<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Panu</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Panu"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Panu"/>
	<updated>2026-05-18T13:33:34Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87&amp;diff=4029</id>
		<title>ประท้วง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87&amp;diff=4029"/>
		<updated>2010-03-18T06:57:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; สิวาพร สุขเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย [[สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[วุฒิสภา]] เป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญ ตลอดจนการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลตามที่[[รัฐธรรมนูญ]]กำหนด ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวของรัฐสภาจะต้องกระทำในที่ประชุม โดยปกติสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาจะแยกกันประชุม การประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะมีได้เฉพาะเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของประท้วง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 88 วรรคสอง บัญญัติว่า “รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” จากบทบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นว่าการประชุมรัฐสภามี 3 อย่างคือ&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550), หน้า 64.&amp;lt;/ref&amp;gt; 1) การประชุมร่วมกันของรัฐสภา 2) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร และ 3) การประชุมวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ใน[[การประชุมสภา]]ดังกล่าวจะมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของสมาชิก [[นายกรัฐมนตรี]] หรือ[[รัฐมนตรี]]ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สภากำลังพิจารณา และที่ประชุมสภาจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับของที่ประชุมไว้เพื่อให้การประชุมและการอภิปรายเป็นไปอย่างมีระบบ แต่ในทางปฏิบัติถึงแม้ข้อบังคับการประชุมจะกำหนดวิธีการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร แต่การแสดงความคิดเห็นของสมาชิก นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี กระทำได้ด้วยการอภิปรายและการลงมติ โดยการอภิปรายนั้นย่อมมีทั้งการอภิปรายในการสนับสนุนและการอภิปรายในทางคัดค้าน ความเห็นของสมาชิกที่แยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านเรื่องที่สภากำลังพิจารณา จะทำให้การประชุมสภาประสบปัญหาในการดำเนินการประชุม อันมีสาเหตุมาจากการมีสมาชิกประท้วงว่าสมาชิกหรือ[[นายกรัฐมนตรี]] หรือ[[รัฐมนตรี]]ที่อภิปราย กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือเป็นการอภิปรายที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คณิน บุญสุวรรณ&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549), หน้า 541-542.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้กล่าวถึง “ประท้วง หมายถึง การแสดงอาการขัดข้องใจของสมาชิกในที่ประชุมสภา กรณีที่เห็นว่าการอภิปรายของสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการอภิปรายนอกประเด็น วนเวียน ซ้ำซาก ซ้ำกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับหรือเห็นว่าการอภิปรายดังกล่าวเป็นการพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น การประท้วงทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น หรือการประท้วงในกรณีอื่นใดก็ตาม สมาชิกผู้ต้องการประท้วง จะต้องยืนและ[[ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ]]รอจนกว่าประธานจะเห็นและอนุญาต จึงกล่าวคำประท้วงได้ โดยการชี้แจงประเด็นและเหตุผลการประท้วงของตน เสร็จแล้วประธานในที่ประชุมสภาจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า การอภิปรายมีการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือพาดพิงทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดตามที่ประท้วงหรือไม่ ถ้าวินิจฉัยว่าผิดข้อบังคับหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ประธานก็จะสั่งให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดหรือไม่ก็ยุติการอภิปรายเสีย คำวินิจฉัยและคำสั่งของประธานถือเป็นเด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจริง ข้อบังคับการประชุมในเรื่องของการประท้วงได้ถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมืองอยู่บ่อย ๆ และมักจะไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เป็นต้นว่า เวลายืนและ[[ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ]]เพื่อแสดงอาการประท้วงนั้น มักจะไม่รอให้ประธานชี้เสียก่อน และมักจะชิงพูดขึ้นมาเลยบางคน บางครั้งขนาดตะโกนโหวกเหวกด้วยความไม่พอใจ เมื่อประธานไม่ชี้หรือไม่เปิดโอกาสให้พูด บางครั้งเมื่อผู้ประท้วงชี้แจงจบแล้ว ยังไม่ทันที่ประธานจะวินิจฉัยตามข้อบังคับ สมาชิกคนอื่นก็ลุกขึ้นมาประท้วงบ้าง ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับและเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อผู้เป็นประธาน บ่อยครั้งทีเดียว จะเห็นภาพการ[[ประท้วงซ้ำซาก]] คือ การประท้วงติดต่อกันเป็นลูกโซ่ โดยมีเจตนาที่จะขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว หรือขัดจังหวัดการอภิปรายของอีกฝ่ายหนึ่ง และบ่อยครั้งเช่นเดียวกัน เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วก็ไม่ยอมรับฟังผลการวินิจฉัยของประธาน ต่อล้อต่อเถียงกับประธานต่อไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัด[[ข้อบังคับการประชุมของสภา|ข้อบังคับการประชุม]] และยังแสดงให้เห็นว่า วุฒิภาวะของสมาชิกสภายังไม่ได้รับการยกระดับเท่าที่ควร อันเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนพากันเบื่อเหน่ายและเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันรัฐสภา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551), หน้า 21-11.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้กำหนดไว้ในข้อ 63 ว่า “สมาชิกผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่ผู้ถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 64 “เมื่อมีผู้ประท้วงตามข้อ 63 ผู้อภิปรายอาจถอนคำพูดของตนหรือตามคำวินิจฉัยของประธานได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าผู้อภิปรายออกไปจากที่ประชุมสภาโดยไม่ถอนคำพูดตามคำวินิจฉัยของประธาน ให้ประธานบันทึกการไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 94-95.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้กำหนดไว้ในข้อ 57 ว่า “สมาชิกผู้ใดเห็นว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับและประสงค์จะประท้วง ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานของที่ประชุมจะต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ประธานของที่ประชุมวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงนั้นหรือไม่ คำวินิจฉัยของประธานของที่ประชุมดังกล่าวให้ถือเป็นเด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่ผู้ถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น และเมื่อประธานของที่ประชุมวินิจฉัยว่าการอภิปรายนั้นเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ประธานที่ประชุมอาจสั่งให้ผู้ถูกอภิปรายถอนคำพูด และผู้ถูกอภิปรายต้องปฏิบัติตามคำสั่ง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 58 กำหนดว่า “ผู้ถูกอภิปรายอาจถอนคำพูดของตนได้เองหรือเมื่อมีผู้ประท้วง หรือตามคำสั่งของประธานที่ประชุมตามข้อ 57”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การประชุมร่วมกันของรัฐสภา]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรณีการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 137 ว่า “ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้นำบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ...”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ใน[[การประชุมสภา]] นอกจากกรณีสมาชิกประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นเรื่องใดอันเป็นที่เสียหาย ประธานที่ประชุมจะให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง และประธานที่ประชุมจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมหรือพาดพิงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่ทำให้เสียหายตามที่ประท้วงหรือไม่แล้ว ปัญหาการประท้วงอาจเกิดการวินิจฉัยของประธานที่ประชุมไม่เป็นกลาง และการวินิจฉัยต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รวดเร็วในการตัดสินใจ มีประสบการณ์ และความหนักแน่นแม่นยำในข้อบังคับการประชุม ซึ่งบางครั้งสมาชิกจะใช้อารมณ์ในการอภิปรายและการประท้วงประธานที่ประชุม จึงต้องมีความหนักแน่น มั่นคงในอารมณ์และการตัดสินที่เด็ดขาดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกิจ พลเดช. &#039;&#039;&#039;การอภิปรายและการประท้วงในสภาผู้แทนราษฎร.&#039;&#039;&#039; เอกสารการวิจัยส่วนบุคคล. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกิจ พลเดช, &#039;&#039;&#039;“การอภิปรายและการประท้วงในสภาผู้แทนราษฎร”.&#039;&#039;&#039; เอกสารการวิจัยส่วนบุคคล. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุม”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4028</id>
		<title>วุฒิสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4028"/>
		<updated>2010-03-18T06:56:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; วัชราพร  ยอดมิ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมี[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเป็นประมุขใน[[ระบบรัฐสภา]] ซึ่งได้มีการใช้ระบบรัฐสภาทั้งในรูปแบบของสภาเดียว และสองสภา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองและบทบัญญัติของ[[รัฐธรรมนูญ]]ในช่วงนั้นๆ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ปกครองในรูปแบบของสองสภา อันประกอบด้วย [[สภาผู้แทนราษฎร]] และวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่หลักในการตรากฎหมาย ควบคุม[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] และหน้าที่อื่นๆ โดยกำหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย และตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ วุฒิสภาจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครองของไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ ความเป็นมาของวุฒิสภาไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กล่าวได้ว่าวุฒิสภามีพัฒนาการเริ่มแรกในรูปแบบของ[[สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและองคมนตรีสภา]]ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;lt;ref&amp;gt;ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2549.  หน้า 1.&amp;lt;/ref&amp;gt; ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ได้กำหนดให้[[สภาผู้แทนราษฎร]] มีสมาชิก 2 ประเภท ซึ่งสมาชิกประเภทที่ 2 นี้เองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นผู้นำทางให้แก่สมาชิกประเภทที่ 1 เสมือนเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]] ดังจะเห็นได้จากเหตุผลที่[[ปรีดี พนมยงค์|นายปรีดี พนมยงค์]] แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ความตอนหนึ่งว่า&amp;lt;ref&amp;gt;ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2549.  หน้า 1-2.&amp;lt;/ref&amp;gt; &#039;&#039;“...ที่เราจำเป็นต้องมีสมาชิกประเภทที่สองไว้กึ่งหนึ่งก็เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้แทนราษฎรในฐานะที่เพิ่งเริ่มมีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ เราย่อมทราบอยู่แล้วว่า ยังมีราษฎรอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอที่จะจัดการปกครอง ป้องกันผลประโยชน์ของตนเองได้บริบูรณ์ ถ้าขืนปล่อยให้ราษฎรเลือกผู้แทนโดยลำพังเองในเวลานี้แล้ว ผลร้ายก็จะตกอยู่แก่ราษฎร เพราะผู้ที่จะสมัครไปเป็นผู้แทนราษฎร อาจเป็นผู้ที่มีกำลังในทางทรัพย์ [[คณะราษฎร]] ปฏิญาณไว้ว่าถ้าราษฎรได้มีการศึกษาเพียงพอแล้ว ก็ยินดีที่จะปล่อยให้ราษฎรได้ปกครองตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกประเภทที่2 ฉะนั้น จึงวางเงื่อนไขไว้ขอให้เข้าใจว่าสมาชิกประเภทที่ 2 เป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่จะช่วยประคองการงานให้ดำเนินไปสมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและเป็นผู้ป้องกันผลประโยชน์อันแท้จริง...”&#039;&#039; แต่ทั้งสองกรณีดังกล่าวยังไม่ถือว่าวุฒิสภากำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง วุฒิสภาเกิดขึ้นและมีบทบาทอย่างแท้จริงในระบบรัฐสภาไทยครั้งแรกใน ปี พ.ศ. 2489  จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ได้กำหนดให้มีรัฐสภา ประกอบด้วยสองสภา คือ [[สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[พฤฒสภา]] มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม โดยสมาชิกพฤฒสภามีคุณสมบัติสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ จำนวน 80 คน ทั้งนี้ด้วยความมุ่งหวังที่ว่าจะให้ประเทศไทยมีสถาบันหลักทำหน้าที่กลั่นกรองงานของสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ได้กำหนดให้ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก [[พฤฒสภา]] โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็น[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับแรกที่เริ่มใช้คำว่า &#039;&#039;&#039;“วุฒิสภา”&#039;&#039;&#039; ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการปกครองระบบรัฐสภาของไทยนั้นจะมีรูปแบบตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการปกครองแบบสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 ฉบับ ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;วุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543. หน้า 4.&amp;lt;/ref&amp;gt; กำหนดให้พฤฒสภามาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จำนวน 80 คน   โดยให้มี “องค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งจากราษฎรโดยตรงเป็นผู้เลือกสมาชิกพฤฒสภาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490]] กำหนดให้มีวุฒิสภา (เปลี่ยนชื่อมาจากพฤฒสภา) โดย[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเลือกตั้งมีจำนวนเท่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492]] กำหนดให้มีวุฒิสภาจำนวน 100 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งจากผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511]] กำหนดให้มีวุฒิสภา อันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในวิชาการหรือกิจการต่างๆ อันจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่การปกครองแผ่นดิน จำนวนสามในสี่ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;วุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543. หน้า 7-8.&amp;lt;/ref&amp;gt; กำหนดให้มีวุฒิสภาอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง โดยให้ประธานองคมนตรี เป็น[[ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ]]ในการแต่งตั้งวุฒิสภา แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พุทธศักราช 2518 คือ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งวุฒิสมาชิกให้[[นายกรัฐมนตรี]]เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521]] มาตรา 84 ได้กำหนดที่มาของวุฒิสภาไว้ทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2518 เพียงแต่มิได้กำหนดจำนวนสมาชิกวุฒิสภาไว้แน่นอน ให้ขึ้นอยู่กับจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;วุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543. หน้า 9-10.&amp;lt;/ref&amp;gt; กำหนดให้มีวุฒิสภา อันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรืออาชีพต่างๆ จำนวน 270 คน แต่มีการแก้ไขจำนวนของสมาชิกวุฒิสภาจากจำนวนคงที่เป็นจำนวนสองในสามของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]] กำหนดให้มีวุฒิสภา ซึ่งมาจาก[[การเลือกตั้ง]]ของประชาชน จำนวน 200 คน นับเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่กำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	9. [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]] กำหนดให้วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน (76 จังหวัด 76 คน) และมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา (74 คน)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
==บทบาทและอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภานั้นจะแตกต่างกันไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ รัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกหน้าที่ได้ 6 ประการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. อำนาจหน้าที่ด้าน[[นิติบัญญัติ]]&amp;lt;ref&amp;gt;ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; หน้า 7-8.&amp;lt;/ref&amp;gt; เป็นการกลั่นกรองและยับยั้งกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจาก[[สภาผู้แทนราษฎร]] ทั้งในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ร่าง[[พระราชกำหนด]] ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณร่ายจ่าย ถือเป็นอำนาจหน้าที่หลักของวุฒิสภา แต่อย่างไรก็ตามมีรัฐธรรมนูญของไทย 2 ฉบับที่ให้อำนาจวุฒิสภาริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. อำนาจหน้าที่ด้าน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2.1 การตั้งกระทู้ถาม รัฐธรรมนูญ (ที่บัญญัติให้มีสองสภา) ทุกฉบับ ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถาม[[รัฐมนตรี]]ในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ในที่ประชุมวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2.2 [[การเปิดอภิปรายทั่วไป]]&amp;lt;ref&amp;gt;ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; หน้า 8-9.&amp;lt;/ref&amp;gt; อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาในการเปิดอภิปรายทั่วไป รัฐธรรมนูญ (ที่ใช้ระบบสองสภา) สามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ก) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจวุฒิสภามีอำนาจอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ มี 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 เป็นการให้อำนาจทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาขอเปิดและกำหนดการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลร่วมกัน ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2521 และรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เป็นการให้อำนาจแต่เฉพาะสภาผู้แทนราษฎรขอเปิดอภิปรายแต่ให้ดำเนินการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยร่วมกันทั้งสองสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ข) การให้ความไว้วางใจนโยบาย[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหารโดยการลงมติความไว้วางใจในนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร คือ  รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2490&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;ค) การขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในปัญหาที่อภิปราย  วุฒิสภามีอำนาจขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้[[คณะรัฐมนตรี]]แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ต่อมาถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535) รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2.3 การตั้ง[[คณะกรรมาธิการ]] รัฐธรรมนูญทุกฉบับ (ที่บัญญัติให้มีสองสภา) กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และเลือกสมาชิกหรือบุคคลที่มิได้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ อันอยู่อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาแล้วรายงานต่อวุฒิสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. อำนาจหน้าที่ใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญต่างๆ เป็นอำนาจที่ต้องกระทำในนามของรัฐสภา กล่าวคือ ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันระหว่างวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เช่น  [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการแต่งตั้ง[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]] การ[[ปฏิญาณตน]]ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติม[[กฎมณเฑียรบาล]]ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นใน[[สมัยประชุม]]สามัญนิติบัญญัติได้ การให้ความเห็นชอบในการทำหนังสือสัญญาสำคัญ [[การประกาศสงคราม]]และ การ[[ปิดสมัยประชุม]]สามัญ เป็นต้น  อย่างไรก็ตามในระหว่างสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในกรณีต่างๆ ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อมิให้กิจการหรือผลประโยชน์ของประเทศต้องกระทบกระเทือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. การเลือก แต่งตั้งให้คำแนะนำ และให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ส่วนใหญ่จะเป็นตุลาการและกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ เช่น [[ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]] ประธานศาลปกครองสูงสุด [[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] [[ผู้ตรวจการแผ่นดิน]] [[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550  เป็นการถอดถอนบุคคลที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ออกจากตำแหน่ง บุคคลที่วุฒิสภามีอำนาจลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง เช่น [[นายกรัฐมนตรี]] สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ผู้พิพากษา อัยการและผู้ดำรงตำแหน่งสูงตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. อำนาจหน้าที่อื่นๆ &amp;lt;ref&amp;gt;ไพโรจน์  โพธิไสย. &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2551.  หน้า 77-80.&amp;lt;/ref&amp;gt; เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในนามของ “รัฐสภา” ที่มีทั้งการที่ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และไม่ต้องประชุมร่วมกัน ดังนี้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	- การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การพิจารณารับทราบรายงานประจำปีของหน่วยงานต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ด้านต่างประเทศ จะดำเนินการในนาม”สมาชิกรัฐสภาไทย” ผ่านองค์กรรัฐสภาระหว่างประเทศ เช่น สหภาพรัฐสภา สหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก องค์การรัฐสภาอาเซียน และการประชุมรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ด้านการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นสื่อกลางในการนำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนไปบอกกล่าวให้ฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน ซึ่งแบ่งเป็นสมาชิกออกเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประเภทแรก&#039;&#039;&#039; เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 76 จังหวัด [[การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2551|การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา]] โดยกำหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็น[[เขตเลือกตั้ง]]โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 1 เสียง และให้[[ออกเสียงลงคะแนน]]โดยตรงและลับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประเภทที่สอง&#039;&#039;&#039; สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา จำนวน 74 คน โดยสรรหาและคัดเลือกจากองค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;คณะทำงานจัดทำข้อมูลเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาและวงงานรัฐสภา. &#039;&#039;&#039;ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฯ 2550 และวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2552. หน้า 83-85. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. กำหนดให้องค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นมาลงทะเบียน พร้อมทั้งเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันสรรหา ทั้งนี้แต่ละองค์กรเสนอชื่อได้ 1 คน องค์กรดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้   ก) เป็นองค์กรในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ข) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักรมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และ ค) เป็นองค์กรที่มิได้แสวงผลกำไรหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบคุณสมบัติขององค์กรและคุณสมบัติผู้ได้รับเสนอชื่อต่อคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาภายใน 5 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการเสนอชื่อซึ่งคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา 1 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 1 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการใน[[ศาลปกครอง]]มอบหมาย รวม 7 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาพิจาณาสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 74 คน และแจ้งผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้บัญชีรายชื่อ โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหาและแจ้งผลการสรรหาไปยัง[[ประธานรัฐสภา]]เพื่อรับทราบและประกาศใน[[ราชกิจจานุเบกษา]]&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;วาระการดำรงตำแหน่ง&#039;&#039;&#039;  มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง หรือวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหาแล้วแต่กรณี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้ อนึ่ง ในมาตรา 297 กำหนดให้ ในวาระเริ่มแรก ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระ 3 ปี นับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาในวาระเริ่มแรกเมื่อสิ้นสุดสมาชิกสภาพแล้วสามารถได้รับการสรรหาให้มาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 119 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อาทิเช่น ถึงคราวออกตามวาระ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 115 การทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 116 มาตรา 265 หรือมาตรา 266 และขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมใน[[สมัยประชุม]] เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วุฒิสภาถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิรูประบบการเมืองไทย เพราะวุฒิสภาเป็นอีกความหวังหนึ่งที่จะทำให้การเมืองของไทยนั้นสะอาด โปร่งใสและมีคุณภาพ  ดังนั้นวุฒิสภาต้องมีที่มาอย่างยุติธรรมและสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ สมดังเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าสืบไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะทำงานจัดทำข้อมูลเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาและวงงานรัฐสภา.  &#039;&#039;&#039;ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฯ 2550 และวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2552.  หน้า 83-85. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพโรจน์  โพธิไสย. &#039;&#039;&#039; บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2551.  &lt;br /&gt;
ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2549.  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.  &#039;&#039;&#039;วุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543.  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า.  &#039;&#039;&#039;บทความคัดสรรสำหรับสมาชิกวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
กาญจนารัตน์  ลีวิโรจน์.  &#039;&#039;&#039;คู่มือสมาชิกวุฒิสภา เล่มที่ 1.&#039;&#039;&#039;  นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน  บุญสุวรรณ.  &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะทำงานจัดทำข้อมูลเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาและวงงานรัฐสภา. &#039;&#039;&#039;ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฯ 2550 และวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2552.  หน้า 83-85. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรนิติ  เศรษฐบุตรและคณะ.  &#039;&#039;&#039;บทบาทของวุฒิสภา : มุมมองของประชาชนและสมาชิกวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บวรศักดิ์  อุวรรณโณ. &#039;&#039;&#039; วุฒิสภาไทย : รวมสาระจากบทความวิทยุความรู้เรื่องสมาชิกวุฒิสภากับศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ.&#039;&#039;&#039;  นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2551.&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
ไพโรจน์  โพธิไสย.  &#039;&#039;&#039;บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา : อดีต ปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุงใหม่).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2549. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.  &#039;&#039;&#039;วุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2543.  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า.  &#039;&#039;&#039;บทความคัดสรรสำหรับสมาชิกวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039;  นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พุทธศักราช 2490]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4027</id>
		<title>รายงานการประชุมสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4027"/>
		<updated>2010-03-18T06:55:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐสภา เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย [[สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[วุฒิสภา]] โดยกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือ 1) อำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ซึ่งการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายเป็นกรอบในการดำเนินการ จึงจำเป็นต้องตราขึ้นมาตามเจตนารมณ์ของประชาชน เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะแสดงออก และให้ความยินยอมในการนำกฎหมายนั้น ๆ ออกใช้บังคับ 2) อำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] คือ การสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของ[[คณะรัฐมนตรี]]หรือฝ่ายบริหารด้วยวิธีการที่[[รัฐธรรมนูญ]]ได้กำหนดไว้ 3) อำนาจหน้าที่ใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องที่สำคัญ ๆ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติในกรณีต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เพื่อให้การทำหน้าที่ของรัฐสภาเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ [[การประชุมสภา]]จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของรัฐสภาได้สมบูรณ์เพื่อเป็นการปรึกษาหารือเรื่องต่าง ๆ จนนำไปการออกกฎหมาย แสดงความเห็นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล เป็นต้น ภายหลังการประชุมสภาแล้วจำเป็นต้องจัดทำรายงานการประชุมสภาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นการบันทึกเจตนารมณ์ของการประชุม โดยเป็นการบันทึกทุกคำพูด/เหตุการณ์ที่มีขึ้นในที่ประชุมสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายงานการประชุมและขั้นตอนการจัดทำรายงานการประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมสภา หมายถึง รายงานการประชุมของสภาที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา [[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ]] เป็นต้น โดยต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมของแต่ละสภาเป็นคราว ๆ ไป กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยการจดรายงานการประชุม บันทึกการ[[ออกเสียงลงคะแนน]] จัดทำรายงานการประชุม จัดทำสำเนา รายงานการประชุมวางไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจดู แก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุม และประธานสภาลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548, หน้า 794–795. &amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งรายงานการประชุมสภานั้น ในการประชุมรัฐสภาได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 เช่นเดียวกับรายงานการประชุมวุฒิสภา ส่วนรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายงานการประชุมรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้มีการจัดทำข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ดังนั้น ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จึงได้นำข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 มาใช้แทนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 137 กำหนดว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับการจัดทำรายงานการประชุมรัฐสภานั้น ทางสำนักรายงานการประชุมและชวเลข [[สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร]] จะจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน แล้วจึงส่งรายงานการประชุมรัฐสภา ให้[[เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร]]ในฐานะเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ตรวจสอบรายงานการประชุมนั้น ๆ และลงนามท้ายเล่มว่าเป็นผู้จัดทำรายงานการประชุมรัฐสภา จากนั้นกลุ่มงานรายงานการประชุมจะทำหนังสือกับ[[ประธานรัฐสภา]]เพื่อให้ประธานรัฐสภาพิจารณานำรายงานการประชุมรัฐสภาเข้าบรรจุเป็น[[ระเบียบวาระการประชุม]] หากประธานรัฐสภาอนุญาตจะทำหนังสือถึงสำนักการประชุมเพื่อให้บรรจุระเบียบวาระรายงานการประชุมนั้น ๆ เพื่อเป็นการรับรองรายงานการประชุมรัฐสภาในคราวประชุมต่อไป ซึ่งก่อนที่จะเสนอให้สภารับรองให้ทำสำเนาจำนวน 3 ชุด วางไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน ณ บริเวณสภา เพื่อให้สมาชิกตรวจดูได้ ตามข้อ 26 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนการจัดทำรายงานการประชุมลับนั้น สำนักรายงานการประชุมและชวเลข สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้แล้วเสร็จเป็นรายงานภายใน 15 วัน แล้วนำส่งให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และเสนอความเห็นเพื่อให้สภามีมติว่าจะเปิดเผยหรือไม่ ตามข้อ 30 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 แล้วจึงทำหนังสือให้ประธานรัฐสภาพิจารณา เพื่อดำเนินการให้สภาร่วมพิจารณาในคราวประชุมรัฐสภาต่อไปว่า รายงานการประชุมลับนั้นเห็นควรเปิดเผยหรือไม่ ต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุม”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551, หน้า 12–13.&amp;lt;/ref&amp;gt; ข้อ 10 (4) กำหนดว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (4) จัดทำรายงานการประชุม และบันทึกการออกเสียงลงคะแนน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 26 กำหนดว่า รายงานการประชุมเมื่อคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรตรวจแล้ว ก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง ให้ทำสำเนาวางไว้ไม้น้อยกว่าเจ็ดวัน ณ บริเวณสภาเพื่อให้สมาชิกตรวจดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมทุกครั้งจะต้องมีรายชื่อสมาชิกที่มาประชุม ที่ลาการประชุม ที่ขาดการประชุม และบันทึกการออกเสียงลงคะแนนแต่ละเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมาชิกมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมดังกล่าว ให้ตรงตามที่เป็นจริง โดยยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ถ้าคณะกรรมาธิการไม่ยอมแก้ไขเพิ่มเติมให้ตามที่ขอ สมาชิกผู้นั้นมีสิทธิที่จะยืนยันคำขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อขอให้สภาวินิจฉัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 27 กำหนดว่า รายงานการประชุมครั้งใด เมื่อได้วางสำเนาไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจดูแล้ว ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังโดยคณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมเอง หรือโดยสมาชิกขอแก้ไขเพิ่มเติมในคราวที่สภาพิจารณารับรองรายงานการประชุมนั้น คณะกรรมาธิการจะต้องแถลงต่อที่ประชุมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 28 กำหนดว่า เมื่อสภาได้รับรองรายงานการประชุมครั้งใดแล้ว ให้ประธานสภาลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมที่ได้รับรองแล้ว แต่ประธานสภายังมิได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานหรือรายงานการประชุมที่ยังมิได้มีการรับรอง เพราะเหตุที่อายุของสภาสิ้นสุดลง ให้เลขาธิการบันทึกเหตุนั้นไว้ และเป็นผู้รับรองความถูกต้องของรายงานการประชุมนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายงานการประชุมวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน หน้า 86–87. &amp;lt;/ref&amp;gt; ข้อ 12 (4) กำหนดว่า [[เลขาธิการวุฒิสภา]] มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (4) ควบคุมการทำรายงานการประชุมทั้งปวง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 27 กำหนดว่า รายงานการประชุมวุฒิสภา เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาตรวจแล้ว ก่อนที่จะเสนอให้วุฒิสภารับรอง ให้ทำสำเนาวางไว้สามฉบับ ณ ที่ซึ่ง[[สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา]]ได้ประกาศกำหนดไว้ไม่น้อยกว่าสามวัน เพื่อให้สมาชิกตรวจดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมวุฒิสภาทุกครั้งจะต้องมีรายชื่อสมาชิกที่มาประชุม ที่ลาการประชุม ที่ขาดประชุม และบันทึกการออกเสียงลงคะแนนแต่ละเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมาชิกมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมวุฒิสภาดังกล่าว ให้ตรงตามที่เป็นจริง โดยยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานคณะกรรมาธิกาวิสามัญกิจการวุฒิสภา ถ้าคณะกรรมาธิการดังกล่าวไม่ยอมแก้ไขเพิ่มเติมให้ตามที่ขอ สมาชิกผู้นั้นมีสิทธิที่จะยืนยันคำขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อขอให้วุฒิสภาวินิจฉัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 28 กำหนดว่า ในการตรวจรายงานการประชุมวุฒิสภาครั้งใด ถ้ามีผู้ใดกล่าวถ้อยคำหรือข้อความใด ๆ และได้มีการถอนหรือถูกสั่งให้ถอนถ้อยคำหรือข้อความนั้นแล้ว ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาพิจารณาว่าสมควรจะตัดห้อยคำหรือข้อความดังกล่าวออกหรือไม่ ถ้าเห็นสมควรให้ตัดออกให้บันทึกว่า “มีการถอนคำพูด” หรือ “ถูกสั่งให้ถอนคำพูด” แล้วแต่กรณีไว้ในรายงานการประชุมวุฒิสภาครั้งนั้น ส่วนถ้อยคำหรือข้อความที่ตัดออกให้บันทึกไว้ในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 29 กำหนดว่า รายงานการประชุมวุฒิสภาครั้งใด เมื่อได้วางสำเนาไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจดูแล้ว ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเอง หรือโดยสมาชิกขอให้แก้ไขเพิ่มเติมก็ตาม ในคราวที่วุฒิสภาพิจารณารับรองรายงานการประชุมนั้น คณะกรรมาธิการดังกล่าวจะต้องแถลงต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 30 กำหนดว่า เมื่อวุฒิสภาได้รับรองรายงานการประชุมวุฒิสภาครั้งใดแล้ว ให้[[ประธานวุฒิสภา]]ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่มีเหตุทำให้ประธานวุฒิสภาไม่อาจลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุมวุฒิสภาได้ ให้เลขาธิการวุฒิสภาบันทึกเหตุนั้นไว้ และเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของรายงานการประชุมนั้นแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รายงานการประชุมลับ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมลับ&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ. เรื่องเดิม หน้า 793.&amp;lt;/ref&amp;gt; หมายถึง รายงานการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งได้ทำการประชุมเป็นการลับ รายงานการประชุมลับดังกล่าวนี้ สภาจะมีมติให้จดรายงานก็ได้ หรือไม่ให้จดรายงานก็ได้ และถึงแม้จะมีการจดรายงานการประชุมลับ สภาจะมีมติให้เปิดเผยก็ได้หรือไม่ให้เปิดเผยก็ได้ ทั้งนี้ การเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยส่วนหนึ่งจะขึ้นกับความเห็นของคณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุมด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2546) เรื่องเดิม หน้า 13.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 29 ว่า สภาอาจมีมติไม่ให้จดรายงานการประชุมลับครั้งใดทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนก็ได้ แต่ให้มีบันทึกเหตุการณ์ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	และข้อ 30 กำหนดว่า การเปิดเผยรายงานการประชุมลับ ให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและเสนอความเห็นเพื่อให้สภามีมติว่าจะเปิดเผยหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อีกทั้งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน. หน้า 87–88.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้กำหนดไว้ในลักษณะเดียวกันด้วย โดยในข้อ 31 กำหนดว่า วุฒิสภาอาจมีมติมิให้จดรายงานการประชุมลับครั้งใดทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนก็ได้ แต่ให้มีบันทึกพฤติการณ์ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	และข้อ 32 กำหนดว่า การเปิดเผยรายงานการประชุมลับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาพิจารณาและเสนอความเห็นเพื่อให้วุฒิสภามีมติว่าจะเปิดเผยหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ ในการจัดพิมพ์รายงานการประชุมนั้น ได้กำหนดว่า ให้ทั้งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมนั้น ๆ ทั้งนี้ นอกจากรายงานการประชุมลับที่สภามีมติไม่ให้เปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หลักเกณฑ์การจัดทำรายงานการประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดทำรายงานการประชุมสภาให้ถูกต้องตามการอภิปรายที่เกิดขึ้นจริงของผู้อภิปรายแต่ละท่าน โดยต้องพยายามรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องตามหลักภาษาไทยและไวยากรณ์ ดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักรายงานการประชุมและชวเลข. &#039;&#039;&#039;“หลักเกณฑ์และรูปแบบการจัดทำรายงานการประชุมสภา และคณะกรรมารธิการ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 1–10.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. เกี่ยวกับคำทั่วไป ถ้าเป็นข้อความทั่วไปใช้หลักเกณฑ์ตัวสะกด การันต์ โดยถือตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฉบับล่าสุด พจนานุกรมฉบับมติชน ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง การเขียนชื่อจังหวัด เขต อำเภอ หากเป็นศัพท์เฉพาะทาง ได้แก่ ศัพท์นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และชื่อธาตุให้ถือตามศัพท์นิติศาสตร์ ศัพท์รัฐศาสตร์ ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับราชบัณฑิตยสถาน และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การบัญญัติชื่อธาตุและ เรื่อง ศัพท์บัญญัติชื่อแร่ ส่วนตัวย่อและคำย่อให้ถือตามหลักเกณฑ์การเขียนคำย่อที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดไว้ หรือการใส่อนุมาตราของกฎหมายให้ใส่เครื่องหมายวงเล็บเมื่อผู้อภิปรายกล่าวถึงอนุมาตราของกฎหมาย ไม่ว่าผู้อภิปรายจะกล่าวคำว่า “วงเล็บ” หรือคำว่า “อนุมาตรา” หรือ “อนุ” ก็ตาม สำหรับชื่อหรือคำต่าง ๆ ที่ผู้อภิปรายกล่าวแบบคำย่อ ให้ถอดความเป็นไปตามข้อความที่ผู้อภิปรายพูดทุกประการ โดยไม่ใช้เครื่องหมาย ไปยาลน้อย (ฯ) ในรายงานการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. เกี่ยวกับจำนวน จำนวนที่เขียนเป็นตัวเลข ให้ใช้เป็นเลขไทยทั้งหมด หากเป็นจำนวนที่แสดงลำดับที่หรือแสดงลำดับให้เขียนเป็นตัวเลข ถ้าจำนวนอยู่หลังนามหรือหลังลักษณะนาม หรือไม่มีลักษณะนามรองรับ รวมทั้งจำนวนที่พิจารณารูปประโยคแล้วถือเป็น “สำนวน” ให้เขียนเป็นตัวหนังสือ ตลอดจนจำนวนที่เป็นข้อความในกฎหมายหรือกฎ ให้เขียนเป็นตัวหนังสือ ส่วนจำนวนตั้งแต่หลักแสนขึ้นไปให้ใช้เป็นตัวเลขปนกับตัวหนังสือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. เกี่ยวกับชื่อบุคคล การพิมพ์ชื่อบุคคล โดยเฉพาะบุคคลที่มียศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม ให้ถือตามประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศ หรือคำสั่งแต่งตั้ง ส่วนการพิมพ์ชื่อบุคคลที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ให้ใช้ตามความประสงค์ของผู้อภิปราย โดยถือตามบัญชีรายชื่อสมาชิกที่ใช้ลงชื่อก่อนเข้าประชุมสภา หากผู้อภิปรายเรียกขานชื่อบุคคลในระหว่างการประชุมไม่ถูกต้องตามยศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนาม หรือตำแหน่งทางวิชาการ ที่เป็นจริงให้คงไว้ตามที่ผู้อภิปรายกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. เกี่ยวกับการทับศัพท์คำภาษาต่างประเทศ ให้ทับศัพท์ภาษาต่างประเทศเป็นตัวอักษรไทย โดยถือตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับพิมพ์ล่าสุด พจนานุกรมฉบับมติชน รวมถึงศัพท์ต่างประเทศที่ใช้คำไทยแทนได้ ฉบับราชบัณฑิตยสภาน และให้วงเล็บคำภาษาต่างประเทศนั้น ๆ ไว้หลังอักษรไทยที่ใช้ทับศัพท์ด้วย โดยการวงเล็บคำภาษาต่างประเทศนั้นให้ใส่ไว้เฉพาะการพูดคำนั้นเป็นครั้งแรกในการประชุมครั้งนั้นเท่านั้น ส่วนการเรียกชื่อธาตุต่าง ๆ ให้ทับศัพท์ตามการกล่าวของผู้อภิปราย โดยตัวย่อของธาตุที่ตัวเลขห้อยท้ายให้ใช้เป็นเลขอารบิค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รายงานการประชุมสภานับเป็นบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดคำอภิปราย และการดำเนินการประชุมแต่ละคราวไป ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่ายิ่งอย่างหนึ่ง เพราะถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2528) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2528”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2534) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2534”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2546) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2544”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2546) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476 – 2517”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุม”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักรายงานการประชุมและชวเลข, (2550). &#039;&#039;&#039;“หลักเกณฑ์และรูปแบบการจัดทำรายงานการประชุมสภา และคณะกรรมาธิการ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2546) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2544”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) &#039;&#039;&#039;“ข้อบังคับการประชุม”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2550) &#039;&#039;&#039;“หลักเกณฑ์และรูปแบบการจัดทำรายงานการประชุมสภา และคณะกรรมาธิการ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=4026</id>
		<title>ผู้รับรอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=4026"/>
		<updated>2010-03-18T06:54:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ศตพล   วรปัญญาตระกูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐสภา ประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร  มีอำนาจหน้าที่การตรากฎหมาย  [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของรัฐบาล  [[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญ ๆ อาทิ การประกาศสงคราม การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ฯลฯ และ  การแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ  อาทิ [[นายกรัฐมนตรี]] [[รัฐมนตรี]] สมาชิก[[วุฒิสภา]] สมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]] ฯลฯ อนึ่ง วิธีการดำเนินบทบาทตามอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา  มักปรากฏในรูปของการประชุมเป็นหลัก โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินบทบาทตามอำนาจและหน้าที่ของสมาชิกฯ คือ กระทู้ถาม และ[[ญัตติ]]* โดยสมาชิกฯ จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา แต่ทั้งนี้ต้องมีผู้รับรองเพื่อให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ[[การประชุมสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายและความสำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้รับรอง หมายถึง ผู้สนับสนุนใน[[ญัตติ]]ของสมาชิกสภาที่เสนอเพื่อให้ที่ประชุมสภาพิจารณา ซึ่งแบ่งได้ 2 กรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรณีที่ผู้รับรองเป็นสมาชิกสภา ซึ่งวิธีการนี้อาจเป็นการยกมือรับรองในที่ประชุมสภาหรืออาจร่วมลงชื่อในญัตติของสมาชิกสภาคนอื่น เพื่อให้ญัตติมีความสมบูรณ์ตามข้อบังคับการประชุมสภา และได้รับการพิจารณาโดยที่ประชุมของสภา อนึ่ง การเสนอญัตติใด ๆ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาหรือดำเนินการ หรือมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น สมาชิกสภาผู้เสนอจะเป็นผู้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผล หรือเป็นผู้อภิปรายเสนอในญัตตินั้นเป็นหลัก โดยผู้รับรองเป็นเพียงผู้อภิปรายสนับสนุนหรือเพียงแต่ลงชื่อรับรองอย่างเดียว โดยมิได้อภิปรายก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรณีผู้รับรองเป็น[[นายกรัฐมนตรี]] จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ญัตติที่สมาชิกสภาเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติความเป็นมา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และข้อบังคับและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2476 ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ที่สำคัญไว้ดังนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[กระบวนการตรากฎหมาย|การตรากฎหมาย]] ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 36 กล่าวคือ บรรดา[[พระราชบัญญัติ]]ทั้งหลาย จะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร โดยการเสนอกฎหมายซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัตินั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเสนอเป็น[[ญัตติ]]ต่อสภาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] ซึ่งสามารถกระทำได้ในหลายลักษณะ ตั้งแต่มาตรการที่เบาไปสู่มาตรการที่เข้มข้นตามลำดับที่จะเสนอต่อไป คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.1 [[การซักถาม]] เป็นการซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.2 [[การตั้งกระทู้ถาม]] เป็นการตั้งคำถามเพื่อสอบถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับหน้าที่การงานในความรับผิดชอบของกระทรวงที่รัฐมนตรีรับผิดชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.3 [[การเสนอญัตติทั่วไป]] เป็นข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภามีมติหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วส่งให้รัฐบาลได้รับไปดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.4. [[การขอเปิดอภิปรายทั่วไป]]ในข้อนโยบาย และการไม่ไว้วางใจ[[รัฐมนตรี]] ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 41 กล่าวคือ สภาย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะลงมติความไว้วางใจในรัฐมนตรีรายตัวหรือทั้งคณะ ญัตติความไว้วางใจนั้น ท่านมิได้ลงในวันเดียวกันกับวันที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวาระเริ่มแรกของประชาธิปไตยของไทย แม้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476 จะกำหนดอำนาจและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรได้ครอบคลุมอำนาจและหน้าที่ในฐานะของ[[ฝ่ายนิติบัญญัติ]] แต่ในทางปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครอบคลุม อีกทั้งยังมีความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ในหลาย ๆ กรณี อาจด้วยเหตุที่เป็นวาระแรก ๆ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย รูปแบบและวิธีการดำเนินงานในสภาจึงยังไม่เป็นที่คุ้นเคย และยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทำให้บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงจำกัดในขอบเขตเฉพาะการพิจารณาญัตติและร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลเป็น ผู้เสนอ การซักถาม การตั้งกระทู้ถาม และการเสนอญัตติทั่วไป ในเวลาต่อมา  จึงมีการเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติและญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยสภาชิกสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรกเริ่ม นอกจากพิจารณาญัตติที่เสนอโดยรัฐบาลแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงบทบาทตามอำนาจหน้าที่ของตนเองและการมีผู้รับรองเป็นไปลำดับ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[ผู้รับรองในการเสนอญัตติที่ไม่ใช่กฎหมาย]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทในส่วนของการเสนอญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงปี พ.ศ. 2476 นั้น มีเฉพาะการเสนอญัตติที่เป็นข้อผูกมัดเฉพาะการภายในของสภา ซึ่งญัตติเหล่านี้อาจมีผู้รับรองหรือไม่มีก็แล้วแต่ลักษณะของญัตตินั้น ๆ กล่าวคือถ้าเป็นญัตติที่เกี่ยวกับการดำเนินงานภายในกิจการของสภา อาทิ ญัตติให้รับรองรายงานการประชุม ญัตติขอให้ส่งปัญหาไปยังคณะกรรมาธิการ &#039;&#039;&#039;ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับรอง&#039;&#039;&#039; แต่ถ้าเป็นญัตติทั่วไป อาทิ ญัตติเรื่องขอให้แสดงความขอบคุณคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ญัตติเรื่องขอให้ไว้อาลัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนเสด็จยุโรป ซึ่งญัตติเช่นนี้&#039;&#039;&#039;ต้องมีผู้รับรอง 2 คน&#039;&#039;&#039; และต้องเสนอล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร โดย นายมังกร  สามเสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 ได้เริ่มเสนอเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2476&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเสนอญัตติแม้ถูกกำหนดให้ต้องมีผู้รับรองด้วย แต่การรับรองเพื่อให้สมาชิกได้เสนอญัตติเป็นการร่วมกันทำงานด้วยลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่าจะผูกมัดว่าต้องเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน เพราะญัตติบางญัตติเป็นการเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะความเห็นของบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[ผู้รับรองในกระทู้ถาม]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วง พ.ศ. 2476 อีกด้านหนึ่ง คือ การตั้งกระทู้ถาม ซึ่งกระทู้ถามเป็นการตั้งคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อถามเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรี โดยสมาชิกต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อรัฐบาล &#039;&#039;&#039;มีสมาชิกรับรอง 4 คน&#039;&#039;&#039; แต่การเสนอกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่มักเป็นการเสนอปัญหาในท้องถิ่นของสมาชิกผู้นั้นมากกว่า แม้จะต้องมีผู้รับรองถึง 4 คนก็ตาม แต่การรับรองเป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือกันเท่านั้น ดังนั้น ลักษณะการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนของการตั้งกระทู้ถามนั้น จึงเป็นไปลักษณะของต่างคนต่างทำงานเพื่อเสนอและซักถามปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเองต่อรัฐมนตรี โดยมีสมาชิกคนอื่น ๆ คอยช่วยรับรอง เพื่อให้สามารถเสนอได้ ในปัจจุบัน กระทู้ถามของสมาชิกสภาไม่ต้องมีผู้รับรอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[ผู้รับรองในการเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระยะเริ่มแรกระหว่าง พ.ศ. 2476 นั้น มีบทบาทในส่วนที่เกี่ยวกับญัตติร่างพระราชบัญญัตินั้น เฉพาะในส่วนของการอภิปรายญัตติร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่เป็นผู้เสนอ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเท่านั้น โดยที่ยังไม่มีร่างพระราชบัญญัติใดที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่[[ระเบียบวาระการประชุม]]สภา ซึ่งอาจมาด้วยปัจจัยหลายประการ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่อาจยังร่างกฎหมายไม่เป็น เพราะการร่างกฎหมายต้องเป็นคนที่มีความสามารถพอตัว แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย อีกทั้งบางคนอาจจะสันทัดทางด้านอื่น ๆ เช่น การค้าขาย การทหารบ้าง จึงทำให้ยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการร่างกฎหมายได้ อีกทั้งสภาผู้แทนราษฎรก็ยังไม่มีรูปแบบที่เป็นแบบแผนของการร่างพระราชบัญญัติ  ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรจึงตั้งกรรมการไว้ช่วยร่างพระราชบัญญัติให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในชั้นต้นจึงมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ช่วยทำหน้าที่ในการร่างพระราชบัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปพลางก่อน ท้ายสุดในปี 2477 รัฐบาลจึงดำริให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณากำหนดแบบของร่างพระราชบัญญัติขึ้น แล้วส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อใช้เป็นแบบในการที่จะตราเป็นพระราชบัญญัติต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า “บรรดาพระราชบัญญัติทั้งหลาย จะตราขึ้นเป็นกฎหมาย ได้แก่ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร”ข้อบังคับการประชุมและปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2477&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 21 บัญญัติไว้ ดังนี้ ญัตติมี 2 อย่าง คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. ญัตติที่เป็นข้อผูกมัดเฉพาะการภายในของสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. ญัตติที่เป็นข้อผูกมัดรัฐบาลหรือการภายนอกสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 24 ภายใต้บังคับแห่งข้อ 26 ญัตติตามข้อ 21 ข. ต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 26...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนร่างพระราชบัญญัติอื่น ๆ ให้มีสมาชิกรับรอง 9 คน ผู้เสนอและผู้รับรองต้องลงนามบนร่างที่ยื่นต่อประธาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเสนอร่างพระราชบัญญัติใด ๆ ถ้ารัฐบาลเป็นผู้เสนอไม่ต้องมีผู้รับรอง...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากบทบัญญัติของข้อบังคับการประชุมและปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร 2477 นั้น รัฐบาลหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้มีสิทธิเสนอกฎหมายได้ ถ้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีผู้รับรอง 9 คน โดยผู้รับรองนี้ตามนัยของกฎหมาย หมายถึง ผู้สนับสนุนในญัตติที่เสนอ แต่มิใช่เจ้าของญัตติ โดยผู้รับรองเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้มีการดำเนินตามญัตติ ซึ่งอาจเห็นด้วย ดังคำอภิปรายของนายไต๋ ปาณิกบุตร สมาชิกผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนคร (พ.ศ. 2477) “...ข้าพเจ้ารับรองโดยความเต็มใจที่สุด แล้วข้าพเจ้าอยากจะอภิปรายทีหลัง...” หรือไม่มีความคิดเห็นในสาระของร่างร่างพระพระบัญญัตินั้นก็ได้ ดังคำอภิปรายของ ร.อ.ขุนนิรันดรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พ.ศ. 2477) “...หากว่าผู้เสนอได้ขอให้มีผู้ลงนามรับรองกว่ากึ่งจำนวนขึ้นมาแล้ว พระราชบัญญัตินั้นที่มีผู้ลงนามนั้น มิไม่ต้องลงมติหรือ เพราะเป็นผู้รับรองอยู่แล้ว ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าว่าอาจ บางทีมาถึงที่ประชุมก็บอกว่า เซ็นทีเถอะ ถ้าเช่นนั้นเกินกว่ากึ่งจำนวน…” ในปัจจุบัน ญัตติดังกล่าวนี้ไม่ต้องมีผู้รับรอง แต่ผู้ลงชื่อในญัตติถือเป็นผู้เสนอญัตติร่วมกัน  แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[ผู้รับรองในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบาย]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายในอดีตนั้นเป็นเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร แต่ไม่ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องยื่นญัตติหรือคำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ประชุมจะเป็นผู้ที่พิจารณาว่าจะอนุมัติให้เปิดอภิปรายได้หรือไม่ และจะต้องลงมติก่อน เมื่อที่ประชุมอนุมัติแล้ว ให้ดำเนินการต่อไป คือ ขอเปิดอภิปรายที่อยู่ในเนื้อหาของญัตติ เพราะญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายนั้นถือเป็นมาตรการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้ในการควบคุมการบริหารราชการของฝ่ายบริหารที่รุนแรง ดังนั้น การขอเปิดอภิปรายในข้อนโยบายนั้นจึงอาจนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้ ทั้งนี้อาจต่อเนื่องไปสู่การไว้วางใจในรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “สภาฯ ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิจะลงมติความไว้วางใจในรัฐมนตรีรายตัวหรือคณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมและปรึกษาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2477 ข้อ 24 จึงบัญญัติไว้ดังนี้ “...ส่วนญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายต้องมี&#039;&#039;&#039;สมาชิกรับรองไม่ต่ำกว่า 15 คน&#039;&#039;&#039;” ซึ่งญัตตินี้ถือเป็นญัตติที่สำคัญจึงมีผู้รับรองมากกว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติทั่วไป และการตั้งกระทู้ถาม ดังนั้น การรวมกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ดังคำอภิปรายของ[[จัง จริงจิตต์|นายจัง จริงจิตต์]] สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง (พ.ศ. 2477) ดังนี้ “...ญัตติที่ขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบาย ซึ่งมีสมาชิกรับรองไม่ต่ำกว่า 15 คนนั้น ไม่ใช่เป็นของที่ทำได้ง่าย เพราะสมาชิกผู้เสนอ จะต้องไปเที่ยวตามหาผู้รับรองเป็นจำนวนมาก และจะต้องอธิบายเหตุผลให้เขาฟังทุกคน เมื่อเขาไม่เห็นด้วยเขาก็จะไม่เซ็นให้ ทำความลำบากให้แก่ผู้เสนอมากพออยู่แล้ว เพื่อต้องการมติส่วนมาก” ขณะที่[[สวัสดิ์  ยูวะเวส|นายสวัสดิ์  ยูวะเวส]] สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ (พ.ศ. 2477) ก็ได้สะท้อนการรวบรวมและรวมตัวในการรับรองญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบาย ดังนี้ “...สำหรับญัตติอันนี้ข้าพเจ้าได้ทำด้วยความยาก เป็นความจริงข้อนี้ คือ  หมายความว่า คนรับรองคนหนึ่งข้าพเจ้าต้องขี่รถจักยานไปตามเขาถึง 3 ครั้งจึงพบ 3 ครั้งทุกคน ขอให้ถามสมาชิกผู้รับรองดู...” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แม้การรวมตัวในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบายนั้น จะมีจำนวนผู้รับรองมากกว่า และประเด็นปัญหาที่หนักแน่นกว่ากรณีอื่น ๆ ก็ตาม แต่ก็รวมตัวกันก็อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและประเด็นปัญหาร่วมกันมากกว่าที่จะเป็นการรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอหรือรวมกันเป็นกลุ่มก้อนอย่างถาวร เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน ในปัจจุบันญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในข้อนโยบาย ไม่ปรากฏในทั้งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาแล้ว แต่มีเพียงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งญัตติดังกล่าวไม่ต้องมีผู้รับรอง ซึ่งผู้ลงชื่อในญัตติถือเป็นผู้เสนอญัตติร่วมกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[ผู้รับรองญัตติร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีญัตติร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับรองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2490 มาตรา 61&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สาระสำคัญเกี่ยวกับผู้รับรองที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 142...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่ร่างพระบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (2) (3) หรือ (4) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 5 การเลือกประธานสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้หนึ่งชื่อ การเสนอนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 37 ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานสภา และต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าห้าคน ทั้งนี้ เว้นแต่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะเป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 39 ญัตติขอให้สภามีมติให้[[รัฐมนตรี]]ผู้ใดเข้าร่วมประชุมในเรื่องใดในที่ประชุมสภาตามมาตรา 177 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกเป็นผู้เสนอต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 41 ญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการหรือขอให้คณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่งกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาตามมาตรา 135 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกเป็นผู้เสนอต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 51 ญัตติที่เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ผู้เสนอและผู้รับรองต้องลงลายมือชื่อในญัตตินั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 52 ญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรองโดยวิธี[[ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ]] เว้นแต่การรับรองการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามข้อ 164&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 72 การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำเป็นการเปิดเผย แต่เมื่อสมาชิกเสนอญัตติโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคนขอให้กระทำเป็นการลับ จึงให้ลงคะแนนลับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่สมาชิกเสนอญัตติให้ลงคะแนนลับตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกในที่ประชุม ให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่จะลงคะแนนโดยเปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 77 เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 75 (1) แล้วถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ 75 (2) เว้นแต่คะแนนเสียงต่างกันเกินกว่ายี่สิบห้าคะแนนจะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อได้มีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 75 (2) แล้ว จะขอให้มีกากรนับคะแนนเสียงใหม่อีกไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 83 การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการ สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อได้ไม่เกินจำนวนกรรมาธิการ การเสนอนั้นต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าห้าคน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 176 ถ้าประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกเสนอญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ให้[[งดใช้ข้อบังคับ]]ข้อหนึ่งข้อใดทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี หากที่ประชุมอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกในที่ประชุมก็ให้งดใช้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 178 การขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับนี้ ต้องเสนอเป็นญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเสนอและพิจารณาญัตติในวรรคหนึ่ง ให้นำข้อบังคับว่าด้วยการเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มาใช้บังคับโดยอนุโลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[วิธีรับรอง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิธีการรับรองอาจแบ่งได้ 2 วิธีการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การรับรองโดยการยกมือขึ้นเพื่อรับรองการเสนอญัตติของสมาชิกสภาในที่ประชุมสภา อาทิ การเลือกประธานสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้หนึ่งชื่อ การเสนอนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การรับรองโดยการลงชื่อรับรอง แยกเป็น 2 กรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.1 การร่วมลงชื่อรับรองในญัตติของสมาชิกฯ ที่เสนอเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 51 “ญัตติที่เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ผู้เสนอและผู้รับรองต้องลงลายมือชื่อในญัตตินั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.2 การลงชื่อรับรองญัตติร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้รับรอง หมายถึง สมาชิกสภาผู้สนับสนุนใน[[ญัตติ]]ของสมาชิกสภาอื่นที่เสนอเพื่อให้ที่ประชุมสภาได้พิจารณาในญัตตินั้น ๆ โดยการรับรองอาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี ในปัจจุบัน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การรับรองโดยสมาชิกสภาด้วยกันเอง ซึ่งอาจรับรองในญัตติที่เกี่ยวกับการดำเนินการหรือเพื่อควบคุมในการประชุมสภา หรือญัตติทั่วไป  นอกจากนี้อาจเป็นญัตติที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในบางกรณี อาทิ ญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการหรือขอให้คณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่งกระทำกิจการพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การรับรองในกรณีญัตติร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่เสนอโดยสมาชิกสภา ซึ่งในกรณีนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับรองเพื่อเป็นการรับรองให้เสนอต่อที่ประชุมสภาพิจารณาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อนึ่ง การรับรองทั้งสองกรณีข้างต้น อาจแบ่งได้ 2 วิธีการ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การรับรองโดยการลงชื่อในญัตตินั้น ๆ เพื่อเป็นการยืนยันในการสนับสนุนให้มีการเสนอญัตติดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมของสภา การรับรองในกรณีนี้มักเป็นการรับรองในญัตติทั่วไป รวมถึงร่างที่เกี่ยวด้วยการเงินด้วย หรือญัตติที่เกี่ยวกับการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในบางกรณี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การรับรองโดยการยกมือรับรองในที่ประชุมสภา การรับรองโดยวิธีการดังกล่าวนี้ มักเป็นการรับรองในญัตติที่เกี่ยวกับการดำเนินการหรือการควบคุมการประชุมสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ท้ายสุด จำนวนของผู้รับรองในญัตติต่าง ๆ นั้น อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์หรืออัตราส่วนของสมาชิกสภาที่มีตามรัฐธรรมนูญขณะนั้นบัญญัติไว้ และอาจขึ้นอยู่กับประเภทและความสำคัญของญัตตินั้น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	* ญัตติ  หมายถึง ข้อเสนอของสมาชิกสภา เพื่อให้สภาพิจารณาหรือดำเนินการหรือมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น ญัตติจึงถือเสมือนเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาญัตติมีอยู่ 2 ประเภท คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. ญัตติที่เป็นข้อผูกมัดเฉพาะการภายในของสภา ซึ่งเป็นเครื่องมือของสมาชิกรัฐสภาเพื่อใช้ในการดำเนินการหรือควบคุมการประชุม อาทิ ญัตติขอให้ประชุมลับ ญัตติขอให้รับรองรายงานการประชุม ญัตติขอให้ปรึกษาเป็นการด่วน ญัตติขอให้รวมหรือแยกประเด็นพิจารณาหรือลงมติ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. ญัตติที่เป็นข้อผูกมัดรัฐบาล หรือการภายนอกของสภา ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภท คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.1 ญัตติที่เป็นกฎหมาย อาทิ ญัตติร่างพระราชบัญญัติ  ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.2 ญัตติที่ไม่เป็นกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ญัตติขอให้คณะกรรมาธิการกระทำการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน   บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ   ปัทมะสุคนธ์.&#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475 – 2517).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ช. ชุมนุมช่าง,2517.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการทางวิชาการและกฎหมาย, สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475-2549 เล่ม 1.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039;  สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางเปรียบเทียบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544  กับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551.&#039;&#039;&#039;  กรุงเทพฯ : สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 18/2476 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพุธที่ 28  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476.  หน้า 1126.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 19/2476 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2476.  หน้า 1135.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 5/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2477.  หน้า 335.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 5/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2477.  หน้า 336.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 720.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 717.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 721.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 721.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 733.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 15/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”,  วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 754.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 14/2477 (สามัญ) สมัยที่ 2”, วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2477.  หน้า 768.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A&amp;diff=4025</id>
