<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Suksan</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Suksan"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Suksan"/>
	<updated>2026-04-16T01:35:51Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12473</id>
		<title>ประชาธิปไตยท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12473"/>
		<updated>2016-07-19T06:40:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยท้องถิ่น (local democracy) คือ ประชาธิปไตยในระดับรากฐานของสังคม เพราะประชาชนในท้องถิ่น สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจวิถีชีวิตแบบ[[ประชาธิปไตย]] ได้จากการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้โดยตรง ดังเช่น การรวมกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อตัดสินใจทำโครงการพัฒนาท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะเป็นการทำถนนเข้าหมู่บ้าน การสร้างบ่อกำจัดขยะ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีโอกาสกระทบต่อการดำรงชีวิต หรือมีความใกล้ตัวชาวบ้านในท้องถิ่นได้มาก       ประชาธิปไตยท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างไปจากประชาธิปไตยระดับชาติในปัจจุบัน อันเป็น[[ประชาธิปไตยสมัยใหม่]] (modern democracy) ที่ประชาชนใช้การเลือกตัวแทน ไปใช้อำนาจปกครองแทนตนเอง (representative government)     ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยทั้งสองระดับดังกล่าว อยู่ที่เรื่องการให้ความสำคัญกับหลักการที่ว่าด้วย “[[การปกครองตนเอง]]” (self-government democracy)&amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น (กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2550), หน้า 8-9.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง อันสะท้อนให้เห็นผ่านประชาธิปไตยท้องถิ่น       ในเชิงแนวความคิด นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ชื่อว่า  จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้ให้มุมมองที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาธิปไตยท้องถิ่นกับ[[การปกครองส่วนท้องถิ่น]]เอาไว้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นนั้น จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงความคิดเรื่องความเป็นอิสระในท้องถิ่น (local autonomy) เข้ากับเป้าหมายในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน (popular responsiveness)  เพื่อให้การปกครองท้องถิ่น เป็นวิถีทางในการรับประกันเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ[[รัฐบาล]]ส่วนกลาง และเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการศึกษาทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;อ้างใน Andrew Heywood, Key Concepts in Politics (New York: Palgrave Macmillan, 2000), p. 250. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความคุ้นเคยกับประชาธิปไตย และเรียนรู้วิถีทางในการประพฤติปฏิบัติตามแบบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย  ในลำดับต่อไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดของหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น และยกตัวอย่างรูปธรรมของประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น อยู่ที่เรื่อง “การปกครองตนเอง”  ซึ่งเป็นเรื่องของการมี[[สิทธิและเสรีภาพ]]ในการกำหนดชีวิตของตนเองอย่างมากที่สุด ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายของรัฐนั้นๆ ได้ให้ไว้กับประชาชนในท้องถิ่น   แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้เกี่ยวกับหลักการปกครองตนเองดังกล่าว ก็คือ การมีสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว มิได้หมายความว่า ประชาชนในท้องถิ่นจะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ จนกระทั่งสามารถกระทำการต่างๆได้ตามอำเภอใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การกระทำของพวกเขาจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็น[[พลเมือง]]ที่ดีของตนเองด้วย ดังเช่น การมีความกระตือรือร้นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ทั้งของตนเองและส่วนรวมในชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ     หลักการสำคัญดังกล่าว ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกมองว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้ประชาธิปไตยทางตรงในสมัยกรีกโบราณ ที่ในอดีตจะเกิดขึ้นได้ในเมืองที่มีขนาดเล็กๆ และประชากรจำนวนน้อยๆ   ด้วยลักษณะทางกายภาพดังกล่าว ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการตัดสินใจทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชีวิตสาธารณะของตนเองโดยประชาชนได้โดยง่าย   กล่าวคือ พลเมืองภายในนครรัฐ (polis) ของกรีกโบราณ สามารถใช้อำนาจทางด้าน[[นิติบัญญัติ]] ด้านการบริหาร และด้าน[[ตุลาการ]] โดยใช้วิธีจับฉลากเข้าไปทำหน้าที่  โดยไม่ต้องใช้[[การเลือกตั้ง]]ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่เฉกเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่&amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น, หน้า 10-11. และ Anthony Birch, The Concepts &amp;amp; Theories of Modern Democracy, 3rd ed. (London: Routledge, 2007), pp. 109-110. &amp;lt;/ref&amp;gt; ภายใต้บริบททางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก[[รัฐสมัยใหม่]] (modern state) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีอาณาเขตที่กว้างขวางและมีประชากรจำนวนมาก ยากที่จะบริหารจัดการให้เกิดประชาธิปไตยทางตรงในระดับชาติได้         ประชาธิปไตยท้องถิ่นมีข้อดีที่สำคัญที่สุด อยู่ที่เรื่องของการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของท้องถิ่น  มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ ผู้รอรับผลประโยชน์ทาง[[นโยบายสาธารณะ]] หรือผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ผู้ปกครองได้ให้เอาไว้         ดังนั้น ด้วยลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นดังกล่าว เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าโดยหลักการแล้ว  ประชาธิปไตยท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ การ “เป็นของประชาชน” และ “ทำโดยประชาชน”  มากกว่าการเป็นประชาธิปไตย “เพื่อประชาชน”    ซึ่งลักษณะสำคัญดังกล่าวของประชาธิปไตยท้องถิ่น จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยระดับชาติได้ ดังเช่น ปัญหาทรราชจากเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) การมีรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ineffective government) การเกิด[[ความขัดแย้ง]]ระหว่างตัวแทนจาก[[พรรคการเมือง]]ต่างๆของ[[ฝ่ายค้าน]]และ[[ฝ่ายรัฐบาล]] เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ดูเพิ่มเติมใน Frank Cunningham, Theories of Democracy: A Critical Introduction (London: Routledge, 2002), pp. 15-18. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศนั้น มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย แต่ในที่นี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบ โดยเริ่มจากกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก   การทำความเข้าใจประชาธิปไตยท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกานั้น สามารถทำได้ผ่านการศึกษางานเขียนทางวิชาการที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ของนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า อเล็กซิส เดอ ท็อกเกอร์วิลล์ (Alexis de Tocqueville)  งานเขียนชิ้นนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาประชาธิปไตยท้องถิ่นชิ้นสำคัญเล่มแรกในโลกวิชาการ ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1835   ท็อกเกอร์วิลล์ได้นำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่น ผ่านการอธิบายการปกครองท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เพราะมองว่าเรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ก่อนจะกล่าวถึงประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาในระดับสหพันธรัฐ    ท็อกเกอร์วิลล์ ได้ยกตัวอย่าง ระบบชุมชนในนิวอิงแลนด์ (New England) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในชุมชนอย่างเต็มที่ เพราะประชาชนในชุมชนของนิวอิงแลนด์ เป็นที่มาของอำนาจในสังคม สามารถใช้อำนาจของตนได้โดยตรงอย่างยิ่ง แม้ว่าในระดับของมลรัฐนิวอิงแลนด์จะมีระบบผู้แทนดำรงอยู่ แต่ในระดับของชุมชน ซึ่งถือได้ว่ามีการใช้อำนาจนิติบัญญัติและการปกครอง ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ระบบผู้แทนในลักษณะดังกล่าวจะไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชน    ดังนั้น ในระดับของชุมชนภายในมลรัฐนิวอิงแลนด์ จึงไม่มีสภาเทศบาลทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อชี้นำการทำกิจการสาธารณะต่างๆ   แต่พลเมืองในชุมชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้นำนักบริหารชุมชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะในกรณีที่มิได้มี[[ข้อบัญญัติ]]ใน[[รัฐธรรมนูญ]]ของรัฐเอาไว้โดยตรง&amp;lt;ref&amp;gt;ดูใน Alexis de Tocqueville, Democracy in America: Historical-Critical Edition of De la démocratie an Amérique, Volume I. Edited by Eduardo Nolla (Indianapolis: Liberty Fund, 2010), pp. 98-104. &amp;lt;/ref&amp;gt;       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นสมัยใหม่ ที่มีความเก่าแก่แล้ว  ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังเช่น กรณีประชาธิปไตยท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ     การศึกษาบทบาทของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นของอังกฤษจะให้ความสำคัญกับเรื่อง[[หลักความรับผิดชอบ]] (accountability) ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการศึกษาการทำงานของตำรวจอังกฤษในระดับท้องถิ่น ที่แต่เดิมอาศัยมาตรการทาง[[กฎหมาย]]ที่กำหนดไว้ผ่าน[[พระราชบัญญัติ]]ตำรวจและหลักฐานอาญาฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1984 (the new Police and Criminal Evidence Act (1984)) ซึ่งเป็นการบัญญัติหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ ที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้โดยรัฐบาลระดับชาติ     อย่างไรก็ตาม จากความเป็นจริงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่นต่างๆ  ก็ทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้การทำงานของตำรวจ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง[[การมีส่วนร่วมของประชาชน]]ในท้องถิ่น และการได้รับความยินยอมให้ปฏิบัติหน้าที่ (consent) จากประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้น จึงนำมาสู่การเพิ่มบทบาทของประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่นระดับภาคและระดับแผนก (division and subdivision) โดยอยู่ในรูปของการใช้บทบัญญัติทางกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาชุมชนท้องถิ่น (local community councils) เพื่อบังคับใช้อำนาจการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ &amp;lt;ref&amp;gt;ดูรายละเอียดใน Susan J. Smith, “Police Accountability and Local Democracy,” Area 18, 2 (June 1986): 99-107. &amp;lt;/ref&amp;gt;       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้มีเพียงแต่กระแสการเพิ่มอำนาจของประชาชนในท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการปกครองส่วนท้องถิ่นและการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาบางกรณีในต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นก็สามารถถูกขัดขวางได้ เมื่อมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ และมีการจัดระเบียบหน่วยงานด้านการปกครองท้องถิ่นใหม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศชิลี     แต่เดิมประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นของชิลี ให้ความสำคัญกับแนวคิด[[ประชานิยม]] ซึ่งทำให้รัฐบาลชิลีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในท้องถิ่น และต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้กับท้องถิ่น เพราะพรรคการเมืองของชิลีมีการยึดโยงมวลชนในระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงในการสนับสนุนพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขบวนการมวลชนระดับรากหญ้าและภาคประชาสังคม มีบทบาททางการเมืองที่เข้มแข็ง ในการสร้างข้อเรียกร้องจากพรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบประชาธิปไตยในชิลี ได้ถึงกาลล่มสลายลงไป ในปี ค.ศ. 1973  เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีซัลวาดอร์  อาเยนเด้ (Salvador  Allende) ต้องประสบกับปัญหาเสถียรภาพทางการคลังและการเมือง จากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำนโยบายประชานิยม  และเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยนายพลออกุสโต  ปิโนเช่ต์ (Augusto Pinochet) ซึ่งนำพาประเทศชิลีไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอย่างยาวนาน    การทำ[[รัฐประหาร]]ดังกล่าวของนายพลปิโนเช่ต์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปกครองท้องถิ่นของชิลีเป็นอย่างมาก   เนื่องจากรัฐบาลของปิโนเช่ต์ได้ทำการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและ[[การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น]]     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระทำดังกล่าวข้างต้นของรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประชาธิปไตยท้องถิ่น  แต่กลับเป็นไปเพื่อลดรายจ่ายจากกิจการต่างๆของรัฐที่เคยใช้แนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมในอดีต  มาเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบ ให้กับ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาและสาธารณสุข   แต่ภายใต้การมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลระดับชาติกลับไม่ได้ส่งงบประมาณในการจัดการภารกิจดังกล่าว มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  &lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
นอกจากนี้ รัฐบาลปิโนเช่ต์ยังทำการสลายการเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองในชิลีกับฐานมวลชนในท้องถิ่น และทำการปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการมวลชนระดับรากหญ้า (grassroot movement) เพื่อไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอของพรรคการเมืองและภาค[[ประชาสังคม]]ของชิลี    แม้ว่าในเวลาต่อมาประเทศชิลีจะมีการหวนกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ภายหลังจากที่นายพลปิโนเชต์พ่ายแพ้ในการลง[[ประชามติ]] ปี ค.ศ. 1988 และทำให้ชิลีมี[[รัฐบาลพลเรือน]]ที่มาจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีพาทริซิโอ อยิลวิน (Patricio Aylwin) แต่การปกครองท้องถิ่นของชิลีก็ยังคงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น  ถึงแม้ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยระดับชาติ จะทำให้เกิดการยินยอมให้มีการเลือกตั้ง[[ผู้นำท้องถิ่น]]ในระดับ[[เทศบาล]]ได้  แต่การเลือกตั้งดังกล่าว ก็กลายเป็นช่องทางให้ชนชั้นนำเข้ามาปกครองเทศบาล และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Paul W. Posner, “Local Democracy and the Transformation of Popular Participation in Chile,” Latin America Politics and Society 46, 3 (Autumn 2004): 55-81. &amp;lt;/ref&amp;gt;     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย==    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังจากกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ ในลำดับสุดท้าย ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย    กรณีประชาธิปไตยในท้องถิ่นของสังคมไทยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของ[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] [[รัชกาลที่ 7]] อันเนื่องมาจากรัชกาลที่ 7 ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองเพื่อเป็นพื้นฐานของระบอบรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่น  การสร้างความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นก่อนประชาธิปไตยในระดับประเทศ  สามารถสังเกตเห็นได้จาก ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เริ่มมีการทำ[[สุขาภิบาล]]และเขตปกครองชายทะเลทิศตะวันตก    นอกจากนั้น รัชกาลที่ 7 ยังทรงเขียนและร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทศบาล โดยพระองค์ไม่ได้แปลคำว่า “municipal” ว่า “เทศบาล” แต่แปลว่า “ประชาภิบาล” เพื่อสื่อถึงการปกครองโดยตนเองของประชาชน &amp;lt;ref&amp;gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น, หน้า 14-15. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]] [[คณะราษฎร]]ได้เริ่มทำเรื่องเทศบาล โดยมีการก่อตั้งขึ้นมากกว่า 100 แห่งภายในปีเดียวหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  แต่การสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่เกิดขึ้น  ยังไม่ได้มีลักษณะของการฝึกให้ประชาชนมีความรักต่อท้องถิ่น หรือมีความเป็นพลเมืองมากนัก เพราะคณะราษฎรให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยระดับชาติมากกว่า       ดังนั้น หลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น เริ่มเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และถูกลดความสำคัญลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ     ดังเห็นได้จาก หน่วย[[การปกครองส่วนกลาง]]และ[[ส่วนภูมิภาค]] ที่ได้ทำงานต่างๆแทนหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตาม[[รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540]] และ[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542]]   อย่างไรก็ตาม การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายหลังการกระจายอำนาจ กลับไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองอย่างแท้จริง เพราะให้ความสำคัญกับการใช้ประชาธิปไตยผ่านตัวแทน เช่นเดียวกับประชาธิปไตยระดับชาติ  โดยมีการเลือกผู้แทนสำหรับทำหน้าที่การบริหาร และหน้าที่นิติบัญญัติในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับ   ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมีปัญหาไม่ต่างจากประชาธิปไตยระดับชาติ     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยข้อจำกัดของการเมืองเชิงสถาบันที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้บทบาทของ[[การเมืองภาคพลเมือง]]ในระดับท้องถิ่น กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนในท้องถิ่น ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารปกครองท้องถิ่นโดยตรง  โดยประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ดังเช่น [[การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น]] [[การเข้าชื่อเสนอลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น]] ฯลฯ   หรือประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ ในรูปของการรวมกลุ่ม[[ประท้วง]]เป็น[[ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม]] (social movement) เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆของท้องถิ่น  ดังเช่น การเกิดปัญหามลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัย  การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่นระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง  ดังที่เห็นได้จากกรณีที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนจนคนด้อยอำนาจในสังคม อย่างเช่น [[สมัชชาคนจน]] [[เครือข่ายสลัมสี่ภาค]] [[เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ]] เป็นต้น &amp;lt;ref&amp;gt;ดูเพิ่มเติมใน  เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์, “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจนและคนด้อยอำนาจในสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2531-2549,” วารสารสังคมศาสตร์ 40, 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2552): 220-272. &amp;lt;/ref&amp;gt;	  การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน โดยกลุ่มประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆของประเทศไทย จึงกลายเป็นภาพตัวอย่างหนึ่ง ของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่นที่เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังจากการขยายสิทธิของประชาชนในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Birch, Anthony.  The Concepts &amp;amp; Theories of Modern Democracy, 3rd ed.  London: Routledge, 2007.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cunningham, Frank.  Theories of Democracy: A Critical Introduction.  London: Routledge, 2002.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Tocqueville, Alexis. Democracy in America: Historical-Critical Edition of De la démocratie an Amérique, Volume I. Edited by Eduardo Nolla.  Indianapolis: Liberty Fund, 2010.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heywood, Andrew.  Key Concepts in Politics.  New York: Palgrave Macmillan, 2000.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Posner, Paul W.  “Local Democracy and the Transformation of Popular Participation in Chile,” Latin America Politics and Society 46, 3 (Autumn 2004): 55-81.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Smith, Susan J.  “Police Accountability and Local Democracy,” Area 18, 2 (June 1986): 99-107.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกพลณัฐ  ณัฐพัทธนันท์, “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจนและคนด้อยอำนาจในสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2531-2549,” วารสารสังคมศาสตร์ 40, 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2552): 220-272.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์.  ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12472</id>
		<title>ประชาธิปไตยท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12472"/>
		<updated>2016-07-19T06:32:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยท้องถิ่น (local democracy) คือ ประชาธิปไตยในระดับรากฐานของสังคม เพราะประชาชนในท้องถิ่น สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจวิถีชีวิตแบบ[[ประชาธิปไตย]] ได้จากการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้โดยตรง ดังเช่น การรวมกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อตัดสินใจทำโครงการพัฒนาท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะเป็นการทำถนนเข้าหมู่บ้าน การสร้างบ่อกำจัดขยะ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีโอกาสกระทบต่อการดำรงชีวิต หรือมีความใกล้ตัวชาวบ้านในท้องถิ่นได้มาก       ประชาธิปไตยท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างไปจากประชาธิปไตยระดับชาติในปัจจุบัน อันเป็น[[ประชาธิปไตยสมัยใหม่]] (modern democracy) ที่ประชาชนใช้การเลือกตัวแทน ไปใช้อำนาจปกครองแทนตนเอง (representative government)     ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยทั้งสองระดับดังกล่าว อยู่ที่เรื่องการให้ความสำคัญกับหลักการที่ว่าด้วย “[[การปกครองตนเอง]]” (self-government democracy)  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง อันสะท้อนให้เห็นผ่านประชาธิปไตยท้องถิ่น       ในเชิงแนวความคิด นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ชื่อว่า  จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้ให้มุมมองที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาธิปไตยท้องถิ่นกับ[[การปกครองส่วนท้องถิ่น]]เอาไว้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นนั้น จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงความคิดเรื่องความเป็นอิสระในท้องถิ่น (local autonomy) เข้ากับเป้าหมายในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน (popular responsiveness)  เพื่อให้การปกครองท้องถิ่น เป็นวิถีทางในการรับประกันเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ[[รัฐบาล]]ส่วนกลาง และเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการศึกษาทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความคุ้นเคยกับประชาธิปไตย และเรียนรู้วิถีทางในการประพฤติปฏิบัติตามแบบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย  ในลำดับต่อไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดของหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น และยกตัวอย่างรูปธรรมของประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น อยู่ที่เรื่อง “การปกครองตนเอง”  ซึ่งเป็นเรื่องของการมี[[สิทธิและเสรีภาพ]]ในการกำหนดชีวิตของตนเองอย่างมากที่สุด ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายของรัฐนั้นๆ ได้ให้ไว้กับประชาชนในท้องถิ่น   แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้เกี่ยวกับหลักการปกครองตนเองดังกล่าว ก็คือ การมีสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว มิได้หมายความว่า ประชาชนในท้องถิ่นจะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ จนกระทั่งสามารถกระทำการต่างๆได้ตามอำเภอใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การกระทำของพวกเขาจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็น[[พลเมือง]]ที่ดีของตนเองด้วย ดังเช่น การมีความกระตือรือร้นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ทั้งของตนเองและส่วนรวมในชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ     หลักการสำคัญดังกล่าว ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกมองว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้ประชาธิปไตยทางตรงในสมัยกรีกโบราณ ที่ในอดีตจะเกิดขึ้นได้ในเมืองที่มีขนาดเล็กๆ และประชากรจำนวนน้อยๆ   ด้วยลักษณะทางกายภาพดังกล่าว ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการตัดสินใจทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชีวิตสาธารณะของตนเองโดยประชาชนได้โดยง่าย   กล่าวคือ พลเมืองภายในนครรัฐ (polis) ของกรีกโบราณ สามารถใช้อำนาจทางด้าน[[นิติบัญญัติ]] ด้านการบริหาร และด้าน[[ตุลาการ]] โดยใช้วิธีจับฉลากเข้าไปทำหน้าที่  โดยไม่ต้องใช้[[การเลือกตั้ง]]ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่เฉกเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ภายใต้บริบททางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก[[รัฐสมัยใหม่]] (modern state) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีอาณาเขตที่กว้างขวางและมีประชากรจำนวนมาก ยากที่จะบริหารจัดการให้เกิดประชาธิปไตยทางตรงในระดับชาติได้         ประชาธิปไตยท้องถิ่นมีข้อดีที่สำคัญที่สุด อยู่ที่เรื่องของการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของท้องถิ่น  มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ ผู้รอรับผลประโยชน์ทาง[[นโยบายสาธารณะ]] หรือผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ผู้ปกครองได้ให้เอาไว้         ดังนั้น ด้วยลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นดังกล่าว เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าโดยหลักการแล้ว  ประชาธิปไตยท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ การ “เป็นของประชาชน” และ “ทำโดยประชาชน”  มากกว่าการเป็นประชาธิปไตย “เพื่อประชาชน”    ซึ่งลักษณะสำคัญดังกล่าวของประชาธิปไตยท้องถิ่น จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยระดับชาติได้ ดังเช่น ปัญหาทรราชจากเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) การมีรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ineffective government) การเกิด[[ความขัดแย้ง]]ระหว่างตัวแทนจาก[[พรรคการเมือง]]ต่างๆของ[[ฝ่ายค้าน]]และ[[ฝ่ายรัฐบาล]] เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศนั้น มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย แต่ในที่นี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบ โดยเริ่มจากกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก   การทำความเข้าใจประชาธิปไตยท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกานั้น สามารถทำได้ผ่านการศึกษางานเขียนทางวิชาการที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ของนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า อเล็กซิส เดอ ท็อกเกอร์วิลล์ (Alexis de Tocqueville)  งานเขียนชิ้นนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาประชาธิปไตยท้องถิ่นชิ้นสำคัญเล่มแรกในโลกวิชาการ ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1835   ท็อกเกอร์วิลล์ได้นำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่น ผ่านการอธิบายการปกครองท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เพราะมองว่าเรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ก่อนจะกล่าวถึงประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาในระดับสหพันธรัฐ    ท็อกเกอร์วิลล์ ได้ยกตัวอย่าง ระบบชุมชนในนิวอิงแลนด์ (New England) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในชุมชนอย่างเต็มที่ เพราะประชาชนในชุมชนของนิวอิงแลนด์ เป็นที่มาของอำนาจในสังคม สามารถใช้อำนาจของตนได้โดยตรงอย่างยิ่ง แม้ว่าในระดับของมลรัฐนิวอิงแลนด์จะมีระบบผู้แทนดำรงอยู่ แต่ในระดับของชุมชน ซึ่งถือได้ว่ามีการใช้อำนาจนิติบัญญัติและการปกครอง ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ระบบผู้แทนในลักษณะดังกล่าวจะไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชน    ดังนั้น ในระดับของชุมชนภายในมลรัฐนิวอิงแลนด์ จึงไม่มีสภาเทศบาลทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อชี้นำการทำกิจการสาธารณะต่างๆ   แต่พลเมืองในชุมชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้นำนักบริหารชุมชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะในกรณีที่มิได้มี[[ข้อบัญญัติ]]ใน[[รัฐธรรมนูญ]]ของรัฐเอาไว้โดยตรง       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นสมัยใหม่ ที่มีความเก่าแก่แล้ว  ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังเช่น กรณีประชาธิปไตยท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ     การศึกษาบทบาทของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นของอังกฤษจะให้ความสำคัญกับเรื่อง[[หลักความรับผิดชอบ]] (accountability) ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการศึกษาการทำงานของตำรวจอังกฤษในระดับท้องถิ่น ที่แต่เดิมอาศัยมาตรการทาง[[กฎหมาย]]ที่กำหนดไว้ผ่าน[[พระราชบัญญัติ]]ตำรวจและหลักฐานอาญาฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1984 (the new Police and Criminal Evidence Act (1984)) ซึ่งเป็นการบัญญัติหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ ที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้โดยรัฐบาลระดับชาติ     อย่างไรก็ตาม จากความเป็นจริงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่นต่างๆ  ก็ทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้การทำงานของตำรวจ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง[[การมีส่วนร่วมของประชาชน]]ในท้องถิ่น และการได้รับความยินยอมให้ปฏิบัติหน้าที่ (consent) จากประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้น จึงนำมาสู่การเพิ่มบทบาทของประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่นระดับภาคและระดับแผนก (division and subdivision) โดยอยู่ในรูปของการใช้บทบัญญัติทางกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาชุมชนท้องถิ่น (local community councils) เพื่อบังคับใช้อำนาจการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้มีเพียงแต่กระแสการเพิ่มอำนาจของประชาชนในท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการปกครองส่วนท้องถิ่นและการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาบางกรณีในต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นก็สามารถถูกขัดขวางได้ เมื่อมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ และมีการจัดระเบียบหน่วยงานด้านการปกครองท้องถิ่นใหม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศชิลี     แต่เดิมประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นของชิลี ให้ความสำคัญกับแนวคิด[[ประชานิยม]] ซึ่งทำให้รัฐบาลชิลีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในท้องถิ่น และต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้กับท้องถิ่น เพราะพรรคการเมืองของชิลีมีการยึดโยงมวลชนในระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงในการสนับสนุนพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขบวนการมวลชนระดับรากหญ้าและภาคประชาสังคม มีบทบาททางการเมืองที่เข้มแข็ง ในการสร้างข้อเรียกร้องจากพรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบประชาธิปไตยในชิลี ได้ถึงกาลล่มสลายลงไป ในปี ค.ศ. 1973  เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีซัลวาดอร์  อาเยนเด้ (Salvador  Allende) ต้องประสบกับปัญหาเสถียรภาพทางการคลังและการเมือง จากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำนโยบายประชานิยม  และเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยนายพลออกุสโต  ปิโนเช่ต์ (Augusto Pinochet) ซึ่งนำพาประเทศชิลีไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอย่างยาวนาน    การทำ[[รัฐประหาร]]ดังกล่าวของนายพลปิโนเช่ต์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปกครองท้องถิ่นของชิลีเป็นอย่างมาก   เนื่องจากรัฐบาลของปิโนเช่ต์ได้ทำการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและ[[การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น]]     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระทำดังกล่าวข้างต้นของรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประชาธิปไตยท้องถิ่น  แต่กลับเป็นไปเพื่อลดรายจ่ายจากกิจการต่างๆของรัฐที่เคยใช้แนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมในอดีต  มาเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบ ให้กับ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาและสาธารณสุข   แต่ภายใต้การมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลระดับชาติกลับไม่ได้ส่งงบประมาณในการจัดการภารกิจดังกล่าว มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  &lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
นอกจากนี้ รัฐบาลปิโนเช่ต์ยังทำการสลายการเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองในชิลีกับฐานมวลชนในท้องถิ่น และทำการปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการมวลชนระดับรากหญ้า (grassroot movement) เพื่อไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอของพรรคการเมืองและภาค[[ประชาสังคม]]ของชิลี    แม้ว่าในเวลาต่อมาประเทศชิลีจะมีการหวนกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ภายหลังจากที่นายพลปิโนเชต์พ่ายแพ้ในการลง[[ประชามติ]] ปี ค.ศ. 1988 และทำให้ชิลีมี[[รัฐบาลพลเรือน]]ที่มาจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีพาทริซิโอ อยิลวิน (Patricio Aylwin) แต่การปกครองท้องถิ่นของชิลีก็ยังคงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น  ถึงแม้ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยระดับชาติ จะทำให้เกิดการยินยอมให้มีการเลือกตั้ง[[ผู้นำท้องถิ่น]]ในระดับ[[เทศบาล]]ได้  แต่การเลือกตั้งดังกล่าว ก็กลายเป็นช่องทางให้ชนชั้นนำเข้ามาปกครองเทศบาล และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย==    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังจากกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ ในลำดับสุดท้าย ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย    กรณีประชาธิปไตยในท้องถิ่นของสังคมไทยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของ[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] [[รัชกาลที่ 7]] อันเนื่องมาจากรัชกาลที่ 7 ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองเพื่อเป็นพื้นฐานของระบอบรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่น  การสร้างความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นก่อนประชาธิปไตยในระดับประเทศ  สามารถสังเกตเห็นได้จาก ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เริ่มมีการทำ[[สุขาภิบาล]]และเขตปกครองชายทะเลทิศตะวันตก    นอกจากนั้น รัชกาลที่ 7 ยังทรงเขียนและร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทศบาล โดยพระองค์ไม่ได้แปลคำว่า “municipal” ว่า “เทศบาล” แต่แปลว่า “ประชาภิบาล” เพื่อสื่อถึงการปกครองโดยตนเองของประชาชน &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475]] [[คณะราษฎร]]ได้เริ่มทำเรื่องเทศบาล โดยมีการก่อตั้งขึ้นมากกว่า 100 แห่งภายในปีเดียวหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  แต่การสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่เกิดขึ้น  ยังไม่ได้มีลักษณะของการฝึกให้ประชาชนมีความรักต่อท้องถิ่น หรือมีความเป็นพลเมืองมากนัก เพราะคณะราษฎรให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยระดับชาติมากกว่า       ดังนั้น หลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น เริ่มเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และถูกลดความสำคัญลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ     ดังเห็นได้จาก หน่วย[[การปกครองส่วนกลาง]]และ[[ส่วนภูมิภาค]] ที่ได้ทำงานต่างๆแทนหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตาม[[รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540]] และ[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542]]   อย่างไรก็ตาม การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายหลังการกระจายอำนาจ กลับไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองอย่างแท้จริง เพราะให้ความสำคัญกับการใช้ประชาธิปไตยผ่านตัวแทน เช่นเดียวกับประชาธิปไตยระดับชาติ  โดยมีการเลือกผู้แทนสำหรับทำหน้าที่การบริหาร และหน้าที่นิติบัญญัติในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับ   ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมีปัญหาไม่ต่างจากประชาธิปไตยระดับชาติ     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยข้อจำกัดของการเมืองเชิงสถาบันที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้บทบาทของ[[การเมืองภาคพลเมือง]]ในระดับท้องถิ่น กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนในท้องถิ่น ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารปกครองท้องถิ่นโดยตรง  โดยประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ดังเช่น [[การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น]] [[การเข้าชื่อเสนอลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น]] ฯลฯ   หรือประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ ในรูปของการรวมกลุ่ม[[ประท้วง]]เป็น[[ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม]] (social movement) เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆของท้องถิ่น  ดังเช่น การเกิดปัญหามลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัย  การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่นระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง  ดังที่เห็นได้จากกรณีที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนจนคนด้อยอำนาจในสังคม อย่างเช่น [[สมัชชาคนจน]] [[เครือข่ายสลัมสี่ภาค]] [[เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ]] เป็นต้น 	  การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน โดยกลุ่มประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆของประเทศไทย จึงกลายเป็นภาพตัวอย่างหนึ่ง ของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่นที่เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังจากการขยายสิทธิของประชาชนในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Birch, Anthony.  The Concepts &amp;amp; Theories of Modern Democracy, 3rd ed.  London: Routledge, 2007.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cunningham, Frank.  Theories of Democracy: A Critical Introduction.  London: Routledge, 2002.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Tocqueville, Alexis. Democracy in America: Historical-Critical Edition of De la démocratie an Amérique, Volume I. Edited by Eduardo Nolla.  Indianapolis: Liberty Fund, 2010.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heywood, Andrew.  Key Concepts in Politics.  New York: Palgrave Macmillan, 2000.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Posner, Paul W.  “Local Democracy and the Transformation of Popular Participation in Chile,” Latin America Politics and Society 46, 3 (Autumn 2004): 55-81.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Smith, Susan J.  “Police Accountability and Local Democracy,” Area 18, 2 (June 1986): 99-107.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกพลณัฐ  ณัฐพัทธนันท์, “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจนและคนด้อยอำนาจในสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2531-2549,” วารสารสังคมศาสตร์ 40, 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2552): 220-272.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์.  ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12471</id>
		<title>ประชาธิปไตยท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12471"/>
		<updated>2016-07-19T06:18:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยท้องถิ่น (local democracy) คือ ประชาธิปไตยในระดับรากฐานของสังคม เพราะประชาชนในท้องถิ่น สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย ได้จากการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้โดยตรง ดังเช่น การรวมกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อตัดสินใจทำโครงการพัฒนาท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะเป็นการทำถนนเข้าหมู่บ้าน การสร้างบ่อกำจัดขยะ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีโอกาสกระทบต่อการดำรงชีวิต หรือมีความใกล้ตัวชาวบ้านในท้องถิ่นได้มาก       ประชาธิปไตยท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างไปจากประชาธิปไตยระดับชาติในปัจจุบัน อันเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ (modern democracy) ที่ประชาชนใช้การเลือกตัวแทน ไปใช้อำนาจปกครองแทนตนเอง (representative government)     ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยทั้งสองระดับดังกล่าว อยู่ที่เรื่องการให้ความสำคัญกับหลักการที่ว่าด้วย “การปกครองตนเอง” (self-government democracy)  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง อันสะท้อนให้เห็นผ่านประชาธิปไตยท้องถิ่น       ในเชิงแนวความคิด นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ชื่อว่า  จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้ให้มุมมองที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาธิปไตยท้องถิ่นกับการปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไว้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นนั้น จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงความคิดเรื่องความเป็นอิสระในท้องถิ่น (local autonomy) เข้ากับเป้าหมายในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน (popular responsiveness)  เพื่อให้การปกครองท้องถิ่น เป็นวิถีทางในการรับประกันเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลส่วนกลาง และเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการศึกษาทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความคุ้นเคยกับประชาธิปไตย และเรียนรู้วิถีทางในการประพฤติปฏิบัติตามแบบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย  ในลำดับต่อไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดของหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น และยกตัวอย่างรูปธรรมของประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น อยู่ที่เรื่อง “การปกครองตนเอง”  ซึ่งเป็นเรื่องของการมีสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเองอย่างมากที่สุด ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายของรัฐนั้นๆ ได้ให้ไว้กับประชาชนในท้องถิ่น   แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้เกี่ยวกับหลักการปกครองตนเองดังกล่าว ก็คือ การมีสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว มิได้หมายความว่า ประชาชนในท้องถิ่นจะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ จนกระทั่งสามารถกระทำการต่างๆได้ตามอำเภอใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การกระทำของพวกเขาจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดีของตนเองด้วย ดังเช่น การมีความกระตือรือร้นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ทั้งของตนเองและส่วนรวมในชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ     หลักการสำคัญดังกล่าว ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกมองว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้ประชาธิปไตยทางตรงในสมัยกรีกโบราณ ที่ในอดีตจะเกิดขึ้นได้ในเมืองที่มีขนาดเล็กๆ และประชากรจำนวนน้อยๆ   ด้วยลักษณะทางกายภาพดังกล่าว ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการตัดสินใจทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชีวิตสาธารณะของตนเองโดยประชาชนได้โดยง่าย   กล่าวคือ พลเมืองภายในนครรัฐ (polis) ของกรีกโบราณ สามารถใช้อำนาจทางด้านนิติบัญญัติ ด้านการบริหาร และด้านตุลาการ โดยใช้วิธีจับฉลากเข้าไปทำหน้าที่  โดยไม่ต้องใช้การเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่เฉกเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ภายใต้บริบททางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากรัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีอาณาเขตที่กว้างขวางและมีประชากรจำนวนมาก ยากที่จะบริหารจัดการให้เกิดประชาธิปไตยทางตรงในระดับชาติได้         ประชาธิปไตยท้องถิ่นมีข้อดีที่สำคัญที่สุด อยู่ที่เรื่องของการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของท้องถิ่น  มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ ผู้รอรับผลประโยชน์ทางนโยบายสาธารณะ หรือผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ผู้ปกครองได้ให้เอาไว้         ดังนั้น ด้วยลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นดังกล่าว เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าโดยหลักการแล้ว  ประชาธิปไตยท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ การ “เป็นของประชาชน” และ “ทำโดยประชาชน”  มากกว่าการเป็นประชาธิปไตย “เพื่อประชาชน”    ซึ่งลักษณะสำคัญดังกล่าวของประชาธิปไตยท้องถิ่น จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยระดับชาติได้ ดังเช่น ปัญหาทรราชจากเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) การมีรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ineffective government) การเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศนั้น มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย แต่ในที่นี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบ โดยเริ่มจากกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก   การทำความเข้าใจประชาธิปไตยท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกานั้น สามารถทำได้ผ่านการศึกษางานเขียนทางวิชาการที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ของนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า อเล็กซิส เดอ ท็อกเกอร์วิลล์ (Alexis de Tocqueville)  งานเขียนชิ้นนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาประชาธิปไตยท้องถิ่นชิ้นสำคัญเล่มแรกในโลกวิชาการ ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1835   ท็อกเกอร์วิลล์ได้นำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่น ผ่านการอธิบายการปกครองท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เพราะมองว่าเรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ก่อนจะกล่าวถึงประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาในระดับสหพันธรัฐ    ท็อกเกอร์วิลล์ ได้ยกตัวอย่าง ระบบชุมชนในนิวอิงแลนด์ (New England) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในชุมชนอย่างเต็มที่ เพราะประชาชนในชุมชนของนิวอิงแลนด์ เป็นที่มาของอำนาจในสังคม สามารถใช้อำนาจของตนได้โดยตรงอย่างยิ่ง แม้ว่าในระดับของมลรัฐนิวอิงแลนด์จะมีระบบผู้แทนดำรงอยู่ แต่ในระดับของชุมชน ซึ่งถือได้ว่ามีการใช้อำนาจนิติบัญญัติและการปกครอง ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ระบบผู้แทนในลักษณะดังกล่าวจะไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชน    ดังนั้น ในระดับของชุมชนภายในมลรัฐนิวอิงแลนด์ จึงไม่มีสภาเทศบาลทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อชี้นำการทำกิจการสาธารณะต่างๆ   แต่พลเมืองในชุมชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้นำนักบริหารชุมชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะในกรณีที่มิได้มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญของรัฐเอาไว้โดยตรง       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นสมัยใหม่ ที่มีความเก่าแก่แล้ว  ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังเช่น กรณีประชาธิปไตยท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ     การศึกษาบทบาทของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นของอังกฤษจะให้ความสำคัญกับเรื่องหลักความรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการศึกษาการทำงานของตำรวจอังกฤษในระดับท้องถิ่น ที่แต่เดิมอาศัยมาตรการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ผ่านพระราชบัญญัติตำรวจและหลักฐานอาญาฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1984 (the new Police and Criminal Evidence Act (1984)) ซึ่งเป็นการบัญญัติหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ ที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้โดยรัฐบาลระดับชาติ     อย่างไรก็ตาม จากความเป็นจริงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่นต่างๆ  ก็ทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้การทำงานของตำรวจ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และการได้รับความยินยอมให้ปฏิบัติหน้าที่ (consent) จากประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้น จึงนำมาสู่การเพิ่มบทบาทของประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่นระดับภาคและระดับแผนก (division and subdivision) โดยอยู่ในรูปของการใช้บทบัญญัติทางกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาชุมชนท้องถิ่น (local community councils) เพื่อบังคับใช้อำนาจการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้มีเพียงแต่กระแสการเพิ่มอำนาจของประชาชนในท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการปกครองส่วนท้องถิ่นและการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาบางกรณีในต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นก็สามารถถูกขัดขวางได้ เมื่อมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ และมีการจัดระเบียบหน่วยงานด้านการปกครองท้องถิ่นใหม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศชิลี     แต่เดิมประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นของชิลี ให้ความสำคัญกับแนวคิดประชานิยม ซึ่งทำให้รัฐบาลชิลีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในท้องถิ่น และต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้กับท้องถิ่น เพราะพรรคการเมืองของชิลีมีการยึดโยงมวลชนในระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงในการสนับสนุนพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขบวนการมวลชนระดับรากหญ้าและภาคประชาสังคม มีบทบาททางการเมืองที่เข้มแข็ง ในการสร้างข้อเรียกร้องจากพรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบประชาธิปไตยในชิลี ได้ถึงกาลล่มสลายลงไป ในปี ค.ศ. 1973  เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีซัลวาดอร์  อาเยนเด้ (Salvador  Allende) ต้องประสบกับปัญหาเสถียรภาพทางการคลังและการเมือง จากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำนโยบายประชานิยม  และเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยนายพลออกุสโต  ปิโนเช่ต์ (Augusto Pinochet) ซึ่งนำพาประเทศชิลีไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอย่างยาวนาน    การทำรัฐประหารดังกล่าวของนายพลปิโนเช่ต์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปกครองท้องถิ่นของชิลีเป็นอย่างมาก   เนื่องจากรัฐบาลของปิโนเช่ต์ได้ทำการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระทำดังกล่าวข้างต้นของรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประชาธิปไตยท้องถิ่น  แต่กลับเป็นไปเพื่อลดรายจ่ายจากกิจการต่างๆของรัฐที่เคยใช้แนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมในอดีต  มาเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาและสาธารณสุข   แต่ภายใต้การมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลระดับชาติกลับไม่ได้ส่งงบประมาณในการจัดการภารกิจดังกล่าว มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
นอกจากนี้ รัฐบาลปิโนเช่ต์ยังทำการสลายการเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองในชิลีกับฐานมวลชนในท้องถิ่น และทำการปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการมวลชนระดับรากหญ้า (grassroot movement) เพื่อไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอของพรรคการเมืองและภาคประชาสังคมของชิลี    แม้ว่าในเวลาต่อมาประเทศชิลีจะมีการหวนกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ภายหลังจากที่นายพลปิโนเชต์พ่ายแพ้ในการลงประชามติ ปี ค.ศ. 1988 และทำให้ชิลีมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีพาทริซิโอ อยิลวิน (Patricio Aylwin) แต่การปกครองท้องถิ่นของชิลีก็ยังคงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น  ถึงแม้ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยระดับชาติ จะทำให้เกิดการยินยอมให้มีการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นในระดับเทศบาลได้  แต่การเลือกตั้งดังกล่าว ก็กลายเป็นช่องทางให้ชนชั้นนำเข้ามาปกครองเทศบาล และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย==    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังจากกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ ในลำดับสุดท้าย ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย    กรณีประชาธิปไตยในท้องถิ่นของสังคมไทยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อันเนื่องมาจากรัชกาลที่ 7 ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองเพื่อเป็นพื้นฐานของระบอบรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่น  การสร้างความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นก่อนประชาธิปไตยในระดับประเทศ  สามารถสังเกตเห็นได้จาก ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เริ่มมีการทำสุขาภิบาลและเขตปกครองชายทะเลทิศตะวันตก    นอกจากนั้น รัชกาลที่ 7 ยังทรงเขียนและร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทศบาล โดยพระองค์ไม่ได้แปลคำว่า “municipal” ว่า “เทศบาล” แต่แปลว่า “ประชาภิบาล” เพื่อสื่อถึงการปกครองโดยตนเองของประชาชน &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เริ่มทำเรื่องเทศบาล โดยมีการก่อตั้งขึ้นมากกว่า 100 แห่งภายในปีเดียวหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  แต่การสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่เกิดขึ้น  ยังไม่ได้มีลักษณะของการฝึกให้ประชาชนมีความรักต่อท้องถิ่น หรือมีความเป็นพลเมืองมากนัก เพราะคณะราษฎรให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยระดับชาติมากกว่า       ดังนั้น หลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น เริ่มเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และถูกลดความสำคัญลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ     ดังเห็นได้จาก หน่วยการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ได้ทำงานต่างๆแทนหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542   อย่างไรก็ตาม การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายหลังการกระจายอำนาจ กลับไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองอย่างแท้จริง เพราะให้ความสำคัญกับการใช้ประชาธิปไตยผ่านตัวแทน เช่นเดียวกับประชาธิปไตยระดับชาติ  โดยมีการเลือกผู้แทนสำหรับทำหน้าที่การบริหาร และหน้าที่นิติบัญญัติในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับ   ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมีปัญหาไม่ต่างจากประชาธิปไตยระดับชาติ     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยข้อจำกัดของการเมืองเชิงสถาบันที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้บทบาทของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่น กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนในท้องถิ่น ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารปกครองท้องถิ่นโดยตรง  โดยประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ดังเช่น การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น การเข้าชื่อเสนอลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ฯลฯ   หรือประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ ในรูปของการรวมกลุ่มประท้วงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆของท้องถิ่น  ดังเช่น การเกิดปัญหามลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัย  การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่นระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง  ดังที่เห็นได้จากกรณีที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนจนคนด้อยอำนาจในสังคม อย่างเช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เป็นต้น 	  การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน โดยกลุ่มประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆของประเทศไทย จึงกลายเป็นภาพตัวอย่างหนึ่ง ของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่นที่เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังจากการขยายสิทธิของประชาชนในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Birch, Anthony.  The Concepts &amp;amp; Theories of Modern Democracy, 3rd ed.  London: Routledge, 2007.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cunningham, Frank.  Theories of Democracy: A Critical Introduction.  London: Routledge, 2002.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Tocqueville, Alexis. Democracy in America: Historical-Critical Edition of De la démocratie an Amérique, Volume I. Edited by Eduardo Nolla.  Indianapolis: Liberty Fund, 2010.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heywood, Andrew.  Key Concepts in Politics.  New York: Palgrave Macmillan, 2000.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Posner, Paul W.  “Local Democracy and the Transformation of Popular Participation in Chile,” Latin America Politics and Society 46, 3 (Autumn 2004): 55-81.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Smith, Susan J.  “Police Accountability and Local Democracy,” Area 18, 2 (June 1986): 99-107.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกพลณัฐ  ณัฐพัทธนันท์, “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจนและคนด้อยอำนาจในสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2531-2549,” วารสารสังคมศาสตร์ 40, 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2552): 220-272.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์.  ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12470</id>
		<title>ประชาธิปไตยท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12470"/>
		<updated>2016-07-19T06:16:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณว...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยท้องถิ่น (local democracy) คือ ประชาธิปไตยในระดับรากฐานของสังคม เพราะประชาชนในท้องถิ่น สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย ได้จากการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้โดยตรง ดังเช่น การรวมกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อตัดสินใจทำโครงการพัฒนาท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะเป็นการทำถนนเข้าหมู่บ้าน การสร้างบ่อกำจัดขยะ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีโอกาสกระทบต่อการดำรงชีวิต หรือมีความใกล้ตัวชาวบ้านในท้องถิ่นได้มาก       ประชาธิปไตยท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างไปจากประชาธิปไตยระดับชาติในปัจจุบัน อันเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ (modern democracy) ที่ประชาชนใช้การเลือกตัวแทน ไปใช้อำนาจปกครองแทนตนเอง (representative government)     ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยทั้งสองระดับดังกล่าว อยู่ที่เรื่องการให้ความสำคัญกับหลักการที่ว่าด้วย “การปกครองตนเอง” (self-government democracy)  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง อันสะท้อนให้เห็นผ่านประชาธิปไตยท้องถิ่น       ในเชิงแนวความคิด นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ชื่อว่า  จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้ให้มุมมองที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาธิปไตยท้องถิ่นกับการปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไว้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นนั้น จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงความคิดเรื่องความเป็นอิสระในท้องถิ่น (local autonomy) เข้ากับเป้าหมายในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน (popular responsiveness)  เพื่อให้การปกครองท้องถิ่น เป็นวิถีทางในการรับประกันเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลส่วนกลาง และเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการศึกษาทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความคุ้นเคยกับประชาธิปไตย และเรียนรู้วิถีทางในการประพฤติปฏิบัติตามแบบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย  ในลำดับต่อไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดของหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น และยกตัวอย่างรูปธรรมของประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น อยู่ที่เรื่อง “การปกครองตนเอง”  ซึ่งเป็นเรื่องของการมีสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเองอย่างมากที่สุด ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายของรัฐนั้นๆ ได้ให้ไว้กับประชาชนในท้องถิ่น   แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้เกี่ยวกับหลักการปกครองตนเองดังกล่าว ก็คือ การมีสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว มิได้หมายความว่า ประชาชนในท้องถิ่นจะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ จนกระทั่งสามารถกระทำการต่างๆได้ตามอำเภอใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การกระทำของพวกเขาจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดีของตนเองด้วย ดังเช่น การมีความกระตือรือร้นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ทั้งของตนเองและส่วนรวมในชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ     หลักการสำคัญดังกล่าว ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกมองว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้ประชาธิปไตยทางตรงในสมัยกรีกโบราณ ที่ในอดีตจะเกิดขึ้นได้ในเมืองที่มีขนาดเล็กๆ และประชากรจำนวนน้อยๆ   ด้วยลักษณะทางกายภาพดังกล่าว ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการตัดสินใจทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชีวิตสาธารณะของตนเองโดยประชาชนได้โดยง่าย   กล่าวคือ พลเมืองภายในนครรัฐ (polis) ของกรีกโบราณ สามารถใช้อำนาจทางด้านนิติบัญญัติ ด้านการบริหาร และด้านตุลาการ โดยใช้วิธีจับฉลากเข้าไปทำหน้าที่  โดยไม่ต้องใช้การเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่เฉกเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ภายใต้บริบททางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากรัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีอาณาเขตที่กว้างขวางและมีประชากรจำนวนมาก ยากที่จะบริหารจัดการให้เกิดประชาธิปไตยทางตรงในระดับชาติได้         ประชาธิปไตยท้องถิ่นมีข้อดีที่สำคัญที่สุด อยู่ที่เรื่องของการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของท้องถิ่น  มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ ผู้รอรับผลประโยชน์ทางนโยบายสาธารณะ หรือผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ผู้ปกครองได้ให้เอาไว้         ดังนั้น ด้วยลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นดังกล่าว เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าโดยหลักการแล้ว  ประชาธิปไตยท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ การ “เป็นของประชาชน” และ “ทำโดยประชาชน”  มากกว่าการเป็นประชาธิปไตย “เพื่อประชาชน”    ซึ่งลักษณะสำคัญดังกล่าวของประชาธิปไตยท้องถิ่น จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยระดับชาติได้ ดังเช่น ปัญหาทรราชจากเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) การมีรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ineffective government) การเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศนั้น มีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย แต่ในที่นี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบ โดยเริ่มจากกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก   การทำความเข้าใจประชาธิปไตยท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกานั้น สามารถทำได้ผ่านการศึกษางานเขียนทางวิชาการที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ของนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า อเล็กซิส เดอ ท็อกเกอร์วิลล์ (Alexis de Tocqueville)  งานเขียนชิ้นนี้เป็นตัวอย่างการศึกษาประชาธิปไตยท้องถิ่นชิ้นสำคัญเล่มแรกในโลกวิชาการ ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1835   ท็อกเกอร์วิลล์ได้นำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่น ผ่านการอธิบายการปกครองท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เพราะมองว่าเรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ก่อนจะกล่าวถึงประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาในระดับสหพันธรัฐ    ท็อกเกอร์วิลล์ ได้ยกตัวอย่าง ระบบชุมชนในนิวอิงแลนด์ (New England) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในชุมชนอย่างเต็มที่ เพราะประชาชนในชุมชนของนิวอิงแลนด์ เป็นที่มาของอำนาจในสังคม สามารถใช้อำนาจของตนได้โดยตรงอย่างยิ่ง แม้ว่าในระดับของมลรัฐนิวอิงแลนด์จะมีระบบผู้แทนดำรงอยู่ แต่ในระดับของชุมชน ซึ่งถือได้ว่ามีการใช้อำนาจนิติบัญญัติและการปกครอง ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ระบบผู้แทนในลักษณะดังกล่าวจะไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชน    ดังนั้น ในระดับของชุมชนภายในมลรัฐนิวอิงแลนด์ จึงไม่มีสภาเทศบาลทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อชี้นำการทำกิจการสาธารณะต่างๆ   แต่พลเมืองในชุมชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้นำนักบริหารชุมชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะในกรณีที่มิได้มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญของรัฐเอาไว้โดยตรง       &lt;br /&gt;
นอกจากประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่นสมัยใหม่ ที่มีความเก่าแก่แล้ว  ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังเช่น กรณีประชาธิปไตยท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ     การศึกษาบทบาทของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นของอังกฤษจะให้ความสำคัญกับเรื่องหลักความรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการศึกษาการทำงานของตำรวจอังกฤษในระดับท้องถิ่น ที่แต่เดิมอาศัยมาตรการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ผ่านพระราชบัญญัติตำรวจและหลักฐานอาญาฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1984 (the new Police and Criminal Evidence Act (1984)) ซึ่งเป็นการบัญญัติหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ ที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้โดยรัฐบาลระดับชาติ     อย่างไรก็ตาม จากความเป็นจริงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่นต่างๆ  ก็ทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้การทำงานของตำรวจ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และการได้รับความยินยอมให้ปฏิบัติหน้าที่ (consent) จากประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้น จึงนำมาสู่การเพิ่มบทบาทของประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่นระดับภาคและระดับแผนก (division and subdivision) โดยอยู่ในรูปของการใช้บทบัญญัติทางกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาชุมชนท้องถิ่น (local community councils) เพื่อบังคับใช้อำนาจการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ        &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้มีเพียงแต่กระแสการเพิ่มอำนาจของประชาชนในท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการปกครองส่วนท้องถิ่นและการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังมีตัวอย่างกรณีศึกษาบางกรณีในต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นก็สามารถถูกขัดขวางได้ เมื่อมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ และมีการจัดระเบียบหน่วยงานด้านการปกครองท้องถิ่นใหม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศชิลี     แต่เดิมประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นของชิลี ให้ความสำคัญกับแนวคิดประชานิยม ซึ่งทำให้รัฐบาลชิลีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในท้องถิ่น และต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้กับท้องถิ่น เพราะพรรคการเมืองของชิลีมีการยึดโยงมวลชนในระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงในการสนับสนุนพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขบวนการมวลชนระดับรากหญ้าและภาคประชาสังคม มีบทบาททางการเมืองที่เข้มแข็ง ในการสร้างข้อเรียกร้องจากพรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล     &lt;br /&gt;
ระบอบประชาธิปไตยในชิลี ได้ถึงกาลล่มสลายลงไป ในปี ค.ศ. 1973  เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีซัลวาดอร์  อาเยนเด้ (Salvador  Allende) ต้องประสบกับปัญหาเสถียรภาพทางการคลังและการเมือง จากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำนโยบายประชานิยม  และเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยนายพลออกุสโต  ปิโนเช่ต์ (Augusto Pinochet) ซึ่งนำพาประเทศชิลีไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอย่างยาวนาน    การทำรัฐประหารดังกล่าวของนายพลปิโนเช่ต์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปกครองท้องถิ่นของชิลีเป็นอย่างมาก   เนื่องจากรัฐบาลของปิโนเช่ต์ได้ทำการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
การกระทำดังกล่าวข้างต้นของรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประชาธิปไตยท้องถิ่น  แต่กลับเป็นไปเพื่อลดรายจ่ายจากกิจการต่างๆของรัฐที่เคยใช้แนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมในอดีต  มาเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาและสาธารณสุข   แต่ภายใต้การมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลระดับชาติกลับไม่ได้ส่งงบประมาณในการจัดการภารกิจดังกล่าว มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
นอกจากนี้ รัฐบาลปิโนเช่ต์ยังทำการสลายการเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองในชิลีกับฐานมวลชนในท้องถิ่น และทำการปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการมวลชนระดับรากหญ้า (grassroot movement) เพื่อไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอของพรรคการเมืองและภาคประชาสังคมของชิลี    แม้ว่าในเวลาต่อมาประเทศชิลีจะมีการหวนกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง  ภายหลังจากที่นายพลปิโนเชต์พ่ายแพ้ในการลงประชามติ ปี ค.ศ. 1988 และทำให้ชิลีมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีพาทริซิโอ อยิลวิน (Patricio Aylwin) แต่การปกครองท้องถิ่นของชิลีก็ยังคงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น  ถึงแม้ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยระดับชาติ จะทำให้เกิดการยินยอมให้มีการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นในระดับเทศบาลได้  แต่การเลือกตั้งดังกล่าว ก็กลายเป็นช่องทางให้ชนชั้นนำเข้ามาปกครองเทศบาล และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น     &lt;br /&gt;
ประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย    &lt;br /&gt;
	ภายหลังจากกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นในต่างประเทศ ในลำดับสุดท้าย ผู้เขียนจะกล่าวถึงประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย    กรณีประชาธิปไตยในท้องถิ่นของสังคมไทยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อันเนื่องมาจากรัชกาลที่ 7 ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองเพื่อเป็นพื้นฐานของระบอบรัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่น  การสร้างความเป็นประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นก่อนประชาธิปไตยในระดับประเทศ  สามารถสังเกตเห็นได้จาก ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เริ่มมีการทำสุขาภิบาลและเขตปกครองชายทะเลทิศตะวันตก    นอกจากนั้น รัชกาลที่ 7 ยังทรงเขียนและร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทศบาล โดยพระองค์ไม่ได้แปลคำว่า “municipal” ว่า “เทศบาล” แต่แปลว่า “ประชาภิบาล” เพื่อสื่อถึงการปกครองโดยตนเองของประชาชน &lt;br /&gt;
	ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เริ่มทำเรื่องเทศบาล โดยมีการก่อตั้งขึ้นมากกว่า 100 แห่งภายในปีเดียวหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  แต่การสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่เกิดขึ้น  ยังไม่ได้มีลักษณะของการฝึกให้ประชาชนมีความรักต่อท้องถิ่น หรือมีความเป็นพลเมืองมากนัก เพราะคณะราษฎรให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยระดับชาติมากกว่า       ดังนั้น หลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น เริ่มเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และถูกลดความสำคัญลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ     ดังเห็นได้จาก หน่วยการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ได้ทำงานต่างๆแทนหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542   อย่างไรก็ตาม การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายหลังการกระจายอำนาจ กลับไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองอย่างแท้จริง เพราะให้ความสำคัญกับการใช้ประชาธิปไตยผ่านตัวแทน เช่นเดียวกับประชาธิปไตยระดับชาติ  โดยมีการเลือกผู้แทนสำหรับทำหน้าที่การบริหาร และหน้าที่นิติบัญญัติในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับ   ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมีปัญหาไม่ต่างจากประชาธิปไตยระดับชาติ     &lt;br /&gt;
ด้วยข้อจำกัดของการเมืองเชิงสถาบันที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้บทบาทของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่น กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนในท้องถิ่น ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารปกครองท้องถิ่นโดยตรง  โดยประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ดังเช่น การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น การเข้าชื่อเสนอลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ฯลฯ   หรือประชาชนในท้องถิ่นอาจจะอาศัยช่องทางการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ ในรูปของการรวมกลุ่มประท้วงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆของท้องถิ่น  ดังเช่น การเกิดปัญหามลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัย  การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่นระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง  ดังที่เห็นได้จากกรณีที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนจนคนด้อยอำนาจในสังคม อย่างเช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เป็นต้น 	  การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน โดยกลุ่มประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆของประเทศไทย จึงกลายเป็นภาพตัวอย่างหนึ่ง ของการเมืองภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่นที่เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังจากการขยายสิทธิของประชาชนในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Birch, Anthony.  The Concepts &amp;amp; Theories of Modern Democracy, 3rd ed.  London: Routledge, 2007.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cunningham, Frank.  Theories of Democracy: A Critical Introduction.  London: Routledge, 2002.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
de Tocqueville, Alexis. Democracy in America: Historical-Critical Edition of De la démocratie an Amérique, Volume I. Edited by Eduardo Nolla.  Indianapolis: Liberty Fund, 2010.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Heywood, Andrew.  Key Concepts in Politics.  New York: Palgrave Macmillan, 2000.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Posner, Paul W.  “Local Democracy and the Transformation of Popular Participation in Chile,” Latin America Politics and Society 46, 3 (Autumn 2004): 55-81.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Smith, Susan J.  “Police Accountability and Local Democracy,” Area 18, 2 (June 1986): 99-107.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกพลณัฐ  ณัฐพัทธนันท์, “ผลสะเทือนจากการต่อสู้ของขบวนการคนจนและคนด้อยอำนาจในสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2531-2549,” วารสารสังคมศาสตร์ 40, 2 (กรกฏาคม-ธันวาคม 2552): 220-272.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอนก เหล่าธรรมทัศน์.  ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12469</id>
		<title>การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12469"/>
		<updated>2016-07-19T06:03:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์ จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 282&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 282 การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน ในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมและจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้&lt;br /&gt;
ในการกำกับดูแลตามวรรคหนึ่ง ให้มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างในระดับของการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละรูปแบบ โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจดำเนินงานตามความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานโดยประชาชนเป็นหลัก&amp;lt;/ref&amp;gt;ซึ่งให้ความสำคัญของ[[การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการควบคุมตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานท้องถิ่น ให้บรรลุเป้าหมายการของ[[การบริการสาธารณะ]]ที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิด[[ประสิทธิภาพ]]และ[[ประสิทธิผล]]สูงสุด เนื่องมาจากมีกรณีของการบริการสาธารณะที่เกิดการเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด(course of action)&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หลักการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2551. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานตามหลัก[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]แบบกระจายอำนาจ ที่หน่วยงานหนึ่งมีอำนาจในการควบคุมอีกหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในการกำกับดูแลให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม[[กฎหมาย]]หรือตามอำนาจหน้าที่ หรืออำนาจที่องค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลองค์กรอื่นในการให้องค์กรนั้นๆทำงานภายใต้กฎหมาย &amp;lt;ref&amp;gt;สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีลักษณะเป็นการควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักการของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 2 ประการ&amp;lt;ref&amp;gt;โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การกำกับดูแลในระดับชาติ&#039;&#039;&#039;  โดยกระทำได้ใน 3 ลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การกำกับดูแลโดย[[กระบวนการนิติบัญญัติ]] (Legislative Control) ดังเช่น กระบวนการกำกับดูแลโดย[[รัฐสภา]](Parliamentary Control) ดังเช่น สหราชอาณาจักร&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ : อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการบริหาร (Administrative Control) เป็นการกำกับดูแลโดยการบริหาร มีลักษณะมุ่งเน้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ส่งผลต่อ รูปแบบ โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังเช่น [[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการยุติธรรม(Judicial Control) เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นมามิใช่มีอิสระหรืออัตตาณัติ(Autonomy) ที่ขาดจากการกำกับดูแลของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น เป็นการอยู่บนพื้นฐานความคิดของ [[การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล]]&amp;lt;ref&amp;gt;แนวคิดธรรมาภิบาล มีหลักเกณฑ์พื้นฐานคือ 1.หลักนิติธรรม 2.หลักคุณธรรม 3.หลักความโปร่งใส 4.หลักการมีส่วนร่วม 5.หลักความรับผิดชอบ 6.หลักความคุ้มค่า&amp;lt;/ref&amp;gt;  (Good Governance) ซึ่งแนวคิดดังที่กล่าวมาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารงานท้องถิ่นอย่างมากในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	[[หลักนิติธรรม]] (Rule of Law) หมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองโดยตรา[[กฎหมาย]]ที่ถูกต้อง[[เป็นธรรม]] การบังคับ การให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎกติกาและการปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึง[[สิทธิ]] [[เสรีภาพ]] ความยุติธรรมของสมาชิกในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	[[หลักคุณธรรม]] (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	[[หลักความโปร่งใส]] (Transparency) หมายถึง การสร้างความไว้วางใจของคนในชาติร่วมกัน โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์การทุกวงการให้มี[[ความโปร่งใส]] และประชาชนสามารถตรวจสอบงานของภาครัฐได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	[[หลักการมีส่วนร่วม]] (Participation) หมายถึง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)	หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่  ความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและท้องถิ่น  การใส่ใจปัญหาสาธารณะของท้องถิ่น รวมถึงการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกันและกล้าที่จะยอมรับผลดีและเสียจากการกระทำของตนในระดับภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6)	หลักความคุ้มค่า (Value for Money) หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อเกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม รวมถึงเลือกนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พิจารณาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น หากจะให้การกำกับดูแลการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดผลสำเร็จจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงระบบและกระบวนการที่เหมาะสมดังที่กล่าวมาข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปแล้วการกำกับดูแลหรือตรวจสอบการบริหารงานของหน่วยการปกครองท้องถิ่นมักจะพบในสองลักษณะ  ลักษณะแรกเป็นการควบคุมหรือตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง  ลักษณะที่สองเป็นการตรวจสอบโดยประชาชน[[ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง]]หรือ[[พลเมือง]]  (Electorates or citizens)  ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ อาจทั้งโดยลักษณะปัจเจกบุคคล  (Individual)  หรือกลุ่มบุคคล  หรือองค์กรที่มิใช่รัฐ&amp;lt;ref&amp;gt;โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt;   รูปแบบที่ปรากฏในลักษณะแรกนั้นเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยและเป็นที่รับรู้กันมานาน  สามารถแยกได้เป็นสองรูปแบบ  คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	การกำกับดูแลโดย[[สมาชิกสภาท้องถิ่น]]  ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร โดย&lt;br /&gt;
หลักการแล้ว  บุคคลผู้มีสถานะดังกล่าวจะทำหน้าที่แทนประชาชนผู้เลือกตนเข้าไปในการกำกับแลฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท้องถิ่น  รวมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความโปร่งใสในการทำงาน  โดยกฎหมายได้ให้สิทธิและอำนาจแก่ฝ่ายสภาท้องถิ่นไว้ในการเสนอแนะ  การซักถาม  การอภิปราย  การลงมติไม่ไว้วางใจ  [[การถอดถอน]]และอื่น ๆ  เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล  แต่กลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบควบคุมการบริหารงานในลักษณะเช่นนี้ของ[[ประชาธิปไตยแบบตัวแทน]]  (Representative democracy)  บ่อยครั้งถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ  ไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้น  จนกระทั่งการสมยอมหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวกับฝ่ายบริหาร  จึงทำให้มีการรับรองหรือส่งเสริมบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วมการตรวจสอบและควบคุมโดยตรงอีกทางหนึ่ง  ที่เรียกกันว่า [[ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม]]  (Participatory democracy) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	การกำกับดูแลและควบคุมตรวจสอบโดยหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ  โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นตัวแทน[[รัฐบาลกลาง]]  ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ทำให้กระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารของ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]แตกต่างจากการตรวจสอบ  ฝ่ายบริหารของการเมืองหรือการปกครองระดับชาติ  ในประเด็นนี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติของหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรัฐแบบสหพันธ์รัฐ  (Federation state)  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย  และเยอรมัน  เป็นต้น กับรัฐในแบบรัฐเดี่ยว  (Unitary state)  เช่น อังกฤษ  นิวซีแลนด์  ญี่ปุ่น  และไทย  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีของไทยซึ่งเป็นประเภท[[รัฐเดี่ยว]]  (Unitary state)  และมีวิวัฒนาการ    การเกิดขึ้นของรัฐชาติ  (The formation of nation – state)  โดย[[การรวมศูนย์]]  (Centralization)  ในทุก ๆ ด้านไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่น ๆ และเข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่เริ่มต้น  คือ  ประมาณปลายศตวรรษที่ 19 หรือสมัย[[รัชกาลที่ 5]]  (Chulalongkorn Period)  ที่เรียกกันว่า  [[การปฏิรูป]]ให้ทันสมัย  (Modernization Reform)  จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นไทยในรัฐสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบใด  ([[สุขาภิบาล]]  [[ เทศบาล]]   [[องค์การบริหารส่วนตำบล]]   และ[[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]])  จึงเป็น การควบคุมและดูแลแบบเบ็ดเสร็จโดยราชการส่วนกลาง&amp;lt;ref&amp;gt;ธเนศวร์ เจริญเมือง. เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง. เชียงใหม่: โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะสังคมศาสตร์, 2542. &amp;lt;/ref&amp;gt;   ดังจะเห็นได้ว่าในระยะแรกข้าราชการจากส่วนกลางซึ่งถูกแต่งตั้งมาประจำอยู่ส่วนภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ จะเป็นผู้ดำเนินการการปกครองท้องถิ่นเอง  แม้ว่าในภายหลังต่อมาในบางรูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เช่น  เทศบาล  จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้บริหารท้องถิ่นได้เองแต่กระบวนการบริหารงานท้องถิ่นไม่ว่า  ด้านการจัดโครงสร้างขององค์กรการบริหารงานบุคคล  การจัดการด้านการคลัง  การจัดเก็บภาษี  การจัดทำแผนอำนาจการอนุมัติต่าง ๆ และอื่น ๆ ยังค่อนข้างถูกกำกับและตรวจสอบโดยราชการส่วนกลาง  โดยเฉพาะจากกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นสังกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]]ในยุคหลังจึงต้องพยายามเปิดช่องให้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตามความจำเป็น กำหนดมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเข้มงวดมาก ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาขาดไร้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในอนาคตหากรัฐให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นและปรับปรุงแก้ไขมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะมีอิสระมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 281&amp;lt;ref&amp;gt; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 281 ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำ บริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ปัญหาในพื้นที่ ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;lt;/ref&amp;gt;  และมาตรา 282 อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในระดับท้องถิ่นปกครองกันเองอย่างแท้จริง อันเป็นการสร้างรากฐานของท้องถิ่นให้มีความมั่นคง ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธเนศวร์ เจริญเมือง. เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง. เชียงใหม่: โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะสังคมศาสตร์, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ : อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หลักการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12468</id>
		<title>การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12468"/>
		<updated>2016-07-19T06:02:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์ จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 282&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 282 การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน ในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมและจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้&lt;br /&gt;
