<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Teeraphan</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Teeraphan"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Teeraphan"/>
	<updated>2026-06-13T15:00:17Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12994</id>
		<title>ระบอบประชาธิปไตย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12994"/>
		<updated>2017-11-06T08:42:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: Teeraphan ย้ายหน้า ระบอบประชาธิปไตย ไปยัง ประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[ประชาธิปไตย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12993</id>
		<title>ประชาธิปไตย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=12993"/>
		<updated>2017-11-06T08:42:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: Teeraphan ย้ายหน้า ระบอบประชาธิปไตย ไปยัง ประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียบเรียง&amp;amp;nbsp;: รณชัย โตสมภาค&amp;lt;br/&amp;gt; ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;amp;nbsp;: นายจเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;lt;div align=&amp;quot;center&amp;quot;&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;/div&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองตามอุดมการณ์สากล ที่ผู้นำประเทศได้รับอำนาจและความชอบธรรมในการบริหารประเทศจากประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง &amp;amp;nbsp;บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยมีการแบ่งอำนาจในการปกครองประเทศอย่างชัดเจน ผ่านการกระจายอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของผู้ปกครองประเทศ&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมายของประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้ความหมายประชาธิปไตยว่า เป็นแบบ&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ส่วนคำว่าระบอบหมายถึงแบบอย่าง ธรรมเนียม ระเบียบการปกครอง ดังนั้น คำว่าระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความว่าแบบอย่างหรือธรรมเนียมการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; “ประชาธิปไตย” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีกว่า Demos หมายถึงประชาชน กับ Kratien หมายถึง การปกครอง ดังนั้นประชาธิปไตยหรือ democracy จึงหมายถึงการปกครองโดยประชาชน โดยอำนาจสูดสุดในการปกครองจะมาจากประชาชน และรัฐบาลจะคงอยู่ในอำนาจต่อไปได้เมื่อวาระสิ้นสุดลง ก็ต่อเมื่อประชาชนผู้เลือกตั้งเห็นว่ารัฐบาลสามารถสนองตอบต่อเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 8 การปกครองประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 22 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://e-book.ram.edu/e-book/p/PS103/chapter8.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 8 การปกครองประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 22 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://e-book.ram.edu/e-book/p/PS103/chapter8.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักการของประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในความสำคัญและศักดิ์ศรีของปัจเจกบุคคล ความเชื่อในความเสมอภาคของมนุษย์ และความเชื่อในความจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอิสรเสรี &amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;amp;nbsp; ประชาธิปไตยจึงประกอบด้วยหลักการต่างๆ ดังต่อไปนี้&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. เสรีภาพ (Liberty) คืออิสรภาพของบุคคลที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตนโดยไม่อยู่ภายใต้การกดขี่ของรัฐ เว้นแต่อยู่ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในหลักประชาธิปไตย เสรีภาพคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าของสังคม&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ความเสมอภาค (Equality) คือความเท่าเทียมกันของคนในสังคม เป็นความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมเหมือนกัน มีศักดิ์ศรี เกียรติยศ และมีคุณค่าในความเป็นคนอย่างเดียวกัน ความเสมอภาคประกอบไปด้วย&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.1 ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.2 ความเสมอภาคตามกฎหมาย&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.3 ความเสมอภาคในด้านโอกาส&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.4 ความเสมอภาคในทางการเมือง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.5 &amp;amp;nbsp;ความเสมอภาคในการใช้สิทธิเลือกตั้ง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.6&amp;amp;nbsp;ความเสมอภาคในการสมัครรับเลือกตั้ง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;2.7 ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 3. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) คือ ปัจจัยที่เชื่อว่าสังคมก่อตั้งขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน ในการที่จะให้อำนาจอธิปไตยของสังคมส่วนรวมเข้ามาแทนที่เสรีภาพธรรมชาติ โดยทุกคนจะมีส่วนในอธิปไตยนั้นๆ เท่าเทียมกัน ตามหลักการนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองที่ประชาชนเป็นทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งโดยยึดหลักการเสียงข้างมาก จึงมีสิทธิอำนาจอันขอบธรรมในการปกครองประเทศเพราะได้รับสิทธิจากผู้ถูกปกครองโดยตรง&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 4. หลักการเสียงข้างมากที่คุ้มครองเสียงข้างน้อย (The Rule of Majority) เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจปัญหาบ้านเมืองไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนราษฎร ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนทุกคนย่อมมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดสินปัญหาจึงต้องยึดเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; ถึงอย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของเสียงข้างน้อย หลักประชาธิปไตยจึงต้องประกอบด้วยหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อย (minority right) ด้วย ทั้งนี้ การตัดสินใจโดยล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อย ถือว่าเป็นการปกครองโดยระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก (Dictatorship of the Majority)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;ประเภทของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1. ประชาธิปไตยโดยทางตรง (Direct Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองโดยตรง ด้วยการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาตัดสินปัญหา และเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของรัฐ ราษฎรมีบทบาทในการตัดสินใจในกิจการของบ้านเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2. ประชาธิปไตยโดยทางอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน (Representative Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้อำนาจประชาชนเลือกตัวแทนเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อพิจารณาตัดสินใจแก้ไขปัญหาของรัฐ และบริหารกิจการบ้านเมืองตามกรอบนโยบายของรัฐ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก :  http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;quot;&amp;gt;บทที่ 2 การปกครองในระบอบบประชาธิปไตกับแนวคิดการขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการปลดออกจากตำแหน่ง (Recall). (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฏาคม 2557. เข้าถึงได้จาก :  http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/0989/10CHAPTER_2.pdf&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;br/&amp;gt; &#039;&#039;&#039;รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้&amp;lt;br/&amp;gt; 1. หลักประมุขของประเทศ (Head of State)&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.1 การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ เป็นศูนย์รวมของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนทั้งมวล โดยจะใช้อำนาจอธิปไตยผ่านอำนาจสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา บริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และตุลาการผ่านทางศาล ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์จะเป็นกลาง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการประเทศ &amp;amp;nbsp;ประเทศที่ปกครองโดยระบอบนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 1.2 การปกครองโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (Presidency) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ และในบางประเทศจะทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหารด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา และ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; 2. หลักการรวมและแยกอำนาจ (Separation of Powers)&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.1 การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ผ่านรัฐสภา ระบอบรัฐสภาสามารถแบ่งออกได้เป็นรูปแบบสภาเดียว (Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศส่วนใหญ่ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ใช้รูปแบบสองสภา อาจมีสภาใดสภาหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกสภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ทั้งนี้ ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐสภา ผ่านกระบวนการและอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.2 การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบรัฐสภา แต่กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล และแบ่งแยกอำนาจจะแตกต่างกัน ในระบอบนี้ ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหาร จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อได้รับเลือกตั้งจะมีสิทธิและอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภา จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จึงเป็นอิสระและแยกขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจ ในระบบประธานาธิบดีจะมีกลไกทางรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภามีอำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ผ่านการควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และการลงมติเพื่อกล่าวโทษ (Impeachment) และปลดออกจากตำแหน่ง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่เป็นต้นแบบของการปกครองลักษณะนี้ คือสหรัฐอเมริกา&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp; 2.3 การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธิบดีเป็นประมุขและบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในด้านการบริหาร นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และรับผิดชอบต่อรัฐสภา ประธานาธิบดีจะเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศและการเมืองทั่วไป ทั้งนี้ ประธานาธิบดีในระบบการปกครองแบบนี้ จะแตกต่างจากประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีตามข้อ 2.2 &amp;amp;nbsp;congress ตรงที่ จะมีอำนาจอนุญาโตตุลาการ ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจในการประกาศยุบสภา ประเทศที่มีการปกครองลักษณะนี้ อาทิ ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น&amp;amp;nbsp;&amp;lt;ref name=&amp;quot;คณะกรรมการการเลือกตั้ง. ระบอบประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฏาคม 2557 เข้าถึงได้จาก http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=filedownload$DataID=18358&amp;quot;&amp;gt;คณะกรรมการการเลือกตั้ง. ระบอบประชาธิปไตย. (ออนไลน์) วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฏาคม 2557 เข้าถึงได้จาก http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=filedownload$DataID=18358&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br/&amp;gt; 1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2544). ประวัติการเมืองไทย 2475 – 2550. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br/&amp;gt; 2. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2549). ความคิดการเมืองไพร่กระฎุมพีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มติชน.&amp;lt;br/&amp;gt; 3. โสภา ชานะมูล. (2550). “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า. กรุงเทพฯ&amp;amp;nbsp;: มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ยุวดี เทพยสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ดัชนีชี้วัดประชาธิปไตย.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] วันที่ค้นข้อมูล 23 กรกฎาคม 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าถึงได้จาก http://kpi.ac.th/kpith/pdf/%E0%25%A2/content.pdf&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. Standford Encyclopedia of Philosophy. &#039;&#039;&#039;Democracy. &#039;&#039;&#039;[Online] Retrieved July 23, 2014, from http://plato.stanford.edu/entries/democracy/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. &#039;&#039;&#039;ตอนที่&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1 สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] วันที่ค้นข้อมูล 24 กรกฎาคม 2557. เข้าถึงได้จาก http://www.phayao.go.th/au/sadmin/citizenmanual.PDF&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. Inter-Parliamentary Union. &#039;&#039;&#039;Democracy: Its Principles and Achievement. &#039;&#039;&#039;[Online] Retrieved July 24, 2014, from http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOCRACY_PR_E.pdf&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[http://www.ipu.org/PDF/publications/DEMOCRACY_PR_E.pdf &amp;lt;references /&amp;gt;]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_:_%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12320</id>
		<title>พัฒนาการคมนาคม : สยามบินดอนเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_:_%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12320"/>
		<updated>2016-02-11T08:47:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: พัฒนาการคมนาคม : สยามบินดอนเมือง ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น พัฒนาการคมนาคม : สนามบินดอนเมือง&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[พัฒนาการคมนาคม : สนามบินดอนเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_:_%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12319</id>
		<title>พัฒนาการคมนาคม : สนามบินดอนเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_:_%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12319"/>
		<updated>2016-02-11T08:47:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: พัฒนาการคมนาคม : สยามบินดอนเมือง ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น พัฒนาการคมนาคม : สนามบินดอนเมือง&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กิจการการบินในประเทศไทย เริ่มต้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้สนามของราชกรีฑาสโมสร ตำบลปทุมวัน เป็นสนามบิน ต่อมากิจการเจริญขึ้น สนามบินเดิมคับแคบไป รัฐบาลจึงย้ายไปใช้สนามบินที่ตำบลดอนเมือง เมื่อปี ๒๔๕๗  จากนั้น กิจการการบินจึงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจการการบินของไทยในระยะแรกนั้น สังกัดกระทรวงกลาโหมได้ใช้เพื่อขนส่งไปรษณียภัณฑ์ ต่อมาเมื่อเครื่องบินได้วิวัฒนาการจนมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้ใช้ขนส่งผู้โดยสารและสินค้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินที่ทันสมัยโอ่โถง นอกจากเป็นที่ตั้งของกรมอากาศยานแล้วยังประกอบด้วยโรงงานที่มีเครื่องมือครบครันสามารถสร้างเครื่องบินได้ทั้งลำ เว้นแต่เครื่องยนต์เท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปี ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการการบินที่กรมอากาศยานดอนเมืองพร้อมกับทรงมีพระราชดำรัสว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“การอากาศยานนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติ์ของชาวไทยและประเทศสยามยิ่งกว่าการอื่นๆ เพราะเกือบจะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นวิธีการทางเทคนิคอันเราสามารถทำได้เองด้วยคนไทยทั้งนั้น ไม่ต้องอาศัยชาวต่างชาติมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ...เพราะโดยมาก เขาเหล่านั้นไม่ได้นึกเลยว่า คนไทยเราสามารถตั้งกรมอากาศยานขึ้นเป็นปึกแผ่นใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้…”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาปี ๒๔๗๔ รัฐบาลได้จัดตั้งบริษัท เดินอากาศ จำกัด เปิดการบินภายในประเทศและรับเป็นตัวแทนบริษัทการบินต่างประเทศ  นับเป็นก้าวสำคัญของกิจการการบินในประเทศไทยที่ดำเนินสืบมาจวบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ที่มา &#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
บทสารคดี “ปกเกล้าธรรมราชา” สารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ในวโรกาสครบ ๑๒๐ ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพและเป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประจำปี ๒๕๕๖&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[https://www.youtube.com/watch?v=ChuPu65BHWU&amp;amp;list=PLz3ADrKTT5i0vjsCnIPrpraHExclR_Odo&amp;amp;index=47  YOU TUBE : สืบสานงานแผ่นดิน : พัฒนาการคมนาคม : สยามบินดอนเมือง]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12206</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12206"/>
		<updated>2015-12-28T09:06:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หะริน หงสกุล|17. หะริน หงสกุล (พลอากาศเอก)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%8A&amp;diff=12203</id>
		<title>หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%8A&amp;diff=12203"/>
		<updated>2015-12-28T08:51:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เสนีย์ ปราโมช (หม่อมราชวงศ์)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[เสนีย์ ปราโมช (หม่อมราชวงศ์)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_(%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C)&amp;diff=12201</id>
		<title>ชวลิต ยงใจยุทธ (พิษณุ สุ่มประดิษฐ์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_(%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C)&amp;diff=12201"/>
		<updated>2015-12-28T08:50:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ชวลิต ยงใจยุทธ (พิษณุ สุ่มประดิษฐ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ชวลิต ยงใจยุทธ (พลเอก)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[ชวลิต ยงใจยุทธ (พลเอก)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)&amp;diff=12200</id>
		<title>ชวลิต ยงใจยุทธ (พลเอก)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)&amp;diff=12200"/>
		<updated>2015-12-28T08:50:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ชวลิต ยงใจยุทธ (พิษณุ สุ่มประดิษฐ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ชวลิต ยงใจยุทธ (พลเอก)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; พิษณุ สุ่มประดิษฐ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:ชวลิต_ยงใจยุทธ.gif]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] คนที่ 22 ของไทย และเป็นเจ้าของสมญา &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ขงเบ้งแห่งกองทัพบก&amp;quot;&#039;&#039;&#039; เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร เป็นผู้ก่อตั้ง และหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ และเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนม สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;บิ๊กจิ๋ว&amp;quot;&#039;&#039;&#039; และในพื้นที่ภาคอีสาน เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;พ่อใหญ่จิ๋ว&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านพักของบิดาย่านนางเลิ้ง ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณ &#039;&#039;&#039;“วังไชยา”&#039;&#039;&#039; ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสำนักทะเบียนกลางกรุงเทพมหานคร บิดาคือ ร้อยเอก ชั้น ยงใจยุทธ และมารดา คือ นางละมุน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สุรีย์ศรี ยงใจยุทธ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นามสกุล “ยงใจยุทธ” ประทานโดย จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (จอมพลคนแรกของกองทัพไทย) ผู้ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เนื่องจากบิดาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีจังหวัดนครพนม และมีญาติอยู่ในจังหวัดนี้ ดังนั้นเมื่อพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัคร ส.ส. ที่นครพนม จึงกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นลูกหลานชาวนครพนม และเป็นชาวอีสาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวัยเด็ก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อเล่นเดิมว่า “ตึ๋ง” หรือ “หนู” แต่ต่อมาเพื่อน ๆ นายทหารมักเรียกว่า “จิ๋ว”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมรสครั้งแรกกับ คุณวิภา มีบุตร 3 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน บุตรชายคือ คฤพล ยงใจยุทธ (ต๋อย) บุตรสาวคือ อรพิน นววงศ์ (ติ๋ม) และพันตำรวจตรีหญิงศรีสุภางค์ โสมกุล (แต๋ว) ในเวลาต่อมาได้สมรสอีกครั้งกับคุณประเสริฐศรี ซึ่ง[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์]] ได้ให้เกียรติมาร่วมงานมงคลสมรสในครั้งนั้นด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องหย่าร้างกับภริยาผู้นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมรสกับคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ (ลิมปิภมร) หรือคุณหญิงหลุยส์ ภริยาคนปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2507&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถานที่พักคือ บ้านปิ่นประภาคม ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประวัติการศึกษา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เริ่มการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนแถววังบูรพาภิรมย์ เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ในรุ่น “ลมหวน” ซึ่งเป็นรุ่นที่โด่งดังรุ่นหนึ่ง และ[[สุจินดา คราประยูร|พลเอก สุจินดา คราประยูร]] อดีตผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรี คนที่ 19 ก็เคยศึกษาที่โรงเรียนนี้เช่นกัน ในเวลาต่อมาได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 หรือในชั้นเตรียมอุดมปีที่ 1 ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เรียนได้เพียงเทอมเดียว)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในปี พ.ศ. 2491 โรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ให้เปลี่ยนชื่อเป็น &#039;&#039;&#039;“โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”&#039;&#039;&#039; และเริ่มปรับเปลี่ยนหลักสูตรเวสต์ปอยท์รุ่นแรกแทนหลักสูตรเก่า จึงหันเหมาศึกษาสายทหารในสถานศึกษาแห่งนี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นรุ่น จปร.1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นนร. ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหมวด มีเพื่อนนักเรียนนายร้อยร่วมรุ่นที่สนิทสนมกันมากในเวลานั้นคือ นนร. สุนทร คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กจ๊อด” ซึ่งต่อมาคือ[[สุนทร คงสมพงษ์|พลเอก สุนทร คงสมพงษ์]] ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ซึ่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ[[ชาติชาย ชุณหะวัณ|พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ]] เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในขณะที่ศึกษาวิชาทหารอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์[[กบฎแมนฮัตตั้น]] ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 นนร. ชวลิต ยงใจยุทธ และเพื่อน ๆ ถูกส่งไปรักษาการณ์ร่วมกับกำลังของฝ่ายรัฐบาล จนได้รับพระราชทานเหรียญทองมงกุฎไทยเป็นบำเหน็จความดีความชอบ สำหรับประวัติการศึกษา และวุฒิกิตติมศักดิ์ที่สำคัญตามลำดับดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2492 :&lt;br /&gt;
|มัธยมศึกษา โรงเรียนอำนวยศิลป์ , โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2496 :&lt;br /&gt;
|ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2502 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|โรงเรียนสื่อสารกองทัพบก ฟอร์ตบอร์นมัธ ประเทศสหรัฐอเมริกา &amp;lt;br&amp;gt;(หลักสูตรการซ่อมเครื่องไมโครเวฟ เป็นหลักสูตรระยะสั้น 1 เดือน ระหว่าง 18 มิถุนายน ถึง 17 กรกฎาคม)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2504 :&lt;br /&gt;
|กองทัพน้อยที่ 9 เกาะริวกิว โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น (หลักสูตรฝึกงานการประกอบซ่อมเครื่องมือสื่อสาร)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2505 :&lt;br /&gt;
|โรงเรียนทหารสื่อสาร ประเทศไทย (หลักสูตรผู้บังคับกองพัน) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2506 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศไทย (หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 42 และสอบได้ที่ 1 ของรุ่น &amp;lt;br&amp;gt;ด้วยคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 86.21 จึงได้รับทุน M.A.P. ให้ไปศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศสหรัฐอมริกา)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2507 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ณ ฟอร์ตลีเวินเวิร์ท เมืองลีเวินเวิร์ท มลรัฐแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (หลักสูตรเสนาธิการกิจ)&amp;lt;br&amp;gt;อนึ่ง โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเสนาธิการที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมเสนาธิการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ใหญ่และสำคัญที่สุด &amp;lt;br&amp;gt;ซึ่งบรรดาผู้นำทางทหารของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมักถูกส่งมาเข้าอบรมที่นี่ บิล คลินตันประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา &amp;lt;br&amp;gt;ก็เคยผ่านหลักสูตรของโรงเรียนเสนาธิการทหารแห่งนี้ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2511 :&lt;br /&gt;
|หลักสูตรกระโดดร่ม ชั้น Novice ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2512 : 	&lt;br /&gt;
|หลักสูตรกระโดดร่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ รุ่นที่ 2 ประเทศไทย &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;วุฒิกิตติมศักดิ์&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|ปริญญา นิติศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ &lt;br /&gt;
|มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไตน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริญญา นิติศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
|มหาวิทยาลัยศรีปทุม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริญญา วิทยาศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
|มหาวิทยาลัยขอนแก่น&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริญญา ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
|มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริญญา วิศวกรรมศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติศักดิ์&lt;br /&gt;
|มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประวัติการรับราชการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พล.อ.ชวลิต รับราชการทหารเหล่าสื่อสาร เป็นคนแรก ๆ ที่แต่งตำราการซ่อมโทรทัศน์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2490 - 95 เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 25 (27 พ.ค. 2529 - 28 มี.ค. 2533) และรักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด (1 ต.ค.2530 - 28 มี.ค. 2533)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การดำรงตำแหน่งทางราชการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2497 :&lt;br /&gt;
|ประจำกองกลาง กรมการทหารสื่อสาร (ประดับยศ “ว่าที่ร้อยตรี” วันที่ 25 ม.ค. 2497)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2498 :&lt;br /&gt;
|ครูช่างซ่อมวิทยุแผนกอิเล็คทรอนิกส์ โรงเรียนการสื่อสาร กรมการทหารสื่อสาร (รับพระราชทานยศร้อยตรี เมื่อ ม.ค.2498)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2499 : &lt;br /&gt;
|รับพระราชทานยศร้อยโท&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2500 :&lt;br /&gt;
|อาจารย์ผู้ช่วยประจำกองวิศวกรรมไฟฟ้า กองการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2501 :&lt;br /&gt;
|ประจำแผนก กรมการทหารสื่อสาร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2502 :&lt;br /&gt;
|รับพระราชทานยศร้อยเอก (ม.ค.2502)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2503 :&lt;br /&gt;
|ผู้บังคับกองร้อยซ่อมบำรุงเครื่องสื่อสารเขตหลัง กรมการทหารสื่อสาร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2504 :&lt;br /&gt;
|รับพระราชทานยศพันตรี (1 ต.ค. 2504)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2508 :&lt;br /&gt;
|อาจารย์ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกและรับพระราชทานยศพันโท ในเดือน ต.ค.2508&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2510 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|เดินทางไปราชการสงครามเวียดนามในช่วงปี พ.ศ. 2510 – 2511&amp;lt;br&amp;gt;ในตำแหน่งนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึกของกรมทหารอาสาสมัคร “จงอางศึก” &amp;lt;br&amp;gt;ซึ่งเป็นหน่วยที่สร้างเกียรติประวัติแก่กองทัพไทยและเป็นที่ประจักษ์แก่นานาชาติสืบมาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2511 :&lt;br /&gt;
|หลังกลับจากสงคราม ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2511 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกรม กรมยุทธการทหารบก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2512 :&lt;br /&gt;
|รับพระราชทานยศพันเอก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2514 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|หัวหน้ากอง กรมยุทธการทหารบก วางแผนด้านยุทธการและการข่าวในการต่อกรกับ ผกค. &amp;lt;br&amp;gt;	โดยเฉพาะบุกเบิกจัดตั้ง “กองกำลังทหารเสือพราน” หรือ “ทหารพราน”เพื่อใช้รบแบบ“จรยุทธ์ปราบจรยุทธ์”&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2522 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|ได้รับพระราชทานยศเป็น “พลตรี” และเป็นนายทหารคนสนิทของ[[เปรม ติณสูลานนท์|พลเอก เปรม ติณสูลานนท์]] รมว.กระทรวงกลาโหม &amp;lt;br&amp;gt;(ในรัฐบาลที่มีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี) และประจำกองบัญชาการทหารบก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2523 :&lt;br /&gt;
|เจ้ากรมยุทธการทหารบก &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2524 :&lt;br /&gt;
|เจ้ากรมยุทธการทหารบกและหัวหน้าฝ่ายธุรการ กองอำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2525 :&lt;br /&gt;
|ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และรับพระราชทานยศ พลโท ในเดือน ต.ค. 2525&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2526 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|รองเสนาธิการทหารบก และปฏิบัติหน้าที่พิเศษในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ยุทธการกองทัพบก&amp;lt;br&amp;gt;และหัวหน้าฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน&amp;lt;br&amp;gt;และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ &amp;lt;br&amp;gt;และได้รับเลือกเป็น “สมาชิกวุฒิสภา” ในปีนี้เช่นกัน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2528 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|เสนาธิการทหารบก และรับพระราชทานยศ พลเอก ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่โด่งดังมาก &amp;lt;br&amp;gt;เนื่องจากบทบาทนักประสานสิบทิศ จนได้รับฉายาว่า “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก”&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2529 :&lt;br /&gt;
|ผู้บัญชาการทหารบก (27 พ.ค.2529 ดำรงตำแหน่งแทน[[อาทิตย์ กำลังเอก|พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก]])&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2530 :&lt;br /&gt;
|ผู้บัญชาการทหารบก และ รักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด อีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2530&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ราชการพิเศษหรือตำแหน่งพิเศษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2494 :&lt;br /&gt;
|ราชการพิเศษกรณีปราบจราจล 29 มิถุนายน 2494 (กบฎแมนฮัตตั้น)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2510 :&lt;br /&gt;
|เดินทางไปราชการสงคราม ณ ประเทศเวียดนาม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2512 :&lt;br /&gt;
|ราชการพิเศษกรณีปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2524 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|ราชองค์รักษ์เวร (14 พ.ค. 2524) และ นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์&amp;lt;br&amp;gt;และประจำกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (26 ต.ค.2524)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2525 :&lt;br /&gt;
|นายทหารพิเศษประจำกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (13 ก.ย. 2525)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2526 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|ราชองค์รักษ์พิเศษ นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ &amp;lt;br&amp;gt;	นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2529 :&lt;br /&gt;
|นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ และประจำกรม นายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2531 :&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|นายทหารพิเศษ ประจำกองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ &amp;lt;br&amp;gt;ประจำกองบัญชาการ กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน &amp;lt;br&amp;gt;ประจำกรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ &amp;lt;br&amp;gt;และประจำกองพันทหารอากาศโยธินที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบอากาศโยธิน&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาททางการเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในระยะที่[[เปรม ติณสูลานนท์|พลเอก เปรม ติณสูลานนท์]] ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ครั้นถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 อันเป็นวันแรกของการเปิดสภาผู้แทนราษฎรของปีนี้ รัฐบาลแพ้มติในสภาฯ โดยสภาฯ ไม่อนุมัติ[[พระราชกำหนด]]ฉบับหนึ่งที่รัฐบาลเสนอ รัฐบาลจึงยุบสภาผู้แทนราษฎรในคืนวันนั้น คือภายหลังจากที่ทราบผลการแพ้เสียงในสภาฯ ประมาณ 6 ชั่วโมง และกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งได้มีการโยกย้ายตำแหน่งทางการทหาร โดยให้[[อาทิตย์ กำลังเอก|พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก]] พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแต่เพียงตำแหน่งเดียว แล้วให้พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นคนที่นายกรัฐมนตรีวางใจขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ โดยต่อมาได้รักษาราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 และได้ลาออกจากราชการในตำแหน่งทั้งสอง ในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2533 เพราะเคยประกาศไว้แล้วว่าจะลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ โดย[[สุจินดา คราประยูร|พลเอก สุจินดา คราประยูร]] ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2533 และ[[สุนทร คงสมพงษ์|พลเอก สุนทร คงสมพงษ์]] ได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2533&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคความหวังใหม่&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2533 ได้มีการยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้ง “[[พรรคความหวังใหม่]]” โดย “วีระ สุวรรณกูล” เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง และปรากฏชื่อ “พรรคความหวังใหม่” ในทำเนียบรายชื่อของสำนักงานทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งในระยะแรกมีหัวหน้าพรรคชื่อ “วีระ สุวรรณกูล” แต่หัวหน้าพรรคในเวลาต่อมา คือพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2533&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งทางราชการ [[ชาติชาย ชุณหะวัณ|พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ]] ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เชิญเข้าร่วมรัฐบาลโดยมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2533 แต่เนื่องจากไม่มีฐานทางพรรคการเมือง และเกิดความขัดแย้งกับนักการเมืองในรัฐบาลที่เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จึงลาออกจากทั้งสองตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2533&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากที่[[คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ]] หรือ รสช. เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 และสนับสนุนให้นาย[[อานันท์ ปันยารชุน]] เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 18) โดยรัฐบาลได้จัดการยุบสภาฯ และจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 16&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ส.ส. [[พรรคความหวังใหม่]]ซึ่งเพิ่งลงสนามเป็นครั้งแรกได้รับเลือกเข้ามาจำนวน 72 ที่นั่ง โดยหัวหน้าพรรค คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลงรับสมัครเลือกตั้งสมัยแรกเช่นกัน ได้รับเลือกเป็น ส.ส. จังหวัดนนทบุรี เขต 1 และได้เป็นฝ่ายค้านร่วมกับ[[พรรคประชาธิปัตย์]] ซึ่งมี ส.ส. ได้รับเลือกเข้าสู่สภาฯ 44 ที่นั่ง โดย[[พรรคสามัคคีธรรม]] มี ส.ส. ได้รับเลือกเข้าสู่สภาฯ สูงสุดถึง 79 ที่นั่ง แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคไม่สามารถเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดียาเสพติด พลเอก สุจินดา คราประยูร จึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกขนานว่าเป็นพรรคฝ่ายมาร ให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 19) แต่ได้เกิดการประท้วงคัดค้านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและเป็นการสืบทอดอำนาจของ รสช. จนเหตุการณ์ลุกลามและมีการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงด้วยมาตรการรุนแรงในช่วงเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีภารกิจสำคัญ คือ การยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 หลังการเลือกตั้ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเข้ามามากที่สุด นาย[[ชวน หลีกภัย]] หัวหน้าพรรค จึงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 20) ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2535 โดยพรรคความหวังใหม่ซึ่งมี 51 ที่นั่งได้เข้าร่วมรัฐบาล และพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคซึ่งได้เป็น ส.ส. นนทบุรี สมัยที่ 2 ได้ดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงมหาดไทย แต่ต่อมาเกิดความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาลเนื่องจากคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 198, 199 (การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น) ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นให้การสนับสนุน พรรคความหวังใหม่จึงต้องออกจากการร่วมรัฐบาล และ[[พรรคชาติพัฒนา]] ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ฉีกตัวจากพลพรรคฝ่ายค้านเข้าเสียบร่วมรัฐบาลแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเหตุการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยเฉพาะกรณี สปก.4-01 ซึ่ง[[พรรคพลังธรรม]]ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลประกาศจะไม่ยอมยกมือสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 มี[[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ หรือการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 18 หลังการเลือกตั้งปรากฏว่า ส.ส. พรรคชาติไทยได้รับเลือกเข้ามาด้วยคะแนนเสียงมากที่สุดถึง 92 ที่นั่ง นายบรรหารศิลปอาชาหัวหน้าพรรคจึงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย และพรรคความหวังใหม่ซึ่งมี 57 ที่นั่งได้เข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้ง โดยพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคเปลี่ยนไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครพนม เขต 1 ครั้งแรก ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม แต่เมื่อบริหารประเทศได้ประมาณ 1 ปี รัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ก็ประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 22==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 หรือการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 19 ส.ส. พรรคความหวังใหม่ อันมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้า ได้รับเลือกเข้ามามากที่สุดถึง 125 ที่นั่ง จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 22) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 โดยมีนาย[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา]] [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จำนวน 53 ตำแหน่ง โดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม นายสุขวิช รังสิตพล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายอำนวย วีรวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง นายกร ทัพพะรังสี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ มว.กระทรวงอุตสาหกรรม นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข นาย[[สมัคร สุนทรเวช]] เป็นรองนายกรัฐมนตรี นาย[[เสนาะ เทียนทอง]] เป็น รมว.กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2539 [[คณะรัฐมนตรี]]แถลงนโยบายต่อรัฐสภาและเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายโดยไม่มีการลงมติและต่อมามีการแต่งตั้งนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากประเด็นหาเสียงในการชู “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” และ “การเดินไกล 200,000 กิโลเมตร เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน และเข้าสู่เส้นทางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติด้วยความสง่างาม” อันเป็นสิ่งที่พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นำมาใช้ในการเลือกตั้งคราวนี้ เพื่อขายความคิดในเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ สาเหตุหนึ่งที่ ส.ส.พรรคความหวังใหม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ก็เนื่องจากในการประกาศยุบสภาฯ ของรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 เกิดการย้ายพรรคของ ส.ส. เช่น ส.ส. กลุ่มวังน้ำเย็นจากพรรคชาติไทยได้ย้ายตามนายเสนาะ เทียนทอง มาเข้าพรรคความหวังใหม่ถึง 37 คน และบางพรรคเช่น พรรคนำไทยไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทำให้พรรคใหญที่มีความพร้อมและเป็นคู่แข่งสำคัญกันมีเพียง 3 พรรคเท่านั้น คือ ประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่ และชาติพัฒนา จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น 1 ใน 3 ช. ผู้เป็นหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คือ นายชวน หลีกภัย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นทำให้พรรคความหวังใหม่มี ส.