		<title>ประสพสุข บุญเดช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A&amp;diff=4025"/>
		<updated>2010-03-18T06:53:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; รติกร เจือกโว้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:ประสพสุข_บุญเดช.jpg]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายประสพสุข บุญเดช [[ประธานวุฒิสภา]]คนที่ 14&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2552). &#039;&#039;&#039;77 ปี รัฐสภาไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, หน้า 46.&amp;lt;/ref&amp;gt; อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประธานศาลอุทธรณ์ เป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายครอบครัว จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายครอบครัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ==	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายประสพสุข บุญเดช เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 อายุ 64 ปี&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย. &#039;&#039;&#039;ประสพสุข บุญเดช.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] สืบค้นจาก http://politicalbase.in.th/index.php เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2505 และจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 ปีต่อมา สำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และจบเนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนักลินคลอน์อินน์ (of Lincoin’s Inn, Barrister-at Law) เมื่อปี พ.ศ. 2515 สำเร็จการศึกษาหลักสูตรฝ่ายอำนวยการ กรมประมวลข่าวกลาง เมื่อปี พ.ศ.2520 หลักสูตรฝ่ายอำนวยการ โรงเรียนสงครามจิตวิทยา เมื่อปี พ.ศ.2521 และหลักสูตรพัฒนาบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2522 หลังจากนั้น สำเร็จหลักสูตร General Jurisdiction จากสถาบันอบรมผู้พิพากษาศาลสหรัฐอเมริกา (The National Judicial College) เมื่อปี พ.ศ.2525 หลักสูตรนักบริหารระดับสูง หลักสูตรที่ 2 รุ่นที่ 12 จากสำนักงาน ก.พ. เมื่อปี พ.ศ. 2532 และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรไทย รุ่นที่ 41 จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อปี พ.ศ. 2541&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประวัติการทำงาน&#039;&#039;&#039; นายประสพสุข บุญเดช เริ่มเป็นอาจารย์ประจำโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2515 หลังจากนั้น ปี พ.ศ. 2518 ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ปี พ.ศ. 2521 หัวหน้ากองวิชาการ สำนักงานส่งเสริมตุลาการ และดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2526 ในปี พ.ศ.2534 เลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ปี พ.ศ. 2535 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปี พ.ศ. 2541 ผู้พิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2542 อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ปี พ.ศ. 2544 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2546 ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 และ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ประธานศาลอุทธรณ์ กิจกรรมพิเศษ อาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายครอบครัว คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และมหาวชิรมงกุฎ&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. (2552). &#039;&#039;&#039;แนวคิด และมุมมองของ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ไม่มีเลขหน้า. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 111 บัญญัติให้[[วุฒิสภา]]ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน ซึ่งมาจาก[[การเลือกตั้ง]]ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวมเป็นจำนวน 76 คน และมาจากการสรรหา จำนวน 74 คน โดย[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 นายประสพสุข บุญเดช เป็นสมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา ภาคอื่น ซึ่งมาจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 113 และมาตรา 114 บัญญัติให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคนและตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการทำหน้าที่สรรหาสมาชิกวุฒิสภา โดยให้คณะกรรมการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 74 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีวาระการประชุมที่สำคัญ คือ การเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 124 บัญญัติให้วุฒิสภามีประธานสภา 1 คน การเสนอชื่อตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2544 ข้อ 6 กำหนดว่าในการเลือก[[ประธานวุฒิสภา]] สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อได้หนึ่งชื่อ การเสนอนั้นต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน และให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในที่ประชุมมีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 4 คน คือ นายประสพสุข บุญเดช นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ โดยนายมณเฑียร บุญตันเป็นผู้เสนอชื่อ นายประสพสุข บุญเดช ให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมเป็นเวลาคนละ 5 นาที นายประสพสุข บุญเดช ได้แสดงวิสัยทัศน์โดยกล่าวถึงปรัชญาในการทำงานไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“…ตำแหน่งประธานวุฒิสภาในความเห็นของกระผมนั้น เป็นตำแหน่งที่ต้องให้คำอธิบายต่อสังคมได้อย่างชัดเจนว่า มีความเป็นอิสระ และมีความเป็นกลางปราศจากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่เพียงแต่เท่านั้น สิ่งที่ยังขาดไม่ได้ก็คือ จะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองและกล้าหาญที่จะตัดสินใจ ซึ่งหากเป็นเรื่องใหญ่ ๆ แล้วมั่นใจว่าน่าจะมีการแทรกแซงจากองค์กรภายนอกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กระผมภูมิใจที่ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา แต่ไม่ว่ากระผมจะได้รับการไว้วางใจหรือไม่ประการใดก็ตาม กระผมขอยืนยันต่อสภาแห่งนี้ว่า ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่จะปฏิบัติตนให้สังคมเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ หากมีข้อสงสัยในการทุจริตประพฤติมิชอบใด ๆ แล้ว กระผมจะพิจารณาตนเองโดยทันที โดยไม่ต้องให้มีกระบวนการใด ๆ ในทางกฎหมายเข้ามาตรวจสอบอีกเป็นอันขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ท่านประธานฯ ครับ มีแผนที่ปฏิบัติกันว่า การดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภานั้นจะต้องอยู่กันเป็นวาระ แต่กระผมไม่เสนอเงื่อนไขของการดำรงตำแหน่งเป็นวาระ แต่กระผมจะเปิดให้ประเมินผลการดำรงตำแหน่งเป็นรายปี หรือรายสะดวก และจะเปิดกว้างให้ท่านสมาชิกฯ ให้ท่านข้าราชการ ให้ท่านสื่อมวลชนทั้งหลายได้ประเมินด้วย ถ้าประเมินผลไม่เป็นที่พอใจแล้ว กระผมยินดีพิจารณาตนเองโดยไม่ต้องรอมีวาระอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ท่านประธานฯ และเพื่อนสมาชิกฯ ครับ กระผมขอเรียนว่า ปรัชญาในการทำงานของกระผมก็คือ จะยึดหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารงานอย่างเคร่งครัด ให้ความเป็นธรรมและเท่าเทียมกับบุคคลทุกคน ทุกฝ่าย เคร่งครัดในหลักความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง เป็นธรรม กล้าหาญพอที่จะรับแรงกดดันจากกลุ่มภายนอก วุฒิสภายุคใหม่ต้องเชื่อมั่นในหลักการของการเมืองยุคใหม่ คือ การเมืองเปิด เปิดตนเองให้โปร่งใส ตรวจสอบได้จากสมาชิกฯ ข้าราชการ และสื่อมวลชนทั้งหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กระผมเชื่อมั่นว่า จากประสบการณ์ด้านกฎหมายของกระผม ทั้งกฎหมายไทย กฎหมายอังกฤษที่เรียนมาจากเนติบัณฑิตอังกฤษ และกฏหมายสหรัฐอเมริกา ที่เรียนมาจากโรงเรียนผู้พิพากษาศาลสหรัฐอเมริกา จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นผู้พิพากษาด้านบริหาร ด้านการเมือง การยกร่างกฎหมาย และการสอนกฎหมาย จะทำให้กระผมทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาและสนับสนุนการทำงานของเพื่อนสมาชิกฯทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ...”&amp;lt;ref&amp;gt;อ้างแล้ว, หน้า 3–4. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์แล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติเลือกประธานวุฒิสภาโดยการลงคะแนนลับ ดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคห้า บัญญัติไว้ว่า การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด ให้กระทำเป็นการลับ เว้นแต่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2544 ข้อ 6 วรรคสี่ กำหนดให้มีลงคะแนนเลือกโดยการเขียนชื่อผู้ที่ตนประสงค์จะเลือกลงบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ผลการลงมติปรากฏว่า นายประสพสุข บุญเดช เป็นผู้ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาประชุมตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2544 ข้อ 6 วรรคหก จึงถือว่า นายประสพสุข บุญเดช ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา ด้วยคะแนน 78 คะแนน จากจำนวนผู้เข้าประชุม 144 เสียง อันดับสอง นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ได้ 45 คะแนน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้ 15 คะแนน และพลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ ได้ 6 คะแนน ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และดร.ทัศนา บุญทอง ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมวุฒิสภา (สมัยสามัญทั่วไป) ครั้งที่ 1/2551 14 มีนาคม 2551. หน้า 5-82 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[วุฒิสภา]]มีบทบาทอำนาจหน้าที่ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การกลั่นกรองกฎหมาย [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[การให้ความเห็นชอบ]] ให้คำแนะนำ หรือเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามที่[[รัฐธรรมนูญ]]กำหนด การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ประธานวุฒิสภาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้วุฒิสภาสามารถดำเนินภารกิจตามบทบาทอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ดังนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. ควบคุมและดำเนินกิจการของวุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. เป็นประธานของที่ประชุมวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมวุฒิสภาตลอดถึงบริเวณที่ประชุมวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. เป็นผู้แทนวุฒิสภาในกิจการภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินกิจการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกิจการของวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. อำนาจและหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้&amp;lt;ref&amp;gt;ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา,&#039;&#039;&#039; เล่ม 125 ตอนพิเศษ 76 ง, 25 เมษายน 2551, หน้า 43. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายประสพสุข บุญเดช ได้เคยให้สัมภาษณ์ในวารสาร “สารวุฒิสภา” ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 เรื่องบทบาทของประธานวุฒิสภาในทรรศนะของท่านไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีความมุ่งหวังให้วุฒิสภา เป็นกลไกที่ทำให้ระบบการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์เป็นประมุขเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของประธานวุฒิสภาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้วุฒิสภาดำเนินภารกิจข้างต้นเป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อำนาจหน้าที่ของประธานวุฒิสภา มีสองลักษณะใหญ่ ๆ คือ อำนาจหน้าที่ในวุฒิสภา และอำนาจหน้าที่นอกวุฒิสภา ซึ่งก็คือ การเป็นผู้แทนวุฒิสภาในกิจการภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทของประธานวุฒิสภาภายในวุฒิสภา เช่น การทำหน้าที่ในฐานะประธานวุฒิสภาเป็นหน้าที่หลักในการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ส่วนการทำหน้าที่ในฐานะรองประธานรัฐสภาเป็นการทำหน้าที่ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อช่วยประธานรัฐสภาทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการการประชุมร่วมกันให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บทบาทประธานวุฒิสภาภายนอกวุฒิสภา คือ การเป็นผู้แทนวุฒิสภาในกิจการภายนอก เช่น ด้านรัฐพิธี พิธีการซึ่งมีทั้งภารกิจประจำและภารกิจพิเศษ และเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และด้านการต่างประเทศ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ด้วยบทบาทอำนาจหน้าที่สำคัญดังกล่าว รัฐธรรมนูญจึงมีบทบัญญัติสำหรับประธานวุฒิสภาเป็นการเฉพาะ เช่น ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนวันเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่...”&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. “บทสัมภาษณ์พิเศษ : แนวทางการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินงานของวุฒิสภา”. &#039;&#039;&#039;สารวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; 16 (4) เมษายน, 2552, หน้า 2-4.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปัจจุบันนายประสพสุข บุญเดช เป็นข้าราชการตุลาการบำนาญและดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนที่ 14 มาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากประวัติการทำงานของนายประสพสุข บุญเดชตลอดเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ท่านเป็นข้าราชการที่มีคุณภาพ ยึดหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลในการทำงานอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ท่านได้ให้ความสำคัญในเรื่องการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้เป็นอย่างมาก ดังเห็นได้จากการแสดงวิสัยทัศน์ของท่านในหลาย ๆ ครั้ง ท่านจึงอาจเป็นความหวังหนึ่งของประชาชนชาวไทย ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. (2552). &#039;&#039;&#039;สรุปผลงานวุฒิสภา ประจำปี 2551.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ไทภูมิ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา,&#039;&#039;&#039; เล่ม 125 ตอนพิเศษ 76 ง, 25 เมษายน 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมวุฒิสภา (สมัยสามัญทั่วไป) ครั้งที่ 1 /2551 14 มีนาคม 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย. &#039;&#039;&#039;ประสพสุข บุญเดช.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์] สืบค้นจาก http://politicalbase.in.th/index.php เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. “บทสัมภาษณ์พิเศษ : แนวทางการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินงานของวุฒิสภา”. &#039;&#039;&#039;สารวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; 16 (4) เมษายน, 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2552). &#039;&#039;&#039;77 ปี รัฐสภาไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ประธานวุฒิสภา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=4024</id>
		<title>การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=4024"/>
		<updated>2010-03-18T06:51:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ได้แบ่ง[[อำนาจอธิปไตย]]ออกเป็น 3 ฝ่าย คือ [[ฝ่ายนิติบัญญัติ]] [[ฝ่ายบริหาร]] และ[[ฝ่ายตุลาการ]] เพื่อเป็นการดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Check and Balance) โดยฝ่ายนิติบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน [[การให้ความเห็นชอบ]] ฝ่ายบริหาร มีอำนาจหน้าที่ใน[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] และฝ่ายตุลาการ มีอำนาจหน้าที่ในการพิพากษาคดี ซึ่งอำนาจทั้งสามเป็นเสมือนหนึ่งเบ้าหลอมให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญที่จะนำมาลงในที่นี้ ก็คือ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 178 ว่า ใน[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่ง[[รัฐธรรมนูญ]] กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา 176 ต่อรัฐสภาและต้องรับผิดชอบต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]]ในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของ[[คณะรัฐมนตรี]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 131-132.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==นิยาม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารด้วยวิธีการที่[[รัฐธรรมนูญ]]ได้กำหนดไว้ คือ การตั้งกระทู้ถาม การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้[[คณะรัฐมนตรี]]แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และการขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]หรือ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคล อันอาจส่งผลให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งนับเป็นหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้อำนาจเกินขอบเขต จนอาจทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 55.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติ]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามหลักการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทยนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในหลายลักษณะ ทั้งนี้ เนื่องจากการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญของไทยนั้นมิได้แบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาด แต่จะกำหนดให้มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน กล่าวคือ รัฐบาลจะใช้อำนาจบริหารประเทศโดยผ่านกลไกระบบราชการให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐธรรมนูญและที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินงานของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้ทางรัฐบาลใช้อำนาจบริหารไปในทิศทางที่ถูกต้องและบังเกิดผลดีต่อประเทศชาติ&amp;lt;ref&amp;gt;ทศพร ศิริสัมพันธ์, การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, รัฐสภาสาร, ปีที่ 40, ฉบับที่ 11, พฤศจิกายน 2535, หน้า 3.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อนึ่ง การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้น สามารถกระทำได้หลายวิธี กล่าวคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เป็นวิธีการหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ในอดีต รัฐธรรมนูญเคยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแถลงนโยบาย โดยต้องได้รับมติความไว้วางใจจากสภา จึงจะบริหารราชการแผ่นดินได้ ถ้าไม่ได้รับความไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีก็จะสิ้นสุดลง&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2548, หน้า 8.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นการแถลงนโยบายโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ การแถลงนโยบายจึงเป็นเพียงการให้สมาชิกรัฐสภาทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไรในการที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาด้วย แม้ว่าในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา จะไม่มีการลงมติความไว้วางใจแต่อย่างใด แต่การแถลงนโยบายดังกล่าวจะทำให้รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติได้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีมีวิธีการหรือแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร ซึ่งจะเป็นการผูกมัดคณะรัฐมนตรี ให้บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และสามารถซักถามและอภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างถูกต้อง เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามนโยบายหรือปฏิบัตินอกเหนือนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะกระทู้ถามหรือเสนอ[[ญัตติ]]ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของรัฐสภา หรือฝ่ายนิติบัญญัติไปปรับใช้เพื่อให้การปฏิบัติตามนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การตั้งกระทู้ถาม]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การตั้งกระทู้ถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ โดยสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]และสมาชิก[[วุฒิสภา]]ทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถาม[[นายกรัฐมนตรี]]และ[[รัฐมนตรี]]เกี่ยวกับเรื่องการทำงานในหน้าที่ต่อที่ประชุมสภาที่ตนสังกัดได้ โดยการตั้งกระทู้ถามของฝ่ายนิติบัญญัติแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี คือ&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 11-16.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การตั้งกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีการตั้งกระทู้ถาม 2 ประเภท คือประเภทที่ 1. &#039;&#039;&#039;[[การตั้งกระทู้ถามสด]]&#039;&#039;&#039; คือ กระทู้ถามในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน หรือเป็นเรื่องที่เร่งด่วน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะถามจะต้องยื่นเรื่องเสนอก่อนเริ่มประชุมในวันนั้น ประเภทที่ 2. &#039;&#039;&#039;[[การตั้งกระทู้ถามทั่วไป]]&#039;&#039;&#039; คือ กระทู้ถามที่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีข้อความเป็นคำถามในข้อเท็จจริงหรือนโยบายและระบุว่าจะให้รัฐมนตรีตอบในที่ประชุมสภาหรือให้ตอบใน[[ราชกิจจานุเบกษา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การตั้งกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา มีการตั้งกระทู้ถาม 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1. &#039;&#039;&#039;[[กระทู้ถามที่ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา]]&#039;&#039;&#039; และกระทู้ถามประเภทที่ 2. &#039;&#039;&#039;[[กระทู้ถามที่ขอให้ตอบในที่ประชุมวุฒิสภา]]&#039;&#039;&#039; ได้แก่ กระทู้ถามทั่วไปและกระทู้ถามด่วน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การเปิดอภิปรายทั่วไป]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเปิดอภิปรายทั่วไป หมายถึง การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาแสดงความคิดเห็น พิจารณา หรือวินิจฉัยเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 16.&amp;lt;/ref&amp;gt; ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การเปิดอภิปรายทั่วไปมีทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ใน[[วุฒิสภา]] และในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แยกพิจารณาได้ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การอภิปรายไม่ไว้วางใจ]]&#039;&#039;&#039; คือ การอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (โดยมากเป็นสมาชิกฝ่ายค้าน) กระทำเมื่อเห็นว่าการทำงานของรัฐมนตรีหรือ[[คณะรัฐมนตรี]]ไม่เป็นที่พอใจ ในกรณีนี้สมาชิกมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ ถือเป็นวิธีการหนึ่งในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุด มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลมากที่สุด และยังเป็นการคานอำนาจของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) โดยฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ที่ชัดเจนและได้ผลดีที่สุดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปตามหลักการที่ว่า “ฝ่ายบริหารจะอยู่ได้ก็โดยความไว้วางใจของฝ่ายนิติบัญญัติ” ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐสภาเห็นว่ารัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีไม่ควรแก่การไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติวิธีการตรวจสอบด้วยวิธีนี้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ แต่ได้เพิ่มหลักการสำคัญซึ่งแตกต่างไปจากฉบับอื่น เรียกว่า “การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล” ซึ่งถูกนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ด้วย โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจจำแนกได้เป็น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การอภิปรายไม่ไว้วางใจ&#039;&#039;&#039; จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;1. [[การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี [[ญัตติ]]นี้ต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปไว้ด้วย เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้วจะมี[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]มิได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้นายกรัฐมนตรีหลีกหนีการอภิปราย เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้เสียงครบ หากสมาชิกรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งมีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		หากญัตติขอเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ก่อนเสนอญัตติต้องยื่นคำร้องขอต่อ[[ประธานวุฒิสภา]]ด เพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนนายกรัฐมนตรี และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้อง ต้องส่งเรื่องไปให้[[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนโดยเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. เพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		อนึ่ง การออกเสียงลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ห้ามมิให้กระทำในวันเดียวกันกับที่การอภิปรายสิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีเวลาไตร่ตรอง โดยมติให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งต้องมีคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หากเสียงข้างมากไว้วางใจ ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกตลอด[[สมัยประชุม]]นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]จะนำชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;2. [[การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล อาจส่งผลไม่รุนแรงเท่ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดจะได้อภิปรายนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยวิปฝ่ายค้านต้องส่งรายชื่อให้[[ประธานรัฐสภา]] การออกเสียงลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ห้ามมิให้กระทำในวันเดียวกันกับที่การอภิปรายสิ้นสุด หากเสียงข้างมากไว้วางใจ รัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ และห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกตลอดสมัยประชุม แต่หากมีคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใด ให้เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อชี้แจงหรือตอบคำถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ทำให้ไม่อาจเข้าชี้แจงหรือตอบคำถาม แต่ต้องแจ้งให้[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ทราบก่อนหรือในวันประชุมสภาในเรื่องดังกล่าว โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมือง อภิปรายและการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ซึ่งการอภิปรายทั่วไปดังกล่าว จะช่วยชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง ปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ รวมทั้งจะให้ข้อเสนอแนะอันจะเป็นประโยชน์และจะช่วยให้การบริหารราชการของรัฐบาลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารที่จะต้องมาชี้แจงต่อ[[วุฒิสภา]]มากเกินไป รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปได้ครั้งเดียวใน[[สมัยประชุม]]หนึ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 132.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ตามมาตรา 179 &#039;&#039;&#039; ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาเพื่อขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในกรณีเช่นนี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 81.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การตั้งกรรมาธิการ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรรมาธิการ คือ บุคคลที่สภาแต่งตั้งประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อให้พิจารณากฎหมายหรือกระทำกิจการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา แล้วรายงานต่อสภา สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาแล้วรายงานต่อสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวมีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้&amp;lt;ref&amp;gt;จีระศักดิ์ ช่วยชู, &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543, หน้า 26.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คณะกรรมาธิการนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของรัฐสภา เนื่องจากการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมักจะตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ศึกษารายละเอียดหรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้รัฐสภาได้ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกระตุ้นและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีอีกทางหนึ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550, หน้า 270.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;[[การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ตามมาตรา 270 &#039;&#039;&#039; ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด [[ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]] กรรมการการเลือกตั้ง [[ผู้ตรวจการแผ่นดิน]] และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจะกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งได้&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 203-204.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ผู้มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง&#039;&#039;&#039; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อย่างไรก็ตามการถอดถอนของวุฒิสภาจะกระทำได้ต่อเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลและได้ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา ซึ่ง[[ประธานวุฒิสภา]]จะจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 206.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การ[[ออกเสียงลงคะแนน]]ของวุฒิสภา จะกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มติของวุฒิสภาถือเป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าว โดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ ผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการ นับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมือง หรือในการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนการให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ้นตำแหน่ง วุฒิสภาจะพิจารณาไต่สวนคำร้องเองทั้งหมดโดยไม่ต้องผ่านการไต่สวนหรือพิจารณาจากองค์กรอื่นใด และเมื่อไต่สวนแล้ว หากข้อกล่าวหามีมูล และมติของวุฒิสภาที่ให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ถูกร้องพ้นจากตำแหน่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นภพร ชวรงคกร, การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;จุลนิติ,&#039;&#039;&#039; ปีที่ 5 มีนาคม – เมษายน 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญรักษา ชมชื่น. &#039;&#039;&#039;การสร้างคุณภาพกระบวนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายและการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน.&#039;&#039;&#039; งานวิจัยส่วนบุคคล สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีระศักดิ์ ช่วยชู. &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทศพร ศิริสัมพันธ์. การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร.&#039;&#039;&#039; ปีที่ 40 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2535.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร). 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติ.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร). 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[การแถลงนโยบาย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[การตั้งกระทู้ถาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[การอภิปรายไม่ไว้วางใจ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[การถอดถอนออกจากตำแหน่ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4023</id>
		<title>ระเบียบวาระการประชุม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4023"/>
		<updated>2010-03-18T06:50:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ชนิดา จรรโลงศิริชัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ระเบียบวาระการประชุม&#039;&#039;&#039;เป็นเอกสารที่มีความสำคัญ ที่จะนำเสนอเรื่องที่มีความสำคัญต่าง ๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมในแต่ละโอกาสได้ทราบถึงประเด็นที่สำคัญ ซึ่งจะนำมาอภิปรายในการประชุมครั้งนั้นๆ นอกจากนี้แล้ว ระเบียบวาระการประชุม ยังช่วยให้ผู้ที่เข้าประชุมสามารถเตรียมตัวในส่วนของเนื้อหา หัวข้อ คำถาม คำตอบ และข้อมูลสนับสนุนที่มีความเกี่ยวข้องในแต่ละครั้งของการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การประชุมสภา,&#039;&#039;&#039; (ข้อมูลออนไลน์) สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.30 นาฬิกา.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในการประชุมสภาไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภาและการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ [[ญัตติ]] [[กระทู้ถาม]] [[การให้ความเห็นชอบ]]และรับทราบเรื่องสำคัญ ๆ ซึ่งมีเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องมีการจัดทำระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้ทราบถึงเรื่องที่จะต้องพิจารณา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของระเบียบวาระการประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ. โอเดียนสโตร์: ครั้งที่ 2, 2533&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ระเบียบวาระการประชุม หมายถึง การจัดลำดับเรื่องที่จะพิจารณาในที่ประชุม โดย[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]เป็นผู้มีอำนาจในการจัดระเบียบวาระการประชุม และที่ประชุมจะพิจารณาได้เฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น โดยพิจารณาตามลำดับระเบียบวาระที่จัดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปกติ[[การประชุมสภา]]จะมีขึ้นตามกำหนดที่สภาลงมติไว้ เช่น สัปดาห์ละสองวัน เป็นต้น แต่ประธานสภาจะสั่งงดการประชุมครั้งใดก็ได้ เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสมควรบรรจุเข้าระเบียบวาระหรือจะเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การนัดการประชุมจะต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่เมื่อได้บอกนัดในที่ประชุมแล้ว จึงให้ทำหนังสือนัดเฉพาะสมาชิกที่ไม่ได้มาประชุมและให้ส่งระเบียบวาระประชุมกับเอกสารที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกับหนังสือนัดประชุม		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างระเบียบวาระการประชุม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:ระเบียบวาระการประชุม.JPG]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การนัดประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การประชุมสภา,&#039;&#039;&#039; (ข้อมูลออนไลน์) สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.30 นาฬิกา.&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน แต่ถ้าประธานสภาเห็นสมควรจะนัดเร็วกว่านั้นก็ได้ โดยให้ส่งระเบียบวาระการประชุม กับเอกสารที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกับหนังสือนัดประชุมถ้าประธานสภาเห็นสมควรจะ บรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมอีกก็ได้ แต่ต้องก่อนการประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การจัดระเบียบวาระการประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การประชุมสภา,&#039;&#039;&#039; (ข้อมูลออนไลน์) สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.30 นาฬิกา.&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบวาระการประชุม หมายถึง การจัดลำดับเรื่องราวที่จะต้องพิจารณากันในที่ประชุมสภา โดยประธานของสภานั้นจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดและที่ประชุมจะพิจารณาได้เฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น โดยพิจารณาตามลำดับระเบียบวาระที่จัดไว้เว้นแต่ที่ประชุมจะได้ลงมติเป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดระเบียบวาระการประชุมแบ่งได้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การจัดระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเษกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 125 ตอนพิเศษ 79 ง 2 พฤษภาคม 2551 ข้อ 16 หน้า 12.&amp;lt;/ref&amp;gt; ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) กระทู้ถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3) รับรองรายงานการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(5) เรื่องที่ค้างพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(6) เรื่องที่เสนอใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(7) เรื่องอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]เห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนจะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้ แต่จะจัดไว้ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การจัดระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเษกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 125 ตอนพิเศษ 76 ง 25 เมษายน 2551 ข้อ 18 หน้า 45.&amp;lt;/ref&amp;gt; ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) รับรองรายงานการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3) กระทู้ถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(5) เรื่องที่ค้างพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(6) เรื่องที่เสนอใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(7) เรื่องอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่ประธานวุฒิสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนจะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. การจัดระเบียบวาระการประชุมเรื่องด่วน&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การประชุมสภา,&#039;&#039;&#039; (ข้อมูลออนไลน์) สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.30 นาฬิกา.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประธานสภาอาจจะจัดระเบียบวาระการประชุมเรื่องด่วนได้ใน 2 กรณี คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. เมื่อประธานสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนจะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. เมื่อคณะรัฐมนตรี ขอให้จัดเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถึงแม้ข้อบังคับการประชุมสภา จะกำหนดว่าประธานสภาจะจัดเรื่องด่วนไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้วในทางปฏิบัติ ประธานสภาจะจัดเรื่องด่วนไว้ในระเบียบวาระการประชุมต่อจากระเบียบวาระลำดับที่&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ. โอเดียนสโตร์: ครั้งที่ 2 , 2533&amp;lt;/ref&amp;gt; รับรองรายงานการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การส่งระเบียบวาระการประชุมกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การนัดประชุมจะต้องมีการทำหนังสือเพื่อเป็นการนัดประชุมโดยต้องมีการส่งระเบียบวาระการประชุมแนบพร้อมกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การส่งระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551&amp;lt;ref&amp;gt;ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเษกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 125 ตอนพิเศษ 79 ง 2 พฤษภาคม 2551 ข้อ 16 หน้า 12.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในการส่งระเบียบวาระการประชุมกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่างพระราชบัญญัติ เอกสารประกอบการพิจารณาอื่น ๆ ส่งพร้อมกับหนังสือนัดประชุม ถ้าประธานสภาเห็นสมควรบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมอีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และการนัดประชุมหรือการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องนั้นสามารถส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นเพิ่มเติมได้ เว้นแต่การจัดส่งเอกสารลับให้เป็นไปตามที่ประธานสภากำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อบังคับการประชุม จัดทำโดย กลุ่มงานผลิตเอกสาร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พิมพ์ที่ สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สืบค้นจาก http://www.parliament.go.th/ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สภาผู้แทนราษฎร,&#039;&#039;&#039; สุเทพ เอี่ยมคง, สืบค้นจาก www.librarianmagazine.com/VOL1NO8/e-article.doc วันที่ 13 กันยายน 2552 เวลา 13.30 นาฬิกา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=4022</id>
		<title>สภาร่างรัฐธรรมนูญ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=4022"/>
		<updated>2010-03-18T06:49:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; สิฐสร กระแสร์สุนทร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก[[ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์]]มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการด้านการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี[[รัฐธรรมนูญ]]เป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดที่ใช้เป็นแนวทางในการบริหารและปกครองบ้านเมือง และการศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีพัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่ฉบับแรก พ.ศ. 2475 จนถึงฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2550 โดยประเทศไทยของเรามีรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ ที่ผ่านการร่างจาก “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ภาพ:Constituent.JPG]]&amp;lt;/center&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สภาร่างรัฐธรรมนูญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สภาร่างรัฐธรรมนูญถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจเฉพาะ ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด สำหรับความหมายของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” คณิน บุญสุวรรณ&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สุขภาพใจ, 2548, หน้า 922.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายถึง สภาแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์&amp;lt;ref&amp;gt;กาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์, &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดรัฐธรรมนูญและกฏหมาย เรื่อง 4 การจัดทำและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สถาบันพระปกเกล้า องค์การค้าคุรุสภา, 2544 หน้า 95.&amp;lt;/ref&amp;gt; ให้ความหมายไว้คล้ายกันว่า คณะบุคคลที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ มักเกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร หรือเป็นกรณีที่ต้องการประสานประโยชน์ ให้ตรงตามความประสงค์ของบุคคลทุกฝ่ายมากที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าพิจารณาจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยแล้ว พบว่า ประเทศไทยเราเคยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งหมด 4 ชุด ได้แก่ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 1 ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2) สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 2 ที่จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2539 และสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดสุดท้าย ซึ่งเป็นชุดที่ 4 ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หากจะพิจารณาถึงผลดีของการร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;สภาร่างรัฐธรรมนูญ, (ระบบออนไลน์), http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D , (สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt; คือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลจากหลายอาชีพทำให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะสามารถทุ่มเทเวลาโดยไม่ต้องกังวลกับงานอื่น อีกทั้งเป็นการลดความตึงเครียดทางการเมือง และช่วยประสานประโยชน์กันทุกฝ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 1-4==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 &#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 1&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517),&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชุมนุมช่าง, 2517, หน้า 594, 620-621, 633-634.&amp;lt;/ref&amp;gt; จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2) เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐบาลในขณะนั้นได้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 ต่อสภา เพื่อให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ประกอบด้วยสมาชิก 40 คน โดยกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกจากสมาชิกวุฒิสภา 10 คน จากสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]] 10 คน และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญอีก 4 ประเภท ๆ ละ 5 คน คือ 1) ผู้มีคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน (ประเภททั่วไป) 2) ผู้ที่ดำรง หรือเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรืออธิบดี หรือเทียบเท่า 3) ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทน หรือสมาชิก[[พฤฒสภา]] หรือดำรงตำแหน่งเป็น[[รัฐมนตรี]] 4) ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และยังกำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น [[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้น เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 จากนั้นดำเนินการเปิดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 ณ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต โดยที่ประชุมมีมติเลือก[[เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ]] เป็น[[ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ]] สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2491 และเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาตามวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนด ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2492 เสนอโปรดเกล้าและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 2&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 925-926, 633.&amp;lt;/ref&amp;gt; จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 โดยรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิที่[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้งจำนวน 240 คน ทำหน้าที่ร่าง[[รัฐธรรมนูญ]]และให้มีฐานะเป็นรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติอีกด้วย โดยมีประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 และเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มี [[สุทธิ์ สุทธิสารรณกร|พลเอกสุทธิ์ สุทธิสารรณกร]] ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังทำหน้าที่ในการคัดเลือก[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์]] ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าวนอกจากอำนาจหน้าที่ที่กล่าวมาแล้วยังมีอำนาจใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ตนเองจัดทำขึ้นอีกด้วย แต่ไม่มีอำนาจในการควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน นับได้ว่าเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอายุยาวนานที่สุดในโลกก็ว่าได้&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า 923.&amp;lt;/ref&amp;gt; เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้เวลายาวนานถึง 9 ปี 4 เดือน (3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ถึง 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511) ในระหว่างนั้นมีการเลือกตำแหน่ง[[ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ]]คนใหม่ คือ [[ทวี บุณยเกตุ|นายทวี บุณยเกตุ]] เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 เนื่องจากการอสัญกรรมของประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนเดิม สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 แล้วเสร็จประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า 923-924.&amp;lt;/ref&amp;gt; จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2539 โดยมีหลักการและอำนาจหน้าที่สำคัญดังนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจาก[[การเลือกตั้ง]]จังหวัดละหนึ่งคน (ขณะนั้นประเทศไทยมี 76 จังหวัด) รวมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ จำนวน 23 คน เป็น 99 คน มีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ กำหนดให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลา 240 วันนับแต่วันที่มีสมาชิกครบจำนวน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนในการทำหน้าที่เป็นสำคัญ และให้สภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนดพื้นฐานอันนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองโดยปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไป รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดละ 1 คน (จากประชาชนที่สนใจสมัครและคัดเลือกกันเองแล้วจนเหลือเป็นผู้แทนจังหวัดละ 10 คน) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539 และในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่หนึ่งที่ประชุมมีมติเลือก[[อุทัย พิมพ์ใจชน|นายอุทัย พิมพ์ใจชน]] เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้งฉบับ ผ่านการลงมติให้ความเห็นชอบ และส่งมอบให้ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2540 จากนั้นมีการประกาศและบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 4&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;วัฒนะ คล้ายแก้ว, &#039;&#039;&#039;ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปีพุทธศักราช 2550 ของข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,&#039;&#039;&#039; ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต(พัฒนาสังคม), คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2550, หน้า คำนำ.&amp;lt;/ref&amp;gt; จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 จากเหตุการณ์การยึดอำนาจการปกครองของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแทนฉบับเดิม โดยเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี[[สมัชชาแห่งชาติ]] พ.ศ. 2549 โดยมีจำนวนสมาชิกที่มาจากการสรรหาจากทุกภาคส่วน จำนวนทั้งสิ้น 1,982 คน จากนั้นให้ลงมติคัดเลือกกันเอง เหลือ 200 คน แล้วให้[[คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)]] ทำการคัดเลือกเหลือ 100 คน เพื่อไปเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 คน ทำหน้าที่ร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550,&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์), http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2550 ,(สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt; สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 18) และต้องเสนอความเห็นพร้อมกับเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองการปกครองที่กำหนดให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการออกเสียงลง[[ประชามติ]]เพื่อให้ความเห็นชอบ / ไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้เปิดประชุมสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2550 และมีมติเลือก [[นรนิติ เศรษฐบุตร|นายนรนิติ เศรษฐบุตร]] เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ และจัดให้มีการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยผลการลงประชามติปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ 14,727,306 (คิดเป็นร้อยละ 57.81) มากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เห็นชอบ ซึ่งมีคะแนนเสียง 10,747,441 (คิดเป็นร้อยละ 42.19) จากนั้นจึงประกาศและบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากอดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการประกาศใช้[[รัฐธรรมนูญ]]ไปแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับด้วยกัน ฉบับสำคัญ ๆ ที่จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญมีดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ประวัติรัฐธรรมนูญ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2547, หน้า 3-9, 12-16, 23-29, 98-109.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492&#039;&#039;&#039; ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 (ฉบับที่ 4) เป็นรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์การ[[รัฐประหาร]]ของคณะรัฐประหาร นำโดย [[ผิน ชุณหะวัณ|พลโทผิน ชุณหะวัณ]] เป็น[[หัวหน้าคณะรัฐประหาร]] รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีการแก้ไขปรับปรุงจำนวน 3 ครั้งด้วยกัน โดยการแก้ไขในครั้งที่ 2 ได้มีการแก้ไขกำหนดเวลาในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร และวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรโดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าวได้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 ขึ้น ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 ของประเทศ แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นี้ มีระยะเวลาในการบังคับใช้เพียง 2 ปี 8 เดือน ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร นำโดยพลเอกผิน ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511&#039;&#039;&#039; เป็นรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 2 ที่ผ่านการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เกิดเหตุการณ์รัฐประหารนำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และประกาศยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเดิม (ฉบับที่ 6) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 แทน ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 นี้เองที่กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นอีกชุดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่นิติบัญญัติร่วมด้วย สำหรับรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 8 ซึ่งผ่านการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีการประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 มีระยะเวลาในการบังคับใช้เพียง 3 ปี 4 เดือน แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ระยะเวลาในการร่างยาวนานถึง 9 ปี 4 เดือน โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัตินำโดย[[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]] ใน[[การปฏิวัติ]]เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540&#039;&#039;&#039; ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 โดยเป็นรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 3 ที่ผ่านการร่างของสภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่มี [[บรรหาร ศิลปอาชา|นายบรรหาร ศิลปอาชา]] เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในขณะนั้นมีการเรียกร้องจากประชาชนให้มี[[การปฏิรูปการเมือง]] เพื่อให้มี[[การแก้ไขรัฐธรรมนูญ]]ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น สกัดกั้นนักการเมืองที่ซื้อเสียง และหวังเข้าไปคอร์รัปชัน&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539,&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์), http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2539 ,(สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550&#039;&#039;&#039; ฉบับปัจจุบันที่ประชาชนไทยยึดถือและปฏิบัติอยู่ ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 4 ที่ผ่านการร่างจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยเรานั้น มีพัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบัน ประเทศไทยของเรามีรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 ฉบับ ที่ผ่านการร่างด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีที่มาแตกต่างกันออกไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแต่ละสมัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สุขภาพใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, (2517) &#039;&#039;&#039;“รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชุมนุมช่าง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2547) &#039;&#039;&#039;“ประวัติรัฐธรรมนูญ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์, (2544) &#039;&#039;&#039;“สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดรัฐธรรมนูญและกฏหมาย เรื่อง 4 การจัดทำและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, องค์การค้าคุรุสภา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”. &#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สุขภาพใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, (2517) &#039;&#039;&#039;“รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชุมนุมช่าง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัฒนะ คล้ายแก้ว, (2550) &#039;&#039;&#039;“ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปีพุทธศักราช 2550 ของข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร”.&#039;&#039;&#039; ภาคนิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม), คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“สภาร่างรัฐธรรมนูญ”.&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D (สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539”.&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2539 (สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550”.&#039;&#039;&#039; (ระบบออนไลน์) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2550 (สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2547) &#039;&#039;&#039;“ประวัติรัฐธรรมนูญ”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพ ฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2502]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%99_%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=4021</id>
