจาก [https://readgur.com/doc/2433780 https://readgur.com/doc/2433780]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศศิรัศม์ วีระไวทยะ. (2554). การนำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสันติวัฒนธรรม โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน. (วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ (2024). เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน และ ชลัท ประเทืองรัตนา. (2563). สันติวัฒนธรรมในพรรคการเมืองเพื่อเสริมสร้าง กระบวนการปรองดอง: กรณีศึกษาพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 9(7), 3040-3051. สืบค้นจาก [https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Rivera, J. (2009). Handbook on Building Cultures of Peace. USA: springer.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNESCO. (2007). Education transforms lives. Retrieved from [https://www.unesco.org/en/education https://www.unesco.org/en/education]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
United Nations. (1999). Resolution adopted by the General Assembly, 53/2543 Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace. Retrieved from [https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] United Nations. (1999). Resolution adopted by the General Assembly, 53/2543 Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace. Retrieved from [https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement https://documents-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N99/774/43/PDF/N9977443.pdf?OpenElement]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] Navarro-Castro, L. &amp;amp; Nario-Galace, J. (2010). Peace Education: A Pathway to a Culture of Peace. Retrieved from [https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf https://www.mc.edu.ph/Portals/8/Resources/Peace_Education_ebook_2010.pdf]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์. (พฤษภาคม 2555). สันติวัฒนธรรม. สืบค้นจาก [https://readgur.com/doc/2433780 https://readgur.com/doc/2433780]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]&amp;amp;nbsp;อภิญญา ดิสสะมาน และ ชลัท ประเทืองรัตนา. (2563). สันติวัฒนธรรมในพรรคการเมืองเพื่อเสริมสร้างกระบวนการปรองดอง: กรณีศึกษาพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 9 (7), 3040-3051. สืบค้นจาก [https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/255677]&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ (2024). เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]]&amp;amp;nbsp;UNESCO. (2024)&amp;amp;nbsp;UNESCO&amp;amp;nbsp;: mainstreaming the culture of peace [https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000126398/PDF/126398eng.pdf.multi https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000126398/PDF/126398eng.pdf.multi]. และศศิรัศม์ วีระไวทยะ. (2554).&amp;amp;nbsp;การนำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสันติวัฒนธรรม โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน. (วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87&amp;diff=16011</id>
		<title>สันติภาพกับความรุนแรง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87&amp;diff=16011"/>
		<updated>2024-06-28T05:09:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดนัย มู่สา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;สันติภาพกับความรุนแรง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn1|[1]]]&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สันติภาพ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพหรือสันติสุข[[#_ftn2|[2]]] (Peace) เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในสังคม แม้ว่าในโลกจะมีการนิยามความหมายที่แตกต่างกันไป แต่มีจุดร่วมของความหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ&amp;amp;nbsp;ไม่มีความเหลื่อมล้ำหรือมีความเหลื่อมล้ำไม่มาก มีการเคารพสิทธิมนุษยชน เคารพความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย การให้อภัย ไม่มีการปลูกฝังให้เกิดความเกลียดชังต่อกัน เป็นต้น จากที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ทุกสังคมน่าจะต้องการสถาปนาให้สันติภาพเกิดขึ้น แต่หลายประเทศยังคงห่างไกลจากแนวคิดดังกล่าว&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพจากแนวคิดของ Aron (1966) มุ่งเน้นไปที่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้หากปราศจากสงคราม&amp;amp;nbsp;หรือความรุนแรงทางตรงในรูปแบบอื่น ๆ แต่นิยามแบบแคบเช่นนี้เพียงพอหรือไม่ในการให้คำจำกัดความของคำว่าสันติภาพ Lederach[[#_ftn3|[3]]]&amp;amp;nbsp;นักวิชาการและนักขับเคลื่อนงานด้านสันติภาพได้ขยายความถึงสันติภาพแบบกว้างไว้&amp;amp;nbsp;โดยเห็นว่าเกี่ยวข้องกับ ความปรองดอง ความเป็นหนึ่งเดียว การอยู่ดีกินดี ความปลอดภัย การให้ความเคารพ ความรู้สึกการเป็นอิสระเนื่องจากได้รับการปลดปล่อยจากความรู้สึกด้านลบ ในขณะที่ Galtung[[#_ftn4|[4]]] บิดาแห่งสันติศึกษายุคใหม่ให้ความสำคัญกับทั้งการไม่มีความรุนแรงทางกายภาพควบคู่ไปกับการมีสังคมที่เป็นธรรม Galtung ได้แบ่งสันติภาพ ออกเป็น 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;สันติภาพทางบวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;สันติภาพทางลบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สันติภาพทางลบนั้น เป็นเพียงความพยายามที่จะมีสันติภาพเพื่อยุติสงครามเท่านั้น แต่สันติภาพทางบวก หมายถึง การไม่มีสงครามและการทำให้ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหมดไปและทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics and Peace-IEP) ได้วัดระดับสันติภาพในโลกมาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยได้นิยามถึงสันติภาพแบบกว้าง คือทั้งสันติภาพทั้งเชิงลบและสันติภาพเชิงบวก ไม่ได้กล่าวถึงสันติภาพว่าคือการปราศจากสงครามเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหมดไปและทำให้เกิดความเป็นธรรมและเกิดทัศนคติที่ดีต่อกันเกิดขึ้น&amp;amp;nbsp;ในรายงานสันติภาพเชิงลบที่ชื่อว่า Global Peace Index ได้ให้นิยามของสันติภาพไว้ คือ ปราศจากความรุนแรงหรือความกลัวต่อความรุนแรง โดยมีตัวชี้วัดหลัก 3 ด้าน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศที่ยังคงดำรงอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;ความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในรายงานสันติภาพเชิงบวกที่ชื่อ Positive Peace Index/Report ได้อธิบายไว้ว่า สันติภาพเชิงบวกเป็นการอธิบายถึง โครงสร้าง ทัศนคติ และสถาบัน ที่ทำให้สังคมมีสันติภาพที่ยั่งยืน หากสังคมใดมีคะแนนสันติภาพเชิงบวกสูง&amp;amp;nbsp;บ่งชี้ถึงการมีสังคมที่สันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้เป็นอย่างดี ตัวชี้วัดที่สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ใช้วัด ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;ด้านการยอมรับสิทธิของผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(4)&amp;amp;nbsp;ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(5)&amp;amp;nbsp;การพัฒนาทุนมนุษย์ระดับสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(6)&amp;amp;nbsp;การคอร์รัปชันในระดับต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(7)&amp;amp;nbsp;สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(8)&amp;amp;nbsp;การปฏิบัติงานได้ดีตามหน้าที่ของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากที่ศึกษามาข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า การศึกษาสันติภาพของประเทศตะวันตกส่วนหนึ่ง เน้นศึกษาสันติภาพที่เกี่ยวข้องกับทั้งสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวก ซึ่งเราจำเป็นต้องเข้าใจสันติภาพว่า&amp;amp;nbsp;มากไปกว่าความรุนแรงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ฝังลึก ซ่อนอยู่ข้างใต้ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีพลังในการส่งผลต่อความรุนแรงทางกายภาพได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ การศึกษาสันติภาพของประเทศตะวันออกส่วนหนึ่ง&amp;amp;nbsp;เน้นไปที่ความคิดว่าการทำให้เกิดสันติภาพไม่อาจมองข้ามการศึกษาสันติภาพจากภายในตนเอง โดยแต่ละปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ การมีจิตใจที่บริสุทธิ์ดีงาม คิดดี ทำดีต่อผู้อื่น&amp;amp;nbsp;มีการทบทวนตนเอง เข้าใจตนเองอย่างสม่ำเสมอว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อยึดตนเองเป็นศูนย์กลางโดยละเลยการเข้าใจบุคคลอื่น พลังที่เกิดจากสันติภาพภายในเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ จากปัจเจกบุคคลที่คิดจะทำงานเพื่อส่วนรวม&amp;amp;nbsp;ต้องพัฒนาจิตของตนเองเสียก่อน แล้วขยายไปสู่การทำงานช่วยเหลือคนอื่นในบ้าน ชุมชน ประเทศและภูมิภาค&amp;amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าการศึกษาสันติภาพของ 2 บริบทนี้ มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้แยกการศึกษาจากกันอย่างเด็ดขาด ในด้านการศึกษาสันติภาพเชิงลบ เชิงบวก การศึกษาสันติภาพภายในและภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ความรุนแรง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง ความรุนแรงมิใช่ผลของความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีที่มนุษย์เลือกใช้ กล่าวคือจะเลือกใช้วิธีการเจรจา พูดคุยหรือวิธีที่ใช้ความรุนแรง การเลือกใช้วิธีความรุนแรงก็เป็นเพียงวิธีการแก้ไขความขัดแย้งวิธีหนึ่งเท่านั้น[[#_ftn5|[5]]] ความรุนแรงทางกายภาพเป็นปรากฎการณ์ที่คนทั่วไปเห็นได้อย่างชัดเจน&amp;amp;nbsp;แต่ไม่เพียงพอในการอธิบายความรุนแรงที่มีความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้น เราจึงควรเข้าใจความรุนแรงใน&amp;amp;nbsp;3 ระดับ หรือ 3 ชั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ความรุนแรง (Violence) 3 ชั้น หรือ 3 หน้าของความรุนแรง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและรอบด้าน ไม่เพียงแต่พิจารณาจากปรากฏการณ์ความรุนแรงทางกายภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมา แต่ส่วนที่ซ่อนอยู่ข้างใต้น้ำที่มองไม่เห็น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ว่าอะไรที่มารองรับการใช้พฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นคำอธิบายที่สร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง รวมถึงระบบโครงสร้างที่ไม่ได้เน้นไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง แต่โครงสร้างที่ทำให้เกิดผลกระทบความรุนแรงต่อมนุษย์ คำอธิบายความรุนแรงทั้ง 3 ระดับนี้ Galtung[[#_ftn6|[6]]] ได้เป็นผู้อธิบายไว้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงทางตรง (Direct Violence)&#039;&#039;&#039; เป็นความรุนแรงที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกายและมีผู้กระทำความรุนแรง และผลของความรุนแรงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเป็นความรุนแรงที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกายและมีผู้กระทำความรุนแรง บางครั้งเรียกความรุนแรงชนิดนี้ว่าเป็นความรุนแรงส่วนบุคคล ผลของความรุนแรงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น บาดแผลบนร่างกายคน รวมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตัวอย่างของความรุนแรงทางตรงหรือทางกายภาพในสังคมไทย เช่น การทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษา 2 สถาบัน ที่ก่อตั้งมานานนับ 90 ปี แต่มีคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาททุกปี และมีการตอบโต้เอาคืนกันไปมาอย่างต่อนเอง หรือตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว จากข้อมูลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ปี 2557-2559 โดยเฉลี่ย มีจำนวน 1,262 รายต่อปี ในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตในช่วง 20 &amp;amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา มากกว่า 7 พันคน บาดเจ็บหมื่นกว่าคน ในส่วนของความรุนแรงทางการเมืองเป็นพลวัตแปรเปลี่ยนไปตามบริบทและสถานการณ์ มิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่บางช่วงจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ชัดเจน&amp;amp;nbsp;แต่บางช่วงอาจเป็นช่วงที่ก่อตัวสะสมปัญหาโดยความรุนแรงยังไม่เกิดขึ้น สำหรับปรากฏการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2557 มีผู้เสียชีวิต 133 ราย ผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,000 ราย&amp;amp;nbsp;ผู้ต้องคดีอีก 1,450 ราย และมีผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 3,000 ราย ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบเองก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตของตนและครอบครัวอีกด้วย[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;2.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence)&#039;&#039;&#039; คือ สภาวะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างสังคม หรือสถาบันทางสังคมที่ทำร้ายประชาชนอย่างช้า ๆ โดยการกีดกันพวกเขาจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นความไม่เป็นธรรม หรือความเหลื่อมล้ำ ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดเก็บข้อมูลในส่วนนี้ในปี พ.ศ. 2560 กลุ่มผู้ถือครองที่ดิน ร้อยละ 10 มีการถือครองที่ดินมากที่สุด มีส่วนแบ่งการถือครองที่ดิน ร้อยละ 61.48 ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ถือครองที่ดิน ร้อยละ 90 ที่เหลือ ที่มีส่วนแบ่งการถือครองที่ดินเพียง ร้อยละ 38.52 หรือหากพิจารณาจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีเงินฝากไม่เกินกว่า 50,000 บาท มีจำนวน 82,188,883 บัญชีคิดเป็น 86.72&amp;amp;nbsp;% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 120,496 บัญชีคิดเป็น ร้อยละ 0.13 ของบัญชีทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;3.&amp;amp;nbsp;ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural Violence)&#039;&#039;&#039; เป็นการรองรับความรุนแรงทางตรง และโครงสร้างให้ดำรงอยู่ได้โดยชอบธรรม หรือถูกมองว่าเป็นสภาวะปกติที่คนไม่ตั้งคำถามหรือสงสัย โดยเฉพาะถ้ามีการปลูกฝังให้เกิดการเกลียดชังระหว่างสีผิว หรือคนต่างศาสนา เช่น คนผิวขาวกับคนผิวดำ ศาสนาพุทธกับอิสลาม คริสต์หรือศาสนาอื่น ๆ และถ้าคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตนเหนือกว่าหรือถูกต้องกว่าคนอื่น&amp;amp;nbsp;โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงก็ยิ่งง่ายดายขึ้น เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไทยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เกิดการแบ่งขั้วแยกข้างเป็นสองฝ่าย จากเสื้อเหลืองเสื้อแดง มาสู่ฝ่าย[[อนุรักษ์นิยม|อนุรักษ์นิยม]]และเสรีนิยม&amp;amp;nbsp;และจากการถ่ายทอดความเกลียดชังผ่านสื่อต่าง ๆ ทำให้บางคนมีความรู้สึกถึงขั้นอยากให้อีกฝ่ายหายไปแผ่นดินจะได้สูงขึ้น ดังเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏในสื่อเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากกรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นมายาวนาน หากจะนับตั้งแต่ปี 2547 มีประเด็นที่น่ากังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่น ลูกกำพร้าบางคนของคนทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ ต่างก็อยากจะเติบโตเป็นทหารและกลุ่มขบวนการเพื่อแก้แค้นให้กับบิดาของตนเอง ซึ่งจะทำให้วงจรของความรุนแรงยุติได้ยาก หากกล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในแต่ละปีแตกต่างกันไปตามแต่บริบทของสังคมในแต่ละช่วง อาชีวะศึกษาบางแห่งมีความรุนแรงระหว่างนักศึกษา เนื่องจากการถ่ายทอดมุมมองด้านลบของรุ่นพี่บางคนให้รุ่นน้องฟัง นักเรียนอาชีวะหลายแห่งจะพูดเหมือนกันว่าเราต่างคนต่างอยู่ แต่ถ้ามาเจอกัน ถ้าไม่ทำเขา เขาก็ทำเรา และเกิดการล้างแค้นกันอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุดมาถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานชื้นนี้เป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสันติภาพและความรุนแรง รวมถึงอธิบายความสัมพันธ์กันระหว่างคำดังกล่าว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง สันติภาพสามารถอธิบายได้ว่าหมายถึงไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ (สันติภาพเชิงลบ) แต่ไม่เพียงพอในการอธิบาย จำเป็นต้องอธิบายด้วยสิ่งที่ซ่อนหรือผลักดันให้เกิดหรือไม่เกิดการใช้ความรุนแรง ซึ่งรวมถึงทัศนคติและโครงสร้าง (สันติภาพเชิงบวก) การศึกษาสันติภาพยังรวมถึงการศึกษาสันติภาพเน้นไปที่ภายในจิตใจตนเอง โดยแต่ละปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ การมีมุ่งเน้นพัฒนาจิตของตนเองเสียก่อน แล้วขยายไปสู่การทำงานช่วยเหลือคนอื่นในบ้าน ชุมชน ประเทศและภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความรุนแรงเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ การป้องกันไม่ให้คนใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ 3 ชั้นของความรุนแรง คือ ความรุนแรงทางตรง โครงสร้างและวัฒนธรรม ความรุนแรงทางตรงมองเห็นได้ชัดเจน&amp;amp;nbsp; ขณะที่ความรุนแรงทางโครงสร้างและวัฒนธรรม เป็นความรุนแรงในชั้นระดับที่ลึกลงไปที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ความรุนแรงจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนา และความรุนแรงที่เกิดจากการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นปลูกฝังให้เกิดความเกลียดชังกัน ความเชื่อมโยงระหว่างสันติภาพกับความรุนแรง คือ สันติภาพเชิงลบกับความรุนแรงทางตรงซึ่งเป็นความรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า แต่ไม่สมบูรณ์ในการอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคม จึงต้องใช้สันติภาพเชิงบวกกับความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ส่งผลให้เกิดหรือไม่เกิดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. &amp;amp;nbsp;จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2557-2559. เอกสารอัดสำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ. (2558).&amp;amp;nbsp;รายงานและข้อเสนอแนะ เบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง. กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2557). ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง.&amp;amp;nbsp; กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Aron, Raymond.&amp;amp;nbsp;(1966).&amp;amp;nbsp; Peace and War.&amp;amp;nbsp; New York: Doubleday.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Edward Azar. (1990). The management of protracted social conflict&amp;amp;nbsp;: theory and cases &amp;amp;nbsp;English&amp;amp;nbsp;: Print Book&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Galtung, Johan. (1990). Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization. London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Institute for Economics and Peace. (2022). &amp;amp;nbsp;Global Peace Index 2022.&amp;amp;nbsp;Retrieved September 5, 2022, from [https://www.visionofhumanity.org/maps/#/ https://www.visionofhumanity.org/maps/#/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lederach, John Paul. (1997).&amp;amp;nbsp;Building Peace&amp;amp;nbsp;: Sustainable Reconciliation in Divided Societies. Washington, DC: [https://translate.googleusercontent.com/translate_c?depth=1&amp;amp;hl=th&amp;amp;prev=search&amp;amp;rurl=translate.google.co.th&amp;amp;sl=en&amp;amp;u=https://bookstore.usip.org/default.aspx&amp;amp;usg=ALkJrhjvHKOpNXv724nTJIrPOj49Om5ymA United States Institute of Peace Press].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;เชิงอรรถ&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา, นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] ในงานชิ้นนี้นิยามความหมายของคำว่า สันติภาพและสันติสุขในความหมายเดียวกัน โดยแปลมาจากคำว่า Peace สำหรับในสังคมไทย คำว่าสันติสุขถูกนำมาใช้แทนที่คำว่าสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสมัย รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับประเทศทางตะวันตก peace หมายถึงสันติภาพเชิงลบที่ไม่มีความรุนแรงทางกายภาพและสันติภาพเชิงบวกที่มีความเป็นธรรมในสังคม ไม่มีการปลูกฝังให้เกลียดชังกัน เคารพในสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมกันของมนุษย์&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] Lederach, John Paul.&amp;amp;nbsp; (1997).&amp;amp;nbsp; Building Peace&amp;amp;nbsp;: Sustainable Reconciliation in Divided Societies. Washington, DC: United States Institute of Peace Press&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] Galtung, Johan.&amp;amp;nbsp; (1990).&amp;amp;nbsp; Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization.&amp;amp;nbsp; London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2557). ท้าทายทางเลือก&amp;amp;nbsp;: ความรุนแรง และการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: ของเรา (Protestista),&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] Galtung, Johan.&amp;amp;nbsp; (1990).&amp;amp;nbsp; Peace by Peacefulmean Peace and Conflict Development and Civilization.&amp;amp;nbsp; London: Sage Publication Ltd.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ.&amp;amp;nbsp; (2558).&amp;amp;nbsp; รายงานและข้อเสนอแนะ เบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง.&amp;amp;nbsp; กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:ว่าด้วยสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88_:_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94&amp;diff=16010</id>
		<title>การสื่อสารเพื่อความเข้าใจ : เพื่อนคู่คิด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88_:_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94&amp;diff=16010"/>
		<updated>2024-06-28T03:27:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;แนวคิดการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ทักษะในการสื่อสาร﻿ (Communication Skills) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿1. ทักษะการฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿2. ทักษะการพูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿3. ทักษะการอ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿4. ทักษะการเขียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿สำหรับทักษะที่สำคัญมากในการจัดการความขัดแย้ง คือ ทักษะในการฟังในชีวิตประจำวัน เราก็ใช้การฟังมากกว่าการพูดในการสื่อสาร กล่าวถึงการสื่อสารที่ดีมีหลายแนวคิด หลายสำนักคิดที่ได้อธิบายไว้ การสื่อสารที่เรียกว่า &#039;&#039;&#039;Thinking Environment&#039;&#039;&#039; ผู้เรียบเรียงแปลว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;การสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&amp;quot;&#039;&#039;&#039; เป็นการสื่อสารที่ดีที่ได้รับการยอมรับในทางสากลและนำไปใช้อธิบาย เผยแพร่ในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี&amp;amp;nbsp; แอฟริกาใต้และประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿แนนซี ไคลน์ (Nancy Kline) ผู้ได้รับรางวัลด้านการฝึกสอนและรางวัลนักฟังที่เยี่ยมยอด (The Listener of the Year Award) โดยสมาคมการฟังนานาชาติ (The International Listening Association)&amp;amp;nbsp;จากสหรัฐอเมริกา ไคลน์เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Thinking Environment&amp;amp;nbsp; เธอได้อธิบายไว้ว่า การคิดที่ดี การคิดที่ยอดเยี่ยม เป็นพลังในการขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชน ประเทศและในโลก แต่การคิดที่ดีแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การให้เวลาคนที่ยังคิดไม่ออก ยังติดขัด ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้า ยังหาทางออกไม่ได้ โดยให้เวลาเขาได้ครุ่นคิด อยู่กับตัวเอง และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม สถานการณ์สุกงอม เขาจะสามารถหาทางออกและคำตอบได้ด้วยตัวเอง การมีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์&amp;amp;nbsp;การให้เวลา (Time to think) เป็นสิ่งสำคัญมากในการปลดล็อคจากสิ่งที่ยังติดขัด สู่ทางออกที่ผ่อนคลาย&amp;amp;nbsp;เธอได้กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;
&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;“คุณภาพของทุกสิ่งที่เราทำ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการคิด คุณภาพของการคิดจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน”&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;“The quality of everything we do depends on the quality of the thinking we do first.&amp;amp;nbsp;The quality of our thinking depends on the way we treat each other while we are thinking.”&#039;&#039;&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;องค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ในส่วนของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด ทำให้คนที่ยังติดขัดหาทางออกไม่ได้ สามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง โดยมีคนที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนมานั่งฟัง สบตา ให้กำลังใจ ทำให้คนที่ติดขัดได้ระบาย ได้พูดออกมา และจะนำไปสู่การหาทางออกได้ด้วยตังเอง องค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ (the Ten Components of a Thinking Environment) มีดังนี้ &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;1. การใส่ใจต่อผู้พูด (Attention)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การฟังนำไปสู่การเชื่อมโยงความคิดและเป็นตัวเร่งที่ดีในการทำให้บรรลุเป้าหมาย การฟังเพื่อตอบหรือตอบโต้ แตกต่างจากการฟังเพื่อจุดประกาย (Ignite) ของคน ผู้ฟังต้องให้ความสนใจผู้พูดด้วยการสบตา&amp;amp;nbsp;มีดวงตาที่อบอุ่น ฟังแบบไม่ขัด โดยสนใจว่า เขาจะพูดอะไร โดยที่ผู้ฟังไม่สามารถที่จะฟังคนอื่นได้อย่างเต็มที่ในขณะที่ทำอย่างอื่นไปด้วย ดังนั้น การฟังที่ดีต้องไม่ทำอย่างอื่น&amp;amp;nbsp;ไม่เล่นมือถือ ไม่เล่นโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer) จะต้องเน้นการฟังแบบเห็นดวงตาเขาอยู่ในดวงตาของผู้ฟังเอง การฟังไม่ใช่เป็นการฟังเพื่อจะตอบโต้หรือวิจารณ์ แนะนำ วินิจฉัยที่ทำให้รู้ว่าผู้ฟังเป็นคนฉลาด การฟังที่ไม่ดี คือ การถอนหายใจ ดูนาฬิกา เคาะนิ้ว อ่านหนังสือพิมพ์ การใส่ใจต่อผู้พูดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ แนนซี ไคลน์ เมื่อเราใส่ใจต่อผู้พูดและทุกสิ่งจะตามมา ทั้งความผ่อนคลาย ความเท่าเทียม ความรู้สึก รวมถึงการสามารถค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;2. ความเท่าเทียม (Equality)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ทุกคนเชื่อในความเท่าเทียมหรือไม่ ทุกคนได้รับการสั่งสอนมาให้คิดว่า เรารู้ดีกว่าลูกค้า เพราะว่าเราเป็นหมอ ทนายความ ครู ที่ปรึกษา มีการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ถึงผลเสียจากการไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียม&amp;amp;nbsp;เช่น กรณีผ่าตัดไต คุณหมอวางมีดผ่าตัดเหนือท้องน้อยข้างซ้าย คนไข้บอกว่า คุณหมอเจน มันผิดข้าง คุณหมอแย้งว่า คุณไม่ต้องพูดอะไรอีก อย่าล้ำเส้น ทั้ง ๆ ที่คนไข้พยายามจะแย้งว่า ไตข้างขวาที่มีปัญหาแล้วคุณหมอก็ตัดไตข้างซ้าย ต่อมาคุณหมอก็ถูกฟ้องร้องและเพิกถอนใบอนุญาตเพราะหมอไม่เชื่อในความเท่าเทียม แต่คุณหมอท่านนั้นเชื่อในอำนาจและความเป็นมืออาชีพของตนเอง อีกกรณีหนึ่ง คือ เครื่องบินชนกันที่เตเนริฟ (Tenerife)&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) เครื่องบินจัมโบ (Jumbo) 2 ลำ ลงจอดในสนามบินอย่างเร่งด่วน จากสภาพอากาศที่ไม่ดี ต่อมาเครื่องบินลำหนึ่งพยายามจะวิ่งข้ามรันเวย์ (Runway) แต่มองไม่ชัด มีหมอกลงและไม่เห็นว่ามีเครื่องบินอีกลำหนึ่งอยู่ปลายทาง นักบินเร่งเครื่องบิน แต่ทางลูกเรือผู้ช่วยส่งเสียงเตือน แต่นักบินไม่ฟัง สุดท้ายเครื่องบินชนกันมีคนเสียชีวิต 583 คน นอกจากประเด็นการเชื่อเรื่องความเท่าเทียมแล้ว ยังมีอีกประเด็น คือ ขอบเขต (Boundaries) หมายความว่า ไม่ต้องคิดเหมือนกัน ไม่ต้องเอาใจประธานที่ประชุม แต่ทุกคนก็มีความเคารพในความเห็นซึ่งกันและกัน&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;3. ความผ่อนคลาย (Ease)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การไม่รีบเร่ง การทำอาจจะหมายถึง ไม่ทำอะไร อยู่กับตัวเอง ทำจากข้างในอย่างช้า ๆ มีจุดเน้นโดยให้สังเกตคนที่อยู่หน้าคุณทุกคนว่า เป็นคนสำคัญที่สุด โดยเน้นความสงบจากข้างใน ไม่รีบเร่ง ผ่อนคลาย ไคลน์ได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจและตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นนักดับเพลิงจะทำยังไง จะทำงานช้าได้หรือ คำตอบของไคลน์ ก็คือ ถ้ามีสติก็ทำให้ทำงานดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;4. การชื่นชม (Appreciation)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การชื่นชมนำไปสู่ความสร้างสรรค์ เลือดไปเลี้ยงสมองดีและส่งผลดีต่อหัวใจเมื่อมีการชื่นชมและทำให้เกิดการคิดที่ดี ในทางกลับกันเลือดจะไม่ไปเลี้ยงสมองหากเราวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ดังนั้น จึงควรใช้หลักการ 3s&amp;amp;nbsp;ในการชื่นชม คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(1)&amp;amp;nbsp;การสรุป (Succinct) ถ้าใช้คำพูดยาวคนจะไม่ค่อยจดจำ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(2)&amp;amp;nbsp;ความจริงใจ (Sincere) มาจากใจ ไม่เสแสร้งหรือโกหก&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;(3)&amp;amp;nbsp;การเจาะจง (Specific) ไม่ชมกว้างเกินไปเพื่อให้คนฟังสามารถนำไปปฏิบัติได้&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;5. ความร่วมมือ (Encouragement)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ความร่วมมือตรงข้ามกับความคิดที่ว่า ฉันต้องฉลาดกว่า ประสบความสำเร็จกว่า ดีกว่าทุกอย่าง การมุ่งเอาชนะไม่ส่งผลดีสำหรับการคิดที่ดี ไคลน์ได้ยกตัวอย่างผู้บริหาร 2 แบบ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;﻿(1)&amp;amp;nbsp;แบบแข่งขัน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;﻿(2)&amp;amp;nbsp;แบบร่วมมือ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้บริหารแบบแรกเน้นการแข่งขันให้พนักงานค้นหาความคิดที่ดีที่สุดจากที่ทำงาน ความคิดใครดีที่สุดจะได้ไปรับประทานข้าวเย็นกับผู้บริหาร ผู้บริหารแบบที่สองเน้นความร่วมมือ ฟังด้วยความกรุณา ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นคิด&amp;amp;nbsp;ไม่เน้นฆ่าความคิดของคนอื่นแล้วบอกว่า ความคิดเราดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;6. ข้อมูล (Information)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ในที่นี้ หมายถึง การให้ข้อมูล การให้ข้อเท็จจริง การรื้อถอนการปฏิเสธ (Dismantling Denial) ข้อมูลเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เช่น รถไฟมาถึงเวลากี่โมง นอกจากนี้ข้อมูลยังรวมถึงการรื้อถอนการปฏิเสธ การปฏิเสธไม่ว่าจะต่อตัวบุคคลหรือองค์กรเป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น การรื้อถอนการปฏิเสธยังเป็นการรื้อถอนความเชื่อที่ผิด ๆ&amp;amp;nbsp;โดยยกตัวอย่างพนักงานที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งทำให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น จากนั้น จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ดีขึ้นและเกิดการทำงานที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;7. ความรู้สึก (Feeling)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;การปลดปล่อยอารมณ์ที่เหมาะสม ความกลัวเป็นการจำกัดการคิด การร้องไห้ทำให้เราดีขึ้น (แม้ว่าบางวัฒนธรรมจะพยายามไม่ร้องไห้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ) หลังจากหัวเราะทุกอย่างจะดีขึ้น&amp;amp;nbsp;การปลดปล่อยอารมณ์ทำให้ทุกคนได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;8. ความหลากหลาย (Diversity)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;﻿สมมติฐานที่เชื่อว่า เราเหนือกว่าคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เหมือนแมลงสาปที่น่ารังเกียจ&amp;amp;nbsp;ความหลากหลายเปิดรับความคิดร่วมกัน ทำให้เกิดการคิดที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงการคิดแบบเหมารวม ทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกันหมด หลีกเลี่ยงอคติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;9. คำถามที่แหลมคม (Incisive Question)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;คำถามที่แหลมคมเป็นคำถามที่ปลดล็อคออกจากสมมติฐานที่ขัดขวางความคิด (Untrue limiting assumption that are blocking thinking) ทำให้ไฟในตัวทุกคนลุกโชนอีกครั้ง ทำให้สิ่งที่ติดอยู่หลุดออกได้&amp;amp;nbsp;ทุกคนสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ สมมติฐานแตกต่างจากความเชื่อ เนื่องจากสมมติฐานเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้เป็นความเชื่อหรือศรัทธาที่ห้ามโต้แย้ง ไคลน์ได้ยกตัวอย่างคำถามที่แหลมคม เช่น อะไรที่ขัดขวางคุณหรือเป็นอุปสรรคในการทำให้คุณเคลื่อนไปข้างหน้า สมมติฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ แล้วสมมติฐานใดที่ถูกต้องที่จะมาแทนสมมติฐานเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿&#039;&#039;&#039;10. สถานที่ (Place)&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;﻿สถานที่แบบใดทำให้คุณเป็นคนสำคัญ สถานที่ทำให้คนได้ครุ่นคิด ใช้การถามลูกค้าว่าต้องการแบบไหน และเมื่อร่างกายเราพร้อม การคิดที่ดีจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทสรุป&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจ แนวคิดและองค์ประกอบ 10 ประการ ของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ&amp;amp;nbsp;: เพื่อนคู่คิด ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿1. การใส่ใจต่อผู้พูด&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿2. ความเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿3. ความผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿4. การชื่นชม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿﻿5. ความร่วมมือ&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿6. ข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿7. ความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿8. ความหลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿9. คำถามที่แหลมคม และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿10. สถานที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ทั้ง 10 องค์ประกอบนี้ มีความสำคัญและจำเป็นในการนำไปสู่การคิดที่ยอดเยี่ยม แต่อาจไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันทั้งหมดในทุกครั้ง&amp;amp;nbsp;อาจมีบางองค์ประกอบที่ใช้มากเป็นพิเศษ แต่องค์ประกอบที่จำเป็นต้องใช้ จำเป็นต้องมี คือ การใส่ใจต่อผู้พูด และการตั้งคำถามที่แหลมคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ﻿ผู้ที่สนใจการสื่อสารเพื่อหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง สามารถศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือที่เธอเขียนไว้หลายเล่ม เช่น Time to think&amp;amp;nbsp;: Listening to Ignite The Human Mind (1999) หนังสือเรื่อง More Time to Think&amp;amp;nbsp;: The Power Of Independent Thinking (2015) และ หนังสือเล่มล่าสุด The promise that changes everything I won&#039;t interrupt you (2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชลัท ประเทืองรัตนา.(2021). ให้เวลาคิดมากขึ้น: พลังของการคิดแบบอิสระ. วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ Vol. 1 No. 1 (Jan-Apr 2021) [https://so05.tci https://so05.tci]thaijo.org/index.php/Kanchanaeditor/article&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kline, N. (2024). THINKING ENVIRONMENT.&amp;amp;nbsp; [https://www.timetothink.com/thinking-environment/ https://www.timetothink.com/thinking-environment/]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kliene, N. (1999). Time to think&amp;amp;nbsp;: Listening to Ignite The Human Mind, 11&amp;lt;sup&amp;gt;th &amp;lt;/sup&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ed.London: Octopus Publishing Group.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Kliene, N. (2015). More Time to Think: The Power of Independent Thinking, 2&amp;lt;sup&amp;gt;nd&amp;lt;/sup&amp;gt; ed. London: Octopus Publishing Group.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]][[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2&amp;diff=16009</id>
		<title>นโยบายปราบมาลาเรีย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2&amp;diff=16009"/>
		<updated>2024-06-27T09:53:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; มาลาเรียเป็นโรคเก่าแก่ในเขตร้อนที่มีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาตร์ในดินแดนสยาม และเป็นปัญหาคุกคามสุขภาพและการมีประชากรน้อยของดินแดนแถบนี้มาอย่างยาวนาน มีหลักฐานทางโบราณคดีจากการศึกษาโครงกระดูกและหลักฐานด้านเอกสารประเภทตำนานและพงศาวดารที่กล่าวถึงมาลาเรียที่เป็นโรคประจำถิ่นที่คุกคามสุขภาพ รวมทั้งเป็นสาเหตุการตายของคนในแถบนี้เสมอมา แต่การจัดการรับมือกับการระบาดของมาลาเรียของคนในสังคมสยามโบราณจะเน้นการป้องกันด้วยภูมิปัญญาและรักษาด้วยสมุนไพร&amp;amp;nbsp;ทั้งยังปรากฏว่ารัฐไทยสมัยโบราณเองก็ไม่ได้มีบทบาทในการจัดการแพทย์เพื่อดูแลราษฎรแต่อย่างใดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเปลี่ยนแปลงการรับรู้โรคและการจัดการของรัฐไทยในยุคสู่ความทันสมัย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในความรับรู้ของชาวสยามเหมือนจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ไข้ป่า คือ ไข้ที่อันตรายกว่าไข้จับสั่นที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าและเกิดในเมืองได้ด้วย แต่ไข้ป่าที่อันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตนั้นชาวสยามคงตระหนักดีว่า&amp;amp;nbsp;จะเกิดโรคขึ้นได้เมื่อต้องเดินทางไปในป่าดง ดังปรากฏให้เห็นในนิยามโรคไข้ป่าของปาลเลกัวซ์และหมอบรัดเลย์ที่กล่าวชัดว่าเป็นไข้มาจากในป่า ในหนังสือสัพพะพะจะนะพาสาไทของบาทหลวงปาลเลกัวซ์ได้มีคำอธิบายเกี่ยวกับที่การแพทย์แผนไทยเรียกว่า ไข้สารบาตที่มีอาการสั่นหรือ Malignant fever ไว้ด้วยว่า &#039;&#039;&#039;“Kind of malignant fever which person travelling in the woods”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn1|[1]]](ปาเลอกัวซ์, 2542, น. 266) คือไข้ป่า&amp;amp;nbsp;และในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบลัดเลย์ที่พิมพ์ครั้งแรก ปี 2416 ได้อธิบายความหมายของคำว่า&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“ไข้ป่า”&#039;&#039;&#039; ไว้ว่า &#039;&#039;“อาการไข้อย่างหนึ่ง, เจ็บเพราะถูกต้องอายพิศดิน, ฤาอายพิศแร่, แลว่านยาในป่าในดง”&#039;&#039;[[#_ftn2|[2]]] (บรัดเลย์, 2516, น. 71) นอกจากนี้แล้วในหลักฐานเของไทยยังเรียกโรคนี้ว่า ไข้พิศ (พิษ) ไข้จับ ไข้สั่น&amp;amp;nbsp;ไข้สารบาต หรือสันนิบาต ไข้เจลียง ไข้ลากสาด ไข้เหนือ หรือเรียกในพื้นถิ่นว่าไข้ดอกสัก ไข้ป้างในภาคเหนือ โดยสรุปเป็นไข้ที่ถูกอธิบายไว้ว่าเป็นไข้อาการร้ายแรงประเภทหนึ่ง เพราะมีอาการสั่นและเพ้อคลั่งเมื่อจับไข้ขึ้นมา แต่ไม่ทำให้ตายเฉียบพลัน กลับกันร่างกายจะอ่อนแอเสียส่วนมาก[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในอดีตการระบาดของโรคมาลาเรียส่วนใหญ่เกิดในเขตหัวเมือง หรือชุมชนที่มีอาณาเขตติดกับเขตป่าหรือตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีการถางป่า เนื่องด้วยเป็นโรคที่เกิดจากป่าในช่วงเวลานั้นยังคงมีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นโรคที่คุกคามสุขภาพและคร่าชีวิตราษฎรอยู่ตลอด การบุกเบิกพื้นที่ป่าไม้เพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยในช่วงเวลาการพัฒนาประเทศในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดการถางป่าบุกเบิกที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการตั้งชุมชน ด้านชลประทานและการเกษตร รวมไปถึงอุตสาหกรรมป่าไม้ การถางป่าเพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคมาลาเรียชุกชุมมาก โดยการถางป่าและภาวะระบาดของโรคมาลาเรียมีความสัมพันธ์กัน อันมีสาเหตุต่อการขยายพันธุ์ของยุงก้นปล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะป่าทึบถูกโค่นถางลงและกลายเป็นพื้นที่โล่งแดดส่องถึงพื้นดิน ยุงแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของโรคไข้จับสั่นหรือไข้ป่านั้น จะเป็นปัญหาสำหรับชาวตะวันตกที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเสียมากกว่า แม้จะเข้ามาพร้อมด้วยอำนาจวิเศษของยาควินินที่รักษาโรคไข้จับสั่นและไข้ป่าได้แล้วก็ตาม แต่การคุกคามด้วยโรคเมืองร้อนที่ไม่รู้จักอย่างมาลาเรียนั้น ส่งผลให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ให้ความสำคัญต่อปัญหาโรคจับสั่นมากกว่าชาวสยามที่รู้จักคุ้นชินกับโรคนี้อยู่บ้างแล้ว ก่อนถึงทศวรรษ 2440 ภัยจากไข้จับสั่นดูจะไม่เป็นปัญหาสำคัญมากนัก จวบจนการพยายามขยายอำนาจและส่งข้าราชการจากเมืองหลวงไปปกครองในต่างถิ่นต่างแดนแล้วต่างหาก ปัญหาไข้จับสั่นจึงสำคัญขึ้นมาในการรวมอำนาจสู่ส่วนกลางแบบรัฐสมัยใหม่[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เมื่อไข้ป่าถูกรับรู้ตามแนวคิดการแพทย์แผนตะวันตกเป็นมาลาเรีย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในราวต้นทศวรรษ 2440 คำว่ามาลาเรียถูกใช้เรียกแทนไข้ป่าที่มีความหมายใกล้ชิดว่าไข้ที่เกิดจากป่าคนป่วย คือ คนที่ไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับป่าหรือสิ่งแวดล้อมในป่าดง แต่มาลาเรียนั้นให้ความหมายใหม่ว่า โรคนี้เกิดจากยุงและต้องป้องกันไม่ไห้ยุงกัดที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรค ซึ่งเป็นความรู้ของโรคมาลาเรียที่มากับการแพทย์เวชศาสตร์เขตร้อนที่ก้าวหน้าอยู่ในยุคอาณานิคม ทำให้ไข้จับสั่นหรือไข้ป่าเปลี่ยนแปลงกลายเป็นไข้มาลาเรียที่มีความหมายของโรคที่ชัดเจนและแน่นอนขึ้นจากการค้นพบทางการแพทย์ในยุคสมัยเดียวกันนั้น และโรคทั้งหลายกลายเป็นโลกาภิวัตน์ไปแล้วในยุคอาณานิคมที่การแพทย์แผนตะวันตกถูกใช้เป็นเครื่องมือสากลในการจัดการสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากหลักฐานชั้นต้น &#039;&#039;&#039;“รายงานกรมศุขาภิบาลประจำปี ร.ศ. 120”&#039;&#039;&#039; ตรงกับ พ.ศ. 2444 ปรากฏหลักฐานยืนยันขึ้นในภาษาไทยเป็นครั้งแรกของคำว่ามาลาเรียในชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“ไข้ป่า มาลาเรียฟิวเวอร์” &#039;&#039;&#039;โดย นายแพทย์เอช แคมเบล ไฮเอต แห่งกรมแพทย์ศุขาภิบาล ได้รายงานเรื่องไข้จับสั่นจากการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ในห้องปฏิบัติการของรัฐบาลที่เพิ่งสร้างขึ้น ได้ตรวจพบเชื้อโรคมาลาเรียจากการส่องกล้องจุลทรรศน์ ทั้งยังวาดภาพเชื้อโรคและลักษณะของยุงที่นำเชื้อโรคเอาไว้ด้วย และยังยืนยันชัดเจนว่ามาลาเรียเกิดจากยุงที่เพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำ การจะจัดการควบคุมโรคจะต้องทำลายแหล่งน้ำเพาะพันธุ์ยุง&amp;amp;nbsp;ที่ต้องถมหรือราดน้ำมันก๊าดเพื่อไม่ให้ยุงอาศัยอยู่ได้[[#_ftn5|[5]]] ซึ่งเป็นการนำเอาชื่อโรคแบบตะวันตกเข้ามาอธิบายไข้ป่าที่ยังเอามาไว้คู่กันเพื่อเทียบเคียงให้เป็นที่รับรู้ตรงกันว่าโรคอะไรในภาษาไทยก่อนจะเอาภาษาอังกฤษมาใช้ในการอธิบายหมายถึงโรค ที่แต่ก่อนมาไข้ลักษณะนี้ในสังคมไทยมีความสับสนปนเปมากมายโรคหนึ่งก็ว่าได้ ยิ่งกว่านั้นแม้จะรับรู้กันในหมู่ชนชั้นนำสยามว่ายุงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมาลาเรียแล้วก็ตาม แต่กว่าจะมีนโยบายรัฐออกมาจัดการยุงและโรคมาลาเรียก็ต้องรอให้เวลาผ่านไปเกือบ 2 ทศวรรษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การตั้งหน่วยงานรัฐด้านมาลาเรียกับนโยบายรัฐในการจัดการ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื่องจากการจัดการเรื่องสาธารณสุขและการควบคุมโรคในช่วงต้นทศวรรษ 2460 ยังมีลักษณะที่ไม่เป็นเอกภาพ กระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทยมีหน่วยงานสุขาภิบาลของตนเองด้วยกัน เป็นเหตุให้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กองแพทย์ของกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาลมารวมกับกรมประชาบาล (กรมพยาบาล) กระทรวงมหาดไทย ตั้งเป็นกรมใหม่ คือ กรมสาธารณสุข ซึ่งขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร เป็นอธิบดีกรมสาธารณสุข โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2461[[#_ftn6|[6]]]&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การจัดตั้งกรมสาธารณสุข มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดหน่วยงานที่บำบัดและควบคุมโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในสยามโดยเฉพาะ จากเดิมที่เป็นหน้าที่หนึ่งของกรมสุขาภิบาล ซึ่งเป็นการขยายขนาดและประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการควบคุมโรคและแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการควบคุมโรคของรัฐบาล&amp;amp;nbsp;โดยกรมสาธารณสุขมีกองที่เกี่ยวกับการแพทย์และการรักษาโรคที่กระจัดกระจายตามกระทรวงต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;มารวมอยู่ภายใต้กรมสาธารณสุขกรมเดียว ได้แก่ กองบัญชาการ กองสุขศึกษา กองสาธารณสุข กองยาเสพติดให้โทษ กองโอสถศาลารัฐบาล กองบุราภิบาล ผู้ตรวจการสาธารณสุข และสาธารณสุขหัวเมือง เป็นต้น&amp;amp;nbsp;การจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุขก็สอดคล้องกับสภาวการณ์ เพื่อขยายการปกครองสาธารณสุขไปสู่หัวเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการสาธารณสุขด้านต่าง ๆ ได้อย่างสอดคล้องกัน และโครงสร้างหน่วยงานเวชกรรมในช่วงเวลานี้มีขนาดใหญ่กว่าในรัชกาลก่อนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปีถัดมางานด้านการควบคุมมาลาเรียและพยาธิ์ปากขอก็ได้รับความสนใจจากรัฐบาลสยาม แต่เป็นการให้ความร่วมมือเป็นเครือข่ายกับองค์การระหว่างประเทศที่เรียกขณะนั้นว่า &#039;&#039;&#039;“กรรมการสุขาภิบาลระหว่างชาติ”&#039;&#039;&#039; มากกว่าจะเป็นหน่วยงานตามปกติของหน่วยราชการ นั่นก็คือการจัดตั้ง &#039;&#039;&#039;“กองสุขาภิบาลกำจัดโรคพยาธิปากขอและไข้มะลาเรีย”&#039;&#039;&#039; ขึ้นในสังกัดของสภากาชาดสยามหลังการตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์&amp;amp;nbsp;เพื่อวัตถุประสงค์ใน &#039;&#039;&#039;“การป้องกันมิให้บังเกิดโรคขึ้นได้นั้น เป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่งเหมือนกัน ถ้าไม่คิดจัดการเตรียมตัวไว้ให้พร้อมมูลก่อนเมื่อถึงเวลาฉุกเฉินขึ้น ก็จะไม่ทันท่วงที...การกำจัดโรคพยาธิปากขอ ไข้มะลาเรีย และอื่น ๆ อีกอเนกประการ อันกระทำให้พลเมืองอ่อนกำลังเปนสาเหตุให้เกิดโรคอื่นจนถึงเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้นั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน”&#039;&#039;&#039; โดยเริ่มตั้งกองนี้ขึ้นในมณฑลพายัพที่เมืองเชียงใหม่ &#039;&#039;&#039;“อันเป็นทำเลมีโรคพยาธิปากขอและไข้มะลาเรียชุกชุมนั้นก่อน”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn7|[7]]] ซึ่งถือว่ารัฐบาลสยามได้ตระหนักถึงการแพทย์เชิงการป้องกันโรคแล้วในช่วงทศวรรษ 2460 และเริ่มตั้งหน่วยงานขึ้นมาจัดการกับโรค &#039;&#039;&#039;“ไข้มะลาเรีย”&#039;&#039;&#039; ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในการรณรงค์จัดการกับมาลาเรีย กรมสาธารณสุขได้ออกเอกสารสาธารณสุขชิ้นสำคัญเรื่อง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัญหาเรื่องยุง&amp;quot;&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2465 ออกแจกจ่ายเผยแพร่และได้พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยโรงพิมพ์อักษรนิติ ในปี 2467 เป็นจำนวนอีก 5,000 ฉบับ ออกเผยแพร่ ซึ่งเป็นเอกสารที่รวบรวมถึงลักษณะสำคัญของยุงชนิดต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;ซึ่งในเวลานั้น แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ยุงบ้าน กับยุงเถื่อน โดยยุงบ้านแบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิด คือ ยุงบ้านสีเทาธรรมดา ที่เรียกว่า คูเล็กส์ อีกชนิดหนึ่ง คือ ยุงด่างด่าง หรือยุงเสือ ที่เรียกว่า สเตโกเมีย ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของเชื้อไข้เหลือง ส่วนยุงเถื่อน หรือยุงป่านั้นมีเพียงชนิดเดียว คือ ยุงก้นปล่อง หรือที่เรียกว่า อะโนเฟเลส ซึ่งเป็นตัวพาหะนำเชื้อไข้จับสั่น หรือที่มักเรียกว่า ไข้ป่า หรือไข้ป้าง หรือคือมาลาเรียที่เรียกกันในทางการแพทย์นั่นเอง[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ราวต้นทศวรรษ 2470 เห็นได้ชัดเจนจากหลักฐานจำนวนมากว่า ความรู้เรื่องโรคจับสั่นที่เกิดจากยุงก้นปล่องและมีการสังเกตอาการที่ต่างกันของเชื้อโรคแต่ละชนิดของมาลาเรียนั้น รวมทั้งวิธีป้องกันที่ต้องกำจัดป้องกันยุงและการรักษาโรคด้วยยาควินิน เริ่มมีการเผยแพร่ความรู้ไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อให้ชาวบ้านสามารถรับรู้และหาทางป้องกันรักษาตัวเองจากโรคนี้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่เกิดโรคระบาดนี้ชุกชุม ถึงห้วงเวลานี้ชาวสยามมีความรู้เรื่องไข้มาลาเรียเปลี่ยนแปลงไปเป็นความรู้แบบการแพทย์ตะวันตกสมัยใหม่ที่ค้นพบในสองทศวรรษก่อนหน้านี้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ขาดก็แต่การมีนโยบายรัฐอย่างชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในที่สุดรัฐบาลสยามก็มีนโยบายเกี่ยวกับไข้จับสั่นอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2472 เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งตั้งกองโรคระบาดขึ้น เพื่อรวบรวมงานเกี่ยวกับโรคระบาดมารวมไว้เป็นกองเดียวกัน โดยการควบคุมไข้จับสั่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกองงานนี้ และในการชุมนุมสมุหเทศาภิบาลประจำปี ได้มีการพิจารณาถึงการควบคุมไข้จับสั่นด้วย ซึ่งมีมติหลัก ๆ 3 ประการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;1) ควรเผยแพร่ความรู้เรื่องการสุขาภิบาลส่วนตัวบุคคลในการป้องกันบำบัดไข้จับสั่น&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) ควรโฆษณาคุณภาพของยาตำราหลวงแก้ไข้ และแจกยาตำราหลวงแก้ไข้ กับยาถ่ายให้เป็นทานแก่คนอนาถาซึ่งเป็นไข้จับสั่น&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) ควรมีระเบียบให้บุคคลรับซื้อยาตำราหลวงแก้ไข้จากโอสถสภาไปขายในที่ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการพิจารณาหารืออย่างเป็นทางการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมไข้จับสั่น&#039;&#039;[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผลจากการออกนโยบายดังกล่าวทำให้เกิดโครงการควบคุมไข้จับสั่นขึ้นหลายจังหวัดทั่วประเทศในเวลาต่อมา และหลังจากนี้การควบคุมยังหมายรวมถึงการบำบัดด้วยยาสมัยใหม่ จากการสนับสนุนของรัฐเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางไปในทุกภูมิภาคของประเทศและมีการจัดตั้งโครงการ เช่น โครงการควบคุมไข้จับสั่น ของจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม จันทบุรี เป็นต้น การขยายโครงการควบคุมไข้จับสั่นไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศนั้น เกิดขึ้นพร้อมกันกับการบุกเบิกและขยายที่ทำกินไปยังเขตที่ดอนและเขตป่าที่ห่างไกลจากการตั้งถิ่นฐานทำนาในที่ราบริมฝั่งแม่น้ำภาคกลางเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นในสังคมไทยมาตั้งแต่ราวทศวรรษ 2460 เป็นต้นมา อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของ &#039;&#039;&#039;“ชาวนาบุกเบิก”&#039;&#039;&#039; คือ ชาวนาอิสระรายย่อยที่ไปบุกเบิกพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อปลูกข้าวมาตั้งแต่หลังโครงการชลประทานและเปิดพื้นที่ปลูกข้าวของรัฐบาลมาตั้งแต่ทศวรรษ 2430 และยิ่งขยายตัวชัดเจนขึ้นในกลางทศวรรษ 2440 เคลื่อนตัวไปตามลำคลองสายต่างลึกไปในเขตป่า ก่อนจะมีการขยายตัวของชาวนาบุกเบิกเหล่านี้เพื่อปลูกข้าวขายกระจายตัวออกไปทั่วไประเทศหลังการสร้างทางรถไฟสายเหนือและอีสานในทศวรรษ 2450-60 จนกระทั่งถึงราวทศวรรษ 2470 ปรากฏว่าชาวนาบุกเบิกเหล่านี้เป็นผู้ส่งข้าวออกขายมากกว่าที่ราบรอบกรุงเทพฯ อย่างเห็นได้ชัด[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นโยบายมาลาเรียกับความช่วยเหลือจากต่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]] (พ.ศ. 2484 - 2488) กรมสาธารณสุขได้ปรับปรุงโครงสร้างยกฐานะเป็นกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2485 มีการตั้งแผนกไข้จับสั่นในสังกัดกองควบคุมโรคติดต่อ กรมอนามัย ขึ้นทำหน้าที่จัดการป้องกันโรค และในเวลาไม่ห่างกันได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติไข้จับสั่น&amp;amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2485 &#039;&#039;&#039;“โดยที่สภาผู้แทนราสดรลงมติว่า สมควนที่จะควบคุมไข้จับสั่นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน”&#039;&#039;&#039; (สะกดตามต้นฉบับ)[[#_ftn11|[11]]] แสดงว่าเป็นโรคสำคัญที่รัฐให้ความสนใจจะควบคุมจัดการ เพราะถึงกับมีโทษปรับถ้าราษฎรไม่ทำตามกฎหมาย ถัดจากนั้นใน พ.ศ. 2487 ได้มีการยกฐานะแผนกไข้จับสั่น เป็นกองไข้จับสั่น ซึ่งต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรีประกาศบัญญัติศัพท์ &#039;&#039;&#039;“มาลาเรีย”&#039;&#039;&#039; แทน &#039;&#039;&#039;“ไข้จับสั่น”&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2487 จึงมีผลให้กองไข้จับสั่นเปลี่ยนชื่อเป็นกองมาลาเรีย ซึ่งจากสถิติประจำปีพบว่ามีผู้ป่วยตายด้วยไข้มาลาเรียสูงถึง 54,597 คน[[#_ftn12|[12]]] ในระหว่างสงครามปรากฏว่ามาลาเรียเป็นโรคที่คร่าชีวิตของทหารและพลเรือนไปจำนวนมาก เพราะการขาดแคลนยาและการป้องกันโรค โดยเฉพาะในการสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เพชรบูรณ์ที่ร่ำลือกันว่าเป็นดงมาลาเรีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบในปี พ.ศ. 2488 กองมาลาเรียได้เริ่มงานควบคุมไข้มาลาเรียใหม่&amp;amp;nbsp;โดยจัดตั้งเป็น 5 ภาค คือ ภาค 1 และภาค 2 ปฏิบัติในท้องที่ภาคกลาง ภาค 3 ปฏิบัติงานในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาค 4 ปฏิบัติงานในท้องที่ภาคเหนือ และ ภาค 5 ปฏิบัติงานในท้องที่ภาคใต้&amp;amp;nbsp;โดยแต่ละภาคมีหน่วยมาลาเรีย 5 หน่วย (รวม 25 หน่วยมาลาเรีย) ต่อมาใน พ.ศ. 2490 กองมาลาเรียได้รับอนุมัติให้เพิ่มหน่วยมาลาเรียขึ้นอีก 25 หน่วย รวมกับที่มีอยู่เดิมเป็น 50 งานสำคัญที่ทำ คือ แจกยาอเตบรินแก่ผู้ป่วยมาลาเรียเพื่อรักษาเป็นหลัก ยังไม่เน้นป้องกัน[[#_ftn13|[13]]] อย่างไรก็ตามแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยพยายามจะขยายงานมาลาเรียให้ครอบคลุมทั้งประเทศแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากนั้นใน พ.ศ. 2491 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ธรรมนูญและที่ประชุมสมัชชา ได้มีมติว่า &#039;&#039;“การควบคุมไข้มาลาเรียเป็นงานสำคัญอันดับแรกที่จะต้องระดมสรรพกำลังช่วยเหลือประชาชนที่กำลังป่วยด้วยไข้มาลาเรียอยู่แทบทุกประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์”&#039;&#039; ทำให้องค์การอนามัยโลกได้มาเปิดสำนักงานสาขาเพื่อบริหารงานในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์โดยตรง ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลก จึงได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร&amp;amp;nbsp;และพัฒนาเทคโนโลยีในการควบคุมไข้มาลาเรีย โดยมีการให้ทุนแก่นายแพทย์ของกรมอนามัยไปศึกษาวิชามาลาเรีย ณ สถาบันมาลาเรียของประเทศอินเดีย จำนวน 2 รุ่น เป็นครั้งแรก[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ก่อนหน้านี้การควบคุมมาลาเรียในสยามแม้จะมีหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ค้นพบวิธีควบคุมอย่างได้ผลและไม่สิ้นเปลือง เทคนิควิธีการเดิมที่ใช้จะให้ผลน้อยเพราะทำได้แค่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำ การใช้มุ้งและแจกยารักษาแก่คนที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่ระบาดชุกชุม จุดเปลี่ยนสำคัญของวิธีการจัดการควบคุมไข้มาลาเรียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นก็คือ การค้นพบวิธีการกำจัดยุงด้วยวิธีการฉีดพ่นสารเคมี โดยเฉพาะ ดี.ดี.ที. ให้ติดค้างอยู่ตามฝาผนังของบ้านเรือนให้ยุงมาเกาะแล้วตาย แต่ไม่ส่งผลอันตรายต่อคนอาศัย (เท่าที่เห็นได้ชัด) ถือว่าการกำจัดพาหะของโรคคือยุงก้นปล่องได้ชะงัดทำให้เห็นผลถึงการเกิดโรคที่ลดลงในพื้นที่ดำเนินการที่เป็นชนบทป่าเขา[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ทดลองนำร่องระยะแรกโครงการควบคุมไข้มาลาเรีย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ภายหลังจากที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งในช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ยังกลับมาให้ความสนใจกับการควบคุมไข้มาลาเรียอีก ส่วนหนึ่งเพราะเห็นผลร้ายของโรคนี้ระหว่างสงครามต่อทหารและประชาชนชัดเจน โดยใน พ.ศ. 2491 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization- WHO) ในโครงการควบคุมไข้มาลาเรียโดยวิธีฉีดพ่น ดี.ดี.ที. เพื่อให้การควบคุมไข้มาลาเรียซึ่งเป็นเหตุให้มีคนตายมากที่สุดและเป็นผลร้ายแก่การเกษตร[[#_ftn16|[16]]]&amp;amp;nbsp;ซึ่งในระยะแรกเป็นการทดลองควบคุมไข้มาลาเรียของคณะผู้เชี่ยวชาญที่ทางองค์การอนามัยโลกส่งมาปฏิบัติการที่ประเทศไทย โดยโครงการควบคุมไข้มาลาเรียเริ่มขึ้นอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2493 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองควบคุมไข้มาลาเรียและโรคเท้าช้าง กรมอนามัย[[#_ftn17|[17]]] &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในหนังสือสัญญาเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับองค์การอนามัยโลก สำหรับการจัดบริการในประเทศไทยโดยองค์การอนามัยโลก”&#039;&#039;&#039; ที่ได้ลงนาม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 นั้น&amp;amp;nbsp;มีทั้งหมด 11 มาตรา มีใจความสำคัญว่าองค์การอนามัยโลกได้ให้ความช่วยเหลือประเทศไทยในหลาย ๆ&amp;amp;nbsp;อย่าง แต่ในทางกลับกันประเทศไทยก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและมอบสิทธิพิเศษบางประการให้แก่องค์การอนามัยโลก ซึ่งหลังจากที่ความตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โครงการควบคุมไข้จับสั่นในประเทศไทยก็จะได้เริ่มดำเนินการขึ้น โดยแผนการในข้อตกลงครั้งนี้ได้ระบุว่า จะทดลองควบคุมในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวอย่างก่อน ในปีแรกนั้นเป็นการสำรวจไข้มาลาเรียโดยทั่วไปและสำรวจโรคอื่น ๆ ที่นำพาโดยแมลง การสำรวจสุขภาพ ผลิตผลทางเกษตรกรรมและฐานะทางเศรษฐกิจในท้องที่นั้น ๆ ด้วย พอสำรวจจนสามารถที่จะพิจารณาผลของการควบคุมได้แล้ว ก็จะเริ่มทำการควบคุมไข้มาลาเรียโดยทันที จะประกอบด้วยการใช้ยากำจัดแมลงพ่นตามบ้านเรือนในท้องที่อำเภอสารภีของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพลเมืองประมาณ 40,000 คน และมีเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร เมื่อเสร็จการควบคุมแล้ว จะได้จัดให้มีการสำรวจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาผลที่ได้รับจากการควบคุม ซึ่งแผนการแสดงวิธีควบคุมนี้ จะจัดทำเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี และองค์การอนามัยโลกจะยังคงให้ความช่วยเหลือทั้งในทางวิทยาการและทางการเงินในปีที่ 2 ตามกำลังและงบประมาณขององค์การ[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในส่วนของการรักษามาลาเรียได้จ่ายยาควินินให้ผู้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากเพราะก่อนหน้านี้รักษาแต่กับสมุนไพรไม่มีประสิทธิภาพดีเท่าควินิน ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;amp;nbsp;ประสบภาวะขาดแคลนยาเนื่องจากเรือสินค้าไม่สามารถส่งสินค้าได้เช่นในยามปกติ ช่วงหลังสงครามได้มีการคิดค้นยาสังเคราะห์หลายชนิด เช่น Pamaquine (ค.ศ.1926) Atabrin หรือ Mepacrine (ค.ศ.1930) Chloroquine (ค.ศ.1934) Amodiaquine, Primaquine, Proguanil และ Pyrimethamine (ในช่วง&amp;amp;nbsp;ค.ศ. 1945-1952) คลอโรควิน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียในเม็ดโลหิตแดงได้ดีกว่าควินิน และอาการข้างเคียงน้อยกว่า อีกทั้งมีราคาถูก รับประทานเพียง 3 วันก็หาย จึงได้ถูกนำมาใช้แทนควินิน ดังนั้นในช่วงแรกของโครงการควบคุมไข้มาลาเรียตามแผนใหม่ พ.ศ. 2492-93 เป็นต้นมา จึงมีเฉพาะยาคลอโรควินเป็นยาหลัก[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การขยายโครงการควบคุมมาลาเรียรุดหน้าไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ที่มารับผิดชอบด้านงบประมาณต่อจากองค์การอนามัยโลกในปี 2495 หลังจากลงนามในความช่วยเหลือกับรัฐบาลไทยในปี 2493 และให้ความช่วยเหลือผ่านองค์การความช่วยเหลือที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสหรัฐไปทั่วโลกในช่วงสงครามเย็น ด้วยการส่งดีดีทีและวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ยานพาหนะรถยนต์ ตลอดจนเงินใช้จ่ายดำเนินการ ทำให้องค์การอนามัยโลกถอนความช่วยเหลือด้านการเงินและเจ้าหน้าที่ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เริ่มขยายโครงการควบคุมไข้มาลาเรียไปทั่วประเทศ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความปรารถนาที่จะกำจัดยุงและไข้มาลาเรียซึ่งได้กลายเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ควบคู่กับการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปบุกเบิกป่าขึ้นใหม่ในพื้นที่บางแห่งเพื่อการทำมาหากินของราษฎร เช่น นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และนิคมสร้างตนเอง จังหวัดลพบุรี อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่เข้าไปบุกเบิกในพื้นที่ดังกล่าว ไม่สามารถบุกเบิกที่ทำมาหากินให้กว้างขวางได้เท่าที่ควร เนื่องจากภัยธรรมชาติคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้มาลาเรีย[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2496 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการด้วยตนเอง และ &#039;&#039;“มีบัญชาให้พิจารณาใช้เครื่องบินโปรย ดี.ดี.ที. ปราบปรามไข้มาลาเรีย ในนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท สระบุรี นิคมสร้างตนเองลพบุรี และนิคมสร้างตนเองเขื่อนเพชร...”&#039;&#039;[[#_ftn21|[21]]] จากหลักฐานนี้จะเห็นได้ว่า โครงการควบคุมไข้มาลาเรียได้เริ่มขยายออกไปในภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ การที่ผู้นำประเทศอย่าง&amp;amp;nbsp;จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ที่มีเชื้อไข้มาลาเรียระบาด คงทำให้ตระหนักว่าจะต้องทำการปราบปรามไข้มาลาเรียอย่างจริงจัง เพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้วในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ที่ต้องประสบปัญหาทั้งจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 และปัญหาการระบาดของไข้มาลาเรียพร้อม ๆ กัน ซึ่งส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีคำสั่งให้พิจารณาการใช้เครื่องบินโปรย ดี.