<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Ekkachais</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Ekkachais"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Ekkachais"/>
	<updated>2026-06-13T15:00:17Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6471</id>
		<title>หมวดหมู่:งานวิจัย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6471"/>
		<updated>2011-03-09T08:00:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[เอกสารวิจัยของสถาบันในห้องสมุด ปี 50 และ 51]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ชุดผลงานวิจัยเด่น  สำนักวิจัยและพัฒนา  สถาบันพระปกเกล้า]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อีก้อหรืออาข่า(Akha)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อำนาจอธิบไตยของรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สาเหตุแห่งการแทรกแทรงทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[โครงการศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานภาพทางเพศกับการเมือง]] ของสถาบันพระปกเกล้า โดย  รองศาสตราจารย์ การุณย์ลักษณ์  พหลโยธิน(กรกฎาคม 2549)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6470</id>
		<title>หมวดหมู่:งานวิจัย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6470"/>
		<updated>2011-03-09T07:59:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[เอกสารวิจัยของสถาบันในห้องสมุด ปี 50 และ 51]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ชุดผลงานวิจัยเด่น  สำนักวิจัยและพัฒนา  สถาบันพระปกเกล้า]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อีก้อหรืออาข่า(Akha)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อำนาจอธิบไตยของรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สาเหตุแห่งการแทรกแทรงทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[โครงการศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานภาพทางเพศกับการเมือง ของสถาบันพระปกเกล้า โดย  รองศาสตราจารย์ การุณย์ลักษณ์  พหลโยธิน(กรกฎาคม 2549)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี”&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6469</id>
		<title>หมวดหมู่:งานวิจัย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=6469"/>
		<updated>2011-03-09T07:57:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[เอกสารวิจัยของสถาบันในห้องสมุด ปี 50 และ 51]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ชุดผลงานวิจัยเด่น  สำนักวิจัยและพัฒนา  สถาบันพระปกเกล้า]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อีก้อหรืออาข่า(Akha)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อำนาจอธิบไตยของรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สาเหตุแห่งการแทรกแทรงทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี”&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[โครงการศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานภาพทางเพศกับการเมือง ของสถาบันพระปกเกล้า โดย  รองศาสตราจารย์ การุณย์ลักษณ์  พหลโยธิน(กรกฎาคม 2549)]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=6468</id>
		<title>หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=6468"/>
		<updated>2011-03-09T07:45:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: หน้าที่ถูกสร้างด้วย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ธรรมาภิบาล&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;     ธรรมาภิบาล หรือ good governance ในภาษาอังกฤษ ...&amp;#039;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ธรรมาภิบาล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
   ธรรมาภิบาล หรือ good governance ในภาษาอังกฤษ หมายถึงหลักการบริหารจัดการที่ดี อันเกี่ยวข้องกับนโยบายของส่วนราชการและพฤติกรรมของบุคลากรในองค์การ สำหรับรัฐบาลไทย ได้วางหลักของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีไว้ว่า ประกอบด้วยหลักการ 6 ประการ ได้แก่ 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลัก ความโปร่งใส 4) หลักการมีส่วนร่วม 5) หลักความรับผิดชอบ และ 6) หลักความคุ้มค่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักนิติธรรม หมายถึงการตรากฎหมาย กฎ กติกาที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับใช้เป็นไปตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้ คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของสมาชิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักคุณธรรม หมายถึงการยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเอง เพื่อให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักความโปร่งใส หมายถึงสุจริตไม่คดโกง หรือมีความหมายตรงกันข้ามกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นความหมายในเชิงบวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการมีส่วนร่วม หมายถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองและทางการบริหาร การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร การให้ข้อมูลแก่ประชาชน การแสดงความคิดเห็น การให้คำปรึกษา การร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมควบคุมงานสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักความรับผิดชอบ หมายถึงการตระหนักในสิทธิหน้าที่ สำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจต่อปัญหาสาธารณะ ความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาสาธารณะ การเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักความคุ้มค่า หมายถึงการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม ใช้อย่างคุ้มค่า  สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน โดยมุ่งประโยชน์สูงสุด (สถาบันพระปกเกล้า 2547, 17-18) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแพร่หลายของคำดังกล่าวมีที่มาจากหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น United Nations Development Programme (UNDP), the Asian Development Bank (ADB), และธนาคารโลก หรือ the World Bank ได้มีส่วนช่วยกันผลักดันประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่ประสบความล้มเหลวในทางเศรษฐกิจ ให้บริหารจัดการเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ปลอดการทุจริต จึงเป็นที่มาของการใช้คำดังกล่าวกันอย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยที่ประสบเศรษฐกิจล้มละลายในปี พ.ศ. 2540 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
							รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3968</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3968"/>
		<updated>2010-02-16T16:01:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการจะจัดปาฐกถาพิเศษเรื่อง ASEAC Centrality in Regional Integration  ในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 14.30 – 16.00 น. ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า ได้กำหนดวันเข้าทำงานในพื้นที่สำนักงานใหม่ ณ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ  ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการพิธีทำบุญประจำเดือน วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
ณ  ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา 	07.00 น.	พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป บริเวณอาคาร 3 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	09.30 น.	ประธานในพิธี ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมกัน ณ ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	10.00 น.	ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย&lt;br /&gt;
			เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยครูบาอาจารย์ 5 รูป&lt;br /&gt;
			1.พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)    วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
			2.หลวงปู่ชวน กตปุญโญ    วัดเขาแก้ว จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			3.หลวงปู่สม สุชีโว    วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			4.พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (อุดม อุตตมปัญโญ) วัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
			5.พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปัญโญ) วัดบางกฎีทอง จังหวัดปทุมธานี&lt;br /&gt;
                11.00 น.	ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล&lt;br /&gt;
			ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยทาน&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์อนุโมทนา &lt;br /&gt;
			กรวดน้ำ&lt;br /&gt;
	11.30 น.	ผู้ร่วมพิธีรับประทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;
	12.09 น.	พิธีจุดเทียนชัยปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดย พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)&lt;br /&gt;
				ประธานในพิธีจุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคล เทียนนวหรคุณ&lt;br /&gt;
				พระสงฆ์บริกรรมภาวนาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์&lt;br /&gt;
				เสร็จพิธี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล 5 ธันวาคม 2552 ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
ผู้บริหาร&lt;br /&gt;
1.ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ&lt;br /&gt;
2.รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ&lt;br /&gt;
3.นายปรีดี โชติช่วง รองเลขาธิการ &lt;br /&gt;
4.นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
5.นางสาวอรอุมา ภูมิบูรณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
6.นางสาวจันจิรา สำราญศิลป์ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;
7.นางสาวนฤมล อินทรลักษณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
8.นางสาววริษา ประเสริฐไทย พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักวิจัยและพัฒนา&lt;br /&gt;
9.นางสาวกันธรัตน์ นาคศรี ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
10.นางสาวฉัตรระวี ปริสุทธิญาณ นักวิชาการ&lt;br /&gt;
11.นางสาวตรีชฎา กระจ่างโลก พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
12. นายณวัฒน์ ศรีปัดถา  นักวิชาการ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
13. พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
14. นายสฤษธิชัย บุญช่วย  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
15. นางสาวศุภมาส วิริยะสกุลพันธุ์  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขึ้นตรงต่อเลขาธิการ&lt;br /&gt;
16. นางกชพร ช่อพฤกษา  เลขานุการ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
17. นางสาวศิริกมล จันทรปัญญา  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
18. นางสาวอังคณา ดวงแป้น  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
19. นางสาวศันสนีย์ ท้วมเทียบ  ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
20. นายอมรศักดิ์ กิจพาณิชย์  ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
21. นายพิสิษฐ ศิริสุวรรณ  ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ&lt;br /&gt;
22. นางรัชดา วรกุล  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
23. นางสาวณภัสสร เกษมทรัพย์  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
24. นายรวิโชติ วัณโณ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
25. นายทศพล กลิ่นหอม  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
26. นางสาวสุนิสา ลัดดาอาชวะ  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
27. นายสมศักดิ์ เอี่ยมผดุง  เลขานุการรองประธาน สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
28. นายเกรียงไกร ซองทอง  เจ้าหน้าที่ทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาหลักสูตรต่างๆ&lt;br /&gt;
29. นายทวี รักสกุล  ปรม.9&lt;br /&gt;
30. นางสาวภัทรินทร์ ลือกาญจงนิช ปรม.9&lt;br /&gt;
31. นายอนันต์ โกกุนทาภรณ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
32. นางชูสม รัตนนิตย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
33. นายวัฒนา คูณชัยพานิชย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
34. นางสาวทัศนี มหาธนะกิติวงศ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการ&lt;br /&gt;
1. นางสาวสุรางค์ อิงคเวทย์ ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
2. นายโพธิพันธ์ มุขสมบัติ  พนง.วิเคราะห์กฎหมาย&lt;br /&gt;
3. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ กรพชระ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
4. นางสาวประภาศรี ศรีไพร  เจ้าหน้าที่สารบรรณ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อสื่อมวลชนที่เข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า  ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
เรื่อง &amp;quot;ความขัดแย้ง ความชอบธรรม และการปฏิรูประบบรัฐ : การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&amp;quot;&lt;br /&gt;
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552   ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 นายคงศักดิ์  สายวงศ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  081-930-4957,02-277-0687,saiwongthai@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 นายเศรษฐ  ทับทิมอิน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 081-356-6900&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 นางสาวเพชรมณี  แสงเพชร สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5  087-466-0381,02-271-2510&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 นางสาวศิริขวัญ  ออเรืองรอง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-272-0240&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5 Mr.Aye Nin www.media.com 080-065-9932,sonnyamo@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 นายเอกวัฒน์  สุวรรณ ประชาคมท้องถิ่น 081-830-7779&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7 นายสัญลักษณ์  เจริญเปี่ยม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 นางสาวเพ็ญสิน  สงเนียม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9 นายวีระชน  พงศ์บรรณพต สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ 02-245-1646&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10 นายอัศย์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 081-553-0288&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11 Mr.Somchai  Kwankisswet DPA 081-8181309,02-7142071,somchai_dpa@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12 นายเทพไท   พรอินทร์ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) 081-936-6309&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13 นายสมศักดิ์  นิ่มนวลวัฒนา ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 081-378-0278&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14 นางสาวจุฑามาศ  คูหาเรืองรอง ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 02-412-5915&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 นายพนมพร  สถิต สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จส.100 02-412-4699&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16 นายปราโมทย์  พิพัฒนาศัย วารสารกฎหมายใหม่ 086-014-3596,02-776-7724&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17 นางอัชฌา  เลิศเบญจรงค์ วิทยุกทม.(AM.873) 087-070-9742,02-235-7825&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18 นางสาวนฤมล  จิตต์อำนวยวัฒนา วิทยุกทม.(AM.873) 080-788-4878,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19 นายสมใจนึก  เจริญสุข FM.108 085-873-8282&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
20 นางสาวศิริวรรณ  ร่มสัตย์ สถานีโทรทัศน์รัฐสภา 02-244-1764&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 นางสาวจิตอนันต์  เทพศรีรัตน์ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 087-885-1635,jk_imp@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 นางสาวจุฑาทิพ  สวัสดิสุข สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-586-2092,tq_thailand@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 นายทัศนันท์  สามารถ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-672-3001,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 นายอริยสิริ  พิพัฒน์นภา วารสารครอบครัวพอเพียง 085-065-1511,ariyasiri@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
25 นายวิชาญ   ชื่นภุช สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-262-3314,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
26 นายชาญณรงค์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น 089-494-9182&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 นางสมฤดี  คงเกิด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 084-439-9948,kongkerd2002@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
28 นายกรณัฎฐ์  ขวัญคง สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-971-6777,ssiw927@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
29 นางสาวชุติมา  สุขวาสนะ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-809-8030,maejumbo@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 นางสาวพรภัสสร  ปิ่นสกุล สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 082-086-6445,02-275-5644&lt;br /&gt;
tongtang_9999@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
31 นายปรัชญ์ปรีชา  ศีลพิพัฒน์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 081-918-8059,&lt;br /&gt;
loh_swuz@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3967</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3967"/>
		<updated>2010-02-16T15:59:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สถาบันพระปกเกล้า ได้กำหนดวันเข้าทำงานในพื้นที่สำนักงานใหม่ ณ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ  ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการพิธีทำบุญประจำเดือน วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
ณ  ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา 	07.00 น.	พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป บริเวณอาคาร 3 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	09.30 น.	ประธานในพิธี ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมกัน ณ ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	10.00 น.	ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย&lt;br /&gt;
			เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยครูบาอาจารย์ 5 รูป&lt;br /&gt;
			1.พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)    วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
			2.หลวงปู่ชวน กตปุญโญ    วัดเขาแก้ว จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			3.หลวงปู่สม สุชีโว    วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			4.พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (อุดม อุตตมปัญโญ) วัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
			5.พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปัญโญ) วัดบางกฎีทอง จังหวัดปทุมธานี&lt;br /&gt;
                11.00 น.	ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล&lt;br /&gt;
			ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยทาน&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์อนุโมทนา &lt;br /&gt;
			กรวดน้ำ&lt;br /&gt;
	11.30 น.	ผู้ร่วมพิธีรับประทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;
	12.09 น.	พิธีจุดเทียนชัยปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดย พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)&lt;br /&gt;
				ประธานในพิธีจุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคล เทียนนวหรคุณ&lt;br /&gt;
				พระสงฆ์บริกรรมภาวนาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์&lt;br /&gt;
				เสร็จพิธี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล 5 ธันวาคม 2552 ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
ผู้บริหาร&lt;br /&gt;
1.ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ&lt;br /&gt;
2.รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ&lt;br /&gt;
3.นายปรีดี โชติช่วง รองเลขาธิการ &lt;br /&gt;
4.นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
5.นางสาวอรอุมา ภูมิบูรณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
6.นางสาวจันจิรา สำราญศิลป์ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;
7.นางสาวนฤมล อินทรลักษณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
8.นางสาววริษา ประเสริฐไทย พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักวิจัยและพัฒนา&lt;br /&gt;
9.นางสาวกันธรัตน์ นาคศรี ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
10.นางสาวฉัตรระวี ปริสุทธิญาณ นักวิชาการ&lt;br /&gt;
11.นางสาวตรีชฎา กระจ่างโลก พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
12. นายณวัฒน์ ศรีปัดถา  นักวิชาการ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
13. พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
14. นายสฤษธิชัย บุญช่วย  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
15. นางสาวศุภมาส วิริยะสกุลพันธุ์  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขึ้นตรงต่อเลขาธิการ&lt;br /&gt;
16. นางกชพร ช่อพฤกษา  เลขานุการ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
17. นางสาวศิริกมล จันทรปัญญา  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
18. นางสาวอังคณา ดวงแป้น  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
19. นางสาวศันสนีย์ ท้วมเทียบ  ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
20. นายอมรศักดิ์ กิจพาณิชย์  ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
21. นายพิสิษฐ ศิริสุวรรณ  ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ&lt;br /&gt;
22. นางรัชดา วรกุล  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
23. นางสาวณภัสสร เกษมทรัพย์  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
24. นายรวิโชติ วัณโณ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
25. นายทศพล กลิ่นหอม  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
26. นางสาวสุนิสา ลัดดาอาชวะ  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
27. นายสมศักดิ์ เอี่ยมผดุง  เลขานุการรองประธาน สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
28. นายเกรียงไกร ซองทอง  เจ้าหน้าที่ทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาหลักสูตรต่างๆ&lt;br /&gt;
29. นายทวี รักสกุล  ปรม.9&lt;br /&gt;
30. นางสาวภัทรินทร์ ลือกาญจงนิช ปรม.9&lt;br /&gt;
31. นายอนันต์ โกกุนทาภรณ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
32. นางชูสม รัตนนิตย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
33. นายวัฒนา คูณชัยพานิชย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
34. นางสาวทัศนี มหาธนะกิติวงศ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการ&lt;br /&gt;
1. นางสาวสุรางค์ อิงคเวทย์ ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
2. นายโพธิพันธ์ มุขสมบัติ  พนง.วิเคราะห์กฎหมาย&lt;br /&gt;
3. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ กรพชระ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
4. นางสาวประภาศรี ศรีไพร  เจ้าหน้าที่สารบรรณ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อสื่อมวลชนที่เข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า  ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
เรื่อง &amp;quot;ความขัดแย้ง ความชอบธรรม และการปฏิรูประบบรัฐ : การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&amp;quot;&lt;br /&gt;
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552   ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 นายคงศักดิ์  สายวงศ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  081-930-4957,02-277-0687,saiwongthai@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 นายเศรษฐ  ทับทิมอิน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 081-356-6900&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 นางสาวเพชรมณี  แสงเพชร สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5  087-466-0381,02-271-2510&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 นางสาวศิริขวัญ  ออเรืองรอง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-272-0240&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5 Mr.Aye Nin www.media.com 080-065-9932,sonnyamo@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 นายเอกวัฒน์  สุวรรณ ประชาคมท้องถิ่น 081-830-7779&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7 นายสัญลักษณ์  เจริญเปี่ยม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 นางสาวเพ็ญสิน  สงเนียม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9 นายวีระชน  พงศ์บรรณพต สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ 02-245-1646&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10 นายอัศย์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 081-553-0288&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11 Mr.Somchai  Kwankisswet DPA 081-8181309,02-7142071,somchai_dpa@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12 นายเทพไท   พรอินทร์ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) 081-936-6309&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13 นายสมศักดิ์  นิ่มนวลวัฒนา ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 081-378-0278&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14 นางสาวจุฑามาศ  คูหาเรืองรอง ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 02-412-5915&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 นายพนมพร  สถิต สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จส.100 02-412-4699&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16 นายปราโมทย์  พิพัฒนาศัย วารสารกฎหมายใหม่ 086-014-3596,02-776-7724&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17 นางอัชฌา  เลิศเบญจรงค์ วิทยุกทม.(AM.873) 087-070-9742,02-235-7825&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18 นางสาวนฤมล  จิตต์อำนวยวัฒนา วิทยุกทม.(AM.873) 080-788-4878,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19 นายสมใจนึก  เจริญสุข FM.108 085-873-8282&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
20 นางสาวศิริวรรณ  ร่มสัตย์ สถานีโทรทัศน์รัฐสภา 02-244-1764&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 นางสาวจิตอนันต์  เทพศรีรัตน์ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 087-885-1635,jk_imp@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 นางสาวจุฑาทิพ  สวัสดิสุข สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-586-2092,tq_thailand@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 นายทัศนันท์  สามารถ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-672-3001,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 นายอริยสิริ  พิพัฒน์นภา วารสารครอบครัวพอเพียง 085-065-1511,ariyasiri@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
25 นายวิชาญ   ชื่นภุช สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-262-3314,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
26 นายชาญณรงค์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น 089-494-9182&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 นางสมฤดี  คงเกิด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 084-439-9948,kongkerd2002@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
28 นายกรณัฎฐ์  ขวัญคง สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-971-6777,ssiw927@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
29 นางสาวชุติมา  สุขวาสนะ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-809-8030,maejumbo@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 นางสาวพรภัสสร  ปิ่นสกุล สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 082-086-6445,02-275-5644&lt;br /&gt;
tongtang_9999@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
31 นายปรัชญ์ปรีชา  ศีลพิพัฒน์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 081-918-8059,&lt;br /&gt;
loh_swuz@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2&amp;diff=3884</id>
		<title>รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2&amp;diff=3884"/>
		<updated>2009-12-28T03:02:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” รุ่นที่ ๑ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำดับเรื่องราวเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เริ่มต้นว่า “อยากเรียนรู้เรื่องอะไร” “สงสัยอะไร” ในประเด็นที่กำหนด ความสนใจใคร่รู้จะทำให้การค้นหาคำตอบนั้นเป็นไปอย่างมีความสุขและผู้ศึกษาจะมีพลังในการหาวิธีการตอบโจทย์ที่สนใจ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สอดคล้องกับหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” จะมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับชุมชน ระดับสังคม และระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตโดยรวม ตลอดจนความมั่นคงในด้านต่างๆของประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการนำไปสู่การตอบโจทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อทบทวนประเด็นที่ต้องการศึกษาในทุกมิติแล้ว มาคิดกระบวนการที่จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบต่อปัญหา หรือประเด็นที่สนใจ รายละเอียดของกระบวนการอาจจะเริ่มตั้งแต่การใช้วิธีการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการหรือการตั้งวงสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความรู้สึก การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลที่เกี่ยวข้อง การสำรวจเอกสาร/ หนังสือ/ ระเบียบ/ นโยบาย/ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือการสืบค้นข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นต่างๆจากอินเตอร์เนท เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อที่จะศึกษาวิธีคิด ความเชื่อ และมุมมองต่อปัญหาและการแก้ไขปัญหา แนวทางและกระบวนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา ผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดจากการใช้แนวทางดังกล่าว การนำเสนอกระบวนการในการหาข้อมูลอาจนำเสนอเป็นขั้นตอน โดยมีภาพแผนผัง (Chart/ MindMap) ประกอบเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง (การเริ่มต้นหาข้อมูล) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าจะนำไปสู่ปลายทาง (คำตอบที่ต้องการ) ได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริบทของพื้นที่ ชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของเป้าหมายที่จะศึกษา  อธิบายถึงด้านต่างๆ เช่น ด้านกายภาพชีวภาพ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม (เน้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษา) อธิบายให้เห็นภาพรวมของสภาพแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ที่จะศึกษา ตลอดจนปัจจัยที่อาจจะเป็นจุดเอื้อ / ขัดขวางการศึกษา (ข้อมูลบริบทชุมชน มักขาดพลัง ถูกละเลย ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์หรือวิเคราะห์ประกอบการ  “อธิบาย” การบรรลุ หรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบ 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ด้าน คือ ด้านทัศนคติ/ความรู้สึก และด้านความรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ด้านทัศนคติ/ความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากที่ได้ทำการศึกษาและลงพื้นที่พูดคุยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่แล้ว ผู้ศึกษารู้สึกอย่างไร เกิดมุมมองและทัศนคติใดต่อปัญหาที่เกิดขึ้นบ้าง ตลอดจนอาจจะสังเกตและบันทึกความรู้สึกและทัศนคติของผู้ที่เกี่ยวข้องกับปํญหาด้วย เนื่องจากมิติด้านนี้นั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญของการทำความเข้าใจกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลสำคัญต่อการแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านความรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากความรู้สึกและทัศนคติที่เกิดขึ้นแล้ว มิติที่สำคัญอีกประการคือ ด้านองค์ความรู้ ในแง่ที่ว่าผู้ศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใดบ้าง เกิดองค์ความรู้ใหม่ใดบ้าง ทั้งนี้ อาจแบ่งออกเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.สถานการณ์ของประเด็นที่ศึกษา (อธิบายโดยยึดประเด็นที่สนใจ อย่างละเอียด เจาะลึก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ปัญหา และสาเหตุของปัญหา (อธิบายว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สืบให้ถึงต้นตอของปัญหา ค้นหา “สมุทัย” ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ให้ได้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.ศักยภาพ/ภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหา (มีอะไรบ้าง อธิบายให้เข้าใจ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.กิจกรรมที่ชุมชน หรือส่วนงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ทำเพื่อแก้ไขปัญหา มีอะไรบ้าง และมีรูปแบบอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.ผลของกิจกรรมที่ได้ทำไปเพื่อแก้ไขปัญหา (ประเมินในภาพรวม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๖.รูปแบบวิธีการที่ได้ (องค์ความรู้) ในการจัดการปัญหา หรือสามารถตอบคำถามประเด็นที่สนใจศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม หัวข้อทั้ง ๖ ข้อนี้ เป็นเพียงแนวทางในการเขียน ผู้ศึกษาไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบดังกล่าวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เป็นการรวบรวมเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดมาอธิบายให้ครบถ้วน โดยดึงเอาข้อมูลความรู้จากสิ่งที่ค้นพบ มา “ประมวล” กลั่นกรอง” แล้วเรียบเรียงให้เป็น “ผลผลิตใหม่” ที่มีการอธิบายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตอบโจทย์หรือสมมติฐานที่เราตั้งไว้ได้หรือไม่ ด้วยปัจจัยหรือเงื่อนไขใด แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปสื่อสารหรือนำไปใช้งานกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่เรากำหนดไว้ได้ ดังนั้น “ควรมีการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนตามกรอบเนื้อหา” เพราะการเขียนรายงานผลการศึกษาจะออกมาดี มีประโยชน์มากน้อยเพียงใดนั้น ข้อมูลที่รวบรวมไว้จะเป็นตัวสนับสนุนและสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ที่นำรายงานนั้นๆไปศึกษาเรียนรู้หรือประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ (ข้อมูลได้มาจากการลงพื้นที่     สืบค้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เอกสารการศึกษาที่มีผู้ศึกษามาแล้ว จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเคราะห์ข้อมูลอย่างไร?  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.ต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายการสังเคราะห์ที่ชัดเจน ว่าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใด เพื่อใคร การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ขัดเจน จะทำให้เห็นกลุ่มเป้าหมายและสามารถกำหนดผู้เกี่ยวข้องในการสังเคราะห์งานเพื่อตอบวัตถุประสงค์ได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.มีกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการสังเคราะห์งานข้อมูลความรู้ รวมถึงการวางแผนการทำงานและรวบรวมข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.มีการรวบรวมข้อมูลความรู้ เป็นการรวบรวมข้อมูลความรู้จากหลายๆส่วน เช่น จากเอกสารต่างๆ หรือที่เรียกว่า “ข้อมูลมือสอง” รวมถึงข้อมูลความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานวิจัยภาคสนาม เช่น การลงพื้นที่สำรวจร่วมกับชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้รู้ในพื้นที่ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.มีการแยกแยะ กลั่นกรองและประมวลความรู้ เป็นการแยกแยะข้อมูลที่ได้รวบรวมมาตามกรอบเนื้อหาที่กำหนดไว้  ตลอดจนเนื้อหา แนวคิด หรือทฤษฎีที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตร หากยังไม่เพียงพอ สามารถทำการรวบรวมเพิ่มเติมได้ จากนั้นจึงกลั่นกรอง เพื่อหลอมรวม หรือร้อยเรียงออกมาสู่การนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.เกิดผลผลิตใหม่ หลังจากมีการสังเคราะห์ความรู้ จะก่อให้เกิดผลผลิตใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นผลผลิตที่สามารถตอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๖.มีการสื่อสาร เพื่อขับเคลื่อนงานและมีรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมโยงต่อการนำไปใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๗.เกิดการนำไปใช้ ซึ่งการนำไปใช้เป็นการนำไปใช้เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เรากำหนดข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์แล้วสามารถนำไปเป็นข้อมูลในการทำเป็นโครงการต่อยอด เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสรุปและวิเคราะห์ สังเคราะห์ผลนั้น อาจสรุปฉายภาพรวมแบบครอบคลุมว่าสิ่งที่ทำไปได้ตอบคำถาม หรือโจทย์ของการศึกษาหรือไม่ อย่างไร ทำไม (เกิดธรรมะคือ “องค์ความรู้”)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เงื่อนไข/ปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง(ทบทวนจากตัวชี้วัด(ที่มี) หรือวัตถุประสงค์ของงาน	โครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เกิดพุทธะ (ผู้รู้ คือ ผู้นำ ภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เกี่ยวข้อง เก่งขึ้นหรือไม่ อย่างไร ทำไม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เกิดสังฆะ (กลุ่ม/เครือข่าย ดีขึ้นหรือไม่ หากไม่มี ได้เกิดกลุ่มใหม่หรือไม่ มีการจัดการสู่ความยั่งยืนของการแก้ไขปัญหาอย่างไร) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การมีส่วนร่วมของชุมชน (มีกลุ่มใดบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วม/กระบวนการที่ได้ผลในการดึงให้เกิดการมีส่วนร่วมได้แก่อะไรบ้าง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด (ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ยอมรับกันและกันมากขึ้นหรือไม่ ทำไม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การแก้ไข(ผลเชิงพัฒนา) เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปัญหา อุปสรรค บทเรียนที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอแนะ “จากการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องนี้ ท่านมีข้อเสนอแนะอย่างไร” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.ต่อกระบวนการทำงานกับชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.ต่อการศึกษา แก้ไขปัญหาในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.ต่อการพัฒนาขยายผลในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.ต่อบุคคล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบายและ/หรือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเขียน รายงานการศึกษา แบบมีชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 อิสระในการนำเสนอ ไร้รูปแบบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ยึดหลัก คิดใหม่ ทำใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 รูปแบบผลผลิตที่ได้ น่าจะมีความเรียบง่าย,สนุก มีความสุข,น่าอ่านน่าหยิบจับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเขียนงานศึกษาให้มีชีวิต เป็นการถ่ายทอดกระบวนการแก้ไขปัญหาในภาพรวมว่า ได้ทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร ทำไมถึงทำ และสิ่งที่ทำนั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยข้อมูลต่างๆออกมากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งสีสันให้สวยหรู ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างจากงานวิชาการในรูปแบบอื่นๆ และการเพิ่มเติมด้วยรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพวาด ยังสามารถทำให้เห็นถึงกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของ     ผู้เกี่ยวข้อง แหล่งที่มาของข้อมูล และอื่นๆได้ และยังทำให้เป็นรายงานวิชาการที่มีเสน่ห์ น่าอ่าน น่าจับต้องมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.เอกสารรายงานกรณีศึกษาถือเป็นงานกลุ่มที่ส่งต่อสถาบันฯอันจะมีผลส่วนหนึ่งต่อการจบการศึกษาในหลักสูตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ให้ทั้งกลุ่มนำเสนอต่อชั้นเรียน โดยจะให้แต่ละกลุ่มนำเสนอกลุ่มละ ๓๐ นาที และตอบข้อซักถามจากชั้นเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.หลังการนำเสนอ ให้ปรับปรุงและจัดทำรูปเล่มเพื่อนำส่งให้แก่สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ภายใน ๒ สัปดาห์หลังจากการนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