		<title>สุชน ชาลีเครือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%99_%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=4021"/>
		<updated>2010-03-18T06:47:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; วัชราพร ยอดมิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:สุชน_ชาลีเครือ.jpg]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายสุชน ชาลีเครือ เป็นนักการเมืองที่เริ่มต้นชีวิตจากครูประชาบาลคนหนึ่ง แล้วก้าวเข้าสู่ถนนทางการเมืองด้วยการเป็นแกนนำของครูในภาคอีสาน แต่ด้วยบุคลิกภาพที่นุ่มนวล ประนีประนอม ใจเย็น ทำให้เป็นที่รักใคร่ของบุคคลหลายฝ่าย และเป็นที่ยอมรับจนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายสุชน ชาลีเครือ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สุชน  ชาลีเครือ.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/สุชน_ชาลีเครือ (3 กันยายน 2552).&amp;lt;/ref&amp;gt; เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2495 เป็นคนจังหวัดชัยภูมิ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางเขน ปริญญาโท สาขาการบริหาร จาก The City University of New York สหรัฐอเมริกา และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เริ่มรับราชการเป็นครูประชาบาล โรงเรียนบ้านหนองโดน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยมีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำครูอีสานในการชุมนุมเรียกร้องสิทธิต่างๆ จนได้ชื่อว่าเป็น &#039;&#039;&#039;“[[คุณครูนักเคลื่อนไหว]]”&#039;&#039;&#039; ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2521-2522 ได้เป็นแกนนำเรียกร้องค่าครองชีพของครูทั่วประเทศ และในปี พ.ศ. 2523-2525 จึงได้เข้ามาช่วยงานด้านการศึกษาที่ทำเนียบรัฐบาลและเคยเป็นคณะกรรมการการประชุมแห่งชาติ และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่แวดวงทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงานประจำปี 2547 ของ ฯพณฯ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2548. หน้า 10.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	-	มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	-	มหาวชิรมงกุฎ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบาททางการเมือง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นายสุชน ชาลีเครือ ได้เข้าสู่แวดวงทางการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา 2 ครั้ง เริ่มจากปี พ.ศ. 2535-2539 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในฐานะตัวแทนสาขาอาชีพครู ในยุคของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีบทบาทในตำแหน่งคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิฯ) ในฐานะมือประสานระหว่าง[[วุฒิสภา]]กับฝ่ายบริหาร และครั้งที่ 2 ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2543 ในสมัย[[บรรหาร ศิลปอาชา|นายบรรหาร ศิลปอาชา]] เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อปี พ.ศ. 2543&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักประชาสัมพันธ์, &#039;&#039;&#039;หนังสือที่ระลึกเนื่องในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของวุฒิสภา ประจำปี 2547 ณ วัดมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2547 เวลา 10.00 นาฬิกา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2547. หน้า 36-37.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชัยภูมิ โดยมีบทบาทในวุฒิสภาหลายบทบาท คือ ประธานกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน [[วุฒิสภา]] รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขกฎหมายเศรษฐกิจ และคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แทนนายเฉลิม พรหมเลิศ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากสมาชิกวุฒิสภาทุกฝ่าย เพราะความที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถประสานประโยชน์ให้กับสมาชิกวุฒิสภาทุกฝ่ายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาเมื่อ[[มนูญกฤต รูปขจร|พลตรี มนูญกฤต รูปขจร]]ได้ลาออกจากตำแหน่ง[[ประธานวุฒิสภา]] จึงได้มี[[การเลือกตั้ง]]ประธานวุฒิสภาขึ้นในการประชุมวุฒิสภา&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;รายงานการประชุมวุฒิสภา  ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญทั่วไป) วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2547.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2551, หน้า 75.&amp;lt;/ref&amp;gt; ครั้งที่ 5 สมัยสามัญทั่วไป วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดยมีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 4 ท่าน คือ หมายเลข 1 นายสุชน ชาลีเครือ หมายเลข 2 นายพนัส ทัศนียานนท์ หมายเลข 3 พลเอกวิชา ศิริธรรม หมายเลข 4 พลตรีมนูญกฤต รูปขจร ซึ่งผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายสุชน ชาลีเครือ 99 คะแนน นายพนัส ทัศนียานนท์ 22 คะแนน พลเอกวิชา ศิริธรรม 15 คะแนน และพลตรีมนูญกฤต รูปขจร 59 คะแนน งดออกเสียง 2 เสียง บัตรเสีย 1 บัตร รวมทั้งสิ้น 198 คะแนน นายสุชน ชาลีเครือ เป็นบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีคะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกฯ ที่มาประชุม จึงถือได้ว่านายสุชน ชาลีเครือ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา และได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2547 และดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2549 รวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 2 ปี กับ 16 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการนี้ นายสุชน ชาลีเครือ ได้แสดงวิสัยทัศน์ เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกประธานวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2544 ข้อ 8 ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญทั่วไป) วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 สรุปได้ดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 45-47.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“... อยากจะพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของวุฒิสภา เพื่อเสริมสร้างคุณภาพในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อที่จะให้งานของวุฒิสภามีประสิทธิภาพและก็มีความเดินไปข้างหน้า อย่างมีระบบตามกฎหมายที่ได้บัญญัติเอาไว้แต่อย่างไรก็ตาม กระผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำในพันธกิจที่จำเป็นอยู่เพียง 5 ประการสั้นๆ เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประการที่หนึ่ง ต้องการสร้างความสัมพันธ์ ความรัก ความสามัคคี ระหว่างมวลสมาชิกวุฒิสภาของเรา ให้เป็นวุฒิสมาชิกที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นพวกให้เป็นมวลสมาชิกวุฒิสภา 200 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประการที่สอง อยากจะส่งเสริมและพัฒนากระบวนการทำงานของวุฒิสภา โดยเฉพาะระบบกรรมาธิการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อจะได้ตรวจสอบอำนาจตรวจสอบหรือการที่จะทำงานวิจัยก็ดีหรืองานกรรมาธิการนั้นเป็นงานที่สำคัญ ในด้านนิติบัญญัตินะครับ อยากเน้นการทำงานตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประการที่สาม ผมยึดหลักแห่งคุณธรรมในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอยู่บนหลักการของความถูกต้อง และมีความเป็นธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประการที่สี่ จะส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะจะต้องนำประสบการณ์ของท่านสมาชิกทุกท่านที่มาจากหลากหลายวิชาชีพจากอดีตก่อนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งผสมผสานกับที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการทำงานร่วมกับ ข้าราชการใน[[สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา]] เพื่อที่จะให้งานนั้นประสบความสำเร็จเป็นผลงานที่ออกมาว่าเป็นความภูมิใจร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประการสุดท้าย จะต้องมีรับผิดชอบโดยให้ความสำคัญในภาระหน้าที่หลัก คือ การประชุมวุฒิสภา การทำงานในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมต่อพี่น้อง ประชาชนและจะต้องทำงานในระบอบบูรณาการให้มีความโปร่งใส ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลงานที่สำคัญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาของนายสุชน ชาลีเครือ อยู่ในช่วงของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้กำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภามีมากกว่าวุฒิสภาเดิม โดยเพิ่มบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้แก่วุฒิสภา ได้แก่ อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ วุฒิสภาจึงมีหน้าที่ที่สำคัญหลายด้าน ได้แก่ ด้านการกลั่นกรองกฎหมาย ด้าน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] ด้านการแต่งตั้ง ถอดถอนและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ด้านกรรมาธิการ และด้านพิธีการ ประชาสัมพันธ์ ต่างประเทศและวิชาการ ซึ่งประธานวุฒิสภาจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำและผู้บริหารจัดการให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปฏิบัติหน้าที่ของนายสุชน ชาลีเครือ ในด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของวุฒิสภา ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดขึ้นใหม่ ได้แก่ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง และการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ตามที่[[รัฐธรรมนูญ]]และกฎหมายกำหนด ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านการแต่งตั้ง ถอดถอนและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549. หน้า 11-56.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งประธานวุฒิสภาจะเป็น[[ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ]]แต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเลือกและการให้คำแนะนำตามรัฐธรรมนูญในตำแหน่ง[[ผู้ตรวจการแผ่นดิน|ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา]] คือ นายปราโมทย์ โชติมงคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเลือกและการให้คำแนะนำตามรัฐธรรมนูญในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ นายอภัย จันทนจุลกะ และนายนภดล เฮงเจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเลือกและการให้คำแนะนำตามรัฐธรรมนูญในตำแหน่ง[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] คือ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายสมชัย จึงประเสริฐ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และนางสดศรี สัตยธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเลือกและการให้คำแนะนำตามรัฐธรรมนูญในตำแหน่ง[[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] คือ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายชิดชัย พานิชพัฒน์ นายเชาว์ อรรถมานะ นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ นายพินิต อารยะศิริ นายยงยุทธ กปิลกาญจน์ นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ พล.ต.ท.ดร.วิเชียร สุกโชติรัตน์ และนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- การเลือกและการให้คำแนะนำตามรัฐธรรมนูญในตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คือ นายบุญรอด โบว์เสรีวงศ์ พลโทสมชาย วิรุฬหผล นายสำราญ ภูอนันตานนท์ และนายสิทธิพันธ ศรีเพ็ญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- [[การให้ความเห็นชอบ]]ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแทนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา แต่เนื่องจากมีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับสถานภาพในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ซึ่งปรากฏว่าการแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินยังมีผลอยู่ จึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- [[การให้ความเห็นชอบ]]ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คือ นายเกษม คมสัตย์ธรรม นายวิชัย วิวิตเสวี นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายปรีชา ชวลิตธำรง นายวิชัย ชื่นชมพูนุท นายจรูญ อินทจาร นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ นายไพบูลย์ เสียงก้อง และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ยังพิจารณาเลือกตั้ง แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ ให้ความเห็นชอบอีกหลายตำแหน่ง เช่นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการ กิจการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ [[คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของเรื่อง&#039;&#039;&#039;[[การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง]] &#039;&#039;&#039;ในช่วงการดำรงตำแหน่ง[[ประธานวุฒิสภา]]ของนายสุชน ชาลีเครือ นั้น ได้เกิดขึ้นหลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น กรณีการดำเนินคดีแก่[[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]]กรณีขึ้นค่าตอบแทนให้กับตนเอง กรณีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนเข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 304 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพื่อถอดถอนบุคคลตามมาตรา 303 ออกจากตำแหน่ง เช่น [[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] จำนวน 5 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 13 คน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จำนวน 2 คนและ [[ทักษิณ ชินวัตร|พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร]] นายกรัฐมนตรี เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ปัจจุบัน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา นายสุชน ชาลีเครือ ได้ห่างหายไปจากแวดวงทางการเมือง แม้จะมีการคาดหมายว่านายสุชน ชาลีเครือ จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองของกลุ่มชินวัตร แต่สุดท้ายก็มีเพียง นางปาริชาติ ชาลีเครือ น้องสาวที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามของพรรคไทยรักไทยเท่านั้น จนกระทั่งในยุคของรัฐบาลที่มี[[สมชาย วงศ์สวัสดิ์|นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์]] เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ปรากฏชื่อของนายสุชน ชาลีเครือ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้าราชการทางการเมือง หลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้ว นายสุชน ชาลีเครือ ก็มีบทบาททางการเมืองบ้าง เช่น การให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายเหตุการณ์ อาทิ การถวายฎีกาขอพระบารมีแก้วิกฤตเนื่องจากเหตุการณ์ 13 เมษายน 2552&amp;lt;ref&amp;gt;“สุชน-สล้างถวายฎีกา คมช.ข้องใจ”. &#039;&#039;&#039;มติชน&#039;&#039;&#039; 14 เมษายน 2552. หน้า1,13.&amp;lt;/ref&amp;gt; การจัดสัมมนาจัดโดย ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 ซึ่งนายสุชน ชาลีเครือ เป็นประธานชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 เรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร ? ประชาชนได้อะไร ?”&amp;lt;ref&amp;gt;“ภาพข่าว : วิจารณ์การเมือง”. &#039;&#039;&#039;แนวหน้า&#039;&#039;&#039; 14 เมษายน 2551. หน้า 15.&amp;lt;/ref&amp;gt; เรื่อง “ต้านรัฐประหาร เชิดชูประชาธิปไตย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	นายสุชน ชาลีเครือ ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนเมื่อ ปี 2547 ว่า “ประธานสุชิน” เนื่องจากบทบาทประธานวุฒิสภาที่ประนีประนอมกับรัฐบาล และประสานงานกับ [[ทักษิณ ชินวัตร|พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร]] นายกรัฐมนตรี เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 2 ปี การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานวุฒิสภา นายสุชน ชาลีเครือ ได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถทั้งงานด้านพระราชพิธี งานด้านวิชาการ งานด้านต่างประเทศ งานด้าน[[การประชุมสภา]] งานด้านกฎหมายและงานด้านอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านกรรมาธิการ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านการกลั่นกรอง กฎหมาย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านการควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดิน.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านการแต่งตั้ง ถอดถอนและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สุชน ชาลีเครือ.&#039;&#039;&#039; [ออนไลน์]. แหล่งที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/สุชน_ชาลีเครือ (3 กันยายน 2552).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สุชน-สล้างถวายฎีกา คมช.ข้องใจ”. &#039;&#039;&#039;มติชน&#039;&#039;&#039; 14 เมษายน 2552. หน้า1,13.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงาน 6 ปี ของวุฒิสภา (พ.ศ. 2543-2549) ด้านการแต่งตั้ง ถอดถอนและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานประธานวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;สรุปผลงานประจำปี 2547 ของ ฯพณฯ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2548. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักประชาสัมพันธ์, &#039;&#039;&#039;หนังสือที่ระลึกเนื่องในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของวุฒิสภา ประจำปี 2547 ณ วัดมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม &lt;br /&gt;
วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2547 เวลา 10.00 นาฬิกา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*รายงานการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญทั่วไป) วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2547&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ประธานวุฒิสภา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2&amp;diff=4020</id>
		<title>รอการพิจารณา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2&amp;diff=4020"/>
		<updated>2010-03-18T06:46:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; วิมลรักษ์ ศานติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญและเป็นองค์กรที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยการเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้รัฐสภามีบทบาทและหน้าที่สำคัญ คือ การออกกฎหมาย [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] [[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญ ๆ ของประเทศ รวมทั้งการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้าราชการระดับสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว หน้าที่หลักสำคัญประการหนึ่งของรัฐสภา คือ [[กระบวนการตรากฎหมาย|การตรากฎหมาย]]ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ [[พระราชบัญญัติ]] [[พระราชกำหนด]] [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]] และการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายต่าง ๆ และในที่นี้จะขอกล่าวถึงคำว่า “รอการพิจารณา” ซึ่งปรากฏอยู่ภายใต้กระบวนการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของ “รอการพิจารณา”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;รอการพิจารณา&#039;&#039;&#039; หมายถึง ขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งได้แก่ กรณีมีการบรรจุระเบียบวาระร่างพระราชบัญญัติแล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นจึงค้างพิจารณา เพื่อรอการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป หรือร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่[[คณะรัฐมนตรี]]ขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการในวาระที่ 1 และสภามีมติอนุมัติพร้อมกับกำหนดระยะเวลารอการพิจารณาไว้ก่อน แต่ต้องไม่เกิน 60 วัน ร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้มักเป็นร่างที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงขอรับร่างไปศึกษาดูก่อนเพื่อให้เกิดความรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548, หน้า 732-733.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนั้นก็มีการรอการพิจารณาในบางมาตราในขั้นกรรมาธิการและในขั้นการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราในวาระที่ 2 สำหรับในส่วนของ[[วุฒิสภา]]ก็มีการรอการพิจารณา กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรหรือกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั่วไปที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบในวาระที่ 3 ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะยกขั้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลา 180 วันได้ล่วงพ้นไปแล้ว หรือกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อคณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อทั้งสองสภา ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ สภาผู้แทนราษฎรจะยกขั้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อ 18 วันพ้นไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้น ภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รอการพิจารณาจะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตั้งแต่การเสนอร่างพระราชบัญญัติ และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 142 ได้บัญญัติให้พระราชบัญญัติจะเสนอได้ ก็แต่โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. [[คณะรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ค. ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลหรือประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ง. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เข้าชื่อเสนอกฎหมาย&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 104.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ร่างพระราชบัญญัติจะตราเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจะต้องพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรก่อน และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้วจึงจะเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 105-107.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมีขั้นตอนในการพิจารณาในแต่ละขั้นตอน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รอการพิจารณาในขั้นตอนการบรรจุร่างพระราชบัญญัติเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ร่างพระราชบัญญัติที่เสนออย่างถูกต้อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องสั่งบรรจุระเบียบวาระ ดังนี้	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) ถ้าประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น เป็นเรื่องด่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือมีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือความมั่นคงของประเทศไม่ว่าในทางเศรษฐกิจหรือในทางใด ๆ หรือในอันที่จะขจัดเหตุใด ๆ ที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]จะมีคำสั่งให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมในโอกาสแรก ซึ่งอาจจะบรรจุเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมที่จัดไปแล้วก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 การบรรจุร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีคำสั่งให้บรรจุเป็นเรื่องด่วน จะได้รับการบรรจุเป็นเรื่องด่วนลำดับต่อจากร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอและประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยให้เป็น[[เรื่องด่วน]]ไปก่อนแล้ว ซึ่งโดยปกติร่างพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องด่วนจะถูกจัดอยู่ในลำดับที่ต่อจากเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ดังนั้น โดยปกติระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะจัดลำดับ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(1) กระทู้ถาม (ถ้ามี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(2) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม (ถ้ามี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(3) รับรองรายงานการประชุม (ถ้ามี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (ถ้ามี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&#039;&#039;&#039;[[เรื่องด่วน]]&#039;&#039;&#039; (เรียงตามลำดับที่เสนอ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(5) เรื่องที่ค้างพิจารณา (เรียงลำดับตามเรื่องที่ค้างจากครั้งก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(6) เรื่องที่เสนอใหม่ (เรียงตามลำดับที่เสนอ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		(7) เรื่องอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติที่บรรจุระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน จึงมีโอกาสได้รับการพิจารณาก่อนร่างพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องค้างพิจารณาและเรื่องที่เสนอใหม่ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ [[คณะรัฐมนตรี]]อาจขอให้[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]จัดไว้ในระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจพิจารณาจัดให้ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) ถ้าประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่เป็นเรื่องด่วน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะสั่งบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาภายใน 7 วัน (วันในสมัยประชุม) นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นตามลำดับที่ยื่นก่อนหลัง ซึ่งการบรรจุระเบียบวาระการประชุมในกรณีนี้เป็นการบรรจุในลำดับเรื่องที่เสนอใหม่&amp;lt;ref&amp;gt;จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศและของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 14-15.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อร่างพระราชบัญญัติใดได้บรรจุในระเบียบวาระแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น ผลคือ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องรอการพิจารณาในวาระที่ 1 จนกว่าที่ประชุมจะหยิบยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รอการพิจารณาในขั้นตอนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวาระที่ 1==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับการประชุมกำหนดให้กระทำเป็น 3 วาระ ซึ่งการพิจารณาในวาระที่ 1 เป็นการพิจารณาหลักการของร่างพระราชบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 1 ทั้งร่างพระราชบัญญัติที่บรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน เรื่องที่ค้างพิจารณา หรือเรื่องที่เสนอใหม่ จะมีการพิจารณาหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) การเสนอร่างพระราชบัญญัติโดยแถลงหลักการและเหตุผล คณะรัฐมนตรีโดย[[รัฐมนตรี]]ผู้รับผิดชอบร่างพระราชบัญญัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาล ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือตัวแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย จะเป็นผู้แถลงหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ในกรณีที่ประชาชนได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใดแล้วหากคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับร่างพระราชบัญญัตินั้นอีก การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) [[การอภิปราย]] เมื่อผู้เสนอได้แถลงหลักการและเหตุผลแล้ว ปกติผู้เสนอจะอภิปรายสนับสนุนการเสนอร่างพระราชบัญญัติของตน ต่อจากนั้นประธานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายสลับกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนการเสนอร่างพระราชบัญญัติ เว้นแต่ในวาระของฝ่ายใดไม่มีผู้อภิปรายอีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถอภิปรายซ้อนได้ นอกจากนี้ผู้ไม่สนับสนุนและไม่คัดค้านก็มีสิทธิอภิปรายได้ โดยไม่ต้องสลับและไม่นับเป็นวาระอภิปรายของฝ่ายใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3) การให้คณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนรับหลักการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่หนึ่ง เป็นการพิจารณาหลักการของร่างพระราชบัญญัติ และเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและลงมติของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะรับหลักการหรือไม่ สภาผู้แทนราษฎรจะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาหรือจะส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรคณะใดคณะหนึ่งพิจารณาก่อนรับหลักการก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(4) คณะรัฐมนตรีขอรับร่างพระราชบัญญัติไปพิจารณาก่อนรับหลักการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่หนึ่ง ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเป็นผู้เสนอ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติหรือไม่ คณะรัฐมนตรีอาจขอรับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปพิจารณาก่อนได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติ เท่ากับว่าเป็นการ&#039;&#039;&#039;รอพิจารณา&#039;&#039;&#039;ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จนกว่าจะครบกำหนดเวลา 60 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กระบวนการเช่นนี้ ถ้าดูเผิน ๆ อาจจะถูกมองว่าเป็นเทคนิคในการ “แช่เย็นกฎหมาย” ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน เพราะบางครั้งรีบตัดสินใจรับหรือไม่รับหลักการไปเลยอาจทำให้เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้น ดีที่สุดก็คือ ขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ซึ่งสภาต้องอนุญาตอยู่แล้ว เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ของคณะรัฐมนตรี แล้วก็ใช้เวลาที่รอการพิจารณาไว้ไม่เกินหกสิบวัน ส่งให้หน่วยราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาดูให้รอบคอบโดยละเอียด ถ้าเห็นว่า พอจะรับได้และเป็นหลักการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ก็จัดทำร่างของคณะรัฐมนตรีฉบับหนึ่งประกอบกับร่างนั้น แล้วส่งคืนไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเข้าระเบียบวาระเพื่อพิจารณาพร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(5) การลงมติ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 1 นั้น เมื่อ[[การอภิปราย]]ยุติลงและผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติได้อภิปรายสรุปเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ประธานที่ประชุมจะต้องขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้น ซึ่งผลการลงมตินั้น ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัตินั้นจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ต่อไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการ เป็นผลให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องตกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันหลายฉบับรวมกัน สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทีละฉบับหรือทั้งหมดรวมกันก็ได้ และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการแล้ว สภาผู้แทนราษฎรต้องลงมติว่าจะให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ 2&amp;lt;ref&amp;gt;จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศและของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 15-16.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รอการพิจารณาในขั้นตอนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวาระที่ 2==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เป็นการพิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติภายหลังที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 โดยสภาผู้แทนราษฎรมีขั้นตอนในการพิจารณา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;(1) การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ&#039;&#039;&#039; ภายหลังที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติว่าจะให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นโดยคณะกรรมาธิการที่สภาตั้ง หรือกรรมาธิการเต็มสภา ซึ่งปกติจะเป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการที่สภาตั้ง การพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภาจะกระทำได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีร้องขอหรือเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน และที่ประชุมอนุมัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการที่สภาตั้ง อาจเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเป็นการเฉพาะ หรืออาจมีมติให้ส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรคณะใดคณะหนึ่งพิจารณาก็ได้ กรณีเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 163 หรือในกรณีที่ประชาชนได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใดแล้วหากคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับร่างพระราชบัญญัตินั้นอีก การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่า มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎรมิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ โดยมีสัดส่วนหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คณะกรรมาธิการวิสามัญหรือคณะกรรมาธิการสามัญที่สภาผู้แทนราษฎรมอบหมายให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติทั้งฉบับโดยมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัตินั้นได้ แต่ปกติจะแก้ไขเพิ่มเติมให้ขัดกับหลักการหรือเกินกว่ากรอบของหลักการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการไว้แล้วไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในขั้นคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งดังกล่าว สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายในกรอบของหลักการ โดยเสนอเป็น[[คำแปรญัตติ]]ล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายใน 7 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรจะได้กำหนดเวลา[[แปรญัตติ]]สำหรับร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งการเสนอคำแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแปรเป็นรายมาตราด้วย &lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
	การพิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติในแต่ละมาตรา ถ้าคณะกรรมาธิการมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไรแล้ว กรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับมตินั้นมีสิทธิของสงวนความเห็นของตนไว้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ในขณะเดียวกันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอคำแปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตราใด ถ้าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับ[[คำแปรญัตติ]]ของตน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นก็มีสิทธิขอ[[สงวนคำแปรญัตติ]]เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้&amp;lt;ref&amp;gt;จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศและของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 16-18.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในขั้นของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการอาจจะ&#039;&#039;&#039;รอการพิจารณา&#039;&#039;&#039;ในบางมาตราได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีตัวอย่าง “รอการพิจารณา”==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรณีตัวอย่าง “รอการพิจารณา” ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 10 วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2552 ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 12&#039;&#039;&#039;						มีการแก้ไข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แก้ไขตามร่างที่กรรมาธิการจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 13&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 16&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 17&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 18&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรรมาธิการท่านหนึ่งเสนอให้แก้ไขโดยเพิ่มความในเรื่องการเปิดเผยการลงมติต่อสาธารณะเพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเห็นควรให้รอการพิจารณา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 19&#039;&#039;&#039;						ไม่มีการแก้ไข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 20&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรรมาธิการบางท่านแสดงความเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและได้มีค่าตอบแทนแล้ว จำเป็นหรือไม่ที่ต้องกำหนดให้เบี้ยประชุมอีก ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรต้องรอสอบถามเพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานก่อน จึงให้รอการพิจารณาในมาตรานี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;มาตรา 21&#039;&#039;&#039;						รอการพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรรมาธิการหลายท่านได้อภิปรายอย่างกว้างขวางโดยเห็นว่ามาตรานี้มีความสำคัญและควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในบางประเด็นเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเฉพาะในอนุมาตรา (7) เรื่องความถูกต้องมีความหมายเพียงใดต้องให้ชัดเจน ในอนุมาตรา (13) ควรเพิ่มเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อหรือไม่ และอนุมาตรา (17) เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อและการครอบงำจะต้องมีการอธิบายอย่างชัดเจน โดยจะมอบหมายให้ตั้งคณะทำงานเพื่อไปหารือสรุปข้อยุติในเบื้องต้นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้นายดิสทัต โหตระกิตย์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยกร่างในมาตราที่รอการพิจารณามาเสนอต่อที่ประชุมในการประชุมคราวถัดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้วต้องเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งรายงานต่อ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] รายงานนั้นอย่างน้อยต้องระบุว่าได้มีหรือไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราใดบ้าง และถ้ามีการ[[แปรญัตติ]] มติของคณะกรรมาธิการเกี่ยวด้วยคำแปรญัตตินั้นเป็นประการใด หรือมีการ[[สงวนคำแปรญัตติ]]ของผู้แปรญัตติ หรือมีการสงวนความเห็นของกรรมาธิการก็ให้ระบุไว้ในรายงานด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเรียงตามลำดับมาตราต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;สรุปผลงานด้านการประชุมของวุฒิสภา สมัยสามัญทั่วไป (4 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548)&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;(2)	การพิจารณาในวาระที่ 2 โดยสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&#039;&#039;&#039;(2.1) การบรรจุเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว&#039;&#039;&#039; ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องสั่งบรรจุรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรใน 10 วัน นับแต่วันได้รับรายงานนั้น โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องสั่งให้บรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 2 เรียงตามลำดับมาตราต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาล ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ และในขั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพะราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่ในการพิจารณาในวาระที่สอง คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมและประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อนและส่งให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะวินิจฉัย ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ในกรณีที่ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องส่งไปยัง[[นายกรัฐมนตรี]]เพื่อพิจารณารับรอง และเมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับร่างพระราชบัญญัติคืนจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องสั่งบรรจุระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&#039;&#039;&#039;(2.2) การพิจารณาในวาระที่ 2&#039;&#039;&#039; เรียงตามลำดับมาตรา เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง [[คำปรารภ]] แล้ว[[พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา]] ซึ่งการพิจารณาแต่ละมาตรามีการอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติม หรือผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ หรือที่กรรมาธิการสงวนความเห็นไว้เท่านั้น เว้นแต่ที่ประชุมจะมีมติเป็นอย่างอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ในการพิจารณาในวาระที่ 2 เรียงตามลำดับมาตรานั้น ถ้าเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาล ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือตัวแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ ซึ่งในขั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่คณะกรรมาธิการหรือสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ถ้านายกรัฐมนตรีให้การรับรองร่างพระราชบัญญัตินั้น สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถพิจารณาเรียงตามลำดับต่อไปได้จนจบร่าง แต่ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง สภาผู้แทนราษฎรต้องแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา เมื่อถึงมาตราใดที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรจะต้องแก้ไขเพื่อมิให้เป็นบทบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		การพิจารณาในวาระที่ 2 สภาผู้แทนราษฎรอาจรอการพิจารณาในบางมาตราไว้ก่อนก็ได้ และจะนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง จนจบร่างพระราชบัญญัตินั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		เมื่อได้พิจารณาเรียงลำดับมาตราจนจบร่างแล้ว สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง การพิจารณาในครั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำได้ แต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความมิได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้งกันอยู่ และเมื่อพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปแล้วถือว่าเสร็จการพิจารณาในวาระที่ 2&amp;lt;ref&amp;gt;จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศ และของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 18-20.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		&#039;&#039;&#039;(3)	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 3&#039;&#039;&#039; เมื่อพิจารณาวาระที่ 2 เสร็จแล้ว ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นวาระที่ 3 โดยไม่มีการอภิปราย และให้ที่ประชุมลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น แต่ถ้าการพิจารณาในวาระที่ 2 เกิดกรณีสงสัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องสั่งหยุดการพิจารณาหรือรอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อที่ประชุมประธานกรรมาธิการวินิจฉัยแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นร่างพระราชบัญญัติแล้วจึงให้นายกรัฐมนตรีรับรองร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติในวาระที่ 3 เห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติใด ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบย่อมเป็นผลให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องตกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รอการพิจารณาในขั้นตอนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้ว [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ต้องเสนอให้[[วุฒิสภา]]พิจารณาต่อไป โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 107-108.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อวุฒิสภาได้รับร่างพระราชบัญญัติแล้วจะดำเนินกระบวนการพิจารณาเป็น 3 วาระเช่นเดียวกับกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และการรอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติก็เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร คือ มีการรอการพิจารณาไว้ในระเบียบวาระการประชุม รอการพิจารณาในขั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และรอการพิจารณาในการ[[พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา]]ในวาระที่ 2 ของวุฒิสภา นอกจากนั้นในกระบวนการวาระที่ 3 กรณีที่วุฒิสภามีมติไม่เห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร หรือในกรณีที่วุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม ก็ให้รอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;1) วุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039; ถ้าวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบด้วยกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 1 หรือมีมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 ถือว่าวุฒิสภายับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลา 180 วันได้ล่วงพ้นไปแล้ว แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ในกรณีเช่นนี้ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อ[[พระมหากษัตริย์]]ทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]] และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 109-111.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;2)	วุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม&#039;&#039;&#039; ในกรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ถือว่าร่างพระราชบัญญัติได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อ[[พระมหากษัตริย์]]ทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]] และประกาศเป็นกฎหมายต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ถ้าเป็นกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลที่เป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อทั้งสองสภา หากสภาทั้งสองต่างเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ถ้าสภาหนึ่งสภาใดไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และสภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อ 180 วัน พ้นไปแล้ว เว้นแต่เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินสภาผู้แทนราษฎรสามารถยกขึ้นพิจารณาได้ทันที ในกรณีเช่นนี้ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิม หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นายกรัฐมนตรีต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&amp;lt;reF&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 109-111.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		สำหรับกระบวนการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นก่อนการดำเนินการถ้าเหมือนกับการตราพระราชบัญญัติทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสืออ่านเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศและของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;“เอกสารประกอบการบรรยายหัวข้อวิชาการจัดทำแผนนิติบัญญัติของต่างประเทศและของไทย หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2551&amp;diff=4019</id>
		<title>การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2551</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2551&amp;diff=4019"/>
		<updated>2010-03-18T06:44:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; มาลินี คงรื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 296 กำหนดให้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาภายใน 150 วัน นับแต่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ดังนั้นรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์จึงได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 มีนาคม 2551 ตามประกาศ[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2550 [[การเลือกตั้ง]]เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่มีอายุครบ 18 ปีบริบรูณ์ ผู้ที่มีสิทธิในการเลือกตั้งมิควรละเลยการเลือกตั้งเพราะการเลือกตั้งมีความสำคัญที่ส่งผลให้ประชาชนมีส่วนในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ที่มาของ [[สมาชิกวุฒิสภา]]&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.หมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 3 วุฒิสภา มาตรา 111-121.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/ref&amp;gt;==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มา 2 ทางคือ มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนจำนวน 76 คน และมาจากการสรรหาจำนวน 74 คน รวมทั้งสิ้น 150 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีหลักเกณฑ์สรุปได้ดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 64 ก วันที่ 7 ตุลาคม 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. เมื่อมี[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้[[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]]ประกาศกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใน[[ราชกิจจานุเบกษา]]ซึ่งต้องกำหนดให้มีการเริ่มรับสมัครไม่เกินห้าวันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใช้บังคับ และต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็น[[เขตเลือกตั้ง]]และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละหนึ่งคน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง[[ออกเสียงลงคะแนน]]เลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียงและให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาชำระค่าธรรมเนียมการสมัครคนละห้าพันบาทและให้ค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้งตกเป็นรายได้ของรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวิธีการที่รัฐสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น การจัดสถานที่ปิดประกาศและติดป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในบริเวณสาธารณสถานซึ่งเป็นของรัฐ ให้พอเพียงและเท่าเทียมกันในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครทุกคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. ให้นำบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับเขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง เจ้าพนักงานผู้ดำเนินงานเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้ง การนับคะแนนและการประกาศผลเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขต เป็นต้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยอนุโลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา มีหลักเกณฑ์สรุปได้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. เมื่อมีเหตุต้องสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดวันสรรหาภายในสามวันนับแต่วันที่มีเหตุให้ต้องมีการสรรหา และให้องค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นมาลงทะเบียนพร้อมทั้งเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต่อคณะกรรมการสรรหาให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับจากวันสรรหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	องค์กรต่างๆ ที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักรมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี และต้องมิใช่เป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไรหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. องค์กรวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกขององค์กร หรือปฏิบัติหน้าที่หรือเคยปฏิบัติหน้าที่ในองค์กร ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ องค์กรละหนึ่งคน และให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อชำระค่าธรรมเนียมคนละห้าพันบาท การเสนอชื่อบุคคลให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติ เพศ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และสาขาอาชีพของผู้ได้รับการเสนอชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาสรรหาบุคคลตามหลักเกณฑ์ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับรายชื่อผู้ที่เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง และผลการพิจารณาสรรหาของคณะกรรมการสรรหาให้ถือเป็นที่สุด มติการสรรหาต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหาและแจ้งผลการสรรหาไปยัง[[ประธานรัฐสภา]]เพื่อทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(ง) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันทีได้รับการเสนอชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8. ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 102 เช่น ติดยาเสพติด เป็นบุคคลล้มละลาย, เป็นภิกษุ สามเณร นักบวช นักพรต, เคยต้องคำพิพากษาของศาลหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	9.ไม่เป็น[[รัฐมนตรี]]หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 (1) &#039;&#039;&#039;กลั่นกรองกฎหมาย&#039;&#039;&#039; หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 3 แล้ว [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]จะส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภาเพื่อดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) &#039;&#039;&#039;ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน&#039;&#039;&#039; โดยการเป็นกรรมาธิการคณะต่าง ๆ , การตั้ง[[กระทู้ถาม]], การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3) &#039;&#039;&#039;ให้ความเห็นชอบและพิจารณาเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; โดยทำหน้าที่เลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ [[ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]] ตุลาการศาลปกครองสูงสุด [[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] (ป.ป.ช.), [[คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน]] เป็นต้น รวมทั้ง[[การให้ความเห็นชอบ]]พิจารณาแต่งตั้งหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของบุคคลในองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญได้แก่ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(4) &#039;&#039;&#039;พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงออกจากตำแหน่ง&#039;&#039;&#039; เช่น [[นายกรัฐมนตรี]] [[รัฐมนตรี]] สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งหากมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งวุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เนื่องจากรัฐบาลมีความประสงค์ให้ประชาชนที่มีสิทธิใน[[การเลือกตั้ง]]ทุกคนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ในวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2551 เช่น ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของทางราชการ ติดกิจธุระต้องออกเดินทางไปนอกเขตจังหวัด เป็นต้น ประชาชนสามารถไปลงคะแนนล่วงหน้าได้ ณ ที่ทำการเขตต่างๆในกรุงเทพมหานคร และ ณ ที่เลือกตั้งกลางของอำเภอของจังหวัดต่างๆ ในวันเสาร์ที่ 23 หรือวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[การจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานอกราชอาณาจักร]]==&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. 2550 กำหนดให้การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรต้องเสร็จสิ้นก่อนการเลือกตั้งในประเทศไม่น้อยกว่า 6 วันนั้น กกต. ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.นอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 11-24 กุมภาพันธ์ 2551 โดยให้กรมการปกครองเปิดระบบการออนไลน์เพื่อให้สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ทั้ง 90 แห่ง ใน 65 ประเทศทำการลงทะเบียนออนไลน์สำหรับผู้แจ้งขอใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 10-31 มกราคม 2551 ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ณ วันที่ 21 มกราคม 2551 จำนวน 81,970 คน การจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานอกราชอาณาจักรครั้งนี้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลใหญ่มีอำนาจตามกฎหมายในการใช้ดุลยพินิจว่าจะเลือกจัดการเลือกตั้งด้วยวิธีใดโดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามพื้นที่ จากที่มีการกำหนดวิธีการจัดการเลือกตั้งฯ ไว้ 3 วิธี คือ 1) วิธีเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง 2) ทางไปรษณีย์ และ 3) โดยวิธีอื่นโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ติดประกาศให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฯ ทราบเกี่ยวกับวัน เวลา ที่เลือกตั้งและวิธีลงคะแนนเลือกตั้งภายในวันที่ 27 มกราคม 2551 โดยกระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ทั้ง 90 แห่ง ในระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2551 โดยวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นวันสุดท้ายที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จัดส่งบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วมาถึงประเทศไทยเพื่อให้บริษัทไปรษณีย์ไทยดำเนินการคัดแยกบัตรเลือกตั้งแล้วส่งต่อไปยังหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดต่าง ๆ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อรวมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาภายในประเทศ ในวันที่ 2 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาดังนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 44.9 ล้านคน&amp;lt;ref&amp;gt;ประธาน กกต.สรุปผลการเลือกตั้ง ส.ว. อย่างเป็นทางการ – พอใจภาพรวม . &#039;&#039;&#039;ผู้จัดการออนไลน์&#039;&#039;&#039; สืบค้นในนิวส์เซ็นเตอร์ วันที่ 3 มีนาคม 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 24.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55.61 มีบัตรเสียประมาณ 9 แสนใบ คิดเป็นร้อยละ 3.66 แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโนโหวต (no vote) มีจำนวนประมาณ 2.09 ล้านใบ ดังนั้นจึงได้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวมจำนวน 76 คน สำหรับผู้สมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดคือ นางสาวรสนา โตสิตระกูล จำนวน 743,397 คะแนน กรุงเทพมหานคร&amp;lt;ref&amp;gt;รายชื่อ 76 ส.ว. เลือกตั้ง. &#039;&#039;&#039;เว็ปไซด์มติชน&#039;&#039;&#039; สืบค้นในนิวส์เซ็นเตอร์ วันที่ 4 มีนาคม 2552.&amp;lt;/reF&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ดีมีความสามารถได้เข้าไปทำงานทางการเมืองโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชนชนเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงมีความสำคัญ เนื่องจากเสียงของประชาชนนั้น จะเป็นการตัดสินใจคัดเลือกคนดีมีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน จึงควรออกไปใช้สิทธิของตนตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจและหน้าที่ไว้เพื่อประเทศชาติของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งกรณีศึกษาการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรควรมีหรือไม่.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;โครงการศึกษาบทเรียนจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อปรับปรุงระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้น ภาคผนวกเล่ม 1).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;โครงการศึกษาบทเรียนจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อปรับปรุงระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้น(ภาคผนวกเล่ม 2).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัชราพร ยอดมิ่ง. &#039;&#039;&#039;กฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กลุ่มงานห้องสมุด สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักประชาสัมพันธ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 64 ก วันที่ 7 ตุลาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานอกราชอาณาจักร 2550&#039;&#039;&#039; ใน http://www.ryt9.co.th สืบค้นเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เลือกตั้งเป็นหน้าที่ เลือกคนดีเป็น ส.ว. 2 มีนาคม 2551 อย่าลืมไปเลือกตั้ง ส.ว.&#039;&#039;&#039; สืบค้นใน http://202.129.34.51/ict_office/circledoc/files/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%20%E0%B8%AA.%E0%B8%A7..doc&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ดูเพิ่มเติม ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โคทม อารียา. &#039;&#039;&#039;การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกในประเทศไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2542.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%92%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4018</id>
		<title>พฤฒสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%92%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4018"/>