ส. ได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับ 1 ถึง 125 ที่นั่ง ตามด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 123 ที่นั่ง และพรรคชาติพัฒนา 52 ที่นั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐบาลชุดนี้ประกอบด้วย 6 พรรค ได้แก่ พรรคความหวังใหม่ 125 เสียง พรรคชาติพัฒนา 52 เสียง พรรคกิจสังคม 20 เสียง พรรคประชากรไทย 18 เสียง พรรคเสรีธรรม 4 เสียง และพรรคมวลชน 2 เสียง รวม 221 เสียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เหตุการณ์สำคัญระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ในระหว่างที่พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีเหตุการณ์ที่สำคัญ สรุปพอสังเขป ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;จัดตั้ง[[สภาร่างรัฐธรรมนูญ]] (สสร.) และปฏิรูปการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 มาตรา 211 กำหนดให้คนนอกจำนวน 99 คน ยกร่างรัฐธรรมนูญเรียกว่า &#039;&#039;&#039;สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการดำเนินการดังกล่าว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 99 คน ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539 และมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2540 ทั้งนี้ มีนาย[[อุทัย พิมพ์ใจชน]] ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนการปฏิรูปการเมืองหลังสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2540 [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ]]ส่งมอบร่างที่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 ให้กับ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 แล้ว จึงมีการประกาศใน[[ราชกิจจานุเบกษา]] ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา [[ประธานรัฐสภา]] เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สาระของ[[รัฐธรรมนูญ]]จะมีลักษณะการปฏิรูปการเมืองการปกครอง มีการทำประชาพิจารณ์ทุกจังหวัด ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและดีที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2540 มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ปี พ.ศ. 2540 เป็นปีต่อเนื่องแห่งการส่งเสริมการบริการประชาชนของรัฐ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ มีสำนักงานคณะกรรมการการปฏิรูประบบราชการขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานถาวรส่งเสริมสนับสนุนให้การปฏิรูประบบราชการบรรลุเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ขณะที่บริหารประเทศภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ประเทศได้ประสบกับปัญหาด้านการคลัง จนทำให้นายอำนวย วีรวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออก เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2540 สาเหตุมาจากการลดค่าเงินบาท และต่อมาให้นายทนง พิทยะ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการประทรวงการคลัง แต่เหตุการณ์และปัญหาด้านการเงินการคลังยังรุนแรงมาก ทำให้บริษัทเงินทุนขณะนั้นประสบกับภาวะขาดทุนจนต้องระงับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินถึง 16 สถาบันด้วย ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลจึงประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ทำให้เกิดการโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุนต่างประเทศ ต้องนำทุนสำรองพยุงค่าเงินบาทไว้ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนต้องประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการเงิน การคลังของประเทศจนในที่สุด วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2540 รัฐบาลประกาศระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวของสถาบันการเงินถึง 42 แห่ง จนที่ประชุมของกรุงโตเกียวระดมเงินทุนช่วยเหลือประเทศไทยจาก 12 ประเทศจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักจากวิกฤตทางการเงินครั้งนี้ ทำให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตัดสินใจรับความช่วยเหลือจาก I.M.F.(International Monetary Fund)หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เป็นการขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเงินของไทย ขอรับความช่วยเหลือแต่จะต้องปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การเข้าควบคุมสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ให้กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินรับประกัน ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ในสถาบันการเงินที่ดี รวมทั้งการใช้มาตรการภาษีอากร เช่น การปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 การกำหนดงบประมาณเกินดุลในปีงบประมาณ 2541 ไม่เกินร้อยละ 1 ของจีดีพี ส่งผลให้รัฐบาลตกอยู่ในกระแสวิกฤติศรัทธา และขณะนั้นฐานะทางการเงินการคลังเกิดวิกฤติอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2540 ผู้นำฝ่ายค้าน(นายชวน หลีกภัย)และหัวหน้าแกนนำ ยื่น[[ญัตติ]]อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหรือในข้อกล่าวหาว่า“รัฐบาลบริหารผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะเศรษฐกิจถึงขั้นล้มละลาย ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของประเทศชาติโดยรวม จนเกิดภาวะวิกฤติศรัทธาต่อผู้นำรัฐบาล รัฐบาลและระบบการเมืองของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ขาดความรับผิดชอบทั้งคำพูด การแสดงออก การตัดสินใจ ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ปราศจากภาวะเป็นผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์ มีพฤติกรรมฉ้อฉล เห็นแก่ประโยชน์และพรรคพวก เลือกปฏิบัติ ปล่อยปละละเลยให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อข้าราชการประจำ มีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จงใจปิดบังบิดเบือนข้อมูลเท็จจริงที่สาธารณชนพึงรับรู้ ปล่อยให้มีการคุกคามการเสนอข่าวของสื่อมวลชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน” ล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่หนักมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านในครั้งนี้ ปรากฎว่าพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับความไว้วางใจจากพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะผ่านศึกการอภิปรายได้ แต่วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ต้องเผชิญกระแสการคัดค้านการดำรงตำแหน่งต่อไป และมีการต่อต้านจากนักธุรกิจและประชาชน ในที่สุดพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จำต้องลาออกจากตำแหน่งหลังจากที่เข้ามาบริหารประเทศได้ประมาณ 11 เดือนเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังการลาออกของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พรรคการเมืองอื่นที่เคยร่วมรัฐบาลก็ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ พรรคชาติไทย กิจสังคม เสรีธรรม เอกภาพ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนของพรรคประชากรไทย ซึ่งภายหลังถูกเรียกว่า “กลุ่มงูเห่า” ร่วมเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง (เป็นสมัยที่ 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คณะรัฐมนตรี คณะที่ 52 สิ้นสุดลง เนื่องจากพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้หาผู้ที่เหมาะสมแทนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 22) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 – วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมา คือ นายชวน หลีกภัย (คนที่ 20 สมัยที่ 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่งประมาณ 11 เดือนเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ยังคงดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปในฐานะหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ โดยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 พรรคความหวังใหม่ ได้เข้าร่วมรัฐบาลที่ [[ทักษิณ ชินวัตร|พล.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร]] ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สรุปตำแหน่งสำคัญทางการเมืองของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|24 เมษายน พ.ศ. 2524	&lt;br /&gt;
|: ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พลเอก เปรม ติณสูลานนท์)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|23 มีนาคม พ.ศ. 2527	&lt;br /&gt;
|: สมาชิกวุฒิสภา &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|22 เมษายน พ.ศ.2530&lt;br /&gt;
|: สมาชิกวุฒิสภา &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|30 มีนาคม พ.ศ. 2533&lt;br /&gt;
|: รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (สมัยรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|16 ตุลาคม พ.ศ.2533&lt;br /&gt;
|: หัวหน้าพรรคความหวังใหม่&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|22 มีนาคม พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
|: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|15 พฤษภาคม พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
|: ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|13 กันยายน พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
|: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| 29 กันยายน พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
|: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย 1 และ 2)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|23 กันยายน พ.ศ. 2536&lt;br /&gt;
|: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|14 กรกฎาคม พ.ศ. 2537&lt;br /&gt;
|: รองนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538&lt;br /&gt;
|: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538&lt;br /&gt;
|: รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม	(สมัยรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539	&lt;br /&gt;
|: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
|: นายกรัฐมนตรี คนที่ 22 ของประเทศไทย&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
|: นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|10 เมษายน พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;
|: ประธานคณะผู้บริหารความหวังใหม่ &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;
|: ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2 กันยายน พ.ศ. 2541&lt;br /&gt;
|: ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|12 พฤษภาคม พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
|: ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544&lt;br /&gt;
|: รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม	(สมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|24 กันยายน พ.ศ. 2551&lt;br /&gt;
|: รองนายกรัฐมนตรี (สมัยรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์)&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตรา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2490&lt;br /&gt;
|เหรียญทองมงกุฎไทย (ร.ท.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2504&lt;br /&gt;
|เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (บ.ช.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2505&lt;br /&gt;
|จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2507&lt;br /&gt;
|จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2509&lt;br /&gt;
|เหรียญจักรมาลา และ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2510&lt;br /&gt;
|เหรียญราชการชายแดน (ร.ช.ด.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2511&lt;br /&gt;
|เหรียญชัยสมรภูมิ (ร.ช.ส.) และ เหรียญชัยสมรภูมิ (เวียดนาม) ต่อมาได้รับเครื่องหมายเปลวระเบิด สำหรับแพรแถบเหรียญ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2513&lt;br /&gt;
|ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.), เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 4 (ภ.ป.ร.) และ เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 22 (ร.ส.ช.) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2517&lt;br /&gt;
|ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2519&lt;br /&gt;
|ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2523&lt;br /&gt;
|ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2525&lt;br /&gt;
|ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.) และ ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2526&lt;br /&gt;
|มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2527&lt;br /&gt;
|ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) และ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2529&lt;br /&gt;
|เหรียญพิทักษ์เสรีชน (ส.ช.ชั้นที่ 1)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2530&lt;br /&gt;
|ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2533&lt;br /&gt;
|รามาธิบดี ชั้นที่ 2 มหาโยธิน (ม.ร.) และ เหรียญรามกีรติ ลูกเสือสุดดีชั้นพิเศษ &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
|ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาน สีทอง, (2543) &#039;&#039;&#039;“เอาบ้านเมืองอยู่รอด แก้วิกฤตโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สหพันธ์ชาวอีสาน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต, (2545) &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ, (2542) &#039;&#039;&#039;“บทบาทพรรคความหวังใหม่ : การเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน และบทบาทในอนาคต”,&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีระพงษ์ สิทธิอมร และคณะ, (2549) &#039;&#039;&#039;“ประวัติศาสตร์การเมืองไทย”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ซี แอนด์ เอ็น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, (2549) &#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475 - 2549)”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,กรุงเทพฯ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาน สีทอง, (2543) &#039;&#039;&#039;“เอาบ้านเมืองอยู่รอด แก้วิกฤตโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สหพันธ์ชาวอีสาน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต, (2545) &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ, (2542) &#039;&#039;&#039;“บทบาทพรรคความหวังใหม่ : การเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน และบทบาทในอนาคต”,&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีระพงษ์ สิทธิอมร และคณะ, (2549) &#039;&#039;&#039;“ประวัติศาสตร์การเมืองไทย”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ซี แอนด์ เอ็น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, (2549) &#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475 - 2549)”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,กรุงเทพฯ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2)&amp;diff=12199</id>
		<title>ชาติชาย ชุณหะวัณ (ขัตติยา ทองทา)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2)&amp;diff=12199"/>
		<updated>2015-12-28T08:48:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ชาติชาย ชุณหะวัณ (ขัตติยา ทองทา) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ชาติชาย ชุณหะวัณ (พลเอก)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[ชาติชาย ชุณหะวัณ (พลเอก)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)&amp;diff=12198</id>
		<title>ชาติชาย ชุณหะวัณ (พลเอก)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)&amp;diff=12198"/>
		<updated>2015-12-28T08:48:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ชาติชาย ชุณหะวัณ (ขัตติยา ทองทา) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ชาติชาย ชุณหะวัณ (พลเอก)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ขัตติยา ทองทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:ชาติชาย_ชุณหะวัณ.JPG]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้นำพรรคการเมือง ผู้มีเอกลักษณ์ “ซิการ์” มวนโตเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว มีบุคลิกที่ถูกกล่าวถึงในวงสังคมว่าเป็นบุรุษ “เพลย์บอย” มักใส่เสื้อสีสดใส มีลวดลาย ขี่ช็อปเปอร์คาบซิการ์ จนได้รับฉายาว่า “น้าชาติมาดนักซิ่ง” มีคำพูดที่ติดปากในการจัดการปัญหาต่างๆ ว่า “โน พร็อบเบล็ม หรือ ไม่มีปัญหา” มีวิสัยทัศน์ แปรสนามรบเป็นตลาดการค้า จนถูกยกย่องว่าเป็น “มิสเตอร์อินโดจีน” สร้างยุคทองทางเศรษฐกิจ จนถูกขนานนามว่า “ราชาฟองสบู่” เป็นรัฐบาลที่ได้รับฉายาว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” สร้างตำนาน “เสียบเพื่อชาติ” มีฉายาทางการเมืองว่า “ปลาไหลใส่สเก็ต” รวมทั้ง “ช.สามช่า” “น้าชาติไลอ้อนฮาร์ต หรือ น้าชาติหัวใจสิงห์” “น้าชาติเนเวอร์ดายส์” เหล่านี้ล้วนเป็นสมญานามที่เรียกขานในวงการเมืองและสื่อมวลชนของเอกบุรุษชาติอาชาไนย นามว่า “พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เดิมชื่อ สมบุญ เป็นบุตรของจอมพล ผินและคุณหญิงวิบุลลักสม์ ชุณหะวัณ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2465 ที่ตำบลพลับพลาไชย จังหวัดพระนคร คุณตาชื่อ ลิ้มเจียง เป็นชาวจีนมาจากซัวเถา แล้วมารับราชการเป็นนายอากร อำเภอสัมพันธวงศ์ คุณยายชื่อ เนย คุณปู่ชื่อ ไข่ และคุณย่าชื่อ พลับ มีพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน 5 คน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ สมรสกับ [[เผ่า ศรียานนท์|พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. ท่านผู้หญิงเจริญ อดิเรกสาร สมรสกับ [[ประมาณ อดิเรกสาร|พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. คุณพร้อม ทัพพะรังสี สมรสกับ คุณอรุณ ทัพพะรังสี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ สมรสกับ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ (สกุลเดิม โสพจน์) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2487&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545), หน้า 331.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. คุณพรสม เชี่ยวสกุล สมรสกับ คุณเฉลิม เชี่ยวสกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	และยังมีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันอีก 1 คน คือ คุณปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ สมรสกับ คุณณัฏฐินี ชุณหะวัณ (สกุลเดิม สาลีรัฐวิภาค)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มีบุตรธิดา 2 คน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. คุณวาณี ชุณหะวัณ เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2488 สมรสกับ ร.ท. ระวี หงสประภาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. คุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2490 สมรสกับ คุณอโณทัย ชุณหะวัณ (สกุลเดิม จิตราวัฒน์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การศึกษา&#039;&#039;&#039; เริ่มเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ วัดสัตตนารถ จังหวัดราชบุรี ต่อมาบิดาย้ายครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ จึงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนหงส์สุรนันท์ เมื่อบิดาย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาบำรุง พออายุ 8 ขวบ มารดาได้ส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่สุรวงศ์ จนอายุ 14 ปี จึงได้มาอยู่กับ[[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป.พิบูลสงคราม]] เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ จึงสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สำเร็จการศึกษาในปี 2483&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ&#039;&#039;&#039; (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2541), หน้า 349-350.&amp;lt;/ref&amp;gt; โรงเรียนนายทหารม้า สำเร็จการศึกษาปี 2489 และโรงเรียนยานเกราะกองทัพบก (อาร์เมอร์สกูล) มลรัฐเคนตั๊กกี้ สหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาปี 2491&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 332.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 &#039;&#039;&#039;การรับราชการทหาร&#039;&#039;&#039; รับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2483 เป็นว่าที่ร้อยตรี ผู้บังคับหมวดกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ราชการสนามในสงครามอินโดจีนฝรั่งเศส ปี 2484 เป็นร้อยโท ราชการสนามในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2486 เป็นร้อยเอก ปี 2489 ผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ปี 2490 เป็นพันตรี ปี 2491 ประจำกรมเสนาธิการทหารบก เจรจาขออาวุธจากสหรัฐอเมริกา ปี 2492 ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ปี 2493 ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ปี 2494 เป็นพันโท ปี 2495 ร่วมเจรจากับสหรัฐอเมริกา ขอรับความช่วยเหลืออาวุธ ตั้งโรงเรียนยานเกราะ เป็นผู้จัดเหล่าทัพทหารม้ายานเกราะให้ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ปี 2496 หัวหน้าคณะกรรมการผสมฝ่ายไทยในการอพยพทหารจีนออกจากประเทศเมียนม่าร์ ปี 2497 เป็นพันเอก รองผู้บังคับการโรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า และผู้บังคับกรมทหารม้าที่ 2 ปี 2498 ผู้บังคับการโรงเรียนยานเกราะ ปี 2499 เป็นพลจัตวา ปี 2516 เป็นพลตรี ปี 2531 เป็นพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การรับราชการกระทรวงการต่างประเทศ&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2501 บรรจุเป็นข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ เป็นที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูเอโนสไอเรส อุปทูตฯ สถานอัครราชทูต ประจำประเทศอาร์เจนตินา ปี 2503 อัครราชทูต ประจำสาธารณรัฐอาร์เจนตินา เอกอัครราชทูตวิสามัญ ประจำสาธารณรัฐอาร์เจนตินา ปี 2506 เอกอัครราชทูต ประจำสาธารณรัฐออสเตรีย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ปี 2508 เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐตุรกี ปี 2510 เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ปี 2513 เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำรัฐวาติกัน ปี 2514 บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษ อธิบดีกรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ ปี 2515 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปี 2516 เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปี 2517 ลาออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การรับราชการการเมือง&#039;&#039;&#039; 20 มกราคม 2518 ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 17 มีนาคม 2518 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 21 เมษายน 2519 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 6 ตุลาคม 2519 พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง 12 มีนาคม 2523 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 18 เมษายน 2526 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 27 กรกฎาคม 2529 เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย 11 สิงหาคม 2529 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 4 สิงหาคม 2531 เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 29 มีนาคม 2533 ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 21 มิถุนายน 2533 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 7 ธันวาคม 2533 ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 9 ธันวาคม 2533 เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 23 กุมภาพันธ์ 2534 พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีการปฏิวัติ 12 กรกฎาคม 2535 เป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา 13 กันยายน 2535 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 2 กรกฎาคม 2538 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 17 พฤศจิกายน 2539 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 4 ธันวาคม 2539 เป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย และเกียรติยศที่ได้รับ&#039;&#039;&#039; ปี 2516 เหรียญกล้าหาญ ปี 2517 มหาวชิรมงกุฎ ปี 2518 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 1 ปี 2533 ปฐมจุลจอมเกล้า ปี 2534 เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเกียรติยศที่ได้รับจากต่างประเทศ&#039;&#039;&#039; ปี 2500 ยุนฮุยชั้นที่ 4 ของสาธารณรัฐจีนคณะชาติ ปี 2501 มหาสารสินธุ ของประเทศพม่า ปี 1995 เหรียญปฏิบัติงานสหประชาชาติ ปี 1998 ซุยโอชั้นที่ 3 ของจักรพรรดิญี่ปุ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ราชการพิเศษ&#039;&#039;&#039; ปี 2484 ราชการสงครามกรณีพิพาทอินโดจีน ปี 2485-2489 ราชการสงครามมหาเอเชียบูรพา ปี 2493-2494 ราชการสงครามเกาหลี ผลัดที่ 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ชีวิตและบทบาททางการเมือง&#039;&#039;&#039;ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ สิ้นสุดลงด้วยปัญหาสุขภาพต้องเดินทางไปประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 เพื่อเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่และลุกลามไปที่ตับ หลังเข้ารับการรักษาตัวนานร่วม 1 เดือน ก็ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ณ โรงพยาบาลครอมเวลล์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เวลา 09.59 น.&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ,&#039;&#039;&#039; หน้า 352-354, 394-395.&amp;lt;/ref&amp;gt; หรือเวลา 15.59 น. ของประเทศไทย รวมอายุได้ 78 ปี&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 347.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ&#039;&#039;&#039; ได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองมาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุได้ราว 14 ปี บิดาได้ส่งให้เข้าไปพำนักกับ[[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] เพื่อนร่วมรุ่นของบิดาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนหนังสือ ทำให้ได้รับรู้เหตุการณ์ และมีโอกาสรู้จักรัฐมนตรีทุกคนทุกชุดในรัฐบาลจอมพล ป. และเป็นบุคคลเดียวที่ จอมพล ป. อนุญาตให้เป็นผู้เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรีในยามที่มีเหตุการณ์และเรื่องสำคัญต้องตัดสิน&amp;lt;ref&amp;gt;ชาน สีทอง, &#039;&#039;&#039;อำลาอาลัย “น้าชาติ” ถึงตัวจากไป ใจเรายังนึกถึง&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ, 2541), หน้า 108.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;เหตุการณ์ทางการเมืองผันแปรชีวิตจากวงการทหารไปสู่วงการทูต&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 [[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] ถูก[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์]] ทำการปฏิวัติจนพ้นจากตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]] ทำให้[[ผิน ชุณหะวัณ|จอมพล ผิน ชุณหะวัณ]] ผู้เป็นบิดา และ[[เผ่า ศรียานนท์|พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์]] ผู้เป็นพี่เขยของพลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ต้องหมดอำนาจทางการเมืองและการทหารลง ส่วนพลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ในทางส่วนตัวจะสนิทกับ[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์]] แต่เนื่องจากเป็นผู้คุมกองกำลังยานเกราะ และอยู่สายราชครูเช่นเดียวกับกลุ่มของพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ จึงต้องพ้นจากกองทัพบก ในปี 2501 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ส่งพลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ไปเป็นทูตอยู่ต่างประเทศ เพื่อให้หลีกพ้นและเกี่ยวข้องทางการเมือง รวมเวลานานถึง 15 ปี&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 333-334.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;จุดเริ่มต้นของการเป็นนักการเมือง&#039;&#039;&#039; พลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เดินทางกลับจากการเป็นทูตที่ต่างประเทศเพื่อมารับตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรัฐบาล[[ถนอม กิตติขจร|จอมพล ถนอม กิตติขจร]] โดยแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี 2515 และดำรงตำแหน่งเดียวกันนี้ เมื่อเข้าร่วมรัฐบาลของ[[สัญญา ธรรมศักดิ์|นายสัญญา ธรรมศักดิ์]] ในปี 2516&amp;lt;ref&amp;gt;พศิน เนื่องชมพู, &#039;&#039;&#039;“บทบาททางการเมืองของผู้นำฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนในระบบรัฐสภา : ศึกษากรณีนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร กับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ”,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2544, หน้า 52-53.&amp;lt;/ref&amp;gt; และได้รับพระราชทานเลื่อนยศจากพลจัตวา เป็น พลตรี ในปี 2516 เช่นกัน ต่อมาได้ลาออกจากราชการในปี 2517 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ตั้งพรรคการเมือง&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2517 พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ร่วมกับ “พี่เขย” [[ประมาณ อดิเรกสาร|พลตรี ประมาณ อดิเรกสาร]] และ “เพื่อนของพี่เขย” พลตรี ศิริ สิริโยธิน ก่อตั้งพรรคชาติไทยขึ้น โดยพลตรี ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก พลตรี ศิริ สิริโยธิน เป็นรองหัวหน้าพรรค และพลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นเลขาธิการพรรค และนำพรรคชาติไทยลงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศทั้งสิ้น 28 คน พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เข้าร่วมรัฐบาลของ [[คึกฤทธิ์ ปราโมช|ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช]] ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี 2518 และเข้าร่วมรัฐบาลของ [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช]] ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในปี 2519 และดำรงตำแหน่งเดียวกันนี้ในรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2523 จากนั้น ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ในปี 2529 และได้กลับเข้าร่วมรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2531 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 15 ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 334-336.&amp;lt;/ref&amp;gt; พรรคชาติไทยนำโดยพลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด 87 คน พลตรี ชาติชาย ได้รวมเสียงพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้[[เปรม ติณสูลานนท์|พลเอก เปรม ติณสูลานนท์]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] แต่พลเอกเปรม ได้แจ้งต่อพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลว่า จะวางมือทางการเมือง จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก และบอกว่า “ผมพอแล้ว” จากคำพูดนี้ ทำให้ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2531 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;พีระพงษ์ สิทธิอมร และคณะ, &#039;&#039;&#039;ประวัติศาสตร์การเมืองไทย : ปฏิรูป ปฏิวัติ รัฐประหารของบทบาทผู้นำทางการเมือง พลเรือน ตำรวจ ทหาร&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ซี แอนด์ เอ็น, 2549), หน้า 254-255.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้น ได้รับพระราชทานยศให้เป็นพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2531&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ,&#039;&#039;&#039; หน้า 377.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ สิ้นสุดลง&#039;&#039;&#039; เนื่องจากการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ของ[[คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ]] (รสช.) โดยการนำของ[[สุนทร คงสมพงษ์|พลเอก สุนทร คงสมพงษ์]] เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้แก่ พฤติการณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา มีการพยายามทำลายสถาบันทหาร และการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 344-345.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&#039;&#039;&#039; ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ สมัยแรก [[คณะรัฐมนตรี]] ชุดที่ 45 ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2531 – วันที่ 9 ธันวาคม 2533 สมัยที่ 2 คณะรัฐมนตรี ชุดที่ 46 ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2533 – วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน 19 วัน&amp;lt;ref&amp;gt;พีระพงษ์ สิทธิอมร, หน้า 257, 260.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลงานที่สำคัญของรัฐบาลในช่วงที่พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้าบริหารประเทศ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีน ด้วยวิธีการ “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ซึ่งเป็นนโยบายที่มีการปฏิบัติสืบมา&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 345.&amp;lt;/ref&amp;gt; และนำไปสู่การสร้างตลาดใหม่ของสินค้าไทย สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เปลี่ยนนโยบายการเผชิญหน้าไปสู่นโยบายเศรษฐกิจนำความมั่นคง โดยดำเนินการประสานงานให้มีการเจรจาร่วมระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เพื่อยุติการสู้รบ และจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของเจ้านโรดมสีหนุขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นในการนำสันติภาพที่ถาวรมาสู่กัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• ดำเนินการเจรจากับรัฐบาลออสเตรเลีย ในการสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว หรือ สะพานจิงโจ้ จากท่านาแล้ง จังหวัดหนองคาย เชื่อมกับ ท่าเดื่อ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียให้การสนับสนุนในรูปของการช่วยเหลือแบบให้เปล่า จำนวน 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง จัดทำโครงการสร้างและขยายถนนทั่วประเทศ โครงการรถไฟฟ้ามวลชน หรือ โครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน ปัจจุบันเป็น องค์การรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.)โครงการสนามบินนานาชาติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พัฒนาด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร จัดทำโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย โครงการสัมปทานดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พัฒนาด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้มีนิคมอุตสาหกรรมในส่วนภูมิภาค โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พัฒนาด้านการเกษตร จัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร&amp;lt;ref&amp;gt;กิตติเดช สูตรสุคนธ์ และชัยพร ชยานุรักษ์, &#039;&#039;&#039;วันวาน วันนี้ และวันหน้าของผู้ชายชื่อ ชาติชาย ชุณหะวัณ&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ก.พลพิมพ์, 2538), หน้า 24-29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พัฒนาด้านเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดถึง 12.4 เปอร์เซ็นต์ มีการส่งออกสูงที่สุดจากเดิม 3 แสนล้านบาท เป็นประมาณ 8 แสนล้านบาท ราคาที่ดินสูงขึ้น มีโครงการก่อสร้างเกิดขึ้นมากมาย เป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ แต่มีนักวิชาการคัดค้านว่าเป็นช่วง “เศรษฐกิจฟองสบู่” พร้อมที่จะแตกได้ทุกเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• ยกเลิก ปร.42 ซึ่งเป็นคำสั่งของคณะปฏิวัติในการควบคุมสื่อสารมวลชน&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, หน้า 346.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==เหตุการณ์สำคัญในชีวิตของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;“ชีวิตผมโดนมาเยอะ ที่ผ่านมาผมโดนจี้ 3 ครั้ง นี่ก็ยังรออยู่ว่าครั้งที่ 4 ใครจะมาจี้”&#039;&#039;&#039; คำให้สัมภาษณ์ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ&amp;lt;ref&amp;gt;ชมรมสร้างสรรค์และพัฒนาการเมือง, &#039;&#039;&#039;หนาวสวนป่า ร้อนลมปุ๋ย&#039;&#039;&#039; (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2536), หน้า 38.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• &#039;&#039;&#039;ครั้งแรก&#039;&#039;&#039; หลัง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สำเร็จ พลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ถูกส่งไปเป็นทูตประจำอยู่ต่างประเทศ นานถึง 15 ปี เพื่อให้หลีกพ้นและเกี่ยวข้องทางการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;ชาน สีทอง, หน้า 62-63.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• &#039;&#039;&#039;ครั้งที่ 2&#039;&#039;&#039; ในเดือน กันยายน 2515 ได้เกิดเหตุการณ์ “กันยายนทมิฬ” โดยกองโจรอาหรับได้บุกเข้ายึดสถานทูตอิสราเอลในไทย จับกุมนักการทูตอิสราเอลเป็นตัวประกัน 6 คน พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ ได้อาสาเสี่ยงตายเข้าไปเจรจากับกองโจรอาหรับในสถานทูตอิสราเอลด้วยตนเอง แล้วกองโจรอาหรับก็จี้เอาตัวไปพร้อมเครื่องบิน ด้วยความกล้าหาญและวาทศิลป์อัน เป็นเลิศ ทำให้สามารถช่วยเหลือตัวประกันทั้ง 6 คน ได้อย่างปลอดภัย เป็นที่ชื่นชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ,&#039;&#039;&#039; หน้า 371.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• &#039;&#039;&#039;ครั้งที่ 3&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ได้ก่อการรัฐประหาร เมื่อเวลา 11.30 น. พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกจี้ตัวบนเครื่องบินซี 130 ระหว่างเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เพื่อนำ[[อาทิตย์ กำลังเอก|พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก]] ไปถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และถูกควบคุมตัวอยู่ 15 วัน จึงได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วเดินทางไปพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษระยะหนึ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;ชาน สีทอง, หน้า 63.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ช่วงชีวิตอันยาวนานจวบจนวัย 78 ปี ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากนักการทหารไปเป็นนักการทูตและเข้าสู่เส้นทางนักการเมือง มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ยังคงตั้งมั่นอยู่บนปณิธานเดียวกัน คือ การรับใช้ประเทศชาติและประชาชน บนพื้นฐานแห่งความอดทนและความซื่อสัตย์ ซึ่งถูกอบรมโดยตรงและทางอ้อมอยู่เสมอ จากจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ผู้เป็นบิดา และความสำเร็จของชีวิตในแต่ละตำแหน่งได้แสดงบทบาทและเรื่องราวไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จักรพันธุ์ วงษ์บูรณาวาทย์. &#039;&#039;&#039;หกเดือนรัฐบาลชาติชาย.&#039;&#039;&#039; เชียงใหม่ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2532.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรภิรมณ์ เชียงกูล. &#039;&#039;&#039;การศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (2531-2534).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร. &#039;&#039;&#039;คารมคมคาย พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 แห่งประเทศไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สร้อยทอง, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน. &#039;&#039;&#039;วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิมลรัตน์ สุขเจริญ และรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. &#039;&#039;&#039;การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและมาตรการการคลัง ยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (สิงหาคม 2531 - กุมภาพันธ์ 2534).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายการศึกษา, 2536.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุณัย ผาสุข. &#039;&#039;&#039;นโยบายต่างประเทศของไทย : ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณต่อปัญหากัมพูชา (4 สิงหาคม ค.ศ. 1988 ถึง 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา, 2540.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์ผู้แทน. &#039;&#039;&#039;สุดยอดผู้แทนไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ศิลปสนองการพิมพ์, 2530.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิตติเดช สูตรสุคนธ์ และชัยพร ชยานุรักษ์. &#039;&#039;&#039;วันวาน วันนี้ และวันหน้าของผู้ชายชื่อ ชาติชาย ชุณหะวัณ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ก.พลพิมพ์, 2538.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชมรมสร้างสรรค์และพัฒนาการเมือง. &#039;&#039;&#039;หนาวสวนป่า ร้อนลมปุ๋ย.&#039;&#039;&#039; ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2536.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาน สีทอง. &#039;&#039;&#039;อำลาอาลัย “น้าชาติ” ถึงตัวจากไป ใจเรายังนึกถึง.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนพล จาดใจดี. &#039;&#039;&#039;เรื่องราวง่ายๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ไทยเจริญการพิมพ์, 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต. &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีระชัย ธนาเศรษฐ. &#039;&#039;&#039;ทำเนียบนายกรัฐมนตรี.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ธีรกิจ, 2539. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นฤมิต พระนาศรี. &#039;&#039;&#039;ชีวิตหลากสีนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : น้ำฝน, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พศิน เนื่องชมภู. &#039;&#039;&#039;บทบาททางการเมืองของผู้นำฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนในระบบรัฐสภา : ศึกษากรณีนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร กับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2544. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พีระพงษ์ สิทธิอมร และคณะ. &#039;&#039;&#039;ประวัติศาสตร์การเมืองไทย : ปฏิรูป ปฏิวัติ รัฐประหารของบทบาทผู้นำทางการเมือง พลเรือน ตำรวจ ทหาร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ซี แอนด์ เอ็น, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ. &#039;&#039;&#039;บุคคลแห่งปี Man of the year 1990.&#039;&#039;&#039; ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ.&#039;&#039;&#039; ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[นายกรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
*[[พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%A3_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C)&amp;diff=12197</id>
		<title>ถนอม กิตติขจร (ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%A3_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C)&amp;diff=12197"/>
		<updated>2015-12-28T03:58:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ถนอม กิตติขจร (ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ถนอม กิตติขจร (จอมพล)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[ถนอม กิตติขจร (จอมพล)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%A3_(%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5)&amp;diff=12196</id>
		<title>ถนอม กิตติขจร (จอมพล)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%A3_(%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5)&amp;diff=12196"/>
