<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Mairu</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Mairu"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Mairu"/>
	<updated>2026-05-07T11:53:05Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=4046</id>
		<title>พรรคการเมืองพัฒนาประชาไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=4046"/>
		<updated>2010-05-10T14:16:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: สร้างหน้าใหม่: == พรรคการเมืองพัฒนาประชาไทย ==   	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุล...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พรรคการเมืองพัฒนาประชาไทย ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยบวชเป็นสามเณรและมาบวชเป็นพระและจำวัดที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร ส่งผลให้นักศึกษาประท้วงใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง จนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตัดสินใจลาออก แต่สภามีมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชจึงได้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่เมื่อ ถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ และฝ่ายทหารก็ยึดอำนาจใช้ชื่อว่าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน คณะผู้ยึดอำนาจได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 ยุบสภายกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับ พ.ศ.2517 และตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ราว 3 ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 คณะทหารชุดเดิมเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ และตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22  ธันวาคม พ.ศ. 2521&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ โดยระบุว่าคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และยังกำหนดด้วยในมาตร 95 ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะพึงมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น หมายความว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ และพรรคที่มีจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในช่วงเวลา 4 ปี แรกนับตั้งแต่วันตั้งวุฒิสมาชิก ยังไม่ให้ใช้ข้อบังคับที่ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง (เพราะบทเฉพาะกาลระบุว่าจะใช้เมื่อ 4 ปีหลังจากมีการตั้งวุฒิสมาชิก)  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีผู้ลงรับสมัครที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนถึง 615 คน (จากจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้ง 63 คน) และยังเกิดพรรคจำนวนมากที่ไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคการเมืองพัฒนาประชาไทยที่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คน แต่สอบตก และไม่มีปรากฏหลักฐานว่ามีการดำเนินการทางการเมืองอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	อนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองที่มีชื่อคล้ายกันลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดชื่อว่า พรรคการเมืองพัฒนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชาวนะ ไตรมาศ. &#039;&#039;&#039;ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปีประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=5929.msg47927 พรรคการเมืองไทย].&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=4045</id>
		<title>พรรคกรุงสยามปฏิรูป</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B&amp;diff=4045"/>
		<updated>2010-05-10T14:14:35Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: สร้างหน้าใหม่: == พรรคกรุงสยามปฏิรูป ==   	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พรรคกรุงสยามปฏิรูป ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ราว 3 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยบวชเป็นสามเณรและมาบวชเป็นพระและจำวัดที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร ส่งผลให้นักศึกษาประท้วงใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง จนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตัดสินใจลาออก แต่สภามีมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก [[ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช]]จึงได้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่เมื่อ ถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ และฝ่ายทหารก็ยึดอำนาจใช้ชื่อว่า[[คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน]] คณะผู้ยึดอำนาจได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 ยุบสภายกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับ พ.