ดี.ที. ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือเรียนมายัง จอมพล ป. เรื่อง การปราบไข้มาลาเรีย เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496&amp;amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอหลักทางวิชาการและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามไข้มาลาเรียว่า การฉีดพ่น ดี.ดี.ที. ติดค้างไว้ตามฝาผนังภายในบ้านเรือนเป็นวิธีการกำจัดที่เหมาะสมแล้ว ยังชี้ให้เห็นว่าการใช้เครื่องบินโปรย ดี.ดี.ที. ในการปราบมาลาเรียนั้น ถึงแม้วิธีนี้จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่จำเป็นต้องเลือกใช้เฉพาะบางโอกาสที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม แต่จะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่าวิธีอื่น ๆ หลายเท่า เพราะ ดี.ดี.ที. ที่โปรยลงมานั้นย่อมถูกกระแสลมพัดพาไปที่อื่นเสียมาก จึงจำเป็นจะต้องบินวนเพื่อโปรย ดี.ดี.ที. ให้ลงไปถึงที่ที่ต้องการหลายครั้งหลายหน และข้อสำคัญที่สุด คือ ดี.ดี.ที. จะไม่ติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน ไม่ทำให้บังเกิดผลอย่างถาวร[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สรุปว่า การปราบไข้มาลาเรียด้วยวิธีพ่น ดี.ดี.ที. ติดค้างไว้ภายในผนังบ้านเรือนหรือาคารต่าง ๆ เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด และเป็นการประหยัดกว่าวิธีอื่นทั้งหมดและนิยมใช้โดยทั่วไป ได้เริ่มใช้วิธีการนี้ในนิคมฯ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ปรากฏว่าได้ทำให้เชื้อไข้มาลาเรียของนิคมทั้งสองแห่งลดน้อยลงไปมากจนเกือบจะไม่เป็นภัย หรืออุปสรรคแก่การดำเนินชีวิตของประชาชนในบริเวณนั้น ดังจะเห็นได้จากสถิติของไข้มาลาเรียในนิคมฯ&amp;amp;nbsp;ทั้ง 2 แห่ง ได้ลดลงตามลำดับ ก่อนหน้าที่จะได้มีการพ่น ดี.ดี.ที. นั้น ภาวะความรุนแรงของไข้มาลาเรียในนิคมสร้างตนเองทั้ง 2 แห่งนี้ ต่างก็สูงด้วยกันทั้งคู่ กล่าวคือ นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีอัตราม้ามโตสูงถึง ร้อยละ 59.38 และมีอัตราเชื้อไข้มาลาเรียสูงถึง ร้อยละ 48.86 ส่วนในนิคมสร้างตนเองลพบุรี จังหวัดลพบุรีนั้น มีอัตราม้ามโตสูงถึง ร้อยละ 57.04 และอัตราเชื้อไข้มาลาเรียสูงถึง ร้อยละ 26.06&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การพ่น ดี.ดี.ที. ตามฝาผนังบ้านเรือนประชาชน เพื่อควบคุมไข้มาลาเรียขึ้นเป็นครั้งแรกในนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2493 และในนิคมสร้างตนเองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา รวมทั้งที่ได้จัดทำการพ่น ดี.ดี.ที. เป็นประจำต่อมาอีกปีละครั้งเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2496 ปรากฏว่า ภาวะความรุนแรงของไข้มาลาเรียใน 2 นิคมฯ นี้ลดลงเป็นอย่างมาก คือ อัตราม้ามโตของนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้ลดลงมาเหลือเพียง ร้อยละ 5.72 และอัตราเชื้อไข้มาลาเรียก็ลดลงมาเหลือเพียง ร้อยละ 3.09 ส่วนในนิคมสร้างตนเองลพบุรี จังหวัดลพบุรีนั้น อัตราม้ามโตได้ลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 3.77 และอัตราเชื้อไข้มาลาเรียก็ลดลงมาเหลือเพียง ร้อยละ 1.03 เท่านั้น[[#_ftn23|[23]]] นอกจากนี้แล้วการลดลงของมาลาเรียส่งผลให้มีชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนิคมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ส่วนสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ประชาชนในชนบทส่วนมากเจ็บป่วยเป็นไข้มาลาเรียนั้น เนื่องจากนอนไม่กางมุ้งและเมื่อป่วยแล้ว &#039;&#039;&#039;“...ทำให้เสียเวลาในการประกอบกิจการอาชีพเป็นการทอนกำลังทางเศรษฐกิจ-ส่วนรวมของชาติ สมควรจะได้หาทางแก้ไข...”&#039;&#039;&#039; เป็นประเด็นสำคัญที่ทางรัฐเป็นห่วงที่สุด&amp;amp;nbsp;ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2496 ลงมติมอบให้กระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการหาทางให้ประชาชนรู้จักการป้องกันไข้มาลาเรียโดยการกางมุ้งนอน ทั้งยังกำชับอีกว่า &#039;&#039;“ขอให้จัดการให้เป็นผลโดยเรียบร้อยภายในปี พ.ศ. 2500”&#039;&#039;[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากนี้ในปี 2496 กระทรวงสาธารณสุขได้ตกลงรับเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม Asian Malaria Conference ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน ตามที่องค์การอนามัยโลกได้เสนอขอมา เป็นการประชุมนักวิชาการด้านมาลาเรียเพื่อพิจารณาผลงานอันประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการกำจัดยุงก้นปล่องสกุลที่แพร่เชื้อมาลาเรียในประเทศต่าง ๆ ของภูมิภาคเอเชีย&amp;amp;nbsp;ผู้ป่วยที่มีเชื้อมาลาเรียได้ลดจำนวนลงอย่างมากแทบจะหมดไปในอาณาบริเวณที่ใช้สารเคมี ดี.ดี.ที. พ่นกำจัดยุงที่เป็นพาหะ จึงได้มีการพิจารณาว่า น่าจะเป็นโอกาสที่จะทำการกวาดล้างโรคมาลาเรียให้หมดสิ้นไป แต่ก็ยังมิได้ปรากฏผลเป็นมติที่แน่ชัด[[#_ftn25|[25]]] แต่เห็นได้ชัดว่าการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดยุงในการควบคุมมาลาเรียได้ผลดีที่มีการดำเนินการทั่วโลกผู้ป่วยด้วยมาลาเรียลดลงอย่างฉับพลัน ทำให้มีความคิดจะกำจัดกวาดล้างมาลาเรียในองค์การระหว่างประเทศและประเทศพัฒนาแล้ว&amp;amp;nbsp;ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การอนามัยโลกครั้งที่ 8 เมื่อปี 2498 ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ ได้ลงมติให้ประเทศสมาชิกทำการรณรงค์ปราบไข้มาลาเรีย ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะกำจัดกวาดล้างให้หมดสิ้นไป[[#_ftn26|[26]]] (สมทัศน์ มะลิกุล,&amp;amp;nbsp;2543: 7)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในเวลาต่อมาองค์การอนามัยโลกได้จัดให้มีการประชุม เรื่อง ไข้มาลาเรีย (Malaria Symposium)&amp;amp;nbsp;ขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2500 โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยรับเป็นเจ้าภาพ ประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย&amp;amp;nbsp;ซึ่งอยู่ในสังกัดขององค์การอนามัยโลกสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาขาแปซิฟิคตะวันตกได้ส่งนักวิชาการและนักบริหารเข้าร่วมประชุมเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นจีน) องค์ประชุมได้เน้นความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องรีบระดมสรรพกำลังในการรณรงค์เพื่อการสาธารณสุขของประเทศ ด้านกำจัดกวาดล้างไข้มาลาเรีย ในขณะเดียวกันปีนี้รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาผู้ให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่งานควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศต่าง ๆ เกือบทั่วโลก ได้ลงมติให้ถือเป็นนโยบายของสหรัฐอเมริกา ที่จะช่วยเหลือการรณรงค์ปราบไข้มาลาเรียแก่ประเทศที่ปฏิบัติการกำจัดกวาดล้างไข้มาลาเรียเท่านั้น[[#_ftn27|[27]]] ซึ่งต่อมาส่งผลให้ไทยต้องปรับแผนงานด้านนี้ให้สอดคล้องกับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มแผนการควบคุมไข้มาลาเรียพบว่า จำนวนคนตายด้วยโรคมาลาเรียใน พ.ศ. 2493 รวบรวมทั่วประเทศได้ 35,819 คน นั้น ได้ลดลงเหลือ 10,458 คน ใน พ.ศ. 2500 หรือเป็นอัตรา 43.0 ต่อประชากรแสนคน สำหรับการพ่นสารเคมีดีดีทีควบคุมไข้มาลาเรียได้ขยายพื้นที่ปฏิบัติการออกไปได้อย่างกว้างขวางตั้งแต่ พ.ศ. 2495 เป็นต้นมา จนมีอาณาบริเวณดำเนินงานทำการพ่นเคมีกำจัดแมลงในท้องที่ 62 จังหวัด จำนวนประชากรรวมได้ 11,968,667 คน ใน พ.ศ. 2500[[#_ftn28|[28]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การประกาศแผนกำจัดมาลาเรียทั่วโลกเมื่อปฏิบัติแล้วได้มีการทบทวนและปรับแผนกันใหม่อีกครั้งในปี 2512 จากการประชุมครั้งที่ 22 ของสมัชชาใหญ่องค์การอนามัยโลกมีมติให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนมาเป็นการควบคุมแทนการกำจัดสำหรับในท้องที่ที่มีปัญหา ซึ่งสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวที่พบในประเทศไทยเองด้วย ก็คือไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่เชื้อได้โดยเด็ดขาดในหลายท้องที่ อันเนื่องมาจากปัญหาทางวิชาการและทางการบริหารจัดการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นับตั้งแต่ปี 2514 สหรัฐอเมริกา ได้ยุติให้การช่วยเหลือประเทศไทยในการจัดการมาลาเรีย หลังจากได้ให้การช่วยเหลือมาเป็นระยะเวลารวม 20 ปี สิ้นเงินไปประมาณ 20.72 ล้านดอลลาร์ หรือ 420 ล้านบาท&amp;amp;nbsp;และทางรัฐบาลไทยได้ออกเงินสมทบอีกประมาณ 630 ล้านบาทด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมีปัญหาทางวิชาการ&amp;amp;nbsp;เช่น เชื้อมาลาเรียดื้อยา การเคลื่อนย้ายและบุกเบิก การปรับเปลี่ยนนิสัยของยุงพาหะ ประสิทธิภาพของเคมีกำจัดแมลงในการยับยั้งการแพร่เชื้อของยุงพาหะ องค์การความช่วยเหลือแห่งสหรัฐฯ (USAID) จึงเปลี่ยนเป็นให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาวิจัยแทน ภายใต้โครงการ TMORU (Thai Malaria Operation Research Unit) ทำการศึกษาร่วมกับไทย[[#_ftn29|[29]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปีถัดมาโครงการกำจัดไข้มาลาเรีย ได้ดำเนินงานต่อไปด้วยงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว พร้อมกันนี้ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการขึ้นใหม่เป็นแผน 5 ปี (2514-2519) เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาทางการบริหารและทางวิชาการโดยมีหลักการว่าการกำจัดไข้มาลาเรียยังเป็นเป้าหมายอยู่แต่ไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด สำหรับท้องที่ที่ได้รับความสำเร็จจากผลการดำเนินงานกำจัดก็ให้ได้รับการดูแลระวังรักษาให้ดีเพื่อป้องกันการกลับมาแพร่ระบาดของไข้มาลาเรียอีก ส่วนท้องที่ป่าเขาและท้องที่บุกเบิกตามแกนกลาง&amp;amp;nbsp;และชายแดนของประเทศให้ดำเนินการควบคุมไปก่อนเป็นโครงการระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;โครงการมาลาเรียโลกขององค์การอนามัยโลก (Global Malaria Program)&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการมาลาเรียโลกขององค์การอนามัยโลก (Global Malaria Program) พ.ศ. 2559-2573&amp;amp;nbsp;มีเป้าหมาย มุ่งสู่การกำจัดโรคไข้มาลาเรีย และผลักดันให้ประเทศที่มีอัตราป่วยด้วยไข้มาลาเรีย น้อยกว่า 1 ต่อพันคน ยกระดับนโยบายจากการควบคุมโรค (Malaria Control) เป็นนโยบายการกำจัดโรค (Malaria Elimination) และประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนนโยบายดังกล่าวระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 66 ในปี พ.ศ. 2556 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ร่วมลงนามข้อตกลงในการผลักดันนโยบายและสนับสนุนงบประมาณการกำจัดโรคไข้มาลาเรียในที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 9 ณ กรุงเนปิดอร์ ประเทศเมียนมาร์ ในปี พ.ศ. 2557 นอกจากนี้ การกำจัดไข้มาลาเรียยังเป็นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ตามแนวทางองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และประเทศไทยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 เพื่อขับเคลื่อนโยบายดังกล่าวด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์กำจัดโรคไข้มาลาเรียประเทศไทย พ.ศ. 2560-2569 มีวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยปลอดจากโรคไข้มาลาเรียภายในปี พ.ศ. 2567 โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1) เร่งรัดกำจัดการแพร่เชื้อมาลาเรียในประเทศไทย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2) พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม มาตรการและรูปแบบที่เหมาะสมในการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3) สร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนงานกำจัดโรคไข้มาลาเรีย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4) ส่งเสริมให้ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลตนเองจากโรคไข้มาลาเรีย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โดยในช่วงแรกแผนปฏิบัติการกำจัดโรคไข้มาลาเรียประเทศไทย 5 ปี (ปีงบประมาณ 2560-2564) ขอตั้งงบประมาณทั้งสิ้น 2,283 ล้านบาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ และการติดตามความก้าวหน้าอาศัยกลไกสำคัญระดับประเทศ คือ คณะกรรมการบริหารกำจัดมาลาเรียแห่งชาติ กลไกระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน มีหน่วยบริการสุขภาพทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม นำไปปฏิบัติตามบริบทของแต่ละพื้นที่&amp;amp;nbsp;ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมาได้งบประมาณการควบคุมไข้มาลาเรียส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลก (GFATM) เป็นผลให้สถานการณ์ของโรคลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากงบประมาณจากโครงการกองทุนโลกสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2560 หากไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง อาจทำให้สถานการณ์โรคเลวร้ายลงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้นการดำเนินงานกำจัดโรคไข้มาลาเรียจึงต้องอาศัยการบูรณาการทรัพยากรร่วมกับทุกภาคส่วนทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การกำจัดโรคไข้มาลาเรียเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสาธารณสุขทั่วไปและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) นอกจากนั้นยังต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกัน ณ วันนี้ไข้มาลาเรียเป็นโรคชายแดนที่มีความสำคัญลดลง เนื่องจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของทุกฝ่ายในหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งดำเนินการโดยโครงการเฉพาะกิจของภาครัฐเป็นส่วนใหญ่และเป็นโครงการชำนัญพิเศษ ทุกวันนี้โครงการกำจัดโรคไข้มาลาเรียของประเทศไทยมีลักษณะเป็นโครงการที่ผสมผสานงานค่อนข้างสมบูรณ์ มีผู้ร่วมงานจำนวนมาก แต่ก็ยังมีสิ่งท้าทายแอบแฝงอยู่&amp;amp;nbsp;เช่น เชื้อดื้อยายังคงอยู่ การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานจากต่างประเทศมีมากขึ้น ในด้านบวกระบบบริการสาธารณสุขทั่วไปเข้มแข็งขึ้นมาก มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น มุ้งชุบสารเคมีสำเร็จรูป ชุดตรวจหาเชื้อมาลาเรียอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมให้โครงการกำจัดโรคไข้มาลาเรียภายใต้กรมควบคุมโรค (ปรับเปลี่ยนจากกรมควบคุมโรคติดต่อเมื่อ พ.ศ. 2545) มีความมั่นใจในความสำเร็จและสามารถจะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ประเทศไทยปลอดภัยจากโรคไข้มาลาเรีย พ.ศ. 2567[[#_ftn30|[30]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การดำเนินงานควบคุมโรคไข้มาลาเรียทั่วโลกในระหว่างปี พ.ศ. 2543-2555 ประสบผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญกล่าว คือ สามารถลดอัตราป่วยได้ประมาณ ร้อยละ 30 และลดอัตราตายได้ประมาณ ร้อยละ 47 อย่างไรก็ตามมาลาเรียยังเป็นปัญหาสาธารณสุขในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกา องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเป้าหมายกำจัดโรคมาลาเรียให้ได้อย่างน้อย 35 ประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน (เฉพาะมณฑลยูนนาน) เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา&amp;amp;nbsp;และเวียดนาม ได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่จะกำจัดโรคไข้มาลาเรียในภูมิภาคนี้ภายในปี พ.ศ. 2573 เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2560. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของโรคมาเลเรียในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;เสนอต่อกรมควบคุมโรค, กระทรวงสาธารณสุข.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2560. จากไข้ป่าสู่มาลาเรีย: การบุกเบิกพื้นที่เกษตรกรรมความเป็นเมืองและชนบทในประวัติศาสตร์สังคมของโรคมาลาเรียทศวรรษ 2440-2470. ใน รายงานสืบเนื่องการประชุมเสนอผลงานวิชาการและผลงานสร้างสรรค์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. หน้า 39-62.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2561. นโยบายมาลาเรียในยุคสงครามเย็นกับการขยายอำนาจรัฐเวชกรรมสู่ชนบทไทย ทศวรรษ 2490-2510, หน้า 19-36. วารสารสังคมศาสตร์, ปีที่ 21 ฉบับที่ มกราคม –ธันวาคม 2561.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธันวา วงศ์เสงี่ยม, 2553. “รัฐไทยกับสุขภาพพลเมือง พ.ศ. 2475-2500,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมทัศน์ มะลิกุล .2543.&amp;amp;nbsp; มาลาเรียวิทยา 2542. &amp;amp;nbsp;พิมพ์ครั้งที่ 2.&amp;amp;nbsp; นนทบุรี: สมาคมมาลาเรียแห่งประเทศไทย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;เชิงอรรถ&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] ชอง-บาติสต์ ปาเลอกัว, 2542. สัพพะ พะจะนะ พาสาไท, กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. หน้า 266&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] แดนบีช แบรดเลย์. 2514. หนังสืออักขราภิธานศรับท์. กรุงเทพฯ: ครุสภา, หน้า 71.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] กรุณาดูรายละเอียดนิยามเหล่านี้ใน ชาติชาย มุกสง, 2560. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของโรคมาเลเรียในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;. &#039;&#039;&#039;เสนอต่อกรมควบคุมโรค, กระทรวงสาธารณสุข. น. 23-30.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] กรุณาดูรายละเอียดใน ชาติชาย มุกสง. 2560. จากไข้ป่าสู่มาลาเรีย: การบุกเบิกพื้นที่เกษตรกรรมความเป็นเมืองและชนบทในประวัติศาสตร์สังคมของโรคมาลาเรียทศวรรษ 2440-2470. ใน รายงานสืบเนื่องการประชุมเสนอผลงานวิชาการและผลงานสร้างสรรค์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. น. 39-62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สจช. ม.ร.5 น/85 เรื่อง รายงานกรมศุขาภิบาลประจำปี ร.ศ. 120. [ร.ศ. 120 – 30 ธ.ค. 122].&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] “ประกาศตั้งกรมสาธารณสุขและตั้งอธิบดีกรมสาธารณสุข.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 35 ตอน 0 ก.8 ธันวาคม 2461. หน้า 302.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] “แจ้งความของสภากาชาดสยาม เรื่องตั้งกองสุขาภิบาลกำจัดโรคพยาธิ์ปากขอและไข้มะลาเรีย,” ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 36,&amp;amp;nbsp; (14 มีนาคม 2462): 4006-4008.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]]สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ม-ร.7 ม/11. อิตาลีเชิญเข้าร่วมมือตั้งสำนักงานจัดการเรื่องไข้มาลาเรีย. อ้างใน ชาติชาย มุกสง, 2560, เรื่องเดียวกัน, น. 109-110.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] กระทรวงสาธารณสุข, 2505. อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบ 20 ปี พ.ศ. 2485-2505. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม. น. 404.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเคอร์, 2539. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุ๊ค, น.35-41.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]]ราชกิจจานุเบกษา, 2485. เล่ม 59 ตอนที่ 52, (วันที่ 4 สิงหาคม 2485): น. 1408-1414.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สมทัศน์ มะลิกุล. 2543.&amp;amp;nbsp; มาลาเรียวิทยา 2542. พิมพ์ครั้งที่ 2.&amp;amp;nbsp; สมาคมมาลาเรียแห่งประเทศไทย: นนทบุรี, น. 5-6.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] เรื่องเดียวกัน, น. 5.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] เรื่องเดียวกัน, น. 5-6.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ธันวา วงศ์เสงี่ยม, 2553. “รัฐไทยกับสุขภาพพลเมือง พ.ศ. 2475-2500,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] เรื่องเดียวกัน , น. 197.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] กระทรวงสาธารณสุข. 2510.&amp;amp;nbsp; อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2485-2510.&amp;amp;nbsp; พิมพ์ครั้งที่ 1.&amp;amp;nbsp; กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข, น. 81.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สจช.&amp;amp;nbsp; (2) สร 0201.27.1/13. เรื่อง ทำสัญญากับองค์การอนามัยโลกในเรื่องขอคณะผู้เชี่ยวชาญไข้มาลาเรีย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] สมทัศน์ มะลิกุล. 2543.&amp;amp;nbsp; เรื่องเดียวกัน, น. 88.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2550, เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, &amp;amp;nbsp;น. 113.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;[21] สจช., (2) สร 0201.27.1/20. เรื่อง การปราบไข้มาลาเรียและวิเคราะห์ดินในนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] สจช., (2) สร 0201.27.1/20. เรื่อง การปราบไข้มาลาเรียและวิเคราะห์ดินในนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] สจช., (2) สร 0201.27.1/20. เรื่อง การปราบไข้มาลาเรียและวิเคราะห์ดินในนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] สจช., (2) สร 0201.27.1/21. สถิติการควบคุมไข้มาลาเรียโดยการพ่น ดี.ดี.ที. (ปี 2493 – 2496) นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn25&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref25|[25]]] สมทัศน์ มะลิกุล, 2543,&amp;amp;nbsp; เรื่องเดียวกัน, น. 7.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn26&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref26|[26]]] สมทัศน์ มะลิกุล, 2543,&amp;amp;nbsp; เรื่องเดียวกัน, น. 7.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn27&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref27|[27]]] สมทัศน์ มะลิกุล, 2543,&amp;amp;nbsp; เรื่องเดียวกัน, น. 8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn28&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref28|[28]]] กระทรวงสาธารณสุข, 2510,&amp;amp;nbsp; อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2485-2510, กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข, น. 420-421.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn29&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref29|[29]]] เรื่องเดียวกัน, น. 33-34.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn30&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref30|[30]]] กรองทอง ทิมาสาร และปิยะพร หวังรุ่งทรัพย์. 2559. การควบคุมการแพร่ระบาดของไข้มาลาเรีย, นนทบุรี: สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุข. (เอกสารอัดสำเนา).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรมการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94&amp;diff=16008</id>
		<title>นโยบายสร้างโรงพยาบาลครบทุกจังหวัด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94&amp;diff=16008"/>
		<updated>2024-06-27T07:34:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การเกิดขึ้นของโรงพยาบาลในรูปแบบปัจจุบันที่กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของสังคมตะวันตกสมัยใหม่ เกิดขึ้นหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_1|สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง]] ก่อนจะกระจายไปยังสังคมต่าง ๆ ทั่วโลกหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]]&amp;amp;nbsp;ซึ่งโรงพยาบาลกลายเป็นสถาบันด้านสุขภาพของสังคมโดยแท้จริงและมีการขยายตัวทั้งที่รัฐให้การสนับสนุนและที่ภาคเอกชนขับเคลื่อนโดยกลไกการตลาด สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลมีความสำคัญขึ้นมานั้น ได้แก่ ประสิทธิภาพของการเยียวยารักษาโรคที่เคยเป็นปัญหาในอดีตสามารถทำได้ชะงัด การแก้ปัญหาโรคติดต่อได้ดีจากการค้นพบทฤษฎีเชื้อโรคและยารักษาในปลายศตวรรษที่ 19 และการผ่าตัดที่ทันสมัยรักษาอาการบาดเจ็บที่รุนแรงเฉียบพลันทำให้คนยอมรับและมารับบริการในโรงพยาบาลกันเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โรงพยาบาลได้พัฒนาปรับปรุงสุขาภิบาลและเครื่องไม้เครื่องมือในการผ่าตัดให้ก้าวหน้าขึ้น โรงพยาบาลจึงเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลคนจนมาเป็นสถาบันการรักษาพยาบาลทางการแพทย์กับคนทุกชนชั้น ก่อนศตวรรษที่ 20 ชนชั้นกลางและชั้นสูงต่างก็ให้หมอไปรักษาโรคที่บ้านและมีคนรับใช้คอยพยาบาลเป็นการส่วนตัว ในขณะที่โรงพยาบาลเป็นที่รักษาของคนป่วยที่ยากจน แต่ในศตวรรษที่ 20 โรงพยาบาลได้ก้าวกระโดดไปก้าวใหญ่ จากการพัฒนาวิธีการผ่าตัดระหว่างสงครามที่มีความซับซ้อน&amp;amp;nbsp;การทดลองในห้องปฏิบัติการและการค้นคว้าทางการแพทย์ที่ขยายตัวมากขึ้น รวมทั้งการมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้นและมีเจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามมามากขึ้น นอกจากนี้การมีรถพยาบาลบริการทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์กลางของการแพทย์ฉุกเฉินไปด้วย จนสามารถลบภาพเดิมที่โรงพยาบาลเคยเป็นเรือนตายของคนป่วยที่ยากจนมาเป็นสถานที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วย[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเริ่มสร้างโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ในสยาม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสังคมไทยโรงพยาบาลถูกนำมาใช้แสดงบทบาทของรัฐด้านการรักษาพยาบาลขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อคราวอหิวาตกโรคระบาดในปี พ.ศ. 2424 โดยรัฐบาลได้จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นปราบปรามอหิวาตกโรคขึ้นในชุมชน รวม 48 ตำบล จนปรากฏผลดีว่าคนตายลดลง จึงกลายเป็นต้นแบบให้เกิดการจัดตั้งโรงพยาบาลถาวรที่ศิริราชขึ้นในเวลาต่อมา แม้ว่าก่อนหน้าจะมีโรงพยาบาลศิริราชไม่นานปรากฏหลักฐานว่ามีโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นด้วยพวกมิชชันนารีแห่งหนึ่งที่เพชรบุรี และในกรุงเทพฯ ก็มีโรงพยาบาลทหารหน้า ซึ่งเป็นกิจการของรัฐเฉพาะด้านการทหารและตั้งอยู่ชั่วคราว พอไม่มีแพทย์ประจำก็เลิกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่กล่าวได้ว่าโรงพยาบาลของรัฐที่ตั้งขึ้นและมีความมั่นคงถาวรสืบมา ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช&amp;amp;nbsp;หรือเรียกว่า &#039;&#039;&#039;“โรงศิริราชพยาบาล”&#039;&#039;&#039; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;amp;nbsp;เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431[[#_ftn2|[2]]] นับเป็นจุดเริ่มแรกของการสร้างโรงพยาบาลของรัฐให้เป็นสถาบันทางการแพทย์ของชุมชนและมีผลต่อการขยายตัวของการแพทย์สมัยใหม่ของสยามในเวลาต่อมาอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อมีการสร้างโรงพยาบาลศิริราชขึ้นมาก็ต้องจัดให้มีบริการของการแพทย์แผนโบราณควบคู่ไปด้วยกับการแพทย์แผนตะวันตก เพราะคนไทยคุ้นเคยกับการแพทย์ของไทยมากกว่า ตอนเริ่มเปิดโรงพยาบาลใหม่ ๆ คนไทยก็ยังไม่นิยมไปรักษาจนทางกรรมการของโรงพยาบาลต้องหาวิธีการให้คนมารักษาที่โรงพยาบาลด้วยการจับเอาขอทานที่ป่วยมารักษา หรือไม่ก็ให้เจ้านายส่งคนในบังคับของตนมารับการรักษาเพื่อสร้างศรัทธาในหมู่ประชาชน จากคนที่มารับการรักษาหายกลับไปแล้วบอกต่อ[[#_ftn3|[3]]] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยก็ยังไม่คุ้นกับการที่ต้องไปรักษาความเจ็บป่วยยังสถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่บ้านของตน หรือสถานที่ที่คุ้นเคย จนมีการร่ำลือว่า โรงพยาบาลศิริราช คือ เรือนตายของคนไข้ คือ ใครไปรักษาแล้วจะตายเพราะมักจะส่งมาแต่กรณีคนป่วยหนักใกล้ตายที่ไม่มีใครรับรักษาแล้วทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานรักษาพยาบาลผู้ป่วยตามรายงาน เมื่อ ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) มีคนไข้ทั้งปี 1,017 คน เห็นได้ว่าคนไข้มีน้อยมาก[[#_ftn4|[4]]] และในอีกกว่าสิบปีต่อมาคนไข้ก็อยู่ประมาณเดียวกัน กล่าวคือมีคนไข้ทั้งปี พ.ศ. 2445 จำนวน 916 คน ปี พ.ศ. 2446 จำนวน 1,095 คน ปี พ.ศ. 2448 จำนวน 1,557 คน[[#_ftn5|[5]]] แม้ว่า พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ อธิบดีกรมพยาบาล ผู้ปลุกปั้นสร้างโรงพยาบาลศิริราชมากับมือได้เข้ารักษาอาการประชวรด้วยวัณโรคอยู่ในโรงพยาบาลจนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2432 จึงทำให้ชาวบ้านค่อยมีศรัทธากับโรงพยาบาลขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นเจ้านายผู้ใหญ่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ นอกจากนี้การรักษาเป็นการกุศลตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ผู้มารับการรักษาไม่ต้องเสียค่าขวัญข้าว (ค่ารักษาของแพทย์) ค่ายา มีอาหารเลี้ยงคนไข้และมีเสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วยที่พักรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้ชาวบ้านมารับการรักษาในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจากกิจการของโรงพยาบาลหลวงแห่งแรกที่ศิริราชตั้งมั่นขึ้นได้แล้ว รัฐบาลก็ได้จัดการให้ตั้งโรงพยาบาลขึ้นอีกหลายแห่งในพระนคร คือ โรงพยาบาลคนเสียจริตที่ปากคลองสาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 (ต่อมาคือโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา) โรงพยาบาลหน้าป้อมมหาไชยหรือโรงพยาบาลบูรพา&amp;amp;nbsp;(ล้มเลิกไปแล้ว) โรงพยาบาลป้อมปราบศัตรูพ่าย หรือโรงพยาบาลเทพศิรินทร์ (ล้มเลิกไปแล้ว) สาเหตุที่โรงพยาบาลไปตั้งอยู่ในตำแหน่งของป้อมรอบกรุงก็เพราะสมัยนี้เลิกใช้ป้อมรักษากรุงแล้วจึงใช้พื้นที่ไปทำการอย่างอื่น เช่น โรงพยาบาลแทน ต่อมาก็ได้ตั้งโรงพยาบาลขึ้นอีกหลายแห่ง คือ โรงพยาบาลหญิงหาเงิน ตั้งเมื่อ&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2440 (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลกลาง) โรงพยาบาลสามเสน ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2445 เป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งสุดท้ายที่ตั้งขึ้นในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วล้มเลิกไปรวมกับโรงพยาบาลวชิระ พบว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่[[#_ftn6|[6]]]&amp;amp;nbsp;โรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นในหัวเมืองในรัชสมัยนี้ คือ โรงพยาบาลศรีมหาราชา (โรงพยาบาลสมเด็จบรมราชเทวี ณ ศรีราชา) จังหวัดชลบุรี ออกทุนสร้างขึ้น โดยสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เพื่อเป็นสถานพยาบาลเมื่อเสด็จไปพักฟื้นตากอากาศที่ชายทะเลชลบุรี เปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2445[[#_ftn7|[7]]] และโรงพยาบาลเมืองนครราชสีมาที่มี พระยาราชนุกูล (อวบ เปาโรหิตย์)&amp;amp;nbsp;เป็นผู้ดำเนินการเรี่ยไรเงินและจัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2450[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การสร้างโรงพยาบาลขึ้นมารักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชนแม้ในระยะเริ่มแรกจะหาคนไปใช้บริการยาก จนเจ้านายต้องเกณฑ์เอาทาสและข้าราชการไปใช้บริการก็ยังมีคนไปรักษาน้อยอยู่ดี&amp;amp;nbsp;เพราะตอนแรกเชื่อกันว่าโรงพยาบาล คือ เรือนตายของผู้ป่วย เนื่องจากในสมัยนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการหนักมากแล้วจึงจะส่งไปโรงพยาบาล หมอช่วยไม่ทันก็ตายเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากการสนับสนุนส่งเสริมของชนชั้นนำในการรักษากับการแพทย์แผนตะวันตก และพระราชนิยมของกษัตริย์และเจ้านายตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ที่นิยมการสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเป็นการกุศลแทนการสร้างวัดเช่นธรรมเนียมโบราณ ทำให้โรงพยาบาลได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การขยายการแพทย์ด้วยการสร้างโรงพยาบาลหัวเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังทดลองจัดตั้งสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมขึ้นได้ผลดี ได้มีการขยายลักษณะการปกครองท้องถิ่นเกิดขึ้น และให้กิจการการแพทย์รวมอยู่ในสุขาภิบาลซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการสร้างโรงพยาบาลของสุขาภิบาลด้วยการเรี่ยไรเงินจากคนในท้องถิ่น ทำให้เกิดการขยายตัวของโรงพยาบาลไปยังหัวเมืองด้วยการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในท้องถิ่นด้วยการเรี่ยไรเงินมาสร้างโรงพยาบาลประจำเมืองและให้สุขาภิบาลเป็นเจ้าของบริหารจัดการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การสร้างโรงพยาบาลในความหมายของทศวรรษ 2450-2470 นั้น ไม่มีภาพลักษณ์เป็นสถานที่บำบัดดูแลรักษาโรคเช่นปัจจุบัน แต่มีลักษณะเป็นเหมือนที่พักหมอ เก็บรักษาและจ่ายยาแก่คนไข้เป็นหลัก ไม่ได้มีความหมายของการรักษาโรคแบบรับคนไข้เอาไว้ดูแลในโรงพยาบาล หรือการรักษาผ่าตัดบาดแผล ซึ่งจะจัดตั้งแยกออกไปและต้องมีหมอที่ต้องเรียนแบบแผนตะวันตกที่ชำนาญมาเป็นผู้ประกอบโรคศิลป์ และไม่ได้รับเอาผู้ป่วยโรคระบาดเข้ารักษาอย่างเป็นปกติดังที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบันแต่อย่างใด ซึ่งปรากฏว่ามีการรับคนรักษาในโรงพยาบาลน้อยมากถ้าเทียบกับการตั้งโรงพยาบาลในท้องที่ที่มีประชากรหนาแน่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นโยบายการสร้างโรงพยาบาลในหัวเมืองของรัฐบาลสยามที่ส่วนกลางยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด แม้เมื่อได้จัดตั้งกรมสาธารณสุขขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2461 ขึ้นมารับผิดชอบหลักดูแลสุขภาพประชาชนทั่วราชอาณาจักรแล้วก็ตาม ดังปรากฏว่าในเอกสารโครงการตั้งกรมสาธารณสุข ซึ่งให้รายละเอียดและคำอธิบายถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีบริการสาธารณสุขจากรัฐบาลขึ้นให้ครอบคลุมทั้งประเทศที่เรียกว่างานของกรมล้วน แต่ปรากฏว่ามีงานนอกกรมแต่กรมมีหน้าที่แนะนำ&amp;amp;nbsp;คือ การบำบัดโรคคือการรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้และการสุขาภิบาลทั่วไปในท้องที่ โดยอธิบายงานของกรมล้วนคือที่ได้รับงบประมาณไปดำเนินการโดยตรง ส่วนงานของท้องที่นั้นให้หน่วยงานและบุคคลในท้องที่นั้นรับผิดชอบดูแลกันเอง แม้แต่เรื่องเงินประมาณก็ต้องจัดหากันเอง ซึ่งกิจการสร้างสถานบำบัดโรค&amp;amp;nbsp;หรือโรงพยาบาลที่ต้องดูแลรักษาพยาบาลคนป่วยนั้นก็ให้ท้องที่หรือสุขาภิบาลรับผิดชอบจัดสร้างขึ้นเองจากเงินที่เรี่ยไรในท้องที่ไม่ใช่งบประมาณจากรัฐบาล ดังความว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;“การสาธารณสุขซึ่งยังไม่ได้กะไว้ในโครงการนี้ และซึ่งยังไม่เกี่ยวด้วยพระราชอาณาเขตสยามโดยทั่วไป ด้วยเป็นการสำคัญสำหรับท้องที่โดยเฉพาะ จึงควรให้ผู้ปกครองท้องที่และกรรมการ&#039;บุราภิบาลเป็นผู้ทำและเป็นผู้รับผิดชอบ การเหล่านี้มีบางประเภทที่สำคัญและจำเป็น ซึ่งตามลัทธินับว่าเป็นคุณฉะเพาะท้องที่ แต่แม้การเช่นนี้จะเป็นคุณแก่ประเทศทางอ้อม และแม้เป็นการสมควรที่แผ่นดินจะช่วยเหลือท้องที่โดยให้เงินบำรุงเป็นก้อนหรือให้ประจำ หรือโดยทางอื่นก็ดี ก็ยังควรให้ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของท้องที่ทั้งสิ้น”&#039;&#039;[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นโยบายการสร้างโรงพยาบาลขึ้นในหัวเมืองด้วยการรับผิดชอบงบประมาณจากการเรี่ยไรจากในท้องที่สร้างโรงพยาบาลเป็นรูปแบบและวิธีการที่ใช้ตลอดรัชกาลที่ 6 เช่นเดียวกัน ดังปรากฏว่ามีการสร้างโรงพยาบาลสุโขทัยขึ้น ในปี พ.ศ. 2456 สร้างเป็นโรงพยาบาลเล็ก ไม่มีคนป่วยเข้าอยู่ประจำ ไม่นานก็ล้มเลิกไป โรงพยาบาลกรุงเก่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2555 บาท โรงพยาบาลเมืองภูเก็ต หรือโรงพยาบาลวชิระ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบด้วย โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 โรงพยาบาลนครนายก เปิดทำการเมื่อ พ.ศ. 2466 โรงพยาบาลสงขลา สร้างเสร็จเปิดบริการ&amp;amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2468 โดยเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนประสบปัญหาการดำเนินการให้เป็นสถานบำบัดโรคแก่ประชาชน ด้วยมีอุปสรรคสำคัญคือขาดทุนรอนสำหรับดำเนินงานประจำแต่ละปี&amp;amp;nbsp;การไม่มีแพทย์ประจำเพราะไม่มีเงินจ้างแพทย์ นอกจากนี้ในส่วนผู้ใช้บริการในหัวเมืองนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่นิยมการรักษาพยาบาลแผนใหม่ที่โรงพยาบาล ยังนิยมรักษากันตามบ้านมากกว่าเมื่อเจ็บป่วย[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การสร้างโรงพยาบาลในหัวเมืองสมัยปลายรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองในรัชสมัยของ[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]นั้น ในเชิงนโยบายและรูปแบบวิธีการดำเนินการนั้นยังคงเหมือนเมื่อรัชกาลก่อน คือ ให้ท้องที่รับผิดชอบหางบประมาณการสร้างจากการเรี่ยไร ไม่ใช้งบของรัฐบาล แต่ในช่วงทศวรรษ 2470 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำขึ้น รัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ ไม่มีงบจ้างหมอ ซื้อยาส่งไปตามหัวเมือง ทำให้โรงพยาบาลร่วงโรยร้างคน สภาพหัวเมืองจากการสำรวจของ คาร์ล ซี ซิมเมอร์แมน ในปี 2473 พบว่ามีเพียงโรงพยาบาลของมิชชันนารีที่มีนายแพทย์แผนปัจจุบันให้บริการการแพทย์สมัยใหม่ ส่วนโรงพยาบาลของรัฐ หรือโอสถศาลาที่ให้บริการมีไม่ทั่วถึงและให้บริการได้เฉพาะการจ่ายยาให้ประชาชนไปรักษากันเอง แต่ประชาชนโดยมากมักพึ่งการแพทย์แผนโบราณและการซื้อยารักษาดูแลสุขภาพกันเอง ยังไม่นิยมรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน มีผู้ใช้ยาแผนปัจจุบันและรักษาแผนตะวันตกในอัตราต่ำมาก[[#_ftn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังรัชกาลที่ 7 ขึ้น ครองราชย์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ได้เพียง 5 วัน ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2468 ร้านจําหน่ายเวชภัณฑ์และเรือนคนไข้รับรักษาที่จังหวัดนครสวรรค์[[#_ftn12|[12]]] หรือโรงพยาบาลนครสวรรค์ เปิดเรือนคนไข้รับรักษา ต่อมา วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 เปิดร้านจําหน่ายเวชภัณฑ์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสุขาภิบาลเมืองนครสวรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2469 ตั้งโรงพยาบาลมณฑลปัตตานี[[#_ftn13|[13]]] ถัดมาในเดือนกรกฎาคมได้ตั้งโรงพยาบาลขอนแก่น[[#_ftn14|[14]]] และในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 ตั้งโรงพยาบาลจังหวัดสุพรรณบุรี[[#_ftn15|[15]]] สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรีมีใบบอกว่า มหาอํามาตย์นายก [[เจ้าพระยายมราช|เจ้าพระยายมราช]] ได้จัดการสร้างโรงพยาบาลขึ้น 1 หลัง ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตึก 2 ชั้น มีเครื่องใช้และเครื่องมือผ่าตัดพร้อม มอบให้อยู่ในความปกครองของสุขาภิบาลเมืองสุพรรณบุรี วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 มหาอํามาตย์ตรี [[หม่อมเจ้าสกลวรรณากร_วรวรรณ|หม่อมเจ้าสกลวรรณากร]] อธิบดีกรมสาธารณสุข เสด็จไปเปิดโรงพยาบาลนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2471 ตั้งโอสถสภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี[[#_ftn16|[16]]] โดยสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช&amp;amp;nbsp;แจ้งมาว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่เดิมมายังไม่มีโอสถสภาเป็นหลักฐานมั่นคง เห็นว่าจวนสมุหเทศาภิบาล ซึ่งว่างอยู่เพราะการยุบมณฑลควรจะซ่อมแซมขึ้นเป็นโอสถสภา ได้เปิดทําการมาตั้งแต่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ถัดมาในปี พ.ศ. 2472 ตั้งโอสถสภาจังหวัดปทุมธานี[[#_ftn17|[17]]] โดยวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2472 สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยามีใบบอกว่า จังหวัดปทุมธานียังไม่มีโอสถสภา ต้องอาศัยทำการรวมกับที่พักแพทย์ อํามาตย์ตรี พระบริหารเทพธานี (เฉลิม กาญจนาคม) ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการเรี่ยไรเงินไปซื้อที่ดินแห่งใหม่ สร้างโอสถสภา 1 หลัง ที่พักแพทย์ 1 หลัง ที่พักคนไข้ 1 หลัง เปิดใช้ราชการเมื่อ 4-5 เดือนก่อน และในปีนี้อีกจังหวัดหนึ่งคือเพชรบุรีที่ตั้งโรงพยาบาลเพชรบุรี หรือเรียกอีกชื่อว่า เอื้อนอนามัย[[#_ftn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2473 ตั้งโอสถสภาจังหวัดสระบุรี[[#_ftn19|[19]]] มหาอํามาตย์โท พระยาโบราณราชธานินทร์ เมื่อครั้งยังเป็นสมุหเทศาฯ ได้ดําริจะสร้างโอสถสภาให้เป็นบรมราชานุสรณ์ขึ้นที่จังหวัดสระบุรี ขนานนามว่า&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;“โอสถสภาปัญจมาธิราชอุททิศ”&#039;&#039;&#039; ถวายเป็นพระราชกุศล และในปีเดียวกันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เรี่ยไรเงินจากราษฎรสร้างโอสถสภา 1 หลัง พร้อมด้วยเรือนพักคนไข้ ครัว และส้วม ทําพิธีเปิดโอสถสภาจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473 ถวายเป็นพระราชกุศล[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ปี พ.ศ. 2474 ตั้งโอสถสภาจังหวัดกระบี่[[#_ftn21|[21]]] วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ สร้างโอสถสภา 1 หลัง เปิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 และในปีเดียวกันนี้ได้ตั้งโรงพยาบาลจังหวัดอ่างทอง[[#_ftn22|[22]]] เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2474 มณฑลอยุธยามีใบบอกว่า โอสถสภาจังหวัดอ่างทอง เดิมรวมอยู่กับที่พักแพทย์ ไม่สะดวกหลายประการ จึงได้สร้างโอสถสภาขึ้น 1 หลัง ถวายเป็นพระราชกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้จะมีการเรี่ยไรเงินจากราษฎรสร้างโรงพยาบาลขึ้นในหัวเมืองดังกล่าวขึ้นในแต่ละจังหวัดใหญ่ ๆ&amp;amp;nbsp;ให้ขึ้นกับสุขาภิบาล แต่ปัญหาใหญ่ คือ ขาดแคลนแพทย์ไปประจำและไม่มีงบประมาณดำเนินการให้เป็นสถานบำบัดรักษาโรคของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;amp;nbsp;ดังที่พระราศนราดูร ให้ข้อมูลว่า ในหัวเมืองนั้นการตั้งโรงพยาบาลมีขึ้นเพราะปัญหาทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งมีโรงพยาบาลของรัฐอยู่แห่งเดียว คือ&amp;amp;nbsp;ที่จังหวัดระนอง อันเป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองที่ไม่อยากให้คนไทยข้ามไปรักษาที่โรงพยาบาลของอังกฤษที่เกาะสอง (วิคตอเรียปอยนต์) และโรงพยาบาลปัตตานีที่รัฐบาลกลางจากกรุงเทพฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ &#039;&#039;&#039;“พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิดกบถ”&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;กบถเจ้าแขกเจ็ดหัวเมือง&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2444 สงบลง แต่ไม่ได้มีการดำเนินการต่อเพราะขาดงบประมาณ นอกจากนั้นก็มีโรงพยาบาลของท้องถิ่นใน 7 จังหวัด คือ อยุธยา นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต สุพรรณบุรี และนครสวรรค์ แต่ก็ประสบกับปัญหาขาดแคลน เจ้าหน้าที่&amp;amp;nbsp;เงิน&amp;amp;nbsp;และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนต้องล้มลุกคลุกคลานมาตลอด[[#_ftn23|[23]]] และแม้ในเมืองเหล่านั้นจะมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการแพทย์สมัยใหม่จะเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านทั่วไป ดังเห็นได้จากรายงานของซิมเมอร์แมนที่แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านยังนิยมการรักษาแบบแผนโบราณอยู่มาก และในค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลก็เป็นค่ารักษาแผนโบราณเสียอีก[[#_ftn24|[24]]]&amp;amp;nbsp;ในส่วนของคนที่มารับบริการก็มีน้อย&amp;amp;nbsp;เพราะชาวบ้านยังไม่แน่ใจกับการรักษาแผนใหม่ ยกเว้นเฉพาะคนชั้นนำและคนที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่เท่านั้น อันแสดงให้เห็นว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การแพทย์สมัยใหม่ ทั้งในแง่ของการให้บริการแก่ประชาชน ด้านการรักษาโรค และบริการอื่น ๆ ทางการแพทย์นั้นมีอยู่อย่างจำกัดมาก และก่อนปลี่ยนแปลงการปกครอง โรงพยาบาลของรัฐมีอยู่เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;นโยบายสร้างโรงพยาบาลครบทุกจังหวัดหลังปฏิวัติ 2475&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ได้เกิดการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินให้มี&amp;amp;nbsp;3 ระดับ คือ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน และให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่งผลให้มีการแบ่งส่วนราชการในกรมราชการสาธารณสุขในกระทรวงมหาดไทยใหม่ ในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2476 โดยกรมสาธารณสุขแบ่งส่วนราชการใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค&amp;amp;nbsp;และส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจนในบทบาทหน้าที่ด้านการดูแลสุขภาพประชาชน โดยในโครงสร้างราชการบริหารส่วนกลาง ได้แบ่งเป็น 15 กอง ปรากฏว่ากอง ลำดับที่ 6&amp;amp;nbsp;คือ กองโรคติดต่อ มีแผนกย่อย 4 แผนก คือ แผนกกลาง&amp;amp;nbsp;แผนกโรคติดต่อ แผนกด่านกักโรค และแผนกตรวจคนเข้าเมือง[[#_ftn25|[25]]] รับผิดชอบหลักด้านบริการจัดการควบคุมป้องกันโรคติดต่อทั่วไประเทศ โดยมีหน้าที่สนับสนุนความรู้ บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ หรือยาและเวชภัณฑ์กับหน่วยงานในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นอีกด้วย[[#_ftn26|[26]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นโยบายการสร้างโรงพยาบาลในหัวเมือง หรือเรียกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองว่าการปกครองส่วนภูมิภาคได้แยกกับส่วนท้องถิ่นที่เป็นเทศบาลและสุขาภิบาลอย่างชัดเจน โรงพยาบาลประจำจังหวัดนั้น&amp;amp;nbsp;เป็นของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารจัดการผ่านการบริหารส่วนภูมิภาค จึงทำให้เกิดการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน มีนโยบายและการบริการอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง ทำให้การให้บริการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลหลัง พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะหลังตั้งกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2485 ได้กระจายไปยังภูมิภาคทุกจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิผล ส่วนการบริการสถานพยาบาลของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาศัยการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนก็ยังได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและทรัพยากรจากรัฐบาลอย่างชัดเจนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะเดียวกันการขยายตัวของโรงพยาบาลได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังหลังจากปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป&amp;amp;nbsp;โดยการบริหารงานของรัฐบาล[[คณะราษฎร|คณะราษฎร]]ที่มี นาย[[ปรีดี_พนมยงค์|ปรีดี_พนมยงค์]] เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย และมีอธิบดีกรมสาธารณสุขที่เป็นแพทย์คนแรก คือ [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]] ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย&amp;amp;nbsp;และโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่สำคัญคือการขยายการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชน โดยการวางโครงการสร้างโรงพยาบาลและสุขศาลาชั้น 2 ในส่วนภูมิภาคขึ้นให้ครบทุกจังหวัด[[#_ftn27|[27]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นโยบายสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัด โดยกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการ โดยมีความมุ่งหมายจะสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้มีทั่วถึงกันทุกจังหวัดภายใน 4 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป ตามแผนให้ครบทุกจังหวัดในปี 2480 การสร้างได้เฉลี่ยเป็นภาค ๆ และเริ่มจากชายเขตแดนเข้ามาก่อน&amp;amp;nbsp;เพราะเกี่ยวกับ Prestige (ศักดิ์ศรี) ของชาติ โดยโรงพยาบาลที่จะสร้างขึ้นนั้น มี 2 ขนาด คือ[[#_ftn28|[28]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. ขนาดกลาง - ให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ ประมาณ 35-150 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือ แห่งละ 95,800 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ขนาดเล็ก - กําหนดให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ 25 ถึง 50 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือ แห่งละ 56,200 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;…แผนงานตามโครงการโรงพยาบาลหัวเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2477 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 2 แห่ง (อุบลราชธานี / นครพนม) ขนาดเล็ก 8 แห่ง (หนองคาย / นราธิวาส / สกลนคร / ปัตตานี / ยะลา / จันทบุรี / ตาก /สตูล)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2478 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (อุดรธานี / เชียงราย / มหาสารคาม) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (น่าน / ชัยภูมิ / แม่ฮ่องสอน / บุรีรัมย์/ กระบี่ / พังงา / ปราจีนบุรี / ตรัง / สุรินทร์ / กําแพงเพชร / เพชรบูรณ์ / พัทลุง / เลย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2479 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (ขอนแก่น / นครศรีธรรมราช / ร้อยเอ็ด) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลําปาง / ตราด / ระยอง / ชุมพร / สุราษฎร์ธานี / อุทัยธานี / ชัยนาท / ขุขันธ์ / อุตรดิตถ์ / นครนายก / พิจิตร / สวรรคโลก / ลําพูน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2480 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 4 แห่ง (พิษณุโลก / ฉะเชิงเทรา / แพร่ / ราชบุรี) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลพบุรี / ประจวบคีรีขันธ์ / สมุทรสงคราม / สมุทรสาคร / นครปฐม / สิงห์บุรี / สระบุรี / ปทุมธานี / อ่างทอง / เพชรบุรี / กาญจนบุรี / นนทบุรี / สมุทรปราการ) รวมเป็นเงินที่ต้องจ่าย ทั้งหมด 4,051,000 บาท[[#_ftn29|[29]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการนี้รัฐบาลได้รับหลักการจากมติคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2477 และส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการคลังพิจารณาเรื่องงบประมาณต่อไป โดยในปีแรกกำหนดว่าจะสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางขึ้น 2 แห่ง และโรงพยาบาลขนาดเล็ก 8 แห่ง มียอดงบประมาณ 641,200 บาท ต่อมาในหนังสือตอบ วันที่&amp;amp;nbsp;12 กุมภาพันธ์ 2477 (นับตามแบบปัจจุบันคือ ปี 2478) กระทรวงการคลังได้ตอบเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า เรื่องงบประมาณที่เสนอมายังไม่ได้พิจารณาเนื่องจากเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีใหม่จึงระงับเรื่องไว้ แต่ก็ถามไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าจะให้พิจารณาตามที่เสนอมาแต่เดิมหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเรื่องเงียบหายไปมาปรากฏเรื่องต่อเนื่องเอาหลังสงคราม คือ หนังสือลง วันที่ 30 เมษายน 2489 กระทรวงสาธารณสุขที่ตั้งใหม่ขึ้นมาในปี 2485 ได้อ้างถึงโครงการสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัด แต่เปลี่ยนเรื่องเป็น &#039;&#039;&#039;“การบูรณะการพยาบาล”&#039;&#039;&#039; เพราะมีเรื่องการปรับปรุงโรงพยาบาลที่เสียหายพร้อมกันด้วย โดยได้สรุปว่าขณะนั้นยังมีจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลอีก&amp;amp;nbsp;37 จังหวัด จึงควรสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางรับผู้ป่วยได้ 50 เตียง เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยมีงบประมาณต่อแห่ง จำนวน 1,790,448 บาท งบประมาณทั้งสิ้น 66,246,576 บาท รวมทั้งบูรณะและสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางต่างจังหวัดตามความจำเป็นเพราะงบประมาณจำกัด แต่ตามแผนจะสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดในเวลา 4 ปี และสร้างตามความพร้อมของแต่ละจังหวัดแต่ยังให้ยึดหลักการ &#039;&#039;&#039;“เริ่มจากชายเขตต์แดนเข้ามาหาศูนย์กลางของประเทศ เพราะเกี่ยวแก่ prestige ของชาติ”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn30|[30]]] และต่อมาก็ได้ตั้ง &#039;&#039;&#039;“องค์การกุศลสาธารณสุข”&#039;&#039;&#039; เพื่อช่วยระดมเงินและที่ดินวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ เพื่อผลสำเร็จของการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดให้ได้แทนที่จะรองบประมาณจากรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะหลังสงครามขาดงบประมาณอย่างมาก&amp;amp;nbsp;ซึ่งสุดท้ายโครงการสร้างโรงพยาบาลครบทุกจังหวัดมาสำเร็จเอาเมื่อปี พ.ศ. 2497 ไม่เป็นไปตามแผนเพราะเกิดสงครามโลกครั้ง 2 และเกิดความผันผวนทางการเมืองภายในคณะราษฎรที่ไม่ได้มีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงการสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศชัดเจนเหมือนรัฐบาลคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเร่งสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดก่อน “กึ่งพุทธกาล”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขณะเดียวกันช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะ[[สงครามเย็น|สงครามเย็น]] ขณะนั้นรัฐบาลไทยเดินตามนโยบายการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ โดยทั้งรัฐบาลไทยและสหรัฐต่างใช้การแพทย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยวิธีการสร้างโรงพยาบาลและออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อแย่งชิงมวลชนในเขตชนบทตามแผนการ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;โคลัมโบ&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2493 มีเป้าหมายชัดเจนว่า &#039;&#039;&#039;“เป็นแผนการร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจเพื่อจะช่วยให้ประชาชนในภาคพื้นเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันภัยคอมมิวนิสต์”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn31|[31]]]&amp;amp;nbsp;โดยมีเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนาการแพทย์&amp;amp;nbsp;และส่งแพทย์ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย เพื่อขยายการบริการทางการแพทย์ให้ทั่วถึงในชนบทอันจะเป็นการสร้างความกินดีอยู่ดีให้เกิดขึ้นในชนบท เพื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทจะได้ไม่เข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งก็อ้างว่าต้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนชาวชนบท เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจในความเป็นอยู่จากรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นโยบายที่สำคัญที่สุดด้านการขยายบทบาทของงานด้านสาธารณสุขก็เห็นจะได้แก่การเร่งสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดก่อนการฉลองกึ่งพุทธศตวรรษ และเพิ่มการผลิตแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยนโยบายขยายโรงพยาบาลไปสู่ภูมิภาคของกรมการแพทย์นี้ ปรากฏเป็นจริงระหว่างปี 2492-2500 โดยดูจากงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 40-50 ได้จัดสรรเพื่อสร้างโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้การแพทย์ขยายตัวสู่ประชาชนอย่างขนานใหญ่ในขอบเขตทั่วประเทศ จนกระทั่งในปี 2497 ประเทศไทยมีโรงพยาบาลครบทุกจังหวัด นอกจากนั้นอัตราการเพิ่มของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่การแพทย์ และการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากมีการตั้งคณะแพทย์ขึ้นใหม่&amp;amp;nbsp;เช่น โรงเรียนแพทย์ที่เชียงใหม่ก่อนจะโอนมาเป็นคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้น จำนวนแพทย์ที่จบมีอัตราเพิ่มขึ้นมากในทศวรรษ 2490 จาก จำนวน 16 คน ในปี พ.ศ. 2475 กลายเป็นร้อยกว่าคนและมากถึง 221 คน ในปี พ.ศ. 2494 และ 213 คน ในปี พ.ศ. 2496 และงบประมาณด้านสาธารณสุขก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากในทศวรรษ 2490 โดยเฉพาะช่วงปลายทศวรรษที่มีโครงการด้านสุขภาพจำนวนมาก และเป็นช่วงของการขยายให้มีโรงพยาบาลครบทุกจังหวัดของรัฐบาล และสามารถทำสำเร็จในปี พ.ศ. 2497[[#_ftn32|[32]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่า ในช่วงที่คณะราษฎรผลัดกันมาเป็นรัฐบาลในห้วง 15 ปีแรก ของระบบประชาธิปไตย นโยบายหลายอย่างยังคงมีความต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นก็คือการขยายระบบการดูแลสุขภาพประชาชนผ่านโรงพยาบาลที่เข้าไปจัดตั้งให้ถึงมือประชาชนทั่วประเทศ จนพูดได้ว่าการพัฒนาการแพทย์ในสมัยรัฐบาลที่มีการปกครองที่ค่อนข้างจะเป็นเผด็จการ หรืออำนาจนิยมตั้งแต่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อเนื่องไปถึงสมัย จอมพล[[สฤษดิ์_ธนะรัชต์|สฤษดิ์_ธนะรัชต์]] และจอมพล[[ถนอม_กิตติขจร|ถนอม_กิตติขจร]]นั้น มีข้อน่าสงสัยอย่างยิ่งว่า น่าจะเป็นการขยายอำนาจรัฐเหนือประชาชนไปในตัวพร้อมกันด้วย โดยมีโรงพยาบาลที่เป็นสถาบันทางการแพทย์เป็นเครื่องมือหรือเป็นเทคโนโลยีแห่งอำนาจที่สำคัญ ซึ่งได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวอยู่ด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2564. ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทมีดีกราฟฟิคจำกัด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถนอม บรรณประเสริฐ และคณะ, บรรณาธิการ. 2563. ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย. กรุงเทพฯ: แพทยสภา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ. 2528. “บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475).” วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุกิจ&amp;amp;nbsp; ด่านยุทธศิลป์. 2533. “การสาธารณสุขแบบสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468).” วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]]ชาติชาย มุกสง, 2564, ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทมีดีกราฟฟิคจำกัด, น. 198-199.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สรรใจ แสงวิเชียร, ผู้เรียบเรียง, 2532, ศิริราชร้อยปี: ประวัติและวิวัฒนาการ, กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, &amp;amp;nbsp;น. 1,10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ยุวดี ตปนียกร, 2522, “วิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทยตั้งแต่สมัยเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดรัชกาลสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบันฑิต สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 155-156.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] สรรใจ แสงวิเชียร, ผู้เรียบเรียง, ศิริราชร้อยปี: ประวัติและวิวัฒนาการ, น. 17.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เรื่องเดียวกัน, น. 60.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] ยุวดี ตปนียกร, 2522, “วิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทยตั้งแต่สมัยเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดรัชกาลสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว,” น. 146-149.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ถนอม บรรณประเสริฐ และคณะ, 2563, บรรณาธิการ, ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย, กรุงเทพฯ: แพทยสภา, น. 648-649.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สุกิจ&amp;amp;nbsp; ด่านยุทธศิลป์, 2533, “การสาธารณสุขแบบสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468),” วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร, น. 138.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]]กรุณาดูในภาคผนวก ก. เอกสารระบุว่า คัดจากต้นฉบับที่นำทูลเกล้าฯ ถวาย ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย&amp;amp;nbsp;ที่ 102/4480 ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2464 อ้างใน สุกิจ&amp;amp;nbsp; ด่านยุทธศิลป์, 2533, “การสาธารณสุขแบบสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468),” น. 192-193.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] เรื่องเดียวกัน, น. 138-140.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน, 2525, การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม, แปลโดย ซิม วีระไวทยะ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำรามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, น. 136-139.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สจช. (สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ), รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 – ม.7.1/4 โรงพยาบาลนครสวรรค์ (6 - 13 ส.ค. 2469).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย มร 7 ม/70 - ม7.1/5 โรงพยาบาลมณฑลปัตตานี (14 - 30 ส.ค. 2469).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]]สจช., ม.7.1/3 (ม-ร.7ม/10) โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่น (3 - 13 ก.ค. 2469).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย มร 7 ม/70 - ม7.1/6 โรงพยาบาลจังหวัดสุพรรณบุรี (13 - 17 ธ.ค. 2469).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย มร 7 ม/70 - ม7.1/10 โรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (3 - 11 มิ.ย. 2472).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 – ม.7.1/13 โรงพยาบาลจังหวัดปทุมธานี (8 - 17 ก.ค. 2472).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม.7.1/11-ม-ร.7ม/10 โรงพยาบาลจังหวัดเพ็ชรบุรี (หรือเอื้อนอนามัย) (5 - 7 มิ.ย. 2472).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 – ม.7.1/17 โรงพยาบาลจังหวัดสระบุรี (1 - 9 พ.ค. 2473).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 - ม.7.1/18 โรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ (20 - 30 มิ.ย. 2474).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 - ม.7.1/20 โรงพยาบาลจังหวัดกระบี่ (24 ก.ย. - 8 ต.ค. 2474).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] สจช., รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ม-ร. 7 ม/70 - ม. 7.1/19 โรงพยาบาลจังหวัดอ่างทอง (7 - 17 ก.ย. 2474).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] พระบำราศนราดูร, 2500, “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข,” ใน&amp;amp;nbsp; อนุสรณ์ 15 ปีกระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระจันทร์, น. 40-41.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน, 2525, การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม, น. 139-142.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn25&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref25|[25]]] “พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสํานักงานและกรมในกระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช 2476,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา 50 (30 มกราคม 2476): 894-897.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn26&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref26|[26]]] รายงานกรมสาธารณสุขประจำปีพุทธศักราช 2479,&amp;amp;nbsp; 2482, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมพัสดุ, น. 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn27&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref27|[27]]] เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ, 2528, “บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475),” วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, น. 181.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn28&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref28|[28]]]สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn29&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref29|[29]]] สจช. เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn30&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref30|[30]]] สชจ., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn31&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref31|[31]]] วัลภากร วรวรรณ, 2505, “ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขจากองค์การระหว่างประเทศและต่างประเทศ,”&amp;amp;nbsp;ใน กระทรวงสาธารณสุข, อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบรอบ 20 ปี พ.ศ. 2485-2505, พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม,&amp;amp;nbsp;น. 523.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn32&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref32|[32]]] ดูรายละเอียดจากสถิติการปฏิบัติงานของกรมการแพทย์ที่รับหน้าที่สร้างโรงพยาบาลสนองนโยบายหลังตั้งกระทรวงสาธารณสุขได้ ใน พระบำราศนราดูร, บรรณาธิการ, 2500, อนุสรณ์ครบรอบ 15 ปี กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระจันทร์, น. 105-145.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรมการเมืองไทย]] [[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]] [[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=16007</id>