8/08/2008&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2&amp;diff=3883</id>
		<title>รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2&amp;diff=3883"/>
		<updated>2009-12-28T02:57:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรชั...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” รุ่นที่ ๑ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำดับเรื่องราวเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เริ่มต้นว่า “อยากเรียนรู้เรื่องอะไร” “สงสัยอะไร” ในประเด็นที่กำหนด ความสนใจใคร่รู้จะทำให้การค้นหาคำตอบนั้นเป็นไปอย่างมีความสุขและผู้ศึกษาจะมีพลังในการหาวิธีการตอบโจทย์ที่สนใจ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สอดคล้องกับหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” จะมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับชุมชน ระดับสังคม และระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตโดยรวม ตลอดจนความมั่นคงในด้านต่างๆของประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการนำไปสู่การตอบโจทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เมื่อทบทวนประเด็นที่ต้องการศึกษาในทุกมิติแล้ว มาคิดกระบวนการที่จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบต่อปัญหา หรือประเด็นที่สนใจ รายละเอียดของกระบวนการอาจจะเริ่มตั้งแต่การใช้วิธีการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการหรือการตั้งวงสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความรู้สึก การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลที่เกี่ยวข้อง การสำรวจเอกสาร/ หนังสือ/ ระเบียบ/ นโยบาย/ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือการสืบค้นข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นต่างๆจากอินเตอร์เนท เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อที่จะศึกษาวิธีคิด ความเชื่อ และมุมมองต่อปัญหาและการแก้ไขปัญหา แนวทางและกระบวนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา ผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดจากการใช้แนวทางดังกล่าว การนำเสนอกระบวนการในการหาข้อมูลอาจนำเสนอเป็นขั้นตอน โดยมีภาพแผนผัง (Chart/ MindMap) ประกอบเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง (การเริ่มต้นหาข้อมูล) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าจะนำไปสู่ปลายทาง (คำตอบที่ต้องการ) ได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริบทของพื้นที่ ชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของเป้าหมายที่จะศึกษา  อธิบายถึงด้านต่างๆ เช่น ด้านกายภาพชีวภาพ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม (เน้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษา) อธิบายให้เห็นภาพรวมของสภาพแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ที่จะศึกษา ตลอดจนปัจจัยที่อาจจะเป็นจุดเอื้อ / ขัดขวางการศึกษา (ข้อมูลบริบทชุมชน มักขาดพลัง ถูกละเลย ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์หรือวิเคราะห์ประกอบการ  “อธิบาย” การบรรลุ หรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบ 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ด้าน คือ ด้านทัศนคติ/ความรู้สึก และด้านความรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ด้านทัศนคติ/ความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลังจากที่ได้ทำการศึกษาและลงพื้นที่พูดคุยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่แล้ว ผู้ศึกษารู้สึกอย่างไร เกิดมุมมองและทัศนคติใดต่อปัญหาที่เกิดขึ้นบ้าง ตลอดจนอาจจะสังเกตและบันทึกความรู้สึกและทัศนคติของผู้ที่เกี่ยวข้องกับปํญหาด้วย เนื่องจากมิติด้านนี้นั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญของการทำความเข้าใจกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลสำคัญต่อการแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านความรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากความรู้สึกและทัศนคติที่เกิดขึ้นแล้ว มิติที่สำคัญอีกประการคือ ด้านองค์ความรู้ ในแง่ที่ว่าผู้ศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใดบ้าง เกิดองค์ความรู้ใหม่ใดบ้าง ทั้งนี้ อาจแบ่งออกเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.สถานการณ์ของประเด็นที่ศึกษา (อธิบายโดยยึดประเด็นที่สนใจ อย่างละเอียด เจาะลึก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ปัญหา และสาเหตุของปัญหา (อธิบายว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สืบให้ถึงต้นตอของปัญหา ค้นหา “สมุทัย” ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ให้ได้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.ศักยภาพ/ภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหา (มีอะไรบ้าง อธิบายให้เข้าใจ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.กิจกรรมที่ชุมชน หรือส่วนงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ทำเพื่อแก้ไขปัญหา มีอะไรบ้าง และมีรูปแบบอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.ผลของกิจกรรมที่ได้ทำไปเพื่อแก้ไขปัญหา (ประเมินในภาพรวม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๖.รูปแบบวิธีการที่ได้ (องค์ความรู้) ในการจัดการปัญหา หรือสามารถตอบคำถามประเด็นที่สนใจศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม หัวข้อทั้ง ๖ ข้อนี้ เป็นเพียงแนวทางในการเขียน ผู้ศึกษาไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบดังกล่าวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังเคราะห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เป็นการรวบรวมเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดมาอธิบายให้ครบถ้วน โดยดึงเอาข้อมูลความรู้จากสิ่งที่ค้นพบ มา “ประมวล” กลั่นกรอง” แล้วเรียบเรียงให้เป็น “ผลผลิตใหม่” ที่มีการอธิบายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตอบโจทย์หรือสมมติฐานที่เราตั้งไว้ได้หรือไม่ ด้วยปัจจัยหรือเงื่อนไขใด แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปสื่อสารหรือนำไปใช้งานกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่เรากำหนดไว้ได้ ดังนั้น “ควรมีการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนตามกรอบเนื้อหา” เพราะการเขียนรายงานผลการศึกษาจะออกมาดี มีประโยชน์มากน้อยเพียงใดนั้น ข้อมูลที่รวบรวมไว้จะเป็นตัวสนับสนุนและสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ที่นำรายงานนั้นๆไปศึกษาเรียนรู้หรือประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ (ข้อมูลได้มาจากการลงพื้นที่     สืบค้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เอกสารการศึกษาที่มีผู้ศึกษามาแล้ว จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเคราะห์ข้อมูลอย่างไร?  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.ต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายการสังเคราะห์ที่ชัดเจน ว่าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใด เพื่อใคร การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ขัดเจน จะทำให้เห็นกลุ่มเป้าหมายและสามารถกำหนดผู้เกี่ยวข้องในการสังเคราะห์งานเพื่อตอบวัตถุประสงค์ได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.มีกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการสังเคราะห์งานข้อมูลความรู้ รวมถึงการวางแผนการทำงานและรวบรวมข้อมูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.มีการรวบรวมข้อมูลความรู้ เป็นการรวบรวมข้อมูลความรู้จากหลายๆส่วน เช่น จากเอกสารต่างๆ หรือที่เรียกว่า “ข้อมูลมือสอง” รวมถึงข้อมูลความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานวิจัยภาคสนาม เช่น การลงพื้นที่สำรวจร่วมกับชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้รู้ในพื้นที่ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.มีการแยกแยะ กลั่นกรองและประมวลความรู้ เป็นการแยกแยะข้อมูลที่ได้รวบรวมมาตามกรอบเนื้อหาที่กำหนดไว้  ตลอดจนเนื้อหา แนวคิด หรือทฤษฎีที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตร หากยังไม่เพียงพอ สามารถทำการรวบรวมเพิ่มเติมได้ จากนั้นจึงกลั่นกรอง เพื่อหลอมรวม หรือร้อยเรียงออกมาสู่การนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.เกิดผลผลิตใหม่ หลังจากมีการสังเคราะห์ความรู้ จะก่อให้เกิดผลผลิตใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นผลผลิตที่สามารถตอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๖.มีการสื่อสาร เพื่อขับเคลื่อนงานและมีรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมโยงต่อการนำไปใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๗.เกิดการนำไปใช้ ซึ่งการนำไปใช้เป็นการนำไปใช้เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เรากำหนดข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์แล้วสามารถนำไปเป็นข้อมูลในการทำเป็นโครงการต่อยอด เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสรุปและวิเคราะห์ สังเคราะห์ผลนั้น อาจสรุปฉายภาพรวมแบบครอบคลุมว่าสิ่งที่ทำไปได้ตอบคำถาม หรือโจทย์ของการศึกษาหรือไม่ อย่างไร ทำไม (เกิดธรรมะคือ “องค์ความรู้”)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เงื่อนไข/ปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง(ทบทวนจากตัวชี้วัด(ที่มี) หรือวัตถุประสงค์ของงาน	โครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เกิดพุทธะ (ผู้รู้ คือ ผู้นำ ภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เกี่ยวข้อง เก่งขึ้นหรือไม่ อย่างไร ทำไม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	เกิดสังฆะ (กลุ่ม/เครือข่าย ดีขึ้นหรือไม่ หากไม่มี ได้เกิดกลุ่มใหม่หรือไม่ มีการจัดการสู่ความยั่งยืนของการแก้ไขปัญหาอย่างไร) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การมีส่วนร่วมของชุมชน (มีกลุ่มใดบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วม/กระบวนการที่ได้ผลในการดึงให้เกิดการมีส่วนร่วมได้แก่อะไรบ้าง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด (ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ยอมรับกันและกันมากขึ้นหรือไม่ ทำไม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การแก้ไข(ผลเชิงพัฒนา) เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ปัญหา อุปสรรค บทเรียนที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอแนะ “จากการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องนี้ ท่านมีข้อเสนอแนะอย่างไร” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.ต่อกระบวนการทำงานกับชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.ต่อการศึกษา แก้ไขปัญหาในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔.ต่อการพัฒนาขยายผลในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๕.ต่อบุคคล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบายและ/หรือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเขียน รายงานการศึกษา แบบมีชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 อิสระในการนำเสนอ ไร้รูปแบบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ยึดหลัก คิดใหม่ ทำใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 รูปแบบผลผลิตที่ได้ น่าจะมีความเรียบง่าย,สนุก มีความสุข,น่าอ่านน่าหยิบจับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเขียนงานศึกษาให้มีชีวิต เป็นการถ่ายทอดกระบวนการแก้ไขปัญหาในภาพรวมว่า ได้ทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร ทำไมถึงทำ และสิ่งที่ทำนั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยข้อมูลต่างๆออกมากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งสีสันให้สวยหรู ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างจากงานวิชาการในรูปแบบอื่นๆ และการเพิ่มเติมด้วยรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพวาด ยังสามารถทำให้เห็นถึงกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของ     ผู้เกี่ยวข้อง แหล่งที่มาของข้อมูล และอื่นๆได้ และยังทำให้เป็นรายงานวิชาการที่มีเสน่ห์ น่าอ่าน น่าจับต้องมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.เอกสารรายงานกรณีศึกษาถือเป็นงานกลุ่มที่ส่งต่อสถาบันฯอันจะมีผลส่วนหนึ่งต่อการจบการศึกษาในหลักสูตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒.ให้ทั้งกลุ่มนำเสนอต่อชั้นเรียน โดยจะให้แต่ละกลุ่มนำเสนอกลุ่มละ ๓๐ นาที และตอบข้อซักถามจากชั้นเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓.หลังการนำเสนอ ให้ปรับปรุงและจัดทำรูปเล่มเพื่อนำส่งให้แก่สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ภายใน ๒ สัปดาห์หลังจากการนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
8/08/2008&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3882</id>
		<title>สันติวิธี/ความขัดแย้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3882"/>
		<updated>2009-12-28T02:50:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[รูปแบบการจัดทำรายงานกรณีศึกษา]]    หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” รุ่นที่ ๑ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[โมโรมุสลิมและเขตปกครองตนเอง: ประสบการณ์จากฟิลิปปินส์]]ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเซียศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บันทึกบทเรียนของ หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑]] ของ สถาบันพระปกเกล้า  โดย นายบันฑูรย์ ทองตัน นศ.สสสส.๑&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แก้ปัญหาอุทยานเขาบูโดทับที่ชาวบ้าน พิสูจน์รัฐดับเงื่อนไขโหมไฟใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[&amp;quot;แม้กลีบใบจะร่วงโรยแต่ลำต้นตระหง่านมั่นคง&amp;quot;  อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง นศ.สสสส.๑]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[เขาดีกันแล้วที่ไอร์แลนด์เหนือ]] เมธัส อนุวัตรอุดม นักวิชาการ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวคิดการแก้ปัญหาภาคใต้]] ดร.อิศรา ศานติศาสตร์ นศ.สสสส.๑&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5&amp;diff=3878</id>
		<title>การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5&amp;diff=3878"/>
		<updated>2009-12-28T02:25:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒน...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี]]&lt;br /&gt;
โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎหมายจะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมอยู่ที่ผู้ออกกฎหมาย ตัวอย่าง เช่น กฎหมายโบราณของภาคอีสานข้อหนึ่งระบุว่าหากผู้หญิงมีชู้ให้โบยสิบที หากผู้ชายมีชู้ให้เลิกแล้วต่อกัน กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนี้คือกฎหมายที่ออกโดยผู้ชาย เป็นธรรมดาที่ผู้ออกกฎหมายจะออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เช่นเดียวกันกับกฎหมายภาษีมรดกซึ่งไม่สามารถออกมาได้เสียที เนื่องจากผู้ออกกฎหมายมีมรดกเป็นจำนวนมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นบ่อยครั้งกฎหมายต่างๆจะไม่สามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ จึงต้องอาศัยกระบวนการอื่นที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา เช่น ประชาเสวนา เป็นต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎกติกาพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ความคาดหวังของแต่ละคนนั้นสอดคล้องตรงกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หมอที่ถูกฟ้องมากที่สุดคือหมอทำคลอด เนื่องจากหมอทำคลอดถูกคาดหวังว่าเข้าไปหนึ่งจะต้องมาสอง หากเข้าไปไม่ออกมาเลยก็จะเกิดความขัดแย้งและถูกฟ้องร้อง แต่หมอมะเร็งกลับเป็นตรงกันข้าม เนื่องจากผู้ป่วยไม่คาดหวังว่าจะหาย พอรักษาไม่หายก็เลยไม่โดยฟ้องเนื่องจากเป็นตามที่คาดไว้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การฟังอย่างตั้งใจหรือการรับฟังกันอย่างแท้จริงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้ง ตลอดจนเป็นรากฐานของประชาธิปไตย โดยลักษณะท่าทางที่ทำให้ผู้พูดรับรู้ได้ว่าผู้ฟังกำลังฟังอย่างตั้งใจนั้นคือ &lt;br /&gt;
1) มองตาผู้พูดและมองตรงๆ &lt;br /&gt;
2) พยักหน้าเพื่อแสดงการรับรู้เป็นระยะ ส่งเสียง เออ ออ&lt;br /&gt;
3) ไม่พูดขณะฟัง เมื่อคนหนึ่งพูด ที่เหลือต้องฟัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การฟังอย่างตั้งใจต้องเอาใจฟังด้วย เราจะเห็นได้ว่าการประท้วงในบางครั้งผู้ชุมนุมต้องหาคนมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง “ได้ยิน” ต้องการให้ความต้องการของตนถูกรับฟัง (To be heard) โดยผู้ที่มีอำนาจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องและเพิ่มอำนาจต่อรอง หากต่างฝ่ายต่างไม่ฟังกันก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปัญหา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติวิธีคือการทำให้มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่ต้องมาด่าว่าหรือใช้ความรุนแรงต่อกัน มาตรการลงโทษทางสังคมเป็นวิธีการหนึ่งของสันติวิธี ตัวอย่างเช่น ในอดีต โรงพยาบาลในกรุงเทพฯบางแห่งนั้นปฏิเสธไม่ยอมรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินโดยอ้างว่าเตียงเต็ม จึงต้องส่งคนไข้ต่อไปเรื่อยๆก็ไม่มีใครยอมรับ แต่ภายหลังได้มีการแจ้งทางรายการวิทยุ และทางวิทยุก็ได้รายงานออกอากาศว่าโรงพยาบาลนั้นๆปฏิเสธไม่รับคนไข้ เมื่อสังคมได้รับทราบ โรงพยาบาลแห่งนั้นก็ถูกต่อว่า ซึ่งต่อมาก็ไม่มีโรงพยาบาลแห่งใดกล้าที่จะปฏิเสธคนไข้เช่นนี้อีก เป็นการใช้มาตรการทางสังคมมาเปลี่ยนพฤติกรรม กฎกติกาในชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทางสังคมเช่นกัน และมีความกำลังเทียบเท่าหรือมากกว่ากฎหมายเสียด้วยซ้ำไป  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ชายป่าแห่งหนึ่งมีวัวอยู่สองร้อยตัวกินหญ้าอย่างมีความสุข อยู่มาวันหนึ่งมีเสือสองตัว ตัวผู้และตัวเมียเข้ามาในป่าแห่งนั้น และตกกลางคืนก็คอยจับวัวไปกินทีละตัวๆ หากวัวมานั่งประชุมกัน แล้ววางแผนล่อเสือออกมา เข้าตีโอบ แล้วก็เตะเสือเข้าคนละที สุดท้ายเสือก็จะตาย แต่ถามว่าวัวมีปัญญาที่จะคิดไหม ไม่มี แล้วคนละ มีปัญญาที่จะคิดไหม แล้วเราจะยอมให้เสือกินทีละตัวหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจรจาไกล่เกลี่ย คือ การที่ทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจมาเจรจาระหว่างกันเพื่อตัดสินใจร่วมกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อรับฟังความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมตามความต้องการของตนเอง การเจรจาคือคำตอบของความขัดแย้งทุกเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดขึ้นส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่มีเวทีที่จะให้ประชาชนมานั่งพูดจากัน การทำประชาพิจารณ์กลับส่งผลให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น เนื่องจากเป็นเวทีแห่งการโต้เถียงกัน (Debate) ซึ่งมุ่งที่จะเอาชนะคะคานกัน มาชี้หน้าด่ากัน ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองมีคำตอบที่ถูก และพยายามที่จะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น เวทีใดๆก็ตามไม่ควรจะเป็นการโต้เถียงกัน แต่ควรใช้เวทีประชาเสวนา (Citizen Dialogue) ซึ่งมุ่งเน้นการฟังกันและกันอย่างตั้งใจ เชิญชวนให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมกันคิดถึงประเด็นต่างๆที่เป็นที่สนใจของชุมชน ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการและชาวบ้านจะต้องหันหน้ามานั่งพูดคุยกัน ไม่เผชิญหน้ากัน ร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากัน หากมีการพูดคุยกันตลอดนั้นจะไม่ต้องมาทำประชาพิจารณ์กันเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาเสวนามีกติกาพื้นฐานคือ &lt;br /&gt;
ปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความเคารพ&lt;br /&gt;
เอาหูมาตั้งใจฟังกันและกัน โดยคนหนึ่งพูด ที่เหลือต้องฟัง&lt;br /&gt;
การสานเสวนา เป็นกระบวนการที่ให้ทุกภาคส่วนมานั่งพูดคุยรับฟังเพื่อหาทางออก แต่ไม่ได้มาเพื่อเอาชนะกัน โดยอาศัยเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งคือการฟังอย่างตั้งใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มี สามหลัก คือ หลักใช้อำนาจ หลักใช้สิทธิ หลักใช้จุดสนใจหรือความต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักใช้อำนาจ คือการใช้การบังคับ ความเป็นเจ้าของร่วมกันจะต่ำ ผลลัพธ์คือการแพ้ชนะ&lt;br /&gt;
หลักใช้สิทธิ คือการใช้การฟ้องร้อง และต้องรู้กฎหมาย ผลลัพธ์คือการแพ้และชนะ &lt;br /&gt;
หลักใช้จุดสนใจ คือ การค้นหาความต้องการของทั้งสองฝ่าย ผลลัพธ์คือการชนะชนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการลงประชามติมิใช่กระบวนการที่ดีเนื่องจากเป็นกระบวนการที่สร้างความแตกแยก เพราะมีทางเลือกให้เพียงสองทาง ซึ่งทำให้ต้องเกิดผู้แพ้และผู้ชนะไปโดยปริยาย ตัวอย่างเช่น การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทำให้ประเทศไทยแบ่งแยกออกเป็นสองสีทันที ดังนั้น กระบวนการที่ดีที่สุดคือกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ชนะด้วยกันทั้งสิ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยคืออะไร? เผด็จการคืออะไร? ผู้นำที่มีหัวใจประชาธิปไตยคือผู้นำที่รับฟังเสียงของประชาชน และประชาชนกล้าที่จะพูด มิใช่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งแต่ไม่ฟังเสียงของประชาชน กล่าวคือ การเลือกตั้งมิใช่ประเด็นสำคัญ หากแต่การรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงต่างหากที่เป็นเครื่องชี้ถึงความเป็นประชาธิปไตย ตามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติด้วยเหตุผลที่ทางคณะราษฎร์ไม่ “ฟัง” เสียงอันแท้จริงของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจะแก้ไขความขัดแย้งได้ต้องเข้าใจคำว่าจุดยืนกับจุดสนใจเสียก่อน จุดยืน คือ สิ่งที่เขาทะเลาะกัน หรือสิ่งที่เราเห็นๆกันมาเป็นประเด็นปัญหาที่หยิบยกขึ้นมาพูดกัน ซึ่งหากมัวแต่เถียงกันที่จุดยืน กล่าวคือเรานำคำตอบมาเป็นโจทย์ เช่น ฝ่ายหนึ่งจะให้สร้างเขื่อน อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่ให้สร้าง ปัญหาก็จะไม่มีวันแก้ไขได้ ในขณะที่จุดสนใจ คือ ความจำเป็น ความห่วงกังวล หรือความกลัวที่อยู่เบื้องหลังจุดยืน หากจะเจรจากันสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้าใจจุดสนใจของกันและกัน ซึ่งการที่จะเข้าใจกันได้ ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้ามาคุยกัน ความขัดแย้งใดๆก็ตามจะต้องมาจบที่การเจรจาเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องฟังความต้องการของชาวบ้าน ลงไปที่จุดสนใจของชาวบ้าน เช่นกรณีความขัดแย้งเรื่องท่อก๊าซที่จะนะ ลานหอยเสียบ เมื่อลงไปฟังชาวบ้าน สิ่งที่ชาวบ้านให้ความสำคัญ เหตุผลของชาวบ้านคือ ห่วงหอยเสียบว่าจะหายไปหากฝังท่อใต้พื้นดิน อีกเหตุผลหนึ่งคือ ชาวบ้านภาคใต้มีการเลี้ยงนกเขา ซึ่งหากมีควันขึ้นมาก็จะกระทบต่อนกเขา ทำให้นกเขาไม่ขัน สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลส่วนหนึ่งของชาวบ้านที่ไม่ต้องการท่อก๊าซ ซึ่งได้มาจากการลงไปรับฟังปัญหาพูดคุยกับชาวบ้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกมดุ๊กดิ๊ก (ประมาณ 15 นาที)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจกกระดาษเปล่าให้ผู้เข้าอบรมคนละหนึ่งแผ่น แล้วบอกโจทย์ให้ผู้เข้าอบรมวาดรูปตามไปตามแต่จินตนาการของแต่ละคน เมื่อวาดมาเสร็จจะเอามาให้ทั้งชั้นได้ดู แล้วพูดคุยกัน เสร็จกิจกรรมก็จะติดรูปเหล่านี้อยู่รอบๆห้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำบอก คือตากลม – จมูกบาน – หน้ากลม – ปากหนา – หูตั้ง – ลำตัวโค้ง – ขาสั้น – เล็บยาว – หางเป็นพวง - ขนตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ให้ตั้งชื่อลงไปด้วยว่าตัวนี้ชื่ออะไร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
สิ่งที่ได้จากกิจกรรม&lt;br /&gt;
เมื่อเราได้รับทราบข้อมูลมา เรามักจะตีความสารนั้นจากความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ ความเชื่อ ความเคยชินของส่วนตัวเราเอง&lt;br /&gt;
รูปดุ๊กดิ๊กของแต่ละคนจะแตกต่างกันเนื่องมาจากการข้อความที่สื่อสารจากผู้ที่บอกไม่มีรายละเอียดชัดเจน ขาดความชัดเจน เมื่อไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ละคนก็จะให้รายละเอียดตามแต่ความคิดของตน&lt;br /&gt;
บางครั้งการสั่งการใดๆหากไม่มีรายละเอียดชัดเจน ผู้ปฏิบัติหรือผู้รับข้อความก็ปฏิบัติตามได้ยากและไม่เป็นไปในทางเดียวกัน อีกทั้งยังอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้อีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกมส่งข่าวบอกต่อ (ประมาณ 15 นาที)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หาอาสาสมัครอออกมา 20 ท่าน แบ่งออกเป็นสองแถว แถวละ 10 ท่าน มีฟลิบชาร์ทอยู่สองตัว&lt;br /&gt;
ทีมงานบอกข้อความให้แก่คนที่หนึ่งของแถว โดยมีกติกาคือทีมใดทำช้าจะถูกทำโทษ โดยคนที่หนึ่งจะกระซิบบอกข้อความต่อกันไป ห้ามเขียนห้ามจด จนกระทั่งคนสุดท้ายของแถวให้ไปเขียนข้อความที่ได้ฟังมาที่กระดานหน้าห้อง &lt;br /&gt;
เทียบกันทั้งสองประโยคว่าแตกต่างกันอย่างไร &lt;br /&gt;
“ยายแมวปิดประตูตีแมงไปโดนตาปู่แล้วไปส่งบ้านแพรว”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สิ่งที่ได้จากกิจกรรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งต่อข้อมูล&#039;&#039;&#039; การเล่าเรื่องต่อมันบิดเบือนโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น เมื่อเราได้รับข่าวสารหรือข้อมูลใด จะต้องฟังหูไว้หูด้วย อย่าด่วนสรุป ต้องฟังความให้ครบรอบด้านก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เวลาที่จำกัดทำให้การถ่ายทอดทำความเข้าใจนั้นไม่ได้ชัดเจน&#039;&#039;&#039; จะเห็นได้ว่าการทำความเข้าใจกันต้องใช้เวลา และต้องพูดคุยกันหลายๆครั้ง การพูดคุยกันเพียงครั้งเดียวในเวลาที่จำกัดนั้นยากที่จะสร้างความเข้าใจให้ตรงกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การสื่อสารในเวลาจำกัด&#039;&#039;&#039; การส่งข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“ความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
โดย ครูบาสุทธินันทน์ ปรัญชพฤกษ์&#039;&#039;&#039; [[ปราชญ์ชาวบ้าน]]&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัฒนธรรมประเพณีเป็นกลไกสำคัญ&#039;&#039;&#039;ที่เชื่อมโยงเราได้ให้อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง แต่ปัจจุบันนี้คนอีสานต้องทิ้งถิ่นไปหมดแล้ว เหลือแต่คนเฒ่าคนแก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปัจจุบันคนไทยก็แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย&#039;&#039;&#039; มีค่ายมีกลุ่มมีพรรคมีพวก เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งเกิดจากกิเลสอันเป็นความอยากของแต่ละคน ทำให้ต้องมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นวินัยทางสังคม คอยอบรมบ่มนิสัยให้คิดถูกทำถูก มีอะไรก็ปรึกษาหารือกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ระบบคิดแบบตะวันตกคิดแต่เรื่องความสะดวกสบายและใช้เงินเป็นตัวตั้ง&#039;&#039;&#039; ส่วนระบบคิดของฝั่งตะวันออก ใช้ความพอดีเป็นที่ตั้ง ทั้งสองแนวคิดเป็นสงครามความคิดที่เดินคู่กันมา มาตอนนี้ดูเหมือนว่าทางตะวันออกจะแพ้ทางตะวันตก แล้วเอาความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง ต้องขายข้าวเป็นเกวียนๆเพื่อไปแลกโทรศัพท์มือถือเล็กๆทั้งที่จริงๆแล้วราคาไม่เท่าไหร่ เราต้องหาเงินสี่สิบกว่าบาทเพื่อไปแลกเขาเพียงบาทเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความขัดแย้งมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธศาสนา&#039;&#039;&#039; จะเห็นได้จากพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ที่ทางญาติมีการแย่งน้ำกัน ความขัดแย้งจึงไม่ได้หายไปไหนและอยู่คู่กับตัวมนุษย์ทุกคน ทางออกคือจะทำอย่างไรให้ความขัดแย้งอยู่คู่กับเราโดยปกติ ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย ตรงจุดนี้วัฒนธรรมไทย เช่น ความเป็นผู้อาวุโส ความเป็นพี่เป็นน้อง สามารถเข้ามาแก้ไขได้ หากจะเลือกผู้นำ ถ้าเลือกผู้อาวุโส ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีการทะเลาะกัน ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่เริ่มผิดปกติในทุกๆอย่าง หลายกรณีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อตัดสินกัน ทำอย่างไรให้สังคมอยู่ในจุดที่ปรองดองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เหมืองโปแตซกระทบกับเราอย่างไร&#039;&#039;&#039; ผู้ประกอบการ ราชการ นักวิชาการ นักการเมือง นักกฎหมาย ชาวบ้าน ต่างก็มีมุมมองคนละอย่าง เราต้องมองเป็นประเด็นเดียวกันจึงจะคุยกันได้ แร่โปแตซเป็นทองก้อนหนึ่ง ไม่ได้เป็นสมบัติของใคร เป็นสมบัติของชาติ แล้วทุกฝ่ายจะบริหารหรือทำอย่างไรให้ทองก้อนนี้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด คือจะต้องมีจุดโฟกัสร่วมกันก่อนแล้วจะคุยกันง่ายขึ้น อีกทั้งสามารถทำให้เรื่องเหมืองแร่นี้เป็นโอกาสในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้นำชุมชน&#039;&#039;&#039;ต้อง ๑) ชัดในวิธีคิด ทิศทางที่จะเดิน มีความเข้มแข็ง ไม่เห็นแก่ตัวเงินเล็กๆน้อยๆ มีความบริสุทธิ์ใจ  ๒) ต้องศึกษาให้เข้าใจว่ารู้เรื่องเหมืองแร่โปแตซมากน้อยเพียงใด โดยอาจหาที่ปรึกษาทางวิชาการในด้านโปแตซ การจะดำเนินการใดๆต้องใช้ความรู้เป็นตัวนำ เสียงจะดังขึ้นเยอะ และ ๓) ต้องเสนอมุมมองของตนให้ฝ่ายต่างๆได้เข้าใจ ซึ่งจริงๆแล้วผู้ประกอบการนั้นก็ไม่ผิดหรอก แต่ต้องพบกันที่จุดพอดี อย่ามาเอาเปรียบกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การพูดคุยเจรจา&#039;&#039;&#039;ใดๆ ขอให้อย่าค้านกันสุดโต่ง ต้องใช้ข้อเท็จจริง ข้อมูล เหตุผล และความปรารถนาดีเป็นตัวตั้ง ไม่มีอะไรที่ขาวหรือดำอย่างสุดโต่ง การสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันไม่มีประโยชน์อะไร อาจจะมีฝ่ายที่ชนะแต่สุดท้ายปัญหาก็ไม่เคยจบ คาราคาซังอยู่ตลอด ไม่มีใครได้อะไรที่เป็นประโยชน์ แต่กลับได้ความไม่ชอบหน้ากัน และมีเรื่องสืบเนื่องต่างๆตามมาเต็มไปหมด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สรุปโครงการส่งเสริมและสร้างความตระหนักด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
เวทีประชาเสวนา เรื่อง “แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนอย่างยั่งยืน”&lt;br /&gt;
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551&lt;br /&gt;
ณ สุรสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
********************************************&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;“การจัดประชาเสวนา”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
โดย อ.ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามาอยู่ร่วมกันที่นี่เพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยกระบวนการพูดคุยที่ไม่เป็นทางการ แม้แต่การนั่งก็เป็นลักษณะโค้งๆแบบนี้ก็เพื่อให้ทุกท่านรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมเราต้องมาคุยกันเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่พึงปรารถนา ทั้งนี้ เพื่อหาความถูกต้อง และลดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีป่าไม้ ท่าทราย นาเกลือ โปแตซ โดยมีจุดหมายให้สังคมเกิดสันติสุข ซึ่งการที่จะเกิดสันติสุขขึ้นได้นั้น สังคมจะต้องมีความยุติธรรมด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความยุติธรรมคือการทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง&#039;&#039;&#039; ซึ่งมีหลายแนวคิด ๑) การแก้แค้น ๒) การชดใช้/ค่าตอบแทน ๓) การซ่อมแซม ปรับปรุงแก้ไข ๔) สมานฉันท์หรือฟื้นคืนดี การเยียวยา ซึ่งความยุติธรรมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ ความยุติธรรมทางกฎหมาย และความยุติธรรมทางสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กิจกรรม Four Dots&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขออาสาสมัคร 4 ท่าน สองคนเขียนกระดาน อีกสองคนยืนเล่นสี่จุด&lt;br /&gt;
ถามผู้เล่นว่าแต่ละจุดนั้นมีสีอะไรบ้าง เพื่อ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้สองคนยืนอยู่คนละด้านของจุด แล้วถามแต่ละคนว่าจุดแต่ละจุดเป็นสีอะไรบ้าง? (เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเห็นข้อเท็จจริงตรงกันว่าจุดแต่ละจุดเป็นสีอะไรบ้าง) สีอะไรอยู่ใกล้สุด? สีอะไรไกลสุด? สีอะไรอยู่ทางซ้าย? สีอะไรอยู่ทางขวา?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คำตอบออกมาไม่ตรงกัน แสดงว่าต้องมีฝ่ายใดพูดเท็จ?”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จะแก้ปัญหาอย่างไรดี คำตอบถึงจะได้ตรงกัน” (ให้ทั้งชั้นลองจัดตำแหน่งของคนสองคนนี้ดูว่าจะต้องยืนอย่างไร จุดไหน จึงจะได้คำตอบที่ตรงกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัดยืนใหม่แล้วลองถามอีกที แล้วคำตอบจะได้ตรงกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากยืนอยู่คนละมุม แต่ละคนก็จะมีมุมมองในเรื่องเดียวกันแตกต่างกัน แต่หากทั้งสองคนยืนอยู่มุมเดียวกันก็จะได้มุมมองที่ตรงกันหรือคล้ายกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากคนเรามีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็จะเกิดความไว้วางใจกัน แต่หากเราแบ่งพวกเขาพวกเรา หรือพวกมัน ความขัดแย้งก็อาจจะเกิดขึ้นได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความไว้วางใจสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ 1) ความไว้วางใจที่อิงอยู่กับความเป็นพวกเดียวกัน และ 2)ความไว้วางใจที่อิงอยู่กับการคิดคำนวณ (Calculated based trust) ในแง่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน แต่ใช้หลักประกันเป็นเครื่องมือในการสร้างความไว้วางใจแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจจะทำให้เราเริ่มต้นกิจกรรมกันได้ช้ากว่าการไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินการใดๆที่ประชาชนมีส่วนร่วมจะสามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่นกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป้าหมายของการสานเสวนาไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การตัดสินใจ แต่เน้นให้ทุกคนมีความเข้าใจกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนความคิดเห็นของแต่ละคนที่ร่วมอยู่ในกลุ่ม  การจัดทำประชาเสวนานั้น จะต้องมีการเตรียมข้อมูลและทางเลือกหลายทางให้แก่ผู้เข้าร่วม พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกหลายทางพร้อมข้อดีข้อเสีย และการพูดคุยกันจะต้องเป็นลักษณะของการเสวนามิใช่การถกเถียงกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเลือกระหว่าง “ดี” ของคนสองคนหรือกลุ่มสองกลุ่ม เราจะจัดการอย่างไร? ทางออกก็คือนอกจากจะต้องใช้เหตุผลมาพูดคุยกันแล้ว บางครั้งก็ยังไม่พอ เรายังจะต้องใช้ความรักความเข้าใจเสริมเข้าไปกับเหตุและผลด้วยน่าจะดีกว่า เพื่อหาจุดที่ลงตัวว่าทั้งสองฝ่ายจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแตกต่างระหว่างเอกฉันท์ – เสียงส่วนใหญ่ – ฉันทามติ เอกฉันท์นั้น คือการที่ทุกคนออกคะแนนเสียงเห็นด้วยตรงกันหมด ในขณะที่กระบวนการในการหาฉันทามติจะไม่ใช้การยกมือออกคะแนนเสียง เนื่องจากการออกคะแนนเสียงนั้นจะทำให้มีผู้แพ้ผู้ชนะไปโดยปริยาย ซึ่งจะก่อให้เกิดความแตกแยกในที่สุด ทั้งนี้ ฉันทามติยังประกอบไปด้วยเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยอยู่ แต่เสียงส่วนใหญ่ตรงนี้จะไม่ได้มาจากการยกมือ และขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับเสียงส่วนน้อย ไม่ละเลยความคิดเห็นและความรู้สึกของเสียงส่วนน้อย ตลอดจนเน้นตอบคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งสองส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;จุดประกาย “การจัดการทรัพยากรโดยชุมชนอย่างยั่งยืน”&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
โดย ผศ.จิตศักดิ์ พุฒจร&lt;br /&gt;
ชุมชนจำนวนมากที่เข้มแข็งขึ้นมาได้ก็เนื่องจากต้องประสบกับปัญหาต่างๆ จึงทำให้ต้องเข้ามาริเริ่มแก้ไขปัญหาของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางครั้งเรามักจะคาดหวังให้ผู้อื่นเป็นอย่างที่เราคิด อยากให้ผู้ประกอบการเป็นแบบนี้ อยากให้ชาวบ้านเป็นแบบนั้น อยากให้ทางการทำอย่างนี้อย่างนั้น แต่หลายๆครั้งแม้แต่เราเองก็ยังบังคับให้ตัวเองทำหรือเป็นอย่างที่ตัวเองคิดหรือคาดหวังไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงควรที่ตระหนักถึงประเด็นนี้ด้วยเวลาที่ผู้อื่นไม่ได้ทำหรือไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาบางประการในชุมชนนั้นเป็นเชิงซ้อน บางปัญหาเราอาจมองไม่เห็นในขณะที่ผู้อื่นนั้นมองเห็น ดังนั้น เราจะต้องมานั่งค่อยๆคุยกัน มาชี้ชวนกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หากต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำก็จะแก้ปัญหาได้ลำบาก สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีคิดว่าเราต้องหันหน้ามาคุยกัน แล้วมาหาคำตอบร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ คนในท้องถิ่นจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติจะต้องดำรงอยู่ต่อไปได้ และการพัฒนาต่างๆจะต้องมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้ การพัฒนาต่างๆจะต้องมีความสมดุลระหว่างความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับความต้องการของท้องถิ่น โดยผ่านการพูดคุยกันก่อนที่จะเกิดปัญหาระหว่างกัน มิใช่ว่าปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง เผชิญหน้ากันจนกระทั่งแตกหักกันไปข้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำความเข้าใจให้คนกลุ่มต่างๆอ่อนโยนมากขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากตัวแทนกลุ่มเล็กๆก่อน แล้วมาทำความเข้าใจกันอีก เป็นระดับขั้นไป กว่าที่ทุกฝ่ายจะพร้อมนั้นอาจต้องใช้เวลากว่า 5-6 เดือน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3873</id>
		<title>สถาบันตุลาการไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3873"/>