ศ.2517 และตั้ง[[นายธานินทร์ กรัยวิเชียร]] เป็นนายกรัฐมนตรี ราว 3 ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะทหารชุดเดิมเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ และตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22  ธันวาคม พ.ศ. 2521 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ โดยระบุว่าคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และยังกำหนดด้วยในมาตร 95 ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะพึงมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น หมายความว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ และพรรคที่มีจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในช่วงเวลา 4 ปี แรกนับตั้งแต่วันตั้งวุฒิสมาชิก ยังไม่ให้ใช้ข้อบังคับที่ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง (เพราะบทเฉพาะกาลระบุว่าจะใช้เมื่อ 4 ปีหลังจากมีการตั้งวุฒิสมาชิก)  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีผู้ลงรับสมัครที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนถึง 615 คน (จากจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้ง 63 คน) และยังเกิดพรรคจำนวนมากที่ไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคกรุงสยามปฏิรูปที่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 คน คือนายเปรม มาลากุลที่จังหวัดอุตรดิตถ์และได้รับเลือกตั้ง ต่อมานายเปรม ได้เข้าร่วมกับพรรคสยามปฏิรูปของนายประมวล กุลมาตร์ ส.ส. จังหวัดชุมพร ดำเนินนโยบายทางการเมืองว่า “กลุ่มสยามปฏิรูปมีนโยบายสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เชาวนะ ไตรมาศ. &#039;&#039;&#039;ข้อมูลพื้นฐาน 66 ปีประชาธิปไตยไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, 2542.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	[http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=5929.msg47927 พรรคการเมืองไทย].&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4044</id>
		<title>พรรคกรรมกร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4044"/>
		<updated>2010-05-10T14:10:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: /* ที่มา */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พรรคกรรมกร (2498) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร จดทะเบียนต่อสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 ทะเบียนเลขที่ 4/2498 ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2498 หัวหน้าพรรคคือ นายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ เลขาธิการพรรคคือ นางใคล ชุณหะจันทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกรมีนโยบายด้านต่าง ๆ คือ นโยบายด้นการส่งเสริมผู้ใช้แรงงาน พรรคกรรมกรจะมุ่งช่วยให้บรรดาผู้ใช้แรงงาน ได้รับผลประโยชน์แห่งแรงงานของตนด้วยความเป็นธรรม และดำเนินมาตรการด้านแรงงานเพื่อให้เกิดสังคมประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามแบบอารยประเทศ และร่วมมือส่งเสริมวงการเกษตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการต่างประเทศ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและผดุงสัมพันธภาพกับนานาประเทศ และวงการสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติภาพของโลก โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมการเศรษฐกิจและสังคมสงเคราะห์ เพื่ออำนวยความผาสุกแก่ประชาชน ส่งเสริมการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในประเทศ จัดระบบอาชีพให้ประชาชนมีงานทำโดยทั่วกัน และป้องกันการว่างงานของประชาชน ส่งเสริมการจัดตั้งสหบาลอาชีพให้เป็นปึกแผ่นทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและขยายให้มีการสหกรณ์ทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการคลัง พรรคกรรมกรจะมุ่งจะรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้าสู่ดุลยภาพ โดยจัดงบประมาณให้เป็นไปในทางประหยัด เพื่อให้บังเกิดผลแก่ประชาชนมากที่สุด จัดระบบภาษีอากรให้เป็นธรรมต่อสังคม เพื่อยังความผาสุกแก่ประชาชน จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการศึกษา พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและยกระดับการศึกษาของประชาชนให้อยู่ในมาตรฐานเท่าเทียมกันกันทั่วประเทศ ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการศึกษา และขยายการศึกษาโดยทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถและความต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการปกครอง พรรคกรรมกรจะกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ประชาชนให้มากที่สุด จะส่งเสริมความเจริญของท้องถิ่น และขยายการสาธารณสุขให้ทั่วถึง จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และให้การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้หลักประกันโดยการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนในการประกอบอาชีพด้วยความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านความเป็นเอกราช พรรคกรรมกรจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกราชของชาติ โดยจะป้องกันและรักษาความเป็นเอกราชของชาติทุกกรณี และนโยบายด้านการศาล จะแยกอำนาจตุลาการออกจากอำนาจบริหารโดยเด็ดขาด เพื่อให้ศาลมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีตามตัวบทกฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร ถือเป็นหนึ่งในพรรคขนาดเล็กในจำนวนมาก ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 และพยายามเสนอนโยบายของต่อตนประชาชนในการส่งผู้สมัครของพรรคลงแข่งขันรับเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ปรากฏว่าผู้สมัครจากบรรดาพรรคขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว กล่าวคือ ในจำนวนพรรคการเมือง 20 กว่าพรรคนั้น มีเพียง 8 พรรคเท่านั้นที่สมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกร พรรคชาตินิยม พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค พรรคอิสระ และไม่สังกัดพรรค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
สมุทร  สุรักขกะ, &#039;&#039;&#039;26 การปฏิวัติไทยและรัฐประหาร สมัย 2489 ถึง 2507&#039;&#039;&#039;, พระนคร: โรงพิมพ์สื่อการพิมพ์, 2507&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขจัดภัย  บุรุษพัฒน์, &#039;&#039;&#039;การเมืองและพรรคการเมืองไทยนับแต่ยุคแรกถึงปัจจุบัน, พระนคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2511&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่มที่ 72 ตอนที่ 86 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 หน้า 2685-2688&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พรรคกรรมกร (2517) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร เป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 มีนายณรงค์  ตั้งเติมทอง เป็นหัวหน้าพรรค และนายสันติ ยามินทร์ เป็นเลขาธิการพรรค และนายต้อย  ตั้งสง่า เป็นที่ปรึกษาพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกรมีแนวนโยบายค่อนไปทางสังคมนิยม นโยบายที่สำคัญของพรรคกรรมกร ได้แก่ การมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตร นโยบายรักษาพยาบาลฟรี นโยบายการให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง นโยบายสำรวจปฏิรูปแรงงาน นโยบายให้การศึกษาทุกคนฟรีถึง ม.ศ. 3 และอาชีวะขั้นต่ำด้วย รวมถึงทุ่มงบประมาณให้ 11,000 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยมีทุกแห่งในจังหวัดต่าง ๆ นโนยายเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินงานในกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่ระดับท้องถิ่น ระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน นโยบายปรับราคาข้าวสารขึ้นให้ถึงถังละหนึ่งร้อยบาท นโยบายจัดตั้งกระทรวงการค้าต่างประเทศ โดยให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดการผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางเกษตร และจัดตั้งธนาคารเพื่อการค้าผลิตผลการเกษตรโดยเฉพาะ นโยบายตัดลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม นโยบายปรับระดับรายได้ขั้นต่ำของประชาชนให้อย่างน้อยที่สุด 1,500 บาทต่อเดือน นโยบายด้านที่ดิน จะไม่ปฏิรูปที่ดิน แต่ดูที่ที่ไม่ทำประโยชน์ตาม ส.ค. 1 และ น.ส. 3 แล้วใช้มาตรการทางภาษี ไม่ต้องเอาป่าสงวนมาจัดสรร ให้คงสภาพป่าเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 นายต้อย  ตั้งสง่า ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแนวนโยบายของพรรค ซึ่งมีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์และหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย โดยชี้ให้เห็นว่าพรรคกรรมกร มีแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญคือ “พยายามชักจูงคนที่มีเงินมาก ๆ ที่เก็บเอาไว้เฉย ๆ มาลงทุน โดยรัฐบาลเป็นผู้ประกันว่าจะไม่ขาดทุน อันนี้จะเป็นการส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม สำหรับเรื่องน้ำมันแพงนี่แก้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสถานการณ์ของโลกซึ่งคุณไม่มีปัญญาไปแก้ คุณไปพูดกับอาหรับนี่มันยอมไหม ไม่ยอมใช่ไหมฮะ อะไรต่าง ๆ นี่ วัตถุดิบที่ขึ้นไปนี่คุณไม่มีทาง สิ่งนี้เราต้องใช้เป็นประจำวันอยู่แล้ว สิ่งที่จะแก้คือ ปรับระดับของคนในประเทศให้มีกำลังที่จะอยู่ได้”&lt;br /&gt;