		<updated>2010-03-18T06:42:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ขัตติยา ทองทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ภาพ:พฤฒสภา.JPG]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ระบบรัฐสภาของประเทศไทย เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เรียกตนเองว่า “[[คณะราษฎร]]” และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน[[รัฐธรรมนูญ]]ฉบับแรก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เรียกว่า “พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาเดียว คือ [[สภาผู้แทนราษฎร]] แต่มีสมาชิก 2 ประเภท คือ ประเภทเลือกตั้ง และ ประเภทแต่งตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้มาถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475” กำหนดให้[[รัฐสภา]]มีเพียงสภาเดียวเช่นกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้มาถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2489 เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489” ได้กำหนดให้ใช้ระบบ 2 สภาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย คือ สภาผู้แทน และ พฤฒสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเป็นมาของพฤฒสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;“พฤฒสภา”&#039;&#039;&#039; อ่านว่า &#039;&#039;&#039;พรึดสภา&#039;&#039;&#039; หมายถึง สภาสูงหรือสภาอาวุโส ในรัฐสภาชุดที่ 6 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย “สภาผู้แทน” และ “พฤฒสภา”&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548), หน้า 666.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า &#039;&#039;&#039;“พฤฒสภา”&#039;&#039;&#039; คำนี้ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน ทรงบัญญัติคำว่า &#039;&#039;&#039;“senate”&#039;&#039;&#039; เป็นภาษาไทยว่า “พฤทธสภา” แปลว่า “สภาของผู้สูงอายุ” เพราะคำว่า “พฤทธ์” มาจากคำสันสกฤตว่า “วฤทฺธ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “น. ผู้ใหญ่. ว.เจริญ, แข็งแรง, ใหญ่ ; แก่, เฒ่า, (ตรงข้ามกับยุว) ; ฉลาด,ชำนาญ ; เจนจบ, พฤฒ ก็ใช้.” และคำว่า “พฤฒ” พจนานุกรมได้เก็บเข้าคู่กับคำว่า “พฤฒา” ให้ความหมายไว้ว่า “ว. เจริญ, แข็งแรง, ใหญ่ ; แก่, เฒ่า, พฤทธ์ ก็ว่า.” และมีลูกคำอยู่คำหนึ่ง คือ “พฤฒาจารย์” พจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า “น. อาจารย์ผู้เฒ่า, พราหมณ์ผู้เฒ่า.” คงจะเป็นเพราะความหมายของคำว่า “พฤทธ” หรือ “พฤฒ” มักจะเข้าใจว่าเป็น “ผู้เฒ่า” คำว่า “พฤทธสภา” จึงไม่ติด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อาจารย์เกษม บุญศรี อดีต[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] ได้เคยบอกว่า คำว่า “พฤทธสภา” นั้น เสียงใกล้เคียงกับคำว่า “พฤษภา” แปลว่า “วัว” คนมักจะพูดล้อว่า “พฤทธสภา” คือ “สภาวัว สภาโค” อาจหมายไปถึง “สภาควาย” ด้วยก็ได้ เพราะวัวกับควายเป็นสัตว์ที่อยู่ในพวกเดียวกัน และมักจะพูดเช่น “โตเป็นวัวเป็นควาย” คือ โตแต่รูปร่างหรือร่างกายเท่านั้น แต่ปัญญาหาได้เจริญตามไม่ ด้วยเหตุนี้ คำว่า “พฤทธสภา” หรือ “พฤฒสภา” จึงไม่ติด ไม่มีผู้นิยมใช้ ส่วนคำว่า “[[วุฒิสภา]]” นั้น พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รับสั่งว่า พระองค์มิได้ทรงเป็นผู้บัญญัติ แต่จะเป็นใครบัญญัติ พระองค์ก็ไม่ทรงทราบ และกลายเป็นคำที่ใช้ติดมาจนถึงทุกวันนี้&amp;lt;ref&amp;gt;จำนง ทองประเสริฐ, &#039;&#039;&#039;“สมาชิกวุฒิสภา-วุฒิสมาชิก,”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก : http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1028 สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;จุดเริ่มต้นของพฤฒสภา&#039;&#039;&#039; เริ่มแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 รูปแบบของรัฐสภาไทยใช้ระบบสภาเดียว มีสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 เลือกตั้ง และ สมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง และได้ใช้ระบบนี้เรื่อยมาเป็นเวลา 14 ปี ในปี 2489 รูปแบบของรัฐสภาไทยมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 โดยเริ่มใช้ระบบ 2 สภา เป็นครั้งแรกประกอบด้วย สภาผู้แทน และ พฤฒสภา สมาชิกของทั้ง 2 สภา มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ของราษฎร กรณีของสมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งโดยราษฎรในทางอ้อม กล่าวคือ สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งขององค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงมาจากราษฎร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2489 ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีนายแนบ พหลโยธิน เป็นประธานองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา และนายเจริญ ปัณฑโร เป็นเลขาธิการองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เรื่อง ตั้งประธานองค์การเลือกตั้งและเลขาธิการองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 33 (21 พฤษภาคม 2489), หน้า 690.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ความจำเป็นที่ต้องมีพฤฒสภา&#039;&#039;&#039; ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เพื่อเป็นสภาที่คอยตรวจสอบ กลั่นกรอง ให้คำแนะนำปรึกษา และยับยั้งการใช้อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนโดยเฉพาะในด้านนิติบัญญัติ และ[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน|ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของ[[คณะรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;พฤฒสภา ได้มีการประชุมสภาเป็นครั้งแรก&#039;&#039;&#039; เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2489&amp;lt;ref&amp;gt;“พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมพฤฒสภาและสภาผู้แทน พุทธศักราช 2489,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 35 (28 พฤษภาคม 2489), หน้า 394.&amp;lt;/ref&amp;gt; ณ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ซึ่งใช้เป็นที่ทำการสำนักงานเลขาธิการพฤฒสภาด้วย โดยที่ประชุมพฤฒสภาได้ลงมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2489 เลือก [[วิลาศ โอสถานนท์|พันตรีวิลาศ โอสถานนท์]] เป็นประธานพฤฒสภา และนายไต๋ ปาณิกบุตร เป็นรองประธานพฤฒสภา&amp;lt;ref&amp;gt;“ประกาศตั้งประธานและรองประธานพฤฒสภา,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 40 (11 มิถุนายน 2489), หน้า 398.&amp;lt;/ref&amp;gt; ต่อมา ได้มีการลงมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2490 เลือก พลเรือตรีกระแส ประวาหะนาวิน ศรยุทรเสนี เป็นประธานพฤฒสภา และนายไต๋ ปาณิกบุตร เป็นรองประธานพฤฒสภา&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1-8 (13 พ.ค. 2490 – 6 ส.ค. 2490), หน้า 698.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การสิ้นสุดของพฤฒสภา พฤฒสภานี้ถือกำเนิดและถึงจุดจบไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เนื่องจาก การทำ[[รัฐประหาร]] ยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดย “คณะทหารของชาติ” ภายใต้การนำของ[[ผิน ชุณหะวัณ|พลโทผิน ชุณหะวัณ]] ผลของการรัฐประหารดังกล่าว ทำให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 โดยเปลี่ยนชื่อที่ใช้เรียก “พฤฒสภา” เป็น “[[วุฒิสภา]]” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พฤฒสภาชุดนี้ ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม 2489 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 รวมเวลาที่สมาชิกอยู่ในตำแหน่งพฤฒสภา 1 ปี 5 เดือน 16 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==พฤฒสภาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 มีบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับพฤฒสภา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมวด พระมหากษัตริย์ มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[พระมหากษัตริย์]]จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็น[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้น และในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุด 3 คน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว และกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และมิได้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งไว้ ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุด 3 คน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว&amp;lt;ref&amp;gt;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 30 (10 พฤษภาคม 2489), หน้า 326-327.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ซึ่งในกรณีนี้ เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นต้นไป โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ จึงตั้งสมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุด 3 คน เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งประกอบด้วย (1) พระสุธรรมวินิจฉัย (2) พระยานลราชสุวัจน์ (3) นายสงวน จูฑะเตมีย์&amp;lt;ref&amp;gt;ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517)&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517), หน้า 534-535.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมวด อำนาจนิติบัญญัติ บททั่วไป มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐสภาประกอบด้วยพฤฒสภาและสภาผู้แทน บุคคลใดจะเป็นสมาชิกพฤฒสภาและสภาผู้แทนในขณะเดียวกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมวด อำนาจนิติบัญญัติ พฤฒสภา มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พฤฒสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งมีจำนวน 80 คน การเลือกตั้งให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยทางอ้อมและลับ คุณสมบัติของสมาชิกพฤฒสภาอย่างน้อยจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วาระการดำรงตำแหน่งมีกำหนดคราวละ 6 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี ให้มีการเปลี่ยนสมาชิกกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก แต่ผู้ที่ออกไปมีสิทธิได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก และถ้าตำแหน่งสมาชิกว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้รัฐสภาเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติเข้ามาเป็นสมาชิกแทน สมาชิกที่เข้ามาแทนอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมาชิกภาพแห่งพฤฒสภาสิ้นสุดลงเมื่อ (1) ถึงคราวออกตามวาระ (2) ตาย (3) ลาออก (4) ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในระหว่างที่สภาผู้แทนถูกยุบ การประชุมพฤฒสภาจะกระทำมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมวด อำนาจนิติบัญญัติ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมัยประชุมของพฤฒสภาและของสภาผู้แทนเริ่มต้นและสิ้นสุดลงพร้อมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเสนอร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทน เมื่อสภาผู้แทนพิจารณาลงมติให้ใช้ได้ ให้เสนอต่อพฤฒสภา ถ้าพฤฒสภาพิจารณาลงมติเห็นชอบโดยไม่แก้ไข ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]]ต่อไป ถ้าพฤฒสภาลงมติไม่เห็นชอบ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติกลับคืนมาให้สภาผู้แทนพิจารณาใหม่ ถ้าสภาผู้แทนลงมติเห็นชอบตามพฤฒสภา ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติเป็นอันตกไป ถ้าพฤฒสภาลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติกลับคืนมาให้สภาผู้แทนพิจารณาใหม่ ถ้าสภาผู้แทนลงมติเห็นชอบตามที่พฤฒสภาแก้ไขเพิ่มเติมมา ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป โดยกำหนดเวลาให้พฤฒสภาพิจารณาลงมติร่างพระราชบัญญัติภายใน 30 วัน และ 15 วัน สำหรับร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันใน[[สมัยประชุม]]และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติได้มาถึงพฤฒสภา ถ้าพฤฒสภาไม่ได้พิจารณาลงมติภายในกำหนดเวลาให้ถือว่าพฤฒสภาเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พฤฒสภามีอำนาจควบคุมราชการแผ่นดินร่วมกับสภาผู้แทน ในอันที่จะให้ความไว้วางใจนโยบายของคณะรัฐบาล เมื่อแรกจะเข้าบริหารประเทศ และสมาชิกพฤฒสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถาม[[รัฐมนตรี]]ในข้อความใดๆ อันเกี่ยวกับการงานในหน้าที่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;หมวด อำนาจนิติบัญญัติ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน ในกรณี (1) [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการสืบราชสมบัติ (2) การตั้ง[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]] (3) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติกันใหม่ (4) การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกพฤฒสภา (5) พิธีเปิดประชุมรัฐสภา (6) การลงมติความไว้ใจในคณะรัฐมนตรี (7) การให้ความยินยอมใน[[การประกาศสงคราม]] (8) [[การให้ความเห็นชอบ]]แก่หนังสือสัญญา (9) [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]] (10) การตีความในรัฐธรรมนูญ (11) การแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ให้ประธานพฤฒสภาเป็นประธานของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และให้ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธาน และในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของพฤฒสภาโดยอนุโลม ในการตั้ง[[นายกรัฐมนตรี]] ประธานพฤฒสภาและประธานสภาผู้แทนเป็น[[ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;บทเฉพาะกาล มีสาระสำคัญ ดังนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวาระเริ่มแรก พฤฒสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาเป็นผู้เลือกตั้งภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ องค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาประกอบด้วยผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันสุดท้ายก่อนใช้รัฐธรรมนูญนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2479 ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และให้ยื่นสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเองต่อเลขาธิการองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาภายใน 12 วันนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้&amp;lt;ref&amp;gt;“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489,” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 30 (10 พฤษภาคม 2489), หน้า 328, 330-332, 334-345, 354-355.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อพฤฒสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการประชุมพฤฒสภา สมัยวิสามัญ ชุดที่ 1 ครั้งที่ 1/2489 ถึงครั้งที่ 19/2489 วันพุธที่ 21 สิงหาคม 2489 ถึง วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2489 มีร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อพฤฒสภา รวมทั้งสิ้น 38 ฉบับ อาทิ เช่น (1) ร่างพระราชบัญญัติจัดสรรทุนสำรองเงินตราเพื่อบูรณะประเทศ พ.ศ. 2489 (2) ร่างพระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อการบูรณะประเทศ พ.ศ. 2489 (3) ร่างพระราชบัญญัติการค้าข้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2489 (4) ร่างพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. 2489 (5) ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกเงินช่วยชาติในภาวะคับขันและภาษีอากรบางประเภท พ.ศ. 2489 เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1-15 (21 ส.ค. 2489 – 4 ธ.ค. 2489), หน้า (5)-(10). &amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 16-19 (13 ธ.ค. 2489 – 31 ธ.ค. 2489), หน้า (10)-(14).&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	และในการประชุมพฤฒสภา สมัยสามัญ ชุดที่ 1 ครั้งที่ 1/2490 ถึงครั้งที่ 14/2490 วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม 2490 ถึง วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2490 มีร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อพฤฒสภา รวมทั้งสิ้น 27 ฉบับ อาทิ เช่น (1) ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนให้ใช้ไปพลางก่อน พ.ศ. 2490 (2) ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร พ.ศ. 2490 (3) ร่างพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 (4) ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสินค้าบางอย่าง พ.ศ. 2490 (5) ร่างพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2490 เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1-8 (13 พ.ค. 2490 – 6 ส.ค. 2490), หน้า (16)-(19).&amp;lt;/ref&amp;gt;&amp;lt;ref&amp;gt;รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 9-14 (14 ส.ค. 2490 – 30 ส.ค. 2490), หน้า (19)-(23).&amp;lt;/ref&amp;gt; ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากพฤฒสภา จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐสภาไทยได้นำระบบทั้งสภาเดียวและสภาคู่มาใช้ตามความเหมาะสมแก่กาลเวลาและสภาพสังคมการเมือง เมื่อได้นำระบบสภาคู่มาใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2489 เพื่อ[[กระบวนการตรากฎหมาย]]ขึ้นใช้ภายในรัฐ [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] ตลอดจน[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญๆ ของแผ่นดินมีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงยังคงใช้ระบบสภาคู่เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เอกสารแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาย ไชยชิต และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์. &#039;&#039;&#039;“การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489.”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipoliticsgovernment.org/wiki/ สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรนิติ เศรษฐบุตร. &#039;&#039;&#039;“พฤฒสภา.”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipoliticsgovernment.org/wiki/ สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประจวบ รอดน้อย. &#039;&#039;&#039;รวมบทความประวัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475-พ.ศ. 2521.&#039;&#039;&#039; ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของวุฒิสภา.”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.senate.go.th/nla2/senator/history.php สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนง ทองประเสริฐ. &#039;&#039;&#039;“สมาชิกวุฒิสภา-วุฒิสมาชิก.”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1028 สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีรนันต์ ไกรนิธิสม. &#039;&#039;&#039;บทบาทรัฐสภาไทยในการตรากฎหมาย : ศึกษารัฐสภาไทยภายใต้ระบอบอมาตยาธิปไตยในช่วงปี พ.ศ. 2487-2500.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศตั้งประธานและรองประธานพฤฒสภา.” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 40 (11 มิถุนายน 2489) หน้า 398-399.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประกาศองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เรื่อง ตั้งประธานองค์การเลือกตั้งและเลขาธิการองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา.” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 33 (21 พฤษภาคม 2489) หน้า 690.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมพฤฒสภาและสภาผู้แทน พุทธศักราช 2489.” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 35 (28 พฤษภาคม 2489) หน้า 393-394.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุทธพร อิสรชัย และคณะ. &#039;&#039;&#039;ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาไทย ในรอบ 30 ปี (พ.ศ. 2515-2545).&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489.” &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; 63, 30 (10 พฤษภาคม 2489) หน้า 318-358.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1-15 (21 ส.ค. 2489 – 4 ธ.ค. 2489)หน้า (5)-(10). &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 16-19 (13 ธ.ค. 2489 – 31 ธ.ค.	2489) หน้า (10)-(14).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1-8 (13 พ.ค. 2490 – 6 ส.ค. 2490)หน้า (16)-(19), 698. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมพฤฒสภา ชุดที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 9-14 (14 ส.ค. 2490 – 30 ส.ค. 2490)หน้า (19)-(23).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“สาระน่ารู้เกี่ยวกับรัฐสภา : Thai Parliament Museum.”&#039;&#039;&#039; (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://library2.parliament.go.th/museum/know.html สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. &#039;&#039;&#039;60 ปี รัฐสภาไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์, 2535.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;75 ปี รัฐสภาไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2538.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนวย พรมอนันต์. &#039;&#039;&#039;ระบบสองสภาในประเทศไทย.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[รัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[วุฒิสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[สภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=4017</id>
		<title>แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=4017"/>
		<updated>2010-03-18T06:40:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นราภัทร เพชรมณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภานั้น [[อำนาจอธิปไตย]] ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของปวงชนชาวไทย โดยแบ่งองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ให้รัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติ [[คณะรัฐมนตรี]]ทำหน้าที่บริหาร และศาลทำหน้าที่ตุลาการ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการออกกฎหมายบังคับใช้ภายในรัฐ มีอำนาจในการควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร และมีอำนาจใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญ ๆ ของแผ่นดิน การเปิดโอกาสให้[[ฝ่ายนิติบัญญัติ]]สามารถควบคุมฝ่ายบริหารได้นั้นฝ่ายบริหารจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน อันจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดเตรียมนโยบายที่จะนำมาแถลงชี้แจงต่อรัฐสภา และถือเป็นการเริ่มต้นควบคุมการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีให้บรรลุตามเป้าหมายและดำเนินไปตามกรอบของนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และถ้าหาก[[รัฐธรรมนูญ]]บัญญัติให้มีการลงมติไว้วางใจในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว การควบคุมฝ่ายบริหารโดยการแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดินก็จะมีความหมายไปถึง[[การให้ความเห็นชอบ]]คณะรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้นด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ปณิธาน วิสุทธากร &#039;&#039;&#039; “การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี:ศึกษาทางรัฐธรรมนูญไทย”,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชานิติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535. หน้า 1.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปีก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สาเหตุที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบาย==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	สาเหตุที่[[คณะรัฐมนตรี]]ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น เนื่องมาจากว่า คณะรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังเช่นในกรณีของระบบประธานาธิบดี แต่คณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่นิติบัญญัติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากเลือกสมาชิกด้วยกันคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อนำนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาใช้เป็นนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน แต่ยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจทำให้นโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเป็นคนละแนวทางกับนโยบาย เช่น การจัดตั้ง[[รัฐบาลผสม]] จึงต้องมีการผสมนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ รัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน จึงควรให้รัฐสภามีโอกาสเข้าตรวจสอบหรือควบคุมได้ตั้งแต่ในเบื้องต้น เพราะนโยบายของรัฐบาลอาจเป็นประเด็นที่เกี่ยวพัน หรืออาจนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในโอกาสต่อไป นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาแต่ละครั้ง จะกระทำภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว นโยบายที่นำมาแถลง ได้แก่ นโยบายทั่วไปที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องแสดงเจตนารมณ์ของคณะรัฐมนตรีว่า ภายในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีชุดนั้น ๆ จะบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร มีแนวทางและเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่อย่างกว้าง ๆ อย่างไรบ้าง และจะเสนอสิ่งที่ต้องการเข้าไปดำเนินการหรือแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วนอย่างไร รวมทั้งมีการวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะยาว เมื่อสมาชิกรัฐสภารับทราบนโยบายของคณะรัฐมนตรีแล้ว คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีจะเป็นข้อผูกมัดให้คณะรัฐมนตรีต้องบริหารราชการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้สมาชิกรัฐสภาสามารถควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้อง เมื่อคณะรัฐมนตรีหรือ[[รัฐมนตรี]]เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามนโยบาย หรือปฏิบัติไม่เป็นไปตาม หรือขัดแย้งกับนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาแล้ว จะเป็นแนวทางให้[[สภานิติบัญญัติ]]ดำเนิน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของคณะรัฐมนตรีในขั้นต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 8-9.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คณะรัฐมนตรีคณะแรก มี[[พระยามโนปกรณ์นิติธาดา]]เป็น[[นายกรัฐมนตรี]] ไม่มีการแถลงนโยบาย แต่ได้ถือเอา[[หลัก 6 ประการของคณะราษฎร]]เป็นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน การแถลงนโยบายมีขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 20 ธันวาคม 2475 โดยคณะรัฐมนตรีคณะที่ 2 ซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี แถลงต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]] จนถึง[[คณะรัฐมนตรี]]คณะปัจจุบันได้มีการแถลงนโยบายทั้งสิ้น 54 ครั้ง โดยแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 21 ครั้ง แถลงต่อรัฐสภา จำนวน 23 ครั้ง แถลงต่อวุฒิสภา จำนวน 1 ครั้ง แถลงต่อ[[สภาร่างรัฐธรรมนูญ]] จำนวน 2 ครั้ง แถลงต่อ[[สภานิติบัญญัติแห่งชาติ]] จำนวน 6 ครั้ง และแถลงต่อ[[สภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี]] จำนวน 1 ครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประเด็นที่น่าสนใจในการแถลงนโยบาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ละฉบับที่ผ่านมา บัญญัติบทว่าด้วยการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีไว้เหมือน ๆ กัน แต่มีหลักเกณฑ์ในการแถลงนโยบายต่างกันออกไป ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นพิจารณา 3 ประเด็นใหญ่ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. คณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงเข้าบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ในประเด็นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารับตำแหน่งและการเริ่มทำหน้าที่บริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี กล่าวคือ เมื่อได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีจะเข้ารับตำแหน่งหรือทำหน้าที่ได้ทันทีหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับบัญญัติให้ต้องแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน หากคณะรัฐมนตรีหรือ[[รัฐมนตรี]]ท่านใดได้เข้าทำหน้าที่หรือกระทำการใด ๆ อันถือได้ว่าเป็นการบริหารราชการแผ่นดินก่อนที่จะมีการแถลงนโยบาย การกระทำดังกล่าวจะเป็นโมฆะ หรือไม่มีผลบังคับใช้ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีควรแถลงต่อสภาใด ในช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยมีเพียงสภาเดียว เช่น ในปี พ.ศ. 2502 คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2520 และปี พ.ศ. 2534 มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงไม่มีปัญหาในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เพราะจะต้องแถลงนโยบายต่อสภาที่มีอยู่เพียงสภาเดียวเท่านั้น แต่ในระหว่างที่ประเทศไทยใช้ระบบสองสภา เช่น ปี พ.ศ. 2489 มีพฤฒสภา และ[[สภาผู้แทนราษฎร]] หรือ ปี พ.ศ. 2512 มี[[วุฒิสภา]] และ[[สภาผู้แทนราษฎร]] จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับบัญญัติไว้แตกต่างกัน บางฉบับให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร บางฉบับให้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หากจะวิเคราะห์หลักความรับผิดชอบในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลควรจะรับผิดชอบต่อรัฐสภาใด ระหว่างวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่กลั่นกรองงานนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร กับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นตัวแทนในรัฐสภา และเป็นตัวแทนในการบริหารบ้านเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. มีการลงมติความไว้วางใจในการแถลงนโยบายหรือไม่ การลงมติความไว้วางใจมี 2 แนวความคิดแตกต่างกัน คือ ฝ่ายที่หนึ่ง เห็นว่า การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาเพื่อเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ หากมีกรณีที่คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่เป็นผลเสียต่อประเทศชาติ สมาชิกรัฐสามารถสภาตั้งกระทู้ถาม หรือยื่น[[ญัตติ]]เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจได้อยู่แล้ว ส่วนฝ่ายที่สอง เห็นว่า การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต้องมีการลงมติไว้วางใจในนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นมาตรการในการควบคุมการบริหารทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร เนื่องจากนโยบายของคณะรัฐมนตรีมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ เป็นการกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ รัฐสภาผู้มอบความไว้วางใจแก่คณะรัฐมนตรีควรจะได้พิจารณาว่านโยบายของคณะรัฐมนตรีตอบสนองความต้องการของประชาชนและของประเทศชาติหรือไม่ เพียงใด หากรัฐสภาไม่เห็นชอบหรือไม่ให้ความไว้วางใจในนโยบายนั้นแล้ว ก็ไม่ควรที่จะมีการดำเนินการตามนโยบายนั้นต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันแทนที่จะต้องไปแก้ไขความเสียหายในภายหลัง กรณีตัวอย่างคณะรัฐมนตรีชุดที่ [[เสนีย์ ปราโมช|ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช]] เป็นนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติมาตรา 184 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ภายหลังการแถลงนโยบายแล้วได้มีการลงมติไม่ไว้วางใจในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เป็นผลทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ลาออกจากตำแหน่งทั้ง ๆ ที่ยังมิได้เข้าบริหารราชการแผ่นดินเลย&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 2.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประโยชน์ของการที่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) สมาชิกสภาจะได้ทราบล่วงหน้าว่า คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้นมีนโยบายอย่างไร เป็นการผูกมัดคณะรัฐมนตรีที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) เป็นแนวทางในการให้สมาชิกสภาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินในเมื่อคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามนโยบาย หรือปฏิบัติผิดเพี้ยนหรือแย้งหรือขัดกับนโยบาย โดยใช้มาตรการตั้งกระทู้ถามหรือยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรีชี้แจง หรือแสดงความคิดเห็นว่าทำไมไม่ปฏิบัติตามนโยบายข้อนั้นข้อนี้ ตลอดจนสามารถยื่น[[ญัตติ]]ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อไม่ไว้วางใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3) เป็นแนวทางในการบริหารประเทศ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว [[สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี]] [[สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี]] [[สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]] และ[[สำนักงบประมาณ]]จะร่วมกันจัดทำ[[แผนบริหารราชการแผ่นดิน]] ซึ่งเป็นแผนการบริหารของรัฐบาล มีระยะเวลา 4 ปี โดยสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และแผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เพื่อกำหนดหัวข้อสำคัญในแต่ละเรื่อง ที่จะใช้เป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินที่มีเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงาน นอกจากนี้[[สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา]] และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะร่วมกันจัดทำ[[แผนนิติบัญญัติ]] ซึ่งเป็นแผนด้านกฎหมายที่จะต้องจัดให้มีหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อเป็นกลไกรองรับการดำเนินการตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะมีการกำหนดสาระสำคัญของกฎหมาย ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาการดำเนินการที่สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนการบริหารราชการแผ่นดิน&amp;lt;ref&amp;gt;“พระราชกฤษฎีการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546” ใน&#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา,&#039;&#039;&#039; ตอนที่ 100 ก เล่มที่ 120 วันที่ 9 ตุลาคม 2546.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นได้ว่า การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มต้นบริหารงานของคณะรัฐมนตรี เพราะตราบเท่าที่ยังไม่มีการแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่ คงทำได้แต่เพียงการบริหารงานที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของประเทศเท่านั้น โดยกระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจากความสำคัญตรงนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า สภาพบังคับของการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้น มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน คือ ตราบเท่าที่ไม่มีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ไม่สามารถบริหารกิจการบ้านเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบ&amp;lt;ref&amp;gt;การแถลงนโยบาย. (17 พฤษภาคม 2552).Available URL : http://www.vcharkarn.com/vblog/39920.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปณิธาน วิสุทธากร. &#039;&#039;&#039;“การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี: ศึกษาทางรัฐธรรมนูญไทย”.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชานิติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“การแถลงนโยบาย”.&#039;&#039;&#039; (2551) [ออนไลน์] สืบค้นจาก http://www.vcharkarn.com/vblog/39920. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“การแถลงนโยบาย”.&#039;&#039;&#039; (2552) [ออนไลน์] สืบค้นจาก http://library2.parliament.go.th/giventake/statement.html. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2552.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พระราชกฤษฎีการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546” ใน &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา,&#039;&#039;&#039; ตอนที่ 100 ก เล่มที่ 120 วันที่ 9 ตุลาคม 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นนทพันธ์ ภักดีผดุงแดน, ผู้รวบรวม (2543) &#039;&#039;&#039;คำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา (พ.ศ. 2547-2543).&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์ (2544) &#039;&#039;&#039;รวมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2476 (วิสามัญ) หน้า 58-72&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2/2476 (สามัญ) หน้า 21-49&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 24/2477 (วิสามัญ) หน้า 1756-1845&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 22/2480 (วิสามัญ) หน้า 501-531&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2480 (สามัญ) หน้า 24-127&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2481 (สามัญ) หน้า 17-95&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 13/2485 (วิสามัญ) หน้า 266-337&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 8/2487 (สามัญ) หน้า 3-34&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16/2488 (สามัญ) หน้า 547-576&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 23/2488 (สามัญ) หน้า 862-921 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2489 (สามัญ) หน้า 16-103&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16/2489 (สามัญ) หน้า 767-834&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 2/2489 หน้า 10-56&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 5/2489 หน้า 112-180&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 8/2490 หน้า 342-425&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 2/2490 (สามัญ) หน้า 20-91&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1/2491 (สามัญ) หน้า 5-119&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 7/2491 หน้า 696-820&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2492 (สามัญ) หน้า 19-156&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2494 (วิสามัญ) หน้า 30-63&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2495 (สามัญ) หน้า 38-161&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2500 (สามัญ) หน้า 29-146&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2500 (วิสามัญ) หน้า 14-69&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2501 (วิสามัญ) หน้า 54-165&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 3/2502 หน้า 19-80&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 158/2506 หน้า 888-920&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1/2512 หน้า 7-196&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2515 หน้า 28-44&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 32/2516 หน้า 247-270&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 36/2517 หน้า 549-599&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2518 (สามัญ) หน้า 42-221&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 4/2518 (สามัญ) หน้า 238-438&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2519 (สามัญ) หน้า 143-328&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งที่ 2/2519 หน้า 18-102&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2520 หน้า 46-95&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 2/2522 (สามัญ) หน้า 13-171&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 2/2523 (วิสามัญ) หน้า 25-170&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2/2526 (สามัญ) หน้า 25-94&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2529 (สามัญ) หน้า 173-305&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2531 (สามัญ) หน้า 2-261&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2534 (วิสามัญ) หน้า 14-396&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2534 หน้า 23-78&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2535 (สามัญ) หน้า 2-127&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5/2535 (สามัญ) หน้า 258-415&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2535 (สามัญ) หน้า 18-408&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2538 (สามัญ) หน้า 24-345&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2539 (สามัญ) หน้า 2-363&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2540 (วิสามัญ) หน้า 9-298&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2544 (สามัญทั่วไป) หน้า 2-297&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2548 (สามัญทั่วไป) หน้า 3-341&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2549 หน้า 6-356&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2551 (สามัญทั่วไป) หน้า 1-373&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4/2551 (สามัญนิติบัญญัติ) หน้า 33-99&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1/2551 (วิสามัญ) หน้า 1-59&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย|ถแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4016</id>
		<title>ปิดสมัยประชุม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4016"/>
		<updated>2010-03-18T06:37:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์  สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อมี[[การเลือกตั้ง]]สมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]]ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 77.&amp;lt;/ref&amp;gt; สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมานั่งประชุมกันทันทีมิได้ จะต้องรอจนกว่าจะมี[[การเรียกประชุมสภา]]ก่อน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 90.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดย[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยตราเป็น[[พระราชกฤษฎีกา]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : 	สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 92.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในทางปฏิบัติ[[คณะรัฐมนตรี]]ซึ่งรักษาการอยู่จะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากราบบังคมทูลขึ้นไปเพื่อทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]]&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; เรียกประชุมรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาแล้ว [[พระมหากษัตริย์]]จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 92.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งบรรดาสมาชิกของทั้งสองสภา รวมทั้งคณะรัฐมนตรีและบรรดาทูตานุฑูต จะแต่งเครื่องแบบเต็มยศเพื่อเข้าร่วมในรัฐพิธีและรับฟังพระราชดำรัส ซึ่งส่วนใหญ่จะทรงให้สติในการทำงานตามภาระหน้าที่ในเรื่องต่างๆ&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อมี[[รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา]]สมัยสามัญทั่วไปครั้งแรกแล้ว [[สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร]]จะเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาประชุมกันเป็นครั้งแรก เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; เมื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภาได้แล้ว เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องมีหนังสือแจ้งไปยัง[[นายกรัฐมนตรี]]โดยเร็ว เพื่อนำความกราบบังคมทูล เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องส่งสำเนาประกาศพระบรมราชโองการไปยัง[[วุฒิสภา]]เพื่อทราบด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 5.&amp;lt;/ref&amp;gt;  จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ที่จะเรียกประชุมและกำหนดวาระของการประชุมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนทางด้าน[[วุฒิสภา]]ก็สามารถดำเนินการประชุมเพื่อทำหน้าที่ของตนนับแต่นั้นเป็นต้นไป ที่ผ่านมาอายุของ[[สภาผู้แทนราษฎร]]และ[[วุฒิสภา]]จะเหลื่อมกันอยู่ โดย[[อายุของสภาผู้แทนราษฎร]]มีวาระ 4 ปี และวุฒิสภามีวาระ 6 ปี ดังนั้นในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเริ่มต้นใหม่ วุฒิสภาจะมีอยู่ก่อนแล้วและไม่จำเป็นต้องดำเนินการเลือกประธานและรอง[[ประธานวุฒิสภา]]กันใหม่ ซึ่งสามารถทำงานต่อได้ทันที&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สมัยประชุมของรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการทำงานของสภานั้น สภามิได้ทำงานกันตลอดเวลาหรือตลอดทั้งปี หากแต่ทำงานกันเป็นสมัย ๆ เรียกว่า[[สมัยประชุม]]&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;  ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 127 วรรคสองกำหนดให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย คือสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งสมัยประชุมสามัญสมัยหนึ่ง ๆ มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยวันที่มีรัฐพิธีเปิดประชุมครั้งแรกถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป และปิดสมัยประชุมเมื่อครบ 120 วัน ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 91.&amp;lt;/ref&amp;gt;  เมื่อสภาผู้แทนราษฎรกำหนดวันเริ่ม[[สมัยประชุม]]สมัยที่สองเป็นวันใดแล้ว จะถือว่าวันนั้นเป็นวันเปิดสมัยประชุมสมัยที่สองของปีตลอดไปจนกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นอายุหรือครบวาระ&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับรัฐสภาชุดปัจจุบัน ภายหลัง[[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกรัฐสภาได้ทำรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2551 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบรัฐพิธีดังกล่าว&amp;lt;ref&amp;gt;บันทึกรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา, www.parliament.go.th, วันที่ 21 มกราคม 2551.&amp;lt;/ref&amp;gt; และในวันอังคารที่ 22 มกราคม 2551 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ทำการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ประชุมได้ลงมติเลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และเลือกนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง พันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง&amp;lt;ref&amp;gt;บันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป), www.parliament.go.th, วันที่ 22 มกราคม 2551.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในวันพุธที่ 30 มกราคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมเป็นครั้งที่ 3 (สมัยสามัญทั่วไป) โดยที่ประชุมกำหนดให้มีการประชุมสัปดาห์ละ 2 วัน คือ ทุกวันพุธ เริ่มตั้งแต่เวลา 13.30 นาฬิกา และวันพฤหัสบดี เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 นาฬิกา เป็นต้นไป ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้มีกำหนดให้วันที่ 1 สิงหาคม เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ&amp;lt;ref&amp;gt;บันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญทั่วไป), www.parliament.go.th, วันที่ 30 มกราคม 2551.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากสมัยประชุมสามัญปีละ 2 สมัยดังกล่าวแล้ว ในกรณีเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ [[คณะรัฐมนตรี]]อาจนำความกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมเป็นการประชุมสมัยวิสามัญก็ได้หรือถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกันหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้เช่นกัน แต่มีข้อสังเกตว่าสมาชิกวุฒิสภาแต่เพียงสภาเดียวไม่มีสิทธิเข้าชื่อกันขอให้มีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญ ได้แต่ไปร่วมลงชื่อร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ตามปกติการประชุมสมัยวิสามัญจะไม่มีการกำหนดเวลาไว้ หากเสร็จภารกิจตามวัตถุประสงค์ของการเปิดสมัยประชุมวิสามัญเมื่อใดก็จะมีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมวิสามัญเมื่อนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในสมัยประชุมแต่ละสมัย ภาระหน้าที่ของสภาจะแตกต่างกันไป กล่าวคือในสมัยประชุมสามัญทั่วไป สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถพิจารณาหรือดำเนินการเรื่องใด ๆ ที่อยู่ในภาระหน้าที่ได้ทุกเรื่อง ส่วนสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติสภาทั้งสองจะทำหน้าที่ได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ[[รัฐธรรมนูญ]]หรือร่างพระราชบัญญัติ การอนุมัติ[[พระราชกำหนด]] [[การให้ความเห็นชอบ]]ใน[[การประกาศสงคราม]] [[การให้ความเห็นชอบ]]หนังสือสัญญา การเลือกหรือ[[การให้ความเห็นชอบ]]ให้บุคคลดำรงตำแหน่ง การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และ[[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]] จะพิจารณา[[ญัตติ]]อื่นใดโดยเฉพาะญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคลไม่ได้ สำหรับสาเหตุก็เนื่องจากไม่ประสงค์จะให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจกันในทุกสมัยประชุม จนไม่มีเวลาพิจารณาร่างกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม[[รัฐธรรมนูญ]]ก็มิได้ห้ามไว้อย่างเด็ดขาด หากมีความจำเป็นรัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใดด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การปิดสมัยประชุม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันของแต่ละสมัยประชุมสามัญนั้น ถ้ามีความจำเป็นก็อาจมีการตรา[[พระราชกฤษฎีกา]]เพื่อขยายเวลาออกไปอีกก็ได้  โดยเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร แต่การปิดสมัยประชุมสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันจะกระทำได้แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วไม่มีการขยายเวลาออกไป จะมีการตราพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุม โดยเลขาธิการของแต่ละสภาจะนำพระราชกฤษฎีกานั้นมาอ่านในที่ประชุมของแต่ละสภาในวันประชุมวันสุดท้ายของแต่ละสมัยประชุม ในขณะที่เลขาธิการอ่านพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทุกคนในที่ประชุมจะต้องยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อปิดสมัยประชุมสภาแล้ว ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะมีการประชุมไม่ได้ แต่ไม่ห้ามกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่จะประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน&amp;lt;ref&amp;gt;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา, http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้นคำว่าปิดสมัยประชุมจึงหมายถึงการสิ้นสุดของสมัยประชุมสามัญหรือวิสามัญของรัฐสภา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสภาเดียวหรือสองสภาก็ตาม&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, หน้า 186-190.&amp;lt;/ref&amp;gt; และผลของการปิดสมัยประชุมทำให้บรรดาความคุ้มกันต่าง ๆ ที่สมาชิกได้รับเป็นต้นว่าในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 94.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งเมื่อปิดสมัยประชุมทำให้ความคุ้มกันเหล่านั้นเป็นอันสิ้นสุดลงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน  บุญสุวรรณ (2533), &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (2551) &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (2551) &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
http://meechaithailand.com/ver1/?module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, (เข้าสู่ข้อมูล วันที่ 17 มิถุนายน 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
http://www.parliament.go.th&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=4015</id>
		<title>ลงมติและลำดับการลงมติ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=4015"/>
		<updated>2010-03-18T06:34:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ธนินทร พูนศรีสวัสดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้รัฐสภามีบทบาทหน้าที่สำคัญในการออกกฎหมาย [[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] รวมทั้ง[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยการดำเนินงานของรัฐสภาที่มีสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก[[สภาผู้แทนราษฎร]] สมาชิกวุฒิสภา ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ[[รัฐธรรมนูญ]] ข้อบังคับการประชุมสภา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[การประชุมสภา]]แบ่งออกเป็น [[การประชุมสภาผู้แทนราษฎร]] [[การประชุมวุฒิสภา]] และ[[การประชุมร่วมกันของรัฐสภา]] ซึ่งมีข้อบังคับการประชุมสภาเป็นกติกาสำหรับการประชุมนั้นๆ ในการดำเนินงานประชุมสภาต้องมีทั้งการเตรียมการก่อนประชุม การดำเนินการประชุม และการดำเนินการภายหลังการประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป.), 35.&amp;lt;/ref&amp;gt;เนื่องจากการประชุมสภามีลักษณะพิเศษต่างจากการประชุมโดยทั่วไป ทั้งในเรื่องลักษณะการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม หัวข้อเรื่องในการประชุม การอภิปรายเป็นต้น องค์ประกอบหนึ่งในการประชุมสภาที่มีความสำคัญภายหลังการอภิปรายสิ้นสุดลงคือ การลงมติ เป็นการหาข้อยุติในปัญหาใดปัญหาหนึ่งหรือ[[ญัตติ]]ใดญัตติหนึ่งในการประชุมสภานั้นๆ ซึ่งโดยปกติการลงมติแต่ละครั้งให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นมติของสภา ทั้งนี้เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น	 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของคำว่าลงมติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มติเป็นภาษาบาลีแปลว่า ความคิด ความเห็น&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา, ม.ป.ป.), 108/1.&amp;lt;/ref&amp;gt; คำว่าลงมติตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ลงความเห็นร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง&amp;lt;ref&amp;gt;ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546), 985.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนั้นมีการให้คำอธิบายของคำว่าลงมติซึ่งใกล้เคียงกัน ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[การลงมติ]] คือ การ[[ออกเสียงลงคะแนน]]ตามความคิดความเห็น เช่น เห็นชอบด้วย ไม่เห็นชอบด้วย รับหลักการ ไม่รับหลักการ เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517,&#039;&#039;&#039; 108/1.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	การลงมติ คือ การหาข้อยุติในปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือญัตติใดญัตติหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการถามความเห็นของที่ประชุมสภาต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือญัตติใดญัตติหนึ่ง ในที่ประชุมสภานั้นเมื่อจะต้องมีมติของสภา  ประธานในที่ประชุมจะขอให้ที่ประชุมลงมติ โดยสมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียง มติของสภาดังกล่าวต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2533), 261.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การลงมติ คือการหาข้อยุติในปัญหาใดปัญหาหนึ่งหรือญัตติใดญัตติหนึ่ง การหาข้อยุติใน[[การประชุมสภา]]นั้น โดยทั่วไปข้อบังคับการประชุมสภาได้กำหนดไว้ว่าให้มีการลงมติดังกล่าวภายหลังการอภิปรายได้สิ้นสุดลง  โดยประธานสภาจะถามความเห็นและให้ที่ประชุมลงมติ  ซึ่งสมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียง&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,&#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; 42.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การลงมติในข้อบังคับการประชุม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การลงมติในเรื่องใดๆ ของที่ประชุมเพื่อหาข้อยุติในปัญหาใดปัญหาหนึ่งหรือญัตติใดญัตติหนึ่ง โดยทั่วไป[[ข้อบังคับการประชุมของสภา]]นั้นๆ จะกำหนดวิธีการไว้ ซึ่งในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 กำหนดว่า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 70 ในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ให้ประธานมีสัญญาณให้สมาชิกทราบก่อนลงมติ ประธานมีอำนาจสั่งให้รวมหรือแยกประเด็นพิจารณาหรือลงมติ เว้นแต่ที่ประชุมจะมีมติเป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 71 [[เสียงข้างมาก]]ตามมาตรา 126 วรรคสองของรัฐธรรมนูญนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสอง กำหนดว่า การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น&amp;lt;/ref&amp;gt; ถ้าความเห็นของที่ประชุมมีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ให้ถือเอาจำนวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากที่สุด  ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในข้อบังคับการประชุม[[วุฒิสภา]] พ.ศ. 2551 กำหนดว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 64 ในกรณีที่จะต้องมีมติของวุฒิสภา ให้ประธานของที่ประชุมขอให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติ การลงมติต้องมีสมาชิกครบองค์ประชุม โดยให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่ที่มีกฎหมายหรือข้อบังคับนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 65 เสียงข้างมากตามมาตรา 126 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ในกรณีความเห็นของที่ประชุมวุฒิสภามีสองฝ่าย ให้ถือเอาจำนวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากกว่า และในกรณีความเห็นของที่วุฒิสภามีเกินสองฝ่าย ให้ถือเอาจำนวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากที่สุด การออกเสียงชี้ขาดของประธานของที่ประชุมให้กระทำเป็นการเปิดเผยโดยจะให้เหตุผลหรือไม่ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การลงมติของสภา กระทำโดยการ[[ออกเสียงลงคะแนน]] การออกเสียงลงคะแนนแบ่งเป็น 2 กรณี  คือการออกเสียงลงคะแนนเปิดเผยและการออกเสียงลงคะแนนลับ โดยทั่วไปการออกเสียงลงคะแนนมักจะเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย  เว้นแต่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมจะได้กำหนดให้ลงคะแนนลับ   ซึ่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 72 กำหนดว่า เมื่อสมาชิกเสนอ[[ญัตติ]]โดยมี[[ผู้รับรอง]]ไม่น้อยกว่ายี่สิบคนขอให้กระทำเป็นการลับ จึงให้ลงคะแนนลับ หากสมาชิกเสนอญัตติให้ลงคะแนนลับ ถ้ามีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกในที่ประชุม ให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่จะลงคะแนนโดยเปิดเผย ส่วนในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ข้อ 66 กำหนดว่า เมื่อสมาชิกเสนอญัตติโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคนขอให้กระทำเป็นการลับ จึงให้[[ลงคะแนนลับ]] แต่ถ้ามีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองมากกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกในที่ประชุมวุฒิสภา ก็ให้[[ลงคะแนนโดยเปิดเผย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 75 กำหนดวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1)	ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่ประธานกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2)	เรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลขประจำตัวสมาชิกให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3)	วิธีอื่นใดที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ข้อ 67 กำหนดวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1)	ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่[[ประธานวุฒิสภา]]กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2)	[[ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ]]พร้อมกับแสดงบัตรลงคะแนน ผู้เห็นด้วยให้แสดงบัตรลงคะแนนสีน้ำเงิน  ผู้ไม่เห็นด้วยให้แสดงบัตรลงคะแนนสีแดง ส่วนผู้ไม่ออกเสียงให้แสดงบัตรลงคะแนนสีขาว โดยบัตรลงคะแนนดังกล่าวให้สมาชิกลงลายมือชื่อและหมายเลขประจำตัวสมาชิกกำกับไว้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3)	เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานของที่ประชุมกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(4)	วิธีอื่นใดซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาเห็นสมควรเฉพาะกรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยมักจะมีวิธีปฏิบัติที่ใกล้เคียงกันตามข้อบังคับการประชุมสภาของสภานั้นๆ  นอกจากวิธีต่างๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมของทั้งสองสภาดังกล่าวแล้ว  ในอดีตยังมีวิธีปฏิบัติอื่น อาทิ ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ยืนขึ้น การแบ่งพวก (พวกเห็นด้วยให้อยู่ทางขวามือของประธาน พวกไม่เห็นด้วยให้อยู่ทางซ้ายมือของประธาน และพวกไม่ออกเสียงให้อยู่ตรงหน้าของประธาน) กดปุ่มลงคะแนน (สัญญาณไฟจะปรากฏบนแผงแสดงตำแหน่งที่นั่ง)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงลงคะแนนลับ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 76 กำหนดวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) เขียนเครื่องหมายบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ผู้เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายถูก ผู้ไม่เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายกากบาท x ส่วนผู้ไม่ออกเสียงให้เขียนเครื่องหมายวงกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2) วิธีอื่นใดซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ข้อ 68 กำหนดวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1)	ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่[[ประธานวุฒิสภา]]กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(2)	เขียนเครื่องหมายบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ผู้เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายถูก ผู้ไม่เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายกากบาท (x) ส่วนผู้ไม่ออกเสียงให้เขียนเครื่องหมายวงกลม (O) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(3)	วิธีอื่นใดซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาเห็นสมควรเฉพาะกรณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การออกเสียงลงคะแนนลับก็เช่นเดียวกับการออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยที่มักจะมีวิธีปฏิบัติที่ใกล้เคียงกันตามข้อบังคับการประชุมสภาของสภานั้นๆ นอกจากวิธีต่างๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมของทั้งสองสภาดังกล่าวแล้ว ในอดีตยังมีวิธีปฏิบัติอื่น อาทิ ลงเบี้ยในตู้ทึบ (โดยส่วนใหญ่เบี้ยจะมีสามสีคือ สีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว การลงเบี้ยจะเรียกชื่อสมาชิกออกมาลงเบี้ยในหีบต่อหน้าประธานหรือกรรมการ สีของเบี้ยที่ใช้ขึ้นอยู่กับข้อบังคับการประชุมนั้นๆ จะกำหนดให้ใช้สีใดที่แสดงถึงผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และผู้ไม่ออกเสียง) กดปุ่มลงคะแนน (สัญญาณไฟไม่ปรากฏบนแผงแสดงตำแหน่งที่นั่ง)   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนแล้ว คะแนนเสียงที่ได้จะเป็นผลการลงมติหรือการตัดสินใจของสมาชิกสภาแต่ละคนที่มีต่อปัญหาหรือมาตรการหรือญัตติใดญัตติหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมคะแนนของสมาชิกแต่ละคนเข้าด้วยกันแล้วก็จะเป็นมติคือผลขั้นสุดท้ายของสภา&amp;lt;ref&amp;gt;อุมาสีว์ สอาดเอี่ยม, “ลักษณะการประชุมสภา,” &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; 34,4 (เมษายน 2529) : 22.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่ถ้ามีการขอให้นับคะแนนใหม่ วิธีการ[[นับคะแนนเสียง]]ใหม่นั้นจะต้องเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนในลำดับถัดไป โดย ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 กำหนดว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 77 เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 75 (1) แล้ว(คือใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน) ถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับใหม่โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ 75 (2) (คือเรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลขประจำตัวสมาชิกให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน) เว้นแต่คะแนนเสียงต่างกันเกินกว่ายี่สิบห้าคะแนนจะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ไม่ได้ เมื่อได้มีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 75 (2) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551  กำหนดว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 74  ในการ[[นับคะแนนเสียง]]ครั้งใด ถ้าสมาชิกเสนอ[[ญัตติ]]โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคนให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ ก็ให้มีการนับใหม่เว้นแต่คะแนนเสียงมีความต่างกันเกินกว่าสิบคะแนนจะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่มิได้ การนับคะแนนเสียงใหม่ตามวรรคหนึ่งให้เปลี่ยนวิธีลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ 67 หรือข้อ 68 ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไปแล้วแต่กรณี  เว้นแต่รัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับนี้กำหนดวิธีลงคะแนนไว้โดยเฉพาะเป็นอย่างอื่น  การนับคะแนนเสียงโดยวิธีตามข้อ 67 (3) หรือ ข้อ 68 (2) จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อนับคะแนนเสียงเสร็จแล้วประธานในที่ประชุมจะประกาศมติต่อที่ประชุมทันที  ถ้าเรื่องใดที่[[รัฐธรรมนูญ]] กฎหมายหรือข้อบังคับนี้กำหนดไว้ว่ามติจะต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงถึงจำนวนเท่าใด  ก็ให้ประกาศด้วยว่าคะแนนเสียงข้างมากถึงจำนวนที่กำหนดไว้นั้นหรือไม่ เช่น กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]และ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคล  มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ[[สภาผู้แทนราษฎร]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,2550), 117-118.&amp;lt;/ref&amp;gt; เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนั้นเมื่อมีมติของสภา จะมีการบันทึกและปิดประกาศการออกเสียงลงคะแนนหรือบันทึกการลงมติ  ซึ่งในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 81 กำหนดว่า  ให้เลขาธิการจัดทำบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคนและปิดประกาศบันทึกดังกล่าวไว้ ณ บริเวณสภาที่ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ เว้นแต่การออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับตามข้อ 76 และในข้อการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ข้อ 76 กำหนดว่า ให้[[เลขาธิการวุฒิสภา]]จัดทำบันทึกการลงมติการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคน และเปิดเผยบันทึกการลงมติดังกล่าวไว้ ณ [[สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา]]เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ เว้นแต่กรณีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ลำดับการลงมติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[ลำดับการลงมติ]] หมายถึง การลงมติของสมาชิกในกรณีที่ญัตติมีหลายประเด็น หรือกรณีพิจารณาญัตติที่มีหลายฉบับรวมกันแต่ลงมติทีละฉบับ ลำดับการลงมตินั้นจะต้องให้สมาชิกลงมติในญัตติที่เสนอมาลำดับสุดท้ายก่อน แล้วย้อนเป็นลำดับไปลงมติในญัตติต้น&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; 272.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยส่วนใหญ่ข้อบังคับการประชุมสภาที่ผ่านมามักจะกำหนดในเรื่องของลำดับการลงมติไว้ด้วย ซึ่งลำดับการลงมติได้ถูกกำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมสภา ตั้งแต่ข้อบังคับการประชุมและปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2476 อย่างไรก็ดีในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ไม่ได้กำหนดเรื่องของลำดับการลงมติไว้แต่อย่างใด ในขณะที่ ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อ 70 ลำดับการลงมตินั้น ให้ลงมติในญัตติสุดท้ายก่อนแล้วย้อนเป็นลำดับไปหาญัตติต้น แต่มิให้ถือว่าความผิดพลาดในการเรียงลำดับดังกล่าวมานี้ เป็นเหตุให้มติที่ได้ลงคะแนนและนับคะแนนเสร็จแล้วเป็นอันเสียไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สรุป==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การลงมติ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสภา ในกระบวนการพิจารณาเรื่องต่างๆ ของสภาเช่น การพิจารณาญัตติ การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การพิจารณาให้ความเห็นชอบ[[นายกรัฐมนตรี]] การพิจารณาในขั้นกรรมาธิการ เป็นต้น โดยมติของสภาจะกระทำโดยการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งข้อบังคับการประชุมได้กำหนดวิธีการไว้ สมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียง และมติของสภาให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติของปัญหา และเพื่อให้ได้แนวทางที่สภาจะต้องดำเนินการต่อไป	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา.  &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา), ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการ	สภาผู้แทนราษฎร),ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮ้าส์), 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์), 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา), ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร), ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร),ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร), 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุมาสีว์ สอาดเอี่ยม, “ลักษณะการประชุมสภา,”  &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; 34,4 (เมษายน 2529) : 5-33.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาเปรียบเทียบ 2476-2517.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา), ม.ป.ป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร), 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาสา ทรัพย์อนันต์. “การออกเสียงโดยการกดปุ่มลงคะแนน.”  &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; 25,7  (กรกฎาคม 2520) : 1-17.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุมาสีว์ สะอาดเอี่ยม. “ลักษณะการประชุมสภา.” &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร&#039;&#039;&#039; 34,4 (เมษายน 2529) : 5-33.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4014</id>