ในการกำกับดูแลตามวรรคหนึ่ง ให้มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างในระดับของการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละรูปแบบ โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจดำเนินงานตามความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานโดยประชาชนเป็นหลัก&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  ซึ่งให้ความสำคัญของ[[การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการควบคุมตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานท้องถิ่น ให้บรรลุเป้าหมายการของ[[การบริการสาธารณะ]]ที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิด[[ประสิทธิภาพ]]และ[[ประสิทธิผล]]สูงสุด เนื่องมาจากมีกรณีของการบริการสาธารณะที่เกิดการเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด(course of action)&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หลักการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2551. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานตามหลัก[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]แบบกระจายอำนาจ ที่หน่วยงานหนึ่งมีอำนาจในการควบคุมอีกหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในการกำกับดูแลให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม[[กฎหมาย]]หรือตามอำนาจหน้าที่ หรืออำนาจที่องค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลองค์กรอื่นในการให้องค์กรนั้นๆทำงานภายใต้กฎหมาย &amp;lt;ref&amp;gt;สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีลักษณะเป็นการควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักการของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 2 ประการ&amp;lt;ref&amp;gt;โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การกำกับดูแลในระดับชาติ&#039;&#039;&#039;  โดยกระทำได้ใน 3 ลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การกำกับดูแลโดย[[กระบวนการนิติบัญญัติ]] (Legislative Control) ดังเช่น กระบวนการกำกับดูแลโดย[[รัฐสภา]](Parliamentary Control) ดังเช่น สหราชอาณาจักร&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ : อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการบริหาร (Administrative Control) เป็นการกำกับดูแลโดยการบริหาร มีลักษณะมุ่งเน้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ส่งผลต่อ รูปแบบ โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังเช่น [[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการยุติธรรม(Judicial Control) เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นมามิใช่มีอิสระหรืออัตตาณัติ(Autonomy) ที่ขาดจากการกำกับดูแลของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น เป็นการอยู่บนพื้นฐานความคิดของ [[การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล]]&amp;lt;ref&amp;gt;แนวคิดธรรมาภิบาล มีหลักเกณฑ์พื้นฐานคือ 1.หลักนิติธรรม 2.หลักคุณธรรม 3.หลักความโปร่งใส 4.หลักการมีส่วนร่วม 5.หลักความรับผิดชอบ 6.หลักความคุ้มค่า&amp;lt;/ref&amp;gt;  (Good Governance) ซึ่งแนวคิดดังที่กล่าวมาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารงานท้องถิ่นอย่างมากในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	[[หลักนิติธรรม]] (Rule of Law) หมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองโดยตรา[[กฎหมาย]]ที่ถูกต้อง[[เป็นธรรม]] การบังคับ การให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎกติกาและการปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึง[[สิทธิ]] [[เสรีภาพ]] ความยุติธรรมของสมาชิกในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	[[หลักคุณธรรม]] (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	[[หลักความโปร่งใส]] (Transparency) หมายถึง การสร้างความไว้วางใจของคนในชาติร่วมกัน โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์การทุกวงการให้มี[[ความโปร่งใส]] และประชาชนสามารถตรวจสอบงานของภาครัฐได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	[[หลักการมีส่วนร่วม]] (Participation) หมายถึง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)	หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่  ความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและท้องถิ่น  การใส่ใจปัญหาสาธารณะของท้องถิ่น รวมถึงการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกันและกล้าที่จะยอมรับผลดีและเสียจากการกระทำของตนในระดับภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6)	หลักความคุ้มค่า (Value for Money) หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อเกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม รวมถึงเลือกนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พิจารณาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น หากจะให้การกำกับดูแลการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดผลสำเร็จจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงระบบและกระบวนการที่เหมาะสมดังที่กล่าวมาข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปแล้วการกำกับดูแลหรือตรวจสอบการบริหารงานของหน่วยการปกครองท้องถิ่นมักจะพบในสองลักษณะ  ลักษณะแรกเป็นการควบคุมหรือตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง  ลักษณะที่สองเป็นการตรวจสอบโดยประชาชน[[ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง]]หรือ[[พลเมือง]]  (Electorates or citizens)  ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ อาจทั้งโดยลักษณะปัจเจกบุคคล  (Individual)  หรือกลุ่มบุคคล  หรือองค์กรที่มิใช่รัฐ&amp;lt;ref&amp;gt;โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543. &amp;lt;/ref&amp;gt;   รูปแบบที่ปรากฏในลักษณะแรกนั้นเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยและเป็นที่รับรู้กันมานาน  สามารถแยกได้เป็นสองรูปแบบ  คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	การกำกับดูแลโดย[[สมาชิกสภาท้องถิ่น]]  ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร โดย&lt;br /&gt;
หลักการแล้ว  บุคคลผู้มีสถานะดังกล่าวจะทำหน้าที่แทนประชาชนผู้เลือกตนเข้าไปในการกำกับแลฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท้องถิ่น  รวมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความโปร่งใสในการทำงาน  โดยกฎหมายได้ให้สิทธิและอำนาจแก่ฝ่ายสภาท้องถิ่นไว้ในการเสนอแนะ  การซักถาม  การอภิปราย  การลงมติไม่ไว้วางใจ  [[การถอดถอน]]และอื่น ๆ  เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล  แต่กลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบควบคุมการบริหารงานในลักษณะเช่นนี้ของ[[ประชาธิปไตยแบบตัวแทน]]  (Representative democracy)  บ่อยครั้งถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ  ไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้น  จนกระทั่งการสมยอมหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวกับฝ่ายบริหาร  จึงทำให้มีการรับรองหรือส่งเสริมบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วมการตรวจสอบและควบคุมโดยตรงอีกทางหนึ่ง  ที่เรียกกันว่า [[ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม]]  (Participatory democracy) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	การกำกับดูแลและควบคุมตรวจสอบโดยหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ  โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นตัวแทน[[รัฐบาลกลาง]]  ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ทำให้กระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารของ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]แตกต่างจากการตรวจสอบ  ฝ่ายบริหารของการเมืองหรือการปกครองระดับชาติ  ในประเด็นนี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติของหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรัฐแบบสหพันธ์รัฐ  (Federation state)  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย  และเยอรมัน  เป็นต้น กับรัฐในแบบรัฐเดี่ยว  (Unitary state)  เช่น อังกฤษ  นิวซีแลนด์  ญี่ปุ่น  และไทย  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีของไทยซึ่งเป็นประเภท[[รัฐเดี่ยว]]  (Unitary state)  และมีวิวัฒนาการ    การเกิดขึ้นของรัฐชาติ  (The formation of nation – state)  โดย[[การรวมศูนย์]]  (Centralization)  ในทุก ๆ ด้านไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่น ๆ และเข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่เริ่มต้น  คือ  ประมาณปลายศตวรรษที่ 19 หรือสมัย[[รัชกาลที่ 5]]  (Chulalongkorn Period)  ที่เรียกกันว่า  [[การปฏิรูป]]ให้ทันสมัย  (Modernization Reform)  จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นไทยในรัฐสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบใด  ([[สุขาภิบาล]]  [[ เทศบาล]]   [[องค์การบริหารส่วนตำบล]]   และ[[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]])  จึงเป็น การควบคุมและดูแลแบบเบ็ดเสร็จโดยราชการส่วนกลาง&amp;lt;ref&amp;gt;ธเนศวร์ เจริญเมือง. เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง. เชียงใหม่: โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะสังคมศาสตร์, 2542. &amp;lt;/ref&amp;gt;   ดังจะเห็นได้ว่าในระยะแรกข้าราชการจากส่วนกลางซึ่งถูกแต่งตั้งมาประจำอยู่ส่วนภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ จะเป็นผู้ดำเนินการการปกครองท้องถิ่นเอง  แม้ว่าในภายหลังต่อมาในบางรูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เช่น  เทศบาล  จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้บริหารท้องถิ่นได้เองแต่กระบวนการบริหารงานท้องถิ่นไม่ว่า  ด้านการจัดโครงสร้างขององค์กรการบริหารงานบุคคล  การจัดการด้านการคลัง  การจัดเก็บภาษี  การจัดทำแผนอำนาจการอนุมัติต่าง ๆ และอื่น ๆ ยังค่อนข้างถูกกำกับและตรวจสอบโดยราชการส่วนกลาง  โดยเฉพาะจากกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นสังกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]]ในยุคหลังจึงต้องพยายามเปิดช่องให้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตามความจำเป็น กำหนดมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเข้มงวดมาก ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาขาดไร้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในอนาคตหากรัฐให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นและปรับปรุงแก้ไขมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะมีอิสระมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 281&amp;lt;ref&amp;gt; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 281 ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำ บริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ปัญหาในพื้นที่ ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;lt;/ref&amp;gt;  และมาตรา 282 อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในระดับท้องถิ่นปกครองกันเองอย่างแท้จริง อันเป็นการสร้างรากฐานของท้องถิ่นให้มีความมั่นคง ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธเนศวร์ เจริญเมือง. เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง. เชียงใหม่: โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะสังคมศาสตร์, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ : อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หลักการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12467</id>
		<title>การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12467"/>
		<updated>2016-07-19T05:54:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; :  ศรัณย์ จิระพงษ์สุวรรณ  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงค...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์ จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 282  ซึ่งให้ความสำคัญของ[[การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการควบคุมตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานท้องถิ่น ให้บรรลุเป้าหมายการของ[[การบริการสาธารณะ]]ที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิด[[ประสิทธิภาพ]]และ[[ประสิทธิผล]]สูงสุด เนื่องมาจากมีกรณีของการบริการสาธารณะที่เกิดการเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด(course of action)  ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานตามหลัก[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]แบบกระจายอำนาจ ที่หน่วยงานหนึ่งมีอำนาจในการควบคุมอีกหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในการกำกับดูแลให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม[[กฎหมาย]]หรือตามอำนาจหน้าที่ หรืออำนาจที่องค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลองค์กรอื่นในการให้องค์กรนั้นๆทำงานภายใต้กฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีลักษณะเป็นการควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักการของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 2 ประการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การกำกับดูแลในระดับชาติ&#039;&#039;&#039;  โดยกระทำได้ใน 3 ลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การกำกับดูแลโดย[[กระบวนการนิติบัญญัติ]] (Legislative Control) ดังเช่น กระบวนการกำกับดูแลโดย[[รัฐสภา]](Parliamentary Control) ดังเช่น สหราชอาณาจักร  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการบริหาร (Administrative Control) เป็นการกำกับดูแลโดยการบริหาร มีลักษณะมุ่งเน้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ส่งผลต่อ รูปแบบ โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังเช่น [[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การกำกับดูแลโดยกระบวนการยุติธรรม(Judicial Control) เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นมามิใช่มีอิสระหรืออัตตาณัติ(Autonomy) ที่ขาดจากการกำกับดูแลของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่น เป็นการอยู่บนพื้นฐานความคิดของ [[การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล]]  (Good Governance) ซึ่งแนวคิดดังที่กล่าวมาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารงานท้องถิ่นอย่างมากในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	[[หลักนิติธรรม]] (Rule of Law) หมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองโดยตรา[[กฎหมาย]]ที่ถูกต้อง[[เป็นธรรม]] การบังคับ การให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎกติกาและการปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึง[[สิทธิ]] [[เสรีภาพ]] ความยุติธรรมของสมาชิกในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	[[หลักคุณธรรม]] (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	[[หลักความโปร่งใส]] (Transparency) หมายถึง การสร้างความไว้วางใจของคนในชาติร่วมกัน โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์การทุกวงการให้มี[[ความโปร่งใส]] และประชาชนสามารถตรวจสอบงานของภาครัฐได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	[[หลักการมีส่วนร่วม]] (Participation) หมายถึง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)	หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่  ความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและท้องถิ่น  การใส่ใจปัญหาสาธารณะของท้องถิ่น รวมถึงการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกันและกล้าที่จะยอมรับผลดีและเสียจากการกระทำของตนในระดับภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6)	หลักความคุ้มค่า (Value for Money) หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อเกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม รวมถึงเลือกนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พิจารณาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น หากจะให้การกำกับดูแลการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดผลสำเร็จจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงระบบและกระบวนการที่เหมาะสมดังที่กล่าวมาข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปแล้วการกำกับดูแลหรือตรวจสอบการบริหารงานของหน่วยการปกครองท้องถิ่นมักจะพบในสองลักษณะ  ลักษณะแรกเป็นการควบคุมหรือตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง  ลักษณะที่สองเป็นการตรวจสอบโดยประชาชน[[ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง]]หรือ[[พลเมือง]]  (Electorates or citizens)  ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ อาจทั้งโดยลักษณะปัจเจกบุคคล  (Individual)  หรือกลุ่มบุคคล  หรือองค์กรที่มิใช่รัฐ   รูปแบบที่ปรากฏในลักษณะแรกนั้นเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยและเป็นที่รับรู้กันมานาน  สามารถแยกได้เป็นสองรูปแบบ  คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	การกำกับดูแลโดย[[สมาชิกสภาท้องถิ่น]]  ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร โดย&lt;br /&gt;
หลักการแล้ว  บุคคลผู้มีสถานะดังกล่าวจะทำหน้าที่แทนประชาชนผู้เลือกตนเข้าไปในการกำกับแลฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท้องถิ่น  รวมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความโปร่งใสในการทำงาน  โดยกฎหมายได้ให้สิทธิและอำนาจแก่ฝ่ายสภาท้องถิ่นไว้ในการเสนอแนะ  การซักถาม  การอภิปราย  การลงมติไม่ไว้วางใจ  [[การถอดถอน]]และอื่น ๆ  เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล  แต่กลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบควบคุมการบริหารงานในลักษณะเช่นนี้ของ[[ประชาธิปไตยแบบตัวแทน]]  (Representative democracy)  บ่อยครั้งถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ  ไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้น  จนกระทั่งการสมยอมหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวกับฝ่ายบริหาร  จึงทำให้มีการรับรองหรือส่งเสริมบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วมการตรวจสอบและควบคุมโดยตรงอีกทางหนึ่ง  ที่เรียกกันว่า [[ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม]]  (Participatory democracy) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	การกำกับดูแลและควบคุมตรวจสอบโดยหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ  โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นตัวแทน[[รัฐบาลกลาง]]  ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ทำให้กระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารของ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]แตกต่างจากการตรวจสอบ  ฝ่ายบริหารของการเมืองหรือการปกครองระดับชาติ  ในประเด็นนี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติของหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรัฐแบบสหพันธ์รัฐ  (Federation state)  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย  และเยอรมัน  เป็นต้น กับรัฐในแบบรัฐเดี่ยว  (Unitary state)  เช่น อังกฤษ  นิวซีแลนด์  ญี่ปุ่น  และไทย  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีของไทยซึ่งเป็นประเภท[[รัฐเดี่ยว]]  (Unitary state)  และมีวิวัฒนาการ    การเกิดขึ้นของรัฐชาติ  (The formation of nation – state)  โดย[[การรวมศูนย์]]  (Centralization)  ในทุก ๆ ด้านไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่น ๆ และเข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่เริ่มต้น  คือ  ประมาณปลายศตวรรษที่ 19 หรือสมัย[[รัชกาลที่ 5]]  (Chulalongkorn Period)  ที่เรียกกันว่า  [[การปฏิรูป]]ให้ทันสมัย  (Modernization Reform)  จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นไทยในรัฐสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบใด  ([[สุขาภิบาล]]  [[ เทศบาล]]   [[องค์การบริหารส่วนตำบล]]   และ[[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]])  จึงเป็น การควบคุมและดูแลแบบเบ็ดเสร็จโดยราชการส่วนกลาง   ดังจะเห็นได้ว่าในระยะแรกข้าราชการจากส่วนกลางซึ่งถูกแต่งตั้งมาประจำอยู่ส่วนภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ จะเป็นผู้ดำเนินการการปกครองท้องถิ่นเอง  แม้ว่าในภายหลังต่อมาในบางรูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เช่น  เทศบาล  จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้บริหารท้องถิ่นได้เองแต่กระบวนการบริหารงานท้องถิ่นไม่ว่า  ด้านการจัดโครงสร้างขององค์กรการบริหารงานบุคคล  การจัดการด้านการคลัง  การจัดเก็บภาษี  การจัดทำแผนอำนาจการอนุมัติต่าง ๆ และอื่น ๆ ยังค่อนข้างถูกกำกับและตรวจสอบโดยราชการส่วนกลาง  โดยเฉพาะจากกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นสังกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]]ในยุคหลังจึงต้องพยายามเปิดช่องให้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตามความจำเป็น กำหนดมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเข้มงวดมาก ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาขาดไร้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในอนาคตหากรัฐให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นและปรับปรุงแก้ไขมาตรการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะมีอิสระมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 281  และมาตรา 282 อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในระดับท้องถิ่นปกครองกันเองอย่างแท้จริง อันเป็นการสร้างรากฐานของท้องถิ่นให้มีความมั่นคง ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธเนศวร์ เจริญเมือง. เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง. เชียงใหม่: โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะสังคมศาสตร์, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ : อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หลักการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12466</id>
		<title>การรวมศูนย์อำนาจ(Centralization)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12466"/>
		<updated>2016-07-19T05:33:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : กฤษณ์  วงศ์วิเศษธร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==แนวคิดและความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐหนึ่งๆ จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะ“ตัวแทน”ของรัฐ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศ ที่เกิดจาก[[การเจรจาต่อรอง]]การค้าการลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ ดังนั้น [[รัฐบาลส่วนกลาง]] จึงเป็นสิ่งที่รัฐขาดไม่ได้เพื่อคอยทำหน้าที่ในด้านความสัมพันธ์ภายนอกหรือกิจการวิเทศสัมพันธ์ของรัฐ ดังปรากฏว่า ภารกิจหน้าที่ในด้านการต่างประเทศ, การทูต ตลอดจนแนวนโยบายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลส่วนกลาง ที่ไม่สามารถให้องค์กรหรือภาคส่วนใดเข้ามาดำเนินการแทนได้  ซึ่งส่วนใหญ่บทบาทของรัฐส่วนกลางที่เห็นได้ชัด มักจะเป็นบทบาทใหญ่ๆที่ส่งผลต่อผลประโยชน์มหาชนของชาติ เช่น มักจะเข้าไปบทบาทควบคุมระบบเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐ รวมถึงการเข้าไปกำกับดูแลกิจการอื่นๆ เช่น การค้าภายใน และระบบการคมนาคมและขนส่ง เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;นครินทร์  เมฆไตรรัตน์, สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 1 แนวคิดพื้นฐานการกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: บริษัท ธรรมดาเพรส จำกัด, 2547), หน้า 3.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)&#039;&#039;&#039; มีได้ 2ประเภท คือ การรวมศูนย์อำนาจในทางการเมืองและการรวมศูนย์อำนาจในทางการปกครอง โดยความหมาย ประเภทแรกการรวมศูนย์อำนาจในทางการเมือง หมายถึง มีศูนย์รวม[[อำนาจอธิปไตย]]หรือมีเอกภาพในการใช้อำนาจรัฐทั้งภายในและภายนอกรัฐโดยสมบูรณ์ และประเภทที่สองการรวมศูนย์อำนาจในทางปกครอง หมายถึงการจัดระเบียบการปกครองภายในรัฐ โดยให้รัฐแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะต่างๆให้แก่ประชาชน โดยมีการรวมอำนาจในการตัดสินใจ การวินิจฉัยสั่งการเป็นยุติเด็ดขาดอยู่ที่รัฐส่วนกลาง&amp;lt;ref&amp;gt;ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สมคิด  เลิศไพฑูรย์, กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์, 2550), หน้า 21-22. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง&amp;lt;ref&amp;gt;ชูวงศ์  ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด,2539), หน้า 16-17. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครองเป็นการรวมอำนาจไว้ที่เดียว กล่าวคือ เป็นการรวมอำนาจตัดสินใจในภารกิจหลักๆของรัฐ อาทิ เช่น กำลังทหาร ตำรวจ อำนาจวินิจฉัยสั่งการ อนุมัติ ยกเลิก แก้ไข ระงับหรือเพิกถอนการกระทำต่างๆที่เกิดจาก[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] ซึ่งเป็นการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่แบบลดหลั่นกันไป (Hierarchy) ให้ทุกฝ่ายขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่มีความเป็นอิสระ เพื่อสะดวกและสามารถใช้อำนาจเหล่านี้ได้ทันท่วงที 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อดีของการรวมศูนย์อำนาจ&amp;lt;ref&amp;gt;สรุปความจากประยูร  กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 5, (กรุงเทพฯ: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549), หน้า 176-177; จักรพันธ์ วงษ์บูรณาวาทย์, การบริหารราชการไทย, (เชียงใหม่ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541), หน้า 47. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง จะเห็นได้ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก เป็นการรวมกำลังและรวมอำนาจบังคับบัญชาไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด ทำให้อำนาจของรัฐมั่นคง เป็นหลักที่ทำให้เกิดเอกภาพ (Unity) ในการปกครอง เป็นวิธีการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองอย่าง[[เสมอภาค]]กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง ในส่วนของ[[การจัดทำบริการสาธารณะ]]เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น ส่วนกลางมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีขนาดใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ของ[[ราชการบริหารส่วนกลาง]]มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเอง จนมีความรู้ความสามารถ สามารถจัดบริการสาธารณะได้ดีอย่างมีมาตรฐาน และเป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อเสียของการรวมศูนย์อำนาจ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการรวมศูนย์อำนาจปกครองมีข้อเสียอยู่อย่างน้อย 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก การรวมศูนย์อำนาจทำให้อำนาจการตัดสินใจรวมอยู่ที่ส่วนกลาง เมื่อเกิดปัญหาในพื้นที่ห่างไกล การรั้งรอการตัดสินใจจากส่วนกลางย่อมทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและไม่ทั่วถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง การรวมศูนย์อำนาจจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะบังคับบัญชาเป็นชั้นลดหลั่นกันไป การปฏิบัติหน้าที่เต็มไปด้วยความล่าช้า การแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานต้องกระทำตามกฎระเบียบที่เคร่งครัดตามลำดับขั้นตอนในการบังคับบัญชาก่อให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล เช่นในท้องถิ่นต่าง ๆ อำนาจในการตัดสินมิได้เป็นของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้การจัดทำบริการสาธารณะและการแก้ปัญหาไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวสรุปได้ว่า การรวมศูนย์อำนาจทางการปกครองนั้นคือการที่รวมอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการ ในการจัดระบบระเบียบการบริหารราชการ หรือการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนไว้ที่รัฐส่วนกลางเพียงผู้เดียว ทำให้แบบแผนการดำเนินของทั่วประเทศเป็นแบบเดียวกัน มีลำดับการบังคับบัญชา ทุกภาคส่วนขึ้นอยู่กับส่วนกลางทั้งหมด จึงทำให้ประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจมักจะมีเอกภาพในการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไรก็ตามในการดำเนินโดยผ่านการตัดสินใจของส่วนกลางเพียงผู้เดียว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วน และยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในพื้นที่ต่างๆได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จักรพันธ์ วงษ์บูรณาวาทย์.การบริหารราชการไทย. เชียงใหม่ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชูวงศ์  ฉายะบุตร.การปกครองท้องถิ่นไทย.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์  เมฆไตรรัตน์.สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 1 แนวคิดพื้นฐานการกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธรรมดาเพรส จำกัด, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประยูร  กาญจนดุล.คำบรรยายกฎหมายปกครอง.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด  เลิศไพฑูรย์,ไพฑูรย์.กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12465</id>
		<title>การรวมศูนย์อำนาจ(Centralization)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12465"/>
		<updated>2016-07-19T05:26:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : กฤษณ์  วงศ์วิเศษธร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==แนวคิดและความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐหนึ่งๆ จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะ“ตัวแทน”ของรัฐ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศ ที่เกิดจาก[[การเจรจาต่อรอง]]การค้าการลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ ดังนั้น [[รัฐบาลส่วนกลาง]] จึงเป็นสิ่งที่รัฐขาดไม่ได้เพื่อคอยทำหน้าที่ในด้านความสัมพันธ์ภายนอกหรือกิจการวิเทศสัมพันธ์ของรัฐ ดังปรากฏว่า ภารกิจหน้าที่ในด้านการต่างประเทศ, การทูต ตลอดจนแนวนโยบายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลส่วนกลาง ที่ไม่สามารถให้องค์กรหรือภาคส่วนใดเข้ามาดำเนินการแทนได้  ซึ่งส่วนใหญ่บทบาทของรัฐส่วนกลางที่เห็นได้ชัด มักจะเป็นบทบาทใหญ่ๆที่ส่งผลต่อผลประโยชน์มหาชนของชาติ เช่น มักจะเข้าไปบทบาทควบคุมระบบเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐ รวมถึงการเข้าไปกำกับดูแลกิจการอื่นๆ เช่น การค้าภายใน และระบบการคมนาคมและขนส่ง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)&#039;&#039;&#039; มีได้ 2ประเภท คือ การรวมศูนย์อำนาจในทางการเมืองและการรวมศูนย์อำนาจในทางการปกครอง โดยความหมาย ประเภทแรกการรวมศูนย์อำนาจในทางการเมือง หมายถึง มีศูนย์รวม[[อำนาจอธิปไตย]]หรือมีเอกภาพในการใช้อำนาจรัฐทั้งภายในและภายนอกรัฐโดยสมบูรณ์ และประเภทที่สองการรวมศูนย์อำนาจในทางปกครอง หมายถึงการจัดระเบียบการปกครองภายในรัฐ โดยให้รัฐแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะต่างๆให้แก่ประชาชน โดยมีการรวมอำนาจในการตัดสินใจ การวินิจฉัยสั่งการเป็นยุติเด็ดขาดอยู่ที่รัฐส่วนกลาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครองเป็นการรวมอำนาจไว้ที่เดียว กล่าวคือ เป็นการรวมอำนาจตัดสินใจในภารกิจหลักๆของรัฐ อาทิ เช่น กำลังทหาร ตำรวจ อำนาจวินิจฉัยสั่งการ อนุมัติ ยกเลิก แก้ไข ระงับหรือเพิกถอนการกระทำต่างๆที่เกิดจาก[[การบริหารราชการส่วนกลาง]] ซึ่งเป็นการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่แบบลดหลั่นกันไป (Hierarchy) ให้ทุกฝ่ายขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่มีความเป็นอิสระ เพื่อสะดวกและสามารถใช้อำนาจเหล่านี้ได้ทันท่วงที 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อดีของการรวมศูนย์อำนาจ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง จะเห็นได้ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก เป็นการรวมกำลังและรวมอำนาจบังคับบัญชาไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด ทำให้อำนาจของรัฐมั่นคง เป็นหลักที่ทำให้เกิดเอกภาพ (Unity) ในการปกครอง เป็นวิธีการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองอย่าง[[เสมอภาค]]กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง ในส่วนของ[[การจัดทำบริการสาธารณะ]]เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น ส่วนกลางมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีขนาดใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ของ[[ราชการบริหารส่วนกลาง]]มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเอง จนมีความรู้ความสามารถ สามารถจัดบริการสาธารณะได้ดีอย่างมีมาตรฐาน และเป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อเสียของการรวมศูนย์อำนาจ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการรวมศูนย์อำนาจปกครองมีข้อเสียอยู่อย่างน้อย 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก การรวมศูนย์อำนาจทำให้อำนาจการตัดสินใจรวมอยู่ที่ส่วนกลาง เมื่อเกิดปัญหาในพื้นที่ห่างไกล การรั้งรอการตัดสินใจจากส่วนกลางย่อมทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและไม่ทั่วถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง การรวมศูนย์อำนาจจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะบังคับบัญชาเป็นชั้นลดหลั่นกันไป การปฏิบัติหน้าที่เต็มไปด้วยความล่าช้า การแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานต้องกระทำตามกฎระเบียบที่เคร่งครัดตามลำดับขั้นตอนในการบังคับบัญชาก่อให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล เช่นในท้องถิ่นต่าง ๆ อำนาจในการตัดสินมิได้เป็นของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้การจัดทำบริการสาธารณะและการแก้ปัญหาไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวสรุปได้ว่า การรวมศูนย์อำนาจทางการปกครองนั้นคือการที่รวมอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการ ในการจัดระบบระเบียบการบริหารราชการ หรือการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนไว้ที่รัฐส่วนกลางเพียงผู้เดียว ทำให้แบบแผนการดำเนินของทั่วประเทศเป็นแบบเดียวกัน มีลำดับการบังคับบัญชา ทุกภาคส่วนขึ้นอยู่กับส่วนกลางทั้งหมด จึงทำให้ประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจมักจะมีเอกภาพในการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไรก็ตามในการดำเนินโดยผ่านการตัดสินใจของส่วนกลางเพียงผู้เดียว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วน และยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในพื้นที่ต่างๆได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จักรพันธ์ วงษ์บูรณาวาทย์.การบริหารราชการไทย. เชียงใหม่ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชูวงศ์  ฉายะบุตร.การปกครองท้องถิ่นไทย.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์  เมฆไตรรัตน์.สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 1 แนวคิดพื้นฐานการกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธรรมดาเพรส จำกัด, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประยูร  กาญจนดุล.คำบรรยายกฎหมายปกครอง.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด  เลิศไพฑูรย์,ไพฑูรย์.กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12464</id>
		<title>การรวมศูนย์อำนาจ(Centralization)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88(Centralization)&amp;diff=12464"/>
		<updated>2016-07-19T05:24:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : กฤษณ์  วงศ์วิเศษธร  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : กฤษณ์  วงศ์วิเศษธร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==แนวคิดและความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐหนึ่งๆ จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะ“ตัวแทน”ของรัฐ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศ ที่เกิดจากการเจรจาต่อรองการค้าการลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลส่วนกลาง จึงเป็นสิ่งที่รัฐขาดไม่ได้เพื่อคอยทำหน้าที่ในด้านความสัมพันธ์ภายนอกหรือกิจการวิเทศสัมพันธ์ของรัฐ ดังปรากฏว่า ภารกิจหน้าที่ในด้านการต่างประเทศ, การทูต ตลอดจนแนวนโยบายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลส่วนกลาง ที่ไม่สามารถให้องค์กรหรือภาคส่วนใดเข้ามาดำเนินการแทนได้  ซึ่งส่วนใหญ่บทบาทของรัฐส่วนกลางที่เห็นได้ชัด มักจะเป็นบทบาทใหญ่ๆที่ส่งผลต่อผลประโยชน์มหาชนของชาติ เช่น มักจะเข้าไปบทบาทควบคุมระบบเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐ รวมถึงการเข้าไปกำกับดูแลกิจการอื่นๆ เช่น การค้าภายใน และระบบการคมนาคมและขนส่ง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)&#039;&#039;&#039; มีได้ 2ประเภท คือ การรวมศูนย์อำนาจในทางการเมืองและการรวมศูนย์อำนาจในทางการปกครอง โดยความหมาย ประเภทแรกการรวมศูนย์อำนาจในทางการเมือง หมายถึง มีศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยหรือมีเอกภาพในการใช้อำนาจรัฐทั้งภายในและภายนอกรัฐโดยสมบูรณ์ และประเภทที่สองการรวมศูนย์อำนาจในทางปกครอง หมายถึงการจัดระเบียบการปกครองภายในรัฐ โดยให้รัฐแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะต่างๆให้แก่ประชาชน โดยมีการรวมอำนาจในการตัดสินใจ การวินิจฉัยสั่งการเป็นยุติเด็ดขาดอยู่ที่รัฐส่วนกลาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ลักษณะสำคัญของการรวมศูนย์อำนาจปกครองเป็นการรวมอำนาจไว้ที่เดียว กล่าวคือ เป็นการรวมอำนาจตัดสินใจในภารกิจหลักๆของรัฐ อาทิ เช่น กำลังทหาร ตำรวจ อำนาจวินิจฉัยสั่งการ อนุมัติ ยกเลิก แก้ไข ระงับหรือเพิกถอนการกระทำต่างๆที่เกิดจากการบริหารราชการส่วนกลาง ซึ่งเป็นการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่แบบลดหลั่นกันไป (Hierarchy) ให้ทุกฝ่ายขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่มีความเป็นอิสระ เพื่อสะดวกและสามารถใช้อำนาจเหล่านี้ได้ทันท่วงที 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อดีของการรวมศูนย์อำนาจ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจปกครอง จะเห็นได้ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก เป็นการรวมกำลังและรวมอำนาจบังคับบัญชาไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด ทำให้อำนาจของรัฐมั่นคง เป็นหลักที่ทำให้เกิดเอกภาพ (Unity) ในการปกครอง เป็นวิธีการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองอย่างเสมอภาคกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง ในส่วนของการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น ส่วนกลางมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีขนาดใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเอง จนมีความรู้ความสามารถ สามารถจัดบริการสาธารณะได้ดีอย่างมีมาตรฐาน และเป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อเสียของการรวมศูนย์อำนาจ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการรวมศูนย์อำนาจปกครองมีข้อเสียอยู่อย่างน้อย 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก การรวมศูนย์อำนาจทำให้อำนาจการตัดสินใจรวมอยู่ที่ส่วนกลาง เมื่อเกิดปัญหาในพื้นที่ห่างไกล การรั้งรอการตัดสินใจจากส่วนกลางย่อมทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและไม่ทั่วถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง การรวมศูนย์อำนาจจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะบังคับบัญชาเป็นชั้นลดหลั่นกันไป การปฏิบัติหน้าที่เต็มไปด้วยความล่าช้า การแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานต้องกระทำตามกฎระเบียบที่เคร่งครัดตามลำดับขั้นตอนในการบังคับบัญชาก่อให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล เช่นในท้องถิ่นต่าง ๆ อำนาจในการตัดสินมิได้เป็นของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้การจัดทำบริการสาธารณะและการแก้ปัญหาไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวสรุปได้ว่า การรวมศูนย์อำนาจทางการปกครองนั้นคือการที่รวมอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการ ในการจัดระบบระเบียบการบริหารราชการ หรือการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนไว้ที่รัฐส่วนกลางเพียงผู้เดียว ทำให้แบบแผนการดำเนินของทั่วประเทศเป็นแบบเดียวกัน มีลำดับการบังคับบัญชา ทุกภาคส่วนขึ้นอยู่กับส่วนกลางทั้งหมด จึงทำให้ประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจมักจะมีเอกภาพในการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไรก็ตามในการดำเนินโดยผ่านการตัดสินใจของส่วนกลางเพียงผู้เดียว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วน และยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในพื้นที่ต่างๆได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จักรพันธ์ วงษ์บูรณาวาทย์.การบริหารราชการไทย. เชียงใหม่ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชูวงศ์  ฉายะบุตร.การปกครองท้องถิ่นไทย.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์  เมฆไตรรัตน์.สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย หมวดที่ 1 แนวคิดพื้นฐานการกระจายอำนาจกับการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธรรมดาเพรส จำกัด, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประยูร  กาญจนดุล.คำบรรยายกฎหมายปกครอง.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมคิด  เลิศไพฑูรย์,ไพฑูรย์.กฎหมายการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพฯท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์, 2550).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12463</id>
		<title>การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12463"/>
		<updated>2016-07-19T05:18:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
งบประมาณของ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]  หมายถึง  แผนงานสำหรับประมาณการด้านรายรับและรายจ่ายแสดงในรูปตัวเลขจำนวนเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยกำหนดระยะเวลาเป็น ปีงบประมาณ  คือ ระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไปและให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายบริหารต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากฝ่าย[[สภาท้องถิ่น]]  ตามหลักรัฐศาสตร์และ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ว่าด้วย[[การคานอำนาจ]]  นอกจากนี้ต้องมีการติดตามประเมินผลเพราะถือว่าเป็น “เงินสาธารณะ” (Public Money) ป้องกันการรั่วไหล  ให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายรายสาขา  หรือรายกลุ่มคน เช่น จัดสรรงบช่วยเหลือคนยากจน  เป็นต้น    &amp;lt;ref&amp;gt;ดิเรก  ปัทมสิริวัฒน์, นโยบายการคลังสาธารณะ, (พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นติ้ง, 2553), หน้า 43. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วัตถุประสงค์และหน้าที่หลักของการจัดทำงบประมาณ&amp;lt;ref&amp;gt;Jame McMaster (1996) อ้างใน สกนธ์  วรัญญูวัฒนา, การบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท, 2551), หน้า 286 - 287. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
1)	การวางแผนเพื่อจะช่วยให้การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถชำระหนี้ได้  และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารายจ่ายอยู่ภายใต้กรอบของเงินสำรองที่มีอยู่ อันประกอบด้วยรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ และเงินกู้ที่คาดว่าจะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	งบประมาณสร้างลำดับความสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	งบประมาณช่วยจัดสรรและกระจายทรัพยากรระหว่างกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำหนดระดับและทิศทางของการทำงานในปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	สามารถกำหนดระดับของภาษีและค่าธรรมเนียมที่จะถูกจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการงบประมาณ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประกอบด้วย  3  ขั้นตอนหลัก ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การจัดเตรียมงบประมาณ (Budget preparation) เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ โดยเจ้าหน้าที่งบประมาณ ซึ่งได้แก่ [[ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] หรืออาจจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับงบประมาณ เช่น ผู้อำนวยการกองแผนและงบประมาณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณโดยเริ่มจาก (1) การศึกษาปฏิทินงบประมาณที่กรมส่งเสริม[[การปกครองท้องถิ่น]]กำหนดเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่ากระบวนการในแต่ละขั้นตอนควรจะดำเนินการเมื่อใดแล้วเสร็จเมื่อใด จากนั้น (2) ทบทวนแผน และกำหนดนโยบายการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (3) จัดเตรียมข้อมูลประมาณการรายรับ   (4) จัดระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับประเด็นปัญหาและความต้องการในท้องถิ่น จากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (5) ตรวจสอบภาระผูกพันที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอยู่ เช่น เงินกู้ เงินทุนการศึกษา ภาระผูกพันตามกฎหมาย  (6) เสนอโครงร่างเบื้องต้น   เจ้าหน้าที่งบประมาณ ทำการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ไขงบประมาณ ในขั้นต้น แล้วเสนอต่อคณะผู้บริหาร  (7) เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณ     คณะผู้บริหารจะพิจารณาให้ตั้งเงินงบประมาณยอดใดเป็นงบประมาณประจำปีแล้ว ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณรวบรวม และจัดทำเป็นร่างงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อคณะ[[ผู้บริหารท้องถิ่น]]อีกครั้งหนึ่ง  หากผู้บริหารเห็นชอบจะนำร่างเสนอต่อ[[ที่ประชุมสภาท้องถิ่น]] ภายในวันที่ 15 สิงหาคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การอนุมัติงบประมาณ  (Budget adoption)  ผู้บริหารท้องถิ่นนำเสนอร่าง[[ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี]]เสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม จากนั้นสภาท้องถิ่นจะพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯ โดยการพิจารณาจะพิจารณา 3 วาระ คือรับหลักการ  แปรญัตติ  เห็นชอบ และเมื่อสภาท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบร่างข้อบัญญัติแล้ว ให้ประธานสภาท้องถิ่นนำเสนอร่างที่ผ่านความเห็นชอบให้ผู้มีอำนาจในการอนุมัติ  อนุมัติร่างงบประมาณรายจ่ายและประกาศเป็น[[ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี]] มีผลใช้บังคับต่อไปภายใน 15 วัน หลังประกาศโดยเปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การบริหารงบประมาณ (Budget execution)  จะทำให้ทราบว่างบประมาณที่อนุมัติไปแล้ว ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้หรือไม่ รวมทั้งมีการติดตามดูแลการใช้จ่ายงบประมาณว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานหรือไม่ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น  ผู้บริหารท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่งบประมาณรับผิดชอบร่วมกันในการควบคุมงบประมาณรายจ่าย โดยใช้การรายงาน หรือการควบคุมอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตาม กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ  การควบคุมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจการเงินแผ่นดิน การควบคุมผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือประชาคม  หรือการประเมินผลความคุ้มค่าและความสอดคล้องของงบประมาณกับความต้องการของประชาชน ผ่านวิธีการวิจัยประเมินผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินการตาม[[ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541]]  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 โดยมีการประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543&amp;lt;/ref&amp;gt;   ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประมาณการรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจำแนกเป็น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	หมวดภาษีอากร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับและใบอนุญาต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	หมวดรายได้จากทรัพย์สิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	หมวดรายได้จากสาธารณูปโภค และกิจการพาณิชย์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	หมวดเงินอุดหนุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	หมวดรายได้เบ็ดเตล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งบประมาณรายจ่ายทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายจ่ายงบกลาง และรายจ่ายตามแผนงาน  โดยรายจ่ายตามแผนงาน จำแนกเป็นสองลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	รายจ่ายประจำ ประกอบด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก) หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข) หมวดค่าจ้างชั่วคราว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ค) หมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ง) หมวดค่าสาธารณูปโภค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(จ) หมวดเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ฉ) หมวดรายจ่ายอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	รายจ่ายเพื่อการลงทุน ประกอบด้วย หมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้รายละเอียดประเภทรายจ่ายงบกลาง หมวดรายจ่ายต่าง ๆ และเงินนอกงบประมาณให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความยั่งยืนทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ความยั่งยืนทางงบประมาณ หมายถึง ความสามารถขององค์กรในการมีทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการบริหารงานและการจัดบริการสาธารณะตามที่ประชาชนต้องการภายในรอบปีงบประมาณ โดยทั่วไปมักจะประเมินจากดุลงบประมาณ  การพึ่งพารายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง  และระดับเงินสะสม หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีดุลงบประมาณในระดับที่ดี มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความต้องการงบประมาณในช่วงเวลาหนึ่งๆ  หรือมีระดับเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินต่างๆ  ย่อมเชื่อได้ว่า ความต้องการของประชาชนที่มีต่อบริการสาธารณะในระดับพื้นฐานจะได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ&amp;lt;ref&amp;gt;วีระศักดิ์  เครือเทพ, การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554), หน้า 55. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก  ปัทมสิริวัฒน์. นโยบายการคลังสาธารณะ. กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นติ้ง, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. การบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12462</id>
		<title>การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12462"/>
		<updated>2016-07-19T05:12:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
งบประมาณของ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]  หมายถึง  แผนงานสำหรับประมาณการด้านรายรับและรายจ่ายแสดงในรูปตัวเลขจำนวนเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยกำหนดระยะเวลาเป็น ปีงบประมาณ  คือ ระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไปและให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายบริหารต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากฝ่าย[[สภาท้องถิ่น]]  ตามหลักรัฐศาสตร์และ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ว่าด้วย[[การคานอำนาจ]]  นอกจากนี้ต้องมีการติดตามประเมินผลเพราะถือว่าเป็น “เงินสาธารณะ” (Public Money) ป้องกันการรั่วไหล  ให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายรายสาขา  หรือรายกลุ่มคน เช่น จัดสรรงบช่วยเหลือคนยากจน  เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วัตถุประสงค์และหน้าที่หลักของการจัดทำงบประมาณ==&lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
1)	การวางแผนเพื่อจะช่วยให้การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถชำระหนี้ได้  และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารายจ่ายอยู่ภายใต้กรอบของเงินสำรองที่มีอยู่ อันประกอบด้วยรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ และเงินกู้ที่คาดว่าจะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	งบประมาณสร้างลำดับความสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	งบประมาณช่วยจัดสรรและกระจายทรัพยากรระหว่างกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำหนดระดับและทิศทางของการทำงานในปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	สามารถกำหนดระดับของภาษีและค่าธรรมเนียมที่จะถูกจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการงบประมาณ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประกอบด้วย  3  ขั้นตอนหลัก ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การจัดเตรียมงบประมาณ (Budget preparation) เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ โดยเจ้าหน้าที่งบประมาณ ซึ่งได้แก่ [[ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] หรืออาจจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับงบประมาณ เช่น ผู้อำนวยการกองแผนและงบประมาณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณโดยเริ่มจาก (1) การศึกษาปฏิทินงบประมาณที่กรมส่งเสริม[[การปกครองท้องถิ่น]]กำหนดเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่ากระบวนการในแต่ละขั้นตอนควรจะดำเนินการเมื่อใดแล้วเสร็จเมื่อใด จากนั้น (2) ทบทวนแผน และกำหนดนโยบายการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (3) จัดเตรียมข้อมูลประมาณการรายรับ   (4) จัดระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับประเด็นปัญหาและความต้องการในท้องถิ่น จากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (5) ตรวจสอบภาระผูกพันที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอยู่ เช่น เงินกู้ เงินทุนการศึกษา ภาระผูกพันตามกฎหมาย  (6) เสนอโครงร่างเบื้องต้น   เจ้าหน้าที่งบประมาณ ทำการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ไขงบประมาณ ในขั้นต้น แล้วเสนอต่อคณะผู้บริหาร  (7) เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณ     คณะผู้บริหารจะพิจารณาให้ตั้งเงินงบประมาณยอดใดเป็นงบประมาณประจำปีแล้ว ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณรวบรวม และจัดทำเป็นร่างงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อคณะ[[ผู้บริหารท้องถิ่น]]อีกครั้งหนึ่ง  หากผู้บริหารเห็นชอบจะนำร่างเสนอต่อ[[ที่ประชุมสภาท้องถิ่น]] ภายในวันที่ 15 สิงหาคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การอนุมัติงบประมาณ  (Budget adoption)  ผู้บริหารท้องถิ่นนำเสนอร่าง[[ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี]]เสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม จากนั้นสภาท้องถิ่นจะพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯ โดยการพิจารณาจะพิจารณา 3 วาระ คือรับหลักการ  แปรญัตติ  เห็นชอบ และเมื่อสภาท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบร่างข้อบัญญัติแล้ว ให้ประธานสภาท้องถิ่นนำเสนอร่างที่ผ่านความเห็นชอบให้ผู้มีอำนาจในการอนุมัติ  อนุมัติร่างงบประมาณรายจ่ายและประกาศเป็น[[ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี]] มีผลใช้บังคับต่อไปภายใน 15 วัน หลังประกาศโดยเปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การบริหารงบประมาณ (Budget execution)  จะทำให้ทราบว่างบประมาณที่อนุมัติไปแล้ว ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้หรือไม่ รวมทั้งมีการติดตามดูแลการใช้จ่ายงบประมาณว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานหรือไม่ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น  ผู้บริหารท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่งบประมาณรับผิดชอบร่วมกันในการควบคุมงบประมาณรายจ่าย โดยใช้การรายงาน หรือการควบคุมอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตาม กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ  การควบคุมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจการเงินแผ่นดิน การควบคุมผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือประชาคม  หรือการประเมินผลความคุ้มค่าและความสอดคล้องของงบประมาณกับความต้องการของประชาชน ผ่านวิธีการวิจัยประเมินผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินการตาม[[ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541]]  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 โดยมีการประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประมาณการรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจำแนกเป็น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	หมวดภาษีอากร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับและใบอนุญาต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	หมวดรายได้จากทรัพย์สิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	หมวดรายได้จากสาธารณูปโภค และกิจการพาณิชย์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	หมวดเงินอุดหนุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	หมวดรายได้เบ็ดเตล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งบประมาณรายจ่ายทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายจ่ายงบกลาง และรายจ่ายตามแผนงาน  โดยรายจ่ายตามแผนงาน จำแนกเป็นสองลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	รายจ่ายประจำ ประกอบด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก) หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข) หมวดค่าจ้างชั่วคราว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ค) หมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ง) หมวดค่าสาธารณูปโภค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(จ) หมวดเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ฉ) หมวดรายจ่ายอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	รายจ่ายเพื่อการลงทุน ประกอบด้วย หมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้รายละเอียดประเภทรายจ่ายงบกลาง หมวดรายจ่ายต่าง ๆ และเงินนอกงบประมาณให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความยั่งยืนทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ความยั่งยืนทางงบประมาณ หมายถึง ความสามารถขององค์กรในการมีทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการบริหารงานและการจัดบริการสาธารณะตามที่ประชาชนต้องการภายในรอบปีงบประมาณ โดยทั่วไปมักจะประเมินจากดุลงบประมาณ  การพึ่งพารายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง  และระดับเงินสะสม หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีดุลงบประมาณในระดับที่ดี มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความต้องการงบประมาณในช่วงเวลาหนึ่งๆ  หรือมีระดับเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินต่างๆ  ย่อมเชื่อได้ว่า ความต้องการของประชาชนที่มีต่อบริการสาธารณะในระดับพื้นฐานจะได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก  ปัทมสิริวัฒน์. นโยบายการคลังสาธารณะ. กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นติ้ง, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. การบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12461</id>
		<title>การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12461"/>
		<updated>2016-07-19T05:03:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; :  วศิน โกมุท  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หมายถึง  แผนงานสำหรับประมาณการด้านรายรับและรายจ่ายแสดงในรูปตัวเลขจำนวนเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยกำหนดระยะเวลาเป็น ปีงบประมาณ  คือ ระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไปและให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายบริหารต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากฝ่ายสภาท้องถิ่น  ตามหลักรัฐศาสตร์และการบริหารราชการแผ่นดินว่าด้วยการคานอำนาจ  นอกจากนี้ต้องมีการติดตามประเมินผลเพราะถือว่าเป็น “เงินสาธารณะ” (Public Money) ป้องกันการรั่วไหล  ให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายรายสาขา  หรือรายกลุ่มคน เช่น จัดสรรงบช่วยเหลือคนยากจน  เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วัตถุประสงค์และหน้าที่หลักของการจัดทำงบประมาณ==&lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
1)	การวางแผนเพื่อจะช่วยให้การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถชำระหนี้ได้  และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารายจ่ายอยู่ภายใต้กรอบของเงินสำรองที่มีอยู่ อันประกอบด้วยรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ และเงินกู้ที่คาดว่าจะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	งบประมาณสร้างลำดับความสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	งบประมาณช่วยจัดสรรและกระจายทรัพยากรระหว่างกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำหนดระดับและทิศทางของการทำงานในปีงบประมาณนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	สามารถกำหนดระดับของภาษีและค่าธรรมเนียมที่จะถูกจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการงบประมาณ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประกอบด้วย  3  ขั้นตอนหลัก ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	การจัดเตรียมงบประมาณ (Budget preparation) เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ โดยเจ้าหน้าที่งบประมาณ ซึ่งได้แก่ ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาจจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับงบประมาณ เช่น ผู้อำนวยการกองแผนและงบประมาณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณโดยเริ่มจาก (1) การศึกษาปฏิทินงบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่ากระบวนการในแต่ละขั้นตอนควรจะดำเนินการเมื่อใดแล้วเสร็จเมื่อใด จากนั้น (2) ทบทวนแผน และกำหนดนโยบายการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (3) จัดเตรียมข้อมูลประมาณการรายรับ   (4) จัดระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับประเด็นปัญหาและความต้องการในท้องถิ่น จากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (5) ตรวจสอบภาระผูกพันที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอยู่ เช่น เงินกู้ เงินทุนการศึกษา ภาระผูกพันตามกฎหมาย  (6) เสนอโครงร่างเบื้องต้น   เจ้าหน้าที่งบประมาณ ทำการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ไขงบประมาณ ในขั้นต้น แล้วเสนอต่อคณะผู้บริหาร  (7) เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณ     คณะผู้บริหารจะพิจารณาให้ตั้งเงินงบประมาณยอดใดเป็นงบประมาณประจำปีแล้ว ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณรวบรวม และจัดทำเป็นร่างงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อคณะผู้บริหารท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง  หากผู้บริหารเห็นชอบจะนำร่างเสนอต่อที่ประชุมสภาท้องถิ่น ภายในวันที่ 15 สิงหาคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	การอนุมัติงบประมาณ  (Budget adoption)  ผู้บริหารท้องถิ่นนำเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม จากนั้นสภาท้องถิ่นจะพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯ โดยการพิจารณาจะพิจารณา 3 วาระ คือรับหลักการ  แปรญัตติ  เห็นชอบ และเมื่อสภาท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบร่างข้อบัญญัติแล้ว ให้ประธานสภาท้องถิ่นนำเสนอร่างที่ผ่านความเห็นชอบให้ผู้มีอำนาจในการอนุมัติ  อนุมัติร่างงบประมาณรายจ่ายและประกาศเป็นข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีผลใช้บังคับต่อไปภายใน 15 วัน หลังประกาศโดยเปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การบริหารงบประมาณ (Budget execution)  จะทำให้ทราบว่างบประมาณที่อนุมัติไปแล้ว ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้หรือไม่ รวมทั้งมีการติดตามดูแลการใช้จ่ายงบประมาณว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานหรือไม่ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น  ผู้บริหารท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่งบประมาณรับผิดชอบร่วมกันในการควบคุมงบประมาณรายจ่าย โดยใช้การรายงาน หรือการควบคุมอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตาม กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ  การควบคุมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจการเงินแผ่นดิน การควบคุมผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือประชาคม  หรือการประเมินผลความคุ้มค่าและความสอดคล้องของงบประมาณกับความต้องการของประชาชน ผ่านวิธีการวิจัยประเมินผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 โดยมีการประมาณการรายรับและรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประมาณการรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจำแนกเป็น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	หมวดภาษีอากร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับและใบอนุญาต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	หมวดรายได้จากทรัพย์สิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	หมวดรายได้จากสาธารณูปโภค และกิจการพาณิชย์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	หมวดเงินอุดหนุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	หมวดรายได้เบ็ดเตล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งบประมาณรายจ่ายทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยรายจ่ายงบกลาง และรายจ่ายตามแผนงาน  โดยรายจ่ายตามแผนงาน จำแนกเป็นสองลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	รายจ่ายประจำ ประกอบด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก) หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข) หมวดค่าจ้างชั่วคราว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ค) หมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ง) หมวดค่าสาธารณูปโภค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(จ) หมวดเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ฉ) หมวดรายจ่ายอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	รายจ่ายเพื่อการลงทุน ประกอบด้วย หมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้รายละเอียดประเภทรายจ่ายงบกลาง หมวดรายจ่ายต่าง ๆ และเงินนอกงบประมาณให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความยั่งยืนทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ความยั่งยืนทางงบประมาณ หมายถึง ความสามารถขององค์กรในการมีทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการบริหารงานและการจัดบริการสาธารณะตามที่ประชาชนต้องการภายในรอบปีงบประมาณ โดยทั่วไปมักจะประเมินจากดุลงบประมาณ  การพึ่งพารายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง  และระดับเงินสะสม หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีดุลงบประมาณในระดับที่ดี มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความต้องการงบประมาณในช่วงเวลาหนึ่งๆ  หรือมีระดับเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินต่างๆ  ย่อมเชื่อได้ว่า ความต้องการของประชาชนที่มีต่อบริการสาธารณะในระดับพื้นฐานจะได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก  ปัทมสิริวัฒน์. นโยบายการคลังสาธารณะ. กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นติ้ง, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. การบริหารการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12460</id>
		<title>การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12460"/>
		<updated>2016-07-19T04:57:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : มารดารัตน์  สุขสง่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2540 ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการปฏิรูป[[การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น]]ของไทย ด้วยการประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540]] ซึ่ง[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐที่จะ[[กระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นผลให้เกิดการตรา[[กฎหมาย]]ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น คือ [[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542]] ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มีอิสระในด้านการบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น โดยมี[[คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น]]ของตนเองทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับท้องถิ่นของตนได้โดยตรง และให้มีองค์กรกลางทำหน้าที่กำหนด[[มาตรฐานกลาง]] กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หมายถึง กระบวนการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษ และการให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นระบบที่ยึดถือหลัก[[ระบบคุณธรรมและหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี]] และสามารถบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด สัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	ระบบชั้นยศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบชั้นยศ (Common level) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 ตาม[[พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518]] เป็นการจัดโครงสร้างทุกตำแหน่งตามระดับมาตรฐานกลาง (Common Level) เป็น 11 ระดับ คือ การกำหนดระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลโดยใช้ตัวตำแหน่งเป็นตัวตั้งในการกำหนดเงินเดือนและบริหารบุคคลต่างๆ จึงได้มีการกำหนดตำแหน่ง รายละเอียดหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง และเงื่อนไขของคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งเอาไว้ จากนั้นก็เป็นกลุ่มตำแหน่ง แล้วเป็นสายงาน จุดอ่อนที่สำคัญของระบบนี้ คือ การใช้ระบบเงินเดือนซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ 1-11 แล้วก็ใช้บัญชีเดียว การจ่ายค่าตอบแทนจึงไม่สะท้อนกับผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ไม่จูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถ “คนดี คนเก่ง” อยู่ในระบบราชการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	ระบบจำแนกตำแหน่ง (ระบบแท่ง Broadband)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 [[คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น]] (กถ.) และ[[คณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น]] (กจ. กท. และ ก.อบต.) ได้มีประกาศปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก “[[ระบบซี]]” ไปเป็น “[[ระบบแท่ง]] (Broadband)” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบราชการไทยโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน การปรับปรุงระบบวินัย และการพิทักษ์ระบบคุณธรรมใน[[ข้าราชการพลเรือน]] นอกจากผลกระทบข้างต้นแล้ว สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือการยึด[[หลักคุณธรรม]] [[หลักสมรรถนะ]] [[หลักผลงาน]] [[หลักการกระจายอำนาจ]] และ[[หลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงาน]]โดยมีผลยังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกําหนดตําแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น จำแนกกลุ่มประเภทได้ 4 ประเภท&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. (2557). การสร้างความสมบูรณ์ของระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย&amp;lt;/ref&amp;gt;  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) &#039;&#039;&#039;ประเภททั่วไป&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานสนับสนุน งานบริการ งานปฏิบัติการ ของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบรรจุจากผู้จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) &#039;&#039;&#039;ประเภทวิชาการ&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จปริญญาทางวิชาการตามที่ ก.ถ. กำหนดให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) &#039;&#039;&#039;ประเภทอำนวยการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับฝ่าย กอง สำนัก หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่าตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) &#039;&#039;&#039;ประเภทบริหารจัดการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งปลัดและรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่า ตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 78 ว่า “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, มาตรา 78, ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 114 ตอนที่ 55 ก (11 ตุลาคม 2540): 16&amp;lt;/ref&amp;gt; ” และได้กำหนดเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 9 ตั้งแต่มาตรา 282 ถึงมาตรา 290 รวม 9 มาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับ[[ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น]]อย่างชัดเจน ได้แก่ มาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, มาตรา 284, ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 114 ตอนที่ 55 ก (11 ตุลาคม 2540): 73&amp;lt;/ref&amp;gt; ” จะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจในทางบริหารงานบุคคลส่วนของท้องถิ่น รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ท้องถิ่นมีอิสระในทางบริหารงานบุคคลโดยแน่ชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน ในการให้อำนาจอิสระในการบริหารงานบุคคลที่กล่าวนี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเงื่อนไขในการใช้อำนาจในทางบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมไว้เป็นมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ในมาตรา 288 เพื่อให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 288 การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของหน่วย    ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมีจำนวนเท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, มาตรา 288, ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 114 ตอนที่ 55 ก (11 ตุลาคม 2540): 75&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าในมาตรา 288 นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในลักษณะไตรภาคีที่ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นหลักประกันตามระบบคุณธรรมในทางบริหารงานบุคคลแก่ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งอุปสรรคการถ่ายโอนอัตรากำลังบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการบางประการในส่วนที่เกี่ยวกับระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทำให้จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายใหม่ให้ครอบคลุมหลักการที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติไว้ มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้ตัวแทนของข้าราชการในองค์กปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอีกภาคส่วนหนึ่ง กับทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การ[[สร้างกลไกพิทักษ์คุณธรรม]]ในการบริหารงานของท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารงานบุคคลที่สำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;อรทัย ก๊กผล และสุมามาลย์ ชาวนา, ร่วมคิด ร่วมปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, 2550. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การเปลี่ยนสถานะของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพนักงานเป็นข้าราชการทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองให้การบริหารงานบุคคลดำเนินการด้วยคุณธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิม 3 ฝ่ายประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เปลี่ยนเป็น 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 1 ปี และกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ตราขึ้นเพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่องการบริหารงานบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้วางหลักการไว้ในมาตรา 288 ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งให้เกิดการโยกย้ายถ่ายเทบุคคลซึ่งทำงานในท้องถิ่นได้จริง ทำให้มีคนที่มีความสามารถสนใจทำงานในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ที่มีผู้แทนของท้องถิ่นรวมอยู่ในโครงสร้างองค์กรท้องถิ่นแล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นกฎหมายที่รองรับความเป็นอิสระและความต้องการในการบริหารบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเอง อีกทั้งยังเป็นกฎหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีองค์กรการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นโดยเฉพาะในทุกระดับ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 33&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, มาตรา 33: 13 – 14&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะใน เรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นให้มีสัดส่วนที่ เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การ บริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความ เหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกตามมาตรา 16 วรรคสาม มาตรา 24วรรคสาม และมาตรา 26 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	ประสานงานกับ[[คณะรัฐมนตรี]] หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   คณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลาง      ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 17&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, มาตรา 17: 5 – 6&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทนข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตำแหน่งและมาตรฐานของตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(8)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(9)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการวิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(10)	ให้ข้อคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(11)	กำกับดูแล แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(12)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(13)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.ระดับจังหวัด) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปตามกฎหมายของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, มาตรา 13: 4&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็นเฉพาะสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้ายการโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินการตาม (1) ถึง (5) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และคณะ, รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทยและข้อเสนอ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจและธรรมาภิบาลท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พงศธร ผาสิงห์, การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลของเทศบาลในจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน. สืบค้นจาก ฐานข้อมูลโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น, การสร้างความสมบูรณ์ของระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล และสุมามาลย์ ชาวนา, ร่วมคิด ร่วมปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น. สถาบันพระปกเกล้า, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12459</id>
		<title>การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12459"/>
		<updated>2016-07-19T04:49:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : มารดารัตน์  สุขสง่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2540 ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการปฏิรูป[[การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น]]ของไทย ด้วยการประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540]] ซึ่ง[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐที่จะ[[กระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นผลให้เกิดการตรา[[กฎหมาย]]ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น คือ [[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542]] ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]มีอิสระในด้านการบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น โดยมี[[คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น]]ของตนเองทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับท้องถิ่นของตนได้โดยตรง และให้มีองค์กรกลางทำหน้าที่กำหนด[[มาตรฐานกลาง]] กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หมายถึง กระบวนการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษ และการให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นระบบที่ยึดถือหลัก[[ระบบคุณธรรมและหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี]] และสามารถบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด สัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	ระบบชั้นยศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบชั้นยศ (Common level) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 ตาม[[พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518]] เป็นการจัดโครงสร้างทุกตำแหน่งตามระดับมาตรฐานกลาง (Common Level) เป็น 11 ระดับ คือ การกำหนดระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลโดยใช้ตัวตำแหน่งเป็นตัวตั้งในการกำหนดเงินเดือนและบริหารบุคคลต่างๆ จึงได้มีการกำหนดตำแหน่ง รายละเอียดหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง และเงื่อนไขของคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งเอาไว้ จากนั้นก็เป็นกลุ่มตำแหน่ง แล้วเป็นสายงาน จุดอ่อนที่สำคัญของระบบนี้ คือ การใช้ระบบเงินเดือนซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ 1-11 แล้วก็ใช้บัญชีเดียว การจ่ายค่าตอบแทนจึงไม่สะท้อนกับผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ไม่จูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถ “คนดี คนเก่ง” อยู่ในระบบราชการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	ระบบจำแนกตำแหน่ง (ระบบแท่ง Broadband)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 [[คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น]] (กถ.) และ[[คณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น]] (กจ. กท. และ ก.อบต.) ได้มีประกาศปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก “[[ระบบซี]]” ไปเป็น “[[ระบบแท่ง]] (Broadband)” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบราชการไทยโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน การปรับปรุงระบบวินัย และการพิทักษ์ระบบคุณธรรมใน[[ข้าราชการพลเรือน]] นอกจากผลกระทบข้างต้นแล้ว สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือการยึด[[หลักคุณธรรม]] [[หลักสมรรถนะ]] [[หลักผลงาน]] [[หลักการกระจายอำนาจ]] และ[[หลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงาน]]โดยมีผลยังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกําหนดตําแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น จำแนกกลุ่มประเภทได้ 4 ประเภท  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) &#039;&#039;&#039;ประเภททั่วไป&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานสนับสนุน งานบริการ งานปฏิบัติการ ของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบรรจุจากผู้จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) &#039;&#039;&#039;ประเภทวิชาการ&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จปริญญาทางวิชาการตามที่ ก.ถ. กำหนดให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) &#039;&#039;&#039;ประเภทอำนวยการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับฝ่าย กอง สำนัก หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่าตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) &#039;&#039;&#039;ประเภทบริหารจัดการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งปลัดและรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่า ตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 78 ว่า “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น ” และได้กำหนดเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 9 ตั้งแต่มาตรา 282 ถึงมาตรา 290 รวม 9 มาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับ[[ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น]]อย่างชัดเจน ได้แก่ มาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ” จะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจในทางบริหารงานบุคคลส่วนของท้องถิ่น รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ท้องถิ่นมีอิสระในทางบริหารงานบุคคลโดยแน่ชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน ในการให้อำนาจอิสระในการบริหารงานบุคคลที่กล่าวนี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเงื่อนไขในการใช้อำนาจในทางบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมไว้เป็นมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ในมาตรา 288 เพื่อให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 288 การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของหน่วย    ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมีจำนวนเท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าในมาตรา 288 นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในลักษณะไตรภาคีที่ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นหลักประกันตามระบบคุณธรรมในทางบริหารงานบุคคลแก่ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งอุปสรรคการถ่ายโอนอัตรากำลังบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการบางประการในส่วนที่เกี่ยวกับระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทำให้จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายใหม่ให้ครอบคลุมหลักการที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติไว้ มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้ตัวแทนของข้าราชการในองค์กปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอีกภาคส่วนหนึ่ง กับทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การ[[สร้างกลไกพิทักษ์คุณธรรม]]ในการบริหารงานของท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารงานบุคคลที่สำคัญ  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การเปลี่ยนสถานะของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพนักงานเป็นข้าราชการทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองให้การบริหารงานบุคคลดำเนินการด้วยคุณธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิม 3 ฝ่ายประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เปลี่ยนเป็น 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 1 ปี และกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ตราขึ้นเพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่องการบริหารงานบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้วางหลักการไว้ในมาตรา 288 ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งให้เกิดการโยกย้ายถ่ายเทบุคคลซึ่งทำงานในท้องถิ่นได้จริง ทำให้มีคนที่มีความสามารถสนใจทำงานในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ที่มีผู้แทนของท้องถิ่นรวมอยู่ในโครงสร้างองค์กรท้องถิ่นแล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นกฎหมายที่รองรับความเป็นอิสระและความต้องการในการบริหารบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเอง อีกทั้งยังเป็นกฎหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีองค์กรการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นโดยเฉพาะในทุกระดับ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 33  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะใน เรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นให้มีสัดส่วนที่ เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การ บริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความ เหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกตามมาตรา 16 วรรคสาม มาตรา 24วรรคสาม และมาตรา 26 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	ประสานงานกับ[[คณะรัฐมนตรี]] หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   คณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลาง      ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 17  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทนข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตำแหน่งและมาตรฐานของตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(8)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(9)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการวิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(10)	ให้ข้อคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(11)	กำกับดูแล แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(12)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(13)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.ระดับจังหวัด) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปตามกฎหมายของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็นเฉพาะสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้ายการโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินการตาม (1) ถึง (5) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และคณะ, รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทยและข้อเสนอ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจและธรรมาภิบาลท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พงศธร ผาสิงห์, การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลของเทศบาลในจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน. สืบค้นจาก ฐานข้อมูลโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น, การสร้างความสมบูรณ์ของระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล และสุมามาลย์ ชาวนา, ร่วมคิด ร่วมปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น. สถาบันพระปกเกล้า, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12458</id>
		<title>การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12458"/>