สำหรับแนวนโยบายด้านการบริหารราชการ นายต้อย ตั้งสง่า กล่าวว่า “เรื่องการบริหาร ระบบโครงสร้างของราชการของรัฐบาล มีปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล ในนโยบายข้อหนึ่งได้เขียนได้ว่า จะปฏิรูประบบการปกครองแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและให้สอดคล้องกับความต้องการของมวลชน แต่ปัญหาก็คือ ถ้าประชาชนไม่มีการศึกษาก็จะลำบาก  แต่ถ้าเผื่อเราสามารถจะแก้ไขอันนี้ได้ อาจจะแก้ไขในระยะยาวหน่อย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลที่เป็นข้าราชการ ข้าราชการนี่ผมว่าเฟ้อมากเกินไป เราอาจจะต้องหามาตรการอันหนึ่งที่จะทำให้ข้าราชการหลุดจากที่นี่แล้วไปไหน ไม่ใช่ลอยแพ อันนี้ต้องไปพิจารณากันในระดับอีกระดับหนึ่ง ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ผมคิดว่าเราหาทางช่วยเหลือเขาได้ แล้วเราจะเพิ่มกระทรวงแรงงานแทนที่จะเป็นกรมอย่างนี้ ผมว่าถ้าไม่มีอำนาจนาจอย่างนี้อย่าเป็นดีกว่า คือไม่มีอำนาจอะไรเลย แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ กระทรวงแรงงานนี่จะมีอำนาจเกี่ยวกับแรงงานทั้งหมด จะต้องขึ้นกับกระทรวงนี้ รวมทั้งแรงงานทางเกษตรกรรม ทางกสิกรรม ทางอะไรต่ออะไร ทุกทาง คอยรวบรวมแรงงานทั้งหมดดูว่าคนไม่ว่างงาน แล้วก็ทุกคนถ้าเผื่อว่างงานแล้วจะมีกินมีใช้พอสมควร อันนี้มันก็มาจากประกันสังคมอีก แต่ว่าต้องขึ้นกับกระทรวงแรงงาน ต้องมีกฎหมายเยอะครับ แต่ว่ากฎกระทรวงเวลานี้ผมก็ว่าดีครับ ไม่ดีที่ตัวบุคคลเท่านั้น ถ้าเราให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ เช่นในงบประมาณของจังหวัดที่ตัวเองอยู่ ผู้บริหารก็ไม่กล้าที่จะโกง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของพรรคกรรมกรนั้น ที่ปรึกษาพรรคชี้ว่า “การศึกษาจะให้ฟรีถึง ม.ศ. 3 คนจบป. 7 นี่เราอาจมีอาชีวะขั้นต่ำสำหรับเรียน 3 ปี จะเป็นช่างเชื่อมก็ช่างเชื่อมอย่างเดียวเลย งบประมาณส่วนใหญ่ก็มุ่งไปทางการศึกษา ถ้าเป็นรัฐบาลผมจะให้งบประมาณการศึกษา 11,000 ล้านบาท แทน 4,300 ล้านบาท นอกจากนี้จะให้มีมหาวิทยาลัยทุกแห่งในจังหวัดต่าง ๆ คนที่เกิดจังหวัดนั้นเรียนจังหวัดนั้น ไม่ควรจะเพ่นพ่านมาเรียนในกรุงเทพฯ การดำเนินงานภายในกระทรวงศึกษาฯ ควรจะเปลี่ยนแปลง เราจะกระจายอำนาจ อาจจะเป็นเทศบาลที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะว่าเราคิดถึงระดับตำบล การศึกษาระดับตำบล เราอาจจะขยายไปถึงหมู่บ้าน ถ้าสามารถทำได้ การรักษาพยายบาลนี่เป็นนโยบายของพรรคกรรมกรว่าเราจะให้เปล่า” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อกล่าวถึงนโยบายด้านสังคม นายต้อง ตั้งสง่า กล่าวว่า “ทางด้านประกันสังคม จะหางานให้ทำ แล้วก็เลี้ยงดูเมื่ออยู่ในวัยชรา 60 หรือ 65 อะไรนี่ เรื่องที่อยู่อาศัยอย่างแฟลตที่สร้างอยู่เวลานี้ ไม่ถูกเรื่อง เตี้ยไป ใช้ที่มาก แทนที่จะสร้างไป 10 ชั้นอย่างในสิงคโปร์ สิทธิเสรีภาพนี่ แม้กระทั่งว่ากันตั้งแต่ตำบลมาถึงอำเภอเลย อำเภอนี่สิทธิเสรีภาพก็ยังไม่มีขึ้นไป บางทีต้องไปนั่งคอยนอนคอย แล้วจะทำอะไรสักอย่างก็ลำบาก กฎหมายนี่มีเยอะที่จะแก้ อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับสิทธิอะไรมากแล้ว ก็มีช่องว่างให้แกหลบเข้าไปนั่งตรงนั้น ความจริงแล้ว ถ้าเอาจริง ๆ ก็ต้องผิดหมด แต่ว่ากฎหมายมีช่องโหว่ จะว่าไปแล้วมันโยงไปถึงค่าครองชีพและรายไดของตำรวจ ส่วนการทำนิติกรรมของสตรีนี่ เราก็ดู ส่วนมากเขาบอกว่ายังไม่ควร เราก็ยังไม่ควร”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินนั้น ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรเสนอว่า “ที่ดินทำกิน ผมไม่ปฏิรูปหรอกครับ ให้ที่ดินจังหวัด อำเภอ สำรวจเลยไอ้ น.ส. 3 กับ ส.ค. 1 นี่ ใครที่ขอไปแล้ว 3 ปี ไม่ทำประโยชน์บอกรายงานมาภายใน 7 วัน ถ้าช้ากว่านั้นก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แล้ว ที่ดินนั่นเป็นล้าน ๆ ไร่ครับ ที่คนจับจองไว้ 6,000 ไร่ 5,000 ล้านไร่ แล้วไม่ได้ทำอะไรเสียเปล่า ๆ ใครว่าไม่มีที่ดิน เอาไปเลยและจำกัดได้ว่าคนหนึ่งทำได้กี่ไร่ ถ้าเกินผมก็ยึด แต่ผมเก็บภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ทุกปี หรืออาจจะเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่รู้ ป่าสงวนไม่ต้องไปยุ่ง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรยังมีแนวคิดในการตัดลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยให้เหตุผลว่า “ผมมีข้อติกลาโหมคือ งบประมาณมากไป ทหารเกณฑ์มา 8 สัปดาห์แรกฝึกวินัย  8 สัปดาห์หลังฝึกอาวุธประจำการ 16 สัปดาห์แล้วก็ไปเป็นทหารรับใช้ เสียแรงงานครับ งบประมาณเกณฑ์ทหารครั้งหนึ่ง 3-4 ร้อยล้านบาท เสียผลผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ทหาร 200,000 คน สมมุติคนหนึ่งทำนาได้ 25 ไร่ ไร่หนึ่งได้ 40 ถัง เสียข้าวไปแล้ว 2 ล้านเกวียน ถ้าเกวียนละ 3,000 บาท เมื่อประกันราคา 6,000 ล้านบาท ที่คุณจะเสียผลผลิตของชาติ เก็บเอาไว้ 2 ปี เสียผลผลิตจากคน 2 แสนนี่เป็นเงินหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท..ผมจะให้เป็นเพียง 4 เดือนพอแล้ว ระดมพวกนี้เข้ามาก็ควรจะเป็นเดือนตุลาคม คุณก็ดำนาเสร็จ พอหลังจากนั้นพฤศจิกา ธันวา มกรา คุณก็ออกไปแล้ว ไปเกี่ยวข้าวพอดี ผลผลิตคุณก็ไม่เสีย งบประมาณเกณฑ์ทหารก็ไม่เสย การประกันราคาข้าวควรจะมีโปรแกรมที่ถูกต้อง ทำแล้วต้องทำให้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าข้าวถังละ 100 บาท ทั้งหมด 10 เกวียน ๆ หนึ่งเราประกัน 3,000 บาท ข้าวปลูกกินเอเวอเรจออกมาแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือเงิน 18,000 บาท ก็เดือนละ 1,500 ชาวนาอยู่ได้ไหม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับนโยบายด้านการต่างประเทศนั้น นายต้อง ตั้งสง่า ที่ปรึกษาพรรคกรรมกร กล่าวว่า “เรื่องต่างประเทศนี่เราคบหมดทุกประเทศ ซีโต้ก็ปล่อยไปตามนั้น ภาคีอาเซียนนี่ไม่กระทบกระเทือนอะไรของประเทศ ก็ไม่เสียหายนี่ แก๊สกับน้ำมันนี่อยากทำเองเป็นของรัฐเอง รัฐวิสาหกิจนี่ควรให้เอกชนมีส่วนให้ประชาชนทำเอง เขาจะได้รับประโยชน์มากที่สุด”&lt;br /&gt;