		<title>สมัยประชุม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1&amp;diff=4014"/>
		<updated>2010-03-18T06:19:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อมี[[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมานั่งประชุมกันทันทีมิได้ จะต้องรอจนกว่าจะมีการเรียกประชุมสภาก่อน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 127 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 90.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดย[[พระมหากษัตริย์]]ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 92.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในทางปฏิบัติ[[คณะรัฐมนตรี]]ซึ่งรักษาการอยู่จะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากราบบังคมทูลขึ้นไปเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเปิด–ปิดสมัยประชุมรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; http://meechaithailand.com/ver1/?Module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; เรียก [[ประชุมรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[การประชุมสภา]]มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการประชุมโดยทั่วไป นับแต่ลักษณะการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม หัวข้อเรื่องที่ประชุม การอภิปราย และการลงมติในเรื่องที่ประชุม การประชุมสภาจะแบ่งตามประเภทของสมาชิกรัฐสภา ในกรณีที่รัฐสภาประกอบด้วย[[สภาผู้แทนราษฎร]]และ[[วุฒิสภา]] การประชุมจะแบ่งเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยปกติการประชุมสภาจะต้องกระทำโดยเปิดเผยให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุมได้ตามระเบียบที่ประธานกำหนด และประธานสภาต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถรับได้อย่างทั่วถึง เว้นแต่มีเหตุขัดข้องให้แจ้งที่ประชุมทราบ หรือเว้นแต่จะมีความจำเป็น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การประชุมสภา,&#039;&#039;&#039; จากเว็บไซด์รัฐสภา, http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html, วันที่ 26 สิงหาคม 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดย[[คณะรัฐมนตรี]]หรือสมาชิกของแต่ละสภาหรือทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภาเท่าที่มีอยู่รวมกัน แล้วแต่กรณี ร้องขอให้ประชุมลับก็ให้ประชุมลับ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551,&#039;&#039;&#039; ข้อ 11.&amp;lt;/ref&amp;gt; หลังจากนัดประชุมเรียบร้อยแล้ว สภาจะต้องดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระที่กำหนดไว้ และในการดำเนินการประชุมไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา หรือการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะต้องกระทำในระหว่างสมัยประชุมเท่านั้น สภามิได้ทำงานกันตลอดเวลาหรือตลอดทั้งปี หากแต่ทำงานกันเป็นสมัย ๆ เรียกว่า สมัยประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การเปิด – ปิดสมัยประชุมรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; http://meechaithailand.com/ver1/?Module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, วันที่ 17 มิถุนายน 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมัยประชุม หมายถึง กำหนดเวลาในรอบหนึ่งปีที่ให้รัฐสภาทำการประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ทางด้านนิติบัญญัติ สมัยประชุม มี 2 ประเภท&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การดำเนินการประชุม,&#039;&#039;&#039; จากเว็ปไซด์รัฐสภา, http://www.parliament.go.th/parcy/428.0.html, วันที่ 26 สิงหาคม 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[สมัยประชุมสามัญของรัฐสภา]] ในปีหนึ่ง ๆ ให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา 2 สมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1.1 [[สมัยประชุมสามัญทั่วไป]] เป็นสมัยประชุมที่มีขึ้นภายหลัง[[การเลือกตั้ง]]ทั่วไป โดยจะถือวันประชุมครั้งแรกที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาทำรัฐพิธีก็ได้ ซึ่งสมัยประชุมนี้รัฐสภาจะพิจารณาเรื่องใด ๆ ก็ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเสนอญัตติหรือการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]หรือ[[รัฐมนตรี]] เหตุที่ต้องให้สมัยประชุมสามัญทั่วไปเป็นสมัยประชุมแรกหลังการเลือกตั้ง ก็เนื่องจากเหตุผลดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		เหตุผลประการที่หนึ่ง คือ [[รัฐธรรมนูญ]]ต้องการให้[[สภาผู้แทนราษฎร]]เป็นผู้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ จึงมีความจำเป็นต้องให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาให้เรียบร้อยเสียก่อน ต่อจากนั้นจึงจะพิจารณาวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		เหตุผลประการที่สอง คือ รัฐธรรมนูญต้องการให้สมัยประชุมแรกหลังการเลือกตั้ง เป็นสมัยประชุมที่สามารถพิจารณาและดำเนินการได้ทุกเรื่องโดยไม่มีข้อจำกัด อย่างไรก็ดีในขณะที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการในระหว่างสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ แต่ก็สามารถกระทำในระหว่างสมัยประชุมสามัญทั่วไปได้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ คือ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ รัฐสภาสามารถดำเนินการได้เฉพาะบางเรื่องที่เป็นเรื่องหลักๆ ขณะที่รัฐสภาสามารถดำเนินการได้ทุกเรื่องในสมัยประชุมสามัญทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือ[[รัฐมนตรี]]นั้น จะกระทำได้แต่เฉพาะในสมัยประชุมสามัญทั่วไปเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ในปีหนึ่งจะมีการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจได้เพียงครั้งเดียว ไม่ใช่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกสมัยประชุมเหมือนกับรัฐธรรมนูญในฉบับก่อนๆ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สมัยประชุมสามัญทั่วไป,&#039;&#039;&#039; จากคลังปัญญาไทย, http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php, วันที่ 26 สิงหาคม 2552.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1.2 [[สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ]] ในสมัยประชุมนี้ รัฐสภาจะดำเนินการประชุมได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ การอนุมัติ[[พระราชกำหนด]] [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการประกาศสงคราม การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือกหรือการให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่ง การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่ให้มีการเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่กำหนดห้ามไว้เช่นนี้ ก็เนื่องจากไม่ประสงค์จะให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจกันทุกสมัยประชุม หรือมีการพิจารณาญัตติต่าง ๆ จนไม่มีเวลาพิจารณาร่างกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามดังกล่าว มิได้ห้ามไว้อย่างเด็ดขาด หากมีความจำเป็น รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใดด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 91.&amp;lt;/ref&amp;gt; ให้พิจารณาเรื่องอื่นใดก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		วันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติให้[[สภาผู้แทนราษฎร]]เป็นผู้กำหนด ในกรณีที่การเริ่มประชุมครั้งแรกมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่ถึง 150 วัน จะไม่มีการประชุมสามัญนิติบัญญัติสำหรับปีนั้นก็ได้ สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นสมัยประชุมที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีสามารถทุ่มเทและอุทิศเวลาให้กับการทำงานด้านนิติบัญญัติ โดยไม่ต้องมัวกังวลหรือถูกแรงกดดันจากปัจจัยหรือประเด็นทางการเมืองมากเกินไป&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 91.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		สำหรับกำหนดเวลาในสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่ง ๆ มีกำหนดเวลา 120 วัน แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาออกไปก็ได้ ส่วนการปิดสมัยประชุมสามัญก่อนครบกำหนดเวลา 120 วัน จะกระทำได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งกระทำโดยพระราชกฤษฎีกา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 91.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. [[สมัยประชุมวิสามัญ]] หมายถึง การเปิดประชุมนอกสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา การเปิดสมัยประชุมวิสามัญนี้ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงเรียกให้มีขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลและตราเป็น[[พระราชกฤษฎีกา]] ซึ่งนอกจากกรณีนี้แล้ว การเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญยังมีเพิ่มอีกสองกรณี&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 92.&amp;lt;/ref&amp;gt; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 92.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2.2 [[ประธานวุฒิสภา]]แจ้งให้[[ประธานรัฐสภา]]ทราบว่าวุฒิสภาได้รับรายงานการไต่สวนการยื่นถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของ[[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]]ซึ่งส่งให้นอกสมัยประชุม เพื่อที่ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาและมีมติถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่ง&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์, 2551, หน้า 206.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า กรณีที่ฝ่ายบริหารหรือ[[คณะรัฐมนตรี]]ต้องการที่จะให้มีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญโดยนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกานั้น นายกรัฐมนตรีเป็น[[ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ]] ส่วนกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อกันร้องขอให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูล หรือกรณีประธานวุฒิสภาแจ้งต่อประธานรัฐสภาเพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญนั้น ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สมัยประชุมวิสามัญ,&#039;&#039;&#039; จากคลังปัญญาไทย, http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php, วันที่ 26 สิงหาคม 2552.&lt;br /&gt;
&amp;lt;/ref&amp;gt; ดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร). 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร). 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
http://meechaithailand.com/ver1/?Module=3&amp;amp;action=view&amp;amp;type=10&amp;amp;mcid=21, (เข้าข้อมูลเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php, (เข้าข้อมูลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3&amp;diff=4013</id>
		<title>สภาผู้แทนราษฎร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3&amp;diff=4013"/>
		<updated>2010-03-18T06:17:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ตวงรัตน์ เลาหัตถพงษ์ภูริ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อใดที่มีการกล่าวถึง “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นสถานที่มีผู้แทนราษฎรมาร่วมชุมนุมกันกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของประเทศ&amp;lt;ref&amp;gt;สถาบันพระปกเกล้า, &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2544), หน้า 4.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น การที่จะให้ประชาชนของประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ในทุกกรณี จึงจำเป็นต้องใช้ระบบผู้แทนโดยประชาชนจะมอบหมายให้ผู้แทนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้าไปใช้[[อำนาจอธิปไตย]]แทนในด้านต่าง ๆ โดยรัฐสภาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นสถาบันการเมืองที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญยิ่งในการออกกฎหมายมาให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ที่มาของสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาโดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ของประชาชนทั้งประเทศ แต่วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้สุดแล้วแต่[[รัฐธรรมนูญ]]ของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[การเลือกตั้งโดยตรง]] หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนโดยตรง&amp;lt;ref&amp;gt;สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์, &#039;&#039;&#039;กฎหมายรัฐธรรมนูญ,&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2524), หน้า 53.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[การเลือกตั้งโดยอ้อม]] หมายถึง การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนไปเลือกตั้งผู้ที่จะไปทำการเลือกตั้งแทนตนในภายหลัง&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ ยกเว้นสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้งตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 โดยให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อนแล้วให้ผู้แทนตำบลไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==จำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัวแต่ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรเป็นเกณฑ์ โดยถือเกณฑ์ราษฎรจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน ถ้าเศษที่เหลือเกินเจ็ดหมื่นห้าพันคนให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อีก 1 คน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุธศักราช 2521&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ตายตัว เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยสี่สิบคนแต่ไม่เกินสามร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามร้อยหกสิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญบางฉบับยังมีการแบ่งประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ด้วยนับจากที่ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2540 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไว้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบันกำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ 2 ประเภทเช่นกัน คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละไม่เกินสามคนจำนวนสี่ร้อยคน และประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมาได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการตรา[[พระราชบัญญัติ]]ออกใช้บังคับและมีอำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]ของรัฐบาล เว้นแต่ในบางช่วงที่ใช้ธรรมนูญการปกครองประเทศ จะไม่มีการกำหนดให้สถาบันการเมืองที่ธรรมนูญการปกครองประเทศในช่วงนั้นกำหนดให้เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติมีหน้าที่ควบคุม[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ของรัฐบาลเหมือนที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น, 2548), หน้า 921-922.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติซึ่งต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบจึงเสนอให้[[วุฒิสภา]]พิจารณาต่อไปได้&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 140 มาตรา 142 มาตรา 145 มาตรา 146.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. อำนาจหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] โดยการตั้งกระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามสด การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]] และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคล การตั้งคณะกรรมาธิการ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. อำนาจหน้าที่ในการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอแนะและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอ[[ญัตติ]] การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นๆ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติของ[[รัฐธรรมนูญ]]&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 134.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและมติที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติ[[พระราชกำหนด]]กรณีเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 184.&amp;lt;/ref&amp;gt; และพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดกรณีมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน ในระหว่าง[[สมัยประชุม]]&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 186.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. อำนาจหน้าที่ในการเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อ[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]ว่าพระราชกำหนดนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือมิได้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 185.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7. อำนาจหน้าที่ในการประชุมร่วมกับ[[วุฒิสภา]]เพื่อทำหน้าที่รัฐสภาในกรณีต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 136.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		1) [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการแต่งตั้ง[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		2) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		3) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		4) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		5) การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		6) การให้ความเห็นชอบในการ[[ปิดสมัยประชุม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		7) การเปิดประชุมรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		8) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		9) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		10) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		11) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		12) การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		13) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อฟังความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		14) การให้ความเห็นชอบใน[[การประกาศสงคราม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		15) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
		16) [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อายุของสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[อายุของสภาผู้แทนราษฎร]]ตามรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มีกำหนดไว้คราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 กำหนดไว้คราวละสี่ปีเช่นกันแต่ให้นับแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ยกเว้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในตำแหน่งได้คราวละห้าปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงที่อยู่ครบสี่ปีจำนวน 2 ชุด คือ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 8 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 22 ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2548&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การสิ้นสุดของสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง [[พระมหากษัตริย์]]จะได้ทรงตรา[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. เมื่อมี[[พระราชกฤษฎีกา]]ให้มี[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]ต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎรและวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 108.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
	 &lt;br /&gt;
==สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 24 ชุด ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=1&lt;br /&gt;
!ชุดที่ &lt;br /&gt;
!ประเภท &lt;br /&gt;
!ที่มา &lt;br /&gt;
!จำนวน&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิก&amp;lt;br&amp;gt;(คน) &lt;br /&gt;
!ระยะเวลา &lt;br /&gt;
!สาเหตุของการสิ้นสุด&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|70&lt;br /&gt;
|28 มิ.ย. 2475 – 15 พ.ย. 2476&lt;br /&gt;
|มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ&amp;lt;br&amp;gt;แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยอ้อม&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|78&amp;lt;br&amp;gt;78&lt;br /&gt;
|15 พ.ย. 2476 – 9 ธ.ค. 2480&amp;lt;br&amp;gt;9 ธ.ค. 2476&lt;br /&gt;
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี&amp;lt;br&amp;gt;คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|3&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 13 คน)&lt;br /&gt;
|91&amp;lt;br&amp;gt;91&lt;br /&gt;
|7 พ.ย. 2480 – 11 ก.ย. 2481&amp;lt;br&amp;gt;9 ธ.ค. 2476&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;br&amp;gt;คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|4&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|91&amp;lt;br&amp;gt;91&lt;br /&gt;
|12 พ.ย. 2481 – 15 ต.ค. 2488&amp;lt;br&amp;gt;9 ธ.ค. 2476&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;br&amp;gt;คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|5&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง (เพิ่มอีก 5 คน)&lt;br /&gt;
|96&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;96&lt;br /&gt;
|6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;9 ธ.ค. 2476 – 10 พ.ค. 2489&lt;br /&gt;
|ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489&amp;lt;br&amp;gt;ให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และมีการยึดอำนาจ&amp;lt;br&amp;gt;การปกครองประเทศเมื่อ 8 พ.ย. 2490&amp;lt;br&amp;gt;ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ 10 พ.ค. 2489&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|6&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทน&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|178&lt;br /&gt;
|6 ม.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|7&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|99&lt;br /&gt;
|29 ม.ค. 2491 – 29 พ.ย. 2494&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|8&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|123&amp;lt;br&amp;gt;123&lt;br /&gt;
|26 ก.พ. 2495 – 25 ก.พ. 2500&amp;lt;br&amp;gt;30 พ.ย. 2494&lt;br /&gt;
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี&amp;lt;br&amp;gt;คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|9&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|160&amp;lt;br&amp;gt;123&lt;br /&gt;
|26 ก.พ. 2500 – 16 ก.ย. 2500&amp;lt;br&amp;gt;30 พ.ย. 2494 – 16 ก.ย. 2500&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&amp;lt;br&amp;gt;มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|10&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สมาชิกประเภทที่ 1&amp;lt;br&amp;gt;สมาชิกประเภทที่ 2&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;แต่งตั้ง&lt;br /&gt;
|186&amp;lt;br&amp;gt;121&lt;br /&gt;
|15 ธ.ค. 2500 – 20 ต.ค. 2501&amp;lt;br&amp;gt;18 ก.ย. 2500 – 20 ต.ค. 2501&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&amp;lt;br&amp;gt;มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|11&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทน&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|219&lt;br /&gt;
|10 ก.พ. 2512 – 17 พ.ย. 2514&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|269&lt;br /&gt;
|26 ม.ค. 2518 – 12 ม.ค. 2519&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|279&lt;br /&gt;
|4 เม.ย. 2519 – 6 ต.ค. 2519&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|301&lt;br /&gt;
|22 เม.ย. 2522 – 19 มี.ค. 2526&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|15&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|324&lt;br /&gt;
|18 เม.ย. 2526 – 1 พ.ค. 2529&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|347&lt;br /&gt;
|27 ก.ค. 2529 – 29 เม.ย. 2531&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|17&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|357&lt;br /&gt;
|24 ก.ค. 2531 – 23 ก.พ. 2534&lt;br /&gt;
|มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|360&lt;br /&gt;
|22 มี.ค. 2535 – 30 มิ.ย. 2535&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|19&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|360&lt;br /&gt;
|13 ก.ย. 2535 – 19 พ.ค. 2538&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|391&lt;br /&gt;
|2 ก.ค. 2538 – 27 ก.ย. 2539&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|21&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&lt;br /&gt;
|393&lt;br /&gt;
|17 พ.ย. 2539 – 9 พ.ย. 2543&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|22&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;	- แบ่งเขตเลือกตั้ง&amp;lt;br&amp;gt; - บัญชีรายชื่อ&lt;br /&gt;
|&amp;lt;br&amp;gt;400&amp;lt;br&amp;gt;100&lt;br /&gt;
|6 ม.ค. 2544 – 5 ม.ค. 2548&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|พ้นจากตำแหน่งตามวาระ 4 ปี&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|23&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;	- แบ่งเขตเลือกตั้ง&amp;lt;br&amp;gt; - บัญชีรายชื่อ&lt;br /&gt;
|&amp;lt;br&amp;gt;400&amp;lt;br&amp;gt;100&lt;br /&gt;
|6 ก.พ. 2548 – 24 ก.พ. 2549&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร &amp;lt;br&amp;gt;ต่อมาวันที่ 19 ก.ย. 2549&amp;lt;br&amp;gt;มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|24&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|สภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|เลือกตั้งโดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;	- แบ่งเขตเลือกตั้ง&amp;lt;br&amp;gt; - สัดส่วน&lt;br /&gt;
|&amp;lt;br&amp;gt;400&amp;lt;br&amp;gt;80&lt;br /&gt;
|23 ธ.ค. 2550 – ปัจจุบัน&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
| -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ที่มา&#039;&#039;&#039; กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ, กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ตถาตา พับลิเคชั่น. 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. &#039;&#039;&#039;สารานุกรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมืองเรื่องสภาผู้แทนราษฎร.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์. &#039;&#039;&#039;กฎหมายรัฐธรรมนูญ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2524.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผุ้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;“รัฐสภาไทยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร.”&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร : องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์, 2548. (หนังสือที่ระลึกในวโรกาสที่พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงนำคณะอาจารย์และนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : เปรียบเทียบพัฒนาการประชาธิปไตยในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทัศนศึกษารัฐสภา ห้องสมุดรัฐสภา และพิพิธภัณฑ์รัฐสภา วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1. &#039;&#039;&#039;สรุปเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ&#039;&#039;&#039; 2, 1. (มกราคม – มีนาคม 2548 (ฉบับพิเศษ))&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4012</id>
		<title>การประชุมสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4012"/>
		<updated>2010-03-18T06:14:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; วัชราพร ยอดมิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามระบบรัฐสภา โดยมีรัฐสภาเป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน อันประกอบด้วย[[สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[วุฒิสภา]] การทำงานของสมาชิกทั้งสองสภานั้นจะต้องมีการประชุมหารือกันเพื่อดำเนินการหรือลงมติในเรื่องต่างๆ ซึ่งการประชุมดังกล่าวถือว่าเป็นการประชุมที่มีลักษณะพิเศษกว่าการประชุมปกติ เรียกว่า &#039;&#039;&#039;“การประชุมสภา”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายและประเภทของการประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การประชุมสภา หมายถึง การประชุมของสมาชิกรัฐสภา เมื่อรัฐสภาประกอบด้วย[[สภาผู้แทนราษฎร]]และ[[วุฒิสภา]] โดยรัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกันย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ (มาตรา 88 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) สามารถแบ่งการประชุมสภาได้ 3 ประเภทตามประเภทของสมาชิกสภา คือ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีรายละเอียด ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;1. [[การประชุมสภาผู้แทนราษฎร]]&#039;&#039;&#039; หมายถึง การประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเรื่องใดๆ ตามอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นอกจากจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์ประชุมแล้วยังมี[[รัฐมนตรี]] และผู้ที่[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] หรือผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอนุญาตเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ โดยมีข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นเครื่องมือในการดำเนินการประชุม ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรผู้ทำหน้าที่แทน&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548. หน้า 538.&amp;lt;/ref&amp;gt; การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นการทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ ร่างพระราชบัญญัติ และพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด ทำหน้าที่ใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]] โดยการตั้งกระทู้ถาม และการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]หรือ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคล รวมถึง[[การเลือกตั้ง]]สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ใน[[การให้ความเห็นชอบ]]เรื่องต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;2. [[การประชุมวุฒิสภา]]&#039;&#039;&#039; หมายถึง การประชุมของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อพิจารณาเรื่องใดๆ ตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภานอกจากจะมีสมาชิกวุฒิสภาเป็นองค์ประชุมแล้วยังมี[[รัฐมนตรี]] และผู้ที่[[ประธานวุฒิสภา]]หรือผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอนุญาตเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ โดยมีข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาเป็นเครื่องมือในการดำเนินการประชุม ผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมวุฒิสภา ได้แก่ประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภาผู้ทำหน้าที่แทน&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 535-536.&amp;lt;/ref&amp;gt; การประชุมวุฒิสภาเป็นการทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น ทำหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ทำหน้าที่การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามและเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ทำหน้าที่ในการพิจารณาเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ เช่น [[ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]] [[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] [[ผู้ตรวจการแผ่นดิน]] [[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่พิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3. [[การประชุมร่วมกันของรัฐสภา]]&#039;&#039;&#039; หมายถึง การประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องใดๆ ที่[[รัฐธรรมนูญ]]กำหนด เช่น [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การแถลงนโยบาย การให้ความเห็นชอบใน[[การประกาศสงคราม]] การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]] เป็นต้น ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นจะต้องมีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาแยกต่างหากอีกฉบับหนึ่ง แต่ถ้ายังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจะต้องนำข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาใช้บังคับโดยอนุโลม และผู้ทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้แก่ [[ประธานรัฐสภา]] ซึ่งก็คือ [[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] และผู้ที่เป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง คือ [[ประธานวุฒิสภา]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประวัติของการประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การประชุมสภาไทยเกิดขึ้นครั้งแรก &amp;lt;ref&amp;gt;ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517. หน้า 20-25.&amp;lt;/ref&amp;gt;ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เวลา 14.00 นาฬิกา โดยกำหนดให้ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่ประชุม มีการจัดโต๊ะเป็นรูปครึ่งวงกลมตั้งอยู่ในระดับเดียวกันเป็นการชั่วคราว ซึ่งการประชุมครั้งแรกเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้เลือก[[เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี]] เป็น[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] พระยาอินทรวิชิต เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาเมื่อมี[[พฤฒสภา]]ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ขึ้นมาอีกสภาหนึ่งจึงได้กำหนดให้ใช้พระที่นั่งอภิเษกดุสิต เป็นที่ประชุมพฤฒสภาอีกแห่งหนึ่ง ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมให้ใช้เป็นที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และใช้เป็นที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และเมื่อเปลี่ยนจาก[[พฤฒสภา]]เป็น[[วุฒิสภา]]ในปี พ.ศ. 2490 แล้ว ได้กำหนดให้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นที่ประชุมวุฒิสภาเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2514 ได้มีการดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2517&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 1037.&amp;lt;/ref&amp;gt; จึงได้เปลี่ยนมาทำการประชุมสภา ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และได้เปิดการประชุมเป็นครั้งแรกในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดที่ 2 ครั้งที่ 67 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2517 และได้ใช้ห้องประชุมของอาคารรัฐสภาแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมแม้ไม่ได้ใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาแล้ว แต่ยังคงใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจนกระทั่งปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==สมัยประชุม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[[สมัยประชุม]] หมายถึง ระยะเวลาการประชุมรัฐสภาที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าในปีหนึ่งรัฐสภาจะมีการประชุมกี่ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลานานเท่าใด โดยหลักการกำหนดสมัยประชุมได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการประชุมสภาสามารถแบ่งการประชุมเป็น 2 สมัย คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[สมัยประชุมสามัญ]] เป็นการกำหนดวันประชุมสภาโดยปกติในระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งระยะเวลาของสมัยประชุมจะกำหนดโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2489 ถึง ปี 2538ได้บัญญัติให้สมัยประชุมสามัญมีกำหนดเวลา 90 วัน แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 สมัยประชุมสามัญมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน แต่สามารถขยายระยะเวลาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อย่างไรก็ตามสมัยประชุมสามัญสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะคือ สมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยมีการแยกสมัยประชุมครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ในการแยกสมัยประชุมทั้งสองลักษณะดังกล่าว มีเจตนารมณ์เพื่อให้การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการตรากฎหมายมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีในการดำเนินการประชุมทั้งสองสมัยประชุมมีความแตกต่างกันกล่าวคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1.1 สมัยประชุมสามัญทั่วไป เป็นสมัยประชุมที่รัฐสภาสามารถดำเนินการในเรื่องใดๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพิจารณาในการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1.2 สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ เป็นสมัยประชุมที่รัฐสภาสามารถดำเนินการประชุมได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในหมวดที่ 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติการอนุมัติพระราชกำหนด การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือกหรือการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่ง การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เว้นแต่รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใดด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. [[สมัยประชุมวิสามัญ]]&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, &#039;&#039;&#039;การประชุมสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ม.ป.ป.. หน้า 3.&amp;lt;/ref&amp;gt; เป็นการประชุมรัฐสภาในกรณีพิเศษนอกเหนือไปจากสมัยประชุมสามัญที่มีขึ้นเป็นปกติ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขในการเปิดสมัยประชุมวิสามัญของรัฐสภา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	 - เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ [[พระมหากษัตริย์]]จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้โดยทรงตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญตามคำแนะนำของฝ่ายบริหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองสภารวมกันหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==[[ลักษณะของการประชุม]]==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการประชุมสภานั้นจะต้องดำเนินการประชุมตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 133 “การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมร่วมกันของรัฐสภาย่อมเป็นการเปิดเผยตามลักษณะที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมแต่ละสภา แต่ถ้า[[คณะรัฐมนตรี]] หรือสมาชิกของแต่ละสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภาเท่าที่มีอยู่รวมกันแล้วแต่กรณี ร้องขอให้ประชุมลับก็ให้ประชุมลับ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้นจึงแบ่งการประชุมออกได้เป็น 2 ลักษณะ&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยอนันต์ สมุทวาณิช และเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์. &#039;&#039;&#039;กลไกรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2518. หน้า 43-45.&amp;lt;/ref&amp;gt; คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;1. [[การประชุมโดยเปิดเผย]]&#039;&#039;&#039; ในการประชุมโดยเปิดเผยนั้น บุคคลภายนอกสามารถเข้าฟังการประชุมได้ตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด นอกจากนี้ประธานสภาต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและหรือวิทยุโทรทัศน์ และต้องจัดให้มีการถ่ายทอดการประชุมทางเครื่องขยายเสียงและหรือวิทยุโทรทัศน์วงจรปิดภายในบริเวณของรัฐสภา และล่ามภาษามือ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเปิดเผย โปร่งใส สุจริตและตรวจสอบได้ และเป็นหลักประกันว่าการประชุมทุกครั้งจะดำเนินไปโดยยึดถือเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเห็นของเสียงข้างน้อยด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;2. [[การประชุมลับ]]&#039;&#039;&#039; เป็นการประชุมที่ต้องกระทำเป็นการลับตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน[[รัฐธรรมนูญ]]และข้อบังคับการประชุมสภา ในการประชุมลับนั้นผู้ที่จะอยู่ในที่ประชุม หรือ ณ ที่ใดในระยะที่จะฟังการประชุมได้ คือ สมาชิกสภาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกหรือแม้แต่สื่อมวลชนเข้าฟังการประชุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาเท่านั้น และห้ามใช้เครื่องบันทึกเสียง หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ขั้นตอนการประชุมสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การจัดระเบียบวาระการประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 38.&amp;lt;/reF&amp;gt; หมายถึง การลำดับเรื่องราวที่จะต้องพิจารณากันในที่ประชุมสภา ซึ่งโดยปกติจะจัดลำดับเรื่องที่อยู่ในวาระการประชุม ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก) เรื่องที่ประธานสภาจะต้องแจ้งต่อที่ประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข) รับรองรายงานการประชุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ค) กระทู้ถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ง) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จ) เรื่องที่ค้างพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ฉ) เรื่องที่เสนอใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ช) เรื่องอื่นๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การนัดประชุมสภา ต้องทำเป็นหนังสือส่งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันก่อนการประชุม พร้อมแจ้งระเบียบวาระการประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่ในกรณีที่บอกนัดในที่ประชุม ให้ทำหนังสือนัดเฉพาะสมาชิกที่ไม่ได้มาประชุม ในกรณีมีเรื่องด่วนประธานสภาจะนัดประชุมโดยแจ้งให้สมาชิกทราบน้อยกว่าสามวันก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. องค์ประชุม การประชุมสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เว้นแต่องค์ประชุมเพื่อพิจารณากระทู้ถามเป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละสภา โดยสมาชิกที่มาประชุมต้องลงชื่อในสมุดที่วางไว้ก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง และเมื่อถึงเวลาประชุมจะมีสัญญาณให้เข้าประชุม และสมาชิกจะเข้านั่งในที่ที่กำหนดไว้ เมื่อสมาชิกเข้าประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ประธานจะดำเนินการประชุมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. เลื่อนการประชุม&amp;lt;ref&amp;gt;อุมาสีว์ สอาดเอี่ยม, “ลักษณะการประชุม,” &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร,&#039;&#039;&#039; 34(4) (เมษายน 2529), หน้า 14.&amp;lt;/ref&amp;gt; สามารถทำได้ในกรณีต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- ในกรณีที่พิจารณาเรื่องหรือ[[ญัตติ]]ต่างๆ ยังไม่เสร็จสิ้น แต่เห็นว่าเรื่องนั้นมีปัญหาต้องพิจารณานาน หรือเรื่องค้างพิจารณาหลายเรื่องไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ สามารถเลื่อนการประชุมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	- หากพ้นกำหนดเวลาประชุมครึ่งชั่วโมงแล้ว สมาชิกยังไม่ครบองค์ประชุม ประธานจะสั่งให้เลื่อนการประชุมไปก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การพักการประชุม เป็นการหยุดการดำเนินการประชุมชั่วคราว เมื่อประธานในที่ประชุมสภาเห็นสมควร เช่น การพักการประชุมเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน หรือพักการประชุมหลังจากที่ประธานเห็นว่าประชุมนานหลายชั่วโมงแล้ว เป็นต้น ภายหลังการพักการประชุม เมื่อถึงเวลานัดประชุมใหม่ ก่อนจะดำเนินการประชุม จะต้องมีสมาชิกมาประชุมครบองค์ประชุม จึงจะดำเนินการประชุมสภาต่อไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. การเลิกประชุม เป็นการยุติการประชุมตามคำสั่งของประธานสภาตามข้อบังคับ ซึ่งประธานสภาจะสั่งให้เลิกประชุมเมื่อหมดระเบียบวาระของวันนั้น หรือสั่งเลิกประชุมตามที่เห็นสมควรก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ดังนั้น การประชุมสภา จึงมีความสำคัญต่อการปกครองในระบบรัฐสภา เพราะถือเป็นกลไกการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ อันจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านการควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร รวมถึงการทำงานในด้านอื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัยอนันต์ สมุทวาณิช และเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์. &#039;&#039;&#039;กลไกรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2518.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;การประชุมสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ม.ป.ป..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์. &#039;&#039;&#039;คู่มือสมาชิกวุฒิสภา เล่มที่ 1.&#039;&#039;&#039; นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัยอนันต์ สมุทวาณิชและเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์. &#039;&#039;&#039;กลไกรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2518.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี 2475-2517.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนตรี รูปสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;กฎหมายรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มังกร ชัยชนะดารา. &#039;&#039;&#039;วิธีดำเนินการประชุมแบบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาพร สระมาลีย์. &#039;&#039;&#039;กฎหมายรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. &#039;&#039;&#039;การประชุมสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ม.ป.ป..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475-2549.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุมาสีว์ สอาดเอี่ยม. “ลักษณะการประชุม,” &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร.&#039;&#039;&#039; 34(4) : 5-33 ; เมษายน 2529.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2544]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=4011</id>
		<title>การประกาศสงคราม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=4011"/>
		<updated>2010-03-18T06:14:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; พิษณุ สุ่มประดิษฐ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;ประกาศสงคราม&#039;&#039;&#039; หมายถึง การนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกับต่างชาติหรืออริราชศัตรู ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสวัสดิภาพตลอดจนความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและของพลเมือง รวมทั้งผลประโยชน์ของชาติ และเนื่องจากการนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามดังกล่าว จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวมและพลเมืองไทยทุกคนอย่างมหาศาลและรุนแรง ดังนั้น รัฐธรรมนูญหลายฉบับจึงได้กำหนดให้การประกาศสงครามทุกระดับและทุกกรณี เป็นพระราชอำนาจของ[[พระมหากษัตริย์]]ซึ่งทรงเป็นประมุขของประเทศ แต่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การประกาศสงครามเป็นเรื่องใหญ่มาก จำเป็นต้องไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด แม้แต่มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาให้ประกาศสงคราม ยังต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, หน้า 526.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเป็นมาของการประกาศสงคราม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข้อกำหนดว่าต้องมีการประกาศสงครามเสียก่อนจึงเริ่มรบกันได้ เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศซึ่งกำหนดไว้ใน[[อนุสัญญากรุงเฮก]] (Hague Conventions) เมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) บางประเทศก็ให้สัตยาบันในอนุสัญญานี้ ขณะที่อีกหลายประเทศก็ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อแจ้งต่อประเทศเป็นกลางให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้อาจมีการระบุในประกาศสงครามถึงการนำอำนาจสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการประกาศสงคราม 2 มาตรา คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา 136 ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(14) [[การให้ความเห็นชอบ]]ในการประกาศสงคราม ตามมาตรา 189&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา 189 [[พระมหากษัตริย์]] ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในระหว่างที่อายุ[[สภาผู้แทนราษฎร]]สิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ตามวรรคหนึ่ง และการลงมติต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญของไทยตั้งแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 จนถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รวม 36 ฉบับ ไม่ว่าจะใช้ชื่อ ธรรมนูญการปกครอง หรือ รัฐธรรมนูญ ต่างก็ให้ความสำคัญต่อการประกาศสงคราม โดยมีการกล่าวถึงการประกาศสงครามไว้เกือบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มีอยู่ 6 ฉบับ ที่ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกาศสงครามไว้ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502	(สมัยรัฐบาล [[สฤษดิ์ ธนะรัชต์|จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์]])&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515	(สมัยรัฐบาล [[ถนอม กิตติขจร|จอมพลถนอม กิตติขจร]]) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519	(สมัยรัฐบาล [[ธานินทร์ กรัยวิเชียร|นายธานินทร์ กรัยวิเชียร]]) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) [[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520]] (สมัยรัฐบาล [[เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์|พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์]]) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) [[ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534]] (สมัยรัฐบาล [[อานันท์ ปันยารชุน|นายอานันท์ ปันยารชุน]]) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549]] (สมัยรัฐบาล [[สุรยุทธ์ จุลานนท์|พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์]])&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ หรือ ธรรมนูญการปกครอง ทั้ง 6 ฉบับ เป็นผลพวงมาจากการยึดอำนาจการปกครองทั้งสิ้น ดังนั้น หากอยู่ในภาวการณ์ปกติ จะมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการประกาศสงครามทั้งหมด ในส่วนของข้อความเกี่ยวกับการประกาศสงครามนี้ เปลี่ยนแปลงไปบ้างในรัฐธรรมนูญ ฉบับต่าง ๆ แต่ก็มีใจความเช่นเดียวกัน คือ “พระมหากษัตริย์ทรง[[พระราชอำนาจ]]ในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความยินยอมของรัฐสภา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การประกาศสงครามของประเทศไทย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากมี ข้อกำหนดว่าต้องมีการประกาศสงครามเสียก่อนจึงเริ่มรบกันได้ เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศซึ่งกำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเฮก (Hague Conventions) เมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ประเทศไทย ได้เข้าร่วมสงครามหลายครั้ง แต่ได้มีการประกาศสงคราม 2 ครั้ง คือ การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ การประกาศสงคราม ภายหลังการปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประเทศไทยประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่ประเทศไทย ได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 (ค.ศ.1932) ทั้งนี้ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 1 ปี [[แปลก พิบูลสงคราม|พันเอกหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตสังคะ)]] หนึ่งใน[[คณะราษฎร]]ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]]เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 (ค.ศ.1938) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น (วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) รัฐบาลไทยประกาศตนเป็นกลาง ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาไมตรีกับนานาชาติไว้ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็น[[ฝ่ายพันธมิตร]] หรือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งเป็น[[ฝ่ายอักษะ]] (เพ็ญศรี ดุ๊ก, 2544 : 192)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากนั้น รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้กระทำการอันรุนแรงและบีบคั้นประเทศไทย จนไม่สามารถจะวางเฉย และประเทศไทยได้ลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) จึงได้มีพระบรมราชโองการประกาศสถานะสงคราม ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) เวลา 12.00 น. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2485 นายวิจิตร วิจิตรวาทการ [[รัฐมนตรี]]ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงเหตุผลต่อ[[สภาผู้แทนราษฎร]]ว่า ไทยมีความจำเป็นเนื่องจากได้ลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่น และไทยจะได้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของชาวอังกฤษและอเมริกัน ที่ถูกญี่ปุ่นยึดและกักคุมตัวไว้ รวมทั้งการส่งชาวอังกฤษและอเมริกันกลับประเทศ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติขอบใจรัฐบาลที่ได้ดำเนินการบริหารประเทศมาเป็นอย่างดี พร้อมกับแสดงความไว้วางใจต่อ[[แปลก พิบูลสงคราม|จอมพล ป. พิบูลสงคราม]] นายกรัฐมนตรี โดยการปรบมือ (กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, 2540 : 354)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของ ประกาศสงครามฉบับนี้ [[ทวี บุณยเกตุ|นายทวี บุณยเกตุ]] อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้บันทึกไว้ด้วยลายมือของตัวเอง ความว่า “ประกาศสงครามฉบับนี้ จอมพล ป. ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก่อนแล้ว จึงได้จัดส่งไปให้[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]ในขณะนั้นได้ลงนาม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ[[พระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา]] [[พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน]] และ[[ปรีดี พนมยงค์|นายปรีดี พนมยงค์]] แต่ในวันประกาศสงครามนั้น ตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2485 และเป็นวันที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษด้วย เมื่อได้ตกลงในเรื่องของการประกาศสงครามแล้ว ก็ได้ตกลงกันว่าจะประกาศสงครามตอนเที่ยงวัน แต่พอเวลาประมาณ 11 โมงเศษๆ ได้มีเจ้าหน้าที่มารายงานจอมพล ป. ว่าคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯในขณะนี้ มีเพียงสองคนเท่านั้น คือตอนนั้นนายปรีดีไม่ได้อยู่ในพระนคร คณะผู้สำเร็จราชการจึงลงพระนามเพียง 2 คนเท่านั้น แต่การที่จะรอให้ครบทั้ง 3 คน ก็เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้มีรับสั่งว่า ให้ประกาศชื่อของนายปรีดีเข้าไปด้วยก็แล้วกัน แม้จะไม่ได้ลงนามจริงๆ ก็ตาม ประธานคณะผู้สำเร็จราชการท่านบอกว่าท่านจะรับผิดชอบเอง จึงเป็นอันว่าประกาศสงครามฉบับนั้น มีลงชื่อจริงแค่สองคน แต่ตอนประกาศสู่สาธารณะให้ประกาศว่า มีลงชื่อครบทั้งสามคน” &amp;lt;ref&amp;gt;ดิเรก ชัยนาม, (2509) &#039;&#039;&#039;“ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2”.&#039;&#039;&#039; พระนคร : แพร่พิทยา, หน้า 204.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อนึ่ง การประกาศสงคราม ครั้งนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2482 ซึ่งบัญญัติว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม ทำหนังสือสัญญาสันติภาพสงบศึกหรือสัญญาอื่น ๆ กับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การประกาศสงครามนั้น จะทรงทำต่อเมื่อไม่ขัดแก่[[บทบัญญัติแห่งกติกาสันนิบาตชาติ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หนังสือสัญญาใด ๆ มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตต์สยาม หรือ จะต้องออก[[พระราชบัญญัติ]]เพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาไซร้ ท่านว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบของ[[สภาผู้แทนราษฎร]]” &amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, (2549) &#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475-2549)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,กรุงเทพฯ, หน้า 17.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==เหตุการณ์ภายหลังการประกาศสงคราม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ.1942) นายเวลลิงตัน คู เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงลอนดอน ได้ปรารภกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ควรประกาศสงครามกับไทย เพราะจีนเชื่อว่าไทยถูกญี่ปุ่นบีบบังคับ การประกาศสงครามกับไทย เท่ากับเป็นการผลักดันให้ไทยเข้าข้างญี่ปุ่น แต่เมื่ออังกฤษได้ทราบการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการของไทยจากรัฐบาลสวิส อังกฤษจึงได้ประกาศสงครามกับไทยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2485 โดยให้ถือว่ามีสงครามกับไทย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 และได้โทรเลขถึงข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ประจำประเทศ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอัฟริกาใต้ แสดงความหวังว่า ประเทศในเครือจักรภพ จะได้ดำเนินการอย่างเดียวกัน รัฐบาลแคนาดาไม่ได้ประกาศสงครามกับไทย แต่ถือว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะสงครามทางเศรษฐกิจ ทำนองเดียวกันกับประเทศบัลกาเรีย รัฐบาลออสเตรเลียประกาศสถานะสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2485 รัฐบาลอัฟริกาใต้ประกาศสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2485 โดยถือว่ามีสถานะสงครามกับไทยตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลนิวซีแลนด์ ประกาศสถานะสงครามกับไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2485 โดยถือว่าสถานะสงครามกับไทยตั้งแต่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศไม่รับรู้ประกาศทั้งสามประเทศคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอัฟริกาใต้ เนื่องจากไม่มีเหตุอย่างใด ที่ก่อให้เกิดสถานะสงครามระหว่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แสดงท่าทีไม่รับรู้การประกาศสงครามของประเทศไทย โดยมิได้ประกาศสงครามตอบ และยังคงถือว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง เว้นเสียแต่ในกรณีที่กำลังทหารไทย จะเข้าร่วมในการปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นต่อกองกำลังของสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงจะปฏิบัติต่อกำลังทหารไทยเสมือนหนึ่งศัตรู นโยบายเกี่ยวกับประเทศไทยของสหรัฐฯ กับอังกฤษจึงเริ่มแตกต่างกันตั้งแต่นั้นมา&amp;lt;ref&amp;gt;กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, (2540) &#039;&#039;&#039;“ประวัติศาสตร์การสงครามของไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, หน้า 108. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ภายหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) รัฐบาล[[ควง อภัยวงศ์|นายควง อภัยวงศ์]] เร่งแสวงหาความไว้วางใจจากฝ่ายพันธมิตร ทั้งนี้ ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออกคำแถลงการณ์ตามที่สมาชิกรัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ ดังข้อความต่อไปนี้ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. [[คำประกาศสงคราม]]ต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการประกาศโดยพลการ มิได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนี้[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]ก็มิได้รับรองทั้งคณะ ดังนั้น คำประกาศสงครามจึงไม่มีผลพูกพันชาวไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. ประเทศไทยจะคืนดินแดนในพม่าและมลายูที่ยึดครองไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2486 (ค.ศ.1943) ให้แก่อังกฤษ&amp;lt;ref&amp;gt;เพ็ญศรี ดุ๊ก, (2544) &#039;&#039;&#039;“การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 4 ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า 207.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของสงครามครั้งต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็น[[กรณีพิพาทอินโดจีน]] ปลายปี พ.ศ. 2483-2484 (ค.ศ. 1940-1941) [[สงครามเกาหลี]] ในปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) หรือ[[สงครามเวียดนาม]] ในปีพ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ซึ่งไทยมีส่วนร่วมทำสงครามทั้งสิ้น ปรากฏว่าไทยไม่ได้ประกาศสงครามแต่อย่างใด &amp;lt;ref&amp;gt;พัน รักษ์แก้ว, (2524) &#039;&#039;&#039;“คนไทยกับสงคราม”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ศักดิโสภา การพิมพ์, หน้า 419.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, &#039;&#039;&#039;“ประวัติศาสตร์การสงครามของไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, 2540.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ชัยนาม, &#039;&#039;&#039;“ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2”.&#039;&#039;&#039; พระนคร : แพร่พิทยา, 2509.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พัน รักษ์แก้ว, &#039;&#039;&#039; “คนไทยกับสงคราม”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ศักดิโสภา การพิมพ์, 2524&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี ดุ๊ก, &#039;&#039;&#039;“การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 4 ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2544&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, (2549)&#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475-2549)”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, (2540) &#039;&#039;&#039;“ประวัติศาสตร์การสงครามของไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, (2548) &#039;&#039;&#039;“ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิเรก ชัยนาม, (2509) &#039;&#039;&#039;“ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2”.&#039;&#039;&#039; พระนคร : แพร่พิทยา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พัน รักษ์แก้ว, (2504) &#039;&#039;&#039;“คนไทยกับสงคราม”,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ศักดิโสภา การพิมพ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ็ญศรี ดุ๊ก, (2544) &#039;&#039;&#039;“การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย (ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 4 ถึงสิ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักกฎหมาย, (2549) &#039;&#039;&#039;“รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2475-2549)”.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,กรุงเทพฯ.	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=4010</id>