		<updated>2016-07-19T04:33:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : มารดารัตน์  สุขสง่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2540 ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นของไทย ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐที่จะกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นผลให้เกิดการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในด้านการบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น โดยมีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นของตนเองทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับท้องถิ่นของตนได้โดยตรง และให้มีองค์กรกลางทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลาง กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หมายถึง กระบวนการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษ และการให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นระบบที่ยึดถือหลักระบบคุณธรรมและหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี และสามารถบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด สัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	ระบบชั้นยศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบชั้นยศ (Common level) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 เป็นการจัดโครงสร้างทุกตำแหน่งตามระดับมาตรฐานกลาง (Common Level) เป็น 11 ระดับ คือ การกำหนดระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลโดยใช้ตัวตำแหน่งเป็นตัวตั้งในการกำหนดเงินเดือนและบริหารบุคคลต่างๆ จึงได้มีการกำหนดตำแหน่ง รายละเอียดหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง และเงื่อนไขของคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งเอาไว้ จากนั้นก็เป็นกลุ่มตำแหน่ง แล้วเป็นสายงาน จุดอ่อนที่สำคัญของระบบนี้ คือ การใช้ระบบเงินเดือนซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ 1-11 แล้วก็ใช้บัญชีเดียว การจ่ายค่าตอบแทนจึงไม่สะท้อนกับผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ไม่จูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถ “คนดี คนเก่ง” อยู่ในระบบราชการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	ระบบจำแนกตำแหน่ง (ระบบแท่ง Broadband)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (กถ.) และคณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กจ. กท. และ ก.อบต.) ได้มีประกาศปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก “ระบบซี” ไปเป็น “ระบบแท่ง (Broadband)” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบราชการไทยโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน การปรับปรุงระบบวินัย และการพิทักษ์ระบบคุณธรรมในข้าราชการพลเรือน นอกจากผลกระทบข้างต้นแล้ว สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือการยึดหลักคุณธรรม หลักสมรรถนะ หลักผลงาน หลักการกระจายอำนาจ และหลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงานโดยมีผลยังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกําหนดตําแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น จำแนกกลุ่มประเภทได้ 4 ประเภท  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) &#039;&#039;&#039;ประเภททั่วไป&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานสนับสนุน งานบริการ งานปฏิบัติการ ของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบรรจุจากผู้จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) &#039;&#039;&#039;ประเภทวิชาการ&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จปริญญาทางวิชาการตามที่ ก.ถ. กำหนดให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) &#039;&#039;&#039;ประเภทอำนวยการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับฝ่าย กอง สำนัก หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่าตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) &#039;&#039;&#039;ประเภทบริหารจัดการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งปลัดและรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่า ตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 78 ว่า “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น ” และได้กำหนดเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 9 ตั้งแต่มาตรา 282 ถึงมาตรา 290 รวม 9 มาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน ได้แก่ มาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ” จะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจในทางบริหารงานบุคคลส่วนของท้องถิ่น รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ท้องถิ่นมีอิสระในทางบริหารงานบุคคลโดยแน่ชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน ในการให้อำนาจอิสระในการบริหารงานบุคคลที่กล่าวนี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเงื่อนไขในการใช้อำนาจในทางบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมไว้เป็นมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ในมาตรา 288 เพื่อให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 288 การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของหน่วย    ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมีจำนวนเท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าในมาตรา 288 นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในลักษณะไตรภาคีที่ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นหลักประกันตามระบบคุณธรรมในทางบริหารงานบุคคลแก่ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งอุปสรรคการถ่ายโอนอัตรากำลังบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการบางประการในส่วนที่เกี่ยวกับระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทำให้จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายใหม่ให้ครอบคลุมหลักการที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติไว้ มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้ตัวแทนของข้าราชการในองค์กปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอีกภาคส่วนหนึ่ง กับทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกพิทักษ์คุณธรรมในการบริหารงานของท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารงานบุคคลที่สำคัญ  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การเปลี่ยนสถานะของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพนักงานเป็นข้าราชการทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองให้การบริหารงานบุคคลดำเนินการด้วยคุณธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิม 3 ฝ่ายประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เปลี่ยนเป็น 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 1 ปี และกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ตราขึ้นเพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่องการบริหารงานบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้วางหลักการไว้ในมาตรา 288 ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งให้เกิดการโยกย้ายถ่ายเทบุคคลซึ่งทำงานในท้องถิ่นได้จริง ทำให้มีคนที่มีความสามารถสนใจทำงานในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ที่มีผู้แทนของท้องถิ่นรวมอยู่ในโครงสร้างองค์กรท้องถิ่นแล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นกฎหมายที่รองรับความเป็นอิสระและความต้องการในการบริหารบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเอง อีกทั้งยังเป็นกฎหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีองค์กรการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นโดยเฉพาะในทุกระดับ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 33  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะใน เรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นให้มีสัดส่วนที่ เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การ บริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความ เหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกตามมาตรา 16 วรรคสาม มาตรา 24วรรคสาม และมาตรา 26 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   คณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลาง      ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 17  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทนข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตำแหน่งและมาตรฐานของตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(8)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(9)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการวิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(10)	ให้ข้อคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(11)	กำกับดูแล แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(12)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(13)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.ระดับจังหวัด) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปตามกฎหมายของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็นเฉพาะสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้ายการโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินการตาม (1) ถึง (5) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และคณะ, รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทยและข้อเสนอ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจและธรรมาภิบาลท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พงศธร ผาสิงห์, การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลของเทศบาลในจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน. สืบค้นจาก ฐานข้อมูลโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น, การสร้างความสมบูรณ์ของระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล และสุมามาลย์ ชาวนา, ร่วมคิด ร่วมปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น. สถาบันพระปกเกล้า, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12457</id>
		<title>การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12457"/>
		<updated>2016-07-19T04:32:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : มารดารัตน์  สุขสง่า  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณว...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : มารดารัตน์  สุขสง่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2540 ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นของไทย ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐที่จะกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นผลให้เกิดการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในด้านการบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น โดยมีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นของตนเองทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับท้องถิ่นของตนได้โดยตรง และให้มีองค์กรกลางทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลาง กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หมายถึง กระบวนการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษ และการให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นระบบที่ยึดถือหลักระบบคุณธรรมและหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี และสามารถบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด สัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	ระบบชั้นยศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบชั้นยศ (Common level) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 เป็นการจัดโครงสร้างทุกตำแหน่งตามระดับมาตรฐานกลาง (Common Level) เป็น 11 ระดับ คือ การกำหนดระบบโครงสร้างการบริหารงานบุคคลโดยใช้ตัวตำแหน่งเป็นตัวตั้งในการกำหนดเงินเดือนและบริหารบุคคลต่างๆ จึงได้มีการกำหนดตำแหน่ง รายละเอียดหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง และเงื่อนไขของคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งเอาไว้ จากนั้นก็เป็นกลุ่มตำแหน่ง แล้วเป็นสายงาน จุดอ่อนที่สำคัญของระบบนี้ คือ การใช้ระบบเงินเดือนซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ 1-11 แล้วก็ใช้บัญชีเดียว การจ่ายค่าตอบแทนจึงไม่สะท้อนกับผลการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ไม่จูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถ “คนดี คนเก่ง” อยู่ในระบบราชการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	ระบบจำแนกตำแหน่ง (ระบบแท่ง Broadband)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (กถ.) และคณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กจ. กท. และ ก.อบต.) ได้มีประกาศปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก “ระบบซี” ไปเป็น “ระบบแท่ง (Broadband)” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบราชการไทยโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน การปรับปรุงระบบวินัย และการพิทักษ์ระบบคุณธรรมในข้าราชการพลเรือน นอกจากผลกระทบข้างต้นแล้ว สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือการยึดหลักคุณธรรม หลักสมรรถนะ หลักผลงาน หลักการกระจายอำนาจ และหลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงานโดยมีผลยังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกําหนดตําแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น จำแนกกลุ่มประเภทได้ 4 ประเภท  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) &#039;&#039;&#039;ประเภททั่วไป&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานสนับสนุน งานบริการ งานปฏิบัติการ ของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบรรจุจากผู้จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) &#039;&#039;&#039;ประเภทวิชาการ&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จปริญญาทางวิชาการตามที่ ก.ถ. กำหนดให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) &#039;&#039;&#039;ประเภทอำนวยการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับฝ่าย กอง สำนัก หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่าตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) &#039;&#039;&#039;ประเภทบริหารจัดการท้องถิ่น&#039;&#039;&#039; คือ ตำแหน่งปลัดและรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือตำแหน่งอื่นที่มีระดับเทียบเท่า ตามที่ ก.ถ. กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 78 ว่า “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น ” และได้กำหนดเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 9 ตั้งแต่มาตรา 282 ถึงมาตรา 290 รวม 9 มาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน ได้แก่ มาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ” จะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจในทางบริหารงานบุคคลส่วนของท้องถิ่น รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ท้องถิ่นมีอิสระในทางบริหารงานบุคคลโดยแน่ชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน ในการให้อำนาจอิสระในการบริหารงานบุคคลที่กล่าวนี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเงื่อนไขในการใช้อำนาจในทางบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมไว้เป็นมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ในมาตรา 288 เพื่อให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 288 การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของหน่วย    ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมีจำนวนเท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าในมาตรา 288 นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการกำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในลักษณะไตรภาคีที่ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นหลักประกันตามระบบคุณธรรมในทางบริหารงานบุคคลแก่ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งอุปสรรคการถ่ายโอนอัตรากำลังบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการบางประการในส่วนที่เกี่ยวกับระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทำให้จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายใหม่ให้ครอบคลุมหลักการที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติไว้ มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้ตัวแทนของข้าราชการในองค์กปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอีกภาคส่วนหนึ่ง กับทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกพิทักษ์คุณธรรมในการบริหารงานของท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารงานบุคคลที่สำคัญ  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การเปลี่ยนสถานะของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพนักงานเป็นข้าราชการทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองให้การบริหารงานบุคคลดำเนินการด้วยคุณธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิม 3 ฝ่ายประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ เปลี่ยนเป็น 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 1 ปี และกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ตราขึ้นเพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่องการบริหารงานบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้วางหลักการไว้ในมาตรา 288 ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทางบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งให้เกิดการโยกย้ายถ่ายเทบุคคลซึ่งทำงานในท้องถิ่นได้จริง ทำให้มีคนที่มีความสามารถสนใจทำงานในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ที่มีผู้แทนของท้องถิ่นรวมอยู่ในโครงสร้างองค์กรท้องถิ่นแล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นกฎหมายที่รองรับความเป็นอิสระและความต้องการในการบริหารบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเอง อีกทั้งยังเป็นกฎหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีองค์กรการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นโดยเฉพาะในทุกระดับ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 33  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะใน เรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นให้มีสัดส่วนที่ เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การ บริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความ เหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกตามมาตรา 16 วรรคสาม มาตรา 24วรรคสาม และมาตรา 26 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   คณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลาง      ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 17  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทนข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 วรรคสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตำแหน่งและมาตรฐานของตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(6)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(7)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(8)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(9)	กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการวิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(10)	ให้ข้อคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(11)	กำกับดูแล แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(12)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(13)	ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.ระดับจังหวัด) จำแนกย่อยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปตามกฎหมายของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)	กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็นเฉพาะสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)	กำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)	กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้ายการโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)	กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)	กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินการตาม (1) ถึง (5) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และคณะ, รายงานผลการศึกษาความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจในประเทศไทยและข้อเสนอ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจและธรรมาภิบาลท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พงศธร ผาสิงห์, การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลของเทศบาลในจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน. สืบค้นจาก ฐานข้อมูลโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น, การสร้างความสมบูรณ์ของระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล และสุมามาลย์ ชาวนา, ร่วมคิด ร่วมปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น. สถาบันพระปกเกล้า, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12456</id>
		<title>การบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12456"/>
		<updated>2016-07-18T08:56:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริการสาธารณะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของส่วนรวม โดยเป็นกิจการที่อยู่ในความอำนวยการหรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครองที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน&amp;lt;ref&amp;gt;อรทัย ก๊กผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะท้องถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกล้า’ 51, (กรุงเทพฯ: บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด, 2552.) หน้า4. &amp;lt;/ref&amp;gt;  อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและสร้างการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาประเทศชาติในภาพรวม โดยมีหลักการที่เป็นประเด็นสำคัญในการจัดบริการสาธารณะคือ การจัดบริการสาธารณะต้องดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม สามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น มี[[ความเสมอภาค]] ความต่อเนื่อง และ[[ความโปร่งใส]]ในการให้บริการ &amp;lt;ref&amp;gt; นราธิป ศรีราม, “แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-7, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557), หน้า 1-6, 1-24 -1-25. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542]] ได้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้[[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]] [[เทศบาล]] [[เมืองพัทยา]] [[องค์การบริการส่วนตำบล]] และ[[กรุงเทพมหานคร]] มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดให้[[รัฐบาล]]เป็นผู้จัดสรร[[เงินอุดหนุน]]และเงินจากการจัดสรรภาษีและอากร เพื่อให้การดำเนินการด้านบริการสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกฤษฎีกา, 2542,) หน้า 5-9. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนจากรัฐแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านการจัดบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางระบายน้ำ ไฟฟ้าสาธารณะ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น การบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาท้องถิ่น และการบริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่น ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เช่น การป้องกันอุบัติภัยทางถนน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจัดบริการห้องน้ำสาธารณะในท้องถิ่น และด้านสุดท้ายคือ ด้านการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาชีพ การพัฒนาป่าชุมชน และการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และจารีตประเพณีท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสำคัญมาตรฐานการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2550), หน้า 1-68. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัญหาในการจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาต่างๆมากมายที่ทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักการของการจัดบริการสาธารณะ โดยทั้งนี้สามารถแบ่งปัญหาของการจัดบริการสาธารณะออกได้เป็น 2 ระดับ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับมหภาคจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในเชิงอำนาจการบริหารจัดการกิจการสาธารณะที่ยังไม่ได้รับอิสระที่แท้จริงในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะภายในท้องถิ่นด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารราชการในการจัดบริการสาธารณะที่ยังเน้นการรวมศูนย์อำนาจ ขาดความชัดเจน มีความซับซ้อน สายการบังคับบัญชายาว และมีโครงสร้างการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, “ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557), หน้า 15-5 – 15-12. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการกระจายอำนาจตามบริบททางการเมืองของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจขาดความชัดเจน ไม่มีความต่อเนื่อง และมีความสับสนในการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจที่ต่างตีความหมายและกำหนดขอบเขตในการกระจายอำนาจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค จนทำให้การปฏิบัติงานขาดเอกภาพและขัดแย้งกันเองในภาพรวมซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง&amp;lt;ref&amp;gt;วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 15 ปี การกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, (กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่น, 2558), หน้า 39-44. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาจึงควรมีการปรับปรุงให้นโยบายในการกระจายอำนาจของรัฐให้มีความชัดเจน ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของทิศทางนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลและแนวทางการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจุลภาค ที่การจัดบริการสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นอกจากนี้การบริการสาธารณะยังมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม อันเป็นผลจากการให้บริการสาธารณะที่ไม่ครบถ้วนทุกด้านและทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม เช่นอาจเน้นประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มและละเลยประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้การจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพ ขาดความชัดเจน ขาดความเป็นธรรมและไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น  ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการเสนอนโยบาย การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และการตรวจสอบการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, อ้างแล้ว, หน้า 15-13 – 15-14. &amp;lt;/ref&amp;gt; อีกทั้งควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ๆเพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่าย (network) ที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานต่างๆของรัฐ องค์กรภาคเอกชน [[องค์กรภาคประชาชน]] สถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เนื่องจากเป็นแนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาแนวร่วม (partnership) ที่มีความรู้ความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;วีระศักดิ์ เครือเทพ, เครือข่าย: นวัตกรรมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทวิเคราะห์ว่าด้วยการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแนวระนาบ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550), หน้า 13-18. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสำคัญมาตรฐานการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, “ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น” ,เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นราธิป ศรีราม, “แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-7, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ, เครือข่าย: นวัตกรรมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทวิเคราะห์ว่าด้วยการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแนวระนาบ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 15 ปี การกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, (กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่น, 2558)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกฤษฎีกา, 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะท้องถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกล้า’ 51, (กรุงเทพฯ: บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12455</id>
		<title>การบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12455"/>
		<updated>2016-07-18T08:51:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริการสาธารณะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของส่วนรวม โดยเป็นกิจการที่อยู่ในความอำนวยการหรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครองที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน  อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและสร้างการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาประเทศชาติในภาพรวม โดยมีหลักการที่เป็นประเด็นสำคัญในการจัดบริการสาธารณะคือ การจัดบริการสาธารณะต้องดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม สามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น มี[[ความเสมอภาค]] ความต่อเนื่อง และ[[ความโปร่งใส]]ในการให้บริการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542]] ได้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้[[องค์การบริหารส่วนจังหวัด]] [[เทศบาล]] [[เมืองพัทยา]] [[องค์การบริการส่วนตำบล]] และ[[กรุงเทพมหานคร]] มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดให้[[รัฐบาล]]เป็นผู้จัดสรร[[เงินอุดหนุน]]และเงินจากการจัดสรรภาษีและอากร เพื่อให้การดำเนินการด้านบริการสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนจากรัฐแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านการจัดบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางระบายน้ำ ไฟฟ้าสาธารณะ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น การบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาท้องถิ่น และการบริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่น ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เช่น การป้องกันอุบัติภัยทางถนน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจัดบริการห้องน้ำสาธารณะในท้องถิ่น และด้านสุดท้ายคือ ด้านการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาชีพ การพัฒนาป่าชุมชน และการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และจารีตประเพณีท้องถิ่น  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัญหาในการจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาต่างๆมากมายที่ทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักการของการจัดบริการสาธารณะ โดยทั้งนี้สามารถแบ่งปัญหาของการจัดบริการสาธารณะออกได้เป็น 2 ระดับ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับมหภาคจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในเชิงอำนาจการบริหารจัดการกิจการสาธารณะที่ยังไม่ได้รับอิสระที่แท้จริงในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะภายในท้องถิ่นด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารราชการในการจัดบริการสาธารณะที่ยังเน้นการรวมศูนย์อำนาจ ขาดความชัดเจน มีความซับซ้อน สายการบังคับบัญชายาว และมีโครงสร้างการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการกระจายอำนาจตามบริบททางการเมืองของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจขาดความชัดเจน ไม่มีความต่อเนื่อง และมีความสับสนในการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจที่ต่างตีความหมายและกำหนดขอบเขตในการกระจายอำนาจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค จนทำให้การปฏิบัติงานขาดเอกภาพและขัดแย้งกันเองในภาพรวมซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาจึงควรมีการปรับปรุงให้นโยบายในการกระจายอำนาจของรัฐให้มีความชัดเจน ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของทิศทางนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลและแนวทางการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจุลภาค ที่การจัดบริการสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นอกจากนี้การบริการสาธารณะยังมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม อันเป็นผลจากการให้บริการสาธารณะที่ไม่ครบถ้วนทุกด้านและทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม เช่นอาจเน้นประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มและละเลยประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้การจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพ ขาดความชัดเจน ขาดความเป็นธรรมและไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น  ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการเสนอนโยบาย การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และการตรวจสอบการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ๆเพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่าย (network) ที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานต่างๆของรัฐ องค์กรภาคเอกชน [[องค์กรภาคประชาชน]] สถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เนื่องจากเป็นแนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาแนวร่วม (partnership) ที่มีความรู้ความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสำคัญมาตรฐานการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, “ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น” ,เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นราธิป ศรีราม, “แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-7, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ, เครือข่าย: นวัตกรรมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทวิเคราะห์ว่าด้วยการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแนวระนาบ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 15 ปี การกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, (กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่น, 2558)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกฤษฎีกา, 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะท้องถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกล้า’ 51, (กรุงเทพฯ: บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12454</id>
		<title>การบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12454"/>
		<updated>2016-07-18T08:47:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริการสาธารณะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของส่วนรวม โดยเป็นกิจการที่อยู่ในความอำนวยการหรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครองที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน  อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและสร้างการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาประเทศชาติในภาพรวม โดยมีหลักการที่เป็นประเด็นสำคัญในการจัดบริการสาธารณะคือ การจัดบริการสาธารณะต้องดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม สามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น มีความเสมอภาค ความต่อเนื่อง และความโปร่งใสในการให้บริการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริการส่วนตำบล และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรเงินอุดหนุนและเงินจากการจัดสรรภาษีและอากร เพื่อให้การดำเนินการด้านบริการสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนจากรัฐแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านการจัดบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางระบายน้ำ ไฟฟ้าสาธารณะ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น การบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาท้องถิ่น และการบริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่น ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เช่น การป้องกันอุบัติภัยทางถนน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจัดบริการห้องน้ำสาธารณะในท้องถิ่น และด้านสุดท้ายคือ ด้านการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาชีพ การพัฒนาป่าชุมชน และการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และจารีตประเพณีท้องถิ่น  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัญหาในการจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาต่างๆมากมายที่ทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักการของการจัดบริการสาธารณะ โดยทั้งนี้สามารถแบ่งปัญหาของการจัดบริการสาธารณะออกได้เป็น 2 ระดับ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับมหภาคจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในเชิงอำนาจการบริหารจัดการกิจการสาธารณะที่ยังไม่ได้รับอิสระที่แท้จริงในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะภายในท้องถิ่นด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารราชการในการจัดบริการสาธารณะที่ยังเน้นการรวมศูนย์อำนาจ ขาดความชัดเจน มีความซับซ้อน สายการบังคับบัญชายาว และมีโครงสร้างการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการกระจายอำนาจตามบริบททางการเมืองของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจขาดความชัดเจน ไม่มีความต่อเนื่อง และมีความสับสนในการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจที่ต่างตีความหมายและกำหนดขอบเขตในการกระจายอำนาจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค จนทำให้การปฏิบัติงานขาดเอกภาพและขัดแย้งกันเองในภาพรวมซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาจึงควรมีการปรับปรุงให้นโยบายในการกระจายอำนาจของรัฐให้มีความชัดเจน ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของทิศทางนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลและแนวทางการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจุลภาค ที่การจัดบริการสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นอกจากนี้การบริการสาธารณะยังมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม อันเป็นผลจากการให้บริการสาธารณะที่ไม่ครบถ้วนทุกด้านและทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม เช่นอาจเน้นประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มและละเลยประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้การจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพ ขาดความชัดเจน ขาดความเป็นธรรมและไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น  ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการเสนอนโยบาย การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และการตรวจสอบการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ๆเพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่าย (network) ที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานต่างๆของรัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาชน สถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เนื่องจากเป็นแนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาแนวร่วม (partnership) ที่มีความรู้ความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสำคัญมาตรฐานการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, “ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น” ,เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นราธิป ศรีราม, “แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-7, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ, เครือข่าย: นวัตกรรมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทวิเคราะห์ว่าด้วยการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแนวระนาบ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 15 ปี การกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, (กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่น, 2558)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกฤษฎีกา, 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะท้องถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกล้า’ 51, (กรุงเทพฯ: บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12453</id>
		<title>การบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;diff=12453"/>
		<updated>2016-07-18T08:44:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณว...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; : สันต์ชัย  รัตนะขวัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการบริการสาธารณะ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของส่วนรวม โดยเป็นกิจการที่อยู่ในความอำนวยการหรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครองที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน  อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและสร้างการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาประเทศชาติในภาพรวม โดยมีหลักการที่เป็นประเด็นสำคัญในการจัดบริการสาธารณะคือ การจัดบริการสาธารณะต้องดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม สามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น มีความเสมอภาค ความต่อเนื่อง และความโปร่งใสในการให้บริการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริการส่วนตำบล และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรเงินอุดหนุนและเงินจากการจัดสรรภาษีและอากร เพื่อให้การดำเนินการด้านบริการสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนจากรัฐแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านการจัดบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางระบายน้ำ ไฟฟ้าสาธารณะ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น การบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาท้องถิ่น และการบริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่น ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เช่น การป้องกันอุบัติภัยทางถนน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจัดบริการห้องน้ำสาธารณะในท้องถิ่น และด้านสุดท้ายคือ ด้านการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาชีพ การพัฒนาป่าชุมชน และการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และจารีตประเพณีท้องถิ่น  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัญหาในการจัดบริการสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาต่างๆมากมายที่ทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักการของการจัดบริการสาธารณะ โดยทั้งนี้สามารถแบ่งปัญหาของการจัดบริการสาธารณะออกได้เป็น 2 ระดับ คือ &lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับมหภาคจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในเชิงอำนาจการบริหารจัดการกิจการสาธารณะที่ยังไม่ได้รับอิสระที่แท้จริงในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะภายในท้องถิ่นด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารราชการในการจัดบริการสาธารณะที่ยังเน้นการรวมศูนย์อำนาจ ขาดความชัดเจน มีความซับซ้อน สายการบังคับบัญชายาว และมีโครงสร้างการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการกระจายอำนาจตามบริบททางการเมืองของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจขาดความชัดเจน ไม่มีความต่อเนื่อง และมีความสับสนในการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจที่ต่างตีความหมายและกำหนดขอบเขตในการกระจายอำนาจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค จนทำให้การปฏิบัติงานขาดเอกภาพและขัดแย้งกันเองในภาพรวมซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาจึงควรมีการปรับปรุงให้นโยบายในการกระจายอำนาจของรัฐให้มีความชัดเจน ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของทิศทางนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลและแนวทางการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
ปัญหาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจุลภาค ที่การจัดบริการสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นอกจากนี้การบริการสาธารณะยังมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม อันเป็นผลจากการให้บริการสาธารณะที่ไม่ครบถ้วนทุกด้านและทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม เช่นอาจเน้นประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มและละเลยประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้การจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพ ขาดความชัดเจน ขาดความเป็นธรรมและไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น  ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการเสนอนโยบาย การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และการตรวจสอบการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ๆเพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่าย (network) ที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานต่างๆของรัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาชน สถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เนื่องจากเป็นแนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาแนวร่วม (partnership) ที่มีความรู้ความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสำคัญมาตรฐานการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2550)&lt;br /&gt;
รสคนธ์ รัตยเสริมพงศ์, “ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น” ,เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
นราธิป ศรีราม, “แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น หน่วยที่ 1-7, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557)&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ, เครือข่าย: นวัตกรรมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทวิเคราะห์ว่าด้วยการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแนวระนาบ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550)&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 15 ปี การกระจายอำนาจของไทย สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, (กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่น, 2558)&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกฤษฎีกา, 2542)&lt;br /&gt;
อรทัย ก๊กผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะท้องถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกล้า’ 51, (กรุงเทพฯ: บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12452</id>
		<title>จังหวัดจัดการตนเอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12452"/>
		<updated>2016-07-18T08:29:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์  จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเป็นมาของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540]]  หมวด 5 [[แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ]] มาตรา 78 กำหนดให้ “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็น[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]ขนาดใหญ่  โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่มีบทบัญญัติในลักษณะที่ให้การรองรับการพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด โดยในที่ประชุมของ[[คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ]]ได้มีกรรมาธิการคนหนึ่งอภิปรายเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ[[การปกครองท้องถิ่น]]ขนาดใหญ่โดยยกเลิก[[การบริหารราชการส่วนภูมิภาค]] ซึ่งที่ประชุมไม่ได้ให้ความเห็นชอบในแนวความคิดดังกล่าวแต่ให้นำมาบรรจุในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&amp;lt;ref&amp;gt; นายชำนาญ จันทร์เรือง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ  โดยได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2556  ซึ่งสถานภาพของร่างกฎหมายขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่&amp;lt;/ref&amp;gt;       &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
แนวความคิดเรื่อง “จังหวัดปกครองตนเอง” จึงมิใช่แนวความคิดใหม่แต่เป็นแนวความคิดที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนกระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันยังคงยืนยันหลักการดังกล่าวในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78  รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน&amp;lt;ref&amp;gt; รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญ ครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2540. ในส่วนคำอภิปรายของนายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกรัฐสภา. หน้า 10 -16. ศูนย์ชวเลขและพิมพ์ดีด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หากสืบค้นในมิติทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือในสมัยรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้ตั้ง “คณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ใน 4 จังหวัดภาคใต้”&amp;lt;ref&amp;gt; ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ.(2549). ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย.โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&amp;lt;/ref&amp;gt;  เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2490 เพื่อลงไปรับฟังคำร้องเรียนและปัญหาของชาวมุสลิมมลายูภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นหน่ออ่อนแนวคิดจัดการตนเองของประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องด้วยความผันผวนทางการเมืองในยุคสมัยนั้น จึงทำให้ประเด็นนี้ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสังคมอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จังหวัดจัดการตนเอง หมายถึง การที่ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนา การบริหารจัดการจังหวัดของตนเองในทุกด้าน ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคมปัญญา ที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน เมื่อเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม ก็สามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆในท้องถิ่นได้ด้วยตนเองและเท่าทันกับสถานการณ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ซึ่งการกระจายอำนาจให้ลงไปถึงประชาชนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโดยการกระจายอำนาจบริหารจัดการจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่น และกระจายอำนาจขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่ประชาชน ชุมชน และ[[ภาคประชาสังคม]] ซึ่งรูปแบบโครงสร้างการกระจายอำนาจดังกล่าวจะนำไปสู่รูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” อันเป็นโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นสองระดับ ได้แก่ [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน]] คือ จังหวัดปกครองตนเอง และ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง]] คือ [[เทศบาล]]และ[[องค์การบริหารส่วนตำบล]]ที่มีเขตพื้นที่การปกครองบางส่วนของจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เอกสารสำคัญในร่างพระราชบัญญัติ “จังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ. …”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550]] มาตรา 78 (3) กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับหลักการดังกล่าว อีกทั้งการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบปัจจุบันตามที่กำหนดในกฎหมายต่าง ๆ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นเพื่อให้การปกครองส่วนท้องถิ่นบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ.  ….  ซึ่งมีทั้งหมด  135  มาตรา  แบ่งออกเป็น  10  หมวด&amp;lt;ref&amp;gt; หมวด  1  ว่าด้วยบททั่วไป  ,หมวด  2  ว่าด้วยจังหวัดปกครองตนเอง ,หมวด  3  ว่าด้วยการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง ,หมวด  4  ว่าด้วยการบริหารเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ,หมวด  5  ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของจังหวัดปกครองตนเอง เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ,หมวด  6  ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับจังหวัดปกครองตนเองและจังหวัดปกครองตนเองกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ,หมวด 7  ว่าด้วยการคลังและรายได้ ,หมวด 8   ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ,หมวด 9   ว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบ ,หมวด 10 ว่าด้วยคณะกรรมการส่งเสริมการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง&amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยมีสาระสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็น[[พระราชกฤษฎีกา]]จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตาม[[พระราชบัญญัติ]]นี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้กระทำโดยการออกเสียงประชามติตาม[[กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ]] ซึ่งกระบวนการเสนอให้มี[[การออกเสียงประชามติ]]สามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อ[[นายกรัฐมนตรี]]เพื่อให้มีการจัดทำ[[ประชามติ]]จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
        &lt;br /&gt;
โดยสรุป หากร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับการพิจารณาจาก[[รัฐสภา]]และประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ก็หาได้มีผลโดยทั่วไปให้ทุกจังหวัดต้องเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัดตามรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” โดยทันทีไม่  กล่าวคือหากจังหวัดใดจะเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็น “จังหวัดปกครองตนเอง” จะต้องเกิดจากเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น และมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น มีการจัดทำประชามติ และมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองเสียก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำหนดให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดที่ได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดให้ถือว่าพระราชบัญญัตินี้มีผลยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งจังหวัดนั้น กล่าวคือ เมื่อจังหวัดใดได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว โดยผลของพระราชบัญญัตินี้จะทำให้จังหวัด และอำเภอในฐานะที่เป็น[[ราชการส่วนภูมิภาค]]ตามกฎหมายว่าด้วย[[ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน]]นั้นยกเลิกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับแล้ว หากประชาชนในจังหวัดใดแสดงเจตนารมณ์ผ่านการออกเสียงประชามติต้องการให้จังหวัดนั้นเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด และเมื่อ[[คณะรัฐมนต]]รีดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนขึ้นในจังหวัดนั้นแล้ว เมื่อพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวประกาศใช้บังคับแล้วก็จะเป็นเงื่อนไขให้กฎหมายว่าด้วยการตั้งจังหวัดนั้น ตลอดจนอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนั้นในฐานะที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคถูกยกเลิกไปโดยผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เมื่อได้ประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดแล้ว ก็จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อตั้งฐานะนิติบุคคลให้กับจังหวัดปกครองตนเองนั้น โดยถือว่าจังหวัดปกครองตนเองที่ได้ก่อตั้งขึ้นนั้น เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและมีอาณาเขตท้องที่ตามที่จังหวัดนั้นมีอยู่เดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3.การกำหนดหลักการพื้นฐานของการปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้จังหวัดปกครองตนเอง เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัตินี้ มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและงบประมาณ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ในเขตพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักการพื้นฐานทั่วไปของการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการแห่งการกระจายอำนาจที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรอง  การที่รัฐส่วนกลางกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีจำเป็นที่ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระทั้งในการจัดทำบริการสาธารณะ งานบริหารงานทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ การบริหารงบประมาณและการบริหารงานบุคคล  เมื่อรัฐส่วนกลางได้กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว [[รัฐส่วนกลาง]]จะคงไว้ซึ่งอำนาจ[[กำกับดูแล]] โดยการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ลักษณะโครงสร้างในการบริหารจัดการ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านโครงสร้างการปกครอง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นสองชั้น ระนาบบนคือ จังหวัดจัดการตนเอง ระนาบล่างคือ เทศบาล หรือ อบต.  เช่น  &amp;quot;จังหวัด&amp;quot; (prefecture) ของญี่ปุ่น ระดับจังหวัดอาจจะเรียกว่า &amp;quot;องค์กรพี่&amp;quot; ส่วนเทศบาล อบต. ถือว่าเป็น &amp;quot;องค์กรน้อง&amp;quot; ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คือ องค์กรพี่อาจจะให้ความช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรน้องที่ขาดแคลน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านการคลัง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมี[[การคลังท้องถิ่น]]รูปแบบใหม่ มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นไทยทำงานเข้มแข็ง ระบบการคลังและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐต้องให้การสนับสนุนในการจัดทำบริการสาธารณะและต้องให้การอุดหนุนงบประมาณแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้หลักจากภาษีอากรและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร  นอกจากนี้ต้องจัดให้มีคณะกรรมการบริหารภาษีระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ จัดทำแผน การจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านการจัดเก็บภาษีที่ใช้ฐานร่วมกันระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาษีอื่นที่ไม่ใช่ภาษีท้องถิ่น เมื่อจังหวัดปกครองตนเองจัดเก็บให้เก็บไว้เป็นรายได้ของตนร้อยละ 70 และส่งให้เป็นรายได้ของแผ่นดินร้อยละ 30 ส่วนภาษีท้องถิ่น ให้จัดเก็บเป็น[[รายได้ของท้องถิ่น]]ทั้งหมด ซึ่งลักษณะการจัดเก็บภาษีเช่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกับ การบริหารงานท้องถิ่นของประเทศจีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่ง ประเทศจีนเป็นตัวอย่างประเทศที่รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจการคลังและงบประมาณสูง คือ รายจ่ายโดยรัฐบาลท้องถิ่นนั้นมีขนาดใหญ่กว่ารัฐบาลกลาง สัดส่วนโดยประมาณคือ 70:30 นั่นหมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายเงิน (จัดบริการสาธารณะ) ร้อยละ 70 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินส่วนที่เหลือคือร้อยละ 30 เท่านั้น &amp;lt;ref&amp;gt; จรัส สุวรรณมาลา. (2554).ก้าวข้ามกับดัก Hamilton Paradox : สู่จังหวัดจัดการตนเอง.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีผู้เสนอให้ศึกษาโครงสร้างการคลังในจีนและญี่ปุ่นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือนำมาปรับใช้ในร่างกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง หลักคิดคือต้องการให้จังหวัดจัดการตนเองและ[[เทศบาล]]ของไทยในอนาคต ไม่ต้องพึ่ง[[เงินอุดหนุน]]จากรัฐบาลมากเกินไป&amp;lt;ref&amp;gt; ปัจจุบันเงินอุดหนุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40-50 ของรายได้ท้องถิ่น มีข้อเสนอว่าถ้าปฏิรูปการคลังโดยท้องถิ่นไม่ต้องพึ่งพิงเงินอุดหนุนก็จะดี หรือพึ่งพิงแต่น้อย ร้อยละ 10-20 การบริหารท้องถิ่นจะมีอิสระกว่าปัจจุบัน&amp;lt;/ref&amp;gt;   โดยการขยายฐานภาษีและแหล่งรายได้ของท้องถิ่น เช่น จัดเก็บภาษีเสริมจากเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล&amp;lt;ref&amp;gt; ตัวอย่างของประเทศจีน tax rebate = 40% คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่งคืนรัฐบาลท้องถิ่น 40%) หรือ ภาษีทรัพย์สิน (นครเซี่ยงไฮ้ได้ผลักดันภาษีทรัพย์สินจัดเก็บในอัตรา .5% ถึง 1.2% อีกเมืองหนึ่งที่จะจัดเก็บคือนครชองกิง&amp;lt;/ref&amp;gt;   รวมถึงมีข้อเสนอให้ควรต้องปรับโครงสร้างภาษีแบ่งให้เหมาะสม เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ปัจจุบันแบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ 10 คนท้องถิ่นเห็นว่าไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอสัดส่วนร้อยละ 50-50 คือรัฐบาลควรจะได้ครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นได้ครึ่งหนึ่ง ในด้านการจัดเก็บภาษี หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือว่าองค์กรท้องถิ่นเป็นหน่วยจัดเก็บ หรือว่าจ้างให้เอกชนจัดเก็บแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านงานบุคคล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีภายโครงสร้างงานบุคคลที่เจ้าพนักงานจะสังกัดกับรัฐบาลท้องถิ่น จังหวัด โดยมีระบบบุคลากรที่เป็นอิสระของตนเองภายใต้กฎหมายของจังหวัดจัดการตัวเอง ในระบบบริหารงานบุคคลใหม่นี้จังหวัดจะสามารถจัดให้มีระบบบุคลากรกลาง(Pool-down) &amp;lt;ref&amp;gt; จรัส สุวรรณมาลา. (2554). จังหวัดจัดการตัวเอง (Self-governing province).ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอํานาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&amp;lt;/ref&amp;gt; ที่เอื้ออำนวยให้จังหวัดและ อปท. ในเขตพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์บุคลากรที่ขาดแคลนร่วมกันได้  และจะมีบุคลากรของจังหวัดมีที่มาจากข้าราชการของ อบจ. และข้าราชการส่วนภูมิภาค ที่รับโอนมาปฏิบัติหน้าที่หลังจากยุบรวมหน่วยงานเดิมเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสามารถดูตัวอย่างจาก กรณีศึกษาของประเทศจีนที่มีจำนวนพนักงานท้องถิ่นมากกว่า 40 ล้านคน โดยเปรียบเทียบกับเจ้าพนักงานที่สังกัดรัฐบาลกลางของจีนเพียง 4 ล้านคน ในบางมณฑลของจีนมีสำนักงานลงทุนที่สังกัดรัฐบาลมณฑล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เจรจาต่อรองกับหน่วยธุรกิจที่ประสงค์จะไปลงทุนในจีน รวมทั้งการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในประเทศญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กับจีน รัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินประมาณร้อยละ 55 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 &amp;lt;ref&amp;gt; ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์.(2552). การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการจัดบริการสาธารณะที่ดี ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สนสธ.)&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถานะปัจจุบันของ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันสาระสำคัญของพระราชบัญญัติที่ว่าด้วย “จังหวัดจัดการตนเอง” พบว่ามีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดจัดการตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น จะกระทำโดยการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งกระบวนการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติสามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดทำประชามติจัดตั้ง “จังหวัดจัดการตนเอง”  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปร่างกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยที่กำลังประสบอยู่ ณ ขณะนี้โดยสาเหตุหนึ่งของปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่เป็นอยู่มีสาเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากการ “รวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ ที่กระจุกตัวอยู่ศูนย์กลาง” ดังนั้นจึงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองหรือผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจจะแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบจากอำนาจนั้น เพราะฉะนั้นหากมีการกระจายอำนาจดังที่กล่าวมาให้ไปอยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและยอมให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจบริหารการปกครองของตนเอง ตลอดจนสามารถตัดสินใจวิถีชีวิตหรือจัดการความเป็นอยู่ตามวิถีความแตกต่างหากหลายของแต่ละท้องถิ่นภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนในท้องถิ่นย่อมจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้นและหวงแหนเอาใจใส่ติดตามอำนาจที่มอบให้แก่ตัวแทนของเขา และทางตรงกันข้ามผู้เขียนเชื่อว่าบรรดานักการเมืองก็จะรู้สึกว่าเขาถูกตรวจสอบและติดตามจากเจ้าของอำนาจอย่างชิดใกล้ จนไม่มีโอกาสใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้หากเกิดการกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร กระจายงบประมาณ ลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริงด้วยความจริงใจจากรัฐส่วนกลางแล้ว การกระจุกตัวด้านทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีและจะเป็นคำตอบของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นภูมิคุ้มกันมิให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างเช่นปัจจุบันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา.(2554). ก้าวข้ามกับดักของการกระจายอำนาจสู่จังหวัดจัดการตนเอง ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่นและภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา และ วีรศักดิ์เครือเทพ, บรรณาธิการ.(2554). จังหวัดจัดการตัวเอง (Self-governing province). ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอํานาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญ ครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2540. ในส่วนคำอภิปรายของนายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกรัฐสภา. หน้า 10 -16. ศูนย์ชวเลขและพิมพ์ดีด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์.(2554). กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นส่วนกลางต้องทำน้อยๆ สร้าง Vertical Fiscal Balance ภารกิจกับเงินต้องสมดุล. ค้นวันที่ 9 ตุลาคม 2556 จาก http://www.thaipublica.org/ 2011/10/local-revenue-distribution.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และกอบกุล รายะนาคร. (2552). การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการจัดบริการสาธารณะที่ดี ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สนสธ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12451</id>
		<title>จังหวัดจัดการตนเอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12451"/>
		<updated>2016-07-18T08:05:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์  จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเป็นมาของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตาม[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540]]  หมวด 5 [[แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ]] มาตรา 78 กำหนดให้ “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็น[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]]ขนาดใหญ่  โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่มีบทบัญญัติในลักษณะที่ให้การรองรับการพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด โดยในที่ประชุมของ[[คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ]]ได้มีกรรมาธิการคนหนึ่งอภิปรายเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ[[การปกครองท้องถิ่น]]ขนาดใหญ่โดยยกเลิก[[การบริหารราชการส่วนภูมิภาค]] ซึ่งที่ประชุมไม่ได้ให้ความเห็นชอบในแนวความคิดดังกล่าวแต่ให้นำมาบรรจุในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
แนวความคิดเรื่อง “จังหวัดปกครองตนเอง” จึงมิใช่แนวความคิดใหม่แต่เป็นแนวความคิดที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนกระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันยังคงยืนยันหลักการดังกล่าวในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78  รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน  ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หากสืบค้นในมิติทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือในสมัยรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้ตั้ง “คณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ใน 4 จังหวัดภาคใต้”  เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2490 เพื่อลงไปรับฟังคำร้องเรียนและปัญหาของชาวมุสลิมมลายูภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นหน่ออ่อนแนวคิดจัดการตนเองของประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องด้วยความผันผวนทางการเมืองในยุคสมัยนั้น จึงทำให้ประเด็นนี้ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสังคมอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จังหวัดจัดการตนเอง หมายถึง การที่ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนา การบริหารจัดการจังหวัดของตนเองในทุกด้าน ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคมปัญญา ที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน เมื่อเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม ก็สามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆในท้องถิ่นได้ด้วยตนเองและเท่าทันกับสถานการณ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ซึ่งการกระจายอำนาจให้ลงไปถึงประชาชนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโดยการกระจายอำนาจบริหารจัดการจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่น และกระจายอำนาจขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่ประชาชน ชุมชน และ[[ภาคประชาสังคม]] ซึ่งรูปแบบโครงสร้างการกระจายอำนาจดังกล่าวจะนำไปสู่รูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” อันเป็นโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นสองระดับ ได้แก่ [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน]] คือ จังหวัดปกครองตนเอง และ[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง]] คือ [[เทศบาล]]และ[[องค์การบริหารส่วนตำบล]]ที่มีเขตพื้นที่การปกครองบางส่วนของจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เอกสารสำคัญในร่างพระราชบัญญัติ “จังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ. …”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550]] มาตรา 78 (3) กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับหลักการดังกล่าว อีกทั้งการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบปัจจุบันตามที่กำหนดในกฎหมายต่าง ๆ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นเพื่อให้การปกครองส่วนท้องถิ่นบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ.  ….  ซึ่งมีทั้งหมด  135  มาตรา  แบ่งออกเป็น  10  หมวด  โดยมีสาระสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็น[[พระราชกฤษฎีกา]]จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตาม[[พระราชบัญญัติ]]นี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้กระทำโดยการออกเสียงประชามติตาม[[กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ]] ซึ่งกระบวนการเสนอให้มี[[การออกเสียงประชามติ]]สามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อ[[นายกรัฐมนตรี]]เพื่อให้มีการจัดทำ[[ประชามติ]]จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
        &lt;br /&gt;
โดยสรุป หากร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับการพิจารณาจาก[[รัฐสภา]]และประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ก็หาได้มีผลโดยทั่วไปให้ทุกจังหวัดต้องเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัดตามรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” โดยทันทีไม่  กล่าวคือหากจังหวัดใดจะเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็น “จังหวัดปกครองตนเอง” จะต้องเกิดจากเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น และมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น มีการจัดทำประชามติ และมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองเสียก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำหนดให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดที่ได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดให้ถือว่าพระราชบัญญัตินี้มีผลยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งจังหวัดนั้น กล่าวคือ เมื่อจังหวัดใดได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว โดยผลของพระราชบัญญัตินี้จะทำให้จังหวัด และอำเภอในฐานะที่เป็น[[ราชการส่วนภูมิภาค]]ตามกฎหมายว่าด้วย[[ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน]]นั้นยกเลิกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับแล้ว หากประชาชนในจังหวัดใดแสดงเจตนารมณ์ผ่านการออกเสียงประชามติต้องการให้จังหวัดนั้นเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด และเมื่อ[[คณะรัฐมนต]]รีดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนขึ้นในจังหวัดนั้นแล้ว เมื่อพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวประกาศใช้บังคับแล้วก็จะเป็นเงื่อนไขให้กฎหมายว่าด้วยการตั้งจังหวัดนั้น ตลอดจนอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนั้นในฐานะที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคถูกยกเลิกไปโดยผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เมื่อได้ประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดแล้ว ก็จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อตั้งฐานะนิติบุคคลให้กับจังหวัดปกครองตนเองนั้น โดยถือว่าจังหวัดปกครองตนเองที่ได้ก่อตั้งขึ้นนั้น เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและมีอาณาเขตท้องที่ตามที่จังหวัดนั้นมีอยู่เดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3.การกำหนดหลักการพื้นฐานของการปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้จังหวัดปกครองตนเอง เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัตินี้ มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและงบประมาณ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ในเขตพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักการพื้นฐานทั่วไปของการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการแห่งการกระจายอำนาจที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรอง  การที่รัฐส่วนกลางกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีจำเป็นที่ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระทั้งในการจัดทำบริการสาธารณะ งานบริหารงานทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ การบริหารงบประมาณและการบริหารงานบุคคล  เมื่อรัฐส่วนกลางได้กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว [[รัฐส่วนกลาง]]จะคงไว้ซึ่งอำนาจ[[กำกับดูแล]] โดยการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ลักษณะโครงสร้างในการบริหารจัดการ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านโครงสร้างการปกครอง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นสองชั้น ระนาบบนคือ จังหวัดจัดการตนเอง ระนาบล่างคือ เทศบาล หรือ อบต.  เช่น  &amp;quot;จังหวัด&amp;quot; (prefecture) ของญี่ปุ่น ระดับจังหวัดอาจจะเรียกว่า &amp;quot;องค์กรพี่&amp;quot; ส่วนเทศบาล อบต. ถือว่าเป็น &amp;quot;องค์กรน้อง&amp;quot; ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คือ องค์กรพี่อาจจะให้ความช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรน้องที่ขาดแคลน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านการคลัง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมี[[การคลังท้องถิ่น]]รูปแบบใหม่ มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นไทยทำงานเข้มแข็ง ระบบการคลังและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐต้องให้การสนับสนุนในการจัดทำบริการสาธารณะและต้องให้การอุดหนุนงบประมาณแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้หลักจากภาษีอากรและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร  นอกจากนี้ต้องจัดให้มีคณะกรรมการบริหารภาษีระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ จัดทำแผน การจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านการจัดเก็บภาษีที่ใช้ฐานร่วมกันระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาษีอื่นที่ไม่ใช่ภาษีท้องถิ่น เมื่อจังหวัดปกครองตนเองจัดเก็บให้เก็บไว้เป็นรายได้ของตนร้อยละ 70 และส่งให้เป็นรายได้ของแผ่นดินร้อยละ 30 ส่วนภาษีท้องถิ่น ให้จัดเก็บเป็น[[รายได้ของท้องถิ่น]]ทั้งหมด ซึ่งลักษณะการจัดเก็บภาษีเช่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกับ การบริหารงานท้องถิ่นของประเทศจีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่ง ประเทศจีนเป็นตัวอย่างประเทศที่รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจการคลังและงบประมาณสูง คือ รายจ่ายโดยรัฐบาลท้องถิ่นนั้นมีขนาดใหญ่กว่ารัฐบาลกลาง สัดส่วนโดยประมาณคือ 70:30 นั่นหมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายเงิน (จัดบริการสาธารณะ) ร้อยละ 70 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินส่วนที่เหลือคือร้อยละ 30 เท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีผู้เสนอให้ศึกษาโครงสร้างการคลังในจีนและญี่ปุ่นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือนำมาปรับใช้ในร่างกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง หลักคิดคือต้องการให้จังหวัดจัดการตนเองและ[[เทศบาล]]ของไทยในอนาคต ไม่ต้องพึ่ง[[เงินอุดหนุน]]จากรัฐบาลมากเกินไป   โดยการขยายฐานภาษีและแหล่งรายได้ของท้องถิ่น เช่น จัดเก็บภาษีเสริมจากเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล   รวมถึงมีข้อเสนอให้ควรต้องปรับโครงสร้างภาษีแบ่งให้เหมาะสม เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ปัจจุบันแบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ 10 คนท้องถิ่นเห็นว่าไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอสัดส่วนร้อยละ 50-50 คือรัฐบาลควรจะได้ครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นได้ครึ่งหนึ่ง ในด้านการจัดเก็บภาษี หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือว่าองค์กรท้องถิ่นเป็นหน่วยจัดเก็บ หรือว่าจ้างให้เอกชนจัดเก็บแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านงานบุคคล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีภายโครงสร้างงานบุคคลที่เจ้าพนักงานจะสังกัดกับรัฐบาลท้องถิ่น จังหวัด โดยมีระบบบุคลากรที่เป็นอิสระของตนเองภายใต้กฎหมายของจังหวัดจัดการตัวเอง ในระบบบริหารงานบุคคลใหม่นี้จังหวัดจะสามารถจัดให้มีระบบบุคลากรกลาง(Pool-down)  ที่เอื้ออำนวยให้จังหวัดและ อปท. ในเขตพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์บุคลากรที่ขาดแคลนร่วมกันได้  และจะมีบุคลากรของจังหวัดมีที่มาจากข้าราชการของ อบจ. และข้าราชการส่วนภูมิภาค ที่รับโอนมาปฏิบัติหน้าที่หลังจากยุบรวมหน่วยงานเดิมเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสามารถดูตัวอย่างจาก กรณีศึกษาของประเทศจีนที่มีจำนวนพนักงานท้องถิ่นมากกว่า 40 ล้านคน โดยเปรียบเทียบกับเจ้าพนักงานที่สังกัดรัฐบาลกลางของจีนเพียง 4 ล้านคน ในบางมณฑลของจีนมีสำนักงานลงทุนที่สังกัดรัฐบาลมณฑล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เจรจาต่อรองกับหน่วยธุรกิจที่ประสงค์จะไปลงทุนในจีน รวมทั้งการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในประเทศญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กับจีน รัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินประมาณร้อยละ 55 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถานะปัจจุบันของ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันสาระสำคัญของพระราชบัญญัติที่ว่าด้วย “จังหวัดจัดการตนเอง” พบว่ามีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดจัดการตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น จะกระทำโดยการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งกระบวนการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติสามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดทำประชามติจัดตั้ง “จังหวัดจัดการตนเอง”  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปร่างกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยที่กำลังประสบอยู่ ณ ขณะนี้โดยสาเหตุหนึ่งของปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่เป็นอยู่มีสาเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากการ “รวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ ที่กระจุกตัวอยู่ศูนย์กลาง” ดังนั้นจึงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองหรือผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจจะแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบจากอำนาจนั้น เพราะฉะนั้นหากมีการกระจายอำนาจดังที่กล่าวมาให้ไปอยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและยอมให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจบริหารการปกครองของตนเอง ตลอดจนสามารถตัดสินใจวิถีชีวิตหรือจัดการความเป็นอยู่ตามวิถีความแตกต่างหากหลายของแต่ละท้องถิ่นภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนในท้องถิ่นย่อมจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้นและหวงแหนเอาใจใส่ติดตามอำนาจที่มอบให้แก่ตัวแทนของเขา และทางตรงกันข้ามผู้เขียนเชื่อว่าบรรดานักการเมืองก็จะรู้สึกว่าเขาถูกตรวจสอบและติดตามจากเจ้าของอำนาจอย่างชิดใกล้ จนไม่มีโอกาสใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้หากเกิดการกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร กระจายงบประมาณ ลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริงด้วยความจริงใจจากรัฐส่วนกลางแล้ว การกระจุกตัวด้านทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีและจะเป็นคำตอบของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นภูมิคุ้มกันมิให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างเช่นปัจจุบันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา.(2554). ก้าวข้ามกับดักของการกระจายอำนาจสู่จังหวัดจัดการตนเอง ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่นและภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา และ วีรศักดิ์เครือเทพ, บรรณาธิการ.(2554). จังหวัดจัดการตัวเอง (Self-governing province). ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอํานาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญ ครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2540. ในส่วนคำอภิปรายของนายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกรัฐสภา. หน้า 10 -16. ศูนย์ชวเลขและพิมพ์ดีด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์.(2554). กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นส่วนกลางต้องทำน้อยๆ สร้าง Vertical Fiscal Balance ภารกิจกับเงินต้องสมดุล. ค้นวันที่ 9 ตุลาคม 2556 จาก http://www.thaipublica.org/ 2011/10/local-revenue-distribution.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และกอบกุล รายะนาคร. (2552). การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการจัดบริการสาธารณะที่ดี ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สนสธ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12450</id>
		<title>จังหวัดจัดการตนเอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=12450"/>
		<updated>2016-07-18T07:56:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; :  ศรัณย์  จิระพงษ์สุวรรณ  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงค...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  ศรัณย์  จิระพงษ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเป็นมาของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540  หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78 กำหนดให้ “รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่  โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่มีบทบัญญัติในลักษณะที่ให้การรองรับการพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด โดยในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีกรรมาธิการคนหนึ่งอภิปรายเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งที่ประชุมไม่ได้ให้ความเห็นชอบในแนวความคิดดังกล่าวแต่ให้นำมาบรรจุในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
แนวความคิดเรื่อง “จังหวัดปกครองตนเอง” จึงมิใช่แนวความคิดใหม่แต่เป็นแนวความคิดที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนกระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันยังคงยืนยันหลักการดังกล่าวในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78  รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน  ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หากสืบค้นในมิติทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือในสมัยรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้ตั้ง “คณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ใน 4 จังหวัดภาคใต้”  เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2490 เพื่อลงไปรับฟังคำร้องเรียนและปัญหาของชาวมุสลิมมลายูภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นหน่ออ่อนแนวคิดจัดการตนเองของประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องด้วยความผันผวนทางการเมืองในยุคสมัยนั้น จึงทำให้ประเด็นนี้ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสังคมอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการสำคัญของ “จังหวัดจัดการตนเอง”==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จังหวัดจัดการตนเอง หมายถึง การที่ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนา การบริหารจัดการจังหวัดของตนเองในทุกด้าน ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคมปัญญา ที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน เมื่อเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม ก็สามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆในท้องถิ่นได้ด้วยตนเองและเท่าทันกับสถานการณ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ซึ่งการกระจายอำนาจให้ลงไปถึงประชาชนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโดยการกระจายอำนาจบริหารจัดการจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่น และกระจายอำนาจขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่ประชาชน ชุมชน และภาคประชาสังคม ซึ่งรูปแบบโครงสร้างการกระจายอำนาจดังกล่าวจะนำไปสู่รูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” อันเป็นโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นสองระดับ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน คือ จังหวัดปกครองตนเอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง คือ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีเขตพื้นที่การปกครองบางส่วนของจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เอกสารสำคัญในร่างพระราชบัญญัติ “จังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ. …”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 78 (3) กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับหลักการดังกล่าว อีกทั้งการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบปัจจุบันตามที่กำหนดในกฎหมายต่าง ๆ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นเพื่อให้การปกครองส่วนท้องถิ่นบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ.  ….  ซึ่งมีทั้งหมด  135  มาตรา  แบ่งออกเป็น  10  หมวด  โดยมีสาระสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้กระทำโดยการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งกระบวนการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติสามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดทำประชามติจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
        &lt;br /&gt;
โดยสรุป หากร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับการพิจารณาจากรัฐสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ก็หาได้มีผลโดยทั่วไปให้ทุกจังหวัดต้องเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัดตามรูปแบบ “จังหวัดปกครองตนเอง” โดยทันทีไม่  กล่าวคือหากจังหวัดใดจะเปลี่ยนแปลงฐานะมาเป็น “จังหวัดปกครองตนเอง” จะต้องเกิดจากเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น และมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น มีการจัดทำประชามติ และมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองเสียก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การกำหนดให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดที่ได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเอง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดให้ถือว่าพระราชบัญญัตินี้มีผลยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งจังหวัดนั้น กล่าวคือ เมื่อจังหวัดใดได้จัดตั้งเป็นจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว โดยผลของพระราชบัญญัตินี้จะทำให้จังหวัด และอำเภอในฐานะที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินนั้นยกเลิกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับแล้ว หากประชาชนในจังหวัดใดแสดงเจตนารมณ์ผ่านการออกเสียงประชามติต้องการให้จังหวัดนั้นเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด และเมื่อคณะรัฐมนตรีดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนขึ้นในจังหวัดนั้นแล้ว เมื่อพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวประกาศใช้บังคับแล้วก็จะเป็นเงื่อนไขให้กฎหมายว่าด้วยการตั้งจังหวัดนั้น ตลอดจนอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนั้นในฐานะที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคถูกยกเลิกไปโดยผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เมื่อได้ประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองในจังหวัดใดแล้ว ก็จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อตั้งฐานะนิติบุคคลให้กับจังหวัดปกครองตนเองนั้น โดยถือว่าจังหวัดปกครองตนเองที่ได้ก่อตั้งขึ้นนั้น เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและมีอาณาเขตท้องที่ตามที่จังหวัดนั้นมีอยู่เดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3.การกำหนดหลักการพื้นฐานของการปกครองส่วนท้องถิ่น&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดให้จังหวัดปกครองตนเอง เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัตินี้ มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและงบประมาณ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ในเขตพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักการพื้นฐานทั่วไปของการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการแห่งการกระจายอำนาจที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรอง  การที่รัฐส่วนกลางกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีจำเป็นที่ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระทั้งในการจัดทำบริการสาธารณะ งานบริหารงานทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ การบริหารงบประมาณและการบริหารงานบุคคล  เมื่อรัฐส่วนกลางได้กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว รัฐส่วนกลางจะคงไว้ซึ่งอำนาจกำกับดูแล โดยการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นและมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ลักษณะโครงสร้างในการบริหารจัดการ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านโครงสร้างการปกครอง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นสองชั้น ระนาบบนคือ จังหวัดจัดการตนเอง ระนาบล่างคือ เทศบาล หรือ อบต.  เช่น  &amp;quot;จังหวัด&amp;quot; (prefecture) ของญี่ปุ่น ระดับจังหวัดอาจจะเรียกว่า &amp;quot;องค์กรพี่&amp;quot; ส่วนเทศบาล อบต. ถือว่าเป็น &amp;quot;องค์กรน้อง&amp;quot; ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คือ องค์กรพี่อาจจะให้ความช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรน้องที่ขาดแคลน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านการคลัง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีการคลังท้องถิ่นรูปแบบใหม่ มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาเพื่อท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ไทยทำงานเข้มแข็ง ระบบการคลังและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐต้องให้การสนับสนุนในการจัดทำบริการสาธารณะและต้องให้การอุดหนุนงบประมาณแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้หลักจากภาษีอากรและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร  นอกจากนี้ต้องจัดให้มีคณะกรรมการบริหารภาษีระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ จัดทำแผน การจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านการจัดเก็บภาษีที่ใช้ฐานร่วมกันระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาษีอื่นที่ไม่ใช่ภาษีท้องถิ่น เมื่อจังหวัดปกครองตนเองจัดเก็บให้เก็บไว้เป็นรายได้ของตนร้อยละ 70 และส่งให้เป็นรายได้ของแผ่นดินร้อยละ 30 ส่วนภาษีท้องถิ่น ให้จัดเก็บเป็นรายได้ของท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งลักษณะการจัดเก็บภาษีเช่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกับ การบริหารงานท้องถิ่นของประเทศจีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่ง ประเทศจีนเป็นตัวอย่างประเทศที่รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจการคลังและงบประมาณสูง คือ รายจ่ายโดยรัฐบาลท้องถิ่นนั้นมีขนาดใหญ่กว่ารัฐบาลกลาง สัดส่วนโดยประมาณคือ 70:30 นั่นหมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายเงิน (จัดบริการสาธารณะ) ร้อยละ 70 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินส่วนที่เหลือคือร้อยละ 30 เท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีผู้เสนอให้ศึกษาโครงสร้างการคลังในจีนและญี่ปุ่นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือนำมาปรับใช้ในร่างกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง หลักคิดคือต้องการให้จังหวัดจัดการตนเองและเทศบาลของไทยในอนาคต ไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากเกินไป   โดยการขยายฐานภาษีและแหล่งรายได้ของท้องถิ่น เช่น จัดเก็บภาษีเสริมจากเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล   รวมถึงมีข้อเสนอให้ควรต้องปรับโครงสร้างภาษีแบ่งให้เหมาะสม เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ปัจจุบันแบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ 10 คนท้องถิ่นเห็นว่าไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอสัดส่วนร้อยละ 50-50 คือรัฐบาลควรจะได้ครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นได้ครึ่งหนึ่ง ในด้านการจัดเก็บภาษี หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือว่าองค์กรท้องถิ่นเป็นหน่วยจัดเก็บ หรือว่าจ้างให้เอกชนจัดเก็บแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;-ด้านงานบุคคล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จังหวัดจัดการตนเอง” จะมีภายโครงสร้างงานบุคคลที่เจ้าพนักงานจะสังกัดกับรัฐบาลท้องถิ่น จังหวัด โดยมีระบบบุคลากรที่เป็นอิสระของตนเองภายใต้กฎหมายของจังหวัดจัดการตัวเอง ในระบบบริหารงานบุคคลใหม่นี้จังหวัดจะสามารถจัดให้มีระบบบุคลากรกลาง(Pool-down)  ที่เอื้ออำนวยให้จังหวัดและ อปท. ในเขตพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์บุคลากรที่ขาดแคลนร่วมกันได้  และจะมีบุคลากรของจังหวัดมีที่มาจากข้าราชการของ อบจ. และข้าราชการส่วนภูมิภาค ที่รับโอนมาปฏิบัติหน้าที่หลังจากยุบรวมหน่วยงานเดิมเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสามารถดูตัวอย่างจาก กรณีศึกษาของประเทศจีนที่มีจำนวนพนักงานท้องถิ่นมากกว่า 40 ล้านคน โดยเปรียบเทียบกับเจ้าพนักงานที่สังกัดรัฐบาลกลางของจีนเพียง 4 ล้านคน ในบางมณฑลของจีนมีสำนักงานลงทุนที่สังกัดรัฐบาลมณฑล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เจรจาต่อรองกับหน่วยธุรกิจที่ประสงค์จะไปลงทุนในจีน รวมทั้งการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในประเทศญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กับจีน รัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินประมาณร้อยละ 55 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถานะปัจจุบันของ “จังหวัดจัดการตนเอง”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันสาระสำคัญของพระราชบัญญัติที่ว่าด้วย “จังหวัดจัดการตนเอง” พบว่ามีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ “จังหวัดจัดการตนเอง”  กล่าวคือเมื่อประชาชนในจังหวัดใดมีความพร้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น มีสิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง โดยการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตินี้  การแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเองนั้น จะกระทำโดยการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งกระบวนการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติสามารถกระทำได้โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าห้าพันคน เข้าชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดทำประชามติจัดตั้ง “จังหวัดจัดการตนเอง”  ในขั้นตอนการออกเสียงประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในจังหวัดนั้น และต้องมีผลคะแนนออกเสียงประชามติจำนวนสามในห้าของผู้มาออกเสียงเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง และเมื่อประชาชนในจังหวัดใดลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองแล้ว ให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยสรุปร่างกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยที่กำลังประสบอยู่ ณ ขณะนี้โดยสาเหตุหนึ่งของปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่เป็นอยู่มีสาเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากการ “รวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ ที่กระจุกตัวอยู่ศูนย์กลาง” ดังนั้นจึงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองหรือผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจจะแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบจากอำนาจนั้น เพราะฉะนั้นหากมีการกระจายอำนาจดังที่กล่าวมาให้ไปอยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและยอมให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจบริหารการปกครองของตนเอง ตลอดจนสามารถตัดสินใจวิถีชีวิตหรือจัดการความเป็นอยู่ตามวิถีความแตกต่างหากหลายของแต่ละท้องถิ่นภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนในท้องถิ่นย่อมจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้นและหวงแหนเอาใจใส่ติดตามอำนาจที่มอบให้แก่ตัวแทนของเขา และทางตรงกันข้ามผู้เขียนเชื่อว่าบรรดานักการเมืองก็จะรู้สึกว่าเขาถูกตรวจสอบและติดตามจากเจ้าของอำนาจอย่างชิดใกล้ จนไม่มีโอกาสใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้หากเกิดการกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร กระจายงบประมาณ ลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริงด้วยความจริงใจจากรัฐส่วนกลางแล้ว การกระจุกตัวด้านทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีและจะเป็นคำตอบของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นภูมิคุ้มกันมิให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างเช่นปัจจุบันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา.(2554). ก้าวข้ามกับดักของการกระจายอำนาจสู่จังหวัดจัดการตนเอง ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมและธรรมาภิบาลท้องถิ่นและภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จรัส สุวรรณมาลา และ วีรศักดิ์เครือเทพ, บรรณาธิการ.(2554). จังหวัดจัดการตัวเอง (Self-governing province). ใน ประเด็นท้าทายการกระจายอํานาจและการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญ ครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2540. ในส่วนคำอภิปรายของนายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกรัฐสภา. หน้า 10 -16. ศูนย์ชวเลขและพิมพ์ดีด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์.(2554). กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นส่วนกลางต้องทำน้อยๆ สร้าง Vertical Fiscal Balance ภารกิจกับเงินต้องสมดุล. ค้นวันที่ 9 ตุลาคม 2556 จาก http://www.thaipublica.org/ 2011/10/local-revenue-distribution.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และกอบกุล รายะนาคร. (2552). การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการจัดบริการสาธารณะที่ดี ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สนสธ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12449</id>