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 พรรคกรรมกร ส่งผู้สมัคร 6 คน แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วสันต์  หงสกุล, 37 &#039;&#039;&#039;พรรคการเมือง ปัจจัยพิจารณาเปรียบเทียบ&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ตะวันนา, 2518&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปรีชา  หงษ์ไกรเลิศ, &#039;&#039;&#039;พรรคการเมืองและปัญหาพรรคการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2524&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เสริมศักดิ์  พงษ์พานิช, &#039;&#039;&#039;การสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4043</id>
		<title>พรรคกรรมกร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4043"/>
		<updated>2010-05-10T14:09:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พรรคกรรมกร (2498) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร จดทะเบียนต่อสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 ทะเบียนเลขที่ 4/2498 ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2498 หัวหน้าพรรคคือ นายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ เลขาธิการพรรคคือ นางใคล ชุณหะจันทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกรมีนโยบายด้านต่าง ๆ คือ นโยบายด้นการส่งเสริมผู้ใช้แรงงาน พรรคกรรมกรจะมุ่งช่วยให้บรรดาผู้ใช้แรงงาน ได้รับผลประโยชน์แห่งแรงงานของตนด้วยความเป็นธรรม และดำเนินมาตรการด้านแรงงานเพื่อให้เกิดสังคมประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามแบบอารยประเทศ และร่วมมือส่งเสริมวงการเกษตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการต่างประเทศ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและผดุงสัมพันธภาพกับนานาประเทศ และวงการสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติภาพของโลก โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมการเศรษฐกิจและสังคมสงเคราะห์ เพื่ออำนวยความผาสุกแก่ประชาชน ส่งเสริมการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในประเทศ จัดระบบอาชีพให้ประชาชนมีงานทำโดยทั่วกัน และป้องกันการว่างงานของประชาชน ส่งเสริมการจัดตั้งสหบาลอาชีพให้เป็นปึกแผ่นทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและขยายให้มีการสหกรณ์ทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการคลัง พรรคกรรมกรจะมุ่งจะรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้าสู่ดุลยภาพ โดยจัดงบประมาณให้เป็นไปในทางประหยัด เพื่อให้บังเกิดผลแก่ประชาชนมากที่สุด จัดระบบภาษีอากรให้เป็นธรรมต่อสังคม เพื่อยังความผาสุกแก่ประชาชน จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการศึกษา พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและยกระดับการศึกษาของประชาชนให้อยู่ในมาตรฐานเท่าเทียมกันกันทั่วประเทศ ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการศึกษา และขยายการศึกษาโดยทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถและความต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการปกครอง พรรคกรรมกรจะกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ประชาชนให้มากที่สุด จะส่งเสริมความเจริญของท้องถิ่น และขยายการสาธารณสุขให้ทั่วถึง จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และให้การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้หลักประกันโดยการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนในการประกอบอาชีพด้วยความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านความเป็นเอกราช พรรคกรรมกรจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกราชของชาติ โดยจะป้องกันและรักษาความเป็นเอกราชของชาติทุกกรณี และนโยบายด้านการศาล จะแยกอำนาจตุลาการออกจากอำนาจบริหารโดยเด็ดขาด เพื่อให้ศาลมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีตามตัวบทกฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร ถือเป็นหนึ่งในพรรคขนาดเล็กในจำนวนมาก ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 และพยายามเสนอนโยบายของต่อตนประชาชนในการส่งผู้สมัครของพรรคลงแข่งขันรับเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ปรากฏว่าผู้สมัครจากบรรดาพรรคขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว กล่าวคือ ในจำนวนพรรคการเมือง 20 กว่าพรรคนั้น มีเพียง 8 พรรคเท่านั้นที่สมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกร พรรคชาตินิยม พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค พรรคอิสระ และไม่สังกัดพรรค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