		<title>เมืองโรงพยาบาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=16007"/>
		<updated>2024-06-27T03:44:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการ &#039;&#039;&#039;“เมืองโรงพยาบาล (The City Hospital)”&#039;&#039;&#039; หรือศูนย์การแพทย์ (Medical Center)&amp;amp;nbsp;เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขครบวงจรขนาดใหญ่ให้รวมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีลักษณะเป็นศูนย์กลางทางด้านความรู้ การให้บริการและแหล่งรวมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขสมัยใหม่ให้มาตั้งรวมอยู่ในที่เดียวกัน ทั้งยังต้องการให้เป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติอักด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;แนวคิดและจินตนาการในการสร้างเมืองโรงพยาบาล&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เรื่องการตั้งเมืองโรงพยาบาลอันเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคทศวรรษ 2490 ที่มีปรากฏเป็นบันทึกหลักฐานของทางราชการกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏในหนังสืออนุสรณ์สาธารณสุข ครบรอบ 25 ปี ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ใน พ.ศ. 2492 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้พิจารณาเห็นว่า ควรจะได้มีสถานที่โดยเฉพาะสักแห่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่รับตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ทุกประเภท และให้บรรดาแพทย์ทั้งหลายได้ทำการศึกษาค้นคว้าความรู้ความชำนาญให้ทันสมัยอยู่เสมอ จึงได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งพิจารณาโครงการจัดตั้ง ‘เมืองโรงพยาบาล’ หรือ ‘ศูนย์การแพทย์’ ขึ้นที่ทุ่งพญาไท&amp;amp;nbsp;โดยใช้ที่ดินทั้งหมด ระหว่างถนนพญาไท ถนนราชวิถี ถนนพระราม 6 และถนนศรีอยุธยา แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ จะทำการก่อสร้างทั้งหมดในทันทีย่อมไม่ได้ เพราะจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ทั้งยังขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินงานด้วย จึงให้เริ่มโครงการด้วยการจัดตั้งโรงพยาบาลหญิงขึ้นก่อนเป็นแห่งแรก&#039;&#039;[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลักฐานจากความทรงจำของ [[นายแพทย์_เสม_พริ้งพวงแก้ว|นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว]] ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงที่สร้างเสร็จเป็นส่วนแรกของโครงการนี้ และยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในฐานะเป็นลูกน้องคนสนิทของ นายแพทย์นิตย์ เวชวิสิษฐ์ ที่เป็นผู้กำกับด้านการสร้างโรงพยาบาลให้กับ จอมพล ป.&amp;amp;nbsp;พิบูลสงคราม อีกด้วย ได้กล่าวถึงที่มาโครงการการขอซื้อที่จากทหารและความคาดหวังในด้านความเป็นเลิศด้านการแพทย์ของโครงการศูนย์การแพทย์นี้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;คุณหลวงนิตย์ไปเจรจากับจอมพล ป. ว่าเราอยากสร้าง Medical Center ตรงนี้ (คือบริเวณรอบโรงพยาบาลหญิง) เพราะเราไปเห็นเมืองนอกมา องค์ประกอบของ Medical Center คือมีทุกอย่างมีทุกแขนง จะผลิตเฉพาะ Post Graduate ที่จะส่งหัวเมือง โรงเรียนแพทย์ผลิตคนให้เป็นแพทย์เราจะผลิตแพทย์ให้เป็นผู้ชำนาญการ เราเริ่มต้นผลิตที่โรงพยาบาลเด็กก่อน โดยอบรมแพทย์ประจำบ้านเป็น Residency Training ซึ่งในอเมริกาเขาทำอยู่ เราก็เอาของเขามา เจรจากันอยู่นานทหารเห็นว่ามีประโยชน์ก็เลยให้ทำ ทางทหารบกเขาจะขายที่ให้เรา โดยจะย้ายกองสัตว์พาหนะของกองทัพบกให้ไปอยู่ข้างนอก เราจะมีเนื้อที่ครอบคลุมไปถึงมุมถนนศรีอยุธยา ทหารเขาจะขายให้เราทั้งหมด 20 ล้าน&#039;&#039;[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในขณะที่เอกสารราชการที่เป็นหลักฐานชั้นต้นในสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่อง&amp;amp;nbsp;“เมืองโรงพยาบาล” ได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกว่านายกรัฐมนตรีให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลขึ้น ดังปรากฏจากหนังสือของ นายฉาย วิโรจศิริ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่&amp;amp;nbsp;4 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาดำเนินการจัดตั้ง &#039;&#039;&#039;“เมืองโรงพยาบาล” (The City Hospital)&#039;&#039;&#039; ขึ้นในบริเวณพญาไท หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็มีหนังสือคำสั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้ง &#039;&#039;&#039;“คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล (The City Hospital)”&#039;&#039;&#039; โดยระบุวัตถุประสงค์สั้น ๆ ว่า “เพื่อให้การรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วยได้เป็นไปด้วยดี” คณะกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วย [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธาน พล.ต.สงวน โรจนวงศ์ พล.ต.สุทธิ์ สุทธิสารรรณกร พ.ต.หลวงนิตย์เวชวิสิษฐ์ พ.ต.หลวงบุรกรรมโกวิท พ.อ.ขุนปทุมโรคประหาร พ.ต.ประจักษ์ ทองประเสริฐ เป็นกรรมการ&amp;amp;nbsp;และมีขุนสงัดโรคกิตติ เป็นเลขานุการ[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากหลักฐานเอกสารราชการพบว่า โครงการเมืองโรงพยาบาลได้รับความสนใจจากรัฐบาลอยู่พอสมควร ดังที่มีการส่งหนังสือทวงถามความคืบหน้าของโครงการในอีก 8 เดือนต่อมา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระยาบริรักษ์เวชชการในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลจึงทำหนังสือรายงานความคืบหน้าของโครงการขึ้นเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ว่าหลังจากที่คณะกรรมการได้มีข้อตกลงแล้วว่าควรสร้างเมืองโรงพยาบาลให้เป็นศูนย์การแพทย์ (Medical Centre) ประจำกรุงเทพฯ ตามรูปแบบศูนย์การแพทย์ประจำเมืองใหญ่ที่มีอยู่แพร่หลายในอเมริกา โดยจัดให้มีแผนกบำบัดโรคในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ แผนกศัลยศาสตร์ แผนกอายุรศาสตร์ แผนกสูติ-นรีเวชชศาสตร์ แผนกหู คอ จมูก และตา แผนกโรคเด็ก แผนกรังสี แผนกพยาธิ และอื่น ๆ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นในแต่ละแผนกเพื่อไปพิจารณาจัดทำรายละเอียดเสนอมา เพื่อประมวลเป็นโครงการใหญ่และจัดทำงบประมาณขึ้นมาเสนอ โดยจะให้ทุกแผนกตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อความสะดวกในการประสานงานกัน และเมื่อรวมทุกแผนกแล้วคาดว่าจะสามารถรับผู้ป่วยได้ไม่น้อยกว่า 2,000 เตียง[[#_ftn4|[4]]] ถือเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่มากของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ถัดมา ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2493 คณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลก็จัดส่งโครงการเมืองโรงพยาบาลเพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลที่เสนอขึ้นไปนี้มีรายละเอียดสำคัญ คือ เมืองโรงพยาบาลจัดให้มี &#039;&#039;&#039;“แผนกบำบัดโรคทุกประเภทให้รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน”&#039;&#039;&#039; ยกเว้นโรคติดต่อที่มีอันตราย เช่น อหิวาตกโรคหรือไข้ทรพิษ เป็นต้น และโรคที่น่ารังเกียจแก่คนไข้ทั่วไป เช่น วัณโรค โรคเรื้อน โรคจิตเวช เป็นต้น และมีแผนการก่อสร้างด้านพื้นที่กายภาพเชิงการแพทย์ที่จะ &#039;&#039;&#039;“สร้างอาคารติดต่อกันเป็นแบบนิ้วมือ ไม่ใช่ตั้งห่างกันแบบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อประหยัดพื้นที่และให้ความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้”&#039;&#039;&#039; เมืองโรงพยาบาลนี้กำหนดให้จัดตั้งขึ้นในบริเวณทุ่งพญาไทในเขตด้านทิศเหนือจดถนนราชวิถี ตรงข้ามกับโรงพยาบาลทหารบก วังพญาไท ทิศตะวันออกจดถนนพญาไท ทิศใต้จดถนนศรีอยุธยา ทิศตะวันตกจดถนนพระราม 6 เป็นพื้นขนาดใหญ่ผืนเดียว โดยเป้าหมายสำคัญอันดับแรก ๆ&amp;amp;nbsp;ของเมืองโรงพยาบาล คือ เพื่อเป็นที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคทุกสาขา ทั้งยังเป็นสถานศึกษาค้นคว้าของนักเรียนแพทย์และแพทย์ที่สำเร็จแล้ว ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในด้านประยุกต์ซึ่งไม่ใช่แบบโรงเรียนแพทย์ โดยจะให้เป็นแบบ &#039;&#039;&#039;“Medical Centre”&#039;&#039;&#039; ที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ของประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศตะวันตกได้จากการวิจัยของแพทย์ไทย นอกจากนี้ยังได้กำหนดแผนกโรคเฉพาะต่าง ๆ ตามแบบเชี่ยวชาญพิเศษที่กำหนดไว้ในโครงการ คือ แผนกคนไข้นอก แผนกอายุรศาสตร์ แผนกสูตินรีเวชชศาสตร์ แผนกจักษุและนาสิกลาริงซ์&amp;amp;nbsp;แผนกกุมารเวชชศาสตร์ แผนกรังสีและกายภายบำบัด แผนกทันตกรรม แผนกเภสัชกรรม แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกอำนวยการ และแผนกโรงพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย เฉพาะแผนกคนไข้นอกนั้นกำหนดให้มีเตียง จำนวน 32 เตียง เพื่อเป็นเตียงจรไม่นับรวมเข้าเป็นเตียงประจำของโรงพยาบาล เป็นตึกใหญ่สำหรับคนเจ็บไข้ทุกโรคมารับการตรวจและรับยาไปรักษาที่บ้าน รายใดที่จำเป็นเข้าอยู่รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลก็รับไว้เป็นผู้ป่วยใน ในเวลาทำงานตามปกตินายแพทย์เฉพาะโรคทุกประเภทจะผลัดเปลี่ยนกันออกมาทำการตรวจและให้การรักษาโรคทุกประเภท และมีพื้นที่สำหรับให้คนไข้นั่งรอคอยรับการตรวจในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งกำหนดว่าจะรับคนไข้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากแผนกคนไข้นอกแล้ว เมืองโรงพยาบาลจะจัดให้มีตึกรับคนเจ็บอาการหนักและเป็นอย่างปัจจุบันทันด่วน (Emergency Ward) ที่มาโรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกติ หรือโดยภาวะฉุกเฉินไว้ด้วย ซึ่งหลังให้การบำบัดแล้วก็จะต้องนอนพักในตึกนี้เป็นการชั่วคราวก่อนและแพทย์ในแผนกจัดการให้เข้าเป็นผู้ป่วยของแผนกในวันต่อไป นอกจากนี้เมืองโรงพยาบาลต้องการจะให้มีแผนกวิทยาศาสตร์และวิจัย เพื่อทำหน้าที่คอยสนับสนุนงานทางด้านวิชาการให้กับเมืองโรงพยาบาลในฐานะเป็นสถานที่วิทยาศาสตร์กลางเพื่อช่วยกิจการของทุกแผนกที่เกี่ยวแก่การชัณสูตรโรค พิเคราะห์โรค&amp;amp;nbsp;กำเนิดพยาธิของโรค และเตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อป้องกันและบำบัดโรค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยพิเคราะห์และชัณสูตรโรค หน่วยห้องปฏิบัติการทั่วไป หน่วยพิพิธภัณฑ์และแสดงรูป หน่วยชัณสูตรศพ แผนกเลี้ยงสัตว์เพื่อการชัณสูตร และห้องสมุดของแผนก[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมืองโรงพยาบาลถูกจัดวางให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่จะรองรับผู้ป่วยไว้รักษาภายในได้ถึง จำนวน 2,018 เตียง ถ้าหากจำเป็นก็อาจขยายรับคนเจ็บไข้เพิ่มขึ้นได้อีก 200 เตียง โดยไม่ต้องสร้างสถานที่เพิ่มเติม โดยแบ่งออกเป็นแผนกอายุรกรรม 534 เตียง แผนกศัลยกรรม 502 เตียง แผนกสูตินรีเวช 500 เตียง แผนกกุมารเวช 240 เตียง และแผนกจักษุนาสิกและลาริงศ์ 242 เตียง โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลระบุว่า ถ้าคิดเฉลี่ยให้ผู้ป่วยแต่ละคนต้องนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาล เฉลี่ยคนละ 10 วัน ภายในเดือนหนึ่งเมืองโรงพยาบาลจะสามารถรองรับผู้ป่วยไว้รักษาได้ประมาณ 6,000 คน หรือประมาณ 32,000 คน ในเวลา 1 ปี และจะสามารถรองรับการตรวจบำบัดผู้ป่วยที่เป็นคนไข้นอกได้ประมาณ 200,000 คน ต่อปี ขณะที่หากรวมเตียงในโรงพยาบาลทุกโรงทั้งของรัฐและเอกชนในขณะนั้นยังมีเตียงรวมกันได้เพียงประมาณ 1,500 เตียง ถ้าสร้างเมืองโรงพยาบาลขึ้นอีก 2,000 เตียง รวมกันแล้วจะมีเตียง 3,500 เตียง ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนเตียงต่อพลเมืองเฉพาะในกรุงเทพฯ กับธนบุรีที่มีอยู่ ประมาณ 1 ล้านคนแล้ว จะมีสัดส่วนเฉลี่ยเท่ากับจำนวนพลเมือง 300 คนต่อ 1 เตียง ซึ่งนับว่าเป็นมาตรฐานที่เหมาะสำหรับนครหลวงของประเทศไทย ซึ่งประชาชนนิยมการแพทย์แผนปัจจุบันเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกาซึ่งประชาชนนิยมการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ กำหนดมาตรฐานการโรงพยาบาลไว้เป็นพลเมือง 200 คนต่อ 1 เตียง โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลได้เสนองบประมาณค่าก่อสร้างอาคารเป็นตึกขนาดใหญ่ จำนวน 83 หลัง&amp;amp;nbsp;คิดเป็นเงิน 111,862,800 บาท ค่าเครื่องมือเครื่องใช้ 133,915,800 บาท เงินเดือนสำหรับเจ้าหน้าที่ 1,985 คน ตกปีละ 10,348.360 บาท และค่าใช้จ่ายประจำปี 23,366,000 บาท โดยกำหนดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการจัดตั้ง 10 ปี[[#_ftn6|[6]]] ซึ่งหากดูจากตัวเลขงบประมาณเทียบกับรายจ่ายของแผ่นดินขณะนั้นแล้วนับว่าสูงมากและอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ดำเนินการสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ในขณะที่จะหวังเงินจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาก็คงสูงเกินไปเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ภายหลังการเสนอโครงการต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลยังได้รับการสนับสนุนจาก นายแพทย์เบน ไอส์แมน (Ben Eiseman) ซึ่งได้เข้ามาสำรวจปัญหาของกิจการโรงพยาบาลและสาธารณสุขทั่วประเทศไทยร่วมกับ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนมีโอกาสได้บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“As I see it”&#039;&#039;&#039; ที่แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2493 โดยนายแพทย์ไอส์แมนได้เน้นถึงปัญหาของแพทย์ในชนบทที่ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนตัวเองให้ทันตามความก้าวหน้าของการแพทย์ทันทีที่ออกไปอยู่ตามชนบท และการต้องเป็นแพทย์ทั่วไปที่ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง ทำให้แพทย์ในชนบทหมดโอกาสที่จะปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเอง นายแพทย์ไอส์แมนเสนอว่าทางออกของปัญหาดังกล่าวนี้&amp;amp;nbsp;คือ โครงการฝึกอบรมหลังปริญญาสำหรับแพทย์ชนบท โดยเฉพาะในสาขาความชำนัญพิเศษเฉพาะทางเช่นเดียวกับที่ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ย้ำถึงจุดประสงค์หลักของการสร้างเมืองโรงพยาบาลแห่งนี้ข้างต้น โดยใช้หลักสูตรระยะสั้นประมาณ 3 เดือน ซึ่งสามารถจัดทำขึ้นโดยการจัดตั้งองค์กรหรือคณะกรรมการแพทย์เฉพาะทาง (Specialty Board) ขึ้นมากำหนดและกำกับดูแลหลักสูตรการอบรมในรูปแบบที่จัดทำกันอยู่โดยทั่วไปในสหรัฐ และอังกฤษ ในที่สุดหลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งเดือน นายกรัฐมนตรีก็นำโครงการการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล (The City Hospital) เข้าไปพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติตกลงรับหลักการ[[#_ftn7|[7]]] ให้สร้างขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณ 6 ปี หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับในหลักการจนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม หมดอำนาจจากการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2500 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีการดำเนินการจัดสร้างแต่อย่างใด เหตุผลหนึ่งที่หลายฝ่ายอ้างถึงคือสาเหตุทางการเมือง รัฐประหารวัดรอยเท้าของ จอมพล[[สฤษดิ์_ธนะรัชต์|สฤษดิ์_ธนะรัชต์]] ในวันที่ 16 กันยายน 2500 เพียงอย่างเดียว ดังที่ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เองก็ดูจะยอมรับเหตุผลนี้อย่างเต็มที่ เพราะตัวท่านเองก็ต้องลาออกจากราชการหลังจากสิ้นอำนาจของ จอมพล ป.&amp;amp;nbsp;พิบูลสงคราม เพราะถูกมองว่าเป็นคนสนิทคนหนึ่ง จึงไม่ได้มีโอกาสทำงานตามความคิดเรื่อง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;เมืองโรงพยาบาล&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะมีสถาบันที่เป็นศูนย์รวมการบำบัดรักษาและวิชาการทางการแพทย์อันทันสมัยทุกแขนงเท่านั้น แต่จะสามารถพึ่งตนเองได้ในการสร้างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับสูงภายในประเทศได้เป็นจำนวนมากโดยประหยัดงบประมาณ และที่สำคัญคือศูนย์การแพทย์จะเป็นแหล่งผลิตและกระจายบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพไปสู่ภูมิภาค[[#_ftn8|[8]]] แต่ขณะเดียวกันก็มีประเด็นให้น่าคิดว่า ถ้าหากโครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในช่วงเวลา 6 ปี หลังคณะรัฐมนตรีลงมติรับหลักการแล้ว ในขณะที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังมีอำนาจอยู่นั้นก็สามารถกระทำได้ ทำไมจึงไม่ดำเนินการตามโครงการแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สุดท้ายแล้วแม้ว่าเมืองโรงพยาบาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามแผนการที่คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลได้นำเสนอโครงการทั้งหมดก็ตาม แต่ปรากฏว่าในพื้นที่ซึ่งเตรียมไว้สำหรับโครงการเมืองโรงพยาบาลดังกล่าวต่อมาก็ได้เป็นที่จัดตั้งหน่วยงานด้านการแพทย์ชั้นสูงทั้งทางความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคเด็ก โรคมะเร็ง โรคเขตร้อน เป็นต้น รวมทั้งได้ตั้งมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ทันสมัยตามแบบฉบับสหรัฐอเมริกาขึ้นอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียงกัน คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ไม่ผิดนักที่จะเรียกบริเวณทุ่งพญาไทแห่งนั้นว่าเมืองแห่งโรงพยาบาลได้อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทรวงสาธารณสุข. 2510. อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2485-2510. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทวีศักดิ์ เผือกสม. 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ. 2537. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] กระทรวงสาธารณสุข, 2510, อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2485-2510, กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์, น. 350.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข&amp;amp;nbsp;โสภณสิริ, 2537, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์, น. 132.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 243.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน เรื่องเดียวกัน,&amp;amp;nbsp;น. 243-244.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 244-245.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล, อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 245-246.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล, อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 246-247.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ, 2537, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์, น. 133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]][[Category:ว่าด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]][[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=16006</id>
		<title>เมืองโรงพยาบาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=16006"/>
		<updated>2024-06-27T03:42:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการ &#039;&#039;&#039;“เมืองโรงพยาบาล (The City Hospital)”&#039;&#039;&#039; หรือศูนย์การแพทย์ (Medical Center)&amp;amp;nbsp;เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขครบวงจรขนาดใหญ่ให้รวมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีลักษณะเป็นศูนย์กลางทางด้านความรู้ การให้บริการและแหล่งรวมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขสมัยใหม่ให้มาตั้งรวมอยู่ในที่เดียวกัน ทั้งยังต้องการให้เป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติอักด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;แนวคิดและจินตนาการในการสร้างเมืองโรงพยาบาล&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เรื่องการตั้งเมืองโรงพยาบาลอันเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคทศวรรษ 2490 ที่มีปรากฏเป็นบันทึกหลักฐานของทางราชการกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏในหนังสืออนุสรณ์สาธารณสุข ครบรอบ 25 ปี ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;ใน พ.ศ. 2492 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้พิจารณาเห็นว่า ควรจะได้มีสถานที่โดยเฉพาะสักแห่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่รับตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ทุกประเภท และให้บรรดาแพทย์ทั้งหลายได้ทำการศึกษาค้นคว้าความรู้ความชำนาญให้ทันสมัยอยู่เสมอ จึงได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งพิจารณาโครงการจัดตั้ง ‘เมืองโรงพยาบาล’ หรือ ‘ศูนย์การแพทย์’ ขึ้นที่ทุ่งพญาไท&amp;amp;nbsp;โดยใช้ที่ดินทั้งหมด ระหว่างถนนพญาไท ถนนราชวิถี ถนนพระราม 6 และถนนศรีอยุธยา แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ จะทำการก่อสร้างทั้งหมดในทันทีย่อมไม่ได้ เพราะจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ทั้งยังขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินงานด้วย จึงให้เริ่มโครงการด้วยการจัดตั้งโรงพยาบาลหญิงขึ้นก่อนเป็นแห่งแรก&#039;&#039;[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลักฐานจากความทรงจำของ [[นายแพทย์_เสม_พริ้งพวงแก้ว|นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว]] ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงที่สร้างเสร็จเป็นส่วนแรกของโครงการนี้ และยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในฐานะเป็นลูกน้องคนสนิทของ นายแพทย์นิตย์ เวชวิสิษฐ์ ที่เป็นผู้กำกับด้านการสร้างโรงพยาบาลให้กับ จอมพล ป.&amp;amp;nbsp;พิบูลสงคราม อีกด้วย ได้กล่าวถึงที่มาโครงการการขอซื้อที่จากทหารและความคาดหวังในด้านความเป็นเลิศด้านการแพทย์ของโครงการศูนย์การแพทย์นี้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;คุณหลวงนิตย์ไปเจรจากับจอมพล ป. ว่าเราอยากสร้าง Medical Center ตรงนี้ (คือบริเวณรอบโรงพยาบาลหญิง) เพราะเราไปเห็นเมืองนอกมา องค์ประกอบของ Medical Center คือมีทุกอย่างมีทุกแขนง จะผลิตเฉพาะ Post Graduate ที่จะส่งหัวเมือง โรงเรียนแพทย์ผลิตคนให้เป็นแพทย์เราจะผลิตแพทย์ให้เป็นผู้ชำนาญการ เราเริ่มต้นผลิตที่โรงพยาบาลเด็กก่อน โดยอบรมแพทย์ประจำบ้านเป็น Residency Training ซึ่งในอเมริกาเขาทำอยู่ เราก็เอาของเขามา เจรจากันอยู่นานทหารเห็นว่ามีประโยชน์ก็เลยให้ทำ ทางทหารบกเขาจะขายที่ให้เรา โดยจะย้ายกองสัตว์พาหนะของกองทัพบกให้ไปอยู่ข้างนอก เราจะมีเนื้อที่ครอบคลุมไปถึงมุมถนนศรีอยุธยา ทหารเขาจะขายให้เราทั้งหมด 20 ล้าน&#039;&#039;[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในขณะที่เอกสารราชการที่เป็นหลักฐานชั้นต้นในสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่อง&amp;amp;nbsp;“เมืองโรงพยาบาล” ได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกว่านายกรัฐมนตรีให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลขึ้น ดังปรากฏจากหนังสือของ นายฉาย วิโรจศิริ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่&amp;amp;nbsp;4 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาดำเนินการจัดตั้ง &#039;&#039;&#039;“เมืองโรงพยาบาล” (The City Hospital)&#039;&#039;&#039; ขึ้นในบริเวณพญาไท หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็มีหนังสือคำสั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้ง &#039;&#039;&#039;“คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล (The City Hospital)”&#039;&#039;&#039; โดยระบุวัตถุประสงค์สั้น ๆ ว่า “เพื่อให้การรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วยได้เป็นไปด้วยดี” คณะกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วย [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธาน พล.ต.สงวน โรจนวงศ์ พล.ต.สุทธิ์ สุทธิสารรรณกร พ.ต.หลวงนิตย์เวชวิสิษฐ์ พ.ต.หลวงบุรกรรมโกวิท พ.อ.ขุนปทุมโรคประหาร พ.ต.ประจักษ์ ทองประเสริฐ เป็นกรรมการ&amp;amp;nbsp;และมีขุนสงัดโรคกิตติ เป็นเลขานุการ[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากหลักฐานเอกสารราชการพบว่า โครงการเมืองโรงพยาบาลได้รับความสนใจจากรัฐบาลอยู่พอสมควร ดังที่มีการส่งหนังสือทวงถามความคืบหน้าของโครงการในอีก 8 เดือนต่อมา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระยาบริรักษ์เวชชการในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลจึงทำหนังสือรายงานความคืบหน้าของโครงการขึ้นเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ว่าหลังจากที่คณะกรรมการได้มีข้อตกลงแล้วว่าควรสร้างเมืองโรงพยาบาลให้เป็นศูนย์การแพทย์ (Medical Centre) ประจำกรุงเทพฯ ตามรูปแบบศูนย์การแพทย์ประจำเมืองใหญ่ที่มีอยู่แพร่หลายในอเมริกา โดยจัดให้มีแผนกบำบัดโรคในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ แผนกศัลยศาสตร์ แผนกอายุรศาสตร์ แผนกสูติ-นรีเวชชศาสตร์ แผนกหู คอ จมูก และตา แผนกโรคเด็ก แผนกรังสี แผนกพยาธิ และอื่น ๆ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นในแต่ละแผนกเพื่อไปพิจารณาจัดทำรายละเอียดเสนอมา เพื่อประมวลเป็นโครงการใหญ่และจัดทำงบประมาณขึ้นมาเสนอ โดยจะให้ทุกแผนกตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อความสะดวกในการประสานงานกัน และเมื่อรวมทุกแผนกแล้วคาดว่าจะสามารถรับผู้ป่วยได้ไม่น้อยกว่า 2,000 เตียง[[#_ftn4|[4]]] ถือเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่มากของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ถัดมา ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2493 คณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลก็จัดส่งโครงการเมืองโรงพยาบาลเพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลที่เสนอขึ้นไปนี้มีรายละเอียดสำคัญ คือ เมืองโรงพยาบาลจัดให้มี &#039;&#039;&#039;“แผนกบำบัดโรคทุกประเภทให้รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน”&#039;&#039;&#039; ยกเว้นโรคติดต่อที่มีอันตราย เช่น อหิวาตกโรคหรือไข้ทรพิษ เป็นต้น และโรคที่น่ารังเกียจแก่คนไข้ทั่วไป เช่น วัณโรค โรคเรื้อน โรคจิตเวช เป็นต้น และมีแผนการก่อสร้างด้านพื้นที่กายภาพเชิงการแพทย์ที่จะ &#039;&#039;&#039;“สร้างอาคารติดต่อกันเป็นแบบนิ้วมือ ไม่ใช่ตั้งห่างกันแบบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อประหยัดพื้นที่และให้ความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้”&#039;&#039;&#039; เมืองโรงพยาบาลนี้กำหนดให้จัดตั้งขึ้นในบริเวณทุ่งพญาไทในเขตด้านทิศเหนือจดถนนราชวิถี ตรงข้ามกับโรงพยาบาลทหารบก วังพญาไท ทิศตะวันออกจดถนนพญาไท ทิศใต้จดถนนศรีอยุธยา ทิศตะวันตกจดถนนพระราม 6 เป็นพื้นขนาดใหญ่ผืนเดียว โดยเป้าหมายสำคัญอันดับแรก ๆ&amp;amp;nbsp;ของเมืองโรงพยาบาล คือ เพื่อเป็นที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคทุกสาขา ทั้งยังเป็นสถานศึกษาค้นคว้าของนักเรียนแพทย์และแพทย์ที่สำเร็จแล้ว ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในด้านประยุกต์ซึ่งไม่ใช่แบบโรงเรียนแพทย์ โดยจะให้เป็นแบบ &#039;&#039;&#039;“Medical Centre”&#039;&#039;&#039; ที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ของประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศตะวันตกได้จากการวิจัยของแพทย์ไทย นอกจากนี้ยังได้กำหนดแผนกโรคเฉพาะต่าง ๆ ตามแบบเชี่ยวชาญพิเศษที่กำหนดไว้ในโครงการ คือ แผนกคนไข้นอก แผนกอายุรศาสตร์ แผนกสูตินรีเวชชศาสตร์ แผนกจักษุและนาสิกลาริงซ์&amp;amp;nbsp;แผนกกุมารเวชชศาสตร์ แผนกรังสีและกายภายบำบัด แผนกทันตกรรม แผนกเภสัชกรรม แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกอำนวยการ และแผนกโรงพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย เฉพาะแผนกคนไข้นอกนั้นกำหนดให้มีเตียง จำนวน 32 เตียง เพื่อเป็นเตียงจรไม่นับรวมเข้าเป็นเตียงประจำของโรงพยาบาล เป็นตึกใหญ่สำหรับคนเจ็บไข้ทุกโรคมารับการตรวจและรับยาไปรักษาที่บ้าน รายใดที่จำเป็นเข้าอยู่รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลก็รับไว้เป็นผู้ป่วยใน ในเวลาทำงานตามปกตินายแพทย์เฉพาะโรคทุกประเภทจะผลัดเปลี่ยนกันออกมาทำการตรวจและให้การรักษาโรคทุกประเภท และมีพื้นที่สำหรับให้คนไข้นั่งรอคอยรับการตรวจในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งกำหนดว่าจะรับคนไข้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากแผนกคนไข้นอกแล้ว เมืองโรงพยาบาลจะจัดให้มีตึกรับคนเจ็บอาการหนักและเป็นอย่างปัจจุบันทันด่วน (Emergency Ward) ที่มาโรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกติ หรือโดยภาวะฉุกเฉินไว้ด้วย ซึ่งหลังให้การบำบัดแล้วก็จะต้องนอนพักในตึกนี้เป็นการชั่วคราวก่อนและแพทย์ในแผนกจัดการให้เข้าเป็นผู้ป่วยของแผนกในวันต่อไป นอกจากนี้เมืองโรงพยาบาลต้องการจะให้มีแผนกวิทยาศาสตร์และวิจัย เพื่อทำหน้าที่คอยสนับสนุนงานทางด้านวิชาการให้กับเมืองโรงพยาบาลในฐานะเป็นสถานที่วิทยาศาสตร์กลางเพื่อช่วยกิจการของทุกแผนกที่เกี่ยวแก่การชัณสูตรโรค พิเคราะห์โรค&amp;amp;nbsp;กำเนิดพยาธิของโรค และเตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อป้องกันและบำบัดโรค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยพิเคราะห์และชัณสูตรโรค หน่วยห้องปฏิบัติการทั่วไป หน่วยพิพิธภัณฑ์และแสดงรูป หน่วยชัณสูตรศพ แผนกเลี้ยงสัตว์เพื่อการชัณสูตร และห้องสมุดของแผนก[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมืองโรงพยาบาลถูกจัดวางให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่จะรองรับผู้ป่วยไว้รักษาภายในได้ถึง จำนวน 2,018 เตียง ถ้าหากจำเป็นก็อาจขยายรับคนเจ็บไข้เพิ่มขึ้นได้อีก 200 เตียง โดยไม่ต้องสร้างสถานที่เพิ่มเติม โดยแบ่งออกเป็นแผนกอายุรกรรม 534 เตียง แผนกศัลยกรรม 502 เตียง แผนกสูตินรีเวช 500 เตียง แผนกกุมารเวช 240 เตียง และแผนกจักษุนาสิกและลาริงศ์ 242 เตียง โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลระบุว่า ถ้าคิดเฉลี่ยให้ผู้ป่วยแต่ละคนต้องนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาล เฉลี่ยคนละ 10 วัน ภายในเดือนหนึ่งเมืองโรงพยาบาลจะสามารถรองรับผู้ป่วยไว้รักษาได้ประมาณ 6,000 คน หรือประมาณ 32,000 คน ในเวลา 1 ปี และจะสามารถรองรับการตรวจบำบัดผู้ป่วยที่เป็นคนไข้นอกได้ประมาณ 200,000 คน ต่อปี ขณะที่หากรวมเตียงในโรงพยาบาลทุกโรงทั้งของรัฐและเอกชนในขณะนั้นยังมีเตียงรวมกันได้เพียงประมาณ 1,500 เตียง ถ้าสร้างเมืองโรงพยาบาลขึ้นอีก 2,000 เตียง รวมกันแล้วจะมีเตียง 3,500 เตียง ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนเตียงต่อพลเมืองเฉพาะในกรุงเทพฯ กับธนบุรีที่มีอยู่ ประมาณ 1 ล้านคนแล้ว จะมีสัดส่วนเฉลี่ยเท่ากับจำนวนพลเมือง 300 คนต่อ 1 เตียง ซึ่งนับว่าเป็นมาตรฐานที่เหมาะสำหรับนครหลวงของประเทศไทย ซึ่งประชาชนนิยมการแพทย์แผนปัจจุบันเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกาซึ่งประชาชนนิยมการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ กำหนดมาตรฐานการโรงพยาบาลไว้เป็นพลเมือง 200 คนต่อ 1 เตียง โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลได้เสนองบประมาณค่าก่อสร้างอาคารเป็นตึกขนาดใหญ่ จำนวน 83 หลัง&amp;amp;nbsp;คิดเป็นเงิน 111,862,800 บาท ค่าเครื่องมือเครื่องใช้ 133,915,800 บาท เงินเดือนสำหรับเจ้าหน้าที่ 1,985 คน ตกปีละ 10,348.360 บาท และค่าใช้จ่ายประจำปี 23,366,000 บาท โดยกำหนดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการจัดตั้ง 10 ปี[[#_ftn6|[6]]] ซึ่งหากดูจากตัวเลขงบประมาณเทียบกับรายจ่ายของแผ่นดินขณะนั้นแล้วนับว่าสูงมากและอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ดำเนินการสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ในขณะที่จะหวังเงินจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาก็คงสูงเกินไปเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ภายหลังการเสนอโครงการต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลยังได้รับการสนับสนุนจาก นายแพทย์เบน ไอส์แมน (Ben Eiseman) ซึ่งได้เข้ามาสำรวจปัญหาของกิจการโรงพยาบาลและสาธารณสุขทั่วประเทศไทยร่วมกับ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนมีโอกาสได้บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“As I see it”&#039;&#039;&#039; ที่แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2493 โดยนายแพทย์ไอส์แมนได้เน้นถึงปัญหาของแพทย์ในชนบทที่ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนตัวเองให้ทันตามความก้าวหน้าของการแพทย์ทันทีที่ออกไปอยู่ตามชนบท และการต้องเป็นแพทย์ทั่วไปที่ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง ทำให้แพทย์ในชนบทหมดโอกาสที่จะปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเอง นายแพทย์ไอส์แมนเสนอว่าทางออกของปัญหาดังกล่าวนี้&amp;amp;nbsp;คือ โครงการฝึกอบรมหลังปริญญาสำหรับแพทย์ชนบท โดยเฉพาะในสาขาความชำนัญพิเศษเฉพาะทางเช่นเดียวกับที่ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ย้ำถึงจุดประสงค์หลักของการสร้างเมืองโรงพยาบาลแห่งนี้ข้างต้น โดยใช้หลักสูตรระยะสั้นประมาณ 3 เดือน ซึ่งสามารถจัดทำขึ้นโดยการจัดตั้งองค์กรหรือคณะกรรมการแพทย์เฉพาะทาง (Specialty Board) ขึ้นมากำหนดและกำกับดูแลหลักสูตรการอบรมในรูปแบบที่จัดทำกันอยู่โดยทั่วไปในสหรัฐ และอังกฤษ ในที่สุดหลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งเดือน นายกรัฐมนตรีก็นำโครงการการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล (The City Hospital) เข้าไปพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติตกลงรับหลักการ[[#_ftn7|[7]]] ให้สร้างขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณ 6 ปี หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับในหลักการจนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม หมดอำนาจจากการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2500 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีการดำเนินการจัดสร้างแต่อย่างใด เหตุผลหนึ่งที่หลายฝ่ายอ้างถึงคือสาเหตุทางการเมือง รัฐประหารวัดรอยเท้าของ จอมพล[[สฤษดิ์_ธนะรัชต์|สฤษดิ์_ธนะรัชต์]] ในวันที่ 16 กันยายน 2500 เพียงอย่างเดียว ดังที่ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เองก็ดูจะยอมรับเหตุผลนี้อย่างเต็มที่ เพราะตัวท่านเองก็ต้องลาออกจากราชการหลังจากสิ้นอำนาจของ จอมพล ป.&amp;amp;nbsp;พิบูลสงคราม เพราะถูกมองว่าเป็นคนสนิทคนหนึ่ง จึงไม่ได้มีโอกาสทำงานตามความคิดเรื่อง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;เมืองโรงพยาบาล&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะมีสถาบันที่เป็นศูนย์รวมการบำบัดรักษาและวิชาการทางการแพทย์อันทันสมัยทุกแขนงเท่านั้น แต่จะสามารถพึ่งตนเองได้ในการสร้างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับสูงภายในประเทศได้เป็นจำนวนมากโดยประหยัดงบประมาณ และที่สำคัญคือศูนย์การแพทย์จะเป็นแหล่งผลิตและกระจายบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพไปสู่ภูมิภาค[[#_ftn8|[8]]] แต่ขณะเดียวกันก็มีประเด็นให้น่าคิดว่า ถ้าหากโครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในช่วงเวลา 6 ปี หลังคณะรัฐมนตรีลงมติรับหลักการแล้ว ในขณะที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังมีอำนาจอยู่นั้นก็สามารถกระทำได้ ทำไมจึงไม่ดำเนินการตามโครงการแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สุดท้ายแล้วแม้ว่าเมืองโรงพยาบาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามแผนการที่คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาลได้นำเสนอโครงการทั้งหมดก็ตาม แต่ปรากฏว่าในพื้นที่ซึ่งเตรียมไว้สำหรับโครงการเมืองโรงพยาบาลดังกล่าวต่อมาก็ได้เป็นที่จัดตั้งหน่วยงานด้านการแพทย์ชั้นสูงทั้งทางความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคเด็ก โรคมะเร็ง โรคเขตร้อน เป็นต้น รวมทั้งได้ตั้งมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ทันสมัยตามแบบฉบับสหรัฐอเมริกาขึ้นอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียงกัน คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ไม่ผิดนักที่จะเรียกบริเวณทุ่งพญาไทแห่งนั้นว่าเมืองแห่งโรงพยาบาลได้อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทรวงสาธารณสุข. 2510. อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2485-2510. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทวีศักดิ์ เผือกสม. 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ. 2537. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] กระทรวงสาธารณสุข, 2510, อนุสรณ์สาธารณสุขครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2485-2510, กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์, น. 350.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข&amp;amp;nbsp;โสภณสิริ, 2537, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์, น. 132.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 243.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน เรื่องเดียวกัน,&amp;amp;nbsp;น. 243-244.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล. อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 244-245.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล, อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 245-246.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.27.2/31 โครงการจัดตั้งเมืองโรงพยาบาล, อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น. 246-247.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ, 2537, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว, กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: เรือนแก้วการพิมพ์, น. 133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16005</id>
		<title>รัฐเวชกรรม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;diff=16005"/>
		<updated>2024-06-26T09:24:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;รัฐเวชกรรม (medical state)&#039;&#039;&#039; หมายความว่า รัฐที่ใช้การแพทย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองดูแลประชากรของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของรัฐเอง ถือได้ว่ารัฐเวชกรรมนั้นเป็นประดิษฐกรรมของรัฐสมัยใหม่ในขณะที่รัฐสมัยโบราณนั้นไม่เคยใช้การแพทย์เป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่รัฐสมัยใหม่นั้นได้ใช้การแพทย์เป็นบริการดูแลรักษาสุขภาพของประชากรและใช้การสาธารณสุขในการเข้าไปส่งเสริมการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นพลังการผลิตทางเศรษฐกิจและเสียภาษี รวมทั้งเป็นกำลังทหารในการป้องกันอธิปไตยของรัฐสมัยใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กำเนิดรัฐเวชกรรมในรัฐสมัยใหม่ของโลกตะวันตก&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาโลกได้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รัฐเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สถาบันการแพทย์จึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐสมัยใหม่ อันเป็นบทบาทใหม่ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกันกับการเกิดรัฐสมัยใหม่นั่นเอง และมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเพราะสถาบันทางการการแพทย์มีความสำคัญในแง่ที่ต้องนำมาใช้เพื่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งทางการทหารในยามสงครามและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของรัฐอยู่เสมอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น สงครามและการเกิดโรคระบาดนั้น การแพทย์มักจะต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างขาดเสียไม่ได้&amp;amp;nbsp;ฉะนั้นโดยทั่วไปบทบาทหน้าที่หลักของสถาบันทางการแพทย์ในรัฐสมัยใหม่นั้น มีวัตถุประสงค์พื้นฐานอยู่ที่การป้องกันประชากรของรัฐจากภยันตรายทางสุขภาพและการสร้างความมั่งคั่งแก่รัฐ[[#_ftn1|[1]]] การบริหารจัดการด้านการแพทย์ จึงต้องมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับรัฐว่าจะมีประชากรที่แข็งแรงเป็นพลเมืองของรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่ เกิดขึ้นจากนักปรัชญาการเมืองและประสบการณ์ทางการเมืองของหลายรัฐในยุโรป ที่ต้องแข่งขันกันสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในโลกยุคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวคิดพ่อปกครองลูก (Paternalism) ที่พัฒนาขึ้นในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในนครรัฐฮัมบูร์ก ตั้งแต่สมัยราชินี มาเรีย เทเรซ่า (Maria Theresa, 1717-80) ซึ่งพระนางทรงมีพระราชดำริว่า บทบาทของรัฐราชาธิปไตยควรจะเป็นเช่นเดียวกับการดูแลปกครองบุตรของบิดา โดยแนวคิดนี้มีรากฐานมาจากหลักปรัชญาการเมืองว่าด้วย &#039;&#039;&#039;“ความมั่งคั่งของรัฐ (Cameralism)”&#039;&#039;&#039; ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของชาติจะดีขึ้นด้วยการเพิ่มปริมาณเงินรายได้ของรัฐ ในสายตาของนักปรัชญาสายนี้ จึงมองว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มีสุขภาพดีเท่ากับเป็นทรัพยากรทางอำนาจที่รัฐสามารถใช้ได้อย่างไม่หมดสิ้น เพื่อการผลิตทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเป็นกำลังทหาร ดังนั้นร่างกายและพฤติกรรมของปัจเจกชนในทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงเป็นทรัพย์สินของรัฐ ผู้ปกครองในรัฐแบบพ่อทำให้ต้องขยายบทบาทหน้าที่ของรัฐที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ด้วยวิธีการควบคุมผ่านรูปแบบการบริหารจัดการแบบพลเรือน[[#_ftn2|[2]]]&amp;amp;nbsp;หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าพลเมืองสุขภาพดีคือผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ได้มีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้รัฐต้องมีหน้าที่มาบริหารจัดการทางการแพทย์เพื่อผลประโยชน์ของรัฐเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเกิดขึ้นของแนวคิดการปกครองแบบพ่อปกครองลูกที่ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร&amp;amp;nbsp;ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐ ได้ทำให้เกิดการขยายบทบาทของรัฐไปบริหารดูแลจัดการในหลายเรื่อง จากเมื่อก่อนที่ไม่ได้เป็นบทบาทของรัฐ เช่น การศึกษา การแพทย์ ให้กลายเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นในรัฐของตน โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสบทบาทหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีบริการทางการแพทย์และรัฐได้เข้ามาควบคุมดูแลการแพทย์มากขึ้น จนถึงกับต้องให้รัฐเป็นผู้กำกับดูแลวิชาชีพแพทย์ให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ และการสร้างสถาบันทางการแพทย์ขึ้นมาสอดส่องดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีวินัย ประพฤติตนเป็นผู้มีสุขภาพดีและไม่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพของคนอื่นในสังคมนั้นด้วย กลายเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของรัฐมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่เรียกขานรัฐที่ใช้การแพทย์ในการปกครองนี้ว่ารัฐเวชกรรม[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การศึกษาในระยะหลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ชื่อ มิเชล ฟูโกต์ ที่เสนอว่าการมองปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนนั้น ให้พิจารณาไปถึงความซับซ้อนและซ่อนเร้นของการใช้เทคโนโลยีทางอำนาจของรัฐ ที่สัมพันธ์กับประชาชนผ่านสถาบันทางสังคมและความรู้ชุดต่าง ๆ โดยการเสนอแนวคิดว่าด้วย &#039;&#039;&#039;“การปกครองชีวญาณ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn4|[4]]]&#039;&#039;&#039;”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(governmentality)&#039;&#039;&#039; ซึ่งหมายถึงวิธีและรูปแบบในการใช้อำนาจที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาในประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 อันประกอบไปด้วย สถาบัน ขั้นตอน การวิเคราะห์ การพิจารณา และยุทธวิธีในการจัดการกับประชากร (population)&amp;amp;nbsp;ของรัฐ มากกว่าจะมุ่งมาจัดการกับผู้ถูกปกครองในฐานะปัจเจกชน โดยความรู้ส่วนใหญ่ที่สนับสนุนการปกครองแบบชีวญาณนั้นได้มาจากเศรษฐศาสตร์การเมือง (แนวคิดว่าด้วยอำนาจของผู้ปกครอง การปกครองประชากรอย่างไร เพื่อให้ประชากรที่เราปกครองอยู่มีความสุข) โดยมีเงื่อนไขที่จำเป็นว่ารัฐต้องมีความมั่นคงอีกด้วย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; กล่าวอีกนัยหนึ่งรัฐเวชกรรม คือ การปกครองหรือใช้อำนาจของรัฐโดยอาศัยวาทกรรมทางการแพทย์หรือสถาบันทางการแพทย์ในการสร้างวินัยกับร่างกายของประชาชน ด้วยการสถาปนาวาทกรรมให้ประชาชนต้องรับผิดชอบสอดส่องหรือดูแลปกครองร่างกายของตนเอง ก็คือการปกครองที่เน้นไปยังการสร้างจิตสำนึกในตนเองของผู้ถูกปกครอง หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือการปกครอง (govern) โครงสร้างจิตสำนึก (mentality) ของประชาชนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;โรคระบาดกับการเข้ามาดูแลสุขภาพประชากรของรัฐสยามสมัยใหม่&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ถึงแม้ว่ารัฐไทยโบราณจะให้ความสำคัญกับการจัดการป้องกันปราบปรามโรคระบาดอยู่ไม่น้อย&amp;amp;nbsp;แต่ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ในการจัดการเกี่ยวกับโรคระบาดยังจำกัด เลยทำให้บทบาทของรัฐจำกัดไปด้วยในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยทั่วไปที่ไม่เป็นโรคระบาด การรับเอาการแพทย์สมัยใหม่เข้าสู่สังคมไทยผ่านมิชชันนารีและบุคลากรด้านสุขภาพจากประเทศตะวันตก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ทำให้การแพทย์สมัยใหม่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการจัดการโรคระบาด โดยใช้วิธีการของการแพทย์แบบสมัยใหม่นับตั้งแต่บทบาทของรัฐในการจัดการระบบสุขาภิบาลให้แก่ประชาชนในเมืองหลวงก่อนจะขยายไปสู่เมืองอื่น ๆ ต่อมา การใช้วิธีการปลูกฝีในการป้องกันโรคฝีดาษโดยแพทย์ของมิชชันนารี การกำจัดยุง หนู และแมงต่าง ๆ ที่นำเชื้อโรคมาสู่คน โดยผลกระทบต่อสังคมอย่างหนึ่งของการใช้การแพทย์แผนใหม่ในการจัดการโรคระบาดก็คือ การที่รัฐเข้ามารับทำหน้าที่ด้านสุขภาพของประชาชนอย่างแข็งขัน&amp;amp;nbsp;โดยใช้ความรู้ของตะวันตกในการแก้ปัญหา แต่พร้อม ๆ&amp;amp;nbsp;กับการป้องกันแก้ไขโรคระบาดนี้ก็เป็นการขยายบทบาทของรัฐด้านการแพทย์และการสาธารณสุขไปพร้อมกันด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การนำเอาการแพทย์แผนตะวันตกสมัยใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาในสยาม จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางการแพทย์แผนตะวันตกในสังคมไทย และได้หยั่งรากให้คนไทยค่อย ๆ เชื่อถือและยอมรับการแพทย์แผนตะวันตกอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามพัฒนาการของการแพทย์แผนตะวันตกที่แรกเริ่มให้บริการโดยมิชชันนารีนั้น ต่อมาในรัชกาลที่ 5 รัฐบาลได้ขยายงานมาทำหน้าที่ทำนุบำรุงการแพทย์แผนตะวันตก จนต่อมากลายเป็นการบริการทางการแพทย์กระแสหลักในสังคมไทยในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จุดพลิกผันสำคัญในบทบาทรัฐด้านการรักษาพยาบาลเกิดขึ้น เมื่อคราวอหิวาตกโรคระบาด ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2416 พระองค์ทรงมีราโชบายให้เปลี่ยนมารักษาด้วยยาแบบการแพทย์สมัยใหม่แทนการทำพิธีทางศาสนาเช่นแต่ก่อนมา ส่วนยาที่ใช้รักษาก็คล้ายกับตำรับของหมอเฮาส์ที่ใช้หัวแอลกอฮอล์และการบูรเป็นหลัก โดยโปรดให้ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ อธิบดีกรมหมอ ปรุงยาขึ้นมา 2 ขนาน คือ เอายาวิสัมพญาใหญ่ตามตำราไทยผสมกับแอลกอฮอล์ทำเป็นยาหยดในน้ำขนานหนึ่ง กับอีกขนานคือนำเอาการบูรมาทำเป็นยาหยดเรียกว่าน้ำการบูร แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับราษฎรโดยตั้งโอสถศาลาตามที่ประชุมชนและบ้านข้าราชการ ปรากฏว่าได้ผลในการปราบอหิวาตกโรคพอสมควร และหลังจากนั้นในการระบาดของโรคอหิวตกโรค ในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2424 รัฐบาลก็ได้จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นปราบปรามอหิวาตกโรคขึ้นในที่ประชุมชน รวม 48 ตำบล จนปรากฏผลดีว่าคนตายลดลง จึงกลายเป็นต้นแบบให้เกิดการจัดตั้งโรงพยาบาลถาวรที่ศิริราชขึ้นในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ก่อนหน้าจะมีโรงพยาบาลศิริราชไม่นานปรากฏหลักฐานว่ามีโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นด้วยพวกมิชชันนารีแห่งหนึ่งที่เพชรบุรี และในกรุงเทพฯ ก็มีโรงพยาบาลทหารหน้าซึ่งเป็นกิจการของรัฐเฉพาะด้านการทหารและตั้งอยู่ชั่วคราว พอไม่มีแพทย์ประจำก็เลิกไป แต่โรงพยาบาลของรัฐที่ตั้งขึ้นและมีความมั่นคงถาวรสืบมาเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นหน้าที่ของรัฐด้านการดูแลสุขภาพประชาชนตามแบบรัฐสมัยใหม่สมัยอาณานิคม ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช หรือเรียกว่า &#039;&#039;&#039;“โรงศิริราชพยาบาล”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสร้างขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2429 ก่อนจะแล้วเสร็จ&amp;amp;nbsp;และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431[[#_ftn6|[6]]] นับเป็นจุดเริ่มแรกของการพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐสยามในเวลาต่อมา&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากกิจการของโรงพยาบาลหลวงแห่งแรกที่ศิริราชตั้งมั่นขึ้นได้แล้ว รัฐบาลก็ได้จัดการให้ตั้งโรงพยาบาลขึ้นอีกหลายแห่งในพระนคร คือ โรงพยาบาลคนเสียจริตที่ปากคลองสาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 (ต่อมาคือโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา) โรงพยาบาลหน้าป้อมมหาไชยหรือโรงพยาบาลบูรพา&amp;amp;nbsp;(ล้มเลิกไปแล้ว) โรงพยาบาลป้อมปราบศัตรูพ่ายหรือโรงพยาบาลเทพศิรินทร์ (ล้มเลิกไปแล้ว) สาเหตุที่โรงพยาบาลไปตั้งอยู่ในตำแหน่งของป้อมรอบกรุงก็เพราะสมัยนี้เลิกใช้ป้อมรักษากรุงแล้วจึงใช้พื้นที่ไปทำการอย่างอื่นแทน เช่น โรงพยาบาล ต่อมาก็ได้ตั้งโรงพยาบาลขึ้นอีกหลายแห่ง คือ โรงพยาบาลหญิงหาเงิน ตั้งเมื่อ&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2440 (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลกลาง) โรงพยาบาลสามเสน ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2445 เป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งสุดท้ายที่ตั้งขึ้นในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วล้มเลิกไปรวมกับโรงพยาบาลวชิระ พบว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ[[#_ftn7|[7]]]&amp;amp;nbsp;โรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นในหัวเมืองในรัชสมัยนี้ คือ โรงพยาบาลศรีมหาราชา (โรงพยาบาลสมเด็จบรมราชเทวี ณ ศรีราชา) จังหวัดชลบุรี ออกทุนสร้างขึ้นโดย สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี&amp;amp;nbsp;เพื่อเป็นสถานพยาบาลเมื่อเสด็จไปพักฟื้นตากอากาศที่ชายทะเลชลบุรี เปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2445[[#_ftn8|[8]]] และโรงพยาบาลเมืองนครราชสีมาที่มี พระยาราชนุกูล (อวบ เปาโรหิตย์) เป็นผู้ดำเนินการเรี่ยไรเงินและจัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2450[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การสร้างโรงพยาบาลขึ้นมารักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชนแม้ในระยะเริ่มแรกจะหาคนไปใช้บริการยาก จนเจ้านายต้องเกณฑ์เอาทาสและข้าราชการไปใช้บริการก็ยังมีคนไปรักษาน้อยอยู่ดี&amp;amp;nbsp;เพราะตอนแรกเชื่อกันว่าโรงพยาบาลคือเรือนตายของผู้ป่วย เนื่องจากในสมัยนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการหนักมากแล้วจึงจะส่งไปโรงพยาบาล หมอช่วยไม่ทันก็ตายเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากการสนับสนุนส่งเสริมของชนชั้นนำในการรักษากับการแพทย์แผนตะวันตก และพระราชนิยมของกษัตริย์และเจ้านาย ตั้งแต่รัชกาลที่ &amp;amp;nbsp;5 เป็นต้นมาที่นิยมการสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเป็นการกุศลแทนการสร้างวัดเช่นธรรมเนียมโบราณ ทำให้โรงพยาบาลได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เห็นได้ว่าชนชั้นนำไทยได้ตระหนักถึงการที่จะต้องมีกำลังคนมาทำการผลิตในทางเศรษฐกิจ&amp;amp;nbsp;เพราะเศรษฐกิจไทยหลังการทำสัญญาเบาว์ริ่งแล้วก็เป็นการเข้าสู่เศรษฐกิจ[[ทุนนิยม|ทุนนิยม]]โลกที่ต้องการกำลังแรงงานเพื่อผลิตสินค้าขายในตลาดโลก และในทางสังคมการเมืองก็ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็นรัฐสมัยใหม่ที่จะต้องมีพลเมืองที่มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญทั้งในการป้องกันประเทศที่ต้องสร้างกองทัพสมัยใหม่ และการปกครองที่ต้องมีระบบราชการสมัยใหม่ขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการรัฐกิจในภาระหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่ต้องดำเนินการ ดังนั้นถ้าจะพัฒนาประเทศผู้นำไทยยุคสมัยนั้นก็รู้ดีว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุขให้ดีขึ้น เพื่อลดอัตราการตายของประชากรลง&amp;amp;nbsp;โดยวิธีการที่สำคัญ 2 ประการ คือ&amp;amp;nbsp;ประการแรก คือ การดูแลอนามัยแม่และเด็กให้มีความปลอดภัย ซึ่งทำให้อัตราการคลอดมีชีวิตรอดของทารกสูงและไม่เกิดอันตรายหรือการเสียชีวิตของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์และคลอด อันจะทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นเพราะมีอัตราการเกิดสูงอยู่แล้ว ส่วนเป้าหมายสำคัญประการที่สองของการแพทย์ก็คือ การปราบปรามโรคระบาดที่คร่าชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากในการระบาดแต่ละครั้ง เพราะถึงแม้การปราบปรามโรคระบาดจะไม่ถูกปราบปรามลงอย่างเด็ดขาด แต่ส่งผลจากการสร้างวิธีการป้องกันโรคระบาดได้ทำให้วิทยาการทางการแพทย์แบบตะวันตกขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย[[#_ftn10|[10]]]&amp;amp;nbsp;นอกจากนี้ปัญหาเรื่องโรคระบาดยังทำให้เกิดเงื่อนไขที่การแพทย์ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นกับอำนาจรัฐ เนื่องจากรัฐต้องการที่จะควบคุมสอดส่องดูแลและรักษาสุขภาพพลานามัยของพลเมืองอันเป็นกำลังสำคัญของรัฐสมัยใหม่ หรือพิจารณาได้ว่า &#039;&#039;&#039;“การแพทย์ได้กลายเป็นภารกิจหลักอันหนึ่งของชาติ”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn11|[11]]] นั่นเอง อันแสดงให้เห็นว่ารัฐสมัยใหม่พยายามใช้การแพทย์ผ่านการตั้งโรงพยาบาลเป็นเครื่องมือในการปกครองที่สำคัญขึ้นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การขยายตัวของกิจการด้านการแพทย์และการสาธารณสุขที่ไปพร้อมกับการปกครองของกระทรวงมหาดไทยที่งานด้านสาธารณสุขสังกัดอยู่ได้มีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่ง หลังจากตั้งกรมสาธารณสุขขึ้นสังกัดกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบดูแลสุขภาพพลเมืองหัวเมืองในปี 2461 จนกระทั่งเกิดการรวมเอากิจการสุขภาพพลเมืองในส่วนเมืองหลวง คือ กรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล และส่วนภูมิภาคมาไว้ด้วยกันในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบด้านการสาธารณสุขทั่วประเทศ ในปี 2468 ทำให้เกิดนโยบายขยายตัวของโรงพยาบาลไปยังหัวเมือง โดยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วยการเรี่ยไรเงินมาสร้างโรงพยาบาลประจำเมืองขึ้นอีกหลายเมือง จนกระทั่งถึงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475[[#_ftn12|[12]]] แต่ในช่วงทศวรรษ 2470 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำขึ้นรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณไม่มีงบจ้างหมอซื้อยาตามหัวเมือง ทำให้โรงพยาบาลร่วงโรยร้างคน สภาพหัวเมืองจากการสำรวจของ คาร์ล ซี ซิมเมอร์แมน ในปี 2473 พบว่า&amp;amp;nbsp;มีโรงพยาบาลของมิชชันนารีให้บริการทางการแพทย์สมัยใหม่ ส่วนโรงพยาบาลของรัฐที่ให้บริการมีไม่ทั่วถึงและให้บริการได้เฉพาะกับข้าราชการและนักโทษ ชาวบ้านเข้าถึงบริการน้อยและโดยส่วนใหญ่มักพึ่งการแพทย์แผนโบราณและการซื้อยารักษาดูแลสุขภาพกันเอง[[#_ftn13|[13]]] และแม้ในเมืองเหล่านั้นจะมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการแพทย์สมัยใหม่จะเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านทั่วไป หรือกล่าวได้ว่ารัฐไทยยังไม่ได้กลายเป็นรัฐเวชกรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพนักเพราะขาดทั้งบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์และสาธารณูปโภคด้านการแพทย์&amp;amp;nbsp;และสาธารณสุข รวมทั้งความรู้ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประชากรอันเป็นอำนาจสำคัญในการปกครองของรัฐสมัยใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ปฏิวัติเป็นรัฐประชาชาติสร้างชาติด้วยรัฐเวชกรรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แต่การเปลี่ยนแปลงของการแพทย์สมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจริงจังนั้น เริ่มขึ้นเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรต้องการดำเนินนโยบายสร้างความทันสมัยให้กับประเทศด้านต่าง ๆ รวมทั้งสุขภาพของประชาชนที่ต้องจัดการให้ดีขึ้น เพื่อให้มีประชากรมากขึ้น แม้จะมีการเกิดมากแต่อัตราการตายในวัยทารกของคนไทยมีมากกว่า ประชากรจึงน้อย ทางรัฐบาลจึงต้องมีนโยบายการเพิ่มประชากรเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ซึ่งต้องการประชากรเป็นกำลังการผลิตทางเศรษฐกิจและกำลังคนในด้านการทหาร การแพทย์แผนตะวันตกจึงได้รับการสนับสนุนส่งเสริมมากขึ้นตามนโยบายรัฐเวชกรรมของรัฐบาล ซึ่งเป้าหมายหนึ่งก็คือการสร้างความแพร่หลายของการแพทย์สมัยใหม่สู่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านการสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดและอำเภอให้ได้ในสมัยรัฐบาล[[คณะราษฎร|คณะราษฎร]] ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองประมาณ 20 ปี ก็มีโรงพยาบาลครบทุกจังหวัด และต้องรอถึงทศวรรษ 2520 ถึงมีโรงพยาบาลครบทุกอำเภอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การแพทย์สมัยใหม่ที่มีฐานอยู่ที่โรงพยาบาลจึงได้กระจายไปถึงมือชาวบ้าน และโรงพยาบาลได้กลายเป็นโลกแห่งประสบการณ์ที่ชาวบ้านจะได้สัมผัสกับการแพทย์แผนตะวันตกด้วยตัวเอง และทำให้เกิดการเปลี่ยนในวิธีคิดด้านสุขภาพและความเจ็บป่วยในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง จากการสร้างโรงพยาบาลและขยายการแพทย์และการสาธารณสุขให้ไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกชุมชน ด้วยการออกนโยบายที่ ทวีศักดิ์ เผือกสม เสนอให้เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“รัฐเวชกรรม”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn14|[14]]] ในปี 2477 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพียงแค่ 2 ปี โดยมีความแตกต่างจากความพยายามขยายการแพทย์และการสาธารณสุขไปหัวเมือง&amp;amp;nbsp;ในสมัย[[สมบูรณาญาสิทธิราชย์|สมบูรณาญาสิทธิราชย์]]ที่มีเป้าหมายต้องการเพิ่มประชากรและควบคุมร่างกายพลเมือง&amp;amp;nbsp;เพื่ออรรถประโยชน์ในการผลิตทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างไปจากการดำเนินนโยบายตามแนวทางนี้ในสมัยสร้างชาติของ [[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] คือ ไม่เพียงแต่นำเอาการแพทย์ไปใช้ในการควบคุมร่างกายของพลเมืองโดยตรงเท่านั้น แต่ยังใช้ความรู้ทางการแพทย์เข้าไปควบคุมความคิดและการประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันของพลเมืองอย่างใกล้ชิดอีกด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างร่างกายของพลเมืองให้เป็นพลังการผลิตที่เข้มแข็งสำหรับการสร้างชาติ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้การแพทย์เพื่อการปกครองอย่างได้ผลต่อมาในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แนวคิดรัฐเวชกรรมมีที่มาจากการเสนอให้รัฐจัดการบริการทางการแพทย์ให้ทั่วถึงแก่ราษฎร&amp;amp;nbsp;โดยแนวทางสำคัญขณะนั้นคือกระจายอำนาจให้ราษฎรในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองผ่านรูปแบบการปกครองของเทศบาลเพื่อฝึกฝนให้ประชาชนรู้จักคุ้นเคยกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในทางการแพทย์ให้จัดผู้ช่วยแพทย์หรือแพทย์ชั้นรองจำนวนมากมาช่วยทำงานรักษาและป้องกันโรคให้แพร่หลายทั่วถึง เพราะถ้าจะรอให้แพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น 1 และ 2 นำการแพทย์ให้แพร่หลายออกไปไม่สำเร็จเป็นแน่&amp;amp;nbsp;โดยในเอกสารที่ใช้อบรมที่ปรึกษาเทศบาลชื่อ &#039;&#039;&#039;“การสาธารณสุขและสาธารณูปการ”&#039;&#039;&#039; ที่ นายแพทย์ย่งฮั้ว&amp;amp;nbsp;ชัวยั่วเสง (ยงค์ ชุติมา) เป็นผู้เสนอแนวคิด &#039;&#039;“รัฐเวชชกรรม&amp;amp;nbsp;(State Medicine or State Medical Service) คือ รัฐบาลหรือเทศบาลจ้างผู้ช่วยแพทย์ นางพยาบาล นางสงเคราะห์ หมอตำแย และพนักงานอื่น ๆ ให้ช่วยกันกระทำการบำบัดโรค ปราบโรค ป้องกันโรคและบำรุงอนามัยให้แก่ราษฎรชนบททั่วไป โดยอยู่ในความควบคุมของแพทย์แห่งรัฐบาลประจำจังหวัดหรืออำเภอต่าง ๆ”&#039;&#039; โดยรัฐเวชกรรมจะเป็นการดำเนินการชั่วคราวเพื่อให้ราษฎรนิยมในการแพทย์สมัยใหม่หรือดำเนินการถาวรไปเลยก็ได้ ทั้งยังไม่ได้ห้ามเอกชนประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด &#039;&#039;“จุดมุ่งหมายปลายทางแห่งรัฐเวชชกรรมนี้ ก็คือ ‘ทำให้ราษฎรนิยมเวชชปฏิบัติแผนปัจจุบันภายในเร็ววัน’...เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะจัดองคาพยพแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อนำความนิยมในการนี้ไปสู่พลเมืองนั้น ย่อมเป็นการกระทำซึ่งต้องด้วยความนิยมแห่งประชาชาติทั้งหมด”&#039;&#039;[[#_ftn15|[15]]]&amp;amp;nbsp;ซึ่งแม้ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันจะไม่ใช่รากหง้าของสังคมสยามแต่ก็สามารถสร้างให้มีขึ้นได้เหมือนการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ หรือเทศบาลที่กำลังดำเนินการอยู่นั่นเอง ถ้าจัดให้มีรัฐเวชกรรมขึ้นทั่วประเทศแล้วราษฎรคงจะนิยมไปเองในไม่ช้าเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรการเสนอนโยบาย &#039;&#039;&#039;“รัฐเวชกรรม”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn16|[16]]] เหมือนจะเริ่มต้นขึ้นด้วยแนวคิดให้รัฐต้องดูแลสุขภาพประชาชนให้เป็นพลเมืองที่แข็งแรงของรัฐ โดยเฉพาะกับการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคด้านการแพทย์และการสาธารณสุขให้ขยายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยกำหนดแผนงานนโยบายสร้างโรงพยาบาลครบทุกจังหวัด เริ่มตั้งแต่ปี 2477 ตามแผนแรกจะต้องครบภายใน 4 ปี แต่กว่าจะมีโรงพยาบาลครบทุกจังหวัดต้องรอไปถึง พ.