		<title>เงินอุดหนุน (Intergovernmental Transfers)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12449"/>
		<updated>2016-07-18T07:47:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินอุดหนุน&amp;lt;ref&amp;gt;งบเงินอุดหนุน ใน หลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ หมายถึง  รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือ  สนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมิใช่ราชการส่วนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน   หน่วยงานในกำกับของรัฐ  องค์การมหาชน  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สภาตำบล  องค์การระหว่างประเทศ  นิติบุคคล  เอกชนหรือกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์  รวมถึง  เงินอุดหนุนงบพระมหากษัตริย์  เงินอุดหนุนการศาสนา  และรายจ่ายที่สำนักงบประมาณกำหนดให้ใช้จ่ายในงบรายจ่ายนี้&amp;lt;/ref&amp;gt;  หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] เป็นแหล่งรายได้เสริมที่[[รัฐบาล]]ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  [[การจัดสรรเงินอุดหนุน]]ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของ[[การจัดสรรเงินอุดหนุน]]มากกว่าขนาดของเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
เงินอุดหนุนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างชุมชนท้องถิ่น  โดยอยู่บนหลักการสร้าง[[ความเป็นธรรม]]ทางการคลังระหว่างพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารจะได้รับบริการขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอและสมฐานะ&amp;lt;ref&amp;gt;วีระศักดิ์  เครือเทพ, เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมายของสมาชิกรัฐสภา เรื่อง บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554), หน้า 34. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการและเหตุผลการให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;สกนธ์  วรัญญูวัฒนา, วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย, (พิมพ์ครั้งที่ 1, นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553), หน้า 76 – 80. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การจัดสรรเงินอุดหนุนมีพื้นฐานมาจากความมีประสิทธิภาพและเสมอภาค โดยระดับของความต้องการเป้าหมายทั้งสองจะแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ค ว า ม ส ม ดุล ใ น แ น ว ตั้ง ( Vertical Balance หรือ Equalization) เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างรายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบกับรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดบริการสาธารณะ  แต่อาจไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะได้ในระดับที่เพียงพอ  จึงแก้ไขด้วยการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการหารายได้มากขึ้น หรือใช้วิธีการถ่ายโอนรายได้ (Revenue Transfers) จากรัฐบาลมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือใช้ทั้งสองวิธีการควบคู่กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ความสมดุลแนวนอน (Horizontal Balance หรือ Equalization) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความไม่เท่าเทียมกันทางการคลัง (Fiscal Disparities) และความแตกต่างกันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงจะสามารถเก็บภาษีได้มากกว่าและมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า  หากต้องการให้ศักยภาพทางการคลังระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำการปรับฐานการคลังให้สมดุลกันมากขึ้น โดยการใช้เงินอุดหนุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำถาม 3 คำถาม คือ จะโอนอย่างไร (เช่น ใช้ภาษีชนิดใด หรือเงินอุดหนุนประเภทใดบ้าง) บริการใดบ้างที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหรือรับผิดชอบ และจะใช้สูตรใดในการจัดสรรเงินอุดหนุนไปให้ทุกท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ผลกระทบภายนอกหรือผลล้นเกิน (Externalities หรือ Spillover) เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มากกว่าขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เช่น บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่สามารถเข้ามารับบริการร่วมกันกับประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้  การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการสร้างบริการที่มีผลกระทบภายนอกด้านบวกเพิ่มขึ้นจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการใช้จ่ายในด้านเหล่านี้มากขึ้นได้  ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ขนาดของเงินอุดหนุนที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสามารถช่วยชดเชยภาระที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ  และขนาดของการชดเชยต้องมีความพอเหมาะกับผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้รัฐบาลจัดสรรเงินลงไปให้ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือทางการคลังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมรับผิดชอบภารกิจร่วมกันหลายระดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ข้อพิจารณาจากการบริหารจัดการ (Administrative Justifications) โดยปกติรัฐบาลจะมีศักยภาพในการกำหนดและจัดเก็บภาษีมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก  ดังนั้นการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการจัดสรรรายรับในรูปของเงินอุดหนุนจึงมีต้นทุนต่ำกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วภาษีบางชนิด  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและในอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น ภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการ (User Charges) และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;lt;ref&amp;gt;สกนธ์  วรัญญูวัฒนา, วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย, (พิมพ์ครั้งที่ 1, นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553), หน้า 74. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รัฐบาลกำหนดหลักการเหตุผลในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลายวัตถุประสงค์และนำไปสู่รูปแบบของการจัดสรรเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของเงินอุดหนุนจำแนกได้ เป็น 2 รูปแบบคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	[[เงินอุดหนุนแบบทั่วไป]] (General Grant) มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนดังกล่าว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไปนี้ทำให้มีผลต่อรายได้ (Income Effect) ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการที่จะนำเงินอุดหนุนที่ได้รับไปใช้ในการทำหน้าที่ของตนเองตามที่ตั้งเป้าหมายไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	 [[เงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ]] (Specific Grant) เป็นรูปแบบเงินอุดหนุนที่ทำให้ต้นทุนหรือราคาของบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกลง เพราะการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้จะมีการบังคับให้เป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนของการให้บริการสาธารณะที่รัฐบาลต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ดังนั้นการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้  จึงเสมือนเป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนหรือราคา (Price Effect) ของบริการสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วิธีการแบ่งสรรเงินอุดหนุน&amp;lt;ref&amp;gt;สกนธ์  วรัญญูวัฒนา, วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย, (พิมพ์ครั้งที่ 1, นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553), หน้า 80 - 81. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากกรอบการจัดสรรเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการแบ่งสรรอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้ส่วนแบ่งภาษี(Share of Revenue Source) แบบเฉพาะการ (Ad Hoc Basis) และแบบชดเชยต้นทุน (Basis of Cost Reimbursement) และตามแนวนอน(Horizontal Dimension) ที่การกระจายเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจใช้วิธีตามแหล่งที่มา (Derivation Basis) ตามสูตรที่กำหนดขึ้นมา (Formula) ชดเชยต้นทุน (Cost reimbursement) หรือ วิธีเฉพาะการ(Ad hoc method)  ทั้งนี้การจะใช้วิธีการรูปแบบใดๆ ของเงินอุดหนุน ทั้งรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการจากรูปแบบของเงินอุดหนุนที่จะออกแบบมาดังกล่าวว่ามีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะสิ่งที่เกิดจากรูปแบบของเงินอุดหนุนจะมีความเฉพาะตัวตามรูปแบบของเงินอุดหนุนที่ใช้ หากไม่มีความเข้าใจการใช้เงินอุดหนุน  อาจทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่บรรลุเป้าหมาย และอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นอิสระทางการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการใช้เงินอุดหนุนผิดพลาด จะทำให้ไม่มีความแตกต่างในการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบโครงสร้างสัดส่วนของการจัดทำงบประมาณการใช้จ่ายและหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมายของสมาชิกรัฐสภา เรื่อง บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสือสำนักงบประมาณ นร 0704/ว33 ลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เรื่อง หลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12448</id>
		<title>เงินอุดหนุน (Intergovernmental Transfers)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12448"/>
		<updated>2016-07-18T07:43:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินอุดหนุน  หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่[[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] เป็นแหล่งรายได้เสริมที่[[รัฐบาล]]ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  [[การจัดสรรเงินอุดหนุน]]ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของ[[การจัดสรรเงินอุดหนุน]]มากกว่าขนาดของเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
เงินอุดหนุนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างชุมชนท้องถิ่น  โดยอยู่บนหลักการสร้าง[[ความเป็นธรรม]]ทางการคลังระหว่างพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารจะได้รับบริการขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอและสมฐานะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการและเหตุผลการให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การจัดสรรเงินอุดหนุนมีพื้นฐานมาจากความมีประสิทธิภาพและเสมอภาค โดยระดับของความต้องการเป้าหมายทั้งสองจะแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ค ว า ม ส ม ดุล ใ น แ น ว ตั้ง ( Vertical Balance หรือ Equalization) เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างรายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบกับรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดบริการสาธารณะ  แต่อาจไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะได้ในระดับที่เพียงพอ  จึงแก้ไขด้วยการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการหารายได้มากขึ้น หรือใช้วิธีการถ่ายโอนรายได้ (Revenue Transfers) จากรัฐบาลมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือใช้ทั้งสองวิธีการควบคู่กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ความสมดุลแนวนอน (Horizontal Balance หรือ Equalization) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความไม่เท่าเทียมกันทางการคลัง (Fiscal Disparities) และความแตกต่างกันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงจะสามารถเก็บภาษีได้มากกว่าและมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า  หากต้องการให้ศักยภาพทางการคลังระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำการปรับฐานการคลังให้สมดุลกันมากขึ้น โดยการใช้เงินอุดหนุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำถาม 3 คำถาม คือ จะโอนอย่างไร (เช่น ใช้ภาษีชนิดใด หรือเงินอุดหนุนประเภทใดบ้าง) บริการใดบ้างที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหรือรับผิดชอบ และจะใช้สูตรใดในการจัดสรรเงินอุดหนุนไปให้ทุกท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ผลกระทบภายนอกหรือผลล้นเกิน (Externalities หรือ Spillover) เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มากกว่าขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เช่น บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่สามารถเข้ามารับบริการร่วมกันกับประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้  การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการสร้างบริการที่มีผลกระทบภายนอกด้านบวกเพิ่มขึ้นจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการใช้จ่ายในด้านเหล่านี้มากขึ้นได้  ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ขนาดของเงินอุดหนุนที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสามารถช่วยชดเชยภาระที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ  และขนาดของการชดเชยต้องมีความพอเหมาะกับผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้รัฐบาลจัดสรรเงินลงไปให้ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือทางการคลังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมรับผิดชอบภารกิจร่วมกันหลายระดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ข้อพิจารณาจากการบริหารจัดการ (Administrative Justifications) โดยปกติรัฐบาลจะมีศักยภาพในการกำหนดและจัดเก็บภาษีมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก  ดังนั้นการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการจัดสรรรายรับในรูปของเงินอุดหนุนจึงมีต้นทุนต่ำกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วภาษีบางชนิด  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและในอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น ภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการ (User Charges) และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รัฐบาลกำหนดหลักการเหตุผลในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลายวัตถุประสงค์และนำไปสู่รูปแบบของการจัดสรรเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของเงินอุดหนุนจำแนกได้ เป็น 2 รูปแบบคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	[[เงินอุดหนุนแบบทั่วไป]] (General Grant) มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนดังกล่าว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไปนี้ทำให้มีผลต่อรายได้ (Income Effect) ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการที่จะนำเงินอุดหนุนที่ได้รับไปใช้ในการทำหน้าที่ของตนเองตามที่ตั้งเป้าหมายไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	 [[เงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ]] (Specific Grant) เป็นรูปแบบเงินอุดหนุนที่ทำให้ต้นทุนหรือราคาของบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกลง เพราะการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้จะมีการบังคับให้เป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนของการให้บริการสาธารณะที่รัฐบาลต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ดังนั้นการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้  จึงเสมือนเป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนหรือราคา (Price Effect) ของบริการสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วิธีการแบ่งสรรเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากกรอบการจัดสรรเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการแบ่งสรรอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้ส่วนแบ่งภาษี(Share of Revenue Source) แบบเฉพาะการ (Ad Hoc Basis) และแบบชดเชยต้นทุน (Basis of Cost Reimbursement) และตามแนวนอน(Horizontal Dimension) ที่การกระจายเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจใช้วิธีตามแหล่งที่มา (Derivation Basis) ตามสูตรที่กำหนดขึ้นมา (Formula) ชดเชยต้นทุน (Cost reimbursement) หรือ วิธีเฉพาะการ(Ad hoc method)  ทั้งนี้การจะใช้วิธีการรูปแบบใดๆ ของเงินอุดหนุน ทั้งรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการจากรูปแบบของเงินอุดหนุนที่จะออกแบบมาดังกล่าวว่ามีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะสิ่งที่เกิดจากรูปแบบของเงินอุดหนุนจะมีความเฉพาะตัวตามรูปแบบของเงินอุดหนุนที่ใช้ หากไม่มีความเข้าใจการใช้เงินอุดหนุน  อาจทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่บรรลุเป้าหมาย และอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นอิสระทางการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการใช้เงินอุดหนุนผิดพลาด จะทำให้ไม่มีความแตกต่างในการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบโครงสร้างสัดส่วนของการจัดทำงบประมาณการใช้จ่ายและหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมายของสมาชิกรัฐสภา เรื่อง บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสือสำนักงบประมาณ นร 0704/ว33 ลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เรื่อง หลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12447</id>
		<title>เงินอุดหนุน (Intergovernmental Transfers)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12447"/>
		<updated>2016-07-18T07:41:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินอุดหนุน  หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแหล่งรายได้เสริมที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การจัดสรรเงินอุดหนุนต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสรรเงินอุดหนุนมากกว่าขนาดของเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
เงินอุดหนุนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างชุมชนท้องถิ่น  โดยอยู่บนหลักการสร้างความเป็นธรรมทางการคลังระหว่างพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารจะได้รับบริการขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอและสมฐานะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการและเหตุผลการให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การจัดสรรเงินอุดหนุนมีพื้นฐานมาจากความมีประสิทธิภาพและเสมอภาค โดยระดับของความต้องการเป้าหมายทั้งสองจะแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ค ว า ม ส ม ดุล ใ น แ น ว ตั้ง ( Vertical Balance หรือ Equalization) เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างรายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบกับรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดบริการสาธารณะ  แต่อาจไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะได้ในระดับที่เพียงพอ  จึงแก้ไขด้วยการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการหารายได้มากขึ้น หรือใช้วิธีการถ่ายโอนรายได้ (Revenue Transfers) จากรัฐบาลมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือใช้ทั้งสองวิธีการควบคู่กัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ความสมดุลแนวนอน (Horizontal Balance หรือ Equalization) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความไม่เท่าเทียมกันทางการคลัง (Fiscal Disparities) และความแตกต่างกันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงจะสามารถเก็บภาษีได้มากกว่าและมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า  หากต้องการให้ศักยภาพทางการคลังระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำการปรับฐานการคลังให้สมดุลกันมากขึ้น โดยการใช้เงินอุดหนุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำถาม 3 คำถาม คือ จะโอนอย่างไร (เช่น ใช้ภาษีชนิดใด หรือเงินอุดหนุนประเภทใดบ้าง) บริการใดบ้างที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหรือรับผิดชอบ และจะใช้สูตรใดในการจัดสรรเงินอุดหนุนไปให้ทุกท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ผลกระทบภายนอกหรือผลล้นเกิน (Externalities หรือ Spillover) เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มากกว่าขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เช่น บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่สามารถเข้ามารับบริการร่วมกันกับประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้  การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการสร้างบริการที่มีผลกระทบภายนอกด้านบวกเพิ่มขึ้นจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการใช้จ่ายในด้านเหล่านี้มากขึ้นได้  ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ขนาดของเงินอุดหนุนที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสามารถช่วยชดเชยภาระที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ  และขนาดของการชดเชยต้องมีความพอเหมาะกับผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้รัฐบาลจัดสรรเงินลงไปให้ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือทางการคลังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมรับผิดชอบภารกิจร่วมกันหลายระดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ข้อพิจารณาจากการบริหารจัดการ (Administrative Justifications) โดยปกติรัฐบาลจะมีศักยภาพในการกำหนดและจัดเก็บภาษีมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก  ดังนั้นการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการจัดสรรรายรับในรูปของเงินอุดหนุนจึงมีต้นทุนต่ำกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วภาษีบางชนิด  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและในอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น ภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการ (User Charges) และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รัฐบาลกำหนดหลักการเหตุผลในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลายวัตถุประสงค์และนำไปสู่รูปแบบของการจัดสรรเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของเงินอุดหนุนจำแนกได้ เป็น 2 รูปแบบคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	เงินอุดหนุนแบบทั่วไป (General Grant) มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนดังกล่าว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไปนี้ทำให้มีผลต่อรายได้ (Income Effect) ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการที่จะนำเงินอุดหนุนที่ได้รับไปใช้ในการทำหน้าที่ของตนเองตามที่ตั้งเป้าหมายไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	 เงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ (Specific Grant) เป็นรูปแบบเงินอุดหนุนที่ทำให้ต้นทุนหรือราคาของบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกลง เพราะการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้จะมีการบังคับให้เป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนของการให้บริการสาธารณะที่รัฐบาลต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ดังนั้นการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้  จึงเสมือนเป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนหรือราคา (Price Effect) ของบริการสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วิธีการแบ่งสรรเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากกรอบการจัดสรรเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการแบ่งสรรอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้ส่วนแบ่งภาษี(Share of Revenue Source) แบบเฉพาะการ (Ad Hoc Basis) และแบบชดเชยต้นทุน (Basis of Cost Reimbursement) และตามแนวนอน(Horizontal Dimension) ที่การกระจายเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจใช้วิธีตามแหล่งที่มา (Derivation Basis) ตามสูตรที่กำหนดขึ้นมา (Formula) ชดเชยต้นทุน (Cost reimbursement) หรือ วิธีเฉพาะการ(Ad hoc method)  ทั้งนี้การจะใช้วิธีการรูปแบบใดๆ ของเงินอุดหนุน ทั้งรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการจากรูปแบบของเงินอุดหนุนที่จะออกแบบมาดังกล่าวว่ามีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะสิ่งที่เกิดจากรูปแบบของเงินอุดหนุนจะมีความเฉพาะตัวตามรูปแบบของเงินอุดหนุนที่ใช้ หากไม่มีความเข้าใจการใช้เงินอุดหนุน  อาจทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่บรรลุเป้าหมาย และอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นอิสระทางการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการใช้เงินอุดหนุนผิดพลาด จะทำให้ไม่มีความแตกต่างในการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบโครงสร้างสัดส่วนของการจัดทำงบประมาณการใช้จ่ายและหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมายของสมาชิกรัฐสภา เรื่อง บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนังสือสำนักงบประมาณ นร 0704/ว33 ลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เรื่อง หลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12446</id>
		<title>เงินอุดหนุน (Intergovernmental Transfers)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99_(Intergovernmental_Transfers)&amp;diff=12446"/>
		<updated>2016-07-18T07:37:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;เรียบเรียงโดย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; :  วศิน โกมุท  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย&#039;&#039;&#039; :  วศิน โกมุท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินอุดหนุน  หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแหล่งรายได้เสริมที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การจัดสรรเงินอุดหนุนต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสรรเงินอุดหนุนมากกว่าขนาดของเงินอุดหนุน&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
เงินอุดหนุนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างชุมชนท้องถิ่น  โดยอยู่บนหลักการสร้างความเป็นธรรมทางการคลังระหว่างพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารจะได้รับบริการขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอและสมฐานะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักการและเหตุผลการให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การจัดสรรเงินอุดหนุนมีพื้นฐานมาจากความมีประสิทธิภาพและเสมอภาค โดยระดับของความต้องการเป้าหมายทั้งสองจะแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ  ดังนี้&lt;br /&gt;
1. ค ว า ม ส ม ดุล ใ น แ น ว ตั้ง ( Vertical Balance หรือ Equalization) เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างรายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบกับรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดบริการสาธารณะ  แต่อาจไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะได้ในระดับที่เพียงพอ  จึงแก้ไขด้วยการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการหารายได้มากขึ้น หรือใช้วิธีการถ่ายโอนรายได้ (Revenue Transfers) จากรัฐบาลมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือใช้ทั้งสองวิธีการควบคู่กัน &lt;br /&gt;
2. ความสมดุลแนวนอน (Horizontal Balance หรือ Equalization) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความไม่เท่าเทียมกันทางการคลัง (Fiscal Disparities) และความแตกต่างกันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงจะสามารถเก็บภาษีได้มากกว่าและมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า  หากต้องการให้ศักยภาพทางการคลังระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ก็จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำการปรับฐานการคลังให้สมดุลกันมากขึ้น โดยการใช้เงินอุดหนุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำถาม 3 คำถาม คือ จะโอนอย่างไร (เช่น ใช้ภาษีชนิดใด หรือเงินอุดหนุนประเภทใดบ้าง) บริการใดบ้างที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหรือรับผิดชอบ และจะใช้สูตรใดในการจัดสรรเงินอุดหนุนไปให้ทุกท้องถิ่น&lt;br /&gt;
3. ผลกระทบภายนอกหรือผลล้นเกิน (Externalities หรือ Spillover) เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มากกว่าขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เช่น บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่สามารถเข้ามารับบริการร่วมกันกับประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้  การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการสร้างบริการที่มีผลกระทบภายนอกด้านบวกเพิ่มขึ้นจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการใช้จ่ายในด้านเหล่านี้มากขึ้นได้  ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ขนาดของเงินอุดหนุนที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสามารถช่วยชดเชยภาระที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ  และขนาดของการชดเชยต้องมีความพอเหมาะกับผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้รัฐบาลจัดสรรเงินลงไปให้ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือทางการคลังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมรับผิดชอบภารกิจร่วมกันหลายระดับ&lt;br /&gt;
4. ข้อพิจารณาจากการบริหารจัดการ (Administrative Justifications) โดยปกติรัฐบาลจะมีศักยภาพในการกำหนดและจัดเก็บภาษีมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก  ดังนั้นการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการจัดสรรรายรับในรูปของเงินอุดหนุนจึงมีต้นทุนต่ำกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วภาษีบางชนิด  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและในอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น ภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการ (User Charges) และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รัฐบาลกำหนดหลักการเหตุผลในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลายวัตถุประสงค์และนำไปสู่รูปแบบของการจัดสรรเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของเงินอุดหนุนจำแนกได้ เป็น 2 รูปแบบคือ&lt;br /&gt;
1.	เงินอุดหนุนแบบทั่วไป (General Grant) มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนดังกล่าว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไปนี้ทำให้มีผลต่อรายได้ (Income Effect) ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการที่จะนำเงินอุดหนุนที่ได้รับไปใช้ในการทำหน้าที่ของตนเองตามที่ตั้งเป้าหมายไว้&lt;br /&gt;
2.	 เงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ (Specific Grant) เป็นรูปแบบเงินอุดหนุนที่ทำให้ต้นทุนหรือราคาของบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกลง เพราะการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้จะมีการบังคับให้เป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนของการให้บริการสาธารณะที่รัฐบาลต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ดังนั้นการจัดสรรเงินอุดหนุนประเภทนี้  จึงเสมือนเป็นการจัดสรรเพื่อลดต้นทุนหรือราคา (Price Effect) ของบริการสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วิธีการแบ่งสรรเงินอุดหนุน==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
จากกรอบการจัดสรรเงินอุดหนุนที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการแบ่งสรรอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้ส่วนแบ่งภาษี(Share of Revenue Source) แบบเฉพาะการ (Ad Hoc Basis) และแบบชดเชยต้นทุน (Basis of Cost Reimbursement) และตามแนวนอน(Horizontal Dimension) ที่การกระจายเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจใช้วิธีตามแหล่งที่มา (Derivation Basis) ตามสูตรที่กำหนดขึ้นมา (Formula) ชดเชยต้นทุน (Cost reimbursement) หรือ วิธีเฉพาะการ(Ad hoc method)  ทั้งนี้การจะใช้วิธีการรูปแบบใดๆ ของเงินอุดหนุน ทั้งรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการจากรูปแบบของเงินอุดหนุนที่จะออกแบบมาดังกล่าวว่ามีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะสิ่งที่เกิดจากรูปแบบของเงินอุดหนุนจะมีความเฉพาะตัวตามรูปแบบของเงินอุดหนุนที่ใช้ หากไม่มีความเข้าใจการใช้เงินอุดหนุน  อาจทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่บรรลุเป้าหมาย และอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นอิสระทางการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการใช้เงินอุดหนุนผิดพลาด จะทำให้ไม่มีความแตกต่างในการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบโครงสร้างสัดส่วนของการจัดทำงบประมาณการใช้จ่ายและหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระศักดิ์  เครือเทพ. เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมายของสมาชิกรัฐสภา เรื่อง บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2554.&lt;br /&gt;
สกนธ์  วรัญญูวัฒนา. วิถีใหม่การพัฒนารายรับท้องถิ่นไทย. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2553.&lt;br /&gt;
หนังสือสำนักงบประมาณ นร 0704/ว33 ลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เรื่อง หลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=12444</id>
		<title>ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=12444"/>
		<updated>2016-06-02T08:06:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร.โดม ไกรปกรณ์ 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ดร.โดม ไกรปกรณ์&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความหมายและความเป็นมา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกฎมณเฑียรบาลซึ่งตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1902 ได้กล่าวถึงพิธี “ถือน้ำพระพัท” หรือ “ถือน้ำพระพิพัท” โดยจิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญด้านนิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย ได้ชี้ว่าพิธีนี้เป็นพิธีกระทำสัตย์สาบานของขุนนางว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ โดยพิธีนี้เป็นคติพราหมณ์ที่ราชสำนักอยุธยารับแบบอย่างมาจากราชสำนักเขมรสมัยนครหลวง (พ.ศ. 1445-1975) ดังนั้นคำเรียกชื่อพิธีที่ใกล้เคียงความหมายเดิมของราชสำนักเขมรคือ “ถือน้ำพระพัท” ซึ่งแปลมาจากคำภาษาสันสกฤตที่ราชสำนักเขมรใช้ว่า “พระพัทธประติชญา” (คำสาบาลผูกมัด)&amp;lt;ref&amp;gt;จิตร ภูมิศักดิ์, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2547, หน้า 4-6.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นักวิชาการบางท่านได้อธิบายว่าการประกอบพิธีถือน้ำสาบาลต่อพระมหากษัตริย์ของขุนนางเป็นพิธีที่มีมาก่อนหน้าสมัยอยุธยาแล้ว แต่มีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893-1912) ปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาว่า มีการแต่งลิลิตโองการแช่งน้ำ วรรณคดีที่ใช้เป็นบทสวดในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยา&amp;lt;ref&amp;gt;จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์ว่าในสมัยต้นอยุธยาเรียกชื่อพิธีถือน้ำสาบาลของขุนนางว่า “น้ำพระพัทธ์” ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “น้ำพิพัทธ์” และ “พิพัทธสัตยา”&amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อทำให้พิธีดูศักดิ์สิทธิ์&amp;lt;ref&amp;gt;สุเนตร ชุตินธรานนท์, “ลิลิตโองการแช่งน้ำและพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา,” วารสารธรรมศาสตร์ (ปีที่ 9 ฉบับ 1 กรกฎาคม-กันยายน 2522), หน้า 32. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เช่นเดียวกับมีชื่อพิธีนี้ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยาในสมัยอยุธยา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎมณเฑียรบาลซึ่งตราขึ้นเมื่อพ.ศ. 1902 ระบุว่าพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยากระทำในเดือน 10&amp;lt;ref&amp;gt;กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2537, หน้า 140. &amp;lt;/ref&amp;gt;  สำหรับรายละเอียดของพระราชพิธีนี้ในพระราชกำหนดเก่า กฎหมายที่ใช้ในสมัยอยุธยาได้กล่าวว่า พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการถือน้ำพระพิพัทธสัตยาปีละ 2 ครั้ง คือในพิธีตรุษ (พิธีเฉลิมฉลองสิ้นปี)ครั้งหนึ่ง และในพิธีสารท (พิธีเฉลิมฉลองกลางปี) อีกครั้ง โดยทำพิธี ณ วัดพระศรีสรรเพช ยกเว้นข้าราชการนายส่วยอากรปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ (หัวเมืองฝ่ายเหนือและหัวเมืองปักษ์ใต้) ให้ถือน้ำ ณ วัดอารามที่เคยทำพิธี โดยผู้ขาดพิธีถือน้ำมีโทษเท่ากับกบฏ&amp;lt;ref&amp;gt;กฎหมายตราสามดวง เล่ม 5, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2537, หน้า 180-182. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ที่น่าสนใจคือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยาที่ปฏิบัติกันในสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลางได้มีการเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไป เมื่อถึงสมัยอยุธยาตอนปลายปรากฏว่าพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยาทำทั้งพิธีทางศาสนาพราหมณ์และพิธีทางศาสนาพุทธ&amp;lt;ref&amp;gt;โดม ไกรปกรณ์, “ตำราพระราชพิธีสมัยรัชกาลที่ 4-5 (พ.ศ. 2394-2453,” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2542, หน้า 87. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยาในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรียังคงความเข้มงวดตามแบบแผนพระราชพิธีในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีจดหมายเหตุของชาวต่างชาติระบุว่าในสมัยธนบุรี มิชชันนารีห้ามไม่ให้คนที่เข้ารีตนับถือคริสต์ศาสนาไปเข้าวัดและดื่มน้ำพระพิพัทธ์สัตยา เนื่องจากผิดหลักคริสต์ศาสนา จึงมีขุนนางที่เข้ารีตไม่ไปเข้าพิธีถือน้ำ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทราบเรื่องทรงสั่งให้จับขุนนางเหล่านั้นเข้าคุกและลงโทษเฆี่ยนด้วยหวายคนละ 50 ที ส่วนสังฆราชและบาทหลวงที่ห้ามไม่ให้ขุนนางไทยไปร่วมพิธีถือน้ำนั้นทรงให้คุมตัวมาเข้าเฝ้าเพื่อให้ยอมรับผิดและขอโทษพระเจ้าแผ่นดิน แต่สังฆราชและบาทหลวงขัดขืนจึงถูกลงโทษเฆี่ยนด้วยหวายคนละ 100 ทีพร้อมทั้งจองจำด้วยตรวน ทำให้ขุนนางที่เข้ารีตต้องยอมกลับใจมาถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยา&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” ใน วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), สรรพสาระ ประวัติศาสตร์-มนุษยศาสตร์ เล่ม 2, กรุงเทพฯ: สามลดา, 2550, หน้า137-138. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์ของกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีการถือน้ำพระพิพัทธสัตยาจากที่เคยทำกันมาในสมัยอยุธยา ดังที่พระราชกำหนดใหม่ กฎหมายที่ประกาศใช้ในรัชสมัยนี้แสดงให้เห็นว่า ทรงโปรดให้ไหว้พระรัตนตรัยก่อนพระเชษฐบิดร (รูปเคารพของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา) ส่วนกำหนดการถือน้ำยังคงทำปีละ 2 ครั้งดังเช่นในสมัยอยุธยา&amp;lt;ref&amp;gt;กฎหมายตราสามดวง เล่ม 5, หน้า 353-357. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการถือน้ำพระพิพัทธสัตยาของขุนนางในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้ขุนนางข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามและเปลี่ยนจากการไหว้พระเชษฐบิดรมาถวายบังคมสมเด็จพระปฐมบรมมหาปัยกาธิบดี (พระบรมราชชนกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) แทน&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2516, หน้า 232-233. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนบางส่วนของพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยา โดยทรงโปรดฯให้ลดความเข้มงวดของพิธีถือน้ำสำหรับขุนนางข้าราชการที่นับถือศาสนาอื่น อนุญาตให้ขุนนางเหล่านั้นประกอบพิธีตามศาสนาของตน เช่น เจ้าเมืองแขกที่เป็นประเทศราชสามารถถือน้ำตามศาสนาแขก พวกฝรั่งเข้ารีตให้มีบาทหลวงประกอบพิธีตามแบบฝรั่ง&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2516, หน้า 261-262. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ต่างจากสมัยก่อนหน้าที่ไม่อนุญาตให้ขุนนางที่นับถือศาสนาอื่นทำพิธีถือน้ำตามหลักศาสนาของตน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลหรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธสัตยา เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก ดังเห็นได้จากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนแปลงขั้นตอนของพระราชพิธีถือน้ำโดยพระองค์ทรงเสวยน้ำสาบาลในพระราชพิธีเช่นเดียวกับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการ&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2516, หน้า 256. &amp;lt;/ref&amp;gt;  อันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพระราชดำริเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางข้าราชการจากแบบธรรมเนียมเดิมที่ขุนนางข้าราชการถือน้ำดื่มน้ำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์เพียงฝ่ายเดียว มาเป็นการที่พระมหากษัตริย์ทรงร่วมดื่มน้ำสาบานด้วยเพื่อประกาศพระองค์เป็นพวกเดียวกับขุนนางข้าราชการ&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ในทำนองว่าทั้งขุนนางข้าราชการและพระมหากษัตริย์ต่างจะซื่อตรงต่อกัน เป็นพวกเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการแสดงภาพลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะ “ธรรมราชา” เพื่อความชอบธรรมทางการปกครองของพระองค์&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” หน้า 143. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังทรงวางระเบียบเครื่องทรงของเจ้านายในพระราชพิธีถือน้ำโดยทรงห้ามไม่ให้เจ้านายทรงผ้าที่ไม่มีกรอบมีเชิงแล้วคาดฉลองพระองค์ครุย เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่าการแต่งพระองค์แบบดังกล่าวดูไม่งาม&amp;lt;ref&amp;gt;ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เล่ม 2, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2528, หน้า 216. &amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าพระองค์ได้ทรงริเริ่มเปลี่ยนชื่อเรียกพระราชพิธีถือน้ำสาบาลหรืออย่างน้อยที่สุดก็ทรงบัญญัติชื่อพระราชพิธีขึ้นใหม่มาใช้คู่กับชื่อที่ใช้กันอยู่เดิม ดังเห็นได้จากประกาศวันสวดมนต์พระราชพิธีถือน้ำ ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมมตอมรพันธุ์ฯทรงอธิบายไว้ว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในประกาศมีการกล่าวถึง “ราชพิธีศรีสัจจปานกาล”&amp;lt;ref&amp;gt;พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมมตอมรพันธุ์ฯ, ประกาศการพระราชพิธี เล่ม 1, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2508, หน้า ก, 2. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นที่น่าสังเกตว่า พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยาหรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้มงวดน้อยลงจากยุคก่อนหน้า ดังปรากฏว่าในสมัยนี้ขุนนางข้าราชการที่ขาดถือน้ำมีโทษถูกปรับ ต่างจากยุคก่อนหน้าที่ขุนนางข้าราชการที่ขาดถือน้ำมีโทษเท่ากับกบฏและถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” หน้า 141-142. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แบบแผนการประกอบพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยาหรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มนี้จะได้ปฏิบัติสืบต่อมาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้เพิ่มเติมประเภทการถือน้ำของทหารและที่ปรึกษาราชการโดยทหารต้องถือน้ำทุกเดือน ส่วนที่ปรึกษาราชการต้องถือน้ำพิเศษเมื่อเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, หน้า 228. &amp;lt;/ref&amp;gt;  	นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีการเปลี่ยนชื่อเรียก “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยา” เป็น “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” หรือ “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา” ดังที่จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ชี้ว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเรียกชื่อพิธีอย่างห้วนๆว่า “พิธีถือน้ำพระพัฒ”&amp;lt;ref&amp;gt;จิตร ภูมิศักดิ์, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา, หน้า 6. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ขณะที่พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระราชพิธีสิบสองเดือน” มีการกล่าวถึง “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา”&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, หน้า 223. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อพระราชพิธีนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้อธิบายว่าการเปลี่ยนชื่อเรียก พระราชพิธีจาก “ถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยา” เป็น “ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา” นี้เป็นไปได้ว่าชนชั้นปกครองอยากจะซ่อนเร้นความหมายของคำว่า “พัทธ” ซึ่งหมายถึงการผูกมัด จึงใช้คำว่า “น้ำพระพิพัฒน์สัจจา” ซึ่งหมายถึงน้ำแห่งความสัตย์อันเจริญรุ่งเรือง&amp;lt;ref&amp;gt;จิตร ภูมิศักดิ์, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา, หน้า 6-7. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนวันประกอบพระราชพิธีถือน้ำจากเดิมที่กระทำพิธีกันในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 5 มาเป็นวันที่ 3 เมษายนของทุกๆปี รวมทั้งยกเลิกการพระราชพิธีสารทและการถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาที่กระทำในช่วงกลางปี ดังนั้นจึงเหลือพระราชพิธีถือน้ำประจำปีเพียงปีละ 1 ครั้ง ตลอดจนมีการเพิ่มเติมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของกองเสือป่า หน่วยมหาดเล็กติดอาวุธซึ่งขึ้นตรงต่อพระองค์ แต่ไม่ได้ทำเป็นการประจำ&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” หน้า 148. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยายังคงปฏิบัติมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรให้ยกเลิกการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล เช่นเดียวกับพระราชพิธีอื่นๆ เนื่องจากคณะราษฎรเห็นว่าเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมไม่เสมอภาคกันของคนในสังคม&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” หน้า 148&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยในปี 2512 ได้มีการจัดพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่เรียกว่า “พระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี” เนื่องจากผนวกรวมพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีเข้ากับการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โดยผู้ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพิธีครั้งนี้มีเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;หม่อมหลวงปีย์ มาลากุล, พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พุทธศักราช 2512, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพลโทอ่อง โพธิกนิษฐ ม.ว.ม. ป.ช., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 7 ตุลาคม 2512, หน้า 1. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากการพระราชพิธีเมื่อปี 2512 ได้มีการจัดพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาผนวกกับพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีขึ้นอีก 8 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2516, 2518, 2520, 2522, 2523, 2525, 2533 และ 2549&amp;lt;ref&amp;gt;ธัญญ์พิชา โรจนะ,  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475,” หน้า 150. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2537.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎหมายตราสามดวง เล่ม 5. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2537&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตร ภูมิศักดิ์. โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2516,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดม ไกรปกรณ์. “ตำราพระราชพิธีสมัยรัชกาลที่ 4-5 (พ.ศ. 2394-2453.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธัญญ์พิชา โรจนะ.  “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยากับสังคมไทยจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475.” ใน วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), สรรพสาระ ประวัติศาสตร์-มนุษยศาสตร์ เล่ม 2, หน้า 109-155.กรุงเทพฯ: สามลดา, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2528.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปีย์ มาลากุล, หม่อมหลวง. พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พุทธศักราช 2512. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพลโทอ่อง โพธิกนิษฐ ม.ว.ม. ป.ช., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 7 ตุลาคม 2512.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมมตอมรพันธุ์ฯ,พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระ. ประกาศการพระราชพิธี เล่ม 1. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2508.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุเนตร ชุตินธรานนท์. “ลิลิตโองการแช่งน้ำและพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา,” วารสารธรรมศาสตร์ (ปีที่ 9 ฉบับ 1 (กรกฎาคม-กันยายน 2522): 32-52.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12443</id>
		<title>มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=12443"/>
		<updated>2016-06-02T07:41:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย หรือ “มูลนิธิ กปปส.” เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยแปลงสภาพจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งมีบทบาทเคลื่อนไหวต่อต้าน “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” หรือรู้จักกันในชื่อ “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยและคณะ รวมถึงการต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปลายปี 2556 อันสร้างผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พร้อมกับยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กลุ่ม กปปส. จึงลดบทบาททางการเมืองลงและดำเนินการเคลื่อนไหวในรูปแบบมูลนิธิเพื่อการปฏิรูปประเทศ อันประกอบด้วยสมาชิกที่มาจาก กปปส. เป็นหลัก จึงกล่าวได้ว่ามูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเสมือนมกดกตกทอดทางการเมืองของวิกฤติการเมืองไทยช่วง 2556-2557&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สภาพการณ์วิกฤตการเมืองไทย (2556-2557) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองไทยช่วงปลายปี 2556 ที่ประทุลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งกรณีการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน จนกระทั้งจบลงด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 83 ง, 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 1-2.&amp;lt;/ref&amp;gt;  หนึ่งในตัวแสดงสำคัญทางการเมืองในห้วงวิกฤตการเมืองครั้งนี้ ก็คือ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) เป็นเลขาธิการ ปฏิบัติการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองต่อต้านการกระทำของรัฐบาลและรัฐสภา อันได้แก่ กรณีการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสมาชิกวุฒิสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โครงการจำนำข้าวชาวนา โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ทั้งยังกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภา คัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ด้วยข้อเสนอให้มีการปฏิรูปประเทศ 5 ด้าน ก่อนที่จะให้มีการเลือกตั้งตามปกติ (การรณรงค์ &amp;quot;ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง&amp;quot;)&amp;lt;ref&amp;gt;โปรดดูรายละเอียดข้อเสนอการปฏิรูปใน “สุเทพ เทือกสุบรรณเสนอแผน 1 ปี 5 ปฏิรูป แล้วจัดเลือกตั้ง,” ประชาไท, (17 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.prachatai.com/journal/2013/12/50482&amp;gt;. เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ครั้นเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศยึดอำนาจการปกครองและล้มเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นำพาประเทศให้ตกอยู่ภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2557 เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 84 ง, 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 1. ต่อมาประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้ก็ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 โดยหันไปใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทน&amp;lt;/ref&amp;gt;  และห้ามมิให้ชุมนุมในทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนที่พิเศษ 84 ง, 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 6.&amp;lt;/ref&amp;gt;  กลุ่ม กปปส. ก็ลดบทบาทลงเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การก่อตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการประการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot; “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก (22 กรกฎาคม 2557). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งกำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (แฝดอิน-จัน) เป็นองค์กรหลักในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ระบุให้รับฟังความคิดเห็น ทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณาด้วย (มาตรา 34) กปปส. ในฐานองค์กรก็กลับมามีบทบาทอีกครั้งทว่าปรับแปรงไปสู่รูปแบบมูลนิธิเพื่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งนอกจากจะไม่ขัดกับข้อห้ามการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว ยังมีบทบาทแข็งขันในการนำเสนอประเด็นปฏิรูป 5 ประเด็น ของกลุ่ม กปปส. เมื่อครั้งที่เคยเคลื่อนไหวชุมนุมก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ทั้งนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า &amp;quot;แนวทางการปฏิรูปของ กปปส. ที่ได้กำหนดหัวข้อการปฏิรูปไว้5 ด้านในช่วงการชุมนุม ได้มีการรวบรวมให้เกิดความชัดเจน และเสนอต่อ คสช. ไปแล้วโดยมีการนำไปจัดอยู่ในหัวข้อการปฏิรูปของ คสช. ทั้ง 11 ด้าน ซึ่งแกนนำ กปปส. จะเป็นตัวแทนประชาชนที่จะร่วมสร้างพลังและสานต่อเจตนารมณ์ในการปฏิรูปประเทศให้ประสบผลสำเร็จก่อนตัดสินใจอนาคตทางการเมืองต่อไป&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;กปปส. ร่วมขบวนปฏิรูป,&amp;quot; เดลินิวส์, (1 กันยายน 2557), 2. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนกระทั่ง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป ประเภท ง เล่ม 132 ตอน 16 ปรากฏการจดทะเบียนจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot; โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ขอขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 ด้วยทุนเริ่มแรกเป็นเงินสด 1,000,000 บาท และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 79/46 หมู่บ้านภัทรา ซอยรามคำแหง 76 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot;,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 132 ตอนที่ 16 ง, 19 กุมภาพันธ์ 2558, หน้า 45-46. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งได้จัดงานเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2558 ณ โรงแรมคอนติเนนทัล ราชประสงค์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวย้ำถึงการดำเนินงานภายใต้คำสั่ง คสช. และรัฐบาล ว่า &amp;quot;ถือโอกาสประกาศว่า มูลนิธิ กปปส. จะปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง และให้ความร่วมมือกับ คสช. กับรัฐบาล ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าของประเทศและประชาชน นี่เป็นจุดยืนที่ขอเรียนกับท่านทั้งหลายให้ทราบในเบื้องต้น&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เปิดตัวมูลนิธิ กปปส.&#039;สุเทพ&#039;ลั่น คสช.ต้องดูแล ปท.-ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง,&amp;quot; สำนักข่าวอิศรา, (30 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-news/item/40275-kpps_888888.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ขณะเดียวกันให้ความเชื่อมั่นว่ามูลนิธิมีการดำเนินการที่โปร่งใส่สามารถตรวจสอบที่มาของเงินได้ เพราะเป็นเงินที่มาจากประชาชนผู้รักชาติอันปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มการเมืองและต่างชาติ แต่หากเกิดกรณีที่ต่างประเทศ หรือองค์กรต่างๆ เข้าใจสภาพของประเทศไทยเบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงก็พร้อมที่จะส่งตัวแทนไปอธิบายทำความเข้าใจกับภาครัฐและสื่อมวลชนของประเทศนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;สุเทพ เปิดตัวมูลนิธิ-ลั่นหนุนคสช.,&amp;quot; ผู้จัดการรายวัน, (31 กรกฎาคม 2558), 11. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
== วัตถุประสงค์มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก่อตั้งขึ้นในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อกลุ่มการเมืองทุกฟากฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการดำเนินการทางการเมืองนั้นเป็นไปในทิศทางที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของ คสช. อย่างเปิดเผย ซึ่งส่งผลให้ถูกจับตามองจากฝ่ายความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มก่อตั้งมูลนิธิก็ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญกว้างๆ ไว้ 4 ประการ&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot;,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 132 ตอนที่ 16 ง, 19 กุมภาพันธ์ 2558, หน้า 45-46. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.	เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการศึกษา วิจัย สัมมนา ประชุม หรือการระดมและรวบรวมความรู้และหรือความคิดเห็นในรูปแบบใดๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทย ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เกี่ยวกับอนาคตของประเทศในทุกๆ ด้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	ติดตามศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ตลอดจนรายงานข้อมูลและสถานะของประเทศเป็นระยะๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.	ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.	ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความเป็นกลางโดยไม่ให้การสนับสนุนด้านการเงินหรือทรัพย์สินแก่นักการเมือง หรือพรรคการเมืองใด&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะกรรมการดำเนินงาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการภายหลังมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินงานมูลนิธิ ประกอบด้วยบุคคล&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot;,&amp;quot; ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 132 ตอนที่ 16 ง, 19 กุมภาพันธ์ 2558, หน้า 45-46. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 		ประธานกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 	        รองประธานกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวิทยา แก้วภราดัย 		        รองประธานกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายอิสสระ สมชัย 		        รองประธานกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายถาวร เสนเนียม 		        รองประธานกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายชุมพล จุลใส 		                กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ 		        กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 		กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสกลธี ภัททิยกุล 		        กรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ 		กรรมการและเหรัญญิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 		        กรรมการและเลขานุการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร 	        กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับคณะกรรมการดำเนินงานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ทั้ง 12 ราย ล้วนแล้วแต่เคยเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นทางการเมืองในขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ระหว่างช่วงปลายปี 2556 ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง โดยเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) รองหัวหน้าพรรค (นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอิสสระ สมชัย, นายถาวร เสนเนียม และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์) กรรมการบริหารพรรค (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตผู้สมัครในนามพรรค (นายชุมพล จุลใส, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นายสกลธี ภัททิยกุล, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนางสาวจิตภัสร์ กฤดากร)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== นัยสำคัญต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปรับแปลงบทบาททางการเมืองของกลุ่ม กปปส. จากขบวนการเคลื่อนไหวชุมนุมบนท้องถนนต่อต้านรัฐบาลมาสู่การจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot; อันมีวัตถุประสงค์การดำเนินการปฏิรูปประเทศนั้น สอดคล้องกับเจตนารมณ์และนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการให้กลุ่มการเมืองต่างๆ (ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง พรรคการเมืองและบุคคลทางการเมือง) ลดระดับและชะลอบทบาททางการเมืองลงเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดมีขึ้นในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กลุ่ม กปปส. ประกอบกันขึ้นจากการรวมตัวกันของหลายภาคส่วนสังคมอันมีจุดมุ่งหมาย อุดมการณ์ และผลประโยชน์แตกต่างกัน หากแต่มีจุดร่วมกันเพื่อต่อต้าน &amp;quot;พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง&amp;quot; และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ กลับมีคณะกรรมการดำเนินงานจำกัดวงอยู่เฉพาะอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 12 คนเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าภายหลังจะมีคณะทำงานและที่ปรึกษา ตลอดจนเปิดรับการบริจาคจากใครก็ตามที่นิยามตนว่าเป็น &amp;quot;ผู้รักชาติ&amp;quot; แต่การจัดตั้งมูลนิธิถือกำเนิดขึ้นในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้สงบราบคาบจากคำสั่ง ประกาศ และบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ อันส่งผลให้เหตุการณ์คลี่คลายตัวลงไม่มากก็น้อย ข้อเสนอแนวทางของมูลนิธิจึงไม่เปิดโอกาสให้ความเห็นที่แตกต่างห่างเหินจากความปรารถนาของผู้อยู่ในอำนาจ ดังที่ปรากฏความขัดแย้งระหว่างนายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษามูลนิธิ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ ในกรณีที่ฝ่ายแรกไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดที่มี ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน โดยเฉพาะกรณีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งมีลักษณะบริหารแบบ &amp;quot;รัฐซ้อนรัฐ&amp;quot; หรือ &amp;quot;อภิรัฐบาล&amp;quot; จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาฝ่ายการต่างประเทศของมูลนิธิ&amp;lt;ref&amp;gt;“มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ระส่ำ &#039;กษิต&#039; แยกทาง สุเทพ หลังมองต่างมุม คปป.,” ไทยรัฐออนไลน์, (23 กันยายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/527304&amp;gt;. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะบรรลุสัมฤทธิ์ผลได้ก็แต่โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากเพียงพอเท่านั้น แต่ก็ปรากฏชัดว่าประชาชนที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ก็ลดความสนใจทางการเมืองลงอย่างเห็นได้ชัด มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จึงอาจกลายเป็นเพียงองค์กรที่รอพักฟื้นการคืนตัวของนักการเมืองชั้นนำหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงจากอำนาจอีกองค์กรหนึ่งก็เป็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กปปส. ร่วมขบวนปฏิรูป.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์.&#039;&#039;&#039; (1 กันยายน 2557), 2.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา.&#039;&#039;&#039; เล่ม 131 ตอนพิเศษ 83 ง. 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 1-2.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2557 เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร.&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา.&#039;&#039;&#039; เล่ม 131 ตอนพิเศษ 84 ง. 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 1.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 131 ตอนที่พิเศษ 84 ง. 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 6.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้ง &amp;quot;มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย&amp;quot;.&amp;quot;&#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา.&#039;&#039;&#039; เล่ม 132 ตอนที่ 16 ง. 19 กุมภาพันธ์ 2558, หน้า 45-46.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เปิดตัวมูลนิธิ กปปส.&#039;สุเทพ&#039;ลั่น คสช.ต้องดูแล ปท.-ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง.&amp;quot; สำนักข่าวอิศรา. (30 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-news/item/40275-kpps_888888.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ระส่ำ &#039;กษิต&#039; แยกทาง สุเทพ หลังมองต่างมุม คปป..” &#039;&#039;&#039;ไทยรัฐออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (23 กันยายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/527304&amp;gt;. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557.” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก (22 กรกฎาคม 2557).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สุเทพ เทือกสุบรรณเสนอแผน 1 ปี 5 ปฏิรูป แล้วจัดเลือกตั้ง.” &#039;&#039;&#039;ประชาไท.&#039;&#039;&#039; (17 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.prachatai.com/journal/2013/12/50482&amp;gt;. เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สุเทพ เปิดตัวมูลนิธิ-ลั่นหนุนคสช..&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการรายวัน.&#039;&#039;&#039; (31 กรกฎาคม 2558), 11.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E2%80%9D&amp;diff=12442</id>
		<title>รายการ “เดินหน้าปฏิรูป”</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E2%80%9D&amp;diff=12442"/>
		<updated>2016-06-02T07:21:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายการ “เดินหน้าปฏิรูป” เป็นรายการที่เกิดขึ้นจากแนวนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเพิ่มช่องทางการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ โดยจัดทำในลักษณะเวทีสาธารณะผ่านช่องทางสื่อสารมวลชน ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์ของภาครัฐ คือ ผ่านช่องทางการออกอากาศหลักทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ออกอากาศย้อนหลังทางสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ (http://thainews.prd.go.th) จากนั้นนำบันทึกเทปรายการออกอากาศตามช่องทางสื่อสารอื่นๆ เช่น YouTube และเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ทั้งนี้ พันเอก วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ กล่าวว่า รายการเดินหน้าปฏิรูปถือเป็นการเพิ่มช่องทางเพื่อการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นปฏิรูปกับผู้แทนของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อประโยชน์ต่อการเดินหน้าประเทศในอนาคต&amp;lt;ref&amp;gt;“คสช.เปิดรายการทีวีใหม่เดินหน้าปฏิรูป,” โพสต์ทูเดย์ออนไลน์, (8 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.posttoday.com/politic/375106&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== “รายการเดินหน้าปฏิรูป” กับการปฏิรูปประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายการเดินหน้าปฏิรูป ออกอากาศตอนแรกในวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 เวลา 21.00 - 21.55 นาฬิกา ในชื่อตอน “ปัญหาเศรษฐกิจและแนวทางการปฏิรูป” วันแรกของการเปิดตัวรายการได้เชิญ นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมสนทนาในรายการเดินหน้าปฏิรูป และร่วมนำเสนออภิปรายในประเด็นปัญหาเศรษฐกิจและแนวทางการปฏิรูป โดยมีนายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับรูปแบบและการนำเสนอของรายการ ส่วนใหญ่จะเป็นการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ นักวิชาการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตนักการเมือง มาร่วมกันสนทนาและอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป เช่น การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านการศึกษา การปฏิรูปด้านพลังงาน เป็นต้น ตัวอย่างชื่อตอน ประเด็นการนำเสนอ และแขกรับเชิญ ที่มีการออกอากาศไปแล้ว&amp;lt;ref&amp;gt;“รายการเดินหน้าปฏิรูป,” สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://nwnt.prd.go.th/centerweb/VOD/VODList?VN01_CatID=26&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	&#039;&#039;&#039;“ปัญหาการศึกษาและทิศทางการปฏิรูป”&#039;&#039;&#039; ออกอากาศเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 มีแขกรับเชิญ คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.อมรวิชช์ &lt;br /&gt;
นาครทรรพ โฆษกกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	&#039;&#039;&#039;“เศรษฐกิจไทยกับสงครามการค้าโลก ไทยจะก้าวเดินอย่างไร”&#039;&#039;&#039; ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 แขกรับเชิญ คือ ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศาสตราจารย์ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	&#039;&#039;&#039;“ปฏิรูปพลังงาน ประชาชนได้อะไร”&#039;&#039;&#039; ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 มีแขกรับเชิญ คือ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้แทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และนายวิบูลย์ คูหิรัญ ประธานที่ปรึกษากรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ร่วมเสนอแนวทาง รูปแบบการปฏิรูปพลังงานและแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อแนวทางที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	&#039;&#039;&#039;“เสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างไร ให้ถึงประชาชน”&#039;&#039;&#039; ออกอากาศเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 แขกรับเชิญ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)	&#039;&#039;&#039;“การบังคับใช้กฎหมาย ทำอย่างไรจะได้ผล”&#039;&#039;&#039; ออกอากาศเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ผู้ร่วมสนทนาในรายการ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.โภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีหลายรัฐบาล&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== “รายการเดินหน้าปฏิรูป”  กับช่องทางเพื่อรับฟังความคิดเห็นของ คสช. ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่า “รายการเดินหน้าปฏิรูป” จะเป็นเวทีสาธารณะซึ่งระดมความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารายการดังกล่าวเป็นช่องทางนำเสนอประเด็นทางการเมืองของ คสช. เท่านั้น เพราะประเด็นการอภิปรายและผู้เข้าร่วมการสนทนาจะผ่านการคัดกรองจาก คสช. มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าหลายตอนที่ออกอากาศจะเชิญนักการเมืองคนสำคัญที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงศ์เทพ &lt;br /&gt;
เทพกาญจน และอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาร่วมรายการ เพื่อให้สังคมเห็นว่า คสช. ไม่ได้ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แต่ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า “รายการเดินหน้าปฏิรูป” มีเป้าหมายที่แท้จริงนอกเหนือไปจากการรับฟังความคิดเห็น แต่อาจเป็นเพียงช่องทางบรรเทาภาวะแรงกดดันทางการเมือง หรือเป็นเพียงช่องทางการสื่อสารทางการเมืองของ คสช. เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอีกช่องทางหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม กระแสเสียงของสังคมไทยได้เรียกร้องให้มีการเชิญ อดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกรายการเดินหน้าปฏิรูปร่วมกันเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น โดย พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติเปิดเผยว่ามีการเตรียมการเชิญอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมพูดคุยกันในรายการหน้าปฏิรูปทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อระดมความคิดเห็นพร้อมกับประธานคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านต่างๆ ร่วมด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;“เล็งเชิญมาร์ค-ปูออกทีวีปรองดอง,” โพสต์ทูเดย์, (8 กรกฎาคม 2558), A5. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ทว่าหลังจากนั้น พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ก็ออกมากล่าวว่าทางศูนย์ปรองดองฯ มีความตั้งใจจะเชิญอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาร่วมระดมความคิดเพื่อสร้างความปรองดองสู่การปฏิรูปประเทศ แต่หากได้รับการตอบรับที่ดีจากหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะมาให้ความร่วมมือสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่น่ายินดี เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้กล่าวสนับสนุนการเชิญอดีตรัฐมนตรีเข้าร่วมรายการ โดยสนับสนุนว่าหากทั้งสองฝ่ายตอบรับคำเชิญจะถือเป็นนิมิตหมายที่ดี  เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยและ ขยายการแลกเปลี่ยนในวงกว้างมากยิ่งขึ้นไป&amp;lt;ref&amp;gt;“เอนก”เชียร์”มาร์ค-ปู”ออกรายการเดินหน้าปฏิรูป,” เดลินิวส์ออนไลน์, (9 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/politics/333717&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt;  อย่างไรก็ตาม การดำเนินรายการเดินหน้าปฏิรูปมีแต่เพียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นที่ได้ร่วมออกรายการวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558 ในหัวข้อปัญหาในระบบราชการไทย&amp;lt;ref&amp;gt;“ศปป.ไม่กดดัน’ยิ่งลักษณ์’ออกรายการเดินหน้าปฏิรูป,” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, (13 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/mobile/view/news/655803&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
== บทบาทเชิงรุกของ คสช. : นัยยะต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้การดำเนินการปฏิรูปการเมืองและสังคมตาม “Road Map ประชาธิปไตย” ที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้นั้น ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือเพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นองค์กรเจ้าภาพที่มีความสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตการณ์และความผันผวนทางการเมืองในห้วงปัจจุบันนั้น สิ่งที่จะละเลยเสียไม่ได้สำหรับผู้กุมอำนาจการปกครอง ก็คือ การสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคม ดังนั้น การประชาสัมพันธ์นโยบายและผลงานของรัฐบาลผ่านช่องทางสื่อสารที่หลากหลายจึงเป็นบทบาทเชิงรุกประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังสะท้อนได้จาก “รายการคืนความสุขให้คนในชาติ” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในทุกคืนวันศุกร์ นอกจากนี้ “รายการเดินหน้าปฏิรูป” ยังถือเป็นการดำเนินนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นรายการที่พยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งที่จะต้องพิจารณากันต่อไปคือ การเน้นนโยบายเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ของคณะรัฐบาลและคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาตินั้นจะสามารถนำไปสู่สัมฤทธิ์ผลในเชิงปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญ ก็คือ การปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของคณะผู้ถือครองอำนาจหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จะสามารถนำพาสังคมการเมืองไทยก้าวพ้นจากปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คสช.เปิดรายการทีวีใหม่เดินหน้าปฏิรูป.”&#039;&#039;&#039; โพสต์ทูเดย์ออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (8 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.posttoday.com/politic/375106&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายการเดินหน้าปฏิรูป.” &#039;&#039;&#039;สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์.&#039;&#039;&#039; เข้าถึงจาก &amp;lt;http://nwnt.prd.go.th/centerweb/VOD/VODList?VN01_CatID=26&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เล็งเชิญมาร์ค-ปูออกทีวีปรองดอง.” &#039;&#039;&#039;โพสต์ทูเดย์.&#039;&#039;&#039; (8 กรกฎาคม 2558), A5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ศปป.ไม่กดดัน’ยิ่งลักษณ์’ออกรายการเดินหน้าปฏิรูป.” &#039;&#039;&#039;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (13 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/mobile/view/news/655803&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอนก”เชียร์”มาร์ค-ปู”ออกรายการเดินหน้าปฏิรูป.” &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์ออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (9 กรกฎาคม 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/politics/333717&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A_(%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%99)&amp;diff=12441</id>
		<title>กิจกรรมกินแซนด์วิช (หน้าสยามพารากอน)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A_(%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%99)&amp;diff=12441"/>
		<updated>2016-05-31T08:54:35Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมกินแซนด์วิช (หน้าสยามพารากอน) เป็นวลีที่อธิบายถึงกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองของศูนย์นิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมผ่านสังคมออนไลน์ ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ไม่มีอะไรมว๊าก แค่อยากกินแซนวิช”&amp;lt;ref&amp;gt;คำว่า “มว๊าก” เป็นคำสแลง (slang) ที่มาจากคำว่า “มาก” ซึ่งเป็นที่นิยมสื่อสารกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่นในสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ตัวอย่างคำในลักษณะดังกล่าว เช่น “อร่อยมว๊าก” “ร้อนมว๊าก” “รักกันมว๊าก” เป็นต้น&amp;lt;/ref&amp;gt;   ณ ลานน้ำพุพารากอน ในวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2557 เมื่อถึงเวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา จึงปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าควบคุมตัวสมาชิก ศนปท. 6 คน ภายในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน จนส่งผลให้การจัดกิจกรรมต้องถูกยกเลิกไป อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏการแสดงออกทางการเมืองของตัวบุคคลในบริเวณม้านั่งทางเข้าห้างพารากอน ด้วยการหยิบแซนด์วิชขึ้นมากิน พร้อมกับอ่านวรรณกรรม 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell, 1903-1950)&amp;lt;ref&amp;gt;โปรดดู จอร์จ ออร์เวลล์, 1984, แปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทองและอำนวยชัย ปฏิพัทธ์พงศ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2555). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดเพลงชาติฝรั่งเศส ท่ามกลางผู้สื่อข่าวที่มารุมล้อมจำนวนมากและมีตำรวจยืนห้อมล้อมอยู่ด้านนอก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบได้เข้ามาควบคุมตัวบุคคลดังกล่าว การกระทำระหว่างบุคคลที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้ห้วงเวลาของกิจกรรมกินแซนด์วิช (หน้าสยามพารากอน) ได้ส่งผลให้เกิดข้อเขียน ภาพและวีดีทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แพร่หลายออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นที่ข่าวหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== แซนด์วิช: จาก “อาหาร” สู่ “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพิจารณาในแง่ความหมายของคำตามพจนานุกรม Oxford Dictionary ได้ให้ความหมายของแซนด์วิชไว้ว่า “รายการของอาหารที่ประกอบไปด้วยขนมปังสองชิ้น บรรจุระหว่างขนมปัง ใช้กินเป็นมื้อเบาๆ” อันเป็นอาหารที่ถูกเรียกตามชื่อของเอิร์ลแห่งแซนวิชที่ 4 (4th Earl of Sandwich, 1718-1792) ซึ่งเป็นขุนนางอังกฤษราวกลางศตวรรษที่ 18 ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกจนกระทั่งพบกับการทำขนมปังพิต้า คานาเป้ขนาดเล็กและแซนด์วิชของชาวกรีกและชาวเติร์ก จึงได้คัดลอกแนวคิดกรรมวิธีการทำอาหารประเภทนี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอาหารที่มีชื่อว่าแซนด์วิชก็ได้แพร่กระจายจนกลายเป็นอาหารที่สามารถพบเห็นได้ในระดับนานาชาติ&amp;lt;ref&amp;gt;Solomon H. Katz and William Woys Weaver (editors), Encyclopedia of Food and Culture, (New York: Charles Scribner’s Sons, 2003). &amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนั้นแล้วแซนด์วิชยังกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่แพร่หลายระดับนานาชาติในเวลาต่อมา ทั้งนี้ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า “แซนด์วิช” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เริ่มต้นจากการใช้ “แซนด์วิช” เป็นสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านการแต่งงานของกลุ่มคนรักร่วมเพศในอเมริกา โดยเจ้าของร้าน Chick-fill-A  มีสาขามากกว่าหนึ่งพันหกร้อยสาขา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบรรดาลูกค้าที่มีจุดทางการเมืองร่วมกัน ต่อมาในปี 2013 ก็ปรากฏการใช้ “แซนด์วิช” เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในออสเตรเลีย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีหญิง จูเลีย กิลลาร์ด (Julia Gillard) ที่มักถูกโจมตีในประเด็นผลงานรัฐบาล หนึ่งในการรณรงค์ต่อต้านทางการเมือง ก็คือ การขว้างปาแซนด์วิชใส่นายกรัฐมนตรี 2 ครั้งจนกระทั่งถูกมองว่าเป็นการเหยียดเพศไปโดยปริยาย และในปี 2014 เมื่อเอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ผู้นำฝ่ายค้านแห่งพรรคแรงงานอังกฤษเกิดอาการกระอักกระอวนในการกินแซนด์วิชต่อหน้ากรรมกรอันเป็นฐานเสียงสนับสนุนของพรรคและกลายเป็นภาพข่าวที่แพร่หลายเกิดกระแสเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเด็นเรื่องชนชั้น&amp;lt;ref&amp;gt;พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, “ประวัติศาสตร์และการเมืองเรื่องแซนด์วิช (ทั่วโลก),” มติชน, (1 กรกฎาคม 2557), 20. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== “แซนด์วิช” กับสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารในการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้แซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองไม่เพียงปรากฏให้เห็นเด่นชัดในประเทศโลกที่หนึ่งผ่านประเด็นเรื่องเพศที่สาม เพศหญิง และชนชั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ ตามลำดับเท่านั้น หากแต่สังคมการเมืองไทยก็ฉวยใช้แซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในการต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวคณะด้วยเช่นกัน กิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่ริเริ่มโดยศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) มีแนวคิดที่จะจัดกิจกรรมขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชื่อกิจกรรม &#039;&#039;&#039;“ปิคนิคใต้ร่มนนทรี อ่านบทกวี ฉายหนัง รัฐประหาร”&#039;&#039;&#039; ในรูปแบบปิคนิคและมีการเตรียมแจกแซนด์วิชให้เข้ากับบรรยากาศของกิจกรรม กระนั้นก็ตาม ก็ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเข้าสอดส่องและควบคุมพื้นที่จึงไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ ส่งผลให้กลุ่มผู้จัดงานออกมายืนรับประทานแซนด์วิช พร้อมทั้งแจกจ่ายแซนด์วิชให้กับผู้สัญจรไปมา นักศึกษากลุ่มดังกล่าวท้าทายต่อเจ้าหน้าที่ด้วยการถามว่าการยืนรับประทานแซนด์วิชผิดกฎหมายอย่างไร และกล่าวว่า “ดีจังแค่ยืนทานแซนด์วิชก็ดัง อยากให้สื่อมวลชนเป็นพยานหากจะถูกจับจะให้ผิดข้อหายืนทานแซนด์วิช งั้นการออกไปทานข้าวที่ไหนๆ ก็ต้องถูกจับด้วยแล้ว”&amp;lt;ref&amp;gt;“เจ้าหน้าที่ระดมกำลัง 350 นาย รับมือนักศึกษาจัดกิจกรรมทาน-แจกแซนด์วิช ที่ ม.เกษตรฯ,” มติชนออนไลน์, (6 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402053975&amp;gt;. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  จากประโยคนี้เองที่สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น มติชนออนไลน์ พาดหัวข่าวว่า &#039;&#039;&#039;“เจ้าหน้าที่ระดมกำลัง 350 นาย รับมือนักศึกษาจัดกิจกรรมทาน-แจกแซนด์วิช ที่ ม.เกษตรฯ”&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt; “เจ้าหน้าที่ระดมกำลัง 350 นาย รับมือนักศึกษาจัดกิจกรรมทาน-แจกแซนด์วิช ที่ม.เกษตรฯ,” มติชนออนไลน์, (6 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402053975&amp;gt;. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  เช่นเดียวกับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ลงข่าวหน้า 1 ความว่า &#039;&#039;&#039;“มีแต่กินแซนด์วิช ไม่พูดการเมือง! เพจใหม่ท้าคสช. มาแทน-ลายจุด”&#039;&#039;&#039; พร้อมๆ กับภาพของนักศึกษาที่กำลังกินแซนด์วิช&amp;lt;ref&amp;gt;“มีแต่กินแซนด์วิช ไม่พูดการเมือง! เพจใหม่ท้าคสช. มาแทน-ลายจุด,” ไทยรัฐ, (7 มิถุนายน 2557), 1. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การใช้แซนด์วิชเป็นสื่อสัญลักษณ์ทางการเมืองในกิจกรรมครั้งนี้ ก็ไม่ได้เป็นเจตนาของกลุ่มผู้จัดงานตั้งแต่ต้นหากแต่เป็นปรากฏการณ์คลี่คลายมาจากเงื่อนไขอื่น นักศึกษาในกลุ่มศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) มี่มี่ (นามสมติ) ให้สัมภาษณ์ว่า “การที่พวกเราแจกแซนด์วิชที่เตรียมไว้ในวันนั้นนักข่าวก็ได้นำไปเขียนข่าวทำนองว่าเป็นแซนด์วิชต้านรัฐประหาร ก็เลยเป็นสัญลักษณ์ของการต้านรัฐประหารไป และเจ้าหน้าที่ก็ออกมากล่าวถึงกรณีนี้อีก กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สร้างขึ้นมา ซึ่งตัวพวกตนเองก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ต้านรัฐประหารตั้งแต่ต้น” เช่นเดียวกับ ลูกเกด (นามสมมติ) ที่เปิดเผยว่า “ไม่ได้คิดตั้งแต่ต้นว่าจะใช้แซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ของการต้านรัฐประหาร เพราะมันไม่สามารถหาความเชื่อมโยงอะไรได้เลย เป็นเพียงอาหารที่สามารถกินง่าย ถ้าวันนั้นเตรียมข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต้านรัฐประหารไปเหมือนกัน แต่ที่เป็นสัญลักษณ์ต้านรัฐประหาร เพราะส่วนหนึ่งมีนายตำรวจผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาพูดประมาณว่าการกินแซนด์วิชก็เข้าข่ายผิดกฎหมายแล้ว ทำให้สังคมตั้งคำถามแล้วว่าทำไมแค่การกินแซนด์วิช ในสถานการณ์ปกติสามารถทำได้ แต่ตอนนี้กลับจะกลายเป็นเรื่องผิด”&amp;lt;ref&amp;gt;“ทำไมแซนด์วิชมีสรรพคุณต้านรัฐประหาร?  คุยกับนักศึกษาขอพื้นที่ให้สปิริต ปชต.,” ประชาไท, (6 กรกฎาคม 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://prachatai3.com/journal/2014/07/54444&amp;gt;. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;   จากคำกล่าวของนักจัดกิจกรรมทั้งสองจึงทำให้เห็นภาพของแซนด์วิชที่ถือกำเนิดกลายเป็นสัญลักษณ์จากฟากฝั่งของสื่อมวลชนและและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังนั้น “แซนด์วิช” ก็กลายเป็นกระแสสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกรับรู้กันอย่างกว้างขวางในทางสังคมและใช้ต่อต้านรัฐประหารอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในวันที่ 8 มิถุนายน 2557 ในชื่อ &#039;&#039;&#039;“ปิกนิกสนามหลวง คืนความสุขให้คนไทย”&#039;&#039;&#039; ต่อมาในวันที่ 22 มิถุนายน 2557 ได้มีกิจกรรม &#039;&#039;&#039;“ไม่มีอะไรมว๊าก แค่อยากกินแซนวิช”&#039;&#039;&#039; ณ ลานน้ำพุ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้แซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทั้งสิ้น จนกระทั่งในเวลาต่อมา ผู้ที่แสดงออกทางการเมืองผ่านการกินแซนด์วิชจะถูกควบคุมตัว&amp;lt;ref&amp;gt;“ตร.ล็อก 9 นศ. กินแซนด์วิช,” ข่าวสด, (23 มิถุนายน 2557), 15. &amp;lt;/ref&amp;gt;  อันก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้มาตรการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวยังถือเป็นการควบคุมตัวนักศึกษาที่มีการนัดรวมตัวกันภายใต้การมีแซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ปฏิกิริยาจากสังคม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้แซนด์วิชเป็นสื่อสัญลักษณ์ทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารสร้างผลอันเป็นปฏิกิริยาจากสังคมในภาคส่วนต่างๆ แตกต่างกันออกไป อาทิความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารกับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารกับเจ้าหน้าที่รัฐบนพื้นที่สาธารณะแล้วก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้ก่อนกิจกรรมที่นักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันกินแซนด์วิช รอบพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 7 มิถุนายน 2557 พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตำแหน่งในขณะนั้น) จะแถลงว่าไม่อาจห้ามกลุ่มนักศึกษาที่ออกมารับประทานแซนด์วิชได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาและวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม เพราะหากการกระทำนั้นเข้าข่ายหรือทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการควบคุมตัวทันที&amp;lt;ref&amp;gt; “ตร.เตรียมแผนรับมือม็อบต่อต้าน เร่งเตือนสติอย่าให้ต่างชาติทำลาย,” แนวหน้าออนไลน์, (7 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/107033&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ในทางกลับกันเมื่อถึงวันกิจกรรม เจ้าหน้าที่รัฐได้มีการจัดกำลังตำรวจ ทหาร และเทศกิจ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปภายในพื้นที่สนามหลวง&amp;lt;ref&amp;gt; “นศ.-ปชช.รวมตัวกินแซนวิชต้านรัฐประหารหน้ามธ.,” เดลินิวส์ออนไลน์, (8 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/crime/243469&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2557 พลตำรวจตรีอำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา ช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ขณะนี้มีกฎหมายห้ามมิให้ชุมนุมในทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งกรณีนัดกันไปทำกิจกรรม เช่น กินแซนด์วิชร่วมกันหรืออ่านหนังสือบนรถไฟฟ้านั้นก็ยังไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ตราบใดที่ไม่แสดงออกด้วยวาจา หรือโดยประการอื่นๆ ที่โน้มเอียงไปในทางการชุมนุมทางการเมืองร่วมกัน&amp;lt;ref&amp;gt; “ตำรวจย้ำชุมนุมทางการเมือง ผิดกฎหมาย,” Nation TV, (18 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378411792&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; ขณะที่กิจกรรม “ไม่มีอะไรมว๊าก แค่อยากกินแซนวิช” ที่มีการควบคุมตัวบุคคลที่กินแซนด์วิช และอ่านหนังสือ 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็ได้สร้างกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมและสื่อนานาชาติ เช่น องค์การนิรโทษกรรมสากล ซึ่งมองว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลใช้การปราบปรามการอ่านหนังสือและกินแซนด์วิชบนพื้นที่สาธารณะ&amp;lt;ref&amp;gt; “Sandwich eating and 1984: 8 things that can get you arrested in Thailand,” Telegraph, (11 September 2014). Available &amp;lt;http://www.telegraph.co.uk/travel/destinations/asia/thailand/11090565/Sandwich-eating-and-1984-8-things-that-can-get-you-arrested-in-Thailand.html&amp;gt;. February 3, 2016. &amp;lt;/ref&amp;gt;  จนในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการออกแถลงการณ์ผ่อนปรนต่อการจัดกิจกรรมที่มีแซนด์วิชเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ดังเห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ที่กล่าวถึงกลุ่มต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ด้วยการนั่งกินแซนด์วิช อ่านหนังสือ ว่าทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ฝากให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจหามาตรการดำเนินการที่เหมาะสมเพราะอยู่ท่ามกลางสาธารณชน จึงอาจพิจารณาบันทึกภาพไว้ก่อน แล้วค่อยมาดำเนินการในภายหลัง&amp;lt;ref&amp;gt; “คสช.สั่งผ่อนปรนกินแซนด์วิชต้านรัฐประหาร,” เดลินิวส์ออนไลน์, (23 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/politics/247134&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;นอกเหนือจากคู่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารกับเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว ยังมีคู่ความสัมพันธ์อื่นที่ใช้แซนด์วิชเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์อีกด้วย กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายแซนด์วิชกับผู้บริโภคแซนด์วิชกลับไม่ได้รับผลกระทบจากการที่แซนด์วิชกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด&amp;lt;ref&amp;gt; “เมื่อการกินเเซนด์วิชกลายเป็น “สัญลักษณ์” ทางการเมือง,” เดลินิวส์ออนไลน์, (30 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/article/248521&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== นัยสำคัญต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมกินแซนด์วิช (หน้าสยามพารากอน) ได้แสดงให้เห็นถึงแรงต้านทานของนักศึกษาและประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ตอบโต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม การแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษาก็ไม่ได้ยึดถือรูปแบบการกินแซนด์วิชเป็นสื่อสัญลักษณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่วิวัฒน์พัฒนาปรับแปรไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น “การชูสามนิ้ว” หรือ “การอ่านหนังสือ 1984” ภายใต้การประกาศห้ามชุมนุมทางการเมือง ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;lt;ref&amp;gt; “ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 131 ตอนที่พิเศษ 84 ง, 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 6. &amp;lt;/ref&amp;gt; อันสอดรับกับ “Road Map ประชาธิปไตย” ระยะแรกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องการควบคุมสถานการณ์จากทุกกลุ่มก้อนทางการเมืองให้เกิดเสถียรภาพอย่างเข้มข้น แตกต่างจากบรรยากาศทางการเมืองในยุคการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เปิดกว้างให้มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลและการรัฐประหารมากกว่าการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง  ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“Sandwich eating and 1984: 8 things that can get you arrested in Thailand.” Telegraph. (11 September 2014). Available &amp;lt;http://www.telegraph.co.uk/travel/destinations/asia/thailand/11090565/Sandwich-eating-and-1984-8-things-that-can-get-you-arrested-in-Thailand.html&amp;gt;. Accessed &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