สมุทร  สุรักขกะ, &#039;&#039;&#039;26 การปฏิวัติไทยและรัฐประหาร สมัย 2489 ถึง 2507&#039;&#039;&#039;, พระนคร: โรงพิมพ์สื่อการพิมพ์, 2507&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขจัดภัย  บุรุษพัฒน์, &#039;&#039;&#039;การเมืองและพรรคการเมืองไทยนับแต่ยุคแรกถึงปัจจุบัน, พระนคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2511&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่มที่ 72 ตอนที่ 86 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 หน้า 2685-2688&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== พรรคกรรมกร (2517) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร เป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 มีนายณรงค์  ตั้งเติมทอง เป็นหัวหน้าพรรค และนายสันติ ยามินทร์ เป็นเลขาธิการพรรค และนายต้อย  ตั้งสง่า เป็นที่ปรึกษาพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกรมีแนวนโยบายค่อนไปทางสังคมนิยม นโยบายที่สำคัญของพรรคกรรมกร ได้แก่ การมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตร นโยบายรักษาพยาบาลฟรี นโยบายการให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง นโยบายสำรวจปฏิรูปแรงงาน นโยบายให้การศึกษาทุกคนฟรีถึง ม.ศ. 3 และอาชีวะขั้นต่ำด้วย รวมถึงทุ่มงบประมาณให้ 11,000 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยมีทุกแห่งในจังหวัดต่าง ๆ นโนยายเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินงานในกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่ระดับท้องถิ่น ระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน นโยบายปรับราคาข้าวสารขึ้นให้ถึงถังละหนึ่งร้อยบาท นโยบายจัดตั้งกระทรวงการค้าต่างประเทศ โดยให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดการผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางเกษตร และจัดตั้งธนาคารเพื่อการค้าผลิตผลการเกษตรโดยเฉพาะ นโยบายตัดลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม นโยบายปรับระดับรายได้ขั้นต่ำของประชาชนให้อย่างน้อยที่สุด 1,500 บาทต่อเดือน นโยบายด้านที่ดิน จะไม่ปฏิรูปที่ดิน แต่ดูที่ที่ไม่ทำประโยชน์ตาม ส.ค. 1 และ น.ส. 3 แล้วใช้มาตรการทางภาษี ไม่ต้องเอาป่าสงวนมาจัดสรร ให้คงสภาพป่าเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 นายต้อย  ตั้งสง่า ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแนวนโยบายของพรรค ซึ่งมีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์และหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย โดยชี้ให้เห็นว่าพรรคกรรมกร มีแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญคือ “พยายามชักจูงคนที่มีเงินมาก ๆ ที่เก็บเอาไว้เฉย ๆ มาลงทุน โดยรัฐบาลเป็นผู้ประกันว่าจะไม่ขาดทุน อันนี้จะเป็นการส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม สำหรับเรื่องน้ำมันแพงนี่แก้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสถานการณ์ของโลกซึ่งคุณไม่มีปัญญาไปแก้ คุณไปพูดกับอาหรับนี่มันยอมไหม ไม่ยอมใช่ไหมฮะ อะไรต่าง ๆ นี่ วัตถุดิบที่ขึ้นไปนี่คุณไม่มีทาง สิ่งนี้เราต้องใช้เป็นประจำวันอยู่แล้ว สิ่งที่จะแก้คือ ปรับระดับของคนในประเทศให้มีกำลังที่จะอยู่ได้”&lt;br /&gt;
สำหรับแนวนโยบายด้านการบริหารราชการ นายต้อย ตั้งสง่า กล่าวว่า “เรื่องการบริหาร ระบบโครงสร้างของราชการของรัฐบาล มีปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล ในนโยบายข้อหนึ่งได้เขียนได้ว่า จะปฏิรูประบบการปกครองแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและให้สอดคล้องกับความต้องการของมวลชน แต่ปัญหาก็คือ ถ้าประชาชนไม่มีการศึกษาก็จะลำบาก  แต่ถ้าเผื่อเราสามารถจะแก้ไขอันนี้ได้ อาจจะแก้ไขในระยะยาวหน่อย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลที่เป็นข้าราชการ ข้าราชการนี่ผมว่าเฟ้อมากเกินไป เราอาจจะต้องหามาตรการอันหนึ่งที่จะทำให้ข้าราชการหลุดจากที่นี่แล้วไปไหน ไม่ใช่ลอยแพ อันนี้ต้องไปพิจารณากันในระดับอีกระดับหนึ่ง ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ผมคิดว่าเราหาทางช่วยเหลือเขาได้ แล้วเราจะเพิ่มกระทรวงแรงงานแทนที่จะเป็นกรมอย่างนี้ ผมว่าถ้าไม่มีอำนาจนาจอย่างนี้อย่าเป็นดีกว่า คือไม่มีอำนาจอะไรเลย แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ กระทรวงแรงงานนี่จะมีอำนาจเกี่ยวกับแรงงานทั้งหมด จะต้องขึ้นกับกระทรวงนี้ รวมทั้งแรงงานทางเกษตรกรรม ทางกสิกรรม ทางอะไรต่ออะไร ทุกทาง คอยรวบรวมแรงงานทั้งหมดดูว่าคนไม่ว่างงาน แล้วก็ทุกคนถ้าเผื่อว่างงานแล้วจะมีกินมีใช้พอสมควร อันนี้มันก็มาจากประกันสังคมอีก แต่ว่าต้องขึ้นกับกระทรวงแรงงาน ต้องมีกฎหมายเยอะครับ แต่ว่ากฎกระทรวงเวลานี้ผมก็ว่าดีครับ ไม่ดีที่ตัวบุคคลเท่านั้น ถ้าเราให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ เช่นในงบประมาณของจังหวัดที่ตัวเองอยู่ ผู้บริหารก็ไม่กล้าที่จะโกง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของพรรคกรรมกรนั้น ที่ปรึกษาพรรคชี้ว่า “การศึกษาจะให้ฟรีถึง ม.ศ. 3 คนจบป. 