ศ. 2497 เนื่องจากปัญหาอุปสรรคด้านงบประมาณและสงคราม&amp;amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้เพิ่มสุขศาลาตามอำเภอและตำบลขึ้น ปีละประมาณ 60-100 แห่ง[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเปลี่ยนผ่านนโยบายจากการแพทย์เชิงรักษาเป็นการแพทย์เชิงป้องกัน (from curative to preventive) นอกเหนือจากเหตุผลของสถานะทางการคลังของสยามที่รายได้น้อย ไม่ทำงบขาดดุล ไม่มีเงินลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านสุขภาพ การใช้แนวทางการแพทย์เชิงป้องกันยังสมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริง ราคาถูก ประสิทธิภาพสูง เพราะการป้องกันจะดีกว่าการแก้ การแพทย์เชิงป้องกันกลายเป็นนโยบายหลักมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันหลังจากปราบปรามโรคระบาดร้ายแรงที่ทำให้คนตายคราวละมาก ๆ&amp;amp;nbsp;ที่เรียกว่า ห่า มี 3 โรคหลัก ที่ร้ายแรงก่อนทศวรรษ 2460 คือ ทรพิษ อหิวาตกโรค และกาฬโรค&amp;amp;nbsp;จนสามารถควบคุมการระบาดได้ดีในระดับหนึ่ง จึงเข้าสู่ยุคของการป้องกันส่งเสริมให้คนมีสุขภาพแข็งแรงและปราบปรามโรคระบาดต่าง ๆ ที่คุกคามสุขภาพอย่างชัดเจนขึ้น ได้แก่ โรคมาลาเรีย พยาธิปากขอ โรคเรื้อน วัณโรค กามโรค[[#_ftn18|[18]]] นโยบายดังกล่าวเป็นการสร้างประชากรแข็งแรง เพิ่มพลเมืองเป็นกำลังแรงงาน กำลังทหารและราชการแก่รัฐ นำมาสู่ความมั่งคั่งจากภาษีที่เกิดจากการผลิตในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การแพทย์เชิงป้องกันนั้นรัฐลงทุนน้อย ใช้แค่วิธีการเผยแพร่ความรู้เล็ก ๆ&amp;amp;nbsp;น้อย ๆ&amp;amp;nbsp;ส่วนใหญ่ประชาชนเรียนรู้และพึ่งตนเองด้านสุขภาพเป็นสำคัญ ในทางหนึ่งเอกชนได้ทำหน้าที่ในตลาดการบริโภคยาและผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขภาพอยู่แล้ว ปฏิบัติการดังกล่าวได้กระจายไปสู่ภูมิภาคและชุมชนห่างไกลด้วยสื่อที่กำลังเกิดใหม่นิยมกันในช่วงนั้นคือ วิทยุ ภาพยนตร์เงียบ และเสียง ละครร้อง ลิเก รวมทั้งหนังสือพิมพ์ที่นิยมมาก่อนหน้านั้นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากสถิติของคนไข้ที่มารักษาในโรงพยาบาลของกรมการแพทย์นั้น ปรากฏว่าตั้งแต่ตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้นในปี พ.ศ. 2485 นั้นปรากฏว่ามีโรงพยาบาลในสังกัดทั้งโรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไปและรักษาโรคเฉพาะทั่วประเทศทั้งหมด 34 โรง โดยรวมเอาโรงพยาบาลของมิชชันนารีเข้ามาด้วย (หลังสงครามอินโดจีนและการเป็นพันธมิตรร่วมรบกับญี่ปุ่นทำให้โรงพยาบาลมิชชันนารีของชาติฝ่ายสัมพันธมิตรคืออังกฤษและอเมริกาต้องกลายเป็นทรัพย์สินของชาติศัตรูถูกยึดเป็นของรัฐ) มีคนป่วยเข้ารับการรักษาทั้งสิ้น จำนวน 118,244 คน (จากประชากรประมาณ 18 ล้านคน) และคงที่ประมาณแสนเศษจนตลอดสงครามและเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับการเพิ่มจำนวนของโรงพยาบาลหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]][[#_ftn19|[19]]] ซึ่งอาจพูดได้ว่าอำนาจของรัฐในการสอดส่องดูแลสุขภาพประชาชนยังไม่แผ่ซ่านไปทุกอณูของสังคม เนื่องจากว่าวาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ยังไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเต็มที่โดยรัฐ เนื่องด้วยความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ที่จะก่อให้เกิดการสถาปนาอำนาจขึ้นจากความรู้นั้น ยังคงไม่เป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่รับรู้ของผู้คนมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การสถาปนารัฐเวชกรรมของรัฐบาลคณะราษฎรหลังปฏิวัติ ได้กระทำผ่านการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตไปยังขั้นพื้นฐานสุด นั่นก็คือการกำหนดกิจประจำวันของประชาชนจากการประกาศรัฐนิยมในสมัยสร้างชาติหลายประการที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นบ่อเกิดของอำนาจในการชี้นำกำกับพฤติกรรมของผู้คนโดยการตัดสินว่าพฤติกรรมใดถูกหรือผิด และผูกขาดในการกำหนดว่าควรกินอาหารอย่างไร ควรพักผ่อนอย่างไร ควรทำให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคโดยวิธีใด ควรต้องออกกำลังกายหรือไม่ ล้วนแต่เป็นความรู้ที่สร้างจาก &#039;&#039;&#039;“วาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่”&#039;&#039;&#039; ทั้งสิ้น ดังนั้นอำนาจที่เข้าไปเป็นตัวการขับเคลื่อนที่แท้จริงในกรณีนี้ ก็คือการที่รัฐอาศัย &#039;&#039;&#039;“วาทกรรมทางการแพทย์”&#039;&#039;&#039; เข้าไปควบคุม/กำกับ/จัดการ&amp;amp;nbsp;กับร่างกายของประชาชน ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งอำนาจหน่วยย่อยที่สุดในชีวิตชุมชนทางการเมืองที่ปัจเจกบุคคลมีอธิปไตยเหนือก็คือพื้นที่เรือนร่างของตัวเอง ได้ถูกรัฐสมัยใหม่ใช้อำนาจแห่งความรู้ในเรื่องการแพทย์สมัยใหม่เข้าไปยึดอำนาจอธิปไตยเหนือร่างกายของพลเมืองไปควบคุมและจัดการดูแลแทน[[#_ftn20|[20]]]&amp;amp;nbsp;การที่รัฐให้การยอมรับเอาวาทกรรมเหล่านี้โดยการใช้อำนาจทางการเมืองมาเป็นเครื่องมือในการสถาปนาความถูกต้องนี้ นับเป็นการปูพื้นฐานด้านความคิดเกี่ยวกับอนามัยให้ประชาชนหันมายอมรับวาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นโยบายเหล่านี้จะมีผลในระยะยาวในการเปลี่ยนวิธีคิดและจิตสำนึกของประชาชนให้ได้อย่างจริงจังนั้น จะเกิดขึ้นต่อเมื่อสังคมได้ยอมรับเอาวาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ที่มีความหมายเป็นวิทยาศาสตร์&amp;amp;nbsp;ซึ่งก็คือความหมายของอารยะในความเข้าใจของชนชั้นนำไทยนั่นเอง ผ่านความรู้ที่สร้างขึ้นหรือกำหนดขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นพลังความรู้ที่มีอำนาจในตัวเอง เป็นระบอบแห่งความสัตย์จริง (the regime of truth) และเมื่อระบอบแห่งความสัตย์จริงถูกสถาปนาจนมั่นคงแล้ว อำนาจของความจริงจะแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสังคม ทั้งยังมีความสามารถชี้นำกำกับพฤติกรรมของผู้คน โดยผลิตความรู้ขึ้นมาตัดสินว่าพฤติกรรมแบบใดถูกแบบใดผิดได้อย่างกว้างขวางก็คืออำนาจทางการแพทย์ และเมื่อระบบแห่งความสัตย์จริงทางการแพทย์ถูกสถาปนาขึ้นแล้ว กลไกและกระบวนการทางสังคมต่าง ๆ จะบังคับให้ผู้คนมีพฤติกรรมไปตามบรรทัดฐานที่ความรู้ของสถาบันการแพทย์กำหนดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการทำให้เป็นปกติ (normalization) นั่นเอง[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ดังนั้นความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทยจึงถูกผลิตขึ้นจำนวนมากผ่านสถาบันทางการแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัยที่กำลังขยายตัว และที่สำคัญก็คือการเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์ผ่านการให้ความรู้ด้านสุขศึกษากับประชาชนที่ใช้สื่อมวลชนที่กำลังเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างมากในสังคมไทยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีทางอำนาจการแพทย์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวและได้รับความสนใจจากมวลชนอย่างมหาศาลอยู่ในขณะนั้น อย่าง เช่น การใช้วิทยุกระจายเสียงที่เกิดขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภาพยนตร์ที่ก่อนหน้านั้นจะอยู่ในแวดวงคนชั้นสูงแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เข้าถึงประชาชนทั่วไปมากขึ้น รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตให้เข้าใจได้ง่ายอย่างโปสเตอร์หรือใบปลิวต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;และยังรวมถึงสื่อที่เกิดขึ้นในภาวะความทันสมัยที่เผยแพร่ในหมู่ผู้มีความรู้ เช่น หนังสือพิมพ์ ตำราความรู้ งานวรรณกรรม เป็นต้น[[#_ftn22|[22]]] และช่องทางสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือผ่านสถาบันการศึกษาของรัฐคือโรงเรียน ผ่านการเรียนวิชาสุขศึกษาอีกด้วย ซึ่งในกระบวนการสร้างและสืบทอดให้วาทกรรมชุดนี้กลายเป็นวาทกรรมชุดหลักของสังคม จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้วิธีการประชาสัมพันธ์อุดมการณ์ของรัฐแบบใหม่ ๆ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; สรุปว่าในวิธีการปกครองของสมัยใหม่นั้นได้ใช้แนวคิดรัฐเวชกรรมที่รวมเอาวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและร่างกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกของคนไทย และได้สถาปนาความรู้ทางการแพทย์ชุดใหม่ให้บังเกิดขึ้นในสังคมไทย นั่นก็คือการสถาปนาการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นให้กลายเป็นวาทกรรมกระแสหลักของสังคมไทย ก่อนที่รัฐจะขยายบทบาทในการจัดการ/ควบคุมประชาชน โดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์เป็นแหล่งที่มาของอำนาจและความชอบธรรมในปฏิบัติการของรัฐอย่างขนานใหญ่ในเวลาต่อมา เนื่องจากรัฐได้ผลิตซ้ำความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่นี้ผ่านสถาบันการแพทย์ และสื่อมวลชนจนวาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ได้กลายเป็นคำอธิบายชุดใหญ่ที่คนในสังคมได้ยอมรับและยึดถือเป็นปทัสถานในการจัดการเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองไป และด้วยวิธีคิดที่เกิดจากการยอมรับเอาการแพทย์สมัยที่รัฐสร้างขึ้นนี้ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้คนในสังคมได้เรียนรู้และได้รับการกล่อมเกลาจากรัฐให้เคยชินและยอมรับถึงอำนาจของรัฐด้านอื่น รวมทั้งในด้านการยอมรับหรือสยบยอมต่ออำนาจการเมืองของรัฐในระบบเผด็จการต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2563. จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชิเกฮารุ ทานาเบ. 2551. ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ: กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทวีศักดิ์ เผือกสม. 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบำราศนราดูร. 2500. “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข.” ใน อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500. พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] Daniel M. Fox, 1993, “Medical Institutes and The State,” in Bynum, William F. and Porter, Roy (eds). Companion encyclopedia of the history of medicine. London: Routledge, p. 1220.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] Dorothy Porter, 1993, “Public Health,” in Bynum, William F. and Porter, Roy (eds). Companion encyclopedia of the history of medicine. London: Routledge, p. 1237.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] Michel Foucault. “The Politics of Health in the Eighteen Century.” Pp.166-182. in Colin Gordon (ed.). Power/Knowledge: Selected Interviews and Other Writings. New York:&amp;amp;nbsp; The Harvester Press, 1980. และดู Michel Foucault. The Birth of the Clinic: An Archaeology of Medical Perception. New York: Vintage Books, 1994.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] คำแปลนี้ใช้ตามการแปลของ ชิเกฮารุ ทานาเบที่นำเสนอขึ้นเป็นภาษาไทยคนแรก ดู ชิเกฮารุ ทานาเบ, 2551, ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ: กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย, กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), น. 57-61. ถึงแม้คำแปลนี้จะฟังดูยากและไม่เข้าใจในภาษาบาลีก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียนถ้าแปลตามแนวคิดทางประวัติศาสตร์แล้วก็จะออกมาทำนองว่า “การปกครองโครงสร้างจิตสำนึก” ซึ่งก็รุงรังอยู่พอควร&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] ชิเกฮารุ ทานาเบ, 2551, ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ: กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย, กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), น. 59.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] สรรใจ แสงวิเชียร, ผู้เรียบเรียง, 2532, ศิริราชร้อยปี: ประวัติและวิวัฒนาการ, กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, น. 1,10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ยุวดี ตปนียกร, 2522, “วิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทยตั้งแต่สมัยเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดรัชกาลสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบันฑิต สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, น. 146-149.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ถนอม บรรณประเสริฐ และคณะ, บรรณาธิการ, 2563, ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย, กรุงเทพฯ: แพทยสภา, น. 648-649.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สุกิจ&amp;amp;nbsp; ด่านยุทธศิลป์, 2533, “การสาธารณสุขแบบสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468),” วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร, น. 138.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] วรนารถ แก้วคีรี, 2535, “โรคระบาดในชุมชนภาคกลางของไทย พ.ศ. 2440-2475: การศึกษาเชิงวิเคราะห์,” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 165.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2543. วาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่ของตะวันตกกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย: ข้อสังเกตเบื้องต้น วารสารธรรมศาสตร์,” 26, 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2543): 85.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ถนอม บรรณประเสริฐ และคณะ, บรรณาธิการ, 2563, ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย, กรุงเทพฯ: แพทยสภา, น. 792-810.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ชาติชาย มุกสง, 2563, จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย, กรุงเทพฯ: มติชน, น. 197.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] รายละเอียดแนวคิดนี้ดู ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2550, เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 171-176.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] ย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง , 2477, การบำบัดโรค, โรงพยาบาล, การแพทย์, &amp;amp;nbsp; ใน &amp;amp;nbsp;พระยาบริรักษ์เวชชการ และคนอื่นๆ , &amp;amp;nbsp;การสาธารณสุขและสาธารณูปการ: คำบรรยายในการอบรมดที่ปรึกษาการเทศบาลพุทธศักราช 2477. พระนคร: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, น. 22-23.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] กรุณาดู พระยาบริรักษ์เวชชการ, พระไวทยวิธีการ, พระเชฎฐไวทยาการ, หลวงสนิทรักษ์สัตว์, หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร), หลวงพะยุงเวชศาสตร์, ขุนรัตนเวชชสาขา, ขุนสอนสุขกิจ, และ ย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง, 2477,&amp;amp;nbsp;การสาธารณสุขและสาธารณูปการ: คำบรรยายในการอบรมดที่ปรึกษาการเทศบาลพุทธศักราช 2477,&amp;amp;nbsp; พระนคร: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] ชาติชาย มุกสง, 2563, จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย, กรุงเทพฯ: มติชน, น. 197; ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2550. เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม:&amp;amp;nbsp; ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ:&amp;amp;nbsp; สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น. 175.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] วีรวัลย์ งามสันติกุล, 2559, ประชาธิปกกาลสมัยในกระแสธารประวัติศาสตร์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี, น. 110-115.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]] ดูรายละเอียดใน “ประวัติและผลงานของกรมการแพทย์,” 2500, ใน อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบ 15 ปี พ.ศ. 2485-2500, น. 105-152.&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] ทวีศักดิ์ เผือกสม, 2543. วาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่ของตะวันตกกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย: ข้อสังเกตเบื้องต้น วารสารธรรมศาสตร์,” 26, 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2543): 85.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] กรุณาดู Dreyfus, Hubert L. and Rabinow, Paul,&amp;amp;nbsp; 1983, Michel Foucault: Beyond Structuralism and Hermeneutics, Chicago: University of Chicago press.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] ดูรายละเอียดใน สอน อันตะริกานนท์. 2505. “การสุขศึกษาในวงงานสาธารณสุขยุคแรก,” ใน กระทรวงสาธารณสุข. อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบรอบ 20 ปี. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%87_(%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99)&amp;diff=16004</id>
		<title>นโยบายอวดธง (สร้างโรงพยาบาลชายแดน)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%87_(%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99)&amp;diff=16004"/>
		<updated>2024-06-26T08:06:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังการปฏิวัติ 2475 ที่การเมืองเปลี่ยนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในทางการปกครอง การประกาศ [[หลัก_6_ประการของคณะราษฎร|หลัก_6_ประการของคณะราษฎร]] อันเปรียบเสมือนเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐมีหลักว่าด้วยเอกราชและความปลอดภัยอยู่ด้วย ส่งผลให้ต้องสร้างรัฐไทยที่เป็นเอกราชจากระบอบอาณานิคมที่ครอบงำโลกและประเทศรอบบ้านของสยามอยู่ในเวลานั้น ด้วยการออกนโยบายอวดธง คือ สร้างโรงพยาบาลชายแดนที่ก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตของพลเมือง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงเอกราชของชาติด้านการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีการปกครองจากตะวันตกไปพร้อมกันให้ประจักษ์ต่อเพื่อนบ้านที่มีประเทศเจ้าอาณานิคมปกครองอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อนโยบายการสาธารณสุข&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หากถือเอาการปฏิวัติทางการเมืองของ[[คณะราษฎร|คณะราษฎร]]ในปี พ.ศ. 2475 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งจุดหนึ่งของการเมืองการปกครองของประเทศไทยสมัยใหม่ ก็จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคมไทย&amp;amp;nbsp;มีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้อยู่ไม่น้อย รวมทั้ง 4 สถาบัน ที่มีผลต่อการเมืองไทยในสมัยต่อมาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ รัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และระบบราชการแห่งชาติ[[#_ftn1|[1]]] รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลประชาธิปไตยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นกัน &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎรแทบจะไม่ได้ดำเนินนโยบายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมมากนัก ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากคณะราษฎรต้องการจะประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่าในระบอบราชาธิปไตย เพื่อความราบรื่นในการบริหารราชการของบ้านเมือง แต่การณ์กลับกลายเป็นความขัดแย้งกันเองกับกลุ่ม[[อนุรักษ์นิยม|อนุรักษ์นิยม]]ของคณะราษฎร โดยความขัดแย้งถึงขั้นแตกหักในกรณีการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของ นายปรีดี พนมยงค์ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งครั้งนี้ได้ถึงจุดสิ้นสุด ในวันที่ [[20_มิถุนายน_พ.ศ._2476|20_มิถุนายน_พ.ศ._2476]] เมื่อคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารที่นำโดย[[พระยาพหลพลพยุหเสนา|พระยาพหลพลพยุหเสนา]]&amp;amp;nbsp;และ หลวงพิบูลสงคราม ได้ทำ[[รัฐประหาร_20_มิถุนายน_2476|รัฐประหาร]]ยึดอำนาจคืนมาสู่คณะราษฎรเป็นผลสำเร็จ และนับเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานในนโยบายที่คณะราษฎรได้ให้ไว้ในวันปฏิวัติ ดังปรากฏในการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็น[[นายกรัฐมนตรี|นายกรัฐมนตรี]]สมัยแรกความว่า &#039;&#039;“รัฐบาลนี้เห็นว่าหลัก 6 ประการที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับรองแล้วนั้น เป็นหลักนโยบายที่กระทรวงทบวงกรมจะได้ร่วมมือกันดำเนินการต่อไป”&#039;&#039;[[#_ftn2|[2]]] และนับเป็นการเริ่มต้นการสร้างชาติของคณะราษฎรอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นับจากปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นไปมีโครงการสร้างความเจริญแก่ชาติทางด้านการปกครอง โดยริเริ่ม[[การปกครองส่วนท้องถิ่น|การปกครองส่วนท้องถิ่น]]คือเทศบาล การระหว่างประเทศมีความพยายามขอแก้ไขสนธิสัญญาที่เสียเปรียบกับชาติต่าง ๆ การเศรษฐกิจมีการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ในส่วนของกิจการด้านการสาธารณสุขแม้จะไม่ได้กำหนดไว้ใน หลัก 6 ประการ แต่เนื่องจากรัฐบาลใหม่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไปในทางที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น จึงเร่งสร้างชาติตามแนวทางของคณะราษฎรเป็นการใหญ่ [[พระบำราศนราดูร|พระบำราศนราดูร]] ผู้ซึ่งได้ผ่านประสบการณ์การรับราชการสาธารณสุขในสมัยราชาธิปไตยมาก่อน ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการสาธารณสุขเอาไว้ในบทความเรื่องประวัติกระทรวงสาธารณสุขว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&amp;quot;หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วการบริหารงานของกรมสาธารณสุขก็ได้ดำเนินการตามโครงการและนโยบายเดิมแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง…รัฐบาลเห็นจำเป็นยิ่งที่ต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อช่วยในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาความไม่สงบของการเมืองในระยะประมาณ 1 ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความชะงักงันในการพัฒนาระบบสุขภาพของประชาชน[[#_ftn4|[4]]] แต่หลังจากปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป การบริหารงานของรัฐบาลคณะราษฎรที่มีนาย[[ปรีดี_พนมยงค์|ปรีดี_พนมยงค์]] เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีอธิบดีกรมสาธารณสุขที่เป็นแพทย์คนแรก คือ [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่สำคัญ คือการขยายการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชน โดยการวางโครงการสร้างโรงพยาบาลและสุขศาลา ชั้น 2 ในส่วนภูมิภาคขึ้นให้ครบทุกจังหวัด[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การดำเนินการจัดตั้งสภาการสาธารณสุขแม้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะไม่ได้รับการเอาใจใส่และไม่เกิดการดำเนินการใดขึ้นจนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีบุคคลหลายคนได้เข้าร่วมและรับทราบแนวคิดของการจัดตั้งหน่วยงานมาทำหน้าที่ด้านนโยบายสาธารณสุขในภาพรวมและส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานอื่น ๆ&amp;amp;nbsp; ซึ่งต่อมากลายเป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่การตั้งกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และมีบุคลากรในกรมสาธารณสุขหลายคนได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้มาทำหน้าที่คล้ายกับสภาการสาธารณสุข คือ เป็นกรรมการจัดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของการสาธารณสุข ตามคำสั่งตั้งกรรมการพิจารณาการสาธารณสุขและการแพทย์ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2477&amp;amp;nbsp;มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวด้วยนโยบาย หรือเสนอโครงการเพื่อแนะนำรัฐบาล[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมากรรมการชุดนี้ได้เสนอแนวทางบูรณาการงานสาธารณสุขของชาติให้เป็นหน่วยงานที่เป็นเอกภาพ มีหน่วยงานที่ประสานงานทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด จนเป็นแนวทางในการตั้งกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นหน่วยงานหลักใหญ่ที่ควบคุมดูแลงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศในที่สุด ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งกระทรวงขึ้นให้คณะกรรมการนี้พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ส่วนนโยบายสร้างโรงพยาบาลในหัวเมืองเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พ.ศ. 2476-2481) กล่าวคือ ได้ออกพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2477 อันนับว่าเป็นรากฐานสำคัญของการสาธารณสุขในยุคนี้ เพราะได้มีการจัดตั้งเทศบาลขึ้นทั่วประเทศแทนสุขาภิบาล ซึ่งเป็นสถาบันส่งเสริมการสาธารณสุขตามหัวเมืองชนบท ในขณะเดียวกันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้กรมสาธารณสุขจัดทำโครงสร้างโรงพยาบาลขึ้นทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน&amp;amp;nbsp;เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นในช่วงแรก คือที่จังหวัด อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับอินโดจีนของฝรั่งเศส[[#_ftn7|[7]]] และต่อมาก็ขยายไปสู่จังหวัดชายแดนอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในเอกสารชั้นต้นที่เป็นเอกสารราชการในโครงการขยายการแพทย์ไปหัวเมืองได้เรียกการสร้างโรงพยาบาลชายแดนตอนนี้ว่าเพื่อศักดิ์ศรีแต่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า prestige ทับศัพท์แบบไม่แปล นโยบายสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดโดยกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการ โดยมีความมุ่งหมายจะสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ ให้ทั่วถึงทุกจังหวัดภายใน 4 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป ให้ครบทุกจังหวัดในปี 2480 การสร้างได้เฉลี่ยเป็นภาค ๆ และเริ่มจากชายเขตแดนเข้ามาก่อน เพราะเกี่ยวกับ Prestige (ศักดิ์ศรี) ของชาติ&amp;amp;nbsp;โดยโรงพยาบาลที่จะสร้างขึ้นนั้น มี 2 ขนาด คือ[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1. ขนาดกลาง - กำหนดให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ประมาณ 35-150 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือแห่งละ 95,800 บาท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2. ขนาดเล็ก - กําหนดให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ 25 ถึง 50 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือแห่งละ 56,200 บาท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; …แผนงานตามโครงการโรงพยาบาลหัวเมือง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2477 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 2 แห่ง (อุบลราชธานี / นครพนม) ขนาดเล็ก&amp;amp;nbsp;8 แห่ง (หนองคาย / นราธิวาส / สกลนคร / ปัตตานี / ยะลา / จันทบุรี / ตาก / สตูล)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2478 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (อุดรธานี / เชียงราย / มหาสารคาม) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (น่าน / ชัยภูมิ / แม่ฮ่องสอน / บุรีรัมย์ / กระบี่ / พังงา / ปราจีนบุรี / ตรัง / สุรินทร์ / กําแพงเพชร / เพชรบูรณ์ / พัทลุง / เลย)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2479 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (ขอนแก่น / นครศรีธรรมราช / ร้อยเอ็ด) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลําปาง / ตราด / ระยอง / ชุมพร / สุราษฎร์ธานี / อุทัยธานี / ชัยนาท / ขุขันธ์ / อุตรดิตถ์ / นครนายก / พิจิตร / สวรรคโลก / ลําพูน)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2480 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 4 แห่ง (พิษณุโลก / ฉะเชิงเทรา / แพร่ / ราชบุรี) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลพบุรี / ประจวบคีรีขันธ์ / สมุทรสงคราม / สมุทรสาคร/ นครปฐม / สิงห์บุรี / สระบุรี / ปทุมธานี / อ่างทอง / เพชรบุรี / กาญจนบุรี / นนทบุรี / สมุทรปราการ) รวมเป็นเงินที่ต้องจ่าย ทั้งหมด 4,051,000 บาท&#039;&#039;[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ข้อที่น่าสังเกต คือ กำหนดการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางใน พ.ศ. 2477 เน้นไปที่จังหวัดชายแดนที่ติดอาณานิคมฝรั่งเศสทั้งหมด คือ จังหวัดอุบลราชธานี และนครพนม ส่วนขนาดเล็กนั้นมี จังหวัดหนองคาย จันทบุรี ที่ติดอาณานิคมฝร่งเศส ส่วนตาก นราธิวาส ยะลา สตูล ติดอาณานิคมอังกฤษ ยกเว้น ปัตตานี&amp;amp;nbsp;และสกลนครที่ไม่ติดชายแดนแต่ใกล้ชายแดน ส่วนในปี 2478 มีจังหวัดเชียงรายที่เป็นขนาดกลาง ส่วนขนาดเล็กมี น่าน สุรินทร์ ปราจีนบุรี และเลยที่ติดชายแดนอาณานิคมฝรั่งเศส ในขณะที่แม่ฮ่องสอนติดอาณานิคมอังกฤษ ทั้งยังพบว่ากรณีเชียงรายกว่าจะได้เริ่มสร้างโรงพยาบาลล่าช้าไป 2 ปี เพราะขาดแคลนงบประมาณจากรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; [[นายแพทย์_เสม_พริ้งพวงแก้ว|นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว]] ได้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ทำชีวประวัติว่าในสมัยนั้นเรียกการสร้างโรงพยาบาลที่ชายแดนเพื่อศักดิ์ศรีนี้ว่า &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039; เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว&amp;amp;nbsp;เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดนด้วย จังหวัดชายแดนที่สร้างโรงพยาบาลขึ้นตามนโยบายอวดธงในยุคแรก ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย&amp;amp;nbsp;และนครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดต่อกับอินโดจีนของฝรั่งเศส โรงพยาบาลเหล่านี้สร้างขึ้นโดยงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้เพื่อขยายการเทศบาล (งบประมาณนี้เป็นของกรมมหาดไทย) แต่ให้กรมสาธารณสุขนำมาใช้ในการสร้างโรงพยาบาล การสร้างโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคได้ดำเนินเรื่อยมาพร้อม ๆ กับ จัดให้มีสุขศาลาขึ้นโดยแบ่งเป็นสุขศาลา ชั้น 1 กับสุขศาลา ชั้น 2[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี 2480 หลังจากพระพนมนครานุรักษ์สร้างโรงพยาบาลอวดธงที่จังหวัดนครพนมเสร็จ ก็ได้ย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก็ได้เริ่มสร้างโรงพยาบาลเชียงรายเพื่อเป็นการ &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039; ต่อเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมทั้งพม่าของอังกฤษและลาวของฝรั่งเศสไปพร้อมกัน โดยพระพนมนครานุรักษ์ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อนจึงสนิทสนมคุ้นเคยกับคหบดี พ่อค้า ประชาชนรวม ทั้งชาวต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลด้วยการหาเงินงบประมาณจากเงินที่พ่อค้าประชาชนในจังหวัดร่วมกันบริจาคโดยไม่พึ่งงบประมาณจากทางราชการเลยจนสร้างโรงพยาบาลสำเร็จ สามารถเปิดดำเนินการได้ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2480 และได้ย้าย นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลในสังกัดกรมสาธารณสุขที่สร้างเพื่ออวดธงแห่งนี้[[#_ftn11|[11]]] ในด้านบุคลากรด้านการแพทย์และการสาธารณสุขก็ได้ตอบรับกับนโยบายของรัฐบาลกันอย่างเต็มกำลังในขบวนการขยายการบริการทางการแพทย์ไปสู่ชนบทของประเทศครั้งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่ที่น่าสนใจคือหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่สอง]] หนังสือ ลงวันที่ 30 เมษายน 2489 ก็ยังมีการอ้างถึงโครงการสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัด แต่เปลี่ยนชื่อเป็น &#039;&#039;&#039;“การบูรณะการพยาบาล”&#039;&#039;&#039; เพราะมีเรื่องการปรับปรุงโรงพยาบาลที่เสียหายพร้อมกันด้วย โดยสรุปว่าขณะนั้นยังมีจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลอีก 37 จังหวัด จึงควรสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางที่รับผู้ป่วยได้ 50 เตียง เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยมีงบประมาณต่อแห่ง จำนวน 1,790,448 บาท งบประมาณทั้งสิ้น 66,246,576 บาท รวมทั้งบูรณะและสร้างโรงพยาบาลเฉพาะในต่างจังหวัดตามความจำเป็นเพราะงบประมาณจำกัด ตามแผนจะสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดในเวลา 4 ปี และสร้างตามความพร้อมของแต่ละจังหวัด โดยยังให้ยึดหลักการ &#039;&#039;&#039;“เริ่มจากชายเขตต์แดนเข้ามาหาศูนย์กลางของประเทศ เพราะเกี่ยวแก่ prestige ของชาติ”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn12|[12]]] อยู่เช่นเดิม ซึ่งก็คือยังจะสร้างตามชายแดนเป็นการอวดธงกับเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชหลังสงครามกันอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบำราศนราดูร. 2500. “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข.” ใน&amp;amp;nbsp;อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500. พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ. 2528. บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475). วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ. 2537. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;เชิงอรรถ&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2540, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475, กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ, น. 292.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] กรุณาดูรายละเอียดในนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด ใน&amp;amp;nbsp;ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์, ผู้รวบรวม, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (กรุงเทพฯ: รัฐกิจเสรี, 2520). และ รอง ศยามานนท์, ประวัติศาสตร์ไทยในระบอบรัฐธรรมนูญ (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2520), หน้า 73. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] พระบำราศนราดูร, 2500, “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข,” ใน&amp;amp;nbsp;อนุสรณ์ กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500, พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข, หน้า 43.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ, 2528, บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475), วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,&amp;amp;nbsp;น.179.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 181. และดูรายละเอียดในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยาพหลในวันที่ 22 กันยายน 2477&amp;amp;nbsp;ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยข้อ 6 ที่ว่าด้วยการสาธารณสุข ใน ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์, ผู้รวบรวม, 2520, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี, กรุงเทพฯ: รัฐกิจเสรี,&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]]สจช. (สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ), (2) ศธ. 26/891. คณะรัฐมนตรีตั้งกรรมการพิจารณาการสาธารณสุขและการแพทย์ (21 ก.ค. - 20 ต.ค. 2477).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] พระบำราศนราดูร, “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข,” ใน&amp;amp;nbsp; อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500 (พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข, 2500), หน้า 44.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]]สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]]&amp;amp;nbsp;สันติสุข โสภณสิริ, 2549, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว, นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.), น. 66-67.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เรื่องเดียวกัน, น. 66-84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%87_(%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99)&amp;diff=16003</id>
		<title>นโยบายอวดธง (สร้างโรงพยาบาลชายแดน)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%87_(%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99)&amp;diff=16003"/>
		<updated>2024-06-26T08:05:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังการปฏิวัติ 2475 ที่การเมืองเปลี่ยนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในทางการปกครอง การประกาศ [[หลัก_6_ประการของคณะราษฎร|หลัก_6_ประการของคณะราษฎร]] อันเปรียบเสมือนเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐมีหลักว่าด้วยเอกราชและความปลอดภัยอยู่ด้วย ส่งผลให้ต้องสร้างรัฐไทยที่เป็นเอกราชจากระบอบอาณานิคมที่ครอบงำโลกและประเทศรอบบ้านของสยามอยู่ในเวลานั้น ด้วยการออกนโยบายอวดธง คือ สร้างโรงพยาบาลชายแดนที่ก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตของพลเมือง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงเอกราชของชาติด้านการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีการปกครองจากตะวันตกไปพร้อมกันให้ประจักษ์ต่อเพื่อนบ้านที่มีประเทศเจ้าอาณานิคมปกครองอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อนโยบายการสาธารณสุข&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หากถือเอาการปฏิวัติทางการเมืองของ[[คณะราษฎร|คณะราษฎร]]ในปี พ.ศ. 2475 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งจุดหนึ่งของการเมืองการปกครองของประเทศไทยสมัยใหม่ ก็จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคมไทย&amp;amp;nbsp;มีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้อยู่ไม่น้อย รวมทั้ง 4 สถาบัน ที่มีผลต่อการเมืองไทยในสมัยต่อมาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ รัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และระบบราชการแห่งชาติ[[#_ftn1|[1]]] รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลประชาธิปไตยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นกัน &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎรแทบจะไม่ได้ดำเนินนโยบายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมมากนัก ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากคณะราษฎรต้องการจะประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่าในระบอบราชาธิปไตย เพื่อความราบรื่นในการบริหารราชการของบ้านเมือง แต่การณ์กลับกลายเป็นความขัดแย้งกันเองกับกลุ่ม[[อนุรักษ์นิยม|อนุรักษ์นิยม]]ของคณะราษฎร โดยความขัดแย้งถึงขั้นแตกหักในกรณีการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของ นายปรีดี พนมยงค์ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งครั้งนี้ได้ถึงจุดสิ้นสุด ในวันที่ [[20_มิถุนายน_พ.ศ._2476|20_มิถุนายน_พ.ศ._2476]] เมื่อคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารที่นำโดย[[พระยาพหลพลพยุหเสนา|พระยาพหลพลพยุหเสนา]]&amp;amp;nbsp;และ หลวงพิบูลสงคราม ได้ทำ[[รัฐประหาร_20_มิถุนายน_2476|รัฐประหาร]]ยึดอำนาจคืนมาสู่คณะราษฎรเป็นผลสำเร็จ และนับเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานในนโยบายที่คณะราษฎรได้ให้ไว้ในวันปฏิวัติ ดังปรากฏในการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็น[[นายกรัฐมนตรี|นายกรัฐมนตรี]]สมัยแรกความว่า &#039;&#039;“รัฐบาลนี้เห็นว่าหลัก 6 ประการที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับรองแล้วนั้น เป็นหลักนโยบายที่กระทรวงทบวงกรมจะได้ร่วมมือกันดำเนินการต่อไป”&#039;&#039;[[#_ftn2|[2]]] และนับเป็นการเริ่มต้นการสร้างชาติของคณะราษฎรอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นับจากปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นไปมีโครงการสร้างความเจริญแก่ชาติทางด้านการปกครอง โดยริเริ่ม[[การปกครองส่วนท้องถิ่น|การปกครองส่วนท้องถิ่น]]คือเทศบาล การระหว่างประเทศมีความพยายามขอแก้ไขสนธิสัญญาที่เสียเปรียบกับชาติต่าง ๆ การเศรษฐกิจมีการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ในส่วนของกิจการด้านการสาธารณสุขแม้จะไม่ได้กำหนดไว้ใน หลัก 6 ประการ แต่เนื่องจากรัฐบาลใหม่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไปในทางที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น จึงเร่งสร้างชาติตามแนวทางของคณะราษฎรเป็นการใหญ่ [[พระบำราศนราดูร|พระบำราศนราดูร]] ผู้ซึ่งได้ผ่านประสบการณ์การรับราชการสาธารณสุขในสมัยราชาธิปไตยมาก่อน ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการสาธารณสุขเอาไว้ในบทความเรื่องประวัติกระทรวงสาธารณสุขว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&amp;quot;หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วการบริหารงานของกรมสาธารณสุขก็ได้ดำเนินการตามโครงการและนโยบายเดิมแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง…รัฐบาลเห็นจำเป็นยิ่งที่ต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อช่วยในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น&amp;quot;&#039;&#039;[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาความไม่สงบของการเมืองในระยะประมาณ 1 ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความชะงักงันในการพัฒนาระบบสุขภาพของประชาชน[[#_ftn4|[4]]] แต่หลังจากปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป การบริหารงานของรัฐบาลคณะราษฎรที่มีนาย[[ปรีดี_พนมยงค์|ปรีดี_พนมยงค์]] เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีอธิบดีกรมสาธารณสุขที่เป็นแพทย์คนแรก คือ [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่สำคัญ คือการขยายการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชน โดยการวางโครงการสร้างโรงพยาบาลและสุขศาลา ชั้น 2 ในส่วนภูมิภาคขึ้นให้ครบทุกจังหวัด[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การดำเนินการจัดตั้งสภาการสาธารณสุขแม้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะไม่ได้รับการเอาใจใส่และไม่เกิดการดำเนินการใดขึ้นจนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีบุคคลหลายคนได้เข้าร่วมและรับทราบแนวคิดของการจัดตั้งหน่วยงานมาทำหน้าที่ด้านนโยบายสาธารณสุขในภาพรวมและส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานอื่น ๆ&amp;amp;nbsp; ซึ่งต่อมากลายเป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่การตั้งกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และมีบุคลากรในกรมสาธารณสุขหลายคนได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้มาทำหน้าที่คล้ายกับสภาการสาธารณสุข คือ เป็นกรรมการจัดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของการสาธารณสุข ตามคำสั่งตั้งกรรมการพิจารณาการสาธารณสุขและการแพทย์ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2477&amp;amp;nbsp;มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวด้วยนโยบาย หรือเสนอโครงการเพื่อแนะนำรัฐบาล[[#_ftn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมากรรมการชุดนี้ได้เสนอแนวทางบูรณาการงานสาธารณสุขของชาติให้เป็นหน่วยงานที่เป็นเอกภาพ มีหน่วยงานที่ประสานงานทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด จนเป็นแนวทางในการตั้งกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นหน่วยงานหลักใหญ่ที่ควบคุมดูแลงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศในที่สุด ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งกระทรวงขึ้นให้คณะกรรมการนี้พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ส่วนนโยบายสร้างโรงพยาบาลในหัวเมืองเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พ.ศ. 2476-2481) กล่าวคือ ได้ออกพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2477 อันนับว่าเป็นรากฐานสำคัญของการสาธารณสุขในยุคนี้ เพราะได้มีการจัดตั้งเทศบาลขึ้นทั่วประเทศแทนสุขาภิบาล ซึ่งเป็นสถาบันส่งเสริมการสาธารณสุขตามหัวเมืองชนบท ในขณะเดียวกันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้กรมสาธารณสุขจัดทำโครงสร้างโรงพยาบาลขึ้นทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน&amp;amp;nbsp;เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นในช่วงแรก คือที่จังหวัด อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับอินโดจีนของฝรั่งเศส[[#_ftn7|[7]]] และต่อมาก็ขยายไปสู่จังหวัดชายแดนอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในเอกสารชั้นต้นที่เป็นเอกสารราชการในโครงการขยายการแพทย์ไปหัวเมืองได้เรียกการสร้างโรงพยาบาลชายแดนตอนนี้ว่าเพื่อศักดิ์ศรีแต่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า prestige ทับศัพท์แบบไม่แปล นโยบายสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดโดยกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการ โดยมีความมุ่งหมายจะสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ ให้ทั่วถึงทุกจังหวัดภายใน 4 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป ให้ครบทุกจังหวัดในปี 2480 การสร้างได้เฉลี่ยเป็นภาค ๆ และเริ่มจากชายเขตแดนเข้ามาก่อน เพราะเกี่ยวกับ Prestige (ศักดิ์ศรี) ของชาติ&amp;amp;nbsp;โดยโรงพยาบาลที่จะสร้างขึ้นนั้น มี 2 ขนาด คือ[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1. ขนาดกลาง - กำหนดให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ประมาณ 35-150 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือแห่งละ 95,800 บาท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; 2. ขนาดเล็ก - กําหนดให้มีเตียงรับคนไข้ได้ตั้งแต่ 25 ถึง 50 เตียง ประมาณค่าก่อสร้างและเครื่องใช้เครื่องมือแห่งละ 56,200 บาท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; …แผนงานตามโครงการโรงพยาบาลหัวเมือง&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2477 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 2 แห่ง (อุบลราชธานี / นครพนม) ขนาดเล็ก&amp;amp;nbsp;8 แห่ง (หนองคาย / นราธิวาส / สกลนคร / ปัตตานี / ยะลา / จันทบุรี / ตาก / สตูล)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2478 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (อุดรธานี / เชียงราย / มหาสารคาม) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (น่าน / ชัยภูมิ / แม่ฮ่องสอน / บุรีรัมย์ / กระบี่ / พังงา / ปราจีนบุรี / ตรัง / สุรินทร์ / กําแพงเพชร / เพชรบูรณ์ / พัทลุง / เลย)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2479 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 3 แห่ง (ขอนแก่น / นครศรีธรรมราช / ร้อยเอ็ด) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลําปาง / ตราด / ระยอง / ชุมพร / สุราษฎร์ธานี / อุทัยธานี / ชัยนาท / ขุขันธ์ / อุตรดิตถ์ / นครนายก / พิจิตร / สวรรคโลก / ลําพูน)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2480 สร้างโรงพยาบาลขนาดกลาง 4 แห่ง (พิษณุโลก / ฉะเชิงเทรา / แพร่ / ราชบุรี) ขนาดเล็ก 13 แห่ง (ลพบุรี / ประจวบคีรีขันธ์ / สมุทรสงคราม / สมุทรสาคร/ นครปฐม / สิงห์บุรี / สระบุรี / ปทุมธานี / อ่างทอง / เพชรบุรี / กาญจนบุรี / นนทบุรี / สมุทรปราการ) รวมเป็นเงินที่ต้องจ่าย ทั้งหมด 4,051,000 บาท&#039;&#039;[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ข้อที่น่าสังเกต คือ กำหนดการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางใน พ.ศ. 2477 เน้นไปที่จังหวัดชายแดนที่ติดอาณานิคมฝรั่งเศสทั้งหมด คือ จังหวัดอุบลราชธานี และนครพนม ส่วนขนาดเล็กนั้นมี จังหวัดหนองคาย จันทบุรี ที่ติดอาณานิคมฝร่งเศส ส่วนตาก นราธิวาส ยะลา สตูล ติดอาณานิคมอังกฤษ ยกเว้น ปัตตานี&amp;amp;nbsp;และสกลนครที่ไม่ติดชายแดนแต่ใกล้ชายแดน ส่วนในปี 2478 มีจังหวัดเชียงรายที่เป็นขนาดกลาง ส่วนขนาดเล็กมี น่าน สุรินทร์ ปราจีนบุรี และเลยที่ติดชายแดนอาณานิคมฝรั่งเศส ในขณะที่แม่ฮ่องสอนติดอาณานิคมอังกฤษ ทั้งยังพบว่ากรณีเชียงรายกว่าจะได้เริ่มสร้างโรงพยาบาลล่าช้าไป 2 ปี เพราะขาดแคลนงบประมาณจากรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; [[นายแพทย์_เสม_พริ้งพวงแก้ว|นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว]] ได้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ทำชีวประวัติว่าในสมัยนั้นเรียกการสร้างโรงพยาบาลที่ชายแดนเพื่อศักดิ์ศรีนี้ว่า &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039; เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว&amp;amp;nbsp;เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดนด้วย จังหวัดชายแดนที่สร้างโรงพยาบาลขึ้นตามนโยบายอวดธงในยุคแรก ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย&amp;amp;nbsp;และนครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดต่อกับอินโดจีนของฝรั่งเศส โรงพยาบาลเหล่านี้สร้างขึ้นโดยงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้เพื่อขยายการเทศบาล (งบประมาณนี้เป็นของกรมมหาดไทย) แต่ให้กรมสาธารณสุขนำมาใช้ในการสร้างโรงพยาบาล การสร้างโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคได้ดำเนินเรื่อยมาพร้อม ๆ กับ จัดให้มีสุขศาลาขึ้นโดยแบ่งเป็นสุขศาลา ชั้น 1 กับสุขศาลา ชั้น 2[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี 2480 หลังจากพระพนมนครานุรักษ์สร้างโรงพยาบาลอวดธงที่จังหวัดนครพนมเสร็จ ก็ได้ย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก็ได้เริ่มสร้างโรงพยาบาลเชียงรายเพื่อเป็นการ &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039; ต่อเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมทั้งพม่าของอังกฤษและลาวของฝรั่งเศสไปพร้อมกัน โดยพระพนมนครานุรักษ์ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อนจึงสนิทสนมคุ้นเคยกับคหบดี พ่อค้า ประชาชนรวม ทั้งชาวต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลด้วยการหาเงินงบประมาณจากเงินที่พ่อค้าประชาชนในจังหวัดร่วมกันบริจาคโดยไม่พึ่งงบประมาณจากทางราชการเลยจนสร้างโรงพยาบาลสำเร็จ สามารถเปิดดำเนินการได้ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2480 และได้ย้าย นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลในสังกัดกรมสาธารณสุขที่สร้างเพื่ออวดธงแห่งนี้[[#_ftn11|[11]]] ในด้านบุคลากรด้านการแพทย์และการสาธารณสุขก็ได้ตอบรับกับนโยบายของรัฐบาลกันอย่างเต็มกำลังในขบวนการขยายการบริการทางการแพทย์ไปสู่ชนบทของประเทศครั้งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่ที่น่าสนใจคือหลัง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่สอง]] หนังสือ ลงวันที่ 30 เมษายน 2489 ก็ยังมีการอ้างถึงโครงการสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัด แต่เปลี่ยนชื่อเป็น &#039;&#039;&#039;“การบูรณะการพยาบาล”&#039;&#039;&#039; เพราะมีเรื่องการปรับปรุงโรงพยาบาลที่เสียหายพร้อมกันด้วย โดยสรุปว่าขณะนั้นยังมีจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลอีก 37 จังหวัด จึงควรสร้างโรงพยาบาลขนาดกลางที่รับผู้ป่วยได้ 50 เตียง เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยมีงบประมาณต่อแห่ง จำนวน 1,790,448 บาท งบประมาณทั้งสิ้น 66,246,576 บาท รวมทั้งบูรณะและสร้างโรงพยาบาลเฉพาะในต่างจังหวัดตามความจำเป็นเพราะงบประมาณจำกัด ตามแผนจะสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกจังหวัดในเวลา 4 ปี และสร้างตามความพร้อมของแต่ละจังหวัด โดยยังให้ยึดหลักการ &#039;&#039;&#039;“เริ่มจากชายเขตต์แดนเข้ามาหาศูนย์กลางของประเทศ เพราะเกี่ยวแก่ prestige ของชาติ”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn12|[12]]] อยู่เช่นเดิม ซึ่งก็คือยังจะสร้างตามชายแดนเป็นการอวดธงกับเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชหลังสงครามกันอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบำราศนราดูร. 2500. “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข.” ใน&amp;amp;nbsp;อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500. พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ. 2528. บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475). วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข&amp;amp;nbsp; โสภณสิริ. 2537. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวประวัติ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;เชิงอรรถ&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2540, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475, กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ, น. 292.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] กรุณาดูรายละเอียดในนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด ใน&amp;amp;nbsp;ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์, ผู้รวบรวม, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (กรุงเทพฯ: รัฐกิจเสรี, 2520). และ รอง ศยามานนท์, ประวัติศาสตร์ไทยในระบอบรัฐธรรมนูญ (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2520), หน้า 73. &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] พระบำราศนราดูร, 2500, “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข,” ใน&amp;amp;nbsp;อนุสรณ์ กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500, พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข, หน้า 43.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] เพ็ญศรี&amp;amp;nbsp; กวีวงศ์ประเสริฐ, 2528, บทบาทของรัฐต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน (พ.ศ. 2325-หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475), วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,&amp;amp;nbsp;น.179.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] เพิ่งอ้าง, หน้า 181. และดูรายละเอียดในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยาพหลในวันที่ 22 กันยายน 2477&amp;amp;nbsp;ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยข้อ 6 ที่ว่าด้วยการสาธารณสุข ใน ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์, ผู้รวบรวม, 2520, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี, กรุงเทพฯ: รัฐกิจเสรี,&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]]สจช. (สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ), (2) ศธ. 26/891. คณะรัฐมนตรีตั้งกรรมการพิจารณาการสาธารณสุขและการแพทย์ (21 ก.ค. - 20 ต.ค. 2477).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] พระบำราศนราดูร, “ประวัติกระทรวงสาธารณสุข,” ใน&amp;amp;nbsp; อนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 15 ปี พ.ศ. 2485-2500 (พระนคร: กระทรวงสาธารณสุข, 2500), หน้า 44.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]]สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]]&amp;amp;nbsp;สันติสุข โสภณสิริ, 2549, เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว, นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.), น. 66-67.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เรื่องเดียวกัน, น. 66-84.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] สจช., เอกสารสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ม (2) สร 0201/211 เรื่อง โครงการสร้างโรงพยาบาลหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:นโยบายของรัฐ]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16002</id>
		<title>นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16002"/>