		<updated>2009-12-25T06:47:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;สถาบันตุลาการไทย : ความท้าทายในการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ในยุคปฏิรูปการเมือง กับความเชื่อมั่นของประชาชนและสังคม  &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัทมา  สูบกำปัง  นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความนำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองไทย:เมื่อกล่าวถึงอำนาจอธิปไตย (Sovereignty)  คิดว่าคนส่วนใหญ่คงนึกถึงทฤษฎีแบ่งแยก (การใช้)อำนาจอธิปไตย หรือ Separation of Power ของ Montesquieu ซึ่งถูกอ้างอิงทั้งในการศึกษาอบรม รวมทั้งระบบการเมืองการปกครองของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การนำหลักการตามทฤษฎีแบ่งแยก(การใช้)อำนาจอธิปไตยมาใช้นั้น มีการประยุกต์เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ แต่ละยุคแต่ละสมัย โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าสหรัฐอเมริกานั้น  มีการแบ่งแยก(การใช้)อำนาจอธิปไตย แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ  ทั้งสามฝ่ายแบ่งแยกจากกันอย่างเด็ดขาด เรียกระบบการปกครองแบบนี้ว่าเป็น “ระบบประธานาธิบดี”  ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้น อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 ฝ่าย เช่นเดียวกัน  แต่มิได้แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน  กล่าวคือ รัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจบริหารนั้น มีที่มาจากรัฐสภา โดยที่รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาใช้อำนาจบริหาร ดังนั้น ฝ่ายบริหารต้องมีความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารราชการแผ่นดินต้องได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายนิติบัญญัติ  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการและกลไกเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and balance) ซึ่งกันและกันด้วย เราเรียกระบบการปกครองนี้ว่า “ระบบรัฐสภา” จะเห็นได้ว่าในระบบการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดี หรือระบบรัฐสภา  ก็ตาม ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารนั้นมีที่มาจากประชาชน (โดยตรงคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือโดยอ้อมคือการที่มาจากเลือกของผู้แทนประชาชน) ซึ่งเมื่อกล่าวถึง “การเมืองการปกครอง” คงต้องหมายความถึงสองภาคส่วนนี้เป็นหลัก  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น โดยทั่วไปมีที่มาที่แตกต่างไปจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงกับประชาชนค่อนข้างน้อย และถูกกำหนด (โดยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย จารีตประเพณี หรือหลักปฏิบัติ) ให้เป็นองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น  โดยมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่นำเข้า “ระบบรัฐสภา” มานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475  ซึ่งตลอดช่วงเวลา 70 กว่าปีนี้ สังคมการเมืองไทยมีพัฒนาการ และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ อย่างมากมาย  กล่าวโดยสรุปได้ว่าประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทยยังมิได้บรรลุผลสู่เป้าหมาย  ที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นที่เกิดในประเทศแม่แบบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพยายามในการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) ปรากฏชัดเจน เป็นที่รับรู้ของสังคม คือ การปฏิรูปการเมือง (Political Reform) เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”  เมื่อปี พ.ศ.2535 นั้น ทำให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าที่เคยมีมาในอดีต ทั้งในแง่ของรูปแบบ วิธีการ ช่องทางการมีส่วนร่วม  การมีส่วนร่วมมีความหมายมากขึ้นและขยายขอบเขตไปมากกว่าการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมในการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในท้ายที่สุดทำเรามี “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” บังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นำมาซึ่งความคาดหวังของสังคมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือ “ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง  และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ  และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เจตนารมณ์ดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จได้ จึงกำหนดเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยหลักการ 3 ประการ คือ (1) เพิ่มสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทุกระดับ (2) การทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและชอบธรรมในการใช้อำนาจ และการเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ ทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ  และ (3) การทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำ และรัฐสภามีประสิทธิภาพ(บวรศักดิ์  อุวรรณโณ,2546)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการเมืองในยุคที่ 1 จึงอาจเริ่มนับตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จนถึงวันที่มีการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูป                   การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)  (19 กันยายน 2549) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากการปฏิรูปการเมือง ซึ่งพิจารณาได้จากผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย (ออกตามความในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว) รวมทั้งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ  มีหลากหลายแง่มุม ขึ้นอยู่กับว่าเป็นทัศนะและมุมมองของใคร และมีผลประโยชน์หรือผลกระทบมากน้อยเพียงใด  แต่หากพิจารณาจากปรากฏการณ์ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ซึ่งมีคะแนนเสียงในสภามากอย่างไม่เคยมีมาก่อน)มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนซึ่งเป็นผลผลิตและเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการเมืองในยุคที่ 1 กลไกตามระบบรัฐสภา (รัฐบาลและรัฐสภา) ไม่อาจทำหน้าที่ได้  ในขณะเดียวกันก็มีส่วนในปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย ตลอดจนเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคม โดยมีคู่กรณีหลายฝ่าย (ฝ่ายรัฐกับกลุ่มมวลชน กลุ่มมวลชนด้วยกันเอง) เกิดความรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังเข้าทำร้ายฝ่ายที่เห็นแตกต่างไปจากฝ่ายตน   เกิดวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมือง ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา รวมทั้งนักการเมืองที่เป็นตัวแสดงหลักในระบบการเมืองการปกครอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของการปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 1 ทั้งนี้ จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียดของปัญหา และความล้มเหลวดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากบทความนี้มุ่งนำเสนอ และวิเคราะห์การปฏิรูปการเมืองไทยในภาพรวม  แต่ข้อคิดสำคัญสำหรับใช้เป็นบทเรียนในอนาคต คือ การมุ่งแต่ปฏิรูปการเมืองเพียงด้านเดียว โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ทุกภาคส่วนยังขาดความพร้อม ขาดความรู้ความเข้าใจ  และขาดเป้าหมายร่วมกันนั้น ไม่อาจทำให้การปฏิรูปบรรลุผลสำเร็จได้ และอาจทำให้ปัญหายิ่งลุกลาม ขยายวงออกไปจนยากที่จะป้องกันแก้ไขได้อีกต่อไป    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 2 นับได้ตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ถึงปัจจุบัน ซึ่งจากกระบวนการยกร่างและให้ความเห็นชอบ               ร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-กระบวนการพิจารณายกร่างและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามีส่วนร่วมน้อยมาก แม้ว่าจะกำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่ในการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในลักษณะเช่นเดียวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ทั้งนี้ เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายการเมืองนั่นเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-สถาบันตุลาการได้รับความไว้วางใจ และเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้หรือไม่ ด้วยการ ”ออกเสียงประชามติ” ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย      &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“… การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม  การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา  รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม”  เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อมาจากรัฐธรรมนูญในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 เว้นแต่ในส่วนของการทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและนายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำ ซึ่งทำให้เกิด  ประเด็น “เผด็จการรัฐสภา”  กลไกการควบคุมตรวจสอบตามระบบรัฐสภา รวมทั้งการควบคุมตรวจสอบโดยสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระต่างๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายได้ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2  จึงพยายามกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างดุลยภาพทางอำนาจ ทำให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร   ยิ่งไปกว่านั้น มีความพยายามปรับปรุงระบบการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสียใหม่ ทั้งในส่วนองค์กรตรวจสอบอิสระต่างๆ และสถาบันตุลาการ ซึ่งประกอบด้วย ศาลยุติธรรม  ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ  อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า สถาบันตุลาการไทยมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองไทย &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
อนึ่ง บทความนี้ มุ่งสำรวจและฉายภาพรวมเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันตุลาการไทยในยุคปฏิรูปการเมือง โดยหยิบยกประเด็นสาธารณะที่สำคัญที่สุด คือตุลาการภิวัตน์มาเพื่อสะท้อนทัศนะมุมมองของสังคม และในส่วนสุดท้ายได้นำเสนอผลสำรวจความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของสถาบันตุลาการ  เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมิได้มีการวิเคราะห์บทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลใดศาลหนึ่ง หรือวิเคราะห์บทบาทอำนาจหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ ฉะนั้น ผู้เขียนขอใช้คำว่า “สถาบันตุลาการ” โดยให้หมายความรวมศาลทั้งสามศาล รวมไปถึงประธานศาล ตุลาการ หรือผู้พิพากษาซึ่งถูกกำหนดให้มีบทบาทอำนาจหน้าโดยรัฐธรรมนูญด้วย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการของไทย:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันตุลาการของไทย แม้จะประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ  แต่ในทางวิชาการแล้ว ระบบศาลของไทยเป็น ”ระบบศาลคู่” เนื่องจากเป็นระบบที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งและคดีอาญา หรือคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป  ส่วนการวินิจฉัยชี้ขาดคดีปกครองหรือคดีที่เอกชนพิพาทกับฝ่ายปกครองเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองนั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง ซึ่งมีระบบศาลและระบบผู้พิพากษาแยกต่างหากจากระบบศาลและระบบผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีต่างๆ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง  เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ทำให้ศาลยุติธรรมมีบทบาทเป็นศาลหลักซึ่งมีเขตอำนาจเป็นการทั่วไปที่ต้องรับคดีที่ไม่อยู่  ในเขตอำนาจของศาลอื่นๆ ที่เป็นศาลเฉพาะไว้พิจารณาพิพากษา แต่โดยทั่วไปแล้ว ศาลยุติธรรม  มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นหลัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาซึ่งนับว่าเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรมได้จัดโครงสร้างให้มีแผนกต่างๆ เพื่อรับผิดชอบคดีเฉพาะด้าน เช่น แผนกคดีผู้บริโภค แผนกคดีสิ่งแวดล้อม แผนกคดีล้มละลาย แผนกคดีเลือกตั้ง หรือแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ซึ่งในยุคแห่งการปฏิรูปการเมือง ศาลยุติธรรม โดยเฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทย หรืออีกนัยหนึ่งคือการปฏิรูปการเมือง  ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ศาลฎีกามีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติด และการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา  คดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  กรณีถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา  หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลปกครอง  มีอำนาจหน้าที่หลักคือวินิจฉัยคดีชี้ขาดคดีในทางกฎหมายมหาชน ที่เรียกว่า &amp;quot;คดีการปกครอง&amp;quot; รวมถึงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือการกระทำทางปกครอง สัญญาทางปกครองหรือนิติกรรมทางปกครองต่างๆ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่หลักคือวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ   การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่างๆ  การวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดสมาชิกภาพของรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา รวมไปถึงการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป  สถาบันตุลาการไทยถูกกำหนด (โดยกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ) ให้เป็นสถาบันที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปการเมือง ทั้งในยุคที่ 1 และยุคที่ 2  โดยที่นอกจากบทบาทอำนาจหน้าที่โดยทั่วไป ที่ต้องพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ที่อยู่ภายในเขตอำนาจแล้ว (ซึ่งต้องเป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์)  ยังกำหนดให้สถาบันตุลาการมีเขตอำนาจในคดีทางการเมืองหรือคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่ท้าทายมาก ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น กำหนดให้สถาบันตุลาการเข้าไปมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ไปใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนิติบัญญัติของไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ในอีกแง่หนึ่ง  “การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”  โดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั้น เป็นบทบาทอำนาจหน้าที่ซึ่งสอดคล้องกับ “หลักนิติธรรม”  ที่กำหนดให้การออกกฎหมายของรัฐสภามีระบบการตรวจสอบความถูกต้อง ชอบธรรมของกระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และการตรวจสอบเนื้อหาสาระของกฎหมาย  รวมทั้งระบบการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ ว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นท้าทายต่อการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการไทย:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากความคาดหวังของสังคมในยุคปฏิรูปการเมือง ซึ่งปรากฎชัดเจนจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ให้แก่สถาบันตุลาการอย่างกว้างขวางดังกล่าวมาแล้วข้างต้น                 เมื่อสถาบันตุลาการได้แสดงบทบาทอำนาจหน้าที่มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลส่งผลกระทบมิใช่แต่เพียงคู่ความในคดีเท่านั้น  แต่ยังขยายไปสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสังคมในวงกว้างด้วย โดยเฉพาะคดีสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกไว้ดังที่ได้นำเสนอมาแล้วข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นคำถาม  ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและลบต่อบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการ ที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง คือ “ตุลาการภิวัตน์”   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้ มุ่งนำเสนอ “ตุลาการภิวัตน์” ในภาพรวม  โดยมิอาจก้าวล่วงไปวิเคราะห์ความถูกต้อง ความเหมาะสมในบทบาทของสถาบันตุลาการไทยได้  เพียงแต่มีเป้าหมายเพื่อการสำรวจตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ “ตุลาการภิวัตน์”  อันจะช่วยทำให้สามารถพิจารณาและทำความเข้าใจต่อประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้งต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  ทัศนะของนักวิชาการ รวมทั้งนักคิด นักเคลื่อนไหวในสังคมไทย มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว. วชิระเมธี, 2551 (2551, อ้างถึงใน คม ชัด ลึก, 2551, น.1) เห็นว่าตุลาการภิวัตน์ คือธรรมาธิปไตย คือทำอะไรต้องยึดความถูกต้อง ความจริง เอากฎหมายเป็นแผนแม่บท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธีรยุทธ  บุญมี (2549, อ้างถึงใน มติชนรายวัน, 1 มิถุนายน 2549, น. 2) เห็นว่าตุลาการภิวัตน์ หรือกฎหมายภิวัตน์ หรือนิติธรรมภิวัตน์  (judicialization of politics) ศาลต้องทำหน้าที่เสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยการมองอำนาจศาลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประเทศยุโรปเรียกว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์ (judicialization of politics) และสหรัฐอเมริกาเรียกว่าการตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยระบบตุลาการ (power of judicial review) โดยอำนาจ           ตุลาการเข้าตรวจสอบการออกกฎหมาย การใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจัง        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียร  เตชะพีระ (2549, น. 1) เห็นว่า ตุลาการภิวัตน์ คือการใช้อำนาจตุลาการเข้าแทรกแซงเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดการได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย (judicial intervention to adjudicate on the acquisition of sovereign power) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิเชษฐ เมาลานนท์ (2550, น. 12)  เห็นว่าตุลาการภิวัตน์หมายถึงตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้น  ในการตัดสินคดีที่บัลลังก์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลก (Trad &amp;amp; Vallinder, The Global Expansion of Judicial Power, NYU, 1995: 13; 28) แม้ไม่ได้หมายความไปไกลถึงว่า คนทั่วโลกจะเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่ายว่าตุลาการควรมีอำนาจแผ่กว้างขึ้นหรือไม่ และแผ่กว้างขึ้นเช่นไร  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
คนไทยเข้าใจผิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ กล่าวคือ ตุลาการภิวัตน์ไม่ได้หมายถึง 3 ศาล ร่วมปรึกษาหารือนอกศาล แก้วิกฤตการณ์บ้านเมือง ตุลาการภิวัตน์ไม่ได้หมายถึงตุลาการไปมีตำแหน่งนอกศาลในการสรรรหาวุฒิสมาชิกหรือผู้มีตำแหน่งสาธารณะอื่นใด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมชาย ปรีชาศิลปกุล  (2551, อ้างถึงใน ประชาไท, 2551, น.3) เห็นว่าในต่างประเทศมีตุลาการภิวัตน์ โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จอย่างน้อย 3 ประการ คือ (1) อำนาจตุลาการในต่างประเทศมีการยึดโยงกับประชาชนในฐานะที่มาของอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะตุลาการในระดับสูง  (2) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานหรือคำตัดสินของศาล เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน  (3) ตุลาการภิวัตน์ในหลายประเทศเกิดขึ้นจากการตัดสินที่สร้างความเข้มแข็งหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น      &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วรเจตน์  ภาคีรัตน์ (2551, อ้างถึงใน ประชาไท, 2551, น.4)  เห็นว่ามีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์ในวงสิ่งแวดล้อมก่อนในทางการเมือง และมีความหมายในทางบวก ในแง่ที่ศาลจะพิจารณากฎหมายอย่างมีมิติ คำนึงถึงสิทธิของชาวบ้าน สิทธิชุมชนมากขึ้น คำว่า “ภิวัฒน์” มาจาก “อภิวัฒน์” ซึ่งบ่งชี้ไปในเชิงอำนาจของศาลที่ขยายออกไป รากฐานที่มาเรียกว่า judicial review คือ การที่ฝ่ายศาลหรือฝ่ายตุลาการใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติและทางบริหารหรือทางปกครอง คือการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่  รวมทั้ง การทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางปกครองโดยศาล เพื่อให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นไปภายในกรอบของกฎหมาย  ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานอันหนึ่งของหลักนิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ ถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด  ดังเช่นสหรัฐอเมริกาและประเทศภาคพื้นยุโรป  ส่วนประเทศที่ยึดหลัก “สภามีอำนาจสูงสุด” (supremacy of the parliament) เช่น อังกฤษ เมื่อรัฐสภาออกกฎหมาย ต้องบังคับและปฏิบัติตามกฎหมายนั้น  โดยไม่มีการควบคุมกฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร      &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  ตุลาการภิวัตน์ในต่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตุลาการภิวัตน์หมายถึงตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้นในการตัดสินคดีที่บัลลังก์ โดย “แผ่กว้างขึ้น” ใน 2 ทาง คือ (Koopmans, Courts and Political Institutions: A Comparative View, Cambridge, 2003: 269, อ้างถึงใน พิเชษฐ  เมาลานนท์ และนิลุบล ชัยอิทธิพรวงศ์, 2550, น. 12-13)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1) แผ่กว้าง เพราะรัฐสภาออกกฎหมายให้ตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้น เช่น รัฐสภาสหรัฐฯ มีมติออกกฎหมายให้ศาลมีอำนาจแผ่กว้างหลายประการ อาทิเช่น The False Claim Act 1963 ที่ให้พลเมือง        ผู้ทราบเบาะแสคอรัปชั่นมีสิทธิฟ้องรัฐบาล เพื่อเรียก   เงินคืนให้รัฐ โดยผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้ส่วนแบ่งส่วนหนึ่ง เรียกว่า หลักควีนแตม (Qui Tam : มาจากภาษาละตินหมายถึงพลเมืองผู้ฟ้องร้องให้กษัตริย์ กับฟ้องร้องให้ตนเอง) และศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้พลเมืองผู้เสียภาษีมีสิทธิฟ้ององค์กรของรัฐ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้เงินภาษีไปผิด เพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้เงินภาษีในคดีนั้น ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ (Flast v.Cohen, 1968)    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) แผ่กว้าง เพราะตุลาการใช้วิจารณญาณ ตัดสินคดีตีความข้ามตัวบท ในลักษณะ “ก้าวหน้า” และ “วางนโยบายสังคม” (Judicial Activism &amp;amp; Judicial Policy Making) เช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ศาลญี่ปุ่นตัดสินคดีความข้ามตัวบทแบบ “ก้าวหน้า” และ “วางนโยบายสังคม” ว่า สิทธิในการแสดงออก (Right to Expression)  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 21 มีความหมายขยายไปถึง “สิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร” (Right to Know) ด้วย แม้ยังไม่มีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (Information Disclosure Law) เมื่อปี ค.ศ.1969 (Hakata Railway Station / ศาลจังหวัดฟุคุโอะขะ)     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลี ได้ตีความรัฐธรรมนูญในลักษณะขยายกว้าง (Extensive Interpretation) ในคดีเลขที่ 88Hun-Ma22 วันที่ 4 กันยายน 1989 โดยพิพากษาวางหลักกฎหมายให้เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression)  ตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญ ขยายกว้างไปถึงสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Right to Know) และสิทธิที่จะขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (Right to Request Disclosure of Information) เมื่อประชาชนผู้ผลประโยชน์ได้เสียอันชอบธรรมเรียกร้องต่อทางการให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่รัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยโดยปราศจากเหตุอันควร รัฐบาลย่อมกระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 21  ต่อมามีประชาชนฟ้องร้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก  รัฐสภาจึงออกกฎหมาย คือ Disclosure of Information Act, 1996 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลเป็นการยอมรับและยืนยันจากฝ่ายนิติบัญญัติตามหลังคำพิพากษาของฝ่ายตุลาการว่าประชาชนต้องมีสิทธิขอให้ทางการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการได้  (พิเชษฐ  เมาลานนท์, 2552)    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา ตีความกฎหมายซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็น judicial review ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงทางสังคมว่าการที่หน่วยงานการรถไฟจัดการเดินรถโดยแยกโบกี้ระหว่างคนผิดขาวและคนผิดดำ มิใช่การเลือกปฏิบัติ  แต่เป็นการแบ่งแยกอย่างเสมอภาค เรียกว่าเป็น separate but equal คือแบ่งแยกอย่างเสมอภาค  แต่ประมาณ 30 ปีต่อมา มีการแยกโรงเรียนคนผิดขาวและคนผิดดำออกจากกัน ศาลฎีกาทบทวนคำพิพากษาที่เคยมีมาเห็นว่าเป็นการทำให้สังคมแตกแยกและอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในสังคมพหุลักษณะ  ศาลพิพากษาว่าเป็นการฝ่าฝืนและขัดกับหลักแห่งความเสมอภาค ทำเช่นนี้ไม่ได้  การตีความของศาลก้าวหน้ามาก ใช้เหตุใช้ผลและทำให้สังคมหล่อหลอมกัน โดยไม่มีการแก้ไขกฎหมายใดๆ  (วรเจตน์  ภาคีรัตน์, 2551, น. 5)    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่าในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองไทย “ตุลาการภิวัตน์” ได้เข้ามาสู่สังคมไทย ใน 2 ลักษณะ คือรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ให้สถาบันตุลาการ และการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือตีความโดยสถาบันตุลาการ ทั้งนี้ โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการแสดงบทบาทของสถาบันตุลาการอย่างน้อยสองประการคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก  รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดให้อำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และ ประการที่สอง สังคมไทยต้องการให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ดังนั้น จึงมอบหมายและมอบความไว้วางใจต่อสถาบันตุลาการเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพิจารณาแนวทาง “ตุลาการภิวัตน์” ของต่างประเทศ และการปฏิรูประบบสถาบันตุลาการ  ในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยที่ยึดแนวทางอนุรักษ์นิยมอย่างสูงมาเป็นเวลายาวนาน เช่นสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ยกเลิกอำนาจของสภาขุนนางในการทำหน้าที่เป็นศาลฎีกาแล้วจัดตั้งศาลฎีกาตามรูปแบบของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทำหน้าที่แทน โดยจะเริ่มทำหน้าที่ได้ในปี ค.ศ.2009 นี้ ส่วนญี่ปุ่นได้เปิด  ให้ประชาชนเข้ามาเป็นผู้พิพากษาคดีอาญาร่วมกับผู้พิพากษาอาชีพได้ เรียกว่า Lay Judge ทั้งนี้ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าบทบาทในเชิง “ตุลาการภิวัตน์” ของไทยนั้นจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในยุคแห่งการปฏิรูปการเมือง  การที่มีปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในและภายนอกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นับได้ว่าเป็นต้นทุนสำคัญที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของสถาบันตุลาการบรรลุผลสำเร็จได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การที่สังคมไทยจะยอมรับและให้ความเชื่อมั่นต่อบทบาทของตุลาการภิวัตน์ โดยปราศจากข้อเคลือบแคลงหรือการตั้งคำถาม และสามารถดำรงเกียรติภูมิที่สถาบันตุลาการมีมาอย่างยาวนานไว้ได้  สถาบันตุลาการคงต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งมีความท้าทายที่ต้องพิสูจน์หลายประการ ดังเช่นการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างได้ดุลยภาพ พอเหมาะพอควร ไม่ก้าวล่วงไปยังอำนาจของฝ่ายอื่นจนเกินความจำเป็น ถึงขนาดที่เป็นการปกครองโดยฝ่ายตุลาการ หรือเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแทนองค์กรอื่น   และต้องยึดหลักการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายไปในแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมยุคใหม่ (Constitutionalism)  คือมุ่งเน้นในการให้ประกันและขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ดำรงความเป็นอิสระ เป็นกลาง และไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายต่างๆ แม้แต่ภายในสถาบัน           ตุลาการด้วยกันเอง โดยต้องยึดมั่นในบทบาทเป็นกรรมการตัดสิน (Arbitrator) ซึ่งต้องไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง รวมไปถึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอย่างเด็ดขาด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของตุลาการโดยเคร่งครัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ยึดประโยชน์ส่วนรวมและความเป็นธรรมของสังคม (Social Justice) การตีความตามความเป็นธรรมยิ่งกว่าตามตัวอักษร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สังคมไทย ซึ่งหมายความรวมถึง สถาบันทางการเมือง องค์กรอิสระ หรือองค์กรกึ่ง        ตุลาการ (Quasi Judicial Organ) ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ สื่อมวลชน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ต้องทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการ ซึ่งช่วยในการป้องกันปัญหาที่เรียกว่า “Absolute power, corrupt absolutely”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาธารณะชน และสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ต่อการแสดงบทบาทอำนาหน้าที่หรือคำตัดสินของสถาบันตุลาการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนภายในกรอบวิชาชีพ ซึ่งการทำหน้าที่ในฐานะเป็นสุนัข           เฝ้าบ้าน คือเห่าเพื่อแจ้งเตือนเจ้าของบ้านคือประชาชนว่ามีโจรกำลังจะเข้าบ้าน เพื่อให้เจ้าของบ้านป้องกันได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหมายความว่าต้องมีการทบทวนข้อหาละเมิดอำนาจศาล (Contempt of Court) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยด่วน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงกับประชาชน ในฐานะที่มาของอำนาจอธิปไตย  ซึ่งด้วยบริบทของไทยคงมิได้หมายความไปไกลถึงกับให้สถาบันตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตุลาการระดับสูงต้องมาจากประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อม (ดังเช่นบางประเทศที่ประธานาธิบดีให้ความเห็นชอบแต่งตั้งประธานศาลฎีกา)  เพียงแต่แสดงให้ประจักษ์ว่าได้แสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเคารพความรู้สึก ความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน โดยการพยายามสำรวจตรวจสอบว่าประชาชนและสังคมโดยรวมมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการมากน้อยเพียงใด และพยายามปรับปรุง พัฒนาเพื่อให้มีระดับความพึงพอใจและความเชื่อมั่นมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นสถาบันวิชาการภายใต้การกำกับของประธานรัฐสภา ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของสถาบันตุลาการ รวมทั้งความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ภาพที่ 1  ร้อยละของคดีที่พิจารณาเสร็จสิ้นต่อคดีค้างมาและรับใหม่ของศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ที่มา:  ฝ่ายระบบข้อมูลและสถิติ สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
จากภาพที่ 1 เมื่อพิจารณาปริมาณคดีรับใหม่และคดีค้างในแต่ละปี เปรียบเทียบกับคดีที่พิจารณาเสร็จสิ้น ในช่วงปี พ.ศ.2540 – เดือนกันยายน 2551 พบว่า ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์มีแนวโน้มพิจารณาพิพากษาคดีได้เสร็จสิ้นในสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี พ.ศ.2551 พิจารณาพิพากษาคดีได้เพียงร้อยละ 21.91 และ 37.14 ตามลำดับ  ในขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาได้ในสัดส่วนจำนวนที่มากกว่า   ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ โดยที่มีสัดส่วนจำนวนค่อนข้างคงที่ คือระหว่างร้อยละ 77 – 83 โดยปี พ.ศ.2551 พิจารณาพิพากษาคดีเสร็จร้อยละ 77.99        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริมาณคดีที่ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาได้เสร็จสิ้นในแต่ละปี  เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้สังคมรับทราบว่าศาลยุติธรรม ได้แสดงบทบาทในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้เดือดร้อนจากกรณีพิพาทได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ระยะเวลาในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แม้มิใช่เป็นปัจจัยหลักของการให้ความยุติธรรมแก่คู่ความ แต่จะต้องตระหนักไว้เสมอว่าความยุติธรรมที่ล่าช้า อาจเป็นการปฏิเสธความเป็นธรรมได้  (Justice delayed, justice denied)   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตาราง 1 สถิติคดีของศาลปกครอง ระหว่าง ปี พ.ศ. 2547 – 30 กันยายน 2551 &lt;br /&gt;
พ.ศ.	ศาลปกครอง	คดีรับเข้า	คดีแล้วเสร็จ	คดีอยู่ระหว่าง&lt;br /&gt;
การพิจารณาสะสม	คดีพิจารณา         แล้วเสร็จ &lt;br /&gt;
(ร้อยละ)&lt;br /&gt;
		คดีรับใหม่	คดีค้างมา	คดีแล้วเสร็จต่อปี	คดีแล้วเสร็จสะสม		&lt;br /&gt;
2547	ศาลปกครองสูงสุด	1,434	4,043	1,163	2,794	1,249	21.23&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	3,620	17,436	3,555	12,559	4,877	16.88&lt;br /&gt;
2548	ศาลปกครองสูงสุด	1,808	5,851	1,234	4,028	1,823	16.11&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น 	4,349	21,785	3,819	16,378	5,407	14.61&lt;br /&gt;
2549	ศาลปกครองสูงสุด	1,994	7,845	1,361	5,389	2,456	13.83&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น   	5,075	26,860	4,211	20,589	6,271	13.19&lt;br /&gt;
2550	ศาลปกครองสูงสุด	1,929	9,774	1,420	6,809	2,965	12.13&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	4,958	31,818	4,341	24,930	6,888	11.80&lt;br /&gt;
30 ก.ย.2551	ศาลปกครองสูงสุด	1,598	11,372	1,067	7,876	3,496	8.23&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	3,114	34,932	2,815	27,745	7,187	7.40&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา:  ศูนย์ข้อมูลการบริหาร  สำนักนโยบายและแผน สำนักงานศาลปกครอง &lt;br /&gt;
ระหว่างปี พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 มีการยื่นคำร้องหรือคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เฉลี่ยปีละ 1,752.6  คดี  ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเสร็จสิ้น เฉลี่ยปีละ 1,249 คดี  หรือร้อยละ 71.27   ในขณะที่ศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งมีคำร้องหรือคำฟ้อง เฉลี่ยปีละ 4,223.20 คดี  พิจารณาพิพากษาเสร็จสิ้น 3,748.20 คดี คิดเป็นร้อยละ 88.75  ซึ่งนับได้ว่าศาลปกครองสามารถพิจารณาพิพากษาคดีได้เสร็จสิ้นในสัดส่วนจำนวนที่ค่อนข้างสูง  แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจำนวนคดี                ที่พิจารณาแล้วเสร็จต่อจำนวนคดีรวมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา พบว่ามีสัดส่วนต่ำมาก ดังปรากฏในตาราง 1 ข้างต้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากตัวเลขในเชิงปริมาณแล้ว บทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองนั้นสะท้อนจากผลของ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลว่ามีผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมมากน้อยเพียงใด  ด้วยเหตุว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองมีผลไม่เฉพาะแต่คู่ความ           ในคดีเท่านั้น แต่อาจมีส่งผลกระทบไปถึงเกี่ยวข้องและสังคมโดยรวมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนนิติกรรมทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครอง  ดังนี้แล้วข้อสรุปในเชิงปริมาณจึงอาจไม่สำคัญและจำเป็นเท่ากับคุณภาพ ซึ่งเป็นประเด็นพิจารณาที่แตกต่างไปจากศาลยุติธรรม เพราะ               คำพิพากษาศาลยุติธรรมนั้นมีผลบังคับกับคู่ความในคดีเท่านั้น   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับองค์กรเครือข่าย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน            ต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ  ซึ่งในส่วนของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ                     มีรายละเอียดดังปรากฎในตาราง 2     &lt;br /&gt;
ตาราง 2  ร้อยละของประชาชนที่เชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการ	&lt;br /&gt;
องค์กร	2544	2545	2546	2547	2549	2550	2551&lt;br /&gt;
							&lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรม	73.4	75.0	83.2	86.7	78.1	72.4	68.2&lt;br /&gt;
ศาลปกครอง	-	79.7	79.4	83.1	73.5	66.8	62.6&lt;br /&gt;
ศาลรัฐธรรมนูญ	81.8	74.3	80.7	84.9	74.0	64.6	60.4&lt;br /&gt;
			(N = 30,872)	(N = 30,872)	(N = 2,208)	(N = 1,932)	(N = 30,600)&lt;br /&gt;
ที่มา:  สถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรม  จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2544  พบว่าประชาชนเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรม ร้อยละ 73.4  และมีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนถึงปีพ.ศ.2547 เชื่อมั่นมากถึงร้อยละ 86.7  ในขณะที่ปี พ.ศ.2545 เชื่อมั่นร้อยละ 75  ปี พ.ศ.2546 เชื่อมั่นร้อยละ 83.2   &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของประชาชน กลับลดลงโดยลำดับในปี พ.ศ.2549 และ พ.ศ. 2550  กล่าวคือจากที่เชื่อมั่นมากที่สุดร้อยละ 86.7 ในปี พ.ศ.2547 ประชาชนเชื่อมั่นลดลงเหลือ ร้อยละ 78.1 และร้อยละ 72.4 ในปี พ.ศ.2549  และพ.ศ.2550 ตามลำดับ   &lt;br /&gt;
ศาลปกครอง  ศาลปกครองเริ่มเปิดทำการเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2544 ในการสำรวจปี พ.ศ.2545 ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนค่อนข้างสูง คือร้อยละ 79.7 ซึ่งเป็นปีที่ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากกว่าศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
ปี พ.ศ.2546 ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงจากปี พ.ศ.2545 เล็กน้อย และกลับเพิ่มมากขึ้น เป็นร้อยละ 83.1 ในปี พ.ศ.2547  ซึ่งเป็นปีที่ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นสูงที่สุด  แต่เมื่อเปรียบเทียบศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญแล้ว  ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุด    &lt;br /&gt;
ระหว่างปี พ.ศ.2549 – 2551 ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อศาลปกครองลดน้อยลงตามลำดับ  กล่าวคือ เชื่อมั่นร้อยละ 73.5 ในปี พ.ศ.2549,  ร้อยละ 66.8 ในปี พ.ศ. 2550  และลดลงต่ำที่สุดปี พ.ศ.2551 คือร้อยละ 62.6 &lt;br /&gt;
ศาลรัฐธรรมนูญ  ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนค่อนมาก โดยที่ช่วงแรกประชาชนเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างสูง  สำรวจครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2544 ประชาชนเชื่อมั่นมากถึงร้อยละ 81.8  และลดลงเหลือร้อยละ 74.3 ในปี พ.ศ.2545  กลับมาเชื่อมั่นมากขึ้นเป็นร้อยละ 80.7 ในปี พ.ศ.2546 และปี พ.ศ.2547 ประชาชนเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุดคือ ร้อยละ 84.9  จากนั้นความเชื่อมั่นลดลงโดยลำดับ คือ ร้อยละ 74.0 และร้อยละ 64.6 ในปี พ.ศ.2549 และปี พ.ศ.2550 ตามลำดับ และลดลงต่ำที่สุดเหลือเพียงร้อยละ 60.4 ในปี พ.ศ.2551   &lt;br /&gt;
จากผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนดังกล่าวข้างต้น  พอสรุปภาพรวมได้ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ (ทั้งศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และระดับความเชื่อมั่นลดต่ำที่สุดในปี พ.ศ.2551 ซึ่งทั้ง 3 ศาลได้รับความเชื่อมั่น ไม่ถึงร้อยละ 70  ในขณะที่เคยได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงมาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2547 ที่ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่น ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 84.9  และศาลปกครอง ร้อยละ 83.1    &lt;br /&gt;
การที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นน้อยมาก และยังคงมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ เช่นนี้ อาจถึงยุคที่เรียกได้ว่า “วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ”  ซึ่งสถาบันตุลาการจำต้องเร่งพิจารณาค้นหาสาเหตุ และแนวทางการปรับปรุงพัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเรียกศรัทธากลับคืนมาให้ได้โดยเร็ว  ทั้งนี้ สถาบันตุลาการต้องพยายามปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาท “ตุลาการภิวัตน์” ในยุคปฏิรูปการเมือง ซึ่งความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องรับรู้และสัมผัสได้ว่าสถาบันตุลาการได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องทำให้สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ  ยิ่งไปกว่านั้น แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายมิได้กำหนดไว้          (เป็นลายลักษณ์อักษร)  แต่สถาบันตุลาการได้วินิจฉัยตีความเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  หากทำได้เช่นนี้ นอกจากความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนจะกลับคืนมาแล้ว            จะช่วยเป็นเกาะป้องกันสถาบันตุลาการจากฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังมีรูปแบบการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการที่นำเสนอต่อไปนี้   &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม  บทเรียนจากการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 สังคมไทยควรนำมาพิจารณาประกอบเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 ด้วย โดยมีข้อสังเกตสำคัญดังนี้ &lt;br /&gt;
  การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 ปัญหาหลักคือปัญหาในวงการเมือง ซึ่งไม่สลับซับซ้อนเช่น            การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 ที่ปัญหาได้ขยายวงกว้างออกไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม (เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับถมอยู่บนสังคมไทยมานาน)  ฉะนั้น การปฏิรูปเฉพาะด้านการเมืองคงไม่เพียงพอแล้ว  จะต้อง “ปฏิรูปสังคมทั้งระบบ”  กล่าวคือ ต้องมีการปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนทุกภาคส่วนหรือทุกองคาพยพในสังคมไทย เริ่มจากปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานในส่วนของตนเอง&lt;br /&gt;
  การปฏิรูปสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ต้องเน้นหนักที่ประชาชน ทำให้ประชาชนเป็น “พลเมือง” เพราะในอดีตนั้นประชาชนอ่อนแอทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ มากมาย  ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศประชาธิปไตยที่พลเมืองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบและมีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง  โดยที่การสร้างสังคมประชาธิปไตยต้องปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติในสังคมระดับเล็ก เช่น ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ    &lt;br /&gt;
  เครื่องมือสำหรับการปฏิรูปสังคม ควรมีหลากหลาย เพราะมีบทเรียนจากการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 แล้วว่า แม้มีรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนก็ยังไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ หรือมีกลไกการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่กลไกดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ  ดังนั้น เครื่องมือที่เป็นรูปธรรมเช่นรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอแล้ว  จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบวงจรและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ เช่น การลงโทษของสังคม (social sanction) อาจเข้ามาเสริมการลงโทษตามกฎหมายได้   &lt;br /&gt;