		<title>สงวนคำแปรญัตติ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=4010"/>
		<updated>2010-03-18T06:13:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยมีการแบ่งแยก[[อำนาจอธิปไตย]]ออกเป็นสามอำนาจ คือ [[อำนาจนิติบัญญัติ]] [[อำนาจบริหาร]] และ[[อำนาจตุลาการ]] ผู้ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัตินั้นคือ[[รัฐสภา]] ซึ่ง[[รัฐธรรมนูญ]]บางฉบับกำหนดให้รัฐสภาเป็น[[ระบบสภาเดียว]] แต่บางฉบับกำหนดให้เป็นระบบสองสภา ประกอบด้วย [[สภาผู้แทนราษฎร]]และ[[วุฒิสภา]] สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้รัฐสภาเป็นระบบสองสภา โดยสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 480 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่ง[[เขตเลือกตั้ง]]จำนวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน ส่วนวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน มาจาก[[การเลือกตั้ง]]ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน และที่เหลือมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 74 คน ดังนั้นรัฐสภาจึงมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 630 คน เพื่อดำเนินงานภายในขอบเขตและวิธีการที่รัฐธรรมนูญและ[[ข้อบังคับการประชุมของสภา|ข้อบังคับการประชุมสภา]]ได้กำหนดไว้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551), หน้า 8.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาพอสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;1. อำนาจใน[[กระบวนการตรากฎหมาย|การตรากฎหมาย]]&#039;&#039;&#039; หมายถึง อำนาจในการออก[[พระราชบัญญัติ]] การแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกพระราชบัญญัติ [[การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ]]และการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายต่างๆ เพื่อให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;2. อำนาจใน[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]&#039;&#039;&#039; หมายถึง การสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของ[[คณะรัฐมนตรี]]ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ คือ การตั้งกระทู้ถาม การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] และการขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]หรือ[[รัฐมนตรี]]เป็นรายบุคคลอันอาจส่งผลให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3. อำนาจในการให้ความเห็นชอบ &#039;&#039;&#039; รัฐสภามีอำนาจใน[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแผ่นดินในกรณีต่างๆ ดังนี้ การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ การให้ความเห็นชอบในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2545), หน้า 15–17.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;4. อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด &#039;&#039;&#039; รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ใน[[การให้ความเห็นชอบ]]และการพิจารณาเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ เช่น [[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]] [[ผู้ตรวจการแผ่นดิน]] [[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]] เป็นต้น และสามารถถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551), หน้า 88–91.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับอำนาจหน้าที่หลักของรัฐสภา ได้แก่ การตรากฎหมายไม่ว่าจะเป็นการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือการตราพระราชบัญญัติก็ตาม โดยมีกระบวนการและขั้นตอนในการตรากฎหมายซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมกำหนดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การเสนอร่างพระราชบัญญัติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 142 ได้บัญญัติให้ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. [[คณะรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ค. ศาลหรือ[[องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]] เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ หรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ง. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เข้าชื่อร้องขอต่อ[[ประธานรัฐสภา]]เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 [[สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย]]และหมวด 5 [[แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ]]ตามรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2550), หน้า 104.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 138 ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 ฉบับ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ค. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ง. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จ. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ฉ. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ช. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ซ. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ฌ. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 100–101.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามมาตรา 139 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก. คณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ข. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ค. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้[[รักษาการตามพระราชบัญญัติ]]ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 101–102.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ / ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยสภาผู้แทนราษฎร==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ หรือ&lt;br /&gt;
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรก่อน และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้วจึงจะเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;แผนนิติบัญญัติ.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์), หน้า 14.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาเป็น 3 วาระ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;วาระที่ 1&#039;&#039;&#039; เป็นการพิจารณาหลักการทั่วไปของร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าสมควรจะลงมติรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับต่อไปเป็นวาระที่ 2 &lt;br /&gt;
แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;วาระที่ 2&#039;&#039;&#039; เป็นการพิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญภายหลังที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการแล้ว จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติว่าจะให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นโดยคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งหรือคณะกรรมาธิการเต็มสภา ซึ่งปกติจะเป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งซึ่งอาจเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ หรืออาจมีมติให้ส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรคณะใดคณะหนึ่งพิจารณาก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในขั้นคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายในกรอบของหลักการ โดยเสนอเป็น&#039;&#039;&#039;[[คำแปรญัตติ]]&#039;&#039;&#039;ล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายใน 7 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งการเสนอคำแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแปรเป็นรายมาตราด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 16–17.&amp;lt;/ref&amp;gt; กล่าวคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มิได้เป็นกรรมาธิการมีความประสงค์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ จะต้องเสนอข้อแก้ไขเพิ่มเติมของตน ซึ่งเรียกว่าคำแปรญัตติให้ถึงมือประธานคณะกรรมาธิการภายในเวลาที่กำหนดให้แปรญัตติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนการขอแก้ไขเพิ่มเติมของตัวคณะกรรมาธิการเองไม่เรียกว่าแปรญัตติเพราะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับคำแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็มีมติให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไปตามนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แต่ถ้าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากสมาชิกผู้แปรญัตติไม่ติดใจก็จบกันไป แต่ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดใจ และประสงค์จะนำคำแปรญัตติของตนไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรขั้น[[พิจารณาเรียงลำดับมาตรา|พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา]] สมาชิกผู้นั้นมีสิทธิที่จะขอสงวนเอาไว้ การกระทำดังกล่าวเรียกว่า &#039;&#039;&#039;สงวนคำแปรญัตติ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับตัวกรรมาธิการเอง ถ้าเสนอข้อแก้ไขเพิ่มเติมของตนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการแล้ว คณะกรรมาธิการเห็นด้วย ก็ให้แก้ไขไปตามนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	แต่ถ้ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และกรรมาธิการผู้นั้นไม่ติดใจ ก็จบกันไป แต่ถ้ากรรมาธิการผู้นั้นติดใจและประสงค์จะนำข้อแก้ไขเพิ่มเติมของตนไปอภิปรายในสภา กรรมาธิการผู้นั้นก็มีสิทธิที่จะขอสงวนเอาไว้ การกระทำดังกล่าวเรียกว่า &#039;&#039;&#039;[[สงวนความเห็น]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อจบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้ว ประธานคณะกรรมาธิการจะเสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่ประธานสภาจะได้สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระต่อไป&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2548), หน้า 51–52. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการ[[พิจารณาเรียงลำดับมาตรา|พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา]] สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง [[คำปรารภ]] แล้วพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา สมาชิกในที่ประชุมสภาจะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่คณะกรรมาธิการมีมติแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีผู้สงวนคำแปรญัตติหรือที่มีกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้เท่านั้น นอกนั้นอภิปรายไม่ได้และเมื่อเสร็จสิ้นการอภิปรายแล้ว ประธานจะขอให้ที่ประชุมลงมติในแต่ละมาตราเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่างเสร็จแล้ว สภาจะพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็ขอแก้ไขได้เฉพาะถ้อยคำเท่านั้น จะแก้ไขเนื้อหามิได้&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 52.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วาระที่ 3 การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 นี้ จะไม่มีการอภิปรายและให้ที่ประชุมลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในกรณีที่สภาลงมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป แต่ในกรณีที่สภามีมติให้ความเห็นชอบ ให้ประธานสภาดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ / ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยวุฒิสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 แล้ว ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งวุฒิสภาจะพิจารณาเป็น 3 วาระ เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร และในการพิจารณาในวาระที่สอง สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในกำหนด 7 วัน นับถัดจากวันที่วุฒิสภารับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา เว้นแต่วุฒิสภาจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551), หน้า 137–138.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่ถ้าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นก็สามารถสงวนคำแปรญัตติ เพื่อไปอภิปรายในวุฒิสภาในขั้นการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราได้ เมื่อจบการพิจารณาวาระที่ 2 แล้ว วุฒิสภาจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นในวาระที่ 3 หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้วเท่ากับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความสำคัญของการสงวนคำแปรญัตติ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;คำแปรญัตติ&#039;&#039;&#039; หมายถึง คำขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อความรายละเอียด หรือสาระสำคัญในมาตราต่างๆ ของร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า 205–206.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วน&#039;&#039;&#039;สงวนคำแปรญัตติ&#039;&#039;&#039; หมายถึง กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่มิได้เป็นกรรมาธิการซึ่งได้ยื่นคำขอแปรญัตติในร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ แต่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคำขอแปรญัตตินั้น และสมาชิกผู้นั้นมีความประสงค์ที่จะขอไปอภิปรายในที่ประชุมสภาเพื่อตัดสิน การสงวนข้อขัดแย้งระหว่างผู้เสนอขอแปรญัตติกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เพื่อให้ที่ประชุมสภาตัดสินดังกล่าว เรียกว่า สงวนคำแปรญัตติ&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า 909.&amp;lt;/ref&amp;gt; การแปรญัตติทำให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมาย โดยสมาชิกซึ่งมีความเห็นแตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้รับหลักการในวาระที่ 1 สามารถแปรญัตติเพื่อให้คณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ไตร่ตรองตามที่สมาชิกได้ขอแปรญัตติ ถ้าหากคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสมาชิกที่ขอแปรญัตติ สมาชิกผู้นั้นยังมีสิทธิที่จะขอสงวนคำแปรญัตติของตนไว้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้ตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยกับผู้ขอสงวนคำแปรญัตติหรือจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ การแปรญัตติหรือสงวนคำแปรญัตติจึงเป็นบทบาทหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กฎหมายที่จะออกมาเกิดความรอบคอบและเป็นกฎหมายที่ดียิ่งขึ้น และลดช่องโหว่ของกฎหมายให้น้อยลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จเร พันธุ์เปรื่อง, &#039;&#039;&#039;แผนนิติบัญญัติ.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ข้อบังคับการประชุม.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;ระบบงานรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2545.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์, 2551.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4009</id>
		<title>ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2&amp;diff=4009"/>
		<updated>2010-03-18T06:09:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ศรันยา สีมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของประเทศไทยนั้นยอมรับหลักการที่ว่า[[อำนาจอธิปไตย]]เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ [[ฝ่ายนิติบัญญัติ]] ได้แก่รัฐสภา ฝ่ายบริหาร ได้แก่[[คณะรัฐมนตรี]] และ[[ฝ่ายตุลาการ]] ได้แก่ศาล ซึ่งองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 องค์กรนั้น ต่างมีสถานะเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเกินเลยจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจไว้ รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในลักษณะการตรวจสอบถ่วงดุลควบคุมการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==คณะรัฐมนตรี==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“[[คณะรัฐมนตรี]]” คือ คณะบุคคลซึ่ง[[พระมหากษัตริย์]]ทรงแต่งตั้ง ประกอบด้วย[[นายกรัฐมนตรี]]คนหนึ่งและ[[รัฐมนตรี]]อื่นอีกไม่เกิน 35 คน ใช้อำนาจบริหาร มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 171, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 65.&amp;lt;/ref&amp;gt; เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา มีการจัดระเบียบราชการบริหาร 3 ส่วนด้วยกัน คือ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็น[[เครื่องมือในการบริหารประเทศ]]&amp;lt;ref&amp;gt;สถาบันดำรงราชานุภาพ, &#039;&#039;&#039;หลักการประชาธิปไตยและความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,&#039;&#039;&#039; 2548, หน้า 5.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	“รัฐสภา” คือ สถาบันทางการเมืองที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ควบคุม และดูแล[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ของคณะรัฐมนตรี และ[[การให้ความเห็นชอบ]]ในเรื่องสำคัญของประเทศ เช่นการให้ความเห็นชอบใน[[การประกาศสงคราม]]หรือการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตาม[[รัฐธรรมนูญ]] การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง เป็นต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดรูปแบบให้รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา คือ “[[สภาผู้แทนราษฎร]]” มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 480 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจาก[[การเลือกตั้ง]]แบบแบ่ง[[เขตเลือกตั้ง]]จำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 93, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 30.&amp;lt;/ref&amp;gt; และ “[[วุฒิสภา]]” มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 150 คน มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน จำนวน 76 คน และมาจากการสรรหาอีกจำนวน 74 คน&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 111, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 39.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อพิจารณาเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภาแล้วจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทั้งสองในลักษณะของการตรวจสอบถ่วงดุลกันตามหลักการคานอำนาจ เพื่อป้องกันมิให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งใช้อำนาจตามอำเภอใจเกินเลยไปจากอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภานี้ สามารถแบ่งแยกลักษณะความสัมพันธ์ออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภา และการควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==การควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภา==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรี]] รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้[[สภาผู้แทนราษฎร]]พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 172, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 65.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. [[การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา]] การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 176, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 66.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เพื่อที่รัฐสภาจะได้ทราบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี และจะได้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. [[การตั้งกระทู้ถาม]] การตั้งกระทู้ถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการทำงานในหน้าที่ต่อที่ประชุมสภาที่ตนสังกัดได้ กระทู้ถามมี 2 ประเภท คือ “[[กระทู้ถามสด]]” เป็นกระทู้ถามในเรื่องที่เกี่ยวกับ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]]ที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน หรือเป็นเรื่องที่เร่งด่วน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราฎรที่จะถามจะต้องยื่นเรื่องเสนอก่อนเริ่มประชุมในวันนั้น และ “[[กระทู้ถามทั่วไป]]” เป็นกระทู้ถามที่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีข้อความเป็นคำถามในข้อเท็จจริงหรือนโยบายและระบุว่าจะให้รัฐมนตรีตอบในที่ประชุมสภาหรือให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2547, หน้า 20.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	เมื่อมีสมาชิกรัฐสภายื่นกระทู้ถามแล้ว คณะรัฐมนตรีสามารถที่จะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ถามนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 146, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 54.&amp;lt;/ref&amp;gt; แต่ด้วยเหตุที่ว่าการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องที่ไม่มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีมากเท่าใดนักเนื่องจากไม่มีการลงมติ คณะรัฐมนตรีจึงมักไม่ค่อยให้ความสำคัญในการตอบกระทู้ถาม เช่น ไม่มาร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตอบกระทู้ถาม หรือตอบกระทู้ถามไม่ชัดเจนตรงประเด็น เป็นต้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนดให้เป็นหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 162, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 60.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4. การตั้งคณะกรรมาธิการ “[[คณะกรรมาธิการ]]” คือ คณะบุคคลที่สภาแต่งตั้งประกอบเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อให้พิจารณากฎหมายหรือกระทำกิจการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา แล้วรายงานต่อสภา&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2547, หน้า 23.&amp;lt;/ref&amp;gt; คณะกรรมาธิการแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ “คณะกรรมาธิการสามัญ” คือ คณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ และ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” คือ คณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นหรือไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ&amp;lt;ref&amp;gt;จีระศักดิ์ ช่วยชู, &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอ[[ญัตติ]]ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543, หน้า 23-27.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมีความสำคัญยิ่งในการทำงานของรัฐสภา เนื่องจากการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมักจะตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ศึกษารายละเอียดหรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้รัฐสภาได้ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว แม้การทำงานของคณะกรรมาธิการจะมีอำนาจในการเรียกบุคคลให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารที่อยู่ในความครอบครองมายังคณะกรรมาธิการ อันมีลักษณะเป็นการกระตุ้นและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่การควบคุมตรวจสอบคณะรัฐมนตรีโดยการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ก็มิได้มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีเท่าใดนัก&amp;lt;ref&amp;gt;จีระศักดิ์ ช่วยชู, &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543, หน้า 26.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5. การควบคุมการใช้[[งบประมาณแผ่นดิน]] การใช้จ่ายเงินงบประมาณของประเทศนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาปรับลดงบประมาณแผ่นดิน หรือไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติหรือไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้หากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา การควบคุมคณะรัฐมนตรีของรัฐสภาโดยวิธีนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งได้&amp;lt;ref&amp;gt;ระศักดิ์ ช่วยชู, &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540,&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543, หน้า 27-28.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6. การยื่น[[ญัตติ]][[ขอเปิดอภิปรายทั่วไป]]เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนี้เป็นการให้อำนาจแก่รัฐสภาในการบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยจึงจะกระทำได้ และเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะมี[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]มิได้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 158, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 59.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในขณะที่การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 159, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 60.&amp;lt;/ref&amp;gt; การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ[[นายกรัฐมนตรี]]และ[[รัฐมนตรี]]นี้ เป็นวิธีการควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภาที่รุนแรงที่สุด มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมต้องพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรี==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น หลักการคานอำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้[[อำนาจอธิปไตย]]เป็นหลักการที่สำคัญ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาจึงย่อมต้องถูกควบคุมตรวจสอบเช่นเดียวกัน การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรีมีมาตรการที่สำคัญ คือ [[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นศัพท์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึง การที่ประมุขของรัฐในระบบรัฐสภา ประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาสิ้นสุดลงพร้อมกันทุกคนก่อนครบวาระ เพื่อจัดให้มี[[การเลือกตั้ง]]ใหม่เร็วขึ้นกว่าวาระปกติของสภา&amp;lt;ref&amp;gt;มานิตย์ จุมปา, &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมือง เรื่อง 7. การยุบสภา,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2544, หน้า 2.&amp;lt;/ref&amp;gt; ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง [[พระมหากษัตริย์]]จะทรงใช้[[พระราชอำนาจ]]ใน[[การยุบสภา]]ผู้แทนราษฎรก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;เรื่องเดียวกัน, หน้า 13-14.&amp;lt;/ref&amp;gt; การยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะกระทำในเวลาใดก็ได้ภายใน[[อายุของสภาผู้แทนราษฎร]] เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะกราบบังคับทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 158, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 59.&amp;lt;/ref&amp;gt; และในเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 108, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา &#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก , 24 สิงหาคม 2550, หน้า 38 .&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยเกิดขึ้นทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ในสมัย[[ทักษิณ ชินวัตร|พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร]] เป็นนายกรัฐมนตรี การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยนั้นมีสาเหตุหลายประการ เช่น การเกิดความขัดแย้งระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลจนคณะรัฐมนตรีไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และการเกิดวิกฤตทางการเมือง เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;วัชรา ไชยสาร, ยุบสภา 2549 : ยุทธวิธีแก้ไขปัญหาทางตันทางการเมืองหรือเหตุนำไปสู่ทางตัน, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร,&#039;&#039;&#039; ปีที่ 54, ฉบับที่ 5, พฤษภาคม 2549, หน้า 14-22.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การยุบสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงต้องจัดให้มี[[การเลือกตั้ง]]ทั่วไปใหม่แม้การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ผลนัก แต่ก็ถือเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัดสินใจโดยวิธีการเข้ามาใหม่ วิถีทางนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยตาม[[หลักถ่วงดุล]]หรือคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีระศักดิ์ ช่วยชู. &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนตรี รูปสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ดุลยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร.&#039;&#039;&#039; เอกสารประกอบการประชุมสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 8 ประจำปี 2549, 3-5 พฤศจิการยน 2549. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัชรา ไชยสาร, ยุบสภา 2549 : ยุทธวิธีแก้ไขปัญหาทางตันทางการเมือง หรือเหตุนำไปสู่ทางตัน, &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร,&#039;&#039;&#039; ปีที่ 54 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัครเมศวร์ ทองนวล. &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวด องค์กรทางการเมือง เรื่อง 11. ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีระศักดิ์ ช่วยชู. &#039;&#039;&#039;ปัญหาการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรชัย เลื่อนฉวี. &#039;&#039;&#039;กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต), 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนตรี รูปสุวรรณ. &#039;&#039;&#039;ดุลยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร.&#039;&#039;&#039; เอกสารประกอบการประชุมสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 8 ประจำปี 2549, 3-5 พฤศจิการยน 2549. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มานิตย์ จุมปา. &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวดองค์กรทางการเมือง เรื่อง 7. การยุบสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา), 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัชรา ไชยสาร. ยุบสภา 2549 : ยุทธวิธีแก้ไขปัญหาทางตันทางการเมือง หรือเหตุนำไปสู่ทางตัน. &#039;&#039;&#039;รัฐสภาสาร.&#039;&#039;&#039; ปีที่ 54 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันดำรงราชานุภาพ. &#039;&#039;&#039;หลักการประชาธิปไตยและความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร.&#039;&#039;&#039; 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. &#039;&#039;&#039;อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร). 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หยุด แสงอุทัย. &#039;&#039;&#039;หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : วิญญูชน), 2538.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัครเมศวร์ ทองนวล. &#039;&#039;&#039;สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) หมวด องค์กรทางการเมือง เรื่อง 11. ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี.&#039;&#039;&#039; (กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา), 2544.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=4008</id>
		<title>กรุงเทพมหานคร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3&amp;diff=4008"/>
		<updated>2010-03-18T05:58:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
	1. ประวัติและพัฒนาการของกรุงเทพมาหนคร&lt;br /&gt;
	2. โครงสร้างของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	3. อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	5. การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	6. รายได้ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	7. การกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	8. ปัญหา โอกาส และข้อเสนอแนะต่อกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครมีบทบาทและความสำคัญทั้งในฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ความเป็นรูปแบบพิเศษของกรุงเทพมหานคร ดังเห็นจากการมีพระราชบัญญัติเฉพาะองค์การ นั่นคือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 นอกจากนี้       รูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครยังเป็นระบบชั้นเดียว หมายถึง กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรเดียวที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด ในขณะที่พื้นที่จังหวัดอื่น ๆ มีระบบการปกครองท้องถิ่นเป็นสองชั้น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดในระดับบน ส่วนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลในระดับล่าง &lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2325 และมีการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนขนาดเล็กริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นมหานครที่ครอบคลุมพื้นที่ 1,568.74 ตารางกิโลเมตร มีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5,844,607 คน (ปี พ.ศ. 2546) และมีลักษณะเป็นเมือง  เอกนคร หรือ เมืองโตเดี่ยว (Primate City) ซึ่งหมายถึง เมืองที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาจนทำให้มีการเติบโตเหนือเมืองอื่น ๆ คาดการณ์ว่ารวมประชากรแฝงของกรุงเทพมหานครมีประชากรราว 10 ล้านคน การขยายตัวอย่างรวดเร็วและความสำคัญของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวงส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครอยู่ตลอดเวลา จากเดิมการบริหารกรุงเทพมหานครอยู่ในความรับผิดชอบของกรมเวียง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกระทรวงเมืองและกระทรวงนครบาล ตามลำดับ และต่อมามีการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพในสมัยรัชกาลที่ 5 ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ทำให้มีการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพขึ้น และได้พัฒนาเป็นเทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และสุดท้ายจัดตั้งเป็นกรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร 2545 The City Planning Department, Bangkok Metropolitan Administration. 2002.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประวัติและพัฒนาการของกรุงเทพมาหนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	ประวัติและพัฒนาการของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.	กรุงเทพมหานครช่วง พ.ศ. 2325 – 2514&lt;br /&gt;
2.	กรุงเทพมหานครช่วงประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 (พ.ศ. 2514 - 2515)&lt;br /&gt;
3.	กรุงเทพมหานครช่วงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518&lt;br /&gt;
4.	กรุงเทพมหานครช่วงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) กรุงเทพมหานครช่วง พ.ศ. 2325 - 2514&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครเดิมเรียกว่า “เมืองบางกอก” ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำริว่ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ในที่คับแคบ ไม่ต้องด้วยหลักพิชัยสงคราม ต่างกับกรุงเทพมหานคร ที่มีลักษณะพื้นที่อันเป็นที่เหมาะสมด้วยจุดยุทธศาสตร์ จึงทรงตัดสินพระทัยโปรดเกล้าฯ สถาปนากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศ พระราชทานนามว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถิต สักกะ ทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์”  เพื่อเป็นมงคลนามนับแต่นั้นเป็นต้นมา  ซึ่งแต่เดิมนั้น ใช้คำว่า “บวรรัตนโกสินทร์” แต่มาเปลี่ยนนามพระนครในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็น “อมรรัตนโกสินทร์” แทน&lt;br /&gt;
	รูปแบบการปกครองในสมัยแรกนั้น กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นเมืองหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมเวียง มีเสนาบดีกรมเวียงเป็นหัวหน้า ดูแลรับผิดชอบ พอมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อารยธรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาในราชอาณาจักรมากขึ้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครอง จึงทรงให้ทดลองนำเอาระบบคณะกรรมการมาใช้กับรูปแบบการปกครองเมืองหลวงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ขณะนั้นประชาชนของพระองค์ยังไม่พร้อมและสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ จึงโปรดให้ยกเลิกและเปลี่ยนฐานะของกรมเวียงมาเป็นกระทรวงเมืองแทน ต่อมาได้เปลี่ยนจากกระทรวงเมืองมาเป็นกระทรวงนครบาล&lt;br /&gt;
	ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงนครบาลมารวมกับกระทรวงมหาดไทย และมีการแต่งตั้งตำแหน่งสมุหพระนครบาล โดยมีหน้าที่ปกครองดูแลรับผิดชอบมณฑลกรุงเทพโดยเฉพาะ และมณฑลกรุงเทพขณะนั้นประกอบด้วยจังหวัดพระนคร ธนบุรี นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ทรงให้มีการวมมณฑลหลาย ๆ มณฑลเข้าเป็นภาค มีอุปราชทำหน้าที่ตรวจตราเหนือสมุหเทศาภิบาล เป็นตำแหน่งที่ขึ้นตรงกับกษัตริย์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งอุปราช เมื่อปี พ.ศ. 2468 ทำให้มีผลยกเลิกการแบ่งภาคไปโดยอัตโนมัติ และได้ทรงประกาศยุบและรวมการปกครองมณฑลต่างๆ&lt;br /&gt;
	ระบบการปกครองของจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาค นับตั้งแต่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 และการจัดรูปแบบการปกครองภายในจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี ได้จัดขึ้นตามความในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 กล่าวคือ มีอำเภอเป็นหน่วยการปกครองย่อยของจังหวัด &lt;br /&gt;
	หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ต่อมาได้มีการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพมหานครในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2480 และเปิดดำเนินงานในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 เช่นเดียวกับจังหวัดธนบุรีก็มีการจัดตั้งเทศบาลนครธนบุรี เทศบาลนครกรุงเทพฯ ขณะนั้นมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลังจากมีการขยายพื้นที่ในปี พ.ศ. 2497 และในปี พ.ศ. 2514 ก่อนที่จะมีการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;
	สิ่งที่เป็นลักษณะเด่นให้จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ คือ เป็นที่ตั้งของราชการส่วนกลาง และประชาชนทั้งสองจังหวัดมีความผูกพันต่อกันในการใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอยู่ในจังหวัดเดียวกันตลอดมา จึงทำให้มีผลต่อการรวมทั้งสองจังหวัดในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
	2) กรุงเทพมหานครช่วงประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 (พ.ศ. 2514 - 2515)&lt;br /&gt;
	เมื่อวันที่  21  ธันวาคม พ.ศ. 2514 ในระหว่างที่คณะปฏิวัติทำหน้าที่บริหารประเทศ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 24 และ 25 ให้ปรับปรุงระบบการปกครองจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี โดยสาระสำคัญของประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว คือ มีการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าเป็นจังหวัดเดียวกัน เรียกว่า “จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และเมื่อรวมกันแล้วสภาพของนครหลวงกรุงเทพธนบุรียังคงมีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอยู่เช่นเดิม  มีผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี” มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด 2 คน และรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 องค์การเข้าด้วยกันเป็น “องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี” มีสภาจังหวัดเรียกว่า “สภานครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และรวมเทศบาลทั้งสองเข้าด้วยกัน เป็น “เทศบาลนครหลวง” ประกอบด้วย “สภาเทศบาลนครหลวง” และ “เทศมนตรี” ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลนครหลวงไม่เกิน 36 คน และมีเทศมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 8 คน โดยมีผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นนายกเทศมนตรีนครหลวงโดยตำแหน่งและเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน &lt;br /&gt;
	อีก 1 ปีต่อมา คือปี พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ปรับปรุงการบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเทศบาลนครหลวงใหม่กลายเป็นรูปแบบการบริหารและการปกครองที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศไทย จากเทศบาลเป็นองค์การบริหารใหม่เรียกว่า “กรุงเทพมหานคร” โดยให้เป็นชื่อเดียวกันกับนครหลวง และให้สามารถบริหารจัดการภายในพื้นที่ทั้งจังหวัดได้ด้วยตนเอง มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง อีกทั้งให้มีสภากรุงเทพมหานคร สภาเขต มาจากการแต่งตั้งเช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน&lt;br /&gt;
	 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการรวมราชการบริหารส่วนภูมิภาค คือ จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาลนครหลวง องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี สุขาภิบาลในเขตนครหลวง กรุงเทพธนบุรี รวมเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกัน&lt;br /&gt;
	ดังนั้น ตามผลของประกาศคณะปฏิวัติที่ 335 จึงมีผลให้กรุงเทพมหานครมีความชัดเจนของการเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ  ที่มีลักษณะเป็นสากลมากยิ่งขึ้นในการบริหารเมืองหลวง และมีการกระจายอำนาจการบริหารออกไปยังระดับต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร อย่างกรณีของสำนักงานเขต รวมทั้งการมีสภากรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ตรวจสอบกรวมทั้งทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ดี ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การควบคุมดูแลของราชการส่วนกลาง &lt;br /&gt;
	 3) กรุงเทพมหานครช่วงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518&lt;br /&gt;
	หลังจากที่มีการรวมเป็นเขตการบริหารราชการรูปแบบเดียว คือ กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2515 แล้ว รูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครยังมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง&lt;br /&gt;
	ด้วยเหตุการณ์อันไม่สงบเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่งผลให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ประกาศขึ้นใช้โดยมี มาตรา 16 บัญญัติว่า การปกครองท้องถิ่นทุกระดับ รวมทั้งนครหลวง ให้มีสภาท้องถิ่น และผู้บริหาร หรือคณะผู้บริหารปกครองท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นนั้น นั่นคือ ทำให้กรุงเทพมหานครจะต้องเปลี่ยนแปลงตามคำสั่งดังกล่าวด้วย &lt;br /&gt;
	การตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครขึ้นมาครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ทำให้ได้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งคนแรก คือ นายธรรมนูญ เทียนเงิน แต่การเลือกตั้งครั้งนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคณะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี ทั้งนี้เพราะเกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จึงทำให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานคร ต้องพ้นจากตำแหน่ง และต่อมาได้มีการแบ่งส่วนราชการตามพื้นที่ออกเป็น 24 เขต&lt;br /&gt;
	ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ฉบับนี้ ได้กำหนดฐานะและรูปการปกครองการบริหารของกรุงเทพมหานคร แตกต่างไปจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 หลายประการ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง ฉะนั้น กรุงเทพมหานครจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
	4. กรุงเทพมหานครช่วงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 &lt;br /&gt;
หลังจากกรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรงจากประชาชนตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 และบริหารงานได้เพียงปีเศษ ได้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการกรุงเทพมหานคร นายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้มีคำสั่งตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งและให้ยุบสภากรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแทนเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2528 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งทำให้กรุงเทพมหานครมีอิสระในการบริหารมากขึ้น และสาระสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่แตกต่างไปจากฉบับเดิมในบางประการมีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
		- ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า     ราชการกรุงเทพมหานคร ไปพิจารณาแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ 4 คน แทนการเลือกตั้ง			- ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นคณะ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในคณะผู้บริหารดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว&lt;br /&gt;
		- ไม่มีการลงประชามติให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;
		- การยุบสภากรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจยุบสภากรุงเทพมหานครได้ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยื่นข้อเสนอพร้อมเหตุผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยุบสภา&lt;br /&gt;
		- ถ้ามีการยุบสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย&lt;br /&gt;
		- มีสภาเขตทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการเขต&lt;br /&gt;
		- กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับการคลังและการรักษาทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครแทนการใช้ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการมีอำนาจสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระภาษีไม่ต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง เป็นต้น&lt;br /&gt;
		- ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครบางตำแหน่ง และข้าราชการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&lt;br /&gt;
		- มีกิจการในอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น เช่น การทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด การผังเมือง การขนส่ง การควบคุมอาคาร การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและอนามัยในสาธารณสถานอื่น ๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;
		- สามารถตั้งสหการ เพื่อดำเนินกิจการในอำนาจหน้าที่ได้&lt;br /&gt;
ในเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มีส่วนที่คล้ายคลึงกัน แต่ได้ปรับปรุงถ้อยคำและเพิ่มแนวความคิดใหม่ ๆ ในสาระสำคัญหลายประการ เพื่อให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นสากลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องในการบริหารราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นพระราชบัญญัติที่กรุงเทพมหานครยังคงยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ณ ปัจจุบัน ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 5 ฉบับด้วยกัน คือ&lt;br /&gt;
		- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
		- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
		- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
		- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
		- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550&lt;br /&gt;
	เนื่องด้วย สภาพการณ์ในแต่ละช่วงเวลานั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงจึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายบางประการให้สอดรับการสภาพความเป็นจริงของเหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ  &lt;br /&gt;
	ด้วยสภาพการเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมของความเจริญในด้านต่าง ๆ และทำให้การมองภาพของประเทศไทย นั่นคือ กรุงเทพมหานคร ที่ทำให้เกิดการหลั่งไหลความเจริญต่าง ๆ ให้เข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร รวมถึงทางด้านการเมืองที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่การเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครกับระดับประเทศ รวมถึงการบริหารงานของรัฐบาลเป็นอย่างมาก จึงทำให้กรุงเทพมหานครมีลักษณะโดดเด่นกว่าการบริหารงานในรูปแบบอื่นของประเทศ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
ท	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
ท	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
ท	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
ท	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
ท	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
ท	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
โครงสร้างของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	โครงสร้างของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.	บทนำ&lt;br /&gt;
2.	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
3.	สภากรุงเทพมาหนคร&lt;br /&gt;
4.	สำนัก สำนักงานเขตและสภาเขต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
	1. บทนำ&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีฐานะเป็นทบวงการเมืองนิติบุคคล มีระเบียบการปกครองตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ให้มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นเขต   มีสำนักงานใหญ่เรียกว่า ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหารในปัจจุบันดังนี้ &lt;br /&gt;
	1.  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระ 4 ปี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  รวมทั้งคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.	สภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	สภากรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาจากการเลือกตั้งมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.	สำนัก และสำนักงานเขต &lt;br /&gt;
	การบริหารของกรุงเทพมหานครมีการแบ่งโครงสร้างการบริหารประกอบด้วยสำนักและสำนักงานเขต สำนักงานเป็นการแบ่งการบริหารงานกรุงเทพมหานครตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ปัจจุบันประกอบด้วย 17 สำนัก อาทิ เช่น สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการช่าง สำนักระบายน้ำ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล บทบาทของสำนักนี้จะดูงานภาพรวมและระดับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ส่วนสำนักงานเขตเป็นการแบ่งการบริหารงานตามพื้นที่ และมีบทบาทความรับผิดชอบในการจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนโดยตรง   ผู้บังคับบัญชาหรือ ผู้บริหารของสำนักงานเขต  คือ ผู้อำนวยการเขต ซึ่งเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
  	&lt;br /&gt;
1.  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครมี “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งราษฎรเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งโดยตรงและลับ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี&lt;br /&gt;
	ตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งกรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรงจนถึงปัจจุบัน 7 ครั้ง &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
 ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากการเลือกตั้ง	พรรค	คะแนนที่ได้รับ&lt;br /&gt;
10  สิงหาคม พ.ศ. 2518	นายธรรมนูญ  เทียนเงิน	ประชาธิปัตย์	99,247&lt;br /&gt;
14  พฤศจิกายน พ.ศ. 2528	พลตรี  จำลอง  ศรีเมือง	พลังธรรม	480,233&lt;br /&gt;
7  มกราคม พ.ศ. 2533	พลตรี จำลอง  ศรีเมือง	พลังธรรม	703,671&lt;br /&gt;
19  เมษายน พ.ศ. 2535	ร.อ.กฤษฎา  อรุณวงศ์  ณ อยุธยา	อิสระ	363,668&lt;br /&gt;
2  มิถุนายน พ.ศ. 2539	นายพิจิตต  รัตนกุล	กลุ่มมดงาน	768,944&lt;br /&gt;
23  กรกฎาคม พ.ศ. 2543	นายสมัคร  สุนทรเวช	ประชากรไทย	1,016,096&lt;br /&gt;
29 สิงหาคม พ.ศ.  2547	นายอภิรักษ์ โกษาโยธิน	ประชาธิปัตย์	911,411&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ทั่วไปตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ดังนี้&lt;br /&gt;
	(1) เร่งกำหนดนโยบาย และบริหารราชการเขตกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามกฎหมาย&lt;br /&gt;
	(2) สั่ง อนุญาต อนุมัติเกี่ยวกับราชการของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(3) แต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งตามมาตรา 55 ได้กำหนดให้มีรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่เกิน 4 คน ตามลำดับที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจัดไว้ ทำหน้าที่ช่วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมาย คำสั่งแต่งตั้ง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
	ฉะนั้น จะเห็นได้ว่ารองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มิได้เป็นตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับดังที่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ที่ถูกยกเลิกไป&lt;br /&gt;
	นอกจากรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งถอดถอนผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานที่ปรึกษา หรือคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือเป็นคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติราชการใด ๆ ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
	(4) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย&lt;br /&gt;
	(5) วางระเบียบเพื่อปรับปรุงงานของกรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย&lt;br /&gt;
	(6) รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(7) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และกฎหมายอื่น ๆ&lt;br /&gt;
	(8) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานคร และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายอื่นได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรี หรือคณะเทศมนตรี แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม ทั้งนี้ เว้นแต่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครจะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
	เจ้าหน้าที่ฝ่ายประจำของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปลัดกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร และข้าราชการสามัญ รวมทั้งลูกจ้างกรุงเทพมหานคร มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นหัวหน้ารับผิดชอบควบคุมดูแล และดำเนินงานราชการประจำของกรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร กำกับเร่งรัด ติดตามผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และลูกจ้างของกรุงเทพมหานคร รองจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	3) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	โครงสร้างการบริหารของกรุงเทพมหานครมีสภากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายบริหาร ที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่แยกกันโดยเด็ดขาด และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน คือ ต่างมีสิทธิที่จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการยุบสภาและถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เท่ากัน ตามหลักการดังนี้&lt;br /&gt;
	(1) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ยุบสภาเมื่อการดำเนินงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานครมีความขัดแย้งกันจนอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการโดยส่วนรวม&lt;br /&gt;
	(2) สภากรุงเทพมหานคร มีอำนาจเสนอมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้โดยมติคณะรัฐมนตรี กรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฏิบัติการอันเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน&lt;br /&gt;
	นอกจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครยังมีความสัมพันธ์กันในเรื่องการปฏิบัติราชการอื่น ๆ อีก คือ&lt;br /&gt;
	(1) มีสิทธิเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้เหมือนกัน ยกเว้นร่างข้อบัญญัติงบประมาณ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้เสนอ และร่างข้อบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้เสนอจะต้องได้คำรับรองของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(2) สมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีสิทธิตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นๆ ยังไม่สมควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	(3) สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเข้าชื่อเสนอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริงในปัญหาการบริหารราชการภายใน 15 วัน โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่มีสิทธิยับยั้งการอภิปราย&lt;br /&gt;
	(4) สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการสามัญของสภากรุงเทพมหานคร ให้เลือกจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญของสภากรุงเทพมหานคร โดยเลือกจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือผู้มิได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	(5) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้สภากรุงเทพมหานครตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการวิสามัญได้ตามจำนวนที่สภากำหนด&lt;br /&gt;
	(6) สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจให้ความเห็นชอบในการดำเนินการของกรุงเทพมหานครในเรื่องต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. สภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	1) การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร มีสภากรุงเทพมหานครที่มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2)   ประธานสภากรุงเทพมหานคร และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	ให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เลือกประธานสภากรุงเทพมหานครได้ 1 คน และเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานครได้ไม่เกิน 2 คน ซึ่งประธานสภาและรองประธานสภากรุงเทพมหานครดำรงตำแหน่งทันทีที่ได้รับเลือก และมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี &lt;br /&gt;
	ทั้งประธานสภาและรองประธานสภากรุงเทพมหานครอาจพ้นตำแหน่งก่อนคราวละ 2 ปี ได้ในกรณี ขาดจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ลาออก หรือ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด เข้าชื่อเสนอญัตติให้สภากรุงเทพมหานคร เลือกตั้งประธานสภาหรือรองประธานสภากรุงเทพมหานครใหม่ และสภากรุงเทพมหานครมีมติตามนั้น ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อได้มีการเลือกตั้งประธานสภาหรือรองประธานสภากรุงเทพมหานครคนใหม่แล้วแต่กรณี และให้ผู้ได้รับเลือกตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตายแทน&lt;br /&gt;
	3) อำนาจหน้าที่ของประธานสภาและรองประธานสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	ประธานสภากรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการของสภากรุงเทพมหานคร ตามข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานคร ในขณะที่รองประธานสภากรุงเทพมหานคร มีอำนาจทำการแทนประธานสภากรุงเทพมหานคร เมื่อประธานสภากรุงเทพมหานครไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือตามที่ประธานสภากรุงเทพมหานครมอบหมาย&lt;br /&gt;
	ถ้าประธานสภาและรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภากรุงเทพมหานครเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครคนหนึ่งทำหน้าที่แทนเฉพาะคราวประชุมครั้งนั้น&lt;br /&gt;
	4) การประชุมสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(1) การประชุมครั้งแรกของสภากรุงเทพมหานคร นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้เรียกประชุมภายใน 15 วัน และในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้เรียกประชุม&lt;br /&gt;
	(2) ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญไม่น้อยกว่า 2 สมัย แต่ไม่เกิน 4 สมัย โดยสภากรุงเทพมหานครจะเป็นผู้กำหนดจำนวนสมัยและวันประชุมสภากรุงเทพมหานครในแต่ละสมัย โดยกำหนดสมัยละ 30 วัน แต่ในกรณีจำเป็นประธานสภากรุงเทพมหานครอาจมีคำสั่งให้ขยายเวลาการประชุมออกไปได้ตามความจำเป็น ครั้งละไม่เกิน 15 วัน&lt;br /&gt;
	(3) การปิดสมัยประชุมก่อนกำหนด ทำได้ต่อเมื่อสภากรุงเทพมหานครเห็นชอบ&lt;br /&gt;
	(4) ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด อาจทำคำร้องยื่นต่อประธานสภากรุงเทพมหานครขอให้เรียกประชุมวิสามัญได้ ในกรณีนี้ประธานสภากรุงเทพมหานครต้องกำหนดสมัยประชุม และเรียกประชุมภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับคำร้อง โดยในสมัยประชุมวิสามัญจะมีกำหนดสับเปลี่ยนวัน และประธานสภากรุงเทพมหานครมีอำนาจสั่งขยายเวลาการประชุมออกไปได้อีกครั้งละไม่เกิน 15 วันตามความจำเป็น เช่นเดียวกับการประชุมสภาสามัญและการปิดสมัยประชุมก่อน 30 วัน จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	5) อำนาจหน้าที่ของสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) &lt;br /&gt;
	สภากรุงเทพมหานครเป็นองค์กรนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับกิจการในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ได้รับความเห็นชอบจากกรุงเทพมหานคร ให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
	(1) เสนอและพิจารณาให้ความเห็นชอบในการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(2) พิจารณาและให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งเป็นการพิจารณางบประมาณทุกหน่วยงานของกรุงเทพมหานครที่ฝ่ายบริหารตั้งมาว่ามีเหตุผลเหมาะสมอย่างไร และจะเพิ่มหรือลดให้เป็นไปตามกระบวนการของการออกข้อบัญญัติ &lt;br /&gt;
	(3) ควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีวิธีการควบคุมได้ 4 ประการ คือ &lt;br /&gt;
		- โดยการตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ใช้ในการควบคุมได้ทางหนึ่ง&lt;br /&gt;
		- โดยการเสนอญัตติ เพื่อให้กรุงเทพมหานครดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หากที่ประชุมสภาเห็นชอบในญัตติของสมาชิกสภา จะส่งญัตติในเรื่องนั้นๆ ให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
		- โดยการเปิดอภิปรายทั่วไป จะกระทำได้โดยสมาชิกสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานครได้&lt;br /&gt;
		- โดยการเป็นกรรมการสภา ซึ่งถือได้ว่าเป็นบทบาทอันสำคัญของสมาชิกที่จะควบคุมติดตามผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารได้ เพราะคณะกรรมการของสภามีอำนาจกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้ แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร ถ้าสภากรุงเทพมหานครเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ประธานสภาก็จะส่งเรื่องให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการตามมติของสภาต่อไป&lt;br /&gt;