7 นี่เราอาจมีอาชีวะขั้นต่ำสำหรับเรียน 3 ปี จะเป็นช่างเชื่อมก็ช่างเชื่อมอย่างเดียวเลย งบประมาณส่วนใหญ่ก็มุ่งไปทางการศึกษา ถ้าเป็นรัฐบาลผมจะให้งบประมาณการศึกษา 11,000 ล้านบาท แทน 4,300 ล้านบาท นอกจากนี้จะให้มีมหาวิทยาลัยทุกแห่งในจังหวัดต่าง ๆ คนที่เกิดจังหวัดนั้นเรียนจังหวัดนั้น ไม่ควรจะเพ่นพ่านมาเรียนในกรุงเทพฯ การดำเนินงานภายในกระทรวงศึกษาฯ ควรจะเปลี่ยนแปลง เราจะกระจายอำนาจ อาจจะเป็นเทศบาลที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะว่าเราคิดถึงระดับตำบล การศึกษาระดับตำบล เราอาจจะขยายไปถึงหมู่บ้าน ถ้าสามารถทำได้ การรักษาพยายบาลนี่เป็นนโยบายของพรรคกรรมกรว่าเราจะให้เปล่า” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อกล่าวถึงนโยบายด้านสังคม นายต้อง ตั้งสง่า กล่าวว่า “ทางด้านประกันสังคม จะหางานให้ทำ แล้วก็เลี้ยงดูเมื่ออยู่ในวัยชรา 60 หรือ 65 อะไรนี่ เรื่องที่อยู่อาศัยอย่างแฟลตที่สร้างอยู่เวลานี้ ไม่ถูกเรื่อง เตี้ยไป ใช้ที่มาก แทนที่จะสร้างไป 10 ชั้นอย่างในสิงคโปร์ สิทธิเสรีภาพนี่ แม้กระทั่งว่ากันตั้งแต่ตำบลมาถึงอำเภอเลย อำเภอนี่สิทธิเสรีภาพก็ยังไม่มีขึ้นไป บางทีต้องไปนั่งคอยนอนคอย แล้วจะทำอะไรสักอย่างก็ลำบาก กฎหมายนี่มีเยอะที่จะแก้ อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับสิทธิอะไรมากแล้ว ก็มีช่องว่างให้แกหลบเข้าไปนั่งตรงนั้น ความจริงแล้ว ถ้าเอาจริง ๆ ก็ต้องผิดหมด แต่ว่ากฎหมายมีช่องโหว่ จะว่าไปแล้วมันโยงไปถึงค่าครองชีพและรายไดของตำรวจ ส่วนการทำนิติกรรมของสตรีนี่ เราก็ดู ส่วนมากเขาบอกว่ายังไม่ควร เราก็ยังไม่ควร”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินนั้น ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรเสนอว่า “ที่ดินทำกิน ผมไม่ปฏิรูปหรอกครับ ให้ที่ดินจังหวัด อำเภอ สำรวจเลยไอ้ น.ส. 3 กับ ส.ค. 1 นี่ ใครที่ขอไปแล้ว 3 ปี ไม่ทำประโยชน์บอกรายงานมาภายใน 7 วัน ถ้าช้ากว่านั้นก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แล้ว ที่ดินนั่นเป็นล้าน ๆ ไร่ครับ ที่คนจับจองไว้ 6,000 ไร่ 5,000 ล้านไร่ แล้วไม่ได้ทำอะไรเสียเปล่า ๆ ใครว่าไม่มีที่ดิน เอาไปเลยและจำกัดได้ว่าคนหนึ่งทำได้กี่ไร่ ถ้าเกินผมก็ยึด แต่ผมเก็บภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ทุกปี หรืออาจจะเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่รู้ ป่าสงวนไม่ต้องไปยุ่ง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้ ที่ปรึกษาพรรคกรรมกรยังมีแนวคิดในการตัดลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยให้เหตุผลว่า “ผมมีข้อติกลาโหมคือ งบประมาณมากไป ทหารเกณฑ์มา 8 สัปดาห์แรกฝึกวินัย  8 สัปดาห์หลังฝึกอาวุธประจำการ 16 สัปดาห์แล้วก็ไปเป็นทหารรับใช้ เสียแรงงานครับ งบประมาณเกณฑ์ทหารครั้งหนึ่ง 3-4 ร้อยล้านบาท เสียผลผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ทหาร 200,000 คน สมมุติคนหนึ่งทำนาได้ 25 ไร่ ไร่หนึ่งได้ 40 ถัง เสียข้าวไปแล้ว 2 ล้านเกวียน ถ้าเกวียนละ 3,000 บาท เมื่อประกันราคา 6,000 ล้านบาท ที่คุณจะเสียผลผลิตของชาติ เก็บเอาไว้ 2 ปี เสียผลผลิตจากคน 2 แสนนี่เป็นเงินหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท..ผมจะให้เป็นเพียง 4 เดือนพอแล้ว ระดมพวกนี้เข้ามาก็ควรจะเป็นเดือนตุลาคม คุณก็ดำนาเสร็จ พอหลังจากนั้นพฤศจิกา ธันวา มกรา คุณก็ออกไปแล้ว ไปเกี่ยวข้าวพอดี ผลผลิตคุณก็ไม่เสีย งบประมาณเกณฑ์ทหารก็ไม่เสย การประกันราคาข้าวควรจะมีโปรแกรมที่ถูกต้อง ทำแล้วต้องทำให้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าข้าวถังละ 100 บาท ทั้งหมด 10 เกวียน ๆ หนึ่งเราประกัน 3,000 บาท ข้าวปลูกกินเอเวอเรจออกมาแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือเงิน 18,000 บาท ก็เดือนละ 1,500 ชาวนาอยู่ได้ไหม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับนโยบายด้านการต่างประเทศนั้น นายต้อง ตั้งสง่า ที่ปรึกษาพรรคกรรมกร กล่าวว่า “เรื่องต่างประเทศนี่เราคบหมดทุกประเทศ ซีโต้ก็ปล่อยไปตามนั้น ภาคีอาเซียนนี่ไม่กระทบกระเทือนอะไรของประเทศ ก็ไม่เสียหายนี่ แก๊สกับน้ำมันนี่อยากทำเองเป็นของรัฐเอง รัฐวิสาหกิจนี่ควรให้เอกชนมีส่วนให้ประชาชนทำเอง เขาจะได้รับประโยชน์มากที่สุด”&lt;br /&gt;
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 พรรคกรรมกร ส่งผู้สมัคร 6 คน แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	วสันต์  หงสกุล, 37 &#039;&#039;&#039;พรรคการเมือง ปัจจัยพิจารณาเปรียบเทียบ&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ตะวันนา, 2518&lt;br /&gt;
	ปรีชา  หงษ์ไกรเลิศ, &#039;&#039;&#039;พรรคการเมืองและปัญหาพรรคการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;, กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2524&lt;br /&gt;
	เสริมศักดิ์  พงษ์พานิช, &#039;&#039;&#039;การสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองในประเทศไทย&#039;&#039;&#039;, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4042</id>
		<title>พรรคกรรมกร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3&amp;diff=4042"/>