		<updated>2015-12-28T03:58:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: ถนอม กิตติขจร (ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ถนอม กิตติขจร (จอมพล)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:ถนอม_กิตติขจร.jpg]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของประเทศไทยนั้น จะต้องมีบุคคลสำคัญเข้าไปมีบทบาทด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการเมืองเอง เช่น [[คณะราษฎร]] หรือผู้ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังเช่นในคราวเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ประชาชน นักศึกษาได้เดินขบวนประท้วงขับไล่รัฐบาลเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร ถือเป็น[[นายกรัฐมนตรี]]ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญอย่างมาก ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นวันมหาวิปโยค จึงถือว่าเส้นทางชีวิตการงานและการเมืองของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี คนที่ 10 น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์ในครั้งนั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชนก็คงจะไม่เกิดขึ้นในคราวต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ชีวประวัติและการรับราชการ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลถนอม กิตติขจร เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ณ บ้านหนองพลวง อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นบุตรขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน กิตติขจร) กับนางโสภิตบรรณารักษ์ (ลิ้นจี่ กิตติขจร) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. &#039;&#039;&#039;“ถนอม กิตติขจร”.&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์) http://th.wikipedif.org/wiki/ สืบค้น ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2552&amp;lt;/ref&amp;gt; เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนประชาบาล วัดโคกพลู จังหวัดตาก หลังจากนั้น ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อย ชั้นเตรียม 1 ข. โรงเรียนนายร้อยทหารบก หรือต่อมาคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ในช่วงปี พ.ศ. 2463 – 2472 และในระหว่างรับราชการได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนแผนที่ทหาร กองทัพบก ในช่วงปี พ.ศ. 2474 – 2477 โรงเรียนทหารราบ กองทัพบก ในปี พ.ศ. 2481 และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 1) กระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2498&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต (นามแฝง). &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ปิรามิด, 2545, หน้า 217. &amp;lt;/ref&amp;gt; สมรสกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร มีบุตร ธิดารวมทั้งสิ้น 6 คน ในด้านการรับราชการนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวด กรมทหารราบที่ 8 กองพันที่ 1 พ.ศ. 2472 – 2474 (ยศร้อยตรี) และได้เติบโตในหน้าที่ราชการโดยลำดับ คือ นายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนแผนที่ พ.ศ. 2474 – 2477 นายทหารประจำแผนกวางโครงหลักฐาน กรมแผนที่ พ.ศ. 2477 นายทหารประจำ กองบัญชาการ กรมยุทธศึกษาทหารบก พ.ศ. 2478 ครูแผนกวิชาการ กรมยุทธศึกษาทหารบก พ.ศ. 2479 – 2481 นายทหารฝึกหัดราชการ โรงเรียนทหารราบ พ.ศ. 2481 ครูแผนที่ กรมยุทธศึกษาทหารบก พ.ศ. 2482 – 2484 ผู้บังคับกองร้อยปืนกลหนัก ร.พัน.34 พ.ศ. 2484 – 2486 อาจารย์แผนกที่ 2 กรมยุทธศึกษาทหารบก พ.ศ. 2486 – 2489 อาจารย์โรงเรียนนายร้อยทหารบก พ.ศ. 2489 – 2490 ผู้บังคับกองร้อยที่ 4 กองการปกครอง โรงเรียนนายร้อยทหารบก พ.ศ. 2490 ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 พ.ศ. 2490 – 2491 ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 พ.ศ. 2491 – 2492 รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 พ.ศ. 2492 ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 พ.ศ. 2493 รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2494 แม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ. 2497 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2500 รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พ.ศ. 2502 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2506 โดยได้รับยศทางทหารสูงสุดคือยศ จอมพลคุมสามเหล่าทัพ ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดยุคนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เส้นทางสู่การเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 ในปี พ.ศ. 2494 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสหกรณ์ในรัฐบาลของ[[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป.พิบูลสงคราม]] (สมัยที่ 7) โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2498 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยที่ 8) อีกครั้งหนึ่ง ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งในทางการเมือง โดยเฉพาะในเหตุการณ์การเลือกตั้งสกปรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ในเวลาต่อมา [[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์]] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตรีสิริ สิริโยธิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสหกรณ์ พลโทถนอม กิตติขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม [[ประภาส จารุเสถียร|พลโทประภาส จารุเสถียร]] และ[[เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร|พลอากาศโทเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร]] รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2508 และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลาออกจากสมาชิก[[เสรีมนังคศิลา|พรรคเสรีมนังคศิลา]] โดย[[ถนอม กิตติขจร|พลโทถนอม กิตติขจร]] และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ประจำการอีก 40 กว่าท่าน ได้ลาออกตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ครั้นถึงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 คณะรัฐประหาร โดยการนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้นำคณะทหารจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยได้มอบหมายให้นาย[[พจน์ สารสิน]] มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้จัดการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว [[คณะรัฐมนตรี]] ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2500 หลังการเลือกตั้ง[[พรรคสหภูมิ]]ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้การสนับสนุน แม้จะมี ส.ส. ได้รับเลือกเข้ามามากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 44 เสียง แต่ยังไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล ประกอบกับปรารถนาที่จะรวมสมาชิกทั้ง 2 ประเภทเข้าด้วยกัน จึงได้จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น คือ “[[พรรคชาติสังคม]]” โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนพลโทถนอม กิตติขจร และพลโทประภาส จารุเสถียร เป็นรองหัวหน้าพรรค ซึ่งพรรคชาติสังคมมี ส.ส. ในสังกัด 202 คน มาจากพรรคสหภูมิที่ยุบไป 44 คน รวมกับ ส.ส. ประเภทที่ 1 จากพรรคต่าง ๆ และ ส.ส. ประเภทที่ 2 ที่มาเข้าพรรคด้วย เมื่อมีจำนวนเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง พรรคชาติสังคมจึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้เป็นหัวหน้ารัฐประหาร ได้ประกาศว่าจะไม่ยอมรับตำแหน่งทางการเมือง ขอคุมกำลังทางทหารด้านเดียว ประกอบกับมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 10 ของประเทศไทย คือ พลโทถนอม กิตติขจร รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 218 – 219.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลโทถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรกของพลโทถนอม กิตติขจร ไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร เพราะนอกจากต้องต่อสู้กับเกมการเมืองของพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส. บางคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคแล้ว ซึ่งบางส่วนเป็นอดีต ส.ส. พรรคเสรีมนังคศิลาที่เคยให้การสนับสนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในอดีต อีกทั้งยังประสบปัญหาในพรรคเองที่เกิดจากการยุบรวมพรรคสหภูมิมาอยู่กับพรรคชาติสังคม แม้จะมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ความวุ่นวายก็ยังไม่ดีขึ้น กระทั่งวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินทางกลับจากการรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา และทำการปฏิวัติ โดยมีพลโทถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ ต่อมา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง ให้พลโทถนอม กิตติขจร เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงเป็นอันสิ้นสุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 1&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 220 – 225.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ถือว่าเป็นสมัยที่ 2 โดยในช่วงนี้จอมพลถนอม กิตติขจร มีอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารอย่างแท้จริง ประกอบกับระยะเวลาผ่านมา 5 ปี ที่อยู่ในทางการเมืองจึงมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น ได้พยายามดำเนินนโยบายเจริญรอยตามที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะการใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 (ฉบับที่ 7) ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ภายหลังการทำรัฐประหาร ดังนั้น เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 (ฉบับที่ 8) ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 เป็นผลให้คณะรัฐมนตรีของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้สิ้นสุดลง รัฐบาลจึงได้รักษาการในระหว่างรอการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมี[[พระราชกฤษฎีกา]]กำหนดให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 เป็นวันเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักรไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2511 คือ “[[พรรคสหประชาไทย]]” ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งพรรคสหประชาไทยนับเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นหลังจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ถูกยุบไปเมื่อคราวที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 โดยสมาชิกพรรคสหประชาไทยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเดิมสมัยมีพรรคเสรีมนังคศิลาเรื่อยมาจนถึงพรรคสหภูมิและพรรคชาติสังคม ผลจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 มี ส.ส. จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับเลือกเข้าสู่สภาฯ ดังนี้ สหประชาไทย 76 คน ประชาธิปัตย์ 57 คน แนวร่วมเศรษฐกร 4 คน แนวประชาธิปไตย 7 คน ประชาชน 2 คน เสรีประชาธิปไตย 1 คน ชาวนาชาวไร่ 1 คน และไม่สังกัดพรรค 71 คน รวมทั้งสิ้น 219 คน แม้พรรคสหประชาไทยได้รับเลือกเข้ามามากที่สุดถึง 76 คน แต่จะต้องมีสมาชิกสนับสนุนกึ่งหนึ่งคือ ต้องเกิน 109 เสียงขึ้นไปจึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. อิสระไม่สังกัดพรรคทั้ง 71 เรื่อง การดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลและกลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ของจอมพลถนอม กิตติขจร จึงประสบความสำเร็จโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคที่เหลือเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2512&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 227 – 229.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ตามประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2512 ในการบริหารประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร สมัยที่ 3 มีปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้นหลายประการ เช่น ในเรื่องร่างกฎหมายให้ถ่ายทอดเสียงการประชุมรัฐสภา ต่อมาได้มีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเสนอ[[ญัตติ]]แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ และเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ซึ่งแม้จำดำเนินการเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ แต่ต่อมาได้มีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทสลาออกจากตำแหน่ง จึงทำให้คะแนนของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เริ่มลดน้อยลงเพราะไม่อาจแก้ปัญหาภายในที่เกิดขึ้นให้ผ่านพ้นไปได้ รวมถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2515 เกิดปัญหาการแบ่งปันงบประมาณ ทำให้พระราชบัญญัติงบประมาณฯ ประจำปีต้องล่าช้าออกไป จนถูกโจมตีจากพรรคฝ่ายค้านรวมถึง ส.ส. บางกลุ่มของรัฐบาลที่ไม่พอใจ และมีแนวโน้มว่ากฎหมายงบประมาณประจำปี อาจจะตกไปไม่ผ่าน[[สภาผู้แทนราษฎร]]โดยการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามวิถีทาง[[รัฐธรรมนูญ]]นั้น รัฐบาลจะต้องลาออกทันที หรือต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มี[[การเลือกตั้ง]]ใหม่ โดยเวลานั้นความนิยมรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรตกต่ำมาก หากรัฐบาลลาออกหรือยุบสภาก็ไม่อาจมีหลักประกันว่าจอมพลถนอม กิตติขจร จะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 ได้อีก ดังนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้ทำการปฏิวัติตนเอง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 รวมถึงยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 จึงเป็นอันสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 230 – 233.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 (ปกครองโดยคณะปฏิวัติ)==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศในนามคณะปฏิวัติ (ทำรัฐประหารรัฐบาลตนเอง) ได้จัดตั้ง “สภาบริหารคณะปฏิวัติ” ขึ้น เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เพื่อใช้อำนาจแทนรัฐบาล โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติเทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลาต่อมาได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 แทนรัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไป ซึ่ง[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]]ตามธรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพลถนอม กิตติขจร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และตามบทบัญญัติของธรรมนูญฉบับดังกล่าว กำหนดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่การยกร่างได้ดำเนินการล่าช้า ไม่เป็นที่พอใจของนิสิตนักศึกษาและประชาชน จนเกิดการประท้วงในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งในช่วงการปกครองประเทศ โดยคณะปฏิวัตินั้นได้สิ้นสุดลง วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้หมดวาระการเป็นประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติไปโดยปริยาย&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 235 – 236.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 5 และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 5 ของจอมพลถนอม กิตติขจร ตามประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เกิดการต่อต้านและไม่พอใจในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะความล่าช้าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในขณะเดียวกันได้มีกลุ่มพลังสำคัญเกิดขึ้น คือ “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ประชาชนในเขตเมืองหลวงสนใจปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเป็นอย่างมาก เช่น การรณรงค์ต่อต้านการซื้อสินค้าญี่ปุ่น การต่ออายุราชการให้จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร อีก 1 ปี เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;วีรชาติ ชุ่มสนิท. &#039;&#039;&#039;“24 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์พับลิชชิ่ง, 2549, หน้า 88 – 92.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516.&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์) http://www.grocities.com/thai freeman/14 October/14 Oct.html? 20096 สืบค้น ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2552&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ได้รวมตัวกันในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เพื่อประกาศเจตนารมณ์ 3 ประการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. ให้การศึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสำนึกและหวงแหนในสิทธิและเสรีภาพของตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจะเป็นไปด้วยความสงบและสันติ แต่รัฐบาลกลับสั่งให้มีการจับกุมผู้ที่เป็นแกนนำในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จำนวน 13 คน โดยตั้งข้อหากบฏต่อราชอาณาจักร การจับกุมอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายรัฐบาลในครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่นิสิตนักศึกษาและประชาชนเป็นอย่างมาก มีการชุมนุมและเดินขบวนประท้วง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมโดยไม่มีเงื่อนไข การชุมนุมของประชาชนจำนวนนับแสนเป็นการยากต่อการควบคุม ทำให้ประชาชนบางส่วนปะทะกับเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์เกิดบานปลายถึงขั้นจราจล จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม รถถัง ปืนกล และแก๊ซน้ำตา &lt;br /&gt;
ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ด้วยเหตุนี้ จอมพลถนอม กิตติขจร จึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันเดียวกัน จากนั้นได้เดินออกนอกประเทศพร้อมจอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นาย[[สัญญา ธรรมศักดิ์]] เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและเตรียมการเลือกตั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้ยุติบทบาททางการเมืองและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 สิรายุรวม 93 ปี รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 10 ปี 6 เดือน 29 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานที่สำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงที่จอมพลถนอม กิตติขจร บริหารประเทศ ได้มีผลงานที่สำคัญดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;ศิลปะชัย ชาญเฉลิม. &#039;&#039;&#039;“ชีวิตและงานจอมพลถนอม กิตติขจร”.&#039;&#039;&#039; พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2507, หน้า 251 – 354.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. ด้านการทหาร ตลอดระยะเวลา 15 ปี นับแต่จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2500 และเลื่อนขั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนถึงดำรงตำแหน่งสูงสุดคือ นายกรัฐมนตรี ได้เสริมสร้างกองทัพทั้งสามเหล่าทัพอย่างทัดเทียม ได้มีการวางนโยบายปรับปรุงแก้ไขพัฒนากิจการงานสาขาต่าง ๆ ของกระทรวงกลาโหม สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนรัฐวิสาหกิจที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม ให้มีความเจริญก้าวหน้า มีการสนับสนุนกองทัพทั้ง 3 เหล่าทัพด้วยการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เสริมเหล่าทัพให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศตะวันตก รวมถึงงานด้านยุทธบริการ เช่น ริเริ่มปรับปรุงงานส่งกำลังบำรุง ได้แก่ จัดทำแคตตาล็อคสำหรับสิ่งอุปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ เพื่อให้ทุกเหล่าทัพสามารถใช้ร่วมกันได้ กำหนดแบบอาการมาตรฐานของกระทรวงกลาโหมเพื่อให้เป็นแบบเดียวกันซึ่งจะอำนวยให้ลดงบประมาณค่าก่อสร้างและค่าซ่อมบำรุง นอกจากนี้ ยังได้พัฒนางานในด้านการศึกษาให้เจริญเติบโต ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาออกไปทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โรงเรียน เสนาธิการทหาร โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนช่างฝีมือทหาร เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. ด้านการเศรษฐกิจและสังคม จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ยึดหลักการพัฒนาตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ทำการพัฒนาประเทศ ดำเนินการตามโครงการสนับสนุนการพัฒนาส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การพัฒนาส่วนภูมิภาค แยกออกเป็น 5 ภาค โดยมีคณะกรรมการพัฒนาภาครับผิดชอบในเรื่องนโยบายและจัดสรรเงินงบประมาณให้กับโครงการที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การพัฒนาส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ องค์การบริหารจังหวัด เทศบาล และสุขาภิบาลของแต่ละจังหวัด โดยอาศัยรายได้ของส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเร่งรัดพัฒนาชนบท ในเขตเร่งรัดพัฒนาชนบท อันได้แก่ จังหวัดชายแดนในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาจขยายวงกว้างได้ขึ้นภายหลังตามความจำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การพัฒนาเขตทุรกันดารห่างไกล เป็นโครงการพิเศษเฉพาะบางอำเภอและบางตำบลที่อยู่บริเวณชายแดนซึ่งติดต่อได้ยาก เพราะขาดเส้นทางคมนาคม โดยจะเน้นเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชายแดนภาคตะวันออกและบริเวณชายแดนภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การพัฒนาเฉพาะท้องที่ เป็นโครงการที่จะดำเนินการเฉพาะท้องที่บางแห่ง โดยได้ดำเนินการในเขตลุ่มน้ำป่าสัก บริเวณสัตหีบ บริเวณเขตชะอำกับปราณบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง ดังเห็นได้จากการเน้นหนักด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อันเป็นรากฐานของพลังทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อมา อาจจะกล่าวได้ว่า แนวทางการพัฒนาในช่วงนี้ของจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นก้าวสำคัญที่สุดที่ปูพื้นฐานความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนร่วมของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัล ดิษฐาอภิชัย, (2546) &#039;&#039;&#039;“ก่อนจะถึง 14 ตุลา : บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับพัฒนาการและบทบาทของขบวนการนักศึกษายุค ถนอม-ประภาส”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : เมฆขาว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถนอม กิตติขจร และศิลปะชัย ชาญเฉลิม, (2521) &#039;&#039;&#039;“ชีวิตและผลงานของจอมพลถนอม กิตติขจร”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : วัชรินทร์การพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พศิน เนื่องชมพู, (2544) &#039;&#039;&#039;“บทบาททางการเมืองของผู้นำฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนในระบบรัฐสภา : ศึกษากรณีนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร กับพลเอกชาติชาติ ชุณหะวัณ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สว่าง ลานเหลือ, (2507) &#039;&#039;&#039;“จอมพลถนอม กิตติขจร นายกคนซื่อ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต (นามแฝง), (2545) &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ปิรามิด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรชาติ ชุ่มสนิท, (2549) &#039;&#039;&#039;“24 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์พับลิชชิ่ง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ดูเพิ่มเติม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถนอม กิตติขจร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4_%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3)&amp;diff=12195</id>
		<title>สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%A3%E0%B8%A8.%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4_%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3)&amp;diff=12195"/>
		<updated>2015-12-28T03:56:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพล)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพล)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5)&amp;diff=12194</id>
		<title>สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพล)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5)&amp;diff=12194"/>
		<updated>2015-12-28T03:56:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพล)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; รศ.นรนิติ  เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[นายกรัฐมนตรี]]คนที่ 11 ของไทยที่ได้อำนาจมาโดยการใช้กำลังทหารยึดอำนาจล้มรัฐธรรมนูญ และ ปกครองประเทศโดยอาศัยคำสั่ง[[คณะปฏิวัติ]]เป็น[[กฎหมาย]]บ้าง และประกาศใช้[[ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน]]เป็นกติกา  การปกครอง โดยมีมาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการตัดสินพิพากษาโทษได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทาง[[ศาล]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์]] เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ต่อเนื่องมาจนป่วยและเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506  นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากเพราะนอกจากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการ[[กระทรวงการพัฒนาประเทศไทย]]  มีการวางแผนเศรษฐกิจและประกาศใช้อย่างเป็นทางการแผนแรกในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อมีชีวิตอยู่ได้เป็นผู้ที่ใช้มาตรา 17 ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าค้าเฮโรอีน วางเพลิง และกระทำการ[[คอมมิวนิสต์]]  ครั้นเมื่อท่านเสียชีวิต นายกรัฐมนตรีที่เป็น[[หัวหน้ารัฐบาล]]ต่อมาก็ได้ใช้มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินยึดทรัพย์ของตัวท่านให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ดูเพิ่มเติม ==&lt;br /&gt;
*[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (อัญชลี จวงจันทร์)|สฤษดิ์ ธนะรัชต์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:สารานุกรมการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%B5_%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C)&amp;diff=12193</id>
		<title>สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (อัญชลี จวงจันทร์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%B5_%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C)&amp;diff=12193"/>
		<updated>2015-12-28T03:52:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (อัญชลี จวงจันทร์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C&amp;diff=12192</id>
		<title>จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C&amp;diff=12192"/>
		<updated>2015-12-28T03:52:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (อัญชลี จวงจันทร์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; อัญชลี จวงจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:สฤษดิ์_ธนะรัชต์.jpg]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมาเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมี[[นายกรัฐมนตรี]]เข้ามาบริหารประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 27 ท่าน การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านในแต่ละช่วงเวลา มีที่มา เหตุการณ์ และการเข้ามาดำรงตำแหน่งในสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากประวัติศาสตร์ทางการเมืองการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยจะพบว่า มีการเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายทหารหลายท่าน นายทหารที่มีบทบาททางการเมืองและมีความสำคัญต่อการเมืองของไทยอีกท่านหนึ่งก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของประเทศไทย ผู้ซึ่งวางรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งปรับปรุงการบริหารและการพัฒนาประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้วางแนวทางการพัฒนาประเทศให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2451 ที่บ้านท่าโรงยา ตลาดพาหุรัด กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับนางจันทิพย์ ธนะรัชต์ เนื่องจากมารดาเป็นชาวอำเภอมุกดาหาร (ปัจจุบันเป็นจังหวัด) จังหวัดนครพนม และเคยพาบุตรชายไปอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครพนม ถึงถือได้ว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีสายเลือดของชาวอีสาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ขณะดำรงยศพันเอก) สมรสกับคุณหญิงนวลจันทร์ ธนะรัชต์ และต่อมาได้สมรสใหม่กับคุณหญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ (ชลทรัพย์) ธิดาของนาวาโท พระศรการวิจิตร ร.น. และนางประเทียบ ชลทรัพย์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 โดยมีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นเจ้าภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การศึกษาและการรับราชการ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นได้เข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม เมื่ออายุเพียง 9 ขวบ โดยสำเร็จการศึกษาขณะมีอายุ 21 ปีเต็ม เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472 ได้รับยศร้อยตรีประจำการที่กองทัพบกที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในปี พ.ศ. 2476 ขณะติดยศร้อยตรี ได้เกิด[[กบฏบวรเดช]] นำโดยพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชาหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล ที่มีพันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับบัญชา หลังจากรัฐบาลได้รับชัยชนะได้รับพระราชทานยศร้อยโท จากนั้นอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ. 2478 ก็เลื่อนยศเป็นร้อยเอก ในปี พ.ศ. 2484 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมในสงครามมหาเอเชียบูรพาในขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทัพทหารราบที่ 33 มียศเป็นพันตรี และได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ จนช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 จึงได้เลื่อนยศเป็นพันเอก ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2487 อำนาจของ[[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]]ได้เริ่มเสื่อมถอยลง หลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลับเติบโตขึ้นโดยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2490 ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคณะนายทหารนำโดย[[ผิน ชุณหะวัณ|จอมพลผิน ชุณหะวัณ]] ก่อการรัฐประหารโค่นล้มอำนาจของ[[ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์|พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์]] ด้วยความเคารพเลื่อมใสที่มีต่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นขุนพลคู่ใจตั้งแต่นั้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตราชการของพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทายยศ พลตรี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผลงานที่สร้างชื่อ คือ การเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวง เมื่อปีเดียวกันหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ได้รับการเลื่อนยศเป็น พลโท ต่อด้วยการก้าวขึ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้ครองตำแหน่งรองผู้บัญชากรทหารบก ครองยศ พลเอก&amp;lt;ref&amp;gt;วีรชาติ ชุ่มสนิท, &#039;&#039;&#039;“24 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์ พับบิซซิ่ง จำกัด, 2549, หน้า 84.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาททางการเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเป็นรัฐบาลชุดสุดท้ายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อยู่ในตำแหน่งนั้นได้เพียง 10 วันก็ลาออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สาเหตุของการลาออกจากตำแหน่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้น เกี่ยวโยงย้อนหลังมากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการกล่าวขานว่า เป็นการเลือกตั้งที่ทุจริต มีการโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้อันธพาลที่เรียกโดยสุภาพในขณะนั้นว่า “ผู้กว้างขวาง” ซึ่งผลก็คือ [[พรรคเสรีมนังคศิลา]] ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับเสียงข้างมาก จึงสามารถดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างหนัก จากการเดินประท้วงของนักเรียนนักศึกษา ประชาชนนับหมื่น นับแสนคน ซึ่งเรียกร้องให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ[[เผ่า ศรียานนท์|พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์]] อธิบดีกรมตำรวจคู่บารมีผู้สถาปนารัฐตำรวจทรงอำนาจ ลาออกจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อสถานการณ์ลุกลามเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ และช่วงนี้เองเป็นช่วงที่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เนื่องจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง และยังเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ทำเนียบอีก ทำให้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า “วีรบุรุษมัฆวานฯ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยื่นคำขาดต่อจอมพล ป. พิบูลสงครามว่า ยินดีจะให้[[รัฐมนตรี]]ลาออก แต่ตนจะขอเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเอง ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้พูดผ่านวิทยุยานเกราะถึงผู้ชุมนุมในเหตุการณ์นี้ โดยมีประโยคสำคัญที่ยังติดปากมาจนทุกวันนี้ว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2500 ผู้ตนนับแสนพากันลุกฮือเดินขบวนบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เมื่อไม่พบจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงพากันไปบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามก็กำลังจะเตรียมจับกุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏที่สนับสนุนให้ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการใด ๆ ในคืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ก็นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากการยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามแล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เห็นว่าไม่เหมาะสมที่ตนเองจะขึ้นครองอำนาจ จึงตั้งนาย[[พจน์ สารสิน]] ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลนายพจน์ สารสินได้จัดการเลือกตั้ง และได้[[ถนอม กิตติขจร|พลโทถนอม กิตติขจร]] เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้เกิดความวุ่นวายจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีขึ้น พลโทถนอม กิตติขจร ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงร่วมมือกับพลโทถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลพลโทถนอมเอง และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545 หน้า 247 – 248, 254 – 257.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การบริหารประเทศ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงการบริหารประเทศ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ เช่น พรรคการเมือง และได้สร้างผลงานทั้งทางด้านการปรับปรุงการบริหาร และการพัฒนาประเทศไว้มากมาย ผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล กฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย จนกระทั่งได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – พ.ศ. 2509) ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นแม่แบบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน มีการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีฉายาว่า “จอมพลผ้าขาวม้าแดง” นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาที่ครองตำแหน่งและมีบทบาท ท่านได้ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อจัดการความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันที หลังจากบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ เครื่องมือสำคัญของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการปกครองประเทศ คือ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งบทบัญญัติ 20 มาตรา โดยมาตราที่ 17 ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งลงโทษได้อย่างกว้างขวางและรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาลยุติธรรม การใช้มาตราที่ 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ได้ส่งผลดีต่อสังคมไทย คือ การใช้อำนาจที่เฉียบขาดดังกล่าว ทำให้อาชญากรรมลดลง โดยมีการกวาดล้างนักเลง อันธพาล ผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด ทำให้สังคมเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นยังเป็นการปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์อีกด้วย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลเสียแล้ว พบว่า การนำมาตรา 17 มาใช้เพื่อกวาดล้างทำลายศัตรูทางการเมือง เป็นการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ไม่ให้สามารถตรวจสอบกลุ่มผู้กุมอำนาจการปกครอง ตลอดจนการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องหยุดการพัฒนาอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการปกครองแบบเผด็จการเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดยภาพรวม&amp;lt;ref&amp;gt;ศรีพนม สิงห์ทอง, &#039;&#039;&#039;“6 จอมพลไทยยุคระบอบประชาธิปไตย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มติชน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการปกครองและการบริหารประเทศ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ประกาศว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่ผู้เดียว” ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทางการเมืองถือว่าเป็นสมัยเผด็จการ เพราะไม่มี[[สภาผู้แทนราษฎร]]ที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]] และไม่มีกลไกควบคุมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเบ็ดเสร็จตามมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 หรือฉบับที่ 7 สามารถใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติบริหารและตุลาการได้เอง รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์อยู่ โดยใช้ข้อความว่า “คณะปฏิวัติและรัฐบาลนี้” ควบคู่กันไป และได้ใช้มาตรา 17 แทรกแซงอำนาจทางตุลาการ โดยสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาในหลายคดี เช่น คดีเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และบ่อนทำลายประเทศชาติ คดีวางเพลิง คดียาเสพติด รวมทั้งคดี “ผีบุญ” หรือผู้ที่ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ ได้แก่ นายศิลา วงศ์สิน หรือลาดละคร เป็นต้น ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บริหารประเทศ บรรดาพ่อค้านายทุนไม่มีใครกล้ากักตุนหรือขึ้นราคาสินค้า เพราะกลัวมาตรการขั้นเด็ดขาดซึ่งไม่ถูกจำคุกก็อาจถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนในทางอำนาจบริหารนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เข้าดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมตำรวจ” อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารประเทศของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยภาพรวมถือว่าประเทศมีการพัฒนามากขึ้น เช่น มีการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยมีการตั้งมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด มีการตั้งกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ออกพระราชบัญญัติสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศขยายการศึกษาของชาติ ในวันที่ 1 เมษายน 2504 โดยเป็นการขยายการศึกษาภาคบังคับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ประกาศใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการออกกฎหมายเลิกการเสพ และจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด โดยรัฐบาลได้ทำการเผาฝิ่น เครื่องมือ และอุปกรณ์การเสพที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2502 นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายปราบปรามพวกนักเลงอันธพาล กฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ฉบับที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2504 – 2509 ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นแม่บทของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน นับว่าได้สร้างผลงานทั้งทางด้านการปรับปรุง บริหารและการพัฒนาประเทศไว้อย่างมากมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังเป็นผู้รื้อฟื้นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;รุ่งโรจน์ ณ นคร, &#039;&#039;&#039;“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์”.&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : อนุรักษ์, 2539.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง รวมอายุได้ 55 ปี และเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่เสียชีวิตลงในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งหลังการเสียชีวิตสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้เปิดเพลง “พญาโศก” เป็นการไว้อาลัยแก่ท่าน รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ปี 9 เดือน 28 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานที่สำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการปรับปรุงการบริหารและการพัฒนาประเทศไว้มากมาย การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล กฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กิจการที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้ก่อตั้ง คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. ธนาคารทหารไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รุ่งโรจน์ ณ นคร, (2539) &#039;&#039;&#039;“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์”.&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : อนุรักษ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ศรีพนม สิงห์ทอง, (2539) &#039;&#039;&#039;“6 จอมพลไทยยุคระบอบประชาธิปไตย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ธนพล จาดใจดี, (2544) &#039;&#039;&#039;“เรื่องราวง่าย ๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ไทยเจริญการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วีรชาติ ชุ่มสนิท, (2549) &#039;&#039;&#039;“24 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์ พับบิซซิ่ง จำกัด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ศรีพนม สิงห์ทอง, (2539) &#039;&#039;&#039;“6 จอมพลไทยยุคระบอบประชาธิปไตย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วีรชาติ ชุ่มสนิท, (2549) &#039;&#039;&#039;“24 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์ พับบิซซิ่ง จำกัด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รุ่งโรจน์ ณ นคร, (2539) &#039;&#039;&#039;“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์”.&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : อนุรักษ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ธนพล จาดใจดี, (2544) &#039;&#039;&#039;“เรื่องราวง่าย ๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ไทยเจริญการพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ธนากิต, (2545) &#039;&#039;&#039;“ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99_(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C)&amp;diff=12190</id>
		<title>พจน์ สารสิน (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99_(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C)&amp;diff=12190"/>
		<updated>2015-12-28T03:50:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: พจน์ สารสิน (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายพจน์ สารสิน&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[นายพจน์ สารสิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=12189</id>
		<title>นายพจน์ สารสิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=12189"/>