February &lt;br /&gt;
3, 2016.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Solomon H. Katz and William Woys Weaver. Editors. (2003). Encyclopedia of Food and Culture. New York: Charles Scribner’s Sons&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คสช.สั่งผ่อนปรนกินแซนด์วิชต้านรัฐประหาร.” เดลินิวส์ออนไลน์. (23 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/politics/247134&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จอร์จ ออร์เวลล์. (2555). 1984. แปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทองและอำนวยชัย ปฏิพัทธ์พงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สมมติ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เจ้าหน้าที่ระดมกำลัง 350 นาย รับมือนักศึกษาจัดกิจกรรมทาน-แจกแซนด์วิช ที่ ม.เกษตรฯ.” มติชนออนไลน์. (6 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402053975&amp;gt;. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตร.เตรียมแผนรับมือม็อบต่อต้าน เร่งเตือนสติอย่าให้ต่างชาติทำลาย.” แนวหน้าออนไลน์. (7 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/107033&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตร.ล็อก 9 นศ. กินแซนด์วิช.” ข่าวสด. (23 มิถุนายน 2557), 15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตำรวจย้ำชุมนุมทางการเมือง ผิดกฎหมาย.” Nation TV. (18 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378411792&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำไมแซนด์วิชมีสรรพคุณต้านรัฐประหาร?  คุยกับนักศึกษาขอพื้นที่ให้สปิริต ปชต..” ประชาไท. (6 กรกฎาคม 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://prachatai3.com/journal/2014/07/54444&amp;gt;. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“นศ.-ปชช.รวมตัวกินแซนวิชต้านรัฐประหารหน้ามธ..” เดลินิวส์ออนไลน์. (8 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/crime/243469&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 131 ตอนที่พิเศษ 84 ง. 26 พฤษภาคม 2557, หน้า 6.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. “ประวัติศาสตร์และการเมืองเรื่องแซนด์วิช (ทั่วโลก).” มติชน. (1 กรกฎาคม 2557), 20.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มีแต่กินแซนด์วิช ไม่พูดการเมือง! เพจใหม่ ท้าคสช. มาแทน-ลายจุด.” ไทยรัฐ. (7 มิถุนายน 2557), 1.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เมื่อการกินเเซนด์วิชกลายเป็น “สัญลักษณ์” ทางการเมือง.” เดลินิวส์ออนไลน์. (30 มิถุนายน 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/article/248521&amp;gt;. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12440</id>
		<title>กลุ่มนิติราษฎร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12440"/>
		<updated>2016-05-31T08:30:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และมีทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นสมาชิก ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) อันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 (มาตรา 34) โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้อีกด้วย เมื่อ คมช. ได้เข้าบริหารประเทศ สถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทั้งกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายล้วนไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย จึงได้เกิดการรวมตัวของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายผ่านแถลงการณ์สาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแถลงการณ์คัดค้านผลต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร การแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาของศาลปกครองในคดีมาบตาพุด คำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง เป็นต้น &amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt;  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง &amp;quot;กลุ่มนิติราษฎร์&amp;quot; ที่มีบทบาทนำเสนอประเด็นอภิปรายเกี่ยวด้วยข้อกฎหมายและหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== จุดเริ่มต้น ที่มา และการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน&amp;lt;ref&amp;gt;“ทั้งนี้ การรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปรากฏชื่อชัดเจนจากการออกแถลงการณ์สาธารณะในช่วงแรกจะใช้ชื่อดังกล่าวมาโดยตลอด&amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของ คมช. และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นระยะๆ จึงได้ออกแถลงการณ์ที่ใช้ชื่อว่า “แถลงการณ์คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 1”&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและทางวิชาการที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก 	คัดค้านและประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพและเป็นการย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง 	คัดค้านและประณามการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะถือว่าเป็นการทำลายสัญญาประชาคมของประชาชนโดยวิถีทางที่มิอาจรับได้อย่างยิงตามกระบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม 	คัดค้านและประณามการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สี่ 	        คัดค้านและประณามการจำกัดสิทธิในร่างกายของประชาชน ที่มีการจับกุมผู้ที่ประท้วงการกระทำรัฐประหารไปคุมขัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ห้า 	เรียกร้องให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ดังกล่าว มีผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และธีระ สุธีวรางกูร จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2553 (ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว 4 ปี) กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “www.enlightened-jurists.com&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;“ภายหลังการเปิดตัวเว็บไซด์ของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ได้มีการนำเสนอความคิดเห็นออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายปี 2555 พบว่าข้อมูลบางส่วนของเว็ปไซด์ฯ คือ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไม่สามารถเข้าถึงได้&amp;lt;/ref&amp;gt;  และเสวนาวิชาการในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยมีการเปิดตัวชื่อกลุ่มในชื่อใหม่ว่า “นิติราษฎร์” ทั้งมีการออก &#039;&#039;&#039;ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์),” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์คิดการที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคมไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า www.enlightened-jurists.com”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในเวปไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ได้แสดงให้เห็นความหมายของคำว่า &amp;quot;นิติราษฎร์&amp;quot; อันมาจากการผสมของคำว่า “นิติศาสตร์” กับ “ราษฎร” ส่วนชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า “enlightened-jurists” หมายถึง  &amp;quot;(นักกฎหมายผู้)...ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;เพิ่งอ้าง.&amp;lt;/ref&amp;gt;มีความหมายโดยรวมว่า นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมือง นิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยนับวันที่ 19 กันยายน 2553 เป็นวันก่อตั้งนิติราษฎร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นจุดรวมตัวและจุดเคลื่อนไหวที่สำคัญของคณะนิติราษฎร์ และเป็นฐานสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและผลงาน ซึ่งเนื้อหาของเว็บไซต์ประกอบไปด้วย ประกาศนิติราษฎร์ บทความ รวบรวมการสัมมนาและบทสัมภาษณ์ บทความจากผู้อ่าน แถลงการณ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เอกสารประกอบการสอน ประชุมกฎหมาย และไฟล์บันทึกเสียงและภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2559) เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ได้ถูกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับและจำกัดการเข้าถึงด้วยเหตุผลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกของนิติราษฎร์ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน โดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ซึ่งเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในนามของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นสมาชิกปัจจุบันของคณะนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีผลงานเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของนิติราษฎร์อยู่เสมอ โดยสมาชิกปัจจุบันของนิติราษฎร์  ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาวตรี สุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญและถือเป็นผู้นำของกลุ่มนิติราษฎร์ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บทบาทของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นภายหลังเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคัดค้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (ขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มนิติราษฎร์) ในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 มีใจความสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,” สำนักข่าวอิสรา, (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้ในความคิดของเขานั้น การใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกฯพระราชทานไม่ควรทำ”&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ร่วมกับอาจารย์นิติศาสตร์อีก 4 คน (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล)  แสดงการคัดค้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และมีบทบาทอีกครั้งเมื่อมีการออก “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 5-2 เรื่องการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ” และออกแถลงการณ์อีกหลายฉบับเพื่อแสดงความเห็นแย้งต่อกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  บทบาทการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์  2555 มีชายสองคนเข้าทำร้ายร่างกายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย&amp;lt;ref&amp;gt;“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112,” มติชน, (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 : นัยยะต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติราษฎร์ ได้รออกแถลงการณ์ ประกาศ และแสดงความคิดเห็นสาธารณะออกมาอีกหลายประเด็น เช่น เรื่อง ความเห็นต่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความเห็นและบทวิเคราะห์ต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 ในการรับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้น วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 ในโอกาสครบรอบการก่อตั้งนิติราษฎร์ครบ 1 ปี นิติราษฎร์ได้ ออก “แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์” เสนอความเห็นให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีสาระสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่,” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่หนึ่ง&#039;&#039;&#039; การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประกาศให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายเพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สอง&#039;&#039;&#039; การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงเสนอให้มีการยกเลิกและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สาม&#039;&#039;&#039; ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2554 แล้วนั้นคณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่การรวมตัวกันในฐานะ “กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จนมาถึง “กลุ่มนิติราษฎร์” การแสดงความคิดเห็นสาธารณะผ่านการออกประกาศ แถลงการณ์ บทความทางวิชาการ การสัมมนา และการรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะคำอธิบายและข้อคิดเห็นสาธารณะเหล่านั้นได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงและเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง เช่น การเสนอความเห็นให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคำอธิบายในทางวิชาการของนิติราษฎร์ ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) การเสนอความเห็นให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  และรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร. แก้ไขมาตรา 112. เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่.” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112.” มติชน. (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์).” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่.” สำนักข่าวอิสรา. (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12439</id>
		<title>กลุ่มนิติราษฎร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12439"/>
		<updated>2016-05-31T08:29:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และมีทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นสมาชิก ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) อันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 (มาตรา 34) โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้อีกด้วย เมื่อ คมช. ได้เข้าบริหารประเทศ สถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทั้งกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายล้วนไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย จึงได้เกิดการรวมตัวของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายผ่านแถลงการณ์สาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแถลงการณ์คัดค้านผลต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร การแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาของศาลปกครองในคดีมาบตาพุด คำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง เป็นต้น &amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt;  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง &amp;quot;กลุ่มนิติราษฎร์&amp;quot; ที่มีบทบาทนำเสนอประเด็นอภิปรายเกี่ยวด้วยข้อกฎหมายและหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== จุดเริ่มต้น ที่มา และการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน&amp;lt;ref&amp;gt;“ทั้งนี้ การรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปรากฏชื่อชัดเจนจากการออกแถลงการณ์สาธารณะในช่วงแรกจะใช้ชื่อดังกล่าวมาโดยตลอด&amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของ คมช. และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นระยะๆ จึงได้ออกแถลงการณ์ที่ใช้ชื่อว่า “แถลงการณ์คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 1”&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและทางวิชาการที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก 	คัดค้านและประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพและเป็นการย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง 	คัดค้านและประณามการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะถือว่าเป็นการทำลายสัญญาประชาคมของประชาชนโดยวิถีทางที่มิอาจรับได้อย่างยิงตามกระบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม 	คัดค้านและประณามการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สี่ 	        คัดค้านและประณามการจำกัดสิทธิในร่างกายของประชาชน ที่มีการจับกุมผู้ที่ประท้วงการกระทำรัฐประหารไปคุมขัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ห้า 	เรียกร้องให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ดังกล่าว มีผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และธีระ สุธีวรางกูร จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2553 (ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว 4 ปี) กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “www.enlightened-jurists.com&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;“ภายหลังการเปิดตัวเว็บไซด์ของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ได้มีการนำเสนอความคิดเห็นออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายปี 2555 พบว่าข้อมูลบางส่วนของเว็ปไซด์ฯ คือ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไม่สามารถเข้าถึงได้&amp;lt;/ref&amp;gt;  และเสวนาวิชาการในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยมีการเปิดตัวชื่อกลุ่มในชื่อใหม่ว่า “นิติราษฎร์” ทั้งมีการออก &#039;&#039;&#039;ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์),” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์คิดการที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคมไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า www.enlightened-jurists.com”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในเวปไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ได้แสดงให้เห็นความหมายของคำว่า &amp;quot;นิติราษฎร์&amp;quot; อันมาจากการผสมของคำว่า “นิติศาสตร์” กับ “ราษฎร” ส่วนชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า “enlightened-jurists” หมายถึง  &amp;quot;(นักกฎหมายผู้)...ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;เพิ่งอ้าง.&amp;lt;/ref&amp;gt;มีความหมายโดยรวมว่า นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมือง นิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยนับวันที่ 19 กันยายน 2553 เป็นวันก่อตั้งนิติราษฎร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นจุดรวมตัวและจุดเคลื่อนไหวที่สำคัญของคณะนิติราษฎร์ และเป็นฐานสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและผลงาน ซึ่งเนื้อหาของเว็บไซต์ประกอบไปด้วย ประกาศนิติราษฎร์ บทความ รวบรวมการสัมมนาและบทสัมภาษณ์ บทความจากผู้อ่าน แถลงการณ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เอกสารประกอบการสอน ประชุมกฎหมาย และไฟล์บันทึกเสียงและภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2559) เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ได้ถูกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับและจำกัดการเข้าถึงด้วยเหตุผลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกของนิติราษฎร์ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน โดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ซึ่งเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในนามของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นสมาชิกปัจจุบันของคณะนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีผลงานเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของนิติราษฎร์อยู่เสมอ โดยสมาชิกปัจจุบันของนิติราษฎร์  ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาวตรี สุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญและถือเป็นผู้นำของกลุ่มนิติราษฎร์ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บทบาทของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นภายหลังเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคัดค้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (ขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มนิติราษฎร์) ในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 มีใจความสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,” สำนักข่าวอิสรา, (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้ในความคิดของเขานั้น การใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกฯพระราชทานไม่ควรทำ”&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ร่วมกับอาจารย์นิติศาสตร์อีก 4 คน (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล)  แสดงการคัดค้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และมีบทบาทอีกครั้งเมื่อมีการออก “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 5-2 เรื่องการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ” และออกแถลงการณ์อีกหลายฉบับเพื่อแสดงความเห็นแย้งต่อกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  บทบาทการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์  2555 มีชายสองคนเข้าทำร้ายร่างกายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย&amp;lt;ref&amp;gt;“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112,” มติชน, (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 : นัยยะต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติราษฎร์ ได้รออกแถลงการณ์ ประกาศ และแสดงความคิดเห็นสาธารณะออกมาอีกหลายประเด็น เช่น เรื่อง ความเห็นต่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความเห็นและบทวิเคราะห์ต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 ในการรับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้น วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 ในโอกาสครบรอบการก่อตั้งนิติราษฎร์ครบ 1 ปี นิติราษฎร์ได้ ออก “แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์” เสนอความเห็นให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีสาระสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่,” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่หนึ่ง&#039;&#039;&#039; การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประกาศให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายเพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สอง&#039;&#039;&#039; การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงเสนอให้มีการยกเลิกและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สาม&#039;&#039;&#039; ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2554 แล้วนั้นคณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่การรวมตัวกันในฐานะ “กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จนมาถึง “กลุ่มนิติราษฎร์” การแสดงความคิดเห็นสาธารณะผ่านการออกประกาศ แถลงการณ์ บทความทางวิชาการ การสัมมนา และการรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะคำอธิบายและข้อคิดเห็นสาธารณะเหล่านั้นได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงและเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง เช่น การเสนอความเห็นให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคำอธิบายในทางวิชาการของนิติราษฎร์ ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) การเสนอความเห็นให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  และรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร. แก้ไขมาตรา 112. เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่.” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112.” มติชน. (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์).” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่.” สำนักข่าวอิสรา. (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12438</id>
		<title>กลุ่มนิติราษฎร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12438"/>
		<updated>2016-05-31T08:27:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และมีทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นสมาชิก ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) อันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 (มาตรา 34) โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้อีกด้วย เมื่อ คมช. ได้เข้าบริหารประเทศ สถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทั้งกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายล้วนไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย จึงได้เกิดการรวมตัวของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายผ่านแถลงการณ์สาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแถลงการณ์คัดค้านผลต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร การแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาของศาลปกครองในคดีมาบตาพุด คำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt;  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง &amp;quot;กลุ่มนิติราษฎร์&amp;quot; ที่มีบทบาทนำเสนอประเด็นอภิปรายเกี่ยวด้วยข้อกฎหมายและหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== จุดเริ่มต้น ที่มา และการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน&amp;lt;ref&amp;gt;“ทั้งนี้ การรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปรากฏชื่อชัดเจนจากการออกแถลงการณ์สาธารณะในช่วงแรกจะใช้ชื่อดังกล่าวมาโดยตลอด&amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของ คมช. และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นระยะๆ จึงได้ออกแถลงการณ์ที่ใช้ชื่อว่า “แถลงการณ์คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 1”&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและทางวิชาการที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก 	คัดค้านและประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพและเป็นการย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง 	คัดค้านและประณามการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะถือว่าเป็นการทำลายสัญญาประชาคมของประชาชนโดยวิถีทางที่มิอาจรับได้อย่างยิงตามกระบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม 	คัดค้านและประณามการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สี่ 	        คัดค้านและประณามการจำกัดสิทธิในร่างกายของประชาชน ที่มีการจับกุมผู้ที่ประท้วงการกระทำรัฐประหารไปคุมขัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ห้า 	เรียกร้องให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ดังกล่าว มีผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และธีระ สุธีวรางกูร จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2553 (ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว 4 ปี) กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “www.enlightened-jurists.com&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;“ภายหลังการเปิดตัวเว็บไซด์ของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ได้มีการนำเสนอความคิดเห็นออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายปี 2555 พบว่าข้อมูลบางส่วนของเว็ปไซด์ฯ คือ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไม่สามารถเข้าถึงได้&amp;lt;/ref&amp;gt;  และเสวนาวิชาการในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยมีการเปิดตัวชื่อกลุ่มในชื่อใหม่ว่า “นิติราษฎร์” ทั้งมีการออก &#039;&#039;&#039;ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์),” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์คิดการที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคมไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า www.enlightened-jurists.com”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในเวปไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ได้แสดงให้เห็นความหมายของคำว่า &amp;quot;นิติราษฎร์&amp;quot; อันมาจากการผสมของคำว่า “นิติศาสตร์” กับ “ราษฎร” ส่วนชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า “enlightened-jurists” หมายถึง  &amp;quot;(นักกฎหมายผู้)...ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;เพิ่งอ้าง.&amp;lt;/ref&amp;gt;มีความหมายโดยรวมว่า นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมือง นิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยนับวันที่ 19 กันยายน 2553 เป็นวันก่อตั้งนิติราษฎร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นจุดรวมตัวและจุดเคลื่อนไหวที่สำคัญของคณะนิติราษฎร์ และเป็นฐานสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและผลงาน ซึ่งเนื้อหาของเว็บไซต์ประกอบไปด้วย ประกาศนิติราษฎร์ บทความ รวบรวมการสัมมนาและบทสัมภาษณ์ บทความจากผู้อ่าน แถลงการณ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เอกสารประกอบการสอน ประชุมกฎหมาย และไฟล์บันทึกเสียงและภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2559) เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ได้ถูกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับและจำกัดการเข้าถึงด้วยเหตุผลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกของนิติราษฎร์ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน โดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ซึ่งเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในนามของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นสมาชิกปัจจุบันของคณะนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีผลงานเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของนิติราษฎร์อยู่เสมอ โดยสมาชิกปัจจุบันของนิติราษฎร์  ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาวตรี สุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญและถือเป็นผู้นำของกลุ่มนิติราษฎร์ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บทบาทของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นภายหลังเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคัดค้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (ขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มนิติราษฎร์) ในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 มีใจความสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,” สำนักข่าวอิสรา, (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้ในความคิดของเขานั้น การใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกฯพระราชทานไม่ควรทำ”&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ร่วมกับอาจารย์นิติศาสตร์อีก 4 คน (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล)  แสดงการคัดค้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และมีบทบาทอีกครั้งเมื่อมีการออก “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 5-2 เรื่องการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ” และออกแถลงการณ์อีกหลายฉบับเพื่อแสดงความเห็นแย้งต่อกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  บทบาทการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์  2555 มีชายสองคนเข้าทำร้ายร่างกายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย&amp;lt;ref&amp;gt;“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112,” มติชน, (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 : นัยยะต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติราษฎร์ ได้รออกแถลงการณ์ ประกาศ และแสดงความคิดเห็นสาธารณะออกมาอีกหลายประเด็น เช่น เรื่อง ความเห็นต่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความเห็นและบทวิเคราะห์ต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 ในการรับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้น วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 ในโอกาสครบรอบการก่อตั้งนิติราษฎร์ครบ 1 ปี นิติราษฎร์ได้ ออก “แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์” เสนอความเห็นให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีสาระสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่,” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่หนึ่ง&#039;&#039;&#039; การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประกาศให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายเพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สอง&#039;&#039;&#039; การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงเสนอให้มีการยกเลิกและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สาม&#039;&#039;&#039; ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2554 แล้วนั้นคณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่การรวมตัวกันในฐานะ “กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จนมาถึง “กลุ่มนิติราษฎร์” การแสดงความคิดเห็นสาธารณะผ่านการออกประกาศ แถลงการณ์ บทความทางวิชาการ การสัมมนา และการรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะคำอธิบายและข้อคิดเห็นสาธารณะเหล่านั้นได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงและเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง เช่น การเสนอความเห็นให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคำอธิบายในทางวิชาการของนิติราษฎร์ ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) การเสนอความเห็นให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  และรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร. แก้ไขมาตรา 112. เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่.” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112.” มติชน. (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์).” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่.” สำนักข่าวอิสรา. (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12437</id>
		<title>กลุ่มนิติราษฎร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=12437"/>
		<updated>2016-05-31T08:24:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และมีทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นสมาชิก ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) อันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 (มาตรา 34) โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้อีกด้วย เมื่อ คมช. ได้เข้าบริหารประเทศ สถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทั้งกระบวนการบัญญัติกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายล้วนไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย จึงได้เกิดการรวมตัวของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายผ่านแถลงการณ์สาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์และสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแถลงการณ์คัดค้านผลต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร การแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาของศาลปกครองในคดีมาบตาพุด คำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&amp;lt;/ref&amp;gt;  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง &amp;quot;กลุ่มนิติราษฎร์&amp;quot; ที่มีบทบาทนำเสนอประเด็นอภิปรายเกี่ยวด้วยข้อกฎหมายและหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบเสรีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== จุดเริ่มต้น ที่มา และการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากการรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คน&amp;lt;ref&amp;gt;“ทั้งนี้ การรวมตัวของกลุ่มคณาจารย์ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปรากฏชื่อชัดเจนจากการออกแถลงการณ์สาธารณะในช่วงแรกจะใช้ชื่อดังกล่าวมาโดยตลอด&amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของ คมช. และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นระยะๆ จึงได้ออกแถลงการณ์ที่ใช้ชื่อว่า “แถลงการณ์คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 1”&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและทางวิชาการที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก 	คัดค้านและประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพและเป็นการย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง 	คัดค้านและประณามการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะถือว่าเป็นการทำลายสัญญาประชาคมของประชาชนโดยวิถีทางที่มิอาจรับได้อย่างยิงตามกระบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม 	คัดค้านและประณามการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สี่ 	        คัดค้านและประณามการจำกัดสิทธิในร่างกายของประชาชน ที่มีการจับกุมผู้ที่ประท้วงการกระทำรัฐประหารไปคุมขัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ห้า 	เรียกร้องให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ดังกล่าว มีผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และธีระ สุธีวรางกูร จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2553 (ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาแล้ว 4 ปี) กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “www.enlightened-jurists.com&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;“ภายหลังการเปิดตัวเว็บไซด์ของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ได้มีการนำเสนอความคิดเห็นออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายปี 2555 พบว่าข้อมูลบางส่วนของเว็ปไซด์ฯ คือ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไม่สามารถเข้าถึงได้&amp;lt;/ref&amp;gt;  และเสวนาวิชาการในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตทางสังคมไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยมีการเปิดตัวชื่อกลุ่มในชื่อใหม่ว่า “นิติราษฎร์” ทั้งมีการออก &#039;&#039;&#039;ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์),” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์คิดการที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคมไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า www.enlightened-jurists.com”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในเวปไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ได้แสดงให้เห็นความหมายของคำว่า &amp;quot;นิติราษฎร์&amp;quot; อันมาจากการผสมของคำว่า “นิติศาสตร์” กับ “ราษฎร” ส่วนชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า “enlightened-jurists” หมายถึง  &amp;quot;(นักกฎหมายผู้)...ปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;เพิ่งอ้าง.&amp;lt;/ref&amp;gt;มีความหมายโดยรวมว่า นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมือง นิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”&amp;lt;ref&amp;gt;“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยนับวันที่ 19 กันยายน 2553 เป็นวันก่อตั้งนิติราษฎร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นจุดรวมตัวและจุดเคลื่อนไหวที่สำคัญของคณะนิติราษฎร์ และเป็นฐานสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและผลงาน ซึ่งเนื้อหาของเว็บไซต์ประกอบไปด้วย ประกาศนิติราษฎร์ บทความ รวบรวมการสัมมนาและบทสัมภาษณ์ บทความจากผู้อ่าน แถลงการณ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เอกสารประกอบการสอน ประชุมกฎหมาย และไฟล์บันทึกเสียงและภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2559) เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ได้ถูกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับและจำกัดการเข้าถึงด้วยเหตุผลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับนิติราษฎร์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกของนิติราษฎร์ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน โดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ซึ่งเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในนามของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มาตั้งแต่ต้นไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นสมาชิกปัจจุบันของคณะนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีผลงานเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของนิติราษฎร์อยู่เสมอ โดยสมาชิกปัจจุบันของนิติราษฎร์  ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาวตรี สุขศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญและถือเป็นผู้นำของกลุ่มนิติราษฎร์ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บทบาทของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นภายหลังเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคัดค้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (ขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มนิติราษฎร์) ในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 มีใจความสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,” สำนักข่าวอิสรา, (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้ในความคิดของเขานั้น การใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกฯพระราชทานไม่ควรทำ”&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ร่วมกับอาจารย์นิติศาสตร์อีก 4 คน (ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล)  แสดงการคัดค้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และมีบทบาทอีกครั้งเมื่อมีการออก “แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 5-2 เรื่องการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ” และออกแถลงการณ์อีกหลายฉบับเพื่อแสดงความเห็นแย้งต่อกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์,” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  บทบาทการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์  2555 มีชายสองคนเข้าทำร้ายร่างกายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย&amp;lt;ref&amp;gt;“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112,” มติชน, (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 : นัยยะต่อการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติราษฎร์ ได้รออกแถลงการณ์ ประกาศ และแสดงความคิดเห็นสาธารณะออกมาอีกหลายประเด็น เช่น เรื่อง ความเห็นต่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความเห็นและบทวิเคราะห์ต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 ในการรับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้น วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 ในโอกาสครบรอบการก่อตั้งนิติราษฎร์ครบ 1 ปี นิติราษฎร์ได้ ออก “แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์” เสนอความเห็นให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีสาระสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่,” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559. ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่หนึ่ง&#039;&#039;&#039; การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประกาศให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายเพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สอง&#039;&#039;&#039; การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงเสนอให้มีการยกเลิกและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประการที่สาม&#039;&#039;&#039; ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2554 แล้วนั้นคณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่การรวมตัวกันในฐานะ “กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จนมาถึง “กลุ่มนิติราษฎร์” การแสดงความคิดเห็นสาธารณะผ่านการออกประกาศ แถลงการณ์ บทความทางวิชาการ การสัมมนา และการรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะคำอธิบายและข้อคิดเห็นสาธารณะเหล่านั้นได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงและเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง เช่น การเสนอความเห็นให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคำอธิบายในทางวิชาการของนิติราษฎร์ ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) การเสนอความเห็นให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  และรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/about&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์ของคณาจารย์คณะนิติฯ มธ. ฉบับที่ 1.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/35/Statement-1.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์.” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/directory/11/Statement-and-Petition.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร. แก้ไขมาตรา 112. เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำ รธน.ใหม่.” Siam Intelligence.  เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำร้าย ‘วรเจตน์’ กลาง มธ. รู้ตัว 2 มือชกเคยร่วมม็อบต้าน ม.112.” มติชน. (1 มีนาคม 2555), 14, 15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 1 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์).” นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร. เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/page/16&amp;gt;. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่.” สำนักข่าวอิสรา. (4 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0&amp;diff=12436</id>
		<title>กลุ่มแดงอิสระ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0&amp;diff=12436"/>
		<updated>2016-05-31T07:53:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นเหตุการณ์ที่นำความแตกร้าวมาสู่สังคมเมืองไทยอย่างร้ายแรง ถือเป็นจุดเริ่มต้น (point of departure) ของความสงสัย-ไม่เข้าใจ-ไม่พอใจของ “คนเสื้อแดง” หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายหลังจากการทำรัฐประหารสำเร็จ และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน “กลุ่มเสื้อเหลือง” หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เริ่มเคลื่อนไหวประท้วงต่อเนื่องยาวนานกว่า 193 วัน ด้วยยุทธศาสตร์ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะเดียวกันเกิดการฟ้องร้องให้มีการยุบพรรคการเมืองจำนวนหลายพรรค จนสร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองและประชาชนคนเสื้อแดงอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวชต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเอกฉันท์ว่า นายสมัคร มีความผิดตาม มาตรา 267 และ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเฉพาะตัว เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 180 วรรค 1 (1)) แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ารัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 181)&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จากสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เกิดปรากฎการณ์ที่คนเสื้อแดงเรียกว่า “สองมาตรฐาน” เป็นความอยุติธรรมทางการเมือง จากนั้นความไม่พอใจเหล่านี้ก็ได้ถูกพัฒนาเป็นวาทกรรม “ไพร่-อำมาตย์” เพื่อเป็นจุดยืนที่ใช้ในการเคลื่อนไหวรณรงค์ทางการเมืองของคนเสื้อแดง กล่าวได้ว่า เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นการจุดชนวน “ความเป็นเสื้อแดง” อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าการเลือกปฏิบัติและ “สองมาตรฐาน” ยังคงดำรงอยู่ กอปรกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีจุดยืนที่แตกต่างกันในหลายเรื่องตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องเป้าหมาย วิธีการ และมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมือง ก็ยิ่งขับเน้นให้เกิดความหลากหลายภายใต้กลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” โดยเฉพาะภายหลังการปราบปรามการประท้วงของคนเสื้อแดง ที่เรียกว่า “กระชับพื้นที่” เมื่อเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 2553 &amp;lt;ref&amp;gt;อภิชาต สถิตนิรามัย, ยุกติ มุกดาวิจิตร, และนิติ ภวัครพันธุ์, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย (เชียงใหม่: แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2556), หน้า 47. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ใครคือคนเสื้อแดง ใครคือกลุ่มแดงอิสระ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็แปลงสภาพเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช. หรือ Council of National Security - CNS) และเข้าบริหารประเทศ อันก่อให้เกิดสถานการณ์การบริหารประเทศและบังคับใช้กฎหมายซึ่งเบี่ยงเบนไปจากหลักนิติรัฐและประชาธิปไตยสากล โดยอาศัยหลักการและมาตรฐานอย่างหนึ่งถูกใช้บังคับกับคนกลุ่มหนึ่ง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่ถูกปรับบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดสภาวะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกกันภายหลังว่า “สองมาตรฐาน” แม้คำว่า “สองมาตรฐาน” จะไม่ปรากฏอยู่ในบัญญัติของกฎหมายต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แต่จะมีถ้อยคำที่ใกล้เคียงกัน คือ คำว่า “เลือกปฏิบัติ” ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 30 วรรคสาม ที่ได้บัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมความเชื่อทางศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้” ทั้งนี้ “สองมาตรฐาน” ที่สร้างไม่พอใจให้กับคนเสื้อแดงและใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ผ่านก็สื่อความหมายถึงการได้รับการปฏิบัติจากผู้มีอำนาจแตกต่างกันอันเป็นความไม่ถูกต้อง ดังตัวอย่างเช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1)	กฎหมายฉบับเดียวกันแต่มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน&#039;&#039;&#039; กรณีเมื่อสองกลุ่มทางการเมืองประท้วงและเข้าการยึดสถานที่ราชการเหมือนกัน แต่การดำเนินคดีของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน เช่น บางกลุ่มเพียงแค่ออก “หมายเรียก” แต่ขณะอีกกลุ่มอาจมีการออก “หมายจับ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2)	มีการขยายความหรือตีความกฎหมายในแนวทางที่ไม่ชัดเจน&#039;&#039;&#039; เช่น การวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การตีความความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” แบบสองมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “หลักกฎหมายห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง” โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินยุบพรรค ได้นำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ประกาศ ค.ป.ค.) ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับเพื่อตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบด้วย ซึ่งการกระทำของกรรมการบริหารพรรคเกิดขึ้นก่อนจะมีการประกาศใช้ประกาศฉบับนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สองมาตรฐาน” ได้กลายเป็นคำสำคัญสำหรับรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมืองจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาวะ “สองมาตรฐาน” เกิดจากความรู้สึกว่ากลุ่มของตนเป็นผู้สูญเสียจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และผลพวงของการรัฐประหารอื่นๆ ตลอดจนการถูกดูหมิ่นดูแคลนจากการกลุ่มการเมืองและกลุ่มสังคมอื่น จนกระทั้งเกิดความไม่พอใจและความคับแค้นใจ ผลักดันให้คนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เรียกร้องสิทธิที่พวกเขาคิดว่าเป็นของตน แต่ถูกลิดรอนไปนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549&amp;lt;ref&amp;gt;เพิ่งอ้าง, หน้า 48. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากนับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัย-ไม่เข้าใจ-ไม่พอใจของ “คนเสื้อแดง” การถูกลิดรอนอำนาจของประชาชนโดยการรัฐประหารก็เปรียบเสมือนการฉวยชิงอำนาจทางการเมืองของประชาชนไป ความไม่พอใจที่นำไปสู่การต่อต้านรัฐประหารในครั้งนั้นก็เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวต่อต้านโดยคนกลุ่มเล็กๆ มีการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวกันเองอย่างอิสระทั้งเป้าหมายและวิธีการ มีความหลากหลายของกลุ่ม แม้จะมีจุดยืนทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็นับว่ามีความแตกต่างกันอยู่ในระดับลึก กลุ่มคนเสื้อแดงจึงประกอบไปด้วยกลุ่มที่สนับสนุน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร กลุ่มที่คัดค้านการรัฐประหารแต่ไม่ได้สนับสนุนพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หรือกลุ่มที่ทั้งคัดค้านการรัฐประหารและสนับสนุนรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชน เป็นต้น ตัวอย่างกลุ่มที่เคลื่อนไหวในช่วงนั้น เช่น “กลุ่มเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” “กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540” “กลุ่มคนจนเมือง” “กลุ่มรักสมาพันธ์ประชาธิปไตย” “นิตยสารสยามปริทัศน์” “พรรคแนวร่วมภาคประชาชน” “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)” “เครือข่ายรามคำแหงรักประชาธิปไตย” “สหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่ม” “กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์” “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป” “ชมรมคนรักอุดร” “มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย” “สมาพันธ์แนวร่วมประชาธิปไตยอีสาน” “สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า” และ “แนวร่วมประชาชนแห่งประเทศไทย” ฯลฯ ได้ร่วมกันกอตั้ง “องค์กรร่ม (umbrella organization)” ขึ้นเพื่อต้านรัฐประหาร คือ “แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นตปร.)” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “คว่ำ โค่น ล้ม”&amp;lt;ref&amp;gt;โปรดดูรายละเอียดใน อุเชนทร์ เชียงแสน และยุกติ มุกดาวิจิตร, “กำเนิดพลวัตคนเสื้อแดง,” ใน ชัยธวัช ตุลาธน (บรรณาธิการ), ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) (กรุงเทพฯ: ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.), 2555). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ก่อนที่กลุ่มผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์พีทีวี (PTV) นำโดย นายวีระ มุสิกพงษ์ (ปัจจุบันชื่อ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์)             นายจตุพร พรหมพันธ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกี้อ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง จะปรับเปลี่ยนจากการจัดรายการโทรทัศน์มาเป็นการจัดการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งจัดการชุมนุมทางการเมืองครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มแดงอิสระ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากลุ่มแดงอิสระจะเป็นการรวมกลุ่มทางการเมืองอย่างหลวมๆ และไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนดังเช่นกลุ่มก้อนการเมืองอื่น แต่กระนั้นก็ตาม จะเห็นว่าได้มีการเคลื่อนไหวและกิจกรรมทางการเมืองมาโดยตลอด เช่น การรวมตัวเพื่อต่อต้านและแถลงจุดยืนคัดค้าน “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเคลื่อนไหวคัดค้านนี้นำโดยนายภูมิใจ ไชยา (ดีเจต้อม) และนายอภิชาติ อินสอน (ดีเจอ้วน) ที่ได้ออกมาชุมนุมที่ร้านแมคโดนัลด์ สาขาประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 30 คน นำแผ่นป้ายพร้อมข้อความ อาทิ “หยุดล้างกฎหมายล้างผิด ส.ป.ก. 4-01” “หยุดกฎหมายล้างผิด 309” “ถ้าตอนเขาทำรัฐประหารมึงคัดค้านกันมากขนาดนี้ วันนี้มึงไม่ต้องมาค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมหรอก” เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;“แดงอิสระ” เชียงใหม่-ลำพูน เล็งยื่นหนังสือท้วง มช. ค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม,” ผู้จัดการออนไลน์, (10 พฤศจิกายน 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000139959&amp;gt;. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนั้น กลุ่มแดงอิสระยังออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้าน กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการ เมื่อครั้งวิกฤตการเมืองไทยปี 2556 ถึงกลางปี 2557 ดังกรณีที่ นายอภิชาติ อินสอน (ดีเจอ้วน) แกนนำกลุ่มแดงอิสระบุกเวที กปปส. และมีการกระโดดถีบธงชาติที่บริเวณลานหน้าวัดเจ็ดยอด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่&amp;lt;ref&amp;gt;“ส่งปูกลับทำเนียบเฉลิมฮึ่มลุยขอคืน5พื้นที่แจงวัฒนะ-ราชดำเนินถ้าเจรจาเหลว-เจอปจ.ม็อบกร้าวไม่ยอมถอยกปปส.เชียงใหม่หนีวุ่นเสื้อแดงยกพลรื้อเวที,” ข่าวสด, (17 กุมภาพันธ์ 2557), 14. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวสำคัญของกลุ่มแดงอิสระก่อนการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การตั้งโต๊ะที่ลานประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่เพื่อรับสมัคร “อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ” โดยดีเจอ้วนกล่าวว่าการรับสมาชิกในครั้งนี้ตั้งเป้าหมายสมาชิกไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ทั้งจากผู้ที่มาสมัครเองและจากการรวบรวมของแกนนำในพื้นที่ ทั้งได้เน้นย้ำว่าอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติมีจุดยืนการเคลื่อนไหวต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดงทุกกลุ่ม&amp;lt;ref&amp;gt;“เสื้อแดงเชียงใหม่ตั้งโต๊ะสมัคร อพปช. ตั้งเป้าหลักพัน,” ผู้จัดการออนไลน์, (11 มีนาคม 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000027800&amp;amp;Html=1&amp;amp;TabID=3&amp;amp;&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดงอิสระนั้น ได้ดำเนินกิจกรรมขนาดเล็กมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพิเคราะห์แล้วจะพบว่ามีความแตกต่างกับจุดยืนของมวลชนใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง (นปช.) อยู่บ้างในสาระสำคัญ แต่กระนั้นโดยหลักใหญ่ใจความก็ยังมีจุดมุ่งหมายร่วม คือ การต่อต้านอำนาจนอกระบบ และการรัฐประหารนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ขบวนการเคลื่อนไหว: ความเชื่อมโยงของกลุ่มคนเสื้อแดง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมื่อพิจารณาถึงการจัดตั้งและขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง ก็ย่อมเห็นได้ว่ามีทั้งในระดับชาติ เช่น กลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) และกลุ่มเคลื่อนไหวขนาดเล็กจำนวนมากในระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ เช่น กลุ่มแดงอิสระเชียงใหม่ กลุ่มแดงอิสระโคราช กลุ่มแดงอิสระปริมณฑล หรือกลุ่มแดงอิสระที่จัดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่างก็มีจุดยืนและเป้าหมายอันแตกต่างกันเป็นของตนเอง บางครั้งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง เป้าหมายของคนเสื้อแดงที่นำโดย นปช. ก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องตามเป้าหมายและวิธีการของกลุ่มตน แต่กระนั้นก็ตาม กลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยเหล่านี้ต่างก็มีการเชื่อมโยงต่อประสานงานระหว่างสองระดับและระหว่างกลุ่มในแนวราบ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ กับนักการเมืองและนักกิจกรรมระดับต่างๆ ที่สังกัดหรือเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย โดยบทบาทของแกนนำเสื้อแดงทุกระดับทั้งในระดับใหญ่และระดับย่อย ต่างก็มีบทบาทในการเป็นผู้สร้างอุดมการณ์-วาทกรรม “ความเป็นเสื้อแดง” ในจังหวะก้าวต่าง ๆ เพื่อดึงดูดมวลชนให้เข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
““แดงอิสระ” เชียงใหม่-ลำพูน เล็งยื่นหนังสือท้วง มช. ค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม.” &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (10 พฤศจิกายน 2556). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000139959&amp;gt;. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ส่งปูกลับทำเนียบเฉลิมฮึ่มลุยขอคืน5พื้นที่แจงวัฒนะ-ราชดำเนินถ้าเจรจาเหลว-เจอปจ.ม็อบกร้าวไม่ยอมถอย กปปส.เชียงใหม่หนีวุ่นเสื้อแดงยกพลรื้อเวที.” ข่าวสด. (17 กุมภาพันธ์ 2557), 14.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสื้อแดงเชียงใหม่ตั้งโต๊ะสมัคร อพปช. ตั้งเป้าหลักพัน.” ผู้จัดการออนไลน์. (11 มีนาคม 2557). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000027800&amp;amp;Html=1&amp;amp;TabID=3&amp;amp;&amp;gt;. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิชาต สถิตนิรามัย, ยุกติ มุกดาวิจิตร, และนิติ ภวัครพันธุ์ (2556). &#039;&#039;&#039;รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; เชียงใหม่: แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุเชนทร์ เชียงแสน และยุกติ มุกดาวิจิตร (2555). “กำเนิดพลวัตคนเสื้อแดง.” ใน ชัยธวัช ตุลาธน (บรรณาธิการ). &#039;&#039;&#039;ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.).&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรุงเทพฯ: ศูนย์ข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.).&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88_(%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88)&amp;diff=12435</id>
		<title>ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88_(%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88)&amp;diff=12435"/>
		<updated>2016-05-31T07:38:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ฐิติกร สังข์แก้ว 						 &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; ฐิติกร สังข์แก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039;  รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement: NDM) เป็นเครือข่ายที่ขับเคลื่อนโดยนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ ศิลปิน ภาคประชาสังคม และประชาชน จากองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายในการต่อต้านการรัฐประหาร และผลพวงจากการรัฐประหารทั้งหมด ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2558 โดยการประกาศตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” อย่างเป็นทางการ มีขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2558 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าสลายกิจกรรมครบรอบ 1 ปี การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ณ บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยกลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชน จากเครือข่ายภาคส่วนต่างๆและการจับกุมนักศึกษากลุ่มดาวดินที่จังหวัดขอนแก่น หลังจากที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ได้มีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ เรื่อยมา จนสร้างผลสะเทือนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลเป็นระยะๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การก่อกำเนิด “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ถือได้ว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบหนึ่งในสังคมไทย ที่มีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะเครือข่ายและมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ตลอดถึงมีความพยายามในการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม โดยใช้เครื่องมือต่างๆ อาทิ การใช้สื่อออนไลน์ การแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ฯลฯ ทั้งนี้องค์ประกอบของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจะต้องมีความต่อเนื่อง&amp;lt;ref&amp;gt;Jeff Goodwin and James M. Jasper, The Social Movement Reader: Case and Concepts, (West Sussex: Blackwell Publishing, 2009), p. 4.&amp;lt;/ref&amp;gt;  สำหรับขบวนการประชาธิปไตยใหม่นับได้ว่ามีความต่อเนื่องระดับหนึ่ง ทว่าระยะเวลาที่ก่อตัวขึ้นมานั้นยังไม่ยาวนานนัก ภายหลังที่มีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ปรากฏการต่อต้านจากกลุ่มคนต่างๆ ที่มีขึ้นเป็นระยะ อาทิ การอดอาหารประท้วงของเรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร หรือการใช้เครือข่ายในสังคมออนไลน์ เป็นต้น แต่การกระทำดังกล่าวไม่ได้มีการรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องและไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรที่ชัดเจน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการกระทำในนามปัจเจกบุคคล แม้บางกรณีจะมีการแสดงพฤติกรรมรวมหมู่ ดังเช่นการใช้ข้อความร่วม (hashtag) ในสื่อออนไลน์ แต่ก็เป็นการกระทำที่ไม่มีการจัดการโดยองค์กรหรือขบวนการที่เป็นทางการแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการนักศึกษาที่ขับเคลื่อนในประเด็นเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ หรือการต่อต้านการรัฐประหาร ก็ยังไม่ปรากฏการรวมกลุ่มกันอย่างชัดเจนในเรื่องดังกล่าว กลุ่มที่มีความชัดเจนในการแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารที่ชัดเจนที่สุดในช่วงแรก คือ “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)”&amp;lt;ref&amp;gt;รังสิมันต์ โรม, (สัมภาษณ์, 25 กุมภาพันธ์ 2558). อนึ่ง นายรังสิมันต์ โรม เป็นหนึ่งในสมาชิกของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ซึ่งถูกควบคุมตัวจากการเข้าร่วมกิจกรรมของขบวนการประชาธิปไตยใหม่&amp;lt;/ref&amp;gt;  แต่เมื่อผ่านไปนานวันบทบาทจึงเลือนหายไป ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเริ่มมีการพูดคุยกันเป็นระยะระหว่างเครือข่ายต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและแนวทางการจัดกิจกรรม กระทั่งถึงกลางปี 2558 อันถือเป็นช่วงเวลาที่ครบรอบ 1 ปี ของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนี้ วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 จึงมีการจัดกิจกรรม 2 ส่วน คือ ส่วนแรกกิจกรรม ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น อีกส่วนคือกิจกรรม ณ บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับกิจกรรม ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น ดำเนินกิจกรรมโดยนักศึกษากลุ่มดาวดิน ซึ่งเป็นกลุ่มในมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ทำงานรณรงค์เพื่อสิทธิชุมชนและประชาธิปไตย ต่อมานักศึกษากลุ่มดาวดิน 7 คนได้ถูกจับกุมในเวลา 14.00 นาฬิกา โดยถูกจับจากการทำกิจกรรมอย่างสงบผ่านการชูป้ายต่อต้านรัฐประหารและถูกนำไปยังค่ายศรีพัชรินทร์ (มทบ. 23) ก่อนที่จะถูกพาไปที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คน ซึ่งเป็นการออกกฎหมายโดยอาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในวันรุ่งขึ้นทั้งหมดได้รับการประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 7,500 บาท ต่อคน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนดให้กลุ่มดาวดินไปรายงานตัวในวันที่ 8 มิถุนายน 2558&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, ประมวลสถานการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 24 – 27มิถุนายน 2558, เอกสารอิเล็กทรอนิกส์, เข้าถึงจาก &amp;lt;https://tlhr2014.files.wordpress.com/2015/08/20150701_-24-27-2558.pdf&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; ในขณะเดียวกันนั้น นักศึกษากลุ่มดาวดินได้ออกมาปฏิเสธการเข้ารายงานตัว พร้อมทั้งได้มีการรวมตัวและประกาศจุดยืนจัดตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ในวันที่ 8 มิถุนายน 2558 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น&amp;lt;ref&amp;gt;โปรดดูรายละเอียดคำแถลงการณ์ใน “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อ่านคำประกาศ ชูหลักปชต.-ความยุติธรรม,”วอยซ์ทีวีออนไลน์, (8 มิถุนายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://news.voicetv.co.th/thailand/215841.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกด้านหนึ่ง การจัดกิจกรรม ณ บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้นักศึกษา 38 คนถูกจับกุมโดยตำรวจและทหารขณะที่ทั้งหมดกำลังชุมนุมอย่างสงบเพื่อรำลึกถึง 1 ปีรัฐประหาร แต่กลับถูกใช้กำลังจับกุมและนำตัวไปที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ระหว่างที่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่กำลังชุลมุนกันมีนักศึกษาบางส่วนถูกทำร้ายที่ใบหน้าและหน้าอก ต่อมาจึงได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลหัวเฉียว นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกประมาณ 60 คนรวมตัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 38 คน จนกระทั่งเวลาประมาณ 3.00 นาฬิกา ของวันที่ 23พฤษภาคม 2558 ทั้งหมดได้ถูกปล่อยตัวโดนไม่แจ้งข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเรียกให้นักศึกษา 9 คนไปรายงานตัวในวันที่ 8 มิถุนายน 2558 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แต่นักศึกษาประกาศต่อสาธารณะว่าจะไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 &amp;lt;ref&amp;gt; “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อ่านคำประกาศ ชูหลักปชต.-ความยุติธรรม,”วอยซ์ทีวีออนไลน์, (8 มิถุนายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://news.voicetv.co.th/thailand/215841.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้น เมื่อถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ปรากฏการรวมตัวกันในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ณ สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการจับกุมนักศึกษาไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 หลังจากนั้นขบวนการประชาธิปไตยใหม่ก็ได้เข้าร่วมกันเพื่อจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว ณ สวนเงินมีมา เรื่องการไม่ยอมรับกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และไม่ถือว่ามาตรา 44 เป็นกฎหมาย ซึ่งการทำรัฐประหารเป็นความผิดฐานกบฏมีโทษประหาร การปฏิเสธว่ากฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ใช่กฎหมาย การเรียกรายงานตัวจึงถือว่าไม่มีค่าให้สนใจ การเดินทางไปอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อประกาศจุดยืนไม่ยอมรับรัฐประหาร และประกาศ “หลักการ 5 ประการ” จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ได้มีการจัดกิจกรรมที่สวนเงินมีมาอีกครั้งอันส่งผลให้นักศึกษาถูกจับกุมรวมทั้งสิ้น 14 คน&amp;lt;ref&amp;gt; “ตำรวจจับกุมนักศึกษา”ขบวนประชาธิปไตยใหม่”ที่สวนเงินมีมา คุมตัวไป สน.พระราชวัง,”ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, (26มิถุนายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1435316860&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2559. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจับกุมนักศึกษากลุ่มนี้นำไปสู่การรวมตัวแสดงพลังและเรียกร้องให้ปล่อยนักศึกษา ในช่วงเวลานี้ได้เริ่มมีการแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ อาทิเช่น การใช้ข้อความร่วม (hashtag) ว่า #ปล่อยนักศึกษา#เราคือเพื่อนกัน ผ่านสังคมออนไลน์ รวมถึงจัดกิจกรรมข้อความบนกำแพงเพื่อเรียกร้องให้ปล่อย 14 นักศึกษา กิจกรรมเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของผู้คนในวงกว้าง มีนักศึกษา นักวิชาการ ศิลปิน และภาคประชาชน เข้าร่วมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ศาลทหารได้มีคำสั่งให้ปล่อยนักศึกษาทั้ง 14 คน ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2558&amp;lt;ref&amp;gt;รังสิมันต์ โรม, (สัมภาษณ์, 25 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt; หลังจากนั้นขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้มีการปรับปรุงแนวทางการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าเพื่อเป็น “ฝ่ายค้านของ คสช.” อย่างเปิดเผย &amp;lt;ref&amp;gt;รังสิมันต์ โรม, (สัมภาษณ์, 25 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ข้อเรียกร้องของ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะร่วมประการหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม นั่นคือ การต้องมี “ข้อเรียกร้อง” เพื่อให้เป็นเป้าหมายในการผลักดันประเด็น และเคลื่อนไหวทางการเมือง ข้อเรียกร้องยังเป็นการแสดงถึงจุดยืนในทางการเมืองของขบวนการต่างๆ อีกด้วย โดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่ก็มีข้อเรียกร้องและจุดยืนที่เด่นชัด นับตั้งแต่วันที่มีการก่อตั้งคือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและไม่ยอมรับกระบวนการทั้งหลายของคณะรัฐประหาร นอกจากนั้นแล้วยังมีประเด็นข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ประการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หลักการ 5 ประการ”  ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) หลักประชาธิปไตยที่จะทำให้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพเสมอหน้าอย่างเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) หลักความยุติธรรมที่จะช่วยลดความขัดแย้งของคนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดชีวิตของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) หลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคนต้องเคารพและไม่กระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) หลักสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้การเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้น ได้กลายเป็นกระแสสังคมและสามารถสร้างเครือข่ายที่มีจุดยืนร่วมกันขึ้นมาได้ นอกจากนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ยังมีข้อเสนอต่อสังคมต่างประเทศด้วย โดยมีข้อเสนอแนะ 4 ประการ คือ 1) ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร 2) ยุติการดำเนินคดีนักศึกษาและผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ 3) ยุติการคุกคามและการเคารพการทำหน้าที่ของทนายความ และ 4) องค์กรระหว่างประเทศควรติดตามโดยเข้าเยี่ยมและสังเกตการณ์พิจารณาคดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== แนวทางการขับเคลื่อน “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีการประกาศรูปแบบองค์กรที่มีลักษณะเป็น &amp;quot;เครือข่าย&amp;quot; อย่างชัดเจน กล่าวคือ ไม่ได้มีแกนนำแต่เป็นเสมือนคนกลางที่คอยประสานให้กลุ่มต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายสอดรับกัน มารวมตัวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและปัญหาซึ่งกันและกัน โดยมีขบวนการประชาธิปไตยใหม่เป็นสื่อกลาง และภายในขบวนการประชาธิปไตยใหม่จะมี “กองเลขา” ซึ่งมาจากกลุ่มเครือข่ายต่างๆ โดยมีทั้งนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ ศิลปิน และภาคประชาชน ทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ จัดการนัดหมายประชุมกลุ่ม กำหนดทิศทางหรือประเด็นในการเคลื่อนไหว จัดการการเคลื่อนไหว ประสานให้กิจกรรมย่อยต่างๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระดมทุนทรัพย์ และดึงกลุ่มเครือข่ายให้เข้าร่วมกิจกรรม ในกองเลขาจะมีสมาชิกทั้งหมด 8 คน&amp;lt;ref&amp;gt;สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์, (สัมภาษณ์, 23 กุมภาพันธ์ 2559). อนึ่ง นายสิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์ เป็นสมาชิกของกลุ่มประชาธิปไตยศึกษาซึ่งอยู่ในเครือข่ายของขบวนการประชาธิปไตยใหม่&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งจะคอยแบ่งหน้าที่กันทำ อาทิ ดูแลการเงิน ประสานงาน ดูแลสิ่งพิมพ์ ฯลฯ นอกจากนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ยังมี “กลุ่มเครือข่าย” ที่เข้าร่วมกิจกรรมอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งมีทั้งกลุ่มนิสิต นักศึกษา กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาสังคม อาทิ กลุ่มดาวดิน กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) กลุ่มสภาหน้าโดม กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (CCP) กลุ่มเสรีนนทรี กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มศิลปิน กลุ่มแรงงาน ฯลฯ กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้บางกลุ่มมีการดำเนินกิจกรรมอยู่ก่อนหน้านี้ ทว่ามีจุดยืนร่วมกันกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของการระดมทุนนั้น ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้มีการระดมทุนผ่านการจัดกิจกรรมโดยกำหนดให้มีแนวทางการระดมทุน 2 ช่องทาง คือ หนึ่ง การบริจาค ซึ่งเปิดรับการบริจาค 2 รูปแบบ คือการตั้งโต๊ะรับบริจาคในช่วงเวลาที่มีการจัดกิจกรรม และอีกรูปแบบคือการรับบริจาคผ่านบัญชีของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งช่องทางนี้มีจำนวนเงินเข้ามาสม่ำเสมอ&amp;lt;ref&amp;gt;รังสิมันต์ โรม, (สัมภาษณ์, 25 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสอง การจำหน่ายสินค้า ซึ่งขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีการจัดจำหน่ายในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมของกลุ่ม โดยเป็นสินค้าที่ระลึก อาทิ เสื้อยืด กระเป๋าผ้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสินค้าของกลุ่มเครือข่ายมาจำหน่ายเพื่อระดมทุนเข้าสู่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ดังเช่นกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) มีการทำเสื้อยืดเพื่อหารายได้เข้ากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ด้วยเช่นกัน ต่อมาเมื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่เป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไปมากขึ้น รายได้เริ่มเข้ามาในรูปแบบต่างๆ ตลอดถึงการเปลี่ยนเป็นรูปแบบของการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ การพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ และการอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากการระดมทุนแล้ว “การระดมคน” ก็นับเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ขบวนการประชาธิปไตยใหม่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก กลุ่มเครือข่าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ทั้งที่เป็นนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและศิษย์เก่า รวมถึงกลุ่มประชาสังคมที่คอยช่วยเหลือกิจกรรมของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยผู้คนจากกลุ่มเหล่านี้มีลักษณะเป็นผู้ที่มีความตื่นตัวสูง ประเภทที่สอง กลุ่มประชาชนทั่วไป เป็นผู้คนที่ติดตามและมีจุดยืนเหมือนกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เมื่อรับรู้การประชาสัมพันธ์กิจกรรมของขบวนการประชาธิปไตยใหม่จึงสนใจที่จะเข้าร่วม โดยผู้คนกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นผู้ฟัง (audience) และไม่มีความตื่นตัวเท่ากลุ่มแรก&amp;lt;ref&amp;gt;สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์, (สัมภาษณ์, 23 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้ เป้าหมายของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ คือ การขยายฐานของผู้เข้าร่วมออกไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะฐานในกลุ่มประชาชนทั่วไป&amp;lt;ref&amp;gt;รังสิมันต์ โรม, (สัมภาษณ์, 25 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม สิ่งที่จะต้องมีอีกประการหนึ่ง ก็คือ “การเคลื่อนไหว” เพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้องที่มี&amp;lt;ref&amp;gt;ประภาส ปิ่นตบแต่ง, กรอบการวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสังคม, (เชียงใหม่: มูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, 2552), หน้า 153-173. &amp;lt;/ref&amp;gt; ในแต่ละกิจกรรมของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่จัดขึ้น จะต้องมีการประชุมกลุ่ม ซึ่งจะมีในช่วงต้นเดือนของทุกเดือน โดยกองเลขาจะเป็นฝ่ายนัดหมายกลุ่มเครือข่ายต่างๆ พร้อมทั้งกำหนดประเด็นในการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้น ซึ่งจะต้องดึงให้ผู้สนใจเข้าร่วมมากที่สุด เพื่อให้ข้อเรียกร้องถูกนำเสนอไปในวงกว้าง โดยผ่านช่องทางและวิธีการที่หลากหลาย ทั้งนี้สามารถแบ่งกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;รูปแบบแรก&#039;&#039; กิจกรรมหลักของขบวนการประชาธิปไตยใหม่นั้นจะจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 รูปแบบคือ กิจใหญ่ประจำเดือน การใช้สื่อออนไลน์ และการพิมพ์หนังสือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;รูปแบบที่สอง&#039;&#039; กิจกรรมย่อย จะจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆ อาทิ เช่น การจัดกิจกรรมดนตรี ในชื่องาน “เผด็จการอลวน ประชาชนอลเวง” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมย่อยในรูปแบบเสวนาวิชาการที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จัดร่วมกับกลุ่มเครือข่ายอื่น อาทิ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่และกลุ่มประชาธิปไตยศึกษาจัดเสวนาวิชาการ “รู้ทันเผด็จการ The Series Ep. 1 วิธีคิดและยุทธวิธีรัฐบาลทหารในการจัดการผู้ต่อต้าน” เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” กับการเมืองไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปรากฏขึ้นของขบวนการประชาธิปไตยใหม่นับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ และเป็นที่กล่าวถึงอยู่มาก เนื่องจากภายหลังการรัฐประหารไม่มีกลุ่มหรือขบวนการใดที่สามารถรวมตัวต่อต้าน คสช. ได้อย่างเป็นระบบดังเช่นขบวนการประชาธิปไตยใหม่&amp;lt;ref&amp;gt;สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์, (สัมภาษณ์, 23 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt;  อีกทั้งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการประชาธิปไตยใหม่สามารถสร้างผลกระทบต่อการเมืองไทยได้ เพราะประเด็นที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่นำเสนอ เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองของผู้คนในสังคม นับตั้งแต่กิจกรรมในช่วงแรกที่ดุเดือดและพร้อมแตกหัก ดังเช่นเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงที่มีการก่อร่างสร้างองค์กรขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และเหตุการณ์ทางการเมืองที่บีบคั้นนี้เอง เป็นปัจจัยผลักดันให้ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เกิดได้เร็วขึ้น และเป็นที่รับรู้ของผู้คนมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เริ่มมีการจัดเครือข่ายให้เป็นระบบมากขึ้น จึงเริ่มมีแนวทางกิจกรรมที่ชัดเจนและมีสื่อรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ กระนั้นผลที่ตามมา ก็คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมต่างๆ ของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ มักจะถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ ตลอดถึงการติดตามไปยังที่พักอาศัย การไปพบบุคคลรอบข้างของผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่าการขับเคลื่อนกิจกรรมในนาม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ไม่ได้ดำเนินการในนามของปัจเจกบุคคล หากแต่เคลื่อนไหวในนามองค์กร หรือขบวนการเครือข่าย ซึ่งมักถูกโจมตีแบบเหมารวมว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือรับอามิสสินจ้างจากพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หรือ การโจมตีว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดง ฯลฯ  ทั้งนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์, (สัมภาษณ์, 23 กุมภาพันธ์ 2559). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ต้องเผชิญกับการถูกควบคุมตัว ทางกลุ่มจึงแสดงจุดยืนไม่ยอมรับกระบวนการภายใต้การรัฐประหาร เพื่อทำลายความชอบธรรมของกระบวนการ กอปรกับการเข้ามาให้ความช่วยเหลือของกลุ่มเครือข่าย อย่างเช่น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ย่อมส่งผลให้การเลือกที่จะไม่ยอมรับกระบวนการภายใต้การรัฐประหารนับเป็นการเคลื่อนไหวรูปแบบหนึ่งที่จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ในทางลบของ คสช. เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;References/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Goodwin. Jeff and Jasper. James M. (2009). &#039;&#039;&#039;The Social Movement Reader: Case and &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
Concepts.&#039;&#039;&#039; West Sussex: Blackwell Publishing.&lt;br /&gt;
Milan. Stefania. (2013). &#039;&#039;&#039;Social Movements and Their Technologies: Writing Social Change.&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
Hampshire: Palgrave Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อ่านคำประกาศ ชูหลักปชต.-ความยุติธรรม.”วอยซ์ทีวีออนไลน์. (8 มิถุนายน 2558). เข้าถึงจาก &amp;lt;http://news.voicetv.co.th/thailand/215841.html&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตำรวจจับกุมนักศึกษา&amp;quot;ขบวนประชาธิปไตยใหม่&amp;quot;ที่สวนเงินมีมา คุมตัวไป สน.พระราชวัง.” &#039;&#039;&#039;ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.&#039;&#039;&#039; (26 มิถุนายน 2558).เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1435316860&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประภาส ปิ่นตบแต่ง(2552). &#039;&#039;&#039;กรอบการวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสังคม.&#039;&#039;&#039; เชียงใหม่: มูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รังสิมันต์ โรม. (สัมภาษณ์. 25 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. &#039;&#039;&#039;ประมวลสถานการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 24 – 27 มิถุนายน 2558.&#039;&#039;&#039; เอกสารอิเล็กทรอนิกส์. เข้าถึงจาก &amp;lt;https://tlhr2014.files.wordpress.com/2015/08/20150701_-24-27-2558.pdf&amp;gt;. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559.&lt;br /&gt;
สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์. (สัมภาษณ์. 23 กุมภาพันธ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2559).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์. (สัมภาษณ์. 23 กุมภาพันธ์ 2559).&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=12434</id>
		<title>รัฐบุคคล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=12434"/>
		<updated>2016-05-31T04:11:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว&lt;br /&gt;