		<updated>2024-06-21T09:39:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และวรัญญา เพ็ชรคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว&#039;&#039;&#039; เป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่สำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ท่านเริ่มชีวิตการเป็นแพทย์ด้วยการรับราชการหัวเมืองก่อนการตั้งกระทรวงสาธารณสุขหลายปี ด้วยประสบการณ์ยาวนานถึง 16 ปี ในฐานะแพทย์ชนบท ทำให้ท่านสามารถเห็นปัญหาต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศ และท่านได้นำประสบการณ์จากการทำงานเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานของท่านในฐานะผู้บริหารทางการเมืองระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขในเวลาต่อมา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการสาธารณสุขของไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;วัยเด็ก&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม พริ้มพวงแก้ว ถือกำเนิด เมื่อวันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านแถว ๆ&amp;amp;nbsp;ถนนรองเมือง ซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ทั้งหมด 5 คน บิดาชื่อนายโสม มารดาชื่อนางจ้อย เมื่อแรกเกิดได้รับการตั้งชื่อให้ว่า &#039;&#039;&#039;“เกษม”&#039;&#039;&#039; เพื่อเป็นเคล็ดแก้ความเป็นเด็กขึ้โรค แต่ต่อมามารดาได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;“เสม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมาจากคำว่า &#039;&#039;&#039;“เสมา”&#039;&#039;&#039; (เส-มา)&amp;amp;nbsp;อันหมายถึงเครื่องหมายบอกเขตแดนอุโบสถ เพื่อความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ในเวลาประกอบสังฆกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; บิดาเป็นคนไทยในสายสกุลบางช้าง ชาวสมุทรสงคราม รับราชการเป็นเสมียนตราฝ่ายมหาดไทย&amp;amp;nbsp;แต่เมื่อนายแพทย์เสมอายุเพียง 8 เดือน บิดาได้เสียชีวิตลงเพราะไข้พิษสุนัขบ้า จึงอยู่ในความดูแลของมารดาตั้งแต่เล็ก ๆ เชื้อแถวทางฝ่ายมารดาเท่าที่ปรากฏหลักฐาน สืบไปถึงบรรพบุรุษชื่อ &#039;&#039;&#039;“ขรัวยายมา”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของมารดา ขรัวยายมาแต่งงานกับคนในราชนิกูลสกุลบุนนาค เมื่อสามีเสียชีวิตเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว ก็ได้รับการชักนำให้เข้ามาเป็นข้าหลวงในวังทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 สอนรำละคร สอนสวดมนต์ และหุงข้าว มารดาจึงได้เป็นข้าหลวงในวังตามขรัวยายมา&amp;amp;nbsp;เมื่อมารดาแต่งงาน ก็ออกจากวังหลวงมาอยู่บ้านที่ถนนรองเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบครัวใหญ่ฝ่ายมารดา[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระดับปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียนนายแพทย์เสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอดเมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ นายแพทย์เสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยท่านได้เข้าศึกษาในหลักสูตรแพทย์ปริญญาตามมาตรฐานสากลของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลออร์ (เริ่มมาตั้งแต่ปี 2466) นักศึกษาที่สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ตามหลักสูตรใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 8 มีจำนวนทั้งหมด 141 คน โดยนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นรุ่นที่ 8 มีนักศึกษาจบการศึกษาในรุ่นเดียวกันนี้ 27 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ช่วงการศึกษาแพทยศาสตร์อยู่นั้น ประเทศไทยเกิด[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง_24_มิถุนายน_2475|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]]&amp;amp;nbsp;ฐานะครอบครัวของนายแพทย์เสมเริ่มประสบความลำบากเพราะครอบครัวมารดาของท่านต้องพึ่งพาเจ้านาย เมื่อเจ้านายได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของท่านจึงได้รับความเดือดร้อนไปด้วย มารดาของท่านจึงถูกดุลออกจากวัง เป็นข้าหลวงเรือนนอกทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง นายแพทย์เสมเกือบจะต้องออกจากการเรียนกลางคัน ท่านจึงดิ้นรนขวนขวายเรียนต่อด้วยทุนรอนอันมีจำกัดของมารดาและเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักศึกษาแพทย์เดือนละ 15 บาท จนในที่สุดท่านจบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้วและในระหว่างการทำงานเป็นแพทย์ในชนบท ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์&amp;amp;nbsp;และเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในชนบทอีกด้วย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการทำงาน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยค่านิยมของบัณฑิตแพทย์ในเวลานั้น ส่วนใหญ่เข้ารับราชการในกระทรวงทบวงกรมที่มีหน่วยงานแพทย์ ได้แก่ กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมแพทย์ทหารเรือ นายแพทย์เสม ได้เข้ารับราชการในกรมสาธารณสุข สังกัดกองสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2478 ขณะนั้น [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี คนที่ 3 นับตั้งแต่กรมนี้สถาปานาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2461&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยนั้น เมื่อเข้ารับราชการด้านการแพทย์ในกรมสาธารณสุขแล้ว มีทางเลือก 2 ทาง คือ เลือกประจำในกรุงเทพฯ หรือไปเป็นแพทย์ในชนบท นายแพทย์เสมเลือกไปเป็นแพทย์ชนบท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กสมัยท่านเล็ก ๆ มารดาเคยรับใช้อยู่ในวังสระปทุม ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาประทับอยู่ ได้เห็นพระองค์ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์แจกจ่ายช่วยเหลือสงเคราะห์แก่ชาวบ้านเวลาเดือดร้อน คุณแม่ของท่านยังเป็นคนสนใจธรรมะ ใจบุญสุนทาน อบรมให้เป็นผู้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ตรงข้ามบ้านของท่านที่อยู่ถนนรองเมืองซึ่งเป็นบ้านของปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นชาวบ้านทุกข์ยากมาร้องเรียนกันบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของพวกรุ่นพี่ รุ่นที่ 1 ที่ไปทำงานอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานแรกของนายแพทย์เสมได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยงานแรก คือ ไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ[[#_ftn6|[6]]] ขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ตอนไปถึงได้ไปแจ้งกับนายอำเภอว่า ทางกรมสาธารณสุขให้มาตั้งโรงพยาบาลเอกเทศเพื่อป้องกันอหิวาต์ นายอำเภอยังไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลเอกเทศหมายถึงอะไร ก็ได้ยกศาลาวัดที่อยู่ปากคลองอัมพวันให้เป็นที่ปฏิบัติงาน ระยะแรกชาวบ้านยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่รู้ว่าโรคอหิวาสามารถรักษาได้ ไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเลยแม้แต่คนเดียว อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้ชื่อนายผ่องถูกหามเข้ามารักษาเป็นคนแรก ท่านได้ให้น้ำเกลือจนมีอาการดีขึ้น ปรากฏว่านายผ่องเป็นหัวหน้านักเลงในอำเภออัมพวาและช่วยไปบอกเล่าเรื่องการรักษาของตนให้กับชาวบ้านคนอื่น ๆ ทราบ คนอื่น ๆ จึงกล้ามารักษา ทำให้สามารถคุมสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์เอาไว้ได้[[#_ftn7|[7]]] อีกทั้งในระหว่างการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนมาก น้ำเกลือที่รับมาจากตัวจังหวัดไม่เพียงพอ คนไข้แต่ละรายใช้น้ำเกลือ 3-4 ลิตร นายแพทย์เสมจึงคิดทำน้ำเกลือขึ้นใช้เอง โดยท่านได้ความคิดมาจากพวกต้มเหล้าเถื่อน เนื่องจากตามหัวบ้านหัวเมืองแต่ก่อนมีการต้มเหล้าเถื่อนกันมาก เครื่องต้มเหล้าของพวกเขาก็คือเครื่องกลั่นแอลกอฮอล์นี่เอง ท่านได้เอาเครื่องกลั่นเหล้าเถื่อนมากลั่นน้ำกลั่น เอาน้ำฝนมากลั่นเป็นน้ำบริสุทธิ์ ผสมกับเกลือ น้ำตาล เป็น Hypertonic Saline ให้คนป่วย ผสมกันบนศาลาวัด ไม่มีห้องแล็บใด ๆ&amp;amp;nbsp;แต่ก็ได้ผลที่ดีสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ได้[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2479 นายแพทย์เสมย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท การทำงานที่นี่นายแพทย์เสมต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในโรงพยาบาล คือ เป็นทั้งแพทย์และพยาบาลไปพร้อม ๆ กัน จะมาทำหน้าที่แพทย์เฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเจ็บป่วยของชาวบ้านในท้องถิ่น จากการที่ท่านได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์ ไว้ก่อนนี้ ก็ได้นำวิชามาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการฝึกเป็นหมอศัลยกรรมและหมอสูตินารีด้วย เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือคนป่วยได้อย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นายแพทย์เสมได้เริ่มผลิต&#039;&#039;&#039;“ผู้ช่วย”&#039;&#039;&#039; เข้ามาทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ด้วยการนำลูกหลานของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในละแวกโรงพยาบาลมาฝึกหัดให้ช่วยงานด้านต่าง ๆ ในโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษามาด้วยอาการเพียบหนักแล้ว ทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยสูง ท่านพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการคิดประดิษฐ์เครื่องมือช่วยชีวิตจากวัสดุง่าย ๆ เช่น ประดิษฐ์เครื่องมือระบายเลือดออกจากปอดด้วยเข็ม Trocar เพื่อช่วยคนไข้ที่ถูกยิงที่ปอดจนมีเลือดคั่งในปอดมากและหายใจไม่ได้[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้ง “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:small;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn10|[10]]]&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การจัดตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2480 เป็นการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดตามเขตชายแดนอีกแห่งหนึ่งตามนโยบาย &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn11|[11]]] ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งสร้างโรงพยาบาลในภาคอีสานของไทย พระพนมนครานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ตอบรับนโยบายของรัฐบาล โดยเหตุที่ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อน จึงรู้จักคหบดี พ่อค้า และประชาชน รวมทั้งชาวต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ อเมริกัน และฝรั่งเศส ที่มาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ จึงได้ดำริจะสร้างโรงพยาบาลด้วยเงินบริจาคของคนในจังหวัด โดยไม่ของบประมาณจากรัฐบาลเลย ซึ่งการสร้างโรงพยาบาลเชียงรายตรงกับช่วงที่นายแพทย์เสมย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลเชียงรายพอดี การทำงานที่นี่นับเป็นช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงาน ท่านได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัด คือ&amp;lt;br/&amp;gt; พระพนมนครานุรักษ์ และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัด คือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานรุ่นบุกเบิก และพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งใช้เวลามากกว่า&amp;amp;nbsp;10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพราะสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื่องจากเชียงรายเมื่อ 70 ปี ก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 นายแพทย์เสมต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้นท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสมควร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ทำหน้าที่เป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ตำบลธารทอง อำเภอพาน ด้วยที่ดิน 1,000 ไร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอก ซึ่งเป็นกันถึง ร้อยละ 50 ของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการป้องกันโรคคอพอกในจังหวัดเชียงราย โดยการให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก ทำการสำรวจไอโอดีนในน้ำ ผัก และอาหาร และสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขในหมู่บ้านเพื่อการให้ไอโอดีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างเจ้าหน้าที่เสนารักษ์จากกองทัพให้เป็นผู้ช่วยในการผสมยาต่าง ๆ เพราะไม่มีเภสัชกร รวมทั้งสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องผ่าตัด และในการเป็นผู้ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างตึก พนม นครานุรักษ์ สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธแยกจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการให้บริการทางทันตกรรมในชนบทแก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ชักชวนคหบดีในตลาดบริจาคเงินสร้างตึกผ่าตัดโดยเฉพาะ รวมทั้งบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกัน&amp;amp;nbsp;ที่ให้ทุนสร้างอาคารผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาด้วยเงินทุนของโรงพยาบาลและได้ขอให้เทศบาลเมืองเชียงรายสนับสนุนสร้างอาคารครัว โรงซักฟอก และสถานที่เก็บศพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2493 ได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ได้จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของ และอำเภอพะเยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กิจกรรมทางการแพทย์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn12|[12]]]&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากการปฏิบัติราชการยามปกติแล้ว ในช่วงสงครามอินโดจีน นายแพทย์เสมได้ร่วมทำงานในช่วงสงครามอินโดจีน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ปฏิบัติการสงครามเรียกร้องดินแดนคืน พ.ศ. 2483 มีการทดลองใช้น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึกระหว่าง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - มีการศึกษาต้นกาสามปีก (Vitex peduncularis) ในการรักษาโรคไข้จับสั่นในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การศึกษาต้นโมกหลวง (Holarrhena pubescens) ในการรักษาโรคบิดมีตัว (amoebic dysentery) ในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมควินินไฮโดรคลอไรด์รักษาไข้จับสั่นขึ้นสมอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมมอร์ฟีน (morphine) ใช้ในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่นายแพทย์เสมปฏิบัติงานอยู่ที่เชียงรายเป็นระยะเวลาถึง 14 ปี ท่านเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่าง ๆ ทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพทย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ย้ายเข้ากรุงเทพฯ: การปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2494-2500 กรมการแพทย์ ได้เสนอให้เร่งสร้างโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก และวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโอกาสได้รับบริการทั่วหน้าได้ และในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาเห็นว่า ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบริหารโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้หญิงและเด็กที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของประชากรไทย ที่มองเห็นว่าชาติจะเข้มแข็งได้ สุขภาพของประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และการอนามัยแม่และเด็กจะต้องดี ท่านมีบทบาทในการพัฒนาโรงพยาบาลหญิงแห่งนี้จนสามารถขยายจาก 75 เตียง เป็น 165 เตียง ในระยะเพียง 6 เดือน และพัฒนางานในด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับและนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ของรัฐ ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่ สามารถขยายบริการการรักษาพยาบาลได้รวดเร็ว[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระยะเวลาเพียง 6 ปี โรงพยาบาลหญิงในความรับผิดชอบของนายแพทย์เสมสามารถขยายแผนกได้ถึง 24 แผนก ทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่อื่น ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีแผนกพิเศษหลายแผนกที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโรงพยาบาลหญิง ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับการขยายบริการให้แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;แผนกโรคเด็ก&#039;&#039;&#039; ในปี พ.ศ. 2496 รัฐบาลดำริเห็นว่าผู้ป่วยเด็กมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ควรแยกผู้ป่วยเด็กจากผู้ป่วยสตรี เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น จึงได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลเด็กทางด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลหญิง โดยอยู่ภายใต้การบริหารดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ในปีแรกที่เปิดดำเนินการ คนไข้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2 เท่าของคนไข้เด็กที่เคยรักษาแต่เดิม ในวันหนึ่ง ๆ&amp;amp;nbsp;จะมีเด็กมารักการรักษาประมาณ 400 คน แต่ในเวลาที่มีโรคระบาด เด็กจะป่วยเพิ่มมากขึ้น 600-700 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 โรงพยาบาลเด็กได้ปรับปรุงขยายกิจการ ออกไปเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยจนถึงอายุ&amp;amp;nbsp;15 ปี ทั้งชายและหญิง[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การผลิตพยาบาลไปอยู่ประจำตามโรงพยาบาลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039; แนวคิดสำคัญจากนายแพทย์เสมประการหนึ่งที่นำมาใช้ในการผลิตพยาบาลคือ ก็คือท่านมีความคิดว่า แทนที่จะเปิดสอบรับคนเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วกระจายส่งไปตามแบบที่ ก.พ. ใช้แบบในปัจจุบัน สมัยนั้นใช้วิธีเลือก &#039;&#039;&#039;“เยาวชนสตรี”&#039;&#039;&#039; จากแต่ละจังหวัดเข้ามาเรียนแล้วส่งกลับไปทำงานในจังหวัดภูมิลำเนา ทำให้ไม่ต้องห่างไกลจากพ่อแม่พี่น้อง ประหยัดค่างบประมาณค่าเช่าบ้านได้มากมาย ที่สำคัญยังช่วยให้ไม่มีปัญหา &#039;&#039;&#039;“ขาดแคลนพยาบาลในชนบท”&#039;&#039;&#039; อย่างที่เกิดกับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น ๆ มาจนทุกวันนี้[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การตั้งแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลือง &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมมีความสนใจในเรื่องถ่ายเลือดเป็นพิเศษ&amp;amp;nbsp;ในคราวที่ได้ไปศึกษาดูงานการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้ศึกษาเรื่องการถ่ายเลือด (Transfusion) ด้วย&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังใหม่มากสำหรับวงการแพทย์ของไทยเวลานั้น เมื่อโรงพยาบาลหญิงเริ่มเปิดเป็นทางการในปี 2494 ท่านได้ทำการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย จำนวน 183 ราย อย่างได้ผลดี ในปีต่อ ๆ มามีผู้ป่วยรับการถ่ายเลือกจากโรงพยาบาลหญิงเพิ่มขึ้นจำนวนหลายเท่าตัว ดังนั้นในปี 2500 จึงได้เปิดแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลืองขึ้น เพื่อบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเลือดและน้ำเหลืองไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในภูมิภาคของกรมการแพทย์ด้วย[[#_ftn16|[16]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกพัสดุและซักฟอก &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมได้พัฒนาให้มีโรงซักฟอกและโรงครัวแบบทันสมัยที่สุดด้วยเครื่องจักรกลและระบบไอน้ำซึ่งไม่มีโรงพยาบาลใดในกรุงเทพฯ เคยมีเครื่องจักรกลชนิดนี้มาก่อน[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกทะเบียนและสถิติ &#039;&#039;&#039;เป็นงานแขนงหนึ่งของโรงพยาบาลหญิงที่ได้ปรับปรุงก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา นายแพทย์เสมได้ติดต่อขอผู้เชี่ยวชาญทางสถิติจากองค์การอนามัยโลกทำให้การประมวลสถิติการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงจากรายงานคนไข้ตลอดจนการเก็บบันทึกและรวบรวมรายงานมีหลักเกณฑ์ได้มาตรฐานองค์การอนามัยโลก นับเป็นงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นายแพทย์เสมได้บุกเบิกไว้ให้แก่โรงพยาบาลของรัฐ[[#_ftn18|[18]]] ดัง นายแพทย์ วิชัย โชควิวัฒน ได้กล่าวชมท่านไว้ว่า ระบบสถิติที่โรงพยาบาลหญิงเป็นระบบที่เยี่ยม เพราะอาจารย์เสมไปวางระบบไว้ มีโรงพยาบาลอื่น ๆ ไปดูงานกันเยอะ[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมมีความคิดริเริ่มในการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ท่านมีความดำริว่า การแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ ที่จะช่วยทำการตรวจสอบทางห้องทดลอง ท่านจึงทำเรื่องเสนอกรมการแพทย์ เพื่อขอความเห็นชอบในการเจรจากับทางยูซอมให้ส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วย นั่นก็คือ นายแพทย์พริตชาร์ด&amp;amp;nbsp;(Prof. Pritchard) เพื่อมาช่วยบุกเบิกงานทางด้านเทคนิคการแพทย์ขึ้นในเมืองไทย เวลานั้นยังเป็นในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2497 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ยังสังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ภายหลังกลายเป็นคณะเทคนิคการแพทย์ มี นายแพทย์วีกูล&amp;amp;nbsp;วีรานุวัตร เป็นคณบดีคนแรก โดยมี ศาสตราจารย์พริตชาร์ด เป็นผู้ช่วยสำคัญ และเปิดสอนวิชาเทคนิคการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2497[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย (Thalasemia)&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดง เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบกันมากในหมู่ชาวอีกสาน เกี่ยวกับการศึกษาโรคนี้ กล่าวกันว่า นายแพทย์เสมเป็นบุคคลแรก ๆ ในวงการแพทย์สาธารณสุขของไทยที่สนใจเรื่องโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี แพทย์รางวัลแมกไซไซ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ทำวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย ได้ให้เกียรติและกล่าวถึงนายแพทย์เสมไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “การวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย แต่ก่อนไม่ค่อยมีใครทำ ตอนหลังที่ทำกันมาก มีประวัติเชื่อมโยงกับอาจารย์เสม ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า ตอนอยู่เชียงรายมีคนม้ามโตเยอะ ไม่รู้เป็นโรคอะไร จึงติดต่อให้ทางยูซอม ให้ส่งแพทย์ผู้มีชื่อเสียงชื่อ วินโทรบ (Winthrobe) แต่วินโทรบไม่มา จึงส่งมิสมินนิค (Miss Minnic) จากเซ็นหลุยมาแทน เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวิจัยธาลัสซีเมีย โดยร่วมกับอาจารย์ภาควิชาโลหิตวิทยาที่ศิริราช 2 ท่าน คือ อาจารย์สุภา ณ นคร และ อาจารย์สุดสาคร ตู้จินดา เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเรียนจบแพทย์ งานวิจัยเรื่องนี้ได้พัฒนาไปใหญ่โต อาจารย์เสมท่านเป็นคนรอบรู้ ท่านยังรู้เรื่องการถ่ายเลือด”&#039;&#039;[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัว&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยผลกระทบทางการเมืองบางประการ นายแพทย์เสมได้ลาออกจากราชการก่อนการเกษียณ 8 ปี ออกมาทำงานส่วนตัวเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ &#039;&#039;&#039;“บริษัทดีไซน์ 103”&#039;&#039;&#039; ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา และการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;งานการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาลของ นาย[[สัญญา_ธรรมศักดิ์|สัญญา_ธรรมศักดิ์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของ[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ|สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] มีการจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลของ พลเอก[[เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์|เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์]] เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของ พลเอก[[เปรม_ติณสูลานนท์|เปรม_ติณสูลานนท์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกวุฒิสภา&amp;amp;nbsp;เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย&amp;amp;nbsp;สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการผลักดันให้มีการสร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ&amp;amp;nbsp;จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ &#039;&#039;&#039;“สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Health for all by the year 2000)&#039;&#039;&#039; สนับสนุนหลัก 10 ประการ ของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 และมีการจัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เกียรติคุณ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายแพทย์เสม ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
*สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &lt;br /&gt;
*สังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) &lt;br /&gt;
*มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) &lt;br /&gt;
*ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) &lt;br /&gt;
*เหรียญชัยสมรภูมิ &lt;br /&gt;
*เหรียญจักรพรรดิมาลา &lt;br /&gt;
*เหรียญอาสากาชาดชั้นที่ 1 &lt;br /&gt;
*เหรียญราชวัลลภ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รางวัลต่าง ๆ[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2526 - พ่อตัวอย่าง &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2532 - เหรียญ Health for All จาก W.H.O. &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - โล่ Asia Pacific Consortium as Physician Teacher Innovator &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - บุคคลดีเด่นแห่งชาติด้านพัฒนาสังคม &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2535 - บุคคลดีเด่นด้านสาธารณสุข และสมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2540 - รางวัลประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” จาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2551 - รางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2553 - รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง จากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมสมรสกับนางแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว (นามสกุลเดิม ปิยะเกศิน) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2480 พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 2 คน&amp;amp;nbsp;หนึ่งในนั้น คือ นายชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยาม เจ้าของผู้ก่อตั้ง บริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง โดยนางแฉล้มถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ถึงแก่อนิจกรรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554&amp;amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลราชวิถี สิริอายุรวม 100 ปี 1 เดือน 8 วัน จากการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะช็อก และไตวาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 12-13.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 28-29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 33.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] โรงพยาบาลเอกเทศเป็นชื่อราชการ หมายถึง โรงพยาบาลที่ทำทุกอย่างด้วยตนเองหมด หมอคนเดียว ไม่มีพยาบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 18-19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 20-21.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 22-25.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 26-28. และ สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 66-69.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เป็นนโยบายในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (ระหว่าง พ.ศ. 2476-2481) มีนโยบายให้กรมสาธารณสุขทำโครงสร้างโรงพยาบาลให้มีขึ้นทั่วทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า “อวดธง” เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 35. และ วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 116-117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[19] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 63.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16001</id>
		<title>นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16001"/>
		<updated>2024-06-21T09:38:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และวรัญญา เพ็ชรคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว&#039;&#039;&#039; เป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่สำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ท่านเริ่มชีวิตการเป็นแพทย์ด้วยการรับราชการหัวเมืองก่อนการตั้งกระทรวงสาธารณสุขหลายปี ด้วยประสบการณ์ยาวนานถึง 16 ปี ในฐานะแพทย์ชนบท ทำให้ท่านสามารถเห็นปัญหาต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศ และท่านได้นำประสบการณ์จากการทำงานเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานของท่านในฐานะผู้บริหารทางการเมืองระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขในเวลาต่อมา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการสาธารณสุขของไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;วัยเด็ก&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม พริ้มพวงแก้ว ถือกำเนิด เมื่อวันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านแถว ๆ&amp;amp;nbsp;ถนนรองเมือง ซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ทั้งหมด 5 คน บิดาชื่อนายโสม มารดาชื่อนางจ้อย เมื่อแรกเกิดได้รับการตั้งชื่อให้ว่า &#039;&#039;&#039;“เกษม”&#039;&#039;&#039; เพื่อเป็นเคล็ดแก้ความเป็นเด็กขึ้โรค แต่ต่อมามารดาได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;“เสม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมาจากคำว่า &#039;&#039;&#039;“เสมา”&#039;&#039;&#039; (เส-มา)&amp;amp;nbsp;อันหมายถึงเครื่องหมายบอกเขตแดนอุโบสถ เพื่อความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ในเวลาประกอบสังฆกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; บิดาเป็นคนไทยในสายสกุลบางช้าง ชาวสมุทรสงคราม รับราชการเป็นเสมียนตราฝ่ายมหาดไทย&amp;amp;nbsp;แต่เมื่อนายแพทย์เสมอายุเพียง 8 เดือน บิดาได้เสียชีวิตลงเพราะไข้พิษสุนัขบ้า จึงอยู่ในความดูแลของมารดาตั้งแต่เล็ก ๆ เชื้อแถวทางฝ่ายมารดาเท่าที่ปรากฏหลักฐาน สืบไปถึงบรรพบุรุษชื่อ &#039;&#039;&#039;“ขรัวยายมา”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของมารดา ขรัวยายมาแต่งงานกับคนในราชนิกูลสกุลบุนนาค เมื่อสามีเสียชีวิตเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว ก็ได้รับการชักนำให้เข้ามาเป็นข้าหลวงในวังทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 สอนรำละคร สอนสวดมนต์ และหุงข้าว มารดาจึงได้เป็นข้าหลวงในวังตามขรัวยายมา&amp;amp;nbsp;เมื่อมารดาแต่งงาน ก็ออกจากวังหลวงมาอยู่บ้านที่ถนนรองเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบครัวใหญ่ฝ่ายมารดา[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระดับปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียนนายแพทย์เสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอดเมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ นายแพทย์เสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยท่านได้เข้าศึกษาในหลักสูตรแพทย์ปริญญาตามมาตรฐานสากลของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลออร์ (เริ่มมาตั้งแต่ปี 2466) นักศึกษาที่สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ตามหลักสูตรใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 8 มีจำนวนทั้งหมด 141 คน โดยนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นรุ่นที่ 8 มีนักศึกษาจบการศึกษาในรุ่นเดียวกันนี้ 27 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ช่วงการศึกษาแพทยศาสตร์อยู่นั้น ประเทศไทยเกิด[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง_24_มิถุนายน_2475|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]]&amp;amp;nbsp;ฐานะครอบครัวของนายแพทย์เสมเริ่มประสบความลำบากเพราะครอบครัวมารดาของท่านต้องพึ่งพาเจ้านาย เมื่อเจ้านายได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของท่านจึงได้รับความเดือดร้อนไปด้วย มารดาของท่านจึงถูกดุลออกจากวัง เป็นข้าหลวงเรือนนอกทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง นายแพทย์เสมเกือบจะต้องออกจากการเรียนกลางคัน ท่านจึงดิ้นรนขวนขวายเรียนต่อด้วยทุนรอนอันมีจำกัดของมารดาและเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักศึกษาแพทย์เดือนละ 15 บาท จนในที่สุดท่านจบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้วและในระหว่างการทำงานเป็นแพทย์ในชนบท ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์&amp;amp;nbsp;และเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในชนบทอีกด้วย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการทำงาน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยค่านิยมของบัณฑิตแพทย์ในเวลานั้น ส่วนใหญ่เข้ารับราชการในกระทรวงทบวงกรมที่มีหน่วยงานแพทย์ ได้แก่ กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมแพทย์ทหารเรือ นายแพทย์เสม ได้เข้ารับราชการในกรมสาธารณสุข สังกัดกองสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2478 ขณะนั้น [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี คนที่ 3 นับตั้งแต่กรมนี้สถาปานาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2461&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยนั้น เมื่อเข้ารับราชการด้านการแพทย์ในกรมสาธารณสุขแล้ว มีทางเลือก 2 ทาง คือ เลือกประจำในกรุงเทพฯ หรือไปเป็นแพทย์ในชนบท นายแพทย์เสมเลือกไปเป็นแพทย์ชนบท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กสมัยท่านเล็ก ๆ มารดาเคยรับใช้อยู่ในวังสระปทุม ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาประทับอยู่ ได้เห็นพระองค์ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์แจกจ่ายช่วยเหลือสงเคราะห์แก่ชาวบ้านเวลาเดือดร้อน คุณแม่ของท่านยังเป็นคนสนใจธรรมะ ใจบุญสุนทาน อบรมให้เป็นผู้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ตรงข้ามบ้านของท่านที่อยู่ถนนรองเมืองซึ่งเป็นบ้านของปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นชาวบ้านทุกข์ยากมาร้องเรียนกันบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของพวกรุ่นพี่ รุ่นที่ 1 ที่ไปทำงานอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานแรกของนายแพทย์เสมได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยงานแรก คือ ไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ[[#_ftn6|[6]]] ขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ตอนไปถึงได้ไปแจ้งกับนายอำเภอว่า ทางกรมสาธารณสุขให้มาตั้งโรงพยาบาลเอกเทศเพื่อป้องกันอหิวาต์ นายอำเภอยังไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลเอกเทศหมายถึงอะไร ก็ได้ยกศาลาวัดที่อยู่ปากคลองอัมพวันให้เป็นที่ปฏิบัติงาน ระยะแรกชาวบ้านยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่รู้ว่าโรคอหิวาสามารถรักษาได้ ไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเลยแม้แต่คนเดียว อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้ชื่อนายผ่องถูกหามเข้ามารักษาเป็นคนแรก ท่านได้ให้น้ำเกลือจนมีอาการดีขึ้น ปรากฏว่านายผ่องเป็นหัวหน้านักเลงในอำเภออัมพวาและช่วยไปบอกเล่าเรื่องการรักษาของตนให้กับชาวบ้านคนอื่น ๆ ทราบ คนอื่น ๆ จึงกล้ามารักษา ทำให้สามารถคุมสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์เอาไว้ได้[[#_ftn7|[7]]] อีกทั้งในระหว่างการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนมาก น้ำเกลือที่รับมาจากตัวจังหวัดไม่เพียงพอ คนไข้แต่ละรายใช้น้ำเกลือ 3-4 ลิตร นายแพทย์เสมจึงคิดทำน้ำเกลือขึ้นใช้เอง โดยท่านได้ความคิดมาจากพวกต้มเหล้าเถื่อน เนื่องจากตามหัวบ้านหัวเมืองแต่ก่อนมีการต้มเหล้าเถื่อนกันมาก เครื่องต้มเหล้าของพวกเขาก็คือเครื่องกลั่นแอลกอฮอล์นี่เอง ท่านได้เอาเครื่องกลั่นเหล้าเถื่อนมากลั่นน้ำกลั่น เอาน้ำฝนมากลั่นเป็นน้ำบริสุทธิ์ ผสมกับเกลือ น้ำตาล เป็น Hypertonic Saline ให้คนป่วย ผสมกันบนศาลาวัด ไม่มีห้องแล็บใด ๆ&amp;amp;nbsp;แต่ก็ได้ผลที่ดีสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ได้[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2479 นายแพทย์เสมย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท การทำงานที่นี่นายแพทย์เสมต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในโรงพยาบาล คือ เป็นทั้งแพทย์และพยาบาลไปพร้อม ๆ กัน จะมาทำหน้าที่แพทย์เฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเจ็บป่วยของชาวบ้านในท้องถิ่น จากการที่ท่านได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์ ไว้ก่อนนี้ ก็ได้นำวิชามาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการฝึกเป็นหมอศัลยกรรมและหมอสูตินารีด้วย เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือคนป่วยได้อย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นายแพทย์เสมได้เริ่มผลิต&#039;&#039;&#039;“ผู้ช่วย”&#039;&#039;&#039; เข้ามาทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ด้วยการนำลูกหลานของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในละแวกโรงพยาบาลมาฝึกหัดให้ช่วยงานด้านต่าง ๆ ในโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษามาด้วยอาการเพียบหนักแล้ว ทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยสูง ท่านพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการคิดประดิษฐ์เครื่องมือช่วยชีวิตจากวัสดุง่าย ๆ เช่น ประดิษฐ์เครื่องมือระบายเลือดออกจากปอดด้วยเข็ม Trocar เพื่อช่วยคนไข้ที่ถูกยิงที่ปอดจนมีเลือดคั่งในปอดมากและหายใจไม่ได้[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้ง “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:small;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn10|[10]]]&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การจัดตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2480 เป็นการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดตามเขตชายแดนอีกแห่งหนึ่งตามนโยบาย &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn11|[11]]] ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งสร้างโรงพยาบาลในภาคอีสานของไทย พระพนมนครานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ตอบรับนโยบายของรัฐบาล โดยเหตุที่ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อน จึงรู้จักคหบดี พ่อค้า และประชาชน รวมทั้งชาวต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ อเมริกัน และฝรั่งเศส ที่มาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ จึงได้ดำริจะสร้างโรงพยาบาลด้วยเงินบริจาคของคนในจังหวัด โดยไม่ของบประมาณจากรัฐบาลเลย ซึ่งการสร้างโรงพยาบาลเชียงรายตรงกับช่วงที่นายแพทย์เสมย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลเชียงรายพอดี การทำงานที่นี่นับเป็นช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงาน ท่านได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัด คือ&amp;lt;br/&amp;gt; พระพนมนครานุรักษ์ และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัด คือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานรุ่นบุกเบิก และพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งใช้เวลามากกว่า&amp;amp;nbsp;10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพราะสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื่องจากเชียงรายเมื่อ 70 ปี ก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 นายแพทย์เสมต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้นท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสมควร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ทำหน้าที่เป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ตำบลธารทอง อำเภอพาน ด้วยที่ดิน 1,000 ไร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอก ซึ่งเป็นกันถึง ร้อยละ 50 ของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการป้องกันโรคคอพอกในจังหวัดเชียงราย โดยการให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก ทำการสำรวจไอโอดีนในน้ำ ผัก และอาหาร และสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขในหมู่บ้านเพื่อการให้ไอโอดีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างเจ้าหน้าที่เสนารักษ์จากกองทัพให้เป็นผู้ช่วยในการผสมยาต่าง ๆ เพราะไม่มีเภสัชกร รวมทั้งสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องผ่าตัด และในการเป็นผู้ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างตึก พนม นครานุรักษ์ สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธแยกจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการให้บริการทางทันตกรรมในชนบทแก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ชักชวนคหบดีในตลาดบริจาคเงินสร้างตึกผ่าตัดโดยเฉพาะ รวมทั้งบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกัน&amp;amp;nbsp;ที่ให้ทุนสร้างอาคารผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาด้วยเงินทุนของโรงพยาบาลและได้ขอให้เทศบาลเมืองเชียงรายสนับสนุนสร้างอาคารครัว โรงซักฟอก และสถานที่เก็บศพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2493 ได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ได้จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของ และอำเภอพะเยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กิจกรรมทางการแพทย์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn12|[12]]]&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากการปฏิบัติราชการยามปกติแล้ว ในช่วงสงครามอินโดจีน นายแพทย์เสมได้ร่วมทำงานในช่วงสงครามอินโดจีน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ปฏิบัติการสงครามเรียกร้องดินแดนคืน พ.ศ. 2483 มีการทดลองใช้น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึกระหว่าง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - มีการศึกษาต้นกาสามปีก (Vitex peduncularis) ในการรักษาโรคไข้จับสั่นในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การศึกษาต้นโมกหลวง (Holarrhena pubescens) ในการรักษาโรคบิดมีตัว (amoebic dysentery) ในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมควินินไฮโดรคลอไรด์รักษาไข้จับสั่นขึ้นสมอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมมอร์ฟีน (morphine) ใช้ในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่นายแพทย์เสมปฏิบัติงานอยู่ที่เชียงรายเป็นระยะเวลาถึง 14 ปี ท่านเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่าง ๆ ทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพทย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ย้ายเข้ากรุงเทพฯ: การปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2494-2500 กรมการแพทย์ ได้เสนอให้เร่งสร้างโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก และวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโอกาสได้รับบริการทั่วหน้าได้ และในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาเห็นว่า ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบริหารโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้หญิงและเด็กที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของประชากรไทย ที่มองเห็นว่าชาติจะเข้มแข็งได้ สุขภาพของประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และการอนามัยแม่และเด็กจะต้องดี ท่านมีบทบาทในการพัฒนาโรงพยาบาลหญิงแห่งนี้จนสามารถขยายจาก 75 เตียง เป็น 165 เตียง ในระยะเพียง 6 เดือน และพัฒนางานในด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับและนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ของรัฐ ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่ สามารถขยายบริการการรักษาพยาบาลได้รวดเร็ว[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระยะเวลาเพียง 6 ปี โรงพยาบาลหญิงในความรับผิดชอบของนายแพทย์เสมสามารถขยายแผนกได้ถึง 24 แผนก ทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่อื่น ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีแผนกพิเศษหลายแผนกที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโรงพยาบาลหญิง ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับการขยายบริการให้แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;แผนกโรคเด็ก&#039;&#039;&#039; ในปี พ.ศ. 2496 รัฐบาลดำริเห็นว่าผู้ป่วยเด็กมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ควรแยกผู้ป่วยเด็กจากผู้ป่วยสตรี เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น จึงได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลเด็กทางด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลหญิง โดยอยู่ภายใต้การบริหารดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ในปีแรกที่เปิดดำเนินการ คนไข้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2 เท่าของคนไข้เด็กที่เคยรักษาแต่เดิม ในวันหนึ่ง ๆ&amp;amp;nbsp;จะมีเด็กมารักการรักษาประมาณ 400 คน แต่ในเวลาที่มีโรคระบาด เด็กจะป่วยเพิ่มมากขึ้น 600-700 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 โรงพยาบาลเด็กได้ปรับปรุงขยายกิจการ ออกไปเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยจนถึงอายุ&amp;amp;nbsp;15 ปี ทั้งชายและหญิง[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การผลิตพยาบาลไปอยู่ประจำตามโรงพยาบาลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039; แนวคิดสำคัญจากนายแพทย์เสมประการหนึ่งที่นำมาใช้ในการผลิตพยาบาลคือ ก็คือท่านมีความคิดว่า แทนที่จะเปิดสอบรับคนเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วกระจายส่งไปตามแบบที่ ก.พ. ใช้แบบในปัจจุบัน สมัยนั้นใช้วิธีเลือก &#039;&#039;&#039;“เยาวชนสตรี”&#039;&#039;&#039; จากแต่ละจังหวัดเข้ามาเรียนแล้วส่งกลับไปทำงานในจังหวัดภูมิลำเนา ทำให้ไม่ต้องห่างไกลจากพ่อแม่พี่น้อง ประหยัดค่างบประมาณค่าเช่าบ้านได้มากมาย ที่สำคัญยังช่วยให้ไม่มีปัญหา &#039;&#039;&#039;“ขาดแคลนพยาบาลในชนบท”&#039;&#039;&#039; อย่างที่เกิดกับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น ๆ มาจนทุกวันนี้[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การตั้งแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลือง &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมมีความสนใจในเรื่องถ่ายเลือดเป็นพิเศษ&amp;amp;nbsp;ในคราวที่ได้ไปศึกษาดูงานการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้ศึกษาเรื่องการถ่ายเลือด (Transfusion) ด้วย&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังใหม่มากสำหรับวงการแพทย์ของไทยเวลานั้น เมื่อโรงพยาบาลหญิงเริ่มเปิดเป็นทางการในปี 2494 ท่านได้ทำการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย จำนวน 183 ราย อย่างได้ผลดี ในปีต่อ ๆ มามีผู้ป่วยรับการถ่ายเลือกจากโรงพยาบาลหญิงเพิ่มขึ้นจำนวนหลายเท่าตัว ดังนั้นในปี 2500 จึงได้เปิดแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลืองขึ้น เพื่อบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเลือดและน้ำเหลืองไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในภูมิภาคของกรมการแพทย์ด้วย[[#_ftn16|[16]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกพัสดุและซักฟอก &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมได้พัฒนาให้มีโรงซักฟอกและโรงครัวแบบทันสมัยที่สุดด้วยเครื่องจักรกลและระบบไอน้ำซึ่งไม่มีโรงพยาบาลใดในกรุงเทพฯ เคยมีเครื่องจักรกลชนิดนี้มาก่อน[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกทะเบียนและสถิติ &#039;&#039;&#039;เป็นงานแขนงหนึ่งของโรงพยาบาลหญิงที่ได้ปรับปรุงก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา นายแพทย์เสมได้ติดต่อขอผู้เชี่ยวชาญทางสถิติจากองค์การอนามัยโลกทำให้การประมวลสถิติการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงจากรายงานคนไข้ตลอดจนการเก็บบันทึกและรวบรวมรายงานมีหลักเกณฑ์ได้มาตรฐานองค์การอนามัยโลก นับเป็นงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นายแพทย์เสมได้บุกเบิกไว้ให้แก่โรงพยาบาลของรัฐ[[#_ftn18|[18]]] ดัง นายแพทย์ วิชัย โชควิวัฒน ได้กล่าวชมท่านไว้ว่า ระบบสถิติที่โรงพยาบาลหญิงเป็นระบบที่เยี่ยม เพราะอาจารย์เสมไปวางระบบไว้ มีโรงพยาบาลอื่น ๆ ไปดูงานกันเยอะ[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมมีความคิดริเริ่มในการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ท่านมีความดำริว่า การแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ ที่จะช่วยทำการตรวจสอบทางห้องทดลอง ท่านจึงทำเรื่องเสนอกรมการแพทย์ เพื่อขอความเห็นชอบในการเจรจากับทางยูซอมให้ส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วย นั่นก็คือ นายแพทย์พริตชาร์ด&amp;amp;nbsp;(Prof. Pritchard) เพื่อมาช่วยบุกเบิกงานทางด้านเทคนิคการแพทย์ขึ้นในเมืองไทย เวลานั้นยังเป็นในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2497 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ยังสังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ภายหลังกลายเป็นคณะเทคนิคการแพทย์ มี นายแพทย์วีกูล&amp;amp;nbsp;วีรานุวัตร เป็นคณบดีคนแรก โดยมี ศาสตราจารย์พริตชาร์ด เป็นผู้ช่วยสำคัญ และเปิดสอนวิชาเทคนิคการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2497[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย (Thalasemia)&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดง เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบกันมากในหมู่ชาวอีกสาน เกี่ยวกับการศึกษาโรคนี้ กล่าวกันว่า นายแพทย์เสมเป็นบุคคลแรก ๆ ในวงการแพทย์สาธารณสุขของไทยที่สนใจเรื่องโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี แพทย์รางวัลแมกไซไซ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ทำวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย ได้ให้เกียรติและกล่าวถึงนายแพทย์เสมไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “การวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย แต่ก่อนไม่ค่อยมีใครทำ ตอนหลังที่ทำกันมาก มีประวัติเชื่อมโยงกับอาจารย์เสม ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า ตอนอยู่เชียงรายมีคนม้ามโตเยอะ ไม่รู้เป็นโรคอะไร จึงติดต่อให้ทางยูซอม ให้ส่งแพทย์ผู้มีชื่อเสียงชื่อ วินโทรบ (Winthrobe) แต่วินโทรบไม่มา จึงส่งมิสมินนิค (Miss Minnic) จากเซ็นหลุยมาแทน เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวิจัยธาลัสซีเมีย โดยร่วมกับอาจารย์ภาควิชาโลหิตวิทยาที่ศิริราช 2 ท่าน คือ อาจารย์สุภา ณ นคร และ อาจารย์สุดสาคร ตู้จินดา เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเรียนจบแพทย์ งานวิจัยเรื่องนี้ได้พัฒนาไปใหญ่โต อาจารย์เสมท่านเป็นคนรอบรู้ ท่านยังรู้เรื่องการถ่ายเลือด”&#039;&#039;[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัว&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยผลกระทบทางการเมืองบางประการ นายแพทย์เสมได้ลาออกจากราชการก่อนการเกษียณ 8 ปี ออกมาทำงานส่วนตัวเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ &#039;&#039;&#039;“บริษัทดีไซน์ 103”&#039;&#039;&#039; ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา และการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;งานการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาลของ นาย[[สัญญา_ธรรมศักดิ์|สัญญา_ธรรมศักดิ์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของ[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ|สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] มีการจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลของ พลเอก[[เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์|เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์]] เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของ พลเอก[[เปรม_ติณสูลานนท์|เปรม_ติณสูลานนท์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกวุฒิสภา&amp;amp;nbsp;เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย&amp;amp;nbsp;สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการผลักดันให้มีการสร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ&amp;amp;nbsp;จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ &#039;&#039;&#039;“สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Health for all by the year 2000)&#039;&#039;&#039; สนับสนุนหลัก 10 ประการ ของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 และมีการจัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เกียรติคุณ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&#039;&#039;&#039;[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายแพทย์เสม ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
*สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &lt;br /&gt;
*สังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) &lt;br /&gt;
*มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) &lt;br /&gt;
*ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) &lt;br /&gt;
*เหรียญชัยสมรภูมิ &lt;br /&gt;
*เหรียญจักรพรรดิมาลา &lt;br /&gt;
*เหรียญอาสากาชาดชั้นที่ 1 &lt;br /&gt;
*เหรียญราชวัลลภ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รางวัลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2526 - พ่อตัวอย่าง &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2532 - เหรียญ Health for All จาก W.H.O. &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - โล่ Asia Pacific Consortium as Physician Teacher Innovator &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - บุคคลดีเด่นแห่งชาติด้านพัฒนาสังคม &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2535 - บุคคลดีเด่นด้านสาธารณสุข และสมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2540 - รางวัลประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” จาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2551 - รางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2553 - รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง จากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมสมรสกับนางแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว (นามสกุลเดิม ปิยะเกศิน) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2480 พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 2 คน&amp;amp;nbsp;หนึ่งในนั้น คือ นายชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยาม เจ้าของผู้ก่อตั้ง บริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง โดยนางแฉล้มถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ถึงแก่อนิจกรรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554&amp;amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลราชวิถี สิริอายุรวม 100 ปี 1 เดือน 8 วัน จากการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะช็อก และไตวาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 12-13.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 28-29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 33.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] โรงพยาบาลเอกเทศเป็นชื่อราชการ หมายถึง โรงพยาบาลที่ทำทุกอย่างด้วยตนเองหมด หมอคนเดียว ไม่มีพยาบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 18-19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 20-21.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 22-25.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 26-28. และ สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 66-69.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เป็นนโยบายในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (ระหว่าง พ.ศ. 2476-2481) มีนโยบายให้กรมสาธารณสุขทำโครงสร้างโรงพยาบาลให้มีขึ้นทั่วทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า “อวดธง” เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 35. และ วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 116-117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[19] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 63.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16000</id>
		<title>นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=16000"/>
		<updated>2024-06-21T09:21:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และวรัญญา เพ็ชรคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว&#039;&#039;&#039; เป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่สำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ท่านเริ่มชีวิตการเป็นแพทย์ด้วยการรับราชการหัวเมืองก่อนการตั้งกระทรวงสาธารณสุขหลายปี ด้วยประสบการณ์ยาวนานถึง 16 ปี ในฐานะแพทย์ชนบท ทำให้ท่านสามารถเห็นปัญหาต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศ และท่านได้นำประสบการณ์จากการทำงานเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานของท่านในฐานะผู้บริหารทางการเมืองระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขในเวลาต่อมา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการสาธารณสุขของไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;วัยเด็ก&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม พริ้มพวงแก้ว ถือกำเนิด เมื่อวันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านแถว ๆ&amp;amp;nbsp;ถนนรองเมือง ซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ทั้งหมด 5 คน บิดาชื่อนายโสม มารดาชื่อนางจ้อย เมื่อแรกเกิดได้รับการตั้งชื่อให้ว่า &#039;&#039;&#039;“เกษม”&#039;&#039;&#039; เพื่อเป็นเคล็ดแก้ความเป็นเด็กขึ้โรค แต่ต่อมามารดาได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;“เสม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมาจากคำว่า &#039;&#039;&#039;“เสมา”&#039;&#039;&#039; (เส-มา)&amp;amp;nbsp;อันหมายถึงเครื่องหมายบอกเขตแดนอุโบสถ เพื่อความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ในเวลาประกอบสังฆกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; บิดาเป็นคนไทยในสายสกุลบางช้าง ชาวสมุทรสงคราม รับราชการเป็นเสมียนตราฝ่ายมหาดไทย&amp;amp;nbsp;แต่เมื่อนายแพทย์เสมอายุเพียง 8 เดือน บิดาได้เสียชีวิตลงเพราะไข้พิษสุนัขบ้า จึงอยู่ในความดูแลของมารดาตั้งแต่เล็ก ๆ เชื้อแถวทางฝ่ายมารดาเท่าที่ปรากฏหลักฐาน สืบไปถึงบรรพบุรุษชื่อ &#039;&#039;&#039;“ขรัวยายมา”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของมารดา ขรัวยายมาแต่งงานกับคนในราชนิกูลสกุลบุนนาค เมื่อสามีเสียชีวิตเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว ก็ได้รับการชักนำให้เข้ามาเป็นข้าหลวงในวังทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 สอนรำละคร สอนสวดมนต์ และหุงข้าว มารดาจึงได้เป็นข้าหลวงในวังตามขรัวยายมา&amp;amp;nbsp;เมื่อมารดาแต่งงาน ก็ออกจากวังหลวงมาอยู่บ้านที่ถนนรองเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบครัวใหญ่ฝ่ายมารดา[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระดับปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียนนายแพทย์เสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอดเมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ นายแพทย์เสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยท่านได้เข้าศึกษาในหลักสูตรแพทย์ปริญญาตามมาตรฐานสากลของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลออร์ (เริ่มมาตั้งแต่ปี 2466) นักศึกษาที่สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ตามหลักสูตรใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 8 มีจำนวนทั้งหมด 141 คน โดยนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นรุ่นที่ 8 มีนักศึกษาจบการศึกษาในรุ่นเดียวกันนี้ 27 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ช่วงการศึกษาแพทยศาสตร์อยู่นั้น ประเทศไทยเกิด[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง_24_มิถุนายน_2475|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]]&amp;amp;nbsp;ฐานะครอบครัวของนายแพทย์เสมเริ่มประสบความลำบากเพราะครอบครัวมารดาของท่านต้องพึ่งพาเจ้านาย เมื่อเจ้านายได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของท่านจึงได้รับความเดือดร้อนไปด้วย มารดาของท่านจึงถูกดุลออกจากวัง เป็นข้าหลวงเรือนนอกทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง นายแพทย์เสมเกือบจะต้องออกจากการเรียนกลางคัน ท่านจึงดิ้นรนขวนขวายเรียนต่อด้วยทุนรอนอันมีจำกัดของมารดาและเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักศึกษาแพทย์เดือนละ 15 บาท จนในที่สุดท่านจบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้วและในระหว่างการทำงานเป็นแพทย์ในชนบท ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์&amp;amp;nbsp;และเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในชนบทอีกด้วย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการทำงาน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยค่านิยมของบัณฑิตแพทย์ในเวลานั้น ส่วนใหญ่เข้ารับราชการในกระทรวงทบวงกรมที่มีหน่วยงานแพทย์ ได้แก่ กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมแพทย์ทหารเรือ นายแพทย์เสม ได้เข้ารับราชการในกรมสาธารณสุข สังกัดกองสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2478 ขณะนั้น [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี คนที่ 3 นับตั้งแต่กรมนี้สถาปานาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2461&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยนั้น เมื่อเข้ารับราชการด้านการแพทย์ในกรมสาธารณสุขแล้ว มีทางเลือก 2 ทาง คือ เลือกประจำในกรุงเทพฯ หรือไปเป็นแพทย์ในชนบท นายแพทย์เสมเลือกไปเป็นแพทย์ชนบท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กสมัยท่านเล็ก ๆ มารดาเคยรับใช้อยู่ในวังสระปทุม ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาประทับอยู่ ได้เห็นพระองค์ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์แจกจ่ายช่วยเหลือสงเคราะห์แก่ชาวบ้านเวลาเดือดร้อน คุณแม่ของท่านยังเป็นคนสนใจธรรมะ ใจบุญสุนทาน อบรมให้เป็นผู้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ตรงข้ามบ้านของท่านที่อยู่ถนนรองเมืองซึ่งเป็นบ้านของปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นชาวบ้านทุกข์ยากมาร้องเรียนกันบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของพวกรุ่นพี่ รุ่นที่ 1 ที่ไปทำงานอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานแรกของนายแพทย์เสมได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยงานแรก คือ ไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ[[#_ftn6|[6]]] ขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ตอนไปถึงได้ไปแจ้งกับนายอำเภอว่า ทางกรมสาธารณสุขให้มาตั้งโรงพยาบาลเอกเทศเพื่อป้องกันอหิวาต์ นายอำเภอยังไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลเอกเทศหมายถึงอะไร ก็ได้ยกศาลาวัดที่อยู่ปากคลองอัมพวันให้เป็นที่ปฏิบัติงาน ระยะแรกชาวบ้านยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่รู้ว่าโรคอหิวาสามารถรักษาได้ ไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเลยแม้แต่คนเดียว อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้ชื่อนายผ่องถูกหามเข้ามารักษาเป็นคนแรก ท่านได้ให้น้ำเกลือจนมีอาการดีขึ้น ปรากฏว่านายผ่องเป็นหัวหน้านักเลงในอำเภออัมพวาและช่วยไปบอกเล่าเรื่องการรักษาของตนให้กับชาวบ้านคนอื่น ๆ ทราบ คนอื่น ๆ จึงกล้ามารักษา ทำให้สามารถคุมสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์เอาไว้ได้[[#_ftn7|[7]]] อีกทั้งในระหว่างการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนมาก น้ำเกลือที่รับมาจากตัวจังหวัดไม่เพียงพอ คนไข้แต่ละรายใช้น้ำเกลือ 3-4 ลิตร นายแพทย์เสมจึงคิดทำน้ำเกลือขึ้นใช้เอง โดยท่านได้ความคิดมาจากพวกต้มเหล้าเถื่อน เนื่องจากตามหัวบ้านหัวเมืองแต่ก่อนมีการต้มเหล้าเถื่อนกันมาก เครื่องต้มเหล้าของพวกเขาก็คือเครื่องกลั่นแอลกอฮอล์นี่เอง ท่านได้เอาเครื่องกลั่นเหล้าเถื่อนมากลั่นน้ำกลั่น เอาน้ำฝนมากลั่นเป็นน้ำบริสุทธิ์ ผสมกับเกลือ น้ำตาล เป็น Hypertonic Saline ให้คนป่วย ผสมกันบนศาลาวัด ไม่มีห้องแล็บใด ๆ&amp;amp;nbsp;แต่ก็ได้ผลที่ดีสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ได้[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2479 นายแพทย์เสมย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท การทำงานที่นี่นายแพทย์เสมต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในโรงพยาบาล คือ เป็นทั้งแพทย์และพยาบาลไปพร้อม ๆ กัน จะมาทำหน้าที่แพทย์เฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเจ็บป่วยของชาวบ้านในท้องถิ่น จากการที่ท่านได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์ ไว้ก่อนนี้ ก็ได้นำวิชามาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการฝึกเป็นหมอศัลยกรรมและหมอสูตินารีด้วย เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือคนป่วยได้อย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นายแพทย์เสมได้เริ่มผลิต&#039;&#039;&#039;“ผู้ช่วย”&#039;&#039;&#039; เข้ามาทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ด้วยการนำลูกหลานของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในละแวกโรงพยาบาลมาฝึกหัดให้ช่วยงานด้านต่าง ๆ ในโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษามาด้วยอาการเพียบหนักแล้ว ทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยสูง ท่านพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการคิดประดิษฐ์เครื่องมือช่วยชีวิตจากวัสดุง่าย ๆ เช่น ประดิษฐ์เครื่องมือระบายเลือดออกจากปอดด้วยเข็ม Trocar เพื่อช่วยคนไข้ที่ถูกยิงที่ปอดจนมีเลือดคั่งในปอดมากและหายใจไม่ได้[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;จัดตั้ง “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:small;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn10|[10]]]&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การจัดตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2480 เป็นการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดตามเขตชายแดนอีกแห่งหนึ่งตามนโยบาย &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn11|[11]]] ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งสร้างโรงพยาบาลในภาคอีสานของไทย พระพนมนครานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ตอบรับนโยบายของรัฐบาล โดยเหตุที่ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อน จึงรู้จักคหบดี พ่อค้า และประชาชน รวมทั้งชาวต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ อเมริกัน และฝรั่งเศส ที่มาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ จึงได้ดำริจะสร้างโรงพยาบาลด้วยเงินบริจาคของคนในจังหวัด โดยไม่ของบประมาณจากรัฐบาลเลย ซึ่งการสร้างโรงพยาบาลเชียงรายตรงกับช่วงที่นายแพทย์เสมย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลเชียงรายพอดี การทำงานที่นี่นับเป็นช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงาน ท่านได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัด คือ&amp;lt;br/&amp;gt; พระพนมนครานุรักษ์ และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัด คือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานรุ่นบุกเบิก และพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งใช้เวลามากกว่า&amp;amp;nbsp;10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพราะสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื่องจากเชียงรายเมื่อ 70 ปี ก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 นายแพทย์เสมต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้นท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสมควร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ทำหน้าที่เป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ตำบลธารทอง อำเภอพาน ด้วยที่ดิน 1,000 ไร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอก ซึ่งเป็นกันถึง ร้อยละ 50 ของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการป้องกันโรคคอพอกในจังหวัดเชียงราย โดยการให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก ทำการสำรวจไอโอดีนในน้ำ ผัก และอาหาร และสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขในหมู่บ้านเพื่อการให้ไอโอดีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างเจ้าหน้าที่เสนารักษ์จากกองทัพให้เป็นผู้ช่วยในการผสมยาต่าง ๆ เพราะไม่มีเภสัชกร รวมทั้งสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องผ่าตัด และในการเป็นผู้ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างตึก พนม นครานุรักษ์ สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธแยกจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการให้บริการทางทันตกรรมในชนบทแก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ชักชวนคหบดีในตลาดบริจาคเงินสร้างตึกผ่าตัดโดยเฉพาะ รวมทั้งบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกัน&amp;amp;nbsp;ที่ให้ทุนสร้างอาคารผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาด้วยเงินทุนของโรงพยาบาลและได้ขอให้เทศบาลเมืองเชียงรายสนับสนุนสร้างอาคารครัว โรงซักฟอก และสถานที่เก็บศพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2493 ได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ได้จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของ และอำเภอพะเยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กิจกรรมทางการแพทย์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn12|[12]]]&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากการปฏิบัติราชการยามปกติแล้ว ในช่วงสงครามอินโดจีน นายแพทย์เสมได้ร่วมทำงานในช่วงสงครามอินโดจีน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ปฏิบัติการสงครามเรียกร้องดินแดนคืน พ.