		<updated>2015-12-28T03:50:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: พจน์ สารสิน (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายพจน์ สารสิน&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:พจน์_สารสิน.JPG]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ชาตะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายพจน์ สารสิน เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2448 ที่บ้านพักถนนสุรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของพระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้ สารสิน) (ตำแหน่งแพทย์หลวงประจำราชสำนักพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;“เส้นทางของนายพจน์ “สารสิน” นายกฯ จับตั้ง”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.pattayasigntech.com (3 ธันวาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt; กับคุณหญิงสุ่น สารสินโดยเป็นนักศึกษาวิชาการแพทย์ของประเทศไทยคนแรก ที่สำเร็จปริญญาแพทย์ M.D. จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุนของมิชชันนารี เมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับราชการเป็นแพทย์ประจำกองทัพไทย และเคยไปราชการสงครามกับเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ในคราวปราบฮ่อ ทางแคว้นหลวงพระบาง บิดาของท่านได้ทิ้งมรดกจำนวนมหาศาลไว้ทำให้นายพจน์ สารสิน เป็นบุคคลที่ร่ำรวยคนหนึ่งของประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;วีรบุรุษ วีรสตรี และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545) หน้า 358.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายพจน์ สารสิน มีพี่น้องดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. นายกิจ สารสิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. นางสาวแสง สารสิน สมรสกับ พระยาธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร (นายบุญจ๋วน บุณยะปานะ) อดีตประธานศาลฎีกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. หม่อมลิ้นจี่ สารสิน ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดนัยวรนุช&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;“เส้นทางของนายพจน์ “สารสิน” นายกฯ จับตั้ง”.&#039;&#039;&#039; เรื่องเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การสมรส==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายพจน์ สารสิน สมรสกับคุณหญิงศิริ สารสิน (โชติกเสถียร) มีบุตร-ธิดา รวม 6 คน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. นายพงส์ สารสิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัย [[ชาติชาย ชุณหะวัน|พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน]] ใน[[คณะรัฐมนตรี]] คณะที่ 45 (4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533) ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นได้ขายหุ้นให้กับบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด ในเครือเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ประเทศสิงคโปร์ สมรสกับ นางมาลินี สารสิน (วรรณพฤกษ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. พลตำรวจเอกเภา สารสิน อดีตอธิบดีกรมตำรวจ สมรสกับท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน (สุจริตกุล) นางสนองพระโอษฐ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. นายบัณฑิต บุณยะปาณะ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ใช้นามสกุลตามบิดาบุญธรรม คือ พระยาธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร (นายบุญจ๋วน บุณยะปานะ) กับนางแสง สารสิน (พี่สาวนายพจน์ สารสิน) สมรสกับหม่อมราชวงศ์หญิงพิลาศลักษณ์ (กิติยากร) บุณยะปานะ ธิดาของหม่อมเจ้าโกลิต กิติยากร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงพิสิฐสบสมัย พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กับหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม (ไชยันต์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. นางพิมสิริ ณ สงขลา สมรสกับ พ.อ.จินดา ณ สงขลา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. พลเอกสุพัฒน์ สารสิน อดีต ทส. ของจอมพลประภาส จารุเสถียร และอัตราพลตรีประจำกองบัญชาการกองทัพบกสมัยที่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอกดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.และผบ.สูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. นายอาสา สารสิน อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลนาย[[อานันท์ ปันยารชุน]] ก่อนจะหันมาประกอบธุรกิจ โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กรรมการธนาคารกรุงเทพ รองประธานกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด, ประธานกรรมการบริษัท ไทยเอเชียแปซิฟิคบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย เบียร์ไฮเนเก้น และ ไทเกอร์เบียร์ ของประเทศสิงคโปร์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2543 สมรสกับ ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ธิดาคนสุดท้องของหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร (พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และหม่อมเจ้าหญิงอัปสรสมาน เทวกุล) กับหม่อมราชวงศ์วิจิตรโฉม กิติยากร &lt;br /&gt;
ธิดาคนที่สามของหม่อมเจ้าสฤษดิเดช ชยางกูร กับ หม่อมเนื่อง ชยางกูร&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;“เส้นทางของนายพจน์ “สารสิน” นายกฯ จับตั้ง”.&#039;&#039;&#039; เรื่องเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การศึกษา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายพจน์ สารสิน ได้รับการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2464 ได้ศึกษาต่อที่ Wilbraham Temple ณ รัฐแมซซาจูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เป็นสมาชิกของ Middle Temple ในเมืองลอนดอน&amp;lt;ref&amp;gt;ธีระชัย ธนาเศรษฐ, &#039;&#039;&#039;ทำเนียบนายกรัฐมนตรี&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ธีรกิจ, ม.ป.ป.) หน้า 80.&amp;lt;/ref&amp;gt; เมื่อกลับสู่ประเทศไทยเข้าเรียนวิชากฎหมาย จนสอบได้เนติบัณฑิตไทย เมื่อปี พ.ศ. 2472 ต่อมาได้ไปศึกษาวิชากฎหมายที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยได้เนติบัณฑิตอังกฤษ&amp;lt;ref&amp;gt;ธนพล จาดใจดี, &#039;&#039;&#039;เรื่องราวง่ายๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ธนพลวิทยาการ, 2544)	หน้า 29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติการรับราชการ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2492 – พ.ศ. 2493	ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทูตสันถวไมตรีไทยไปประเทศพม่า และเป็นผู้แทนไทยไปในพิธีมอบเอกราชในประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2495 – พ.ศ. 2500	เอกอัครราชฑูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้แทนของประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2497 ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการชุดที่ 5 ของการประชุมสมัชชา ครั้งที่ 9 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2500 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) (SEATO) เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545) หน้า 208 – 209.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บริหารราชการแผ่นดิน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2490 – พ.ศ. 2494	ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; หน้า 208.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492	เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล [[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล แปลก พิบูลสงคราม]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 15 เมษายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492 และ 28 มิถุนายน 2492 – 13 ตุลาคม 2492&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2492 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 13 ตุลาคม 2492 – 1 มีนาคม 2493)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2500 เป็นนายกรัฐมนตรี (ได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2500)ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 21 กันยายน 2500 – 1 มกราคม 2501)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2500 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 23 กันยายน 2500 – 26 กันยายน 2500 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2506 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ (สมัยรัฐบาล [[ถนอม กิตติขจร|พลเอก ถนอม กิตติขจร]] เป็นนายกรัฐมนตรี) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 11 ธันวาคม 2506 – 7 มีนาคม 2512&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2511 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (สมัยรัฐบาล พลเอก ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 10 กุมภาพันธ์ 2511 – 7 มีนาคม 2512 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2512	เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ(สมัยรัฐบาล พลเอก ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 11 มีนาคม 2512 – 17 พฤศจิกายน 2514&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544) หน้า 356.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานที่สำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ภารกิจสำคัญของรัฐบาลนายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 9 ของระบอบประชาธิปไตย มี 2 ประการ คือ 1. จะต้องเร่งจัดการเลือกตั้งสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมอันเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและเป็นเหตุผลที่[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์]] ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการทำ[[รัฐประหาร]]ยึดอำนาจจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่ง[[การเลือกตั้ง]]ในครั้งนั้นทำให้ “รัฐบาลของนานาประเทศให้การรับรองรัฐบาลไทย” หลังการรัฐประหาร อันเป็นภารกิจประการที่ 2 ซึ่งรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน สามารถดำเนินการให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทั้งสองประการ&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย,&#039;&#039;&#039; หน้า 212.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ชีวิตบั้นปลาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายพจน์ สารสิน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 9 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 จากการปฏิวัตินำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังจากที่คณะปฏิวัติได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแห่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 พ.ศ. 2500 เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2500 และกลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ตามเดิม&amp;lt;ref&amp;gt;ประวัตินายกรัฐมนตรี, &#039;&#039;&#039;“นายกรัฐมนตรีคนที่ 9 นายพจน์ สารสิน”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.cabinet.thaigov.go.th/pm_09.htm (3 ธันวาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เรื่องเดิม,&#039;&#039;&#039; หน้า 104.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในเวลาต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ในรัฐบาลของ พลเอก ถนอม กิตติขจร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 และต่อมาในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการอีกหนึ่งตำแหน่ง แทนรัฐมนตรีคนเดิมที่ลาออก และเมื่อพลเอก ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง (เป็นสมัยที่ 3) นายพจน์ สารสิน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2512 &amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;วีรบุรุษ วีรสตรี และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย,&#039;&#039;&#039; หน้า 361.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาท่านได้ยุติบทบาททางการเมืองโดยใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงเทพมหานครจนถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2543 เวลา 11.40 น. ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร รวมอายุได้ 95 ปีเศษ&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย,&#039;&#039;&#039; หน้า 213.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนพล จาดใจดี, &#039;&#039;&#039;เรื่องราวง่ายๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ธนพลวิทยาการ. 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด. 2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต, &#039;&#039;&#039;วีรบุรุษ วีรสตรี และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิรามิด. 2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีระชัย ธนาเศรษฐ, &#039;&#039;&#039;ทำเนียบนายกรัฐมนตรี.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ธีรกิจ. ม.ป.ป..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประวัตินายกรัฐมนตรี &#039;&#039;&#039;“นายกรัฐมนตรีคนที่ 9 นายพจน์ สารสิน”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] แหล่งที่มา : http://www.cabinet.thaigov.go.th/pm_09.htm (3 ธันวาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“เส้นทางของนายพจน์ “สารสิน” นายกฯ จับตั้ง”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] แหล่งที่มา : http://www.pattayasigntech.com 	(3 ธันวาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
[[พจน์ สารสิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C)&amp;diff=12188</id>
		<title>บรรหาร ศิลปอาชา (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C)&amp;diff=12188"/>
		<updated>2015-12-28T03:49:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: บรรหาร ศิลปอาชา (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น บรรหาร ศิลปอาชา (ปลาไหลใส่สเก็ต)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#เปลี่ยนทาง [[บรรหาร ศิลปอาชา (ปลาไหลใส่สเก็ต)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95)&amp;diff=12187</id>
		<title>บรรหาร ศิลปอาชา (ปลาไหลใส่สเก็ต)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95)&amp;diff=12187"/>
		<updated>2015-12-28T03:49:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: บรรหาร ศิลปอาชา (นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น บรรหาร ศิลปอาชา (ปลาไหลใส่สเก็ต)&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ชาตะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายบรรหาร ศิลปอาชา เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ปัจจุบันอายุ 77 ปี เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อเดิมคือ “เต็กเซียง แซ่เบ๊” (马德祥) เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายเซ่งกิมและนางสายเอ็ง ศิลปอาชา แซ่เดิมคือ “แซ่เบ๊”&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt; มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 2 คน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. นายสมบูรณ์ ศิลปอาชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. นายอุดม เกิดสินชัย (ถึงแก่กรรม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. นางสายใจ ศิลปอาชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. นายบรรหาร ศิลปอาชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. นางดรุณี วายากูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. นายชุมพล ศิลปอาชา&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ปิระมิด, 2545) หน้า 1.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การสมรส==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายบรรหาร ศิลปอาชา สมรสกับคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา (เลขวัต) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 มีบุตรธิดารวม 3 คน เป็นชาย 1 หญิง 2 คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[กัญจนา ศิลปอาชา|นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. นางสาวปาริชาต ศิลปอาชา (ปัจจุบันสมรสแล้ว)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. [[วราวุธ ศิลปอาชา|นายวราวุธ ศิลปอาชา]] (ปัจจุบันสมรสกับคุณสุวรรณา ไรวินท์ (เก๋) ทายาทตระกูลไรวินท์ เจ้าของธุรกิจซุปไก่ก้อนรีวอง)&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย, &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://politicalbase.in.th/index.php (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปัจจุบันนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา และนายวราวุธ ศิลปอาชาต่างดำเนินรอยตามผู้เป็นบิดาโดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การศึกษา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายบรรหาร ศิลปอาชา เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนประทีปวิทยาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงพักการเรียนไปชั่วขณะหนึ่ง โดยหันไปทำกิจการของตนเอง และได้เรียนภาษาจีนไปด้วย จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย และฝึกงานด้านส่งสินค้าและการก่อสร้างกับ นายสมบูรณ์ ศิลปอาชา ผู้เป็นพี่ชาย&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเอง อีกทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายคลอรีนให้กับการประปาส่วนภูมิภาค จนมีฐานะร่ำรวย&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt; ภายหลังเมื่อเป็นนักการเมืองได้เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2529 ต่อมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พ.ศ. 2531 และศึกษาต่อจนสำเร็จนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย, เรื่องเดิม.&amp;lt;/ref&amp;gt; รวมทั้งได้รับปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติการทำงาน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2517 นายบรรหาร ศิลปอาชา เข้าสู่วงการเมืองจากการชักชวนของ[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]] ตั้งแต่มีการก่อตั้ง[[พรรคชาติไทย]] เมื่อ ปีพ.ศ. 2517 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น[[สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ]]&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย, &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2518 เป็นสมาชิก[[วุฒิสภา]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2519 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]] จังหวัดสุพรรณบุรีครั้งแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2519 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมัยรัฐบาล [[เสนีย์ ปราโมช|หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 21 เมษายน 2519 – 25 กันยายน 2519 และ 5 ตุลาคม 2519 – 6 ตุลาคม 2519)&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, &#039;&#039;&#039;เอกสารวงงานรัฐสภา “รวมรายชื่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์, 2544) หน้า 326.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2521 เป็นสมาชิก[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2523 เป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2523 – 2524 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยรัฐบาล [[เปรม ติณสูลานนท์ |พลเอก เปรม ติณสูลานนท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 12 มีนาคม 2521 – 11 มีนาคม 2524)&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2526 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2529 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2529 – 2531 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 11 สิงหาคม 2529 – 4 สิงหาคม 2531)&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2531 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2531 – 2533 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมัยรัฐบาล [[ชาติชาย ชุณหะวัณ|พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ]] เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 9 สิงหาคม 2531 – 9 มกราคม 2533)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2533 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาล พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 9 มกราคม 2533 – 9 ธันวาคม 2533)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2533 – 2534 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 14 ธันวาคม 2533 – 23 กุมภาพันธ์ 2534)&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2535 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2535 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาล [[สุจินดา คราประยูร|พลเอก สุจินดา คราประยูร]] เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 17 เมษายน 2535 – 10 มิถุนายน 2535)&amp;lt;ref&amp;gt;นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2535 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2537 เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย และเป็น[[ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร]] สมัยรัฐบาล [[ชวน หลีกภัย|นายชวน หลีกภัย]] เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้มี[[พระราชกฤษฎีกา]]ยุบสภาผู้แทนราษฏร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 และมี[[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นจำนวนมากที่สุด ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2538 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538) โดยมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - วันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 ([[คณะรัฐมนตรี]]คณะที่ 51) และมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 โดยรักษาการในตำแหน่งถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อันเป็นวันแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 1 ปี 4 เดือน&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2539 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2540 ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2542 ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2542 ประธานที่ปรึกษาโครงการส่งเสริมอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนอิ่มทุกคนทุกวัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2543 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นนายกสภาประจำสถาบันราชภัฎสวนสุนันทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 4&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2548 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 4&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• พ.ศ. 2550 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยคะแนนสูงที่สุดในประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สมญานามที่ได้รับ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายบรรหาร ศิลปอาชา มีสมญานามมากมาย จากลักษณะเด่นหลายประการ เช่น มีฐานเสียงหนาแน่นที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานะเป็นเจ้าถิ่นจนได้สมญาว่า “[[มังกรสุพรรณ]]” หรือ “[[มังกรการเมือง]]” และเนื่องจากมีลักษณะคล้าย “[[เติ้งเสี่ยวผิง]]” อดีตผู้นำจีน สื่อมวลชนจึงนิยมเรียก นายบรรหาร ศิลปอาชา สั้น ๆ ว่า “[[เติ้ง]]” หรือ “[[เติ้งเสี่ยวหาร]]”&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การพ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากคดียุบพรรคชาติไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2550 คณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีการให้ใบแดงและพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2551 โดย[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]]มีมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 (มติเสียงข้างน้อย 1 เสียงในทั้งสองกรณี คือ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ฝ่ายกิจการสืบสวนสอบสวน) เห็นชอบตามที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เสนอความเห็นให้ส่งสำนวนเรื่องการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยให้อัยการสูงสุดพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้ว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้สรุปก่อนหน้านั้นว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นทั้งสองพรรค ไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำผิดของนายมณเฑียร &lt;br /&gt;
สงฆ์ประชา และนายสุนทร วิลาวัลย์ แต่การที่ทั้งสองคนต่างก็เป็นกรรมการบริหารพรรค กกต. จึงพิจารณาตามมาตรา 237 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และมาตรา 103 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ซึ่งบัญญัติไว้ตรงกันว่า ถ้าการกระทำดังกล่าวปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่ได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้นายทะเบียนพรรคการเมือง (ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ไม่อาจใช้ดุลยพินิจในการเลือกที่จะแจ้งหรือไม่แจ้งต่ออัยการสูงสุด&amp;lt;ref&amp;gt;วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“คำร้องให้ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยคดียุบ[[พรรคพลังประชาชน]] [[พรรคชาติไทย]] และ[[พรรคมัชฌิมาธิปไตย]] ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 1 สั่งยุบพรรคชาติไทย โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพรรคมีความผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 และมาตรา 68 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และกฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นเด็ดขาด แม้จะมีการโต้แย้งว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นจึงฟังไม่ขึ้น จากการยุบพรรคในครั้งนี้ทำให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคชาติไทย จำนวน 43 คน เป็นเวลา 5 ปี&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทย, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 126 ตอนที่ 16 ก (19 มีนาคม 2552) : หน้า 79.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย รวมทั้งนายวราวุธ ศิลปอาชาและนางสาวกัญจนา ศิลปอาชากรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิในครั้งนี้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานที่สำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายบรรหาร ศิลปอาชา มีความตั้งใจในการอุทิศตัวและอุทิศเวลา เพื่อทำงานให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นนักบริหารที่รับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากบุคคลรอบข้างและทีมนักวิชาการ นอกจากนั้นยังรู้จักประสานงานและติดตามงานตรวจสอบอยู่เสมอ ผลงานที่โดดเด่นเป็นการส่วนตัวคือ การสร้างสิ่งต่างๆ ภายในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ โรงเรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา รวมถึงการให้ทุนการศึกษา และโรงเรียนสารพัดช่างบรรหารแจ่มใส ตึกคนไข้ตามโรงพยาบาลต่างๆ วัด สวนดอกไม้ตามถนนต่างๆ หอนาฬิกา อาคารสาธารณประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนเล่นการเมืองระดับประเทศ ในปี พ.ศ. 2519 จนถึงปัจจุบัน จังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีนามเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการอีกชื่อหนึ่ง “[[จังหวัดบรรหารบุรี]]”&amp;lt;ref&amp;gt;ธนากิต, เรื่องเดิม, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รวมทั้งการสร้างหอเกียรติยศ ที่กำเนิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรีร่วมกันบริจาคเงินในการก่อสร้าง โดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ดำเนินการออกแบบโดยกรมศิลปากร ภายในจัดแสดงประวัติและผลงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมผลงานด้านต่างๆ หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ประกาศจัดตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี กรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตแก่เยาวชน โดยเฉพาะคุณธรรมที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ยึดถือ ได้แก่ สัจจะ และกตัญญู&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์วัฒนธรรมสุพรรณบุรี, &#039;&#039;&#039;“การจัดแสดงภายในหอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.thai-culture.net/suphanburi/ (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การดำเนินงานที่สำคัญสมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การจัดพระราชพิธีกาญจนาภิเษก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การนำประเทศเข้าสู่เวทีประชาคมโลก ในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีสหประชาชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 5&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (ASEM) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• นอกจากนี้ยังมีการจัดงานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรมโลก พ.ศ. 2538 (WORLDTECH’ 95 THAILAND) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, &#039;&#039;&#039;“นายกรัฐมนตรีคนที่ 21”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.cabinet.thaigov.go.th/pm21htm (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เครื่องราชอิสริยาภรณ์==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฏไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เหรียญกาชาดชั้น 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เหรียญราชการชายแดน&amp;lt;ref&amp;gt;พรรคชาติไทย, &#039;&#039;&#039;“ผู้บริหารพรรคชาติไทย : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”,&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.chartthai.or.th/index.php?option=com_ctpmember&amp;amp;task=view&amp;amp;id=1 (26 ตุลาคม 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนากิต. &#039;&#039;&#039;ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ปิระมิด, 2545. หน้า 1.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคชาติไทย, &#039;&#039;&#039;“ผู้บริหารพรรคชาติไทย : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.chartthai.or.th/index.php?option=com_ctpmember&amp;amp;task=view&amp;amp;id=1 (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี &#039;&#039;&#039;“คำร้องให้ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทย, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 126 ตอนที่ 16 ก 19 มีนาคม 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปะอาชา”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki. (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์วัฒนธรรมสุพรรณบุรี &#039;&#039;&#039;“การจัดแสดงภายในหอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 21”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.thai-culture.net/suphanburi/ (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี &#039;&#039;&#039;“นายกรัฐมนตรีคนที่ 21”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.cabinet.thaigov.go.th/pm21htm (26 ตุลาคม 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรวัฒน์ รจนาวรรณ &#039;&#039;&#039;“ยอดนักการเมือง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : วรรณสาส์น. 2547&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธนพล จาดใจดี &#039;&#039;&#039;“เรื่องราวง่ายๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ธนพลวิทยาการ. 2544&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รุจน์ มัณฑิรา &#039;&#039;&#039;“เส้นทางสู่นายกฯ ของเติ้งเสี่ยวหาร บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : น้ำฝน. 2538&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญลักษณ์ เทียมถนอม &#039;&#039;&#039;“บรรหาร ศิลปอาชา”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มิติใหม่. 2547&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.อัครพร &#039;&#039;&#039;“เส้นทางสู่ทำเนียบของเติ้งเสี่ยวหาร”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : น้ำฝน. 2538&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=12185</id>
		<title>จอมพล แปลก พิบูลสงคราม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=12185"/>
		<updated>2015-12-28T03:29:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี แปลก พิบูลสงคราม&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
[[แปลก พิบูลสงคราม]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=12184</id>
		<title>ป พิบูลสงคราม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=12184"/>
		<updated>2015-12-28T03:28:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;แปลก พิบูลสงคราม หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[แปลก พิบูลสงคราม]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=12181</id>
		<title>จิตร ณ สงขลา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=12181"/>
		<updated>2015-12-23T08:29:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[หมวดหมู่:ประธานวุฒิสภา]]&lt;br /&gt;
[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=12180</id>
		<title>จิตร ณ สงขลา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%93_%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=12180"/>
		<updated>2015-12-23T08:27:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12179</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12179"/>
		<updated>2015-12-23T08:19:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หะริน หงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12178</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12178"/>
		<updated>2015-12-23T08:18:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หะริน หงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12177</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12177"/>
		<updated>2015-12-23T08:06:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก หะริน หงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12176</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12176"/>
		<updated>2015-12-23T08:05:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก หะริน หงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12175</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12175"/>
		<updated>2015-12-23T08:00:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธุ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12174</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12174"/>
		<updated>2015-12-23T07:57:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธ์ุ|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12173</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=12173"/>
		<updated>2015-12-23T07:55:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภา]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|3. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|5. พระยามานวราชเสวี ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|7. พลเอก พระประจนปัจนึก]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายทวี บุญยเกตู|9. นายทวี บุญยเกตู]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรีศิริ สิริโยธิน|11. พลตรีศิริ สิริโยธิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายประภาศน์ อวยชัย|13. นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|15. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล|17. พลอากาศเอก หะริน หุงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มีชัย ฤชุพันธ์|21. นายมีชัย ฤชุพันธ์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|23. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|25. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|27. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|29. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|4. เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วิลาศ โอสถานนท์|6. พันตรี วิลาศ โอสถานนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[หลวงสุทธิสารรณกร|8. พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พันเอก นายวรการบัญชา|10. พันเอก นายวรการบัญชา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|12. พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|14.นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|16. พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ|18. นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน|19. ศาสตราจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|22. ศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|24. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|26. นายโภคิน พลกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|28. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3&amp;diff=12172</id>
		<title>หมวดหมู่:ประธานสภาผู้แทนราษฎร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3&amp;diff=12172"/>
		<updated>2015-12-23T07:44:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; | &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;ประธานรัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
#[[ที่มาของประธานสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
#[[การดำรงตำแหน่งของประธานสภาผู้แทนราษฎร]] &lt;br /&gt;
#[[อำนาจหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| width=&amp;quot;100%&amp;quot; cellpadding=&amp;quot;10&amp;quot; style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|- valign=&amp;quot;top&amp;quot;&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot; valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|1. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี|3. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|5. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|7. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|9. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|11. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|13. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|15. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|17. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|19. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายพึ่ง ศรีจันทร์|21. นายพึ่ง ศรีจันทร์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระราชธรรมนิเทศ|23. พระราชธรรมนิเทศ (เพียร ราชธรรมนิเทศ)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|25. พลเอก พระประจนปัจจนึก (พุก มหาดิลก)]] [[หลวงสุทธิสารรณกร|พลเอก หลวงสุทธิสารรณกร (สุทธิ สุขะวาที)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายศิริ สิริโยธิน|27. นายศิริ สิริโยธิน]] [[พลตรี ศิริ สิริโยธิน|พลตรี ศิริ สิริโยธิน]] [[หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช|หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช]] [[นายประภาศน์ อวยชัย|นายประภาศน์ อวยชัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|29. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]  [[พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ|พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ]]  [[พลอากาศเอก หะริน หงสกุล|พลอากาศเอก หะริน หงสกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|31. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ปัญจะ เกสรทอง|33. นายปัญจะ เกสรทอง]]  [[นายอุกฤษ มงคลนาวิน|นายอุกฤษ มงคลนาวิน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[มารุต บุนนาค|35. นายมารุต บุนนาค]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[วันมูหะมัดนอร์ มะทา|37. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายอุทัย พิมพ์ใจชน|39. นายอุทัย พิมพ์ใจชน]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายยงยุทธ ติยะไพรัช|41. นายยงยุทธ ติยะไพรัช]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์|43. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|width=&amp;quot;50%&amp;quot; style=&amp;quot;padding: 0em 1em 1em 1em;&amp;quot;  valign=&amp;quot;top&amp;quot;|&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาพิชัยญาติ|2. เจ้าพระยาพิชัยญาติ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|4. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ|6. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|8. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|10. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|12. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|14. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยาศรยุทธเสนี|16. พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระยามานวราชเสวี|18. พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายเกษม บุญศรี|20. นายเกษม บุญศรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายเกษม บุญศรี|22. นายเกษม บุญศรี]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|24. พลเอก พระประจนปัจจนึก (พุก มหาดิลก)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พระประจนปัจจนึก|26. พลเอก พระประจนปัจจนึก (พุก มหาดิลก)]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์|28. นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเท่ง ทองสวัสดิ์|30. นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชวน หลีกภัย|32. นายชวน หลีกภัย]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[อาทิตย์ อุไรรัตน์|34. นายอาทิตย์ อุไรรัตน์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ|36. นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[พิชัย รัตตกุล|38. นายพิชัย รัตตกุล]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[นายโภคิน พลกุล|40. นายโภคิน พลกุล]] [[มีชัย ฤชุพันธุ์|นายมีชัย ฤชุพันธุ์]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|style=&amp;quot;background-color: #faf5ff;&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|[[ชัย ชิดชอบ|42. นายชัย ชิดชอบ]]&amp;lt;br /&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&amp;lt;br clear=&amp;quot;all&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5&amp;diff=12171</id>
		<title>องคมนตรี</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5&amp;diff=12171"/>
		<updated>2015-12-14T06:25:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;*คณะองคมนตรี  หมวดหมู่:พระมหากษัตริย์&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;*[[คณะองคมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระมหากษัตริย์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A5&amp;diff=12170</id>
		<title>กลุ่มนวพล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A5&amp;diff=12170"/>
		<updated>2015-12-14T04:34:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;*กลุ่มกระทิงแดงและนวพล  [[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคั...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;*[[กลุ่มกระทิงแดงและนวพล]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=12169</id>
		<title>กลุ่มกระทิงแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=12169"/>
		<updated>2015-12-14T04:33:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;*กลุ่มกระทิงแดงและนวพล  [[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคั...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;*[[กลุ่มกระทิงแดงและนวพล]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A5&amp;diff=12168</id>
		<title>กลุ่มกระทิงแดงและนวพล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A5&amp;diff=12168"/>