						&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบุคคล (Man of the State) คือ กลุ่มบุคคลที่ประกอบไปด้วยอดีตผู้นำกองทัพ อดีตข้าราชการระดับสูง ปัญญาชน และนักวิชาการ ซึ่งรวมตัวกันประชุมถกเถียงหาทางออกให้ประเทศ ภายใต้สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่ม[[คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข]] ([[กปปส.]]) ซึ่งออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลที่มี น.ส.[[ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] การประชุมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ [[28 มกราคม พ.ศ. 2557]] ณ ร้านอาหาร ภายในราชกรีฑาสโมสร โปโลคลับ โดยมี พล.อ.[[สายหยุด เกิดผล]]และ ศ.ดร.[[ปราโมทย์ นาครทรรรพ]] เป็นแกนหลัก&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; Siam Intelligence (3 กุมภาพันธ์ 2557) เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&amp;lt;/ref&amp;gt;  มีบทบาทต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ [[22 พฤษภาคม พ.ศ.2557]] โดย[[คณะรักษาความสงบแห่งชาติ]] ([[คสช.]]) อันมีพลเอก [[ประยุทธ์ จันทร์โอชา]] เป็นหัวหน้าคณะ [[ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ]] นาย[[นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สถานภาพของกลุ่มรัฐบุคคล==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “รัฐบุคคล” ก็คือการร่วมกันปรึกษาหารือและแสวงหาทางออกให้ประเทศในสภาวะที่ใกล้ถึง “ทางตัน” ทั้งนี้การจัดตั้งกลุ่มรัฐบุคคลเกิดขึ้นภายหลัง[[ศาลรัฐธรรมนูญ]]วินิจฉัยว่า [[พระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2556]] ที่กำหนดให้มี[[การเลือกตั้ง]][[สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร]]เป็นการทั่วไปในวันที่ [[2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557]] [[ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ]]มาตรา 108 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จได้ในวันเดียวกันได้ &amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;เปิด คำวินิจฉัยกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 2 ก.พ. โมฆะ,&amp;quot; มติชนออนไลน์ (21 มีนาคม  2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395382033&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=01&amp;amp;subcatid=0100&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.สายหยุด เกิดผล อธิบายวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งว่า โดยทั่วไปแล้วการเมืองมี 2 ประเภท กล่าวคือ การเมืองที่เป็นเรื่องของ[[นักการเมือง]] (politician) และการเมืองที่อยู่เหนือฝ่ายต่างๆ แต่ดำรงอยู่เพื่อคุณประโยชน์ของประเทศชาติ หรือ[[รัฐบุรุษ]] (statesman) ซึ่งอย่างหลังต้องมาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้นคณะของตนจึงเลี่ยงมาใช้คำว่า &amp;quot;รัฐบุคคล&amp;quot; (man of the state) ซึ่งเป็นการเมืองที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-partisan politics) แต่เมื่อถึงสภาวการณ์คับขันปราศจากผู้ชี้นำ จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกโดยมีนักวิชาการ อดีตข้าราชการ และอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพที่มีแนวคิดในทางเดียวกัน คือ มีความซื่อตรงและไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง หรือเป็นพลังเงียบที่จะตัดสินได้ว่าประเทศชาติจะดำเนินไปในทิศทางใด รัฐบุคคลจึงเรียกร้องให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบต้องเลือกข้างทางการเมือง เพราะประเทศชาติกำลังเดินลงสู่เหว&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง คณะรัฐบุคคลขอให้กองทัพเลือกข้าง แต่ห้ามปฏิวัติ,&amp;quot; ไทยรัฐออนไลน์, (6 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/401858&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สมาชิก “รัฐบุคคล” เริ่มแรกมี ดังนี้&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ดูประวัติและภูมิหลังของสมาชิกกลุ่มรัฐบุคคลใน &amp;quot;ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; Siam Intelligence (3 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ฝ่ายทหาร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. พล.อ.สายหยุด เกิดผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. พล.อ.วิมล วงศ์วานิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. พล.ร.อ.วิเชษฐ การุณยวนิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. ฝ่ายพลเรือน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. นายสุรพงษ์ ชัยนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายละเอียด : บทบาททางการเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบุคคลเห็นว่าการเมืองไทยนับตั้งแต่ปลายปี 2556 ตกอยู่ในภาวะวิกฤติอันเนื่องมาจากการที่ประชาชนและกลุ่ม กปปส. ซึ่งออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมาก ทั้งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกว่าจ้าง หรือถูกเกณฑ์มา เพราะคนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะหน้าที่การงานดี รวมกับคนชนบทที่เข้าร่วมด้วย พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประเมินสถานภาพของรัฐบาลและผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“รัฐบาลชุดนี้ (รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร—ผู้เรียบเรียง) ทำผิดพลาดหลายอย่าง หากเป็นประเทศอื่นตามมาตรฐานสากล คงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกไปนานแล้ว ผมอยากเน้นย้ำว่า ความรับผิดชอบ ความรู้ผิดรู้ชอบเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ต้องรอให้กระบวนการทางกฎหมายมาสอบสวน เมื่อรัฐบาลไม่ยอมลาออก บ้านเมืองก็ไม่แพ้ ชนะ หากปล่อยไปเช่นนี้ รัฐบาลอยู่ได้ กลุ่ม กปปส.ที่มีกินมีใช้ก็อยู่ได้ แต่ความเสียหายคือ บ้านเมืองประเทศชาติและประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่”&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้จะมีความพยายามจัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่รัฐบุคคลเห็นว่าเป็นเพียง “เกมการเมือง ไม่ใช่เป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ” ดังนั้นจึงเสนอให้[[สถาบันทหาร]]และ[[สถาบันศาล]]รับผิดชอบต่อภาวะวิกฤติทางการเมืองขณะนั้น เมื่อสามารถได้อำนาจรัฐไว้ในครอบครองจึงดำเนินการเป็นองคณะมนตรี มีหน้าที่คัดเลือกคนดีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นจึงคืนอำนาจให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทบาทก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนการรัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบุคคลแสดงบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจนโดยอาศัยข้อเรียกร้องให้คณะบุคคล เช่น [[องคมนตรี]]และกองทัพ ดำเนินการแสวงหาทางออกให้ประเทศโดยการ “ขอพึ่งพระบารมี” ของ[[สถาบันพระมหากษัตริย์]] ทั้งนี้ พล.อ.สายหยุดมองว่าปัญหาการเมืองไทยนับจาก [[14 ตุลาคม พ.ศ. 2516]] &amp;quot;ประเทศเราผ่านวิกฤติมาได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ ก็เห็นว่า ด้วยพระบารมีจะทำให้ประเทศไทยผ่านไปได้..&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ปูมหลัง&#039;คณะรัฐบุคคล&#039;,&amp;quot; คมชัดลึกออนไลน์, (28 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.komchadluek.net/detail/20140428/183635.html&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  วันที่ 14 เมษายน 2557 รัฐบุคคลจึงจัดแถลงเรื่องเสนอให้[[ประธานองคมนตรี]]และ[[รัฐบุรุษ]] เรียกผู้นำกองทัพ ผู้นำฝ่ายตุลาการและผู้นำภาคสังคมทุกส่วนร่วมแสวงหาทางออกจากวิกฤติทางการเมืองของประเทศแล้วร่างพระบรมราชโองการนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]] โดยประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;จับตาแนวคิดคณะรัฐบบุคคล ทางออกผ่านทางตันวิกฤติชาติ?,&amp;quot; แนวหน้า, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/creative/99481&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2557 รัฐบุคคลได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นคณะผู้ทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการในการหาทางออกประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;&#039;ประยุทธ์&#039; เผย รับทราบข้อเสนอคณะรัฐบุคคล,&amp;quot; เดลินิวส์, (13 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/237089&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอของรัฐบุคคลตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากจากสมาชิก[[พรรคเพื่อไทย]] นาย[[พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์]] โฆษกพรรคเพื่อไทย ตอบโต้ว่าการเสนอให้ พล.อ.[[เปรม ติณสูลานนท์]]ซึ่งเป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษทำเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องผิดโดยแท้ เพราะประธานองคมนตรี หรือองคมนตรีไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ จึงแนะนำให้รัฐบุคคลสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและฟังเสียงประชาชน&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;ซัด &#039;คณะรัฐบุคคล&#039; อย่าดึง &#039;ป๋าเปรม&#039; &#039;เด็จพี่&#039; จวก &#039;องคมนตรี&#039; แค่คิดก็ผิดแล้ว!,&amp;quot; แนวหน้า, (15 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99485&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  สำหรับนาย[[อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด]] รองโฆษกพรรคเพื่อไทย มองว่า &amp;quot;พล.อ.เปรมเป็นประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ ดุจภูผาสูงตระหง่าน อยู่เหนือการเมือง สงบนิ่งท่ามกลางพวกฝนตกขี้หมูไหล ที่ไปวุ่นวายท่าน ที่สำคัญ ท่านเคยบอกว่า ผมพอแล้ว คงไม่รับข้อเสนอของพวกรัฐบุคคลที่ตั้งเองอวยกันเอง ไม่รู้จักพอ&amp;quot; &amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;พท.อัดรัฐบุคคลจ้องปล้นอำนาจ เชื่อ &#039;ป๋าเปรม&#039; ปัดข้อเสนอแน่นอน,&amp;quot; แนวหน้า, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99568&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทบาทหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ตัวแทนคณะรัฐบุคคลได้เดินทางไปขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และให้กำลังใจทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ ณ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมอบดอกกุหลาบและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับเจ้าหน้าที่ โดยนายเกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า ผู้ประสานงานคณะรัฐบุคคล กล่าวว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;quot;แม้นว่าในทางหลักการพวกเราจะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องเลือกหนทางนี้ พวกเราจึงออกมาให้กำลังใจกับทหารที่เลือกหนทางนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพื่อต้องการอำนาจ อย่างไรก็ตาม ขอร้องว่าเมื่อแก้ไขปัญหาแล้วก็รีบคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็ว เมื่อทางการเมืองแก้ปัญหาทำการเลือกตั้งได้ประชาธิปไตยจากประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน&amp;quot;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;ตัวแทนคณะรัฐบุคคล-ชมรมสตรีฯ แห่มอบดอกไม้ให้กำลังใจทหารหน้า ทบ.คึกคัก,&amp;quot; ผู้จัดการออนไลน์, (27 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000059144&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเคลื่อนไหวของกล่มรัฐบุคลยังคงสืบเนื่องต่อมาภายหลังเกิดการยึดอำนาจการปกครองแล้ว ทั้งนี้ วันที่ 6 มกราคม 2558 พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานกลุ่มคณะรัฐบุคคล แถลงข่าวถึงข้อเสนอให้ 4 องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศภายหลังการรัฐประหาร ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ [[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] [[สภาปฏิรูปแห่งชาติ]] และ[[กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ]] นำบทเรียนและประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตมาเป็นรากฐานพิจารณามากตรการต่างๆ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรตราให้ชัดเจนถึงบทบาทพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญมิได้กำหนดพระราชอำนาจไว้อย่างชัดแจ้งเพื่อให้อำนาจองค์ประมุขเข้าแก้ไขปัญหากรณีที่เกิดวิกฤติ[[ความขัดแย้ง]]รุนแรงสูงสุดจนไม่สามารถแสวงหาหนทางอื่นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจโดยตรง แต่อาศัยพระราชปรารภ พระราชดำริ [[พระบรมราชโองการ]] หรือพระราชอำนาจทางสังคมโดยธรรม โดยให้สถาบันกองทัพและรัฐบุรุษสนองพระบรมราชโองการ เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง หรืออาจมีหมายเรียกสั่งให้เข้าเฝ้าแทนทั้งคณะเพื่อรับพระบรมราชโองการฯ ตามหน้าที่ขององค์ประมุขชาติ&amp;lt;ref&amp;gt; &amp;quot;เสนอเปิดทางกองทัพ-รัฐบุรุษรับสนองพระบรมราชโองการฯ,&amp;quot; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/627004&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนั้นยังเสนอว่าควรให้มีการนิยามความหมายของคำว่า &amp;quot;[[กบฎ]]&amp;quot; และ &amp;quot;[[รัฐประหาร]]&amp;quot; ให้เกิดความชัดเจนเพราะที่ผ่านมาคณะที่ปรารถนาดีอยากช่วยเหลือประเทศชาติให้รอดหลุดจาก &amp;quot;ทางตัน&amp;quot; กลับถูกกล่าวหาว่าเป็น &amp;quot;กบฏ&amp;quot; ทั้งการรัฐประหาร ก็ยังเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชน จึง &amp;quot;ไม่ทราบว่าจะเรียกว่ารัฐประหารได้หรือไม่&amp;quot;&amp;lt;ref&amp;gt;&amp;quot;รัฐบุคคล เสนอ&amp;quot;รัฐบุรุษ-ทหาร&amp;quot;เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ-ชี้ รัฐประหาร 22 พ.ค.ไม่ใช่ &amp;quot;กบฏ&amp;quot;,&amp;quot; มติชนออนไลน์, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1420533227&lt;br /&gt;
&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ใครเป็นใครในกลุ่ม “รัฐบุคคล” (Man of The State),&amp;quot; &#039;&#039;&#039;Siam Intelligence&#039;&#039;&#039; (3 กุมภาพันธ์ 2557) เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.siamintelligence.com/man-of-state-member/&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จับตาแนวคิดคณะรัฐบบุคคล ทางออกผ่านทางตันวิกฤติชาติ?,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/creative/99481&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ซัด &#039;คณะรัฐบุคคล&#039; อย่าดึง &#039;ป๋าเปรม&#039; &#039;เด็จพี่&#039; จวก &#039;องคมนตรี&#039; แค่คิดก็ผิดแล้ว!,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (15 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99485&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตัวแทนคณะรัฐบุคคล-ชมรมสตรีฯ แห่มอบดอกไม้ให้กำลังใจทหารหน้า ทบ.คึกคัก,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (27 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?&lt;br /&gt;
NewsID=9570000059144&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&#039;ประยุทธ์&#039; เผย รับทราบข้อเสนอคณะรัฐบุคคล,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;เดลินิวส์&#039;&#039;&#039;, (13 พฤษภาคม 2557), เข้าถึงจาก  &amp;lt;http://www.dailynews.co.th/Content/politics/237089&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ปูมหลัง&#039;คณะรัฐบุคคล&#039;,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;คมชัดลึกออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (28 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.komchadluek.net/detail/20140428/183635.html&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เปิด คำวินิจฉัยกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 2 ก.พ. โมฆะ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนออนไลน์&#039;&#039;&#039; (21 มีนาคม 2557), เข้าถึงจาก&amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395382033&lt;br /&gt;
&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=01&amp;amp;subcatid=0100&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง คณะรัฐบุคคลขอให้กองทัพเลือกข้าง แต่ห้ามปฏิวัติ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;ไทยรัฐออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 กุมภาพันธ์ 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.thairath.co.th/content/401858&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พท.อัดรัฐบุคคลจ้องปล้นอำนาจ เชื่อ &#039;ป๋าเปรม&#039; ปัดข้อเสนอแน่นอน,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039;, (16 เมษายน 2557), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.naewna.com/politic/99568&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐบุคคล เสนอ&amp;quot;รัฐบุรุษ-ทหาร&amp;quot;เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ-ชี้ รัฐประหาร 22 พ.ค.ไม่ใช่ &amp;quot;กบฏ&amp;quot;,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;มติชนออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.matichon.co.th/news_&lt;br /&gt;
detail.php?newsid=1420533227&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เสนอเปิดทางกองทัพ-รัฐบุรุษรับสนองพระบรมราชโองการฯ,&amp;quot; &#039;&#039;&#039;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&#039;&#039;&#039;, (6 มกราคม 2558), เข้าถึงจาก &amp;lt;http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/627004&amp;gt;. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2558.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5&amp;diff=12433</id>
		<title>การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5&amp;diff=12433"/>
		<updated>2016-05-31T04:07:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; : นางสาววรรณวนัช  สว่างแจ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; : นายจเร พันธุ์เปรื่อง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของการถวายสัตย์ปฏิญาณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า  “สัตย์ปฏิญาณ” ประกอบไปด้วยคำสองคำ คือ “สัตย์” เป็นคำนาม สะกดแบบสันสกฤต แปลว่า ความจริง  ซึ่งตรงกับคำว่า “สัจ” หรือ”สัจจ” ซึ่งเป็นการสะกดแบบบาลี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ปฏิญาณ”  เป็นคำศรัทธา สะกดแบบบาลี แปลว่าให้คำมั่นสัญญา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ถวายสัตย์ปฏิญาณ” จึงแปลได้ว่า ถวาย (ให้) คำมั่นสัญญาอันเป็นความจริง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลใดเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี แม้จะมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว บุคคลนั้นยังไม่ควรเริ่มปฏิบัติงานจนกว่าจะได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อนแล้วจึงจะเข้ารับหน้าที่และเริ่มปฏิบัติงานได้ การที่มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีแล้วแต่รัฐมนตรีใหม่ผู้ใดยังไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ในทางกฎหมายถือว่าผู้นั้นยังเป็นรัฐมนตรีที่ไม่สมบูรณ์  ยังใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==ที่มาของการถวายสัตย์ปฏิญาณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การถวายสัตย์ปฏิญาณ กล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณสืบทอดมาจากพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (พระราชพิธีศิริสัจจปานกาลหรือพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจา)  เนื่องจากประชาชนสมัยโบราณมีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งพระบาทสมเด็จเป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุด และเป็นศูนย์กลางของพระราชอาณาจักร เพื่อให้    พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบานประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง ส่วนในทางปฏิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอา  คมศาสตราวุธต่างๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่งด้วยการโอมอ่านลิลิตโองการแช่งน้ำ ถือว่าเป็นพิธีระงับยุคเขนของบ้านเมือง พระราชพิธีนี้เชื่อว่ามีมาก่อนการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นที่แพร่หลายในดินแดนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังมีหลักฐานจารึกที่กรอบประตูศิลาของโบราณสถานพิมานอากาศในเมืองนครธมว่า เป็นคำสาบานของพวกข้าราชการที่เรียกว่า พระตำรวจ ถวายสัตย์สาบานต่อพระเจ้าศรีสูริยวรมันที่ 1&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
		ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นมีหลักฐานวรรณกรรมเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำใช้เป็นประกาศคำถวายสัตย์ในพระราชพิธีถือน้ำ พระราชพิธีดังกล่าวนี้ยังประกอบในโอกาส             ต่างๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีถือน้ำเมื่ออกสงคราม นอกเหนือไปจากที่กระทำเป็นประจำทุกปี ปีละสองครั้ง ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่วิหารพระมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นเทวรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน หากผู้ใดไม่สามารถเข้ามาถือน้ำในกรุงศรีอยุธยาได้ จะประกอบพระราชพิธีถือน้ำที่วัดอารามใหญ่ๆ ในท้องที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแต่เดิมนั้น กระทำหลายครั้งในช่วงปี จากหลักฐานที่พบในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งการถือน้ำออกเป็น 2 แบบใหญ่ คือ การถือน้ำประจำ และการถือน้ำจร ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		1. การถือน้ำประจำ สามารถแยกย่อยออกได้ตามฐานะทางสังคมคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1  การถือน้ำของพระบรมวงศานุวงศ์  ข้าราชการทหารและพลเรือนทุกคน รวมทั้งภรรยา บุตร ธิดา และข้ารับใช้ของพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาพระราชวงศ์ต่างๆ ที่มีศักดินา 400 ขึ้นไป กำหนดให้ถือน้ำในพิธีตรุษ เดือน 5 และพิธีสารทเดือน 10 ปีละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1.2  การถือน้ำของทหารที่เข้าเวรประจำเดือนที่ผลัดเปลี่ยนเวรประจำการกันไปทุกเดือน กำหนดให้ถือน้ำทุกวันขึ้น 3 ค่ำ เพราะขณะนั้นมีระบบการเกณฑ์ราษฎรเข้ารับราชการทหารที่เรียกว่า เข้าเดือน-ออกเดือน จึงมีการสลับสับเปลี่ยนตัวคนกันตลอดทุกเดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การถือน้ำจร  เป็นการถือน้ำในกรณีพิเศษที่ไม่กำหนดเวลาตายตัว ขึ้นกับสภาวะเหตุการณ์แวดล้อมเป็นหลัก แยกย่อยออกได้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การถือน้ำเมื่อมีการผลัดแผ่นดิน จะต้องมีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาถวายพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ในทันทีที่ทรงรับราชสมบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2.2 การถือน้ำเมื่อมีผู้ที่มาแต่เมืองปัจจามิตรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.3 การถือน้ำเมื่อมีการถวายตัวของบุคคลที่เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาข้อราชการต่างๆ ในทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง  ในปัจจุบันสำหรับข้อนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็น “การถวายสัตย์ปฏิญาณตน” ต่อเฉพาะพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทนการดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การถวายสัตย์ปฏิญาณตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการถวายสัตย์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้ง 19 ฉบับ พบว่า มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ดังปรากฏถ้อยคำในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ  ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 (27 มิถุนายน 2475)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 (10 ธันวาคม 2475)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 (9 พฤษภาคม 2489)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 (9 พฤศจิกายน 2490)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 (23 มีนาคม 2492)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 141&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระบรมนามาภิไธย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 (8 มีนาคม 2495)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 (28 มกราคม 2502)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 (20 มิถุนายน 2511)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 138&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 (15 ธันวาคม 2515)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 (4 ตุลาคม 2517)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 178 ก่อนเข้ารับหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 (23 ตุลาคม 2519)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 (9 พฤศจิกายน 2520)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 (22 ธันวาคม 2521)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 147 ก่อนเข้ารับหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 (1 มีนาคม 2534)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 (9 ธันวาคม 2534)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 160 ก่อนเข้ารับหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 (11 ตุลาคม 2540)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 205 ก่อนเข้ารับหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 (1 ตุลาคม 2549)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 (24 สิงหาคม 2550)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 175 ก่อนเข้ารับหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19) รัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 (22 กรกฎาคม 2557)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมาตรา 19 วรรคสอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่พระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระพักตร์พระมหากษัตริย์ โดยเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รวมมีบทบัญญัติดังกล่าวปรากฏในรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 ฉบับ จนถึงฉบับปัจจุบัน ซึ่งถ้อยคำของคำปฏิญาณทุกถ้อยคำเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 โดยมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เพียงเล็กน้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ลำดับขั้นตอนของการถวายสัตย์ปฏิญาณ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ &lt;br /&gt;
4.1  การเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท&lt;br /&gt;
หมายถึงการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลนั้นเดินทางไปเฝ้าตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด ที่หมายถึงต้องมีการนัดหมายก่อน ผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณต้องแต่งกายตามระเบียบ ในกรณีนี้คือแต่งชุดปกติขาว (สุภาพบุรุษ เสื้อนอกราชปะแตนคอปิดสีขาว กลัดกระดุม 5 เม็ด ประดับแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กางเกงขายาวสีขาว รองเท้าสีดำ ส่วนสุภาพสตรีแต่งชุดปกติขาว ตามระเบียบเครื่องแต่งกายสตรี) และต้องเดินทางไปปรากฏตัวเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จ         พระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปล่งวาจาตามถ้อยคำที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
4.2  การถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
หมายถึง การเปล่งวาจากล่าวคำพูด แสดงความตั้งใจ แต่การจะปล่อยให้กล่าวออกมา จากใจตามธรรมชาตินั้น อาจจะเกิดความสับสนแก่ผู้กล่าวได้ จึงมีการเอาหลักกฎหมายมาจับ โดยการกำหนดถ้อยคำที่เป็นระเบียบแบบแผนขึ้น&lt;br /&gt;
ในการถวายสัตย์ปฏิญาณ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้านายกรัฐมนตรีจะเป็นโต๊ะตั้งธูปเทียนแพ เมื่อได้เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ  พระราชดำเนินเข้ามา และประทับยืนอยู่หน้าพระราชอาสน์ นายกรัฐมนตรีจะถวายคำนับ เปิดกรวยดอกไม้ ถวายคำนับ แล้วกราบบังคมทูลเปิดตัวขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;br /&gt;
จากนั้น นายกรัฐมนตรีจึงเริ่มกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ โดยเว้นจังหวะให้รัฐมนตรีกล่าวตามเป็นวรรคๆ จนจบประโยค แล้วถวายคำนับรออยู่ ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชทานพร แล้วเสด็จขึ้น เป็นอันเสร็จพิธี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==สรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวได้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีโดยการเปล่งวาจาก่อนเข้ารับหน้าที่ทางราชการนั้นๆ และถือเอาวันนั้นเป็นการเริ่มปฏิบัติหน้าที่งานเป็นวันแรก อย่างไร     ก็ตาม ยังมีการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อีกหลายกรณีที่มิใช่เพียงแต่การถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐมนตรีเท่านั้น โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 เป็นต้นมา ได้บัญญัติให้องคมนตรี คณะรัฐมนตรี และผู้พิพากษา ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนเข้ารับหน้าที่ และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้เพิ่มเติมให้บุคคลดังนี้ ได้แก่องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้พิพากษา และตุลาการ ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนเข้ารับหน้าที่ อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน.พระนคร, องค์การค้าของคุรุสภา. 2506.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พัฒน์ นีลวัฒนานนท์. “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 4, 25 (มิถุนายน 2499).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนตรี ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 17, 9 (สิงหาคม 2512).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิษณุ เครืองาม, เรื่องเล่าจากเนติบริกร, วิษณุ เครืองาม, ชุดที่ 3, หลังม่านการเมือง, มติชน, พิมพ์ ครั้งแรก.กรุงเทพฯ.  2556.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เผ่าทอง ทองเจือ. น้ำพระพิพัฒน์สัตยา (ตอนที่ 1). สืบค้นจาก http://www.thairath.co.th/content/268039 (สืบค้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2557).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พัฒน์ นีลวัฒนานนท์. “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 4, 25 (มิถุนายน 2499).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนตรี ชลายนเดชะ. “พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา.” รัฐสภาสาร. 17, 9 (สิงหาคม 2512).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน). 2556.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน. “คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์”. ผู้จัดการรายวัน. 10 กรกฎาคม 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิษณุ เครืองาม. เรื่องเล่าจากเนติบริกร. ชุดที่ 3. หลังม่านการเมือง. พิมพ์ครั้งแรก.กรุงเทพฯ :  2556.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รวมรัฐธรรมนูญ. สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/elaw/ (สืบค้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2557).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:คณะรัฐมนตรี]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99&amp;diff=12432</id>
		<title>การปฏิบัติราชการแทน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99&amp;diff=12432"/>
		<updated>2016-05-31T03:57:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย..&#039;&#039;&#039;อาจารย์บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ..&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความหมายของการปฏิบัติราชการแทน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การปฏิบัติราชการแทน หมายถึงการมอบอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นๆ ที่ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง หรือมติของ[[คณะรัฐมนตรี]]ในเรื่องใด ให้กับผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการเดียวกันหรือส่วนราชการอื่น หรือ[[ผู้ว่าราชการจังหวัด]]ให้ปฏิบัติราชการแทน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับมอบอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ,หมวด 5 มาตรา 38-40.&amp;lt;/ref&amp;gt;   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความสำคัญของการปฏิบัติราชการแทน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ใน[[การบริหารราชแผ่นดิน]] เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ และกระจายอำนาจความรับผิดชอบ จึงมีบทบัญญัติในการปฏิบัติราชการแทนโดยผู้ปฏิบัติราชการแทนจะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้มอบอำนาจและการมอบอำนาจจะมีอยู่ตลอดจนกว่าจะมีการยกเลิกการมอบอำนาจนั้น   ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การปฏิบัติราชการแทนในการบริหารราชการแผ่นดิน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในการบริหารราชการแผ่นดินผู้มีอำนาจในการบริหารราชการอาจจะมอบอำนาจในการสั่งการ อนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่น โดยผู้มีอำนาจในการบริหารราชการสามารถมอบอำนาจให้แก่ผู้มีอำนาจชั้นรองเพื่อปฏิบัติราชการแทน  โดยที่ผู้มอบอำนาจยังคงดำรงตำแหน่งและยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ผู้รับมอบอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
หลักในการมอบอำนาจด้วยกัน 5 ประการ คือ&amp;lt;ref&amp;gt;เฉลิมพงศ์  มีสมนัย, ไตรรัตน์  โภคพลากรณ์ และคณะ,  การบริหารราชการไทย, พิมพ์ครั้งที่ 5, (นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551).&amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
1. เป็นอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2. กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
3. การมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4. เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้นและจะมอบอำนาจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ (เว้นแต่กรณีการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งกฎหมายกำหนดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอำนาจนั้นต่อไปอีกได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค)&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5. เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534]] หมวด 5 มาตรา 38 – 40 ได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข้อมูลแสดงการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- นายกรัฐมนตรี (ผู้มอบอำนาจ) / รองนายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)/ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง , ปลัดกระทรวง ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อธิบดีหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ) / รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง , ปลัดทบวง , อธิบดี ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้มอบอำนาจ) / รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)/ รองปลัดกระทรวง , ผู้ช่วยปลัดกระทรวง , อธิบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดทบวง (ผู้มอบอำนาจ) / รองปลัดทบวง , ผู้ช่วยปลัดทบวง , อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ผู้มอบอำนาจ) / รองอธิบดี , ผู้ช่วยอธิบดี , ผู้อำนวยการกอง ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้ากอง , หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามมาตรา 31 วรรค 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ผู้มอบอำนาจ) / ข้าราชการในกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ) / รองผู้ว่าราชการจังหวัด , ปลัดจังหวัด ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด , นายอำเภอ , ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- นายอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ) / ปลัดอำเภอ , หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ) / ปลัดอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ) / หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นนอกจาก (1) ถึง (12) (ผู้มอบอำนาจ) /&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฉลิมพงศ์  มีสมนัย, ไตรรัตน์  โภคพลากรณ์ และคณะ,  &#039;&#039;&#039;การบริหารราชการไทย,&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 5, นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ,หมวด 5 มาตรา 38-40.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== หนังสืออ่านประกอบ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มานิตย์ จุมปา, (2548), &#039;&#039;&#039;คำอธิบายกฎหมายปกครองว่าด้วยการจัดระเบียบราชการบริหาร&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานครสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธันยวัฒน์ รัตนสัค,(2555), &#039;&#039;&#039;การบริหารราชการไทย&#039;&#039;&#039; ,เชียงใหม่ : คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99&amp;diff=12431</id>
		<title>การปฏิบัติราชการแทน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99&amp;diff=12431"/>
		<updated>2016-05-31T03:56:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;เรียบเรียงโดย..&#039;&#039;&#039;อาจารย์บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ..&#039;&#039;&#039; รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความหมายของการปฏิบัติราชการแทน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การปฏิบัติราชการแทน หมายถึงการมอบอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นๆ ที่ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง หรือมติของ[[คณะรัฐมนตรี]]ในเรื่องใด ให้กับผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการเดียวกันหรือส่วนราชการอื่น หรือ[[ผู้ว่าราชการจังหวัด]]ให้ปฏิบัติราชการแทน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับมอบอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ,หมวด 5 มาตรา 38-40.&amp;lt;/ref&amp;gt;   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความสำคัญของการปฏิบัติราชการแทน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ใน[[การบริหารราชแผ่นดิน]] เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ และกระจายอำนาจความรับผิดชอบ จึงมีบทบัญญัติในการปฏิบัติราชการแทนโดยผู้ปฏิบัติราชการแทนจะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้มอบอำนาจและการมอบอำนาจจะมีอยู่ตลอดจนกว่าจะมีการยกเลิกการมอบอำนาจนั้น   ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การปฏิบัติราชการแทนในการบริหารราชการแผ่นดิน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในการบริหารราชการแผ่นดินผู้มีอำนาจในการบริหารราชการอาจจะมอบอำนาจในการสั่งการ อนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่น โดยผู้มีอำนาจในการบริหารราชการสามารถมอบอำนาจให้แก่ผู้มีอำนาจชั้นรองเพื่อปฏิบัติราชการแทน  โดยที่ผู้มอบอำนาจยังคงดำรงตำแหน่งและยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ผู้รับมอบอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
หลักในการมอบอำนาจด้วยกัน 5 ประการ คือ&amp;lt;ref&amp;gt;เฉลิมพงศ์  มีสมนัย, ไตรรัตน์  โภคพลากรณ์ และคณะ,  การบริหารราชการไทย, พิมพ์ครั้งที่ 5, (นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551).&amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
1. เป็นอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2. กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
3. การมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4. เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้นและจะมอบอำนาจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ (เว้นแต่กรณีการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งกฎหมายกำหนดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอำนาจนั้นต่อไปอีกได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค)&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5. เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534]] หมวด 5 มาตรา 38 – 40 ได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลแสดงการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- นายกรัฐมนตรี (ผู้มอบอำนาจ) / รองนายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)/ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง , ปลัดกระทรวง ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อธิบดีหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ) / รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง , ปลัดทบวง , อธิบดี ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้รับมอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้มอบอำนาจ) / รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)/ รองปลัดกระทรวง , ผู้ช่วยปลัดกระทรวง , อธิบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดทบวง (ผู้มอบอำนาจ) / รองปลัดทบวง , ผู้ช่วยปลัดทบวง , อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ผู้มอบอำนาจ) / รองอธิบดี , ผู้ช่วยอธิบดี , ผู้อำนวยการกอง ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้ากอง , หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามมาตรา 31 วรรค 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ผู้มอบอำนาจ) / ข้าราชการในกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ) / รองผู้ว่าราชการจังหวัด , ปลัดจังหวัด ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด , นายอำเภอ , ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- นายอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ) / ปลัดอำเภอ , หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ) / ปลัดอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (ผู้มอบอำนาจ) / หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ ,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้าส่วนราชการประจำกิ่งอำเภอ (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นนอกจาก (1) ถึง (12) (ผู้มอบอำนาจ) /&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ผู้มอบอำนาจ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฉลิมพงศ์  มีสมนัย, ไตรรัตน์  โภคพลากรณ์ และคณะ,  &#039;&#039;&#039;การบริหารราชการไทย,&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 5, นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ,หมวด 5 มาตรา 38-40.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== หนังสืออ่านประกอบ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มานิตย์ จุมปา, (2548), &#039;&#039;&#039;คำอธิบายกฎหมายปกครองว่าด้วยการจัดระเบียบราชการบริหาร&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานครสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธันยวัฒน์ รัตนสัค,(2555), &#039;&#039;&#039;การบริหารราชการไทย&#039;&#039;&#039; ,เชียงใหม่ : คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ASEAN_UNIVERSITY_NETWORK_(AUN)_%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99&amp;diff=12430</id>
		<title>ASEAN UNIVERSITY NETWORK (AUN) เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ASEAN_UNIVERSITY_NETWORK_(AUN)_%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99&amp;diff=12430"/>
		<updated>2016-05-31T03:47:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==บทนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1ที่มาและความสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
AUN หรือเครือข่ายมหาวิทยาลัยในอาเซียนเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความร่วมมือกันของกลุ่มประเทศใน[[ภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้]]เป็นองค์กรเพื่อการพัฒนาภูมิภาคร่วมกันในด้านต่างๆ ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลก็เป็นอีกด้านที่ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญ &amp;lt;ref&amp;gt;   Salita Seedokmai, “THE ROLE OF THE ASEAN UNIVERSITY NETWORK IN CREATING AWARENESS OF ASEAN THROUGH YOUTH PARTICIPANT,”( Southeast Asian Studies Program Chulalongkorn University,2013).&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยในการประชุม [[ASEAN Summit]] ครั้งที่ 4 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เล็งเห็นความสำคัญในการเร่งสร้างความเป็นปึกแผ่น และส่งเสริมการพัฒนาอัตลักษณ์ของภูมิภาคโดยเน้นในส่วนของทรัพยากรบุคคล เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกันของเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ใน[[อาเซียน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลาต่อมาจึงมีการลงนามตามข้อตกลงโดยมหาวิทยาลัยสมาชิกในการก่อตั้ง [[ASEAN University Network]] ขึ้นหรือที่รู้จักกันในนาม AUN อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ[[คณะรัฐมนตรี]]ในการบริหารจัดการการศึกษาจาก 6 ประเทศด้วยกัน ในแรกเริ่มนั้นมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมทั้งสิ้น 11 มหาวิทยาลัย โดยมอบอำนาจตามข้อตกลงแก่คณะกรรมการผู้ได้รับมอบหมายและเลขาธิการซึ่งมีคณะกรรมการผู้บริหารเป็นผู้จัดการดูแล&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
คณะกรรมการผู้ได้รับมอบหมายได้จัดการประชุมหารือครั้งแรกขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2539 เพื่อวางแผนการดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคอาเซียนข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเครือข่าย และความร่วมมือด้านวิจัย &amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Network University, 2015. “HISTORY and BACKGROUND.”&lt;br /&gt;
&amp;lt;http://www.aunsec.org/ourhistory.php&amp;gt; (accessed  March 24 ,2015).&lt;br /&gt;
 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากการลงนามรับรอง[[กฏบัตรอาเซียน]]ใน พ.ศ.2550 AUN  ได้มีบทบาทสำคัญในฐานะองค์กรที่มีผลงานทางด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมผ่านการดำเนินการเรื่องของการจัดโปรแกรมและกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการจัดการการศึกษาเกี่ยวกับอาเซียนในระดับอุดมศึกษาและพัฒนาความร่วมมือในระหว่างภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเรื่องของการศึกษาในมาตรฐานระดับสากล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
AUN  มียุทธศาสตร์ที่เน้นความสำคัญในเรื่องการสร้างอัตลักษณ์โดยสร้างความร่วมมือร่วมใจกันของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนาภูมิภาค&amp;lt;ref&amp;gt;   Ibid.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งมีการดำเนินการดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	หลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเชิงสหวิทยาการ ในระดับการศึกษาที่มีการมอบปริญญาบัตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	หลักสูตรความร่วมมือการจัดการศึกษาในภูมิภาคเกี่ยวกับอาเซียนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกโดยสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากกว่าหนึ่งประเทศสมาชิกขึ้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	การทำวิจัยในระดับภูมิภาคอาเซียนโดยการร่วมมือกันของนักวิทยาศาสตร์และนักศึกษามากกว่าหนึ่งประเทศสมาชิกขึ้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	หลักสูตรเยี่ยมเยือนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณาจารย์ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการศึกษาจากแนวคิดของประเทศสมาชิกหนึ่งไปยังอีกประเทศสมาชิกหนึ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==องค์กร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 นโยบายการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายของ เครือข่ายมหาวิทยาลัยในอาเซียน ประกอบด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	เสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือกันที่มีอยู่เดิมระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	ก่อให้เกิดความร่วมมือกันทางด้านการศึกษาและการทำวิจัย รวมไปถึงความร่วมมือในการจัดหลักสูตรการศึกษาและการวิจัยโดยเฉพาะในด้านอัตลักษณ์ของอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	เสริมสร้างความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างนักเรียนทุน นักวิชาการ และนักวิจัยในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	สนองตอบต่อทิศทางการปรับนโยบายหลักของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภูมิภาคอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 โครงสร้างขององค์กร&amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Network University, 2015. “ORGANIZATION STRUCTURE”.&lt;br /&gt;
&amp;lt;http://www.aunsec.org/organization.php&amp;gt; (accessed  March 24 ,2015).&lt;br /&gt;
 &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2.1.ระดับนโยบาย&#039;&#039;&#039; Board of Trustee วางรูปแบบและจัดทำแผนนโยบาย ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)	ผู้แทนหน่วยงานรัฐบาลของชาติสมาชิกที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)	เลขาธิการใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)	ประธาน[[คณะกรรมาธิการ]]ของ Board of Trustee&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)	 ประธาน Senior Official Meeting on Education (SOM-ED)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)	ผู้อำนวยการขององค์การ[[รัฐมนตรี]]ศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้Southeast Asian Ministers of Education Organization (SEAMEO)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6)	 เลขาธิการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2.2.ระดับการปฏิบัติการ&#039;&#039;&#039; โดยกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นภาคี ซึ่งในปัจจุบันการดำเนินงานได้ขยายวงกว้างไปถึงจำนวน 30 มหาวิทยาลัยสมาชิก&amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Network University, 2015. “AUN MEMBER UNIVERSITIES”&lt;br /&gt;
&amp;lt;http://www.aunsec.org/aunmemberuniversities.php&amp;gt; (accessed  March 24 ,2015).&lt;br /&gt;
 &amp;lt;/ref&amp;gt;  ได้แก่ 	 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ประเทศบรูไน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ประเทศลาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) ประเทศกัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) ประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) ประเทศฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Brunei Darussalam (UBD)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universitas Gadjah Mada (UGM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universitas Indonesia (UI)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Royal University of Law and Economics (RULE)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Institut Teknologi Bundung (ITB)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universitas Airlangga (UNAIR)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- National University of Laos (NUOL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Royal University of Phnom Penh (RUPP)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Malaya(UM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Sains Malaysia (USM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Putra Malaysia (UPM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Universiti Utara Malaysia (UUM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Burapha University (BUU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Chulalongkorn University (CU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Chiang Mai University (CMU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Mahidol University (MU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Prince of Songkla University (PSU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- University of Yangon (UY)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Institute of Economics, Yangon (IEY)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- University of Mandalay&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- De La Salle University (DLSU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9) ประเทศเวียดนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10) ประเทศสิงคโปร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- University of the Philippines (UP)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Ateneo de Manila University (ATMU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Can Tho University (CTU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Vietnam National University-Ho Chi Minh (VNU-HCM)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Vietnam National University, Hanoi (VNU-HN)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Singapore Management University (SMU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- Nanyang Technological University (NTU)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- National University of Singapore (NUS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.2.3.ระดับการบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; โดยเลขาธิการ AUN ซึ่งคอยประสานงาน ควบคุม ดูแลภาพรวม รวมไปถึงการประเมินผลตั้งแต่กระบวนการวางแผนไปจนถึงการดำเนินการจัดกิจกรรมและหลักสูตรต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสนอความเห็นเพื่อพัฒนาแผนงานและเครื่องมือเพื่อจัดหาและสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง AUN มีสำนักงานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำงานใกล้ชิดกับ[[เลขาธิการอาเซียน]]ในการประสานงานและปฏิบัติการต่างๆภายในภูมิภาคในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.3 งบประมาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่าใช้จ่ายการดำเนินการและกิจกรรมต่างที่จัดขึ้นภายใต้ AUN ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภายในได้แก่ กลุ่มมหาวิทยาลัยสมาชิกในภูมิภาค  นอกจากนั้น AUN ยังรับการสนับสนุนจากจากองค์กรภายนอกซึ่งเป็นคู่เจรจาของอาเซียน ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ The United Nations Development Program (UNDP)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาทขององค์กร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.1บทบาทภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมจะถูกจัดแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเยาวชน,ความร่วมมือทางการศึกษา,มาตรฐาน เครื่องมือ ระบบ และนโยบายของความร่วมมือของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา,หลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาต่างๆ,รูปแบบนโยบายระดับภูมิภาคแบะระดับสากล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.2บทบาทภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีการตกลงร่วมกันเป็นเครือข่ายกับองค์กรอื่นๆเพื่อการจัดกิจกรรมและหลักสูตรต่างๆอย่างหลากหลาย อาทิ ASEAN, ASEAN Foundation, DAAD, EUA, ASIA-EUROPE Foundation,UNESCO,JICA,Japan Foundation, MEXT, Ministry of Education,Ministry of Gender Equality and Family Republic of Korea, ADB, EU etc.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ASEAN Network University, 2015. AUN MEMBER UNIVERSITIES http://www.aunsec.org/aunmemberuniversities.php (accessed  March 24 ,2015). &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ASEAN Network University, 2015. HISTORY and BACKGROUND. http://www.aunsec.org/ourhistory.php (accessed  March 24 ,2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ASEAN Network University, 2015. ORGANIZATION STRUCTURE. http://www.aunsec.org/organization.php (accessed  March 24 ,2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Salita Seedokmai, “THE ROLE OF THE ASEAN UNIVERSITY NETWORK IN CREATING AWARENESS OF ASEAN THROUGH YOUTH PARTICIPANT,”( Southeast Asian Studies Program Chulalongkorn University,2013).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=AEC_Blueprint&amp;diff=12429</id>
		<title>AEC Blueprint</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=AEC_Blueprint&amp;diff=12429"/>
		<updated>2016-05-31T03:40:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==ประวัติความเป็นมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน[[การประชุมสุดยอดอาเซียน]]ครั้งที่  9 เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2003 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียนั้น ผู้นำอาเซียนได้ลงนามใน[[ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน]] (Bali Concord II) &amp;lt;ref&amp;gt;  ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน (Bali Concord II) เกิดขึ้นเนื่องจาก รัฐภาคีอาเซียนเห็นพ้องร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือในเชิงลึกมากขึ้น ด้วยการพัฒนาความร่วมมือในการก่อตั้ง 3 เสาหลัก ที่ประกอบด้วยด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม วัฒนธรรม เพื่อทำให้รัฐภาคีร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และนำมาซึ่งผลประโยชน์ด้านสันติภาพ เสถียรภาพ อันจะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบที่มีความเป็นพลวัตร มีความยืดหยุ่นท่ามกลางการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน &amp;lt;/ref&amp;gt;    เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง[[ประชาคมอาเซียน]] (ASEAN Community) &amp;lt;ref&amp;gt;   ประชาคมอาเซียนประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก คือ 1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community–ASC) 2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC ) เเละ 3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC)&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ในการประชุมสุดอาเซียนครั้งที่ 12 เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2007 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามใน[[ปฏิญญาเซบู]]ว่าด้วยการเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ให้บรรลุผลจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2020 เป็น ค.ศ. 2015  ด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007  ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำประเทศได้ลงนาม “[[ปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียน]]” ( Declaration of the ASEAN Economic Community Blueprint) &amp;lt;ref&amp;gt;  Xinhua .2013.“Backgrounder: Chronology of previous ASEAN summits”.http://www.globaltimes.cn/content/816159.shtml. (accessed April 24 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยแผนงานนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. แผนงานในเชิงบูรณาการในด้านเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี ค.ศ. 2015 หรือพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้ง[[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]] (AEC Blueprint)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ตารางเวลาดำเนินกิจกรรมต่างๆ (Strategic Schedule) &amp;lt;ref&amp;gt;   สภานิติบัญญัติแห่งชาติ.2013. “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) : โอกาสและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย บทวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย จากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)”. http://www.senate.go.th/km_senate2/doc/asean/asean4%20Thai_Industry_and_AEC.pdf  (accessed April 23. 2015).&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วัตถุประสงค์ของ AEC Blueprint==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
AEC Blueprint  มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางและแผนงานในด้านเศรษฐกิจที่จะต้องดำเนินงานให้ชัดเจนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด  โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องเจรจาตกลงกันว่า จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี ค.ศ. 2015 &amp;lt;ref&amp;gt;    สภาปฏิรูปแห่งชาติ.2555.”ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”.&amp;lt;/ref&amp;gt;  และสร้างข้อกำหนดระหว่างประเทศสมาชิกที่จะดำเนินการไปสู่เป้าหมายร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้การจัดให้มี  AEC Blueprint นั้น คล้ายกับกรณีของการทำเกณฑ์อ้างอิง(Benchmark)ในด้านเศรษฐกิจตามช่วงระยะเวลาต่างๆของสหภาพยุโรป  &amp;lt;ref&amp;gt;   สำนักอาเซียน.2550.”พิมพ์เขียวเพื่อการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซ๊ยน (AEC Blueprint)”.   http://www.thailandaec.com/files/834/1/aec_blueprint1.pdf (accessed April 23 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==องค์ประกอบของ AEC Blueprint==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนงานในเชิงบูรณาการในด้านเศรษฐกิจต่างๆหรือพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC Blueprint) มีองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมด 4 เรื่อง&amp;lt;ref&amp;gt;   กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม.2013.”องค์ประกอบของ AEC Blueprint “ http://www.dip.go.th/Portals/0/AEC/องค์ประกอบของAEC_Blueprint.pdf (accessed April 23.2015).&amp;lt;/ref&amp;gt;  ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว  (Single Market &amp;amp; Production Base) ซึ่งองค์ประกอบนี้จะนำไปสู่การใช้กฎระเบียบการค้าในประเทศสมาชิกทั้งหมดเป็นอย่างเดียวกัน(Harmonization of Rules and Regulations) ทั้งในด้านมาตรฐาน คุณภาพ ราคา อัตราภาษีรวมถึงกฎระเบียบในการซื้อขาย การขจัดมาตรการและข้อกีดกันต่างๆรวมถึง การมีมาตรการอำนวย ความสะดวกทางการค้า เงื่อนไขการเคลื่อนย้ายบุคคล สัญชาติอาเซียน ประเภทการบริการและการลงทุนที่เสรีมากขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;   สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางเเละขนาดย่อม.2553.”ถนนสู่  AEC เพื่อ  SMEs ไทย”.  http://www.sme.go.th/Documents/internationalization/ถนนสู่%20AEC%20เพื่อ%20SMEs%20ไทย.pdf2553(accessed April 23.2015).&amp;lt;/ref&amp;gt;  ตัวอย่างเช่น การยกเลิกภาษีศุลกากร การยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) การอำนวยความสะดวกทางการค้า การจัดตั้ง [[ASEAN Single Window]] ปรับประสานมาตรฐานและลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า รวมถึงการเปิดเสรีภาพทางการค้าและการลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสร้างอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในเวทีการค้าโลก (Highly Competitive Economic Region) คือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งจะให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายอื่นๆที่จะช่วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยการออกกฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขนส่ง เป็นต้น การจัดระบบการค้าให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และ มาตรฐานทางภาษีที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.  การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกอาเซียน(Equitable Economic Development)  กรณีนี้จะเป็นการสนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เน้นการมีส่วนร่วมและขยายตัวของ SMEs การลดช่องว่างระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกใหม่ (CLMV)&amp;lt;ref&amp;gt;   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.2555.”ประชาคมอาเซียนกับตัวชี้วัดความสำเร็จ”.&lt;br /&gt;
http://tdri.or.th/tdri-insight/asean_measures/(accessed April 24 2015).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/ref&amp;gt; และสมาชิกเก่า(ASEAN6)ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Initiative for ASEAN Integration (IAI) และ ASEAN-help-ASEAN Program เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก (Integration into Global Economy)องค์ประกอบนี้จะเน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจ ของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค โดยดำเนิน 2 มาตรการ &amp;lt;ref&amp;gt;   ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้.2013.”AEC Blueprint”. http://www.maejopoll.mju.ac.th/goverment/20111119104835_2011_maejopoll/Doc_25570616153529_431996.pdf (accessed April 24 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt;ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.การจัดทําเขตการค้าเสรี(FTA)  การให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุนภายใต้เขตการลงทุนอาเซียน (AIA : ASEAN Investment Area) กับนักลงทุนภายนอกอาเซียน และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การมีส่วนร่วมในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน คือการมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่าย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีก &amp;lt;ref&amp;gt;   สำนักอาเซียน.2550.อ้างแล้ว. &amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่ การปรับปรุงกลไกด้านสถาบันโดยการจัดตั้งกลไกการหารือระดับสูง ประกอบด้วยผู้แทนระดับ[[รัฐมนตรี]]ทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนอาเซียนตลอดจนการพัฒนากลไกการตรวจสอบติดตามผลการดำเนิน (Peer Review) และจัดหาแหล่งทรัพยากรสำหรับการดำเนินงานกิจกรรมต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ตารางสรุปรายละเอียดAEC Blueprint&amp;lt;ref&amp;gt;  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม.2013. อ้างแล้ว. &amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การเป็นตลาดเดียว และฐานการผลิตร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) เปิดเสรีทางการค้าสินค้า (AFTA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) เปิดเสรีการค้าบริการ (AFAS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) เปิดเสรีการลงทุน (AIA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) เคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างกันได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เปิดเสรีการเคลื่อนย้าย แรงงานฝีมือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) รวมกลุ่มสาขาอุตสาหกรรม สําคัญให้เป็นห่วงโซ่อุปทาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ส่งเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ส่งเสริม การสร้าง ความสามารถ ในด้านต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) นโยบายการแข่งขัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การคุ้มครองผู้บริโภค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) กฎระเบียบภาษีอากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเงิน การขนส่งและเทคโนโลยี สารสนเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค เป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เศรษฐกิจของสมาชิกและ ลดช่องว่างของระดับการ พัฒนาระหว่างสมาชิกเก่า และใหม่ เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การพัฒนา SMEs&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) แผนงานการริเริ่มการรวมตัวอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) Initiative for ASEAN Integration: IAI&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การบูรณาการเข้ากับ เศรษฐกิจโลก ส่งเสริมการรวมกลุ่มเข้ากับ ประชาคมโลก โดยเน้นการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรับประสานนโยบาย เศรษฐกิจของอาเซียนกับ ประเทศ ภายนอกภูมิภาค เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การจัดทําเขตการค้าเสรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) การสร้างเครือข่ายในด้าน การผลิตและจําหน่าย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม.2013.องค์ประกอบของ AEC Blueprint. http://www.dip.go.th/Portals/0/AEC/องค์ประกอบของAEC_Blueprint.pdf (accessed April 23.2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.2555.ประชาคมอาเซียนกับตัวชี้วัดความสำเร็จ. http://tdri.or.th/tdri-insight/asean_measures/(accessed April 24 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ.2013. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) : โอกาสและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย บทวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย จากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC). http://www.senate.go.th/km_senate2/doc/asean/asean4%20Thai_Industry_and_AEC.pdf  (accessed April 23. 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม.2553.ถนนสู่  AEC เพื่อ  SMEs ไทย. www.sme.go.th/Documents/internationalization/ถนนสู่%20AEC%20เพื่อ%20SMEs%20ไทย.pdf2553 (accessed April 23.2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาปฏิรูปแห่งชาติ.2555.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. https://edoc.parliament.go.th/getfile.aspx?id=589926&amp;amp;file=04.%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.pdf&amp;amp;download=1.(accessed April 24 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักอาเซียน.2550.พิมพ์เขียวเพื่อการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint). http://www.thailandaec.com/files/834/1/aec_blueprint1.pdf (accessed April 23 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้.2013.AEC Blueprint. http://www.maejopoll.mju.ac.th/goverment/20111119104835_2011_maejopoll/Doc_25570616153529_431996.pdf (accessed April 24 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Xinhua .2013.Backgrounder: Chronology of previous ASEAN summits. http://www.globaltimes.cn/content/816159.shtml. (accessed April 24 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(ASEAN_Investment_Area_:_AIA)&amp;diff=12428</id>
		<title>เขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area : AIA)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(ASEAN_Investment_Area_:_AIA)&amp;diff=12428"/>
		<updated>2016-05-31T03:36:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==บทนำ==&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
เขตการลงทุนอาเซียน  จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือการลงทุน[[อาเซียน]]  อันเป็นผลมาจาก[[การประชุมสุดยอดอาเซียน]]ครั้งที่ 5 ในปี ค.ศ. 1998  โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้มีข้อตกลงในระดับภูมิภาคร่วมกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ&amp;lt;ref&amp;gt;   Lawan Thanadsillapakul .2015. “Open Regionalism and Deeper Integration: The Implementation of ASEAN Investment Area (AIA) and ASEAN Free Trade Area (AFTA).” http://www.thailawforum.com/articles/lawanasean7.html (Accessed May 21.2015)&amp;lt;/ref&amp;gt;   ศักยภาพของการไหลเวียนของเงินทุนทั้งจากนอกภูมิภาคและในภูมิภาค ให้อาเซียนมีความน่าดึงดูดในแง่ของการลงทุน  เป็นตลาดที่เปิดแก่เหล่าผู้ประกอบการ โดยจะครอบคลุมเฉพาะการลงทุนโดยตรง ไม่รวมถึงการลงทุนหลักทรัพย์ &amp;lt;ref&amp;gt;    องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก.2012.”ASEAN.” http://eco-cooperation.exteen.com/20100214/asean  (Accessed May 21.2015)&amp;lt;/ref&amp;gt; อย่างไรก็ตามการมีข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นการแสดงถึงความชัดเจนในกระบวนการของ[[เขตการค้าเสรีอาเซียน]] (AFTA-ASEAN Free Trade Area) อีกด้วย ต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 6  ได้ออก “มาตรการเข้มข้น” เพื่อมาฟื้นฟูวิกฤตการเศรษฐกิจในภูมิภาคและเร่งรัดเพื่อให้มาตรการของ AIA เกิดผลโดยเร็ว ยกตัวอย่างเช่น มาตรการยกเว้นภาษีให้ผู้ประกอบการอาเซียนในระยะแรกเริ่ม และสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติได้รับการลดภาษีร้อยละ 30  หรือยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าประเภททุน  เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==พันธกรณีตามข้อตกลง== &lt;br /&gt;
          &lt;br /&gt;
ข้อตกลงที่ปรากฏอยู่ในเขตการลงทุนอาเซียน มีผลผูกพันสมาชิก ให้ลดบรรดากฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นข้อจำกัดการลงทุนในอาเซียน โดยมีกรอบเวลากำหนดเพื่อเป็นหลักประกัน  ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ประเทศอาเซียนจะเปิดเสรีการลงทุนในด้านอุตสาหกรรม รวมถึงให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนสัญชาติประเทศสมาชิกอาเซียนให้เท่าเทียมกับสิทธิที่จะให้แก่นักลงทุนสัญชาติประเทศตัวเอง โดยต้องให้สิทธิดังกล่าวภายใน 6 เดือน หลังจากมีการทำข้อตกลงดังกล่าว (7 ตุลาคม ค.ศ. 1998) นอกจากนี้ในส่วนภาคการผลิต กลุ่มประเทศอาเซียน 6 (สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์  ไทย) จากต้องให้สิทธิดังกล่าวภายในปี 2003 และเช่นเดียวกับพม่าที่จะต้องร่วมผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวภายในปี ค.ศ.2003  &amp;lt;ref&amp;gt;  Supra note 1. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
     &lt;br /&gt;
==การดำเนินการ== &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้เขตการลงทุนอาเซียนแผนการดำเนินการประกอบไปด้วยมาตรการหลากหลายเพื่อสนับสนุนและเอื้อให้เกิดการลงทุนในอาเซียน มีการจัดประชุมสัมมนาพูดคุยเรื่องการ จัดให้มีมาตรการเอื้อประโยชน์ร่วมกัน เรื่องการส่งเสริมการลงทุนจากภายนอกกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและกิจการเพื่อการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ  ความร่วมมือกันในภาคสาธารณชนในด้านการกำหนดกฎเกณฑ์การลงทุน  การกำหนดนโยบายรัฐ ที่จะออกมาตรการเฉพาะที่จะสร้างความโปร่งใสของระบบการค้าการลงทุน เพื่อจะกำจัดอุปสรรคทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน การจัดโครงการฝึกฝนบุคลากรที่จะให้บริการในด้านการลงทุนและข้อมูลข่าวสาร มีการระบุสถิติการเข้ามาลงทุนในด้านต่างๆจากต่างชาติ โดยจะต้องส่งข้อมูลให้แก่ (ASEAN Heads of Investment Agencies - AHIR) ดูแล และควบคุมการดำเนินการต่างๆในเขตการลงทุนอาเซียน โครงการดังกล่าวยังรวมไปถึงการรวบรวมมาตรการหรือสิ่งจูงใจใดๆที่จะเป็นการเอื้อให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ จัดพิมพ์สรุปส่งให้แก่รัฐสมาชิกทั้งหลาย เพื่อใช้ในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนของรัฐนั้นๆ เอง ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงเขตการลงทุนอาเซียนและการเอื้อให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ นำมาสู่ 3 โครงการย่อย ดังนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;  Supra note 1 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ASEAN Supporting Industrial Database (ASID) โครงการฐานข้อมูลอุตสาหกรรมสนับสนุนประเทศอาเซียน เพื่อให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการประเมินสถานภาพทางด้านอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดกลยุทธ์นโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และเพื่อประโยชน์แก่ภาคเอกชนในการร่วมทุนและการติดต่อธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.โครงการจัดระบบเทคโนโลยีที่อาเซียนเป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของเพื่อเอื้อให้มีการใช้เทคโนโลยีจากภายในกลุ่มเอง ให้ความชัดเจนในการจับคู่ค้าในการลงทุน  สนับสนุนการลงทุนร่วม เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับเทคโนโลยีที่ผลิตได้ในอาเซียน ให้ได้ใช้ในอาเซียน และเพิ่งโอกาสการส่งออกเพื่อนำไปใช้กับประเทศนอกกลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.โครงการสรุปนโยบายและมาตรการต่างๆที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาเซียน เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับนโยบายและมาตรการพื้นฐานในแต่ละประเทศสมาชิก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปี ค.ศ.2009 [[รัฐมนตรี]]เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกทั้ง 10  ประเทศได้มีการทำความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement (ACIA)) อันเป็นการปรับปรุงข้อตกลงเขตการลงทุนอาเซียน พร้อมกับผนวกข้อตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ASEAN Investment Guarantee Agreement- IGA) เข้าด้วยกัน &amp;lt;ref&amp;gt;   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน,”ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (Asean Comprehensive Investment Agreement (ACIA))” &amp;lt;https://www.google.co.th/webhp?sourceid=chrome-instant&amp;amp;ion=1&amp;amp;espv=2&amp;amp;ie=UTF-8#q=acia+asean+comprehensive+investment+agreement++%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;gt;Z(Accessed  October 26.2015)&amp;lt;/ref&amp;gt; ความตกลงนี้ประกอบด้วย 4 หลักการที่สำคัญคือ การเปิดเสรีการลงทุน การให้ความคุ้มครองการลงทุน การส่งเสริมการลงทุน และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในการลงทุนของอาเซียนในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยมีแนวคิดเปิดการค้าเสรีที่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนบางประการที่มีในข้อตกลงเขตการลงทุนอาเซียนออกไป &amp;lt;ref&amp;gt; Sondre Ulvund Solstad. 2013. “Introduction to the ASEAN Comprehensive Investment Agreement” &amp;lt;http://www.aseanbriefing.com/news/2013/04/12/introduction-to-the-asean-comprehensive-investment-agreement.html#sthash.zzLhAv2i.dpuf http://www.aseanbriefing.com/news/2013/04/12/introduction-to-the-asean-comprehensive-investment-agreement.html&amp;gt;(Accessed  October 26.2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==คณะกรรมการเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council)==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการเขตการลงทุนอาเซียน อยู่ภายใต้อำนาจการบริหารของคณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ประกอบจากรัฐมนตรีจากรัฐสมาชิกทั้ง 10 ประเทศและเลขาธิการอาเซียน ดูแลและควบคุมการดำเนินทางด้านเศรษฐกิจและระบบการลงทุน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางแถลงการณ์ดำเนินงานจากการประชุมร่วมโดยคณะกรรมการเขตการลงทุนอาเซียน &amp;lt;ref&amp;gt;  Nick Freeman.The Future of Foreign Investment in Southeast Asia. (New York:Routledge Curzon,2004),page. 97-98 . &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ครั้งที่ 1 วันที่ 5 มีนาคม 1999 ณ ภูเก็ต ประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ครั้งที่ 2 วันที่ 29 กันยายน 1999 ณ สิงคโปร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ครั้งที่ 3 วันที่ 4 ตุลาคม 2000 ณ เชียงใหม่ ประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) ครั้งที่ 4 วันที่ 14 กันยายน 2001 ณ ฮานอย เวียดนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างข้อตกลงที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาเซียน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;  Ibid. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ปี ค.ศ. 1987 เรื่อง ASEAN agreement for the promotion and protection of investments&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ปี ค.ศ. 1996 เรื่อง Protocol to amend the 1987 Agreement for the protection of investment&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ปี ค.ศ. 1996 เรื่อง Protocol on dispute settlement mechanism&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) ปี ค.ศ. 1998 เรื่อง Framework agreement on AIA&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ปี ค.ศ. 2001 เรื่อง Protocol to amend the 1988 framework agreement on the AIA&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจระหว่างกันได้ง่ายขึ้น ตลอดจนอัตราภาษีที่ลดต่ำลงจาก AFTA อันเป็นการขยายฐานการผลิตรวมไปถึงตลาดสินค้าในอาเซียน &amp;lt;ref&amp;gt;    องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก.2012.อ้างแล้ว.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้ด้วยการสนับหนุนให้มีการเคลื่อนไหวของเงินทุนอย่างเสรี แรงงานที่มีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความท้าทายของเขตการลงทุนอาเซียน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทยแล้วมีนักลงทุนมากมายที่สนใจการลงทุนในประเทศอาเซียน เพียงแต่การลงทุนที่แท้จริงนั้นมักจะเป็นไปในลักษณะของการร่วมลงทุนในระดับใหญ่  ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหา จึงได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการลงทุนในระดับกลางด้วย เพื่อให้มีการกระจายโอกาสการลงทุนแก่ประชาชน  โดยทางคณะกรรมการและเหล่านักลงทุนต่างได้มาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้นำมาซึ่งช่องทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีการซื้อขายแต่ละทอดในประเทศอาเซียนต่างก็เพิ่มมูลค่าของตัวสินค้าไปเรื่อยๆในแต่ละประเทศสมาชิก&amp;lt;ref&amp;gt;  Yossarin Boonwiwattanakarn.2015.” Thai investment in Asean lagging behind regional colleagues.” http://www.nationmultimedia.com/business/Thai-investment-in-Asean-lagging-behind-regional-c-30209408.html (Accessed May 23,.2015) &amp;lt;/ref&amp;gt; สำหรับในอาเซียนเอง สินค้าที่มีความเคลื่อนไหวในระบบเศรษฐกิจอาเซียนคือ รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  สินค้าอาหาร และสินค้าจำพวกผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ดังนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนก็ดำรงสถานภาพเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) เช่นกัน ดังนี้จึงเป็นความท้าทายว่าเหล่าประเทศอาเซียนจะรักษาความสมดุลระหว่างการให้สิทธิประโยชน์กับประเทศในกลุ่มเขตการลงทุนอาเซียน กับประเทศคู่ค้าที่อยู่ในกลุ่มองค์การค้าโลกแต่อยู่นอกกลุ่มอาเซียนอย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทสรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขตการลงทุนอาเซียนเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังที่เกิดจากการรวมตัวเป็นอาเซียน โดยการที่เหล่าประเทศสมาชิกจะให้สิทธิประโยชน์ระหว่างกัน ทั้งนี้ได้มีมาตรการส่งเสริมต่างๆ มากมาย รวมไปถึงการจัดประชุมเพื่อติดตามผลเป็นระยะ อย่างไรก็ดี ในขณะที่อาเซียนพยายามจะรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศก็ดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นๆ และดำเนินกิจกรรมในฐานะสมาชิกขององค์การการค้าในรูปแบบอื่นไปพร้อมๆ กัน แต่ละประเทศสมาชิกจึงมีการให้สิทธิพิเศษหรือมีข้อผูกพันอื่นๆ กับประเทศนอกกลุ่มอาเซียนซึ่งอาจจะส่งผลให้เขตการลงทุนอาเซียนลดความสำคัญและด้อยประสิทธิภาพลง ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจต้องมีการวางแนวนโยบายร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเหล่านักลงทุนสัญชาติอาเซียนที่หวังพึ่งเขตการตกลงดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก.2012.ASEAN. http://eco-cooperation.exteen.com/20100214/asean  (Accessed May 21.2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lawan Thanadsillapakul .2015. Open Regionalism and Deeper Integration: The Implementation of ASEAN Investment Area (AIA) and ASEAN Free Trade Area (AFTA). http://www.thailawforum.com/articles/lawanasean7.html (Accessed May 21.2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nick Freeman.The Future of Foreign Investment in Southeast Asia. New York:Routledge Curzon,2004.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sondre Ulvund Solstad. 2013. “Introduction to the ASEAN Comprehensive Investment Agreement” http://www.aseanbriefing.com/news/2013/04/12/introduction-to-the-asean-comprehensive-investment-agreement.html#sthash.zzLhAv2i.dpuf http://www.aseanbriefing.com/news/2013/04/12/introduction-to-the-asean-comprehensive-investment-agreement.html (Accessed  October 26.2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Yossarin Boonwiwattanakarn.2015. Thai investment in ASEAN lagging behind regional colleagues. http://www.nationmultimedia.com/business/Thai-investment-in-Asean-lagging-behind-regional-c-30209408.html (Accessed May 23,.2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Secretary-General_of_ASEAN_and_ASEAN_Secretariat)&amp;diff=12427</id>
		<title>เลขาธิการอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียน (Secretary-General of ASEAN and ASEAN Secretariat)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Secretary-General_of_ASEAN_and_ASEAN_Secretariat)&amp;diff=12427"/>
		<updated>2016-05-31T03:33:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==สำนักเลขาธิการอาเซียน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 ประวัติความเป็นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สำนักงานเลขาธิการอาเซียน]]ถูกจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงที่ลงนามโดย[[รัฐมนตรี]]ต่างประเทศอาเซียน ในระหว่าง[[การประชุมสุดยอดอาเซียน]]ครั้งที่ 1 วันที่  24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 &amp;lt;ref&amp;gt;   The ASEAN Secretariat.2556. “About ASEAN Secretariat”. http://www.asean.org/asean/asean-secretariat/about-asean-secretariat(accessed June 25 2015).&amp;lt;/ref&amp;gt; ปัจจุบัน สำนักเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ ณ เลขที่ 70 A  ถนนสิสิงคมังคราชา กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย   โดยภายในสำนักเลขาธิการอาเซียนได้จัดแบ่งโครงสร้างภายในดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 หน้าที่และวิสัยทัศน์ของสำนักเลขาธิการอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้าที่ของสำนักเลขาธิการอาเซียน คือ เป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ทั้ง 10 ประเทศ และระหว่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา&amp;lt;ref&amp;gt;  อุไรวรรณ รุ่งไหรัญ.2555. “ทัศนะของเลขาธิการอาเซียนต่อการเตรียมความพร้อม เข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย” http://www.journalhri.com/pdf/0702_10.PDF(accessed June 25 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt;  เพื่อให้ความร่วมมือขององค์กรใน[[อาเซียน]]เป็นไปได้โดยมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้โครงการและกิจกรรมของอาเซียนสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล&amp;lt;ref&amp;gt;  The ASEAN Secretariat.2556.อ้างเเล้ว. &amp;lt;/ref&amp;gt;   ดังนี้ ภารกิจของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน จึงเป็นการริเริ่ม อำนวยความสะดวกและประสานงานความร่วมมือ ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอาเซียน เพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์และหลักการของอาเซียนที่ปรากฎใน[[กฎบัตรอาเซียน]] &amp;lt;ref&amp;gt;  The ASEAN Secretariat.2556.อ้างเเล้ว. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิสัยทัศน์ของสำนักเลขาธิการอาเซียน คือ ใน ค.ศ.2015 สำนักเลขาธิการอาเซียน ประสงค์ที่จะเป็นศูนย์กลางของ[[ประชาคมอาเซียน]]ที่มีความเข้มแข็ง และมีความมั่นใจที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ปฏิบัติตาม[[ตราสารอาเซียน]]และดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนอาเซียนทั้งปวง  &amp;lt;ref&amp;gt;  The ASEAN Secretariat.2556.อ้างเเล้ว. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากหน้าที่และวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น การดำเนินงานต่างๆของสำนักเลขาธิการอาเซียน จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ [[เลขาธิการอาเซียน]] ( Secretary General of ASEAN ) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นผู้แทนขององค์กรในการดำเนินกิจการงานต่างๆทั้งภายในและภายนอกขององค์กร นอกจากนั้นยังมี เจ้าหน้าที่ประจำองค์กร ที่มีความสามารถที่คัดเลือกมาจาก[[พลเมือง]]ของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ &amp;lt;ref&amp;gt;  สมเกียรติ อ่อนวิมล.2556”คอลัมน์ บันทึกอาเซียน | ASEAN DIARY”  . http://guru.truelife.com/issue/content/view/387618 (accessed June 25 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.3 สำนักเลขาธิการอาเซียนในไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแต่ละประเทศสมาชิก จะมีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ ( National ASEAN Secretariat) เป็นหน่วยงานระดับกรมในกระทรวงต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น กรมอาเซียน กระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกิจการอาเซียนและติดตามผลการดำเนินงานของอาเซียนภายในประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Corner.2559 “สำนักงานเลขาธิการอาเซียน”.http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/asean/aseansecret.pdf (accessed January 25 2016). &amp;lt;/ref&amp;gt;  โดยหน้าที่ของ[[กรมอาเซียน]]ในฐานะสำนักเลขา&lt;br /&gt;
ธิการแห่งชาตินั้น มีดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก)  เป็นผู้ประสานงานกลางแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข)  เป็นหน่วยงานระดับชาติซึ่งเก็บรักษาข้อสนเทศในเรื่องทั้งปวงเกี่ยวกับอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ค)  เป็นผู้ประสานงานระดับชาติเกี่ยวกับการอนุวัติข้อตัดสินใจของอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ง)  เป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนการเตรียมการระดับชาติของการประชุมอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(จ)  ส่งเสริมอัตลักษณ์และความสำนึกเกี่ยวกับอาเซียนในระดับชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ฉ)  ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาประชาคมอาเซียน &amp;lt;ref&amp;gt; กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.2559 “กรมอาเซียนในฐานะสำนักงานเลขาธิการอาเซียน” .http://www.mfa.go.th/asean/th/organize/30088-กรมอาเซียนในฐานะสำนักเลขาธิการอาเ.html(accessed January 25 2016). &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== เลขาธิการอาเซียน ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 หน้าที่ของเลขาธิการอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้าที่ของเลขาธิการอาเซียน คือ กำกับดูแลงานของอาเซียนในภาพรวม อำนวยความสะดวกพร้อมทั้งสอดส่องดูแลความคืบหน้าในงานด้านต่างๆของอาเซียนและเสนอเข้ารายงานประจำปีต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน นอกจากนี้ยังเข้าร่วมประชุมต่างๆที่เป็นกิจกรรมสำคัญของอาเซียนและเสนอแนะความคิดเห็นของอาเซียนและเข้าร่วมประชุมกับภาคีภายนอกตามที่ได้รับมอบหมาย ในฐานะผู้แทนของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย &amp;lt;ref&amp;gt; กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.2558. “หนังสือ 58 คำตอบ สู่ประชาคมอาเซียน” 2558.  http://www.led.go.th/asean/pdf/1/1-21.pdf(accessed June 25 2015).&amp;lt;/ref&amp;gt; ดังนั้นการคัดเลือกเลขาธิการอาเซียนนั้น จึงต้องพิจารณาจาก “[[ASEAN Character]]” หรือ บุคลิกความเป็นอาเซียนของสำนักเลขาธิการอาเซียน  (The ASEAN Character of the Secretariat) ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจาก บุคลิกของชาติสมาชิก (Particular Character of the Member States) ที่ต่างมีผลประโยชน์ที่ต้องปกป้อง  ดังนั้นผู้ที่จะเป็นเลขาธิการอาเซียนต้องมีบทบาท ท่าที และความเห็นในนามอาเซียน ไม่ใช่ในนามประเทศใดประเทศหนึ่งหรือประเทศที่ตนมีสัญชาติ &amp;lt;ref&amp;gt;   สุรินทร์ พิศสุวรรณ.2555.”ห้าปีบนเก้าอี้เลขาธิการอาเซียน”&lt;br /&gt;
http://www.sarakadee.com/2013/04/10/dr-surintra/3/ (accessed June 28 2015).&lt;br /&gt;