ศ. 2483 มีการทดลองใช้น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึกระหว่าง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - มีการศึกษาต้นกาสามปีก (Vitex peduncularis) ในการรักษาโรคไข้จับสั่นในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การศึกษาต้นโมกหลวง (Holarrhena pubescens) ในการรักษาโรคบิดมีตัว (amoebic dysentery) ในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมควินินไฮโดรคลอไรด์รักษาไข้จับสั่นขึ้นสมอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมมอร์ฟีน (morphine) ใช้ในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่นายแพทย์เสมปฏิบัติงานอยู่ที่เชียงรายเป็นระยะเวลาถึง 14 ปี ท่านเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่าง ๆ ทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพทย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ย้ายเข้ากรุงเทพฯ: การปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2494-2500 กรมการแพทย์ ได้เสนอให้เร่งสร้างโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก และวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโอกาสได้รับบริการทั่วหน้าได้ และในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาเห็นว่า ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบริหารโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้หญิงและเด็กที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของประชากรไทย ที่มองเห็นว่าชาติจะเข้มแข็งได้ สุขภาพของประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และการอนามัยแม่และเด็กจะต้องดี ท่านมีบทบาทในการพัฒนาโรงพยาบาลหญิงแห่งนี้จนสามารถขยายจาก 75 เตียง เป็น 165 เตียง ในระยะเพียง 6 เดือน และพัฒนางานในด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับและนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ของรัฐ ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่ สามารถขยายบริการการรักษาพยาบาลได้รวดเร็ว[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระยะเวลาเพียง 6 ปี โรงพยาบาลหญิงในความรับผิดชอบของนายแพทย์เสมสามารถขยายแผนกได้ถึง 24 แผนก ทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่อื่น ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีแผนกพิเศษหลายแผนกที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโรงพยาบาลหญิง ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับการขยายบริการให้แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;แผนกโรคเด็ก&#039;&#039;&#039; ในปี พ.ศ. 2496 รัฐบาลดำริเห็นว่าผู้ป่วยเด็กมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ควรแยกผู้ป่วยเด็กจากผู้ป่วยสตรี เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น จึงได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลเด็กทางด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลหญิง โดยอยู่ภายใต้การบริหารดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ในปีแรกที่เปิดดำเนินการ คนไข้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2 เท่าของคนไข้เด็กที่เคยรักษาแต่เดิม ในวันหนึ่ง ๆ&amp;amp;nbsp;จะมีเด็กมารักการรักษาประมาณ 400 คน แต่ในเวลาที่มีโรคระบาด เด็กจะป่วยเพิ่มมากขึ้น 600-700 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 โรงพยาบาลเด็กได้ปรับปรุงขยายกิจการ ออกไปเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยจนถึงอายุ&amp;amp;nbsp;15 ปี ทั้งชายและหญิง[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การผลิตพยาบาลไปอยู่ประจำตามโรงพยาบาลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039; แนวคิดสำคัญจากนายแพทย์เสมประการหนึ่งที่นำมาใช้ในการผลิตพยาบาลคือ ก็คือท่านมีความคิดว่า แทนที่จะเปิดสอบรับคนเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วกระจายส่งไปตามแบบที่ ก.พ. ใช้แบบในปัจจุบัน สมัยนั้นใช้วิธีเลือก &#039;&#039;&#039;“เยาวชนสตรี”&#039;&#039;&#039; จากแต่ละจังหวัดเข้ามาเรียนแล้วส่งกลับไปทำงานในจังหวัดภูมิลำเนา ทำให้ไม่ต้องห่างไกลจากพ่อแม่พี่น้อง ประหยัดค่างบประมาณค่าเช่าบ้านได้มากมาย ที่สำคัญยังช่วยให้ไม่มีปัญหา &#039;&#039;&#039;“ขาดแคลนพยาบาลในชนบท”&#039;&#039;&#039; อย่างที่เกิดกับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น ๆ มาจนทุกวันนี้[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การตั้งแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลือง &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมมีความสนใจในเรื่องถ่ายเลือดเป็นพิเศษ&amp;amp;nbsp;ในคราวที่ได้ไปศึกษาดูงานการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้ศึกษาเรื่องการถ่ายเลือด (Transfusion) ด้วย&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังใหม่มากสำหรับวงการแพทย์ของไทยเวลานั้น เมื่อโรงพยาบาลหญิงเริ่มเปิดเป็นทางการในปี 2494 ท่านได้ทำการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย จำนวน 183 ราย อย่างได้ผลดี ในปีต่อ ๆ มามีผู้ป่วยรับการถ่ายเลือกจากโรงพยาบาลหญิงเพิ่มขึ้นจำนวนหลายเท่าตัว ดังนั้นในปี 2500 จึงได้เปิดแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลืองขึ้น เพื่อบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเลือดและน้ำเหลืองไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในภูมิภาคของกรมการแพทย์ด้วย[[#_ftn16|[16]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกพัสดุและซักฟอก &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมได้พัฒนาให้มีโรงซักฟอกและโรงครัวแบบทันสมัยที่สุดด้วยเครื่องจักรกลและระบบไอน้ำซึ่งไม่มีโรงพยาบาลใดในกรุงเทพฯ เคยมีเครื่องจักรกลชนิดนี้มาก่อน[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกทะเบียนและสถิติ &#039;&#039;&#039;เป็นงานแขนงหนึ่งของโรงพยาบาลหญิงที่ได้ปรับปรุงก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา นายแพทย์เสมได้ติดต่อขอผู้เชี่ยวชาญทางสถิติจากองค์การอนามัยโลกทำให้การประมวลสถิติการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงจากรายงานคนไข้ตลอดจนการเก็บบันทึกและรวบรวมรายงานมีหลักเกณฑ์ได้มาตรฐานองค์การอนามัยโลก นับเป็นงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นายแพทย์เสมได้บุกเบิกไว้ให้แก่โรงพยาบาลของรัฐ[[#_ftn18|[18]]] ดัง นายแพทย์ วิชัย โชควิวัฒน ได้กล่าวชมท่านไว้ว่า ระบบสถิติที่โรงพยาบาลหญิงเป็นระบบที่เยี่ยม เพราะอาจารย์เสมไปวางระบบไว้ มีโรงพยาบาลอื่น ๆ ไปดูงานกันเยอะ[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมมีความคิดริเริ่มในการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ท่านมีความดำริว่า การแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ ที่จะช่วยทำการตรวจสอบทางห้องทดลอง ท่านจึงทำเรื่องเสนอกรมการแพทย์ เพื่อขอความเห็นชอบในการเจรจากับทางยูซอมให้ส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วย นั่นก็คือ นายแพทย์พริตชาร์ด&amp;amp;nbsp;(Prof. Pritchard) เพื่อมาช่วยบุกเบิกงานทางด้านเทคนิคการแพทย์ขึ้นในเมืองไทย เวลานั้นยังเป็นในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2497 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ยังสังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ภายหลังกลายเป็นคณะเทคนิคการแพทย์ มี นายแพทย์วีกูล&amp;amp;nbsp;วีรานุวัตร เป็นคณบดีคนแรก โดยมี ศาสตราจารย์พริตชาร์ด เป็นผู้ช่วยสำคัญ และเปิดสอนวิชาเทคนิคการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2497[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย (Thalasemia)&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดง เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบกันมากในหมู่ชาวอีกสาน เกี่ยวกับการศึกษาโรคนี้ กล่าวกันว่า นายแพทย์เสมเป็นบุคคลแรก ๆ ในวงการแพทย์สาธารณสุขของไทยที่สนใจเรื่องโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี แพทย์รางวัลแมกไซไซ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ทำวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย ได้ให้เกียรติและกล่าวถึงนายแพทย์เสมไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “การวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย แต่ก่อนไม่ค่อยมีใครทำ ตอนหลังที่ทำกันมาก มีประวัติเชื่อมโยงกับอาจารย์เสม ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า ตอนอยู่เชียงรายมีคนม้ามโตเยอะ ไม่รู้เป็นโรคอะไร จึงติดต่อให้ทางยูซอม ให้ส่งแพทย์ผู้มีชื่อเสียงชื่อ วินโทรบ (Winthrobe) แต่วินโทรบไม่มา จึงส่งมิสมินนิค (Miss Minnic) จากเซ็นหลุยมาแทน เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวิจัยธาลัสซีเมีย โดยร่วมกับอาจารย์ภาควิชาโลหิตวิทยาที่ศิริราช 2 ท่าน คือ อาจารย์สุภา ณ นคร และ อาจารย์สุดสาคร ตู้จินดา เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเรียนจบแพทย์ งานวิจัยเรื่องนี้ได้พัฒนาไปใหญ่โต อาจารย์เสมท่านเป็นคนรอบรู้ ท่านยังรู้เรื่องการถ่ายเลือด”&#039;&#039;[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัว&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยผลกระทบทางการเมืองบางประการ นายแพทย์เสมได้ลาออกจากราชการก่อนการเกษียณ 8 ปี ออกมาทำงานส่วนตัวเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ &#039;&#039;&#039;“บริษัทดีไซน์ 103”&#039;&#039;&#039; ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา และการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;งานการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาลของ นาย[[สัญญา_ธรรมศักดิ์|สัญญา_ธรรมศักดิ์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของ[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ|สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] มีการจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลของ พลเอก[[เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์|เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์]] เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของ พลเอก[[เปรม_ติณสูลานนท์|เปรม_ติณสูลานนท์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกวุฒิสภา&amp;amp;nbsp;เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย&amp;amp;nbsp;สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการผลักดันให้มีการสร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ&amp;amp;nbsp;จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ &#039;&#039;&#039;“สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Health for all by the year 2000)&#039;&#039;&#039; สนับสนุนหลัก 10 ประการ ของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 และมีการจัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เกียรติคุณ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&#039;&#039;&#039;[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
*สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &lt;br /&gt;
*สังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) &lt;br /&gt;
*มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) &lt;br /&gt;
*ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) &lt;br /&gt;
*เหรียญชัยสมรภูมิ &lt;br /&gt;
*เหรียญจักรพรรดิมาลา &lt;br /&gt;
*เหรียญอาสากาชาดชั้นที่ 1 &lt;br /&gt;
*เหรียญราชวัลลภ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รางวัลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2526 - พ่อตัวอย่าง &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2532 - เหรียญ Health for All จาก W.H.O. &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - โล่ Asia Pacific Consortium as Physician Teacher Innovator &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - บุคคลดีเด่นแห่งชาติด้านพัฒนาสังคม &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2535 - บุคคลดีเด่นด้านสาธารณสุข และสมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2540 - รางวัลประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” จาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2551 - รางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2553 - รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง จากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมสมรสกับนางแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว (นามสกุลเดิม ปิยะเกศิน) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2480 พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 2 คน&amp;amp;nbsp;หนึ่งในนั้น คือ นายชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยาม เจ้าของผู้ก่อตั้ง บริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง โดยนางแฉล้มถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ถึงแก่อนิจกรรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554&amp;amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลราชวิถี สิริอายุรวม 100 ปี 1 เดือน 8 วัน จากการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะช็อก และไตวาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 12-13.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 28-29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 33.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] โรงพยาบาลเอกเทศเป็นชื่อราชการ หมายถึง โรงพยาบาลที่ทำทุกอย่างด้วยตนเองหมด หมอคนเดียว ไม่มีพยาบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 18-19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 20-21.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 22-25.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 26-28. และ สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 66-69.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เป็นนโยบายในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (ระหว่าง พ.ศ. 2476-2481) มีนโยบายให้กรมสาธารณสุขทำโครงสร้างโรงพยาบาลให้มีขึ้นทั่วทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า “อวดธง” เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 35. และ วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 116-117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[19] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 63.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=15999</id>
		<title>นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7&amp;diff=15999"/>
		<updated>2024-06-21T09:07:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และวรัญญา เพ็ชรคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว&#039;&#039;&#039; เป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่สำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ท่านเริ่มชีวิตการเป็นแพทย์ด้วยการรับราชการหัวเมืองก่อนการตั้งกระทรวงสาธารณสุขหลายปี ด้วยประสบการณ์ยาวนานถึง 16 ปี ในฐานะแพทย์ชนบท ทำให้ท่านสามารถเห็นปัญหาต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศ และท่านได้นำประสบการณ์จากการทำงานเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานของท่านในฐานะผู้บริหารทางการเมืองระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขในเวลาต่อมา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการสาธารณสุขของไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;วัยเด็ก&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม พริ้มพวงแก้ว ถือกำเนิด เมื่อวันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านแถว ๆ&amp;amp;nbsp;ถนนรองเมือง ซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ทั้งหมด 5 คน บิดาชื่อนายโสม มารดาชื่อนางจ้อย เมื่อแรกเกิดได้รับการตั้งชื่อให้ว่า &#039;&#039;&#039;“เกษม”&#039;&#039;&#039; เพื่อเป็นเคล็ดแก้ความเป็นเด็กขึ้โรค แต่ต่อมามารดาได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;“เสม”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมาจากคำว่า &#039;&#039;&#039;“เสมา”&#039;&#039;&#039; (เส-มา)&amp;amp;nbsp;อันหมายถึงเครื่องหมายบอกเขตแดนอุโบสถ เพื่อความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ในเวลาประกอบสังฆกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; บิดาเป็นคนไทยในสายสกุลบางช้าง ชาวสมุทรสงคราม รับราชการเป็นเสมียนตราฝ่ายมหาดไทย&amp;amp;nbsp;แต่เมื่อนายแพทย์เสมอายุเพียง 8 เดือน บิดาได้เสียชีวิตลงเพราะไข้พิษสุนัขบ้า จึงอยู่ในความดูแลของมารดาตั้งแต่เล็ก ๆ เชื้อแถวทางฝ่ายมารดาเท่าที่ปรากฏหลักฐาน สืบไปถึงบรรพบุรุษชื่อ &#039;&#039;&#039;“ขรัวยายมา”&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของมารดา ขรัวยายมาแต่งงานกับคนในราชนิกูลสกุลบุนนาค เมื่อสามีเสียชีวิตเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว ก็ได้รับการชักนำให้เข้ามาเป็นข้าหลวงในวังทำหน้าที่เป็นผู้อภิบาล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 สอนรำละคร สอนสวดมนต์ และหุงข้าว มารดาจึงได้เป็นข้าหลวงในวังตามขรัวยายมา&amp;amp;nbsp;เมื่อมารดาแต่งงาน ก็ออกจากวังหลวงมาอยู่บ้านที่ถนนรองเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบครัวใหญ่ฝ่ายมารดา[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การศึกษา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระดับปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียนนายแพทย์เสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอดเมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ นายแพทย์เสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยท่านได้เข้าศึกษาในหลักสูตรแพทย์ปริญญาตามมาตรฐานสากลของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลออร์ (เริ่มมาตั้งแต่ปี 2466) นักศึกษาที่สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ตามหลักสูตรใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 8 มีจำนวนทั้งหมด 141 คน โดยนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นรุ่นที่ 8 มีนักศึกษาจบการศึกษาในรุ่นเดียวกันนี้ 27 คน[[#_ftn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ช่วงการศึกษาแพทยศาสตร์อยู่นั้น ประเทศไทยเกิด[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง_24_มิถุนายน_2475|การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]]&amp;amp;nbsp;ฐานะครอบครัวของนายแพทย์เสมเริ่มประสบความลำบากเพราะครอบครัวมารดาของท่านต้องพึ่งพาเจ้านาย เมื่อเจ้านายได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของท่านจึงได้รับความเดือดร้อนไปด้วย มารดาของท่านจึงถูกดุลออกจากวัง เป็นข้าหลวงเรือนนอกทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง นายแพทย์เสมเกือบจะต้องออกจากการเรียนกลางคัน ท่านจึงดิ้นรนขวนขวายเรียนต่อด้วยทุนรอนอันมีจำกัดของมารดาและเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักศึกษาแพทย์เดือนละ 15 บาท จนในที่สุดท่านจบการศึกษาได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้วและในระหว่างการทำงานเป็นแพทย์ในชนบท ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์&amp;amp;nbsp;และเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในชนบทอีกด้วย[[#_ftn4|[4]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติการทำงาน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยค่านิยมของบัณฑิตแพทย์ในเวลานั้น ส่วนใหญ่เข้ารับราชการในกระทรวงทบวงกรมที่มีหน่วยงานแพทย์ ได้แก่ กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมแพทย์ทหารเรือ นายแพทย์เสม ได้เข้ารับราชการในกรมสาธารณสุข สังกัดกองสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2478 ขณะนั้น [[พระยาบริรักษ์เวชชการ|พระยาบริรักษ์เวชชการ]]&amp;amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี คนที่ 3 นับตั้งแต่กรมนี้สถาปานาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2461&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยนั้น เมื่อเข้ารับราชการด้านการแพทย์ในกรมสาธารณสุขแล้ว มีทางเลือก 2 ทาง คือ เลือกประจำในกรุงเทพฯ หรือไปเป็นแพทย์ในชนบท นายแพทย์เสมเลือกไปเป็นแพทย์ชนบท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กสมัยท่านเล็ก ๆ มารดาเคยรับใช้อยู่ในวังสระปทุม ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาประทับอยู่ ได้เห็นพระองค์ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์แจกจ่ายช่วยเหลือสงเคราะห์แก่ชาวบ้านเวลาเดือดร้อน คุณแม่ของท่านยังเป็นคนสนใจธรรมะ ใจบุญสุนทาน อบรมให้เป็นผู้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ตรงข้ามบ้านของท่านที่อยู่ถนนรองเมืองซึ่งเป็นบ้านของปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นชาวบ้านทุกข์ยากมาร้องเรียนกันบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของพวกรุ่นพี่ รุ่นที่ 1 ที่ไปทำงานอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย[[#_ftn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; งานแรกของนายแพทย์เสมได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยงานแรก คือ ไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ[[#_ftn6|[6]]] ขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ตอนไปถึงได้ไปแจ้งกับนายอำเภอว่า ทางกรมสาธารณสุขให้มาตั้งโรงพยาบาลเอกเทศเพื่อป้องกันอหิวาต์ นายอำเภอยังไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลเอกเทศหมายถึงอะไร ก็ได้ยกศาลาวัดที่อยู่ปากคลองอัมพวันให้เป็นที่ปฏิบัติงาน ระยะแรกชาวบ้านยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่รู้ว่าโรคอหิวาสามารถรักษาได้ ไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเลยแม้แต่คนเดียว อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้ชื่อนายผ่องถูกหามเข้ามารักษาเป็นคนแรก ท่านได้ให้น้ำเกลือจนมีอาการดีขึ้น ปรากฏว่านายผ่องเป็นหัวหน้านักเลงในอำเภออัมพวาและช่วยไปบอกเล่าเรื่องการรักษาของตนให้กับชาวบ้านคนอื่น ๆ ทราบ คนอื่น ๆ จึงกล้ามารักษา ทำให้สามารถคุมสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์เอาไว้ได้[[#_ftn7|[7]]] อีกทั้งในระหว่างการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนมาก น้ำเกลือที่รับมาจากตัวจังหวัดไม่เพียงพอ คนไข้แต่ละรายใช้น้ำเกลือ 3-4 ลิตร นายแพทย์เสมจึงคิดทำน้ำเกลือขึ้นใช้เอง โดยท่านได้ความคิดมาจากพวกต้มเหล้าเถื่อน เนื่องจากตามหัวบ้านหัวเมืองแต่ก่อนมีการต้มเหล้าเถื่อนกันมาก เครื่องต้มเหล้าของพวกเขาก็คือเครื่องกลั่นแอลกอฮอล์นี่เอง ท่านได้เอาเครื่องกลั่นเหล้าเถื่อนมากลั่นน้ำกลั่น เอาน้ำฝนมากลั่นเป็นน้ำบริสุทธิ์ ผสมกับเกลือ น้ำตาล เป็น Hypertonic Saline ให้คนป่วย ผสมกันบนศาลาวัด ไม่มีห้องแล็บใด ๆ&amp;amp;nbsp;แต่ก็ได้ผลที่ดีสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ได้[[#_ftn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2479 นายแพทย์เสมย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท การทำงานที่นี่นายแพทย์เสมต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในโรงพยาบาล คือ เป็นทั้งแพทย์และพยาบาลไปพร้อม ๆ กัน จะมาทำหน้าที่แพทย์เฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเจ็บป่วยของชาวบ้านในท้องถิ่น จากการที่ท่านได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจาก ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห์ ไว้ก่อนนี้ ก็ได้นำวิชามาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการฝึกเป็นหมอศัลยกรรมและหมอสูตินารีด้วย เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือคนป่วยได้อย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นายแพทย์เสมได้เริ่มผลิต&#039;&#039;&#039;“ผู้ช่วย”&#039;&#039;&#039; เข้ามาทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ด้วยการนำลูกหลานของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในละแวกโรงพยาบาลมาฝึกหัดให้ช่วยงานด้านต่าง ๆ ในโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลในต่างจังหวัดยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษามาด้วยอาการเพียบหนักแล้ว ทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยสูง ท่านพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการคิดประดิษฐ์เครื่องมือช่วยชีวิตจากวัสดุง่าย ๆ เช่น ประดิษฐ์เครื่องมือระบายเลือดออกจากปอดด้วยเข็ม Trocar เพื่อช่วยคนไข้ที่ถูกยิงที่ปอดจนมีเลือดคั่งในปอดมากและหายใจไม่ได้[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จัดตั้ง “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:small;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn10|[10]]]&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การจัดตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2480 เป็นการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดตามเขตชายแดนอีกแห่งหนึ่งตามนโยบาย &#039;&#039;&#039;“อวดธง”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn11|[11]]] ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งสร้างโรงพยาบาลในภาคอีสานของไทย พระพนมนครานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ตอบรับนโยบายของรัฐบาล โดยเหตุที่ท่านเคยเป็นปลัดจังหวัดเชียงรายมาก่อน จึงรู้จักคหบดี พ่อค้า และประชาชน รวมทั้งชาวต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ อเมริกัน และฝรั่งเศส ที่มาประกอบกิจการป่าไม้และยาสูบในจังหวัดนี้ จึงได้ดำริจะสร้างโรงพยาบาลด้วยเงินบริจาคของคนในจังหวัด โดยไม่ของบประมาณจากรัฐบาลเลย ซึ่งการสร้างโรงพยาบาลเชียงรายตรงกับช่วงที่นายแพทย์เสมย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลเชียงรายพอดี การทำงานที่นี่นับเป็นช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงาน ท่านได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัด คือ&amp;lt;br/&amp;gt; พระพนมนครานุรักษ์ และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัด คือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานรุ่นบุกเบิก และพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งใช้เวลามากกว่า&amp;amp;nbsp;10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพราะสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื่องจากเชียงรายเมื่อ 70 ปี ก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 นายแพทย์เสมต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้นท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสมควร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ทำหน้าที่เป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ตำบลธารทอง อำเภอพาน ด้วยที่ดิน 1,000 ไร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอก ซึ่งเป็นกันถึง ร้อยละ 50 ของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการป้องกันโรคคอพอกในจังหวัดเชียงราย โดยการให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก ทำการสำรวจไอโอดีนในน้ำ ผัก และอาหาร และสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขในหมู่บ้านเพื่อการให้ไอโอดีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างเจ้าหน้าที่เสนารักษ์จากกองทัพให้เป็นผู้ช่วยในการผสมยาต่าง ๆ เพราะไม่มีเภสัชกร รวมทั้งสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องผ่าตัด และในการเป็นผู้ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างตึก พนม นครานุรักษ์ สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธแยกจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - เริ่มการให้บริการทางทันตกรรมในชนบทแก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ชักชวนคหบดีในตลาดบริจาคเงินสร้างตึกผ่าตัดโดยเฉพาะ รวมทั้งบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกัน&amp;amp;nbsp;ที่ให้ทุนสร้างอาคารผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาด้วยเงินทุนของโรงพยาบาลและได้ขอให้เทศบาลเมืองเชียงรายสนับสนุนสร้างอาคารครัว โรงซักฟอก และสถานที่เก็บศพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - พ.ศ. 2493 ได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ได้จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของ และอำเภอพะเยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - จัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กิจกรรมทางการแพทย์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:medium;&amp;quot;&amp;gt;[[#_ftn12|[12]]]&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากการปฏิบัติราชการยามปกติแล้ว ในช่วงสงครามอินโดจีน นายแพทย์เสมได้ร่วมทำงานในช่วงสงครามอินโดจีน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ปฏิบัติการสงครามเรียกร้องดินแดนคืน พ.ศ. 2483 มีการทดลองใช้น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึกระหว่าง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - มีการศึกษาต้นกาสามปีก (Vitex peduncularis) ในการรักษาโรคไข้จับสั่นในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การศึกษาต้นโมกหลวง (Holarrhena pubescens) ในการรักษาโรคบิดมีตัว (amoebic dysentery) ในทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมควินินไฮโดรคลอไรด์รักษาไข้จับสั่นขึ้นสมอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - การเตรียมมอร์ฟีน (morphine) ใช้ในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่นายแพทย์เสมปฏิบัติงานอยู่ที่เชียงรายเป็นระยะเวลาถึง 14 ปี ท่านเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่าง ๆ ทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพทย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ย้ายเข้ากรุงเทพฯ: การปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในช่วงปี พ.ศ. 2494-2500 กรมการแพทย์ ได้เสนอให้เร่งสร้างโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก และวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโอกาสได้รับบริการทั่วหน้าได้ และในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสมจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาเห็นว่า ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบริหารโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้หญิงและเด็กที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของประชากรไทย ที่มองเห็นว่าชาติจะเข้มแข็งได้ สุขภาพของประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และการอนามัยแม่และเด็กจะต้องดี ท่านมีบทบาทในการพัฒนาโรงพยาบาลหญิงแห่งนี้จนสามารถขยายจาก 75 เตียง เป็น 165 เตียง ในระยะเพียง 6 เดือน และพัฒนางานในด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับและนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ของรัฐ ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่ สามารถขยายบริการการรักษาพยาบาลได้รวดเร็ว[[#_ftn13|[13]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในระยะเวลาเพียง 6 ปี โรงพยาบาลหญิงในความรับผิดชอบของนายแพทย์เสมสามารถขยายแผนกได้ถึง 24 แผนก ทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่อื่น ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีแผนกพิเศษหลายแผนกที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโรงพยาบาลหญิง ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับการขยายบริการให้แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;แผนกโรคเด็ก&#039;&#039;&#039; ในปี พ.ศ. 2496 รัฐบาลดำริเห็นว่าผู้ป่วยเด็กมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ควรแยกผู้ป่วยเด็กจากผู้ป่วยสตรี เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น จึงได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลเด็กทางด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลหญิง โดยอยู่ภายใต้การบริหารดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ในปีแรกที่เปิดดำเนินการ คนไข้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2 เท่าของคนไข้เด็กที่เคยรักษาแต่เดิม ในวันหนึ่ง ๆ&amp;amp;nbsp;จะมีเด็กมารักการรักษาประมาณ 400 คน แต่ในเวลาที่มีโรคระบาด เด็กจะป่วยเพิ่มมากขึ้น 600-700 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 โรงพยาบาลเด็กได้ปรับปรุงขยายกิจการ ออกไปเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยจนถึงอายุ&amp;amp;nbsp;15 ปี ทั้งชายและหญิง[[#_ftn14|[14]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การผลิตพยาบาลไปอยู่ประจำตามโรงพยาบาลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039; แนวคิดสำคัญจากนายแพทย์เสมประการหนึ่งที่นำมาใช้ในการผลิตพยาบาลคือ ก็คือท่านมีความคิดว่า แทนที่จะเปิดสอบรับคนเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วกระจายส่งไปตามแบบที่ ก.พ. ใช้แบบในปัจจุบัน สมัยนั้นใช้วิธีเลือก &#039;&#039;&#039;“เยาวชนสตรี”&#039;&#039;&#039; จากแต่ละจังหวัดเข้ามาเรียนแล้วส่งกลับไปทำงานในจังหวัดภูมิลำเนา ทำให้ไม่ต้องห่างไกลจากพ่อแม่พี่น้อง ประหยัดค่างบประมาณค่าเช่าบ้านได้มากมาย ที่สำคัญยังช่วยให้ไม่มีปัญหา &#039;&#039;&#039;“ขาดแคลนพยาบาลในชนบท”&#039;&#039;&#039; อย่างที่เกิดกับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น ๆ มาจนทุกวันนี้[[#_ftn15|[15]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การตั้งแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลือง &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมมีความสนใจในเรื่องถ่ายเลือดเป็นพิเศษ&amp;amp;nbsp;ในคราวที่ได้ไปศึกษาดูงานการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้ศึกษาเรื่องการถ่ายเลือด (Transfusion) ด้วย&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังใหม่มากสำหรับวงการแพทย์ของไทยเวลานั้น เมื่อโรงพยาบาลหญิงเริ่มเปิดเป็นทางการในปี 2494 ท่านได้ทำการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย จำนวน 183 ราย อย่างได้ผลดี ในปีต่อ ๆ มามีผู้ป่วยรับการถ่ายเลือกจากโรงพยาบาลหญิงเพิ่มขึ้นจำนวนหลายเท่าตัว ดังนั้นในปี 2500 จึงได้เปิดแผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลืองขึ้น เพื่อบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเลือดและน้ำเหลืองไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในภูมิภาคของกรมการแพทย์ด้วย[[#_ftn16|[16]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกพัสดุและซักฟอก &#039;&#039;&#039;นายแพทย์เสมได้พัฒนาให้มีโรงซักฟอกและโรงครัวแบบทันสมัยที่สุดด้วยเครื่องจักรกลและระบบไอน้ำซึ่งไม่มีโรงพยาบาลใดในกรุงเทพฯ เคยมีเครื่องจักรกลชนิดนี้มาก่อน[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;การพัฒนาแผนกทะเบียนและสถิติ &#039;&#039;&#039;เป็นงานแขนงหนึ่งของโรงพยาบาลหญิงที่ได้ปรับปรุงก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา นายแพทย์เสมได้ติดต่อขอผู้เชี่ยวชาญทางสถิติจากองค์การอนามัยโลกทำให้การประมวลสถิติการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงจากรายงานคนไข้ตลอดจนการเก็บบันทึกและรวบรวมรายงานมีหลักเกณฑ์ได้มาตรฐานองค์การอนามัยโลก นับเป็นงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นายแพทย์เสมได้บุกเบิกไว้ให้แก่โรงพยาบาลของรัฐ[[#_ftn18|[18]]] ดัง นายแพทย์ วิชัย โชควิวัฒน ได้กล่าวชมท่านไว้ว่า ระบบสถิติที่โรงพยาบาลหญิงเป็นระบบที่เยี่ยม เพราะอาจารย์เสมไปวางระบบไว้ มีโรงพยาบาลอื่น ๆ ไปดูงานกันเยอะ[[#_ftn19|[19]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมมีความคิดริเริ่มในการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ท่านมีความดำริว่า การแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ ที่จะช่วยทำการตรวจสอบทางห้องทดลอง ท่านจึงทำเรื่องเสนอกรมการแพทย์ เพื่อขอความเห็นชอบในการเจรจากับทางยูซอมให้ส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วย นั่นก็คือ นายแพทย์พริตชาร์ด&amp;amp;nbsp;(Prof. Pritchard) เพื่อมาช่วยบุกเบิกงานทางด้านเทคนิคการแพทย์ขึ้นในเมืองไทย เวลานั้นยังเป็นในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2497 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ยังสังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ภายหลังกลายเป็นคณะเทคนิคการแพทย์ มี นายแพทย์วีกูล&amp;amp;nbsp;วีรานุวัตร เป็นคณบดีคนแรก โดยมี ศาสตราจารย์พริตชาร์ด เป็นผู้ช่วยสำคัญ และเปิดสอนวิชาเทคนิคการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2497[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย (Thalasemia)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดง เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบกันมากในหมู่ชาวอีกสาน เกี่ยวกับการศึกษาโรคนี้ กล่าวกันว่า นายแพทย์เสมเป็นบุคคลแรก ๆ ในวงการแพทย์สาธารณสุขของไทยที่สนใจเรื่องโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี แพทย์รางวัลแมกไซไซ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ทำวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย ได้ให้เกียรติและกล่าวถึงนายแพทย์เสมไว้ว่า &#039;&#039;“การวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย แต่ก่อนไม่ค่อยมีใครทำ ตอนหลังที่ทำกันมาก มีประวัติเชื่อมโยงกับอาจารย์เสม ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า ตอนอยู่เชียงรายมีคนม้ามโตเยอะ ไม่รู้เป็นโรคอะไร จึงติดต่อให้ทางยูซอม ให้ส่งแพทย์ผู้มีชื่อเสียงชื่อ วินโทรบ (Winthrobe) แต่วินโทรบไม่มา จึงส่งมิสมินนิค (Miss Minnic) จากเซ็นหลุยมาแทน เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวิจัยธาลัสซีเมีย โดยร่วมกับอาจารย์ภาควิชาโลหิตวิทยาที่ศิริราช 2 ท่าน คือ อาจารย์สุภา ณ นคร และ อาจารย์สุดสาคร ตู้จินดา เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเรียนจบแพทย์ งานวิจัยเรื่องนี้ได้พัฒนาไปใหญ่โต อาจารย์เสมท่านเป็นคนรอบรู้ ท่านยังรู้เรื่องการถ่ายเลือด”&#039;&#039;[[#_ftn21|[21]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ด้วยผลกระทบทางการเมืองบางประการ นายแพทย์เสมได้ลาออกจากราชการก่อนการเกษียณ 8 ปี ออกมาทำงานส่วนตัวเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ &#039;&#039;&#039;“บริษัทดีไซน์ 103”&#039;&#039;&#039; ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา และการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;งานการเมือง&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาลของ นาย[[สัญญา_ธรรมศักดิ์|สัญญา_ธรรมศักดิ์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของ[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ|สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] มีการจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลของ พลเอก[[เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์|เกรียงศักดิ์_ชมะนันทน์]] เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของ พลเอก[[เปรม_ติณสูลานนท์|เปรม_ติณสูลานนท์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นสมาชิกวุฒิสภา&amp;amp;nbsp;เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย&amp;amp;nbsp;สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการผลักดันให้มีการสร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ&amp;amp;nbsp;จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ &#039;&#039;&#039;“สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Health for all by the year 2000)&#039;&#039;&#039; สนับสนุนหลัก 10 ประการ ของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 และมีการจัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เกียรติคุณ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&#039;&#039;&#039;[[#_ftn22|[22]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
*สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
*แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &lt;br /&gt;
*สังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn23|[23]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) &lt;br /&gt;
*มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) &lt;br /&gt;
*ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) &lt;br /&gt;
*เหรียญชัยสมรภูมิ &lt;br /&gt;
*เหรียญจักรพรรดิมาลา &lt;br /&gt;
*เหรียญอาสากาชาดชั้นที่ 1 &lt;br /&gt;
*เหรียญราชวัลลภ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รางวัลต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;[[#_ftn24|[24]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2526 - พ่อตัวอย่าง &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2532 - เหรียญ Health for All จาก W.H.O. &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - โล่ Asia Pacific Consortium as Physician Teacher Innovator &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2534 - บุคคลดีเด่นแห่งชาติด้านพัฒนาสังคม &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2535 - บุคคลดีเด่นด้านสาธารณสุข และสมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2540 - รางวัลประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” จาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2551 - รางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &lt;br /&gt;
*พ.ศ. 2553 - รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง จากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ชีวิตครอบครัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสมสมรสกับนางแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว (นามสกุลเดิม ปิยะเกศิน) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2480 พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 2 คน&amp;amp;nbsp;หนึ่งในนั้น คือ นายชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยาม เจ้าของผู้ก่อตั้ง บริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง โดยนางแฉล้มถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ถึงแก่อนิจกรรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นายแพทย์เสม ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554&amp;amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลราชวิถี สิริอายุรวม 100 ปี 1 เดือน 8 วัน จากการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะช็อก และไตวาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= &amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt; =&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549.&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 12-13.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref2|[2]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 28-29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref3|[3]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref4|[4]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 14.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม&amp;amp;nbsp;พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 33.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]] โรงพยาบาลเอกเทศเป็นชื่อราชการ หมายถึง โรงพยาบาลที่ทำทุกอย่างด้วยตนเองหมด หมอคนเดียว ไม่มีพยาบาล&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 18-19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 20-21.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 22-25.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 26-28. และ สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 66-69.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]] เป็นนโยบายในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (ระหว่าง พ.ศ. 2476-2481) มีนโยบายให้กรมสาธารณสุขทำโครงสร้างโรงพยาบาลให้มีขึ้นทั่วทุกจังหวัด ในขั้นต้นให้จัดสร้างตามชายแดนก่อน เพื่อแสดงเกียรติภูมิแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า “อวดธง” เริ่มแรกได้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดชายแดนลาว ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม เพื่ออวดธงไทยแก่พี่น้องชาวลาว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ ห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนไทยในท้องที่ห่างไกล รวมทั้งพี่น้องเพื่อนบ้านตามชายแดน&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 28.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 35. และ วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 116-117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 8-9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[19] วิชัย โชควิวัฒน. แด่คุณพ่อเสม พริ้มพวงแก้ว ปูชนียบุคคลในวงการสาธารณสุขไทย.กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2554, หน้า 117.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn21&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref21|[21]]] สันติสุข โสภณสิริ. เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง: ชีวิตและงานของศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.), สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.). 2549, หน้า 114.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn22&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref22|[22]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn23&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref23|[23]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn24&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref24|[24]]] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นเดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).&amp;amp;nbsp;ชีวิตงามด้วยความดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว. กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิท จำกัด. 2554, หน้า 63.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97&amp;diff=15998</id>
		<title>โครงการอนามัยชนบท</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97&amp;diff=15998"/>
		<updated>2024-06-21T07:16:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สาเหตุที่ต้องส่งเสริมสุขภาพพลานามัยของประชาชนในชนบทนั้น มีทั้งเหตุผลในทางเศรษฐกิจและในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ คือ การมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างชัดเจนซึ่งจำเป็นจะต้องเตรียมคนให้พร้อม กล่าวคือ ต้องปรับปรุงสุขภาพพลานามัยของประชาชนให้แข็งแรง มีการสาธารณสุขดี การศึกษาดี และการปกครองที่ดี ด้วยการส่งเสริมโครงการด้านการสร้างสาธารณูปโภคด้านสุขภาพ การจัดหาบุคลากรด้านสุขภาพที่จำเป็นให้กับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมภาวะโภชนาการให้ดีขึ้นในประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะในชนบท โครงการปรับปรุงการกินของชาวบ้านในชนบท จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลพยายามใช้เพื่อยกระดับการกินดีควบคู่กับการอยู่ดีด้วยการปรับปรุงอนามัยและสุขาภิบาลขนานใหญ่ ในขณะที่เหตุผลทางการเมืองนั้นต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลเผด็จการให้มีภาพลักษณ์ดูแลเอาใจใส่ประชาชน นับเป็นนโยบายที่รัฐต้องการสร้างความยอมรับจากประชาชนในชนบท ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือต่อสู้และแย่งชิงมวลชนในชนบทจาก[[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย|พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย]]ในสงครามมวลชนและอุดมการณ์ที่รัฐไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน และขบวนการคอมมิวนิสต์ที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในทางการเมืองภายในประเทศ ส่วนการเมืองระหว่างประเทศคือการเดินตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาในช่วง[[สงครามเย็น|สงครามเย็น]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การริเริ่มพัฒนาชนบทด้วยโครงการอนามัยท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากการทบทวนความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ประเทศไทยขององค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Operation Mission in Thailand) ในรอบ 8 ปี นับแต่เริ่มให้ความช่วยเหลือ เมื่อปี พ.ศ. 2501 นั้นปรากฏว่าลักษณะและรูปแบบการช่วยเหลือจะปรากฏใน 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;ที่ปรึกษาด้านเทคนิคในด้านสาธารณสุขศาสตร์ แพทยศาสตร์ศึกษา และการดูแลสุขภาพ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ทางการแพทย์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. ผู้สำเร็จการอบรมพิเศษจากมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และกระทรวงสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกา&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;การฝึกอบรมสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพในประเทศไทย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ได้ทำผ่านโครงการต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานเฉพาะของตนเอง โครงการสำคัญอันดับแรกที่ให้ความช่วยเหลือมาตั้งแต่ต้นและใช้งบประมาณมากที่สุดนั้น ได้แก่ โครงการควบคุมไข้มาเลเรีย ส่วนอีกโครงการที่ดำเนินการมาคู่กัน คือการสนับสนุนการศึกษาอบรมทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งบางโครงการเกิดขึ้นก่อนสัญญาความช่วยเหลือด้วยซ้ำและถือว่าเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องกับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ที่ดำเนินการปรับปรุงการแพทย์มาก่อนหน้า โดยใช้วิธีการเดียวกัน คือ ให้มีอาจารย์แพทย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยสอนและปรับปรุงการเรียนการสอนและฝึกหัดบุคลากรสำหรับดำเนินการแต่ละสาขาในระยะยาว มีข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้จะเน้นด้านการแพทย์เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในขณะที่ &#039;&#039;&#039;โครงการพัฒนาอนามัยท้องถิ่น (Local Health Development)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2499 จากการรวม 4 โครงการด้านสาธารณสุขเข้ามาไว้ดำเนินการร่วมกัน โดยมีเป้าหมายชัดเจน&amp;amp;nbsp;เพื่อพัฒนาการอนามัยในชุมชนชนบทด้วยแนวคิดการพึ่งตนเองที่ดำเนินการโดยได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก ระหว่าง พ.ศ. 2493-2500 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 128,800 เหรียญสหรัฐ เป็นโครงการที่มียอดงบประมาณ ลำดับที่ 13 ในทั้งหมด 19 โครงการสำคัญ[[#_ftn2|[2]]] แสดงให้เห็นว่าโครงการการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในชนบทไทยเริ่มมีปรากฏบ้างแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการพัฒนาอนามัยท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานด้านสาธารณสุขที่มีเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบทด้านสุขภาพอนามัยให้เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง และมีวิธีคิดและการดำเนินงานที่เน้นการร่วมกันพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพจากการหนุนเสริมจากภายนอก อันเป็นแนวคิดการพัฒนาชนบทที่ถูกนำมาใช้ในการคิดและทำงานพัฒนาด้านสาธารณสุขต่อมาอีกยาวนาน การดำเนินงานตามโครงการนี้ ระยะ 3 ปีแรก เป็นการโครงการนำร่องด้วยการพัฒนาเทคนิควิธีการสำหรับขยายหรือปรับปรุงระบบบริการสุขภาพในท้องถิ่นชนบท ซึ่งถ้าโครงการนำร่องประสบความสำเร็จจะนำไปสู่การขยายการจัดระบบบริการสุขภาพที่ดีขึ้นทั่วราชอาณาจักรต่อไปในโอกาสข้างหน้า โดยโครงการนำร่องเกิดขึ้นที่หมู่บ้านใน จังหวัดนครราชสีมา และภูเก็ต กิจกรรมในชุมชน แบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ การให้การสุขศึกษาหรือการให้ความรู้ด้านสุขภาพกับชาวบ้านในชุมชนผ่านสื่อ ทั้งโปสเตอร์ เอกสารใบปลิว คู่มือ ภาพยนตร์ และการฉายภาพนิ่ง เป็นต้น อีกส่วนเป็นการพัฒนาหมู่บ้านและปรับปรุงระบบสุขาภิบาลและจัดการบ้านเรือนให้ถูกสุขลักษณะ ภายใต้แนวคิดที่ชาวบ้านต้องช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุดและมีส่วนร่วมในการคิดวางแผน รวมถึงลงมือพัฒนาด้วยตัวเอง หวังพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอกให้น้อยที่สุด ต่อมาเน้นการให้คำแนะนำพัฒนาระบบน้ำดื่มสะอาดด้วยการสร้างระบบประปาหมู่บ้านทุกหมู่บ้านหรือการหาแหล่งน้ำสะอาด และการตั้งกองทุนเพื่อสร้างส้วมให้ได้ตามเป้าหมายครัวเรือนละหลัง ในขณะที่บางพื้นที่อาจจะมีการจัดบริการสุขภาพเสริมเกี่ยวกับอนามัยแม่และเด็ก โภชนาการ และอนามัยโรงเรียน โดยพยายามสร้างศูนย์ผดุงครรภ์ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หากพิจารณาจากแผนการปฏิบัติงานด้านโภชนาการของประเทศไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2490&amp;amp;nbsp;เป็นต้นมา พบว่า การให้ความสำคัญกับแผนงานโภชนาการอาจยังมีไม่มากนัก จากแผนการปฏิบัติงานของกรมสาธารณสุขโครงการ 5 ปี พ.ศ. 2495-2499 ที่มี 13 โครงการกิจกรรมปรากฏว่ารวมยอดงบประมาณแล้วการส่งเสริมโภชนาการอยู่ ลำดับที่ 12 มียอดงบประมาณมากกว่าการสถิติพยากรณ์ชีพแค่โครงการเดียว แม้ว่าในแผนงานโครงการต่าง ๆ จะมีเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยแต่ก็ยังไม่มากเพราะยังไม่ใช่แผนงานสำคัญ[[#_ftn4|[4]]] ยิ่งถ้าเทียบกับแผนการปฏิบัติงานด้านโภชนาการที่เน้นการลงไปปฏิบัติงานในภาคชนบทมากขึ้นในทศวรรษต่อมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญจากงบประมาณที่จัดสรรลงไปมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;amp;nbsp;ทั้งงบประมาณที่อยู่ในแผนงานโภชนาการชนบทโดยตรง และแผนงานพัฒนาอนามัยชนบทอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจจากการช่วยเหลือของต่างประเทศในทศวรรษ 2490&amp;amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบถึงการดำเนินแผนงานและนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินส่งเสริมสุขภาพในชนบท จากเดิมที่เน้นการรณรงค์ด้วยสื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ด้วยการสนับสนุนเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ บุคลากรและแผนปฏิบัติงานในท้องที่ชุมชนชนบทอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การมีเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งยานพาหนะจากความช่วยเหลือทำให้การดำเนินงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นสามารถขยายการปฏิบัติได้ขว้างขวางขึ้น ทั้งเชิงของแผนงานที่หลากหลายและพื้นที่ในชนบท ซึ่งมีผลอย่างมากในการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงโภชนาการใหม่ในชนบทในทศวรรษ 2500 ต่อมา ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 ทางสหรัฐอเมริกาและองค์การระหว่างประเทศของสหประชาชาติต่างก็เริ่มเน้นไปที่โครงการพัฒนาในชนบท รวมทั้งการพัฒนาสุขภาพอนามัยท้องถิ่นในชนบท[[#_ftn5|[5]]] ดังจะกล่าวถึงในประเด็นถัดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;โครงการโภชนาการชนบทจุดเริ่มต้นบูรณาการการปฏิบัติโครงการอนามัยชนบท&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการโภชนาการชนบท ได้เริ่มต้นขึ้นในราวเดือนกันยายน พ.ศ. 2503 ก่อนการสำรวจภาวะโภชนาการเริ่มต้น ในวันที่ 10 ตุลาคม ปีเดียวกันนี้ไม่นานที่ต่อมาเป็นข้อมูลป้อนกลับสำคัญสำหรับปรับปรุงสุขภาพของชาวบ้าน โดยระบุเลือกจังหวัดอุบลราชธานี &#039;&#039;&#039;“เพราะเป็นท้องถิ่นที่มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อยู่มากแล้ว ตัวเลขข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโภชนาการและโรคขาดธาตุอาหารต่าง ๆ ก็ได้รวบรวมไว้บ้างแล้ว”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn6|[6]]] ซึ่งโครงการนี้ได้รับการริเริ่มและสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศ 3 องค์กร คือ กองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตร (FAO) ซึ่งได้กำหนดกิจกรรมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาเรียกว่า Applied Nutrition Project (ANP)&amp;amp;nbsp;โดยมี มิสแอนเดอร์สัน&amp;amp;nbsp;(M. M.&amp;amp;nbsp;Anderson) เจ้าหน้าที่จากองค์การอาหารและเกษตรฯ ที่ถูกส่งมาช่วยปฏิบัติงานในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและร่วมกับกองส่งเสริมอาหารร่างโครงการชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการโภชนาการชนบท”&#039;&#039;&#039; โดยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ เงินทุนสนับสนุน วัสดุในการปฏิบัติงานและยานพาหนะจากองค์การสหประชาชาติทั้งสามดังกล่าว[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมา วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2504 องค์การระหว่างประเทศ คือ กองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) องค์การอาหารและเกษตร (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ลงนามในข้อผูกพันร่วมกันในโครงการนี้กับรัฐบาลไทยที่มีหน่วยงานผู้รับผิดชอบคือ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ มหาดไทย เกษตร ศึกษาธิการ และสาธารณสุข เน้นการทำงานร่วมกันในการพัฒนาชนบทอย่างรอบด้าน โดยมีวัตถุประสงค์ &#039;&#039;&#039;“เพื่อต่อต้านการขาดอาหารและยกระดับโภชนาการทั่ว ๆ ไปให้สูงขึ้น”&#039;&#039;&#039; ทั่วประเทศ โดยเริ่มโครงการขั้นทดลองใน 10 หมู่บ้านของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นการทดลองขั้นแรกเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อหาความชำนาญในการที่จะขยายโครงการให้กว้างขวางต่อไป และได้ทำพิธีเปิดการอบรมครั้งแรกตามโครงการนี้ขึ้น&amp;amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2504 แนวทางการดำเนินงานในท้องถิ่นที่สำคัญ คือ เพิ่มผลิตผลทางอาหาร ให้การศึกษาแก่ประชาชนด้านโภชนาการ ศึกษาเรื่องโรคขาดธาตุอาหารและวิธีการควบคุม ส่งเสริมและปรับปรุงอุปกรณ์การศึกษาและจัดเลี้ยงอาหารในโรงเรียน&amp;amp;nbsp;และการดำเนินการผ่านกลุ่มเกษตรกร กลุ่มสตรีในด้านการปรับปรุงโภชนาการในชุมชนชนบท โดยโครงการที่จังหวัดอุบลราชธานีมีกำหนดระยะทดลองไว้&amp;amp;nbsp;2 ปี[[#_ftn8|[8]]] ซึ่งปรากฏว่าโครงการนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายเป็นตัวแบบสำคัญของการดำเนินการโครงการอนามัยชนบทของไทยต่อมาอีกหลายทศวรรษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แผนการดำเนินงานในระยะแรกเน้นการอบรมบุคคลในแขนงต่าง ๆ สำหรับช่วยในการรวบรวมข้อมูลและดำเนินงานในท้องถิ่น ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.&amp;amp;nbsp;การอบรมปฐมนิเทศแก่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้บริหาร อาทิ นายอำเภอ ศึกษาธิการอำเภอ อนามัยอำเภอ พัฒนากร พัฒนานิเทศ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;อบรมครูประชาบาลในโรงเรียนจากหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;การอบรมเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์และผู้ตรวจการนางสงเคราะห์จาก 10 หมู่บ้านที่ร่วมโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;การอบรมเจ้าหน้าที่ทางวิชาการประกอบด้วย พัฒนากร พนักงานกสิกรรม เจ้าหน้าที่วิทยาลัยครูชนบท&amp;amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยอำเภอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โดยเนื้อหาวิชาที่อบรมได้แก่ อาหารและโภชนาการ การกสิกรรม&amp;amp;nbsp;การปศุสัตว์ การประมง คหกรรมศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น วิธีการปฏิบัติงานในท้องถิ่น[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การดำเนินงานในขั้นตอนที่สองก็คือการสำรวจภาวะโภชนาการและการเกษตรในชุมชนหมู่บ้าน&amp;amp;nbsp;ทั้ง 10 หมู่บ้าน เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่จะนำไปสู่การหาทางจัดการแก้ไขสองด้าน คือ ด้านโภชนาการ&amp;amp;nbsp;เพื่อศึกษาถึงคุณภาพและปริมาณอาหารที่ราษฎรในท้องถิ่นรับเป็นประจำ ขนบธรรมเนียมประเพณี บริโภคนิสัย ฐานะทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ การตรวจสุขภาพทางการแพทย์ การตรวจทางชีวเคมี การตรวจสุขภาพราษฎร ทั้งหมด 5,465 คน รวมทั้งเด็กอ่อนอายุตั้งแต่ 5 ปี ลงมาจำนวน 610 คนด้วยโดยให้ความสำคัญพิเศษกับหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน ผลการสำรวจ ขาดวิตามิน เอ บีหนึ่ง บีสอง ไขมัน แคลเซี่ยม และโปรตีน ส่วนอีกด้านคือการเกษตรนั้นมีเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตทางอาหารเพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขั้นตอนต่อจากนั้นคือการปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการระดับท้องถิ่นเริ่มหลังจากที่ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แล้วแบ่งเป็นกิจกรรมสำคัญ ได้แก่[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. &amp;lt;u&amp;gt;การประชุม&amp;lt;/u&amp;gt; เกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของงาน ตลอดจนทบทวนอุปสรรคที่พบ ทั้งในส่วนกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนโดยคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ&amp;amp;nbsp;และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางสนับสนุนโครงการตามความจำเป็น โดยเฉพาะด้านสื่อ เอกสาร ภาพโฆษณาต่าง ๆ ที่ต้องใช้อบรมเผยแพร่ ส่วนระดับจังหวัดประชุมเพื่ออำนวยการ เดือนละ 2 ครั้ง ระดับหมู่บ้านมีทั้งการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่เพื่อประสานความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน และมีการประชุมชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ในการดำเนินงานตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านสาธารณสุข&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;กองโภชนาการส่งนายแพทย์ 1 คน และโภชนากร 2 คน ไปประจำอยู่แผนกอนามัยจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานฝ่ายต่าง ๆ ของโครงการและลงปฏิบัติงานในพื้นที่ แนะนำสาธิตหลักการหุงต้มให้ถูกหลักโภชนาการ สาธิตวิธีเพิ่มคุณค่าของข้าวเหนียวโดยใช้ถั่วเขียว ให้โภชนศึกษาและสาธิตการจัดอาหารแก่นักเรียนโดยร่วมกับผดุงครรภ์ดำเนินการเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียนรวมทั้งเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามผลงานเป็นครั้งคราว ขณะเดียวกันแผนกอนามัยจังหวัดอุบลราชธานีมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานงานโครงการ สำรวจโรคพยาธิ์และให้การรักษา สร้างสำนักงานผดุงครรภ์ 7 แห่ง ในหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการ 10 แห่ง สร้างส้วม บ่อน้ำ และให้เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านเกษตร&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ชี้แจงแนะราษฎรเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตทางอาหารด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนนอกฤดูทำนา การหาทางส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และแจกจ่ายพันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ แก่โรงเรียนให้เลี้ยงเป็นการสาธิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินการด้านศึกษาธิการ&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;สร้างโรงอาหารให้โรงเรียน 4 แห่ง ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อื่นปรับปรุงโรงเรียนจัดทำการปลูกผักสวนครัวเป็นอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านมหาดไทย&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ให้พัฒนากรช่วยเหลือในการปฏิบัติงานทุกอย่างในหมู่บ้านและโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. &amp;lt;u&amp;gt;การผลิตเอกสารและสิ่งพิมพ์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน&amp;lt;/u&amp;gt; มีการจัดพิมพ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; -&amp;amp;nbsp;คู่มือโภชนาการ เกษตรและอนามัยจัดทำโดยคณะอนุกรรมการสาขาส่งเสริมอาหารและสาขาโภชนศาสตร์ เพื่อเป็นคู่มือแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในระดับหมู่บ้านและมีภาพโฆษณาอาหารหลัก 5 หมู่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ภาพโฆษณาส่งเสริมให้เลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ ข้อแนะนำเกี่ยวกับการให้อาหารเพิ่มเติมในระยะหย่านม เอกสารอาหารทารกและเด็กวัยก่อนเรียน ที่จัดทำขึ้นโดยคณะอนุกรรมการสาขาโภชนาการของทารกและเด็กวัยก่อนเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. &amp;lt;u&amp;gt;การอบรมด้านคหกรรมศาสตร์และการเพิ่มผลิตผลทางอาหาร&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;มีการอบรมในกลุ่มกรรมการหมู่บ้านทั้ง 10 แห่ง อบรมแม่บ้านด้านคหกรรมศาสตร์ อบรมกลุ่มกสิกรชาวนาและกลุ่มครูด้านเพิ่มผลผลิตทางอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในการดำเนินงานด้านโภชนาการในชุมชนชนบทในช่วงทศวรรษ 2500 นั้น นางผดุงครรภ์ชั้น 2&amp;amp;nbsp;ที่รัฐบาลพยายามเพิ่มให้พอจำนวนในทุกตำบลมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่อยู่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด โดยการเพิ่มจำนวนนางผดุงครรภ์ในภาคอีสานได้เริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ กันกับโครงการโภชนาการชนบทในปี พ.