ในท้ายที่สุด  เราคงไม่ปล่อยให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่ในการปฏิรูปสังคมโดยลำพัง เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็คงไม่กล่าวโทษว่าเป็นเพราะตุลาการภิวัตน์  หรือเป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย และคิดแต่จะแก้หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยไม่คิดจะแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา  เพราะทุกภาคส่วนในสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา จึงควรร่วมรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา  อีกทั้งทุกภาคส่วน   โดยเฉพาะพลเมืองไทยสามารถสร้างประชาธิปไตยได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ทำหน้าที่ที่ควรทำและต้องทำ  ก็จะเป็นการร่วมแรงรวมใจปฏิรูปสังคมและสร้างสังคมประชาธิปไตยของชาติไทยให้เกิดขึ้นได้   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรณานุกรม&lt;br /&gt;
1.	หนังสือ ตำรา รายงานวิจัย&lt;br /&gt;
พิเชษฐ  เมาลานนท์, นิลุบล  ชัยอิทธิพรวงศ์ และพรทิพย์  อภิสิทธิวาสนา. (2550). ตุลาการภิวัตน์        (คันฉ่องส่องตุลาการไทย) ฉบับ “ตุลาการตีความข้ามตัวบท &amp;amp; ตุลาการวางนโยบายสาธารณะ”. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)   &lt;br /&gt;
บวรศักดิ์  อุวรรณโณ. (2546). ภาพรวมของรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. นนทบุรี : โรงพิมพ์คลังวิชา.&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2544).รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2545).รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2546). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐสภา รัฐบาล องค์กรอิสระ และประเด็นอื่นๆ พ.ศ.2546. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2547). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐสภา รัฐบาล องค์กรอิสระ และประเด็นอื่นๆ พ.ศ. 2547. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2549). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2549 (ทั่วราชอาณาจักร). นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2551). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2550. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2551). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2551. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ. (2540). เรียนรู้เรื่องศาลปกครองอย่างคนธรรมดา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน. &lt;br /&gt;
2.  บทความ หนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;
เกษียร  เตชะพีระ. (17 มิถุนายน 2549). การเมืองและสังคมไทยร่วมสมัย ความเสี่ยงของตุลาการภิวัตน์ และย้อนรอยปฎิญญาฟินแลนด์. &lt;br /&gt;
นงนุช  สิงหเดชะ. (17 กรกฎาคม 2551). อลังการตุลาการภิวัตน์.มติชน. น. 6.&lt;br /&gt;
บรรณาธิการ. (1 มิถุนายน 2549). ธีรยุทธ  บุญมี ชู ตุลาการภิวัตน์ แก้วิกฤต-ปฏิรูปการเมือง. มติชนรายวัน, น.2&lt;br /&gt;
บรรณาธิการ. (19 สิงหาคม 2551). ว. วชิระเมธี ชี้ตุลาการภิวัตน์คือธรรมาธิปไตย. คม ชัด ลึก, น.1.&lt;br /&gt;
พิเชษฐ  เมาลานนท์ และนิลุบล  ชัยอิทธิพรวงศ์. (28 กุมภาพันธ์ 2551). “ตุลาการภิวัตน์” กับภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น.&lt;br /&gt;
ไทย. (6 สิงหาคม 2551). ตุลาการภิวัตน์ใต้ระบอบพันธมิตร.&lt;br /&gt;
3. เว็ปไซด์&lt;br /&gt;
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q2/2006june01p3.htm&lt;br /&gt;
http://tnews.teenee.com/politic/3422.html&lt;br /&gt;
http://www.arayachon.org/article/20080806/582&lt;br /&gt;
http://www.newpoliticsparty.net/article/79-judicialization/106-2009-07-15-02-27-28&lt;br /&gt;
http://law.siamhrm.com/?name=knowledge&amp;amp;file=readknowledge&amp;amp;id=15&lt;br /&gt;
http://talk.mthai.com/topic/22098&lt;br /&gt;
http://www.midnightuniv.org/&lt;br /&gt;
http://www.thaijusticereform.com/index.php?option=com_frontpage&amp;amp;Itemid=1&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3872</id>
		<title>สถาบันตุลาการไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3872"/>
		<updated>2009-12-25T05:39:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สถาบันตุลาการไทย : ความท้าทายในการแสดงบทบาทอำนาจหน้าท...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;สถาบันตุลาการไทย : ความท้าทายในการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ในยุคปฏิรูปการเมือง กับความเชื่อมั่นของประชาชนและสังคม  &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัทมา  สูบกำปัง  นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความนำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 การพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองไทย:เมื่อกล่าวถึงอำนาจอธิปไตย (Sovereignty)  คิดว่าคนส่วนใหญ่คงนึกถึงทฤษฎีแบ่งแยก (การใช้)อำนาจอธิปไตย หรือ Separation of Power ของ Montesquieu ซึ่งถูกอ้างอิงทั้งในการศึกษาอบรม รวมทั้งระบบการเมืองการปกครองของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การนำหลักการตามทฤษฎีแบ่งแยก(การใช้)อำนาจอธิปไตยมาใช้นั้น มีการประยุกต์เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ แต่ละยุคแต่ละสมัย โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าสหรัฐอเมริกานั้น  มีการแบ่งแยก(การใช้)อำนาจอธิปไตย แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ  ทั้งสามฝ่ายแบ่งแยกจากกันอย่างเด็ดขาด เรียกระบบการปกครองแบบนี้ว่าเป็น “ระบบประธานาธิบดี”  ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้น อำนาจอธิปไตยถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 ฝ่าย เช่นเดียวกัน  แต่มิได้แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน  กล่าวคือ รัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจบริหารนั้น มีที่มาจากรัฐสภา โดยที่รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาใช้อำนาจบริหาร ดังนั้น ฝ่ายบริหารต้องมีความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารราชการแผ่นดินต้องได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายนิติบัญญัติ  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการและกลไกเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and balance) ซึ่งกันและกันด้วย เราเรียกระบบการปกครองนี้ว่า “ระบบรัฐสภา” จะเห็นได้ว่าในระบบการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดี หรือระบบรัฐสภา  ก็ตาม ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารนั้นมีที่มาจากประชาชน (โดยตรงคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือโดยอ้อมคือการที่มาจากเลือกของผู้แทนประชาชน) ซึ่งเมื่อกล่าวถึง “การเมืองการปกครอง” คงต้องหมายความถึงสองภาคส่วนนี้เป็นหลัก  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น โดยทั่วไปมีที่มาที่แตกต่างไปจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงกับประชาชนค่อนข้างน้อย และถูกกำหนด (โดยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย จารีตประเพณี หรือหลักปฏิบัติ) ให้เป็นองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น  โดยมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่นำเข้า “ระบบรัฐสภา” มานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475  ซึ่งตลอดช่วงเวลา 70 กว่าปีนี้ สังคมการเมืองไทยมีพัฒนาการ และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ อย่างมากมาย  กล่าวโดยสรุปได้ว่าประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทยยังมิได้บรรลุผลสู่เป้าหมาย  ที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นที่เกิดในประเทศแม่แบบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพยายามในการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) ปรากฏชัดเจน เป็นที่รับรู้ของสังคม คือ การปฏิรูปการเมือง (Political Reform) เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”  เมื่อปี พ.ศ.2535 นั้น ทำให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าที่เคยมีมาในอดีต ทั้งในแง่ของรูปแบบ วิธีการ ช่องทางการมีส่วนร่วม  การมีส่วนร่วมมีความหมายมากขึ้นและขยายขอบเขตไปมากกว่าการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมในการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในท้ายที่สุดทำเรามี “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” บังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นำมาซึ่งความคาดหวังของสังคมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือ “ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง  และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ  และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เจตนารมณ์ดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จได้ จึงกำหนดเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยหลักการ 3 ประการ คือ (1) เพิ่มสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทุกระดับ (2) การทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและชอบธรรมในการใช้อำนาจ และการเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ ทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ  และ (3) การทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำ และรัฐสภามีประสิทธิภาพ(บวรศักดิ์  อุวรรณโณ,2546)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการเมืองในยุคที่ 1 จึงอาจเริ่มนับตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จนถึงวันที่มีการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูป                   การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)  (19 กันยายน 2549) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากการปฏิรูปการเมือง ซึ่งพิจารณาได้จากผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย (ออกตามความในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว) รวมทั้งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ  มีหลากหลายแง่มุม ขึ้นอยู่กับว่าเป็นทัศนะและมุมมองของใคร และมีผลประโยชน์หรือผลกระทบมากน้อยเพียงใด  แต่หากพิจารณาจากปรากฏการณ์ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ซึ่งมีคะแนนเสียงในสภามากอย่างไม่เคยมีมาก่อน)มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนซึ่งเป็นผลผลิตและเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการเมืองในยุคที่ 1 กลไกตามระบบรัฐสภา (รัฐบาลและรัฐสภา) ไม่อาจทำหน้าที่ได้  ในขณะเดียวกันก็มีส่วนในปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย ตลอดจนเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคม โดยมีคู่กรณีหลายฝ่าย (ฝ่ายรัฐกับกลุ่มมวลชน กลุ่มมวลชนด้วยกันเอง) เกิดความรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังเข้าทำร้ายฝ่ายที่เห็นแตกต่างไปจากฝ่ายตน   เกิดวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมือง ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา รวมทั้งนักการเมืองที่เป็นตัวแสดงหลักในระบบการเมืองการปกครอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของการปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 1 ทั้งนี้ จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียดของปัญหา และความล้มเหลวดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากบทความนี้มุ่งนำเสนอ และวิเคราะห์การปฏิรูปการเมืองไทยในภาพรวม  แต่ข้อคิดสำคัญสำหรับใช้เป็นบทเรียนในอนาคต คือ การมุ่งแต่ปฏิรูปการเมืองเพียงด้านเดียว โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ทุกภาคส่วนยังขาดความพร้อม ขาดความรู้ความเข้าใจ  และขาดเป้าหมายร่วมกันนั้น ไม่อาจทำให้การปฏิรูปบรรลุผลสำเร็จได้ และอาจทำให้ปัญหายิ่งลุกลาม ขยายวงออกไปจนยากที่จะป้องกันแก้ไขได้อีกต่อไป    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการเมืองไทยในยุคที่ 2 นับได้ตั้งแต่การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ถึงปัจจุบัน ซึ่งจากกระบวนการยกร่างและให้ความเห็นชอบ               ร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-กระบวนการพิจารณายกร่างและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามีส่วนร่วมน้อยมาก แม้ว่าจะกำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่ในการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในลักษณะเช่นเดียวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ทั้งนี้ เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายการเมืองนั่นเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-สถาบันตุลาการได้รับความไว้วางใจ และเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-ประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้หรือไม่ ด้วยการ ”ออกเสียงประชามติ” ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย      &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“… การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม  การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา  รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม”  เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อมาจากรัฐธรรมนูญในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 เว้นแต่ในส่วนของการทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและนายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำ ซึ่งทำให้เกิด  ประเด็น “เผด็จการรัฐสภา”  กลไกการควบคุมตรวจสอบตามระบบรัฐสภา รวมทั้งการควบคุมตรวจสอบโดยสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระต่างๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายได้ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2  จึงพยายามกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างดุลยภาพทางอำนาจ ทำให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร   ยิ่งไปกว่านั้น มีความพยายามปรับปรุงระบบการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสียใหม่ ทั้งในส่วนองค์กรตรวจสอบอิสระต่างๆ และสถาบันตุลาการ ซึ่งประกอบด้วย ศาลยุติธรรม  ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ  อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า สถาบันตุลาการไทยมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองไทย &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
อนึ่ง บทความนี้ มุ่งสำรวจและฉายภาพรวมเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันตุลาการไทยในยุคปฏิรูปการเมือง โดยหยิบยกประเด็นสาธารณะที่สำคัญที่สุด คือตุลาการภิวัตน์มาเพื่อสะท้อนทัศนะมุมมองของสังคม และในส่วนสุดท้ายได้นำเสนอผลสำรวจความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของสถาบันตุลาการ  เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมิได้มีการวิเคราะห์บทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลใดศาลหนึ่ง หรือวิเคราะห์บทบาทอำนาจหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ ฉะนั้น ผู้เขียนขอใช้คำว่า “สถาบันตุลาการ” โดยให้หมายความรวมศาลทั้งสามศาล รวมไปถึงประธานศาล ตุลาการ หรือผู้พิพากษาซึ่งถูกกำหนดให้มีบทบาทอำนาจหน้าโดยรัฐธรรมนูญด้วย  &lt;br /&gt;
อำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการของไทย:&lt;br /&gt;
สถาบันตุลาการของไทย แม้จะประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ  แต่ในทางวิชาการแล้ว ระบบศาลของไทยเป็น ”ระบบศาลคู่” เนื่องจากเป็นระบบที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งและคดีอาญา หรือคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป  ส่วนการวินิจฉัยชี้ขาดคดีปกครองหรือคดีที่เอกชนพิพาทกับฝ่ายปกครองเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองนั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง ซึ่งมีระบบศาลและระบบผู้พิพากษาแยกต่างหากจากระบบศาลและระบบผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม  &lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีต่างๆ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง  เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ทำให้ศาลยุติธรรมมีบทบาทเป็นศาลหลักซึ่งมีเขตอำนาจเป็นการทั่วไปที่ต้องรับคดีที่ไม่อยู่        ในเขตอำนาจของศาลอื่นๆ ที่เป็นศาลเฉพาะไว้พิจารณาพิพากษา แต่โดยทั่วไปแล้ว ศาลยุติธรรม               มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นหลัก &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาซึ่งนับว่าเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรมได้จัดโครงสร้างให้มีแผนกต่างๆ เพื่อรับผิดชอบคดีเฉพาะด้าน เช่น แผนกคดีผู้บริโภค แผนกคดีสิ่งแวดล้อม แผนกคดีล้มละลาย แผนกคดีเลือกตั้ง หรือแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ซึ่งในยุคแห่งการปฏิรูปการเมือง ศาลยุติธรรม โดยเฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทย หรืออีกนัยหนึ่งคือการปฏิรูปการเมือง  ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังนี้&lt;br /&gt;
-	ศาลฎีกามีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
-	ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น &lt;br /&gt;
-	ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดกรณี                  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติด และการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง            &lt;br /&gt;
-	ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา  คดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  กรณีถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา  หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น    &lt;br /&gt;
ศาลปกครอง  มีอำนาจหน้าที่หลักคือวินิจฉัยคดีชี้ขาดคดีในทางกฎหมายมหาชน ที่เรียกว่า                    “คดีปกครอง” รวมถึงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือการกระทำทางปกครอง สัญญาทางปกครองหรือนิติกรรมทางปกครองต่างๆ   &lt;br /&gt;
	ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่หลักคือวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ   การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่างๆ  การวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดสมาชิกภาพของรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา รวมไปถึงการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
	กล่าวโดยสรุป  สถาบันตุลาการไทยถูกกำหนด (โดยกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ) ให้เป็นสถาบันที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปการเมือง ทั้งในยุคที่ 1 และยุคที่ 2  โดยที่นอกจากบทบาทอำนาจหน้าที่โดยทั่วไป ที่ต้องพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ที่อยู่ภายในเขตอำนาจแล้ว (ซึ่งต้องเป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์)  ยังกำหนดให้สถาบันตุลาการมีเขตอำนาจในคดีทางการเมืองหรือคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่ท้าทายมาก ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่  &lt;br /&gt;
	ยิ่งไปกว่านั้น กำหนดให้สถาบันตุลาการเข้าไปมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ไปใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนิติบัญญัติของไทย&lt;br /&gt;
	 ในอีกแง่หนึ่ง  “การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”  โดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั้น เป็นบทบาทอำนาจหน้าที่ซึ่งสอดคล้องกับ “หลักนิติธรรม”  ที่กำหนดให้การออกกฎหมายของรัฐสภามีระบบการตรวจสอบความถูกต้อง ชอบธรรมของกระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และการตรวจสอบเนื้อหาสาระของกฎหมาย  รวมทั้งระบบการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ ว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร   &lt;br /&gt;
ประเด็นท้าทายต่อการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการไทย:&lt;br /&gt;
จากความคาดหวังของสังคมในยุคปฏิรูปการเมือง ซึ่งปรากฎชัดเจนจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ให้แก่สถาบันตุลาการอย่างกว้างขวางดังกล่าวมาแล้วข้างต้น                 เมื่อสถาบันตุลาการได้แสดงบทบาทอำนาจหน้าที่มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลส่งผลกระทบมิใช่แต่เพียงคู่ความในคดีเท่านั้น  แต่ยังขยายไปสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสังคมในวงกว้างด้วย โดยเฉพาะคดีสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกไว้ดังที่ได้นำเสนอมาแล้วข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นคำถาม  ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและลบต่อบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการ ที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง คือ “ตุลาการภิวัตน์”   &lt;br /&gt;
	บทความนี้ มุ่งนำเสนอ “ตุลาการภิวัตน์” ในภาพรวม  โดยมิอาจก้าวล่วงไปวิเคราะห์ความถูกต้อง ความเหมาะสมในบทบาทของสถาบันตุลาการไทยได้  เพียงแต่มีเป้าหมายเพื่อการสำรวจตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ “ตุลาการภิวัตน์”  อันจะช่วยทำให้สามารถพิจารณาและทำความเข้าใจต่อประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้งต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  ทัศนะของนักวิชาการ รวมทั้งนักคิด นักเคลื่อนไหวในสังคมไทย มีดังนี้&lt;br /&gt;
	ว. วชิระเมธี, 2551 (2551, อ้างถึงใน คม ชัด ลึก, 2551, น.1) เห็นว่าตุลาการภิวัตน์ คือธรรมาธิปไตย คือทำอะไรต้องยึดความถูกต้อง ความจริง เอากฎหมายเป็นแผนแม่บท &lt;br /&gt;
	ธีรยุทธ  บุญมี (2549, อ้างถึงใน มติชนรายวัน, 1 มิถุนายน 2549, น. 2) เห็นว่าตุลาการ             ภิวัตน์ หรือกฎหมายภิวัตน์ หรือนิติธรรมภิวัตน์  (judicialization of politics) ศาลต้องทำหน้าที่เสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยการมองอำนาจศาลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประเทศยุโรปเรียกว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์ (judicialization of politics) และสหรัฐอเมริกาเรียกว่า                         การตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยระบบตุลาการ (power of judicial review) โดยอำนาจ               ตุลาการเข้าตรวจสอบการออกกฎหมาย การใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจัง        &lt;br /&gt;
	เกษียร  เตชะพีระ (2549, น. 1) เห็นว่า ตุลาการภิวัตน์ คือการใช้อำนาจตุลาการเข้าแทรกแซงเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดการได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย (judicial intervention to adjudicate on the acquisition of sovereign power) &lt;br /&gt;
	พิเชษฐ เมาลานนท์ (2550, น. 12)  เห็นว่าตุลาการภิวัตน์หมายถึงตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้น             ในการตัดสินคดีที่บัลลังก์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลก (Trad &amp;amp; Vallinder, The Global Expansion of Judicial Power, NYU, 1995: 13; 28) แม้ไม่ได้หมายความไปไกลถึงว่า คนทั่วโลกจะเห็นพ้องต้องกัน        ทุกฝ่ายว่าตุลาการควรมีอำนาจแผ่กว้างขึ้นหรือไม่ และแผ่กว้างขึ้นเช่นไร  &lt;br /&gt;
	คนไทยเข้าใจผิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ กล่าวคือ ตุลาการภิวัตน์ไม่ได้หมายถึง 3 ศาล ร่วมปรึกษาหารือนอกศาล แก้วิกฤตการณ์บ้านเมือง ตุลาการภิวัตน์ไม่ได้หมายถึงตุลาการไปมีตำแหน่งนอกศาลในการสรรรหาวุฒิสมาชิกหรือผู้มีตำแหน่งสาธารณะอื่นใด  &lt;br /&gt;
สมชาย ปรีชาศิลปกุล  (2551, อ้างถึงใน ประชาไท, 2551, น.3) เห็นว่าในต่างประเทศมีตุลาการ           ภิวัตน์ โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จอย่างน้อย 3 ประการ คือ (1) อำนาจตุลาการในต่างประเทศมีการยึดโยงกับประชาชนในฐานะที่มาของอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะตุลาการในระดับสูง  (2) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานหรือคำตัดสินของศาล เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน  (3) ตุลาการ               ภิวัตน์ในหลายประเทศเกิดขึ้นจากการตัดสินที่สร้างความเข้มแข็งหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น      &lt;br /&gt;
วรเจตน์  ภาคีรัตน์ (2551, อ้างถึงใน ประชาไท, 2551, น.4)  เห็นว่ามีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์ในวงสิ่งแวดล้อมก่อนในทางการเมือง และมีความหมายในทางบวก ในแง่ที่ศาลจะพิจารณากฎหมายอย่างมีมิติ คำนึงถึงสิทธิของชาวบ้าน สิทธิชุมชนมากขึ้น คำว่า “ภิวัฒน์” มาจาก “อภิวัฒน์” ซึ่งบ่งชี้ไปในเชิงอำนาจของศาลที่ขยายออกไป รากฐานที่มาเรียกว่า judicial review คือ การที่ฝ่ายศาลหรือฝ่ายตุลาการใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติและทางบริหารหรือทางปกครอง คือการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่  รวมทั้ง การทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางปกครองโดยศาล เพื่อให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นไปภายในกรอบของกฎหมาย  ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานอันหนึ่งของหลักนิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ ถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด  ดังเช่นสหรัฐอเมริกาและประเทศภาคพื้นยุโรป  ส่วนประเทศที่ยึดหลัก “สภามีอำนาจสูงสุด” (supremacy of the parliament) เช่น อังกฤษ เมื่อรัฐสภาออกกฎหมาย ต้องบังคับและปฏิบัติตามกฎหมายนั้น  โดยไม่มีการควบคุมกฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร      &lt;br /&gt;
2.  ตุลาการภิวัตน์ในต่างประเทศ&lt;br /&gt;
ตุลาการภิวัตน์หมายถึงตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้นในการตัดสินคดีที่บัลลังก์ โดย “แผ่กว้างขึ้น” ใน 2 ทาง คือ (Koopmans, Courts and Political Institutions: A Comparative View, Cambridge, 2003: 269, อ้างถึงใน พิเชษฐ  เมาลานนท์ และนิลุบล ชัยอิทธิพรวงศ์, 2550, น. 12-13)&lt;br /&gt;
(1) แผ่กว้าง เพราะรัฐสภาออกกฎหมายให้ตุลาการมีอำนาจแผ่กว้างขึ้น เช่น รัฐสภาสหรัฐฯ มีมติออกกฎหมายให้ศาลมีอำนาจแผ่กว้างหลายประการ อาทิเช่น The False Claim Act 1963 ที่ให้พลเมือง        ผู้ทราบเบาะแสคอรัปชั่นมีสิทธิฟ้องรัฐบาล เพื่อเรียก   เงินคืนให้รัฐ โดยผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้ส่วนแบ่งส่วนหนึ่ง เรียกว่า หลักควีนแตม (Qui Tam : มาจากภาษาละตินหมายถึงพลเมืองผู้ฟ้องร้องให้กษัตริย์ กับฟ้องร้องให้ตนเอง) และศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้พลเมืองผู้เสียภาษีมีสิทธิฟ้ององค์กรของรัฐ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้เงินภาษีไปผิด เพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้เงินภาษีในคดีนั้น ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ (Flast v.Cohen, 1968)    &lt;br /&gt;
(2) แผ่กว้าง เพราะตุลาการใช้วิจารณญาณ ตัดสินคดีตีความข้ามตัวบท ในลักษณะ “ก้าวหน้า” และ “วางนโยบายสังคม” (Judicial Activism &amp;amp; Judicial Policy Making) เช่น &lt;br /&gt;
- ศาลญี่ปุ่นตัดสินคดีความข้ามตัวบทแบบ “ก้าวหน้า” และ “วางนโยบายสังคม” ว่า สิทธิในการแสดงออก (Right to Expression)  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 21 มีความหมายขยายไปถึง “สิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร” (Right to Know) ด้วย แม้ยังไม่มีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (Information Disclosure Law) เมื่อปี ค.ศ.1969 (Hakata Railway Station / ศาลจังหวัดฟุคุโอะขะ)     &lt;br /&gt;
- ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลี ได้ตีความรัฐธรรมนูญในลักษณะขยายกว้าง (Extensive Interpretation) ในคดีเลขที่ 88Hun-Ma22 วันที่ 4 กันยายน 1989 โดยพิพากษาวางหลักกฎหมายให้เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression)  ตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญ ขยายกว้างไปถึงสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Right to Know) และสิทธิที่จะขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (Right to Request Disclosure of Information) เมื่อประชาชนผู้ผลประโยชน์ได้เสียอันชอบธรรมเรียกร้องต่อทางการให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่รัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยโดยปราศจากเหตุอันควร รัฐบาลย่อมกระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 21  ต่อมามีประชาชนฟ้องร้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก  รัฐสภาจึงออกกฎหมาย คือ Disclosure of Information Act, 1996 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลเป็นการยอมรับและยืนยันจากฝ่ายนิติบัญญัติตามหลังคำพิพากษาของฝ่ายตุลาการว่าประชาชนต้องมีสิทธิขอให้ทางการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการได้  (พิเชษฐ  เมาลานนท์, 2552)    &lt;br /&gt;
- ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา ตีความกฎหมายซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็น judicial review ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงทางสังคมว่าการที่หน่วยงานการรถไฟจัดการเดินรถโดยแยกโบกี้ระหว่างคนผิดขาวและคนผิดดำ มิใช่การเลือกปฏิบัติ  แต่เป็นการแบ่งแยกอย่างเสมอภาค เรียกว่าเป็น separate but equal คือแบ่งแยกอย่างเสมอภาค  แต่ประมาณ 30 ปีต่อมา มีการแยกโรงเรียนคนผิดขาวและคนผิดดำออกจากกัน ศาลฎีกาทบทวนคำพิพากษาที่เคยมีมาเห็นว่าเป็นการทำให้สังคมแตกแยกและอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในสังคมพหุลักษณะ  ศาลพิพากษาว่าเป็นการฝ่าฝืนและขัดกับหลักแห่งความเสมอภาค ทำเช่นนี้ไม่ได้  การตีความของศาลก้าวหน้ามาก ใช้เหตุใช้ผลและทำให้สังคมหล่อหลอมกัน โดยไม่มีการแก้ไขกฎหมายใดๆ  (วรเจตน์  ภาคีรัตน์, 2551, น. 5)    &lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่าในยุคแห่งการปฏิรูปการเมืองไทย “ตุลาการภิวัตน์” ได้เข้ามาสู่สังคมไทย ใน 2 ลักษณะ คือรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ให้สถาบันตุลาการ และการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือตีความโดยสถาบันตุลาการ ทั้งนี้ โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการแสดงบทบาทของสถาบันตุลาการอย่างน้อยสองประการคือ &lt;br /&gt;
ประการแรก  รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดให้อำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญอย่าง          ชัดแจ้ง และ ประการที่สอง สังคมไทยต้องการให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ดังนั้น จึงมอบหมายและมอบความไว้วางใจต่อสถาบันตุลาการเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาทางการเมือง&lt;br /&gt;
เมื่อพิจารณาแนวทาง “ตุลาการภิวัตน์” ของต่างประเทศ และการปฏิรูประบบสถาบันตุลาการ          ในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยที่ยึดแนวทางอนุรักษ์นิยมอย่างสูงมาเป็นเวลายาวนาน เช่นสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ยกเลิกอำนาจของสภาขุนนางในการทำหน้าที่เป็นศาลฎีกาแล้วจัดตั้งศาลฎีกาตามรูปแบบของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทำหน้าที่แทน โดยจะเริ่มทำหน้าที่ได้ในปี ค.ศ.2009 นี้ ส่วนญี่ปุ่นได้เปิด              ให้ประชาชนเข้ามาเป็นผู้พิพากษาคดีอาญาร่วมกับผู้พิพากษาอาชีพได้ เรียกว่า Lay Judge ทั้งนี้            ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง &lt;br /&gt;
โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าบทบาทในเชิง “ตุลาการภิวัตน์” ของไทยนั้นจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในยุคแห่งการปฏิรูปการเมือง  การที่มีปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในและภายนอกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นับได้ว่าเป็นต้นทุนสำคัญที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของสถาบันตุลาการบรรลุผลสำเร็จได้  &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การที่สังคมไทยจะยอมรับและให้ความเชื่อมั่นต่อบทบาทของตุลาการภิวัตน์               โดยปราศจากข้อเคลือบแคลงหรือการตั้งคำถาม และสามารถดำรงเกียรติภูมิที่สถาบันตุลาการมีมาอย่างยาวนานไว้ได้  สถาบันตุลาการคงต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งมีความท้าทายที่ต้องพิสูจน์หลายประการ ดังเช่น  &lt;br /&gt;
  การแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างได้ดุลยภาพ พอเหมาะพอควร ไม่ก้าวล่วงไปยังอำนาจของฝ่ายอื่นจนเกินความจำเป็น ถึงขนาดที่เป็นการปกครองโดยฝ่ายตุลาการ หรือเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแทนองค์กรอื่น   และต้องยึดหลักการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายไปในแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมยุคใหม่ (Constitutionalism)  คือมุ่งเน้นในการให้ประกันและขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชน &lt;br /&gt;
  ดำรงความเป็นอิสระ เป็นกลาง และไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายต่างๆ แม้แต่ภายในสถาบัน           ตุลาการด้วยกันเอง โดยต้องยึดมั่นในบทบาทเป็นกรรมการตัดสิน (Arbitrator) ซึ่งต้องไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง รวมไปถึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอย่างเด็ดขาด  &lt;br /&gt;
  ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของตุลาการโดยเคร่งครัด &lt;br /&gt;
  ยึดประโยชน์ส่วนรวมและความเป็นธรรมของสังคม (Social Justice) การตีความตามความเป็นธรรมยิ่งกว่าตามตัวอักษร &lt;br /&gt;
  สังคมไทย ซึ่งหมายความรวมถึง สถาบันทางการเมือง องค์กรอิสระ หรือองค์กรกึ่ง        ตุลาการ (Quasi Judicial Organ) ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ สื่อมวลชน รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ต้องทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการ ซึ่งช่วยในการป้องกันปัญหาที่เรียกว่า “Absolute power, corrupt absolutely”  &lt;br /&gt;
  สาธารณะชน และสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ต่อการแสดงบทบาทอำนาหน้าที่หรือคำตัดสินของสถาบันตุลาการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนภายในกรอบวิชาชีพ ซึ่งการทำหน้าที่ในฐานะเป็นสุนัข           เฝ้าบ้าน คือเห่าเพื่อแจ้งเตือนเจ้าของบ้านคือประชาชนว่ามีโจรกำลังจะเข้าบ้าน เพื่อให้เจ้าของบ้านป้องกันได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหมายความว่าต้องมีการทบทวนข้อหาละเมิดอำนาจศาล (Contempt of Court) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยด่วน &lt;br /&gt;
  มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงกับประชาชน ในฐานะที่มาของอำนาจอธิปไตย  ซึ่งด้วยบริบทของไทยคงมิได้หมายความไปไกลถึงกับให้สถาบันตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตุลาการระดับสูงต้องมาจากประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อม (ดังเช่นบางประเทศที่ประธานาธิบดีให้ความเห็นชอบแต่งตั้งประธานศาลฎีกา)  เพียงแต่แสดงให้ประจักษ์ว่าได้แสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเคารพความรู้สึก ความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน โดยการพยายามสำรวจตรวจสอบว่าประชาชนและสังคมโดยรวมมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการมากน้อยเพียงใด และพยายามปรับปรุง พัฒนาเพื่อให้มีระดับความพึงพอใจและความเชื่อมั่นมากขึ้น &lt;br /&gt;
ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ: &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นสถาบันวิชาการภายใต้การกำกับของประธานรัฐสภา ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของสถาบันตุลาการ รวมทั้งความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ภาพที่ 1  ร้อยละของคดีที่พิจารณาเสร็จสิ้นต่อคดีค้างมาและรับใหม่ของศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ที่มา:  ฝ่ายระบบข้อมูลและสถิติ สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
จากภาพที่ 1 เมื่อพิจารณาปริมาณคดีรับใหม่และคดีค้างในแต่ละปี เปรียบเทียบกับคดีที่พิจารณาเสร็จสิ้น ในช่วงปี พ.ศ.2540 – เดือนกันยายน 2551 พบว่า ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์มีแนวโน้มพิจารณาพิพากษาคดีได้เสร็จสิ้นในสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี พ.ศ.2551 พิจารณาพิพากษาคดีได้เพียงร้อยละ 21.91 และ 37.14 ตามลำดับ  ในขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาได้ในสัดส่วนจำนวนที่มากกว่า              ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ โดยที่มีสัดส่วนจำนวนค่อนข้างคงที่ คือระหว่างร้อยละ 77 – 83 โดยปี พ.ศ.2551 พิจารณาพิพากษาคดีเสร็จร้อยละ 77.99        &lt;br /&gt;
ปริมาณคดีที่ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาได้เสร็จสิ้นในแต่ละปี  เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้สังคมรับทราบว่าศาลยุติธรรม ได้แสดงบทบาทในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้เดือดร้อนจากกรณีพิพาทได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ระยะเวลาในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แม้มิใช่เป็นปัจจัยหลักของการให้ความยุติธรรมแก่คู่ความ แต่จะต้องตระหนักไว้เสมอว่าความยุติธรรมที่ล่าช้า อาจเป็นการปฏิเสธความเป็นธรรมได้  (Justice delayed, justice denied)   &lt;br /&gt;
ตาราง 1 สถิติคดีของศาลปกครอง ระหว่าง ปี พ.ศ. 2547 – 30 กันยายน 2551 &lt;br /&gt;
พ.ศ.	ศาลปกครอง	คดีรับเข้า	คดีแล้วเสร็จ	คดีอยู่ระหว่าง&lt;br /&gt;
การพิจารณาสะสม	คดีพิจารณา         แล้วเสร็จ &lt;br /&gt;
(ร้อยละ)&lt;br /&gt;
		คดีรับใหม่	คดีค้างมา	คดีแล้วเสร็จต่อปี	คดีแล้วเสร็จสะสม		&lt;br /&gt;
2547	ศาลปกครองสูงสุด	1,434	4,043	1,163	2,794	1,249	21.23&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	3,620	17,436	3,555	12,559	4,877	16.88&lt;br /&gt;
2548	ศาลปกครองสูงสุด	1,808	5,851	1,234	4,028	1,823	16.11&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น 	4,349	21,785	3,819	16,378	5,407	14.61&lt;br /&gt;
2549	ศาลปกครองสูงสุด	1,994	7,845	1,361	5,389	2,456	13.83&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น   	5,075	26,860	4,211	20,589	6,271	13.19&lt;br /&gt;
2550	ศาลปกครองสูงสุด	1,929	9,774	1,420	6,809	2,965	12.13&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	4,958	31,818	4,341	24,930	6,888	11.80&lt;br /&gt;
30 ก.ย.2551	ศาลปกครองสูงสุด	1,598	11,372	1,067	7,876	3,496	8.23&lt;br /&gt;
	ศาลปกครองชั้นต้น	3,114	34,932	2,815	27,745	7,187	7.40&lt;br /&gt;
ที่มา:  ศูนย์ข้อมูลการบริหาร  สำนักนโยบายและแผน สำนักงานศาลปกครอง &lt;br /&gt;
ระหว่างปี พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 มีการยื่นคำร้องหรือคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เฉลี่ยปีละ 1,752.6  คดี  ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเสร็จสิ้น เฉลี่ยปีละ 1,249 คดี  หรือร้อยละ 71.27   ในขณะที่ศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งมีคำร้องหรือคำฟ้อง เฉลี่ยปีละ 4,223.20 คดี  พิจารณาพิพากษาเสร็จสิ้น 3,748.20 คดี คิดเป็นร้อยละ 88.75  ซึ่งนับได้ว่าศาลปกครองสามารถพิจารณาพิพากษาคดีได้เสร็จสิ้นในสัดส่วนจำนวนที่ค่อนข้างสูง  แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจำนวนคดี                ที่พิจารณาแล้วเสร็จต่อจำนวนคดีรวมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา พบว่ามีสัดส่วนต่ำมาก ดังปรากฏในตาราง 1 ข้างต้น  &lt;br /&gt;
นอกจากตัวเลขในเชิงปริมาณแล้ว บทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองนั้นสะท้อนจากผลของ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลว่ามีผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมมากน้อยเพียงใด  ด้วยเหตุว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองมีผลไม่เฉพาะแต่คู่ความ           ในคดีเท่านั้น แต่อาจมีส่งผลกระทบไปถึงเกี่ยวข้องและสังคมโดยรวมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนนิติกรรมทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครอง  ดังนี้แล้วข้อสรุปในเชิงปริมาณจึงอาจไม่สำคัญและจำเป็นเท่ากับคุณภาพ ซึ่งเป็นประเด็นพิจารณาที่แตกต่างไปจากศาลยุติธรรม เพราะ               คำพิพากษาศาลยุติธรรมนั้นมีผลบังคับกับคู่ความในคดีเท่านั้น   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับองค์กรเครือข่าย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน            ต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ  ซึ่งในส่วนของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ                     มีรายละเอียดดังปรากฎในตาราง 2     &lt;br /&gt;
ตาราง 2  ร้อยละของประชาชนที่เชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการ	&lt;br /&gt;
องค์กร	2544	2545	2546	2547	2549	2550	2551&lt;br /&gt;
							&lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรม	73.4	75.0	83.2	86.7	78.1	72.4	68.2&lt;br /&gt;
ศาลปกครอง	-	79.7	79.4	83.1	73.5	66.8	62.6&lt;br /&gt;
ศาลรัฐธรรมนูญ	81.8	74.3	80.7	84.9	74.0	64.6	60.4&lt;br /&gt;
			(N = 30,872)	(N = 30,872)	(N = 2,208)	(N = 1,932)	(N = 30,600)&lt;br /&gt;