		<updated>2015-12-14T04:31:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; พิสิษฐิกุล  แก้วงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กลุ่มกระทิงแดงและนวพล==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลัง[[เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516]] เป็นต้นมา [[การชุมนุม]]เรียกร้องจากกลุ่มต่างๆก็มีไม่ขาดระยะ ทั้งที่มีเหตุผลสมควรและไม่สมควร และว่ากันว่าในสมัยนั้น นักศึกษามีอำนาจต่อรองและกล้าแสดงออกมากขึ้น แต่[[ความขัดแย้งทางการเมือง]]ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  สถานการณ์[[ความขัดแย้ง]]ระหว่าง ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทาง[[สังคมนิยม]]  กับฝ่ายขวาคือฝ่าย[[อนุรักษ์นิยม]] มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด ผู้นำนักศึกษา  ชาวนา  กรรมการล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก  โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นเวทีและศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม  มีการชุมนุมกันบ่อยครั้ง กล่าวได้ว่าสังคมการเมืองไทยในช่วงก่อน[[6 ตุลาคม 2519|เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519]] ในแง่สังคมนั้นพลังมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่เคยถูกอำนาจรัฐกดขี่ และบีบเค้น มีโอกาสออกมาแสดงข้อเรียกร้องต่อ[[รัฐบาล]]ในด้านต่างๆ ในด้านการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีความพยายามในการวางรากฐาน[[ประชาธิปไตย]]อย่างเข้มข้น มี[[การร่างรัฐธรรมนูญ]] มีการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยออกสู่ประชาชนหมู่มาก มี[[การอภิปราย]]ปัญหาบ้านเมือง การรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เช่น [[สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน]] (สสส.) และ[[ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงนี้ทหารและตำรวจต่างก็สงวนบทบาทท่าที ในขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาก็เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้น มีการแยกตัว ออกเป็นสองกลุ่ม คือ[[ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย]] และ[[สหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย]] กลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่แตกออกไปจากลุ่มแรก เพราะเริ่มมีความคิดในทางการเมืองต่างกันและบางพวกก็ไปสังกัดกลุ่มจัดตั้งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐและมีกิจกรรมที่ถ่วงดุลกลุ่มนิสิตนักศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518 ข่าวการปลดปล่อยอินโดจีนด้วยชัยชนะของ[[คอมมิวนิสต์]]ได้เขย่าขวัญรัฐบาลและชนชั้นปกครองของไทย ความกลัวและเกลียดคอมมิวนิสต์ในหมู่คนไทยเป็นอย่างแผ่กว้างและลึกซึ้งคณะรัฐบาลของ [[คึกฤทธิ์ ปราโมช|ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช]]เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรกนับแต่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ทว่าในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 [[ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ประกาศยุบสภา]] โดยอ้างว่าถูก ส.ส.กดดัน [[การเลือกตั้ง]]ทั่วไปถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2519 ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่มีการฆ่ากันตายถึงกว่า 30 ศพ บ่อยครั้งที่การปราศรัยหาเสียงถูกขัดจังหวะด้วยระเบิด ซึ่งเป้าของการโจมตีคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่ถูกประณามว่า “ไม่ใช่คนไทย” และเหตุการณ์ที่รุนแรงสะเทือนขวัญผู้คนมากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2519 เมื่อคนร้ายลอบสังหาร [[บุญสนอง บุณโยทยาน|ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน 2519 พลิกความคาดหมาย  เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้ประกาศ[[ยุบสภา]]เพื่อหวังเพิ่มที่นั่งของ[[กิจสังคม (พ.ศ. 2517)|พรรคกิจสังคม]] กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง พรรคที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช]] มีโอกาสได้เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] ขณะที่[[พรรคฝ่ายซ้าย]]พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า[[คณะทหาร]] [[นักการเมือง]]และพ่อค้า กำลังคิดก่อตั้ง[[คณะปฏิรูปการปกครอง]]เพื่อมายึดอำนาจรัฐบาลใหม่นี้ แสดงให้เห็นว่าสภาวการณ์ที่วุ่นวายทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2519 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนฝ่ายของนักศึกษานั้น กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม คือนักเรียนอาชีวะ ทำให้ชนชั้นนำมีความวิตกอย่างมากในพลังของนักเรียนอาชีวะ จึงมีความพยายามการแยกสลายพลังนักเรียนอาชีวะออกจาก[[ขบวนการนักศึกษา]] โดยเริ่มจากการส่งนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวา เข้าควบคุม[[ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย]] แล้วใช้องค์กรนี้ในการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านฝ่ายขบวนการนักศึกษา ซึ่งความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะกับฝ่ายขบวนการนักศึกษานั้น เริ่มเห็นชัดตั้งแต่[[กรณีพลับพลาไชย]]เป็นต้นมา ที่ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายนักศึกษา จากนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายอาชีวะในทิศทางตรงข้ามอีกหลายครั้ง เช่น ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ และ [[สหพันธ์นักศึกษาครู]] ได้จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี และเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐ เพื่อแสดงการขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือประเทศไทย และได้มีการมอบกระเช้าดอกไม้แก่[[อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทย]]ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมา เมื่อแยกนักเรียนอาชีวะออกจากนักศึกษาแล้ว ก็จัดตั้งกลุ่มนักเรียนอาชีวะอันธพาลกลุ่มหนึ่งขึ้นเป็น[[กลุ่มกระทิงแดง]] เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการก่อกวนขบวนการนักศึกษาด้วยอาวุธ ใช้ความเหี้ยมโหดรุนแรงต่อต้านการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของขบวนการนักศึกษา กลุ่มกระทิงแดง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่ขบวนการนักศึกษากำลังเคลื่อนไหวเรื่องการเรียกร้องให้[[แก้รัฐธรรมนูญ]] ให้ประชาชนอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง กลุ่มกระทิงแดงส่วนมากประกอบด้วยอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวะ ได้รับการสนับสนุนและจัดตั้ง จากเจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพ ให้เป็นกองกำลังอาวุธปฏิกิริยาหรืออันธพาลการเมืองที่อยู่เหนือกฎหมาย ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” คือ พ.อ.สุดสาย หัสดิน ซึ่งยืนยันว่า จะต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝ่ายนักศึกษา เพราะฝ่ายนักศึกษาพยายามเปลี่ยนทิศทางของประเทศประเทศให้ตกอยู่ในภาวะคอมมิวนิสต์แทรกแซง รัฐบาลก็อ่อนแอ พ.อ.สุดสาย ได้เปรียบเทียบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา จะต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน ส่วนกำลังที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ [[สุชาติ ประไพหอม]] [[เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ]] และ[[สมศักดิ์ ขวัญมงคล]] เป็นต้น สำหรับที่มาของชื่อกลุ่ม สมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้าฝ่ายกำลังพล ได้อธิบายว่า “ไอ้การที่เราตั้งชื่อกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมานี่ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ทุกคนเห็นว่าชื่อกระทิงแดงนี่ดี เพราะกระทิงแดงเป็นสัตว์ป่า สัตว์อนุรักษ์ สัตว์สงวน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มกระทิงแดงนั้น เป็นกองกำลัง[[อภิสิทธิ์]]ทั้งนี้เพราะสามารถออกมาให้สัมภาษณ์ขู่ว่า จะสังหารใครต่อใคร และยังก่อการปาระเบิดกลางเมืองได้โดยไม่ถูกจับกุม เช่นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2517 เมื่อ[[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] กลับเข้ามาในประเทศครั้งแรก กระทิงแดงก็ออกแถลงการคัดค้าน โดยอ้างว่า การต่อต้านจอมพลถนอมนั้น เป็นการก่อการไม่สงบ แต่ในที่สุด ฝ่ายกระทิงแดงกลับปาระเบิดพลาสติกนับสิบลูกที่สนามหลวง เพื่อให้ประชาชนแตกตื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 [[เผด็จ ดวงดี|นายเผด็จ ดวงดี]] ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกระทิงแดง ก็เปิดเผยหลักการทำงานของกระทิงแดงว่า “...จำเป็นต้องใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ในประเทศไทยต่อไป” นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่ากระทิงแดงยังได้รับการสนับสนุนจากทางราชการอีกด้วยเช่น กระทิงแดงจะมีวิทยุวอล์กกี-ทอล์กกี ของตำรวจไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกัน และใช้รถตำรวจรวมทั้งสเตชั่น เวกอนวิ่งไปรอบเมือง เมื่อกระทิงแดงขว้างระเบิดพลาสติกเข้าใส่นักศึกษาหลายครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีตำรวจอยู่ใกล้ก็มิได้ใส่ใจ รวมทั้งในกรณี 20 มีนาคม พ.ศ. 2519 ที่ นายสุชาติ ประไพหอม ผู้นำกระทิงแดงประกาศตั้ง “แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์” และประกาศให้ไม่ให้ประชาชนใช้ถนนราชดำเนิน ถ้าไม่เชื่อจะไม่รับรองความปลอดภัย และเมื่อฝ่ายนักศึกษานัดชุมนุมที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีสมาชิกกระทิงแดงมาโยนระเบิดก่อกวน ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม กระทิงแดงขนอาวุธสงครามประเภทระเบิดกลางกรุง มาตั้งไว้ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนนักศึกษาประชาชน ที่กำลังเคลื่อนไปยังสถานทูตอเมริกาผ่าน ฝ่ายนักศึกษาต้องอ้อมออกไปทางบางลำภู เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะผ่านบริเวณราชดำเนิน อันทำให้กระทิงแดงไม่อาจจะหาเหตุปะทะได้ปรากฏว่าในระยะสองปีเศษๆ ที่กระทิงแดงปฏิบัติการกวนเมือง แทบจะไม่เคยถูกตำรวจจับกุม หรือถ้าถูกจับกุมก็จะได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่น่าเชื่อ จนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กระทิงแดงก็เป็นด่านหน้าสุดที่ร่วมกับกองกำลัง[[ตำรวจตระเวนชายแดน]]เข้าบุกปราบปรามนักศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง ก็ยังมีการจัดตั้งกลุ่มพลังฝ่ายปฏิกิริยาต่างๆ เพิ่มเติมอีกมาก โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการทำลายขบวนการนักศึกษา กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ มีจำนวนมาก และได้รับการสนับสนุนอันดียิ่งจากอำนาจและกลไกของรัฐในขณะนั้น ที่สามารถระบุชื่อได้ เช่น [[กลุ่มนวพล]] [[ชมรมอาชีวะเสรี]] [[กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน]] [[กลุ่มเพ็ชรไทย]] [[กลุ่มช้างดำ]] [[กลุ่มพิทักษ์ไทย]] [[สหพันธ์นักศึกษาครูแห่งประเทศไทย]] [[กลุ่มแนวร่วมรักชาติ]] [[กลุ่มประชาชนผู้รักชาติ]] [[กลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ]] [[ขบวนการปฏิรูปแห่งชาติ]] [[สหพันธ์ครูอาชีวะ]] [[กลุ่มกรรมกรเสรี]] [[กลุ่มค้างคาวไทย]] [[กลุ่มกล้วยไม้ไทย]] [[กลุ่มวิหคสายฟ้า]] [[กลุ่มสหภาพแรงงานเอกชน]] [[ชมรมแม่บ้าน]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในบรรดากลุ่มฝ่ายขวาที่เดิดขึ้นนี้ มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทนำในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คือ กลุ่มหรือขบวนการนวพล กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ.   2517 โดยความหมายของชื่อกลุ่ม แปลความได้ว่า “กำลังใหม่” ตามรูปแบบการก่อตั้ง หรืออีกในความหมายหนึ่งคือ พลังเก้า อันหมายถึงพลังของ[[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]] รัชกาลที่ 9 ผู้ก่อตั้งคือกลุ่มทหารใน[[กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน]] (กอ.รมน.) เช่น [[วัลลภ โรจนวิสุทธิ์|พลเอก วัลลภ โรจนวิสุทธิ์]] อดีตเจ้ากรมข่าวทหาร [[สายหยุด เกิดผล|พลเอก สายหยุด เกิดผล]] เสนาธิการ กอ.รมน. เป็นต้น พล.อ.วัลลภ ได้อธิบายเหตุผลในการตั้งนวพลว่า ชาติจะอยู่รอดได้ด้วยสถาบันวัดกับวัง จึงต้องระดมประชาชนเพื่อป้องกันสองสถาบันหลักนี้ พล.อ.วัลลภ ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้กำลังใจแก่ฝ่ายนวพลว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทรงมี[[พระราชดำริ]]ห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ และเคยมีกระแส[[พระราชดำรัส]]กับบรรดาผู้ที่เข้าเฝ้าใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ นับตั้งแต่พนมเปญและไซ่ง่อนตกอยู่ในมือของคอมมิวนิสต์ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระองค์จะไม่เสด็จออกจากประเทศไทยเป็นอันขาด โดยหลักแล้ววิธีการของกลุ่มนวพลก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ  ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลง  แม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย  เครื่องมือของนวพลคือ  การประชุม  การชุมนุม  การเขียนบทความต่าง ๆ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้นำสำคัญอื่นๆ ของนวพลนั้นได้แก่ [[สำราญ แพทยกุล|พลโท สำราญ แพทยกุล]] ซึ่งเป็น[[องคมนตรี]] เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นผู้ที่ใกล้ชิด[[เบื้องยุคลบาท]]อย่างยิ่ง พลโทสำราญได้เป็นนวพลอันดับแรก หรือหมายเลข 001 เป็นที่ทราบกันต่อมาว่า กลุ่มนวพลได้รับการสนับสนุนทางการเงินและวัสดุอุปกรณ์จากบางส่วนในกองทัพบก และกรมตำรวจ และอย่างน้อยก็ได้รับการสนับสนุนเป็นส่วนตัว ปรากฏว่านวพลประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการสร้างองค์กรและขยายสมาชิก ผู้ดำเนินงานของนวพลก็ใช้วิธีการชุมนุมประชาชนเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุน โดยเรียกร้องให้เกิดความรักชาติ และต่อต้าน[[คอมมิวนิสต์]]อย่างหวือหวา ในการดำเนินการ นวพลใช้โครงสร้างการจัดตั้งแบบกลุ่มย่อยตามแบบคอมมิวนิสต์ ผู้นำที่ส่อแววดีจะถูกคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมทางการเมืองในระดับจิตวิทยา ในปลายปี พ.ศ. 2518 นวพลอ้างว่ามีสมาชิกปฏิบัติการกว่าล้านคน แม้ตัวเลขนี้จะเกินจริงอยู่บ้าง แต่ก็เห็นได้ว่านวพลได้กลายเป็นองค์กรฝ่ายขวาที่ใหญ่โต และมีอิทธิพลมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังมีสมาชิกคือ [[ธานินทร์ กรัยวิเชียร|นายธานินทร์ กรัยวิเชียร]] [[ผู้พิพากษาศาลฏีกา]]ในยุคนั้น ต่อมาได้รับการดำรงค์ตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]] [[วัฒนา เขียววิมล|นายวัฒนา เขียววิมล]] ปัญญาชนจากอเมริกา ซึ่งเป็นวิทยากรประจำ และเป็นผู้ประสานงานองค์การ นายวัฒนาได้ให้อธิบายว่า “นวพลคือพลังใหม่ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จากนั้นก็คือ [[พระภิกษุกิตติวุฒโฑ]] (พระเทพกิตติ ปัญญาคุณ) ผู้ซึ่งประกาศต่อสาธารณชน วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2519 โดยให้สัมภาษณ์ [[หนังสือพิมพ์จตุรัส]] ว่า การฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่กลับได้บุญ เปรียบเหมือนการฆ่าปลาเพื่อตักบาตรถวายพระ ส่งผลให้ฝ่ายขวานำไปใช้เป็นคำขวัญว่า &amp;quot;ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป&amp;quot; และก่อให้เกิดความเกลียดชังและเคียดแค้นนักศึกษา จนนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยกิตติวุฒโฑให้เหตุผลว่า ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์ ดังนั้นการฆ่าคอมมิวนิสต์จึงไม่บาป แต่เป็นการฆ่ามาร ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องทำ การฆ่านั้นหากเป็นการทำเพื่อประเทศชาติแล้ว แม้จะเป็นบาป แต่ก็ได้บุญในแง่ของการป้องกันประเทศจากศัตรูมากกว่าจะได้บาป กิตติวุฒโฑเปรียบเทียบการฆ่านี้ว่าเหมือนกับการฆ่าปลาถวายพระ การฆ่าปลาเป็นบาป แต่การนำปลานั้นมาตักบาตรถวายพระ ถือว่าได้บุญมาก พระกิตติวุฒโฑ ยังกล่าวว่าการที่นักศึกษาต้องการขับไล่[[พระถนอม]]นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีแต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไล่พระ รวมถึงในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ ก็ได้แถลงย้ำว่า “การบวชของพระถนอม ครั้งนี้ ได้กราบบังคมทูลขออนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งการขอเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้น พระถนอมจึงเป็นผู้บริสุทธิ์” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นวพลตั้งเป้าที่จะดำเนินการอยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับท้องถิ่น และในหมู่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะ จึงโฆษณาตนเองว่าเป็นองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และความรู้สึกต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้นมีมากจนกระทั่งฝ่ายนวพลได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โจมตี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเดินทางไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน[[การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 วันที่ 4 เมษายน 2519|การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519]] กลุ่มนวพลได้จัดตั้งพรรคการเมืองลงสมัครแข่งขันด้วย คือ[[ธรรมาธิปไตย (พ.ศ. 2519)|พรรคธรรมาธิปัตย์]] โดยมี [[เมธี กำเพ็ชร|นายเมธี กำเพ็ชร]] เป็นหัวหน้าพรรค โดยใช้คำขวัญที่ล้อคำขวัญของพรรคสังคมนิยมว่า “เมื่อท้องนาสีทองผ่องอำไพ ประชาชนไทยจะมีข้าวกิน” แต่ปรากฏว่าพรรคนี้ ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเลือกตั้งที่มีขึ้น กลุ่มนวพลจะพยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชน และจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่ากระทิงแดง เช่นสมาชิกนวพลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ[[หนังสือพิมพ์ดาวสยาม]] ซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตีขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้อง[[ประชาธิปไตย]]มาตลอด อย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางส่วนที่เสนอว่านวพลก็มีการแจกเงินและสะสมลูกระเบิดหรืออาวุธอื่นๆ เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย และบางคนเชื่อว่าผู้ที่ขับรถพังประตูเพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัยในเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม อาจเป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ ยิ่งกว่านั้นมีบางคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คงได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยทหาร เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณได้ถึงขนาดนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพลที่เข้าไปมีบทบาทในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาปะทุเมื่อ[[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] จะขอกลับมาเมืองไทยเพื่อดูแลบิดาที่ป่วย โดยมี[[ประภาส จารุเสถียร|พลเอกประภาส จารุเสถียร]]เดินทางกลับเข้ามาก่อน จึงเกิดการเดินขบวนต่อต้านแล้วขยายตัวไปเป็นการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้จะได้รับคำสั่งห้ามชุมนุมจากทางมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม ซึ่งในระหว่างนั้นก็มีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าขวนการกระทิงแดงล้อมอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมอาวุธระเบิดมือและปืนเหตุการณ์สงบลงเมื่อพลเอกประภาสเดินทางออกไปนอกประเทศอีกครั้ง การชุมนุมจึงสลายตัว ในวันที่ 22 สิงหาคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ก็กลับเข้าประเทศจนได้ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์ จากนั้นก็ตรงไปยังวัดบวรนิเวศ เพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมี[[พระญาณสังวร]] เป็น[[องค์อุปัชฌาย์]] และเมื่อบวชเรียบร้อยก็ขนานนามว่า สุกิตติขจโรภิกษุ ในกรณีนี้ วิทยุยานเกราะได้นำคำปราศรัยของจอมพลถนอมมาออกอากาศมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่า จอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศครั้งนี้เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบิดา จึงได้บวชเป็นพระภิกษุตามความประสงค์ของบิดา และไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดเลย จากนั้น[[วิทยุยานเกราะ]]ได้ตักเตือนมิให้นักศึกษาก่อความวุ่นวาย มิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องมีการประหารสักสามหมื่นคน เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นจากภัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวันที่ 5 ตุลาคม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ มีการประกาศงดสอบทุกสถาบัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการที่พระถนอมเข้ามาเมืองไทย ตกเย็น ทว่าในตอนเช้า [[หนังสือพิมพ์ดาวสยาม]] และ[[บางกอกโพสต์]] เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ เลขาธิการชมรมแม่บ้าน เข้าแจ้งความต่อนายร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ให้จับกุมผู้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ[[องค์สยามมกุฎราชกุมาร]] และในเวลา 17.30 น. [[สมศักดิ์ มาลาดี|นายสมศักดิ์ มาลาดี]] จากกลุ่มกระทิงแดง พร้อมด้วย[[นักเรียนอาชีวศึกษากลุ่มประชาชนรักชาติ]]ประมาณ 50 คน พูดโจมตี ศนท.ผ่านเครื่องขยายเสียง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวออกไป จากนั้นกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล และกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆก็เข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้นำนักศึกษาผู้หนึ่งกล่าวให้สัมภาษณ์ในสมุดภาพเดือนตุลา เล่าว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“… กระทิงแดงนี่เขามีปืน มีระเบิดมือ แต่เขาไม่ใช้บ่อย เขาใช้ระเบิดพลาสติกหรือระเบิดขวดเราชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ นี่เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุดเพราะมันกันพวกระเบิดขวดทั้งหลาย ตึกบังหมดทุกทาง ขว้างให้ตายก็ไม่ถึง แต่เป็นชัยภูมิที่แย่ที่สุดสำหรับการปราบด้วยอาวุธสงครามเพราะคุณขังตัวเอง แต่ในเมื่อคุณไม่มี SENSE ว่าจะเกิดการปราบด้วยอาวุธสงคราม คุณถึงเลือกใช้ธรรมศาสตร์ เพราะคุณมี SENSE ว่าระเบิดขวด ระเบิดพลาสติก หรือปืนพกมันเข้าไม่ถึง …”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลา 20.35 น. [[ชมรมวิทยุเสรี]] ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ขณะนี้มีกลุ่มคนก่อความไม่สงบ ได้ดำเนินการไปในทางที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
:::-มีการนำธงชาติคลุมตัวละครแสดงเป็นคนตายที่ข้างถนนหน้า[[รัฐสภา]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
:::-มีการใช้สื่อมวลชนที่มีแนวโน้มเอียงเช่นเดียวกับผู้ก่อความไม่สงบ  ลงบทความ  หรือเขียนข่าวไปในทำนองที่จะทำให้เกิดช่องว่างในบวรพุทธศาสนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
:::-มีนักศึกษาผู้หนึ่งทำเป็นผู้ถูกแขวนคอ โดยผู้ก่อความไม่สงบที่มีใบหน้าคล้ายกับ[[พระราชวงศ์]]ชั้นสูงองค์หนึ่ง พยายามแต่งใบหน้าเพิ่มเติมให้เหมือน” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้พยายามจะแสดงให้เห็นว่า กรณีพระถนอมและผู้ที่ถูกแขวนคอเป็นเพียงข้ออ้างในการชุมนุมก่อความไม่สงบเท่านั้น แต่ความจริงต้องการทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชมรมวิทยุเสรีคัดค้านการกระทำดังกล่าวในทุกๆ กรณี ขอให้รัฐบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนองเลือดอันอาจจะเกิดขึ้น หากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้วอาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้สถานีวิทยุยานเกราะและชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืนเรียกร้องให้ประชาชนและลูกเสือชาวบ้านไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ กระทั่งเวลา 01.40 น. กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านสนามหลวง กลุ่มคนที่อออยู่หน้าประตูพยายามจะบุกปีนรั้วเข้าไป มีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นและมีการยิงตอบโต้ประปรายแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ หลังจากนั้นมีการเผารถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวง ป้อมยามถูกเผา ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์มิได้ห้ามปราม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หน่วยรักษาความปลอดภัยของ ศนท. จับกระทิงแดงได้คนหนึ่ง ขณะบุกเผาโปสเตอร์เมื่อนำตัวไปสอบสวนจึงได้รู้ว่า กระทิงแดงทุกจุดรอบธรรมศาสตร์ได้เตรียมปฏิบัติการเต็มที่ โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่ง และในเวลานั้นมีกระทิงแดงกว่า 100 คนแทรกตัวปะปนอยู่ในหมู่นักศึกษาประชาชนแล้ว เพื่อเตรียมประสานทั้งข้างนอกและข้างในในมหาวิทยาลัย เวลา 02.00 น. กลุ่มนวพลในนาม “[[ศูนย์ประสานงานเยาวชน]]” มีแถลงการณ์ความว่า “ขอให้รัฐบาลจับกุมกรรมการ ศนท. ภายใน 72 ชั่วโมง หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ นวพลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในตอนเช้า เมื่อ ประตูพัง ตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาล ต่างทะลักเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตำรวจหลายสิบคนขึ้นรถผ่านประตูเข้าไป เมื่อเข้าไปข้างในแล้วต่างกรูลงจากรถ ใช้อาวุธหนักอย่างปืนกลระดมยิงเข้าสู่ประชาชนและนักศึกษา ราว 08.10 น. [[เสน่ห์ สิทธิพันธ์|พลตำรวจตรี เสน่ห์ สิทธิพันธ์]] บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อาวุธครบมือบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอก จึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์ ช่วง 08.30-10.00 น. นักศึกษาและประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยตลอดคืนต่างแตกตื่นวิ่งหนี ที่หนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบ บางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจ ได้ถูกลากออกไปแขวนคอ และแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆ นานานักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิต แล้วถูกเปลือยผ้าประจาน  โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุ แสดงท่าอนาจาร ประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คนออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน ตรงข้ามอนุเสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวง โดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซิน จุดไฟเผา ศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ 10.30 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 โดย[[สรรพสิริ วิรยศิริ]]ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงออกอากาศไปทั่วประเทศ สมาชิกกลุ่มกระทิงแดง นวพล และตำรวจ ที่เข้าปราบปรามทั้งหมดได้รับการพ้นโทษ จาก[[กฎหมายนิรโทษกรรม]] และ ตำรวจ กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มนวพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ได้รับกระเช้าเยี่ยมพระราชทาน&lt;br /&gt;
          &lt;br /&gt;
สภาพสังคมในช่วงดังกล่าวได้ผลักดันให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลต้องหนีเข้าป่าเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การกวาดล้างครั้งใหญ่ไม่เพียงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ทว่าได้ลุกลามขยายตัวออกไปทั่วประเทศ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมถูกเก็บจากแผง ผู้ที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลก็ถูกข้อหาเป็นภัยสังคม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==ที่มา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“การตั้งกลุ่มพลังฝ่ายขวาอื่น ๆ” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&amp;amp;s_id=29&amp;amp;d_id=1&amp;amp;page=39&amp;amp;start=39&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใจ อึ๊งภากรณ์. “๖ ตุลา จากมุมมองนักวิชาการและนักเขียน สำรวจหนังสือและบทความต่างๆ เกี่ยวกับ ๖ ตุลา” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&amp;amp;s_id=29&amp;amp;d_id=1&amp;amp;page=1&amp;amp;start&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สรุปข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&amp;amp;s_id=29&amp;amp;d_id=1&amp;amp;page=54&amp;amp;start=49&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ที่มาและลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” http://www.sappasan.com/content/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-6-%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2519&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระกิตติวุฒโฑ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าการฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” http://guru.sanook.com/history/topic/1485/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B9%82%E0%B8%91_%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%9B/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พิสิษฐิกุล แก้วงาม]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=11969</id>
		<title>สองนคราประชาธิปไตย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=11969"/>
		<updated>2015-10-22T08:21:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
สองนคราประชาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่นำเสนอโดย [[เอนก เหล่าธรรมทัศน์]] เพื่อสะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยระหว่างปี 2533-2536 พร้อมทั้งเสนอนโยบายปฏิรูปผ่านความเข้าใจสภาพปัญหาจากกรอบทฤษฎี ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย อธิบายว่าความไม่มั่นคงลงตัวของระบอบ[[ประชาธิปไตย]]นับแต่ต้นทศวรรษ 2520 (อันเป็นช่วงที่เรียกว่า “[[ประชาธิปไตยครึ่งใบ]]”) จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2530 (ที่มวลชนคนชั้นกลางลุกขึ้นขับไล่[[คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ]] หรือ [[รสช]].&amp;lt;ref&amp;gt;ลิขิต ธีรเวคิน, &amp;quot;อมาตยาธิปไตย-ประชาธิปไตยครึ่งใบ-การปฏิรูปการเมือง-การเมืองปัจจุบัน,&amp;quot; รัฐศาสตร์สาร, 24, ฉบับพิเศษ (พฤศจิกายน 2546), 28-75. &amp;lt;/ref&amp;gt; ) เป็นผลมาจาก[[คนชั้นกลาง]]ในเมืองและชาวนาชาวไร่ในชนบท ซึ่งเป็นฐาน[[ความชอบธรรม]]ให้กับการประชันขันแข่งทางการเมืองระหว่างคณะทหารและ[[พรรคการเมือง]] มีโลกทัศน์ต่อ “ประชาธิปไตย” แตกต่างกัน&amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย: แนวทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย, พิมพ์ครั้งที่ 8, (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2556), หน้า 7. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกล่าวได้ว่า คนชนบทเป็นผู้ “ตั้ง” [[รัฐบาล]] เพราะเป็น “[[ฐานเสียง]]” ส่วนใหญ่ของพรรคการเมือง ขณะที่คนชั้นกลางเมืองเป็นผู้ “ล้ม” รัฐบาล เพราะเป็น “[[ฐานนโยบาย]]” ของรัฐบาล&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 11. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านสื่อมวลชน การเรียกร้องกดดันรัฐบาล ไปจนถึงการเชื้อเชิญให้ทหารแทรกแซงการเมืองโดยการรัฐประหารยึดอำนาจ สำนึกรู้และความเข้าใจ “ประชาธิปไตย” ที่ต่างกันนี้จึงกลายเป็นมูลเหตุให้การเมืองไทย “เหวี่ยงไปมาระหว่างเผด็จการที่ล้าหลังกับประชาธิปไตยที่ขาด[[ความชอบธรรม]]”&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 7. &amp;lt;/ref&amp;gt;  การก้าวพ้นจากสภาพสองนคราประชาธิปไตยก็คือ การแสวงหามาตรการให้ชั้นกลางไม่เพียงเป็นฐานนโยบายของรัฐบาล หากยังเป็นฐานเสียงของพรรคและนักการเมืองด้วย ในทางกลับกัน ต้องทำให้ผู้ใช้แรงงานในชนบทไม่เป็นเพียงฐานเสียง หากยังเป็นฐานนโยบายได้เช่นกัน&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 70. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สาระสำคัญของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สองนครา กับ ทวิลักษณ์ “ประชาธิปไตย”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการเมืองไทยช่วงทศวรรษ 2520-2530 ถูกตอกย้ำสม่ำเสมอว่าเป็นผลมาจากการซื้อสิทธิขายเสียงในชนบท ภาพลักษณ์ของ[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]ที่ได้รับเลือกจากเขตเลือกตั้งต่างจังหวัด ในสายตาของคนชั้นกลางเมือง (โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ) ล้วนเต็มไปด้วยภาพประทับของผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อ นักเลง และนายทุนท้องถิ่น ทั้งยังกังขาไปจนถึงตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ในความรู้ความสามารถ รสนิยม อากัปริยา และบุคลิกของผู้นำทางการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;บรรหาร ศิลปอาชา, “ความในใจบรรหาร จากหลงจู๊สู่ผู้นำประเทศ,” มติชน, (20 กุมภาพันธ์ 2539), 25. สำหรับ “ชาวชนบท” แล้วมีทัศนะต่อนักการเมืองในเขตพื้นที่ด้วยสายตาที่ต่างไป กล่าวคือ เป็นผู้นำความเจริญ การพัฒนามาสู่ท้องถิ่น ดูงานศึกษาแนวมานุษยวิทยาการเมืองเพื่อทำความใจ “ทัศนะชาวบ้านอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจตนเอง” ใน Yoshinori Nishizaki, Political Authority and Provincial Identity in Thailand: The Making of Banharn-Buri, (New York: Southeast Asia Program Publications, Southeast Asia Program, Cornell University, 2011). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ภาพประทับเหล่านี้มีมูลฐานจากการมอง “ประชาธิปไตย” ของกลุ่มชนที่มีพื้นเพภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมที่ต่างกันสองมุมมอง กล่าวคือ “ประชาธิปไตย” ของคนชั้นกลาง และ “ประชาธิปไตย” ของคนชนบท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประชาธิปไตย” ของคนชั้นกลางวางอยู่บนฐานประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งหมายความว่าประชาธิปไตยที่ “แท้จริง” จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอุดมการณ์และนโยบายของผู้สมัคร/พรรคการเมือง ตลอดจนคุณธรรมความสามารถขององค์กรและบุคลากรทางการเมืองในการบริหารปกครองประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, หน้า 9. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ขณะที่ประชาชนแต่ละคนอยู่ในฐานะปัจเจกชนผู้สามารถใช้วิจารณญาณทางการเมืองอย่างอิสระ [[การลงคะแนนเสียง]]เลือกตั้งจึงไม่ควรกระทำโดยมีพันธะผูกพันในเชิงบุญคุณต่อผู้สมัคร ดังนั้นการรับ[[อามิสสินจ้าง]]เพื่อไปลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองใดจึงถือเป็นเรื่องผิดบรรทัดฐานประชาธิปไตยของคนชั้นกลาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
“ประชาธิปไตย” ของชาวชนบทวางอยู่บนฐานคิดรูปธรรมมากกว่า เพราะอาศัยวิธีการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือนิยามตนเองเข้ากับผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การสนับสนุนผู้สมัครคนใดจึงขึ้นอยู่กับบุญคุณของผู้สมัครที่มีต่อตนเองหรือครอบครัวของตนในอดีต รวมถึงความมุ่งหวังที่จะได้รับความอุปถัมภ์ค้ำจุนเกื้อหนุนในอนาคตอีกด้วย สำหรับชาวนาชาวไร่ในชุมชนชนบทที่มีชีวิตแบบรวมหมู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์แล้ว (ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มองตนเองเป็นอิสรชน) การรับเงินทองระหว่างช่วงเลือกตั้งจึงไม่ได้มีค่าเท่ากับการรับอามิสสินจ้าง หรือ “[[การขายเสียง]]” แต่อย่างใด&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 8. สำหรับการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่า ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์เกิดขึ้นจากการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เทาเทียมกัน ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จึงเกิดมีขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าไม่ถึงทรัพยากรได้เข้าถึงบ้าง การซื้อสิทธิขายเสียงก็ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือของความสัมพันธ์นี้เพื่อให้ประชาชนในชนบทที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรได้อาศัยนักการเมืองเป็นช่องทางดูดดึงทรัพยากรจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่น แต่หากต้องการบรรเทาปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงก็ควรแก้ไขที่ต้นตอโดยการกระจายทรัพยากรให้เป็นธรรม โปรดดูรายเอียดใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, &amp;quot;ซื้อสิทธิ์ขายเสียง,&amp;quot; รากหญ้าสร้างบ้าน ชนชั้นกลางสร้างเมือง, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2552), หน้า 68-73. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การสร้างชนชั้นกลางให้เป็นฐานเสียง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุที่ชนชั้นกลางเมืองมีสัดส่วนเป็นจำนวนน้อยแต่มีต้นทุนทางสังคมและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมาก จนกระทั่งในยุคหนึ่งกลายเป็นพลังขับเคลื่อนต่อรองเชิงนโยบายรัฐบาล ดังนั้นตราบใดที่ชนชั้นกลางไม่มีส่วนในการตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าชนชั้นกลางจะสำนึกถึงความเป็นเจ้าของประชาธิปไตยร่วมกัน แนวทางแก้ไขปัญหาจึงต้องแสวงหามาตรการทางการเมืองให้คนชั้นกลางเมืองเป็น “ฐานเสียง” หรือมีโอกาสกำหนดตัวผู้มีอำนาจในระบบการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, หน้า 13-20. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;มาตรการแรก&#039;&#039;&#039; ใช้[[ระบบเลือกตั้งแบบคัดเอาแต่ผู้ชนะ]] (First-Past-the Post) ตามเดิม แต่ลดขนาดเขตเลือกตั้งลงให้เขต[[เทศบาล]]และเขตปริมณฑลที่คนชั้นกลางอาศัยอยู่หนาแน่นในต่างจังหวัดเป็นหนึ่ง[[เขตเลือกตั้ง]] มีผู้แทนหนึ่งคน เพื่อให้เสียงของ “เมือง” ในต่างจังหวัดรอดพ้นจากเสียงของ “ชนบท” และเพื่อให้ “เมือง” มีโอกาสส่งผู้แทนเข้าไปนั่งในสภาได้บ้าง&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;มาตรการที่สอง&#039;&#039;&#039; เปลี่ยนไปใช้[[ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน]] (proportional representation) อาจใช้ทั่วประเทศ หรือแต่ละภูมิภาค (เหนือ กลาง อีสาน ใต้ เป็นต้น) เป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อสะสมรวบรวมเสียงของคนชั้นกลางที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศให้สามารถแปรเป็นที่นั่งในสภา และเพิ่มการแข่งขันเชิงนโยบายและหลักการของพรรคการเมืองมากขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การสร้างคนชนบทให้เป็นฐานนโยบาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวนาชาวไร่ในชนบทตกอยู่ภายใต้เครือข่ายสายสัมพันธ์ระบบอุปถัมภ์อันมีรากฐานมาจากสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม ชาวชนบทจึงมักลงคะแนนตามคำชี้นำของผู้อุปถัมภ์และตามสินจ้างรางวัลอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากไม่มีความแตกต่างในการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 21-30. เอนก ตั้งข้อสังเกตว่า “การซื้อขายเสียง” ไม่ได้เป็นเรื่องการเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม แต่มีแก่นแท้ของการประเมินผลงานในอดีตของผู้สมัครและประโยชน์ที่คาดว่าจะนำมาให้ชุมชนในอนาคต ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการรับอามิสสินจ้างในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไมได้หมายความว่าจะไม่รับเงิน เพราะสำหรับชาวชนบทแล้วมองว่าเป็นเงินก้นถุง หรือเงินจากคนดี ดังนั้นชาวบ้านจึงคิดว่าเขาเลือกคนดีพร้อมๆ กับรับเงินจากคนดีด้วย&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนั้นเพื่อให้ระบบอุปถัมภ์และการรับสินจ้างรางวัลลดความสำคัญลง การแก้ไขปัญหาจึงต้องเสาะหาหนทางทางการเมืองให้คนชนบทเป็น “ฐานนโยบาย” คือมีโอกาสได้รับการตอบสนองเชิงนโยบายจากรัฐบาลมากขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 31-40. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;มาตรการที่แรก&#039;&#039;&#039; ให้พรรคและนักการเมืองที่เสนอทางเลือกใหม่เชิงนโยบายได้มีโอกาสพัฒนาตนเองขึ้นโดยง่ายผ่านระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน เพื่อให้พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่สามารถเจาะตลาดชาวชนบทได้ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับ[[นักการเมือง]]ที่มุ่งหวังรวมตัวกันเพื่ออุดมการณ์มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ระบบการเมือง ทำให้ชาวชนบทสามารถมองการเมืองผ่านนโยบายและหลักการมากขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;มาตรการที่สอง&#039;&#039;&#039; ให้ชาวนาชาวไร่ใช้สิทธิตัดสินใจผ่าน[[ประชาธิปไตยทางตรง]] (direct democracy) ในรูปประเด็นสาธารณประโยชน์ โครงการ งบประมาณ ภาษี หรือกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อชาวชนบทโดยตรง โดยอาศัยช่องทางการถอดถอน[[ผู้แทนราษฎร]] (recall) [[การริเริ่มเสนอกฎหมาย]] (initiative) [[การลงประชามติ]]รับไม่รับกฎหมาย (referendum) เพื่อให้ชาวชนบทเข้าใจหลักการและนโยบายมากขึ้น พร้อมทั้งตระหนักว่าการลงคะแนนเสียงเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;มาตรการที่สาม&#039;&#039;&#039; สนับสนุนชุมชนทางการเมือง (political community) ที่ใกล้ชิดกับชีวิตและการทำงานของชาวชนบท ด้วยการสร้างประชาธิปไตยระดับกลุ่มให้สังคมพยายามทำอะไรด้วยตนเอง เช่นกลุ่มช่วยแรงงาน กลุ่มเหมืองฝาย กลุ่มอุบาสกอุบาสิกา กาลุ่มสหกรณ์ กลุ่มฝึกอาชีพ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน เป็นต้น รวมถึงการสร้างประชาธิปไตยที่ระดับ[[การปกครองท้องถิ่น]]เป็นเครื่องมือพัฒนาภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อลดสภาพ “รัฐรวมศูนย์-ผูกขาดอธิปัตย์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการเมืองทั้งมิติการสร้างชนชั้นกลางให้เป็นฐานเสียงและการสร้างคนชนบทให้เป็นฐานนโยบาย จำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจการเกษตรที่ล้าหลังให้เป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า แปรหมู่บ้านให้กลายเป็นเมืองขนาดเล็กและเมืองขนาดกลางระดับภูมิภาค ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศหลุดพ้นจากสายสัมพันธ์ของ[[ระบบอุปถัมภ์]]&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 51. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว ดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 55. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการแรก&#039;&#039;&#039; ต้องดึงคนออกจากชนบทและภาคการเกษตรล้าหลังซึ่งมีขนาดใหญ่ เพื่อสร้างให้เกิดปัจเจกชนที่มีความเป็นอิสระ จากข้อมูลจากธนาคารโลกได้ชี้ให้เห็นว่าในปี 2533 ประเทศไทยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเพียงร้อยละ 23 ของทั้งประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;World Bank, World Development Report 1992, (New York: Oxford University Press), pp. 278-279. อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, หน้า 26. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนั้นการที่ชาวนาชาวไร่ต้องเข้าสู่ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์อันเป็นต้นเหตุแห่งการเลือกผู้แทนโดยคำนึงถึงบุญคุณ ก็เพราะบรรดาผู้อุปถัมภ์ในท้องถิ่นล้วนผูกขาดช่องทางและโอกาสในการทำมาหากิน การดึงคนออกจากชนบทจึงไม่ได้เหมือนกับการอพยพชาวชนบทที่ล้าหลังเข้าสู่เมืองที่ห่างไกล แต่เป็นการโยกย้ายคน/แรงงานในสภาพที่ชนบทได้รับการทำนุบำรุง กลายเป็นชนบทที่คนมีการศึกษา มีวิชาชีพ และมีฐานเศรษฐกิจพอสมควร เพื่อเข้าไปหางานที่ดีในเมืองใกล้ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สอง&#039;&#039;&#039; สร้างเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง อาศัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในภูมิภาคเพิ่มขึ้นและเพื่อรองรับคนที่ออกจากชนบทเป็นหลัก (ภาคเมืองต้องสามารถให้ชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยด้วย) มีหมู่บ้านที่ล้าหลังยากจนและกรุงเทพฯ เป็นส่วนประกอบเท่านั้น โดยการพัฒนาหมู่บ้านควบคู่ไปกับการสร้างเมืองและอาชีพอื่นๆ นอกภาคการเกษตร กอปรกับต้องมีการกระจายอำนาจการปกครองให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ชาวเมืองในต่างจังหวัดและเกษตรกรในชนบทจึงจะสามารถกลายเป็นพลังทางการเมืองที่สามารถตัดสินชีวิตของตนเองได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สาม&#039;&#039;&#039; พัฒนาชนบทที่เหลืออยู่ให้เป็นเมืองขนาดเล็กซึ่งมีเกษตรกรรมทันสมัยและมีอุตสาหกรรมท้องถิ่นขนาดเล็ก ทำให้เกิดการเปลี่ยนชาวนาเป็นเกษตรกรชนชั้นกลางหรือแรงงานอิสระที่มีรายได้พอเลี้ยงตัว เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาพลังการผลิตของชนบทไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้แรงงาน (labor productivity) และการใช้ที่ดิน (land productivity) ดังนั้นรัฐจึงต้องทุ่มเทงบประมาณและกำลังคนเพื่อพัฒนาชีวิตและการศึกษาของชาวชนบท ตลอดจนให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่ดินและปรับปรุงการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บริบทแวดล้อมและรากฐานความเป็นมาของสองนคราประชาธิปไตย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลัง[[การชุมนุมประท้วง]]และขับไล่รัฐบาล พล.อ.[[สุจินดา คราประยูร]] ในเดือน[[พฤษภาคม 2535]] สังคมการเมืองไทยอยู่ในสภาวะแห่งการแสวงหาแนวทางปฏิรูปประเทศ กลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชน นักกิจกรรม และผู้มีบทบาททางสังคมจำนวนมากต่างนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;Duncan McCargo, (ed.), Reforming Thai politics, (Copenhagen: NIAS, 2002). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยถูกนำเสนอครั้งแรก ณ ที่ประชุมประจำปีสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย วันที่ 28 สิงหาคม 2537 ต่อมาจึงตีพิมพ์เป็นบทความในหนังสือ วิพากษ์สังคมไทย&amp;lt;ref&amp;gt;ฉลอง สุนทราวาณิชย์ (บรรณาธิการ), วิพากษ์สังคมไทย, (กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2538) อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, (คำนำพิมพ์ครั้งที่ 8). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ท่ามกลางบรรยากาศของการปฏิรูป โดยตั้งชื่อล้อกับงานวรรณกรรมอันโด่งของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ ดิกเก้นส์ (Charles Dickens) เรื่อง A Tale of Two Cities (&amp;quot;เรื่องของสองนคร&amp;quot;)&amp;lt;ref&amp;gt;Charles Dickens, A Tale of Two Cities, (London: Oxford University Press, 1949). &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เกษียร เตชะพีระ อธิบายถึงที่มาของชื่อเรียก “สองนคราประชาธิปไตย” ว่า “ตอนแรกอาจารย์เอนกคงคิดเป็นภาษาฝรั่ง คือปิ๊งขึ้นมาหลังจากเห็น[[พฤษภาทมิฬ]] พอเห็นชื่อนิยายของชาร์ลส์ ดิกเก้นส์ (Charles Dickens) เรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่คนรู้จักกันเยอะในเรื่อง A Tale of Two Cities เลยตั้งชื่อแนวคิดว่า A Tale of Two Democracy เปลี่ยนคำว่า cities เป็น democracies หลังเห็นเหตุการณ์พฤษภา”&amp;lt;ref&amp;gt;เกษียร เตชะพีระ, เวทีราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 3/549 ในหัวข้อ “นคราประชาธิปไตย ทางรอดสังคมไทย,” ใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, (ภาคผนวก) หน้า 88. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ข้อเสนอของ เอนก วางอยู่บนความคิดเชิงทฤษฎีที่เชื่อว่าการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (economic development) จะนำไปสู่กระบวนการทำให้เกิดประชาธิปไตย (democratization) ในแง่ที่ว่าเศรษฐกิจทุนนิยมจะสร้างคนกลุ่มใหม่ นั่นคือ ชนชั้นกลาง-กระฎุมพี ที่มีปัจเจกภาพ และมาพร้อมกับสำนึกคิด วัฒนธรรมการเมือง วิถีชีวิต และโลกทัศน์อันเกื้อกูลต่อประชาธิปไตย สอดคล้องกับข้อเขียนของ Barrington Moore ที่ศึกษาการเกิดประชาธิปไตยและเผด็จการในหนังสือ Social Origin of Dictatorship and Democracy โดยอาศัยวิธีวิทยาการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ (historical analysis method) ที่ชี้ให้เห็นว่าการเกิดเมืองและทุนนิยมเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบกระฎุมพี (bourgeois democracy) ในวลีที่โด่งดังว่า “หากไม่มีกระฎุมพี ก็ไม่มีประชาธิปไตย” (No bourgeoisie, no democracy) เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจการเมืองในหมู่บ้านชนบท ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าที่ดินกับชาวนา เป็นจุดชี้ขาดชัยชนะประชาธิปไตย&amp;lt;ref&amp;gt;Barrington Moore, Social Origin of Dictatorship and Democracy, (Boston: Beacon Press, 1966), pp. 413-432. อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, หน้า 73. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการเกิดเติบใหญ่ของประชาธิปไตยจึงต้องดำเนินควบคู่กับการเกิดเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมที่ทันสมัย ในแง่นี้ภารกิจประชาธิปไตยในไทยจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรและชนบทอันล้าหลัง เพื่อให้ชาวนาชาวไร่หลุดพ้นจากพันธนาการของระบบอุปถัมภ์ของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งจะขุดรากถอนโคนกลุ่มนักธุรกิจและนักการเมืองที่หากินกับการเมืองอันเป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อวิจารณ์สองนคราประชาธิปไตย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม สองนคราประชาธิปไตย ใช้อธิบายสภาพการเมืองไทยในช่วงเวลาที่จำกัดเท่านั้น กล่าวคือ สามารถอธิบายเหตุแห่งการล้มรัฐบาลนับแต่ยุคหลังพลเอก[[เปรม ติณสูลานนท์]] จนถึงปีพ.ศ. 2540 ซึ่งสภาพการณ์เมืองตกอยู่ในเงื่อนไขใหม่ภายใต้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540]] โดยยกชูแนวคิดการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล (accountability) ระบบ[[รัฐสภา]]ที่เป็นเหตุเป็นผล (rational parliament) ขณะเดียวกันก็เน้นความสำคัญของ[[ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง]] (strong executive) แต่[[พรรคการเมือง]]อ่อน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า “หนังสืออาจารย์เอนกได้ให้ภาพสังคมไทยในช่วงหนึ่งได้ชัด แต่สิ่งที่ในหนังสือไม่ได้พูดคือประชาธิปไตยในยุคโบราณ เช่น ประชาธิปไตยที่มาจากการพระราชทาน (ซึ่งเชื่อในแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงได้รับมอบอำนาจมาจากชุมชนทางการเมืองตามหลักการเรื่อง “เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ” ดังนั้นสถานะของ[[รัฐธรรมนูญ]]จึงเกิดจากการ “พระราชทาน”—ผู้เรียบเรียง) และประชาธิปไตยหลังปี 2540 เป็นต้นมาซึ่งเป็นอีกชนิด คือ กึ่งประธานาธิบดี (ซึ่งให้อำนาจเกือบเบ็ดเสร็จแก่หัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน—ผู้เรียบเรียง)”&amp;lt;ref&amp;gt;นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, เวทีราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 3/549 ในหัวข้อ “นคราประชาธิปไตย ทางรอดสังคมไทย,” ใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, หน้า 98. &amp;lt;/ref&amp;gt;   ดังนั้นประชาธิปไตยช่วงต้นสมัยรัฐธรรมนูญ (2475-2490) และหลังทศวรรษ 2530 จึงเป็นประชาธิปไตยอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพ้นไปจากสองนคราประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในแง่นี้สองนคราประชาธิปไตย จึงให้ภาพสะท้อนทัศนะที่มีต่อ “ประชาธิปไตย” แบบคู่ตรงข้ามระหว่างประชาธิปไตยของ “เมือง” กับประชาธิปไตยของ “ชนบท” แต่ละเลยมิติที่ซ้อนทับของผู้คนอันหลากหลาย เช่น คนชนบทที่อพยพเข้าสู่เมืองมีความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมือง สำนึกคิด และโลกทัศน์ที่มีต่อประชาธิปไตยจริงหรือไม่ และในระดับใด แรงงานระดับล่างในเมืองมีพฤติกรรมทางการเมืองเฉกเช่นเดียวกับคนชั้นกลางเมืองมากน้อยเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นการมองว่าชาวบ้านในชนบทอ่อนแอและไม่มีสำนึกทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นมายาคติของนักรัฐศาสตร์กระแสหลัก&amp;lt;ref&amp;gt;เก่งกิจ กิติเรียงลาภและเควิน ฮิววิสัน, &amp;quot;บทวิพากษ์ &amp;quot;การเมืองภาคประชาชน&amp;quot; ในประเทศไทย: ข้อจำกัดของการวิเคราะห์และยุทธศาสตร์การเมืองแบบ &amp;quot;ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่&amp;quot;,&amp;quot;  ฟ้าเดียวกัน, 7(2), (เม.ย.-มิ.ย. 2552), 122. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ประภาส ปิ่นตกแต่ง วิจารณ์ว่าทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยตอกย้ำคำอธิบายที่ดำรงอยู่ก่อนหน้าโดยปราศจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่หนักแน่นเพียงพอ เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาชนบทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ผ่านการต่อสู้ด้วยขบวนการภาคประชาชน เพื่อนำเสนอประเด็นความเดือดร้อน ในชนบทเองก็เกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น เพราะได้เชื่อมร้อยเข้ากับบุคคลภายนอก เช่น นักการเมือง หัวคะแนน เอ็นจีโอ ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวขยายปริมณฑลการต่อสู้ออกไป ตัวอย่างเช่น สมัชชาคนจน เป็นการต่อสู้ของคนจนเพราะถูกคุกคามจากนโยบายรัฐส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อน เหมืองแร่ นิคมอุตสาหกรรม การสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจ และการแบ่งแย่งทรัพยากรในชนบท จึงเกิดการรวมตัวกันระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนกระทั่งกลายเป็นเครือข่ายใหญ่ระดับประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;ประภาส ปิ่นตบแต่ง, การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจน, (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตตำรามหาวิทยาลัยเกริก, 2540). ดูงานที่วิพากษ์ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยอย่างถึงแก่นอีกชิ้นหนึ่งได้ใน Somchai Phatharathananunth, Civil Society and Democracy: Social Movements in Northeast Thailand, (Copenhagen: NIAS Press, 2006). &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประการสุดท้าย ก็คือ ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย ถูกใช้เพื่อสร้างความจริงทางสังคมขึ้นมาแบบหนึ่ง ยังผลให้เกิดการตอกย้ำซ้ำเติมสภาพด้อยพัฒนาของชนบท ขณะเดียวกันก็ยกชูความเหนือกว่าของคนชั้นกลางเมือง (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) จนกลายเป็นข้ออ้างเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสม่ำเสมอ&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;พิสูจน์ ทฤษฎี 2 นครา ประชาธิปไตย พฤศจิกายน 56,&amp;quot; มติชนรายวัน, (26 พฤศจิกายน 2556). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังที่สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขณะรณรงค์ขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในปลายปี พ.ศ. 2548 อธิบายว่าทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยยังคงใช้อธิบายการเมืองไทยอยู่เสมอ &amp;quot;สถานการณ์ตอนนี้คนกรุงหรือชนชั้นกลางอาจยังไม่มีพลังพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ แต่รัฐบาลอย่าท้าทาย หรือปรามาส เพราะปรากฏการณ์สนธิ ผมคิดว่าเป็นเพียงการนับหนึ่งภายใต้ทฤษฎีเปิดโปง ซึ่งที่ผ่านมาปรากฏการณ์สนธิ สามารถสร้างกระบวนการเปิดโปงได้ทั้งในหมู่ชนชั้นกลาง และเริ่มได้รับกระแสตอบรับจากคนชนบท ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการทั้งเคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ ซีดี และวารสาร ซึ่งพบว่าคนต่างจังหวัดให้การต้อนรับมาก เพราะเขาอยากรู้ความจริง จนเป็นเหตุให้สื่อแขนงอื่นเป็นแนวร่วมกับปรากฏการณ์สนธิไปด้วย&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;สุริยะใส กตะศิลา, &amp;quot;ชี้ปรากฏการณ์สนธิขย่มทรท. ปลุกคนเมือง-ชนบทไล่รัฐบาล,&amp;quot; ผู้จัดการรายวัน, (20 ธันวาคม 2548). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง== &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เก่งกิจ กิติเรียงลาภและเควิน ฮิววิสัน (2552). &amp;quot;บทวิพากษ์ &amp;quot;การเมืองภาคประชาชน&amp;quot; ในประเทศไทย: ข้อจำกัดของการวิเคราะห์และยุทธศาสตร์การเมืองแบบ &amp;quot;ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่&amp;quot;.&amp;quot;  &#039;&#039;&#039;ฟ้าเดียวกัน&#039;&#039;&#039;, 7, (2), 120-155.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉลอง สุนทราวาณิชย์. บรรณาธิการ, (2538). &#039;&#039;&#039;วิพากษ์สังคมไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2552). &amp;quot;ซื้อสิทธิ์ขายเสียง.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;รากหญ้าสร้างบ้าน ชนชั้นกลางสร้างเมือง&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรหาร ศิลปอาชา. “ความในใจบรรหาร จากหลงจู๊สู่ผู้นำประเทศ.” &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039;. (20 กุมภาพันธ์ 2539).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประภาส ปิ่นตบแต่ง (2540). &#039;&#039;&#039;การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจน&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตตำรามหาวิทยาลัยเกริก. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พิสูจน์ ทฤษฎี 2 นครา ประชาธิปไตย พฤศจิกายน 56.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039;. (26 พฤศจิกายน 2556).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน. &amp;quot;อมาตยาธิปไตย-ประชาธิปไตยครึ่งใบ-การปฏิรูปการเมือง-การเมืองปัจจุบัน.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;รัฐศาสตร์สาร&#039;&#039;&#039;. 24, ฉบับพิเศษ (พฤศจิกายน 2546), 28-75.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุริยะใส กตะศิลา. &amp;quot;ชี้ปรากฏการณ์สนธิขย่ม ทรท. ปลุกคนเมือง-ชนบทไล่รัฐบาล.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการรายวัน&#039;&#039;&#039;. (20 ธันวาคม 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2556). &#039;&#039;&#039;สองนคราประชาธิปไตย: แนวทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: คบไฟ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Moore, Barrington (1966). &#039;&#039;&#039;Social Origin of Dictatorship and Democracy&#039;&#039;&#039;. Boston: Beacon Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dickens, Charles (1949). &#039;&#039;&#039;A Tale of Two Cities&#039;&#039;&#039;. London: Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McCargo, Duncan. ed., (2002). &#039;&#039;&#039;Reforming Thai politics&#039;&#039;&#039;. Copenhagen: NIAS.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Somchai Phatharathananunth (2006). &#039;&#039;&#039;Civil Society and Democracy: Social Movements in Northeast Thailand&#039;&#039;&#039;. Copenhagen: NIAS Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nishizaki, Yoshinori (2011). &#039;&#039;&#039;Political Authority and Provincial Identity in Thailand: The Making of Banharn-Buri&#039;&#039;&#039;. New York: Southeast Asia Program Publications, Southeast Asia Program, Cornell University.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสืออ่านเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2536). &#039;&#039;&#039;ม็อบมือถือ: ชนชั้นกลางและนักธุรกิจกับพัฒนาการประชาธิปไตย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: มติชน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Anek Laothamatas (1996). &amp;quot;A Tale of Two Democracies: Conflicting Perceptions of Elections and Democracy in Thailand.&amp;quot; in &#039;&#039;&#039;The Politics of Elections in Southeast Asia&#039;&#039;&#039;, Edited by R. H. Taylor. Cambridge: Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Anek Laothamatas. ed., (1997). &#039;&#039;&#039;Democratization in Southeast and East Asia&#039;&#039;&#039;. Singapore: Institute of Southeast Asian studies.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Held, David (2006). &#039;&#039;&#039;Models of Democracy&#039;&#039;&#039;. 3rd edition. Cambridge: Polity Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=11968</id>
		<title>รัฐบุคคล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=11968"/>
		<updated>2015-10-22T08:20:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบุคคล (Man of the State) คือ กลุ่มบุคคลที่ประกอบไปด้วยอดีตผู้นำกองทัพ อดีตข้าราชการระดับสูง ปัญญาชน และนักวิชาการ ซึ่งรวมตัวกันประชุมถกเถียงหาทางออกให้ประเทศ ภายใต้สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่ม[[คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข]] ([[กปปส.]]) ซึ่งออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลที่มี น.ส.[[ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] การประชุมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ [[28 มกราคม พ.ศ. 2557]] ณ ร้านอาหาร ภายในราชกรีฑาสโมสร โปโลคลับ โดยมี พล.อ.[[สายหยุด เกิดผล]]และ ศ.ดร.[[ปราโมทย์ นาครทรรรพ]] เป็นแกนหลัก&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; Siam Intelligence (3 กุมภาพันธ์ 2557) เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&amp;lt;/ref&amp;gt;  มีบทบาทต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ [[22 พฤษภาคม พ.ศ.2557]] โดย[[คณะรักษาความสงบแห่งชาติ]] ([[คสช.]]) อันมีพลเอก [[ประยุทธ์ จันทร์โอชา]] เป็นหัวหน้าคณะ [[ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ]] นาย[[นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สถานภาพของกลุ่มรัฐบุคคล==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “รัฐบุคคล” ก็คือการร่วมกันปรึกษาหารือและแสวงหาทางออกให้ประเทศในสภาวะที่ใกล้ถึง “ทางตัน” ทั้งนี้การจัดตั้งกลุ่มรัฐบุคคลเกิดขึ้นภายหลัง[[ศาลรัฐธรรมนูญ]]วินิจฉัยว่า [[พระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2556]] ที่กำหนดให้มี[[การเลือกตั้ง]][[สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร]]เป็นการทั่วไปในวันที่ [[2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557]] [[ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ]]มาตรา 108 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จได้ในวันเดียวกันได้ &amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เปิด คำวินิจฉัยกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 2 ก.พ. โมฆะ,&amp;quot; มติชนออนไลน์ (21 มีนาคม  2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395382033&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=01&amp;amp;subcatid=0100&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.สายหยุด เกิดผล อธิบายวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งว่า โดยทั่วไปแล้วการเมืองมี 2 ประเภท กล่าวคือ การเมืองที่เป็นเรื่องของ[[นักการเมือง]] (politician) และการเมืองที่อยู่เหนือฝ่ายต่างๆ แต่ดำรงอยู่เพื่อคุณประโยชน์ของประเทศชาติ หรือ[[รัฐบุรุษ]] (statesman) ซึ่งอย่างหลังต้องมาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้นคณะของตนจึงเลี่ยงมาใช้คำว่า &amp;quot;รัฐบุคคล&amp;quot; (man of the state) ซึ่งเป็นการเมืองที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-partisan politics) แต่เมื่อถึงสภาวการณ์คับขันปราศจากผู้ชี้นำ จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกโดยมีนักวิชาการ อดีตข้าราชการ และอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพที่มีแนวคิดในทางเดียวกัน คือ มีความซื่อตรงและไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง หรือเป็นพลังเงียบที่จะตัดสินได้ว่าประเทศชาติจะดำเนินไปในทิศทางใด รัฐบุคคลจึงเรียกร้องให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบต้องเลือกข้างทางการเมือง เพราะประเทศชาติกำลังเดินลงสู่เหว&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง คณะรัฐบุคคลขอให้กองทัพเลือกข้าง แต่ห้ามปฏิวัติ,&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์, (6 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/401858&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สมาชิก “รัฐบุคคล” เริ่มแรกมี ดังนี้&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ดูประวัติและภูมิหลังของสมาชิกกลุ่มรัฐบุคคลใน &amp;quot;ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; Siam Intelligence (3 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:รัฐบุคคล.jpg]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายละเอียด : บทบาททางการเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบุคคลเห็นว่าการเมืองไทยนับตั้งแต่ปลายปี 2556 ตกอยู่ในภาวะวิกฤติอันเนื่องมาจากการที่ประชาชนและกลุ่ม กปปส. ซึ่งออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมาก ทั้งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกว่าจ้าง หรือถูกเกณฑ์มา เพราะคนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะหน้าที่การงานดี รวมกับคนชนบทที่เข้าร่วมด้วย พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประเมินสถานภาพของรัฐบาลและผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“รัฐบาลชุดนี้ (รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร—ผู้เรียบเรียง) ทำผิดพลาดหลายอย่าง หากเป็นประเทศอื่นตามมาตรฐานสากล คงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกไปนานแล้ว ผมอยากเน้นย้ำว่า ความรับผิดชอบ ความรู้ผิดรู้ชอบเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ต้องรอให้กระบวนการทางกฎหมายมาสอบสวน เมื่อรัฐบาลไม่ยอมลาออก บ้านเมืองก็ไม่แพ้ ชนะ หากปล่อยไปเช่นนี้ รัฐบาลอยู่ได้ กลุ่ม กปปส.ที่มีกินมีใช้ก็อยู่ได้ แต่ความเสียหายคือ บ้านเมืองประเทศชาติและประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่”&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้จะมีความพยายามจัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่รัฐบุคคลเห็นว่าเป็นเพียง “เกมการเมือง ไม่ใช่เป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ” ดังนั้นจึงเสนอให้[[สถาบันทหาร]]และ[[สถาบันศาล]]รับผิดชอบต่อภาวะวิกฤติทางการเมืองขณะนั้น เมื่อสามารถได้อำนาจรัฐไว้ในครอบครองจึงดำเนินการเป็นองคณะมนตรี มีหน้าที่คัดเลือกคนดีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นจึงคืนอำนาจให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทบาทก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนการรัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบุคคลแสดงบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจนโดยอาศัยข้อเรียกร้องให้คณะบุคคล เช่น [[องคมนตรี]]และกองทัพ ดำเนินการแสวงหาทางออกให้ประเทศโดยการ “ขอพึ่งพระบารมี” ของ[[สถาบันพระมหากษัตริย์]] ทั้งนี้ พล.อ.สายหยุดมองว่าปัญหาการเมืองไทยนับจาก [[14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]] &amp;quot;ประเทศเราผ่านวิกฤติมาได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ ก็เห็นว่า ด้วยพระบารมีจะทำให้ประเทศไทยผ่านไปได้..&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ปูมหลัง&#039;คณะรัฐบุคคล&#039;,&amp;quot; คมชัดลึกออนไลน์, (28 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.komchadluek.net/detail/20140428/183635.html&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  วันที่ 14 เมษายน 2557 รัฐบุคคลจึงจัดแถลงเรื่องเสนอให้[[ประธานองคมนตรี]]และ[[รัฐบุรุษ]] เรียกผู้นำกองทัพ ผู้นำฝ่ายตุลาการและผู้นำภาคสังคมทุกส่วนร่วมแสวงหาทางออกจากวิกฤติทางการเมืองของประเทศแล้วร่างพระบรมราชโองการนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]] โดยประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;จับตาแนวคิดคณะรัฐบบุคคล ทางออกผ่านทางตันวิกฤติชาติ?,&amp;quot; แนวหน้า, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/creative/99481&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2557 รัฐบุคคลได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นคณะผู้ทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการในการหาทางออกประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;&#039;ประยุทธ์&#039; เผย รับทราบข้อเสนอคณะรัฐบุคคล,&amp;quot; เดลินิวส์, (13 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/237089&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอของรัฐบุคคลตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากจากสมาชิก[[พรรคเพื่อไทย]] นาย[[พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์]] โฆษกพรรคเพื่อไทย ตอบโต้ว่าการเสนอให้ พล.อ.[[เปรม ติณสูลานนท์]]ซึ่งเป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษทำเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องผิดโดยแท้ เพราะประธานองคมนตรี หรือองคมนตรีไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ จึงแนะนำให้รัฐบุคคลสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและฟังเสียงประชาชน&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;ซัด &#039;คณะรัฐบุคคล&#039; อย่าดึง &#039;ป๋าเปรม&#039; &#039;เด็จพี่&#039; จวก &#039;องคมนตรี&#039; แค่คิดก็ผิดแล้ว!,&amp;quot; แนวหน้า, (15 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99485&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  สำหรับนาย[[อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด]] รองโฆษกพรรคเพื่อไทย มองว่า &amp;quot;พล.อ.เปรมเป็นประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ ดุจภูผาสูงตระหง่าน อยู่เหนือการเมือง สงบนิ่งท่ามกลางพวกฝนตกขี้หมูไหล ที่ไปวุ่นวายท่าน ที่สำคัญ ท่านเคยบอกว่า ผมพอแล้ว คงไม่รับข้อเสนอของพวกรัฐบุคคลที่ตั้งเองอวยกันเอง ไม่รู้จักพอ&amp;quot; &amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;พท.อัดรัฐบุคคลจ้องปล้นอำนาจ เชื่อ &#039;ป๋าเปรม&#039; ปัดข้อเสนอแน่นอน,&amp;quot; แนวหน้า, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99568&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทบาทหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ตัวแทนคณะรัฐบุคคลได้เดินทางไปขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และให้กำลังใจทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ ณ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมอบดอกกุหลาบและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับเจ้าหน้าที่ โดยนายเกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า ผู้ประสานงานคณะรัฐบุคคล กล่าวว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;quot;แม้นว่าในทางหลักการพวกเราจะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องเลือกหนทางนี้ พวกเราจึงออกมาให้กำลังใจกับทหารที่เลือกหนทางนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพื่อต้องการอำนาจ อย่างไรก็ตาม ขอร้องว่าเมื่อแก้ไขปัญหาแล้วก็รีบคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็ว เมื่อทางการเมืองแก้ปัญหาทำการเลือกตั้งได้ประชาธิปไตยจากประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน&amp;quot;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ตัวแทนคณะรัฐบุคคล-ชมรมสตรีฯ แห่มอบดอกไม้ให้กำลังใจทหารหน้า ทบ.คึกคัก,&amp;quot; ผู้จัดการออนไลน์, (27 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000059144&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเคลื่อนไหวของกล่มรัฐบุคลยังคงสืบเนื่องต่อมาภายหลังเกิดการยึดอำนาจการปกครองแล้ว ทั้งนี้ วันที่ 6 มกราคม 2558 พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานกลุ่มคณะรัฐบุคคล แถลงข่าวถึงข้อเสนอให้ 4 องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศภายหลังการรัฐประหาร ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ [[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] [[สภาปฏิรูปแห่งชาติ]] และ[[กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ]] นำบทเรียนและประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตมาเป็นรากฐานพิจารณามากตรการต่างๆ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรตราให้ชัดเจนถึงบทบาทพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญมิได้กำหนดพระราชอำนาจไว้อย่างชัดแจ้งเพื่อให้อำนาจองค์ประมุขเข้าแก้ไขปัญหากรณีที่เกิดวิกฤติ[[ความขัดแย้ง]]รุนแรงสูงสุดจนไม่สามารถแสวงหาหนทางอื่นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจโดยตรง แต่อาศัยพระราชปรารภ พระราชดำริ [[พระบรมราชโองการ]] หรือพระราชอำนาจทางสังคมโดยธรรม โดยให้สถาบันกองทัพและรัฐบุรุษสนองพระบรมราชโองการ เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง หรืออาจมีหมายเรียกสั่งให้เข้าเฝ้าแทนทั้งคณะเพื่อรับพระบรมราชโองการฯ ตามหน้าที่ขององค์ประมุขชาติ&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;เสนอเปิดทางกองทัพ-รัฐบุรุษรับสนองพระบรมราชโองการฯ,&amp;quot; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/627004&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนั้นยังเสนอว่าควรให้มีการนิยามความหมายของคำว่า &amp;quot;[[กบฎ]]&amp;quot; และ &amp;quot;[[รัฐประหาร]]&amp;quot; ให้เกิดความชัดเจนเพราะที่ผ่านมาคณะที่ปรารถนาดีอยากช่วยเหลือประเทศชาติให้รอดหลุดจาก &amp;quot;ทางตัน&amp;quot; กลับถูกกล่าวหาว่าเป็น &amp;quot;กบฏ&amp;quot; ทั้งการรัฐประหาร ก็ยังเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชน จึง &amp;quot;ไม่ทราบว่าจะเรียกว่ารัฐประหารได้หรือไม่&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;รัฐบุคคล เสนอ&amp;quot;รัฐบุรุษ-ทหาร&amp;quot;เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ-ชี้ รัฐประหาร 22 พ.ค.ไม่ใช่ &amp;quot;กบฏ&amp;quot;,&amp;quot; มติชนออนไลน์, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1420533227&lt;br /&gt;
&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; &#039;&#039;&#039;Siam Intelligence&#039;&#039;&#039; (3 กุมภาพันธ์ 2557) เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จับตาแนวคิดคณะรัฐบบุคคล ทางออกผ่านทางตันวิกฤติชาติ?,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/creative/99481&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ซัด &#039;คณะรัฐบุคคล&#039; อย่าดึง &#039;ป๋าเปรม&#039; &#039;เด็จพี่&#039; จวก &#039;องคมนตรี&#039; แค่คิดก็ผิดแล้ว!,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (15 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99485&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตัวแทนคณะรัฐบุคคล-ชมรมสตรีฯ แห่มอบดอกไม้ให้กำลังใจทหารหน้า ทบ.คึกคัก,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (27 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?&lt;br /&gt;
NewsID=9570000059144&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&#039;ประยุทธ์&#039; เผย รับทราบข้อเสนอคณะรัฐบุคคล,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์&#039;&#039;&#039;, (13 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/237089&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ปูมหลัง&#039;คณะรัฐบุคคล&#039;,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;คมชัดลึกออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (28 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.komchadluek.net/detail/20140428/183635.html&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เปิด คำวินิจฉัยกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 2 ก.พ. โมฆะ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนออนไลน์&#039;&#039;&#039; (21 มีนาคม 2557), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395382033&lt;br /&gt;
&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=01&amp;amp;subcatid=0100&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง คณะรัฐบุคคลขอให้กองทัพเลือกข้าง แต่ห้ามปฏิวัติ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ไทยรัฐออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/401858&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พท.อัดรัฐบุคคลจ้องปล้นอำนาจ เชื่อ &#039;ป๋าเปรม&#039; ปัดข้อเสนอแน่นอน,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99568&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐบุคคล เสนอ&amp;quot;รัฐบุรุษ-ทหาร&amp;quot;เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ-ชี้ รัฐประหาร 22 พ.ค.ไม่ใช่ &amp;quot;กบฏ&amp;quot;,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_&lt;br /&gt;
detail.php?newsid=1420533227&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เสนอเปิดทางกองทัพ-รัฐบุรุษรับสนองพระบรมราชโองการฯ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/627004&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=11967</id>
		<title>แช่เข็งประเทศไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=11967"/>
		<updated>2015-10-22T08:19:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แช่แข็งประเทศไทย เป็นคำที่สื่อมวลชนและภาคประชาชนขนานนามการเคลื่อนไหวของ[[องค์การพิทักษ์สยาม]] ([[อพส.]]) ซึ่งมีพลเอก [[บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์]] หรือ[[ เสธ.อ้าย]] เป็นประธาน วัตถุประสงค์มุ่งหมายขับไล่รัฐบาลที่มี น.ส.[[ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]เนื่องจากปล่อยให้มีการจาบจ้วงก้าวล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเป็น[[รัฐบาลหุ่นเชิด]]ของ พ.ต.ท.[[ทักษิณ ชินวัตร]] อดีตนายกรัฐมนตรี และ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ผิดพลาดจนปล่อยให้มีการ[[ทุจริตคอร์รัปชัน]]เกิดขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เสธ.อ้ายนัดชุมนุมใหญ่ต้านรบ.สุดทน“ปู”บริหารประเทศ,&amp;quot; ผู้จัดการรายวัน, (22 ตุลาคม 2555). &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยจัดชุมชนใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 ณ [[ราชตฤณมัยสมาคม]] (สนามม้านางเลิ้ง) ประเมินกันว่ามีผู้เข้าร่วมลงชื่อชุมนุมกว่า 20,000 คน&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ม็อบเสธ.อ้ายลั่น ชุมนุมใหญ่อีกทีเดือนหน้า-ฉุนโพลสำรวจ ท้าให้ถามม็อบมั่ง,&amp;quot; ข่าวสดออนไลน์, (28 ตุลาคม 2555), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU1UUXdNamMy&lt;br /&gt;
TUE9PQ&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แช่แข็งประเทศไทย” มาจากข้อเรียกร้องขององค์การพิทักษ์สยามที่เสนอให้งดเว้นจากกระบวนทางการเมืองทั้งหมดที่มีนักการเมืองที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]]มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเวลา 5 ปี แล้วแต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นทำหน้าที่แทนเพื่อสร้างระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ กล่าวโดยย่อ ก็คือ &amp;quot;...หยุดและให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สาระสำคัญของข้อเสนอ “แช่แข็งประเทศไทย”==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Protect Siam Organization เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555  โดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นประธานจัดทำบุญประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ &amp;quot;[[รวมพลังพิทักษ์สยาม]]&amp;quot; ที่ท้องสนามหลวง&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;พล.อ.บุญเลิศ&#039; นำกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม จัดงานทำบุญประเทศ ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวร,&amp;quot; เดลินิวส์, (16 มิถุนายน 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/109609&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  จัดชุมนุมใหญ่ครั้งแรกภายใต้ชื่อ “รวมพลังหยุดวิกฤติและหายนะชาติ” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 ณ ราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) โดยกลุ่มถือกำเนิดขึ้นด้วยความไม่พอใจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันฯ โดยไม่มีการป้องกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีการส่งเสริมมากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. รัฐบาลเป็นหุ่นเชิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร และขาดธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.รัฐบาลปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ดังนั้นข้อเสนอของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม จึงได้แก่การงดเว้นกระบวนการทางการเมืองทั้งหมดที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเวลา 5 ปี และตั้งคณะบุคคลอันประกอบด้วยตัวแทนวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมาจากการเลือกกันเองภายในวิชาชีพตน ทำหน้าที่ ประการแรก แก้ไข[[รัฐธรรมนูญ]]ให้สั้นกระชับแต่สามารถดูแลประชาชนได้ทั่วถึงที่สุด ประการที่สอง ให้การศึกษาแก่ประชาชนโดยเน้นไปที่[[คุณธรรม]] [[จริยธรรม]] การรู้จักผิดชอบชั่วดีโดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันอาศัยการใช้เงินเพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง และคอร์รัปชันถอนทุนเพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งครั้งแต่ไป ประการที่สาม อบรมบ่มเพาะให้เกิดความรู้ความเข้าใจ[[สถาบันพระมหากษัตริย์]]มากขึ้นและควรแก้[[ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112]] (ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และ[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]) ให้มีความรุนแรงมากขึ้น ประการที่สี่ นำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทยเพื่อรับโทษตาม[[กฎหมาย]]&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เปิดโมเดล “เสธ.อ้าย” เสนอแช่แข็งประเทศ 5 ปี ตั้งรัฐบาลจากภาค ปชช.,&amp;quot; ผู้จัดการออนไลน์, (29 ตุลาคม 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000131810&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาเมื่อประกาศนัดชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม หรือม็อบแช่งแข็งประเทศไทย ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนอย่างกว้างขวางในเครือข่ายสังคมออนไลน์ นาย[[สมบัติ บุญงามอนงค์]] หรือ &amp;quot;[[บก.ลายจุด]]&amp;quot; นักกิจกรรมทางสังคมและการเมือง รณรงค์จัดกิจกรรม “เทศกาลแช่แข็งประเทศไทย” ขึ้นในวันที่18 พฤศจิกายน 2555 เพื่อเคลื่อนไหวล้อเลียนข้อเสนอขององค์การพิทักษ์สยาม โดยรูปแบบกิจกรรมให้ประชาชนสวมเสื้อกันหนาวเพื่อแสดงว่า &amp;quot;แช่แข็งประเทศไทย&amp;quot; เป็นเรื่องตลก&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;บก.ลายจุด ปิ๊งไอเดียเทศกาล ‘แช่แข็งประเทศไทย’,&amp;quot; ประชาไท, (15 พฤศจิกายน 2555), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43670&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ยิ่งไปกว่านั้นจากผลสำรวจของสำนักเอแบคโพลจากประชากร 17 จังหวัดของประเทศ ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 94.5 ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่จะนำประเทศไปสู่การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เอเบคโพลล์ เผยคน 94%ค้าน หากม็อบจะนำพาประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย,&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์ (18 พ.ย. 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/306959&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  นักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งจึงกังวลว่าจะเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การหนุนเนื่องให้ทหารกลับเข้ามามีบทบาทนำในการเมืองไทยอีกครั้งภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&amp;lt;ref&amp;gt;สุชาติ ศรีสุวรรณ, &amp;quot;&amp;quot;แช่แข็งประเทศ&amp;quot;เพื่อใคร,&amp;quot; มติชนรายวัน (18 พ.ย.2555). &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น กลุ่มการเมืองยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหว “แช่แข็งประเทศไทย” อาจเข้าข่ายขัด[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550]]&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, 24 สิงหาคม 2550, หน้า 19-20. &amp;lt;/ref&amp;gt;  นาย[[เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ]] นาย[[หนึ่งดิน วิมุตตินันท์]] และนาย[[สิงห์ทอง บัวชุม]] ยื่นคำร้องขอให้[[ศาลรัฐธรรมนูญ]]วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า การเคลื่อนไหวของ พลเอก บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์และคณะ เข้าข่ายการใช้[[สิทธิและเสรีภาพ]]ตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ[[ประชาธิปไตย]]อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ &amp;quot;ไม่ได้มีการกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดปิดประเทศหรือแช่แข็งประเทศ แต่กล่าวว่า เป็นการแช่แข็ง[[นักการเมือง]]เลว นักการเมืองชั่ว ไว้สักระยะเวลา 5 ปี เพื่อป้องกันมิให้เข้ามากอบโกยหาผลประโยชน์&amp;quot; ขณะเดียวกันการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ไม่ได้แสดงให้เห็นเจตนาที่จะได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยมิชอบ แต่เป็นการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลและหากไม่สำเร็จก็จะยุติการชุมนุม จึงไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68&amp;lt;ref&amp;gt;คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 67-69/2555 เรื่อง คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==คณะกรรมการขององค์การพิทักษ์สยามและเครือข่ายภาคี==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะกรรมการขององค์การพิทักษ์สยาม ประกอบด้วยสมาชิก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์		ประธาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมพจน์ ปิยะอุย				รองประธาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.ร.อ.เอกชัย สุวรรณภาพ 		รองประธาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.ณัฐชัย เพิ่มทรัพย์ 			รองประธาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ		กรรมการกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพศาล พืชมงคล				กรรมการกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง	กรรมการกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายประสิทธิ์ ไชยทองพันธ์ 		กรรมการกิตติมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วรินทร์ เทียมจรัส			กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์			กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัตน์ รัตนชาติ				กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุภนิจ รัตนกาญจน์			กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปิยะนุช นาคคง				กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น.ส.ขนิษฐา กิจเชวง			กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า 			กรรมการและผู้ประสานงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นันทิวัฒน์ สามารถ			กรรมการและเลขานุการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุนิสา โสรัยยะ 				กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี 			โฆษกองค์การพิทักษ์สยาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เครือข่ายภาคี ประกอบด้วย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครือข่ายภาคีซึ่งร่วมเคลื่อนไหวกับองค์การพิทักษ์สยาม อาทิเช่น น.ต.[[ประสงค์ สุ่นศิริ]] ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ [[ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ]] ([[ภตช.]]), พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธาน[[องค์กรอุณาโลม]], ร.ต.[[แซมดิน เลิศบุศย์]] แกนนำ[[กองทัพธรรม]], [[วิรัตน์ รัตนชาติ]] แกนนำ[[องค์การพิทักษ์ปกป้องมาตุภูมิแห่งประเทศไทย]], นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน อดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย, ดร.[[เสรี วงษ์มณฑา]] นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และ รศ.[[ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ]] อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.ร.อ.[[พะจุณณ์ ตามประทีป]] อดีตนายทหารคนสนิทของ พล.อ.[[เปรม ติณสูลานนท์]] ประธาน[[องคมนตรี]]เเละ[[รัฐบุรุษ]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==นัยสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครอง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอ “แช่แข็งประเทศไทย” ส่งผลสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนจำนวนหนึ่งในสังคมการเมืองไทยไม่เชื่อถือระบบการเมืองที่ขับเคลื่อนโดยบุคลากรทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งมองปัญหาการเมืองทั้งหมดว่ามีเงื่อนปมอยู่ที่[[พรรคการเมือง]]และนักการเมืองแป็นสำคัญ ทัศนะแนวนี้สัมพันธ์โดยตรงกับความเข้าใจ “การเมือง” (politics) ในความหมายดั้งเดิมซึ่งอ้างอิงถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐ (what concerns the state) อันมุ่งเน้นไปที่[[คณะรัฐมนตรี]] [[ฝ่ายนิติบัญญัติ]] และหน่วยงานของรัฐบาล “การเมือง” จึงถูกจำกัดทั้งในแง่บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงและขอบข่ายความสัมพันธ์ของผู้มีส่วนได้เสีย ในแง่นี้จึงมีแต่เพียง “[[นักการเมืองอาชีพ]]” เท่านั้นที่ “[[เล่นการเมือง]]” (โดยกีดกันข้าราชการทหาร-พลเรือน และศาลสถิตยุติธรรมออกไปจากความเข้าใจเกี่ยวกับการเมือง) การเมืองในความหมายนี้ถูกให้ภาพเชิงลบเพราะเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น กอปรกับสื่อมวลชนที่มักตีแผ่พฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองจึงมีส่วนช่วยหนุนเสริมให้เกิดปรากฏการณ์ “ต่อต้านการเมือง” (anti-politics) ขึ้นในสังคมวงกว้าง&amp;lt;ref&amp;gt;Andrew Heywood, Politics, (London: Macmillan, 1997), pp. 5-6. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยศักยภาพการจัดการ[[ความขัดแย้ง]]ภายในระบบ[[รัฐสภา]]ไทยที่ถูกจำกัดด้วยระบบพรรคการเมืองและความจำเป็นที่นักการเมืองต้องปฏิบัติตามวินัยพรรคอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง วิถีปฏิบัติของระบบรัฐสภาไทยจึงมุ่งแต่เพียงกระบวนการขึ้นสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลโดย[[พรรคเสียงข้างมากในสภา]] แต่มิได้อาศัยกลไกระบบรัฐสภาจัดการความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ในทัศนะของ[[ภาคประชาสังคม]]และนักการเมืองจำนวนหนึ่งแล้วจึงมีวิธีการอื่นที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าอาศัยกระบวนการทางรัฐสภาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (มาตรา 158, 159) ที่กำหนดให้[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]สามารถ[[อภิปรายไม่ไว้วางใจ]]รัฐบาลได้&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, 24 สิงหาคม 2550, หน้า 59-60. &amp;lt;/ref&amp;gt;ด้วยปัญหาภายในระบบจึงมีส่วนผลักรุนให้กลุ่มที่ไม่พอใจใช้วิธีการทางการเมืองนอกรัฐสภา กล่าวคือ อาศัยการ[[ชุมนุมประท้วง]]ขับไล่รัฐบาล ด้วยคาดหวังว่ากลุ่มตนจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แช่แข็งประเทศไทย” สามารถเป็นปรากฏการณ์ขึ้นได้ในสังคมการเมืองไทย ก็ด้วยเงื่อนไขที่พลังต่อต้านประชาธิปไตยสามารถส่งอิทธิพลและผลลัพธ์ต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย นั่นหมายความว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงภาคหนึ่งในระบอบการเมืองทั้งหมดเท่านั้นที่จะเป็นหนทางในการปกครองประเทศ จนอาจกล่าวตามสำนวนฝรั่งที่ว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็น “เกมการเมืองหนึ่งเดียว” ในการเมืองไทย (the only game in town)&amp;lt;ref&amp;gt;Michael H. Nelson, &amp;quot;Political Representation in Thailand: Problems of Institutional Development,&amp;quot; Samaggi Sara, Annual Issue (82), (2011), 25. &amp;lt;/ref&amp;gt;  อันสะท้อนให้เห็นในคำกล่าวของพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ที่ว่า &amp;quot;ผมไม่เคยเห็นว่าระบบประชาธิปไตยจะดีตรงไหนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว เช่น ถ้าคุณเป็นคนดีของจังหวัด แต่ไม่มีเงินลงสมัคร ส.ส. ก็ไม่ได้รับเลือก แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ลองอธิบายหน่อย พอรูปแบบมันเป็นอย่างนี้ก็คิดฉ้อฉลเอาเงินงบประมาณไปใช้กันอย่างไม่[[โปร่งใส]] ออกนโยบายเพื่อประโยชน์เพื่อคนชอบ แต่ว่าบ้านเมืองเสียหายเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่สน ขอให้ตัวเองชนะ&amp;quot; &amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จาก&amp;quot;กบฏ เสธ.ฉลาด&amp;quot; สู่ปฏิบัติการ&amp;quot;แช่แข็ง&amp;quot;ประชาธิปไตย,&amp;quot; มติชนรายวัน, (18 พฤศจิกายน 2555). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 67-69/2555 เรื่อง คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“บก.ลายจุด ปิ๊งไอเดียเทศกาล ‘แช่แข็งประเทศไทย’,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ประชาไท&#039;&#039;&#039;, (15 พฤศจิกายน 2555), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43670&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เปิดโมเดล “เสธ.อ้าย” เสนอแช่แข็งประเทศ 5 ปี ตั้งรัฐบาลจากภาค ปชช.,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (29 ตุลาคม 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000131810&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จาก&amp;quot;กบฏ เสธ.ฉลาด&amp;quot; สู่ปฏิบัติการ&amp;quot;แช่แข็ง&amp;quot;ประชาธิปไตย,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039;, (18 พฤศจิกายน 2555).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&#039;พล.อ.บุญเลิศ&#039; นำกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม จัดงานทำบุญประเทศ ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวร,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์&#039;&#039;&#039;, (16 มิถุนายน 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/109609&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ม็อบเสธ.อ้ายลั่น ชุมนุมใหญ่อีกทีเดือนหน้า-ฉุนโพลสำรวจ ท้าให้ถามม็อบมั่ง,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ข่าวสดออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (28 ตุลาคม 2555), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php&lt;br /&gt;