ศ. 2503 และมีกองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติสนับสนุนเงินทุนงบประมาณด้วยเช่นกัน ด้วยการให้จัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อผลิตนางผดุงครรภ์กระจายให้ครบทุกตำบลโดยเร็ว ตามแผนการหลังจากนางผดุงครรภ์เรียนจบไปประจำที่สำนักงานผดุงครรภ์ชั้น 2 ประจำตำบลแล้ว ทางยูนิเซฟจะช่วยเหลือด้วยการจัดหาเครื่องมือประจำสำนักงานผดุงครรภ์ จักรยานและกระเป๋าคลอดบุตร คนละ 1 ชุด รวมทั้งให้นมผง สบู่ และน้ำมันตับปลา สำหรับแจกจ่ายแก่หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อนและเด็กอีกด้วย[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ข้อสังเกตสำคัญ คือเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือจากภายนอกนั้นมีจำนวนไม่มากนัก แต่ปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จ คือเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ได้รับการอบรมความรู้ใหม่โดยเฉพาะเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาโภชนาการอย่างชัดเจน โดยใช้รูปแบบความสำเร็จของสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นแนวคิดสำคัญของการดำเนินงาน นั่นคือการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้พอกิน พร้อมกันไปกับการอบรมการจัดการอาหารในครัวเรือนจากความรู้ทางด้านคหกรรมศาสตร์และการมีความรู้การกินให้ถูกหลักโภชนาการใหม่เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีเป็นผลลัพธ์สุดท้ายตามเป้าหมายของโครงการ&amp;amp;nbsp;การจัดการให้โรงเรียนเป็นสถาบันในชุมชนที่สอนเด็กทั้งการทำสวนครัวและการสาธิตทำอาหารกลางวันที่ถูกหลักโภชนาการใหม่ให้นักเรียนได้ลงมือทำและเรียนรู้จากของจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;รูปแบบโครงการอนามัยชนบทที่นำเข้าและปรับแปลงจากสหรัฐอเมริกามาใช้พัฒนาชนบทไทยในสงครามเย็น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เห็นได้ว่าในทศวรรษ 2500 การวางแผนโครงการและออกแบบการดำเนินงานพัฒนาอย่างเข้มข้นในชนบทหลายโครงการทั้งด้านจิตวิทยา วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ รวมทั้งโครงการอนามัยชนบทที่ดำเนินการควบคู่อยู่กับโครงการโภชนาการชนบทนั้น ได้นำเอาประสบการณ์ต้นแบบการปฏิบัติหรือแผนงานโครงการหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกามาก่อน แล้วมาใช้ในการดำเนินนโยบายพัฒนาชนบทในประเทศไทย และจากการแนะนำปรึกษาของหน่วยงานพัฒนาของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เช่น องค์การบริหารเทศกิจแห่งสหรัฐฯ (USOM) และองค์การความช่วยเหลือแห่งสหรัฐฯ (USAID) ดังปรากฏในโครงการพัฒนาการท้องถิ่นแห่งชาติ พ.ศ. 2502-2504 ที่เน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนทุกกลุ่มในโครงการพัฒนาเพื่อปลูกฝังแนวคิดใหม่ ๆ ด้านการพัฒนาท้องถิ่นผ่านการรวมกลุ่มการทำกิจกรรมและการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำและมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง ผ่านโครงการที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษกำกับ อาทิ&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;“1) เด็ก-จัดตั้งยุวกสิกร (4-H Club)[[#_ftn13|[13]]]ขึ้นในหมู่บ้าน&amp;amp;nbsp;&#039;2) สตรีจัดตั้งสมาคมสตรีชนบทขึ้น ...4) จัดตั้งกลุ่มชาวนา (Farmer’s Club) นำโครงการส่งเสริมเกษตรกรรม (Extension Service) เข้าไปเผยแพร่”&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางที่ประสงค์จะให้ประชาชนในท้องถิ่นที่มีเวลาว่างใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและรู้จักปรับปรุงคุณภาพการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น[[#_ftn14|[14]]] นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในส่วนของการดำเนินกิจกรรมโครงการโภชนาการชนบทนั้น ก็ได้เอาบทเรียนแห่งความสำเร็จจากการดำเนินงานปรับปรุงส่งเสริมด้านโภชนาการใหม่ในสหรัฐอเมริกามาก่อน ตัวอย่างเช่น โครงการอาหารกลางวัน (School Lunch Program) ที่ใช้แก้ปัญหาการขาดสารอาหารในกลุ่มนักเรียนที่ยากจนด้วยการจัดโครงการอาหารกลางวันฟรีโดยรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าจ่ายที่ทำสำเร็จในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1910-1920&amp;amp;nbsp;ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงอาหารที่ถูกหลักโภชนาการใหม่ให้นักเรียนกินแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการสอนโภชนาการใหม่ไปยังนักเรียนและผู้ปกครองด้วย[[#_ftn15|[15]]]ในขณะที่การส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ในชุมชนเพื่อผลิตอาหารขึ้นบริโภคนั้น ก็อาศัยการดำเนินโครงการปรับปรุงการเกษตรและโภชนาการในชนบทของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1920-1950 ในโครงการที่ชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“การขยายการเกษตร”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Agricultural Extension Service)&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ที่อาศัยการดำเนินงานทางคหกรรมศาสตร์ผ่านบทบาทของสถานศึกษาระดับวิทยาลัยในท้องถิ่น (กรณีของโครงการอุบลฯ มีอาจารย์จากวิทยาลัยครูท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย) คหกร พัฒนากร นักการเกษตรจากกระทรวงเกษตรที่เข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่และก่อตั้งกลุ่มยุวกสิกร (รูปแบบเดียวกับ 4-H Club ในสหรัฐอเมริกา) และกลุ่มแม่บ้าน เป็นต้น[[#_ftn16|[16]]] นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับปรุงภาวะโภชนาการในครอบครัวของคนผิวดำในชนบท ที่อาศัยบทบาทของ คหกร ครู และนักพัฒนาด้านเกษตร ทำงานร่วมกันในการปรับปรุงส่งเสริมอาหารและการกินอยู่ โดยใช้คหกรรมศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่โภชนาการใหม่ไปสู่ครอบครัวชาวผิวดำในชนบทที่ล้าหลังในสังคมอเมริกันเอง[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนามัยชนบท: จุดกำเนิดงานสาธารณสุขมูลฐานและการขยายงานด้านสาธารณสุขในชนบท&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปลาย พ.ศ. 2506 หลังจากโครงการทดลองโภชนาการชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานีได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ “&#039;&#039;องค์การสงเคราะห์เด็กระหว่างประเทศ (ยูนิเซฟ-ผู้เขียน) ได้ยืนยันในที่ประชุมจังหวัดอุบลราชธานี&amp;amp;nbsp;ยินดีจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป หากทางฝ่ายเราพร้อมที่จะขยายงานออกไปในเขตอื่น”&#039;&#039;[[#_ftn18|[18]]] ต่อมาใน พ.ศ. 2508 ปรากฏว่าได้ขยายไปอีก 29 หมู่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะขยายไปจัดโครงการในจังหวัดอื่น คือ เชียงใหม่ที่อำเภอสันทรายใน พ.ศ. 2510 โดยมีโครงการเลี้ยงไก่เพิ่มอาหารโปรตีนของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟ และปีต่อมาได้ขยายไปที่อำเภอดอยเต่าเรียกชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการดอยเต่า”&#039;&#039;&#039; ที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขวัญและเป็นต้นแบบในการขยายไปสู่จังหวัดอื่นด้วยการจัดให้มีผู้ช่วยฝ่ายผลิตประจำหมู่บ้านจากเกษตรกรในชุมชนที่มาอบรมการผลิตตามเกษตรแผนใหม่ขึ้นเผยแพร่แก่ชาวบ้าน[[#_ftn19|[19]]]&amp;amp;nbsp;ซึ่งถือได้ว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการอุบลฯ”&#039;&#039;&#039; ได้กลายเป็นต้นแบบในการทำงานเผยแพร่โภชนาการใหม่ในชนบทของประเทศไทยทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผลของโครงการอุบลนอกจากเป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบบูรณาการด้านสุขภาพอนามัยในชุมชนสำหรับการขยายงานให้กว้างขวางขึ้นได้ในชนบททั่วประเทศแล้ว ยังพบว่าปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การมีส่วนร่วมของเจ้าของชุมชนเองและกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยในชนบทอย่างเชื่อมโยง อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ โครงการอุบลฯ ได้ก่อให้เกิดการศึกษาวิจัยการค้นพบรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาด้านโภชนาการแนวทางใหม่ หรือมีนวัตกรรมเกิดขึ้นจากการทำงานอย่างยาวนานในพื้นที่โภชนาการชนบทในจังหวัดอุบลราชธานีจำนวนมาก ตัวอย่าง เช่น ผลงานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องและครบวงจร เรื่องการศึกษารูปแบบเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในทารกและเด็กวัยก่อนเรียนในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยให้ภาวะทุพโภชนาการระยะรุนแรงลดลงจาก ร้อยละ 40 เป็น ร้อยละ 20 และที่สำคัญได้มีการคิดค้นสูตรอาหารเสริมที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ได้แก่ ข้าว ถั่ว และงา เพื่อนำไปเลี้ยงเด็กจนสามารถให้ท้องถิ่นเป็นผู้แก้ปัญหาทุพโภชนาการเองได้[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กล่าวได้ว่าโครงการโภชนาการชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานี หรือ &#039;&#039;&#039;“โครงการอุบลฯ”&#039;&#039;&#039; ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนามัยชนบท ถือเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาสาธารณสุขในชนบทอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นแบบแผนที่ได้รับการพัฒนาและสืบทอดมาในการทำงานพัฒนาสาธารณสุขในชนบทต่อมาอย่างยาวนาน&amp;amp;nbsp;จนกลายเป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างชัดเจนเต็มตัวในโครงการสาธารณสุขมูลฐานในต้นทศวรรษ 2520&amp;amp;nbsp;ซึ่งอาศัยประสบการณ์การเริ่มต้นงานพัฒนาชนบทของโครงการอุบลเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินงาน&amp;amp;nbsp;โดยเฉพาะงานด้านโภชนาการที่ได้รับการพัฒนาจนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างมากในงานสาธารณสุขมูลฐานต่อมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะอนุกรรมการสาขาส่งเสริมอาหาร และคณะอนุกรรมการสาขาโภชนศาสตร์ในคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ. 2505. คู่มือโภชนาการ เกษตร และอนามัย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2559. “การเมืองเรื่องการพัฒนา”: นโยบายโภชนาการชนบทกับการรุกคืบของรัฐในการพัฒนาสุขภาพชาวบ้านในชุมชนยุคสงครามเย็น”. วารสารประวัติศาสตร์. ปีที่ 40 (สิงหาคม 2558-กรกฎาคม 2559): 25-76.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุทัย พิศลยบุตร. 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533.” ใน อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอุทัย พิศลยบุตร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] Robert L. Zobel, &amp;lt;u&amp;gt;Assistance to Public Health in Thailand&amp;lt;/u&amp;gt;, (Bangkok: United States Operation Mission in Thailand, 1958), p. 1.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[2] Ibid, และดูตารางหน้า 3 ประกอบ.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[3] Ibid, pp. 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[4] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (3) สร. 0201.62/27 ปึก 3 เรื่องโครงการและการปฏิบัติงานกระทรวงสาธารณสุข (25 ก.ย. 2493-9 ก.ย.2496).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]ชาติชาย มุกสง, 2559. “การเมืองเรื่องการพัฒนา”: นโยบายโภชนาการชนบทกับการรุกคืบของรัฐในการพัฒนาสุขภาพชาวบ้านในชุมชนยุคสงครามเย็น,” วารสารประวัติศาสตร์. ปีที่ 40 (สิงหาคม 2558-กรกฎาคม 2559): 61-62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 3 ขอเชิญประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (3 ตุลาคม 2503).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]]อุทัย พิศลยบุตร, 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533,” ใน อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอุทัย พิศลยบุตร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540. หน้า 18.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 3 ขอเชิญประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (3 ตุลาคม 2503); หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] เรื่องเดียวกัน.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สบ. 5.1.1.2/18 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ (พ.ศ. 2502) เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] 4-H club คือโครงการอบรมพัฒนาทักษะเยาวชนใน 4 ด้านคือ Head Heart Hands and Health กำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1902 ที่เมืองคลาร์กเคาน์ตี้ โอไฮโอ ที่รู้จักกันในนาม The Tomato Club หรือ Corn Growing Club ที่มีเป้าหมายให้เยาวชนรวมกลุ่มกันฝึกหัดการทำการเกษตร เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงานและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในหมู่เด็กและเยาวชน รวมทั้งเป็นการสร้างทัศนคติการปรับปรุงคุณภาพชีวิตตั้งแต่เด็กอีกด้วย&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สบ.5.1.1.2/19 เรื่องการปรับปรุงงานพัฒนาการท้องถิ่น โครงการพัฒนาการท้องถิ่นแห่งชาติ พ.ศ. 2502-2504 (พ.ศ. 2502-2504).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] Harvey A. Levenstein, 2003. Revolution at the Table: The Transformation of the American Diet, Berkeley and Los Angles: University of California Press, pp. 116-120.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] Ibid, pp. 178-182.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]]กรุณาดู Carmen Harris, 1997. “Grace under Pressure: The Black Home Extension Service in South Carolina, 1919-1966”, pp. 203-229, in Sarah Stage and&amp;amp;nbsp; Virginia Vincenti (eds.), Rethinking Home Economics: Women and the History of a Professional. Ithaca, New York: Cornell university Press.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/5 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่2/2506/7 ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (31 ตุลาคม 2506).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]]อุทัย พิศลยบุตร, 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533”, หน้า 19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]]อาจารย์อารี @ 80: หนึ่งในความพยายามจัดการความรู้เพื่อชีวิต. (หนังสืออนุสรณ์เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี 20 ตุลาคม 2548).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97&amp;diff=15997</id>
		<title>โครงการอนามัยชนบท</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97&amp;diff=15997"/>
		<updated>2024-06-21T07:07:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สาเหตุที่ต้องส่งเสริมสุขภาพพลานามัยของประชาชนในชนบทนั้น มีทั้งเหตุผลในทางเศรษฐกิจและในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ คือ การมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างชัดเจนซึ่งจำเป็นจะต้องเตรียมคนให้พร้อม กล่าวคือ ต้องปรับปรุงสุขภาพพลานามัยของประชาชนให้แข็งแรง มีการสาธารณสุขดี การศึกษาดี และการปกครองที่ดี ด้วยการส่งเสริมโครงการด้านการสร้างสาธารณูปโภคด้านสุขภาพ การจัดหาบุคลากรด้านสุขภาพที่จำเป็นให้กับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมภาวะโภชนาการให้ดีขึ้นในประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะในชนบท โครงการปรับปรุงการกินของชาวบ้านในชนบท จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลพยายามใช้เพื่อยกระดับการกินดีควบคู่กับการอยู่ดีด้วยการปรับปรุงอนามัยและสุขาภิบาลขนานใหญ่ ในขณะที่เหตุผลทางการเมืองนั้นต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลเผด็จการให้มีภาพลักษณ์ดูแลเอาใจใส่ประชาชน นับเป็นนโยบายที่รัฐต้องการสร้างความยอมรับจากประชาชนในชนบท ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือต่อสู้และแย่งชิงมวลชนในชนบทจาก[[พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย|พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย]]ในสงครามมวลชนและอุดมการณ์ที่รัฐไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน และขบวนการคอมมิวนิสต์ที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในทางการเมืองภายในประเทศ ส่วนการเมืองระหว่างประเทศคือการเดินตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาในช่วง[[สงครามเย็น|สงครามเย็น]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การริเริ่มพัฒนาชนบทด้วยโครงการอนามัยท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากการทบทวนความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ประเทศไทยขององค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Operation Mission in Thailand) ในรอบ 8 ปี นับแต่เริ่มให้ความช่วยเหลือ เมื่อปี พ.ศ. 2501 นั้นปรากฏว่าลักษณะและรูปแบบการช่วยเหลือจะปรากฏใน 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้[[#_ftn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;ที่ปรึกษาด้านเทคนิคในด้านสาธารณสุขศาสตร์ แพทยศาสตร์ศึกษา และการดูแลสุขภาพ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ทางการแพทย์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. ผู้สำเร็จการอบรมพิเศษจากมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และกระทรวงสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกา&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;การฝึกอบรมสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพในประเทศไทย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ได้ทำผ่านโครงการต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานเฉพาะของตนเอง โครงการสำคัญอันดับแรกที่ให้ความช่วยเหลือมาตั้งแต่ต้นและใช้งบประมาณมากที่สุดนั้น ได้แก่ โครงการควบคุมไข้มาเลเรีย ส่วนอีกโครงการที่ดำเนินการมาคู่กัน คือการสนับสนุนการศึกษาอบรมทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งบางโครงการเกิดขึ้นก่อนสัญญาความช่วยเหลือด้วยซ้ำและถือว่าเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องกับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ที่ดำเนินการปรับปรุงการแพทย์มาก่อนหน้า โดยใช้วิธีการเดียวกัน คือ ให้มีอาจารย์แพทย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยสอนและปรับปรุงการเรียนการสอนและฝึกหัดบุคลากรสำหรับดำเนินการแต่ละสาขาในระยะยาว มีข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้จะเน้นด้านการแพทย์เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในขณะที่ &#039;&#039;&#039;โครงการพัฒนาอนามัยท้องถิ่น (Local Health Development)&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;เพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2499 จากการรวม 4 โครงการด้านสาธารณสุขเข้ามาไว้ดำเนินการร่วมกัน โดยมีเป้าหมายชัดเจน&amp;amp;nbsp;เพื่อพัฒนาการอนามัยในชุมชนชนบทด้วยแนวคิดการพึ่งตนเองที่ดำเนินการโดยได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก ระหว่าง พ.ศ. 2493-2500 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 128,800 เหรียญสหรัฐ เป็นโครงการที่มียอดงบประมาณ ลำดับที่ 13 ในทั้งหมด 19 โครงการสำคัญ[[#_ftn2|[2]]] แสดงให้เห็นว่าโครงการการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในชนบทไทยเริ่มมีปรากฏบ้างแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการพัฒนาอนามัยท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานด้านสาธารณสุขที่มีเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบทด้านสุขภาพอนามัยให้เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง และมีวิธีคิดและการดำเนินงานที่เน้นการร่วมกันพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพจากการหนุนเสริมจากภายนอก อันเป็นแนวคิดการพัฒนาชนบทที่ถูกนำมาใช้ในการคิดและทำงานพัฒนาด้านสาธารณสุขต่อมาอีกยาวนาน การดำเนินงานตามโครงการนี้ ระยะ 3 ปีแรก เป็นการโครงการนำร่องด้วยการพัฒนาเทคนิควิธีการสำหรับขยายหรือปรับปรุงระบบบริการสุขภาพในท้องถิ่นชนบท ซึ่งถ้าโครงการนำร่องประสบความสำเร็จจะนำไปสู่การขยายการจัดระบบบริการสุขภาพที่ดีขึ้นทั่วราชอาณาจักรต่อไปในโอกาสข้างหน้า โดยโครงการนำร่องเกิดขึ้นที่หมู่บ้านใน จังหวัดนครราชสีมา และภูเก็ต กิจกรรมในชุมชน แบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ การให้การสุขศึกษาหรือการให้ความรู้ด้านสุขภาพกับชาวบ้านในชุมชนผ่านสื่อ ทั้งโปสเตอร์ เอกสารใบปลิว คู่มือ ภาพยนตร์ และการฉายภาพนิ่ง เป็นต้น อีกส่วนเป็นการพัฒนาหมู่บ้านและปรับปรุงระบบสุขาภิบาลและจัดการบ้านเรือนให้ถูกสุขลักษณะ ภายใต้แนวคิดที่ชาวบ้านต้องช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุดและมีส่วนร่วมในการคิดวางแผน รวมถึงลงมือพัฒนาด้วยตัวเอง หวังพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอกให้น้อยที่สุด ต่อมาเน้นการให้คำแนะนำพัฒนาระบบน้ำดื่มสะอาดด้วยการสร้างระบบประปาหมู่บ้านทุกหมู่บ้านหรือการหาแหล่งน้ำสะอาด และการตั้งกองทุนเพื่อสร้างส้วมให้ได้ตามเป้าหมายครัวเรือนละหลัง ในขณะที่บางพื้นที่อาจจะมีการจัดบริการสุขภาพเสริมเกี่ยวกับอนามัยแม่และเด็ก โภชนาการ และอนามัยโรงเรียน โดยพยายามสร้างศูนย์ผดุงครรภ์ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา[[#_ftn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หากพิจารณาจากแผนการปฏิบัติงานด้านโภชนาการของประเทศไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2490&amp;amp;nbsp;เป็นต้นมา พบว่า การให้ความสำคัญกับแผนงานโภชนาการอาจยังมีไม่มากนัก จากแผนการปฏิบัติงานของกรมสาธารณสุขโครงการ 5 ปี พ.ศ. 2495-2499 ที่มี 13 โครงการกิจกรรมปรากฏว่ารวมยอดงบประมาณแล้วการส่งเสริมโภชนาการอยู่ ลำดับที่ 12 มียอดงบประมาณมากกว่าการสถิติพยากรณ์ชีพแค่โครงการเดียว แม้ว่าในแผนงานโครงการต่าง ๆ จะมีเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยแต่ก็ยังไม่มากเพราะยังไม่ใช่แผนงานสำคัญ[[#_ftn4|[4]]] ยิ่งถ้าเทียบกับแผนการปฏิบัติงานด้านโภชนาการที่เน้นการลงไปปฏิบัติงานในภาคชนบทมากขึ้นในทศวรรษต่อมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญจากงบประมาณที่จัดสรรลงไปมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;amp;nbsp;ทั้งงบประมาณที่อยู่ในแผนงานโภชนาการชนบทโดยตรง และแผนงานพัฒนาอนามัยชนบทอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจจากการช่วยเหลือของต่างประเทศในทศวรรษ 2490&amp;amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบถึงการดำเนินแผนงานและนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินส่งเสริมสุขภาพในชนบท จากเดิมที่เน้นการรณรงค์ด้วยสื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ด้วยการสนับสนุนเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ บุคลากรและแผนปฏิบัติงานในท้องที่ชุมชนชนบทอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การมีเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งยานพาหนะจากความช่วยเหลือทำให้การดำเนินงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นสามารถขยายการปฏิบัติได้ขว้างขวางขึ้น ทั้งเชิงของแผนงานที่หลากหลายและพื้นที่ในชนบท ซึ่งมีผลอย่างมากในการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงโภชนาการใหม่ในชนบทในทศวรรษ 2500 ต่อมา ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 ทางสหรัฐอเมริกาและองค์การระหว่างประเทศของสหประชาชาติต่างก็เริ่มเน้นไปที่โครงการพัฒนาในชนบท รวมทั้งการพัฒนาสุขภาพอนามัยท้องถิ่นในชนบท[[#_ftn5|[5]]] ดังจะกล่าวถึงในประเด็นถัดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;โครงการโภชนาการชนบทจุดเริ่มต้นบูรณาการการปฏิบัติโครงการอนามัยชนบท&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โครงการโภชนาการชนบท ได้เริ่มต้นขึ้นในราวเดือนกันยายน พ.ศ. 2503 ก่อนการสำรวจภาวะโภชนาการเริ่มต้น ในวันที่ 10 ตุลาคม ปีเดียวกันนี้ไม่นานที่ต่อมาเป็นข้อมูลป้อนกลับสำคัญสำหรับปรับปรุงสุขภาพของชาวบ้าน โดยระบุเลือกจังหวัดอุบลราชธานี &#039;&#039;&#039;“เพราะเป็นท้องถิ่นที่มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อยู่มากแล้ว ตัวเลขข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโภชนาการและโรคขาดธาตุอาหารต่าง ๆ ก็ได้รวบรวมไว้บ้างแล้ว”&#039;&#039;&#039;[[#_ftn6|[6]]] ซึ่งโครงการนี้ได้รับการริเริ่มและสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศ 3 องค์กร คือ กองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตร (FAO) ซึ่งได้กำหนดกิจกรรมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาเรียกว่า Applied Nutrition Project (ANP)&amp;amp;nbsp;โดยมี มิสแอนเดอร์สัน&amp;amp;nbsp;(M. M.&amp;amp;nbsp;Anderson) เจ้าหน้าที่จากองค์การอาหารและเกษตรฯ ที่ถูกส่งมาช่วยปฏิบัติงานในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและร่วมกับกองส่งเสริมอาหารร่างโครงการชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการโภชนาการชนบท”&#039;&#039;&#039; โดยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ เงินทุนสนับสนุน วัสดุในการปฏิบัติงานและยานพาหนะจากองค์การสหประชาชาติทั้งสามดังกล่าว[[#_ftn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมา วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2504 องค์การระหว่างประเทศ คือ กองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) องค์การอาหารและเกษตร (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ลงนามในข้อผูกพันร่วมกันในโครงการนี้กับรัฐบาลไทยที่มีหน่วยงานผู้รับผิดชอบคือ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ มหาดไทย เกษตร ศึกษาธิการ และสาธารณสุข เน้นการทำงานร่วมกันในการพัฒนาชนบทอย่างรอบด้าน โดยมีวัตถุประสงค์ &#039;&#039;&#039;“เพื่อต่อต้านการขาดอาหารและยกระดับโภชนาการทั่ว ๆ ไปให้สูงขึ้น”&#039;&#039;&#039; ทั่วประเทศ โดยเริ่มโครงการขั้นทดลองใน 10 หมู่บ้านของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นการทดลองขั้นแรกเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อหาความชำนาญในการที่จะขยายโครงการให้กว้างขวางต่อไป และได้ทำพิธีเปิดการอบรมครั้งแรกตามโครงการนี้ขึ้น&amp;amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2504 แนวทางการดำเนินงานในท้องถิ่นที่สำคัญ คือ เพิ่มผลิตผลทางอาหาร ให้การศึกษาแก่ประชาชนด้านโภชนาการ ศึกษาเรื่องโรคขาดธาตุอาหารและวิธีการควบคุม ส่งเสริมและปรับปรุงอุปกรณ์การศึกษาและจัดเลี้ยงอาหารในโรงเรียน&amp;amp;nbsp;และการดำเนินการผ่านกลุ่มเกษตรกร กลุ่มสตรีในด้านการปรับปรุงโภชนาการในชุมชนชนบท โดยโครงการที่จังหวัดอุบลราชธานีมีกำหนดระยะทดลองไว้&amp;amp;nbsp;2 ปี[[#_ftn8|[8]]] ซึ่งปรากฏว่าโครงการนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายเป็นตัวแบบสำคัญของการดำเนินการโครงการอนามัยชนบทของไทยต่อมาอีกหลายทศวรรษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แผนการดำเนินงานในระยะแรกเน้นการอบรมบุคคลในแขนงต่าง ๆ สำหรับช่วยในการรวบรวมข้อมูลและดำเนินงานในท้องถิ่น ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.&amp;amp;nbsp;การอบรมปฐมนิเทศแก่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้บริหาร อาทิ นายอำเภอ ศึกษาธิการอำเภอ อนามัยอำเภอ พัฒนากร พัฒนานิเทศ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;อบรมครูประชาบาลในโรงเรียนจากหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;การอบรมเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์และผู้ตรวจการนางสงเคราะห์จาก 10 หมู่บ้านที่ร่วมโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;การอบรมเจ้าหน้าที่ทางวิชาการประกอบด้วย พัฒนากร พนักงานกสิกรรม เจ้าหน้าที่วิทยาลัยครูชนบท&amp;amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยอำเภอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; โดยเนื้อหาวิชาที่อบรมได้แก่ อาหารและโภชนาการ การกสิกรรม&amp;amp;nbsp;การปศุสัตว์ การประมง คหกรรมศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น วิธีการปฏิบัติงานในท้องถิ่น[[#_ftn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การดำเนินงานในขั้นตอนที่สองก็คือการสำรวจภาวะโภชนาการและการเกษตรในชุมชนหมู่บ้าน&amp;amp;nbsp;ทั้ง 10 หมู่บ้าน เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่จะนำไปสู่การหาทางจัดการแก้ไขสองด้าน คือ ด้านโภชนาการ&amp;amp;nbsp;เพื่อศึกษาถึงคุณภาพและปริมาณอาหารที่ราษฎรในท้องถิ่นรับเป็นประจำ ขนบธรรมเนียมประเพณี บริโภคนิสัย ฐานะทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ การตรวจสุขภาพทางการแพทย์ การตรวจทางชีวเคมี การตรวจสุขภาพราษฎร ทั้งหมด 5,465 คน รวมทั้งเด็กอ่อนอายุตั้งแต่ 5 ปี ลงมาจำนวน 610 คนด้วยโดยให้ความสำคัญพิเศษกับหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน ผลการสำรวจ ขาดวิตามิน เอ บีหนึ่ง บีสอง ไขมัน แคลเซี่ยม และโปรตีน ส่วนอีกด้านคือการเกษตรนั้นมีเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตทางอาหารเพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ขั้นตอนต่อจากนั้นคือการปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการระดับท้องถิ่นเริ่มหลังจากที่ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แล้วแบ่งเป็นกิจกรรมสำคัญ ได้แก่[[#_ftn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. &amp;lt;u&amp;gt;การประชุม&amp;lt;/u&amp;gt; เกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของงาน ตลอดจนทบทวนอุปสรรคที่พบ ทั้งในส่วนกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนโดยคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ&amp;amp;nbsp;และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางสนับสนุนโครงการตามความจำเป็น โดยเฉพาะด้านสื่อ เอกสาร ภาพโฆษณาต่าง ๆ ที่ต้องใช้อบรมเผยแพร่ ส่วนระดับจังหวัดประชุมเพื่ออำนวยการ เดือนละ 2 ครั้ง ระดับหมู่บ้านมีทั้งการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่เพื่อประสานความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน และมีการประชุมชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ในการดำเนินงานตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านสาธารณสุข&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;กองโภชนาการส่งนายแพทย์ 1 คน และโภชนากร 2 คน ไปประจำอยู่แผนกอนามัยจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานฝ่ายต่าง ๆ ของโครงการและลงปฏิบัติงานในพื้นที่ แนะนำสาธิตหลักการหุงต้มให้ถูกหลักโภชนาการ สาธิตวิธีเพิ่มคุณค่าของข้าวเหนียวโดยใช้ถั่วเขียว ให้โภชนศึกษาและสาธิตการจัดอาหารแก่นักเรียนโดยร่วมกับผดุงครรภ์ดำเนินการเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียนรวมทั้งเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามผลงานเป็นครั้งคราว ขณะเดียวกันแผนกอนามัยจังหวัดอุบลราชธานีมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานงานโครงการ สำรวจโรคพยาธิ์และให้การรักษา สร้างสำนักงานผดุงครรภ์ 7 แห่ง ในหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการ 10 แห่ง สร้างส้วม บ่อน้ำ และให้เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านเกษตร&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ชี้แจงแนะราษฎรเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตทางอาหารด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนนอกฤดูทำนา การหาทางส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และแจกจ่ายพันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ แก่โรงเรียนให้เลี้ยงเป็นการสาธิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินการด้านศึกษาธิการ&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;สร้างโรงอาหารให้โรงเรียน 4 แห่ง ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อื่นปรับปรุงโรงเรียนจัดทำการปลูกผักสวนครัวเป็นอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. &amp;lt;u&amp;gt;การดำเนินงานด้านมหาดไทย&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;ให้พัฒนากรช่วยเหลือในการปฏิบัติงานทุกอย่างในหมู่บ้านและโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. &amp;lt;u&amp;gt;การผลิตเอกสารและสิ่งพิมพ์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน&amp;lt;/u&amp;gt; มีการจัดพิมพ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; -&amp;amp;nbsp;คู่มือโภชนาการ เกษตรและอนามัยจัดทำโดยคณะอนุกรรมการสาขาส่งเสริมอาหารและสาขาโภชนศาสตร์ เพื่อเป็นคู่มือแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในระดับหมู่บ้านและมีภาพโฆษณาอาหารหลัก 5 หมู่ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; - ภาพโฆษณาส่งเสริมให้เลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ ข้อแนะนำเกี่ยวกับการให้อาหารเพิ่มเติมในระยะหย่านม เอกสารอาหารทารกและเด็กวัยก่อนเรียน ที่จัดทำขึ้นโดยคณะอนุกรรมการสาขาโภชนาการของทารกและเด็กวัยก่อนเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. &amp;lt;u&amp;gt;การอบรมด้านคหกรรมศาสตร์และการเพิ่มผลิตผลทางอาหาร&amp;lt;/u&amp;gt;&amp;amp;nbsp;มีการอบรมในกลุ่มกรรมการหมู่บ้านทั้ง 10 แห่ง อบรมแม่บ้านด้านคหกรรมศาสตร์ อบรมกลุ่มกสิกรชาวนาและกลุ่มครูด้านเพิ่มผลผลิตทางอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในการดำเนินงานด้านโภชนาการในชุมชนชนบทในช่วงทศวรรษ 2500 นั้น นางผดุงครรภ์ชั้น 2&amp;amp;nbsp;ที่รัฐบาลพยายามเพิ่มให้พอจำนวนในทุกตำบลมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่อยู่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด โดยการเพิ่มจำนวนนางผดุงครรภ์ในภาคอีสานได้เริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ กันกับโครงการโภชนาการชนบทในปี พ.ศ. 2503 และมีกองทุนสำหรับเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติสนับสนุนเงินทุนงบประมาณด้วยเช่นกัน ด้วยการให้จัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อผลิตนางผดุงครรภ์กระจายให้ครบทุกตำบลโดยเร็ว ตามแผนการหลังจากนางผดุงครรภ์เรียนจบไปประจำที่สำนักงานผดุงครรภ์ชั้น 2 ประจำตำบลแล้ว ทางยูนิเซฟจะช่วยเหลือด้วยการจัดหาเครื่องมือประจำสำนักงานผดุงครรภ์ จักรยานและกระเป๋าคลอดบุตร คนละ 1 ชุด รวมทั้งให้นมผง สบู่ และน้ำมันตับปลา สำหรับแจกจ่ายแก่หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อนและเด็กอีกด้วย[[#_ftn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ข้อสังเกตสำคัญ คือเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือจากภายนอกนั้นมีจำนวนไม่มากนัก แต่ปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จ คือเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ได้รับการอบรมความรู้ใหม่โดยเฉพาะเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาโภชนาการอย่างชัดเจน โดยใช้รูปแบบความสำเร็จของสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นแนวคิดสำคัญของการดำเนินงาน นั่นคือการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้พอกิน พร้อมกันไปกับการอบรมการจัดการอาหารในครัวเรือนจากความรู้ทางด้านคหกรรมศาสตร์และการมีความรู้การกินให้ถูกหลักโภชนาการใหม่เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีเป็นผลลัพธ์สุดท้ายตามเป้าหมายของโครงการ&amp;amp;nbsp;การจัดการให้โรงเรียนเป็นสถาบันในชุมชนที่สอนเด็กทั้งการทำสวนครัวและการสาธิตทำอาหารกลางวันที่ถูกหลักโภชนาการใหม่ให้นักเรียนได้ลงมือทำและเรียนรู้จากของจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;รูปแบบโครงการอนามัยชนบทที่นำเข้าและปรับแปลงจากสหรัฐอเมริกามาใช้พัฒนาชนบทไทยในสงครามเย็น&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เห็นได้ว่าในทศวรรษ 2500 การวางแผนโครงการและออกแบบการดำเนินงานพัฒนาอย่างเข้มข้นในชนบทหลายโครงการทั้งด้านจิตวิทยา วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ รวมทั้งโครงการอนามัยชนบทที่ดำเนินการควบคู่อยู่กับโครงการโภชนาการชนบทนั้น ได้นำเอาประสบการณ์ต้นแบบการปฏิบัติหรือแผนงานโครงการหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกามาก่อน แล้วมาใช้ในการดำเนินนโยบายพัฒนาชนบทในประเทศไทย และจากการแนะนำปรึกษาของหน่วยงานพัฒนาของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เช่น องค์การบริหารเทศกิจแห่งสหรัฐฯ (USOM) และองค์การความช่วยเหลือแห่งสหรัฐฯ (USAID) ดังปรากฏในโครงการพัฒนาการท้องถิ่นแห่งชาติ พ.ศ. 2502-2504 ที่เน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนทุกกลุ่มในโครงการพัฒนาเพื่อปลูกฝังแนวคิดใหม่ ๆ ด้านการพัฒนาท้องถิ่นผ่านการรวมกลุ่มการทำกิจกรรมและการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำและมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง ผ่านโครงการที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษกำกับ อาทิ&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;“1) เด็ก-จัดตั้งยุวกสิกร (4-H Club)[[#_ftn13|[13]]]ขึ้นในหมู่บ้าน&amp;amp;nbsp;&#039;2) สตรีจัดตั้งสมาคมสตรีชนบทขึ้น ...4) จัดตั้งกลุ่มชาวนา (Farmer’s Club) นำโครงการส่งเสริมเกษตรกรรม (Extension Service) เข้าไปเผยแพร่”&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางที่ประสงค์จะให้ประชาชนในท้องถิ่นที่มีเวลาว่างใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและรู้จักปรับปรุงคุณภาพการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น[[#_ftn14|[14]]] นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในส่วนของการดำเนินกิจกรรมโครงการโภชนาการชนบทนั้น ก็ได้เอาบทเรียนแห่งความสำเร็จจากการดำเนินงานปรับปรุงส่งเสริมด้านโภชนาการใหม่ในสหรัฐอเมริกามาก่อน ตัวอย่างเช่น โครงการอาหารกลางวัน (School Lunch Program) ที่ใช้แก้ปัญหาการขาดสารอาหารในกลุ่มนักเรียนที่ยากจนด้วยการจัดโครงการอาหารกลางวันฟรีโดยรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าจ่ายที่ทำสำเร็จในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1910-1920&amp;amp;nbsp;ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงอาหารที่ถูกหลักโภชนาการใหม่ให้นักเรียนกินแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการสอนโภชนาการใหม่ไปยังนักเรียนและผู้ปกครองด้วย[[#_ftn15|[15]]]ในขณะที่การส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ในชุมชนเพื่อผลิตอาหารขึ้นบริโภคนั้น ก็อาศัยการดำเนินโครงการปรับปรุงการเกษตรและโภชนาการในชนบทของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1920-1950 ในโครงการที่ชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“การขยายการเกษตร”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;(Agricultural Extension Service)&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ที่อาศัยการดำเนินงานทางคหกรรมศาสตร์ผ่านบทบาทของสถานศึกษาระดับวิทยาลัยในท้องถิ่น (กรณีของโครงการอุบลฯ มีอาจารย์จากวิทยาลัยครูท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย) คหกร พัฒนากร นักการเกษตรจากกระทรวงเกษตรที่เข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่และก่อตั้งกลุ่มยุวกสิกร (รูปแบบเดียวกับ 4-H Club ในสหรัฐอเมริกา) และกลุ่มแม่บ้าน เป็นต้น[[#_ftn16|[16]]] นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับปรุงภาวะโภชนาการในครอบครัวของคนผิวดำในชนบท ที่อาศัยบทบาทของ คหกร ครู และนักพัฒนาด้านเกษตร ทำงานร่วมกันในการปรับปรุงส่งเสริมอาหารและการกินอยู่ โดยใช้คหกรรมศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่โภชนาการใหม่ไปสู่ครอบครัวชาวผิวดำในชนบทที่ล้าหลังในสังคมอเมริกันเอง[[#_ftn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนามัยชนบท: จุดกำเนิดงานสาธารณสุขมูลฐานและการขยายงานด้านสาธารณสุขในชนบท&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปลาย พ.ศ. 2506 หลังจากโครงการทดลองโภชนาการชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานีได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ “&#039;&#039;องค์การสงเคราะห์เด็กระหว่างประเทศ (ยูนิเซฟ-ผู้เขียน) ได้ยืนยันในที่ประชุมจังหวัดอุบลราชธานี&amp;amp;nbsp;ยินดีจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป หากทางฝ่ายเราพร้อมที่จะขยายงานออกไปในเขตอื่น”&#039;&#039;[[#_ftn18|[18]]] ต่อมาใน พ.ศ. 2508 ปรากฏว่าได้ขยายไปอีก 29 หมู่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะขยายไปจัดโครงการในจังหวัดอื่น คือ เชียงใหม่ที่อำเภอสันทรายใน พ.ศ. 2510 โดยมีโครงการเลี้ยงไก่เพิ่มอาหารโปรตีนของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟ และปีต่อมาได้ขยายไปที่อำเภอดอยเต่าเรียกชื่อว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการดอยเต่า”&#039;&#039;&#039; ที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขวัญและเป็นต้นแบบในการขยายไปสู่จังหวัดอื่นด้วยการจัดให้มีผู้ช่วยฝ่ายผลิตประจำหมู่บ้านจากเกษตรกรในชุมชนที่มาอบรมการผลิตตามเกษตรแผนใหม่ขึ้นเผยแพร่แก่ชาวบ้าน[[#_ftn19|[19]]]&amp;amp;nbsp;ซึ่งถือได้ว่า &#039;&#039;&#039;“โครงการอุบลฯ”&#039;&#039;&#039; ได้กลายเป็นต้นแบบในการทำงานเผยแพร่โภชนาการใหม่ในชนบทของประเทศไทยทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ผลของโครงการอุบลนอกจากเป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบบูรณาการด้านสุขภาพอนามัยในชุมชนสำหรับการขยายงานให้กว้างขวางขึ้นได้ในชนบททั่วประเทศแล้ว ยังพบว่าปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การมีส่วนร่วมของเจ้าของชุมชนเองและกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยในชนบทอย่างเชื่อมโยง อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ โครงการอุบลฯ ได้ก่อให้เกิดการศึกษาวิจัยการค้นพบรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาด้านโภชนาการแนวทางใหม่ หรือมีนวัตกรรมเกิดขึ้นจากการทำงานอย่างยาวนานในพื้นที่โภชนาการชนบทในจังหวัดอุบลราชธานีจำนวนมาก ตัวอย่าง เช่น ผลงานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องและครบวงจร เรื่องการศึกษารูปแบบเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในทารกและเด็กวัยก่อนเรียนในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยให้ภาวะทุพโภชนาการระยะรุนแรงลดลงจาก ร้อยละ 40 เป็น ร้อยละ 20 และที่สำคัญได้มีการคิดค้นสูตรอาหารเสริมที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ได้แก่ ข้าว ถั่ว และงา เพื่อนำไปเลี้ยงเด็กจนสามารถให้ท้องถิ่นเป็นผู้แก้ปัญหาทุพโภชนาการเองได้[[#_ftn20|[20]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; กล่าวได้ว่าโครงการโภชนาการชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานี หรือ &#039;&#039;&#039;“โครงการอุบลฯ”&#039;&#039;&#039; ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนามัยชนบท ถือเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาสาธารณสุขในชนบทอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นแบบแผนที่ได้รับการพัฒนาและสืบทอดมาในการทำงานพัฒนาสาธารณสุขในชนบทต่อมาอย่างยาวนาน&amp;amp;nbsp;จนกลายเป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างชัดเจนเต็มตัวในโครงการสาธารณสุขมูลฐานในต้นทศวรรษ 2520&amp;amp;nbsp;ซึ่งอาศัยประสบการณ์การเริ่มต้นงานพัฒนาชนบทของโครงการอุบลเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินงาน&amp;amp;nbsp;โดยเฉพาะงานด้านโภชนาการที่ได้รับการพัฒนาจนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างมากในงานสาธารณสุขมูลฐานต่อมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เอกสารแนะนำอ่านเพิ่มเติม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะอนุกรรมการสาขาส่งเสริมอาหาร และคณะอนุกรรมการสาขาโภชนศาสตร์ในคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ. 2505. คู่มือโภชนาการ เกษตร และอนามัย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาติชาย มุกสง. 2559. “การเมืองเรื่องการพัฒนา”: นโยบายโภชนาการชนบทกับการรุกคืบของรัฐในการพัฒนาสุขภาพชาวบ้านในชุมชนยุคสงครามเย็น”. วารสารประวัติศาสตร์. ปีที่ 40 (สิงหาคม 2558-กรกฎาคม 2559): 25-76.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุทัย พิศลยบุตร. 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533.” ใน อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอุทัย พิศลยบุตร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;ftn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref1|[1]]] Robert L. Zobel, &amp;lt;u&amp;gt;Assistance to Public Health in Thailand&amp;lt;/u&amp;gt;, (Bangkok: United States Operation Mission in Thailand, 1958), p. 1.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[2] Ibid, และดูตารางหน้า 3 ประกอบ.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[3] Ibid, pp. 14-15.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[4] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (3) สร. 0201.62/27 ปึก 3 เรื่องโครงการและการปฏิบัติงานกระทรวงสาธารณสุข (25 ก.ย. 2493-9 ก.ย.2496).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref5|[5]]]ชาติชาย มุกสง, 2559. “การเมืองเรื่องการพัฒนา”: นโยบายโภชนาการชนบทกับการรุกคืบของรัฐในการพัฒนาสุขภาพชาวบ้านในชุมชนยุคสงครามเย็น,” วารสารประวัติศาสตร์. ปีที่ 40 (สิงหาคม 2558-กรกฎาคม 2559): 61-62.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref6|[6]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 3 ขอเชิญประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (3 ตุลาคม 2503).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref7|[7]]]อุทัย พิศลยบุตร, 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533,” ใน อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอุทัย พิศลยบุตร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540. หน้า 18.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref8|[8]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 3 ขอเชิญประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (3 ตุลาคม 2503); หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref9|[9]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref10|[10]]] เรื่องเดียวกัน.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref11|[11]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/ 4 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2506/6 (24 ตุลาคม 2506) ภายใต้หัวข้อเอกสาร ผลการดำเนินงานโครงการโภชนาการชนบท จังหวัดอุบลราชธานี.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref12|[12]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สบ. 5.1.1.2/18 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ (พ.ศ. 2502) เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref13|[13]]] 4-H club คือโครงการอบรมพัฒนาทักษะเยาวชนใน 4 ด้านคือ Head Heart Hands and Health กำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1902 ที่เมืองคลาร์กเคาน์ตี้ โอไฮโอ ที่รู้จักกันในนาม The Tomato Club หรือ Corn Growing Club ที่มีเป้าหมายให้เยาวชนรวมกลุ่มกันฝึกหัดการทำการเกษตร เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงานและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในหมู่เด็กและเยาวชน รวมทั้งเป็นการสร้างทัศนคติการปรับปรุงคุณภาพชีวิตตั้งแต่เด็กอีกด้วย&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref14|[14]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สบ.5.1.1.2/19 เรื่องการปรับปรุงงานพัฒนาการท้องถิ่น โครงการพัฒนาการท้องถิ่นแห่งชาติ พ.ศ. 2502-2504 (พ.ศ. 2502-2504).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref15|[15]]] Harvey A. Levenstein, 2003. Revolution at the Table: The Transformation of the American Diet, Berkeley and Los Angles: University of California Press, pp. 116-120.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref16|[16]]] Ibid, pp. 178-182.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref17|[17]]]กรุณาดู Carmen Harris, 1997. “Grace under Pressure: The Black Home Extension Service in South Carolina, 1919-1966”, pp. 203-229, in Sarah Stage and&amp;amp;nbsp; Virginia Vincenti (eds.), Rethinking Home Economics: Women and the History of a Professional. Ithaca, New York: Cornell university Press.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref18|[18]]]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สธ. 2.1/5 การประชุมคณะกรรมการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่2/2506/7 ณ ห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุข (31 ตุลาคม 2506).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn19&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref19|[19]]]อุทัย พิศลยบุตร, 2540. “วิวัฒนาการของงานโภชนาการในแผนงานสาธารณสุขของประเทศไทย 2469-2533”, หน้า 19.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;ftn20&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ftnref20|[20]]]อาจารย์อารี @ 80: หนึ่งในความพยายามจัดการความรู้เพื่อชีวิต. (หนังสืออนุสรณ์เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี 20 ตุลาคม 2548).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[Category:การบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น]][[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=15996</id>
		<title>หลวงวิเชียรแพทยาคม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=15996"/>
		<updated>2024-06-21T06:03:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ&amp;amp;nbsp;ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;หลวงวิเชียรแพทยาคม&#039;&#039;&#039; หรือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร) นายแพทย์จิตเวชคนแรกของไทย เป็นผู้วางรากฐานงานด้านจิตเวชในประเทศไทย ทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ การวางระบบพยาบาลรักษาผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ประวัติและการศึกษา&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เถียร ตูวิเชียร บ้านเดิมเป็นคนอำเภอบ้านแหลมเมืองเพชรบุรี เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2440&amp;amp;nbsp;บิดามารดาชื่อนายต้อยและนางยิ่ม ตูวิเชียร เป็นบุตรคนสุดท้อง เมื่ออายุ 10 ปี เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;อาศัยอยู่วัดพิชัยญาติ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2455 อายุ 15 ปี สอบเข้าเป็นนักเรียนแพทย์ย่านวังหลังในโรงเรียนราชแพทยาลัย ได้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลใช้เวลาเรียน 5 ปี ตามหลักสูตรใหม่จนจบเป็นแพทย์ประกาศนียบัตรแผนปัจจุบัน รุ่นที่ 22 ใน พ.ศ. 2459[[#_edn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังเรียนจบเข้ารับราชการแพทย์สัญญาบัตรในตำแหน่งแพทย์ป้องกันโรคร้าย กรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2459 และได้หมุนเวียนไปทำหน้าที่แพทย์ในหน่วยงานป้องกันโรคและโรงพยาบาลในการดูแลของกรมสุขาภิบาล รวมทั้งโรงพยาบาลโรคจิตด้วย จนต่อมา ในวันที่ 1 สิงหาคม 2468 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการคนไทยคนแรกของโรงพยาบาลคนเสียจริต ปากคลองสาน โดยรัฐบาลสยามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปรับปรุงแผนงานบริหาร จากเดิมที่เน้นผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติในรัชกาลก่อนมาเป็นใช้บุคลากรในสยามเอง ซึ่งส่งผลต่อการปรับปรุงการแพทย์สยามด้วย โดยได้มีการเลิกจ้างแพทย์ชาวต่างชาติเปลี่ยนมาใช้คนสยามเอง หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชแทนชาวตะวันตกเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี_(สนั่น_เทพหัสดิน_ณ_อยุธยา)|เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]] เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ส่งจดหมายถึงมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการแพทย์ในสยาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 การเข้ามาสนับสนุนการแพทย์สยามของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์จึงอำนวยผลแก่ เถียร ตูวิเชียร ให้ได้ทุนการศึกษาเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2472 ในวิชาทางจิตเวชเป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะสำเร็จกลับมาดำรงตำแหน่งผู้อำนายการโรงพยาบาลคนเสียจริตตามเดิม และนับเป็นปฐมบุรุษผู้สำเร็จปริญญาในศาสตร์นี้[[#_edn2|[2]]]&amp;amp;nbsp;เมื่อกลับสู่สยาม เถียร ตูวิเชียร หรือหลวงวิเชียรแพทยาคม จึงได้ใช้ความรู้ที่เล่าเรียนจากต่างแดนเป็นฐานในการปรับปรุงการแพทย์ด้านจิตเวช และเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ แก่สังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชในสังคมไทย และการสาธารณสุขในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สังคมไทยในอดีตมองคนบ้าเป็นผู้ที่อยู่นอกออกไปจากสังคม ดังเช่น ที่มีปรากฏในกฎหมายตราสามดวง[[#_edn3|[3]]] นอกจากนี้ในความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นกฎหมายได้กำหนดสถานะของคนบ้าให้มีสภาพของบุคคลไม่เต็มคน จึงไม่สามารถอ้างเอา &#039;&#039;&#039;“คนเปนพิกลจริต”&#039;&#039;&#039; เป็นพยานได้ตามกฎหมาย &#039;&#039;&#039;“พระไอยการลักษณภญาณ”&#039;&#039;&#039;[[#_edn4|[4]]] และเมื่อกระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษเท่าคนปกติ เพียงแต่ญาติพี่น้องคนบ้าต้องควบคุมดูแลให้ดีไม่ให้ไปก่อความเสียหายขึ้นเท่านั้นเอง ดังกฎหมายลักษณะวิวาทด่าตีที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;quot;มาตราหนึ่ง คนบ้าเข้าบ้านเรือนท่านตีฟันแทงคนดีตายจะไหมบ้าไซ้ ท่านว่ามิชอบ เพราะว่าบ้าหาตำแหน่งแห่งสัจมิได้ ท่านว่าให้พ่อแม่ พี่น้องเผ่าพันธุ์บ้าใช้กึ่งเบี้ยปลูกตัวผู้ตาย ให้เวนบ้านั้นไปให้แก่พ่อแม่พี่ น้องเผ่าพันธุ์บ้านั้นจึ่งชอบ ถ้ามันตีบาดเจบไซ้หาโทษมิได้ ถ้าที่เป็น ที่ไร่นาป่าดงพงแขม&amp;amp;nbsp;เปนที่อยู่แห่งคนผู้สูงอายุศม์แลคนพิกลจริตบ้าใบ้ ผู้ใดเข้าไปในที่มันอยู่มันฟันแทงมีบาทเจบแลตายก็ดี ถ้าพบปะมัน กลางถนนหนทางมิได้หลีกแลมันฟันแทงบาทเจบถึงตายก็ดีจะเอา โทษแก่มันมิได้เลย ให้โฆษนาแก่นครบาล ให้จับเอาตัวมันจำจองไว้กว่าจะสิ้นกำม์&amp;quot;&#039;&#039;[[#_edn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ฉะนั้นแล้วคนบ้าในสยามจึงไม่มีสิทธิเสียงอะไรในสังคมหรือแม้กระทั่งต่อตัวเองและทรัพย์สินของตน สะท้อนให้เห็นความรู้ความเข้าใจต่อการเจ็บป่วยทางจิตของสังคมสยามก่อนการแพทย์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาหลังรัฐบาลสยามได้มีการจัดตั้งกรมพยาบาลเพื่อจัดการในการสร้างโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;ขึ้นรวมไปถึงการสร้างโรงพยาบาลคนเสียจริตใน พ.ศ. 2432 ด้วย โดยโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ใต้กำกับดูแลของแพทย์ชาวต่างชาติ โรงพยาบาลดูแลคนเสียจริตปากคลองสานหรือต่อมาคือ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เป็นสถาบันทางสังคมที่มีพื้นฐานอยู่กับแนวคิดของการแพทย์จิตเวชสมัยใหม่ ทำหน้าที่ดูแลคนบ้าที่เปลี่ยนฐานะไปเป็นคนไข้ที่ต้องทำการรักษา โดยการดูแลรักษาคนไข้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อนมีโรงพยาบาลเป็นการดูแลคนป่วยแบบพื้นบ้าน (Traditional Care) เมื่อมีโรงพยาบาลก็เปลี่ยนมาเป็นแบบกักขัง (Custodial Care) ในระยะแรก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการดูแลแบบโรงพยาบาล (Hospital Care) โดยเฉพาะการบำบัดเชิงศีลธรรม (Moral treatment) ที่ไม่เน้นการควบคุมทางร่างกาย แต่เน้นการรักษาด้านจิตใจ&amp;amp;nbsp;โดยวิธีการที่นำมาใช้ให้มีความปลอดภัยสูงสุดมีทั้งการเฝ้าสนใจจับตาอย่างระแวดระวัง การสร้างระบอบของการมีวินัยในการทำงานและการออกกำลังกายที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นจิตใจ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและส่งเสริมให้ควบคุมตนเอง วิธีการบำบัดด้วยการทำงาน (work therapy) ก่อให้เกิดการทำสวนและการเกษตรในโรงพยาบาล หรือเรียกว่าใช้วิธีการอุตสาหกรรมบำบัด (ปัจจุบันเรียกว่า อาชีวบำบัด) ด้วยการให้ผู้ป่วยทำงานฝึกอาชีพจำพวกหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภท ทอเสื่อและสานปุ้งกี๋ อันเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน[[#_edn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จะเห็นได้ว่ารัฐบาลสยามพยายามปรับปรุงการรักษาจิตเวชมาอย่างต่อเนื่อง ในรัชกาล[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ก็ได้มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยในรัชกาลของพระองค์มีการขยายแบบงานแพทย์ต่าง ๆ มากขึ้น เป็นต้นว่าใน พ.ศ. 2468 มีการปรับปรุงการสาธารณสุข โดยจัดตั้งกรมกองภายในกรมสาธารณสุข&amp;amp;nbsp;มีทั้งหมด 11 กอง ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;กองบัญชาการ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;กองที่ปฤกษา&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;กองบรรณาธิการ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;กองการเงิน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5.&amp;amp;nbsp;กองยาเสพติดให้โทษ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6.&amp;amp;nbsp;กองโอสถศาลารัฐบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7.&amp;amp;nbsp;กองสุขภาพ (มีแผนกตรวจการและสถิติและกองตรวจการและท่องเที่ยว)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8.&amp;amp;nbsp;กองบุราภิบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 9.&amp;amp;nbsp;กองวิศวกรรม&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 10.&amp;amp;nbsp;กองแพทย์สุขาภิบาลแห่งพระนคร&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 11.&amp;amp;nbsp;กองส่งเสริมสุขาภิบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาใน พ.ศ. 2470 ได้มีการตั้งสภาการสาธารณสุขประจำชาติ เพื่อเป็นสภาปรึกษาการสาธารณสุขของรัฐบาล ครั้น พ.ศ. 2472 รัฐบาลสยามได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศ&amp;amp;nbsp;เพื่อการดูแลผู้บาดเจ็บและป่วยไข้ในกองทัพและมีการตั้งกองโรคติดต่อและสถิติเพิ่มเติม เพื่อการควบคุมโรคเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงพยาบาลและโอสถสภาตามหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ จำนวนมากในรัชกาลของพระองค์[[#_edn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรมสาธารณสุข อีกทั้งมีการโอนหน่วยงานการแพทย์ที่แยกกันมารวมกันภายใต้กรมสาธารณสุข โดยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ มีการแบ่งหน่วยงานต่าง ๆ ภายในเป็น 15 กอง โดยมีหน่วยงานโรงพยาบาลโรคจิตเป็นหนึ่งในนั้นด้วย[[#_edn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทบาทหลวงวิเชียรแพทยาคมกับการปรับปรุงการรักษาจิตเวช และบทบาทในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อแรกเข้ารับตำแหน่งนั้น หลวงวิเชียรแพทยาคม ได้เล่าถึงสภาพการรักษาไว้ว่า เดิมที่โรงพยาบาลจิตเวชของสยามภายใต้การดูแลของ นายแพทย์คาทิวส์ ประสบปัญหาด้านงบประมาณอย่างหนัก ทำให้การปรับปรุงข้าวของเครื่องใช้และสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างทุลักทุเล กล่าวคือ ไม่สามารถสร้างอาคารถาวรได้ทำได้เพียงอาคารชั้นเดียวขนาวยาวหลังคามุงด้วยสังกะสี มีฝาผนังเป็นลูกกรง&amp;amp;nbsp;เมื่อหลวงวิเชียรแพทยาคมได้เข้ามาดูแล จึงได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงพยบาลอย่างรอบด้าน โดยสร้างอาคารผู้ป่วยเพิ่มถึง 4 หลัง สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นถึง 190 คน และในราวปี พ.ศ. 2475&amp;amp;nbsp;ได้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจาก &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเสียจริต”&#039;&#039;&#039; เป็น &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี”&#039;&#039;&#039; แทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2476 โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี ได้ถูกโอนย้ายไปขึ้นอยู่กับกองสาธารณสุข พระนคร&amp;amp;nbsp;ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลได้มีนโยบายขยายงานสุขภาพจิตไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย&amp;amp;nbsp;มีการสร้างโรงพยาบาลจิตเวชขึ้นในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ด้วยความริเริ่มดำเนินการของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม ที่ต้องการอำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยให้เพียงพอและทั่วถึง โดยดำริให้สร้างที่ภาคใต้และภาคเหนือก่อน โรงพยาบาลโรคจิตแห่งแรกที่เปิดให้บริการในภูมิภาค คือ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;โรงพยาบาลโรคจิตภาคใต้&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โดยเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2480 และแห่งที่สอง คือ&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;quot;โรงพยาบาลโรคจิตภาคเหนือ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ที่ อ.