		<updated>2010-05-10T14:07:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: สร้างหน้าใหม่: == พรรคกรรมกร (2498) ==   	พรรคกรรมกร จดทะเบียนต่อสำนักงานปลัดกร...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พรรคกรรมกร (2498) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร จดทะเบียนต่อสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 ทะเบียนเลขที่ 4/2498 ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2498 หัวหน้าพรรคคือ นายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ เลขาธิการพรรคคือ นางใคล ชุณหะจันทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกรมีนโยบายด้านต่าง ๆ คือ นโยบายด้นการส่งเสริมผู้ใช้แรงงาน พรรคกรรมกรจะมุ่งช่วยให้บรรดาผู้ใช้แรงงาน ได้รับผลประโยชน์แห่งแรงงานของตนด้วยความเป็นธรรม และดำเนินมาตรการด้านแรงงานเพื่อให้เกิดสังคมประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามแบบอารยประเทศ และร่วมมือส่งเสริมวงการเกษตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการต่างประเทศ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและผดุงสัมพันธภาพกับนานาประเทศ และวงการสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติภาพของโลก โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมการเศรษฐกิจและสังคมสงเคราะห์ เพื่ออำนวยความผาสุกแก่ประชาชน ส่งเสริมการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในประเทศ จัดระบบอาชีพให้ประชาชนมีงานทำโดยทั่วกัน และป้องกันการว่างงานของประชาชน ส่งเสริมการจัดตั้งสหบาลอาชีพให้เป็นปึกแผ่นทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและขยายให้มีการสหกรณ์ทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการคลัง พรรคกรรมกรจะมุ่งจะรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้าสู่ดุลยภาพ โดยจัดงบประมาณให้เป็นไปในทางประหยัด เพื่อให้บังเกิดผลแก่ประชาชนมากที่สุด จัดระบบภาษีอากรให้เป็นธรรมต่อสังคม เพื่อยังความผาสุกแก่ประชาชน จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการศึกษา พรรคกรรมกรจะมุ่งส่งเสริมและยกระดับการศึกษาของประชาชนให้อยู่ในมาตรฐานเท่าเทียมกันกันทั่วประเทศ ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการศึกษา และขยายการศึกษาโดยทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถและความต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านการปกครอง พรรคกรรมกรจะกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ประชาชนให้มากที่สุด จะส่งเสริมความเจริญของท้องถิ่น และขยายการสาธารณสุขให้ทั่วถึง จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และให้การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้หลักประกันโดยการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนในการประกอบอาชีพด้วยความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นโยบายด้านความเป็นเอกราช พรรคกรรมกรจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกราชของชาติ โดยจะป้องกันและรักษาความเป็นเอกราชของชาติทุกกรณี และนโยบายด้านการศาล จะแยกอำนาจตุลาการออกจากอำนาจบริหารโดยเด็ดขาด เพื่อให้ศาลมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีตามตัวบทกฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	พรรคกรรมกร ถือเป็นหนึ่งในพรรคขนาดเล็กในจำนวนมาก ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 และพยายามเสนอนโยบายของต่อตนประชาชนในการส่งผู้สมัครของพรรคลงแข่งขันรับเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ปรากฏว่าผู้สมัครจากบรรดาพรรคขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว กล่าวคือ ในจำนวนพรรคการเมือง 20 กว่าพรรคนั้น มีเพียง 8 พรรคเท่านั้นที่สมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกร พรรคชาตินิยม พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค พรรคอิสระ และไม่สังกัดพรรค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ที่มา ==&lt;br /&gt;
สมุทร  สุรักขกะ, &#039;&#039;&#039;26 การปฏิวัติไทยและรัฐประหาร สมัย 2489 ถึง 2507&#039;&#039;&#039;, พระนคร: โรงพิมพ์สื่อการพิมพ์, 2507&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขจัดภัย  บุรุษพัฒน์, &#039;&#039;&#039;การเมืองและพรรคการเมืองไทยนับแต่ยุคแรกถึงปัจจุบัน, พระนคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2511&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ราชกิจจานุเบกษา&#039;&#039;&#039; เล่มที่ 72 ตอนที่ 86 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 หน้า 2685-2688&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:PPS_2.jpg&amp;diff=4041</id>
		<title>ไฟล์:PPS 2.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:PPS_2.jpg&amp;diff=4041"/>
		<updated>2010-04-22T01:31:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Mairu: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Mairu</name></author>
	</entry>
</feed>