?newsid=TVRNMU1UUXdNamMyTUE9PQ&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039;, เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุชาติ ศรีสุวรรณ, &amp;quot;&amp;quot;แช่แข็งประเทศ&amp;quot;เพื่อใคร,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนรายวัน&#039;&#039;&#039; (18 พ.ย.2555).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เสธ.อ้ายนัดชุมนุมใหญ่ต้านรบ.สุดทน“ปู”บริหารประเทศ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการรายวัน&#039;&#039;&#039;, (22 ตุลาคม 2555).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอเบคโพลล์ เผยคน 94%ค้าน หากม็อบจะนำพาประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ไทยรัฐออนไลน์&#039;&#039;&#039; (18 พ.ย. 2555), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/306959&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nelson, Michael H. (2011). &amp;quot;Political Representation in Thailand: Problems of Institutional Development.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;Samaggi Sara&#039;&#039;&#039;, Annual Issue (82), pp. 24-28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heywood, Andrew (1997). &#039;&#039;&#039;Politics&#039;&#039;&#039;. London: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3_5_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=11966</id>
		<title>แม่น้ำ 5 สาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3_5_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=11966"/>
		<updated>2015-10-22T08:18:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
“แม่น้ำ 5 สาย” หมายถึง องค์กรทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญใน[[การปฏิรูปประเทศ]] ภายหลังการ[[รัฐประหาร]]วันที่ [[22 พฤษภาคม 2557]] อันประกอบด้วย สายที่ 1 [[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] ([[สนช.]]) สายที่ 2 [[คณะรัฐมนตรี]] ([[ครม.]]) สายที่ 3 [[สภาปฏิรูปแห่งชาติ]] ([[สปช.]]) สายที่ 4 [[คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ]] และสายที่ 5 [[คณะรักษาความสงบแห่งชาติ]] ([[คสช.]]) โดยทั้ง 5 องค์กรมีที่มาจาก[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557]] ซึ่งเปรียบเสมือนต้นทาง หรือ ต้นกำเนิดของแม่น้ำทั้ง 5 สาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมือง==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในวันที่ [[23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557]] คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.[[ไพบูลย์ คุ้มฉายา]] หัวหน้าฝ่าย[[กฎหมาย]]และ[[กระบวนการยุติธรรม]] คสช. ศาสตราจารย์พิเศษ [[พรเพชร วิชิตชลชัย]] ที่ปรึกษา คสช. ศ.ดร.[[วิษณุ เครืองาม]] ที่ปรึกษา คสช. และ พล.ต.[[วีระ โรจนะวาศ]] ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ได้ร่วมกันเปิดแถลงข่าวชี้แจงการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 การแถลงข่าวนี้ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ได้กล่าวใจความสำคัญว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“...รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็น[[รัฐธรรมนูญฉบับที่ 19]] ของราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะมีอายุประมาณหนึ่งปีถึงหนึ่งปีเศษก่อนที่จะมี[[การเลือกตั้ง]] ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถจัดการปัญหาที่ค้างคาอยู่ และแก้ไขชนวน[[ความขัดแย้ง]]เป็นผลสำเร็จ โดยรัฐธรรมนูญนี้เสมือนเป็นต้นธารของสิ่งสำคัญต่าง ๆ 5 สิ่งหรือแม่น้ำ 5 สายที่จะแยกออกไป ประกอบไปด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, และคณะรัฐมนตรี-นายกรัฐมนตรี...”&#039;&#039; &amp;lt;ref&amp;gt; “รธน.ชั่วคราว 2557 แม่น้ำ 5 สาย-กู้วิกฤตชาติขัดแย้ง,” บ้านเมือง, (24 กรกฎาคม 2557), 3.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม มีการให้ข้อสังเกตว่าแม่น้ำสายที่ 5 หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็น “แม่น้ำสายสำคัญ” อันเนื่องมาจากแม่น้ำสายที่ 1 จนถึงแม่น้ำสายที่ 4 นั้น โดยหลักการแล้วต้องมาจากความเห็นชอบหรือการพลักดันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสิ้น อีกทั้งในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและ[[ความสมานฉันท์]]ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”&amp;lt;ref&amp;gt;มาตรา 44 ดู “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก (22 กรกฎาคม 2557), 15. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ยังเปรียบเสมือนการติดดาบศักดิ์สิทธิ์ให้แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม, “แม่น้ำ 5 สาย,” แนวหน้า, (25 กรกฎาคม 2557), 5. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ “แม่น้ำ 5 สาย”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แม่น้ำสายที่ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ดูรายละเอียดใน “รธน.ชั่วคราว 2557 แม่น้ำ 5 สาย-กู้วิกฤตชาติขัดแย้ง,” บ้านเมือง, (24 กรกฎาคม 2557), 3. “รัฐธรรมนูญชั่วคราวกับแม่น้ำ 5 สาย,” เดลินิวส์, (24 กรกฎาคม 2557), 3, “วิษณุ: รธน.ต้นธารแม่น้ำ 5 สาย ขับเคลื่อนประเทศ-กรอบเวลา 1 ปี,” กรุงเทพธุรกิจ, (24 กรกฎาคม 2557), 2. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ประกอบด้วยมีสมาชิกไม่เกิน 220 คน พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นผู้เลือกสรรแล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติสำคัญคือ ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี มีสัญชาติไทย ไม่เคยดำรงตำแหน่งใน&#039;&#039;&#039;พรรคการเมือง&#039;&#039;&#039;เป็นเวลา 3 ปี คำว่า “ตำแหน่งในพรรคการเมือง” หมายความถึงตำแหน่งหัวหน้า รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร ผู้บริหารพรรค แต่ไม่รวมถึงสมาชิกพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น[[การตรากฎหมาย]] พิจารณาสนธิสัญญาที่เกี่ยวพันกับต่างประเทศ ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง[[นายกรัฐมนตรี]] รวมทั้งให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่งของบุคคลบางตำแหน่ง และ[[ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของ[[รัฐบาล]]โดย[[การตั้งกระทู้ถาม]]รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ และเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แม่น้ำสายที่ 2 คณะรัฐมนตรี (ครม.)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน รวมไม่เกิน 36 คน โดยแต่งตั้งจากบุคคลผู้ไม่เคยเป็น[[สมาชิกพรรคการเมือง]]ภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่จะได้รับการแต่งตั้ง ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปการเมือง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ [[สมาชิกสภาท้องถิ่น]]และ[[ผู้บริหารท้องถิ่น]] รวมถึง[[ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]] ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ และ[[องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]]ทุกประเภท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ใน[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]เป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังรวมถึงการดำเนินการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีจะดำริเองหรือมีข้อเสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือมาจากวงการใดก็ตาม และการสร้างความสามัคคีปรองดองและสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แม่น้ำสายที่ 3 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 250 คน มาจากการสรรหาแบ่งมาจากจังหวัดต่าง ๆ 77 จังหวัด โดยมีคณะกรรมการสรรหาคณะละ 1 ชุดใน 1 จังหวัด เพื่อสรรหาคนที่มีความเหมาะสมเข้ามาเป็นผู้แทนจังหวัด จังหวัดละ 5 คน และให้ คสช. เลือก 1 ใน 5 โดยจะเลือกบุคคลอื่นนอกจาก 5 คนที่ส่งมาไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอีก 173 คน จะกระจายกันมาจากทั่วประเทศ โดยไม่ผูกพันกับจังหวัดหรือว่าพื้นที่ใด แต่ผูกพันอยู่กับด้านต่าง ๆ ทั้ง 11 ด้าน&amp;lt;ref&amp;gt;การปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเมือง 2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4) ด้านการปกครองท้องถิ่น 5) ด้านการศึกษา 6) ด้านเศรษฐกิจ 7) ด้านพลังงาน 8) ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9) ด้านสื่อสารมวลชน 10) ด้านสังคม 11) ด้านอื่นๆ&amp;lt;/ref&amp;gt;  มีคณะกรรมการสรรหาประจำด้านต่างๆ ด้านละ 1 ชุด ทั้งนี้ การสรรหาสมาชิก 173 คนจากทั่วประเทศให้ใช้วิธีการเสนอชื่อโดยองค์กร นิติบุคคล สมาคม มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา หรือแม้กระทั่งวัดเสนอชื่อองค์กรละไม่เกิน 2 คน และกรรมการสรรหาจะเลือกเฟ้นให้ได้แต่ละด้านด้านละไม่เกิน 50 คน รวมทั้งหมด 11 ด้าน จะได้รายชื่อ 550 คน เสนอต่อ คสช. เพื่อให้ คสช. เลือกจากแต่ละด้านให้เหลือ 173 คน เมื่อรวมกับ 77 คน จาก 77 จังหวัด จึงได้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้งหมด 250 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของ สปช.การเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ไปยังรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ คสช. ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะรับไปดำเนินการ และหากข้อเสนอใดต้องมีกฎหมายรองรับให้สมาชิกสภาปฏิรูปฯ ยกร่างกฎหมายและนำเสนอต่อ สนช. อำนาจหน้าที่อีกประการ คือ การให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังมีอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างจัดทำขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แม่น้ำสายที่ 4 คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 36 คน มาจากการเสนอชื่อโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน 20 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสนอจำนวน 5 คน คณะรัฐมนตรีเสนอจำนวน 5 คน และคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอจำนวน 5 คน ทั้งนี้ให้ คสช. เสนอผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยอีก 1 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติสำคัญคือ นอกจากจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษแล้ว คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนได้รับการแต่งตั้ง เว้นแต่ดำรงตำแหน่งใน คสช. สนช. และ สปช. ทั้งห้ามมิให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในระยะเวลา 2 ปี หลังพ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยนำความเห็นและข้อเสนอแนะจาก สปช. สนช. ครม. และ คสช. รวมทั้งความเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา ก่อนเสนอให้ สปช. พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก่อนประกาศใช้บังคับต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แม่น้ำสายที่ 5 คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งประกอบด้วย พลเอก[[ประยุทธ์ จันทรโอชา]] เป็นหัวหน้า คสช. และรองหัวหน้า คสช. อีก 4 คน ได้แก่ พลเอก[[ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร]] พลเรือเอก[[ณรงค์ พิพัฒนาศัย]] พลอากาศเอก[[ประจิน จั่นตอง]] และพลตำรวจเอก[[อดุลย์ แสงสิงแก้ว]] โดยพลเอก[[อุดมเดช สีตบุตร]] เป็นเลขาธิการ คสช.&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 84 ง, 26 พฤษภาคม 2557. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ [[22 พฤษภาคม 2557]] ต่อมาภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้ คสช. ยังคงอยู่ต่อไป และแต่งตั้งเพิ่มเติมได้แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 122/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยอาศัยตามความในมาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญใน คสช ขึ้นแทน ซึ่งนอกจากจะประกอบด้วยบุคคลทั้ง 6 ข้างต้นแล้ว ยังแต่งตั้งเพิ่มเติมอีก 9 คน ได้แก่ พลเอก [[ประวิตร วงษ์สุวรรณ]] เป็นรองหัวหน้า คสช. และสมาชิก คสช. อีก 8 คน คือ พลเอก[[ศิริชัย ดิษฐกุล]] พลเอก[[วรพงษ์ สง่าเนตร]] พลเอก[[ไพบูลย์ คุ้มฉายา]] พลเรือเอก[[ไกรสร จันทร์สุวานิชย์]] พลอากาศเอก[[ตรีทศ สนแจ้ง]] พลตำรวจเอก[[สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง]] นาย[[มีชัย ฤชุพันธุ์]] และนาย[[สมคิด จาตุศรีพิทักษ์]]&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 122/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 181 ง, 15 กันยายน 2557. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้รัฐมนตรีพิจารณาปฏิบัติในเรื่องใด ซึ่งถ้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วจะไม่ทำก็ได้ หัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรีอาจขอให้มีการเชิญประชุมร่วมกันระหว่าง คสช. และคณะรัฐมนตรีเพื่อร่วมพิจารณาหรือแก้ไขปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ คสช. มีอำนาจที่จะจัดการในเรื่องต่างๆ ได้ในกรณีจำเป็น โดยไม่ให้เป็นไปตามวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ จึงได้กำหนดไว้ในมาตรา 44 ให้หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. สามารถใช้อำนาจพิเศษสั่งการ ป้องกัน ระงับ ยับยั้ง และปราบปรามการกระทำอันบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งภายในและนอกราชอาณาจักร หรือหากเกิดกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปและส่งเสริมความสามัคคีของคนในชาติ และเมื่อดำเนินการแล้วให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม, “แม่น้ำ 5 สาย,”&#039;&#039;&#039; แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (25 กรกฎาคม 2557), 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039;, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 84 ง, 26 พฤษภาคม 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 122/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษ&#039;&#039;&#039;า, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 181 ง, 15 กันยายน 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รธน.ชั่วคราว 2557 แม่น้ำ 5 สาย-กู้วิกฤตชาติขัดแย้ง,” &#039;&#039;&#039;บ้านเมือง&#039;&#039;&#039;, (24 กรกฎาคม 2557), 3. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รธน.ชั่วคราว 2557 แม่น้ำ 5 สาย-กู้วิกฤตชาติขัดแย้ง,” &#039;&#039;&#039;บ้านเมือง&#039;&#039;&#039;, (24 กรกฎาคม 2557),  3.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญชั่วคราวกับแม่น้ำ 5 สาย,” &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์&#039;&#039;&#039;, (24 กรกฎาคม 2557), หน้า 3.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษ&#039;&#039;&#039;า, เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก (22 กรกฎาคม 2557).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“วิษณุ: รธน.ต้นธารแม่น้ำ 5 สาย ขับเคลื่อนประเทศ-กรอบเวลา 1 ปี,” &#039;&#039;&#039;กรุงเทพธุรกิจ&#039;&#039;&#039;, (24 กรกฎาคม 2557), 2.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=7_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2517&amp;diff=10754</id>
		<title>7 ตุลาคม พ.ศ. 2517</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=7_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2517&amp;diff=10754"/>
		<updated>2014-10-07T06:00:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 เป็นวันประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517]] อันเป็น[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับที่ร่างขึ้นมาแทน[[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515]] ภายหลังการล้ม[[รัฐบาลทหารของจอมพลถนอม  กิตติขจร]] ใน[[เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐบาล]][[สัญญา ธรรมศักดิ์]] เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร อยู่ไม่ได้  การเรียกร้องของประชาชนในตอนนั้นเป็นการเรียกร้องการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญมาใช้แทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ที่คณะทหารจัดทำขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ดังนั้น  รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ จึงเป็นรัฐบาลที่เข้ามาโดยมีภารกิจที่จะต้องฟื้นประชาธิปไตย ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อตอนที่ท่านรับตำแหน่ง ท่านจึงได้ประกาศความตั้งใจที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาใช้ภายใน 6 เดือน การมีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะได้นำไปสู่[[การเลือกตั้ง]] เป็นการเปิดทางให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ปกครองนั่นเอง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นายกฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ตั้งคณะกรรมการไปร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการชุดนี้มีรองนายกรัฐมนตรี [[ศาสตราจารย์ ประกอบ หุตะสิงห์]] อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการที่ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว เสร็จได้ภายใน 3 เดือน และได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้สภาพิจารณา โดยมีบรมครูทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ [[ศาสตราจารย์ ไพโรจน์  ชัยนาม]] อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ตอนที่ทำงานในคณะกรรมการยกร่างก็พอจะคุมเวลาได้ แต่ในชั้นการพิจารณาของ[[คณะกรรมาธิการ]]ของสภาและสภาเอง จะคุมเวลาได้ยากมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญที่นายกฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ แสดงเจตนาว่าจะให้เสร็จในเวลา 6 เดือน จึงมาเสร็จเอาในเวลา 1 ปี คือ ก่อนครบปีได้สัก 7 วัน ได้ประกาศใช้วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แสดงความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เคยเป็นมา ผู้คนชื่นชมและสรรเสริญ ทั้งที่กว่าจะผ่านออกมาได้จากสภาได้ในช่วงสุดท้าย พลังกดดันในสังคมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิต นักศึกษา และกลุ่มนักเรียนอาชีวะก็ยังออกมาแสดงความเห็นขัดกันอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ถ้าจำได้ก็จะทราบว่าทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษาและกลุ่มนักเรียนอาชีวะได้เป็นกลุ่มพลังที่มีบทบาทในการล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และมีบทบาทในทางการเมืองพอสมควรหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้น[[หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์]]ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้ไว้ว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรืออีกนัยหนึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2517 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลง[[พระปรมาภิไธย]]ให้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 เดือนนี้ นอกจากจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีบทบัญญัติมากที่สุดหรือมากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่เคยใช้มาในเมืองไทยแล้ว ยังกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีปัญหาวุ่นวายมากที่สุดอีกด้วย กล่าวคือ มีปัญหาทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการมีมติเห็นชอบ ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แม้เมื่อประกาศใช้แล้วยังไม่ทันไร ก็ได้มีความเห็นที่จะต้องแก้ไขในที่สำคัญเรื่องการแต่งตั้ง[[สมาชิกวุฒิสภา]]&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ดังนั้น  ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปตามมาตรา 233 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้เลือกตั้งภายใน 120 วัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2518&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การแก้ไขนี้มีเพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 107 และมาตรา 110&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
มาตรา 107 ตามที่บัญญัติว่า “[[วุฒิสภา]]ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง...” ก็ได้เปลี่ยนเป็น “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในวรรคสองของมาตรานี้ก็แก้จาก “ให้[[ประธานองคมนตรี]]เป็นผู้ลงนามสนอง[[พระบรมราชโองการ]]แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา” เป็น “ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ส่วนมาตรา 110 ที่เขียนไว้ว่า “พระมหากษัตริย์จะได้ทรงเลือกและแต่งตั้ง” ก็ได้เปลี่ยนเป็น “พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจึงเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมืองจะต้องรับไปดูแล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จากนั้นก็มีสมาชิกวุฒิสภา มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีรัฐบาลใหม่มารับงานหนักของบ้านเมืองไปจากบ่าของ[[นักการเมือง]]จำเป็นที่ชื่อ สัญญา  ธรรมศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=10281</id>
		<title>ประชาคมอาเซียน โจทย์ใหญ่สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=10281"/>
		<updated>2014-03-14T08:16:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประชาคมอาเซียน โจทย์ใหญ่สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้แต่ง : รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้ว่าจะมีการประกาศเลื่อนเปิด[[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]ออกไปอีก 12 เดือน จากเดิมวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 (อาจด้วยเหตุผลในหลายประการ และการที่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในหลายเรื่อง เช่น เรื่อง[[การตรวจลงตรา]] [[ภาษีอาการสินค้า]] [[กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน]] เป็นต้น) แต่อย่างไรก็ตามปลายปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยต้องเข้าสู่[[ประชาคมอาเซียน]]อย่างเต็มรูปแบบ  ดังกล่าวแล้วข้างต้นว่าประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ทั้งนี้ในแต่ละเสาหลักจะมีแผนการจัดตั้งของตนเอง หรือ ที่เรียกกันว่า Blueprint  เพื่อให้เกิดการจัดตั้งประชาคมอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•	[[แผนการจัดตั้งประชาคมด้านการเมืองและความมั่นคง]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•[[	แผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•[[	แผนการจัดตั้งประชาคมสังคมวัฒนธรรม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมด้านการเมืองและความมั่นคง มีความมุ่งหวังว่า[[ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน]]  (ASEAN Political - Security Community Blueprint : APSC – Blueprint)  จะทำให้ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงของอาเซียนมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเป็นหลักประกันต่อ[[พลเมือง]]และ[[ประเทศสมาชิกอาเซียน]]ให้อยู่อย่างสันติระหว่างกันและกับโลกภายนอกในบรรยากาศของความเป็น[[ประชาธิปไตย]] [[ความยุติธรรม]]และการมี[[ความปรองดอง]]ต่อกัน เอพีเอสซีจะส่งเสริมพัฒนาการด้านการเมืองโดยยึดหลักการของประชาธิปไตย [[นิติธรรม]] [[ธรรมาภิบาล]] ความเคารพ การส่งเสริมและคุ้มครอง[[สิทธิมนุษยชน]] และเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้[[กฎบัตรอาเซียน]] โดยจะเป็นตัวเชื่อมต่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการติดต่อและมีความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสร้างบรรทัดฐานกฎเกณฑ์และกลไกร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายอาเซียนในด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมและได้ผลประโยชน์จากกระบวนการรวมตัวและการสร้าง[[ประชาคม]] โดยไม่มีคำนึงถึง เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือพื้นเพทางสังคมและวัฒนธรรม ในการปฏิบัติตามแผนงาน นอกจากนี้ เอพีเอสซีประสงค์จะส่งเสริมความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและมิตรประเทศเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นศูนย์กลางและบทบาทแข็งขันของอาเซียนใน[[โครงสร้างสถาปัตยกรรม]]ในภูมิภาคที่เปิดกว้าง [[โปร่งใส]]และทุกฝ่ายมีส่วนร่วม อีกทั้งมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันก้าวไปข้างหน้า และไม่เลือกปฏิบัติ&lt;br /&gt;
เอพีเอสซีสนับสนุนแนวทางด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงต่อพัฒนาการด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างใกล้ชิด ยึดหลักในการละเว้นการรุกรานหรือการขู่ใช้ใช้กำลัง และการกระทำใดๆที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและการพึ่งพาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย[[สันติวิธี]] ในการนี้เอพีเอสซียึดมั่นตามความตกลงทางการเมืองของอาเซียน อาทิ [[ปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ อิสรภาพ และการวางตัวเป็นกลาง]] หรือ [[สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้]] เป็นต้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านมาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจ การทูตในเชิงป้องกัน และแนวทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อีกทั้งแก้ไขประเด็นความมั่นคงในรูปแบบใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint : AEC-Blueprint) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะตั้งบนฐานของการประสานผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกโดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเชิงลึกและกว้างขวางมากขึ้นผ่านความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบันและแผนการดำเนินงานใหม่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่จะส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเปิด มองบริบทภายนอก และส่งเสริมกลไกตลาด ซึ่งสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ในกรอบพหุภาคี และยึดมั่นในระบบกฎเกณฑ์ เพื่อความสอดคล้องของการปฏิบัติตามพันธกรณีในด้านเศรษฐกิจ ประชาคมเศรษฐกิจจะทำให้อาเซียนเป็น[[ตลาดฐานการผลิตเดียวกัน]] สร้างอาเซียนให้มีพลวัตรและขีดความสามารถมากขึ้น ด้วยกลไกและมาตรการใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งของการปฏิบัติตามแผนงานด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม การเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในสาขาสำคัญ การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ แรงงานฝีมือ และผู้มีความสามารถพิเศษ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านกลไกสถาบันของอาเซียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมสังคมวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint : ASCC-Blueprint) เอเอสซีซี มีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเป็นสังคมที่รับผิดชอบเพื่อก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นเอกภาพในหมู่[[พลเมืองอาเซียน]] โดยเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน สร้างสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่และสวัสดิการของประชาชนดีขึ้น [[ประชาคมและวัฒนธรรมอาเซียน]] ถูกกำหนดลักษณะโดยวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น ยึดมั่นในหลักการ มีความร่วมมือ มีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อส่งเสริมพัฒนามนุษย์และสังคม เคารพในเสรีภาพขั้นพื้นฐาน [[ความเท่าเทียมทางเพศ]] การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม นอกจากนี้ยังต้องเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาของพลเมืองอาเซียน เน้นคุณค่าร่วมกันท่ามกลางความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย โดยปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โอกาส และสิ่งท้าทายในปัจจุบัน  เอเอสซีซี ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมในเรื่องการลดช่องว่างการพัฒนา โดยขจัดความแตกต่างทางการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จาก Blueprint หรือ แผนการจัดตั้งไปสู่การปฏิบัติจริงดังกล่าว มีหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการเป็นเจ้าภาพหลัก หรือ เจ้าภาพร่วมในภารกิจต่างๆ  ภาคธุรกิจเอกชนในฐานะที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญในเสาหลักด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้ง [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในระดับพื้นที่ และทุกพื้นที่และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อบริการแก่ประชาชน ทั้งนี้องค์กรและความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันในประชาคมอาเซียน คือ การนำ[[แผนพิมพ์เขียว]] หรือ Blueprint ไปดำเนินการเพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้ไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องอาเซียน หรือ ประชาคมอาเซียนเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประชาคมอาเซียน ถือ เป็น “โจทย์สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพราะ ถือเป็น[[ความรับผิดชอบทางสังคม]] (Social Responsibility) เพราะ[[ผู้บริหารท้องถิ่น]] [[สมาชิกสภาท้องถิ่น]] และ[[ข้าราชการท้องถิ่น]]ล้วนแต่เป็นคนที่มีภูมิลำเนา หรือเป็นคนในท้องถิ่นย่อมถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยดูแลและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น ส่วนเรื่อง[[ความรับผิดชอบทางการเมือง]] (Political Responsibility) นั้น เนื่องด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นเป็น “ผู้แทน” ของประชาชน และได้รับการเลือกสรรผ่าน “[[การเลือกตั้งท้องถิ่น]]” เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาท้องถิ่น และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Legal Responsibility) นั้น เป็นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกรอบกฎหมายที่ระบุไว้ ตั้งแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งได้แก่ [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550]] ที่เน้นย้ำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรหลักใน[[การจัดบริการสาธารณะ]] รวมทั้งใน[[พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]ทั้ง 5 ประเภทก็ระบุอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน รวมทั้ง[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ]]หรือ[[กฎหมายแผน]] รวมทั้งพระราชบัญญัติอื่นๆ ที่ได้ให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในฐานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ทั้งนี้ กฎหมายต่างๆ เหล่านี้เองเป็นกรอบในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น Blueprint เป็นเพียงแผน หรือ สิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นยิ่งกว่านั้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องให้ความสนใจ คือ ความเปลี่ยนแปลง หรือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ ประชาชน ชุมชน ฉะนั้น สิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตั้งเป็น “วาระ” หรือ “โจทย์” คือ จะเตรียมรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลกระทบจากประชาคมอาเซียนอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:องค์กรปกครองท้องถิ่น]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=10279</id>
		<title>ประชาคมอาเซียน โจทย์ใหญ่สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=10279"/>
		<updated>2014-03-14T08:04:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประชาคมอาเซียน โจทย์ใหญ่สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้แต่ง : รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้ว่าจะมีการประกาศเลื่อนเปิด[[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]ออกไปอีก 12 เดือน จากเดิมวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 (อาจด้วยเหตุผลในหลายประการ และการที่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในหลายเรื่อง เช่น เรื่อง[[การตรวจลงตรา]] [[ภาษีอาการสินค้า]] [[กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน]] เป็นต้น) แต่อย่างไรก็ตามปลายปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ  ดังกล่าวแล้วข้างต้นว่าประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ทั้งนี้ในแต่ละเสาหลักจะมีแผนการจัดตั้งของตนเอง หรือ ที่เรียกกันว่า Blueprint  เพื่อให้เกิดการจัดตั้งประชาคมอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•	แผนการจัดตั้งประชาคมด้านการเมืองและความมั่นคง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•	แผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•	แผนการจัดตั้งประชาคมสังคมวัฒนธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมด้านการเมืองและความมั่นคง มีความมุ่งหวังว่าประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Political - Security Community Blueprint : APSC – Blueprint)  จะทำให้ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงของอาเซียนมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเป็นหลักประกันต่อพลเมืองและประเทศสมาชิกอาเซียนให้อยู่อย่างสันติระหว่างกันและกับโลกภายนอกในบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรมและการมีความปรองดองต่อกัน เอพีเอสซีจะส่งเสริมพัฒนาการด้านการเมืองโดยยึดหลักการของประชาธิปไตย นิติธรรม ธรรมาภิบาล ความเคารพ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎบัตรอาเซียน โดยจะเป็นตัวเชื่อมต่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการติดต่อและมีความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสร้างบรรทัดฐานกฎเกณฑ์และกลไกร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายอาเซียนในด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมและได้ผลประโยชน์จากกระบวนการรวมตัวและการสร้างประชาคม โดยไม่มีคำนึงถึง เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือพื้นเพทางสังคมและวัฒนธรรม ในการปฏิบัติตามแผนงาน นอกจากนี้ เอพีเอสซีประสงค์จะส่งเสริมความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและมิตรประเทศเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นศูนย์กลางและบทบาทแข็งขันของอาเซียนในโครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาคที่เปิดกว้าง โปร่งใสและทุกฝ่ายมีส่วนร่วม อีกทั้งมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันก้าวไปข้างหน้า และไม่เลือกปฏิบัติ&lt;br /&gt;
เอพีเอสซีสนับสนุนแนวทางด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงต่อพัฒนาการด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างใกล้ชิด ยึดหลักในการละเว้นการรุกรานหรือการขู่ใช้ใช้กำลัง และการกระทำใดๆที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและการพึ่งพาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ในการนี้เอพีเอสซียึดมั่นตามความตกลงทางการเมืองของอาเซียน อาทิ ปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ อิสรภาพ และการวางตัวเป็นกลาง หรือ สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านมาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจ การทูตในเชิงป้องกัน และแนวทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อีกทั้งแก้ไขประเด็นความมั่นคงในรูปแบบใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint : AEC-Blueprint) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะตั้งบนฐานของการประสานผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกโดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเชิงลึกและกว้างขวางมากขึ้นผ่านความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบันและแผนการดำเนินงานใหม่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่จะส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเปิด มองบริบทภายนอก และส่งเสริมกลไกตลาด ซึ่งสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ในกรอบพหุภาคี และยึดมั่นในระบบกฎเกณฑ์ เพื่อความสอดคล้องของการปฏิบัติตามพันธกรณีในด้านเศรษฐกิจ ประชาคมเศรษฐกิจจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดฐานการผลิตเดียวกัน สร้างอาเซียนให้มีพลวัตรและขีดความสามารถมากขึ้น ด้วยกลไกและมาตรการใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งของการปฏิบัติตามแผนงานด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม การเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในสาขาสำคัญ การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ แรงงานฝีมือ และผู้มีความสามารถพิเศษ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านกลไกสถาบันของอาเซียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการจัดตั้งประชาคมสังคมวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint : ASCC-Blueprint) เอเอสซีซี มีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเป็นสังคมที่รับผิดชอบเพื่อก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นเอกภาพในหมู่พลเมืองอาเซียน โดยเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน สร้างสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่และสวัสดิการของประชาชนดีขึ้น ประชาคมและวัฒนธรรมอาเซียน ถูกกำหนดลักษณะโดยวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น ยึดมั่นในหลักการ มีความร่วมมือ มีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อส่งเสริมพัฒนามนุษย์และสังคม เคารพในเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ความเท่าเทียมทางเพศ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม นอกจากนี้ยังต้องเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาของพลเมืองอาเซียน เน้นคุณค่าร่วมกันท่ามกลางความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย โดยปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โอกาส และสิ่งท้าทายในปัจจุบัน  เอเอสซีซี ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมในเรื่องการลดช่องว่างการพัฒนา โดยขจัดความแตกต่างทางการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จาก Blueprint หรือ แผนการจัดตั้งไปสู่การปฏิบัติจริงดังกล่าว มีหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการเป็นเจ้าภาพหลัก หรือ เจ้าภาพร่วมในภารกิจต่างๆ  ภาคธุรกิจเอกชนในฐานะที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญในเสาหลักด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในระดับพื้นที่ และทุกพื้นที่และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อบริการแก่ประชาชน ทั้งนี้องค์กรและความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันในประชาคมอาเซียน คือ การนำแผนพิมพ์เขียว หรือ Blueprint ไปดำเนินการเพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้ไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องอาเซียน หรือ ประชาคมอาเซียนเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประชาคมอาเซียน ถือ เป็น “โจทย์สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพราะ ถือเป็นความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility) เพราะผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และข้าราชการท้องถิ่นล้วนแต่เป็นคนที่มีภูมิลำเนา หรือเป็นคนในท้องถิ่นย่อมถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยดูแลและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น ส่วนเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Responsibility) นั้น เนื่องด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นเป็น “ผู้แทน” ของประชาชน และได้รับการเลือกสรรผ่าน “การเลือกตั้งท้องถิ่น” เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาท้องถิ่น และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Legal Responsibility) นั้น เป็นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกรอบกฎหมายที่ระบุไว้ ตั้งแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่เน้นย้ำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรหลักในการจัดบริการสาธารณะ รวมทั้งในพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 5 ประเภทก็ระบุอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ หรือกฎหมายแผน รวมทั้งพระราชบัญญัติอื่นๆ ที่ได้ให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในฐานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ทั้งนี้ กฎหมายต่างๆ เหล่านี้เองเป็นกรอบในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น Blueprint เป็นเพียงแผน หรือ สิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นยิ่งกว่านั้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องให้ความสนใจ คือ ความเปลี่ยนแปลง หรือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ ประชาชน ชุมชน ฉะนั้น สิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตั้งเป็น “วาระ” หรือ “โจทย์” คือ จะเตรียมรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลกระทบจากประชาคมอาเซียนอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:องค์กรปกครองท้องถิ่น]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93&amp;diff=10266</id>
		<title>บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93&amp;diff=10266"/>