ที่มา:  สถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
ศาลยุติธรรม  จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2544  พบว่าประชาชนเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรม ร้อยละ 73.4  และมีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนถึงปีพ.ศ.2547 เชื่อมั่นมากถึงร้อยละ 86.7  ในขณะที่ปี พ.ศ.2545 เชื่อมั่นร้อยละ 75  ปี พ.ศ.2546 เชื่อมั่นร้อยละ 83.2   &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของประชาชน กลับลดลงโดยลำดับในปี พ.ศ.2549 และ พ.ศ. 2550  กล่าวคือจากที่เชื่อมั่นมากที่สุดร้อยละ 86.7 ในปี พ.ศ.2547 ประชาชนเชื่อมั่นลดลงเหลือ ร้อยละ 78.1 และร้อยละ 72.4 ในปี พ.ศ.2549  และพ.ศ.2550 ตามลำดับ   &lt;br /&gt;
ศาลปกครอง  ศาลปกครองเริ่มเปิดทำการเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2544 ในการสำรวจปี พ.ศ.2545 ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนค่อนข้างสูง คือร้อยละ 79.7 ซึ่งเป็นปีที่ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากกว่าศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
ปี พ.ศ.2546 ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงจากปี พ.ศ.2545 เล็กน้อย และกลับเพิ่มมากขึ้น เป็นร้อยละ 83.1 ในปี พ.ศ.2547  ซึ่งเป็นปีที่ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นสูงที่สุด  แต่เมื่อเปรียบเทียบศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญแล้ว  ศาลปกครองได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุด    &lt;br /&gt;
ระหว่างปี พ.ศ.2549 – 2551 ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อศาลปกครองลดน้อยลงตามลำดับ  กล่าวคือ เชื่อมั่นร้อยละ 73.5 ในปี พ.ศ.2549,  ร้อยละ 66.8 ในปี พ.ศ. 2550  และลดลงต่ำที่สุดปี พ.ศ.2551 คือร้อยละ 62.6 &lt;br /&gt;
ศาลรัฐธรรมนูญ  ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนค่อนมาก โดยที่ช่วงแรกประชาชนเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างสูง  สำรวจครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2544 ประชาชนเชื่อมั่นมากถึงร้อยละ 81.8  และลดลงเหลือร้อยละ 74.3 ในปี พ.ศ.2545  กลับมาเชื่อมั่นมากขึ้นเป็นร้อยละ 80.7 ในปี พ.ศ.2546 และปี พ.ศ.2547 ประชาชนเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุดคือ ร้อยละ 84.9  จากนั้นความเชื่อมั่นลดลงโดยลำดับ คือ ร้อยละ 74.0 และร้อยละ 64.6 ในปี พ.ศ.2549 และปี พ.ศ.2550 ตามลำดับ และลดลงต่ำที่สุดเหลือเพียงร้อยละ 60.4 ในปี พ.ศ.2551   &lt;br /&gt;
จากผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนดังกล่าวข้างต้น  พอสรุปภาพรวมได้ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ (ทั้งศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และระดับความเชื่อมั่นลดต่ำที่สุดในปี พ.ศ.2551 ซึ่งทั้ง 3 ศาลได้รับความเชื่อมั่น ไม่ถึงร้อยละ 70  ในขณะที่เคยได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงมาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2547 ที่ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่น ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 84.9  และศาลปกครอง ร้อยละ 83.1    &lt;br /&gt;
การที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นน้อยมาก และยังคงมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ เช่นนี้ อาจถึงยุคที่เรียกได้ว่า “วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ”  ซึ่งสถาบันตุลาการจำต้องเร่งพิจารณาค้นหาสาเหตุ และแนวทางการปรับปรุงพัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเรียกศรัทธากลับคืนมาให้ได้โดยเร็ว  ทั้งนี้ สถาบันตุลาการต้องพยายามปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาท “ตุลาการภิวัตน์” ในยุคปฏิรูปการเมือง ซึ่งความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องรับรู้และสัมผัสได้ว่าสถาบันตุลาการได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องทำให้สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ  ยิ่งไปกว่านั้น แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายมิได้กำหนดไว้          (เป็นลายลักษณ์อักษร)  แต่สถาบันตุลาการได้วินิจฉัยตีความเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  หากทำได้เช่นนี้ นอกจากความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนจะกลับคืนมาแล้ว            จะช่วยเป็นเกาะป้องกันสถาบันตุลาการจากฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังมีรูปแบบการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของสถาบันตุลาการที่นำเสนอต่อไปนี้   &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม  บทเรียนจากการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 สังคมไทยควรนำมาพิจารณาประกอบเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 ด้วย โดยมีข้อสังเกตสำคัญดังนี้ &lt;br /&gt;
  การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 ปัญหาหลักคือปัญหาในวงการเมือง ซึ่งไม่สลับซับซ้อนเช่น            การปฏิรูปการเมืองยุคที่ 2 ที่ปัญหาได้ขยายวงกว้างออกไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม (เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับถมอยู่บนสังคมไทยมานาน)  ฉะนั้น การปฏิรูปเฉพาะด้านการเมืองคงไม่เพียงพอแล้ว  จะต้อง “ปฏิรูปสังคมทั้งระบบ”  กล่าวคือ ต้องมีการปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนทุกภาคส่วนหรือทุกองคาพยพในสังคมไทย เริ่มจากปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานในส่วนของตนเอง&lt;br /&gt;
  การปฏิรูปสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ต้องเน้นหนักที่ประชาชน ทำให้ประชาชนเป็น “พลเมือง” เพราะในอดีตนั้นประชาชนอ่อนแอทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ มากมาย  ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศประชาธิปไตยที่พลเมืองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบและมีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง  โดยที่การสร้างสังคมประชาธิปไตยต้องปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติในสังคมระดับเล็ก เช่น ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ    &lt;br /&gt;
  เครื่องมือสำหรับการปฏิรูปสังคม ควรมีหลากหลาย เพราะมีบทเรียนจากการปฏิรูปการเมืองยุคที่ 1 แล้วว่า แม้มีรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนก็ยังไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ หรือมีกลไกการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่กลไกดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ  ดังนั้น เครื่องมือที่เป็นรูปธรรมเช่นรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอแล้ว  จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบวงจรและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ เช่น การลงโทษของสังคม (social sanction) อาจเข้ามาเสริมการลงโทษตามกฎหมายได้   &lt;br /&gt;
ในท้ายที่สุด  เราคงไม่ปล่อยให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่ในการปฏิรูปสังคมโดยลำพัง เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็คงไม่กล่าวโทษว่าเป็นเพราะตุลาการภิวัตน์  หรือเป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย และคิดแต่จะแก้หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยไม่คิดจะแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา  เพราะทุกภาคส่วนในสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา จึงควรร่วมรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา  อีกทั้งทุกภาคส่วน   โดยเฉพาะพลเมืองไทยสามารถสร้างประชาธิปไตยได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ทำหน้าที่ที่ควรทำและต้องทำ  ก็จะเป็นการร่วมแรงรวมใจปฏิรูปสังคมและสร้างสังคมประชาธิปไตยของชาติไทยให้เกิดขึ้นได้   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรณานุกรม&lt;br /&gt;
1.	หนังสือ ตำรา รายงานวิจัย&lt;br /&gt;
พิเชษฐ  เมาลานนท์, นิลุบล  ชัยอิทธิพรวงศ์ และพรทิพย์  อภิสิทธิวาสนา. (2550). ตุลาการภิวัตน์        (คันฉ่องส่องตุลาการไทย) ฉบับ “ตุลาการตีความข้ามตัวบท &amp;amp; ตุลาการวางนโยบายสาธารณะ”. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)   &lt;br /&gt;
บวรศักดิ์  อุวรรณโณ. (2546). ภาพรวมของรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. นนทบุรี : โรงพิมพ์คลังวิชา.&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2544).รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2545).รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2546). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐสภา รัฐบาล องค์กรอิสระ และประเด็นอื่นๆ พ.ศ.2546. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2547). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐสภา รัฐบาล องค์กรอิสระ และประเด็นอื่นๆ พ.ศ. 2547. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2549). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2549 (ทั่วราชอาณาจักร). นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2551). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2550. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า. (2551). รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2551. นนทบุรี : ผู้แต่ง.   &lt;br /&gt;
อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ. (2540). เรียนรู้เรื่องศาลปกครองอย่างคนธรรมดา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน. &lt;br /&gt;
2.  บทความ หนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;
เกษียร  เตชะพีระ. (17 มิถุนายน 2549). การเมืองและสังคมไทยร่วมสมัย ความเสี่ยงของตุลาการภิวัตน์ และย้อนรอยปฎิญญาฟินแลนด์. &lt;br /&gt;
นงนุช  สิงหเดชะ. (17 กรกฎาคม 2551). อลังการตุลาการภิวัตน์.มติชน. น. 6.&lt;br /&gt;
บรรณาธิการ. (1 มิถุนายน 2549). ธีรยุทธ  บุญมี ชู ตุลาการภิวัตน์ แก้วิกฤต-ปฏิรูปการเมือง. มติชนรายวัน, น.2&lt;br /&gt;
บรรณาธิการ. (19 สิงหาคม 2551). ว. วชิระเมธี ชี้ตุลาการภิวัตน์คือธรรมาธิปไตย. คม ชัด ลึก, น.1.&lt;br /&gt;
พิเชษฐ  เมาลานนท์ และนิลุบล  ชัยอิทธิพรวงศ์. (28 กุมภาพันธ์ 2551). “ตุลาการภิวัตน์” กับภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น.&lt;br /&gt;
ไทย. (6 สิงหาคม 2551). ตุลาการภิวัตน์ใต้ระบอบพันธมิตร.&lt;br /&gt;
3. เว็ปไซด์&lt;br /&gt;
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q2/2006june01p3.htm&lt;br /&gt;
http://tnews.teenee.com/politic/3422.html&lt;br /&gt;
http://www.arayachon.org/article/20080806/582&lt;br /&gt;
http://www.newpoliticsparty.net/article/79-judicialization/106-2009-07-15-02-27-28&lt;br /&gt;
http://law.siamhrm.com/?name=knowledge&amp;amp;file=readknowledge&amp;amp;id=15&lt;br /&gt;
http://talk.mthai.com/topic/22098&lt;br /&gt;
http://www.midnightuniv.org/&lt;br /&gt;
http://www.thaijusticereform.com/index.php?option=com_frontpage&amp;amp;Itemid=1&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3856</id>
		<title>ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair”</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3856"/>
		<updated>2009-12-17T16:29:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair” &lt;br /&gt;
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรได้เริ่มปาฐกถาโดยตั้งประเด็นคำถามว่าอะไรคือ Fair? ทำไมจึงไม่ Fair? และทำอย่างไรจึงจะมีสังคมที่ยอมรับกันว่า Fair?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นแรกสำหรับความหมายของคำว่า Fair นั้น อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่การตีความของแต่ละบุคคล ดังนั้น การให้ความหมายนี้จึงอาจต้องมีการปรึกษาหารือกันให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งแท้จริงแล้วคำว่า Fair ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเท่าเทียมกันทั้งหมด หากแต่ต้องเท่าเทียมกันทางโอกาสในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คนรุ่นต่อไปจะต้องมีอนาคตที่สดใส ทั้งนี้ทั้งนั้น สังคมดังกล่าวนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง แต่จะต้องมาจากการผลักดันร่วมกันของคนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นต่อมาได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่มีความเป็นธรรม และต้องประสบกับความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งก็มีต้นตอมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่มาก และสูงกว่ากรณีของประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้วเสียอีก โดยจะสามารถเห็นได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์จากหลายหน่วยงานที่ชี้ชัดว่าการถือครองที่ดิน การถือครองทรัพย์สินและความมั่นคั่งในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มน้อยเพียงร้อยละ 10 ของประเทศเท่านั้น ทำให้การกระจายรายได้ไปสู่คนทุกภาคส่วนนั้นไม่ทั่วถีงเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นสุดท้ายที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจคือการทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม โดยอาจารย์ได้เสนอแนวทางการสร้างสังคมดังกล่าวอยู่ 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การมีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเคารพหลักสิทธิเสรีภาพ ปลอดจากการแทรกแซงของทหาร มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสที่ลดการคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
2) การใช้นโยบายการคลังที่มีการใช้จ่ายภาครัฐที่ให้ประโยชน์กับทุกคน และที่สำคัญคือมีการจัดเก็บภาษีที่ยอมรับกันว่าเป็นธรรม ซึ่งโดยหลักการคือทุกคนต้องเสียภาษี แต่จ่ายตามฐานะ คือมีรายได้มากก็จ่ายมาก มุ่งเน้นให้ความสนใจกับการกระจายภาระภาษี และ &lt;br /&gt;
3) ความตั้งใจทางการเมือง (Political Will) ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ดังเช่นในต่างประเทศที่มีนโยบายทางการเมืองในการสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ในเมืองไทยยังไม่มีความตั้งใจทางการเมืองที่ชัดเจนในลักษณะนี้ ซึ่งความตั้งใจดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสังคมสันติสุขต่อไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้อภิปรายคนแรก &#039;&#039;&#039;ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์&#039;&#039;&#039; ในนามของนักวิชาการ กล่าวว่าสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อำนาจของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร” ซึ่งเป็นการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ “ชนชั้นนำ” ซึ่งเป็นผู้ยึดเอาทรัพยากรส่วนรวมไว้ใช้เพียงเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของสังคมไม่มีโอกาส และไม่มีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรโดยต้องเป็นการจัดสรรที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมในระยะยาว โดยสภาพการณ์อันเป็นปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “การบริหารงานของรัฐที่รวมศูนย์มากเกินไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำถามที่น่าสนใจคือ ใครจะเป็นคนทำหรือรัฐทำเองได้ไหม? ซึ่ง อาจารย์ได้กล่าวย้ำว่ารัฐไม่สามารถทำเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเสนอแนวทางแก้ไขการจัดสรรผลประโยชน์ที่น่าสนใจว่า จะต้องใช้หลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเรามักจะรู้จักกันเพียงแค่การเลือกตั้ง แต่ความจริงแล้วหลักประชาธิไตยยังรวมถึงกระบวนการติดตามตรวจสอบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา หรือแม้แต่การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่เพียงแต่การมอบหมายงานให้หน่วยงานในสายงานที่มีอยู่ดำเนินการเท่านั้น แต่ยังต้องเน้นการกระจาย “อำนาจ” ในการบริหารจัดการทรัพยากรด้วย อาทิ การเก็บภาษี การจัดการน้ำ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้อาจารย์ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขว่าการกระจายอำนาจนั้น ไม่เพียงแค่มองแต่หน่วยงานที่เป็นภาครัฐเฉพาะอย่างเดียว แต่ต้องให้หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ และถ่วงดุลด้วย ส่วนภาครัฐเองต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ให้คำปรึกษาแนะนำ ไม่คิดเองทำเอง และที่สำคัญต้องใช้กระบวนการสานเสวนาหาทางออก (Deliberative) มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ท้ายสุด อาจารย์ให้ข้อคิดที่ท้าทายว่าสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกลไกในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคสังคม เพื่อให้ภาคสังคมได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ร่วมอภิปรายคนที่ 2 คือ &#039;&#039;&#039;ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&#039;&#039;&#039; ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนจากภาครัฐ ได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการจัดสรรผลประโยชน์ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในกระแสของโลก โดยในระยะเริ่มแรก ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางและนโยบายต่างๆ โดยจะให้นโยบายการคลังเป็นตัวนำ แต่หลังจากนั้น ในช่วงกลางๆของการพัฒนาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบการตลาดและทุนนิยมมากขึ้น โดยจะเน้นการให้บริการทางเศรษฐกิจและสังคมกับประชาชนมากขึ้น เช่น มีการส่งเสริมด้านอาชีพ รายได้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการในการแบ่งสรรผลประโยชน์หรือการพัฒนาได้เปลี่ยนไป โดยมีการนำเกิดแนวคิดของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และความสุขที่ยั่งยืน แต่ก็ยังเกิดความขัดแย้งอยู่เพราะแม้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมของการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในสังคมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งยังมีความยากจน การเข้าถึงการบริการต่างๆ ไม่ทั่วถึง การศึกษาต่ำ และแบ่งสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่ปัญหาความขัดแย้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี กล่าวว่าสภาพความเป็นจริงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตและทุนทางเศรษฐกิจ รัฐทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดการทรัพยากร ในขณะที่ “ฐานะทางเศรษฐกิจ” เป็นตัวกำหนดความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น จึงต้องพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนาประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นการพัฒนาที่ “สมดุลในทุกมิติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (WIN - WIN) อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสของการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และ สามารถลดความขัดแย้งของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี มีข้อเสนอ 3 ประการเพื่อลดความขัดแย้ง ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การลดความเหลื่อมล้ำด้านความเจริญและรายได้ &lt;br /&gt;
2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาด / ทุนนิยม และ &lt;br /&gt;
3) การร่วมกันสร้างการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ดร. สมภพ เจริญกุล&#039;&#039;&#039; เป็นผู้อภิปรายคนที่สาม ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนที่มาจากภาคเอกชน ได้บอกความรู้สึกส่วนตัวแก่ผู้เข้าสัมมนาว่า ปัจจุบันคนในสังคมไทยมีอาการ 5 อย่าง คือ 1) คนไทยกำลัง “สับสน” ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี 2) เรากำลังมีอาการ “สุดเสียว” เพราะไม่รู้ว่าอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจซึ่ง &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; กับ เจ๋ง&amp;quot; มีโอกาสเท่าๆ กัน นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาทำธุรกิจการค้าและประชาชนก็ไม่กล้าใช้จ่าย 3) คนไทยมีอาการ “สยอง” เพราะมีความรุนแรงเกิดทุกหนทุกแห่งทุกสถาบันหรือแม้แต่ในรัฐสภาก็ตาม คนในสังคมพูดส่อเสียดให้ร้ายกันต่างๆ นาๆ 4) คนไทยกำลัง “สิ้นหวัง” เพราะมองไม่เห็นแสงสว่างในการแก้ปัญหา และอาการสุดท้ายคือ 5) เรากำลัง “เศร้าสร้อย” ซึ่งสังเกตได้จากการยิ้ม แม้จะยิ้มหรือหัวเราะก็ไม่เต็มที่ &lt;br /&gt;
ดร. สมภพ ยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจาก “ผลประโยชน์” เป็นหลักใหญ่ ซึ่งผลประโยชน์นั้นจะไม่เข้าใครออกใคร ไม่เลือกฝั่ง ใครให้ผลประโยชน์มากกว่าก็ไปอยู่กับฝ่ายนั้น และถ้ามนุษย์ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็จะโกรธและเกิดความขัดแย้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้เข้าร่วมอภิปรายคนสุดท้ายมาจากภาคประชาสังคม เป็นนักต่อสู้ และนักขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของผู้บริโภค คุณสารี อ๋องสมหวัง เปิดการอภิปรายว่า สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากการที่สังคมไทยยอมรับในความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หลายครั้งสังคมไทยจึงมักที่จะเพิกเฉยต่อการละเมิด เอาเปรียบ กดขี่  รวมทั้งความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังยากที่จะแก้ไข คุณสารี ได้ยกตัวอย่างความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในหลายกรณีว่าเกิดจากความบกพร่องของกลไกการพัฒนาของรัฐ และการปิดกั้นโอกาสในการได้รับการพัฒนาและการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น จึงเสนอว่าเพื่อจะลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนากลไกในการจัดบริการของภาครัฐ เร่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐจะต้อง “ฟังเสียงประชาชน” นอกจากนี้คุณสารี ยังได้เสนอแนะว่า การสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชนเป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่สำคัญ โดยได้ยกตัวอย่างของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 8 จังหวัด และเครือข่ายประชาชนผลักดันกฎหมายหลักประกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยต่อสู้เรื่องความเสียหายและความไม่เป็นธรรมให้แก่คนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
…………………………….&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1: รัฐบาลกับความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 1 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 5 ท่าน ได้แก่ผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์  ดร.ไมเคิล เนลสัน อาจารย์บุญเสริม นาคสาร รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต และผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ดำเนินรายการโดยศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มนี้เริ่มต้นการพูดคุยโดยผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์ ที่กล่าวถึงบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของสถาบันฯเรื่อง “ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทย” ในการทำงานวิจัยดังกล่าว อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินยังขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และยังมีความซ้ำซ้อนในแง่บทบาท อำนาจ หน้าที่ในส่วนของการรับรู้ของบุคคลภายนอก ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคของผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่ายังมีปัญหาทั้งทางด้านผู้ตรวจฯและสำนักงาน และที่สำคัญคือ ต้องมีการกำหนด “หลักแห่งความเป็นธรรม” ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาดร.ไมเคิล เนลสัน ได้แสดงความคิดเห็นว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยกลุ่มอำนาจ 5 กลุ่ม คือ พระมหากษัตริย์ (และองคมนตรี) ทหาร อำมาตย์ นักการเมือง และประชาชน ซึ่งกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ผลัดกันเข้ามามีบทบาททางการเมืองในแต่ละบริบท สำหรับบทความของอาจารย์ได้กล่าวถึงกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้งแบบปี 2540 เป็นแบบปี 2550 นั้น ไม่มีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน และไม่ตรงกับความเป็นจริงในระดับจังหวัดและประเทศไทย ในขณะที่รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต ได้เน้นว่าประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนต้องคำนึงถึงความชอบธรรมอย่างน้อย 2 ประเด็น หนึ่ง คือการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ ซึ่งต้องชอบธรรมด้วยหลักกฎหมายและหลักศีลธรรม มิฉะนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีประสิทธิภาพมากก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับอาจารย์บุญเสริม นาคสาร ได้นำเสนอรูปแบบรัฐสภาที่เหมาะสม เช่น จำนวน สส.สว.ซึ่งมีผู้แทนจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ เพื่อที่จะให้รัฐสภาเป็นสภาแห่งตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งแต่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ อาจารย์เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรสังกัดพรรคการเมืองใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ได้ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายของรัฐในเรื่องการพัฒนาไปใช้ในสังคม ซึ่งอาจารย์พบว่านโยบายของรัฐทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เพราะนโยบายของรัฐไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2: การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจในการลดความขัดแย้งและสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 2 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ และ Prof.Shinya Imaizumi ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับกลุ่มนี้ ได้ข้อสรุปการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง (Income and Wealth Redistribution) ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากสาเหตุทางด้านการคลัง โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ด้าน คือ รายรับและรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ด้านรายรับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างภาษี ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมที่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ มีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เกิดผลเสียหายต่อประชาธิปไตย เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Economic Rent) ของนักการเมืองและข้าราชการ &lt;br /&gt;
2.ด้านรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐใน 3 ด้านหลัก คือ สาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างคนจน-คนรวย ซึ่งบริการของภาครัฐดังกล่าว ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น กรอบแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาเชิงคุณภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการคลัง คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีอากรเพื่อเพิ่มรายรับ และลดรายจ่ายอื่นของรัฐในการนำมาใช้กับระบบสวัสดิการพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพื่อลดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของคนไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3: ตุลาการภิวัตน์ (Judicial Review) และตุลาธิปไตย (Judicial Activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 3 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 2 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต และรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดำเนินรายการโดยอาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับการนำเสนอข้อมูลและร่วมแลกเปลี่ยนในกลุ่มนี้ มีข้อสรุปดังต่อไปนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญและสังคมมอบอำนาจและความไว้วางใจให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการเมือง จึงเกิดประเด็นคำถามในบทบาทของสถาบันตุลาการที่สำคัญ คือ “ตุลาการภิวัตน์” หรือ Judicial Review หรือ Judicialization ทั้งนี้ ตุลาการภิวัตน์ของไทยมีความแตกต่างไปจาก ตุลาการภิวัตน์ของประเทศที่เป็นต้นแบบ เช่น สหรัฐอเมริกา ค่อนข้างมาก  &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมร่วมกันเสนอแนวทางหรือรูปแบบเพื่อ “ตุลาการภิวัตน์” ของไทย โดยต้องยึดมั่นในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ปลอดจากอคติ และต้องให้ความสำคัญกับ “วิธีพิจารณาความ” เพราะเป็นดุลพินิจที่มีผลต่อการสร้างความเป็นธรรม การให้เหตุผลประกอบคำพิพากษามีความสำคัญอย่างมากและมีผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ และต้องยึดหลักกฎหมายและความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการใช้อำนาจหน้าที่ในทางการเมืองของศาลนั้น จำเป็นต้องมีการทบทวนความจำเป็น  สัดส่วนความเหมาะสม  ที่มาหรือองค์ประกอบของสถาบันตุลาการ รวมทั้งการยึดโยงกับประชาชนประกอบด้วย    &lt;br /&gt;
การพิจารณาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น เป็นส่วนที่ช่วยให้การทำหน้าที่ของศาลต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยสังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ศาลตามหลักทางวิชาการได้&lt;br /&gt;
บทบาทของสถาบันตุลาการในพื้นที่พิเศษเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจต้องพิจารณาเป็นการพิเศษ&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันตุลาการได้แสดงบทบาทในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยได้ ควรมีการปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรแรกที่ควรศึกษาทบทวน เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่เข้าข่ายเป็นตุลาการภิวัตน์มากกว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครอง   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งควรปฏิรูปตั้งแต่ที่มา องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ อีกทั้ง มีการเสนอให้นำระบบผู้พิพากษาสมทบ และให้มีหน่วยงานสนับสนุนหรือระบบช่วยเหลือการทำหน้าที่ของศาล เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนก่อนพิพากษาคดี  ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลสถาบันตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ อาจสร้างระบบการควบคุมกำกับกันเองเหมือนกับ ก.ต.ของศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยรวมแล้ว ต้องพยายามทำให้คำพิพากษาของศาลเป็นคำพิพากษาที่มีคุณภาพ มีการให้เหตุผลอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งการที่จะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากต้องใช้แนวทางดังกล่าวแล้ว ต้องมีการปฏิรูประบบการเรียนการสอนวิชานิติศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ สังคมโดยเฉพาะสถาบันวิชาการและสื่อมวลชน ต้องทำหน้าที่ในการกำกับและติดตามวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา รวมทั้งการสอดส่องการดำรงตนของตุลาการด้วย   &lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4: นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 4 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่พระไพศาล วิสาโล ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ศ.(พิเศษ)ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม และรศ.ดร.โคทม อารียา ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.พรรณทิพย์   ศิริวรรณบุศย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมได้อภิปรายและเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจำแนกความขัดแย้งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความขัดแย้งทางเมือง 2. ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ควรจะสร้างสัมพันธภาพด้วยการให้ผู้นำมาพบปะพูดคุยกัน  และควรเน้นการแก้ไขความขัดแย้งจากภายในด้านความรู้สึกและจิตใจ ส่วนความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ควรมีการวิเคราะห์ระดับความขัดแย้งและความหวาดระแวง โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องอำนาจว่าคู่ขัดแย้งมีอำนาจน้อยหรืออำนาจมาก และผสมผสานวิธีการแก้ไขไปตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนของวิธีการจัดการความขัดแย้งนั้น อาจจะใช้วิธีการเสริมพลังคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเพื่อทำให้เขารู้สึกว่าพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ การแก้ไขความขัดแย้งโดยฝ่ายที่สาม และการหากิจกรรมร่วมกัน เช่น การสร้างสะพาน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมนั้น สังคมไทยมีระบบการจัดการความขัดแย้งด้วยภูมิปัญญาในชุมชน  ทำให้สามารถประสบความสำเร็จในการแก้ไขความขัดแย้งได้หลายกรณี  อาทิ ความขัดแย้งในสถานพินิจ  ความขัดแย้งระหว่างพระวินัยธรกับพระธรรมถึกกรณีที่ใช้น้ำในกระบวยในห้องน้ำเหลือ การแย่งน้ำที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง การเลือกตั้งในท้องถิ่นแล้วเกิดความขัดแย้งที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ผู้ค้ารายย่อยกับผู้เช่าสัมปทานรถไฟ อำเภอหัวหิน ความขัดแย้งในสถานศึกษาในโรงเรียน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นมีหลายวิธี ประกอบด้วยการสานเสวนาพูดคุยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกันในรูปแบบคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง การไกล่เกลี่ยโดยพระสงฆ์ และพระพุทธเจ้าซึ่งคู่กรณีให้การยอมรับ รวมถึงระบบศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป และการไกล่เกลี่ยโดยเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5: การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 5 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่นายวีระ สมความคิด นางสาวรสนา โตสิตระกูล ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง และดร.นฤมล ทับจุมพล ดำเนินรายการโดยผศ.ทศพล สมพงษ์ ซึ่งกลุ่มนี้มีการสรุปผลการพูดคุยในประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตและการทุจริตของภาครัฐได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน โดยสาเหตุสำคัญของการทุจริตระยะเริ่มแรกเกิดจากระบบการเลือกตั้งของไทยที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้นักการเมืองต้องทุจริตเพื่อถอนทุน และในปัจจุบัน รูปแบบการทุจริตได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความซับซ้อน ยากต่อการตรวจสอบ และส่งผลเสียหายต่อสังคมมากขึ้น นอกจากนักการเมืองแล้ว นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐยังถือได้ว่ามีส่วนสำคัญในกระบวนการทุจริต หรือเรียกว่า “สามเหลี่ยมแห่งการคอร์รัปชั่น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่พุทธศักราช 2540 ได้เพิ่มบทบาทให้กับภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งกำหนดให้มีกลไกที่สนับสนุนการดำเนินการ เช่น การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น ปปช. เป็นต้น แต่กลไกตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และประชาชนมักถูกปิดกั้นโอกาสในการตรวจสอบโดยนักการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ภาคประชาชนต้องมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น เนื่องจากเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดสรรผลประโยชน์เพื่อสาธารณะ ทั้งนี้ ภาคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ และนอกจากนี้ สื่อมวลชนเองก็เป็นภาคส่วนสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและตีแผ่การทุจริต รวมทั้งเสริมสร้างให้เกิดค่านิยมในการมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบการทุจริตโดยภาคประชาชน  ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่เอื้อต่อการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง เนื่องจากในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้น ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยง ต้องเสียเวลา และผลกระทบที่อาจตามมาต่อหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6: ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 6 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายจาดุร อภิชาตบุตร ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ดำเนินรายการโดยศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ห้องนี้จะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ ซึ่งศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ได้กล่าวว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ทำให้สมรรถนะความสามารถของหน่วยงานภาครัฐลดลง แม้ว่าระบบการบริหารภาครัฐจะมีการปรับกระบวนทัศน์หลายต่อหลายครั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐในการตอบสนองและจัดการปัญหาภายใต้การเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกที่ประชาชนมีความเข้มแข็งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองได้ดีและรวดเร็วทันต่อความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น อาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่าระบบการบริหารภาครัฐควรจะต้องพัฒนาในเรื่องสมรรถนะความสามารถแกนหลักเพิ่มขึ้น 3 ประการ คือ ความเข้าถึงเข้าใจความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ความสามารถในการแสวงหา แบ่งปัน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสามารถด้านการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังต้องมีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ และความชอบธรรมในการจัดสรรทรัพยากรด้วย ในการปรับนั้นองค์กรควรจะใช้หลักการบริหารแบบ Sense &amp;amp; Simplicity หมายถึงเข้าใจ เข้าถึง และทำได้ แก้ปัญหาได้ คือง่ายและรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นในระดับบริการและระดับการจัดการทรัพยากร แต่ยังไม่มีในระดับนโยบาย ดังนั้น จึงควรต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนในระดับระบบ (Systematic Level) มากกว่าในระดับบริหาร (Technical Level) และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือต้องปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนมุมมองจากผู้ปฏิบัตินั้น นายจาดุร อภิชาตบุตร กล่าวว่าโครงการต่างๆ ของรัฐที่ล้มเหลว เช่น โครงการโฮปเวลล์ และโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จริงๆ แล้วระบบบริหารราชการแบบเดียวกันใช้ได้ดีในหลายๆ ประเทศ แต่ที่ไม่ได้ผลในบางประเทศเป็นเพราะการบริหารงานยังไม่เข้าถึงประโยชน์สุขของประชาชนอย่างทั่วถึง คนที่ควบคุมระบบต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบ มีจริยธรรม กล่าวได้ว่าตัวระบบนั้นดี แต่ปัญหาจริงๆ คือคนที่ควบคุมระบบ ควรมีระบบในการคัดเลือกคนดีมีจริยธรรมเข้ามาควบคุมระบบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของยุทธศาสตร์การปรับระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การพัฒนาระบบจังหวัดบูรณาการเป็นการลดอำนาจกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มาอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดมีงบประมาณและยุทธศาสตร์ของตัวเอง แต่การจัดระบบกลุ่มจังหวัด นอกจากจะมีกรรมการบริหารจังหวัดแล้วควรจะมีกรรมการบริหารอำเภอแบบบูรณาการด้วย และควรมีการจัดบุคลากรที่มีทักษะ ความถนัดให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงระบบงบประมาณซึ่งยังคงใช้งบส่วนกลาง  ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการทบทวนแก้ไขในช่วงปี 2551 โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการจัดทำแผนและงบจังหวัด ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดวิธีการสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การตั้งกรรมการบริหารอำเภอ และให้ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการสอดคล้องกับแผนจังหวัด ส่วนในอนาคตนั้น ควรจะเน้นชุมชนเข้มแข็ง ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน สำรวจปัญหาความต้องการผ่านประชาคมที่เป็นกลาง กำหนดแผนตามความต้องการโดยบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างผลงานกับเส้นด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7: การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 7 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นนักวิชาการ 3 ท่านและนักปฏิบัติ 1 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์  รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์วีระศักดิ์  เครือเทพ และนายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ รศ.ตระกูล มีชัยได้นำเสนอประเด็นการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยกล่าวถึงสภาพปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงองค์กรเดียวในการใช้อำนาจทางการบริหารและอำนาจปกครอง แต่ยังมีองค์กรภาคประชาสังคมอันได้แก่สภาองค์กรชุมชน และราชการส่วนท้องที่อันได้แก่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน จึงได้เสนอให้มีการปรับรูปแบบที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นให้มาจากทั้งการเลือกตั้งโดยประชาชนผสมกับการเลือกผู้แทนของภาคประชาสังคม อันจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และเกิดการทำงานแบบร่วมมือและปรึกษาหารือกัน และลดปัญหาความขัดแย้งภายในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนอาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพได้ให้ความเห็นในประเด็นการจัดทำแผนและงบประมาณแบบมีส่วนร่วมว่า การทำประชาคมหมู่บ้านและประชาคมตำบลในปัจจุบันประสบปัญหาการวางแผนแบบแยกส่วนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะมองถึงประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้แผนพัฒนาตำบลและแผนงบประมาณไม่มีทิศทาง จึงเสนอให้เขตการเลือกตั้งของสมาชิกสภา อบต.เหลือเพียงเขตเลือกตั้งเดียว เพื่อให้การพัฒนาตำบลเป็นแบบองค์รวม ไม่มีการแย่งชิงงบประมาณเพื่อลงพื้นที่/หมู่บ้านของตน ประกอบกับให้มีการจัดทำกรอบงบประมาณที่บ่งบอกถึงขนาดงบประมาณที่รองรับต่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบล เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียกร้องโครงการอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นและอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ทางการคลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กล่าวถึงประเด็นการบริการสาธารณะด้านสวัสดิการสังคมและการจัดสรรรายจ่ายเฉพาะกลุ่มคนจนและด้อยโอกาสในสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมว่า ปัจจุบันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเน้นการจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจัดสวัสดิการสังคม อีกทั้งกลุ่มคนจนและคนด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรปรับสมรรถนะในการจัดบริการเชิงรุกให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม โดยมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้รับบริการเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ หากในอนาคต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของคนเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติหนึ่งเดียวของกลุ่มคือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้นำเสนอการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา โดยเล่าถึงกิจกรรมที่เทศบาลได้ดำเนินการเพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับ เช่น โครงการสภาประชาชน เทศบาลสัญจร และโครงการที่เน้นการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน เช่น โครงการสำนึกรักท้องถิ่น การจัดหลักสูตรท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าข้อเสนอของวิทยากรทั้ง 4 ท่านมีความน่าสนใจ และเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันควรที่จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงที่มีความสอดคล้องกับบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายต่อไป&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3855</id>