&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 วิธีการคัดเลือกและวาระการดำรงตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนได้นั้น ต้องได้รับการแต่งตั้งโดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน&amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Charter  : Article 11 (1)  “ให้เลขาธิการอาเซียนได้รับการแต่งตั้งโดยที่ประชุม สุดยอดอาเซียน โดยมีวาระการดํารงตําแหน่งห้าปีที่ไม่สามารถต่ออายุได้ และให้ได้รับการเลือกจากคนชาติของรัฐสมาชิกอาเซียน บนพื้นฐานของการหมุนเวียนตามลําดับตัวอักษร โดยคํานึงตามสมควรถึงความซื่อสัตย์สุจริต ความสามารถ รวมถึงประสบการณทางวิชาชีพ และความเท่าเทียมกันทางเพศ”  &amp;lt;/ref&amp;gt;   โดยวิธีการคัดเลือกคือ พิจารณาจากการเสนอชื่อของประเทศที่มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้สมัคร โดยใช้หลักการเวียนตัวอักษรภาษาอังกฤษของประเทศสมาชิก&amp;lt;ref&amp;gt;   ASEAN Charter  : Article 11 (1) &amp;lt;/ref&amp;gt;   โดยคำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริต ความสามารถ รวมถึงประสบการณ์ทางวิชาชีพและ[[ความเท่าเทียมทางเพศ]]เป็นสำคัญ&amp;lt;ref&amp;gt;  ASEAN Charter  : Article 11 (1)  &amp;lt;/ref&amp;gt;   ทั้งนี้เลขาธิการอาเซียนมีวาระการดำรงตำแหน่ง เพียง 1 สมัย คือ 5 ปีเท่านั้นโดยไม่สามารถต่ออายุได้  &amp;lt;ref&amp;gt;   ASEAN Charter  : Article 11 (1) &amp;lt;/ref&amp;gt; ตามกฎบัตรอาเซียนผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน พึงได้รับการสนับสนุนจากรองเลขาธิการอาเซียน 4 คน บนเงื่อนไขว่า รองเลขาธิการอาเซียนทั้ง 4 คนนี้จะต้องมีสัญชาติที่แตกต่างกันเองภายในผู้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการอาเซียนและแตกต่างจากเลขาธิการอาเซียนเป็นสำคัญ กล่าวคือ เลขาธิการอาเซียนและรองเลขาธิการอาเซียน ทุกคนล้วนแต่มีสัญชาติที่ต่างกันไป &amp;lt;ref&amp;gt;   ASEAN Charter  : Article 11 (5) “รองเลขาธิการอาเซียนทั้งสี่คนต้องมีสัญชาติที่แตกต่างจากเลขาธิการอาเซียนและมาจากรัฐสมาชิกที่แตกต่างกันสี่รัฐสมาชิกอาเซียน” &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนอยู่ด้วยกัน 2 คน คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.นาย[[แผน วรรณเมธี]] (16 กรกฎาคม 2527 - 15 กรกฎาคม 2529) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ดร.[[สุรินทร์ พิศสุวรรณ]]  (1 มกราคม 2551 - 31 ธันวาคม 2555)&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
==รายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน&amp;lt;ref&amp;gt;  The ASEAN Secretariat.2014. “Former Secretaries-General of ASEAN”. http://www.asean.org/asean/asean-secretariat/former-secretaries-general-of-asean (accessed June 28 2015). &amp;lt;/ref&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) H.R DHARSONO , 7 June 1976 to 18 Feb 1978, Indonesia&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) UMARJADI NOTOWIJONO, 19 Feb 1978 to 30 June 1978, Indonesia&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) DATUK ALI BIN ABDULLAH, 10 July 1978 to 30 June 1980, Malaysia&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) NARCISO G. REYES, 1 July 1980 to 1 July 1982, The Philippines&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) CHAN KAI YAU, 18 July 1982 to 15 July 1984 , Singapore&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) PHAN WANNAMETHEE, 16 July 1984 to 15 July 1986, Thailand&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) RODERICK YONG, 16 July 1986 to 16 July 1989, Brunei Darussalam&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) RUSLI NOOR, 17 July 1989 to 1 Jan 1993, Indonesia&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9) DATO AJIT SINGH, 1 Jan 1993 to 31 Dec 1997, Malaysia&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10) RODOLFO C. SEVERINO JR., 1 Jan 1998 to 31 Dec 2002, The Philippines&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11) ONG KENG YONG, 1 Jan 2003 to 31 Dec 2007, Singapore&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12) Dr. SURIN PITSUWAN, 1 Jan 2008 to 31 Dec 2012, Thailand&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13) H.E. Le Luong Minh, The Secretary-General of ASEAN 2013 -2017, Viet Nam&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.2559 “กรมอาเซียนในฐานะสำนักงานเลขาธิการอาเซียน” .http://www.mfa.go.th/asean/th/organize/30088-กรมอาเซียนในฐานะสำนักเลขาธิการอาเ.html(accessed January 25 2016).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.2558. “หนังสือ 58 คำตอบ สู่ประชาคมอาเซียน” 2558. http://www.led.go.th/asean/pdf/1/1-21.pdf(accessed June 25 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการปกครอง.2558.”มองอาเซียน 360 ํ องศา (ASEAN 360 degree)” http://www.iadopa.org/index.php/component/content/article/80-2013-04-10-06-58-31/117-as0001 (accessed June 28 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเกียรติ อ่อนวิมล.2556”คอลัมน์ บันทึกอาเซียน | ASEAN DIARY”  . http://guru.truelife.com/issue/content/view/387618 (accessed June 25 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุรินทร์ พิศสุวรรณ.2555.”ห้าปีบนเก้าอี้เลขาธิการอาเซียน”http://www.sarakadee.com/2013/04/10/dr-surintra/3/ (accessed June 28 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ASEAN Corner.2559 “สำนักงานเลขาธิการอาเซียน.” http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/asean/aseansecret.pdf (accessed January 25 2016).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The ASEAN Secretariat.2014. “Former Secretaries-General of ASEAN”. http://www.asean.org/asean/asean-secretariat/former-secretaries-general-of-asean (accessed June 28 2015).&lt;br /&gt;
อุไรวรรณ รุ่งไหรัญ.2555. “ทัศนะของเลขาธิการอาเซียนต่อการเตรียมความพร้อม เข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย” http://www.journalhri.com/pdf/0702_10.PDF(accessed June 25 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Human Rights in ASEAN.2555.“About ASEAN”.http://humanrightsinasean.info/asean-background/asean-structure.html (accessed June 28 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The ASEAN Secretariat.2556. “About ASEAN Secretariat”. http://www.asean.org/asean/asean-secretariat/about-asean-secretariat (accessed June 25 2015).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Mutual_Recognition_Arrangements:_MRAs)&amp;diff=12426</id>
		<title>ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน (Mutual Recognition Arrangements: MRAs)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Mutual_Recognition_Arrangements:_MRAs)&amp;diff=12426"/>
		<updated>2016-05-31T03:24:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==บทนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
MRA นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการตกลงด้านการค้าสินค้าที่เสนอระหว่างกันโดยให้แต่ละฝ่ายยอมรับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าของกันและกันที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้มีไว้เพื่อขจัดปัญหาเมื่อประเทศคู่ค้ามีมาตรฐานในการพิจารณารับสินค้าไม่ตรงกัน ทำให้ประเทศผู้รับเพียงแค่พิจารณามาตรฐานหรือวิธีการตรวจสอบของประเทศคู่ค้าก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีการตรวจสอบภายในประเทศของตนซ้ำอีก  &amp;lt;ref&amp;gt;  ISIT.2015. “สถานการณ์ด้าน MRA ของไทย.” www.isit.or.th/uploads/Trademeasures/596-file.doc (Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเพิ่มโอกาสให้มีการค้าสินค้ากันได้ง่านขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อการเปิดเสรีการค้าอย่างยิ่งเมื่อมาพิจารณาอีกมุมหนึ่งจะพบว่า MRAs ก็มีสาระสำคัญที่ใกล้เคียงกันหากแต่เป็นข้อตกลงยอมรับร่วมกันของงานบริการในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพในอาเซียน โดยให้แต่ละฝ่ายยอมรับคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพนั้นๆ ตามประเทศผู้ส่งได้เลย โดยไม่ต้องพิจารณาซ้ำในประเทศของตนอีก แต่ก็ยังมีข้อกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนจึงจะเข้ามาทำงานได้ ทั้งนี้เพื่อให้แรงงานมีฝีมือหรือแรงงานวิชาชีพภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายในกลุ่มประเทศที่เป็นภาคีได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ที่มาและความสำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศต่างร่วมลงนามในแถลงการณ์ Bali concord II กำหนดให้จัดทำขอตกลงยอมรับร่วมในด้านของคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน (MRAs) โดยมีจุดยอมรับร่วมกันในเรื่องคุณสมบัติของผู้ทำงานที่มีลักษณะเป็นงานบริการในกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย  แพทย์  วิศวกร  บัญชี สถาปนิก  พยาบาล นักสำรวจ ทันตแพทย์ และบริการการท่องเที่ยว สำหรับคุณสมบัติที่เหล่าประเทศสมาชิกต่างหาจุดร่วมกันคือ การศึกษาและประสบการณ์การทำงาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักวิชาชีพดังกล่าวจะสามารถเข้าไปทำงานในรัฐสมาชิก ข้อตกลงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพเป็นไปโดยสะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ ลดช่องว่างและยกระดับมาตรฐานของความสามารถบุคคลากร[[อาเซียน]]&amp;lt;ref&amp;gt;  สถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว.2554 “MRA คืออะไร.”http://secretary.mots.go.th/person/ewt_news.php?nid=1547(Accessed May 29 ,2015)&amp;lt;/ref&amp;gt;  และนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practice) แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของประเทศนั้นๆ เสียก่อน เช่น การขอใบอนุญาตการทำงาน การขึ้นทะเบียน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้ลงนามในข้อตกลง MRAs ของวิชาชีพต่างๆ 8 วิชาชีพแล้วดังนี้ &amp;lt;ref&amp;gt; ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2015.โครงการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานสู่การเป็นประชาคมอาเซียน. ”ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน”(Mutual Recognition Arrangements: MRAs).” http://www.mol.go.th/sites/default/files/downloads/pdf/12._bththii_8_MRAs.pdf.(Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพแพทย์ของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Medical Practitioners)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพทันตแพทย์ของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Dental Practitioners)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการพยาบาลของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Nursing Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิศวกรรมของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Engineering Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาสถาปัตยกรรมของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Architectural Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) ข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติด้านการสำรวจของอาเซียน (ASEAN Framework Arrangement for the Mutual Recognition of Surveying Qualifications)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) กรอบข้อตกลงยอมรับร่วมวิชาชีพบัญชีของอาเซียน (ASEAN Framework Mutual Recognition Arrangement Framework on Accountancy Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 )ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวในแต่ละวิชาชีพจะกำหนดวัตถุประสงค์ หลักการ ประโยชน์ที่จะได้รับ คุณสมบัติในการประกอบอาชีพนั้นๆ และกลไกการดำเนินงาน ในลักษณะดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) &#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039; : เพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพต่างๆ ในอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความชำนาญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างกันเพื่อนำไปสู่แนวการปฏิบัติที่ดีที่สุดในวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสและช่วยพัฒนาศักยภาพในวงการวิชาชีพดังกล่าวด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) &#039;&#039;&#039;หลักการ&#039;&#039;&#039; : เปิดให้เฉพาะบุคลากรวิชาชีพนั้นที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้สามารถมาจดทะเบียนหรือขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพดังกล่าวในประเทศอาเซียนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ประเทศนั้นๆกำหนดไว้ด้วย เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจจะต้องผ่านการประเมิน หรืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์การที่ประเทศนั้นกำหนดให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) &#039;&#039;&#039;ประโยชน์ที่จะได้รับ&#039;&#039;&#039; :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะช่วยให้บุคคลากรวิชาชีพนั้นมีความสะดวกในการย้ายไปทำงานในประเทศอาเซียนเพราะกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รตกลงดังกล่าวลดขั้นตอนการตรวจสอบหรือการรับรองวุฒิที่ยุ่งยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของประเทศที่ไปทำงานอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) &#039;&#039;&#039;คุณสมบัติในการประกอบอาชีพนั้นๆ&#039;&#039;&#039; :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคลากรวิชาชีพดังกล่าวจะขอจดทะเบียนเป็นบุคลากรต่างชาติวิชาชีพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเข้าทำงานในประเทศนั้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคุณสมบัติครบตามที่ระบุไว้ตามเงื่อนไข เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องสำเร็จการศึกษาในวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้จดทะเบียนหรือมีใบอนุญาตการทำงานในวิชาชีพนั้นๆในประเทศตน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) &#039;&#039;&#039;กลไกการดำเนินงาน&#039;&#039;&#039; : จะมีหน่วยงานกำกับดูแลวิชาชีพนั้นๆ โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานที่ได้รับอำนาจจากรัฐบาลสมาชิกทั้งหลาย ในการตรวจสอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิจารณาให้อนุญาต ติดตามตรวจสอบ รายงานต่อองค์กรท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาทของประเทศไทยในMRAs==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลงไปแล้วใน 8 สายอาชีพ คือแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม งานด้านสำรวจ บัญชี และบริการการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข้อตกลงล่าสุดที่ประเทศไทยเพิ่งลงนาม ใน ค.ศ. 2012 &amp;lt;ref&amp;gt; สำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.2555. “ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน.” http://asit.kkc.rmuti.ac.th/2558/asean/ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว.pdf. (Accessed July 11 ,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของ[[นักวิชาชีพอาเซียน]]นี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเคลื่อนย้ายแรงงาน แรงงานไทยก็จะมีโอกาสออกไปทำงานในประเทศอื่นๆในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งก็จะมีแรงงานจากประเทศอาเซียนเข้ามาทำงานในไทยได้สะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งหากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ และประโยชน์ทั้งหลายจะตกแก่ประชาชนผู้รับบริการ เพราะจะมีแรงงานที่มีฝีมือนำวิทยาการความรู้เข้ามาใช้ในประเทศไทย และแรงงานไทยก็สามารถออกไปทำงานที่อาจได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าในประเทศ แต่หากลองมองในแง่ลบแล้ว จะเห็นได้ว่าแรงงานที่ออกไปย่อมเป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ แทนที่จะอยู่ทำงานในประเทศแต่เมื่อมีข้อตกลงย่อมเป็นการง่ายที่จะออกไปแสวงหางานนอกประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า อีกทั้งแรงงานที่จะเข้ามาในไทยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเข้ามาแย่งงานคนไทยทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อท้าทายของ MRAs==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อตกลงทั้ง 8 ประเภทวิชาชีพนั้นพบว่าเป็นวิชาชีพที่ฝีมือค่อนข้างสูง ข้อตกลงเหล่านี้อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอาเซียนที่ส่วนใหญ่มีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ ในอนาคตจึงควรพิจารณาข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพดังกล่าวด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;  ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.อ้างแล้ว.,หน้า26.&amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนี้เป็นการยากที่จะกำหนดมาตรฐานกลางให้เหมือนกัน เพราะแต่ละประเทศระบุกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อประโยชน์ของตนชาติตัวเอง หรือระบุเงื่อนไขอื่นที่ใช้ในประเทศซึ่งบุคลากรต่างชาติต้องผ่านตามเงื่อนไขจึงจะมีสิทธิ์ทำงานได้ ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญของแต่ละประเทศที่จะต้องร่วมกันพัฒนามาตรฐานของสายอาชีพต่างๆ ให้เท่าเทียม เกิดการยอมรับระหว่างกัน ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีระหว่างกัน โดยอาจเริ่มที่ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาสำคัญและทุกประเทศต่างยินดีที่จะร่วมพัฒนาในด้านดังกล่าว&amp;lt;ref&amp;gt;   Yoshifumi FUKUNAGA. 2015. “Assessing the Progress of ASEAN MRAs on Professional Services.” www.eria.org/ERIA-DP-2015-21.pdf (Accessed Jan11,2015)&amp;lt;/ref&amp;gt;  เมื่อความสามารถของบุคลากรอยู่ในระดับที่ทุกชาติให้การยอมรับ การเปลี่ยนระบบความคิดที่ต้องการจะกีดกันคนต่างชาติไม่ให้มาทำงานในชาติของตนก็จะลดลงและย่อมเป็นการง่ายที่จะลดมาตรการกีดกันต่างๆ ที่ยังคงเป็นอุปสรรคอย่างในปัจจุบัน นอกจากนี้สภาวิชาชีพในแต่ละสาขาในทุกประเทศสมาชิก ต่างก็มีบทบาทสำคัญที่จะต้องร่วมกันลดข้อกีดกันระหว่างกันและสร้างมาตรฐานกลางเพื่อให้แรงงานที่มีความรู้ความสามารถสามารถเคลื่อนย้ายไปสร้างความเจริญให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้เสรีมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทสรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้ลงนามในข้อตกลง เรื่อง Movement of Natural Person ใน[[การประชุมสุดยอดอาเซียน]] ณ กรุงพนมเปญ ค.ศ. 2012  แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมายในการรวมตัวกันเป็น[[ประชาคมอาเซียน]] ที่มีความต้องการให้รัฐสมาชิกในอาเซียนนั้น เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน จึงก่อให้เกิดการจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องแรงงานฝีมือขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;  ปิติ ศรีแสงนาม.เตรียมรับ ขยับรุก ทุกวัย ไทย-อาเซียน. (กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2556.),หน้า 89.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่ง ”ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน” นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดมาตรฐานของแรงงานที่มีฝีมือในอาเซียน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน สำหรับคุณสมบัติที่ตกลงร่วมกันนั้นคือ การศึกษาและประสบการณ์การทำงานอย่างไรก็ดีกรอบข้อตกลงยอมรับร่วมยังเป็นแต่เพียงกฎเกณฑ์กว้างๆเท่านั้นเนื่องจากว่า MRAs ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นที่แต่ละประเทศจะยอมรับใบอนุญาตซึ่งกันและกัน&amp;lt;ref&amp;gt; นิพันธ์ วิเชียรน้อย.2556.”คุณสมบัติของวิศวกร และสถาปนิก ที่จะโยกย้ายทำงานใน ASEAN ตามคุณสมบัติ MRA”&amp;lt; ww.thai-aec.com/840&amp;gt;  (Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;  เพราะยังคงให้ความสำคัญว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าไปทำงานในประเทศอยู่ ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรไทยที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ MRA กำหนดไว้ สามารถไปสมัครขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนได้ ต่อมาเมื่อเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนแล้วก็จะสามารถไปสมัครกับสภาวิศวกรของประเทศอาเซียนอื่นๆ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรต่างด้าวในประเทศนั้นๆ หากประเทศที่ไปขอขึ้นทะเบียนกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม วิศวกรคนนี้ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในที่ประเทศที่ขอขึ้นทะเบียนกำหนดขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt; เพิ่งอ้าง. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประเทศต่างๆในอาเซียนที่จะต้องไปกำหนดกฎเกณฑ์เพิ่มเติมระหว่างกันอีกชั้นหนึ่งเช่น ในเรื่อง ระดับการศึกษา เรื่องระยะเวลาในการศึกษา หรือ เรื่องระบบหลักสูตรในการเรียน เป็นต้น  &amp;lt;ref&amp;gt;  ปิติ ศรีแสงนา.2556.อ้างแล้ว.,หน้า 90.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของหลักสูตรการเรียนในวิชาชีพนักสำรวจ ที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ได้เรียนโดยใช้ระบบการศึกษาแบบอเมริกัน แต่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ได้เรียนโดยใช้ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ ทำให้การกำหนดกรอบข้อตกลงยอมรับร่วมนั้น อาจไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ดี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาเซียนได้มีช่องทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้ประเทศคู่เจรจา สามารถกำหนดคุณสมบัติระหว่างกันเองได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการอุดช่องว่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับเบื้องต้น &amp;lt;ref&amp;gt; ปิติ ศรีแสงนาม.เปลี่ยนมุมคิด พิชิตอาเซียน. (กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2555.),หน้า 132-133. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ วิชาชีพทั้ง 8 นั้น ถือได้ว่าเป็นบันไดเบื้องต้น ที่จะทำให้ตลาดแรงงานฝีมือในอาเซียนนั้น ขยายออกไป ซึ่งในอนาคตก็คงจะมีการเพิ่มเติมวิชาชีพอื่นๆเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมายของประชาคมอาเซียน ที่มีวัตถุประสงค์ในการรวมเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Yoshifumi FUKUNAGA. 2015. Assessing the Progress of ASEAN MRAs on Professional Services. www.eria.org/ERIA-DP-2015-21.pdf (Accessed Jan11,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพันธ์ วิเชียรน้อย.2556.คุณสมบัติของวิศวกร และสถาปนิก ที่จะโยกย้ายทำงานใน ASEAN ตามคุณสมบัติ MRA&amp;lt;ww.thai-aec.com/840&amp;gt;  (Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปิติ ศรีแสงนาม.เตรียมรับ ขยับรุก ทุกวัย ไทย-อาเซียน.กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2556. ปิติ ศรีแสงนาม.เปลี่ยนมุมคิด พิชิตอาเซียน. กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2015.โครงการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานสู่การเป็นประชาคมอาเซียน:ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน”(Mutual Recognition Arrangements: MRAs). http://www.mol.go.th/sites/default/files/downloads/pdf/12._bththii_8_MRAs.pdf.(Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว.2554 MRA คืออะไร. http://secretary.mots.go.th/person/ewt_news.php?nid=1547(Accessed May 29 ,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.2555. ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน. http://asit.kkc.rmuti.ac.th/2558/asean/ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว.pdf (Accessed July 11 ,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ISIT.2015. สถานการณ์ด้าน MRA ของไทย.www.isit.or.th/uploads/Trademeasures/596-file.doc (Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Mutual_Recognition_Arrangements:_MRAs)&amp;diff=12425</id>
		<title>ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน (Mutual Recognition Arrangements: MRAs)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_(Mutual_Recognition_Arrangements:_MRAs)&amp;diff=12425"/>
		<updated>2016-05-31T03:23:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;==บทนำ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
MRA นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการตกลงด้านการค้าสินค้าที่เสนอระหว่างกันโดยให้แต่ละฝ่ายยอมรับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าของกันและกันที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้มีไว้เพื่อขจัดปัญหาเมื่อประเทศคู่ค้ามีมาตรฐานในการพิจารณารับสินค้าไม่ตรงกัน ทำให้ประเทศผู้รับเพียงแค่พิจารณามาตรฐานหรือวิธีการตรวจสอบของประเทศคู่ค้าก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีการตรวจสอบภายในประเทศของตนซ้ำอีก  &amp;lt;ref&amp;gt;  ISIT.2015. “สถานการณ์ด้าน MRA ของไทย.” www.isit.or.th/uploads/Trademeasures/596-file.doc (Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเพิ่มโอกาสให้มีการค้าสินค้ากันได้ง่านขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อการเปิดเสรีการค้าอย่างยิ่งเมื่อมาพิจารณาอีกมุมหนึ่งจะพบว่า MRAs ก็มีสาระสำคัญที่ใกล้เคียงกันหากแต่เป็นข้อตกลงยอมรับร่วมกันของงานบริการในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพในอาเซียน โดยให้แต่ละฝ่ายยอมรับคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพนั้นๆ ตามประเทศผู้ส่งได้เลย โดยไม่ต้องพิจารณาซ้ำในประเทศของตนอีก แต่ก็ยังมีข้อกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนจึงจะเข้ามาทำงานได้ ทั้งนี้เพื่อให้แรงงานมีฝีมือหรือแรงงานวิชาชีพภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายในกลุ่มประเทศที่เป็นภาคีได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ที่มาและความสำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศต่างร่วมลงนามในแถลงการณ์ Bali concord II กำหนดให้จัดทำขอตกลงยอมรับร่วมในด้านของคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน (MRAs) โดยมีจุดยอมรับร่วมกันในเรื่องคุณสมบัติของผู้ทำงานที่มีลักษณะเป็นงานบริการในกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย  แพทย์  วิศวกร  บัญชี สถาปนิก  พยาบาล นักสำรวจ ทันตแพทย์ และบริการการท่องเที่ยว สำหรับคุณสมบัติที่เหล่าประเทศสมาชิกต่างหาจุดร่วมกันคือ การศึกษาและประสบการณ์การทำงาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักวิชาชีพดังกล่าวจะสามารถเข้าไปทำงานในรัฐสมาชิก ข้อตกลงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพเป็นไปโดยสะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ ลดช่องว่างและยกระดับมาตรฐานของความสามารถบุคคลากร[[อาเซียน]]&amp;lt;ref&amp;gt;  สถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว.2554 “MRA คืออะไร.”http://secretary.mots.go.th/person/ewt_news.php?nid=1547(Accessed May 29 ,2015)&amp;lt;/ref&amp;gt;  และนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practice) แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของประเทศนั้นๆ เสียก่อน เช่น การขอใบอนุญาตการทำงาน การขึ้นทะเบียน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้ลงนามในข้อตกลง MRAs ของวิชาชีพต่างๆ 8 วิชาชีพแล้วดังนี้ &amp;lt;ref&amp;gt; ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2015.โครงการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานสู่การเป็นประชาคมอาเซียน. ”ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน”(Mutual Recognition Arrangements: MRAs).” http://www.mol.go.th/sites/default/files/downloads/pdf/12._bththii_8_MRAs.pdf.(Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพแพทย์ของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Medical Practitioners)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพทันตแพทย์ของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Dental Practitioners)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการพยาบาลของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Nursing Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิศวกรรมของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Engineering Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาสถาปัตยกรรมของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Architectural Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) ข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติด้านการสำรวจของอาเซียน (ASEAN Framework Arrangement for the Mutual Recognition of Surveying Qualifications)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) กรอบข้อตกลงยอมรับร่วมวิชาชีพบัญชีของอาเซียน (ASEAN Framework Mutual Recognition Arrangement Framework on Accountancy Services)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 )ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวของอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวในแต่ละวิชาชีพจะกำหนดวัตถุประสงค์ หลักการ ประโยชน์ที่จะได้รับ คุณสมบัติในการประกอบอาชีพนั้นๆ และกลไกการดำเนินงาน ในลักษณะดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) วัตถุประสงค์ : เพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพต่างๆ ในอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความชำนาญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างกันเพื่อนำไปสู่แนวการปฏิบัติที่ดีที่สุดในวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสและช่วยพัฒนาศักยภาพในวงการวิชาชีพดังกล่าวด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) หลักการ : เปิดให้เฉพาะบุคลากรวิชาชีพนั้นที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้สามารถมาจดทะเบียนหรือขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพดังกล่าวในประเทศอาเซียนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ประเทศนั้นๆกำหนดไว้ด้วย เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจจะต้องผ่านการประเมิน หรืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์การที่ประเทศนั้นกำหนดให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ประโยชน์ที่จะได้รับ :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะช่วยให้บุคคลากรวิชาชีพนั้นมีความสะดวกในการย้ายไปทำงานในประเทศอาเซียนเพราะกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รตกลงดังกล่าวลดขั้นตอนการตรวจสอบหรือการรับรองวุฒิที่ยุ่งยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของประเทศที่ไปทำงานอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) คุณสมบัติในการประกอบอาชีพนั้นๆ :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคลากรวิชาชีพดังกล่าวจะขอจดทะเบียนเป็นบุคลากรต่างชาติวิชาชีพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเข้าทำงานในประเทศนั้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคุณสมบัติครบตามที่ระบุไว้ตามเงื่อนไข เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องสำเร็จการศึกษาในวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้จดทะเบียนหรือมีใบอนุญาตการทำงานในวิชาชีพนั้นๆในประเทศตน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) กลไกการดำเนินงาน : จะมีหน่วยงานกำกับดูแลวิชาชีพนั้นๆ โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานที่ได้รับอำนาจจากรัฐบาลสมาชิกทั้งหลาย ในการตรวจสอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิจารณาให้อนุญาต ติดตามตรวจสอบ รายงานต่อองค์กรท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพนั้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาทของประเทศไทยในMRAs==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลงไปแล้วใน 8 สายอาชีพ คือแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม งานด้านสำรวจ บัญชี และบริการการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข้อตกลงล่าสุดที่ประเทศไทยเพิ่งลงนาม ใน ค.ศ. 2012 &amp;lt;ref&amp;gt; สำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.2555. “ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน.” http://asit.kkc.rmuti.ac.th/2558/asean/ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว.pdf. (Accessed July 11 ,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของ[[นักวิชาชีพอาเซียน]]นี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเคลื่อนย้ายแรงงาน แรงงานไทยก็จะมีโอกาสออกไปทำงานในประเทศอื่นๆในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งก็จะมีแรงงานจากประเทศอาเซียนเข้ามาทำงานในไทยได้สะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งหากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ และประโยชน์ทั้งหลายจะตกแก่ประชาชนผู้รับบริการ เพราะจะมีแรงงานที่มีฝีมือนำวิทยาการความรู้เข้ามาใช้ในประเทศไทย และแรงงานไทยก็สามารถออกไปทำงานที่อาจได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าในประเทศ แต่หากลองมองในแง่ลบแล้ว จะเห็นได้ว่าแรงงานที่ออกไปย่อมเป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ แทนที่จะอยู่ทำงานในประเทศแต่เมื่อมีข้อตกลงย่อมเป็นการง่ายที่จะออกไปแสวงหางานนอกประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า อีกทั้งแรงงานที่จะเข้ามาในไทยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเข้ามาแย่งงานคนไทยทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ข้อท้าทายของ MRAs==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อตกลงทั้ง 8 ประเภทวิชาชีพนั้นพบว่าเป็นวิชาชีพที่ฝีมือค่อนข้างสูง ข้อตกลงเหล่านี้อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอาเซียนที่ส่วนใหญ่มีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ ในอนาคตจึงควรพิจารณาข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพดังกล่าวด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;  ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.อ้างแล้ว.,หน้า26.&amp;lt;/ref&amp;gt;  นอกจากนี้เป็นการยากที่จะกำหนดมาตรฐานกลางให้เหมือนกัน เพราะแต่ละประเทศระบุกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อประโยชน์ของตนชาติตัวเอง หรือระบุเงื่อนไขอื่นที่ใช้ในประเทศซึ่งบุคลากรต่างชาติต้องผ่านตามเงื่อนไขจึงจะมีสิทธิ์ทำงานได้ ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญของแต่ละประเทศที่จะต้องร่วมกันพัฒนามาตรฐานของสายอาชีพต่างๆ ให้เท่าเทียม เกิดการยอมรับระหว่างกัน ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีระหว่างกัน โดยอาจเริ่มที่ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาสำคัญและทุกประเทศต่างยินดีที่จะร่วมพัฒนาในด้านดังกล่าว&amp;lt;ref&amp;gt;   Yoshifumi FUKUNAGA. 2015. “Assessing the Progress of ASEAN MRAs on Professional Services.” www.eria.org/ERIA-DP-2015-21.pdf (Accessed Jan11,2015)&amp;lt;/ref&amp;gt;  เมื่อความสามารถของบุคลากรอยู่ในระดับที่ทุกชาติให้การยอมรับ การเปลี่ยนระบบความคิดที่ต้องการจะกีดกันคนต่างชาติไม่ให้มาทำงานในชาติของตนก็จะลดลงและย่อมเป็นการง่ายที่จะลดมาตรการกีดกันต่างๆ ที่ยังคงเป็นอุปสรรคอย่างในปัจจุบัน นอกจากนี้สภาวิชาชีพในแต่ละสาขาในทุกประเทศสมาชิก ต่างก็มีบทบาทสำคัญที่จะต้องร่วมกันลดข้อกีดกันระหว่างกันและสร้างมาตรฐานกลางเพื่อให้แรงงานที่มีความรู้ความสามารถสามารถเคลื่อนย้ายไปสร้างความเจริญให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้เสรีมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทสรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้ลงนามในข้อตกลง เรื่อง Movement of Natural Person ใน[[การประชุมสุดยอดอาเซียน]] ณ กรุงพนมเปญ ค.ศ. 2012  แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมายในการรวมตัวกันเป็น[[ประชาคมอาเซียน]] ที่มีความต้องการให้รัฐสมาชิกในอาเซียนนั้น เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน จึงก่อให้เกิดการจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องแรงงานฝีมือขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;  ปิติ ศรีแสงนาม.เตรียมรับ ขยับรุก ทุกวัย ไทย-อาเซียน. (กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2556.),หน้า 89.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่ง ”ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน” นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดมาตรฐานของแรงงานที่มีฝีมือในอาเซียน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน สำหรับคุณสมบัติที่ตกลงร่วมกันนั้นคือ การศึกษาและประสบการณ์การทำงานอย่างไรก็ดีกรอบข้อตกลงยอมรับร่วมยังเป็นแต่เพียงกฎเกณฑ์กว้างๆเท่านั้นเนื่องจากว่า MRAs ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นที่แต่ละประเทศจะยอมรับใบอนุญาตซึ่งกันและกัน&amp;lt;ref&amp;gt; นิพันธ์ วิเชียรน้อย.2556.”คุณสมบัติของวิศวกร และสถาปนิก ที่จะโยกย้ายทำงานใน ASEAN ตามคุณสมบัติ MRA”&amp;lt; ww.thai-aec.com/840&amp;gt;  (Accessed May 29,2015) &amp;lt;/ref&amp;gt;  เพราะยังคงให้ความสำคัญว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าไปทำงานในประเทศอยู่ ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรไทยที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ MRA กำหนดไว้ สามารถไปสมัครขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนได้ ต่อมาเมื่อเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนแล้วก็จะสามารถไปสมัครกับสภาวิศวกรของประเทศอาเซียนอื่นๆ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรต่างด้าวในประเทศนั้นๆ หากประเทศที่ไปขอขึ้นทะเบียนกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม วิศวกรคนนี้ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในที่ประเทศที่ขอขึ้นทะเบียนกำหนดขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt; เพิ่งอ้าง. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประเทศต่างๆในอาเซียนที่จะต้องไปกำหนดกฎเกณฑ์เพิ่มเติมระหว่างกันอีกชั้นหนึ่งเช่น ในเรื่อง ระดับการศึกษา เรื่องระยะเวลาในการศึกษา หรือ เรื่องระบบหลักสูตรในการเรียน เป็นต้น  &amp;lt;ref&amp;gt;  ปิติ ศรีแสงนา.2556.อ้างแล้ว.,หน้า 90.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของหลักสูตรการเรียนในวิชาชีพนักสำรวจ ที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ได้เรียนโดยใช้ระบบการศึกษาแบบอเมริกัน แต่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ได้เรียนโดยใช้ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ ทำให้การกำหนดกรอบข้อตกลงยอมรับร่วมนั้น อาจไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ดี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาเซียนได้มีช่องทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้ประเทศคู่เจรจา สามารถกำหนดคุณสมบัติระหว่างกันเองได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการอุดช่องว่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับเบื้องต้น &amp;lt;ref&amp;gt; ปิติ ศรีแสงนาม.เปลี่ยนมุมคิด พิชิตอาเซียน. (กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2555.),หน้า 132-133. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ วิชาชีพทั้ง 8 นั้น ถือได้ว่าเป็นบันไดเบื้องต้น ที่จะทำให้ตลาดแรงงานฝีมือในอาเซียนนั้น ขยายออกไป ซึ่งในอนาคตก็คงจะมีการเพิ่มเติมวิชาชีพอื่นๆเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมายของประชาคมอาเซียน ที่มีวัตถุประสงค์ในการรวมเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Yoshifumi FUKUNAGA. 2015. Assessing the Progress of ASEAN MRAs on Professional Services. www.eria.org/ERIA-DP-2015-21.pdf (Accessed Jan11,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพันธ์ วิเชียรน้อย.2556.คุณสมบัติของวิศวกร และสถาปนิก ที่จะโยกย้ายทำงานใน ASEAN ตามคุณสมบัติ MRA&amp;lt;ww.thai-aec.com/840&amp;gt;  (Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปิติ ศรีแสงนาม.เตรียมรับ ขยับรุก ทุกวัย ไทย-อาเซียน.กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2556. ปิติ ศรีแสงนาม.เปลี่ยนมุมคิด พิชิตอาเซียน. กรุงเทพฯ:บ้านพระอาทิตย์, 2555.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2015.โครงการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานสู่การเป็นประชาคมอาเซียน:ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน”(Mutual Recognition Arrangements: MRAs). http://www.mol.go.th/sites/default/files/downloads/pdf/12._bththii_8_MRAs.pdf.(Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว.2554 MRA คืออะไร. http://secretary.mots.go.th/person/ewt_news.php?nid=1547(Accessed May 29 ,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.2555. ข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน. http://asit.kkc.rmuti.ac.th/2558/asean/ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว.pdf (Accessed July 11 ,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ISIT.2015. สถานการณ์ด้าน MRA ของไทย.www.isit.or.th/uploads/Trademeasures/596-file.doc (Accessed May 29,2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E0%B8%84.%E0%B8%A8._%E0%B9%91%E0%B9%99%E0%B9%93%E0%B9%93_%E2%80%93_%E0%B9%93%E0%B9%94&amp;diff=12424</id>
		<title>การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๓๔</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E0%B8%84.%E0%B8%A8._%E0%B9%91%E0%B9%99%E0%B9%93%E0%B9%93_%E2%80%93_%E0%B9%93%E0%B9%94&amp;diff=12424"/>
		<updated>2016-05-30T11:08:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; พรสรรค์  วัฒนางกูร &amp;lt;ref&amp;gt;ศาสตราจารย์ ดร. ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภาแห่งประเทศไทย สำนักศิลปกรรม สาขาวรรณศิลป์ ศาสตราจารย์ (เกษียณ)ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก สาขาวิชาภาษาเยอรมัน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;***การนับปีในบทความวิจัยนี้จะใช้คริสต์ศักราช (ค.ศ. ) แทน พุทธศักราช (พ.ศ.) เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจากยุโรป อนึ่ง การนับเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปนั้น ถ้านับเวลาอย่างสากล จะเป็นค.ศ. ๑๙๓๔ เพราะทรงเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระนครตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ถ้านับตามปฏิทินจันทรคติของสยาม จะเป็นการเสด็จฯ ใน ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ หรือ พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๔๗๗&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] (๘ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๙๓ – ๓๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๑) เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผันผวนของโลกยุโรปในยุคต้นสมัยใหม่ &amp;lt;ref&amp;gt;ยุคต้นสมัยใหม่ (Early Modern Age) เป็นชื่อเรียกช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อในยุโรปจากโลกเก่าสู่โลกสมัยใหม่ของวิทยาการใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  หมายถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐&amp;lt;/ref&amp;gt;  ทั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่ “ช่วงเวลาแห่งหายนะ” (fin de Siècle) และผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔ – ๑๙๑๘) ที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองเก่า คือ การปกครองโดยกษัตริย์แบบ[[สมบูรณาญาสิทธิราช]] เช่น ในประเทศรัสเซีย อาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี ประเทศโปรตุเกส และในประเทศเยอรมนีที่ปกครองโดยกษัตริย์กึ่ง[[ระบบรัฐสภา]]  [[สงครามโลกครั้งที่ ๑]] ไม่เพียงเป็นมหาสงครามที่ร้ายกาจในมิติใหม่ของยุทธวิธีสู้รบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของมหาอำนาจหลายประเทศเท่านั้น แต่[[สนธิสัญญาแวร์ซายส์]]ที่ประกอบด้วยชุดสัญญากับประเทศที่แพ้สงคราม ได้ทำให้ยุโรปเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหม่ เช่น ประเทศฮังการี ประเทศเชคโกสโลวาเกีย (ดินแดนของชนเผ่าเบอเมิน Böhmen หรือโบฮีเมีย) ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นต้น ประเทศใหม่ในยุโรปตะวันออกถึงสองประเทศได้มีบทบาทใหม่ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศสยามระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปขององค์พระมหากษัตริย์แห่งสยามและ[[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินี]]  อีกทั้งยังนำไปสู่บทบาทใหม่ของ ๓ ประเทศสำคัญของยุโรปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์การเมือง การปฏิวัติบอลเชวิคในประเทศรัสเซีย (ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๑๗) ทำให้ก็มีการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  นำประเทศสู่ระบอบการปกครองใหม่โดย[[อุดมการณ์ทางการเมือง]][[ลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์]]ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญหล่อหลอมกลุ่มผู้นำฟาสซิสม์ในอิตาลีและเยอรมนีให้ต่อต้านสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างหนักโดยท่าน “ดูเช”  (Ill Duce) มุสโซลินีแห่งประเทศอิตาลี  ผู้นำต้นแบบของลัทธิฟาสซิสม์ “นาซี” ในเยอรมนีของท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่เรียกตนเองว่า “เฟือเรือ” (Der Führer)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของประเทศสยามนั้น การต่อต้านคอมมูนิสม์นับเป็นเสี้ยวหนึ่งของ[[ความขัดแย้ง]]หลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕]] (ค.ศ. ๑๙๓๒) ในประเด็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่[[หลวงประดิษฐ์มนูธรรม]] ([[ปรีดี พนมยงค์]]) เสนอ  ท่ามกลางความขัดแย้งอื่นๆ อีกหลายประการ  อันนำไปสู่การสละราชสมบัติขององค์พระประมุขในวันที่ ๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๕ (พ.ศ. ๒๔๗๗) ระหว่างที่พระองค์ยังประทับอยู่ในยุโรป ณ กรุงลอนดอนในที่สุด &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในการเสนอเรื่องการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ นั้น  เป็นเรื่องยากมากที่เราจะแบ่งแยกเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปออกจากบริบททางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมของสยาม  รวมทั้งจากสถานการณ์ในยุโรปและโลกในช่วงนั้นออกจากกันได้เด็ดขาด  แม้แต่สาเหตุของการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งนี้ก็ยังเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับอีกหลายปัจจัย  ทั้งเรื่องพระพลานามัยขององค์พระมหากษัตริย์  เรื่องการเมืองภายในประเทศและการพัฒนาประเทศสยาม  นอกจากนั้น ประเด็นทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ทำให้การศึกษาเรื่องนี้มีสีสันในหลายแง่มุมและน่าสนใจอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
เอกสารชิ้นหลักในหัวข้อนี้จากฝ่ายไทยที่พบในประเทศไทย  คือ  &#039;&#039;“จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”&#039;&#039; 	&amp;lt;ref&amp;gt;พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (หม่อมราชวงศ์สิทธิ์  สุทัศน์) ราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ ผู้บันทึก. ๒๕๒๖. จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีปชา  สิริวรสาร ป.ช. ป.ม. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งบันทึกการเดินทางโดยราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ  คือ [[พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร]]  ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม  แตกต่างจากกรณีการเสด็จประพาสยุโรปของ[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ค.ศ. ๑๘๙๗ (ร.ศ. ๑๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๐) ซึ่งในครั้งนั้น  พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์โดยตรงพระราชทาน[[สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ]] ทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า ทรงคิดอย่างไร ต่อผู้ใด เรื่องอะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้  ผู้วิจัยกำลังสืบค้นข้อมูลจากยุโรป ได้มาแล้วเพียงบางส่วน จึงหวังว่า จะได้รับข้อมูลใหม่เพิ่มเติมในรายละเอียด รวมทั้งรูปภาพและภาพยนตร์ขนาดสั้นที่น่าสนใจให้แง่มุมใหม่ๆ เรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๔ จากที่มีอยู่เดิม&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สาเหตุของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  และการเตรียมการเดินทาง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จากเอกสารที่พบขณะนี้  เราทราบว่าสาเหตุหลักของการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) คือ เรื่องพระสุขภาพในประเด็นที่ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะต้องเสด็จฯ ไปทรงเข้ารับการผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐอเมริกา (ครั้งที่สอง) หลังจากที่ได้ทรงได้รับมาแล้วครั้งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาเมื่อค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงรับการผ่าตัดพระเนตรครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔) นั้น ปรากฏในเอกสารฝ่ายเยอรมันตั้งแต่ค.ศ. ๑๙๓๐ ลักษณะเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่กรุงเทพฯ แจ้งว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“คิงประชาธิปกแห่งสยามได้ทรงเสียการเห็นของพระเนตรข้างซ้ายเนื่องจากต้อกระจก ...และจะเสด็จฯ ไปผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐอเมริกาในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า (ค.ศ. ๑๙๓๑)  ... โดยจะเสด็จฯ ทางประเทศญี่ปุ่น ผ่านแวนคูเวอร์เพื่อไปยังเมืองไอร์แลนด์ (วิลลา) ที่คลีนิคของ Dr. N. Morrison ที่นิวยอร์ค ...  และจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ด้วย... หลังจากทรงพักผ่อนหลังการผ่าตัดราว ๑ เดือน จะทรงเดินทางในสหรัฐฯ อีกหลายเดือน...” &#039;&#039; &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R ๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน  ข่าวหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในสยาม ลงวันที่ ๓ กันยายน เดาจากความน่าจะเป็น ค.ศ ๑๙๓๐ ไม่ปรากฏชื่อหนังสือพิมพ์ชัดเจนที่เห็นคือ “…empo-united Press”. ในบทความนี้ ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีทุกชิ้นที่อ้าง ได้มาจากศูนย์ข้อมูลและจดหมายเหตุ  พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายครั้งที่ ๑ ซึ่งความจริงเป็นโดยนายแพทย์วีเลอร์ ชาวอเมริกันได้ทำการผ่าตัดถวายไว้ใน ค.ศ. ๑๙๓๑ ที่สหรัฐอเมริกานั้น ประสบผลสำเร็จดี แต่ในสมัยนั้น จำต้องทำการผ่าตัดขั้นที่สองซึ่งยังไม่ได้ทำ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอีกครั้งใน ค.ศ. ๑๙๓๔  เพื่อจะได้ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายครั้งที่ ๒  &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การประทับในยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๔  จึงเป็นเรื่องการรักษาพระสุขภาพเช่นกัน  โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับให้นายแพทย์ฝรั่งเศสที่ริเวียราและนีศทำพระทนต์หลายครั้ง และต่อมาผ่าตัดพระเนตรซ้ายอีกครั้งที่ลอนดอนคลินิกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการเสด็จประพาสต่างประเทศในเบื้องแรกจากเอกสารเยอรมันลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓  คือ  การผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินเยือน ๓ ประเทศในยุโรป คือ ประเทศอังกฤษฝรั่งเศส  และเบลเยียม&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R ๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน.  หนังสือจากสถานทูตเยอรมัน กรุงเทพฯ รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓&amp;lt;/ref&amp;gt;   ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางทั้งในยุโรปและอเมริกาเป็นการเสด็จประพาสยุโรป เริ่มจากประเทศฝรั่งเศส เบลเยียมและอังกฤษ แล้วจึงเสด็จฯ ไปยังสหรัฐอเมริกา จากนั้น เสด็จฯ กลับมายัง เดนมาร์ก เยอรมนี เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี ออสเตรียและอิตาลี&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน รายงานลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ จาก Deutsche Gesandtschaft (สถานทูตเยอรมนี) กรุงเทพฯ ไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี หมายเลขเอกสาร ๕๙๕/๓๓ ไม่เห็นชื่อทูตเยอรมันในเอกสาร มีรายละเอียดหมายกำหนดการการเสด็จประพาสในทุกประเทศพร้อมรายชื่อคณะผู้ติดตามและตำแหน่งหน้าที่ ณ ประเทศสยาม (ใน ค.ศ. ๑๙๓๓ ทูตเยอรมันที่กรุงเทพฯ คือ ดร.นอร์ท (Dr. Nord) ดู: พรสรรค์ วัฒนางกูร พ.ศ. ๒๕๕๕. ๑๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี ๑๕๐ Jahre Thai-Deutsche Diplomatische Beziehungen, โครงการหนังสือที่ระลึกเพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ ๑๕๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมัน กระทรวงการต่างประเทศ  พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๗: ๑๖๙). &amp;lt;/ref&amp;gt;   หากแต่ว่า ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรีย สำหรับประเทศหลังเนื่องจากนายกรัฐมนตรีของออสเตรียถูกฆาตกรรมขณะประทับอยู่ที่ประเทศฮังการี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ส่วนรายละเอียดจากเอกสารปฐมภูมิภาษาไทยเรื่องการเตรียมการเสด็จต่างประเทศของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่ปรากฏชัดเท่ากรณีการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของ[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ใน ค.ศ. ๑๘๙๗  ข้อมูลเท่าที่พบและได้ศึกษาในขณะนี้ เป็นเฉพาะจดหมายเหตุบันทึกการเดินทางโดยราชเลขานุการประจำพระองค์แหล่งเดียว  ไม่มีพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่แน่นอนก็คือ การเสด็จเยือนประเทศในยุโรปของพระองค์ใน ค.ศ. ๑๙๓๔ เป็นการเสด็จฯ อย่างเป็นทางการเฉพาะบางส่วน ซึ่งน้อยมาก คือส่วนที่ทรงเยี่ยมประมุขของประเทศต่างๆ ในยุโรป ทรงเป็นอาคันตุกะของประมุขประเทศนั้นๆ ตามคำเชิญของ[[รัฐบาล]]  และส่วนใหญ่ของการเสด็จเยือนประเทศในยุโรปพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีและคณะจำนวนไม่มาก มีลักษณะไม่เป็นทางการ (unofficial / incognito) โดยทรงเลือกที่จะทรงใช้พระนาม  “Prince  Sukhodaya”  ในยุโรป ดังปรากฏชัดเจนในเอกสารของฝ่ายเยอรมัน &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖. หนังสือรายงานลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ จากสถานทูตเยอรมัน Deutsche Gesandtschaft  กรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีน, เชิงอรรถที่ ๗. ความดังนี้  “...Der König werde in Begleitung der Königin und eines aus sechs Personen bestehenden Gefolges unter den Namen eines Prinzen Sukhodaya zunächst über Frankreich, Belgien und England nach Amerika reisen, ...”.   &amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนเหตุผลนั้น น่าสนใจมาก ดังนี้  เอกสารรายงานจากทูตเยอรมันที่กรุงเทพฯ เล่าถึงการสนทนาส่วนตัวระหว่างทูตเยอรมันและทูตอิตาลีว่า ภายหลังได้รู้ข่าวลับสุดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระประสงค์ที่จะเสด็จประพาสยุโรป ๓ ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเบลเยียม  สำหรับการผ่าตัดพระเนตรนั้น ก็น่าจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา  ทูตอิตาลียังเล่าว่า [[รัฐมนตรี]]ต่างประเทศ (คือ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศของสยาม) ตอบคำถามเลี่ยงๆไม่บอกว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศ อิตาลีหรือไม่  จากนั้น ทูตอิตาลีเล่าถึงเรื่องลับมากที่ได้ยินจากแหล่งข่าวที่เชื่อถืออีกแหล่งหนึ่งว่า รัฐบาลอังกฤษได้แจ้งมายังรัฐบาลสยามว่า  พระมหากษัตริย์อังกฤษ (คือ พระเจ้าจอร์ชที่ ๕) ไม่เต็มพระทัยที่จะต้อนรับพระมหากษัตริย์แห่งสยาม  ซึ่งทูตอิตาลีเองก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ แต่คาดเดาว่าคงจะเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในตะวันออกไกลขณะนั้นที่ไม่ดีนัก ทำให้อังกฤษมีท่าทีตีตัวออกห่างสยามในลักษณะนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;“...mein italienische Kollege fügte dieser Erzählung die streng vertrauliche Mitteilung hinzu, ....dass die Englische Regierung der hiesigen Regierung auf ihre Anfrage zu verstehen gegeben habe, der englische König hege nicht den Wunsch, den König von Siam zu empfangen. ...Über die Gründe dieser ablehnenden Haltung Englands hat mein italienischer Kollege Sicheres nicht in Erfahrung bringen können, ...“, ขีดเส้นใต้ตามที่ปรากฏในเอกสาร ใน: Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖. หนังสือรายงานลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓ จากสถานทูตเยอรมัน Deutsche Gesandtschaft  กรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีน.&amp;lt;/ref&amp;gt;  เหตุผลนี้น่าจะเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการเดินทางซึ่งมีผลต่อลักษณะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน ค.ศ. ๑๙๓๔ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในขณะนั้น เหตุการณ์บ้านเมืองในสยามนับว่ากำลัง “วิกฤติ” อย่างมาก ทั้งเรื่อง[[เค้าโครงเศรษฐกิจ]]ของ[[หลวงประดิษฐ์มนูธรรม]]ที่นอกจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่ทรงเห็นด้วยแล้ว ยังนำมาซึ่ง[[ความขัดแย้ง]]ภายในคณะรัฐบาล[[พระยามโนปกรณ์นิติธาดา]]และระหว่างรัฐบาลกับ[[สภาผู้แทนราษฎร]] จนมีการประกาศ[[ปิดสภา]]ฯ และ[[งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา]]ในวันที่ [[๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓]] (พ.ศ. ๒๔๗๖) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิด [[“กบฏบวรเดช”]] (ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๓๓/พ.ศ. ๒๔๗๖) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเด็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีลักษณะเป็นทางการเป็นบางส่วนและส่วนใหญ่ไม่เป็นทางการนั้น  จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาจดหมายโต้ตอบไปมาหลายฉบับระหว่างทูตสยามกับกระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี เชคโกสโลวาเกีย และฮังการี อ้างถึงหนังสือระหว่างทูตสยามที่กรุงลอนดอนกับรัฐบาลที่กรุงปราก แบร์ลีน บูดาเปสต์และเวียนนา ทำให้สรุปได้ว่า การเสด็จประพาสยุโรปอย่างเป็นทางการบางส่วนสืบเนื่องมาจากรัฐบาลประเทศยุโรปแต่ละประเทศยืนยันที่จะกราบถวายบังคมทูลเชิญพระมหากษัตริย์แห่งสยามให้เป็นอาคันตุกะของรัฐบาล  สำหรับในประเทศเชคโกสโลวาเกีย พบว่า รัฐบาลเชคได้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในระหว่างที่ทรงพำนักในประเทศทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งที่ทรงแจ้งกับรัฐบาลชัดเจนก่อนหน้าแล้วว่า ฝ่ายสยามประสงค์ที่จะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด นอกจากนี้ รัฐบาลเชคยังได้ทูลเกล้าถวายเครื่องแก้วที่[[สมเด็จพระราชินีรำไพพรรณีฯ]] ทรงสั่งซื้อเป็นการส่วนพระองค์เป็นของขวัญด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;เอกสารจากหอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงปราก หนังสือเขียนด้วยลายมือของทูต&lt;br /&gt;
เชคที่ลอนดอนถึงกระทรวงการต่างประเทศเชค  อ้างถึงหนังสือลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ แปลโดย ดร. สเดงกา มิชัลโควา (PhDr. Zdena Michálková) ล่ามชาวเชคของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปราก สาธารณรัฐเชค ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในท้ายที่สุด พระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆในยุโรปดังปรากฏใน จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗  จดหมายเหตุเหล่านี้ ฉบับสุดท้ายมีทั้งหมด ๑๖ ตอน&amp;lt;ref&amp;gt;พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภาครั้งทรงดำรงตำแหน่งปฏิบัติราชการแทนราชเลขานุการในพระองค์ให้ทรงนำขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ทรงทราบและทรงดำเนิน การตามแต่จะทรงเห็นสมควรต่อไป ใน: จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. เชิงอรรถที่ ๔: คำนำของสำนักราชเลขาธิการฯ &amp;lt;/ref&amp;gt; เมื่อบันทึกแต่ละตอนแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรโดยละเอียด และเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้ส่งเข้ามากรุงเทพฯ แล้ว ราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ ได้ทยอยส่งเข้ามาถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภาที่กรุงเทพฯ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งปฏิบัติราชการแทนราชเลขานุการในพระองค์  มีดังนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๔ ถึงเมือง    เมดันผ่านโคลัมเบียถึงคลองสุเอซถึงมาร์เซลย์ ประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศฝรั่งเศส  ประทับที่มาร์เซลย์ โบลิเออ  คานส์  ๔ ก.พ. – ๗ มี.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศอิตาลี  ประทับ ณ กรุงโรม  ๘  มี.ค. – ๔ เม.ย.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศอังกฤษ  ประทับ ณ กรุงลอนดอน  ๒๖  เม.ย. – ๒๓ มิ.ย.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเดนมาร์ก  ประทับ ณ กรุงโคเปนฮาเกน  ๒๓  มิ.ย. – ๒  ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเยอรมนี  ๒  ก.ค. – ๒๕  ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเบลเยียม กรุงบรัสเซล   ๒๖  ก.ค. – ๒๘  ก.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเชคโกสโลวาเกีย  ๒๙  ก.ค. – ๗  ส.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ ๘  ส.ค. – ๑๖  ส.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินจากสนามบินกรุงปรากไปยังเมืองซือริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 	๑๘ ส.ค. – ๒๖ ส.ค.   ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== นัยสำคัญของการเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปครั้งนี้  เป็นในภาวะที่โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือในประเทศสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. ๑๙๓๒  (พ.ศ. ๒๔๗๕) ที่ปัญหาและแรงกดดันจากภายในประเทศมีมากมายทั้งจากคณะรัฐบาลและบุคคลภายนอกคณะรัฐบาลทั้ง ก่อน และหลัง “กบฏบวรเดช” ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ (เริ่ม ๑๑ ต.ค. และดำเนินอยู่กว่า ๑ สัปดาห์)&amp;lt;ref&amp;gt;ธีระ นุชเปี่ยม. ๒๕๕๘. การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก. ใน: วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ Journal of the Historical Society, ฉบับ ๓๗: ๙๐-๑๖๒. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ไม่นับแรงกดดันจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกใน ค.ศ. ๑๙๒๙ ที่ยังส่งผลสืบเนื่อง   &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย  การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ มีนัยหลายประการเพื่อประโยชน์ของชาวสยามในหลายด้าน   แม้จะมีข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจจะทรงสละราชสมบัติก็ตาม&amp;lt;ref&amp;gt;ธีระ นุชเปี่ยม .๒๕๕๘., การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก, (เชิงอรรถที่ ๑๓). ในที่นี้: ๑๕๗. &amp;lt;/ref&amp;gt;   นอกจากนี้ การเสด็จประพาสยุโรปยังเป็นการสืบสานสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศและกับผู้นำของบรรดาประเทศยุโรปและ[[พลเมือง]]ยุโรปที่มีอยู่เดิมแล้ว  และสำหรับบางประเทศ  เป็นการเริ่มสัมพันธไมตรีและปูทางสู่ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เช่นกับประเทศเชคโกสโลวาเกีย และประเทศฮังการี เป็นต้น  แม้ว่า ในสายตาของคนยุโรปด้วยกัน การเสด็จประพาสบางประเทศ เช่นฮังการีจะไม่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเลยก็ตาม &amp;lt;ref&amp;gt;ดังปรากฏในรายงานของทูตเยอรมันในเอกสารรายงานลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ จากทูตเยอรมันประจำกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี ไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีนใน: เอกสารจาก Politisches Archiv Auswärtiges Amtes R ๘๖๐๖๖.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ในประเด็นนี้ ทางฝ่ายฮังการีโดยทูตฮังการีที่กรุงปราก ได้รายงานไปยังรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่กรุงบูดาเปสต์เรื่องพระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จประพาสกรุงปราก  ทูตฮังการีที่ปรากตั้งข้อสังเกตว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฮังการีของพระมหากษัตริย์แห่งสยามครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง (“…has no political relevance…) อีกทั้งในงานเลี้ยงในสวน (Garden Party) ที่รัฐบาลประเทศเชคโกสโลวาเกียจัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระราชอาคันตุกะจากแดนไกลในค่ำวันที่เสด็จฯ มาถึงกรุงปรากเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ ซึ่งผู้แทนทางการทูตของประเทศต่างๆ ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน  ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่มีเนื้อความเกี่ยวกับการเมืองเลย ทั้งผู้ตามเสด็จฯ ในขบวนก็ไม่มีผู้ใดเป็นตัวแทนของฝ่ายการเมืองหรือเศรษฐกิจ  และดูเหมือนว่า การเสด็จประพาสประเทศฮังการีครั้งนี้ (ในความเห็นของทูตฮังการีประจำกรุงปราก) น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ตามประเพณี  คล้ายกับที่สมเด็จพระราชบิดาของพระองค์ คือ “คิงจุฬาลงกรณ์” ได้เคยเสด็จประพาสยุโรปเมื่อก่อนหน้านี้ (ค.ศ. ๑๘๙๗/พ.ศ.๒๔๔๐) และได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนฮังการีด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;เอกสารหมายเลข ๑๔๗/Dol ๑๙๓๔, หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ หนังสือลงวันที่ ๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
  	 &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนหลายสถานที่ในยุโรป ซึ่งอาจมีนัยสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อจากที่ได้ทรงกระทำมาตลอดหลังจากทรงขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ. ๑๙๒๕  ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร วิทยาศาสตร์ การทหาร รวมทั้งยังสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องการเมืองการปกครองระบอบใหม่ เห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนกิจการของรัฐบาลฟาสซิสต์ทั้งในประเทศอิตาลีและกิจการของพรรคนาซีในประเทศเยอรมนีด้วยความสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอ่านงานเขียนของฮิตเลอร์ และงานเขียนเกี่ยวกับฮิตเลอร์หลายเล่มก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ใน: Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖ รายงานของทูตเยอรมันที่ลอนดอน ชื่อ เฮิช (H.E Hoesch) ลงวันที่ ๑๐ พ.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔ ที่ได้รับเชิญร่วมโต๊ะเสวยกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรำไพพรรณี ณ สถานทูตสยามที่กรุงลอนดอน&amp;lt;/ref&amp;gt;    อาจเป็นไปได้ว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระราชประสงค์ที่จะศึกษาและค้นหาระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศสยามมากที่สุด นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ทอดพระเนตรกิจการที่อาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนเพื่อหาหนทางนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศสยามเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาทรงกระทำมาแล้ว  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย นัยสำคัญของการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้  อาจสรุปโดยย่อดังนี้&lt;br /&gt;
             &lt;br /&gt;
๑.   การรักษาพระสุขภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
๒.  ผลพลอยได้ทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ  วัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ  &lt;br /&gt;
             &lt;br /&gt;
๓.  กิจการต่างประเทศ  การเริ่มและสานต่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรป &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๑.  การรักษาพระสุขภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ดังได้กล่าวแล้วว่า เหตุผลเบื้องแรกที่สำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ ก็คือ การรักษาพระสุขภาพเรื่องพระเนตรอันเนื่องมาจากต้อกระจกที่พระเนตรข้างซ้ายซึ่งมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ มา ๒ ปีแล้ว และต้องทำการผ่าตัดโดยเร็ว นอกจากนี้ยังมีการรักษาพระทนต์ที่ประเทศฝรั่งเศสด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการเดิม  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งที่สองใน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) เพื่อเข้าทรงรับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายขั้นที่ ๒    และจะประทับอยู่ในสหรัฐฯ ราวหนึ่งเดือน หลังจากนั้น จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปอีกราว ๗ เดือน  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แต่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ ในเอกสารจากฝ่ายเยอรมัน ทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ยังไม่ได้ข่าวเรื่องการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเลย &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖ รายงานของทูตเยอรมันกรุงเทพฯไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน แบร์ลีน หนังสือลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓. ดู เชิงอรรถที่ ๘ ข้อมูลนี้นับว่าน่าประหลาดใจพอควรเนื่องจากฝ่ายฝรั่งเศสมักอ้างว่าสนิทสนมกับรัชกาลที่ ๗ เนื่องจากเคยทรงเป็น “นักเรียนเก่า” ศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ณ โรงเรียนเสนาธิการทหาร Ecole de Guerre (ค.ศ. ๑๙๒๒-๑๙๒๓) ทั้งยังได้ทรงเข้ารับการฝึกอบรมวิชาการทหารในประเทศฝรั่งเศสก่อนที่จะทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการ ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๒๑-๑๙๒๒ ด้วย เรื่องการศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ใน: รายงานวิจัย เอกสารชั้นต้นฝรั่งเศสกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๒๕๕๔), ศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยฝรั่งเศส-ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เสนอต่อ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว: ๒๕-๓๙.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ใน ค.ศ. ๑๙๓๔ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหลังจากทรงเคยได้รับการผ่าตัดที่นั่นแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ๓ ปีก่อนหน้า แต่ประทับอยู่ที่ยุโรปตั้งแต่กลางเดือนมกราคม  ค.ศ. ๑๙๓๔ และมิได้เสด็จฯ กลับประเทศสยามอีกเลย  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายที่กรุงลอนดอน ณ ลอนดอนคลีนิคในวันที่ ๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔  โดยเซอร์ สจ๊วต  ดุกเอลเดอร์ (Sir Stewart Duke-Elder) นายแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษ (King George V) ที่นายแพทย์ วีเลอร์ ชาวอเมริกันได้เคยทำการผ่าตัดถวายไว้แล้วครั้งที่ ๑ ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ได้ทำการผ่าตัดขั้นที่ ๒ ซึ่งมักทำภายหลัง  &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ส่วนการรักษาพระทนต์นั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองนีศยังสำนักทันตแพทย์ของ ดร. ดอร์สัน บัคเลย์ที่เมืองนีศ ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๓๔  เมื่อเสด็จฯ โดยทางเรือไปถึงมาเซลส์แล้ว  ประทับให้นายแพทย์ตรวจพระทนต์ถึง ๓ ครั้ง โดยก่อนหน้าทรงได้รับการฉายเอ็กซเรย์พระทนต์ที่สำนักงานหมอปัสเจตตา (Dr. Paschetta) เมืองนีศ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ ไปมาระหว่างโบลิเออ นีศ และเมืองคานส์ &amp;lt;ref&amp;gt;จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เชิงอรรถที่ ๔, ตอนที่ ๔ (การเดินทางจากเมืองสุเอสถึงมาร์เซลย์และโบลิเออ) ตอนที่ ๕ (ระหว่างประทับที่เมืองโบลิเออ) และตอนที่ ๖ (การเดินทางจากเมืองคานส์ถึงกรุงโรม),  หน้า  ๑๕๗.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	      &lt;br /&gt;
ก่อนการผ่าตัดรักษาพระเนตรที่ลอนดอนคลีนิค โรงพยาบาล ณ กรุงลอนดอน พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้ทรงให้คณะแพทย์ชาวอังกฤษ รวมทั้ง ดร. ดอร์สัน บัคเลย์  ทันตแพทย์ที่มาจากเมืองนีศเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ร่วมกันรักษาพระทนต์ครั้งใหญ่ (ถอนพระกรามเบื้องล่างทั้งสองซี่ขวาซ้ายออก) ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔  รวมเวลาผ่าตัด ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที  การผ่าตัดเป็นผลดีมาก  ประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลระหว่างวันที่ ๑๐-๑๗ พฤษภาคม   หลังจากนั้นในระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ พฤษภาคม เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ชายทะเลตามคำแนะนำของแพทย์เป็นเวลา ๔ ราตรี  ณ Grand Hotel เมือง Folkstone  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ที่สำคัญก็คือ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีประทับในยุโรปตั้งแต่ต้น ค.ศ. ๑๙๓๔ ถึงเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน นอกจากการรักษาพระเนตรและ   พระทนต์แล้ว การประทับที่ยุโรปยังเป็นโอกาสให้ทั้งสองพระองค์ได้ทรงพักผ่อนพระวรกายและให้ทรงพระเกษมสำราญผ่อนคลายจากพระราชภาระอันหนักหน่วงและความไม่สบายพระทัยจากเรื่องต่างๆ ที่ประเทศสยามได้บ้าง กิจกรรมเหล่านี้ มีทั้งการประทับรถยนต์ทอดพระเนตรทิวทัศน์อันงดงามข้างทาง ทรงพระดำเนินเล่นในสวนทั้งสวนสาธารณะและสวนไม้ดอกไม้ประดับของปราสาทในหลายประเทศ  เช่นที่ประเทศฝรั่งเศสที่สวนปราสาทพระราชวังแวร์ซายน์  ที่โมนาโค เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ โดยในหลายประเทศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เป็นผู้ขับรถนำเสด็จทอดพระเนตรชมทิวทัศน์ ทั้งสองพระองค์ทรงกีฬาเทนนิสที่ทรงได้ชำนาญบ่อยที่สุดกว่ากีฬาประเภทอื่น ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ยังสปาที่ State Spa Administration Štrbské Pleso ในสโลวาเกีย มีบ่อน้ำร้อนและน้ำแร่รักษาโรคและรักษาเรื่องระบบการหายใจเป็นพิเศษ&amp;lt;ref&amp;gt;ในเอกสารหอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเชค แฟ้ม hlavm Návštěvy, podřade Siam หนังสือจาก สปา ŠTRBSKÉ PLESO เขียนถึงกระทรวงการต่างประเทศเชคโกสโลวาเกีย  แสดงความยินดีอย่างมากที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงเลือกเสด็จพระราชดำเนินเยือนสปาแห่งนั้น (มีสปาแห่งอื่นเสนอตัวมายังรัฐบาลเชคด้วย แต่อันที่จริงทางกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเชคโกสโลวาเกียเป็นผู้เลือกสถานที่และเสนอไปยังฝ่ายสยามอีกต่อหนึ่ง) และถามเรื่องการเตรียมการรับเสด็จฯ ในรายละเอียด&amp;lt;/ref&amp;gt;  ประทับที่โรงแรม Hviezdoslav และหลังจากทรงเสด็จเยือนประเทศฮังการี  ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับมาเชคโกสโลวาเกียอีกอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ ๑๗-๑๘ สิงหาคม ตามพระราชประสงค์ โดยเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมือง Lány ที่ “ลานี ชาร์โต” (Lány  Chateau) นอกกรุงปราก พร้อมบุตรสาวและบุตรชายของประธานาธิบดีมาซาริก บริเวณปราสาทมีสวน ทะเลสาปและภูมิประเทศงดงามมาก เป็นที่พำนักและรับแขกเมืองของประธานาธิบดี ได้ทรงประทับพักผ่อนที่ทะเลสาบของปราสาท ในวันที่ ๑๘ ได้ทรงเยี่ยมชมกิจการเครื่องเย็บปักถักร้อยของโรงงานวัลเดส (Waldes Factory) ที่เมือง Vršovice ที่มีกิจการค้ากับประเทศสยามด้วยก่อนที่จะเสด็จฯ โดยสายการบินลุฟธันซาไปยังลูเซิร์น &amp;lt;ref&amp;gt;Siamese King Prajadhipok: his visit to Lány. The President Office, Lány August ๒๓rd ๑๙๓๔, document no. L ๔๕๑/๓๔ Archiv MZV čR. อ้างใน: Miroslav Nožina, Jiří Sitler  et  al. King Rama VII of Siam’s Official Visit to Czechoslovakia in ๑๙๓๔. ๒๐๐๔. In cooperation with the Ministry of Foreign Affairs of the Czech Republic and the Institute for International Relations in Prague: ๓๑-๓๒.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองลูเซิน (Lucern) และซือริช (Zürich) ทั้งสองพระองค์นอกจากจะประทับรถยนต์ท่องเที่ยวแล้วยังได้ทรงเยือนร้านค้าหลายแห่ง  ทั้งทอดพระเนตรภูมิประเทศและสวน พิพิธภัณฑ์ที่เมืองบวร์เกินชตอค (Glacier Gardens and Museum, Burgenstock) ทรงกีฬาเทนนิสและพักผ่อนพระราชอิริยาบถ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับว่า เมื่อพระมหากษัตริย์แห่งสยามและสมเด็จพระบรมราชินีพอจะทรงว่างจากการเสด็จเยือนประมุขของประเทศ มีพระราชปฏิสันถารกับข้าราชการฝ่ายสยามและฝ่ายประเทศเจ้าภาพ ทั้งกับนักเรียนไทยในหลายประเทศ  ก็จะทรงพยายามพักผ่อนพระวรกายเท่าที่เวลาจะอำนวย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๒.	การพัฒนาและปฏิรูปประเทศสยาม “ใหม่” 	&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช  มีพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๘) ข่าวหนังสือพิมพ์จากเยอรมนีกล่าวถึงประเทศ “สยามสมัยใหม่” ในรัชสมัยของพระองค์ในแทบทุกด้าน ความสำคัญว่า นอกจากปราสาทราชวังและภูมิประเทศที่งดงามอุดมสมบูรณ์อย่างมากดังเช่นประเทศในเขตร้อนศูนย์สูตรแล้ว  ประเทศสยามในปัจจุบัน (คือใน ค.ศ. ๑๙๒๗) ยังมีท่าเรือ กิจกรรมอุตสาหกรรม สนามบิน สนามกีฬาที่สร้างขึ้นใหม่เป็นอันมาก  ทั้งในประวัติศาสตร์  ประเทศสยามยังสามารถรักษาเอกราชของประเทศให้รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่แล้วด้วย วันนี้ (๘ พ.ย. ๑๙๒๗) เป็นวันที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงฉลองคล้ายวันพระบรมราชสมภพ  ทรงดำเนินนโยบายการคลังและการเงินของประเทศอย่างระมัดระวัง  และทรงดำเนินรอยตามพระบรมราโชบายของสมเด็จพระราชบิดาจุฬาลงกรณ์และพระเชษฐาเพื่อพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองสืบไป&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, R ๘๖๐๓๑ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน หนังสือพิมพ์วันที่ ๘ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๗ ปีที่ ๖๖ Nr. ๕๒๓ บทความเรื่อง “Das moderne Siam”  ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ข้อมูลไม่สมบูรณ์ ไม่เห็นชื่อหนังสือพิมพ์ ตัวอักษรภาษาเยอรมันเป็นอักษรเยอรมันสมัยเก่า คืออักษร “ซึทเทอลีน” (Sütterlin Schrift) &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ความเห็นของชาวต่างชาติมิใช่สิ่งเดียวที่ยืนยันพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี พระจริยวัตรของพระองค์ท่านปรากฏเด่นชัดทั้งในและต่างประเทศ  ทั้ง ก่อน และ ระหว่าง เสด็จประพาสยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  หรือแม้แต่ก่อนหน้าเมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ ชวา บาหลีใน ค.ศ.๑๙๒๙ (พ.ศ. ๒๔๗๒)  อินโดจีนใน ค.ศ. ๑๙๓๐  (พ.ศ. ๒๔๗๓) ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่นใน ค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔)  ด้วย  ดังปรากฏในเอกสารต่างประเทศหลายต่อหลายฉบับ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนคณะเสนาบดีของกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงที่สำคัญหลายตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๒๘ เช่น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “Prinz Paribatra” (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ย้ายจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหมมาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแทน “Prinz Yugala”  ([[สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์]]) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “Prinz Bovaradej” ([[หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร]] ต่อมาทรงเป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า) เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม&amp;lt;ref&amp;gt;ในภาษาเยอรมัน คือ Kriegsministerium แปลว่า “กระทรวงสงคราม” ในสมัยนั้น ทุกประเทศในยุโรปเรียกกระทรวงกลาโหมว่า “กระทรวงสงคราม” ทั้งสิ้น&amp;lt;/ref&amp;gt;    สำหรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ คือ “Prinz Traitos” (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ภายหลังคือ [[พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย]]) แม้ใน ค.ศ. ๑๙๒๘ จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ทางฝ่ายเยอรมันคาดว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯ ให้ “Prince วรรณไวทยากร”  ([[หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ]] ต่อมาทรงเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า) มาเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทน “Prince Traitos” &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, R ๘๖๐๖๖. ข่าวภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ฉบับวันที่ ๒๘ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๒๙ กล่าวถึง ”Prince Purachatra, the Siamese Minister of Commerce and Communication” เสด็จฯไปเยี่ยมการทำงานของบริษัทอังกฤษ Metropolitan Commel Carriage Wagon and Finance Company และ: Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, R ๘๖๐๓๑. หนังสือหมายเลข J ๖๐๘ ลงวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๒๘  จากสถานทูตเยอรมนี กรุงเทพฯ Deutsche Gesandtschaft รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน  &amp;lt;/ref&amp;gt;   ซึ่งท้ายที่สุดไม่ได้เป็นไปตามนั้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสานต่อและแก้ไขงานของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชในจุดที่จำเป็น  พระองค์สนพระราชหฤทัยสนับสนุนงานเทคโนโลยีใหม่ๆ  ส่งเสริมด้านการเกษตรกรรม  ทั้งได้ทรงแต่งตั้งที่ปรึกษาชาวอังกฤษคนใหม่มาให้คำหารือเรื่องการเงินการคลัง  ทำให้เศรษฐกิจและการคลังของสยามพลิกฟื้นขึ้นมั่นคงและรุ่งเรืองหลังจากประสบปัญหาในปลายรัชกาลของ[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]]   ทั้งได้ทรงตั้งงบประมาณเป็นจำนวนมากสำหรับกิจการทางวัฒนธรรมและโรงเรียน รายได้ของประเทศจากการค้าขายเพิ่มขึ้นจาก ค.ศ. ๑๙๒๐-๑๙๒๖  แต่การกระจายตัวของสินค้ายังไม่ดีนักเนื่องจากสภาพเส้นทางคมนาคมของประเทศยังไม่เจริญมีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนใหม่ทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งสร้างทางรถไฟเพิ่มเติม  ทั้งการค้าขายกับต่างชาติเจริญขยายตัวเป็นอันมาก&amp;lt;ref&amp;gt; Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, R ๘๖๐๓๑ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน หนังสือพิมพ์วันที่ ๘ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๗ ปีที่ ๖๖ Nr. ๕๒๓ บทความเรื่อง “Das moderne Siam”, เชิงอรรถที่ ๑๗.&amp;lt;ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นับว่า ระหว่างค.ศ. ๑๙๒๗-๑๙๒๙ คือ อย่างน้อยระหว่าง ๒ ปีแรกหลังจากที่รัชกาลที่ ๗ เสด็จขึ้นครองราชย์ การเงินการคลังของสยามมั่นคง ปัญหาด้านการคลังของประเทศช่วงก่อนการปฏิวัติของ[[คณะราษฎร]]ที่เป็นข้ออ้างหนึ่งของความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจนต้อง “ดุลย์”  ข้าราชการบางส่วนเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง  สืบเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกใน ค.ศ. ๑๙๒๙-๓๐   และจากการที่[[รัฐบาล]]อังกฤษประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำและใช้เงินปอนด์สเตอลิงแทนตั้งแต่ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศประสบปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุลจำนวนมาก&amp;lt;ref&amp;gt; ดูประกอบ พอพันธ์ อุยยานนท์, ๒๕๕๘. เศรษฐกิจไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ - รักษาเสถียรภาพ ปูพื้นฐานการพัฒนา, โครงการหนังสือชุด “แลอดีต เล็งอนาคต การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๗” ของมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ: ๑๖-๒๓.&amp;lt;/ref&amp;gt;   ประเทศที่เงินทุนสำรองของประเทศผูกติดอยู่กับเงินปอนด์เช่นสยาม เมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เงินปอนด์ไม่มั่นคง จึงได้รับผลกระทบโดยตรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีข้าราชการระดับสูงของสยามเดินทางไปต่างประเทศรวมทั้งประเทศเยอรมนีหลายครั้ง เช่น ใน ค.ศ. ๑๙๒๙ [[พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร]] ([[กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน]]ในเวลานั้น) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมได้เสด็จประเทศเยอรมนีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๒๙ และทำให้เริ่มมีการสอนภาษาเยอรมันที่[[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]เป็นครั้งแรกให้กับนิสิตคณะแพทยศาสตร์หลังจากนั้น ทั้งการเสด็จเยอรมนีในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๐ ของ[[สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] (พร้อมพระธิดาสองพระองค์) โดยก่อนหน้าได้เสด็จประเทศเบลเยียมและฮอลแลนด์ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๐ ทางการเยอรมันเตรียมการและรับรองอย่างดีมาก มีกำหนดการเดินทางตั้งแต่ที่ประเทศเบลเยียมและประวัติของอาคันตุกะฝ่ายไทยอย่างละเอียด ในการนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้พบและสนทนากับประธานาธิบดีฮินเดนบวร์ก (Reichpräsident Hindenburg) และ[[นายกรัฐมนตรี]]ของเยอรมนีขณะนั้น คือ แฮร์มันน์ มืลเลอร์ (Hermann Müller) &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, R ๘๖๐๖๖ หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน หนังสือรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีที่แบร์ลีน ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๐ ไม่เห็นเลขหมายหนังสือในเอกสาร&amp;lt;/ref&amp;gt;  หลังจากนั้น พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรได้เสด็จเยอรมนีในกันยายน ค.ศ. ๑๙๓๐ ได้ทรงพบสนทนากับนายกรัฐมนตรีเยอรมันแฮร์มันน์ มืลเลอร์ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes. R ๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน โทรเลขรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีที่แบร์ลีน Fernschreiben Nr. ๑๒๙ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ค.ศ. ๑๙๓๐ ดู เชิงอรรถที่ ๑๙.&amp;lt;/ref&amp;gt;    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ เห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินนโยบายและ “ทรงกระทำ”  อย่างจริงจังในอันที่จะสานนโยบายพัฒนาประเทศสยามบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์  โดยได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานที่และกิจการของประเทศต่างๆ ทุกประเทศ ทั้งทางด้าน&#039;&#039;เทคโนโลยี วัฒนธรรม การทหารและเศรษฐกิจ&#039;&#039; เช่น ที่ประเทศ&#039;&#039;ฝรั่งเศส&#039;&#039; ณ กรุงปารีส  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกีฬากอล์ฟที่ตำบลซังคลูด์ ทอดพระเนตรโอเปราและละครที่ทรงสนพระทัยหลายครั้ง ได้ทอดพระเนตรกิจการหลังฉากของละครและโอเปรา  ทั้งเจ้าหน้าที่แสดงการเปิดเครื่องกลไกต่างๆ การใช้ไฟสีและเปลี่ยนฉาก เป็นต้น ซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างนำมาประยุกต์ใช้ในกิจการละครและภาพยนตร์ที่ประเทศสยาม เช่นเดียวกับการเยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์ที่เมืองพอตสดัม (Potsdam) ใกล้กรุงแบร์ลีน ณ ประเทศ&#039;&#039;เยอรมนี&#039;&#039;  A-B &#039;&#039;Film Studio&#039;&#039; ที่ Barrandov กรุงปราก และในประเทศอิตาลีที่ได้ทรงเยี่ยมชมกิจการสหกรณ์ต่างๆ (General Fascist Confederation of Italian Industries) มีสหกรณ์บริษัทและนายจ้าง สหกรณ์คนงาน สหกรณ์หัตถกรรมต่างๆ และสหกรณ์ชาวนา  ทอดพระเนตรสมาคมกสิกรรมที่เมืองฟรัสกาตี (Frascati)  (International Institute of Agriculture) ซึ่งเป็นสมาคมที่ได้รับมอบหมายจากองค์การสันนิบาตฺชาติ (League of Nations)  ได้ทอดพระเนตรโอเปราในหลายเมือง เช่น โรม เนเปิล กับกิจการภาพยนตร์ที่สภาภาพยนตร์เกื้อกูลการศึกษานานาชาติที่ทรงสนพระทัย กับทั้งยังได้เสด็จเข้าเฝ้าองค์พระสันตะปาปา ปิโอที่ ๑๑ (ขณะนั้นมีพระชนมายุ ๗๖ พรรษา) ณ นครวาติกันเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงเข้าเฝ้าพระสันตปาปา ลีโอที่ ๓ มาแล้วใน ค.ศ. ๑๘๙๗ กับได้ทรงปฏิบัติหน้าที่องค์ศาสนูปถัมภก โดยการเสด็จฯ ทรงร่วมพิธีสถาปนาพระเถระซาเลเซียน (Salasians) ขึ้นเป็น “สัตบุรุษ” และฉลองสัญญาคองคอร์ตปรองดองข้อพิพาทระหว่างสำนักวาติกันกับราชอาณาจักรอิตาลีในวันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) สำนักซาเลเซียนนี้ มีกิจกรรมในประเทศไทย เป็นสำนักที่ก่อตั้งโรงเรียนดอนบอสโก (Don Bosco) (จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว: ๑๐๙-๑๑๑) ทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนการอนามัยและการใช้ยารักษาโรคประเทศร้อนที่  The London School of Hygiene and Tropical Medicine  (๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔) ทอดพระเนตรกิจการของสำนักงานแห่งบริษัทวิทยุกระจายเสียง (๑๔ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่ประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศ&#039;&#039;เดนมาร์ก&#039;&#039; (๒๓ มิ.ย.- ๒ ก.ค. ๑๙๓๔) ทรงทอดพระเนตรกิจการทางด้านเกษตร ฟาร์มโคนม  การทำเนยอ่อน โรงผลิตเครื่องลายครามที่มีชื่อเสียงของเดนมาร์ก โรงกลั่นเบียร์คาร์สเบิร์ก (Carlsberg) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเบียร์แห่งแรกของประเทศเดนมาร์ก(ได้ทรงสนับสนุนให้ “บุญรอด” ตั้งโรงเบียร์ในสยามก่อนหน้านั้น) ทอดพระเนตรท่าด่านภาษี โรงงานทำไฟฟ้า โรงเก็บน้ำมันเบนซิน โรงเก็บถ่านศิลา โรงพักสินค้า และทรงประทับเรือไปตามอู่และท่าเรือใหญ่น้อยในเดนมาร์ก ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการสร้างท่าเรือคลองเตยในประเทศสยาม กับได้ทอดพระเนตรกิจการของโรงพิมพ์บลังแตง (Musée Plantin) อันเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ของเดนมาร์กอยู่ในความดูแลรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถาน โดยเจ้าชายอักเซลและพระชายานำเสด็จฯ &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