เมือง&amp;amp;nbsp;จ.ลำปาง&amp;amp;nbsp;เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งต่อมาเห็นว่าที่ตั้งห่างไกลจากชุมชนจึงได้ย้ายไปเปิดที่เชียงใหม่&amp;amp;nbsp;เป็นโรงพยาบาลสวนปรุงเชียงใหม่&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2489&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมา ในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2482&amp;amp;nbsp;ได้มีการจัดตั้ง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;กองสุขภาพจิต&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ขึ้น โดยยังคงสังกัดอยู่ในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย โดยมี หลวงวิเชียรแพทยาคม เป็นหัวหน้ากองคนแรก สำนักงานตั้งอยู่ที่ โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโรงพยาบาลโรคจิตทั้งหมดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และแม้ว่าจะมีการสร้างโรงพยาบาลโรคจิตขึ้นในภูมิภาค แต่จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม จึงได้มอบที่ดินของตน จำนวน&amp;amp;nbsp;1,067&amp;amp;nbsp;ไร่ ย่านตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ให้เป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลโรคจิตแห่งใหม่&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2484 &amp;amp;nbsp;เมื่อเริ่มเปิดดำเนินการได้รับโอนผู้ป่วยชายเรื้อรัง จำนวน&amp;amp;nbsp;150 คน จากโรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี&amp;amp;nbsp;ไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งก็คือ &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลศรีธัญญา”&#039;&#039;&#039; ในปัจจุบัน และได้มีการสร้างโรงพยาบาลโรคจิตขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ.ศ. 2489 ได้แก่ โรงพยาบาลโรคจิตต์ ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี&amp;amp;nbsp;หรือโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ในปัจจุบัน[[#_edn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังประกาศตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้น ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2485 โดยหลวงวิเชียรแพทยาคมเป็น 1 ในกรรมการก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วย ได้มีการโอนกองสุขภาพจิตมาสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และเปลี่ยนชื่อเป็นกองโรงพยาบาลโรคจิต โดยหลวงวิเชียรแพทยาคม ก็ได้รับบทบาทใหญ่ โดยให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2485 รวมถึงดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2485 ถึง วันที่ 7 กันยายน 2487[[#_edn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากบทบาทในด้านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว หลวงวิเชียรแพทยาคม ยังมีบทบาทในการนำเสนอความรู้ด้านจิตเวชใหม่ ๆ แก่สังคมสยาม โดยใช้องค์ความรู้จากการเล่าเรียนที่สหรัฐอเมริกามาเผยแพร่ ทั้งการแสดงปาฐกถาที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แก่นักเรียนแพทย์หรือการสอนและบรรยายให้แก่บุคคลต่าง ๆ ในหลายสถานที่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจใหม่ แก่สังคมไทยต่อผู้ป่วยจิตเวช[[#_edn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม มิได้เพียงเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ ผ่านการบรรยายหรือแสดงปาฐกถาเท่านั้น แต่ยังมีได้ให้บรรยายทางวิทยุ หรือการเขียนหนังสือ เขียนบทความ เผยแพร่ โดยมักสอดแทรกให้สังคมสยามรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยและเมตตาต่อผู้ป่วยจิตเวชอยู่เสมอ ผลงานของหลวงวิเชียรแพทยาคม ในด้านสิ่งพิมพ์มีทั้งจิตวิทยาเบื้องต้นและสังคม[[#_edn12|[12]]]&amp;amp;nbsp;สุขวิทยาทางจิตต์ และปัญหาเรื่องเด็ก[[#_edn13|[13]]]&amp;amp;nbsp;ปาฐกถาพิเศษ ปัญหาเรื่องกิจประจำวันของคนทั่วไป[[#_edn14|[14]]]&amp;amp;nbsp;คำบรรยายจิตตวิทยาในการประชุมข้าหลวงประจำจังหวัด พ.ศ. 2484&amp;amp;nbsp;ณ ทำเนียบวังสวนกุหลาบ[[#_edn15|[15]]] ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การทำงานของหลวงวิเชียรแพทยาคม ทำให้ความรู้ด้านจิตเวชแผ่ขยายในวงกว้าง ใน พ.ศ. 2476&amp;amp;nbsp;ได้มีการบรรจุวิชาโรคจิตในหลักสูตรนักเรียนแพทย์เป็นครั้งแรก โดยมีหลวงวิเชียรแพทยาคมเป็นผู้สอน ซึ่งทำให้ไม่นาน การแพทย์สยามจึงมีบุคคากรผู้มีความรู้ด้านจิตเวชเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ หลวงวิเชียรแพทยาคม&amp;amp;nbsp;ยังส่งเสริมให้นักเรียนแพทย์รุ่นใหม่ ๆ ได้ไปฝึกอบรมในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว&amp;amp;nbsp;นายแพทย์ขจร อันตระการ&amp;amp;nbsp;นายแพทย์อารี แสงสว่างวัฒนะ&amp;amp;nbsp;นายแพทย์อรุณ&amp;amp;nbsp;ภาคสุวรรณ์[[#_edn16|[16]]] ในช่วง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]] (พ.ศ. 2484-2488) หลวงวิเชียรแพทยาคมได้รับมอบหมายจาก&amp;amp;nbsp;[[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ให้นำเสนอองค์ความรู้ทางจิตเวชในรูปแบบต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;เช่น บทความ การพูดทางวิทยุ โดยมีเป้าหมายป้องกันมิให้คนไทยถูกกลืนทางวัฒนธรรมจากการที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศ ทำให้ต่อมาได้เข้ามารับผิดชอบงานทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;งานบริหารราชการอื่น&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม ได้โอนไปรับราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและออกจากราชการรับบำเหน็จบำนาญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2487 พร้อม ๆ กันกับการสิ้นอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นช่วงระหว่างสงครามเข้มข้นมีการทิ้งระเบิดในพระนครจึงได้อพยพครอบครัวหนีภัยทางอากาศไปอยู่ที่ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นภูมิลำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่หลัง จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังรัฐประหาร 2490 หลวงวิเชียรก็ได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ กรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จนต่อมาหลังมีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นในปี 2495 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการวัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2495 และต่อมา วันที่ 1 ตุลาคม&amp;amp;nbsp;ปีเดียวกัน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการวัฒนธรรม ก่อนจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2497 ก่อนจะเกษียณอายุหลังต่ออายุราชการแล้ว 1 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2501 หลังจากมีการยุบกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยรัฐบาล จอมพล[[สฤษดิ์_ธนะรัชต์|สฤษดิ์_ธนะรัชต์]][[#_edn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บั้นปลายชีวิต หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม ทำงานการแพทย์ด้านจิตเวชให้สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาหลากหลาย แต่ที่สำคัญ คือ ผู้มีบทบาทหลักในการปรับปรุงองค์ความรู้ด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชของสยามให้เป็นสมัยใหม่ ทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นสถานรักษา มิใช่สถานกักขังผู้ป่วยแบบการแพทย์เก่า โดยหลังเกษียณอายุราชการท่านก็ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษสอนจิตวิทยาให้แก่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนอายุอยู่ในวัย 71 ปี หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงวางมือ และเกษียณตัวเองมาพักผ่อนอย่างสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้หลวงวิเชียรแพทยาคม เริ่มล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน เมื่ออายุได้ 50 ปีเศษ แต่ได้พยายามรักษา และดูแลรักษาสุขภาพมาอย่างดี จนกระทั่งล้มป่วยในวัย 79 ปีเศษ จากโรคมะเร็ง โดยตรวจพบเนื้อร้ายที่ขั้วไตข้างซ้าย แม้จะมีการผ่าตัดดูแลรักษาอย่างดี รวมถึงการพักฟื้นดูแลอาการ แต่เนื้อร้ายก็ลุกลามใหญ่โตจนกระทั่งการแพทย์มิอาจช่วยไว้ได้ หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2520 เวลา 16.30 น. สิริอายุได้ 79 ปี 6 เดือนกับ 10 วัน[[#_edn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;edn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref1|[1]]] วิเชียรแพทยาคม (ม.ป.ท., ม.ป.ป. อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม), น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref2|[2]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532 (กรุงเทพฯ: ธนวิชช์การพิมพ์, 2532), น. 2-3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref3|[3]]] กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2548), น. 297.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref4|[4]]] ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2, 625.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref5|[5]]] ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550), 237.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref6|[6]]] ชาติชาย มุกสง, ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ไทย. (นนทบุรี: มีดี กราฟฟิค, 2564), น. 125-133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref7|[7]]] ชาติชาย มุกสง, “การแพทย์และการสาธารณสุขสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2468-2477” (รายงานวิจัยเสนอต่อพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า, 2564), น. 19-27.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref8|[8]]] เรื่องเดียวกัน, น. 29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref9|[9]]] จำลอง ดิษยวณิช, จิตเวชศาสตร์ไทยในอดีต. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. ปีที่ 54 ฉบับผนวก (1 ตุลาคม 2552), น. 6s-8s.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref10|[10]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref11|[11]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532, น. 3-4.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref12|[12]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, จิตวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ 3 (พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2506).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref13|[13]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, สุขวิทยาทางจิตต์ และปัญหาเรื่องเด็ก (พระนคร: โรงพิมพ์อักษรนิติ, 2480. ร.ต.ทิพย์ ผลโภค และมิตร พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพนางสาวสิน อยู่สุข ณ วัดชิโนรสาราม จังหวัดธนบุรี วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2480).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref14|[14]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, ปาฐกถาพิเศษ ปัญหาเรื่องกิจประจำวันของคนทั่วไป (พระนคร: โรงพิมพ์เดลิเมล์, 2475. หม่อมเจ้าธวัชไชย เฉลิมวงษ์ ศรีธวัช ทรงพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพนายพลเรือโท ม.จ. อุปพัทธ์พงษ์ ศรีธวัช ณ วัดเทพศิรินทราวาศ).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref15|[15]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, คำบรรยายจิตตวิทยา: ในการประชุมข้าหลวงประจำจังหวัด พ.ศ. 2484 ณ ทำเนียบวังสวนกุหลาบ (พระนคร: โรงพิมพ์กรมแผนที่, 2484. พิมพ์แจกในงานศพ คุณแม่ชุ่ม ณ วัดไตรมิตต์วิทยาราม เมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2484).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref16|[16]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532, น. 5.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref17|[17]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref18|[18]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยบุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:พระปกเกล้าศึกษา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=15995</id>
		<title>หลวงวิเชียรแพทยาคม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=15995"/>
		<updated>2024-06-21T05:53:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: สร้างหน้าด้วย &amp;quot; &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ&amp;amp;nbsp;ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;หลวงวิเชียรแพทยาคม&#039;&#039;&#039; หรือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร) นายแพทย์จิตเวชคนแรกของไทย เป็นผู้วางรากฐานงานด้านจิตเวชในประเทศไทย ทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ การวางระบบพยาบาลรักษาผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;ประวัติและการศึกษา&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เถียร ตูวิเชียร บ้านเดิมเป็นคนอำเภอบ้านแหลมเมืองเพชรบุรี เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2440&amp;amp;nbsp;บิดามารดาชื่อนายต้อยและนางยิ่ม ตูวิเชียร เป็นบุตรคนสุดท้อง เมื่ออายุ 10 ปี เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;อาศัยอยู่วัดพิชัยญาติ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2455 อายุ 15 ปี สอบเข้าเป็นนักเรียนแพทย์ย่านวังหลังในโรงเรียนราชแพทยาลัย ได้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลใช้เวลาเรียน 5 ปี ตามหลักสูตรใหม่จนจบเป็นแพทย์ประกาศนียบัตรแผนปัจจุบัน รุ่นที่ 22 ใน พ.ศ. 2459[[#_edn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังเรียนจบเข้ารับราชการแพทย์สัญญาบัตรในตำแหน่งแพทย์ป้องกันโรคร้าย กรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2459 และได้หมุนเวียนไปทำหน้าที่แพทย์ในหน่วยงานป้องกันโรคและโรงพยาบาลในการดูแลของกรมสุขาภิบาล รวมทั้งโรงพยาบาลโรคจิตด้วย จนต่อมา ในวันที่ 1 สิงหาคม 2468 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการคนไทยคนแรกของโรงพยาบาลคนเสียจริต ปากคลองสาน โดยรัฐบาลสยามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปรับปรุงแผนงานบริหาร จากเดิมที่เน้นผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติในรัชกาลก่อนมาเป็นใช้บุคลากรในสยามเอง ซึ่งส่งผลต่อการปรับปรุงการแพทย์สยามด้วย โดยได้มีการเลิกจ้างแพทย์ชาวต่างชาติเปลี่ยนมาใช้คนสยามเอง หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชแทนชาวตะวันตกเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี_(สนั่น_เทพหัสดิน_ณ_อยุธยา)|เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]] เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ส่งจดหมายถึงมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการแพทย์ในสยาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 การเข้ามาสนับสนุนการแพทย์สยามของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์จึงอำนวยผลแก่ เถียร ตูวิเชียร ให้ได้ทุนการศึกษาเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2472 ในวิชาทางจิตเวชเป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะสำเร็จกลับมาดำรงตำแหน่งผู้อำนายการโรงพยาบาลคนเสียจริตตามเดิม และนับเป็นปฐมบุรุษผู้สำเร็จปริญญาในศาสตร์นี้[[#_edn2|[2]]]&amp;amp;nbsp;เมื่อกลับสู่สยาม เถียร ตูวิเชียร หรือหลวงวิเชียรแพทยาคม จึงได้ใช้ความรู้ที่เล่าเรียนจากต่างแดนเป็นฐานในการปรับปรุงการแพทย์ด้านจิตเวช และเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ แก่สังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชในสังคมไทย และการสาธารณสุขในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; สังคมไทยในอดีตมองคนบ้าเป็นผู้ที่อยู่นอกออกไปจากสังคม ดังเช่น ที่มีปรากฏในกฎหมายตราสามดวง[[#_edn3|[3]]] นอกจากนี้ในความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นกฎหมายได้กำหนดสถานะของคนบ้าให้มีสภาพของบุคคลไม่เต็มคน จึงไม่สามารถอ้างเอา &#039;&#039;&#039;“คนเปนพิกลจริต”&#039;&#039;&#039; เป็นพยานได้ตามกฎหมาย &#039;&#039;&#039;“พระไอยการลักษณภญาณ”&#039;&#039;&#039;[[#_edn4|[4]]] และเมื่อกระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษเท่าคนปกติ เพียงแต่ญาติพี่น้องคนบ้าต้องควบคุมดูแลให้ดีไม่ให้ไปก่อความเสียหายขึ้นเท่านั้นเอง ดังกฎหมายลักษณะวิวาทด่าตีที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;มาตราหนึ่ง คนบ้าเข้าบ้านเรือนท่านตีฟันแทงคนดีตายจะไหมบ้าไซ้ ท่านว่ามิชอบ เพราะว่าบ้าหาตำแหน่งแห่งสัจมิได้ ท่านว่าให้พ่อแม่ พี่น้องเผ่าพันธุ์บ้าใช้กึ่งเบี้ยปลูกตัวผู้ตาย ให้เวนบ้านั้นไปให้แก่พ่อแม่พี่ น้องเผ่าพันธุ์บ้านั้นจึ่งชอบ ถ้ามันตีบาดเจบไซ้หาโทษมิได้ ถ้าที่เป็น ที่ไร่นาป่าดงพงแขม&amp;amp;nbsp;เปนที่อยู่แห่งคนผู้สูงอายุศม์แลคนพิกลจริตบ้าใบ้ ผู้ใดเข้าไปในที่มันอยู่มันฟันแทงมีบาทเจบแลตายก็ดี ถ้าพบปะมัน กลางถนนหนทางมิได้หลีกแลมันฟันแทงบาทเจบถึงตายก็ดีจะเอา โทษแก่มันมิได้เลย ให้โฆษนาแก่นครบาล ให้จับเอาตัวมันจำจองไว้กว่าจะสิ้นกำม์&#039;&#039;[[#_edn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ฉะนั้นแล้วคนบ้าในสยามจึงไม่มีสิทธิเสียงอะไรในสังคมหรือแม้กระทั่งต่อตัวเองและทรัพย์สินของตน สะท้อนให้เห็นความรู้ความเข้าใจต่อการเจ็บป่วยทางจิตของสังคมสยามก่อนการแพทย์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาหลังรัฐบาลสยามได้มีการจัดตั้งกรมพยาบาลเพื่อจัดการในการสร้างโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;ขึ้นรวมไปถึงการสร้างโรงพยาบาลคนเสียจริตใน พ.ศ. 2432 ด้วย โดยโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ใต้กำกับดูแลของแพทย์ชาวต่างชาติ โรงพยาบาลดูแลคนเสียจริตปากคลองสานหรือต่อมาคือ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เป็นสถาบันทางสังคมที่มีพื้นฐานอยู่กับแนวคิดของการแพทย์จิตเวชสมัยใหม่ ทำหน้าที่ดูแลคนบ้าที่เปลี่ยนฐานะไปเป็นคนไข้ที่ต้องทำการรักษา โดยการดูแลรักษาคนไข้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อนมีโรงพยาบาลเป็นการดูแลคนป่วยแบบพื้นบ้าน (Traditional Care) เมื่อมีโรงพยาบาลก็เปลี่ยนมาเป็นแบบกักขัง (Custodial Care) ในระยะแรก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการดูแลแบบโรงพยาบาล (Hospital Care) โดยเฉพาะการบำบัดเชิงศีลธรรม (Moral treatment) ที่ไม่เน้นการควบคุมทางร่างกาย แต่เน้นการรักษาด้านจิตใจ&amp;amp;nbsp;โดยวิธีการที่นำมาใช้ให้มีความปลอดภัยสูงสุดมีทั้งการเฝ้าสนใจจับตาอย่างระแวดระวัง การสร้างระบอบของการมีวินัยในการทำงานและการออกกำลังกายที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นจิตใจ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและส่งเสริมให้ควบคุมตนเอง วิธีการบำบัดด้วยการทำงาน (work therapy) ก่อให้เกิดการทำสวนและการเกษตรในโรงพยาบาล หรือเรียกว่าใช้วิธีการอุตสาหกรรมบำบัด (ปัจจุบันเรียกว่า อาชีวบำบัด) ด้วยการให้ผู้ป่วยทำงานฝึกอาชีพจำพวกหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภท ทอเสื่อและสานปุ้งกี๋ อันเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน[[#_edn6|[6]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จะเห็นได้ว่ารัฐบาลสยามพยายามปรับปรุงการรักษาจิตเวชมาอย่างต่อเนื่อง ในรัชกาล[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว|พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ก็ได้มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยในรัชกาลของพระองค์มีการขยายแบบงานแพทย์ต่าง ๆ มากขึ้น เป็นต้นว่าใน พ.ศ. 2468 มีการปรับปรุงการสาธารณสุข โดยจัดตั้งกรมกองภายในกรมสาธารณสุข&amp;amp;nbsp;มีทั้งหมด 11 กอง ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;1.&amp;amp;nbsp;กองบัญชาการ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.&amp;amp;nbsp;กองที่ปฤกษา&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3.&amp;amp;nbsp;กองบรรณาธิการ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4.&amp;amp;nbsp;กองการเงิน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5.&amp;amp;nbsp;กองยาเสพติดให้โทษ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6.&amp;amp;nbsp;กองโอสถศาลารัฐบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7.&amp;amp;nbsp;กองสุขภาพ (มีแผนกตรวจการและสถิติและกองตรวจการและท่องเที่ยว)&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8.&amp;amp;nbsp;กองบุราภิบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 9.&amp;amp;nbsp;กองวิศวกรรม&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 10.&amp;amp;nbsp;กองแพทย์สุขาภิบาลแห่งพระนคร&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 11.&amp;amp;nbsp;กองส่งเสริมสุขาภิบาล&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมาใน พ.ศ. 2470 ได้มีการตั้งสภาการสาธารณสุขประจำชาติ เพื่อเป็นสภาปรึกษาการสาธารณสุขของรัฐบาล ครั้น พ.ศ. 2472 รัฐบาลสยามได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศ&amp;amp;nbsp;เพื่อการดูแลผู้บาดเจ็บและป่วยไข้ในกองทัพและมีการตั้งกองโรคติดต่อและสถิติเพิ่มเติม เพื่อการควบคุมโรคเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงพยาบาลและโอสถสภาตามหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ จำนวนมากในรัชกาลของพระองค์[[#_edn7|[7]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรมสาธารณสุข อีกทั้งมีการโอนหน่วยงานการแพทย์ที่แยกกันมารวมกันภายใต้กรมสาธารณสุข โดยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ มีการแบ่งหน่วยงานต่าง ๆ ภายในเป็น 15 กอง โดยมีหน่วยงานโรงพยาบาลโรคจิตเป็นหนึ่งในนั้นด้วย[[#_edn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บทบาทหลวงวิเชียรแพทยาคมกับการปรับปรุงการรักษาจิตเวช และบทบาทในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อแรกเข้ารับตำแหน่งนั้น หลวงวิเชียรแพทยาคม ได้เล่าถึงสภาพการรักษาไว้ว่า เดิมที่โรงพยาบาลจิตเวชของสยามภายใต้การดูแลของ นายแพทย์คาทิวส์ ประสบปัญหาด้านงบประมาณอย่างหนัก ทำให้การปรับปรุงข้าวของเครื่องใช้และสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างทุลักทุเล กล่าวคือ ไม่สามารถสร้างอาคารถาวรได้ทำได้เพียงอาคารชั้นเดียวขนาวยาวหลังคามุงด้วยสังกะสี มีฝาผนังเป็นลูกกรง&amp;amp;nbsp;เมื่อหลวงวิเชียรแพทยาคมได้เข้ามาดูแล จึงได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงพยบาลอย่างรอบด้าน โดยสร้างอาคารผู้ป่วยเพิ่มถึง 4 หลัง สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นถึง 190 คน และในราวปี พ.ศ. 2475&amp;amp;nbsp;ได้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจาก &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลเสียจริต”&#039;&#039;&#039; เป็น &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี”&#039;&#039;&#039; แทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ในปี&amp;amp;nbsp;พ.ศ. 2476 โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี ได้ถูกโอนย้ายไปขึ้นอยู่กับ กองสาธารณสุข พระนคร&amp;amp;nbsp;ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลได้มีนโยบายขยายงานสุขภาพจิตไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย&amp;amp;nbsp;มีการสร้างโรงพยาบาลจิตเวชขึ้นในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ด้วยความริเริ่มดำเนินการของศาสตราจารย์นายแพทย์หลวงวิเชียรแพทยาคม ที่ต้องการอำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยให้เพียงพอและทั่วถึง โดยดำริให้สร้างที่ภาคใต้และภาคเหนือก่อน โรงพยาบาลโรคจิตแห่งแรกที่เปิดให้บริการในภูมิภาค คือ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;โรงพยาบาลโรคจิตภาคใต้&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โดยเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2480 และแห่งที่สอง คือ&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;quot;โรงพยาบาลโรคจิตภาคเหนือ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ที่ อ.เมือง&amp;amp;nbsp;จ.ลำปาง&amp;amp;nbsp;เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งต่อมาเห็นว่าที่ตั้งห่างไกลจากชุมชนจึงได้ย้ายไปเปิดที่เชียงใหม่&amp;amp;nbsp;เป็นโรงพยาบาลสวนปรุงเชียงใหม่&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2489&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ต่อมา ในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2482&amp;amp;nbsp;ได้มีการจัดตั้ง &#039;&#039;&#039;&amp;quot;กองสุขภาพจิต&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;ขึ้น โดยยังคงสังกัดอยู่ในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย โดยมี หลวงวิเชียรแพทยาคม เป็นหัวหน้ากองคนแรก สำนักงานตั้งอยู่ที่ โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโรงพยาบาลโรคจิตทั้งหมดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และแม้ว่าจะมีการสร้างโรงพยาบาลโรคจิตขึ้นในภูมิภาค แต่จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ศาสตราจารย์ นายแพทย์หลวงวิเชียรแพทยาคม จึงได้มอบที่ดินของตน จำนวน&amp;amp;nbsp;1,067&amp;amp;nbsp;ไร่ ย่านตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ให้เป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลโรคจิตแห่งใหม่&amp;amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2484 &amp;amp;nbsp;เมื่อเริ่มเปิดดำเนินการได้รับโอนผู้ป่วยชายเรื้อรัง จำนวน&amp;amp;nbsp;150 คน จากโรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี&amp;amp;nbsp;ไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งก็คือ &#039;&#039;&#039;“โรงพยาบาลศรีธัญญา”&#039;&#039;&#039; ในปัจจุบัน และได้มีการสร้างโรงพยาบาลโรคจิตขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ.ศ. 2489 ได้แก่ โรงพยาบาลโรคจิตต์ ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี&amp;amp;nbsp;หรือ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ในปัจจุบัน[[#_edn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลังประกาศตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้น ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2485 โดยหลวงวิเชียรแพทยาคมเป็น 1 ในกรรมการก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วย ได้มีการโอนกองสุขภาพจิต มาสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และเปลี่ยนชื่อเป็น&amp;amp;nbsp;กองโรงพยาบาลโรคจิต โดยหลวงวิเชียรแพทยาคม ก็ได้รับบทบาทใหญ่ โดยให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2485 รวมถึงดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2485 ถึง วันที่ 7 กันยายน 2487[[#_edn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากบทบาทในด้านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว หลวงวิเชียรแพทยาคม ยังมีบทบาทในการนำเสนอความรู้ด้านจิตเวชใหม่ ๆ แก่สังคมสยาม โดยใช้องค์ความรู้จากการเล่าเรียนที่สหรัฐอเมริกามาเผยแพร่ ทั้งการแสดงปาฐกถาที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แก่นักเรียนแพทย์หรือการสอนและบรรยายให้แก่บุคคลต่าง ๆ ในหลายสถานที่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจใหม่ แก่สังคมไทยต่อผู้ป่วยจิตเวช[[#_edn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม มิได้เพียงเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ ผ่านการบรรยายหรือแสดงปาฐกถาเท่านั้น แต่ยังมีได้ให้บรรยายทางวิทยุ หรือการเขียนหนังสือ เขียนบทความ เผยแพร่ โดยมักสอดแทรกให้สังคมสยามรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยและเมตตาต่อผู้ป่วยจิตเวชอยู่เสมอ ผลงานของหลวงวิเชียรแพทยาคม ในด้านสิ่งพิมพ์มีทั้งจิตวิทยาเบื้องต้นและสังคม[[#_edn12|[12]]]&amp;amp;nbsp;สุขวิทยาทางจิตต์ และปัญหาเรื่องเด็ก[[#_edn13|[13]]]&amp;amp;nbsp;ปาฐกถาพิเศษ ปัญหาเรื่องกิจประจำวันของคนทั่วไป[[#_edn14|[14]]]&amp;amp;nbsp;คำบรรยายจิตตวิทยาในการประชุมข้าหลวงประจำจังหวัด พ.ศ. 2484&amp;amp;nbsp;ณ ทำเนียบวังสวนกุหลาบ[[#_edn15|[15]]] ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; การทำงานของหลวงวิเชียรแพทยาคม ทำให้ความรู้ด้านจิตเวชแผ่ขยายในวงกว้าง ใน พ.ศ. 2476&amp;amp;nbsp;ได้มีการบรรจุวิชาโรคจิตในหลักสูตรนักเรียนแพทย์เป็นครั้งแรก โดยมีหลวงวิเชียรแพทยาคมเป็นผู้สอน ซึ่งทำให้ไม่นาน การแพทย์สยามจึงมีบุคคากรผู้มีความรู้ด้านจิตเวชเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ หลวงวิเชียรแพทยาคม&amp;amp;nbsp;ยังส่งเสริมให้นักเรียนแพทย์รุ่นใหม่ ๆ ได้ไปฝึกอบรมในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว&amp;amp;nbsp;นายแพทย์ขจร อันตระการ&amp;amp;nbsp;นายแพทย์อารี แสงสว่างวัฒนะ&amp;amp;nbsp;นายแพทย์อรุณ&amp;amp;nbsp;ภาคสุวรรณ์[[#_edn16|[16]]] ในช่วง[[สงครามโลกครั้งที่_2|สงครามโลกครั้งที่_2]] (พ.ศ. 2484-2488) หลวงวิเชียรแพทยาคมได้รับมอบหมายจาก&amp;amp;nbsp;[[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ให้นำเสนอองค์ความรู้ทางจิตเวชในรูปแบบต่าง ๆ&amp;amp;nbsp;เช่น บทความ การพูดทางวิทยุ โดยมีเป้าหมายป้องกันมิให้คนไทยถูกกลืนทางวัฒนธรรมจากการที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศ ทำให้ต่อมาได้เข้ามารับผิดชอบงานทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;งานบริหารราชการอื่น&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม ได้โอนไปรับราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและออกจากราชการรับบำเหน็จบำนาญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2487 พร้อม ๆ กันกับการสิ้นอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นช่วงระหว่างสงครามเข้มข้นมีการทิ้งระเบิดในพระนครจึงได้อพยพครอบครัวหนีภัยทางอากาศไปอยู่ที่ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นภูมิลำเนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แต่หลัง จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังรัฐประหาร 2490 หลวงวิเชียรก็ได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ กรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จนต่อมาหลังมีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นในปี 2495 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการวัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2495 และต่อมา วันที่ 1 ตุลาคม&amp;amp;nbsp;ปีเดียวกัน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการวัฒนธรรม ก่อนจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2497 ก่อนจะเกษียณอายุหลังต่ออายุราชการแล้ว 1 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2501 หลังจากมีการยุบกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยรัฐบาล จอมพล[[สฤษดิ์_ธนะรัชต์|สฤษดิ์_ธนะรัชต์]][[#_edn17|[17]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;บั้นปลายชีวิต หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หลวงวิเชียรแพทยาคม ทำงานการแพทย์ด้านจิตเวชให้สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาหลากหลาย แต่ที่สำคัญ คือ ผู้มีบทบาทหลักในการปรับปรุงองค์ความรู้ด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชของสยามให้เป็นสมัยใหม่ ทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นสถานรักษา มิใช่สถานกักขังผู้ป่วยแบบการแพทย์เก่า โดยหลังเกษียณอายุราชการท่านก็ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษสอนจิตวิทยาให้แก่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนอายุอยู่ในวัย 71 ปี หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงวางมือ และเกษียณตัวเองมาพักผ่อนอย่างสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; แม้หลวงวิเชียรแพทยาคม เริ่มล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน เมื่ออายุได้ 50 ปีเศษ แต่ได้พยายามรักษา และดูแลรักษาสุขภาพมาอย่างดี จนกระทั่งล้มป่วยในวัย 79 ปีเศษ จากโรคมะเร็ง โดยตรวจพบเนื้อร้ายที่ขั้วไตข้างซ้าย แม้จะมีการผ่าตัดดูแลรักษาอย่างดี รวมถึงการพักฟื้นดูแลอาการ แต่เนื้อร้ายก็ลุกลามใหญ่โตจนกระทั่งการแพทย์มิอาจช่วยไว้ได้ หลวงวิเชียรแพทยาคมจึงจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2520 เวลา 16.30 น. สิริอายุได้ 79 ปี 6 เดือนกับ 10 วัน[[#_edn18|[18]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;edn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref1|[1]]] วิเชียรแพทยาคม (ม.ป.ท., ม.ป.ป. อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม), น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref2|[2]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532 (กรุงเทพฯ: ธนวิชช์การพิมพ์, 2532), น. 2-3.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref3|[3]]] กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2548), น. 297.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref4|[4]]] ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2, 625.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref5|[5]]] ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550), 237.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref6|[6]]] ชาติชาย มุกสง, ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ไทย. (นนทบุรี: มีดี กราฟฟิค, 2564), น. 125-133.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref7|[7]]] ชาติชาย มุกสง, “การแพทย์และการสาธารณสุขสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2468-2477” (รายงานวิจัยเสนอต่อพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า, 2564), น. 19-27.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref8|[8]]] เรื่องเดียวกัน, น. 29.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref9|[9]]] จำลอง ดิษยวณิช, จิตเวชศาสตร์ไทยในอดีต. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. ปีที่ 54 ฉบับผนวก (1 ตุลาคม 2552), น. 6s-8s.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref10|[10]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref11|[11]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532, น. 3-4.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref12|[12]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, จิตวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ 3 (พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2506).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn13&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref13|[13]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, สุขวิทยาทางจิตต์ และปัญหาเรื่องเด็ก (พระนคร: โรงพิมพ์อักษรนิติ, 2480. ร.ต.ทิพย์ ผลโภค และมิตร พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพนางสาวสิน อยู่สุข ณ วัดชิโนรสาราม จังหวัดธนบุรี วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2480).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn14&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref14|[14]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, ปาฐกถาพิเศษ ปัญหาเรื่องกิจประจำวันของคนทั่วไป (พระนคร: โรงพิมพ์เดลิเมล์, 2475. หม่อมเจ้าธวัชไชย เฉลิมวงษ์ ศรีธวัช ทรงพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพนายพลเรือโท ม.จ. อุปพัทธ์พงษ์ ศรีธวัช ณ วัดเทพศิรินทราวาศ).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn15&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref15|[15]]] หลวงวิเชียรแพทยาคม, คำบรรยายจิตตวิทยา: ในการประชุมข้าหลวงประจำจังหวัด พ.ศ. 2484 ณ ทำเนียบวังสวนกุหลาบ (พระนคร: โรงพิมพ์กรมแผนที่, 2484. พิมพ์แจกในงานศพ คุณแม่ชุ่ม ณ วัดไตรมิตต์วิทยาราม เมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2484).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn16&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref16|[16]]] กรมการแพทย์, 100 ปี สุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ. 2432-2532, น. 5.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn17&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref17|[17]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn18&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref18|[18]]] วิเชียรแพทยาคม, น. ไม่ปรากฏเลขหน้า.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยบุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]] [[Category:พระปกเกล้าศึกษา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=15994</id>
		<title>พระยาบริรักษ์เวชชการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=15994"/>
		<updated>2024-06-21T02:53:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และปิยวัฒน์ สีแตงสุก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ&amp;amp;nbsp;ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;พระยาบริรักษ์เวชชการ&#039;&#039;&#039; (บริรักษ์ ติตติรานนท์-นามเดิม คือ ไล่ฮวด) เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการสาธารณสุขของไทย ตลอดชั่วชีวิตผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มาแล้วมากมาย รวมถึงมีผลงานการเขียนที่แสดงถึงความรู้ความสามารถออกมาเป็นที่ประจักษ์ โดยเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาบริรักษ์เวชชการมีประเด็นที่สมควรจะพิจารณาดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พื้นเพชีวิตและแพทย์ในระบบราชการ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการ เป็นบุตรนายติ๊ดและนางช้อย ติตติรานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี มีพี่น้อง 3 คน นอกจากพระยาบริรักษ์เวชชการแล้วก็จะมี นางเทพ ติตติรานนท์ และ ขุนบุญสิริเวชช์ (บุญศรี ติตติรานนท์) เมื่อถึงขวบวัยที่จะต้องเข้ารับการศึกษา ก็เริ่มศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนอุดมพิทยากร จังหวัดชลบุรี กระทั่งปลายทางการศึกษาจบลงที่ได้รับประกาศนียบัตรแพทย์ที่โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราชพยาบาล) เมื่อ พ.ศ. 2456[[#_edn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชใน พ.ศ. 2456 ต่อมาได้ย้ายไปเป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2462 จึงได้โอนมารับราชการในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย[[#_edn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2466 ได้รับทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ไปศึกษาวิชาการสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins) ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกการสาธารณสุข (Doctor of Public Health) เมื่อ พ.ศ. 2468 จากนั้นกลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจการสาธารณสุขชั้น 1 และได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477&amp;amp;nbsp;จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข[[#_edn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการได้ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข รับพระราชทานบำนาญ&amp;amp;nbsp;เมื่อ พ.ศ. 2481[[#_edn4|[4]]] ในระยะที่ว่างราชการนี้เอง พระยาบริรักษ์เวชชการได้ศึกษาค้นคว้าวิชาโหราศาสตร์ ทั้งภาคคำนวณและภาคพยากรณ์อย่างจริงจัง และได้ร่วมปรึกษากับนักโหราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงก่อตั้งสมาคมโหรแห่งประเทศไทยขึ้น โดยไปขออนุญาตจดทะเบียนสมาคมต่อแผนกสมาคม กองตำรวจสันติบาล ใน พ.ศ. 2490[[#_edn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากนั้น พ.ศ. 2492 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบริรักษ์เวชชการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐบาล [[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]][[#_edn6|[6]]] และดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาจนถึง พ.ศ. 2497 จึงได้ขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง[[#_edn7|[7]]] ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2500&amp;amp;nbsp;ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็น[[องคมนตรี|องคมนตรี]] รับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งนี้ตลอดมาจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2511 สิริอายุได้ 75 ปี 7 เดือน[[#_edn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุขแล้ว พระยาบริรักษ์เวชชการได้รับเกียรติให้ปฏิบัติงานพิเศษอีกหลายอย่าง โดยได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เมื่อก่อนถึงแก่อสัญกรรมหลายตำแหน่ง เช่น รองประธานกรรมการมูลนิธิวิจัยทางประสาทในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการสภากาชาดไทย กรรมการว่าด้วยความเป็นกลางทางการแพทย์ นายกสมาคมค้นคว้าทางจิตฯ ประธานกรรมการจัดการฝ่ายคฤหัสถ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการบริษัทแหลมทอง จำกัด ฯลฯ[[#_edn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเผยแพร่ความรู้ด้านการสาธารณสุข&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตามประวัติข้างต้น พระยาบริรักษ์เวชชการจบการศึกษาด้านการแพทย์และทำงานในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชกระทั่งได้รับตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทว่านอกเหนือไปจากนี้ อีกบทบาทสำคัญของพระยาบริรักษ์เวชชการ คือ การไปบรรยายความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขให้บรรดาข้าราชการฟัง รวมทั้งเขียนหนังสือสำหรับสอนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ดังตัวอย่างการบรรยายในการอบรมที่ปรึกษาเทศบาลเมื่อ พ.ศ. 2477&amp;amp;nbsp;ครั้งนั้นมีวิทยากรคนอื่น ๆ ไปบรรยายด้วย เช่น พระไวทยวิธีการ หลวงพยุงเวชศาสตร์ ขุนสอนสุขกิจ นายแพทย์ย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หัวข้อที่พระยาบริรักษ์เวชชการบรรยาย คือ “[[การสาธารณสุข|การสาธารณสุข]]” โดยมุ่งไปที่การกล่าวถึงประวัติของการสาธารณสุขและหลักปกครองการสาธารณสุขเท่านั้น เนื้อหาเริ่มต้นขึ้นที่ความหมายของคำว่า &#039;&#039;&#039;“สาธารณสุข”&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ที่อาจกล่าวอย่างกว้าง ๆ ได้ว่า คือกิจการประเภทหนึ่งซึ่งกระทำโดยอาศัยหลักวิชาการเพื่อความประสงค์ที่จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพกับบำรุงพลเมืองให้เป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์ ปราศจากโรคและมีชีวิตยืนนาน[[#_edn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื้อหาต่อจากนั้นเป็นการไล่เรียงประวัติของการสาธารณสุขทั้งในต่างประเทศนับตั้งแต่ประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขขึ้นใน ค.ศ. 1848 เป็นต้นมา และในประเทศสยาม ซึ่งการสาธารณสุขได้ตั้งต้นขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2440 จากการประกาศใช้ &#039;&#039;&#039;“พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116”&#039;&#039;&#039; นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การบรรยายถึงการจัดการสาธารณสุขในท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. รัฐบาลกลางดำเนินการปกครองเอง รับผิดชอบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่น และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. รัฐบาลควบคุมการเท่านั้น แต่ให้ความรับผิดชอบอยู่กับท้องถิ่นหรือเทศบาลนั้นเอง[[#_edn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อีกตัวอย่าง คือ หนังสือความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุขและสาธารณูปการของพระยาบริรักษ์เวชชการ ซึ่งใช้เป็นหนังสือสอนระดับปริญญาโททางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง&amp;amp;nbsp;โดยพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2478 และพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2493 เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ &#039;&#039;&#039;“ความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุขและสาธารณูปการ”&#039;&#039;&#039; และ &#039;&#039;&#039;“การสุขาภิบาล”&#039;&#039;&#039; ซึ่งเนื้อหาหลักจะอยู่ที่ส่วนหลัง ประกอบด้วย 9 บท ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1. เรื่องน้ำ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. เรื่องอากาศและการระบายลม&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. เรื่องอาหาร&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. การกำจัดสิ่งโสโครกและมูลฝอย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. การเลือกที่และสร้างที่อาศัย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. อุตุนิยมศาสตร์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. การควบคุมโรคติดต่อ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8. การอนามัยในโรงเรียน และ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 9. การสงเคราะห์มารดาและเด็ก&#039;&#039;[[#_edn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เท่าที่ยกตัวอย่างมาก็พอทำให้เห็นภาพได้ว่า พระยาบริรักษ์เวชชการได้มีส่วนส่งเสริมการสาธารณสุขของสยามด้วยบทบาทหลากหลาย โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ที่ส่งเสริมความรู้ด้านนี้ไปสู่แวดวงข้าราชการและรั้วมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อพิจารณาเรื่องราวของพระยาบริรักษ์เวชชการอย่างสังเขปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าพระยาบริรักษ์เวชชการมีบทบาทสำคัญด้านการสาธารณสุขมาตั้งแต่ยุคระบอบ[[สมบูรณาญาสิทธิราชย์|สมบูรณาญาสิทธิราชย์]]จนถึงยุคระบอบประชาธิปไตยทั้งช่วงเวลาที่คณะราษฎรมีอำนาจ (พ.ศ. 2475-2490) ถึงช่วงเวลาที่คณะราษฎรสิ้นอำนาจหลังการรัฐประหาร 2490 นอกจากนี้ พระยาบริรักษ์เวชชการยังมีผลงานด้านโหราศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของข้าราชการแพทย์ผู้นี้มิได้เพียงรักษาความป่วยไข้ของคนด้วยการแพทย์แบบวิทยาศาสตร์&amp;amp;nbsp;แต่ยังพยากรณ์ความเป็นไปในบ้านเมืองโดยใช้โหราศาสตร์นำทาง นี่คือคุณสมบัติเด่นของพระยาบริรักษ์เวชชการโดยแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;edn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref1|[1]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา. 2511. ความรู้บางเรื่องเกี่ยวกับโหราศาสตร์ โดย พระยาบริรักษเวชชการ จัดพิมพ์ขึ้นเป็นบรรณาการที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2511. พระนคร: โรงพิมพ์มิตรสยาม. หน้า 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref2|[2]]] แหล่งเดิม. หน้า 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref3|[3]]] แหล่งเดิม. หน้า 9-10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref4|[4]]] แหล่งเดิม. หน้า 10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref5|[5]]] สมาคมโหรแห่งประเทศไทย. 2511. ปฏิทินโหร พ.ศ. 2441-2460 สมาคมโหรแห่งประเทศไทยพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ (บริรักษ์ ติตติรานนท์) อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 26 มิถุนายน 2511. พระนคร: สมาคมโหรแห่งประเทศไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref6|[6]]] “ประกาศตั้งและแต่งตั้งรัฐมนตรี.” (5 กรกฎาคม 2492). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 66 ตอน 36. หน้า 503-596.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref7|[7]]] “ประกาศรัฐมนตรีลาออกและแต่งตั้งรัฐมนตรี.” (25 พฤษภาคม 2497). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 71 ตอน 33. หน้า 726-727.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref8|[8]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา. 2511. ความรู้บางเรื่องเกี่ยวกับโหราศาสตร์ โดย พระยาบริรักษเวชชการ จัดพิมพ์ขึ้นเป็นบรรณาการที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2511. หน้า 10-11.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref9|[9]]] แหล่งเดิม. หน้า 10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref10|[10]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา, ไวทยวิธีการ, พระ, เชฎฐไวทยาการ , พระ, สนิทรักษ์สัตว์, หลวง, วิเชียรแพทยาคม, หลวง, พะยุงเวชศาสตร์, หลวง, รัตนเวชชสาขา, ขุน, สอนสุขกิจ, ขุน และย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง. 2477. การสาธารณสุขและสาธารณูปการ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง. หน้า 1-2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref11|[11]]] แหล่งเดิม. หน้า 2-24.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref12|[12]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา, 2493. ความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุข และสาธารณูปการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]] [[Category:นักการเมือง]] [[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=15993</id>
		<title>พระยาบริรักษ์เวชชการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=15993"/>
		<updated>2024-06-21T02:52:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Trikao: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;:&#039;&#039;&#039; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย มุกสง และปิยวัฒน์ สีแตงสุก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ&amp;amp;nbsp;ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;พระยาบริรักษ์เวชชการ&#039;&#039;&#039; (บริรักษ์ ติตติรานนท์-นามเดิม คือ ไล่ฮวด) เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการสาธารณสุขของไทย ตลอดชั่วชีวิตผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มาแล้วมากมาย รวมถึงมีผลงานการเขียนที่แสดงถึงความรู้ความสามารถออกมาเป็นที่ประจักษ์ โดยเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาบริรักษ์เวชชการมีประเด็นที่สมควรจะพิจารณาดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;พื้นเพชีวิตและแพทย์ในระบบราชการ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการ เป็นบุตรนายติ๊ดและนางช้อย ติตติรานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี มีพี่น้อง 3 คน นอกจากพระยาบริรักษ์เวชชการแล้วก็จะมี นางเทพ ติตติรานนท์ และ ขุนบุญสิริเวชช์ (บุญศรี ติตติรานนท์) เมื่อถึงขวบวัยที่จะต้องเข้ารับการศึกษา ก็เริ่มศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนอุดมพิทยากร จังหวัดชลบุรี กระทั่งปลายทางการศึกษาจบลงที่ได้รับประกาศนียบัตรแพทย์ที่โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราชพยาบาล) เมื่อ พ.ศ. 2456[[#_edn1|[1]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชใน พ.ศ. 2456 ต่อมาได้ย้ายไปเป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2462 จึงได้โอนมารับราชการในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย[[#_edn2|[2]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2466 ได้รับทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ไปศึกษาวิชาการสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins) ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกการสาธารณสุข (Doctor of Public Health) เมื่อ พ.ศ. 2468 จากนั้นกลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจการสาธารณสุขชั้น 1 และได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477&amp;amp;nbsp;จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข[[#_edn3|[3]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พระยาบริรักษ์เวชชการได้ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข รับพระราชทานบำนาญ&amp;amp;nbsp;เมื่อ พ.ศ. 2481[[#_edn4|[4]]] ในระยะที่ว่างราชการนี้เอง พระยาบริรักษ์เวชชการได้ศึกษาค้นคว้าวิชาโหราศาสตร์ ทั้งภาคคำนวณและภาคพยากรณ์อย่างจริงจัง และได้ร่วมปรึกษากับนักโหราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงก่อตั้งสมาคมโหรแห่งประเทศไทยขึ้น โดยไปขออนุญาตจดทะเบียนสมาคมต่อแผนกสมาคม กองตำรวจสันติบาล ใน พ.ศ. 2490[[#_edn5|[5]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; จากนั้น พ.ศ. 2492 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบริรักษ์เวชชการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐบาล [[แปลก_พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]][[#_edn6|[6]]] และดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาจนถึง พ.ศ. 2497 จึงได้ขอกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง[[#_edn7|[7]]] ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2500&amp;amp;nbsp;ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็น[[องคมนตรี|องคมนตรี]] รับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งนี้ตลอดมาจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2511 สิริอายุได้ 75 ปี 7 เดือน[[#_edn8|[8]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; นอกจากงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุขแล้ว พระยาบริรักษ์เวชชการได้รับเกียรติให้ปฏิบัติงานพิเศษอีกหลายอย่าง โดยได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เมื่อก่อนถึงแก่อสัญกรรมหลายตำแหน่ง เช่น รองประธานกรรมการมูลนิธิวิจัยทางประสาทในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการสภากาชาดไทย กรรมการว่าด้วยความเป็นกลางทางการแพทย์ นายกสมาคมค้นคว้าทางจิตฯ ประธานกรรมการจัดการฝ่ายคฤหัสถ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการบริษัทแหลมทอง จำกัด ฯลฯ[[#_edn9|[9]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเผยแพร่ความรู้ด้านการสาธารณสุข&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ตามประวัติข้างต้น พระยาบริรักษ์เวชชการจบการศึกษาด้านการแพทย์และทำงานในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชกระทั่งได้รับตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทว่านอกเหนือไปจากนี้ อีกบทบาทสำคัญของพระยาบริรักษ์เวชชการ คือ การไปบรรยายความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขให้บรรดาข้าราชการฟัง รวมทั้งเขียนหนังสือสำหรับสอนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ดังตัวอย่างการบรรยายในการอบรมที่ปรึกษาเทศบาลเมื่อ พ.ศ. 2477&amp;amp;nbsp;ครั้งนั้นมีวิทยากรคนอื่น ๆ ไปบรรยายด้วย เช่น พระไวทยวิธีการ หลวงพยุงเวชศาสตร์ ขุนสอนสุขกิจ นายแพทย์ย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; หัวข้อที่พระยาบริรักษ์เวชชการบรรยาย คือ “[[การสาธารณสุข|การสาธารณสุข]]” โดยมุ่งไปที่การกล่าวถึงประวัติของการสาธารณสุขและหลักปกครองการสาธารณสุขเท่านั้น เนื้อหาเริ่มต้นขึ้นที่ความหมายของคำว่า &#039;&#039;&#039;“สาธารณสุข”&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;ที่อาจกล่าวอย่างกว้าง ๆ ได้ว่า คือกิจการประเภทหนึ่งซึ่งกระทำโดยอาศัยหลักวิชาการเพื่อความประสงค์ที่จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพกับบำรุงพลเมืองให้เป็นคนมีร่างกายสมบูรณ์ ปราศจากโรคและมีชีวิตยืนนาน[[#_edn10|[10]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เนื้อหาต่อจากนั้นเป็นการไล่เรียงประวัติของการสาธารณสุขทั้งในต่างประเทศนับตั้งแต่ประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขขึ้นใน ค.ศ. 1848 เป็นต้นมา และในประเทศสยาม ซึ่งการสาธารณสุขได้ตั้งต้นขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2440 จากการประกาศใช้ &#039;&#039;&#039;“พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116”&#039;&#039;&#039; นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การบรรยายถึงการจัดการสาธารณสุขในท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. รัฐบาลกลางดำเนินการปกครองเอง รับผิดชอบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่น และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. รัฐบาลควบคุมการเท่านั้น แต่ให้ความรับผิดชอบอยู่กับท้องถิ่นหรือเทศบาลนั้นเอง[[#_edn11|[11]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; อีกตัวอย่าง คือ หนังสือความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุขและสาธารณูปการของพระยาบริรักษ์เวชชการ ซึ่งใช้เป็นหนังสือสอนระดับปริญญาโททางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง&amp;amp;nbsp;โดยพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2478 และพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2493 เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ &#039;&#039;&#039;“ความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุขและสาธารณูปการ”&#039;&#039;&#039; และ &#039;&#039;&#039;“การสุขาภิบาล”&#039;&#039;&#039; ซึ่งเนื้อหาหลักจะอยู่ที่ส่วนหลัง ประกอบด้วย 9 บท ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;1. เรื่องน้ำ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. เรื่องอากาศและการระบายลม&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. เรื่องอาหาร&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. การกำจัดสิ่งโสโครกและมูลฝอย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 5. การเลือกที่และสร้างที่อาศัย&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 6. อุตุนิยมศาสตร์&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 7. การควบคุมโรคติดต่อ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 8. การอนามัยในโรงเรียน และ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 9. การสงเคราะห์มารดาและเด็ก&#039;&#039;[[#_edn12|[12]]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เท่าที่ยกตัวอย่างมาก็พอทำให้เห็นภาพได้ว่า พระยาบริรักษ์เวชชการได้มีส่วนส่งเสริมการสาธารณสุขของสยามด้วยบทบาทหลากหลาย โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ที่ส่งเสริมความรู้ด้านนี้ไปสู่แวดวงข้าราชการและรั้วมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; เมื่อพิจารณาเรื่องราวของพระยาบริรักษ์เวชชการอย่างสังเขปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าพระยาบริรักษ์เวชชการมีบทบาทสำคัญด้านการสาธารณสุขมาตั้งแต่ยุคระบอบ[[สมบูรณาญาสิทธิราชย์|สมบูรณาญาสิทธิราชย์]]จนถึงยุคระบอบประชาธิปไตยทั้งช่วงเวลาที่คณะราษฎรมีอำนาจ (พ.ศ. 2475-2490) ถึงช่วงเวลาที่คณะราษฎรสิ้นอำนาจหลังการรัฐประหาร 2490 นอกจากนี้ พระยาบริรักษ์เวชชการยังมีผลงานด้านโหราศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของข้าราชการแพทย์ผู้นี้มิได้เพียงรักษาความป่วยไข้ของคนด้วยการแพทย์แบบวิทยาศาสตร์&amp;amp;nbsp;แต่ยังพยากรณ์ความเป็นไปในบ้านเมืองโดยใช้โหราศาสตร์นำทาง นี่คือคุณสมบัติเด่นของพระยาบริรักษ์เวชชการโดยแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เชิงอรรถ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;div&amp;gt;&amp;lt;div id=&amp;quot;edn1&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref1|[1]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา. 2511. ความรู้บางเรื่องเกี่ยวกับโหราศาสตร์ โดย พระยาบริรักษเวชชการ จัดพิมพ์ขึ้นเป็นบรรณาการที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2511. พระนคร: โรงพิมพ์มิตรสยาม. หน้า 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn2&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref2|[2]]] แหล่งเดิม. หน้า 9.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn3&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref3|[3]]] แหล่งเดิม. หน้า 9-10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn4&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref4|[4]]] แหล่งเดิม. หน้า 10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn5&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref5|[5]]] สมาคมโหรแห่งประเทศไทย. 2511. ปฏิทินโหร พ.ศ. 2441-2460 สมาคมโหรแห่งประเทศไทยพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ (บริรักษ์ ติตติรานนท์) อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 26 มิถุนายน 2511. พระนคร: สมาคมโหรแห่งประเทศไทย.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn6&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref6|[6]]] “ประกาศตั้งและแต่งตั้งรัฐมนตรี.” (5 กรกฎาคม 2492). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 66 ตอน 36. หน้า 503-596.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn7&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref7|[7]]] “ประกาศรัฐมนตรีลาออกและแต่งตั้งรัฐมนตรี.” (25 พฤษภาคม 2497). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 71 ตอน 33. หน้า 726-727.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn8&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref8|[8]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา. 2511. ความรู้บางเรื่องเกี่ยวกับโหราศาสตร์ โดย พระยาบริรักษเวชชการ จัดพิมพ์ขึ้นเป็นบรรณาการที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาบริรักษเวชชการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2511. หน้า 10-11.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn9&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref9|[9]]] แหล่งเดิม. หน้า 10.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn10&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref10|[10]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา, ไวทยวิธีการ, พระ, เชฎฐไวทยาการ , พระ, สนิทรักษ์สัตว์, หลวง, วิเชียรแพทยาคม, หลวง, พะยุงเวชศาสตร์, หลวง, รัตนเวชชสาขา, ขุน, สอนสุขกิจ, ขุน และย่งฮั้ว ชัวยั่วเสง. 2477. การสาธารณสุขและสาธารณูปการ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง. หน้า 1-2.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn11&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref11|[11]]] แหล่งเดิม. หน้า 2-24.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;div id=&amp;quot;edn12&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[#_ednref12|[12]]] บริรักษ์เวชชการ, พระยา, 2493. ความรู้ทั่วไปในการสาธารณสุข และสาธารณูปการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
[[Category:บุคคลสำคัญทางการเมือง]][[Category:นักการเมือง]][[Category:ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน]][[Category:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Trikao</name></author>
	</entry>
</feed>