	(4) อำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในกิจการที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องขอความเห็นชอบจากสภา หรือต้องรายงานให้สภาทราบ ในกรณีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
		- การดำเนินกิจการนอกเขตกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- การทำกิจการร่วมกับบุคคลอื่นโดยก่อตั้งบริษัท หรือการถือหุ้นในบริษัท รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นที่กรุงเทพมหานครถืออยู่ต้องได้รับความอนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ด้วยการเรียกเก็บค่าบริการซึ่งกรุงเทพมหานครจะดำเนินการได้โดยการตราเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้ความเห็นชอบของสภาไปโดยปริยาย หากได้รับความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติดังกล่าว&lt;br /&gt;
		- การมอบให้เอกชนดำเนินกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องแทนกรุงเทพมหานคร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้กระทำกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นให้เป็นไปตามกฎระเบียบกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;
		- การยืมเงินสะสมเกินกว่า 10 ล้านบาท และการขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด&lt;br /&gt;
		- การขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงินเหลื่อมปีงบประมาณเกินปีงบประมาณถัดไป&lt;br /&gt;
		- การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี (ยกเว้นโครงการซึ่งได้ระบุไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือโครงการที่ใช้เงินยืมสะสม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานครแล้ว)&lt;br /&gt;
		- การกู้เงินจากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ&lt;br /&gt;
		- การกู้เงินจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
		- รับทราบรายงานการรับจ่ายเงินประจำปีงบประมาณซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว&lt;br /&gt;
	(5) อำนาจในการอนุมัติ มีดังนี้&lt;br /&gt;
		- การอนุมัติข้อกำหนดกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- การอนุมัติให้ขยายเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการที่สภาแต่งตั้งออกไป ในกรณีที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด&lt;br /&gt;
	(6) อำนาจในการวินิจฉัย มีดังนี้&lt;br /&gt;
		- ให้สมาชิกสภาภายนอก เพราะเห็นว่าได้กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง มติของสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนของสมาชิกทั้งหมดของสภา &lt;br /&gt;
		- ให้สมาชิกสภาลาประชุมในสมัยประชุมหนึ่งเกินกว่า 3 วัน ที่มีการประชุม &lt;br /&gt;
		- กรณีมีปัญหาที่ต้องตีความข้อบังคับ ให้เป็นอำนาจของสภาที่จะวินิจฉัย &lt;br /&gt;
	(7) ร่วมกับฝ่ายบริหารในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&lt;br /&gt;
	6) คณะกรรมการสามัญและวิสามัญประจำสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(1) คณะกรรมการสามัญ คือ คณะกรรมการที่สภากรุงเทพมหานครแต่งตั้งจากสมาชิกสภา คณะหนึ่งมีจำนวนอย่างน้อย 5 คน อย่างมากไม่เกิน 9 คน คณะกรรมการสามัญมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารในแต่ละด้านมีทั้งหมด 11 คณะได้แก่&lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการตรวจรายงานการประชุมและพิจารณาเปิดเผยรายงานการประชุมลับ &lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการศึกษาและวัฒนธรรม&lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการโยธาและผังเมือง  &lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการสาธารณสุข   &lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และติดตามงบประมาณ&lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย  &lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม&lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการการท่องเที่ยวและการกีฬา&lt;br /&gt;
-	คระกรรมการการจราจร ขนส่งและ การระบายน้ำ &lt;br /&gt;
-	คณะกรรมการกิจการสภากรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	(2) คณะกรรมการวิสามัญ สภากรุงเทพมหานคร คือ กรรมการที่สภากรุงเทพมหานครเลือกจากผู้ที่เป็นสมาชิกสภา หรือผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภา และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อผู้เป็นสมาชิกสภาหรือผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภา เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญ ส่วนจำนวนกรรมการให้เป็นไปตามที่สภากรุงเทพมหานครกำหนด&lt;br /&gt;
	คณะกรรมการวิสามัญ มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการ หรือพิจารณาสอบสวน หรือ ศึกษาเรื่องใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการตั้งขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ &lt;br /&gt;
	กรณีที่ 1 เมื่อสภาพิจารณาลงมติรับหลักการร่างข้อบัญญัติที่สมาชิกสภาหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้เสนอสภาต้องแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติ แล้วจึงรายงานผลการพิจารณาต่อสภา ถ้าสภาเห็นชอบก็จะส่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&lt;br /&gt;
	กรณีที่ 2 ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษารายละเอียดก่อนรับหลักการหรือก่อนให้ความเห็นชอบในญัตติใดๆ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนเพียงพอแล้วให้นำผลการพิจารณาเสนอต่อสภาว่าสมควรจะรับหลักการหรือให้ความเห็นชอบในญัตตินั้น ๆ หรือไม่ ประการใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3. สำนัก สำนักงานเขตและสภาเขต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การจัดการบริหารงานภายในกรุงเทพมหานครมีองค์ประกอบสำคัญ คือ สำนัก  สำนักงาน เขต และสภาเขต &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
1)	สำนัก &lt;br /&gt;
กรุงเทพมหานครแบ่งงานตามอำนาจหน้าที่ออกเป็น 17 สำนัก สำนักนี้ถือเป็นหน่วยงานดูแลระดับยุทธศาสตร์  ได้แก่ สำนักคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหาคร สำนักงานการศึกษา สำนักการโยธา สำนักระบายน้ำ สำนักยุทธศาสตร์และการประเมินผล สำนักการแพทย์ สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สำนักเทศกิจ สำนักอนามัย สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการคลัง สำนักพัฒนาสังคม สำนักจารจร และขนส่ง สำนักผังเมือง และสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังมีหน่วยงานการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร อันประกอบด้วย สำนักงานการตลาด สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร บริษัทกรุงเทพธนาคม และตลาดกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
2)	สำนักงานเขต &lt;br /&gt;
สำนักเขตมีบทบาทสำคัญในการบริการแก่ประชาชนในเขตต่างๆ ในปัจจุบันมี 50 เขต อยู่ภายใต้การบริหารงาน ผู้อำนวยการเขต โดยมีสภาเขตที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นที่ปรึกษา  &lt;br /&gt;
สำนักงานเขตประกอบด้วย&lt;br /&gt;
	1.  สำนักงานเขตคลองสาน			26.  สำนักงานเขตบึงกุ่ม&lt;br /&gt;
	2.  สำนักงานเขตคลองเตย			27.  สำนักงานเขตปทุมวัน&lt;br /&gt;
	3.  สำนักงานเขตคลองสามวา			28.  สำนักงานเขตประเวศ&lt;br /&gt;
	4.  สำนักงานเขตคันนายาว			29.  สำนักงานเขตป้อมปราบฯ&lt;br /&gt;
	5.  สำนักงานเขตจตุจักร			30.  สำนักงานเขตพญาไท&lt;br /&gt;
	6.  สำนักงานเขตจอมทอง			31.  สำนักงานเขตพระนคร&lt;br /&gt;
	7.  สำนักงานเขตดอนเมือง			32.  สำนักงานเขตพระโขนง&lt;br /&gt;
	8.  สำนักเขตดินแดง				33.  สำนักงานเขตภาษีเจริญ&lt;br /&gt;
	9.  สำนักงานเขตดุสิต				34.  สำนักงานเขตมีนบุรี&lt;br /&gt;
	10.  สำนักงานเขตตลิ่งชัน			35.  สำนักงานเขตยานนาวา&lt;br /&gt;
	11.  สำนักงานเขตทวีวัฒนา			36.  สำนักงานเขตราชเทวี&lt;br /&gt;
	12.  สำนักงานเขตทุ่งครุ			37.  สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ&lt;br /&gt;
	13.  สำนักงานเขตธนบุรี			38.  สำนักงานเขตลาดกระบุง&lt;br /&gt;
	14. สำนักงานเขตบางกะปิ			39.  สำนักงานเขตลาดพร้าว&lt;br /&gt;
	15. สำนักงานเขตบางกอกน้อย			40.  สำนักงานเขตวังทองหลาง&lt;br /&gt;
	16. สำนักงานเขตบางกอกใหญ่			41.  สำนักงานเขตวัฒนา&lt;br /&gt;
	17. สำนักงานเขตบางขุนเทียน			42.  สำนักงานเขตสะพานสูง&lt;br /&gt;
	18. สำนักงานเขตบางเขน			43.  สำนักงานเขตสาธร&lt;br /&gt;
	19. สำนักงานเขตบางคอแหลม			44.  สำนักงานเขตสายไหม&lt;br /&gt;
	20. สำนักงานเขตบางแค			45.  สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์&lt;br /&gt;
	21. สำนักงานเขตบางซื่อ			46.  สำนักงานเขตสวนหลวง&lt;br /&gt;
	22. สำนักงานเขตบางนา			47.  สำนักงานเขตหนองจอก&lt;br /&gt;
	23. สำนักงานเขตบางบอน			48.  สำนักงานเขตหนองแขม&lt;br /&gt;
	24. สำนักงานเขตบางพลัด			49.  สำนักงานเขตหลักสี่&lt;br /&gt;
	25. สำนักงานเขตบางรัก			50.  สำนักงานห้วยขวาง&lt;br /&gt;
	ได้มีการจัดกลุ่มเขตของกรุงเทพมหานครออกเป็น 4 ลักษณะ ตามวัตถุประสงค์เพื่อการปฏิบัติงาน ดังนี้ &lt;br /&gt;
	(1) การแบ่งเขตตามการบริหารงาน 6 กลุ่มโซน คือ กลุ่มรัตนโกสินทร์ กลุ่มบูรพา กลุ่มศรีนครินทร์ กลุ่มเจ้าพระยา กลุ่มกรุงธนเหนือ กลุ่มกรุงธนใต้&lt;br /&gt;
	(2) การแบ่งเขตตามที่ตั้งของพื้นที่ 3 เขต คือ เขตชั้นใน เขตชั้นกลาง เขตชั้นนอก &lt;br /&gt;
	(3) การแบ่งเขตตามการตั้งถิ่นฐานชุมชน 5 โซน คือ เขตเมืองชั้นใน (Inner City) เขตชั้นกลางหรือเขตต่อเมือง (Urban Fringe) และเขตชั้นนอกหรือเขตชานเมือง (Suburb)&lt;br /&gt;
	(4) การแบ่งเขตตามการลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน (ผังเมือง) 13 บริเวณ &lt;br /&gt;
	(1) การแบ่งส่วนราชการของสำนักงานเขต&lt;br /&gt;
	สำนักงานเขตเป็นองค์การบริหารของเขต มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานการปกครองท้องที่การพัฒนาชุมชน การส่งเสริมอาชีพ การทะเบียน การโยธา การรักษาที่สาธารณะ การพัฒนาผังเมืองเขต การระบายน้ำ การสาธารณสุข การจัดเก็บรายได้ การรักษาความสะอาด การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ การดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา การควบคุมดูแลโรงเรียนประถมศึกษา การดูแลและรักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครหรือที่กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งส่วนราชการ ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายโยธา ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ฝ่ายรายได้ ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการคลัง ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม &lt;br /&gt;
	(2) ผู้อำนวยการเขต&lt;br /&gt;
	สำนักงานเขตมีผู้อำนวยการเขตซึ่งเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และลูกจ้างกรุงเทพมหานครรับผิดชอบการปฏิบัติราชการภายในเขต และจะให้มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคนหนึ่งหรือหลายคนสำหรับช่วยสั่งหรือปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตก็ได้&lt;br /&gt;
	ผู้อำนวยการเขตมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ &lt;br /&gt;
		- อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอในแต่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น&lt;br /&gt;
		- อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการเขต&lt;br /&gt;
		- อำนาจหน้าที่ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือปลัดกรุงเทพมหานครมอบหมาย&lt;br /&gt;
	ในกรณีที่เป็นการสมควร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอาจสั่งให้สำนักงานเขตใดปฏิบัติหน้าที่แทนสำนักงานเขตอื่นทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และจะให้ผู้อำนวยการเขตใดเป็น        ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็ได้ แต่ต้องประกาศสั่งการดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
	3) สภาเขต&lt;br /&gt;
	การกำหนดให้มี “สภาเขต” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาผู้อำนวยการเขตในแต่ละเขตที่สภาเขตนั้นได้รับการเลือกตั้งขึ้นมา เนื่องจากอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่ผู้อำนวยการเขตเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับเขต จึงทำให้สภาเขตมีบทบาทไม่มากเท่าที่ควร โดยมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้&lt;br /&gt;
	(1) ในเขตหนึ่ง ๆ ให้มีสภาเขต ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีจำนวนอย่างน้อย เขตละ 7 คน ถ้าเขตใดมีราษฎรเกิน 100,000 คน ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตในเขตนั้นเพิ่มขึ้นอีก 1 คนต่อจำนวนราษฎรทุก 100,000 คน เศษของ 100,000 คนถ้าถึง 50,000 คน หรือกว่านั้นให้นับเป็น 100,000 คน โดยกำหนดอายุของสภาเขตคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
	(2) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเขต เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	(3) หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตให้ตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ของ “สภาเขต” มีดังนี้&lt;br /&gt;
		- ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนพัฒนาเขตต่อผู้อำนวยการเขตและสภากรุงเทพมหานคร และเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาเขต&lt;br /&gt;
		- สอดส่องและติดตามดูแลการดำเนินการของสำนักงานเขต&lt;br /&gt;
		- ให้คำแนะนำหรือข้อสังเกตต่อผู้อำนวยการเขตเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขการบริการประชาชนภายในเขต หากผู้อำนวยการเขตไม่ดำเนินการใด ๆ โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ทราบ ให้สภาเขตแจ้งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
		- ให้คำปรึกษาตามที่ผู้อำนวยการเขตร้องขอ &lt;br /&gt;
		- แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำกิจการ หรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับการงานของสภาเขต ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการนั้น&lt;br /&gt;
		- ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎหมายหรือที่สภากรุงเทพมหานครมอบหมาย&lt;br /&gt;
		- สภาเขตต้องมีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันเวลาที่สภาเขตกำหนดสมาชิกสภาเขตมาประชุมกันเป็นครั้งแรก ในการประชุมสภาเขตต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะถือเป็นองค์ประชุม และในการประชุมสภาเขตจะพิจารณาเรื่องอื่นที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ไม่ได้&lt;br /&gt;
	ในการประชุมสภาเขต ผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต และ/หรือผู้ที่ผู้อำนวยการเขตมอบหมายมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาเขต และมีสิทธิแถลงข้อเท็จจริง แสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจการในหน้าที่ได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
ท	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
ท	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
ท	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
ท	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
ท	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;
ท	กรุงเทพมหานคร www.bma.go.th&lt;br /&gt;
ท	http://bangkokcouncil.bma.go.th&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.	อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
2.	อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมาจาก 2 ส่วนคือ&lt;br /&gt;
	1) อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
	2) อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
	อำนาจหน้าที่ในการบริหารของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 ได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 27 เรื่อง และได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเป็น 44 เรื่อง ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ตามมาตรา 89 มีดังนี้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเภท	อำนาจหน้าที่&lt;br /&gt;
กรุงเทพมหานคร(กำหนดไว้ในมาตรา 89)	1) การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน2) การทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด3) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย4) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง5) การผังเมือง6) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก หรือทางน้ำ และทางระบายน้ำ7) การวิศวกรรมจราจร8) การขนส่ง9) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้ามและที่จอดรถ10) การดูแลรักษาที่สาธารณะ11) การควบคุมอาคาร12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย14) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ15) การพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม16) การสาธารณูปโภค17) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล18) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน19) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์20) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์21) การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการอนามัยในโรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๆการจัดการศึกษา22) การสาธารณูปการ23) การสังคมสงเคราะห์24) การส่งเสริมการกีฬา25) การส่งเสริมการประกอบอาชีพ26) การพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร27) หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ เทศบาลนคร หรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายหรือที่กฎหมายระบุให้เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	บรรดาอำนาจหน้าที่ใดซึ่งเป็นของราชการบริหารส่วนกลาง หรือราชการบริหารส่วนภูมิภาค จะมอบให้กรุงเทพมหานครปฏิบัติก็ได้ โดยให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือประกาศแล้วแต่กรณี หากได้ทำเป็นข้อบังคับหรือประกาศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;
	กิจการดังกล่าวข้างต้นนี้ กรุงเทพมหานครต้องจัดทำในเขตกรุงเทพมหานคร ถ้าจะจัดทำออกไปนอกเขตก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ กล่าวคือ&lt;br /&gt;
	1. หากการนั้นจำเป็นต้องกระทำและเป็นการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร		&lt;br /&gt;
	2.  ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	3. ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครอาจทำกิจกรรมร่วมกับบุคคลอื่นได้ โดยก่อตั้งบริษัทถือหุ้นในบริษัทได้เมื่อ&lt;br /&gt;
	1. บริษัทนั้นมีวัตถุประสงค์เฉพาะกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกิจการที่กรุงเทพมหานครได้กระทำอยู่แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ใช้บังคับ และ&lt;br /&gt;
	2. กรุงเทพมหานครต้องถือหุ้นเป็นมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนที่บริษัทนั้น จดทะเบียนไว้ ในกรณีที่มีกรุงเทพมหานคร ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการบริหารส่วนท้องถิ่นถือหุ้นอยู่ในบริษัทเดียวกันให้นับหุ้นที่ถือนั้นรวมกัน และ&lt;br /&gt;
	3. สภากรุงเทพมหานครมีมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด และ&lt;br /&gt;
	4. ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;
	การเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นที่กรุงเทพมหานครถืออยู่ต้องได้รับอนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	2. อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
	องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่จัดการบริการสาธารณะ ครอบคลุมทั้งเขตจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเต็มพื้นที่จังหวัด ให้มีอำนาจหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 16 และมาตรา 17 รวมกัน สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น จะแยกอำนาจหน้าที่กันออกไปองค์กรละมาตรา แต่กรณีของกรุงเทพมหานครกฎหมายบัญญัติไว้ให้นำทั้งสองมาตรามารวมกัน และให้ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครโดยอนุโลม ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา  16	มาตรา  17&lt;br /&gt;
1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง 2) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ 3) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ 4) การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ๆ 5) การสาธารณูปการ 6) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ 7) การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน 8) การส่งเสริมการท่องเที่ยว 9) การจัดการศึกษา 10) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรีคนชรา และผู้ด้อยโอกาส 11) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น 12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่ 13) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ 14) การส่งเสริมกีฬา 15) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน 16) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น  17) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 18) การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย 19) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล 20) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน 21) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ 22) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ 23) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๆ 24) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 25) การผังเมือง 26) การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร 27) การดูแลรักษาที่สาธารณะ 28) การควบคุมอาคาร 29) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 30) การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 31) กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด 	1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเองและประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 2) การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น 3) การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4) การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น 5) การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 6) การจัดการศึกษา 7) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน 8) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น 9) การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม 10) การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม 11) การจำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม 12) การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ 13) การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ 14) การส่งเสริมการท่องเที่ยว 15) การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ 16) การสร้างและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำ ที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17) การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง 18) การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น 19) การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุม        โรคติดต่อ 20) การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ 21) การขนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร 22) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 23) การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด 24) จัดทำกิจกรรมใดอันเป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในเขต และกิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ร่วมกันดำเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด 25) สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น 26) การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น 27) การสังคมสงเคราะห์ละการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส 28) จัดทำกิจการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด 29) กิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
ท	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
ท	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
ท	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
ท	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
ท	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
ท	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
ท	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
ท	พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;
ท	สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 2545 The Registration Administration Bureau, Department of Local Administration, Ministry of Interior 2002.&lt;br /&gt;
ท	สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร 2545 The City Planning Department, Bangkok Metropolitan Administration. 2002.&lt;br /&gt;
ท	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	 การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมาหนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ: &lt;br /&gt;
1.	ที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
2.	อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
	1. ที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	ตามพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแต่ละประเภทตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ ให้มีอิสระจากกันและมีสถานะเท่า ๆ กัน เป็นคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ&lt;br /&gt;
	1) คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.)&lt;br /&gt;
	2) คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง)&lt;br /&gt;
	3) คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.ระดับจังหวัด)&lt;br /&gt;
	ในรูปแบบของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มีผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครจำนวน 1 คนเข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ในฐานะตัวแทนส่วนราชการ เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีองค์กรเดียว ซึ่งมีจำนวนเทียบเท่ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนองค์กรมากกกว่าก็ตาม &lt;br /&gt;
	ตามพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในหมวด 4 ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลในกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 27 ให้การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งได้ระบุองค์กรที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานครได้แก่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) อนุกรรมการสามัญ (อ.ก.ก. สามัญ) และอนุกรรมการวิสามัญ (อ.ก.ก.วิสามัญ) &lt;br /&gt;
	คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเป็นองค์กรกลางของการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่รัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมาย 1 คน ปลัดกรุงเทพมหานคร เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือผู้แทน  เลขาธิการ ก.ค. หรือผู้แทน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ด้านวิชาการหรือการบริหารงานบุคคลอีกจำนวน 4 คน เป็นกรรมการ โดยมีหัวหน้าสำนักงาน ก.ก. เป็นกรรมการและเลขานุการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครนี้จะมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร เช่น การโอนย้าย บรรจุ สอบแข่งขัน และการจัดทำมาตรฐานของตำแหน่ง เป็นต้น &lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครเป็นองค์การที่มีข้าราชการกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการประจำ มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กฎหมายกำหนดให้กรุงเทพมหานครบรรจุแต่งตั้งข้าราชการประจำดังกล่าว โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนของกรุงเทพมหานครหรือจากเงินประมาณหมวดเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รายได้ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	รายได้กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.  แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
	2. แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของรายได้ของกรุงเทพมหานคร มีทั้งประเภทรายได้ประจำและรายได้พิเศษซึ่งในรายได้ประจำ คือ รายได้จากภาษีอากร รายได้จากค่าธรรมเนียม รายได้จากทรัพย์สิน รายได้จากสาธารณูปโภคและการพาณิชย์ และรายได้เบ็ดเตล็ด ในขณะที่รายได้พิเศษ คือ รายได้จากสะสมจ่ายขาด และเงินกู้ ทั้งกรุงเทพมหานครจัดเก็บเองและส่วนราชการอื่นเก็บให้ &lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
	1) รายได้จากทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	2) รายได้จากสาธารณูปโภคของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	3) รายได้จากการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร การทำกิจการร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ&lt;br /&gt;
	4) ภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นของเทศบาลหรือมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;
	5) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้&lt;br /&gt;
	6) ค่าบริการเอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น โดยตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	7) รายได้จากการจำหน่ายพันธบัตร เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	8) เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	9) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนราชการ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอื่นและเงินสมทบจากรัฐบาล&lt;br /&gt;
	10) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
	11) เงินกู้จากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12) เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีผู้อุทิศให้&lt;br /&gt;
	13) เงินช่วยเหลือหรือเงินค่าตอบแทน&lt;br /&gt;
	14) รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเพื่อมุ่งแสวงหากำไรในกรุงเทพมหานครตามที่จะมีกฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
	15) รายได้จากการเก็บภาษีทรัพย์สินหรือค่าธรรมเนียมพิเศษตามที่จะมีกฎหมายกำหนด&lt;br /&gt;
	16) รายได้อื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้กรุงเทพมหานครอาจมีรายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
	1) ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน&lt;br /&gt;
	2) ภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ &lt;br /&gt;
	3) ภาษีป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย &lt;br /&gt;
	4) ภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานครโดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินลิตรละสิบสตางค์สำหรับน้ำมัน และไม่เกินกิโลกรัมละ สิบสตางค์สำหรับก๊าซปิโตรเลียม &lt;br /&gt;
	5) ภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับยาสูบซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินมวนละสิบสตางค์ &lt;br /&gt;
	6) ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรร ในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับอัตราภาษีป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย และ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตราซึ่งเมื่อรวมอัตราดังกล่าวแล้วไม่เกินร้อยละ 30 ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ &lt;br /&gt;
	7) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ &lt;br /&gt;
	8) ภาษีสรรพาสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของอัตราภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษีและค่าแสตมป์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นโดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิตที่จะจัดเก็บ &lt;br /&gt;
	9) ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ &lt;br /&gt;
	10) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียม ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน &lt;br /&gt;
	11) ภาษีการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน &lt;br /&gt;
	12) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ที่จัดเก็บภายในเขตของกรุงเทพมหานคร ในอัตราร้อยละ 40 ของค่าภาคหลวงแร่ที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเก็บได้จริง &lt;br /&gt;
	13) ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมที่จัดเก็บภายในเขตของกรุงเทพมหานครในอัตราร้อยละ 40 ของค่าภาคหลวงปิโตรเลียมที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเก็บได้จริง &lt;br /&gt;
	14) อากรการฆ่าสัตว์ และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ &lt;br /&gt;
	15) ค่าธรรมเนียมบำรุงกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติเรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม &lt;br /&gt;
	16) ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามอัตราและวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด &lt;br /&gt;
	17) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด &lt;br /&gt;
	18) ค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น &lt;br /&gt;
		(ก)  ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา &lt;br /&gt;
		(ข)  ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน &lt;br /&gt;
	(19) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่กฎหมายมอบหมายหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการภายในเขตของกรุงเทพมหานคร และให้ตกเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	(20) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครจัดให้มีขึ้น &lt;br /&gt;
	(21) รายได้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
การกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	การกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.	การกำกับดูแลการกระทำของกรุงเทพมหาคร&lt;br /&gt;
2.	การกำกับดูแลองค์กรและบุคคล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น  เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะการกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร หรือเรียกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภายในกรุงเทพมหานครและระหว่างกรุงเทพมหานครกับส่วนกลางมี 2 ลักษณะคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การกำกับดูแลการกระทำของกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กระทำใน 2 ลักษณะ คือ&lt;br /&gt;
	1) การกำกับดูแลภายในกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	เป็นการกำกับดูแลผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
	(1) การตั้งกระทู้ถาม เพื่อกำกับดูแลให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกระทำการใด ๆ ด้วยเหตุผล และอยู่ในกรอบของกฎหมาย กฎ หรือ ระเบียบข้อบังคับซึ่งออกภายใต้บังคับของกฎหมาย โดยให้สิทธิสมาชิกสภากรุงเทพมหานครตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเรื่องที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิที่จะไม่ตอบ เมื่อเห็นว่าเรื่องนั้น ๆ ยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(2) การเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อกำกับดูแลให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร การเปิดอภิปรายทั่วไปกระทำได้โดยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป ซึ่งเป็นการเปิดอภิปรายโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ&lt;br /&gt;
	(3) การให้ความเห็นชอบ เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้สภากรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบในการตราข้อบัญญัติ เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการพาณิชย์ การคลัง การงบประมาณ การเงิน การทรัพย์สิน การจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน การจ้าง และการพัสดุ โดยไม่ต้องใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังเช่นท้องถิ่นรูปแบบอื่น&lt;br /&gt;
	2) การกำกับดูแลโดยองค์กรภายนอกกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	เป็นการกำกับดูแลกรุงเทพมหานครโดยองค์กรส่วนกลาง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะรัฐมนตรี และองค์กรส่วนกลางอื่น ๆ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้ใช้มาตรการกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร ดังนี้&lt;br /&gt;
	(1) มาตรการทั่วไป&lt;br /&gt;
		- เรื่องที่กรุงเทพมหานครต้องขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อนกระทำการ หรือมีผลใช้บังคับ&lt;br /&gt;
			(1) การร่วมกับบุคคลอื่นก่อตั้งบริษัทหรือถือหุ้นในบริษัท หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นที่ถืออยู่&lt;br /&gt;
			(2) การออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้ซึ่งใช้ หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้น&lt;br /&gt;
			(3) การมอบกิจการในอำนาจหน้าที่ให้เอกชนดำเนินการ โดยผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
			(4) ออกระเบียบว่าด้วยการมอบให้เอกชนกระทำกิจการ&lt;br /&gt;
			(5) การออกข้อบังคับเพื่อให้ส่วนราชการส่วนกลางหรือส่วนราชการส่วนภูมิภาคมอบอำนาจหน้าที่ของตนให้กรุงเทพมหานครปฏิบัติ&lt;br /&gt;
			(6) การทำประกาศเพื่อให้ส่วนราชการส่วนกลางหรือส่วนราชการส่วนภูมิภาคมอบอำนาจหน้าที่ของตนให้กรุงเทพมหานครปฏิบัติ&lt;br /&gt;
		- การอนุมัติ เป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ การตราข้อกำหนดกรุงเทพมหานครใช้บังคับเช่นเดียวกับข้อบัญญัติ ในกรณีที่ไม่มีสภากรุงเทพมหานคร หรือในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ และจะเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครไม่ได้ทันท่วงที&lt;br /&gt;
		- การยับยั้งการกระทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจยับยั้งการกระทำของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- การสั่งการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อการกระทำที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกระทำไปโดยขัดต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นไปในทางที่จะทำให้เสียประโยชน์แก่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	(2) มาตรการด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศ&lt;br /&gt;
		- มาตรการด้านกฤษฎีกา เรื่องที่กรุงเทพมหานคร ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีตราพระราชกฤษฎีกาก่อนกระทำการ ได้แก่&lt;br /&gt;
			(1) การให้ข้าราชการการเมือง และคณะกรรมการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้ง ได้รับเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินค่า[[เบี้ยประชุม]]และเงินตอบแทนอื่น ๆ&lt;br /&gt;
			อนึ่ง ข้าราชการการเมืองดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขานุการประธานสภากรุงเทพมหานคร เลขานุการรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
			(2) การให้ประธานสภาเขตและสมาชิกสภาเขตได้รับเงินประจำตำแหน่งเงินค่าเบี้ยประชุม และเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ&lt;br /&gt;
			(3) การมอบอำนาจหน้าที่ใดซึ่งเป็นของส่วนราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคให้กรุงเทพมหานครปฏิบัติในบางกรณี&lt;br /&gt;
			(4) การตั้งและยุบเลิกสหการ&lt;br /&gt;
		- มาตรการด้านกฎกระทรวง ได้แก่ กรณีที่ส่วนราชการส่วนกลาง หรือส่วนราชการส่วนภูมิภาคจะมอบอำนาจหน้าที่ของตนให้กรุงเทพมหานครปฏิบัติ ต้องออกเป็นกฎกระทรวง&lt;br /&gt;
		- มาตรการด้านระเบียบ ได้แก่ กรณีที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกระเบียบกำหนดการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- มาตรการด้านประกาศ&lt;br /&gt;
			(1)  เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะต้องออกประกาศ ได้แก่&lt;br /&gt;
	    	- การประกาศจำนวนสมาชิกสภาเขตที่จะทำการเลือกตั้งในแต่ละเขต&lt;br /&gt;
		- การกำหนดเขตเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
			(2) เรื่องที่ต้องทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ การยุบหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขต&lt;br /&gt;
		- มาตรการตรวจสอบการเงินและทรัพย์สิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบการรับเงิน การจ่ายเงิน การบัญชีการเงินและทรัพย์สินอื่นของกรุงเทพมหานคร สำหรับการรับเงินและการจ่ายเงินนั้น เมื่อสิ้นปีงบประมาณผู้ว่าราชการกรุงเพทมหานครเป็นผู้ประกาศรายการรับจ่ายเงินประจำปีงบประมาณที่สิ้นสุดลงในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้วจะทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอสภากรุงเทพมหานครต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การกำกับดูแลองค์กรและบุคคล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับสภากรุงเทพมหานคร และกำกับดูแลความประพฤติและคุณสมบัติของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร กระทำใน 2 ลักษณะ คือ&lt;br /&gt;
	1) การกำกับดูแลภายในองค์กรกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	เป็นกรณีที่สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัยให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครออกจากตำแหน่ง เพราะเห็นว่าได้กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งโดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเข้าชื่อเสนอเป็นญัตติ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณา และสภากรุงเทพมหานครลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ให้สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่สภากรุงเทพมหานครลงมติ&lt;br /&gt;
	2) การกำกับดูแลโดยองค์กรภายนอกกรุงเทพมหานคร &lt;br /&gt;
	เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้องค์กรส่วนกลางมีอำนาจใช้มาตรการกำกับดูแล ได้แก่&lt;br /&gt;
	(1) การยุบสภากรุงเทพมหานคร องค์กรส่วนกลางมีอำนาจกระทำได้ในกรณีต่าง ๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
		- การดำเนินงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครขัดแย้งกัน จนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจยุบสภาตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอ&lt;br /&gt;
		- การดำเนินงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครขัดแย้งกัน หรือเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้องจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการ และไม่อาจแก้ไขด้วยวิธีการอื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีอำนาจยุบสภา&lt;br /&gt;
		- กรณีที่สภากรุงเทพมหานครไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายและผลการพิจารณาของคณะกรรมการร่วม ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ซึ่งทำให้ร่างข้อบัญญัติงบประมาณนั้นตกไป&lt;br /&gt;
	(2) การให้สมาชิกสภาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งการสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการสอบสวนแล้วพบว่า&lt;br /&gt;
		- ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
		- เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดในหน่วยงานของภาครัฐหรือภาคเอกชนที่มีกฎหมายห้าม&lt;br /&gt;
		- ขาดการประชุมสภากรุงเทพมหานครตลอดสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภา&lt;br /&gt;
	(3) การให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกจากตำแหน่ง องค์กรส่วนกลางมีอำนาจกระทำได้ในกรณีดังนี้&lt;br /&gt;
		- กรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแสดงให้เห็นว่าได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือปฏิบัติการ หรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควรปฏิบัติ ในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการโดยส่วนรวม หรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของราษฎร สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาลงมติให้ออกจากตำแหน่ง ซึ่งรัฐมนตรีก็จะสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกจากตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;
		- กรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดในหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนที่มีกฎหมายห้าม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;
	(4) การลงคะแนนเสียงถอดถอน โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และถ้าสมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งหมดเพราะเหตุดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นการยุบสภากรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาและข้อเสนอแนะต่อกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อหน้าเนื้อหา :	ปัญหาและข้อเสนอแนะต่อกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เขียน : 	ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ :	รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารบัญ :&lt;br /&gt;
1.	ปัญหาของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
2.	โอกาสและข้อเสนอแนะต่อกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อหา : &lt;br /&gt;
1.	ปัญหาของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	ด้วยสภาพการบริหารที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง และในฐานะเป็นแหล่งศูนย์รวมความเจริญหรือเป็นเมืองเอกนคร ทำให้กรุงเทพมหานครถูกรุมเร้าด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาการจัดการขยะ ปัญหาผังเมือง และอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งสะท้อนจุดอ่อน หรือข้อจำกัดของรูปแบบกรุงเทพมหานครในการบริหารงานดังนี้   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานครมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร หากแต่โครงสร้างการบริหารที่เป็นอยู่มีลักษณะรวมศูนย์อยู่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและปลัดกรุงเทพมหานคร การขาดการมอบอำนาจอย่างเหมาะสมและพอเพียงในระดับเขตส่งผลให้การบริการและการแก้ปัญหาแก่ประชาชนในระดับพื้นที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) ปัญหาความไม่เพียงพอของอำนาจหน้าที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถึงแม้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจำนวนมาก หากแต่ให้อำนาจไว้น้อยไม่เพียงพอให้สามารถแก้ไขปัญหา ประกอบกับกรุงเทพมหานครมีลักษณะความเป็นเมืองสูง ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนมีมาตรฐานและความต้องการบริการสาธารณะที่ซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการจัดบริการสนองความต้องการแก่ประชาชน เช่น บริการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา ขนส่งมวลชน อยู่นอกขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นความสามารถในการจัดการปัญหาของกรุงเทพมหานครยังมีข้อจำกัดจากการขาดบูรณาการของอำนาจหน้าที่ ด้วยเหตุที่กรุงเทพมหานครไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการ อำนาจในการจัดการปัญหาหนึ่ง ๆ ถูกแบ่งไว้หลายหน่วยงาน (Functional fragmentation) จนทำให้กรุงเทพมหานครไม่สามารถจัดการปัญหาได้เพียงลำพัง เช่น การจราจร มีหน่วยงานรับผิดชอบจำนวนมาก เช่น องค์การขนส่งมวลชน ดูแลระบบขนส่งมวลชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูแลระบบจราจร กรมการขนส่งทางบก ดูแลการจดทะเบียนรถ กรุงเทพมหานครทำหน้าที่เพียงด้านวิศวกรรมจราจร ขีดเส้น ป้ายและสัญญาณต่าง ๆ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) ปัญหาความสัมพันธ์กับประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีพื้นที่รับผิดชอบกว้างขวางมาก องค์กรมีขนาดใหญ่โต ประกอบกับสภาพความเป็นสังคมเมือง ส่งผลให้ขาดความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การบริหารกรุงเทพมหานครในรูปแบบปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง ยังขาดกลไกอย่างเป็นระบบที่เปิดโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานโดยตรง ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพมหานครและประชาชนในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) ปัญหาทางด้านการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และการที่รัฐบาลมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การทำงานของกรุงเทพมหานครและรัฐบาลเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งการเมืองในระดับท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองระดับชาติ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเป็นสนามแข่งขันที่ได้รับความสนใจ มีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ร่วมในการเลือกตั้ง ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้เกิดการก้าวก่ายการทำงานระหว่างกรุงเทพมหานครและรัฐบาล ดังจะเห็นว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโครงการจำนวนมากซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครดำเนินการโดยรัฐบาล การบริหารงานของกรุงเทพมหานครขาดความอิสระ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต้องได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งหากผู้บริหารกรุงเทพมหานครและรัฐบาลมาจากต่างพรรคการเมืองอาจมีปัญหาในการสนับสนุนและประสานงาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) ปัญหาโครงสร้างการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	ปัญหาด้านโครงสร้างถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่การบริหารงานครอบคลุมทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร ทำให้สะท้อนภาพปัญหาในอีกหลาย ๆ ด้วยกัน เช่น ปัญหาโครงสร้างของระบบราชการ ที่มีข้าราชการและลูกจ้างเป็นจำนวนมาก แต่อัตราค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่ได้เทียบเท่ากับภาคเอกชน ในขณะที่ความเจริญและค่าครองชีพในกรุงเทพมหานครมีอัตราที่สูง เนื่องจากเป็นศูนย์รวมความเจริญและทันสมัยต่างๆ จึงทำให้การทำงานไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร แต่ค่าตอบแทนยังคงอิงระบบราชการอยู่เช่นเดิม &lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ ปัญหาทางด้านโครงสร้างของกรุงเทพมหานครยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครที่ดูเหมือนกับมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่อาจสามารถทำได้อย่างแท้จริง เช่น ประธานสภากรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภากรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานครเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการประจำเหมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในขณะที่เลขานุการสภากรุงเทพมหานครก็เป็นข้าราชการกรุงเทพมหานคร ดังนั้น โครงสร้างของสภากรุงเทพมหานคร จึงมีแต่รูปแบบตามกฎหมายเข้ามาคานอำนาจฝ่ายบริหารของสภากรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาอนุมัติข้อบัญญัติ และการตั้งกระทู้ถามเพื่อถามฝ่ายบริหารและเสนอญัตติต่อสภากรุงเทพมหานครเพื่อลงมติให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติเท่านั้น แม้แต่กระทู้ถามที่ให้ฝ่ายบริหารตอบ ฝ่ายบริหารอาจจะไม่ตอบตามที่มีกระทู้ถามก็ได้ หรือญัตติของสภากรุงเทพมหานครที่ให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติ ฝ่ายบริหารอาจไม่ปฏิบัติก็ได้เช่นกัน โครงสร้างของสภากรุงเทพมหานครจึงไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการคานอำนาจกับฝ่ายบริหาร เพื่อตรวจสอบการบริหารได้อย่างแท้จริง จึงเชื่อมโยงกับข้อกฎหมายที่ทำให้เป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเท่าที่ควรจะเป็น &lt;br /&gt;
	พร้อมกันนี้ กฎหมายยังจำกัดอำนาจการบริหารงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เช่น กรณีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 49 (4) ระบุให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบริหารงานตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย เช่น มีมติคณะรัฐมนตรีหรือมีคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดำเนินการทำระบบน้ำเสียเป็นระบบรวมทั่วกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ต้องสนองนโยบายมติของคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มอบมาให้ เป็นต้น เมื่อโครงสร้างของกฎหมายโดยรัฐบาลไม่ได้มอบกิจการให้กรุงเทพมหานครดูแลรับผิดชอบให้ครบวงจร ในเขตกรุงเทพมหานครย่อมก่อปัญหาการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร อีกทั้งการมีศูนย์รวมหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในระดับกระทรวง ทบวง กรม อยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวนมาก จึงยิ่งทำให้โครงสร้างการบริหารของกรุงเทพมหานคร ไม่ได้กระทำได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ถึงแม้ว่าจะมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอิสระในการบริหารราชการของตนเองก็ตาม แต่ในความเป็นจริงมิได้กระทำได้มากเท่าใดนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	2. โอกาสและข้อเสนอแนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถึงแม้กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความก้าวหน้าและมีการพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง หากแต่ด้วยสภาพของกรุงเทพมหานครที่เป็นนครหลวงของประเทศ และมีความเป็นเอกนคร ทำให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นของประชาชนทั้งชั่วคราวและถาวร การที่กรุงเทพมหานครขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดความท้าทายของกรุงเทพมหานคร นอกจากจัดการกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วแล้ว ยังต้องปรับตัวเองให้สอดคล้องกับระบบโลกาภิวัตน์ ที่มีการแข่งขันระหว่างประเทศเป็นอย่างมากอยู่ที่ “เมือง” ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงต้องเร่งสร้างศักยภาพการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นอกเหนือจากภารกิจในระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
	ด้วยข้อจำกัดและความท้าทายดังกล่าว จึงควรมีทิศทางการปรับปรุงรูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครมี 2 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
	1) การบริหารกรุงเทพมหานครในระบบ 2 ชั้น 	&lt;br /&gt;
	รูปแบบนี้เกิดจากความเห็นว่ากรุงเทพมหานครปัจจุบันมีพื้นที่กว้างขวาง ขอบเขตความรับผิดชอบมากมาย การมีเพียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครจึงไม่เพียงพอในการจัดบริการและตอบสนองความต้องการของประชาชน ดังนั้น จึงเสนอให้มีการแบ่งกรุงเทพมหานครเป็น 2 ระดับ คือ ระดับกรุงเทพมหานคร และระดับนคร หรือเขต ซึ่งทั้ง 2 ระดับ มีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งทางตรง สภากรุงเทพมหานคร และนคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีแหล่งรายได้และหน้าที่ชัดเจน ทิศทางดังกล่าวนี้จะทำให้การบริหารกรุงเทพมหานครมีลักษณะคล้ายคลึงกับการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่อื่น ๆ&lt;br /&gt;
	2) การบริหารกรุงเทพมหานครในระบบชั้นเดียว&lt;br /&gt;
	ทิศทางนี้เกิดจากการพิจารณาข้อจำกัดของทิศทางแรก ในกรณีที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครและนครมาจากคนละกลุ่มหรือพรรคการเมือง อาจมีความขัดแย้ง นอกจากนั้นการแบ่งกรุงเทพมหานครเป็นนครเล็กมีปัญหาในการร่วมมือกันทำงาน จึงเสนอให้กรุงเทพมหานครเป็นระบบชั้นเดียว หากแต่มีการแบ่งภายในด้วยการให้แบ่งพื้นที่เป็นนคร โดยให้กรุงเทพมหานครดูแลงานภาพรวมของกรุงเทพมหานคร ในขณะที่นครดูแลทางด้านการจัดบริการแก่ประชาชนในพื้นที่ การบริหารงานอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งผู้บริหารงานนครตามความเห็นชอบของสภานคร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แหล่งที่มาของข้อมูล :&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สถาบันพระปกเกล้า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย ลำดับที่ 5 เรื่อง กรุงเทพมหานคร. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โกวิทย์  พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย : หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ชูวิทย์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพฯ : สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทรียบ :อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร ปีที่ 27, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๊กผล บรรณาธิการ.  การบริหารเมือง : กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	กรุงเทพมหานคร &amp;lt;www.bma.go.th&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.JPG&amp;diff=4005</id>
		<title>ไฟล์:ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์.JPG</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.JPG&amp;diff=4005"/>
		<updated>2010-03-16T08:46:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4004</id>
		<title>การให้ความเห็นชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4004"/>
		<updated>2010-03-15T04:54:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; เชษฐา ทองยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะการให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการใดๆในการบริหารประเทศที่มีผลต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือแบบ มีผู้แทน การที่จะให้ความเห็นชอบในเรื่องใดๆนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ต่างๆแทนตนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; มาจากภาษาอังกฤษคำว่า &#039;&#039;&#039;“approve”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ อนุมัติ พอใจเห็นดีด้วย หรือจะใช้คำว่า &#039;&#039;&#039;“consent”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ ยินยอม หรืออนุญาต&amp;lt;ref&amp;gt;สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539, หน้า 18, 86.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในความหมายทั่วไป ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แม้จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; ไว้โดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงได้กับคำว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“เห็นดีเห็นงาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ซึ่งหมายความว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“คิดหรือรู้สึกคล้อยตาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 1301.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนความหมายในทางนิติบัญญัติ คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; หมายถึง &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภา”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2533 หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการและลักษณะของการให้ความเห็นชอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยทั่วไปแล้ว การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภานั้น การที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องใดนั้น สมาชิกสภาเพียงคนเดียวย่อมตัดสินไม่ได้ การให้ความเห็นชอบต้องเป็นไปตามกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมาย [[ญัตติ]]หรือปัญหาใดต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประธานสภาจะบรรจุเข้าระเบียบวาระพร้อมกับกำหนดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อขอพิจารณาเรื่องนั้น เมื่อถึงวันนัดประชุมและถึงระเบียบวาระที่ต้องพิจารณา เรื่องนั้น ประธานในที่ประชุมสภาจะเปิดโอกาสให้มี[[การอภิปราย]]กันก่อนว่า ผู้ใดจะเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร และเมื่อมีการปิดอภิปรายแล้ว ประธานฯจึงถามมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผลการลงมติเสียงข้างมากเป็นเช่นไร มติจะต้องเป็นไปตามนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในกรณีนี้เสียงข้างมากที่ออกมาอาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในบางกรณี การขอความเห็นชอบนี้ อาจจะไม่ต้องใช้การลงมติก็ได้ ถ้าหากเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก หรือไม่น่าจะมีปัญหาใด ประธานฯในที่ประชุมจะผ่านการพิจารณา เรื่องนั้นไปโดยไม่มีการลงมติ นั่นคือ ประธานจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประธานฯเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะใช้วิธีนี้ทันที ตัวอย่างเช่นในการพิจารณารับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ผ่านมา เมื่อประธานฯเปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ประธานฯอาจจะประกาศว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่า ที่ประชุมนี้ให้การรับรองเป็นเอกฉันท์”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ความเห็นชอบในลักษณะที่กล่าวไปนี้ เรียกว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบโดยตลอด (general consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ (unanimous consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเงียบ (silent consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520 หน้า 105.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว พอสรุปให้เห็นว่า มีการนำคำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; มาใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.1 การพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แล้วแต่กรณี&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้จะนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาในวาระที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยไม่มีการอภิปราย เพียงแต่ลงมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; อ้างแล้ว, หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.2 การพิจารณาของรัฐสภา (การประชุมร่วมกันของรัฐสภา)&#039;&#039;&#039; เป็นการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของ[[สภาผู้แทนราษฎร]] และ[[วุฒิสภา]] เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550, มาตรา 136.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณี ที่[[พระมหากษัตริย์]]มิได้ทรงแต่งตั้ง[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการ[[ปิดสมัยประชุม]]สมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่[[คณะรัฐมนตรี]]ระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อ[[การบริหารราชการแผ่นดิน]] แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา เพื่อรัฐสภาจะได้ปรึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าหากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้[[นายกรัฐมนตรี]]นำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรง[[ลงพระปรมาภิไธย]]พระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศใน[[ราชกิจจานุเบกษา]] ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมี[[การยุบสภาผู้แทนราษฎร]] และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอมา เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7) การพิจารณาให้ความเห็นชอบใน[[การประกาศสงคราม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8) การพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่จะกระทำกับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.3 การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 172.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.4 การพิจารณาของวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 121.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากที่กล่าวมา เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติ ซึ่งกระทำโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับ ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ (ลงประชามติ) เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบใน เรื่องต่างๆได้โดยตรง ไม่ต้องกระทำผ่านระบบผู้แทน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549, มาตรา 29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงประชามติในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจจะกระทบ ถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษา[[ประธานสภาผู้แทนราษฎร]]และ[[ประธานวุฒิสภา]] เพื่อประกาศใน[[ราชกิจจานุเบกษา]] ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่[[คณะรัฐมนตรี]]ได้ขอความเห็นมา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 , มาตรา 214.&amp;lt;/ref&amp;gt; และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน)&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, อ้างแล้ว, มาตรา165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากประชาชนข้างต้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ยังให้มีการจัดออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติไว้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด , 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ :โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ออกเสียงลงคะแนน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4003</id>