ส่วนที่ประเทศ&#039;&#039;เบลเยียม&#039;&#039; กรุงบรัสเซลส์ (๒๖ -๒๘ ก.ค.๑๙๓๔) แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีการค้าขายลงทุนมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงเรือแล่นตามท่าเรือทอดพระเนตรกิจการท่าเรือและเรือสินค้ามากมาย รวมทั้งจะมีการสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศ&#039;&#039;เชคโกสโลวาเกีย&#039;&#039;  (๒๙ ก.ค. – ๗ ส.ค. ๑๙๓๔) พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานผลิตแก้วที่มีชื่อเสียงชื่อ Bohemia-Moser ที่ Dvoryโรงบ่อน้ำแร่และน้ำร้อน  ทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานผลิตรถยนต์โกดา ที่ Plzeň ในวันที่ ๒ สิงหาคม โรงงานแห่งนี้ ผลิตเครื่องเหล็กหลายอย่าง (แบบเดียวกับผลิตภัณฑ์ของโรงงานครุปป์ในเยอรมนี) รวมทั้งผลิตอาวุธและอุปกรณ์รบหลายอย่างด้วย สำหรับการผลิตอาวุธนั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระประสงค์ที่จะทอดพระเนตรและฝ่ายสยามได้แจ้งไปยังประเทศเจ้าภาพก่อนหน้าแล้ว  แต่พระองค์มิได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานเครื่องหนังและรองเท้าบาจา (BAŤA) ที่โมราเวีย เมือง Zlíně  และ Zbrojovka  กับ Arsenal enterprise ที่ Brno ตามหมายกำหนดการเดิมในวันที่ ๓ สิงหาคม เนื่องจากทรงอ่อนกำลังพระวรกายจากที่มีการเปลี่ยนหมายกำหนดการอยู่หลายต่อหลายครั้ง&amp;lt;ref&amp;gt;Miroslav Nozina, Jirî Sitler, Jana Fajfrova และคณะ. ๒๐๐๔. King Rama VII of Siam’s Official Visit to Czechoslovakia in ๑๙๓๔. King Prajatipok Institute in cooperation with the Ministry of Foreign Affairs of the Czech Republic and the Institute of International Relations in Prague (โดยความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเชคและสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกรุงปราก), Nonthaburi-Bangkok: ๒๗. และในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เมือง Zlín ฉบับวันที่ ๓๐ ก.ค. ๑๙๓๔  Zlín, Ponělní vydání ๓๐.července ๑๙๓๔ Ročník IV.Číslo ๓๐. ไม่ปรากฏเลขหน้า และในจดหมายข่าวของบริษัทบาจาใน SDĚLENí ZAMĔSTNANCŮ  FIRMY BAŤA,  Zlín, MĚSTO DOBRŶCH BOT, V PĀTEK ๓. SRPNA ๑๙๓๔ ไม่มีหมายเลขหน้า, เอกสารโดยความอนุเคราะห์จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปราก ได้รับเอกสาร ๗ พ.ค. พ.ศ. ๒๕๕๘.&amp;lt;/ref&amp;gt;   (บาจา ได้เข้ามาค้าขายในสยามตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๓๐)  นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงงานน้ำตาล กิจการด้านเกษตรกรรมที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย  และที่ประเทศฮังการี (๘ ส.ค.-๑๖ ส.ค. ๑๙๓๔)   ทอดพระเนตรงานด้านเกษตรและการผสมสัตว์ โรงมวนบุหรี่ กับกิจการของโรงงานบริษัท สแตนดาร์ด เวอร์กส์ (Standard Works) ทำเครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายประเภท &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในด้าน&#039;&#039;การเมืองการปกครอง&#039;&#039; เป็นที่น่าสังเกตว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยศึกษาระบอบการปกครองของประเทศยุโรปอย่างมาก ทั้งระบอบการปกครองใน[[ระบบรัฐสภา]]ที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรห้องประชุม[[สภาขุนนาง]] (House of Lords)  และที่ประชุม[[สภาผู้แทนราษฎร]] (House of Commons) (๘ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่กรุงลอนดอน แล้วได้เสด็จฯ ขึ้นไปประทับฟังการประชุมที่ปรึกษาข้อราชการที่สภาจนถึงเวลา ๑๖ นาฬิกาเศษ   ส่วนการปกครองระบอบฟาสซิสม์ที่ประเทศอิตาลีและเยอรมนีอันเป็นระบอบการปกครองใหม่ในยุโรปช่วงนั้น ก็สนพระราชหฤทัยอย่างจริงจัง เมื่อเสด็จถึงกรุงโรม (๑๒ มี.ค. -๔ เม.ย. ๑๙๓๔) โดยรถไฟพระที่นั่งในวันที่ ๑๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ เวลา ๙ นาฬิกา ได้มีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระบรมโอรสมกุฎราชกุมารซึ่งเสด็จมาแทนพระเจ้าแผ่นดินอิตาลีพร้อมข้าราชการในพระราชสำนักและมุสโซลินี นายกรัฐมนตรี  ระหว่างประทับที่กรุงโรม  ทรงเยี่ยมทอดพระเนตรโรงเลี้ยงเด็ก ทั้งได้ทรงเยี่ยมกองบัญชาการคณะฟาสซิสม์ ทอดพระเนตรห้องประชุมกรรมการห้องสมุด ห้องเครื่องพิมพ์และการโฆษณา ห้องวิทยาศาสตร์ สถิติ เสด็จประทับในห้องทำการของปลัดบัญชาการ รับสั่งถามข้อความเรื่องวิธีจัดกองฟาสซิสม์เป็นเวลานาน (๑๓ มี.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ทอดพระเนตรมิลิเซีย ฟาสซิสต์หรือกองอาสาสมัครรักษาดินแดนของคณะฟาสซิสต์  พิพิธภัณฑ์แสดงประวัติของคณะฟาสซิสต์ (๑๔ มี.ค. ๑๙๓๔) ทั้งในจดหมายเหตุการณ์เสด็จประพาสระหว่างประทับที่กรุงโรม มีข้อความบันทึกกล่าวถึงวิธีทำงานของท่าน “อิล ดุเช” (Il Duce) (แปลว่า “ท่านผู้นำ” เช่นเดียวกับ “Der Führer” ซึ่งเป็นสมญาของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ในหนังสือจดหมายเหตุฯ ชมเชยว่าคณะฟาสซิสต์ในอิตาลีว่า มุสโซลินีมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และได้ฟื้นฟูประเทศอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ช่วยประเทศให้รอดพ้นภัยสังคมนิยมโซเชียลลิสต์ รวมทั้งวิธีอบรมพลเมืองให้รู้จักหน้าที่ต่อประเทศชาติให้รักชาติกับแก้ไขปัญหาการว่างงาน สามารถจัดการเรื่องตลาดแรงงาน อาชีพ  ให้พลเมืองอิตาลีอยู่ดีกินดีไม่ยากจนมากเท่าแต่ก่อน  รวมเวลาประทับอยู่ในประเทศอิตาลีถึงเกือบ ๑ เดือน (๑๒ มี.ค. – ๔ เม.ย. ค.ศ. ๑๙๓๔)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับที่ประเทศอิตาลี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรำไพ       พรรณีฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมันนานถึง ๓ สัปดาห์ (๒ ก.ค. – ๒๕ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) โดยได้ทรงเยี่ยมประธานาธิบดีฮินเดนบวร์กที่มาเรียนบาด (Marienbad) ซึ่งเป็นเมืองพักฟื้นและพักผ่อน เนื่องจากนายแพทย์ไม่ให้ประธานาธิบดีเดินทางมารับเสด็จฯ ที่กรุงแบร์ลีนเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง  ได้มีพระราชปฏิสันถารกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (Reichkanzler) ของเยอรมนี คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ตั้งแต่มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๓) หลายต่อหลายครั้งที่กรุงแบร์ลีน พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จถึงสถานีรถไฟกรุงแบร์ลีน ประทับ ณ โฮเต็ลอัทลอน (Hotel Adlon) ณใจกลางเมือง  ในตอนเย็น บารอน ฟอน นอยราท (Baron von Neurath) กับกราฟ ฟอน บัสเซอวิทซ์ (Graf von Bassewitz) ได้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยเฉพาะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นล่าม จากนั้น นายพล แฮร์มันน์ เกอริง (Hermann Göring)&amp;lt;ref&amp;gt; นายพลเกอริง เป็นนักเรียนทหารรุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. ๑๙๓๒  คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา&amp;lt;/ref&amp;gt;  ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกองทัพอากาศ นายกรัฐสภาและ[[สมุหเทศาภิบาล]] แคว้นปรัสเซียเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เผยแผ่เกียรติคุณของฮิตเลอร์ เช่นเดียวกับภาพยนตร์เผยแผ่เกียรติคุณมุสโซลินีตั้งแต่วันแรกที่เสด็จฯ มาถึงแบร์ลีน ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานที่ต่างๆ เช่น โรงงานไฟฟ้าของบริษัทซีเมนส์ กิจการไฟฟ้าลักษณะต่างๆ ทอดพระเนตรโรงเรียนอบรมหัวหน้าของเด็กหนุ่มเยอรมัน (Hitearjunge) อายุระหว่าง ๑๘ – ๒๒ ปี อันเป็นโรงฝึกหัดอาชีพฝึกงาน จัดเหมือนโรงทหาร  ฮิตเลอร์หวังจะสร้างโรงฝึกหัดแบบนี้ตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลตกลงจะลดจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ลงเพื่อให้มุ่งมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น ทั้งยังมีโรงเรียนหรือแคมป์รับเด็กสาวเข้าเรียนวิชาการเรือน เพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ ประกอบอาหาร ทำความสะอาดบ้านเรือนกับการอนามัย กำหนดเวลาเรียน ๑ ปี (๖ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ได้ทอดพระเนตรสนามบินไปรษณีย์ของบริษัทลุฟธันซา (Lufthansa) (๓ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่มีการจัดการคล้ายสถานีรถไฟ มีแผนที่แสดงสนามบินและสายการบินติดต่อทั้งภายในและภายนอกประเทศเยอรมนี มีภัตตาคาร ด่านภาษีตรวจหีบและชั่งน้ำหนักของ  นับเป็นสนามบินที่กว้างขวางมาก ทั้งทอดพระเนตรเครื่องบินใหญ่น้อยหลายแบบ ในวันที่ ๗ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔ ได้เสด็จฯ เสวยพระสุธารสที่ป่าใหญ่ ตำบลชอร์ฟไฮเดอ (Schorfheide) เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโรงทดลองวิทยาศาสตร์และโรงงานผสมยา เชียร์ริง-คาร์ลเบาม์ (Schering-Kahlbaum AG) แสดงวิธีทำยาชนิดต่างๆ สำหรับรักษาโรคของมนุษย์และสัตว์ รวมยาบำรุงกำลังด้วย (๙ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) กับเสด็จพระราชดำเนินเยือนหอดาราศาสตร์ที่เมืองเยนา (๑๑ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ใช้เลนส์ของคาลซ์ไซส (Carl Zciss) อันเลื่องชื่อ กับสถานที่สวยงามทางวัฒนธรรมอีกมาก เช่น  พิพิธภัณฑ์ Residenz Museum  พิพิธภัณฑ์เยอรมัน (Deutsches Museum) ที่แสดงผลงานทางวิทยาศาสตร์ กิจการเบียร์ ภัตตาคารโฮฟบรอยเฮาส์ (Hofbräuhaus) เมืองมึนเชิน รวมทั้งทอดพระเนตรทะเลสาปและสวนดอกไม้ในเมืองมึนเชิน (มิวนิค)ในรัฐบาเยิน (Bayern/บาวาเรีย)    &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
นับว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิตาลี โดยเฉพาะเยอรมนี กินเวลานานกว่าประเทศอื่น ทั้งได้ ทอดพระเนตรกิจการของฟาสซิสต์ในทั้งสองประเทศให้เห็นสภาพจริงหลังจากที่ได้ทรงศึกษาจากการอ่านมาก่อนที่จะเสด็จประพาสยุโรป  ทั้งนี้  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๒ (พ.ศ. ๒๔๗๕) ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติของ[[คณะราษฎร]]เพียงเดือนเดียว เรื่องการปกครองระบอบฟาสซิสม์ในอิตาลีว่า ไม่น่านำมาประยุกต์ใช้ในสยามได้แล้ว  จึงควรให้ศึกษาไปในทางที่เอื้อต่อการปกครองระบอบ[[รัฐธรรมนูญ]]ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) ดังปรากฏในเอกสาร &#039;&#039;Mussolini and Education&#039;&#039; &amp;lt;ref&amp;gt;สนธิ เตชานันท์ (ผู้รวบรวมเอกสาร) พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๕. แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบ‘ประชาธิปไตย’ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว: ๒๘๑-๒๘๗.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่า กิจการต่างๆ หลายอย่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรในยุโรป  ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การเกษตร การปศุสัตว์ การท่าเรือ  การศึกษาและการค้า เช่นการผลิตเบียร์ กิจการโรงงานน้ำตาลในประเทศเชคโกสโลวาเกียส่งผลต่อประเทศสยามหลังจากนั้นไม่นาน  ทั้งยังอาจมีผลเนื่องเป็นพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยการทรงปรับปรุงโรงพยาบาลประจำจังหวัด และทรงตั้ง[[มูลนิธิประชาธิปก]]เพื่อสนับสนุนกิจการต่างๆ ของโรงพยาบาลนั้น ([[โรงพยาบาลพระปกเกล้า]]ในปัจจุบัน) หลังจากที่เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษมาประทับอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ณ [[วังสวนบ้านแก้ว]]ระหว่าง พ.ศ.  ๒๔๙๓- ๒๕๑๑ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๓.การเริ่มและสานต่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรป&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงประเทศฝรั่งเศส ประทับที่เมืองโบลิเออ และเมืองคานส์ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๔  พร้อมกับสมเด็จพระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์และคณะ ได้ทรงเยี่ยมเมืองนีศเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์รักษาพระทนต์และทอดพระเนตรสถานที่ภูมิประเทศอันงดงามเป็นการพักผ่อนพระอิริยาบถจากการเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ค.ศ.๑๙๓๔ และจากพระราชภาระอันหนักหน่วง ณ ประเทศสยาม เราได้พบว่า พระองค์และสมเด็จฯ ทรงโปรดกีฬาเทนนิสเป็นพิเศษ ทรงเล่นเทนนิสได้ชำนาญทั้งสองพระองค์ และเสด็จฯ ทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาเทนนิสหลายต่อหลายครั้งทั้งในฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ  กับได้มีพระราชปฏิสันถารกับพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น [[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์]]ที่ได้เดินทางมาจากอังกฤษมาเพื่อรับเสด็จฯ และนำเสด็จฯ ไปทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ ส่วนใหญ่โดยทางรถยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ขับผ่านภูมิประเทศป่าเขาอันงดงาม ทั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจในการเสด็จไปแทนพระองค์ในงานพระบรมศพของสมเด็จพระราชาแห่งเบลเยียมซึ่งเพิ่งจะสวรรคตด้วยอุบัติเหตุพลาดตกเขา  และที่ประเทศฝรั่งเศส  ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวของหม่อมสังวาลย์ มหิดลเข้าเฝ้าฯ พร้อมพระโอรสและพระธิดารวมทั้งสิ้นสามพระองค์&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้มีพระราชปฏิสันถารกับพระมหากษัตริย์ของยุโรปหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าแผ่นดินสวีเดนในงานแข่งเทนนิสที่โฮเต็ลอังกลาแตร์ เมืองนีศ  เจ้าหญิงวิโอเลตตา พระชายาเจ้าปีเตอร์แห่งเซอร์เวีย ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้านิโคลาสแห่งเซอร์เวียผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระราชินีแห่งอิตาลี รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินเดนมาร์กในงานรื่นเริงของนักกีฬาเทนนิสนานาชาติ เมืองมอนติคาโล (๑ มี.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) เจ้าชาล์สแห่งสวีเดนที่กรุงปารีส (๑๖ เม.ย. ค.ศ. ๑๙๓๔) เจ้าชายกายาแห่งญี่ปุ่น ซึ่งประจวบมาอยู่ที่โฮเต็ลที่ประทับ ณ กรุงลอนดอนพอดี (๙ พ.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ทั้งเจ้าหญิงจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ (พระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ในเวลาต่อมาและเป็นองค์ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๘๙๗ ด้วย) เป็นการสานต่อพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นกับราชสำนักยุโรปที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงเริ่มไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ค.ศ. ๑๘๙๗ (พ.ศ. ๒๔๔๐)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศในยุโรป เป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำก่อนเป็นลำดับแรกๆ ในแทบทุกประเทศ คือ การเสด็จวางพวงมาลาที่สุสานฝังศพของทหารหาญนิรนาม (จากสงครามโลกครั้งที่ ๑)  และในทุกประเทศในยุโรปที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีและพระราชวงศ์ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการสมพระเกียรติ พระเจ้าแผ่นดินหรือประมุขของทุกประเทศได้มอบหมายให้ผู้แทนพระองค์และบุคคลต่างๆ ในคณะรัฐบาลมาต้อนรับพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ในหลายประเทศมีการตรวจแถวทหารเกียรติยศยิงสลุต และพระเจ้าแผ่นดินทรงจัดเลี้ยงใหญ่เพื่อถวายพระเกียรติ  ในอิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก เบลเยียม เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี) ระหว่างการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ นั้น  ทั้งพระเจ้าแผ่นดินเช่น พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ของบางประเทศ อาทิ เดนมาร์กที่มีความสนิทสนมกับราชวงศ์จักรีมาแต่ครั้ง[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ได้ทรงผลัดกันมาต้อนรับนำเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีฯ ไปทอดพระเนตรสถานที่ภูมิประเทศงดงาม และทรงจัดพระกระยาหารถวายอย่างสนิทสนม ทั้งยังได้จัดพระราชพาหนะ เช่น รถไฟพระที่นั่งส่งหรือรับเสด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม  ถวายอารักขารักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี (เช่นประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี) โดยเฉพาะเยอรมนีไม่เพียงถวายตำรวจลับอารักขา แต่กระทรวงต่างประเทศเยอรมนียังมอบเจ้าหน้าที่จัดให้ ดร.กลุคกิสต์ (Dr. Gluckgist) มาประจำพระองค์สำหรับช่วยในกิจการติดต่อทั่วไปตลอดเวลาที่ประทับอยู่ในประเทศเยอรมนีด้วย  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ส่วนที่ประเทศอังกฤษนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีฯ เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งจากท่าเรือเมืองกาเลส์ ข้ามมาโดเวอร์ที่ฝั่งอังกฤษถึงสถานีรถไฟวิกตอเรีย กรุงลอนดอนโดยรถไฟพระที่นั่งเวลาค่ำแล้ว ๑๙ นาฬิกาเศษ ในวันที่ ๒๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๔ พระเจ้ากรุงอังกฤษโปรดให้ดยุคและดัชเชสออฟยอร์ก พระราชโอรส (ต่อมาครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์ชที่ ๖ (King George VI ค.ศ. ๑๘๙๕ – ๑๙๕๒ พระราชบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ ๒ แห่งอังกฤษในปัจจุบัน) เสด็จมารับเสด็จฯ ไม่มีพิธีต้อนรับเอิกเกริก ในวันรุ่งขึ้นคือ ๒๖ เมษายน เวลา ๑๒.๒๐ พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีโดยรถยนต์พระที่นั่งไปพระราชวังวินด์เซอร์เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวันกับสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษและสมเด็จพระนางมารีเป็นการภายในระหว่างพระราชวงศ์อย่างเงียบๆ   อีกทั้งในการพระราชพิธีฉลองธงชัยเฉลิมพล (Trooping of the Colour) เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๑๓ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔ กับในวันแข่งม้าชิงรางวัลถ้วยทองที่สนามแอสคอท (Ascot) ทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษและสมเด็จพระราชินีเสด็จทอดพระเนตรและเสวยพระกระยาหารกลางวันพร้อมพระประยูรญาติและราชบริพาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศอังกฤษ  พระเจ้ากรุงอังกฤษได้ทรงโปรดฯ ให้พระราชโอรส ข้าราชบริพาร และข้าราชการหลายกระทรวง ทั้ง[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]ผลัดกันมารับเสด็จพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งสยามนำเสด็จฯ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ให้สำราญพระราชพระหฤทัย  ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ ทรงเทนนิส  ทอดพระเนตรละครและโอเปราทั้งในและนอกกรุงลอนดอน  กับได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านนักประพันธ์มีชื่อ ที่บ้านอาร์ไกล์ (Argyle House, Chelsea) ที่ตำบลเชลซีย์ เจ้าสำนักมิสเตอร์ เอช. จี. เวลล์ส (Herbert George Wells) นักประพันธ์ในลัทธิโซเชียลลิสม์  กับศาสตราจารย์ฮักส์ลี (Professor Aldous Leonard Huxley ผู้ประพันธ์นวนิยาย Brave New World ค.ศ. ๑๙๓๒) ทั้งสองเป็นนักประพันธ์ที่สนใจเรื่องความเชื่อและศาสนา เขียนนวนิยายเกี่ยวกับสังคม แนวเย้ยหยันประชดประชันเชิงวิทยาศาสตร์  และเสด็จพระราชดำเนินเยือนบ้านนักเขียนซอมเมอเซ็ต มอห์ม (Sommerset Maugham) นักเขียนนวนิยายและบทละครชื่อดังชาวอังกฤษของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐  ผู้มีผลงานทั้งแนวสัจนิยม เยาะเย้ยประชดประชัน  มอห์มใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ประเทศฝรั่งเศสและใช้ภาษานี้เป็น ‘ภาษาแม่’  ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ครั้งแรกพักที่โรงแรม Oriental ใน ค.ศ. ๑๙๒๓  นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับพระสหายสนิทเก่า  นายร้อยเอกวิกตอร์ คาซาเลต (Captain Victor Cazalet) นายทหารอังกฤษและผู้แทนราษฎรอังกฤษผู้เคยศึกษาร่วมสถาบันในสมัยเดียวกันกับพระองค์  และเป็นผู้ได้ร่วมขบวนเสด็จไปกับพระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีเกือบตลอดเวลาที่ประทับในประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แม้ว่า ฝ่ายราชสำนักอังกฤษจะมิได้แสดงความสนิทสนมกับพระมหากษัตริย์แห่งสยามเท่ากับในกรณีที่ประเทศอื่นทำ  แต่ในประเทศอื่นๆ ทุกประเทศทั้งระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเหล่านั้นอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการพระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างสมพระเกียรติและ “เท่าเทียม”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่อันเป็นผลจาก[[สนธิสัญญาแวร์ซายส์]]หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เช่น เชคโกสโลวาเกีย และฮังการี ทางฝ่ายต่างประเทศของสยามได้ติดต่อไปก่อนว่าองค์พระมหากษัตริย์แห่งสยามจะเสด็จพระราชดำเนินเยือน  กรณีประเทศเชคโกสโลวาเกีย มีหนังสือแจ้งจากอัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน (พระยาสุพรรณสมบัติ) ถึงทูตประเทศเชคโกสโลวาเกียที่กรุงลอนดอน คือ ยัน มาซาริก (H.E. Jan Masaryk) บุตรชายของประธานาธิบดี โตมาส มาซาริก (Tomas G. Masaryk)&amp;lt;ref&amp;gt;Miroslav Nozina, Jirî Sitler, Jana Fajfrova และคณะ. ๒๐๐๔. King Rama VII of Siam’s Official Visit to Czechoslovakia in ๑๙๓๔. ดู เชิงอรรถที่ ๒๘, (๖๔ หน้า). &amp;lt;/ref&amp;gt;  ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ส่วนประเทศฮังการีที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการรับเสด็จฯ อย่าง “แกรนด์” มากนั้น ในสายตาของคนยุโรปด้วยกัน การเสด็จประพาสฮังการีไม่มีความสำคัญเลยทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ที่ฮังการีและเชคโกสโลวาเกียนี้เอง  นับเป็นการเปิดศักราชความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสยาม โดยประเทศเชคโกสโลวาเกียมีการติดต่อค้าขายกับสยามแล้วตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๓๐ คือบริษัท บาจา (BaŤa)  ที่ประเทศนี้ พระมหากษัตริย์แห่งสยามสนพระราชหฤทัยในกิจการสปาที่ใช้รักษาโรค ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงน้ำแร่บ่อน้ำร้อนที่เมืองคาร์ลสบาด (Karlsbad) ที่ใช้รักษาโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคลำไส้ โรคเกี่ยวกับตับ ปอด ม้าม และไต รวมทั้งโรคหวัดไอเรื้อรัง อันเป็นที่ซึ่งนักประพันธ์เอกชาวเยอรมัน โยฮัน วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่อ (Johann Wolfgang von Goethe ค.ศ.๑๗๔๙-๑๘๓๒) ได้มารักษาตัวอยู่ถึงสิบสามครั้ง  และเสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานริงโฮเฟอร์ (Ringhofer) ที่ผลิตรถยนต์ยี่ห้อตาตรา (Tatra) กับโรงงานรถยนต์สโกดาที่เมืองปิลเซิน (Plzen) ที่ผลิตเครื่องเหล็กในลักษณะคล้ายบริษัทครุปป์ของเยอรมนี มีเครื่องมือสารพัดชนิดตั้งแต่เครื่องมือทำสวน เครื่องซักฟอกไปจนถึงเครื่องกลั่นเบียร์ รวมถึงอาวุธต่างๆ  ทั้งยังได้ทอดพระเนตรโรงทำเครื่องแก้วของนายลุดวิก-โมเซอและบุตร (Ludwig-Moser &amp;amp; Sons)  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นอกจากพระมหากษัตริย์แห่งสยามจะได้กระชับความสัมพันธ์กับประเทศยุโรปในกิจการต่างประเทศกับพระบรมวงศานุวงศ์ของราชสำนักยุโรปและประมุขของประเทศแล้ว ยังได้มีพระราชปฏิสันถารกับสหายเก่าที่เคยร่วมศึกษาในสำนักเดียวกันที่โรงเรียนเสนาธิการทหารฝรั่งเศส (Ecole Supérieure de Guerre) และพระสหายจากโรงเรียนอีตันที่ประเทศอังกฤษ  เป็นที่ชื่นบานพระราชหฤทัย&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย  การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลาถึง ๘ เดือนใน ค.ศ. ๑๙๓๔ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นตัวแทนของประเทศ  “สยามใหม่” ในฐานะประมุขของประเทศสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญให้เป็นที่ประจักษ์ ณ “ยุโรปใหม่” อย่างสมพระเกียรติ  มีรายละเอียดให้ความรู้มากมายในหลายแง่มุมที่จะต้องศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีระ นุชเปี่ยม. ๒๕๕๘. การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก. ใน: วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ Journal of the Historical Society, ฉบับ ๓๗. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เชิงอรรถที่ ๔, ตอนที่ ๔ (การเดินทางจากเมืองสุเอสถึงมาร์เซลย์และโบลิเออ) ตอนที่ ๕ (ระหว่างประทับที่เมืองโบลิเออ) และตอนที่ ๖ (การเดินทางจากเมืองคานส์ถึงกรุงโรม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอพันธ์ อุยยานนท์, ๒๕๕๘. เศรษฐกิจไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ - รักษาเสถียรภาพ ปูพื้นฐานการพัฒนา, โครงการหนังสือชุด “แลอดีต เล็งอนาคต การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๗” ของมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิ เตชานันท์ (ผู้รวบรวมเอกสาร) พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๕. แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบ‘ประชาธิปไตย’ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารหมายเลข ๑๔๗/Dol ๑๙๓๔, หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ หนังสือลงวันที่ ๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Siamese King Prajadhipok: his visit to Lány. The President Office, Lány August ๒๓rd ๑๙๓๔, document no. L ๔๕๑/๓๔ Archiv MZV čR. อ้างใน: Miroslav Nožina, Jiří Sitler  et  al. King Rama VII of Siam’s Official Visit to Czechoslovakia in ๑๙๓๔. ๒๐๐๔. In cooperation with the Ministry of Foreign Affairs &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
of the Czech Republic and the Institute for International Relations in Prague.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E0%B8%84.%E0%B8%A8._%E0%B9%91%E0%B9%99%E0%B9%93%E0%B9%93_%E2%80%93_%E0%B9%93%E0%B9%94&amp;diff=12423</id>
		<title>การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๓๔</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E0%B8%84.%E0%B8%A8._%E0%B9%91%E0%B9%99%E0%B9%93%E0%B9%93_%E2%80%93_%E0%B9%93%E0%B9%94&amp;diff=12423"/>
		<updated>2016-05-30T10:59:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Suksan: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; พรสรรค์  วัฒนางกูร &amp;lt;ref&amp;gt;ศาสตราจารย์ ดร. ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภาแห่งประเทศไทย สำนักศิลปกรรม สาขาวรรณศิลป์ ศาสตราจารย์ (เกษียณ)ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก สาขาวิชาภาษาเยอรมัน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;***การนับปีในบทความวิจัยนี้จะใช้คริสต์ศักราช (ค.ศ. ) แทน พุทธศักราช (พ.ศ.) เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจากยุโรป อนึ่ง การนับเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปนั้น ถ้านับเวลาอย่างสากล จะเป็นค.ศ. ๑๙๓๔ เพราะทรงเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระนครตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ถ้านับตามปฏิทินจันทรคติของสยาม จะเป็นการเสด็จฯ ใน ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ หรือ พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๔๗๗&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ความนำ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]] (๘ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๙๓ – ๓๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๑) เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผันผวนของโลกยุโรปในยุคต้นสมัยใหม่ &amp;lt;ref&amp;gt;ยุคต้นสมัยใหม่ (Early Modern Age) เป็นชื่อเรียกช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อในยุโรปจากโลกเก่าสู่โลกสมัยใหม่ของวิทยาการใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  หมายถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐&amp;lt;/ref&amp;gt;  ทั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่ “ช่วงเวลาแห่งหายนะ” (fin de Siècle) และผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔ – ๑๙๑๘) ที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองเก่า คือ การปกครองโดยกษัตริย์แบบ[[สมบูรณาญาสิทธิราช]] เช่น ในประเทศรัสเซีย อาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี ประเทศโปรตุเกส และในประเทศเยอรมนีที่ปกครองโดยกษัตริย์กึ่ง[[ระบบรัฐสภา]]  [[สงครามโลกครั้งที่ ๑]] ไม่เพียงเป็นมหาสงครามที่ร้ายกาจในมิติใหม่ของยุทธวิธีสู้รบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของมหาอำนาจหลายประเทศเท่านั้น แต่[[สนธิสัญญาแวร์ซายส์]]ที่ประกอบด้วยชุดสัญญากับประเทศที่แพ้สงคราม ได้ทำให้ยุโรปเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหม่ เช่น ประเทศฮังการี ประเทศเชคโกสโลวาเกีย (ดินแดนของชนเผ่าเบอเมิน Böhmen หรือโบฮีเมีย) ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นต้น ประเทศใหม่ในยุโรปตะวันออกถึงสองประเทศได้มีบทบาทใหม่ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศสยามระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปขององค์พระมหากษัตริย์แห่งสยามและ[[สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินี]]  อีกทั้งยังนำไปสู่บทบาทใหม่ของ ๓ ประเทศสำคัญของยุโรปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์การเมือง การปฏิวัติบอลเชวิคในประเทศรัสเซีย (ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๑๗) ทำให้ก็มีการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  นำประเทศสู่ระบอบการปกครองใหม่โดย[[อุดมการณ์ทางการเมือง]][[ลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์]]ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญหล่อหลอมกลุ่มผู้นำฟาสซิสม์ในอิตาลีและเยอรมนีให้ต่อต้านสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างหนักโดยท่าน “ดูเช”  (Ill Duce) มุสโซลินีแห่งประเทศอิตาลี  ผู้นำต้นแบบของลัทธิฟาสซิสม์ “นาซี” ในเยอรมนีของท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่เรียกตนเองว่า “เฟือเรือ” (Der Führer)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของประเทศสยามนั้น การต่อต้านคอมมูนิสม์นับเป็นเสี้ยวหนึ่งของ[[ความขัดแย้ง]]หลัง[[การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕]] (ค.ศ. ๑๙๓๒) ในประเด็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่[[หลวงประดิษฐ์มนูธรรม]] ([[ปรีดี พนมยงค์]]) เสนอ  ท่ามกลางความขัดแย้งอื่นๆ อีกหลายประการ  อันนำไปสู่การสละราชสมบัติขององค์พระประมุขในวันที่ ๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๕ (พ.ศ. ๒๔๗๗) ระหว่างที่พระองค์ยังประทับอยู่ในยุโรป ณ กรุงลอนดอนในที่สุด &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในการเสนอเรื่องการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๑๙๓๔ นั้น  เป็นเรื่องยากมากที่เราจะแบ่งแยกเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปออกจากบริบททางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมของสยาม  รวมทั้งจากสถานการณ์ในยุโรปและโลกในช่วงนั้นออกจากกันได้เด็ดขาด  แม้แต่สาเหตุของการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งนี้ก็ยังเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับอีกหลายปัจจัย  ทั้งเรื่องพระพลานามัยขององค์พระมหากษัตริย์  เรื่องการเมืองภายในประเทศและการพัฒนาประเทศสยาม  นอกจากนั้น ประเด็นทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ทำให้การศึกษาเรื่องนี้มีสีสันในหลายแง่มุมและน่าสนใจอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
เอกสารชิ้นหลักในหัวข้อนี้จากฝ่ายไทยที่พบในประเทศไทย  คือ  &#039;&#039;“จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”&#039;&#039; 	&amp;lt;ref&amp;gt;พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (หม่อมราชวงศ์สิทธิ์  สุทัศน์) ราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ ผู้บันทึก. ๒๕๒๖. จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีปชา  สิริวรสาร ป.ช. ป.ม. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งบันทึกการเดินทางโดยราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ  คือ [[พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร]]  ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม  แตกต่างจากกรณีการเสด็จประพาสยุโรปของ[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ค.ศ. ๑๘๙๗ (ร.ศ. ๑๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๐) ซึ่งในครั้งนั้น  พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์โดยตรงพระราชทาน[[สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ]] ทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า ทรงคิดอย่างไร ต่อผู้ใด เรื่องอะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้  ผู้วิจัยกำลังสืบค้นข้อมูลจากยุโรป ได้มาแล้วเพียงบางส่วน จึงหวังว่า จะได้รับข้อมูลใหม่เพิ่มเติมในรายละเอียด รวมทั้งรูปภาพและภาพยนตร์ขนาดสั้นที่น่าสนใจให้แง่มุมใหม่ๆ เรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๔ จากที่มีอยู่เดิม&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สาเหตุของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  และการเตรียมการเดินทาง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จากเอกสารที่พบขณะนี้  เราทราบว่าสาเหตุหลักของการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) คือ เรื่องพระสุขภาพในประเด็นที่ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะต้องเสด็จฯ ไปทรงเข้ารับการผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐอเมริกา (ครั้งที่สอง) หลังจากที่ได้ทรงได้รับมาแล้วครั้งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาเมื่อค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงรับการผ่าตัดพระเนตรครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔) นั้น ปรากฏในเอกสารฝ่ายเยอรมันตั้งแต่ค.ศ. ๑๙๓๐ ลักษณะเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่กรุงเทพฯ แจ้งว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;“คิงประชาธิปกแห่งสยามได้ทรงเสียการเห็นของพระเนตรข้างซ้ายเนื่องจากต้อกระจก ...และจะเสด็จฯ ไปผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐอเมริกาในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า (ค.ศ. ๑๙๓๑)  ... โดยจะเสด็จฯ ทางประเทศญี่ปุ่น ผ่านแวนคูเวอร์เพื่อไปยังเมืองไอร์แลนด์ (วิลลา) ที่คลีนิคของ Dr. N. Morrison ที่นิวยอร์ค ...  และจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ด้วย... หลังจากทรงพักผ่อนหลังการผ่าตัดราว ๑ เดือน จะทรงเดินทางในสหรัฐฯ อีกหลายเดือน...” &#039;&#039; &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R ๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน  ข่าวหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในสยาม ลงวันที่ ๓ กันยายน เดาจากความน่าจะเป็น ค.ศ ๑๙๓๐ ไม่ปรากฏชื่อหนังสือพิมพ์ชัดเจนที่เห็นคือ “…empo-united Press”. ในบทความนี้ ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีทุกชิ้นที่อ้าง ได้มาจากศูนย์ข้อมูลและจดหมายเหตุ  พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายครั้งที่ ๑ ซึ่งความจริงเป็นโดยนายแพทย์วีเลอร์ ชาวอเมริกันได้ทำการผ่าตัดถวายไว้ใน ค.ศ. ๑๙๓๑ ที่สหรัฐอเมริกานั้น ประสบผลสำเร็จดี แต่ในสมัยนั้น จำต้องทำการผ่าตัดขั้นที่สองซึ่งยังไม่ได้ทำ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอีกครั้งใน ค.ศ. ๑๙๓๔  เพื่อจะได้ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายครั้งที่ ๒  &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การประทับในยุโรปใน ค.ศ. ๑๙๓๔  จึงเป็นเรื่องการรักษาพระสุขภาพเช่นกัน  โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับให้นายแพทย์ฝรั่งเศสที่ริเวียราและนีศทำพระทนต์หลายครั้ง และต่อมาผ่าตัดพระเนตรซ้ายอีกครั้งที่ลอนดอนคลินิกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนการเสด็จประพาสต่างประเทศในเบื้องแรกจากเอกสารเยอรมันลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓  คือ  การผ่าตัดพระเนตรที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินเยือน ๓ ประเทศในยุโรป คือ ประเทศอังกฤษฝรั่งเศส  และเบลเยียม&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R ๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน.  หนังสือจากสถานทูตเยอรมัน กรุงเทพฯ รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓&amp;lt;/ref&amp;gt;   ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางทั้งในยุโรปและอเมริกาเป็นการเสด็จประพาสยุโรป เริ่มจากประเทศฝรั่งเศส เบลเยียมและอังกฤษ แล้วจึงเสด็จฯ ไปยังสหรัฐอเมริกา จากนั้น เสด็จฯ กลับมายัง เดนมาร์ก เยอรมนี เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี ออสเตรียและอิตาลี&amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin, R๘๖๐๖๖. หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี แบร์ลีน รายงานลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ จาก Deutsche Gesandtschaft (สถานทูตเยอรมนี) กรุงเทพฯ ไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี หมายเลขเอกสาร ๕๙๕/๓๓ ไม่เห็นชื่อทูตเยอรมันในเอกสาร มีรายละเอียดหมายกำหนดการการเสด็จประพาสในทุกประเทศพร้อมรายชื่อคณะผู้ติดตามและตำแหน่งหน้าที่ ณ ประเทศสยาม (ใน ค.ศ. ๑๙๓๓ ทูตเยอรมันที่กรุงเทพฯ คือ ดร.นอร์ท (Dr. Nord) ดู: พรสรรค์ วัฒนางกูร พ.ศ. ๒๕๕๕. ๑๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี ๑๕๐ Jahre Thai-Deutsche Diplomatische Beziehungen, โครงการหนังสือที่ระลึกเพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ ๑๕๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมัน กระทรวงการต่างประเทศ  พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๗: ๑๖๙). &amp;lt;/ref&amp;gt;   หากแต่ว่า ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรีย สำหรับประเทศหลังเนื่องจากนายกรัฐมนตรีของออสเตรียถูกฆาตกรรมขณะประทับอยู่ที่ประเทศฮังการี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ส่วนรายละเอียดจากเอกสารปฐมภูมิภาษาไทยเรื่องการเตรียมการเสด็จต่างประเทศของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่ปรากฏชัดเท่ากรณีการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของ[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ใน ค.ศ. ๑๘๙๗  ข้อมูลเท่าที่พบและได้ศึกษาในขณะนี้ เป็นเฉพาะจดหมายเหตุบันทึกการเดินทางโดยราชเลขานุการประจำพระองค์แหล่งเดียว  ไม่มีพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่แน่นอนก็คือ การเสด็จเยือนประเทศในยุโรปของพระองค์ใน ค.ศ. ๑๙๓๔ เป็นการเสด็จฯ อย่างเป็นทางการเฉพาะบางส่วน ซึ่งน้อยมาก คือส่วนที่ทรงเยี่ยมประมุขของประเทศต่างๆ ในยุโรป ทรงเป็นอาคันตุกะของประมุขประเทศนั้นๆ ตามคำเชิญของ[[รัฐบาล]]  และส่วนใหญ่ของการเสด็จเยือนประเทศในยุโรปพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีและคณะจำนวนไม่มาก มีลักษณะไม่เป็นทางการ (unofficial / incognito) โดยทรงเลือกที่จะทรงใช้พระนาม  “Prince  Sukhodaya”  ในยุโรป ดังปรากฏชัดเจนในเอกสารของฝ่ายเยอรมัน &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖. หนังสือรายงานลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ จากสถานทูตเยอรมัน Deutsche Gesandtschaft  กรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีน, เชิงอรรถที่ ๗. ความดังนี้  “...Der König werde in Begleitung der Königin und eines aus sechs Personen bestehenden Gefolges unter den Namen eines Prinzen Sukhodaya zunächst über Frankreich, Belgien und England nach Amerika reisen, ...”.   &amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนเหตุผลนั้น น่าสนใจมาก ดังนี้  เอกสารรายงานจากทูตเยอรมันที่กรุงเทพฯ เล่าถึงการสนทนาส่วนตัวระหว่างทูตเยอรมันและทูตอิตาลีว่า ภายหลังได้รู้ข่าวลับสุดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระประสงค์ที่จะเสด็จประพาสยุโรป ๓ ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเบลเยียม  สำหรับการผ่าตัดพระเนตรนั้น ก็น่าจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา  ทูตอิตาลียังเล่าว่า [[รัฐมนตรี]]ต่างประเทศ (คือ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศของสยาม) ตอบคำถามเลี่ยงๆไม่บอกว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศ อิตาลีหรือไม่  จากนั้น ทูตอิตาลีเล่าถึงเรื่องลับมากที่ได้ยินจากแหล่งข่าวที่เชื่อถืออีกแหล่งหนึ่งว่า รัฐบาลอังกฤษได้แจ้งมายังรัฐบาลสยามว่า  พระมหากษัตริย์อังกฤษ (คือ พระเจ้าจอร์ชที่ ๕) ไม่เต็มพระทัยที่จะต้อนรับพระมหากษัตริย์แห่งสยาม  ซึ่งทูตอิตาลีเองก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ แต่คาดเดาว่าคงจะเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในตะวันออกไกลขณะนั้นที่ไม่ดีนัก ทำให้อังกฤษมีท่าทีตีตัวออกห่างสยามในลักษณะนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;“...mein italienische Kollege fügte dieser Erzählung die streng vertrauliche Mitteilung hinzu, ....dass die Englische Regierung der hiesigen Regierung auf ihre Anfrage zu verstehen gegeben habe, der englische König hege nicht den Wunsch, den König von Siam zu empfangen. ...Über die Gründe dieser ablehnenden Haltung Englands hat mein italienischer Kollege Sicheres nicht in Erfahrung bringen können, ...“, ขีดเส้นใต้ตามที่ปรากฏในเอกสาร ใน: Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖. หนังสือรายงานลงวันที่ ๒๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓ จากสถานทูตเยอรมัน Deutsche Gesandtschaft  กรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีน.&amp;lt;/ref&amp;gt;  เหตุผลนี้น่าจะเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการเดินทางซึ่งมีผลต่อลักษณะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน ค.ศ. ๑๙๓๔ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในขณะนั้น เหตุการณ์บ้านเมืองในสยามนับว่ากำลัง “วิกฤติ” อย่างมาก ทั้งเรื่อง[[เค้าโครงเศรษฐกิจ]]ของ[[หลวงประดิษฐ์มนูธรรม]]ที่นอกจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่ทรงเห็นด้วยแล้ว ยังนำมาซึ่ง[[ความขัดแย้ง]]ภายในคณะรัฐบาล[[พระยามโนปกรณ์นิติธาดา]]และระหว่างรัฐบาลกับ[[สภาผู้แทนราษฎร]] จนมีการประกาศ[[ปิดสภา]]ฯ และ[[งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา]]ในวันที่ [[๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๓]] (พ.ศ. ๒๔๗๖) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิด [[“กบฏบวรเดช”]] (ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๓๓/พ.ศ. ๒๔๗๖) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเด็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีลักษณะเป็นทางการเป็นบางส่วนและส่วนใหญ่ไม่เป็นทางการนั้น  จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาจดหมายโต้ตอบไปมาหลายฉบับระหว่างทูตสยามกับกระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี เชคโกสโลวาเกีย และฮังการี อ้างถึงหนังสือระหว่างทูตสยามที่กรุงลอนดอนกับรัฐบาลที่กรุงปราก แบร์ลีน บูดาเปสต์และเวียนนา ทำให้สรุปได้ว่า การเสด็จประพาสยุโรปอย่างเป็นทางการบางส่วนสืบเนื่องมาจากรัฐบาลประเทศยุโรปแต่ละประเทศยืนยันที่จะกราบถวายบังคมทูลเชิญพระมหากษัตริย์แห่งสยามให้เป็นอาคันตุกะของรัฐบาล  สำหรับในประเทศเชคโกสโลวาเกีย พบว่า รัฐบาลเชคได้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในระหว่างที่ทรงพำนักในประเทศทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งที่ทรงแจ้งกับรัฐบาลชัดเจนก่อนหน้าแล้วว่า ฝ่ายสยามประสงค์ที่จะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด นอกจากนี้ รัฐบาลเชคยังได้ทูลเกล้าถวายเครื่องแก้วที่[[สมเด็จพระราชินีรำไพพรรณีฯ]] ทรงสั่งซื้อเป็นการส่วนพระองค์เป็นของขวัญด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;เอกสารจากหอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงปราก หนังสือเขียนด้วยลายมือของทูต&lt;br /&gt;
เชคที่ลอนดอนถึงกระทรวงการต่างประเทศเชค  อ้างถึงหนังสือลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ แปลโดย ดร. สเดงกา มิชัลโควา (PhDr. Zdena Michálková) ล่ามชาวเชคของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปราก สาธารณรัฐเชค ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในท้ายที่สุด พระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆในยุโรปดังปรากฏใน จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗  จดหมายเหตุเหล่านี้ ฉบับสุดท้ายมีทั้งหมด ๑๖ ตอน&amp;lt;ref&amp;gt;พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภาครั้งทรงดำรงตำแหน่งปฏิบัติราชการแทนราชเลขานุการในพระองค์ให้ทรงนำขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ทรงทราบและทรงดำเนิน การตามแต่จะทรงเห็นสมควรต่อไป ใน: จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ ของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. เชิงอรรถที่ ๔: คำนำของสำนักราชเลขาธิการฯ &amp;lt;/ref&amp;gt; เมื่อบันทึกแต่ละตอนแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรโดยละเอียด และเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้ส่งเข้ามากรุงเทพฯ แล้ว ราชเลขานุการในพระองค์ในกระบวนเสด็จฯ ได้ทยอยส่งเข้ามาถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภาที่กรุงเทพฯ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งปฏิบัติราชการแทนราชเลขานุการในพระองค์  มีดังนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๔ ถึงเมือง    เมดันผ่านโคลัมเบียถึงคลองสุเอซถึงมาร์เซลย์ ประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศฝรั่งเศส  ประทับที่มาร์เซลย์ โบลิเออ  คานส์  ๔ ก.พ. – ๗ มี.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศอิตาลี  ประทับ ณ กรุงโรม  ๘  มี.ค. – ๔ เม.ย.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศอังกฤษ  ประทับ ณ กรุงลอนดอน  ๒๖  เม.ย. – ๒๓ มิ.ย.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเดนมาร์ก  ประทับ ณ กรุงโคเปนฮาเกน  ๒๓  มิ.ย. – ๒  ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเยอรมนี  ๒  ก.ค. – ๒๕  ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเบลเยียม กรุงบรัสเซล   ๒๖  ก.ค. – ๒๘  ก.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเชคโกสโลวาเกีย  ๒๙  ก.ค. – ๗  ส.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ ๘  ส.ค. – ๑๖  ส.ค.  ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินจากสนามบินกรุงปรากไปยังเมืองซือริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 	๑๘ ส.ค. – ๒๖ ส.ค.   ค.ศ. ๑๙๓๔&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== นัยสำคัญของการเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปครั้งนี้  เป็นในภาวะที่โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือในประเทศสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. ๑๙๓๒  (พ.ศ. ๒๔๗๕) ที่ปัญหาและแรงกดดันจากภายในประเทศมีมากมายทั้งจากคณะรัฐบาลและบุคคลภายนอกคณะรัฐบาลทั้ง ก่อน และหลัง “กบฏบวรเดช” ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ (เริ่ม ๑๑ ต.ค. และดำเนินอยู่กว่า ๑ สัปดาห์)&amp;lt;ref&amp;gt;ธีระ นุชเปี่ยม. ๒๕๕๘. การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก. ใน: วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ Journal of the Historical Society, ฉบับ ๓๗: ๙๐-๑๖๒. &amp;lt;/ref&amp;gt;  ไม่นับแรงกดดันจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกใน ค.ศ. ๑๙๒๙ ที่ยังส่งผลสืบเนื่อง   &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย  การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ มีนัยหลายประการเพื่อประโยชน์ของชาวสยามในหลายด้าน   แม้จะมีข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจจะทรงสละราชสมบัติก็ตาม&amp;lt;ref&amp;gt;ธีระ นุชเปี่ยม .๒๕๕๘., การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก, (เชิงอรรถที่ ๑๓). ในที่นี้: ๑๕๗. &amp;lt;/ref&amp;gt;   นอกจากนี้ การเสด็จประพาสยุโรปยังเป็นการสืบสานสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศและกับผู้นำของบรรดาประเทศยุโรปและ[[พลเมือง]]ยุโรปที่มีอยู่เดิมแล้ว  และสำหรับบางประเทศ  เป็นการเริ่มสัมพันธไมตรีและปูทางสู่ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เช่นกับประเทศเชคโกสโลวาเกีย และประเทศฮังการี เป็นต้น  แม้ว่า ในสายตาของคนยุโรปด้วยกัน การเสด็จประพาสบางประเทศ เช่นฮังการีจะไม่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเลยก็ตาม &amp;lt;ref&amp;gt;ดังปรากฏในรายงานของทูตเยอรมันในเอกสารรายงานลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ จากทูตเยอรมันประจำกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี ไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงแบร์ลีนใน: เอกสารจาก Politisches Archiv Auswärtiges Amtes R ๘๖๐๖๖.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ในประเด็นนี้ ทางฝ่ายฮังการีโดยทูตฮังการีที่กรุงปราก ได้รายงานไปยังรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่กรุงบูดาเปสต์เรื่องพระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จประพาสกรุงปราก  ทูตฮังการีที่ปรากตั้งข้อสังเกตว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฮังการีของพระมหากษัตริย์แห่งสยามครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง (“…has no political relevance…) อีกทั้งในงานเลี้ยงในสวน (Garden Party) ที่รัฐบาลประเทศเชคโกสโลวาเกียจัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระราชอาคันตุกะจากแดนไกลในค่ำวันที่เสด็จฯ มาถึงกรุงปรากเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ ซึ่งผู้แทนทางการทูตของประเทศต่างๆ ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน  ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่มีเนื้อความเกี่ยวกับการเมืองเลย ทั้งผู้ตามเสด็จฯ ในขบวนก็ไม่มีผู้ใดเป็นตัวแทนของฝ่ายการเมืองหรือเศรษฐกิจ  และดูเหมือนว่า การเสด็จประพาสประเทศฮังการีครั้งนี้ (ในความเห็นของทูตฮังการีประจำกรุงปราก) น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ตามประเพณี  คล้ายกับที่สมเด็จพระราชบิดาของพระองค์ คือ “คิงจุฬาลงกรณ์” ได้เคยเสด็จประพาสยุโรปเมื่อก่อนหน้านี้ (ค.ศ. ๑๘๙๗/พ.ศ.๒๔๔๐) และได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนฮังการีด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;เอกสารหมายเลข ๑๔๗/Dol ๑๙๓๔, หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ หนังสือลงวันที่ ๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
  	 &lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนหลายสถานที่ในยุโรป ซึ่งอาจมีนัยสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อจากที่ได้ทรงกระทำมาตลอดหลังจากทรงขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ. ๑๙๒๕  ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร วิทยาศาสตร์ การทหาร รวมทั้งยังสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องการเมืองการปกครองระบอบใหม่ เห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนกิจการของรัฐบาลฟาสซิสต์ทั้งในประเทศอิตาลีและกิจการของพรรคนาซีในประเทศเยอรมนีด้วยความสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอ่านงานเขียนของฮิตเลอร์ และงานเขียนเกี่ยวกับฮิตเลอร์หลายเล่มก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ใน: Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖ รายงานของทูตเยอรมันที่ลอนดอน ชื่อ เฮิช (H.E Hoesch) ลงวันที่ ๑๐ พ.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔ ที่ได้รับเชิญร่วมโต๊ะเสวยกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรำไพพรรณี ณ สถานทูตสยามที่กรุงลอนดอน&amp;lt;/ref&amp;gt;    อาจเป็นไปได้ว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระราชประสงค์ที่จะศึกษาและค้นหาระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศสยามมากที่สุด นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ทอดพระเนตรกิจการที่อาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนเพื่อหาหนทางนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศสยามเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาทรงกระทำมาแล้ว  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย นัยสำคัญของการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้  อาจสรุปโดยย่อดังนี้&lt;br /&gt;
             &lt;br /&gt;
๑.   การรักษาพระสุขภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
๒.  ผลพลอยได้ทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ  วัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ  &lt;br /&gt;
             &lt;br /&gt;
๓.  กิจการต่างประเทศ  การเริ่มและสานต่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรป &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๑.  การรักษาพระสุขภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ดังได้กล่าวแล้วว่า เหตุผลเบื้องแรกที่สำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ ก็คือ การรักษาพระสุขภาพเรื่องพระเนตรอันเนื่องมาจากต้อกระจกที่พระเนตรข้างซ้ายซึ่งมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ มา ๒ ปีแล้ว และต้องทำการผ่าตัดโดยเร็ว นอกจากนี้ยังมีการรักษาพระทนต์ที่ประเทศฝรั่งเศสด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการเดิม  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งที่สองใน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) เพื่อเข้าทรงรับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายขั้นที่ ๒    และจะประทับอยู่ในสหรัฐฯ ราวหนึ่งเดือน หลังจากนั้น จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปอีกราว ๗ เดือน  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แต่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ ในเอกสารจากฝ่ายเยอรมัน ทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ยังไม่ได้ข่าวเรื่องการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเลย &amp;lt;ref&amp;gt;Politisches Archiv des Auswärtigen Amtes, Berlin. R ๘๖๐๖๖ รายงานของทูตเยอรมันกรุงเทพฯไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน แบร์ลีน หนังสือลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓. ดู เชิงอรรถที่ ๘ ข้อมูลนี้นับว่าน่าประหลาดใจพอควรเนื่องจากฝ่ายฝรั่งเศสมักอ้างว่าสนิทสนมกับรัชกาลที่ ๗ เนื่องจากเคยทรงเป็น “นักเรียนเก่า” ศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ณ โรงเรียนเสนาธิการทหาร Ecole de Guerre (ค.ศ. ๑๙๒๒-๑๙๒๓) ทั้งยังได้ทรงเข้ารับการฝึกอบรมวิชาการทหารในประเทศฝรั่งเศสก่อนที่จะทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการ ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๒๑-๑๙๒๒ ด้วย เรื่องการศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ใน: รายงานวิจัย เอกสารชั้นต้นฝรั่งเศสกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๒๕๕๔), ศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยฝรั่งเศส-ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เสนอต่อ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว: ๒๕-๓๙.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ใน ค.ศ. ๑๙๓๔ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหลังจากทรงเคยได้รับการผ่าตัดที่นั่นแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ๓ ปีก่อนหน้า แต่ประทับอยู่ที่ยุโรปตั้งแต่กลางเดือนมกราคม  ค.ศ. ๑๙๓๔ และมิได้เสด็จฯ กลับประเทศสยามอีกเลย  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการผ่าตัดพระเนตรข้างซ้ายที่กรุงลอนดอน ณ ลอนดอนคลีนิคในวันที่ ๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔  โดยเซอร์ สจ๊วต  ดุกเอลเดอร์ (Sir Stewart Duke-Elder) นายแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษ (King George V) ที่นายแพทย์ วีเลอร์ ชาวอเมริกันได้เคยทำการผ่าตัดถวายไว้แล้วครั้งที่ ๑ ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ได้ทำการผ่าตัดขั้นที่ ๒ ซึ่งมักทำภายหลัง  &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ส่วนการรักษาพระทนต์นั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองนีศยังสำนักทันตแพทย์ของ ดร. ดอร์สัน บัคเลย์ที่เมืองนีศ ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๓๔  เมื่อเสด็จฯ โดยทางเรือไปถึงมาเซลส์แล้ว  ประทับให้นายแพทย์ตรวจพระทนต์ถึง ๓ ครั้ง โดยก่อนหน้าทรงได้รับการฉายเอ็กซเรย์พระทนต์ที่สำนักงานหมอปัสเจตตา (Dr. Paschetta) เมืองนีศ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ ไปมาระหว่างโบลิเออ นีศ และเมืองคานส์ &amp;lt;ref&amp;gt;จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เชิงอรรถที่ ๔, ตอนที่ ๔ (การเดินทางจากเมืองสุเอสถึงมาร์เซลย์และโบลิเออ) ตอนที่ ๕ (ระหว่างประทับที่เมืองโบลิเออ) และตอนที่ ๖ (การเดินทางจากเมืองคานส์ถึงกรุงโรม),  หน้า  ๑๕๗.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	      &lt;br /&gt;
ก่อนการผ่าตัดรักษาพระเนตรที่ลอนดอนคลีนิค โรงพยาบาล ณ กรุงลอนดอน พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้ทรงให้คณะแพทย์ชาวอังกฤษ รวมทั้ง ดร. ดอร์สัน บัคเลย์  ทันตแพทย์ที่มาจากเมืองนีศเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ร่วมกันรักษาพระทนต์ครั้งใหญ่ (ถอนพระกรามเบื้องล่างทั้งสองซี่ขวาซ้ายออก) ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔  รวมเวลาผ่าตัด ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที  การผ่าตัดเป็นผลดีมาก  ประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลระหว่างวันที่ ๑๐-๑๗ พฤษภาคม   หลังจากนั้นในระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ พฤษภาคม เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ชายทะเลตามคำแนะนำของแพทย์เป็นเวลา ๔ ราตรี  ณ Grand Hotel เมือง Folkstone  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ที่สำคัญก็คือ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีประทับในยุโรปตั้งแต่ต้น ค.ศ. ๑๙๓๔ ถึงเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน นอกจากการรักษาพระเนตรและ   พระทนต์แล้ว การประทับที่ยุโรปยังเป็นโอกาสให้ทั้งสองพระองค์ได้ทรงพักผ่อนพระวรกายและให้ทรงพระเกษมสำราญผ่อนคลายจากพระราชภาระอันหนักหน่วงและความไม่สบายพระทัยจากเรื่องต่างๆ ที่ประเทศสยามได้บ้าง กิจกรรมเหล่านี้ มีทั้งการประทับรถยนต์ทอดพระเนตรทิวทัศน์อันงดงามข้างทาง ทรงพระดำเนินเล่นในสวนทั้งสวนสาธารณะและสวนไม้ดอกไม้ประดับของปราสาทในหลายประเทศ  เช่นที่ประเทศฝรั่งเศสที่สวนปราสาทพระราชวังแวร์ซายน์  ที่โมนาโค เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ โดยในหลายประเทศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เป็นผู้ขับรถนำเสด็จทอดพระเนตรชมทิวทัศน์ ทั้งสองพระองค์ทรงกีฬาเทนนิสที่ทรงได้ชำนาญบ่อยที่สุดกว่ากีฬาประเภทอื่น ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ยังสปาที่ State Spa Administration Štrbské Pleso ในสโลวาเกีย มีบ่อน้ำร้อนและน้ำแร่รักษาโรคและรักษาเรื่องระบบการหายใจเป็นพิเศษ&amp;lt;ref&amp;gt;ในเอกสารหอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเชค แฟ้ม hlavm Návštěvy, podřade Siam หนังสือจาก สปา ŠTRBSKÉ PLESO เขียนถึงกระทรวงการต่างประเทศเชคโกสโลวาเกีย  แสดงความยินดีอย่างมากที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงเลือกเสด็จพระราชดำเนินเยือนสปาแห่งนั้น (มีสปาแห่งอื่นเสนอตัวมายังรัฐบาลเชคด้วย แต่อันที่จริงทางกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเชคโกสโลวาเกียเป็นผู้เลือกสถานที่และเสนอไปยังฝ่ายสยามอีกต่อหนึ่ง) และถามเรื่องการเตรียมการรับเสด็จฯ ในรายละเอียด&amp;lt;/ref&amp;gt;  ประทับที่โรงแรม Hviezdoslav และหลังจากทรงเสด็จเยือนประเทศฮังการี  ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับมาเชคโกสโลวาเกียอีกอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ ๑๗-๑๘ สิงหาคม ตามพระราชประสงค์ โดยเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมือง Lány ที่ “ลานี ชาร์โต” (Lány  Chateau) นอกกรุงปราก พร้อมบุตรสาวและบุตรชายของประธานาธิบดีมาซาริก บริเวณปราสาทมีสวน ทะเลสาปและภูมิประเทศงดงามมาก เป็นที่พำนักและรับแขกเมืองของประธานาธิบดี ได้ทรงประทับพักผ่อนที่ทะเลสาบของปราสาท ในวันที่ ๑๘ ได้ทรงเยี่ยมชมกิจการเครื่องเย็บปักถักร้อยของโรงงานวัลเดส (Waldes Factory) ที่เมือง Vršovice ที่มีกิจการค้ากับประเทศสยามด้วยก่อนที่จะเสด็จฯ โดยสายการบินลุฟธันซาไปยังลูเซิร์น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองลูเซิน (Lucern) และซือริช (Zürich) ทั้งสองพระองค์นอกจากจะประทับรถยนต์ท่องเที่ยวแล้วยังได้ทรงเยือนร้านค้าหลายแห่ง  ทั้งทอดพระเนตรภูมิประเทศและสวน พิพิธภัณฑ์ที่เมืองบวร์เกินชตอค (Glacier Gardens and Museum, Burgenstock) ทรงกีฬาเทนนิสและพักผ่อนพระราชอิริยาบถ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับว่า เมื่อพระมหากษัตริย์แห่งสยามและสมเด็จพระบรมราชินีพอจะทรงว่างจากการเสด็จเยือนประมุขของประเทศ มีพระราชปฏิสันถารกับข้าราชการฝ่ายสยามและฝ่ายประเทศเจ้าภาพ ทั้งกับนักเรียนไทยในหลายประเทศ  ก็จะทรงพยายามพักผ่อนพระวรกายเท่าที่เวลาจะอำนวย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๒.	การพัฒนาและปฏิรูปประเทศสยาม “ใหม่” 	&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษา ๓๒ พรรษา หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช  มีพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๘) ข่าวหนังสือพิมพ์จากเยอรมนีกล่าวถึงประเทศ “สยามสมัยใหม่” ในรัชสมัยของพระองค์ในแทบทุกด้าน ความสำคัญว่า นอกจากปราสาทราชวังและภูมิประเทศที่งดงามอุดมสมบูรณ์อย่างมากดังเช่นประเทศในเขตร้อนศูนย์สูตรแล้ว  ประเทศสยามในปัจจุบัน (คือใน ค.ศ. ๑๙๒๗) ยังมีท่าเรือ กิจกรรมอุตสาหกรรม สนามบิน สนามกีฬาที่สร้างขึ้นใหม่เป็นอันมาก  ทั้งในประวัติศาสตร์  ประเทศสยามยังสามารถรักษาเอกราชของประเทศให้รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่แล้วด้วย วันนี้ (๘ พ.ย. ๑๙๒๗) เป็นวันที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงฉลองคล้ายวันพระบรมราชสมภพ  ทรงดำเนินนโยบายการคลังและการเงินของประเทศอย่างระมัดระวัง  และทรงดำเนินรอยตามพระบรมราโชบายของสมเด็จพระราชบิดาจุฬาลงกรณ์และพระเชษฐาเพื่อพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองสืบไป &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ความเห็นของชาวต่างชาติมิใช่สิ่งเดียวที่ยืนยันพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี พระจริยวัตรของพระองค์ท่านปรากฏเด่นชัดทั้งในและต่างประเทศ  ทั้ง ก่อน และ ระหว่าง เสด็จประพาสยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔  หรือแม้แต่ก่อนหน้าเมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ ชวา บาหลีใน ค.ศ.๑๙๒๙ (พ.ศ. ๒๔๗๒)  อินโดจีนใน ค.ศ. ๑๙๓๐  (พ.ศ. ๒๔๗๓) ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่นใน ค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔)  ด้วย  ดังปรากฏในเอกสารต่างประเทศหลายต่อหลายฉบับ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนคณะเสนาบดีของกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงที่สำคัญหลายตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๒๘ เช่น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “Prinz Paribatra” (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ย้ายจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหมมาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแทน “Prinz Yugala”  ([[สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์]]) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “Prinz Bovaradej” ([[หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร]] ต่อมาทรงเป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า) เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม    สำหรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ คือ “Prinz Traitos” (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ภายหลังคือ [[พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย]]) แม้ใน ค.ศ. ๑๙๒๘ จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ทางฝ่ายเยอรมันคาดว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯ ให้ “Prince วรรณไวทยากร”  ([[หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ]] ต่อมาทรงเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า) มาเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทน “Prince Traitos”    ซึ่งท้ายที่สุดไม่ได้เป็นไปตามนั้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสานต่อและแก้ไขงานของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชในจุดที่จำเป็น  พระองค์สนพระราชหฤทัยสนับสนุนงานเทคโนโลยีใหม่ๆ  ส่งเสริมด้านการเกษตรกรรม  ทั้งได้ทรงแต่งตั้งที่ปรึกษาชาวอังกฤษคนใหม่มาให้คำหารือเรื่องการเงินการคลัง  ทำให้เศรษฐกิจและการคลังของสยามพลิกฟื้นขึ้นมั่นคงและรุ่งเรืองหลังจากประสบปัญหาในปลายรัชกาลของ[[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]]   ทั้งได้ทรงตั้งงบประมาณเป็นจำนวนมากสำหรับกิจการทางวัฒนธรรมและโรงเรียน รายได้ของประเทศจากการค้าขายเพิ่มขึ้นจาก ค.ศ. ๑๙๒๐-๑๙๒๖  แต่การกระจายตัวของสินค้ายังไม่ดีนักเนื่องจากสภาพเส้นทางคมนาคมของประเทศยังไม่เจริญมีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนใหม่ทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งสร้างทางรถไฟเพิ่มเติม  ทั้งการค้าขายกับต่างชาติเจริญขยายตัวเป็นอันมาก &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นับว่า ระหว่างค.ศ. ๑๙๒๗-๑๙๒๙ คือ อย่างน้อยระหว่าง ๒ ปีแรกหลังจากที่รัชกาลที่ ๗ เสด็จขึ้นครองราชย์ การเงินการคลังของสยามมั่นคง ปัญหาด้านการคลังของประเทศช่วงก่อนการปฏิวัติของ[[คณะราษฎร]]ที่เป็นข้ออ้างหนึ่งของความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจนต้อง “ดุลย์”  ข้าราชการบางส่วนเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง  สืบเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกใน ค.ศ. ๑๙๒๙-๓๐   และจากการที่[[รัฐบาล]]อังกฤษประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำและใช้เงินปอนด์สเตอลิงแทนตั้งแต่ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศประสบปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุลจำนวนมาก   ประเทศที่เงินทุนสำรองของประเทศผูกติดอยู่กับเงินปอนด์เช่นสยาม เมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เงินปอนด์ไม่มั่นคง จึงได้รับผลกระทบโดยตรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีข้าราชการระดับสูงของสยามเดินทางไปต่างประเทศรวมทั้งประเทศเยอรมนีหลายครั้ง เช่น ใน ค.ศ. ๑๙๒๙ [[พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร]] ([[กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน]]ในเวลานั้น) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมได้เสด็จประเทศเยอรมนีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๒๙ และทำให้เริ่มมีการสอนภาษาเยอรมันที่[[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]เป็นครั้งแรกให้กับนิสิตคณะแพทยศาสตร์หลังจากนั้น ทั้งการเสด็จเยอรมนีในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๐ ของ[[สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ]] (พร้อมพระธิดาสองพระองค์) โดยก่อนหน้าได้เสด็จประเทศเบลเยียมและฮอลแลนด์ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๓๐ ทางการเยอรมันเตรียมการและรับรองอย่างดีมาก มีกำหนดการเดินทางตั้งแต่ที่ประเทศเบลเยียมและประวัติของอาคันตุกะฝ่ายไทยอย่างละเอียด ในการนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้พบและสนทนากับประธานาธิบดีฮินเดนบวร์ก (Reichpräsident Hindenburg) และ[[นายกรัฐมนตรี]]ของเยอรมนีขณะนั้น คือ แฮร์มันน์ มืลเลอร์ (Hermann Müller)   หลังจากนั้น พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรได้เสด็จเยอรมนีในกันยายน ค.ศ. ๑๙๓๐ ได้ทรงพบสนทนากับนายกรัฐมนตรีเยอรมันแฮร์มันน์ มืลเลอร์ด้วย    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ค.ศ. ๑๙๓๔ เห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินนโยบายและ “ทรงกระทำ”  อย่างจริงจังในอันที่จะสานนโยบายพัฒนาประเทศสยามบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์  โดยได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานที่และกิจการของประเทศต่างๆ ทุกประเทศ ทั้งทางด้าน&#039;&#039;เทคโนโลยี วัฒนธรรม การทหารและเศรษฐกิจ&#039;&#039; เช่น ที่ประเทศ&#039;&#039;ฝรั่งเศส&#039;&#039; ณ กรุงปารีส  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกีฬากอล์ฟที่ตำบลซังคลูด์ ทอดพระเนตรโอเปราและละครที่ทรงสนพระทัยหลายครั้ง ได้ทอดพระเนตรกิจการหลังฉากของละครและโอเปรา  ทั้งเจ้าหน้าที่แสดงการเปิดเครื่องกลไกต่างๆ การใช้ไฟสีและเปลี่ยนฉาก เป็นต้น ซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างนำมาประยุกต์ใช้ในกิจการละครและภาพยนตร์ที่ประเทศสยาม เช่นเดียวกับการเยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์ที่เมืองพอตสดัม (Potsdam) ใกล้กรุงแบร์ลีน ณ ประเทศ&#039;&#039;เยอรมนี&#039;&#039;  A-B &#039;&#039;Film Studio&#039;&#039; ที่ Barrandov กรุงปราก และในประเทศอิตาลีที่ได้ทรงเยี่ยมชมกิจการสหกรณ์ต่างๆ (General Fascist Confederation of Italian Industries) มีสหกรณ์บริษัทและนายจ้าง สหกรณ์คนงาน สหกรณ์หัตถกรรมต่างๆ และสหกรณ์ชาวนา  ทอดพระเนตรสมาคมกสิกรรมที่เมืองฟรัสกาตี (Frascati)  (International Institute of Agriculture) ซึ่งเป็นสมาคมที่ได้รับมอบหมายจากองค์การสันนิบาตฺชาติ (League of Nations)  ได้ทอดพระเนตรโอเปราในหลายเมือง เช่น โรม เนเปิล กับกิจการภาพยนตร์ที่สภาภาพยนตร์เกื้อกูลการศึกษานานาชาติที่ทรงสนพระทัย กับทั้งยังได้เสด็จเข้าเฝ้าองค์พระสันตะปาปา ปิโอที่ ๑๑ (ขณะนั้นมีพระชนมายุ ๗๖ พรรษา) ณ นครวาติกันเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงเข้าเฝ้าพระสันตปาปา ลีโอที่ ๓ มาแล้วใน ค.ศ. ๑๘๙๗ กับได้ทรงปฏิบัติหน้าที่องค์ศาสนูปถัมภก โดยการเสด็จฯ ทรงร่วมพิธีสถาปนาพระเถระซาเลเซียน (Salasians) ขึ้นเป็น “สัตบุรุษ” และฉลองสัญญาคองคอร์ตปรองดองข้อพิพาทระหว่างสำนักวาติกันกับราชอาณาจักรอิตาลีในวันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗) สำนักซาเลเซียนนี้ มีกิจกรรมในประเทศไทย เป็นสำนักที่ก่อตั้งโรงเรียนดอนบอสโก (Don Bosco) (จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว: ๑๐๙-๑๑๑) ทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนการอนามัยและการใช้ยารักษาโรคประเทศร้อนที่  The London School of Hygiene and Tropical Medicine  (๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔) ทอดพระเนตรกิจการของสำนักงานแห่งบริษัทวิทยุกระจายเสียง (๑๔ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่ประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศ&#039;&#039;เดนมาร์ก&#039;&#039; (๒๓ มิ.ย.- ๒ ก.ค. ๑๙๓๔) ทรงทอดพระเนตรกิจการทางด้านเกษตร ฟาร์มโคนม  การทำเนยอ่อน โรงผลิตเครื่องลายครามที่มีชื่อเสียงของเดนมาร์ก โรงกลั่นเบียร์คาร์สเบิร์ก (Carlsberg) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเบียร์แห่งแรกของประเทศเดนมาร์ก(ได้ทรงสนับสนุนให้ “บุญรอด” ตั้งโรงเบียร์ในสยามก่อนหน้านั้น) ทอดพระเนตรท่าด่านภาษี โรงงานทำไฟฟ้า โรงเก็บน้ำมันเบนซิน โรงเก็บถ่านศิลา โรงพักสินค้า และทรงประทับเรือไปตามอู่และท่าเรือใหญ่น้อยในเดนมาร์ก ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการสร้างท่าเรือคลองเตยในประเทศสยาม กับได้ทอดพระเนตรกิจการของโรงพิมพ์บลังแตง (Musée Plantin) อันเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ของเดนมาร์กอยู่ในความดูแลรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถาน โดยเจ้าชายอักเซลและพระชายานำเสด็จฯ &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
ส่วนที่ประเทศ&#039;&#039;เบลเยียม&#039;&#039; กรุงบรัสเซลส์ (๒๖ -๒๘ ก.ค.๑๙๓๔) แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีการค้าขายลงทุนมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงเรือแล่นตามท่าเรือทอดพระเนตรกิจการท่าเรือและเรือสินค้ามากมาย รวมทั้งจะมีการสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศ&#039;&#039;เชคโกสโลวาเกีย&#039;&#039;  (๒๙ ก.ค. – ๗ ส.ค. ๑๙๓๔) พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานผลิตแก้วที่มีชื่อเสียงชื่อ Bohemia-Moser ที่ Dvoryโรงบ่อน้ำแร่และน้ำร้อน  ทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานผลิตรถยนต์โกดา ที่ Plzeň ในวันที่ ๒ สิงหาคม โรงงานแห่งนี้ ผลิตเครื่องเหล็กหลายอย่าง (แบบเดียวกับผลิตภัณฑ์ของโรงงานครุปป์ในเยอรมนี) รวมทั้งผลิตอาวุธและอุปกรณ์รบหลายอย่างด้วย สำหรับการผลิตอาวุธนั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระประสงค์ที่จะทอดพระเนตรและฝ่ายสยามได้แจ้งไปยังประเทศเจ้าภาพก่อนหน้าแล้ว  แต่พระองค์มิได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานเครื่องหนังและรองเท้าบาจา (BAŤA) ที่โมราเวีย เมือง Zlíně  และ Zbrojovka  กับ Arsenal enterprise ที่ Brno ตามหมายกำหนดการเดิมในวันที่ ๓ สิงหาคม เนื่องจากทรงอ่อนกำลังพระวรกายจากที่มีการเปลี่ยนหมายกำหนดการอยู่หลายต่อหลายครั้ง   (บาจา ได้เข้ามาค้าขายในสยามตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๓๐)  นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงงานน้ำตาล กิจการด้านเกษตรกรรมที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย  และที่ประเทศฮังการี (๘ ส.ค.-๑๖ ส.ค. ๑๙๓๔)   ทอดพระเนตรงานด้านเกษตรและการผสมสัตว์ โรงมวนบุหรี่ กับกิจการของโรงงานบริษัท สแตนดาร์ด เวอร์กส์ (Standard Works) ทำเครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายประเภท &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในด้าน&#039;&#039;การเมืองการปกครอง&#039;&#039; เป็นที่น่าสังเกตว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยศึกษาระบอบการปกครองของประเทศยุโรปอย่างมาก ทั้งระบอบการปกครองใน[[ระบบรัฐสภา]]ที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรห้องประชุม[[สภาขุนนาง]] (House of Lords)  และที่ประชุม[[สภาผู้แทนราษฎร]] (House of Commons) (๘ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่กรุงลอนดอน แล้วได้เสด็จฯ ขึ้นไปประทับฟังการประชุมที่ปรึกษาข้อราชการที่สภาจนถึงเวลา ๑๖ นาฬิกาเศษ   ส่วนการปกครองระบอบฟาสซิสม์ที่ประเทศอิตาลีและเยอรมนีอันเป็นระบอบการปกครองใหม่ในยุโรปช่วงนั้น ก็สนพระราชหฤทัยอย่างจริงจัง เมื่อเสด็จถึงกรุงโรม (๑๒ มี.ค. -๔ เม.ย. ๑๙๓๔) โดยรถไฟพระที่นั่งในวันที่ ๑๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ เวลา ๙ นาฬิกา ได้มีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระบรมโอรสมกุฎราชกุมารซึ่งเสด็จมาแทนพระเจ้าแผ่นดินอิตาลีพร้อมข้าราชการในพระราชสำนักและมุสโซลินี นายกรัฐมนตรี  ระหว่างประทับที่กรุงโรม  ทรงเยี่ยมทอดพระเนตรโรงเลี้ยงเด็ก ทั้งได้ทรงเยี่ยมกองบัญชาการคณะฟาสซิสม์ ทอดพระเนตรห้องประชุมกรรมการห้องสมุด ห้องเครื่องพิมพ์และการโฆษณา ห้องวิทยาศาสตร์ สถิติ เสด็จประทับในห้องทำการของปลัดบัญชาการ รับสั่งถามข้อความเรื่องวิธีจัดกองฟาสซิสม์เป็นเวลานาน (๑๓ มี.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ทอดพระเนตรมิลิเซีย ฟาสซิสต์หรือกองอาสาสมัครรักษาดินแดนของคณะฟาสซิสต์  พิพิธภัณฑ์แสดงประวัติของคณะฟาสซิสต์ (๑๔ มี.ค. ๑๙๓๔) ทั้งในจดหมายเหตุการณ์เสด็จประพาสระหว่างประทับที่กรุงโรม มีข้อความบันทึกกล่าวถึงวิธีทำงานของท่าน “อิล ดุเช” (Il Duce) (แปลว่า “ท่านผู้นำ” เช่นเดียวกับ “Der Führer” ซึ่งเป็นสมญาของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ในหนังสือจดหมายเหตุฯ ชมเชยว่าคณะฟาสซิสต์ในอิตาลีว่า มุสโซลินีมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และได้ฟื้นฟูประเทศอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ช่วยประเทศให้รอดพ้นภัยสังคมนิยมโซเชียลลิสต์ รวมทั้งวิธีอบรมพลเมืองให้รู้จักหน้าที่ต่อประเทศชาติให้รักชาติกับแก้ไขปัญหาการว่างงาน สามารถจัดการเรื่องตลาดแรงงาน อาชีพ  ให้พลเมืองอิตาลีอยู่ดีกินดีไม่ยากจนมากเท่าแต่ก่อน  รวมเวลาประทับอยู่ในประเทศอิตาลีถึงเกือบ ๑ เดือน (๑๒ มี.ค. – ๔ เม.ย. ค.ศ. ๑๙๓๔)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับที่ประเทศอิตาลี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรำไพ       พรรณีฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมันนานถึง ๓ สัปดาห์ (๒ ก.ค. – ๒๕ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) โดยได้ทรงเยี่ยมประธานาธิบดีฮินเดนบวร์กที่มาเรียนบาด (Marienbad) ซึ่งเป็นเมืองพักฟื้นและพักผ่อน เนื่องจากนายแพทย์ไม่ให้ประธานาธิบดีเดินทางมารับเสด็จฯ ที่กรุงแบร์ลีนเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง  ได้มีพระราชปฏิสันถารกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (Reichkanzler) ของเยอรมนี คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ตั้งแต่มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๓) หลายต่อหลายครั้งที่กรุงแบร์ลีน พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จถึงสถานีรถไฟกรุงแบร์ลีน ประทับ ณ โฮเต็ลอัทลอน (Hotel Adlon) ณใจกลางเมือง  ในตอนเย็น บารอน ฟอน นอยราท (Baron von Neurath) กับกราฟ ฟอน บัสเซอวิทซ์ (Graf von Bassewitz) ได้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยเฉพาะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นล่าม จากนั้น นายพล แฮร์มันน์ เกอริง (Hermann Göring)  ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกองทัพอากาศ นายกรัฐสภาและ[[สมุหเทศาภิบาล]] แคว้นปรัสเซียเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เผยแผ่เกียรติคุณของฮิตเลอร์ เช่นเดียวกับภาพยนตร์เผยแผ่เกียรติคุณมุสโซลินีตั้งแต่วันแรกที่เสด็จฯ มาถึงแบร์ลีน ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานที่ต่างๆ เช่น โรงงานไฟฟ้าของบริษัทซีเมนส์ กิจการไฟฟ้าลักษณะต่างๆ ทอดพระเนตรโรงเรียนอบรมหัวหน้าของเด็กหนุ่มเยอรมัน (Hitearjunge) อายุระหว่าง ๑๘ – ๒๒ ปี อันเป็นโรงฝึกหัดอาชีพฝึกงาน จัดเหมือนโรงทหาร  ฮิตเลอร์หวังจะสร้างโรงฝึกหัดแบบนี้ตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลตกลงจะลดจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ลงเพื่อให้มุ่งมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น ทั้งยังมีโรงเรียนหรือแคมป์รับเด็กสาวเข้าเรียนวิชาการเรือน เพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ ประกอบอาหาร ทำความสะอาดบ้านเรือนกับการอนามัย กำหนดเวลาเรียน ๑ ปี (๖ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ได้ทอดพระเนตรสนามบินไปรษณีย์ของบริษัทลุฟธันซา (Lufthansa) (๓ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ที่มีการจัดการคล้ายสถานีรถไฟ มีแผนที่แสดงสนามบินและสายการบินติดต่อทั้งภายในและภายนอกประเทศเยอรมนี มีภัตตาคาร ด่านภาษีตรวจหีบและชั่งน้ำหนักของ  นับเป็นสนามบินที่กว้างขวางมาก ทั้งทอดพระเนตรเครื่องบินใหญ่น้อยหลายแบบ ในวันที่ ๗ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔ ได้เสด็จฯ เสวยพระสุธารสที่ป่าใหญ่ ตำบลชอร์ฟไฮเดอ (Schorfheide) เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโรงทดลองวิทยาศาสตร์และโรงงานผสมยา เชียร์ริง-คาร์ลเบาม์ (Schering-Kahlbaum AG) แสดงวิธีทำยาชนิดต่างๆ สำหรับรักษาโรคของมนุษย์และสัตว์ รวมยาบำรุงกำลังด้วย (๙ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) กับเสด็จพระราชดำเนินเยือนหอดาราศาสตร์ที่เมืองเยนา (๑๑ ก.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ใช้เลนส์ของคาลซ์ไซส (Carl Zciss) อันเลื่องชื่อ กับสถานที่สวยงามทางวัฒนธรรมอีกมาก เช่น  พิพิธภัณฑ์ Residenz Museum  พิพิธภัณฑ์เยอรมัน (Deutsches Museum) ที่แสดงผลงานทางวิทยาศาสตร์ กิจการเบียร์ ภัตตาคารโฮฟบรอยเฮาส์ (Hofbräuhaus) เมืองมึนเชิน รวมทั้งทอดพระเนตรทะเลสาปและสวนดอกไม้ในเมืองมึนเชิน (มิวนิค)ในรัฐบาเยิน (Bayern/บาวาเรีย)    &lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
นับว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิตาลี โดยเฉพาะเยอรมนี กินเวลานานกว่าประเทศอื่น ทั้งได้ ทอดพระเนตรกิจการของฟาสซิสต์ในทั้งสองประเทศให้เห็นสภาพจริงหลังจากที่ได้ทรงศึกษาจากการอ่านมาก่อนที่จะเสด็จประพาสยุโรป  ทั้งนี้  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๒ (พ.ศ. ๒๔๗๕) ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติของ[[คณะราษฎร]]เพียงเดือนเดียว เรื่องการปกครองระบอบฟาสซิสม์ในอิตาลีว่า ไม่น่านำมาประยุกต์ใช้ในสยามได้แล้ว  จึงควรให้ศึกษาไปในทางที่เอื้อต่อการปกครองระบอบ[[รัฐธรรมนูญ]]ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) ดังปรากฏในเอกสาร &#039;&#039;Mussolini and Education&#039;&#039;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่า กิจการต่างๆ หลายอย่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรในยุโรป  ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การเกษตร การปศุสัตว์ การท่าเรือ  การศึกษาและการค้า เช่นการผลิตเบียร์ กิจการโรงงานน้ำตาลในประเทศเชคโกสโลวาเกียส่งผลต่อประเทศสยามหลังจากนั้นไม่นาน  ทั้งยังอาจมีผลเนื่องเป็นพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยการทรงปรับปรุงโรงพยาบาลประจำจังหวัด และทรงตั้ง[[มูลนิธิประชาธิปก]]เพื่อสนับสนุนกิจการต่างๆ ของโรงพยาบาลนั้น ([[โรงพยาบาลพระปกเกล้า]]ในปัจจุบัน) หลังจากที่เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษมาประทับอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ณ [[วังสวนบ้านแก้ว]]ระหว่าง พ.ศ.  ๒๔๙๓- ๒๕๑๑ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;๓.การเริ่มและสานต่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรป&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงประเทศฝรั่งเศส ประทับที่เมืองโบลิเออ และเมืองคานส์ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๔  พร้อมกับสมเด็จพระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์และคณะ ได้ทรงเยี่ยมเมืองนีศเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์รักษาพระทนต์และทอดพระเนตรสถานที่ภูมิประเทศอันงดงามเป็นการพักผ่อนพระอิริยาบถจากการเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ค.ศ.๑๙๓๔ และจากพระราชภาระอันหนักหน่วง ณ ประเทศสยาม เราได้พบว่า พระองค์และสมเด็จฯ ทรงโปรดกีฬาเทนนิสเป็นพิเศษ ทรงเล่นเทนนิสได้ชำนาญทั้งสองพระองค์ และเสด็จฯ ทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาเทนนิสหลายต่อหลายครั้งทั้งในฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ  กับได้มีพระราชปฏิสันถารกับพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น [[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์]]ที่ได้เดินทางมาจากอังกฤษมาเพื่อรับเสด็จฯ และนำเสด็จฯ ไปทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ ส่วนใหญ่โดยทางรถยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ขับผ่านภูมิประเทศป่าเขาอันงดงาม ทั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจในการเสด็จไปแทนพระองค์ในงานพระบรมศพของสมเด็จพระราชาแห่งเบลเยียมซึ่งเพิ่งจะสวรรคตด้วยอุบัติเหตุพลาดตกเขา  และที่ประเทศฝรั่งเศส  ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวของหม่อมสังวาลย์ มหิดลเข้าเฝ้าฯ พร้อมพระโอรสและพระธิดารวมทั้งสิ้นสามพระองค์&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้มีพระราชปฏิสันถารกับพระมหากษัตริย์ของยุโรปหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าแผ่นดินสวีเดนในงานแข่งเทนนิสที่โฮเต็ลอังกลาแตร์ เมืองนีศ  เจ้าหญิงวิโอเลตตา พระชายาเจ้าปีเตอร์แห่งเซอร์เวีย ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้านิโคลาสแห่งเซอร์เวียผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระราชินีแห่งอิตาลี รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินเดนมาร์กในงานรื่นเริงของนักกีฬาเทนนิสนานาชาติ เมืองมอนติคาโล (๑ มี.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) เจ้าชาล์สแห่งสวีเดนที่กรุงปารีส (๑๖ เม.ย. ค.ศ. ๑๙๓๔) เจ้าชายกายาแห่งญี่ปุ่น ซึ่งประจวบมาอยู่ที่โฮเต็ลที่ประทับ ณ กรุงลอนดอนพอดี (๙ พ.ค. ค.ศ. ๑๙๓๔) ทั้งเจ้าหญิงจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ (พระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ในเวลาต่อมาและเป็นองค์ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๘๙๗ ด้วย) เป็นการสานต่อพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นกับราชสำนักยุโรปที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงเริ่มไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ค.ศ. ๑๘๙๗ (พ.ศ. ๒๔๔๐)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศในยุโรป เป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำก่อนเป็นลำดับแรกๆ ในแทบทุกประเทศ คือ การเสด็จวางพวงมาลาที่สุสานฝังศพของทหารหาญนิรนาม (จากสงครามโลกครั้งที่ ๑)  และในทุกประเทศในยุโรปที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีและพระราชวงศ์ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการสมพระเกียรติ พระเจ้าแผ่นดินหรือประมุขของทุกประเทศได้มอบหมายให้ผู้แทนพระองค์และบุคคลต่างๆ ในคณะรัฐบาลมาต้อนรับพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ในหลายประเทศมีการตรวจแถวทหารเกียรติยศยิงสลุต และพระเจ้าแผ่นดินทรงจัดเลี้ยงใหญ่เพื่อถวายพระเกียรติ  ในอิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก เบลเยียม เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี) ระหว่างการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ นั้น  ทั้งพระเจ้าแผ่นดินเช่น พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ของบางประเทศ อาทิ เดนมาร์กที่มีความสนิทสนมกับราชวงศ์จักรีมาแต่ครั้ง[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ได้ทรงผลัดกันมาต้อนรับนำเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีฯ ไปทอดพระเนตรสถานที่ภูมิประเทศงดงาม และทรงจัดพระกระยาหารถวายอย่างสนิทสนม ทั้งยังได้จัดพระราชพาหนะ เช่น รถไฟพระที่นั่งส่งหรือรับเสด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม  ถวายอารักขารักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี (เช่นประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี) โดยเฉพาะเยอรมนีไม่เพียงถวายตำรวจลับอารักขา แต่กระทรวงต่างประเทศเยอรมนียังมอบเจ้าหน้าที่จัดให้ ดร.กลุคกิสต์ (Dr. Gluckgist) มาประจำพระองค์สำหรับช่วยในกิจการติดต่อทั่วไปตลอดเวลาที่ประทับอยู่ในประเทศเยอรมนีด้วย  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ส่วนที่ประเทศอังกฤษนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีฯ เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งจากท่าเรือเมืองกาเลส์ ข้ามมาโดเวอร์ที่ฝั่งอังกฤษถึงสถานีรถไฟวิกตอเรีย กรุงลอนดอนโดยรถไฟพระที่นั่งเวลาค่ำแล้ว ๑๙ นาฬิกาเศษ ในวันที่ ๒๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๔ พระเจ้ากรุงอังกฤษโปรดให้ดยุคและดัชเชสออฟยอร์ก พระราชโอรส (ต่อมาครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์ชที่ ๖ (King George VI ค.ศ. ๑๘๙๕ – ๑๙๕๒ พระราชบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ ๒ แห่งอังกฤษในปัจจุบัน) เสด็จมารับเสด็จฯ ไม่มีพิธีต้อนรับเอิกเกริก ในวันรุ่งขึ้นคือ ๒๖ เมษายน เวลา ๑๒.๒๐ พระมหากษัตริย์แห่งสยามเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีโดยรถยนต์พระที่นั่งไปพระราชวังวินด์เซอร์เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวันกับสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษและสมเด็จพระนางมารีเป็นการภายในระหว่างพระราชวงศ์อย่างเงียบๆ   อีกทั้งในการพระราชพิธีฉลองธงชัยเฉลิมพล (Trooping of the Colour) เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๑๓ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๔ กับในวันแข่งม้าชิงรางวัลถ้วยทองที่สนามแอสคอท (Ascot) ทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษและสมเด็จพระราชินีเสด็จทอดพระเนตรและเสวยพระกระยาหารกลางวันพร้อมพระประยูรญาติและราชบริพาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประเทศอังกฤษ  พระเจ้ากรุงอังกฤษได้ทรงโปรดฯ ให้พระราชโอรส ข้าราชบริพาร และข้าราชการหลายกระทรวง ทั้ง[[สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร]]ผลัดกันมารับเสด็จพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งสยามนำเสด็จฯ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ให้สำราญพระราชพระหฤทัย  ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ ทรงเทนนิส  ทอดพระเนตรละครและโอเปราทั้งในและนอกกรุงลอนดอน  กับได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านนักประพันธ์มีชื่อ ที่บ้านอาร์ไกล์ (Argyle House, Chelsea) ที่ตำบลเชลซีย์ เจ้าสำนักมิสเตอร์ เอช. จี. เวลล์ส (Herbert George Wells) นักประพันธ์ในลัทธิโซเชียลลิสม์  กับศาสตราจารย์ฮักส์ลี (Professor Aldous Leonard Huxley ผู้ประพันธ์นวนิยาย Brave New World ค.ศ. ๑๙๓๒) ทั้งสองเป็นนักประพันธ์ที่สนใจเรื่องความเชื่อและศาสนา เขียนนวนิยายเกี่ยวกับสังคม แนวเย้ยหยันประชดประชันเชิงวิทยาศาสตร์  และเสด็จพระราชดำเนินเยือนบ้านนักเขียนซอมเมอเซ็ต มอห์ม (Sommerset Maugham) นักเขียนนวนิยายและบทละครชื่อดังชาวอังกฤษของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐  ผู้มีผลงานทั้งแนวสัจนิยม เยาะเย้ยประชดประชัน  มอห์มใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ประเทศฝรั่งเศสและใช้ภาษานี้เป็น ‘ภาษาแม่’  ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ครั้งแรกพักที่โรงแรม Oriental ใน ค.ศ. ๑๙๒๓  นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับพระสหายสนิทเก่า  นายร้อยเอกวิกตอร์ คาซาเลต (Captain Victor Cazalet) นายทหารอังกฤษและผู้แทนราษฎรอังกฤษผู้เคยศึกษาร่วมสถาบันในสมัยเดียวกันกับพระองค์  และเป็นผู้ได้ร่วมขบวนเสด็จไปกับพระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีเกือบตลอดเวลาที่ประทับในประเทศอังกฤษ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
แม้ว่า ฝ่ายราชสำนักอังกฤษจะมิได้แสดงความสนิทสนมกับพระมหากษัตริย์แห่งสยามเท่ากับในกรณีที่ประเทศอื่นทำ  แต่ในประเทศอื่นๆ ทุกประเทศทั้งระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเหล่านั้นอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการพระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างสมพระเกียรติและ “เท่าเทียม”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่อันเป็นผลจาก[[สนธิสัญญาแวร์ซายส์]]หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เช่น เชคโกสโลวาเกีย และฮังการี ทางฝ่ายต่างประเทศของสยามได้ติดต่อไปก่อนว่าองค์พระมหากษัตริย์แห่งสยามจะเสด็จพระราชดำเนินเยือน  กรณีประเทศเชคโกสโลวาเกีย มีหนังสือแจ้งจากอัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน (พระยาสุพรรณสมบัติ) ถึงทูตประเทศเชคโกสโลวาเกียที่กรุงลอนดอน คือ ยัน มาซาริก (H.E. Jan Masaryk) บุตรชายของประธานาธิบดี โตมาส มาซาริก (Tomas G. Masaryk)  ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ส่วนประเทศฮังการีที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการรับเสด็จฯ อย่าง “แกรนด์” มากนั้น ในสายตาของคนยุโรปด้วยกัน การเสด็จประพาสฮังการีไม่มีความสำคัญเลยทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ที่ฮังการีและเชคโกสโลวาเกียนี้เอง  นับเป็นการเปิดศักราชความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสยาม โดยประเทศเชคโกสโลวาเกียมีการติดต่อค้าขายกับสยามแล้วตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๓๐ คือบริษัท บาจา (BaŤa)  ที่ประเทศนี้ พระมหากษัตริย์แห่งสยามสนพระราชหฤทัยในกิจการสปาที่ใช้รักษาโรค ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงน้ำแร่บ่อน้ำร้อนที่เมืองคาร์ลสบาด (Karlsbad) ที่ใช้รักษาโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคลำไส้ โรคเกี่ยวกับตับ ปอด ม้าม และไต รวมทั้งโรคหวัดไอเรื้อรัง อันเป็นที่ซึ่งนักประพันธ์เอกชาวเยอรมัน โยฮัน วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่อ (Johann Wolfgang von Goethe ค.ศ.๑๗๔๙-๑๘๓๒) ได้มารักษาตัวอยู่ถึงสิบสามครั้ง  และเสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงงานริงโฮเฟอร์ (Ringhofer) ที่ผลิตรถยนต์ยี่ห้อตาตรา (Tatra) กับโรงงานรถยนต์สโกดาที่เมืองปิลเซิน (Plzen) ที่ผลิตเครื่องเหล็กในลักษณะคล้ายบริษัทครุปป์ของเยอรมนี มีเครื่องมือสารพัดชนิดตั้งแต่เครื่องมือทำสวน เครื่องซักฟอกไปจนถึงเครื่องกลั่นเบียร์ รวมถึงอาวุธต่างๆ  ทั้งยังได้ทอดพระเนตรโรงทำเครื่องแก้วของนายลุดวิก-โมเซอและบุตร (Ludwig-Moser &amp;amp; Sons)  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
นอกจากพระมหากษัตริย์แห่งสยามจะได้กระชับความสัมพันธ์กับประเทศยุโรปในกิจการต่างประเทศกับพระบรมวงศานุวงศ์ของราชสำนักยุโรปและประมุขของประเทศแล้ว ยังได้มีพระราชปฏิสันถารกับสหายเก่าที่เคยร่วมศึกษาในสำนักเดียวกันที่โรงเรียนเสนาธิการทหารฝรั่งเศส (Ecole Supérieure de Guerre) และพระสหายจากโรงเรียนอีตันที่ประเทศอังกฤษ  เป็นที่ชื่นบานพระราชหฤทัย&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ในความเห็นของผู้วิจัย  การเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลาถึง ๘ เดือนใน ค.ศ. ๑๙๓๔ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นตัวแทนของประเทศ  “สยามใหม่” ในฐานะประมุขของประเทศสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญให้เป็นที่ประจักษ์ ณ “ยุโรปใหม่” อย่างสมพระเกียรติ  มีรายละเอียดให้ความรู้มากมายในหลายแง่มุมที่จะต้องศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== บรรณานุกรม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีระ นุชเปี่ยม. ๒๕๕๘. การเมืองสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสายตาตะวันตก. ใน: วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ Journal of the Historical Society, ฉบับ ๓๗. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดหมายเหตุ เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เชิงอรรถที่ ๔, ตอนที่ ๔ (การเดินทางจากเมืองสุเอสถึงมาร์เซลย์และโบลิเออ) ตอนที่ ๕ (ระหว่างประทับที่เมืองโบลิเออ) และตอนที่ ๖ (การเดินทางจากเมืองคานส์ถึงกรุงโรม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอพันธ์ อุยยานนท์, ๒๕๕๘. เศรษฐกิจไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ - รักษาเสถียรภาพ ปูพื้นฐานการพัฒนา, โครงการหนังสือชุด “แลอดีต เล็งอนาคต การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๗” ของมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิ เตชานันท์ (ผู้รวบรวมเอกสาร) พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๕. แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบ‘ประชาธิปไตย’ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารหมายเลข ๑๔๗/Dol ๑๙๓๔, หอจดหมายเหตุ กระทรวงการต่างประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ หนังสือลงวันที่ ๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๔ (พ.ศ. ๒๔๗๗)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Siamese King Prajadhipok: his visit to Lány. The President Office, Lány August ๒๓rd ๑๙๓๔, document no. L ๔๕๑/๓๔ Archiv MZV čR. อ้างใน: Miroslav Nožina, Jiří Sitler  et  al. King Rama VII of Siam’s Official Visit to Czechoslovakia in ๑๙๓๔. ๒๐๐๔. In cooperation with the Ministry of Foreign Affairs &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
of the Czech Republic and the Institute for International Relations in Prague.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Suksan</name></author>
	</entry>
</feed>