		<title>ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair”</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3855"/>
		<updated>2009-12-17T16:28:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair”]] &lt;br /&gt;
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรได้เริ่มปาฐกถาโดยตั้งประเด็นคำถามว่าอะไรคือ Fair? ทำไมจึงไม่ Fair? และทำอย่างไรจึงจะมีสังคมที่ยอมรับกันว่า Fair?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นแรกสำหรับความหมายของคำว่า Fair นั้น อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่การตีความของแต่ละบุคคล ดังนั้น การให้ความหมายนี้จึงอาจต้องมีการปรึกษาหารือกันให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งแท้จริงแล้วคำว่า Fair ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเท่าเทียมกันทั้งหมด หากแต่ต้องเท่าเทียมกันทางโอกาสในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คนรุ่นต่อไปจะต้องมีอนาคตที่สดใส ทั้งนี้ทั้งนั้น สังคมดังกล่าวนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง แต่จะต้องมาจากการผลักดันร่วมกันของคนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นต่อมาได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่มีความเป็นธรรม และต้องประสบกับความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งก็มีต้นตอมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่มาก และสูงกว่ากรณีของประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้วเสียอีก โดยจะสามารถเห็นได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์จากหลายหน่วยงานที่ชี้ชัดว่าการถือครองที่ดิน การถือครองทรัพย์สินและความมั่นคั่งในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มน้อยเพียงร้อยละ 10 ของประเทศเท่านั้น ทำให้การกระจายรายได้ไปสู่คนทุกภาคส่วนนั้นไม่ทั่วถีงเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นสุดท้ายที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจคือการทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม โดยอาจารย์ได้เสนอแนวทางการสร้างสังคมดังกล่าวอยู่ 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การมีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเคารพหลักสิทธิเสรีภาพ ปลอดจากการแทรกแซงของทหาร มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสที่ลดการคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
2) การใช้นโยบายการคลังที่มีการใช้จ่ายภาครัฐที่ให้ประโยชน์กับทุกคน และที่สำคัญคือมีการจัดเก็บภาษีที่ยอมรับกันว่าเป็นธรรม ซึ่งโดยหลักการคือทุกคนต้องเสียภาษี แต่จ่ายตามฐานะ คือมีรายได้มากก็จ่ายมาก มุ่งเน้นให้ความสนใจกับการกระจายภาระภาษี และ &lt;br /&gt;
3) ความตั้งใจทางการเมือง (Political Will) ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ดังเช่นในต่างประเทศที่มีนโยบายทางการเมืองในการสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ในเมืองไทยยังไม่มีความตั้งใจทางการเมืองที่ชัดเจนในลักษณะนี้ ซึ่งความตั้งใจดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสังคมสันติสุขต่อไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้อภิปรายคนแรก &#039;&#039;&#039;ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์&#039;&#039;&#039; ในนามของนักวิชาการ กล่าวว่าสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อำนาจของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร” ซึ่งเป็นการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ “ชนชั้นนำ” ซึ่งเป็นผู้ยึดเอาทรัพยากรส่วนรวมไว้ใช้เพียงเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของสังคมไม่มีโอกาส และไม่มีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรโดยต้องเป็นการจัดสรรที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมในระยะยาว โดยสภาพการณ์อันเป็นปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “การบริหารงานของรัฐที่รวมศูนย์มากเกินไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำถามที่น่าสนใจคือ ใครจะเป็นคนทำหรือรัฐทำเองได้ไหม? ซึ่ง อาจารย์ได้กล่าวย้ำว่ารัฐไม่สามารถทำเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเสนอแนวทางแก้ไขการจัดสรรผลประโยชน์ที่น่าสนใจว่า จะต้องใช้หลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเรามักจะรู้จักกันเพียงแค่การเลือกตั้ง แต่ความจริงแล้วหลักประชาธิไตยยังรวมถึงกระบวนการติดตามตรวจสอบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา หรือแม้แต่การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่เพียงแต่การมอบหมายงานให้หน่วยงานในสายงานที่มีอยู่ดำเนินการเท่านั้น แต่ยังต้องเน้นการกระจาย “อำนาจ” ในการบริหารจัดการทรัพยากรด้วย อาทิ การเก็บภาษี การจัดการน้ำ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้อาจารย์ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขว่าการกระจายอำนาจนั้น ไม่เพียงแค่มองแต่หน่วยงานที่เป็นภาครัฐเฉพาะอย่างเดียว แต่ต้องให้หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ และถ่วงดุลด้วย ส่วนภาครัฐเองต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ให้คำปรึกษาแนะนำ ไม่คิดเองทำเอง และที่สำคัญต้องใช้กระบวนการสานเสวนาหาทางออก (Deliberative) มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ท้ายสุด อาจารย์ให้ข้อคิดที่ท้าทายว่าสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกลไกในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคสังคม เพื่อให้ภาคสังคมได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ร่วมอภิปรายคนที่ 2 คือ &#039;&#039;&#039;ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&#039;&#039;&#039; ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนจากภาครัฐ ได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการจัดสรรผลประโยชน์ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในกระแสของโลก โดยในระยะเริ่มแรก ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางและนโยบายต่างๆ โดยจะให้นโยบายการคลังเป็นตัวนำ แต่หลังจากนั้น ในช่วงกลางๆของการพัฒนาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบการตลาดและทุนนิยมมากขึ้น โดยจะเน้นการให้บริการทางเศรษฐกิจและสังคมกับประชาชนมากขึ้น เช่น มีการส่งเสริมด้านอาชีพ รายได้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการในการแบ่งสรรผลประโยชน์หรือการพัฒนาได้เปลี่ยนไป โดยมีการนำเกิดแนวคิดของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และความสุขที่ยั่งยืน แต่ก็ยังเกิดความขัดแย้งอยู่เพราะแม้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมของการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในสังคมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งยังมีความยากจน การเข้าถึงการบริการต่างๆ ไม่ทั่วถึง การศึกษาต่ำ และแบ่งสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่ปัญหาความขัดแย้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี กล่าวว่าสภาพความเป็นจริงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตและทุนทางเศรษฐกิจ รัฐทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดการทรัพยากร ในขณะที่ “ฐานะทางเศรษฐกิจ” เป็นตัวกำหนดความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น จึงต้องพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนาประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นการพัฒนาที่ “สมดุลในทุกมิติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (WIN - WIN) อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสของการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และ สามารถลดความขัดแย้งของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี มีข้อเสนอ 3 ประการเพื่อลดความขัดแย้ง ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การลดความเหลื่อมล้ำด้านความเจริญและรายได้ &lt;br /&gt;
2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาด / ทุนนิยม และ &lt;br /&gt;
3) การร่วมกันสร้างการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ดร. สมภพ เจริญกุล&#039;&#039;&#039; เป็นผู้อภิปรายคนที่สาม ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนที่มาจากภาคเอกชน ได้บอกความรู้สึกส่วนตัวแก่ผู้เข้าสัมมนาว่า ปัจจุบันคนในสังคมไทยมีอาการ 5 อย่าง คือ 1) คนไทยกำลัง “สับสน” ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี 2) เรากำลังมีอาการ “สุดเสียว” เพราะไม่รู้ว่าอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจซึ่ง &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; กับ เจ๋ง&amp;quot; มีโอกาสเท่าๆ กัน นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาทำธุรกิจการค้าและประชาชนก็ไม่กล้าใช้จ่าย 3) คนไทยมีอาการ “สยอง” เพราะมีความรุนแรงเกิดทุกหนทุกแห่งทุกสถาบันหรือแม้แต่ในรัฐสภาก็ตาม คนในสังคมพูดส่อเสียดให้ร้ายกันต่างๆ นาๆ 4) คนไทยกำลัง “สิ้นหวัง” เพราะมองไม่เห็นแสงสว่างในการแก้ปัญหา และอาการสุดท้ายคือ 5) เรากำลัง “เศร้าสร้อย” ซึ่งสังเกตได้จากการยิ้ม แม้จะยิ้มหรือหัวเราะก็ไม่เต็มที่ &lt;br /&gt;
ดร. สมภพ ยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจาก “ผลประโยชน์” เป็นหลักใหญ่ ซึ่งผลประโยชน์นั้นจะไม่เข้าใครออกใคร ไม่เลือกฝั่ง ใครให้ผลประโยชน์มากกว่าก็ไปอยู่กับฝ่ายนั้น และถ้ามนุษย์ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็จะโกรธและเกิดความขัดแย้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้เข้าร่วมอภิปรายคนสุดท้ายมาจากภาคประชาสังคม เป็นนักต่อสู้ และนักขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของผู้บริโภค คุณสารี อ๋องสมหวัง เปิดการอภิปรายว่า สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากการที่สังคมไทยยอมรับในความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หลายครั้งสังคมไทยจึงมักที่จะเพิกเฉยต่อการละเมิด เอาเปรียบ กดขี่  รวมทั้งความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังยากที่จะแก้ไข คุณสารี ได้ยกตัวอย่างความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในหลายกรณีว่าเกิดจากความบกพร่องของกลไกการพัฒนาของรัฐ และการปิดกั้นโอกาสในการได้รับการพัฒนาและการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น จึงเสนอว่าเพื่อจะลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนากลไกในการจัดบริการของภาครัฐ เร่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐจะต้อง “ฟังเสียงประชาชน” นอกจากนี้คุณสารี ยังได้เสนอแนะว่า การสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชนเป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่สำคัญ โดยได้ยกตัวอย่างของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 8 จังหวัด และเครือข่ายประชาชนผลักดันกฎหมายหลักประกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยต่อสู้เรื่องความเสียหายและความไม่เป็นธรรมให้แก่คนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
…………………………….&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1: รัฐบาลกับความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 1 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 5 ท่าน ได้แก่ผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์  ดร.ไมเคิล เนลสัน อาจารย์บุญเสริม นาคสาร รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต และผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ดำเนินรายการโดยศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มนี้เริ่มต้นการพูดคุยโดยผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์ ที่กล่าวถึงบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของสถาบันฯเรื่อง “ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทย” ในการทำงานวิจัยดังกล่าว อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินยังขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และยังมีความซ้ำซ้อนในแง่บทบาท อำนาจ หน้าที่ในส่วนของการรับรู้ของบุคคลภายนอก ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคของผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่ายังมีปัญหาทั้งทางด้านผู้ตรวจฯและสำนักงาน และที่สำคัญคือ ต้องมีการกำหนด “หลักแห่งความเป็นธรรม” ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาดร.ไมเคิล เนลสัน ได้แสดงความคิดเห็นว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยกลุ่มอำนาจ 5 กลุ่ม คือ พระมหากษัตริย์ (และองคมนตรี) ทหาร อำมาตย์ นักการเมือง และประชาชน ซึ่งกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ผลัดกันเข้ามามีบทบาททางการเมืองในแต่ละบริบท สำหรับบทความของอาจารย์ได้กล่าวถึงกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้งแบบปี 2540 เป็นแบบปี 2550 นั้น ไม่มีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน และไม่ตรงกับความเป็นจริงในระดับจังหวัดและประเทศไทย ในขณะที่รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต ได้เน้นว่าประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนต้องคำนึงถึงความชอบธรรมอย่างน้อย 2 ประเด็น หนึ่ง คือการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ ซึ่งต้องชอบธรรมด้วยหลักกฎหมายและหลักศีลธรรม มิฉะนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีประสิทธิภาพมากก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับอาจารย์บุญเสริม นาคสาร ได้นำเสนอรูปแบบรัฐสภาที่เหมาะสม เช่น จำนวน สส.สว.ซึ่งมีผู้แทนจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ เพื่อที่จะให้รัฐสภาเป็นสภาแห่งตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งแต่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ อาจารย์เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรสังกัดพรรคการเมืองใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ได้ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายของรัฐในเรื่องการพัฒนาไปใช้ในสังคม ซึ่งอาจารย์พบว่านโยบายของรัฐทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เพราะนโยบายของรัฐไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2: การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจในการลดความขัดแย้งและสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 2 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ และ Prof.Shinya Imaizumi ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับกลุ่มนี้ ได้ข้อสรุปการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง (Income and Wealth Redistribution) ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากสาเหตุทางด้านการคลัง โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ด้าน คือ รายรับและรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ด้านรายรับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างภาษี ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมที่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ มีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เกิดผลเสียหายต่อประชาธิปไตย เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Economic Rent) ของนักการเมืองและข้าราชการ &lt;br /&gt;
2.ด้านรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐใน 3 ด้านหลัก คือ สาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างคนจน-คนรวย ซึ่งบริการของภาครัฐดังกล่าว ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น กรอบแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาเชิงคุณภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการคลัง คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีอากรเพื่อเพิ่มรายรับ และลดรายจ่ายอื่นของรัฐในการนำมาใช้กับระบบสวัสดิการพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพื่อลดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของคนไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3: ตุลาการภิวัตน์ (Judicial Review) และตุลาธิปไตย (Judicial Activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 3 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 2 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต และรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดำเนินรายการโดยอาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับการนำเสนอข้อมูลและร่วมแลกเปลี่ยนในกลุ่มนี้ มีข้อสรุปดังต่อไปนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญและสังคมมอบอำนาจและความไว้วางใจให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการเมือง จึงเกิดประเด็นคำถามในบทบาทของสถาบันตุลาการที่สำคัญ คือ “ตุลาการภิวัตน์” หรือ Judicial Review หรือ Judicialization ทั้งนี้ ตุลาการภิวัตน์ของไทยมีความแตกต่างไปจาก ตุลาการภิวัตน์ของประเทศที่เป็นต้นแบบ เช่น สหรัฐอเมริกา ค่อนข้างมาก  &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมร่วมกันเสนอแนวทางหรือรูปแบบเพื่อ “ตุลาการภิวัตน์” ของไทย โดยต้องยึดมั่นในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ปลอดจากอคติ และต้องให้ความสำคัญกับ “วิธีพิจารณาความ” เพราะเป็นดุลพินิจที่มีผลต่อการสร้างความเป็นธรรม การให้เหตุผลประกอบคำพิพากษามีความสำคัญอย่างมากและมีผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ และต้องยึดหลักกฎหมายและความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการใช้อำนาจหน้าที่ในทางการเมืองของศาลนั้น จำเป็นต้องมีการทบทวนความจำเป็น  สัดส่วนความเหมาะสม  ที่มาหรือองค์ประกอบของสถาบันตุลาการ รวมทั้งการยึดโยงกับประชาชนประกอบด้วย    &lt;br /&gt;
การพิจารณาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น เป็นส่วนที่ช่วยให้การทำหน้าที่ของศาลต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยสังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ศาลตามหลักทางวิชาการได้&lt;br /&gt;
บทบาทของสถาบันตุลาการในพื้นที่พิเศษเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจต้องพิจารณาเป็นการพิเศษ&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันตุลาการได้แสดงบทบาทในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยได้ ควรมีการปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรแรกที่ควรศึกษาทบทวน เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่เข้าข่ายเป็นตุลาการภิวัตน์มากกว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครอง   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งควรปฏิรูปตั้งแต่ที่มา องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ อีกทั้ง มีการเสนอให้นำระบบผู้พิพากษาสมทบ และให้มีหน่วยงานสนับสนุนหรือระบบช่วยเหลือการทำหน้าที่ของศาล เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนก่อนพิพากษาคดี  ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลสถาบันตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ อาจสร้างระบบการควบคุมกำกับกันเองเหมือนกับ ก.ต.ของศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยรวมแล้ว ต้องพยายามทำให้คำพิพากษาของศาลเป็นคำพิพากษาที่มีคุณภาพ มีการให้เหตุผลอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งการที่จะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากต้องใช้แนวทางดังกล่าวแล้ว ต้องมีการปฏิรูประบบการเรียนการสอนวิชานิติศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ สังคมโดยเฉพาะสถาบันวิชาการและสื่อมวลชน ต้องทำหน้าที่ในการกำกับและติดตามวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา รวมทั้งการสอดส่องการดำรงตนของตุลาการด้วย   &lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4: นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 4 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่พระไพศาล วิสาโล ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ศ.(พิเศษ)ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม และรศ.ดร.โคทม อารียา ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.พรรณทิพย์   ศิริวรรณบุศย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมได้อภิปรายและเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจำแนกความขัดแย้งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความขัดแย้งทางเมือง 2. ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ควรจะสร้างสัมพันธภาพด้วยการให้ผู้นำมาพบปะพูดคุยกัน  และควรเน้นการแก้ไขความขัดแย้งจากภายในด้านความรู้สึกและจิตใจ ส่วนความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ควรมีการวิเคราะห์ระดับความขัดแย้งและความหวาดระแวง โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องอำนาจว่าคู่ขัดแย้งมีอำนาจน้อยหรืออำนาจมาก และผสมผสานวิธีการแก้ไขไปตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนของวิธีการจัดการความขัดแย้งนั้น อาจจะใช้วิธีการเสริมพลังคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเพื่อทำให้เขารู้สึกว่าพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ การแก้ไขความขัดแย้งโดยฝ่ายที่สาม และการหากิจกรรมร่วมกัน เช่น การสร้างสะพาน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมนั้น สังคมไทยมีระบบการจัดการความขัดแย้งด้วยภูมิปัญญาในชุมชน  ทำให้สามารถประสบความสำเร็จในการแก้ไขความขัดแย้งได้หลายกรณี  อาทิ ความขัดแย้งในสถานพินิจ  ความขัดแย้งระหว่างพระวินัยธรกับพระธรรมถึกกรณีที่ใช้น้ำในกระบวยในห้องน้ำเหลือ การแย่งน้ำที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง การเลือกตั้งในท้องถิ่นแล้วเกิดความขัดแย้งที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ผู้ค้ารายย่อยกับผู้เช่าสัมปทานรถไฟ อำเภอหัวหิน ความขัดแย้งในสถานศึกษาในโรงเรียน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นมีหลายวิธี ประกอบด้วยการสานเสวนาพูดคุยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกันในรูปแบบคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง การไกล่เกลี่ยโดยพระสงฆ์ และพระพุทธเจ้าซึ่งคู่กรณีให้การยอมรับ รวมถึงระบบศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป และการไกล่เกลี่ยโดยเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5: การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 5 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่นายวีระ สมความคิด นางสาวรสนา โตสิตระกูล ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง และดร.นฤมล ทับจุมพล ดำเนินรายการโดยผศ.ทศพล สมพงษ์ ซึ่งกลุ่มนี้มีการสรุปผลการพูดคุยในประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตและการทุจริตของภาครัฐได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน โดยสาเหตุสำคัญของการทุจริตระยะเริ่มแรกเกิดจากระบบการเลือกตั้งของไทยที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้นักการเมืองต้องทุจริตเพื่อถอนทุน และในปัจจุบัน รูปแบบการทุจริตได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความซับซ้อน ยากต่อการตรวจสอบ และส่งผลเสียหายต่อสังคมมากขึ้น นอกจากนักการเมืองแล้ว นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐยังถือได้ว่ามีส่วนสำคัญในกระบวนการทุจริต หรือเรียกว่า “สามเหลี่ยมแห่งการคอร์รัปชั่น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่พุทธศักราช 2540 ได้เพิ่มบทบาทให้กับภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งกำหนดให้มีกลไกที่สนับสนุนการดำเนินการ เช่น การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น ปปช. เป็นต้น แต่กลไกตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และประชาชนมักถูกปิดกั้นโอกาสในการตรวจสอบโดยนักการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ภาคประชาชนต้องมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น เนื่องจากเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดสรรผลประโยชน์เพื่อสาธารณะ ทั้งนี้ ภาคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ และนอกจากนี้ สื่อมวลชนเองก็เป็นภาคส่วนสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและตีแผ่การทุจริต รวมทั้งเสริมสร้างให้เกิดค่านิยมในการมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบการทุจริตโดยภาคประชาชน  ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่เอื้อต่อการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง เนื่องจากในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้น ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยง ต้องเสียเวลา และผลกระทบที่อาจตามมาต่อหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6: ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 6 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายจาดุร อภิชาตบุตร ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ดำเนินรายการโดยศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ห้องนี้จะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ ซึ่งศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ได้กล่าวว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ทำให้สมรรถนะความสามารถของหน่วยงานภาครัฐลดลง แม้ว่าระบบการบริหารภาครัฐจะมีการปรับกระบวนทัศน์หลายต่อหลายครั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐในการตอบสนองและจัดการปัญหาภายใต้การเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกที่ประชาชนมีความเข้มแข็งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองได้ดีและรวดเร็วทันต่อความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น อาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่าระบบการบริหารภาครัฐควรจะต้องพัฒนาในเรื่องสมรรถนะความสามารถแกนหลักเพิ่มขึ้น 3 ประการ คือ ความเข้าถึงเข้าใจความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ความสามารถในการแสวงหา แบ่งปัน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสามารถด้านการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังต้องมีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ และความชอบธรรมในการจัดสรรทรัพยากรด้วย ในการปรับนั้นองค์กรควรจะใช้หลักการบริหารแบบ Sense &amp;amp; Simplicity หมายถึงเข้าใจ เข้าถึง และทำได้ แก้ปัญหาได้ คือง่ายและรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นในระดับบริการและระดับการจัดการทรัพยากร แต่ยังไม่มีในระดับนโยบาย ดังนั้น จึงควรต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนในระดับระบบ (Systematic Level) มากกว่าในระดับบริหาร (Technical Level) และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือต้องปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนมุมมองจากผู้ปฏิบัตินั้น นายจาดุร อภิชาตบุตร กล่าวว่าโครงการต่างๆ ของรัฐที่ล้มเหลว เช่น โครงการโฮปเวลล์ และโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จริงๆ แล้วระบบบริหารราชการแบบเดียวกันใช้ได้ดีในหลายๆ ประเทศ แต่ที่ไม่ได้ผลในบางประเทศเป็นเพราะการบริหารงานยังไม่เข้าถึงประโยชน์สุขของประชาชนอย่างทั่วถึง คนที่ควบคุมระบบต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบ มีจริยธรรม กล่าวได้ว่าตัวระบบนั้นดี แต่ปัญหาจริงๆ คือคนที่ควบคุมระบบ ควรมีระบบในการคัดเลือกคนดีมีจริยธรรมเข้ามาควบคุมระบบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของยุทธศาสตร์การปรับระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การพัฒนาระบบจังหวัดบูรณาการเป็นการลดอำนาจกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มาอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดมีงบประมาณและยุทธศาสตร์ของตัวเอง แต่การจัดระบบกลุ่มจังหวัด นอกจากจะมีกรรมการบริหารจังหวัดแล้วควรจะมีกรรมการบริหารอำเภอแบบบูรณาการด้วย และควรมีการจัดบุคลากรที่มีทักษะ ความถนัดให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงระบบงบประมาณซึ่งยังคงใช้งบส่วนกลาง  ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการทบทวนแก้ไขในช่วงปี 2551 โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการจัดทำแผนและงบจังหวัด ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดวิธีการสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การตั้งกรรมการบริหารอำเภอ และให้ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการสอดคล้องกับแผนจังหวัด ส่วนในอนาคตนั้น ควรจะเน้นชุมชนเข้มแข็ง ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน สำรวจปัญหาความต้องการผ่านประชาคมที่เป็นกลาง กำหนดแผนตามความต้องการโดยบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างผลงานกับเส้นด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7: การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 7 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นนักวิชาการ 3 ท่านและนักปฏิบัติ 1 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์  รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์วีระศักดิ์  เครือเทพ และนายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ รศ.ตระกูล มีชัยได้นำเสนอประเด็นการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยกล่าวถึงสภาพปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงองค์กรเดียวในการใช้อำนาจทางการบริหารและอำนาจปกครอง แต่ยังมีองค์กรภาคประชาสังคมอันได้แก่สภาองค์กรชุมชน และราชการส่วนท้องที่อันได้แก่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน จึงได้เสนอให้มีการปรับรูปแบบที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นให้มาจากทั้งการเลือกตั้งโดยประชาชนผสมกับการเลือกผู้แทนของภาคประชาสังคม อันจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และเกิดการทำงานแบบร่วมมือและปรึกษาหารือกัน และลดปัญหาความขัดแย้งภายในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนอาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพได้ให้ความเห็นในประเด็นการจัดทำแผนและงบประมาณแบบมีส่วนร่วมว่า การทำประชาคมหมู่บ้านและประชาคมตำบลในปัจจุบันประสบปัญหาการวางแผนแบบแยกส่วนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะมองถึงประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้แผนพัฒนาตำบลและแผนงบประมาณไม่มีทิศทาง จึงเสนอให้เขตการเลือกตั้งของสมาชิกสภา อบต.เหลือเพียงเขตเลือกตั้งเดียว เพื่อให้การพัฒนาตำบลเป็นแบบองค์รวม ไม่มีการแย่งชิงงบประมาณเพื่อลงพื้นที่/หมู่บ้านของตน ประกอบกับให้มีการจัดทำกรอบงบประมาณที่บ่งบอกถึงขนาดงบประมาณที่รองรับต่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบล เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียกร้องโครงการอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นและอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ทางการคลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กล่าวถึงประเด็นการบริการสาธารณะด้านสวัสดิการสังคมและการจัดสรรรายจ่ายเฉพาะกลุ่มคนจนและด้อยโอกาสในสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมว่า ปัจจุบันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเน้นการจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจัดสวัสดิการสังคม อีกทั้งกลุ่มคนจนและคนด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรปรับสมรรถนะในการจัดบริการเชิงรุกให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม โดยมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้รับบริการเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ หากในอนาคต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของคนเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติหนึ่งเดียวของกลุ่มคือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้นำเสนอการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา โดยเล่าถึงกิจกรรมที่เทศบาลได้ดำเนินการเพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับ เช่น โครงการสภาประชาชน เทศบาลสัญจร และโครงการที่เน้นการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน เช่น โครงการสำนึกรักท้องถิ่น การจัดหลักสูตรท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าข้อเสนอของวิทยากรทั้ง 4 ท่านมีความน่าสนใจ และเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันควรที่จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงที่มีความสอดคล้องกับบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายต่อไป&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3854</id>
		<title>ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair”</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2_Fair%E2%80%9D&amp;diff=3854"/>
		<updated>2009-12-17T16:27:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ปาฐกถา “สู่สังคมที่ยอมรับกันว่า Fair”]]ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรได้เริ่มปาฐกถาโดยตั้งประเด็นคำถามว่าอะไรคือ Fair? ทำไมจึงไม่ Fair? และทำอย่างไรจึงจะมีสังคมที่ยอมรับกันว่า Fair?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นแรกสำหรับความหมายของคำว่า Fair นั้น อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่การตีความของแต่ละบุคคล ดังนั้น การให้ความหมายนี้จึงอาจต้องมีการปรึกษาหารือกันให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งแท้จริงแล้วคำว่า Fair ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเท่าเทียมกันทั้งหมด หากแต่ต้องเท่าเทียมกันทางโอกาสในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คนรุ่นต่อไปจะต้องมีอนาคตที่สดใส ทั้งนี้ทั้งนั้น สังคมดังกล่าวนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง แต่จะต้องมาจากการผลักดันร่วมกันของคนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นต่อมาได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่มีความเป็นธรรม และต้องประสบกับความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งก็มีต้นตอมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่มาก และสูงกว่ากรณีของประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้วเสียอีก โดยจะสามารถเห็นได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์จากหลายหน่วยงานที่ชี้ชัดว่าการถือครองที่ดิน การถือครองทรัพย์สินและความมั่นคั่งในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มน้อยเพียงร้อยละ 10 ของประเทศเท่านั้น ทำให้การกระจายรายได้ไปสู่คนทุกภาคส่วนนั้นไม่ทั่วถีงเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ประเด็นสุดท้ายที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจคือการทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม โดยอาจารย์ได้เสนอแนวทางการสร้างสังคมดังกล่าวอยู่ 3 ประการ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การมีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเคารพหลักสิทธิเสรีภาพ ปลอดจากการแทรกแซงของทหาร มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสที่ลดการคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
2) การใช้นโยบายการคลังที่มีการใช้จ่ายภาครัฐที่ให้ประโยชน์กับทุกคน และที่สำคัญคือมีการจัดเก็บภาษีที่ยอมรับกันว่าเป็นธรรม ซึ่งโดยหลักการคือทุกคนต้องเสียภาษี แต่จ่ายตามฐานะ คือมีรายได้มากก็จ่ายมาก มุ่งเน้นให้ความสนใจกับการกระจายภาระภาษี และ &lt;br /&gt;
3) ความตั้งใจทางการเมือง (Political Will) ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ดังเช่นในต่างประเทศที่มีนโยบายทางการเมืองในการสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ในเมืองไทยยังไม่มีความตั้งใจทางการเมืองที่ชัดเจนในลักษณะนี้ ซึ่งความตั้งใจดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสังคมสันติสุขต่อไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้อภิปรายคนแรก &#039;&#039;&#039;ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์&#039;&#039;&#039; ในนามของนักวิชาการ กล่าวว่าสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อำนาจของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร” ซึ่งเป็นการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ “ชนชั้นนำ” ซึ่งเป็นผู้ยึดเอาทรัพยากรส่วนรวมไว้ใช้เพียงเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของสังคมไม่มีโอกาส และไม่มีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรโดยต้องเป็นการจัดสรรที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมในระยะยาว โดยสภาพการณ์อันเป็นปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “การบริหารงานของรัฐที่รวมศูนย์มากเกินไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	คำถามที่น่าสนใจคือ ใครจะเป็นคนทำหรือรัฐทำเองได้ไหม? ซึ่ง อาจารย์ได้กล่าวย้ำว่ารัฐไม่สามารถทำเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเสนอแนวทางแก้ไขการจัดสรรผลประโยชน์ที่น่าสนใจว่า จะต้องใช้หลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเรามักจะรู้จักกันเพียงแค่การเลือกตั้ง แต่ความจริงแล้วหลักประชาธิไตยยังรวมถึงกระบวนการติดตามตรวจสอบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา หรือแม้แต่การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่เพียงแต่การมอบหมายงานให้หน่วยงานในสายงานที่มีอยู่ดำเนินการเท่านั้น แต่ยังต้องเน้นการกระจาย “อำนาจ” ในการบริหารจัดการทรัพยากรด้วย อาทิ การเก็บภาษี การจัดการน้ำ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	นอกจากนี้อาจารย์ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขว่าการกระจายอำนาจนั้น ไม่เพียงแค่มองแต่หน่วยงานที่เป็นภาครัฐเฉพาะอย่างเดียว แต่ต้องให้หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ และถ่วงดุลด้วย ส่วนภาครัฐเองต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ให้คำปรึกษาแนะนำ ไม่คิดเองทำเอง และที่สำคัญต้องใช้กระบวนการสานเสวนาหาทางออก (Deliberative) มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ท้ายสุด อาจารย์ให้ข้อคิดที่ท้าทายว่าสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกลไกในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคสังคม เพื่อให้ภาคสังคมได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ร่วมอภิปรายคนที่ 2 คือ &#039;&#039;&#039;ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&#039;&#039;&#039; ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนจากภาครัฐ ได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการจัดสรรผลประโยชน์ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในกระแสของโลก โดยในระยะเริ่มแรก ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางและนโยบายต่างๆ โดยจะให้นโยบายการคลังเป็นตัวนำ แต่หลังจากนั้น ในช่วงกลางๆของการพัฒนาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบการตลาดและทุนนิยมมากขึ้น โดยจะเน้นการให้บริการทางเศรษฐกิจและสังคมกับประชาชนมากขึ้น เช่น มีการส่งเสริมด้านอาชีพ รายได้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการในการแบ่งสรรผลประโยชน์หรือการพัฒนาได้เปลี่ยนไป โดยมีการนำเกิดแนวคิดของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และความสุขที่ยั่งยืน แต่ก็ยังเกิดความขัดแย้งอยู่เพราะแม้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมของการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในสังคมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งยังมีความยากจน การเข้าถึงการบริการต่างๆ ไม่ทั่วถึง การศึกษาต่ำ และแบ่งสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่ปัญหาความขัดแย้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี กล่าวว่าสภาพความเป็นจริงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตและทุนทางเศรษฐกิจ รัฐทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดการทรัพยากร ในขณะที่ “ฐานะทางเศรษฐกิจ” เป็นตัวกำหนดความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น จึงต้องพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนาประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นการพัฒนาที่ “สมดุลในทุกมิติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (WIN - WIN) อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสของการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และ สามารถลดความขัดแย้งของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.ปรเมธี มีข้อเสนอ 3 ประการเพื่อลดความขัดแย้ง ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) การลดความเหลื่อมล้ำด้านความเจริญและรายได้ &lt;br /&gt;