		<updated>2014-03-08T08:31:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ปรียานุช คลอวุฒิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ.JPG]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตำแหน่ง[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดทางด้านนิติบัญญัติเพราะประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นนอกจากจะเป็นประมุขของสภาผู้แทนราษฎรแล้วยังทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐสภาโดยตำแหน่งอีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, “ประธานรัฐสภา” ใน &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย,&#039;&#039;&#039; (หน้า 555-558) กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548, หน้า 555.&amp;lt;/ref&amp;gt; ดังนั้นผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจึงถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศชาติ เป็นบุคคลที่[[พระมหากษัตริย์]]ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งขึ้นตามมติของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำหน้าที่ควบคุมและจัด[[การประชุมสภา]]ให้มีประสิทธิภาพ&amp;lt;ref&amp;gt;เดโช สวนานนท์, “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ใน &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมศัพท์การเมือง,&#039;&#039;&#039; (หน้า 150) หน้าต่างสู่โลกกว้าง : กรุงเทพฯ, 2545, หน้า 150.&amp;lt;/ref&amp;gt; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้วางหลักว่า [[ประธานรัฐสภา]]จะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 67.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่งผลให้ผู้ที่จะมาทำหน้าที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกสภาราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าเป็นคนยุติธรรม มีความน่าเชื่อถือ และเป็นกลาง ทั้งนี้พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว คือเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับของคนส่วนใหญ่ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในเรื่องทำงานเพื่อส่วนรวม มีความอาวุโสทางการเมือง อีกทั้งเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี อ่อนโยน จึงที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานรัฐสภาของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ&amp;lt;ref&amp;gt;“ประวัติและผลงานของคุณหมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ” ใน &#039;&#039;&#039;37ปี ในหน้าที่ของผู้แทน ฯพณฯ บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี,&#039;&#039;&#039; (หน้า 4-6) กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2537, หน้า 4.&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ (นามเดิม “กิมกุ่ย” ) เป็นบุตรนายเอี้ยง และ นางช่วง สุวรรณหงษ์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ประเสริฐสุวรรณ”) เกิดวันที่ 13 เมษายน 2462 ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และศึกษาระดับประถมและมัธยมที่โรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรีมาโดยตลอด ได้แก่ โรงเรียนประชาบาลวัดประตูสาร โรงเรียนประชาบาลวัดสาลี และโรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (กรรณสูตศึกษาลัย) ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษานั้นเองก็สอบไล่ได้ธรรมศึกษาตรี โท และ ประกาศนียบัตรวิชาครู (พม.) ไปด้วย จากนั้นได้รับการบรรจุเป็นครูโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย ก่อนจะขอลาออกเพื่อเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารเสนารักษ์ หลักสูตร 3 ปี ซึ่งท่านสอบไล่ได้ที่ 1 ทุกปีจนได้รับการจารึกไว้ที่โล่ห์ของโรงเรียน นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังได้รับประกาศนียบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(กิตติมศักดิ์) อีกด้วย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ชั้นสายสะพาย สายที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นสายสะพายสูงสุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การทำงานในบทบาทอื่นๆ ก่อนดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลตรี บุญเอื้อเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานในด้านต่างๆมาหลายด้านก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็น ครู หมอ ทหาร นักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองหัวหน้าพรรคชาติไทย และ[[รัฐมนตรี]] ทั้งนี้ท่านยึดหลัก “ความสุขของประชาชน เยี่ยมยอดกว่าความสุขอื่นใด”&amp;lt;ref&amp;gt;“ปิดทองหลังพระ” ใน &#039;&#039;&#039;37ปี ในหน้าที่ของผู้แทน ฯพณฯ บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี,&#039;&#039;&#039; (หน้า 10-12) กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2537, หน้า 10.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่ละบทบาทที่ท่านทำจึงล้วนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมีผลงานแสดงเป็นที่ประจักษ์เสมอมา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ครู&#039;&#039;&#039; ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานครั้งแรกจากการเป็นครูโดยเป็นครูโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย หลังจากสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี 2480 ก่อนไปศึกษาต่อและกลับมาเป็นครูอีกครั้ง ที่โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์ โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมอ&#039;&#039;&#039; หลังจากสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนนายแพทย์ทหารที่สอนด้านการแพทย์และสาธารณสุขแผนปัจจุบันแล้ว ท่านก็ได้นำความรู้ทางการแพทย์ที่ได้นั้นมาใช้ทำงานอย่างเต็มที่ คือนอกจากสอนด้านการแพทย์ที่โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ต่อมายังได้รับตำแหน่งหัวหน้าตึกอายุรกรรมและหัวหน้าตึกศัลยกรรมโรงพยาบาลอานันทมหิดล อีกด้วย จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2488 จึงได้ลาออกจากราชการ เพื่อจะสามารถดูแลมารดาและยายได้ใกล้ชิด โดยกลับไปตั้งคลินิกรักษาพยาบาลแผนปัจจุบันโดยมีใบประกอบโรคศิลป์ ของกระทรวงสาธารณสุข ชื่อ “วิริยะการแพทย์” ที่อำเภอบางปลาม้าบ้านเกิด คนส่วนใหญ่จึงมักเรียกท่านว่า “หมอเอื้อ” ท่านได้ริเริ่มโครงการเพิ่มพูนความรู้ด้านสาธารณสุขแผนปัจจุบันแก่ชาวบ้านบางครั้งออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้ด้วยจนได้รับรางวัลแพทย์ประจำตำบลดีเด่น 3 ปีซ้อน&amp;lt;ref&amp;gt;ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ, “สรุป พลตรี” ใน &#039;&#039;&#039;ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; (หน้า 59-66) ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 60.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ทหาร&#039;&#039;&#039; ในขณะรับราชการที่โรงเรียนนายทหารเสนารักษ์ นั้นท่านมียศเป็นสิบเอก ยังมิได้ทันเรียนต่ออีก 2 ปีเพื่อเป็นทหารชั้นสัญญาบัตรก็ต้องไปราชการสงคราม ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับเหรียญชัยสมรภูมิมหาเอเชียบูรพา (สงครามอินโดจีน – ฝรั่งเศส) และ เหรียญชัยสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “คนดีศรีส.ร.” เป็นเกียรติประวัติ ยิ่งไปกว่านั้นยังนับเป็นปูชนียบุคคลของเหล่าทหารแพทย์ที่ประกอบคุณงามความดีจนได้รับพระราชทานยศ พลตรีเป็นกรณีพิเศษ&amp;lt;ref&amp;gt;“หมอเอื้อขึ้นพลตรี จาก ‘ส.อ.’ ” &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์,&#039;&#039;&#039; 1 เมษายน 2540, หน้า 17.&amp;lt;/ref&amp;gt;ในเวลาต่อมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;นักการเมืองท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; ได้หันมาเริ่มต้นชีวิตนักการเมืองท้องถิ่นครั้งแรกเมื่อปี 2498 โดยเป็น[[สมาชิกสภาจังหวัด]] เขตอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 4 สมัย โดยเป็นประธานสภาจังหวัดถึง 3 สมัย ในระหว่างนี้ได้มีผลงานในการพัฒนาอำเภอบางปลาม้าและอำเภอใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การทำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จนกระทั่งปี 2514 จึงได้ลาออกเพราะ[[กฎหมาย]]ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เพียงตำแหน่งเดียวและในระหว่างนี้ได้รับการเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039; เป็น[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]] จังหวัดสุพรรณบุรี ถึง 10 สมัย ตั้งแต่ปี 2500 จนถึง 2539 ในระหว่างที่ท่านทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นท่านเป็นผู้ที่บทบาทสำคัญอย่างมาก เคยทำงานใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรี 2 ท่านคือ [[ชาติชาย ชุณหะวัณ|พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ]] และ[[บรรหาร ศิลปอาชา|นายบรรหาร ศิลปอาชา]](เป็นผู้ที่ชักชวนนายบรรหารให้เข้าสู่แวดวงการเมือง)และมีผลงานเป็นที่ยอมรับในหลายด้าน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การทำงานกับ[[พรรคการเมือง]] ท่านเริ่มต้นที่[[พรรคประชาธิปัตย์]]ในสมัย[[ควง อภัยวงศ์|พันตรี ควง อภัยวงศ์]] เป็นหัวหน้าพรรค ในปี 2500 โดยย้ายมาพรรคธรรมสังคมในปี 2518 และต่อมาได้ไปทำงานใน[[พรรคชาติไทย]]ตั้งแต่ยุคก่อตั้งพรรคในปี 2519 จนได้เป็นถึงรองหัวหน้าพรรค แม้อำลาวงการเมืองไปแล้วก็ยังคงเป็นคณะที่ปรึกษาของพรรคตลอดมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• การพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านได้พัฒนาพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานมีผลงานโครงการต่างๆ ถึงหลายร้อยโครงการ จนมีผู้ขนานนามท่านว่าเป็น “[[ราชสีห์ผู้เอื้ออารีแห่งบางปลาม้า]]”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• บทบาทในรัฐสภาทางด้านนิติบัญญัตินั้น ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;1. เสนอกฎหมาย 2 ฉบับ คือ [[พระราชบัญญัติการประมง (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2528]] และ [[พระราชบัญญัติประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2530]] ประธานคณะกรรมการประสานงานสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;2. เป็นคณะกรรมาธิการต่างๆ ได้แก่ คณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน คณะกรรมาธิการสาธารณสุข และ กรรมาธิการการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• ประธานคณะกรรมการประสานงาน[[สภาผู้แทนราษฎร]]ของฝ่าย[[รัฐบาล]] [[ประธานคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา]] (วิปรัฐบาล) และ [[ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายค้าน]] (วิปฝ่ายค้าน) ซึ่งไม่ว่าท่านจะทำงานกับฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ท่านได้ปฏิบัติงานด้วยความอลุ่มอล่วยในปัญหาที่เกิดขึ้นประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อให้เกิด[[ความปรองดอง]]กันระหว่างฝ่าย[[รัฐบาล]]และฝ่ายค้านอยู่เสมอ&amp;lt;ref&amp;gt;มารุต บุญนาค, “สารแสดงความยินดี” ใน &#039;&#039;&#039;ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีต[[ประธานรัฐสภา]]และ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 11.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การบริหารราชการแผ่นดิน&#039;&#039;&#039; ท่านได้เข้าร่วมเป็น[[รัฐมนตรี]]ถึง 3 สมัย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ[[กระทรวงเกษตรและสหกรณ์]] ในปี 2524-2526 ซึ่งมี[[เปรม ติณสูลานนท์|พลเอก เปรม ติณสูลานนท์]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี 2531-2533 ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 45 ซึ่งมี[[ชาติชาย ชุณหะวัณ|พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	• เป็นรองนายกรัฐมนตรี ในปี 2534 ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 46 ซึ่งมี พลเอก [[ชาติชาย ชุณหะวัณ]] เป็นนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาทในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณเข้ามาดำรงตำแหน่ง[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]และ[[ประธานรัฐสภา]] ของรัฐสภาชุดที่ 27 ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฏาคม 2538 จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2539 (รวมระเวลา 1 ปี 2 เดือน 25 วัน) นับเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 19 และเป็นประธานรัฐสภา คนที่ 23 ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นท่านไม่ขอรับตำแหน่งและได้เสนอ [[ประมาณ อดิเรกสาร|พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร]]ซึ่งมีความเหมาะสมกว่าแต่ท่านปฏิเสธและยืนยันว่าพลตรี บุญเอื้อนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ดีแล้ว แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นในการดำรงตำแหน่งประมุขทางนิติบัญญัติ แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างดียิ่งจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในการประสานงานได้เป็นอย่างดี ประวัติทางการเมืองไม่เคยเสื่อมเสีย เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ การทำหน้าที่ประธานเพื่อให้การประชุมดำเนินไปได้โดยเรียบร้อยแม้จะเป็นภาระหนักแต่สาธารณชนทั่วไปเห็นได้ชัดเจนว่าท่านประธานผู้นี้ได้วางตัวอย่างเป็นกลางที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;“ พูดจาประสาคน : อย่าลืมบทเรียน ” &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์,&#039;&#039;&#039; 3 ตุลาคม 2539, หน้า 7.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนี้ท่านยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคชาติไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพรรคแล จังหวัดเดียวกันกับ[[นายกรัฐมนตรี]]มีผลให้การประสานงานระหว่างสภากับ[[คณะรัฐมนตรี]]สามารถทำได้ราบรื่นขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านเองยังเคยมีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ([[วิป]]) มาก่อน จึงนำหลักแห่งการยืดหยุ่น การประนีประนอมบนพื้นฐานของเหตุและผล ความถูกต้องเหมาะสม มาใช้และพยายามใช้อำนาจของประธานและใช้ข้อบังคับให้น้อยที่สุด ประกอบกับบุคลิกส่วนตัวของท่านที่เป็นคนดี มีเมตตา และมีความโอบอ้อมอารีต่อผู้ที่ร่วมงานด้วยเสมอมา&amp;lt;ref&amp;gt;วันมูหะมัดนอร์ มะทา, “สารแสดงความยินดี” ใน &#039;&#039;&#039;ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 9.&amp;lt;/ref&amp;gt; อ่อนน้อมถ่อมตนและที่สำคัญจะทำการใดก็จะระลึกถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ&amp;lt;ref&amp;gt;มีชัย ฤชุพันธ์, “สารแสดงความยินดีจากประธานวุฒิสภา” ใน ชี&#039;&#039;&#039;วประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 10.&amp;lt;/ref&amp;gt; จึงทำให้เป็นที่เคารพของนักการเมืองทุกรุ่นได้รับการยอมรับเชื่อถือศรัทธาจากทุกฝ่าย&amp;lt;ref&amp;gt;ชวลิต ยงใจยุทธ, “สาร พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี” ใน &#039;&#039;&#039;ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 4.&amp;lt;/ref&amp;gt; เป็นที่ยอมรับทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม&amp;lt;ref&amp;gt;ประมาณ อดิเรกสาร, “สารแสดงความยินดี” ใน ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี, ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 12.&amp;lt;/ref&amp;gt; ปราศจากรอยด่างพร้อยใดๆ แม้แต่ข้าราชการประจำก็ให้การยอมรับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากภารกิจในการเป็นประธานในที่ประชุมแล้วยังต้องทำหน้าที่บริหารงานของรัฐสภาอีกหลายด้าน เช่น ประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) ประธานคณะกรรมการบริหารแห่งประเทศไทยในองค์การรัฐสภาอาเซียน (AIPO) และประธานสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น สิ่งที่ท่านภูมิใจมากในขณะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาก็คือการได้มีโอกาสถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซึ่งเป็นปีกาญจนาภิเษก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในขณะดำรงตำแหน่งนี้ได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายพิเศษวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และได้รับประกาศนียบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกิตติมศักดิ์ อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ก็มอบเข็มวิทยวิทยฐานะนักบริหารระดับสูงกิติมศักดิ์ให้อีกด้วย และเมื่อได้มีการยุบสภา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2539 ท่านจึงตัดสินใจอำลาวงการเมืองอย่างถาวร ด้วยวัย 77 ปี กับการเป็นนักการเมืองมานานกว่า 40 ปี โดยกล่าวว่า “คนเราต้องรู้จักพอ”&amp;lt;ref&amp;gt;“ บุญเอื้อยันวางมือ-พอแล้วชาวสุพรรณขอทายาทลงแทน ” &#039;&#039;&#039;เอกลักษณ์แนวหน้า,&#039;&#039;&#039; 5 ตุลาคม 2539 , หน้า 2.&amp;lt;/ref&amp;gt; และด้วยเหตุที่ท่านตั้งใจทำงานมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานดำรงตำแหน่งนี้เอง จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ จากที่เคยรับราชการทหารมียศสิบเอก ให้เป็นพลตรี ตั้งแต่ วันที่ 31 มกราคม 2540 โดยเนื้อความตอนหนึ่งของพระบรมราชโองการนี้ กล่าวถึงเหตุที่พระราชทานยศดังกล่าวนอกเหนือจากเหตุเคยร่วมรบในสงครามว่า “ขณะดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นผลดีแก่ประเทศชาติอย่างยิ่ง”&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศทหาร” ใน &#039;&#039;&#039;ชีวประวัติ พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี,&#039;&#039;&#039; ม.ป.พ. : ม.ป.ท., 2540, หน้า 1.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้ว่าท่านจะไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองแล้ว ท่านก็มักจะปลูกฝังแนวคิดในด้านจริยธรรมของนักการเมือง ให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นหลังอยู่เสมอ โดยส่งเสริมให้นักการเมืองรุ่นใหม่มี “หิริโอตตัปปะ” รู้จักสามัคคีเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ&amp;lt;ref&amp;gt;“ บุญเอื้อยันวางมือ-พอแล้วชาวสุพรรณขอทายาทลงแทน ” &#039;&#039;&#039;เอกลักษณ์แนวหน้า,&#039;&#039;&#039; 5 ตุลาคม 2539 , หน้า 2.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากคำแนะนำดังกล่าวนี้ทำให้เห็นได้ว่าท่านอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พลตรี บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ นี้ยังคงมีความผูกพันกับสภาผู้แทนราษฎรอยู่เสมอ และยังพยายามชี้นำทางที่ถูกที่ควรให้ผู้อื่น ใครเข้าใกล้จึงเหมือนเข้าใกล้แสงแห่งธรรมสมดังฉายา “[[บัวในดงบอน]]” &amp;lt;ref&amp;gt;“ เผย 10 อันดับฮิตประจำทำเนียบฯ ” &#039;&#039;&#039;ไทยรัฐ,&#039;&#039;&#039; 28 ธันวาคม 2533 , หน้า 1.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จริณ จรรยาบรรณ. “ ส.ส.10 สมัยเมืองขุนแผน บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ” &#039;&#039;&#039;มติชน.&#039;&#039;&#039; 8 กรกฎาคม 2538 , หน้า 4.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ” &#039;&#039;&#039;สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์.&#039;&#039;&#039; 42,51 (19-24 พฤษภาคม 2539) , หน้า 3-8.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรพิมล ชัยเศรษฐ. “บุญเอื้อประเสริฐสุวรรณ ราชสีห์ผู้เอื้ออารีแห่งบางปลาม้า กับฉายาบัวในดงบอน”. &#039;&#039;&#039;Hi-Class.&#039;&#039;&#039; 12,142 (กุมภาพันธ์ 2539) : 144-150.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ. “ประธานรัฐสภา” ใน &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; (หน้า 555-558) กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน. &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับบิเคชั่นส์, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อธิคม อินทุภูติ, &#039;&#039;&#039;“วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 5/49 เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] &lt;br /&gt;
สืบค้นจาก http://www.sittigorn.net/documents/con_atikom_59_p_5.pdf เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10265</id>
		<title>การบริหารราชการแผ่นดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10265"/>
		<updated>2014-03-08T08:14:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; สุเทพ เอี่ยมคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยได้ยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาเช่นนี้มานับแต่การอภิวัฒน์[[เปลี่ยนแปลงการปกครอง]]เมื่อ[[วันที่ 24 มิถุนายน 2475]] โดยระบอบการปกครองนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินจำต้องมีคณะบุคคลขึ้นมารับผิดชอบ มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหาร ที่พร้อมจะถูกควบคุม ตรวจสอบ และ[[ถ่วงดุล]]การใช้อำนาจทางการบริหารจาก[[รัฐสภา]] ตามแนวคิด[[อำนาจอธิปไตย]]ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน ที่แต่ละฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระในการใช้อำนาจของตนเอง แต่ยังมีการควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่า[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน &amp;quot;ถือบ้านถือเมือง&amp;quot; ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมี[[สมุหกลาโหม]]รับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ  แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ [[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้ง[[จตุสดมภ์]]ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มี[[ปลัดทูลฉลอง]]เป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาล[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ซึ่งมีการจัดตั้ง[[องคมนตรีสภา]] ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออก[[กฎหมาย]]ทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดินก่อน[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง]] จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของ[[พระราชอำนาจ]]ตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว [[พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475]] กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[ประธานกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช  2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[รัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[นายกรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการบริหารราชการแผ่นดิน [[พระมหากษัตริย์]]จะทรงแต่งตั้ง[[นายกรัฐมนตรี]]คนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]ผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]เสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] และทรงแต่งตั้ง[[รัฐมนตรี]]อื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็น[[คณะรัฐมนตรี]] มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ  ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราว[[หาเสียงเลือกตั้ง]] หรือที่ประกาศเป็น[[สัญญาประชาคม]]ให้ผู้สมัครของพรรคได้รับ[[การเลือกตั้ง]]จากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตาม[[แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ]] โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บรรดา[[รัฐมนตรี]]ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่ง[[รัฐธรรมนูญ]] กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]]ในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ[[สมาชิกวุฒิสภา]] นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มี[[การเปิดอภิปรายทั่วไป]]ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. จัดระบบ[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] [[ส่วนภูมิภาค]] และ[[ส่วนท้องถิ่น]] ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. [[กระจายอำนาจ]]ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ [[คุณธรรมและจริยธรรม]]ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้[[หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี]]เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ [[โปร่งใส]] [[ตรวจสอบได้]] โดยคำนึงถึง[[การมีส่วนร่วมของประชาชน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย  ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ  สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน  คือ ส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้  ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] :&#039;&#039;&#039; ใช้[[หลักการรวมอำนาจ]] โดยให้อำนาจ[[การบังคับบัญชา]]และ[[การวินิจฉัยสั่งการ]]สูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ  แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) [[สำนักนายกรัฐมนตรี]] (2) [[กระทรวง]] หรือ[[ทบวง]]ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี  ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนภูมิภาค]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ  การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ [[จังหวัด]] และ[[อำเภอ]]         &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนิน[[การปกครองตนเอง]]อย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา  มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น  ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย    การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) [[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]] (2) [[เทศบาล]] (3) [[สุขาภิบาล]] และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ [[กรุงเทพมหานคร]] และ[[เมืองพัทยา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจตนารมณ์[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช  ถิรพันธุ์เมธี  : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ffffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot; &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;/div&amp;gt;  |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
[[category:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10264</id>
		<title>การบริหารราชการแผ่นดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10264"/>
		<updated>2014-03-08T08:11:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; สุเทพ เอี่ยมคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยได้ยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาเช่นนี้มานับแต่การอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยระบอบการปกครองนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินจำต้องมีคณะบุคคลขึ้นมารับผิดชอบ มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหาร ที่พร้อมจะถูกควบคุม ตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อำนาจทางการบริหารจาก[[รัฐสภา]] ตามแนวคิด[[อำนาจอธิปไตย]]ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน ที่แต่ละฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระในการใช้อำนาจของตนเอง แต่ยังมีการควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่า[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน &amp;quot;ถือบ้านถือเมือง&amp;quot; ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมี[[สมุหกลาโหม]]รับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ  แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ [[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้ง[[จตุสดมภ์]]ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มี[[ปลัดทูลฉลอง]]เป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาล[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ซึ่งมีการจัดตั้ง[[องคมนตรีสภา]] ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออก[[กฎหมาย]]ทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดินก่อน[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง]] จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของ[[พระราชอำนาจ]]ตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว [[พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475]] กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[ประธานกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช  2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[รัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[นายกรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการบริหารราชการแผ่นดิน [[พระมหากษัตริย์]]จะทรงแต่งตั้ง[[นายกรัฐมนตรี]]คนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]ผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]เสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] และทรงแต่งตั้ง[[รัฐมนตรี]]อื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็น[[คณะรัฐมนตรี]] มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ  ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราว[[หาเสียงเลือกตั้ง]] หรือที่ประกาศเป็น[[สัญญาประชาคม]]ให้ผู้สมัครของพรรคได้รับ[[การเลือกตั้ง]]จากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตาม[[แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ]] โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บรรดา[[รัฐมนตรี]]ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่ง[[รัฐธรรมนูญ]] กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]]ในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ[[สมาชิกวุฒิสภา]] นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มี[[การเปิดอภิปรายทั่วไป]]ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. จัดระบบ[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] [[ส่วนภูมิภาค]] และ[[ส่วนท้องถิ่น]] ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. [[กระจายอำนาจ]]ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ [[คุณธรรมและจริยธรรม]]ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้[[หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี]]เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ [[โปร่งใส]] [[ตรวจสอบได้]] โดยคำนึงถึง[[การมีส่วนร่วมของประชาชน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย  ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ  สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน  คือ ส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้  ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ  แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี  ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนภูมิภาค]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ  การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือจังหวัด และอำเภอ         &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนิน[[การปกครองตนเอง]]อย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา  มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น  ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย    การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) [[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]] (2) [[เทศบาล]] (3) [[สุขาภิบาล]] และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ [[กรุงเทพมหานคร]] และ[[เมืองพัทยา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช  ถิรพันธุ์เมธี  : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ffffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot; &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;/div&amp;gt;  |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
[[category:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10263</id>
		<title>การบริหารราชการแผ่นดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=10263"/>
		<updated>2014-03-08T07:55:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; สุเทพ เอี่ยมคง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยได้ยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาเช่นนี้มานับแต่การอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยระบอบการปกครองนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินจำต้องมีคณะบุคคลขึ้นมารับผิดชอบ มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหาร ที่พร้อมจะถูกควบคุม ตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อำนาจทางการบริหารจาก[[รัฐสภา]] ตามแนวคิด[[อำนาจอธิปไตย]]ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน ที่แต่ละฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระในการใช้อำนาจของตนเอง แต่ยังมีการควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่า[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน &amp;quot;ถือบ้านถือเมือง&amp;quot; ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ  แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว [[พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475]] กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[ประธานกรรมการราษฎร]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช  2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[คณะรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[รัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี &#039;&#039;&#039;&amp;quot;[[นายกรัฐมนตรี]]&amp;quot;&#039;&#039;&#039; ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการบริหารราชการแผ่นดิน [[พระมหากษัตริย์]]จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]ผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] และทรงแต่งตั้ง[[รัฐมนตรี]]อื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ  ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับ[[การเลือกตั้ง]]จากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บรรดา[[รัฐมนตรี]]ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]]ในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนว นโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย  ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ  สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน  คือ ส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้  ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ  แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี  ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนภูมิภาค]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ  การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือจังหวัด และอำเภอ         &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น]] :&#039;&#039;&#039; ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา  มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น  ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย    การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,”  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช  ถิรพันธุ์เมธี  : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ffffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot; &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;/div&amp;gt;  |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
[[category:การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10133</id>
		<title>กรุงสยามปฏิรูป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10133"/>
		<updated>2014-02-12T21:53:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้แต่ง&#039;&#039;&#039; นางสาวธีรพรรณ ใจมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พรรคกรุงสยามปฏิรูป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ [[14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]] ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 [[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยบวชเป็นสามเณรและมาบวชเป็นพระและจำวัดที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร ส่งผลให้นักศึกษา[[ประท้วง]]ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง จนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2519 [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช]] ตัดสินใจลาออก แต่สภามีมติให้ดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]]ต่อไปอีก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชจึงได้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่เมื่อ ถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ และฝ่ายทหารก็ยึดอำนาจใช้ชื่อว่า[[คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน]] คณะผู้ยึดอำนาจได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 [[ยุบสภา]]ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับ พ.ศ.2517 และตั้งนาย[[ธานินทร์ กรัยวิเชียร]] เป็นนายกรัฐมนตรี ราว 3 ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะทหารชุดเดิมเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ และตั้ง [[เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์|พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22  ธันวาคม พ.ศ. 2521 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ โดยระบุว่าคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และยังกำหนดด้วยในมาตร 95 ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะพึงมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น หมายความว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ และพรรคที่มีจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในช่วงเวลา 4 ปี แรกนับตั้งแต่วันตั้งวุฒิสมาชิก ยังไม่ให้ใช้ข้อบังคับที่ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง (เพราะบทเฉพาะกาลระบุว่าจะใช้เมื่อ 4 ปีหลังจากมีการตั้งวุฒิสมาชิก)  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีผู้ลงรับสมัครที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนถึง 615 คน (จากจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้ง 63 คน) และยังเกิดพรรคจำนวนมากที่ไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคกรุงสยามปฏิรูปที่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คน คือนายเปรม มาลากุลที่จังหวัดอุตรดิตถ์และได้รับเลือกตั้ง ต่อมานายเปรม ได้เข้าร่วมกับพรรคสยามปฏิรูปของนายประมวล กุลมาตร์ ส.ส. จังหวัดชุมพร ดำเนินนโยบายทางการเมืองว่า “กลุ่มสยามปฏิรูปมีนโยบายสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชาวนะ ไตรมาศ. ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปีประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองไทย. http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=5929.msg47927&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:รายชื่อพรรคการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10132</id>
		<title>กรุงสยามปฏิรูป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10132"/>
		<updated>2014-02-12T21:51:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้แต่ง&#039;&#039;&#039; นางสาวธีรพรรณ ใจมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พรรคกรุงสยามปฏิรูป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ [[14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]] ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 [[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยบวชเป็นสามเณรและมาบวชเป็นพระและจำวัดที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร ส่งผลให้นักศึกษา[[ประท้วง]]ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง จนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2519 [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช]] ตัดสินใจลาออก แต่สภามีมติให้ดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]]ต่อไปอีก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชจึงได้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่เมื่อ ถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ และฝ่ายทหารก็ยึดอำนาจใช้ชื่อว่า[[คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน]] คณะผู้ยึดอำนาจได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 [[ยุบสภา]]ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับ พ.ศ.2517 และตั้งนาย[[ธานินทร์ กรัยวิเชียร]] เป็นนายกรัฐมนตรี ราว 3 ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะทหารชุดเดิมเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ และตั้ง [[เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์|พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22  ธันวาคม พ.ศ. 2521 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ โดยระบุว่าคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และยังกำหนดด้วยในมาตร 95 ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะพึงมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น หมายความว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ และพรรคที่มีจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในช่วงเวลา 4 ปี แรกนับตั้งแต่วันตั้งวุฒิสมาชิก ยังไม่ให้ใช้ข้อบังคับที่ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง (เพราะบทเฉพาะกาลระบุว่าจะใช้เมื่อ 4 ปีหลังจากมีการตั้งวุฒิสมาชิก)  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีผู้ลงรับสมัครที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนถึง 615 คน (จากจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้ง 63 คน) และยังเกิดพรรคจำนวนมากที่ไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคกรุงสยามปฏิรูปที่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คน คือนายเปรม มาลากุลที่จังหวัดอุตรดิตถ์และได้รับเลือกตั้ง ต่อมานายเปรม ได้เข้าร่วมกับพรรคสยามปฏิรูปของนายประมวล กุลมาตร์ ส.ส. จังหวัดชุมพร ดำเนินนโยบายทางการเมืองว่า “กลุ่มสยามปฏิรูปมีนโยบายสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชาวนะ ไตรมาศ. ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปีประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองไทย. http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=5929.msg47927&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:รายชื่อพรรคการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10131</id>
		<title>กรุงสยามปฏิรูป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=10131"/>
		<updated>2014-02-12T21:50:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Teeraphan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้แต่ง&#039;&#039;&#039; นางสาวธีรพรรณ ใจมั่น&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พรรคกรุงสยามปฏิรูป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ [[14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]] ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 [[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยบวชเป็นสามเณรและมาบวชเป็นพระและจำวัดที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร ส่งผลให้นักศึกษา[[ประท้วง]]ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง จนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2519 [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช]] ตัดสินใจลาออก แต่สภามีมติให้ดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]]ต่อไปอีก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชจึงได้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่เมื่อ ถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ และฝ่ายทหารก็ยึดอำนาจใช้ชื่อว่า[[คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน]] คณะผู้ยึดอำนาจได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 [[ยุบสภา]]ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับ พ.ศ.2517 และตั้งนาย[[ธานินทร์ กรัยวิเชียร]] เป็นนายกรัฐมนตรี ราว 3 ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะทหารชุดเดิมเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ และตั้ง [[เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์|พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์]] เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22  ธันวาคม พ.ศ. 2521 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ โดยระบุว่าคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และยังกำหนดด้วยในมาตร 95 ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะพึงมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น หมายความว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ และพรรคที่มีจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในช่วงเวลา 4 ปี แรกนับตั้งแต่วันตั้งวุฒิสมาชิก ยังไม่ให้ใช้ข้อบังคับที่ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง (เพราะบทเฉพาะกาลระบุว่าจะใช้เมื่อ 4 ปีหลังจากมีการตั้งวุฒิสมาชิก)  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีผู้ลงรับสมัครที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนถึง 615 คน (จากจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้ง 63 คน) และยังเกิดพรรคจำนวนมากที่ไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคกรุงสยามปฏิรูปที่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คน คือนายเปรม มาลากุลที่จังหวัดอุตรดิตถ์และได้รับเลือกตั้ง ต่อมานายเปรม ได้เข้าร่วมกับพรรคสยามปฏิรูปของนายประมวล กุลมาตร์ ส.ส. จังหวัดชุมพร ดำเนินนโยบายทางการเมืองว่า “กลุ่มสยามปฏิรูปมีนโยบายสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชาวนะ ไตรมาศ. ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปีประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองไทย. http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=5929.msg47927&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:รายชื่อพรรคการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Teeraphan</name></author>
	</entry>
</feed>