		<title>การให้ความเห็นชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4003"/>
		<updated>2010-03-15T02:54:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; เชษฐา ทองยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะการให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการใดๆในการบริหารประเทศที่มีผลต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือแบบ มีผู้แทน การที่จะให้ความเห็นชอบในเรื่องใดๆนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ต่างๆแทนตนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; มาจากภาษาอังกฤษคำว่า &#039;&#039;&#039;“approve”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ อนุมัติ พอใจเห็นดีด้วย หรือจะใช้คำว่า &#039;&#039;&#039;“consent”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ ยินยอม หรืออนุญาต&amp;lt;ref&amp;gt;สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539, หน้า 18, 86.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในความหมายทั่วไป ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แม้จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; ไว้โดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงได้กับคำว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“เห็นดีเห็นงาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ซึ่งหมายความว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“คิดหรือรู้สึกคล้อยตาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 1301.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนความหมายในทางนิติบัญญัติ คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; หมายถึง &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภา”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2533 หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการและลักษณะของการให้ความเห็นชอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยทั่วไปแล้ว การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภานั้น การที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องใดนั้น สมาชิกสภาเพียงคนเดียวย่อมตัดสินไม่ได้ การให้ความเห็นชอบต้องเป็นไปตามกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมาย [[ญัตติ]]หรือปัญหาใดต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประธานสภาจะบรรจุเข้าระเบียบวาระพร้อมกับกำหนดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อขอพิจารณาเรื่องนั้น เมื่อถึงวันนัดประชุมและถึงระเบียบวาระที่ต้องพิจารณา เรื่องนั้น ประธานในที่ประชุมสภาจะเปิดโอกาสให้มี[[การอภิปราย]]กันก่อนว่า ผู้ใดจะเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร และเมื่อมีการปิดอภิปรายแล้ว ประธานฯจึงถามมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผลการลงมติเสียงข้างมากเป็นเช่นไร มติจะต้องเป็นไปตามนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในกรณีนี้เสียงข้างมากที่ออกมาอาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในบางกรณี การขอความเห็นชอบนี้ อาจจะไม่ต้องใช้การลงมติก็ได้ ถ้าหากเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก หรือไม่น่าจะมีปัญหาใด ประธานฯในที่ประชุมจะผ่านการพิจารณา เรื่องนั้นไปโดยไม่มีการลงมติ นั่นคือ ประธานจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประธานฯเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะใช้วิธีนี้ทันที ตัวอย่างเช่นในการพิจารณารับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ผ่านมา เมื่อประธานฯเปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ประธานฯอาจจะประกาศว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่า ที่ประชุมนี้ให้การรับรองเป็นเอกฉันท์”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ความเห็นชอบในลักษณะที่กล่าวไปนี้ เรียกว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบโดยตลอด (general consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ (unanimous consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเงียบ (silent consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520 หน้า 105.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว พอสรุปให้เห็นว่า มีการนำคำว่า “เห็นชอบ” มาใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.1 การพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แล้วแต่กรณี&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้จะนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาในวาระที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยไม่มีการอภิปราย เพียงแต่ลงมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; อ้างแล้ว, หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.2 การพิจารณาของรัฐสภา (การประชุมร่วมกันของรัฐสภา)&#039;&#039;&#039; เป็นการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550, มาตรา 136.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณี ที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา เพื่อรัฐสภาจะได้ปรึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าหากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอมา เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8) การพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่จะกระทำกับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.3 การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 172.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.4 การพิจารณาของวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 121.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากที่กล่าวมา เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติ ซึ่งกระทำโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับ ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ (ลงประชามติ) เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบใน เรื่องต่างๆได้โดยตรง ไม่ต้องกระทำผ่านระบบผู้แทน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549, มาตรา 29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงประชามติในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจจะกระทบ ถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจา-นุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นมา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 , มาตรา 214.&amp;lt;/ref&amp;gt; และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน)&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, อ้างแล้ว, มาตรา165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากประชาชนข้างต้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ยังให้มีการจัดออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติไว้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด , 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ :โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ออกเสียงลงคะแนน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4002</id>
		<title>การให้ความเห็นชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4002"/>
		<updated>2010-03-15T02:47:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; เชษฐา ทองยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะการให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการใดๆในการบริหารประเทศที่มีผลต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือแบบ มีผู้แทน การที่จะให้ความเห็นชอบในเรื่องใดๆนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ต่างๆแทนตนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; มาจากภาษาอังกฤษคำว่า &#039;&#039;&#039;“approve”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ อนุมัติ พอใจเห็นดีด้วย หรือจะใช้คำว่า &#039;&#039;&#039;“consent”&#039;&#039;&#039; ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ ยินยอม หรืออนุญาต&amp;lt;ref&amp;gt;สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539, หน้า 18, 86.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในความหมายทั่วไป ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แม้จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; ไว้โดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงได้กับคำว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“เห็นดีเห็นงาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ซึ่งหมายความว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“คิดหรือรู้สึกคล้อยตาม”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 1301.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนความหมายในทางนิติบัญญัติ คำว่า &#039;&#039;&#039;“เห็นชอบ”&#039;&#039;&#039; หมายถึง &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภา”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2533 หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการและลักษณะของการให้ความเห็นชอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยทั่วไปแล้ว การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภานั้น การที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องใดนั้น สมาชิกสภาเพียงคนเดียวย่อมตัดสินไม่ได้ การให้ความเห็นชอบต้องเป็นไปตามกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมาย ญัตติหรือปัญหาใดต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประธานสภาจะบรรจุเข้าระเบียบวาระพร้อมกับกำหนดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อขอพิจารณาเรื่องนั้น เมื่อถึงวันนัดประชุมและถึงระเบียบวาระที่ต้องพิจารณา เรื่องนั้น ประธานในที่ประชุมสภาจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายกันก่อนว่า ผู้ใดจะเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร และเมื่อมีการปิดอภิปรายแล้ว ประธานฯจึงถามมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผลการลงมติเสียงข้างมากเป็นเช่นไร มติจะต้องเป็นไปตามนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในกรณีนี้เสียงข้างมากที่ออกมาอาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในบางกรณี การขอความเห็นชอบนี้ อาจจะไม่ต้องใช้การลงมติก็ได้ ถ้าหากเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก หรือไม่น่าจะมีปัญหาใด ประธานฯในที่ประชุมจะผ่านการพิจารณา เรื่องนั้นไปโดยไม่มีการลงมติ นั่นคือ ประธานจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประธานฯเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะใช้วิธีนี้ทันที ตัวอย่างเช่นในการพิจารณารับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ผ่านมา เมื่อประธานฯเปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ประธานฯอาจจะประกาศว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่า ที่ประชุมนี้ให้การรับรองเป็นเอกฉันท์”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; ความเห็นชอบในลักษณะที่กล่าวไปนี้ เรียกว่า &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบโดยตลอด (general consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ (unanimous consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; หรือ &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;“ความเห็นชอบเงียบ (silent consent)”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520 หน้า 105.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว พอสรุปให้เห็นว่า มีการนำคำว่า “เห็นชอบ” มาใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.1 การพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แล้วแต่กรณี&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้จะนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาในวาระที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยไม่มีการอภิปราย เพียงแต่ลงมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; อ้างแล้ว, หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.2 การพิจารณาของรัฐสภา (การประชุมร่วมกันของรัฐสภา)&#039;&#039;&#039; เป็นการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550, มาตรา 136.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณี ที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา เพื่อรัฐสภาจะได้ปรึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าหากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอมา เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8) การพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่จะกระทำกับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.3 การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 172.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&#039;&#039;&#039;3.4 การพิจารณาของวุฒิสภา&#039;&#039;&#039; เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 121.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากที่กล่าวมา เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติ ซึ่งกระทำโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับ ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ (ลงประชามติ) เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบใน เรื่องต่างๆได้โดยตรง ไม่ต้องกระทำผ่านระบบผู้แทน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549, มาตรา 29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงประชามติในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจจะกระทบ ถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจา-นุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นมา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 , มาตรา 214.&amp;lt;/ref&amp;gt; และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน)&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, อ้างแล้ว, มาตรา165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากประชาชนข้างต้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ยังให้มีการจัดออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติไว้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด , 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ :โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ออกเสียงลงคะแนน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4001</id>
		<title>การให้ความเห็นชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4001"/>
		<updated>2010-03-15T02:43:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; เชษฐา ทองยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะการให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการใดๆในการบริหารประเทศที่มีผลต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือแบบ มีผู้แทน การที่จะให้ความเห็นชอบในเรื่องใดๆนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ต่างๆแทนตนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า “เห็นชอบ” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “approve” ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ อนุมัติ พอใจเห็นดีด้วย หรือจะใช้คำว่า “consent” ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ ยินยอม หรืออนุญาต&amp;lt;ref&amp;gt;สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539, หน้า 18, 86.&amp;lt;/ref&amp;gt; ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในความหมายทั่วไป ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แม้จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า “เห็นชอบ”ไว้โดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงได้กับคำว่า “เห็นดีเห็นงาม” ซึ่งหมายความว่า “คิดหรือรู้สึกคล้อยตาม”&amp;lt;ref&amp;gt;ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 1301.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนความหมายในทางนิติบัญญัติ คำว่า “เห็นชอบ” หมายถึง “การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภา”&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2533 หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการและลักษณะของการให้ความเห็นชอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยทั่วไปแล้ว การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภานั้น การที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องใดนั้น สมาชิกสภาเพียงคนเดียวย่อมตัดสินไม่ได้ การให้ความเห็นชอบต้องเป็นไปตามกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมาย ญัตติหรือปัญหาใดต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประธานสภาจะบรรจุเข้าระเบียบวาระพร้อมกับกำหนดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อขอพิจารณาเรื่องนั้น เมื่อถึงวันนัดประชุมและถึงระเบียบวาระที่ต้องพิจารณา เรื่องนั้น ประธานในที่ประชุมสภาจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายกันก่อนว่า ผู้ใดจะเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร และเมื่อมีการปิดอภิปรายแล้ว ประธานฯจึงถามมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผลการลงมติเสียงข้างมากเป็นเช่นไร มติจะต้องเป็นไปตามนั้น&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งในกรณีนี้เสียงข้างมากที่ออกมาอาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในบางกรณี การขอความเห็นชอบนี้ อาจจะไม่ต้องใช้การลงมติก็ได้ ถ้าหากเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก หรือไม่น่าจะมีปัญหาใด ประธานฯในที่ประชุมจะผ่านการพิจารณา เรื่องนั้นไปโดยไม่มีการลงมติ นั่นคือ ประธานจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประธานฯเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะใช้วิธีนี้ทันที ตัวอย่างเช่นในการพิจารณารับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ผ่านมา เมื่อประธานฯเปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ประธานฯอาจจะประกาศว่า “ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่า ที่ประชุมนี้ให้การรับรองเป็นเอกฉันท์” ความเห็นชอบในลักษณะที่กล่าวไปนี้ เรียกว่า “ความเห็นชอบโดยตลอด (general consent)” หรือ“ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ (unanimous consent)” หรือ “ความเห็นชอบเงียบ (silent consent)”&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา ,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520 หน้า 105.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว พอสรุปให้เห็นว่า มีการนำคำว่า “เห็นชอบ” มาใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.1 การพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้จะนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาในวาระที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยไม่มีการอภิปราย เพียงแต่ลงมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น&amp;lt;ref&amp;gt;คณิน บุญสุวรรณ , &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; อ้างแล้ว, หน้า 308.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.2 การพิจารณาของรัฐสภา (การประชุมร่วมกันของรัฐสภา) เป็นการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550, มาตรา 136.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณี ที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา เพื่อรัฐสภาจะได้ปรึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าหากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอมา เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8) การพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่จะกระทำกับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.3 การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 172.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.4 การพิจารณาของวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 121.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากที่กล่าวมา เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติ ซึ่งกระทำโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับ ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ (ลงประชามติ) เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบใน เรื่องต่างๆได้โดยตรง ไม่ต้องกระทำผ่านระบบผู้แทน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549, มาตรา 29.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงประชามติในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจจะกระทบ ถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจา-นุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นมา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 , มาตรา 214.&amp;lt;/ref&amp;gt; และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน)&amp;lt;ref&amp;gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, อ้างแล้ว, มาตรา165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากประชาชนข้างต้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ยังให้มีการจัดออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติไว้ด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เรื่องเดียวกัน,&#039;&#039;&#039; มาตรา 165.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, &#039;&#039;&#039;สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด , 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา.&#039;&#039;&#039; พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ :โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . &#039;&#039;&#039;ศัพท์รัฐสภา.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, &#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, &#039;&#039;&#039;พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤษดิคุณ กิติยากร, &#039;&#039;&#039;ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย,&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ออกเสียงลงคะแนน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4000</id>
		<title>การให้ความเห็นชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=4000"/>
		<updated>2010-03-15T02:38:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: สร้างหน้าใหม่: &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; เชษฐา ทองยิ่ง  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทควา...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; เชษฐา ทองยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะการให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการใดๆในการบริหารประเทศที่มีผลต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือแบบ มีผู้แทน การที่จะให้ความเห็นชอบในเรื่องใดๆนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป ทำหน้าที่ต่างๆแทนตนนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมาย==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำว่า “เห็นชอบ” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “approve” ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ อนุมัติ พอใจเห็นดีด้วย หรือจะใช้คำว่า “consent” ซึ่งแปลว่า เห็นชอบ ยินยอม หรืออนุญาต [1] ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในความหมายทั่วไป ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แม้จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า “เห็นชอบ”ไว้โดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงได้กับคำว่า “เห็นดีเห็นงาม” ซึ่งหมายความว่า “คิดหรือรู้สึกคล้อยตาม” [2]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนความหมายในทางนิติบัญญัติ คำว่า “เห็นชอบ” หมายถึง “การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภา” [3]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กระบวนการและลักษณะของการให้ความเห็นชอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	โดยทั่วไปแล้ว การให้ความยินยอมในมาตรการต่างๆทางนิติบัญญัติที่เสนอต่อสภานั้น การที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องใดนั้น สมาชิกสภาเพียงคนเดียวย่อมตัดสินไม่ได้ การให้ความเห็นชอบต้องเป็นไปตามกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมาย ญัตติหรือปัญหาใดต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประธานสภาจะบรรจุเข้าระเบียบวาระพร้อมกับกำหนดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อขอพิจารณาเรื่องนั้น เมื่อถึงวันนัดประชุมและถึงระเบียบวาระที่ต้องพิจารณา เรื่องนั้น ประธานในที่ประชุมสภาจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายกันก่อนว่า ผู้ใดจะเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร และเมื่อมีการปิดอภิปรายแล้ว ประธานฯจึงถามมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผลการลงมติเสียงข้างมากเป็นเช่นไร มติจะต้องเป็นไปตามนั้น [4] ซึ่งในกรณีนี้เสียงข้างมากที่ออกมาอาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในบางกรณี การขอความเห็นชอบนี้ อาจจะไม่ต้องใช้การลงมติก็ได้ ถ้าหากเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก หรือไม่น่าจะมีปัญหาใด ประธานฯในที่ประชุมจะผ่านการพิจารณา เรื่องนั้นไปโดยไม่มีการลงมติ นั่นคือ ประธานจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ประธานฯเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็จะใช้วิธีนี้ทันที ตัวอย่างเช่นในการพิจารณารับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ผ่านมา เมื่อประธานฯเปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ประธานฯอาจจะประกาศว่า “ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่า ที่ประชุมนี้ให้การรับรองเป็นเอกฉันท์” ความเห็นชอบในลักษณะที่กล่าวไปนี้ เรียกว่า “ความเห็นชอบโดยตลอด (general consent)” หรือ“ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ (unanimous consent)” หรือ “ความเห็นชอบเงียบ (silent consent)” [5]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==กรณีการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว พอสรุปให้เห็นว่า มีการนำคำว่า “เห็นชอบ” มาใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.1 การพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ รวมถึงร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้จะนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาในวาระที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาโดยไม่มีการอภิปราย เพียงแต่ลงมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น [6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.2 การพิจารณาของรัฐสภา (การประชุมร่วมกันของรัฐสภา) เป็นการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย [7] ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณี ที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	4) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	5) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา เพื่อรัฐสภาจะได้ปรึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ถ้าหากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	6) การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอมา เพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	7) การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	8) การพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่จะกระทำกับนานาประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.3 การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี [8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	3.4 การพิจารณาของวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ [9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากที่กล่าวมา เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือยินยอมในมาตรการต่างๆ ทางนิติบัญญัติ ซึ่งกระทำโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับ ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ (ลงประชามติ) เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบใน เรื่องต่างๆได้โดยตรง ไม่ต้องกระทำผ่านระบบผู้แทน ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	1. การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 [10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	2. การออกเสียงประชามติในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจจะกระทบ ถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจา-นุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นมา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 [11] และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) [12]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากประชาชนข้างต้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ยังให้มีการจัดออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติไว้ด้วย [13]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย , กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด , 2548.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . ภาษาการเมืองในระบอบรัฐสภา. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ :โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2533.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณิน บุญสุวรรณ . ศัพท์รัฐสภา . กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2520.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549,ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542, กรุงเทพฯ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤษดิคุณ กิติยากร, ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย, กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*[[ออกเสียงลงคะแนน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:ความรู้เกี่ยวกับรัฐสภาไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3999</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3999"/>
		<updated>2010-03-11T07:01:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[สมัยสุโขทัย]]&lt;br /&gt;
# [[สมัยอยุธยา]]&lt;br /&gt;
# [[สมัยรัตนโกสินทร์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3998</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พระมหากษัตริย์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3998"/>
		<updated>2010-03-11T05:18:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[สถาบันกษัตริย์]]&lt;br /&gt;
# [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ]]&lt;br /&gt;
# [[พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย]]&lt;br /&gt;
# [[พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ]]&lt;br /&gt;
# [[ระบอบกษัตริย์ในต่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_129&amp;diff=3997</id>
		<title>พระราชบัญญัติสมุหมนตรี รัตนโกสินทร์ศก 129</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_129&amp;diff=3997"/>
		<updated>2010-03-11T03:48:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: สร้างหน้าใหม่: &amp;lt;center&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;lt;/center&amp;gt;  &amp;lt;center&amp;gt;พระราชบัญญัติสมุหม...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;center&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;พระราชบัญญัติสมุหมนตรี&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ข้าราชการผู้ที่ได้เคยทรงพระกรุณาใช้สอยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้นั้น ข้างฝ่ายทหารก็ได้ทรงเลือกสรรให้เข้ารับราชการ ในตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษบ้าง ประจำการบ้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งรับราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ มีเครื่องหมายราชองครักษ์เป็นสำคัญ ดังแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติราชองครักษ์รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗ นั้นแล้ว แต่ข้างฝ่ายพลเรือนยังหามีเครื่องหมายไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติสมุหมนตรีรัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๒ เมื่อจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใดเป็นสมุหมนตรี จะได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเฉพาะอธิบดีกรมพระอาลักษณ์ หรือเฉพาะเสนาบดีเจ้ากระทรวง ซึ่งผู้นั้นรับราชการอยู่ในกระทรวงนั้น ๆ ถ้ามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเสนาบดีเจ้ากระทรวง ๆ ต้องมีหมายมายังกรมพระอาลักษณ์ เพื่อจะได้ส่งเครื่องหมายตำแหน่งไปยังผู้นั้น และลงแจ้งความตั้งสมุหมนตรีในหนังสือราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๓ เครื่องหมายตำแหน่งสมุหมนตรีนี้ เป็นเข็มอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ มีรัศมี และมีมงกุฎเหนืออักษร ให้เรียกว่าเข็มสมุหมนตรี สำหรับติดอกเสื้อเบื้องขวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดได้รับพระราชทานเข็มสมุหมนตรี และได้ลงแจ้งความตั้งในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงควรนับว่าผู้นั้นเป็นสมุหมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๕ ให้ผู้ที่เป็นสมุหมนตรี มีเกียรติยศเสมอราชองครักษ์พิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๖ ให้เป็นที่เข้าใจว่า ตามพระราชบัญญัติสมุหมนตรีนี้เป็นแต่มีพระราชประสงค์ จะพระราชทานเครื่องหมายแก่ผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใด ๆ เป็นสมุหมนตรีนั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหรือยศบรรดาศักดิ์อย่างใด ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งได้ทุกชั้นบุคคลตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๗ ผู้ที่เป็นสมุหมนตรีนี้ จะได้ดำรงเกียรติยศอยู่ตลอดเวลาที่พอพระราชหฤทัย จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกจากสมุหมนตรีเมื่อใด ๆ ก็ได้ ด้วยลงแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๘ ให้อธิบดีกรมพระอาลักษณ์เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเข็มสมุหมนตรีและรักษาพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙๑&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ภคินี/แก้ไข&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
๓๑/๑/๒๕๔๕&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
A+B (C)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ปาจรีย์/นิลวรรณ จัดทำ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
๒๙ พ.ค. ๔๖&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88&amp;diff=3996</id>
		<title>กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88&amp;diff=3996"/>
		<updated>2010-03-11T03:48:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: สร้างหน้าใหม่: # กฎมณเฑียรบาล # กฎหมายเกี่ยวกับบุคลากรในพระราชสำนัก ##...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[กฎมณเฑียรบาล]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายเกี่ยวกับบุคลากรในพระราชสำนัก]]&lt;br /&gt;
## [[พระราชบัญญัติสมุหมนตรี รัตนโกสินทร์ศก 129]]&lt;br /&gt;
## [[พระราชบัญญัติราชองค์รักษ์ พุทธศักราช 2490]]&lt;br /&gt;
## [[พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พุทธศักราช 2495]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3995</id>
		<title>พระราชบัญญัติสมุหมนตรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3995"/>
		<updated>2010-03-11T03:45:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;center&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;พระราชบัญญัติสมุหมนตรี&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ข้าราชการผู้ที่ได้เคยทรงพระกรุณาใช้สอยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้นั้น ข้างฝ่ายทหารก็ได้ทรงเลือกสรรให้เข้ารับราชการ ในตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษบ้าง ประจำการบ้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งรับราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ มีเครื่องหมายราชองครักษ์เป็นสำคัญ ดังแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติราชองครักษ์รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗ นั้นแล้ว แต่ข้างฝ่ายพลเรือนยังหามีเครื่องหมายไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติสมุหมนตรีรัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๒ เมื่อจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใดเป็นสมุหมนตรี จะได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเฉพาะอธิบดีกรมพระอาลักษณ์ หรือเฉพาะเสนาบดีเจ้ากระทรวง ซึ่งผู้นั้นรับราชการอยู่ในกระทรวงนั้น ๆ ถ้ามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเสนาบดีเจ้ากระทรวง ๆ ต้องมีหมายมายังกรมพระอาลักษณ์ เพื่อจะได้ส่งเครื่องหมายตำแหน่งไปยังผู้นั้น และลงแจ้งความตั้งสมุหมนตรีในหนังสือราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๓ เครื่องหมายตำแหน่งสมุหมนตรีนี้ เป็นเข็มอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ มีรัศมี และมีมงกุฎเหนืออักษร ให้เรียกว่าเข็มสมุหมนตรี สำหรับติดอกเสื้อเบื้องขวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดได้รับพระราชทานเข็มสมุหมนตรี และได้ลงแจ้งความตั้งในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงควรนับว่าผู้นั้นเป็นสมุหมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๕ ให้ผู้ที่เป็นสมุหมนตรี มีเกียรติยศเสมอราชองครักษ์พิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๖ ให้เป็นที่เข้าใจว่า ตามพระราชบัญญัติสมุหมนตรีนี้เป็นแต่มีพระราชประสงค์ จะพระราชทานเครื่องหมายแก่ผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใด ๆ เป็นสมุหมนตรีนั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหรือยศบรรดาศักดิ์อย่างใด ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งได้ทุกชั้นบุคคลตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๗ ผู้ที่เป็นสมุหมนตรีนี้ จะได้ดำรงเกียรติยศอยู่ตลอดเวลาที่พอพระราชหฤทัย จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกจากสมุหมนตรีเมื่อใด ๆ ก็ได้ ด้วยลงแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๘ ให้อธิบดีกรมพระอาลักษณ์เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเข็มสมุหมนตรีและรักษาพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙๑&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ภคินี/แก้ไข&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
๓๑/๑/๒๕๔๕&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
A+B (C)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ปาจรีย์/นิลวรรณ จัดทำ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
๒๙ พ.ค. ๔๖&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3994</id>
		<title>พระราชบัญญัติสมุหมนตรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3994"/>
		<updated>2010-03-11T03:45:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;center&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;พระราชบัญญัติสมุหมนตรี&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ข้าราชการผู้ที่ได้เคยทรงพระกรุณาใช้สอยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้นั้น ข้างฝ่ายทหารก็ได้ทรงเลือกสรรให้เข้ารับราชการ ในตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษบ้าง ประจำการบ้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งรับราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ มีเครื่องหมายราชองครักษ์เป็นสำคัญ ดังแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติราชองครักษ์รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗ นั้นแล้ว แต่ข้างฝ่ายพลเรือนยังหามีเครื่องหมายไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติสมุหมนตรีรัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๒ เมื่อจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใดเป็นสมุหมนตรี จะได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเฉพาะอธิบดีกรมพระอาลักษณ์ หรือเฉพาะเสนาบดีเจ้ากระทรวง ซึ่งผู้นั้นรับราชการอยู่ในกระทรวงนั้น ๆ ถ้ามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเสนาบดีเจ้ากระทรวง ๆ ต้องมีหมายมายังกรมพระอาลักษณ์ เพื่อจะได้ส่งเครื่องหมายตำแหน่งไปยังผู้นั้น และลงแจ้งความตั้งสมุหมนตรีในหนังสือราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๓ เครื่องหมายตำแหน่งสมุหมนตรีนี้ เป็นเข็มอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ มีรัศมี และมีมงกุฎเหนืออักษร ให้เรียกว่าเข็มสมุหมนตรี สำหรับติดอกเสื้อเบื้องขวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดได้รับพระราชทานเข็มสมุหมนตรี และได้ลงแจ้งความตั้งในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงควรนับว่าผู้นั้นเป็นสมุหมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๕ ให้ผู้ที่เป็นสมุหมนตรี มีเกียรติยศเสมอราชองครักษ์พิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๖ ให้เป็นที่เข้าใจว่า ตามพระราชบัญญัติสมุหมนตรีนี้เป็นแต่มีพระราชประสงค์ จะพระราชทานเครื่องหมายแก่ผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใด ๆ เป็นสมุหมนตรีนั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหรือยศบรรดาศักดิ์อย่างใด ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งได้ทุกชั้นบุคคลตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๗ ผู้ที่เป็นสมุหมนตรีนี้ จะได้ดำรงเกียรติยศอยู่ตลอดเวลาที่พอพระราชหฤทัย จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกจากสมุหมนตรีเมื่อใด ๆ ก็ได้ ด้วยลงแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๘ ให้อธิบดีกรมพระอาลักษณ์เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเข็มสมุหมนตรีและรักษาพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภคินี/แก้ไข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓๑/๑/๒๕๔๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
A+B (C)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปาจรีย์/นิลวรรณ จัดทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒๙ พ.ค. ๔๖&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3993</id>
		<title>พระราชบัญญัติสมุหมนตรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%81_%E0%B9%91%E0%B9%92%E0%B9%99&amp;diff=3993"/>
		<updated>2010-03-11T03:44:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;center&amp;gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;พระราชบัญญัติสมุหมนตรี&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ข้าราชการผู้ที่ได้เคยทรงพระกรุณาใช้สอยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้นั้น ข้างฝ่ายทหารก็ได้ทรงเลือกสรรให้เข้ารับราชการ ในตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษบ้าง ประจำการบ้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งรับราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ มีเครื่องหมายราชองครักษ์เป็นสำคัญ ดังแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติราชองครักษ์รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗ นั้นแล้ว แต่ข้างฝ่ายพลเรือนยังหามีเครื่องหมายไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติสมุหมนตรีรัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๙&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๒ เมื่อจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใดเป็นสมุหมนตรี จะได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเฉพาะอธิบดีกรมพระอาลักษณ์ หรือเฉพาะเสนาบดีเจ้ากระทรวง ซึ่งผู้นั้นรับราชการอยู่ในกระทรวงนั้น ๆ ถ้ามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งเสนาบดีเจ้ากระทรวง ๆ ต้องมีหมายมายังกรมพระอาลักษณ์ เพื่อจะได้ส่งเครื่องหมายตำแหน่งไปยังผู้นั้น และลงแจ้งความตั้งสมุหมนตรีในหนังสือราชกิจจานุเบกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๓ เครื่องหมายตำแหน่งสมุหมนตรีนี้ เป็นเข็มอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ มีรัศมี และมีมงกุฎเหนืออักษร ให้เรียกว่าเข็มสมุหมนตรี สำหรับติดอกเสื้อเบื้องขวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดได้รับพระราชทานเข็มสมุหมนตรี และได้ลงแจ้งความตั้งในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงควรนับว่าผู้นั้นเป็นสมุหมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๕ ให้ผู้ที่เป็นสมุหมนตรี มีเกียรติยศเสมอราชองครักษ์พิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๖ ให้เป็นที่เข้าใจว่า ตามพระราชบัญญัติสมุหมนตรีนี้เป็นแต่มีพระราชประสงค์ จะพระราชทานเครื่องหมายแก่ผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งผู้ใด ๆ เป็นสมุหมนตรีนั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหรือยศบรรดาศักดิ์อย่างใด ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งได้ทุกชั้นบุคคลตามพระราชอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๗ ผู้ที่เป็นสมุหมนตรีนี้ จะได้ดำรงเกียรติยศอยู่ตลอดเวลาที่พอพระราชหฤทัย จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกจากสมุหมนตรีเมื่อใด ๆ ก็ได้ ด้วยลงแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	มาตรา ๘ ให้อธิบดีกรมพระอาลักษณ์เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเข็มสมุหมนตรีและรักษาพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙๑&lt;br /&gt;
ภคินี/แก้ไข&lt;br /&gt;
๓๑/๑/๒๕๔๕&lt;br /&gt;
A+B (C)&lt;br /&gt;
ปาจรีย์/นิลวรรณ จัดทำ&lt;br /&gt;
๒๙ พ.ค. ๔๖&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3992</id>
		<title>พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3992"/>
		<updated>2010-03-11T03:37:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[การแต่งตั้งคณะองคมนตรี]]&lt;br /&gt;
# [[การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
# [[การแต่งตั้งพระรัชทายาท]]&lt;br /&gt;
# [[การแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์]]&lt;br /&gt;
# [[การพระราชทานอภัยโทษ]]&lt;br /&gt;
# [[การสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์]]&lt;br /&gt;
# [[การตราพระราชกฤษฎีกา]]&lt;br /&gt;
# [[การเรียกประชุม เปิดประชุม ปิดประชุม และขยายเวลาประชุมของรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
# [[การยุบสภา แต่งตั้งประธานสภา และสส.และสว.]]&lt;br /&gt;
# [[การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
# [[การให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี]]&lt;br /&gt;
# [[การแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ]]&lt;br /&gt;
## [[คณะกรรมการการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
## [[ผู้ตรวจการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
## [[คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน]]&lt;br /&gt;
## [[คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ]]&lt;br /&gt;
## [[คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
# [[การให้พ้นจากตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ]]&lt;br /&gt;
# [[การแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
# [[เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3991</id>
		<title>พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3991"/>
		<updated>2010-03-11T03:36:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: สร้างหน้าใหม่: # การแต่งตั้งคณะองคมนตรี # การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแท...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# การแต่งตั้งคณะองคมนตรี&lt;br /&gt;
# การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;br /&gt;
# การแต่งตั้งพระรัชทายาท&lt;br /&gt;
# การแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์&lt;br /&gt;
# การพระราชทานอภัยโทษ&lt;br /&gt;
# การสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์&lt;br /&gt;
# การตราพระราชกฤษฎีกา&lt;br /&gt;
# การเรียกประชุม เปิดประชุม ปิดประชุม และขยายเวลาประชุมของรัฐสภา&lt;br /&gt;
# การยุบสภา แต่งตั้งประธานสภา และสส.และสว.&lt;br /&gt;
# การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
# การให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
# การแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ&lt;br /&gt;
## คณะกรรมการการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
## ผู้ตรวจการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
## คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;
## คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ&lt;br /&gt;
## คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน&lt;br /&gt;
# การให้พ้นจากตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ&lt;br /&gt;
# การแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
# เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3990</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3990"/>
		<updated>2010-03-11T03:23:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[สมัยสุโขทัย]]&lt;br /&gt;
# [[สมัยอยุธยา]]&lt;br /&gt;
# [[สมัยรัตนโกสินทร์]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:พระมหากษัตริย์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3989</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=3989"/>
		<updated>2010-03-11T03:22:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: สร้างหน้าใหม่: # สมัยสุโขทัย  # สมัยอยุธยา  # สมัยรัตนโกสินทร์  [[category:พระมหาก...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# สมัยสุโขทัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สมัยอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สมัยรัตนโกสินทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:พระมหากษัตริย์]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3988</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พระมหากษัตริย์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C&amp;diff=3988"/>
		<updated>2010-03-11T03:03:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[สถาบันกษัตริย์]]&lt;br /&gt;
# [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ]]&lt;br /&gt;
# [[พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย]]&lt;br /&gt;
# [[พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# [[ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย]]&lt;br /&gt;
# [[พระมหากษัตริย์ในราชวงค์จักรี]]&lt;br /&gt;
# [[การสืบสันตติวงศ์]]&lt;br /&gt;
# [[องคมนตรี]]&lt;br /&gt;
# [[พระราชอำนาจในบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
# [[ระบอบกษัตริย์ในต่างประเทศ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3987</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3987"/>
		<updated>2010-03-03T04:54:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[:category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=3986</id>
		<title>หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=3986"/>
		<updated>2010-03-03T04:53:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{introcat|ชื่อหมวดหมู่=กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:พรรคการเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3985</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3985"/>
		<updated>2010-03-03T04:40:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[:category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3984</id>
		<title>หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3984"/>
		<updated>2010-03-03T04:28:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[category:การเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3983</id>
		<title>หมวดหมู่:การเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3983"/>
		<updated>2010-03-03T04:27:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{introcat|ชื่อหมวดหมู่=การเลือกตั้ง}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=3982</id>
		<title>พรรคการเมือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=3982"/>
		<updated>2010-03-03T04:23:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{รอผู้ทรง}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เขียน&#039;&#039;&#039; เข็มทอง  ต้นสกุลรุ่งเรือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความเบื้องต้น==&lt;br /&gt;
สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ในการปกครอง[[ระบอบประชาธิปไตย]]นั้น รัฐต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นนั้นต่อมาได้ขยายตัวออกไปเป็นสิทธิในการรวมตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นนั้น เพราะสิทธิในการแสดงความคิดเห็นนั้น ย่อมไร้ประโยชน์หากประชาชนที่มีความคิดเห็นดังกล่าวไม่สามารถเข้ามารวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ซึ่งคือการจัดตั้ง และเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั่นเอง  พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรทางการเมืองประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ความหมายของพรรคการเมือง==&lt;br /&gt;
มีผู้ให้ความหมายของพรรคการเมืองไว้มากมาย โดยส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมกันอยู่สามประการ ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;๑. เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการจัดตั้งองค์กรร่วมกัน&amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;๒. มี[[อุดมการณ์ทางการเมือง]]ร่วมกัน คือ สมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแนวทางกว้างๆคล้ายๆกัน  &amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;๓. มีวัตถุประสงค์ให้ได้มาซึ่งอำนาจมหาชน และใช้อำนาจนั้นดำเนินการหรือบริหารประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น  ลักษณะประการนี้สำคัญยิ่งเพราะโดยธรรมชาติในสังคมอาจมีการรวมตัวกันของบุคคลที่มีความคิดเห็นคล้ายกันเข้าด้วยกัน หากแต่ถ้ากลุ่มดังกล่าวไม่ประสงค์จะเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ย่อมไม่ใช่พรรคการเมือง อาจเป็นสหภาพแรงงาน สมาคม หรือมูลนิธิเท่านั้น &lt;br /&gt;
โดยสรุป ความหมายของพรรคการเมือง คือ กลุ่มบุคคลที่มีการจัดตั้งองค์กรร่วมกันโดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน โดยกลุ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะยึดกุมอำนาจรัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เข้าเป็นรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามอุดมการณ์ของตนให้สัมฤทธิ์ผล&amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หน้าที่ของพรรคการเมือง==&lt;br /&gt;
แม้หน้าที่ของพรรคการเมืองจะมีอยู่หลายประการ แต่อาจแยกหน้าที่หลักของพรรคการเมืองออกเป็นสองประการใหญ่ๆ  หน้าที่อื่นๆนั้นเพียงแต่แยกย่อยออกจากหน้าที่หลักทั้งสองประการนี้เท่านั้น หน้าที่ของพรรคการเมือง คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;๑.	พรรคการเมืองเป็นตัวกลางเชื่อมความต้องการและบทบาทของประชาชนกับรัฐบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;ลำพังประชาชนแต่ละคนนั้นย่อมไม่มีอิทธิพลต่อรัฐบาล หากแต่ถ้าประชาชนที่มีความเห็นตรงกันมารวมตัวกันเข้า ทำความคิดเห็นของตนให้เป็นปึกแผ่นเป็นนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเสนอต่อประชาชนคนอื่นๆพิจารณาเลือกตั้งพรรคของตน  ความต้องการของประชาชนจึงจะมีน้ำหนักขึ้น  พรรคการเมืองจะเป็นผู้รวบรวม คัดเลือก และส่งผ่านประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่เป็นฐานเสียงของตนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐ และผลักดันให้รัฐบาลนำความต้องการดังกล่าวไปปฏิบัติ ทำให้รัฐบาลมีโอกาสได้สื่อสารกับประชาชนผ่านตัวกลาง &amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;นอกจากนี้ ในแง่ตัวกลางเชื่อมบทบาทของประชาชนกับรัฐบาล พรรคการเมืองยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมือง โดยคัดเลือกผู้มีความสามารถมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อชิงชัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐบาลแทนประชาชนส่วนใหญ่  โดยในหน้าที่นี้ พรรคการเมืองต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ด้านการเมืองการปกครองประเทศด้วย&amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;๒.	พรรคการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;p&amp;gt;หากพรรคการเมืองสามารถชนะ[[การเลือกตั้ง]]ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา และจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองย่อมเป็นผู้กำหนดกฎหมายตามความประสงค์ของประชาชน และนำกฎหมายนั้นไปยังคับใช้ พรรคการเมืองกลายเป็นผู้นำความต้องการของประชาชนมาปฏิบัติให้เกิดผลด้วยตนเอง นอกจากนี้ การใช้อำนาจพรรคการเมืองยังหมายรวมถึงการที่พรรคการเมืองเป็นฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถาม พิจารณากลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล&amp;lt;/p&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==คุณค่าของพรรคการเมืองต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย==&lt;br /&gt;
แม้แต่ในการปกครองระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ยังสามารถมีพรรคการเมืองได้ อาทิ [[พรรคคอมมิวนิสต์]]ในประเทศที่มีการปกครองระบอบสังคมนิยม แต่พรรคการเมืองเหล่านั้นไม่สามารถทำหน้าที่พรรคการเมืองได้ เพราะมิได้เป็นตัวกลางเสนอความต้องการของประชาชนให้แก่รัฐบาล ตลอดจนมิได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองแต่อย่างใด ในส่วนการใช้อำนาจรัฐ พรรคการเมืองเหล่านั้นมิได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้แก่ประชาชนดังเช่นที่พรรคการเมืองควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่า พรรคการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ก็แต่ในภาวการณ์ที่มีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมแข่งขันกัน อันจะเกิดในบรรยากาศประชาธิปไตย ซึ่งรับรองความเสมอภาค สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการชุมนุม สิทธิในแสดงความคิดเห็น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เดิม ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยทางตรง พรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่เมื่อสังคมสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ประชาธิปไตยทางตรงย่อมใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมาก จึงเกิดเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องมีพรรคการเมืองก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น เพราะผู้แทนอิสระนั้นมีความคิดเห็นต่างๆได้หลากหลายกันออกไป การรวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองโดยยอมทิ้งความเห็นเล็กน้อยที่ไม่ตรงกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันที่สำคัญกว่าจะช่วยลดความสับสนในการเลือกผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีตัวเลือกที่น้อยลงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดตั้งขึ้นเป็นพรรคการเมืองนั้นทำให้การเรียกร้องของประชาชนดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับปัจเจกแต่ละคน เพราะแม้ว่าผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองจะตายไป พรรคการเมืองก็ไม่สิ้นสุดลงไปด้วย หากแต่สามารถถูกรับช่วงต่อไปโดยสมาชิกพรรคคนอื่นๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในด้านการใช้อำนาจนิติบัญญัติ พรรคการเมืองจะช่วยพิจารณากลั่นกรองความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยถี่ถ้วนภายในพรรคการเมืองก่อน จึงเสนอต่อสภา  ทำให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และรอบคอบมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น หากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายในทางใดก็สามารถรู้ได้ว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยังสนับสนุนตนอยู่เท่าใด เพราะผู้แทนเหล่านั้นสังกัดในพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน หากผู้แทนคนใดจะกระทำตนนอกลู่นอกทางก็ยังมีวินัยพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่คอยควบคุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน หน้าที่ต่างๆที่พรรคการเมืองเคยมีอาจเริ่มถูกแทนที่ด้วยสถาบันอื่น อาทิ สื่อ หรือ องค์การภาคประชาชน เข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแทนพรรคการเมือง และในบางคราว อาจทำได้ดีกว่าพรรคการเมือง หรือ การที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองได้โดยตรง อาทิ เข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่ได้มีบทบาทเท่าเดิมเช่นที่เคยมีมา แต่โดยสภาพสังคมปัจจุบัน พรรคการเมืองยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งหากประชาชนต้องการธำรงประชาธิปไตยไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ดูเพิ่มเติืม==&lt;br /&gt;
*[[:หมวดหมู่:รายชื่อพรรคการเมืองไทย|รายชื่อพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[category:พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
[[category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3981</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3981"/>
		<updated>2010-03-03T04:18:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[:category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3980</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3980"/>
		<updated>2010-03-03T04:17:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[:category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง|แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3979</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3979"/>
		<updated>2010-03-03T04:17:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง|แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3978</id>
		<title>แม่แบบ:สารบัญหมวดหมู่พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A:%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3978"/>
		<updated>2010-03-03T04:12:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Panu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# [[พรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง|แนวความคิดทางการเมืองเรื่องพรรคและระบบพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:การเลือกตั้ง|การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[:category:กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง|กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;!--&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[การพัฒนาระบบพรรคการเมืองไทย]]&lt;br /&gt;
# [[รายชื่อพรรคการเมือง]]&lt;br /&gt;
# [[คุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[วิวัฒนาการในการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ระบบการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
# [[กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง]]--&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Panu</name></author>
	</entry>
</feed>