2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาด / ทุนนิยม และ &lt;br /&gt;
3) การร่วมกันสร้างการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ดร. สมภพ เจริญกุล&#039;&#039;&#039; เป็นผู้อภิปรายคนที่สาม ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนที่มาจากภาคเอกชน ได้บอกความรู้สึกส่วนตัวแก่ผู้เข้าสัมมนาว่า ปัจจุบันคนในสังคมไทยมีอาการ 5 อย่าง คือ 1) คนไทยกำลัง “สับสน” ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี 2) เรากำลังมีอาการ “สุดเสียว” เพราะไม่รู้ว่าอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจซึ่ง &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; กับ เจ๋ง&amp;quot; มีโอกาสเท่าๆ กัน นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาทำธุรกิจการค้าและประชาชนก็ไม่กล้าใช้จ่าย 3) คนไทยมีอาการ “สยอง” เพราะมีความรุนแรงเกิดทุกหนทุกแห่งทุกสถาบันหรือแม้แต่ในรัฐสภาก็ตาม คนในสังคมพูดส่อเสียดให้ร้ายกันต่างๆ นาๆ 4) คนไทยกำลัง “สิ้นหวัง” เพราะมองไม่เห็นแสงสว่างในการแก้ปัญหา และอาการสุดท้ายคือ 5) เรากำลัง “เศร้าสร้อย” ซึ่งสังเกตได้จากการยิ้ม แม้จะยิ้มหรือหัวเราะก็ไม่เต็มที่ &lt;br /&gt;
ดร. สมภพ ยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจาก “ผลประโยชน์” เป็นหลักใหญ่ ซึ่งผลประโยชน์นั้นจะไม่เข้าใครออกใคร ไม่เลือกฝั่ง ใครให้ผลประโยชน์มากกว่าก็ไปอยู่กับฝ่ายนั้น และถ้ามนุษย์ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็จะโกรธและเกิดความขัดแย้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้เข้าร่วมอภิปรายคนสุดท้ายมาจากภาคประชาสังคม เป็นนักต่อสู้ และนักขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของผู้บริโภค คุณสารี อ๋องสมหวัง เปิดการอภิปรายว่า สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากการที่สังคมไทยยอมรับในความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หลายครั้งสังคมไทยจึงมักที่จะเพิกเฉยต่อการละเมิด เอาเปรียบ กดขี่  รวมทั้งความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังยากที่จะแก้ไข คุณสารี ได้ยกตัวอย่างความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในหลายกรณีว่าเกิดจากความบกพร่องของกลไกการพัฒนาของรัฐ และการปิดกั้นโอกาสในการได้รับการพัฒนาและการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น จึงเสนอว่าเพื่อจะลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนากลไกในการจัดบริการของภาครัฐ เร่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐจะต้อง “ฟังเสียงประชาชน” นอกจากนี้คุณสารี ยังได้เสนอแนะว่า การสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชนเป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่สำคัญ โดยได้ยกตัวอย่างของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 8 จังหวัด และเครือข่ายประชาชนผลักดันกฎหมายหลักประกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยต่อสู้เรื่องความเสียหายและความไม่เป็นธรรมให้แก่คนในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
…………………………….&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1: รัฐบาลกับความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 1 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 5 ท่าน ได้แก่ผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์  ดร.ไมเคิล เนลสัน อาจารย์บุญเสริม นาคสาร รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต และผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ดำเนินรายการโดยศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มนี้เริ่มต้นการพูดคุยโดยผศ.ดร.ชลัท จงสืบพันธุ์ ที่กล่าวถึงบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของสถาบันฯเรื่อง “ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทย” ในการทำงานวิจัยดังกล่าว อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินยังขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และยังมีความซ้ำซ้อนในแง่บทบาท อำนาจ หน้าที่ในส่วนของการรับรู้ของบุคคลภายนอก ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคของผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่ายังมีปัญหาทั้งทางด้านผู้ตรวจฯและสำนักงาน และที่สำคัญคือ ต้องมีการกำหนด “หลักแห่งความเป็นธรรม” ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ต่อมาดร.ไมเคิล เนลสัน ได้แสดงความคิดเห็นว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยกลุ่มอำนาจ 5 กลุ่ม คือ พระมหากษัตริย์ (และองคมนตรี) ทหาร อำมาตย์ นักการเมือง และประชาชน ซึ่งกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ผลัดกันเข้ามามีบทบาททางการเมืองในแต่ละบริบท สำหรับบทความของอาจารย์ได้กล่าวถึงกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้งแบบปี 2540 เป็นแบบปี 2550 นั้น ไม่มีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน และไม่ตรงกับความเป็นจริงในระดับจังหวัดและประเทศไทย ในขณะที่รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต ได้เน้นว่าประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนต้องคำนึงถึงความชอบธรรมอย่างน้อย 2 ประเด็น หนึ่ง คือการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ ซึ่งต้องชอบธรรมด้วยหลักกฎหมายและหลักศีลธรรม มิฉะนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีประสิทธิภาพมากก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับอาจารย์บุญเสริม นาคสาร ได้นำเสนอรูปแบบรัฐสภาที่เหมาะสม เช่น จำนวน สส.สว.ซึ่งมีผู้แทนจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ เพื่อที่จะให้รัฐสภาเป็นสภาแห่งตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งแต่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ อาจารย์เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรสังกัดพรรคการเมืองใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ในส่วนของผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ได้ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายของรัฐในเรื่องการพัฒนาไปใช้ในสังคม ซึ่งอาจารย์พบว่านโยบายของรัฐทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เพราะนโยบายของรัฐไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2: การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจในการลดความขัดแย้งและสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 2 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ และ Prof.Shinya Imaizumi ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับกลุ่มนี้ ได้ข้อสรุปการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง (Income and Wealth Redistribution) ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากสาเหตุทางด้านการคลัง โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ด้าน คือ รายรับและรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ด้านรายรับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างภาษี ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมที่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ มีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เกิดผลเสียหายต่อประชาธิปไตย เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Economic Rent) ของนักการเมืองและข้าราชการ &lt;br /&gt;
2.ด้านรายจ่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐใน 3 ด้านหลัก คือ สาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างคนจน-คนรวย ซึ่งบริการของภาครัฐดังกล่าว ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น กรอบแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาเชิงคุณภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการคลัง คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีอากรเพื่อเพิ่มรายรับ และลดรายจ่ายอื่นของรัฐในการนำมาใช้กับระบบสวัสดิการพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพื่อลดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของคนไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3: ตุลาการภิวัตน์ (Judicial Review) และตุลาธิปไตย (Judicial Activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 3 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 2 ท่าน ได้แก่รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต และรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดำเนินรายการโดยอาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สำหรับการนำเสนอข้อมูลและร่วมแลกเปลี่ยนในกลุ่มนี้ มีข้อสรุปดังต่อไปนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญและสังคมมอบอำนาจและความไว้วางใจให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการเมือง จึงเกิดประเด็นคำถามในบทบาทของสถาบันตุลาการที่สำคัญ คือ “ตุลาการภิวัตน์” หรือ Judicial Review หรือ Judicialization ทั้งนี้ ตุลาการภิวัตน์ของไทยมีความแตกต่างไปจาก ตุลาการภิวัตน์ของประเทศที่เป็นต้นแบบ เช่น สหรัฐอเมริกา ค่อนข้างมาก  &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมร่วมกันเสนอแนวทางหรือรูปแบบเพื่อ “ตุลาการภิวัตน์” ของไทย โดยต้องยึดมั่นในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ปลอดจากอคติ และต้องให้ความสำคัญกับ “วิธีพิจารณาความ” เพราะเป็นดุลพินิจที่มีผลต่อการสร้างความเป็นธรรม การให้เหตุผลประกอบคำพิพากษามีความสำคัญอย่างมากและมีผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ และต้องยึดหลักกฎหมายและความเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการใช้อำนาจหน้าที่ในทางการเมืองของศาลนั้น จำเป็นต้องมีการทบทวนความจำเป็น  สัดส่วนความเหมาะสม  ที่มาหรือองค์ประกอบของสถาบันตุลาการ รวมทั้งการยึดโยงกับประชาชนประกอบด้วย    &lt;br /&gt;
การพิจารณาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น เป็นส่วนที่ช่วยให้การทำหน้าที่ของศาลต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยสังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ศาลตามหลักทางวิชาการได้&lt;br /&gt;
บทบาทของสถาบันตุลาการในพื้นที่พิเศษเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจต้องพิจารณาเป็นการพิเศษ&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันตุลาการได้แสดงบทบาทในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยได้ ควรมีการปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรแรกที่ควรศึกษาทบทวน เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่เข้าข่ายเป็นตุลาการภิวัตน์มากกว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครอง   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปสถาบันตุลาการ ซึ่งควรปฏิรูปตั้งแต่ที่มา องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ อีกทั้ง มีการเสนอให้นำระบบผู้พิพากษาสมทบ และให้มีหน่วยงานสนับสนุนหรือระบบช่วยเหลือการทำหน้าที่ของศาล เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนก่อนพิพากษาคดี  ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลสถาบันตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ อาจสร้างระบบการควบคุมกำกับกันเองเหมือนกับ ก.ต.ของศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยรวมแล้ว ต้องพยายามทำให้คำพิพากษาของศาลเป็นคำพิพากษาที่มีคุณภาพ มีการให้เหตุผลอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งการที่จะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากต้องใช้แนวทางดังกล่าวแล้ว ต้องมีการปฏิรูประบบการเรียนการสอนวิชานิติศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ สังคมโดยเฉพาะสถาบันวิชาการและสื่อมวลชน ต้องทำหน้าที่ในการกำกับและติดตามวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา รวมทั้งการสอดส่องการดำรงตนของตุลาการด้วย   &lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4: นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 4 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่พระไพศาล วิสาโล ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ศ.(พิเศษ)ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม และรศ.ดร.โคทม อารียา ดำเนินรายการโดยรศ.ดร.พรรณทิพย์   ศิริวรรณบุศย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชุมได้อภิปรายและเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจำแนกความขัดแย้งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความขัดแย้งทางเมือง 2. ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ควรจะสร้างสัมพันธภาพด้วยการให้ผู้นำมาพบปะพูดคุยกัน  และควรเน้นการแก้ไขความขัดแย้งจากภายในด้านความรู้สึกและจิตใจ ส่วนความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ควรมีการวิเคราะห์ระดับความขัดแย้งและความหวาดระแวง โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องอำนาจว่าคู่ขัดแย้งมีอำนาจน้อยหรืออำนาจมาก และผสมผสานวิธีการแก้ไขไปตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนของวิธีการจัดการความขัดแย้งนั้น อาจจะใช้วิธีการเสริมพลังคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเพื่อทำให้เขารู้สึกว่าพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ การแก้ไขความขัดแย้งโดยฝ่ายที่สาม และการหากิจกรรมร่วมกัน เช่น การสร้างสะพาน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ความขัดแย้งด้านสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมนั้น สังคมไทยมีระบบการจัดการความขัดแย้งด้วยภูมิปัญญาในชุมชน  ทำให้สามารถประสบความสำเร็จในการแก้ไขความขัดแย้งได้หลายกรณี  อาทิ ความขัดแย้งในสถานพินิจ  ความขัดแย้งระหว่างพระวินัยธรกับพระธรรมถึกกรณีที่ใช้น้ำในกระบวยในห้องน้ำเหลือ การแย่งน้ำที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง การเลือกตั้งในท้องถิ่นแล้วเกิดความขัดแย้งที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ผู้ค้ารายย่อยกับผู้เช่าสัมปทานรถไฟ อำเภอหัวหิน ความขัดแย้งในสถานศึกษาในโรงเรียน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นมีหลายวิธี ประกอบด้วยการสานเสวนาพูดคุยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกันในรูปแบบคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง การไกล่เกลี่ยโดยพระสงฆ์ และพระพุทธเจ้าซึ่งคู่กรณีให้การยอมรับ รวมถึงระบบศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป และการไกล่เกลี่ยโดยเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5: การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 5 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ได้แก่นายวีระ สมความคิด นางสาวรสนา โตสิตระกูล ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง และดร.นฤมล ทับจุมพล ดำเนินรายการโดยผศ.ทศพล สมพงษ์ ซึ่งกลุ่มนี้มีการสรุปผลการพูดคุยในประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตและการทุจริตของภาครัฐได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน โดยสาเหตุสำคัญของการทุจริตระยะเริ่มแรกเกิดจากระบบการเลือกตั้งของไทยที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้นักการเมืองต้องทุจริตเพื่อถอนทุน และในปัจจุบัน รูปแบบการทุจริตได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความซับซ้อน ยากต่อการตรวจสอบ และส่งผลเสียหายต่อสังคมมากขึ้น นอกจากนักการเมืองแล้ว นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐยังถือได้ว่ามีส่วนสำคัญในกระบวนการทุจริต หรือเรียกว่า “สามเหลี่ยมแห่งการคอร์รัปชั่น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่พุทธศักราช 2540 ได้เพิ่มบทบาทให้กับภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งกำหนดให้มีกลไกที่สนับสนุนการดำเนินการ เช่น การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น ปปช. เป็นต้น แต่กลไกตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และประชาชนมักถูกปิดกั้นโอกาสในการตรวจสอบโดยนักการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ภาคประชาชนต้องมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น เนื่องจากเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดสรรผลประโยชน์เพื่อสาธารณะ ทั้งนี้ ภาคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ และนอกจากนี้ สื่อมวลชนเองก็เป็นภาคส่วนสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและตีแผ่การทุจริต รวมทั้งเสริมสร้างให้เกิดค่านิยมในการมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบการทุจริตโดยภาคประชาชน  ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่เอื้อต่อการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง เนื่องจากในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้น ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยง ต้องเสียเวลา และผลกระทบที่อาจตามมาต่อหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6: ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 6 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายจาดุร อภิชาตบุตร ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ดำเนินรายการโดยศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ห้องนี้จะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ ซึ่งศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ได้กล่าวว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ทำให้สมรรถนะความสามารถของหน่วยงานภาครัฐลดลง แม้ว่าระบบการบริหารภาครัฐจะมีการปรับกระบวนทัศน์หลายต่อหลายครั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐในการตอบสนองและจัดการปัญหาภายใต้การเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกที่ประชาชนมีความเข้มแข็งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองได้ดีและรวดเร็วทันต่อความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น อาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่าระบบการบริหารภาครัฐควรจะต้องพัฒนาในเรื่องสมรรถนะความสามารถแกนหลักเพิ่มขึ้น 3 ประการ คือ ความเข้าถึงเข้าใจความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ความสามารถในการแสวงหา แบ่งปัน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสามารถด้านการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังต้องมีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ และความชอบธรรมในการจัดสรรทรัพยากรด้วย ในการปรับนั้นองค์กรควรจะใช้หลักการบริหารแบบ Sense &amp;amp; Simplicity หมายถึงเข้าใจ เข้าถึง และทำได้ แก้ปัญหาได้ คือง่ายและรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นในระดับบริการและระดับการจัดการทรัพยากร แต่ยังไม่มีในระดับนโยบาย ดังนั้น จึงควรต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนในระดับระบบ (Systematic Level) มากกว่าในระดับบริหาร (Technical Level) และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือต้องปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนมุมมองจากผู้ปฏิบัตินั้น นายจาดุร อภิชาตบุตร กล่าวว่าโครงการต่างๆ ของรัฐที่ล้มเหลว เช่น โครงการโฮปเวลล์ และโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จริงๆ แล้วระบบบริหารราชการแบบเดียวกันใช้ได้ดีในหลายๆ ประเทศ แต่ที่ไม่ได้ผลในบางประเทศเป็นเพราะการบริหารงานยังไม่เข้าถึงประโยชน์สุขของประชาชนอย่างทั่วถึง คนที่ควบคุมระบบต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบ มีจริยธรรม กล่าวได้ว่าตัวระบบนั้นดี แต่ปัญหาจริงๆ คือคนที่ควบคุมระบบ ควรมีระบบในการคัดเลือกคนดีมีจริยธรรมเข้ามาควบคุมระบบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของยุทธศาสตร์การปรับระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การพัฒนาระบบจังหวัดบูรณาการเป็นการลดอำนาจกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มาอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดมีงบประมาณและยุทธศาสตร์ของตัวเอง แต่การจัดระบบกลุ่มจังหวัด นอกจากจะมีกรรมการบริหารจังหวัดแล้วควรจะมีกรรมการบริหารอำเภอแบบบูรณาการด้วย และควรมีการจัดบุคลากรที่มีทักษะ ความถนัดให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงระบบงบประมาณซึ่งยังคงใช้งบส่วนกลาง  ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการทบทวนแก้ไขในช่วงปี 2551 โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการจัดทำแผนและงบจังหวัด ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดวิธีการสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การตั้งกรรมการบริหารอำเภอ และให้ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการสอดคล้องกับแผนจังหวัด ส่วนในอนาคตนั้น ควรจะเน้นชุมชนเข้มแข็ง ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน สำรวจปัญหาความต้องการผ่านประชาคมที่เป็นกลาง กำหนดแผนตามความต้องการโดยบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างผลงานกับเส้นด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7: การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่ 7 นี้ประกอบไปด้วยวิทยากรจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นนักวิชาการ 3 ท่านและนักปฏิบัติ 1 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์  รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์วีระศักดิ์  เครือเทพ และนายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ รศ.ตระกูล มีชัยได้นำเสนอประเด็นการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยกล่าวถึงสภาพปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงองค์กรเดียวในการใช้อำนาจทางการบริหารและอำนาจปกครอง แต่ยังมีองค์กรภาคประชาสังคมอันได้แก่สภาองค์กรชุมชน และราชการส่วนท้องที่อันได้แก่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน จึงได้เสนอให้มีการปรับรูปแบบที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นให้มาจากทั้งการเลือกตั้งโดยประชาชนผสมกับการเลือกผู้แทนของภาคประชาสังคม อันจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และเกิดการทำงานแบบร่วมมือและปรึกษาหารือกัน และลดปัญหาความขัดแย้งภายในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนอาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพได้ให้ความเห็นในประเด็นการจัดทำแผนและงบประมาณแบบมีส่วนร่วมว่า การทำประชาคมหมู่บ้านและประชาคมตำบลในปัจจุบันประสบปัญหาการวางแผนแบบแยกส่วนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะมองถึงประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้แผนพัฒนาตำบลและแผนงบประมาณไม่มีทิศทาง จึงเสนอให้เขตการเลือกตั้งของสมาชิกสภา อบต.เหลือเพียงเขตเลือกตั้งเดียว เพื่อให้การพัฒนาตำบลเป็นแบบองค์รวม ไม่มีการแย่งชิงงบประมาณเพื่อลงพื้นที่/หมู่บ้านของตน ประกอบกับให้มีการจัดทำกรอบงบประมาณที่บ่งบอกถึงขนาดงบประมาณที่รองรับต่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบล เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียกร้องโครงการอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นและอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ทางการคลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กล่าวถึงประเด็นการบริการสาธารณะด้านสวัสดิการสังคมและการจัดสรรรายจ่ายเฉพาะกลุ่มคนจนและด้อยโอกาสในสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมว่า ปัจจุบันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเน้นการจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจัดสวัสดิการสังคม อีกทั้งกลุ่มคนจนและคนด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรปรับสมรรถนะในการจัดบริการเชิงรุกให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม โดยมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้รับบริการเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ หากในอนาคต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของคนเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติหนึ่งเดียวของกลุ่มคือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้นำเสนอการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา โดยเล่าถึงกิจกรรมที่เทศบาลได้ดำเนินการเพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับ เช่น โครงการสภาประชาชน เทศบาลสัญจร และโครงการที่เน้นการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน เช่น โครงการสำนึกรักท้องถิ่น การจัดหลักสูตรท้องถิ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าข้อเสนอของวิทยากรทั้ง 4 ท่านมีความน่าสนใจ และเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันควรที่จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงที่มีความสอดคล้องกับบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายต่อไป&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2&amp;diff=3781</id>
		<title>ข้อมูลศิษย์เก่า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2&amp;diff=3781"/>
		<updated>2009-12-16T00:13:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ปปร.&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.1]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.2]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.3]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.4]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.5]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.6]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.7]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.8]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.9]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.10]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ปปร.11]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สสสส.1]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3719</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3719"/>
		<updated>2009-12-12T00:09:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปเนื้อหาสัมมนาพิเศษ เรื่อง[[ “ตอบโจทย์......แก้รัฐธรรมนูญ”]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน]] : บทเรียนจากอดีต  สู่ &amp;quot;สิทธิ&amp;quot; ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ โดย นางสาวปัทมา สูบกำปัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐบาลไทยกับความชอบธรรมทางการเมือง]] โดย ดร.วีระ เลิศสมพร (Veera Lertsomporn) กรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.เชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์]]  โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร ]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=3718</id>
		<title>การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=3718"/>
		<updated>2009-12-11T23:55:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน&#039;&#039;&#039; : บทเรียนจากอดีต  สู่ &amp;quot;สิทธิ&amp;quot; ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย นางสาวปัทมา สูบกำปัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการกับบทเรียนการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นสถาบันที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่พิจารณา และให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ในสังคม หรือเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ตามทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยที่นานาอารยะประเทศยอมรับ  อย่างไรก็ตาม การแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของรัฐสภามีข้อจำกัดและอาจไม่สอดคล้องหรือไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ครบทุกกลุ่ม ทุกคน  ดังนั้น การกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิ เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นและเกี่ยวข้องกับกลุ่มตนได้นั้น  จึงเป็นการให้สิทธิประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักการของ  “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) อันจะช่วยในการอุดช่องหรือเป็นส่วนเสริมให้ “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” (Representative Democracy) นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชน ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2542  และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ยังคงรับรองยืนยันสิทธิในการมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้ ในมาตรา 163 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปีพ.ศ.2540 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนตื่นตัวและรวมตัวกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายจำนวนมากถึง 16 ฉบับ โดยที่เป็นการเสนอจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตรง 10 ฉบับ และผู้ริเริ่มเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อีก 6 ฉบับ  &lt;br /&gt;
แต่การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายส่วนใหญ่มีปัญหาทางเทคนิค และปัญหาจากความผิดพลาด  บกพร่องในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
จำนวนมาก คือ รายชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด หรือเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ต้องจำหน่ายเรื่อง  และบางส่วนชื่อไม่ครบก็ขอถอนเรื่องออกไป  รวมทั้งต้องตกไปเพราะอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด  มีการยุบสภา หรือเป็นร่างกฎหมายที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามหมวด 3 และหมวด 5 โดยสรุป  มีร่างกฎหมายเพียง 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....  และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา  แต่มีผลบังคับใช้เพียงฉบับเดียว คือพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550  ส่วนร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นั้น แม้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่มีผลบังคับใช้  เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาดว่าตราขึ้นโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติของภาคประชาชนทั้งสองฉบับดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่มิได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน และร่างกฎหมาย ทั้งสองฉบับต่างดำเนินการโดยเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีการศึกษาวิจัยรองรับและมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่มีความแตกต่างกันในส่วนของแรงสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง  ผู้แทนการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... คือ นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นแกนนำหลักในการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินี้  ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....  ใช้เวลากว่า 8 ปีนับจากวันเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ถึงวันที่สภานิติบัญญัติให้ความเห็นชอบ  ใช้ระยะเวลาสำหรับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนรับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานานเป็นปีกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น  การให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกิดเป็นประเด็นโต้แย้งจากกลุ่มแกนนำและเครือข่ายป่าชุมชนว่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย  ดังนั้น จึงมีการเสนอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว  และในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้  กรณีการเสนอร่างกฎหมายของประชาชนสอดคล้องกับนโยบายหรือความต้องการของรัฐบาลแม้ร่างกฎหมายของประชาชนจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่จะเป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้รัฐบาลเร่งเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นเรื่องด่วน  โดยให้  เหตุผลว่าต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ไม่อาจรอเรื่องไว้จนกว่ากระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนเสร็จสิ้นได้ เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้นจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าปัจจัยความสำเร็จในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนนั้น  คือการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และที่สำคัญอีกส่วนคือการยอมรับและการสนับสนุนจากภาครัฐหรือฝ่ายการเมือง  การผนึกกำลังของทั้งสองภาคส่วนนี้ นอกจากช่วยทำให้เกิดการเสนอ การพิจารณาและการอนุมัติร่างกฎหมายแล้ว  ยังมีผลดีในด้านที่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและ ส่วนรวม เพราะผ่านการพิจารณาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและประชาชน  อันเป็นผลดีต่อเนื่องไปถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย ในทางกลับกันแม้ว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอนั้น จะผ่านกระบวนการต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็ตาม แต่หากเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายถูกปรับเปลี่ยน แก้ไข   เพิ่มเติมหรือตัดออกจนไม่เหลือความต้องการของประชาชน   เช่นนี้คงไม่อาจเรียกกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ได้ว่าเป็นกฎหมายของประชาชน  ดังเช่นกรณีร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งหากยังคงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย  นอกจากประชาชนจะไม่ให้ความยอมรับและปฏิบัติตามแล้ว อาจถึงขั้นต่อต้านกฎหมายดังกล่าวเลยก็เป็นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษาพบว่าในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนนั้น มีปัญหาอุปสรรคซึ่งเป็นบทเรียนที่จำต้องนำมาเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาแนวทาง และกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย  กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ รองรับ เพื่อให้การใช้สิทธิมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ  โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากที่สุดดังนี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ต้องรวบรวมรายชื่อจำนวนมาก และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งหากผิดพลาดเล็กน้อย เช่น พิมพ์ชื่อผิด เลขที่บัตรประชาชนผิด หรือเอกสารไม่ถูกต้องจะถูกตัดชื่อออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน และมีกระบวนการที่ยาวนาน ปราศจากกรอบเวลาดำเนินการ  แม้รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงหลักเกณฑ์สำคัญไว้  แต่กฎหมาย  ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ออกมารองรับ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระและวิธีการร่างกฎหมาย เนื่องจากการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต้องแนบร่างพระราชบัญญัติซึ่งดำเนินการโดยถูกต้องตามรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติ   กล่าวคือ มีหลักการเหตุผลประกอบ และมีการแบ่งหมวดหมู่และรายมาตราเพียงพอที่จะเข้าใจได้   การร่างพระราชบัญญัตินั้นจำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งต้องมีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย ทำให้เป็นข้อจำกัดอันเป็นอุปสรรคหรือปัญหาต่อการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละขั้นตอน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในด้านการรวบรวมเอกสารหลักฐาน การเดินทาง และการศึกษารวบรวมข้อมูลประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่ในภาระความรับผิดชอบของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ขาดกลไกการสนับสนุนและการประสานเชื่อมโยงกับภาครัฐ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาและรัฐบาล  ทำให้ฝ่ายภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ได้เข้ามาร่วมผลักดันร่างกฎหมายด้วย  ในทางตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของรัฐบาลมากกว่า  การพิจารณาอภิปรายร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนมักมีการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมอย่างมาก  โดยมิได้รับฟังหรือเปิดโอกาสให้ผู้แทนการเสนอกฎหมายเข้าชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย  และมิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมแท้จริงของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายแต่อย่างใด  แต่เมื่อผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ก็จะถูกเรียกว่าเป็นกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 การพัฒนา“สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน”ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 รัฐธรรมนูญกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5  แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) ในการเสนอคำร้องขอดังกล่าวให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชน  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ และให้มีผู้แทนร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จะเห็นได้ว่าหลักการตามข้อ (1) ข้อ (2) และ ข้อ (4)  เป็นหลักการเดียวกับที่กำหนดไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  แตกต่างกันก็แต่เพียงว่า          ลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าชื่อจาก 50,000 คน  เหลือ 10,000 คน และรัฐธรรมนูญ หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น มีการจัดแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ส่วนข้อ (3) นั้น เป็นหลักการใหม่ ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์มากที่สุด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต่อยอดและเรียนรู้บทเรียนจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในอดีตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิเอเชีย  ได้จัดทำ “โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมาย”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  พ.ศ. .... การดำเนินโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทั้งในส่วนของปัญหาอุปสรรคในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นจริงได้ในทาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการสรุปข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ....  ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ10 ประการคือ    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย  ให้ความช่วยเหลือผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายในการจัดทำร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ หรือให้ความเห็นร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกำหนด โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน และให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่ได้รับการร้องขอ  และ(ม. 8)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองกำหนด  (ม.9)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ประธานรัฐสภามีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  (ม.10)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวบรวมรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายครบ 10,000 คน ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ และบันทึกประกอบ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ  ที่อยู่  ลายมือชื่อ และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายและผู้แทนการเสนอกฎหมายต่อประธานรัฐสภา  ตามแบบที่ประธานรัฐสภากำหนด (ม.11 และ ม.12)  ซึ่งในอดีตนั้นจะต้องใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมาก เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายในการนี้จำนวนมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ประธานรัฐสภาตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน กรณีรายชื่อไม่ครบถ้วน ถูกต้อง ให้แจ้งผู้แทนการเสนอกฎหมายเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วน ถูกต้องภายใน 90 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาสั่งจำหน่ายเรื่อง (ม.13) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.  กรณีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายถูกต้องครบถ้วน ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยปิดประกาศไว้ ณ  ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ว่าการผู้ใหญ่บ้าน และเขตชุมชนหนาแน่น ในเขตท้องที่ที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน  โดยให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตชุมชนหนาแน่น  และเปิดให้ร้อง  คัดค้านการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ภายใน 20 วันนับแต่วันปิดประกาศ (ม.14 และ ม.15)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน ริเริ่มเข้าชื่อโดยร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการ   เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ผ่านประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายหรือผู้แทนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีภูมิลำเนาอยู่  โดยที่ให้ยื่นพร้อมทั้งร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบ  (ม.16)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดระเบียบวาระการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยคำนึงถึงความรวดเร็วและต่อเนื่องในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าวและประชาชนทั่วไป  (ม. 21 วรรค 2)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง  โดยอย่างน้อยต้องเผยแพร่ร่างกฎหมายและรับฟัง   ความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของสภาผู้แทนราษฎร  (ม.21 วรรค 3)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรก่อนออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 (ม. 21 วรรค 4) &lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนหลักๆ ไว้ 3 ประการ ดังนี้   การสนับสนุนทางด้านวิชาการ โดยกำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายช่วยเหลือประชาชนในการยกร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งให้คำแนะนำและสนับสนุน การดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนด้วย   ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดหลักประกันไว้ว่าให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติให้มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้  กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น  ดังกล่าวใช้ประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามด้วย ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลสำหรับประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรในอีกด้านหนึ่งนั่นเองการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยกำหนดให้ผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายขอรับการสนับสนุน  ค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งเป็นกองทุนฯ สำหรับการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของภาคพลเมืองเป็นหลัก ภายใต้พระราชบัญญัติสภาพัฒนา   การเมือง พ.ศ. 2551   การสนับสนุนในกระบวนการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย โดยการกำหนดกรอบเวลาดำเนินการ    ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น รวมทั้งกำหนดมาตรการเสริมอื่นๆ อาทิเช่น กรอบเวลาการดำเนินการขององค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ประธานรัฐสภา ผู้ที่จะร้องคัดค้านการเข้าชื่อ และมาตรการเสริมเพื่อให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายของประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว  การลดภาระและค่าใช้จ่ายด้านเอกสารหลักฐานสำหรับการเช้าชื่อ และให้ริเริ่มเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด  เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การที่จะทำให้ “สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน” เป็นจริงได้ในทางปฏิบัตินั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนในฐานะพลเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ขั้นแรกต้องร่วมรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้นำเสนอในเบื้องต้น  เพื่อการมีส่วนร่วมในขั้นต่อไป คือมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ  มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ร่วมตัดสินใจและร่วมติดตามประเมินผล  ทางสถาบันฯ  เปิดให้มีช่องทางการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะได้ ทั้งทางโทรศัพท์ หมายเลข  02-527-7830-9 ต่อ 2404  โทรสารหมายเลข 02-527-7824 www.kpi.ac.th  ตู้ ปณ. 232 ปณศ นนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 และ patt.s@hotmail.comอีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=3717</id>
		<title>การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=3717"/>
		<updated>2009-12-11T23:44:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน : บทเรียนจากอด...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน : บทเรียนจากอดีต  สู่ &amp;quot;สิทธิ&amp;quot; ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 โดย นางสาวปัทมา สูบกำปัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการกับบทเรียนการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นสถาบันที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่พิจารณา และให้ความ&lt;br /&gt;
เห็นชอบร่างกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ในสังคม หรือเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ตามทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยที่&lt;br /&gt;
นานาอารยะประเทศยอมรับ  อย่างไรก็ตาม การแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของรัฐสภามีข้อจำกัดและอาจไม่สอดคล้องหรือไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ครบทุกกลุ่ม ทุกคน  ดังนั้น การกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิ เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นและเกี่ยวข้องกับกลุ่มตนได้นั้น  จึงเป็นการให้สิทธิประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักการของ  “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) อันจะช่วยในการอุดช่องหรือเป็นส่วนเสริมให้ “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” (Representative Democracy) นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชน ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2542  และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ยังคงรับรองยืนยันสิทธิในการมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้ ในมาตรา 163 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปีพ.ศ.2540 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนตื่นตัวและรวมตัวกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายจำนวนมากถึง 16 ฉบับ โดยที่เป็นการเสนอจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตรง 10 ฉบับ และผู้ริเริ่มเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อีก 6 ฉบับ  &lt;br /&gt;
แต่การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายส่วนใหญ่มีปัญหาทางเทคนิค และปัญหาจากความผิดพลาด  บกพร่องในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
จำนวนมาก คือ รายชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด หรือเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ต้องจำหน่ายเรื่อง  และบางส่วนชื่อไม่ครบก็ขอถอนเรื่องออกไป  รวมทั้งต้องตกไปเพราะอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด  มีการยุบสภา หรือเป็นร่างกฎหมายที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามหมวด 3 และหมวด 5 โดยสรุป  มีร่างกฎหมายเพียง 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....  และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา  แต่มีผลบังคับใช้เพียงฉบับเดียว คือพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550  ส่วนร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นั้น แม้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่มีผลบังคับใช้  เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาดว่าตราขึ้นโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     กล่าวโดยสรุป แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติของภาคประชาชนทั้งสองฉบับดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่มิได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน และร่างกฎหมาย ทั้งสองฉบับต่างดำเนินการโดยเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีการศึกษาวิจัยรองรับและมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่มีความแตกต่างกันในส่วนของแรงสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง  ผู้แทนการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... คือ นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นแกนนำหลักในการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินี้  ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....  ใช้เวลากว่า 8 ปีนับจากวันเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ถึงวันที่สภานิติบัญญัติให้ความเห็นชอบ  ใช้ระยะเวลาสำหรับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนรับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานานเป็นปีกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น  การให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกิดเป็นประเด็นโต้แย้งจากกลุ่มแกนนำและเครือข่ายป่าชุมชนว่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย  ดังนั้น จึงมีการเสนอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว  และในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้  กรณีการเสนอร่างกฎหมายของประชาชนสอดคล้องกับนโยบายหรือความต้องการของรัฐบาลแม้ร่างกฎหมายของประชาชนจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่จะเป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้รัฐบาลเร่งเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นเรื่องด่วน  โดยให้  เหตุผลว่าต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ไม่อาจรอเรื่องไว้จนกว่ากระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนเสร็จสิ้นได้ เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....&lt;br /&gt;
        จากกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้นจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าปัจจัยความสำเร็จในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนนั้น  คือการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และที่สำคัญอีกส่วนคือการยอมรับและการสนับสนุนจากภาครัฐหรือฝ่ายการเมือง  การผนึกกำลังของทั้งสองภาคส่วนนี้ นอกจากช่วยทำให้เกิดการเสนอ การพิจารณาและการอนุมัติร่างกฎหมายแล้ว  ยังมีผลดีในด้านที่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและ ส่วนรวม เพราะผ่านการพิจารณาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและประชาชน  อันเป็นผลดีต่อเนื่องไปถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย ในทางกลับกันแม้ว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอนั้น จะผ่านกระบวนการต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็ตาม แต่หากเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายถูกปรับเปลี่ยน แก้ไข   เพิ่มเติมหรือตัดออกจนไม่เหลือความต้องการของประชาชน   เช่นนี้คงไม่อาจเรียกกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ได้ว่าเป็นกฎหมายของประชาชน  ดังเช่นกรณีร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งหากยังคงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย  นอกจากประชาชนจะไม่ให้ความยอมรับและปฏิบัติตามแล้ว อาจถึงขั้นต่อต้านกฎหมายดังกล่าวเลยก็เป็นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    จากการศึกษาพบว่าในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนนั้น มีปัญหาอุปสรรคซึ่งเป็นบทเรียนที่จำต้องนำมาเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาแนวทาง และกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย  กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ รองรับ เพื่อให้การใช้สิทธิมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ  โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากที่สุด ดังนี้  &lt;br /&gt;
    1. ต้องรวบรวมรายชื่อจำนวนมาก และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งหากผิดพลาดเล็กน้อย เช่น พิมพ์ชื่อผิด เลขที่บัตรประชาชนผิด หรือเอกสารไม่ถูกต้องจะถูกตัดชื่อออก&lt;br /&gt;
    2. หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน และมีกระบวนการที่ยาวนาน ปราศจากกรอบเวลาดำเนินการ  แม้รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงหลักเกณฑ์สำคัญไว้  แต่กฎหมาย  ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ออกมารองรับ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
    3.  ความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระและวิธีการร่างกฎหมาย เนื่องจากการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต้องแนบร่างพระราชบัญญัติซึ่งดำเนินการโดยถูกต้องตามรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติ   กล่าวคือ มีหลักการเหตุผลประกอบ และมีการแบ่งหมวดหมู่และรายมาตราเพียงพอที่จะเข้าใจได้   การร่างพระราชบัญญัตินั้นจำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งต้องมีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย ทำให้เป็นข้อจำกัดอันเป็นอุปสรรคหรือปัญหาต่อการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน &lt;br /&gt;
    4. ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละขั้นตอน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในด้านการรวบรวมเอกสารหลักฐาน การเดินทาง และการศึกษารวบรวมข้อมูลประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่ในภาระความรับผิดชอบของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย &lt;br /&gt;
    5. ขาดกลไกการสนับสนุนและการประสานเชื่อมโยงกับภาครัฐ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาและรัฐบาล  ทำให้ฝ่ายภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ได้เข้ามาร่วมผลักดันร่างกฎหมายด้วย  ในทางตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของรัฐบาลมากกว่า  การพิจารณาอภิปรายร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนมักมีการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมอย่างมาก  โดยมิได้รับฟังหรือเปิดโอกาสให้ผู้แทนการเสนอกฎหมายเข้าชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย  และมิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมแท้จริงของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายแต่อย่างใด  แต่เมื่อผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ก็จะถูกเรียกว่าเป็นกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
       การพัฒนา “สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน” ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    รัฐธรรมนูญกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนไว้ ดังนี้ &lt;br /&gt;
(1)  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5   แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ &lt;br /&gt;
(2)  ในการเสนอคำร้องขอดังกล่าว ให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอไปด้วย&lt;br /&gt;
(3) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชน  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ และให้มีผู้แทนร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย   &lt;br /&gt;
    (4) หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ &lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่าหลักการตามข้อ (1) ข้อ (2) และ ข้อ (4)  เป็นหลักการเดียวกับที่กำหนดไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  แตกต่างกันก็แต่เพียงว่า          ลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าชื่อจาก 50,000 คน  เหลือ 10,000 คน และรัฐธรรมนูญ หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น มีการจัดแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ส่วนข้อ (3) นั้น เป็นหลักการใหม่ ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์มากที่สุด  ซึ่งเป็นพัฒนาการที่&lt;br /&gt;
ต่อยอดและเรียนรู้บทเรียนจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในอดีตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
    สถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิเอเชีย  ได้จัดทำ “โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมาย”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  พ.ศ. .... การดำเนินโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทั้งในส่วนของปัญหาอุปสรรคในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นจริงได้ในทาง &lt;br /&gt;
จากการสรุปข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ....  ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ  10 ประการ คือ    &lt;br /&gt;
    1.  กำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย  ให้ความช่วยเหลือผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายในการจัดทำร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ หรือให้ความเห็นร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกำหนด โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน และให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่ได้รับการร้องขอ  และ(ม. 8)&lt;br /&gt;
    2.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่&lt;br /&gt;
คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองกำหนด  (ม.9)&lt;br /&gt;
    3. ประธานรัฐสภามีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  (ม.10)&lt;br /&gt;
    4.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวบรวมรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายครบ 10,000 คน ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ และบันทึกประกอบ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ  ที่อยู่  ลายมือชื่อ และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายและผู้แทนการเสนอกฎหมายต่อประธานรัฐสภา  ตามแบบที่ประธานรัฐสภากำหนด (ม.11 และ ม.12)  ซึ่งในอดีตนั้นจะต้องใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมาก เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายในการนี้จำนวนมาก &lt;br /&gt;
    5. ประธานรัฐสภาตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน กรณีรายชื่อไม่ครบถ้วน ถูกต้อง ให้แจ้งผู้แทนการเสนอกฎหมายเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วน ถูกต้องภายใน 90 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาสั่งจำหน่ายเรื่อง (ม.13) &lt;br /&gt;
    6.  กรณีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายถูกต้องครบถ้วน ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยปิดประกาศไว้ ณ  ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ว่าการผู้ใหญ่บ้าน และเขตชุมชนหนาแน่น ในเขตท้องที่ที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน  โดยให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตชุมชนหนาแน่น  และเปิดให้ร้อง  คัดค้านการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ภายใน 20 วันนับแต่วันปิดประกาศ (ม.14 และ ม.15)&lt;br /&gt;
    7.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน ริเริ่มเข้าชื่อโดยร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการ   เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ผ่านประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายหรือผู้แทนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีภูมิลำเนาอยู่  โดยที่ให้ยื่นพร้อมทั้งร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบ  (ม.16)&lt;br /&gt;
    8. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดระเบียบวาระการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยคำนึงถึงความรวดเร็วและต่อเนื่องในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าวและประชาชนทั่วไป  (ม. 21 วรรค 2)  &lt;br /&gt;
    9. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง  โดยอย่างน้อยต้องเผยแพร่ร่างกฎหมายและรับฟัง   ความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของสภาผู้แทนราษฎร  (ม.21 วรรค 3)&lt;br /&gt;
    10. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรก่อนออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 (ม. 21 วรรค 4) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนหลักๆ ไว้ 3 ประการ ดังนี้   การสนับสนุนทางด้านวิชาการ โดยกำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายช่วยเหลือประชาชนในการยกร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งให้คำแนะนำและสนับสนุน การดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนด้วย   ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดหลักประกันไว้ว่าให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติให้มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    นอกจากนี้  กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น  ดังกล่าวใช้ประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามด้วย ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลสำหรับประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรในอีกด้านหนึ่งนั่นเองการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยกำหนดให้ผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายขอรับการสนับสนุน  ค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งเป็นกองทุนฯ สำหรับการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของภาคพลเมืองเป็นหลัก ภายใต้พระราชบัญญัติสภาพัฒนา   การเมือง พ.ศ. 2551   การสนับสนุนในกระบวนการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย โดยการกำหนดกรอบเวลาดำเนินการ    ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น รวมทั้งกำหนดมาตรการเสริมอื่นๆ อาทิเช่น กรอบเวลาการดำเนินการขององค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ประธานรัฐสภา ผู้ที่จะร้องคัดค้านการเข้าชื่อ และมาตรการเสริมเพื่อให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายของประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว  การลดภาระและค่าใช้จ่ายด้านเอกสารหลักฐานสำหรับการเช้าชื่อ และให้ริเริ่มเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด  เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    ทั้งนี้การที่จะทำให้ “สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน” เป็นจริงได้ในทางปฏิบัตินั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนในฐานะพลเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ขั้นแรกต้องร่วมรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้นำเสนอในเบื้องต้น  เพื่อการมีส่วนร่วมในขั้นต่อไป คือมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ  มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ร่วมตัดสินใจและร่วมติดตามประเมินผล  ทางสถาบันฯ  เปิดให้มีช่องทางการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะได้ ทั้งทางโทรศัพท์ หมายเลข  02-527-7830-9 ต่อ 2404  โทรสารหมายเลข 02-527-7824 www.kpi.ac.th  ตู้ ปณ. 232 ปณศ นนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 และ patt.s@hotmail.comอีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3716</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3716"/>
		<updated>2009-12-11T23:43:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน]] : บทเรียนจากอดีต  สู่ &amp;quot;สิทธิ&amp;quot; ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ โดย นางสาวปัทมา สูบกำปัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐบาลไทยกับความชอบธรรมทางการเมือง]] โดย ดร.วีระ เลิศสมพร (Veera Lertsomporn) กรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.เชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์]]  โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร ]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3715</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3715"/>
		<updated>2009-12-11T23:41:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รัฐบาลไทยกับความชอบธรรมทางการเมือง]] โดย ดร.วีระ เลิศสมพร (Veera Lertsomporn) กรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.เชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์]]  โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร ]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C&amp;diff=3714</id>
		<title>เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C&amp;diff=3714"/>
		<updated>2009-12-11T23:36:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์ โ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์&lt;br /&gt;
โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้รับการยอมรับว่า มีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งสื่อสารมวลชนก็มีบทบัญญัติที่สร้างหลักประกันในการ ประกอบวิชาชีพไว้อย่างเต็มที่ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้จึงหวังกันว่า สื่อมวลชนจะสามารถทำหน้าที่เสนอ ความจริงและตรวจสอบอำนาจรัฐให้มีประสิทธิภาพและมี ความซื่อสัตย์สุจริต แต่ในทางปฏิบัติ เกือบ 9 ปีเต็ม ก่อนรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนจะถูกยกเลิกจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เสรีภาพสื่อหาได้ รับการคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็นไม่ ยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการที่ควรสำรวจเพื่อนำไปสู่การ ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวกันจนติดปากและได้ยินได้ฟังกันมาตลอดเกือบ1 ทศวรรษว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บัญญัติ เรื่องเสรีภาพสื่อมวลชน ไว้ในมาตรา 39, 40, 41 ซึ่งทั้ง 3 มาตรามีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน กล่าวคือ มาตรา 39ได้บัญญัติว่าด้วย เสรีภาพในการสื่อสารและข้อจำกัดเสรีภาพตามกฎหมาย มาตรา 40 ได้บัญญัติ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระมาจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติและกำกับดูแลการ ประกอบกิจการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และมาตรา41 บัญญัติรับรองเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ทั้งสื่อเอกชนและสื่อของรัฐ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าของและหน่วยงานรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรม แห่งวิชาชีพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเขียนนี้ ขอกล่าวถึงแต่เฉพาะ มาตรา 39 ที่ถือเป็น “มาตราแม่”ของสื่อมวลชนแต่ในทางปฏิบัติ กลับต้องติดขัดด้วยปัญหาและอุปสรรคมากมาย จนแม่ถูกละเมิดอย่างยับเยิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจการสิ่งพิมพ์และหนังสือพิมพ์ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาก่อนสื่ออิเลคทรอนิกอย่างวิทยุกระจายเสียงและ วิทยุโทรทัศน์ ประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาในปี 2407 ก็เริ่มมีกฎหมายและประกาศออกมาควบคุมการเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น คนทำหนังสือพิมพ์ได้ใช้หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองซึ่งเกิดข้อขัดแย้งกับผู้มีอำนาจมาแต่สมัยก่อนเปลี่ยนแปลง2475และหลังจากเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาก็ดูเหมือนการควบคุมการใช้เสรีภาพของหนังสือพิมพ์จะมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งยังปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญที่ใช้กันมาแต่ละฉบับ ตั้งแต่2475 เป็นต้นมานั้น แม้จะบัญญัติสิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมทั้งเสรีภาพของสื่อมวลชน อาจกล่าวได้ว่า เป็นการบัญญัติไปตามธรรมเนียม ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญมิได้มีความเป็นกฎหมายสูงสุดที่กฎหมาย กฏหรือข้อบังคับใดจะมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมมิได้ดังที่ได้บัญญํติในหมวด 1 บททั่วไป ทั้งนี้ เป็นเพราะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจำกัดอยู่แต่เฉพาะผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองและร่างขึ้นในสภาวะที่บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้การปฏิวัติเสียเป็นส่วนใหญ่ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจึงหาไม่เจอ สิ่งที่ดูใหญ่กว่าและเหนือกว่ากลับกลายเป็นกฎหมายที่ใช้มาแต่เดิม และประการสำคัญคือความเคยชินของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 อันเป็นมาตราแม่มีด้วยกัน 6 วรรค ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ หรือสุขภาพของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบแต่ทั้งนี้จะต้องกระทำ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามความในวรรคสอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้ &lt;br /&gt;
เมื่อย้อนกลับไปดูบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพสื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ จะพบว่า วรรคหนึ่งและวรรคสองแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย รวมทั้งวรรคอื่นๆด้วย  ยกเว้นเพียงวรรคสี่เท่านั้น ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บัญญัติให้การเซนเซอร์ข่าวหรือบทความ จำกัดให้กระทำได้เฉพาะในยามบ้านเมืองเกิดภาวะสงครามและการเท่านั้น ในขณะที่รัฐธรรมนูญในอดีตยังให้รวมถึง สถานการณ์ฉุกเฉินและการประกาศกฏอัยการศึก เข้าไปด้วย การตัดเงื่อนไขใน 2 สถานการณ์นี้ออกไป สภาร่างรัฐธรรมนูญมุ่งหวังจะคุ้มครองเสรีภาพสื่อไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงเสรีภาพสื่อมากเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ในวรรคแรกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มิได้คุ้มครองเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น หากยังคุ้มครองประชาชนโดยทั่วไปด้วย ทั้งนี้ การพูด การแสดงความคิดเห็น การเขียน ประชาชนย่อมต้องมีเสรีภาพเหมือนกันทุกคน เมื่อมีคนไปทำหนังสือพิมพ์ หรือทำสื่อมวลชนแขนงอื่น เสรีภาพในเสนอ ข่าวสารและแสดงความคิดเห็นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น เป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนถูกปิดปาก ห้ามพูด ห้ามแสดงความคิดเห็นจากการใช้อำนาจเผด็จการของผู้ปกครองแล้วหนังสือพิมพ์จะมีเสรี ภาพในการเสนอข่าวสาร การพิมพ์ การโฆษณา นี่เอง เป็นที่มาของคำกล่าวว่า เสรีภาพหนังสือพิมพ์คือเสรีภาพประชาชน ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สิ่งที่ควบคู่ไปกับเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นของประชาชนก็คือสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ใครจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่กำหนดให้ประชาชนรับรู้ได้แต่เฉพาะเรื่องนั้น ไม่ให้รับรู้เรื่องนี้ไม่ได้. กฎหมายลูกใหญ่กว่ากฎหมายแม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน และเป็นการตอบสนองต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญที่แสดงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนว่าอยู่ภายใต้การปกครองที่เป็นแบบอารยะหรืออยู่ภายใต้อำนาจที่คอยกดขี่ ข่มเหง คุกคาม รังแกประชาชนที่เห็นไม่ตรงกับรัฐบาลแล้วเผยอหน้าขึ้นมาโต้เถียง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การถูกจำกัดเสรีภาพของสื่อและของประชาชนที่จะพูด แสดงความเห็นหรือการรับรู้ข่าวสารเป็นเรื่องปกติ โดยมีกฎหมายมาบังคับ ดังที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือบงและสิทธิทางการเมืองข้อ 19กำหนดไว้ และรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับก็นำมาบัญญัติไว้ในวรรคที่ว่าด้วยการจำกัดเสรีภาพ จะต้องมีกฏหมายออกมารองรับเฉพาะเพื่อคุ้มครองรัฐและบุคคลแต่กฎหมายที่ใช้นั้นไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484, พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 เป็นต้นได้ใช้มาเป็นเวลานาน มีเนื้อหาที่มุ่งจะให้ความคุ้มครองกับรัฐ (ผู้มีอำนาจ-เจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม) มากกว่าประชาชน ส่งผลให้ประชาชนเข้าไม่ถึงเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หากประชาชนคนไหนหรือหนังสือพิมพ์หรือคนทำสื่อแขนงอื่นรายไหนพูด เขียน แสดงความเห็นที่ผู้มีอำนาจไม่สบอารมณ์ หงุดหงิด ไม่พอใจก็จะใช้กฎหมายหรืออำนาจเถื่อน เข้าคุกคามทำร้ายและจำกัดอิสรภาพทันที โดยที่รัฐธรรมนูญช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปร้องกับใครหรือบางทียิ่งร้องก็ยิ่งโดนหนักกว่าเดิม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยหลักแล้วกฎหมายที่ออกมาจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของรัฐก็ถูกตีความจากผู้มีอำนาจในการปกครองว่าตัวเองคือรัฐ ทั้งๆที่รัฐคือประเทศที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ ผู้ปกครองเป็นคนส่วนน้อยที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจซึ่งอาจมาตามครรลองที่ควรจะเป็นหรือมาโดยการเผด็จอำนาจที่ใช้อาวุธ การใช้อำนาจของผู้ปกครอง&lt;br /&gt;
เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ข่าว การแจ้งข้อหาเพื่อจับกุมดำเนินคดีคนทำสื่อหรือประชาชนอย่างอยุติธรรมเกิดขึ้นโดยง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่นนั้นเป็นความจำเป็นเพราะสิทธิ เสรีภาพของคนทุกคนถือว่าต้องเท่าเทียม  แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์ในสังคมต้องพูดจาติดต่อสื่อสารถึงกัน และผู้มีอำนาจปกครองประเทศจะต้องอยู่ในสายตาของประชาชน และต้องพร้อมในการถูกซักถามด้วยความสงสัยในการใช้อำนาจและต้องเปิดใจกว้างรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือการด่าว่าจากประชาชนเพราะการใช้อำนาจนั้นเอาผลประโยชน์ของประเทศและความอย่าดีมีสุขของประชาชนเป็นเดิมพัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่กฎหมายลูกอย่างประมวลกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วย การหมิ่นประมาท ในมาตรา 326 ,328 หรือ329ที่เป็นข้อยกเว้นซึ่งหนังสือพิมพ์และประชาชนที่ถูกกล่าวหาใช้เป็นข้อต่อสู้มีดังนี้&lt;br /&gt;
มาตรา329ผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันจนเอง หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่  (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ  (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม&lt;br /&gt;
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและในมาตรา 330 ที่บัญญัติให้ผู้ถูกหาว่ากระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมีหน้าที่พิสูจน์ว่า ข้อหาที่ว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ถึงจะไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประมวลกฎหมายอาญาหรือแม้แต่ พ.ร.บ. การพิมพ์หรือกฏหมายลูกฉบับใดไม่ได้มีบทบัญญัติในลักษณะจำแนกแยกแยะความแตกต่างระหว่างผู้อำนาจในการปกครองประเทศหรือเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย หรือบุคคลสาธารณะ จะต้องถูกตรวจตรวจสอบจากสื่อและสังคมอย่างเต็มที่ทั้งหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว กับคนธรรมดาเช่นพ่อค้า แม่ค้า ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ การถูกละเมิดสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว อันกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศ ย่อมถือเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งโดยสถานะ อำนาจ หน้าที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อสาธารณชน หรือประเทศชาติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 มาตรา 34 บัญญัติเรื่องสิทธิส่วนบุคคลไว้ ดังนี้&lt;br /&gt;
สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือ ความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบัญญัตินี้โดยหลักย่อมถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นกฎหมายแม่และเป็นบทบัญญัติที่ขยายจาก วรรคสองของมาตรา 39 ที่บอกว่าให้มีกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพในการพูด การแสดงความเห็น การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาได้เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไปดู ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการละเมิด มาตรา 423 บัญญัติ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง เป็นที่เสียหายแก่ ชื่อเสียงหรือเกียรติยศของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหานแก่การทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหาย อย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากจะควรรู้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่า เป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาได้ทำให้ผู้นั้นต้องรับผิด ใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่  ก็มิได้มีจำแนกแยกแยะว่าผู้ถูกละเมิดเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติยศอันจะได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นควรจะแตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดากับบุคคลสาธารณะซึ่งมีตำแหน่งและมีอำนาจรัฐ จึงมักจะปรากฏข่าวอยู่เสมอว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี แจ้งความ ฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทกับผู้ที่แสดง ความคิดเห็นและรวมถึงบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เข้าไปด้วย มิหนำซ้ำยังเรียกค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท นอกจากนี้นักการเมืองยังดำเนินคดีกันเองในข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายเป็นร้อยล้านพันล้านบาท หนังสือพิมพ์ก็โดนพ่วงเข้าไปด้วย หรือไม่หนังสือพิมพ์ก็โดนบุคคลสาธารณะเหล่านี้ฟ้องร้องเพื่อให้จำคุกและเรียกค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาล&lt;br /&gt;
         &lt;br /&gt;
แม้จะอ้างว่า ตามกระบวนการยุติธรรมจะต้องทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นได้ในที่สุด แต่ก่อนจะ ถึงการพิพากษาของศาลฎีกาอันเป็นที่สุด ควรจะตอบคำถามเสียแต่ตอนนี้ว่าแล้วเสรีภาพของประชาชนและ เสรีภาพของสื่อที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองนั้นอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้เกิดการแจ้งความ ฟ้องร้องกัน ง่ายดาย ทั้งๆที่การใช้เสรีภาพนั้นเป็นเรื่องปกติวิสัยอันพึ่งกระทำ และไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งที่การดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทที่บุคคลสาธารณะกระทำกับสื่อโดยเจตนาทุจริตเพื่อกลั่นแกล้งหรือหรือต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับคนทำสื่อ เมื่อต่อสู้คดีกันไปแล้วศาลพิพากษายกฟ้องหรือไม่ถือเป็นการกระทำผิด แต่สื่อและผู้ถูกดำเนินคดีไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนใดๆ ทั้งๆที่ต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียขวัญกำลังใจ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอแนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนขอเสนอแนะเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 39 ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ควรมีบทบัญญัติให้ความคุ้มครองกับสื่อมวลชนโดยเฉพาะซึ่งประกอบวิชาชีพในการเป็นสื่อกลางในการเสนอข่าวและย่อมแสดงความคิดเห็น ติชมเจ้าหน้าที่รัฐ อันหมายถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรอิสระ เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมและเพื่อการรับรู้ ข่าวสารของประชาชน การบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองชื่อเสียงเกียรติยศความเป็นอยู่ส่วนตัวและครอบครัว ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ข้อยกเว้นที่บัญญัติเพียงว่า “เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน”นั้นอาจแคบไปและมักเกิดข้อถกเถียงว่า ประโยชน์ต่อสาธารณชนนั้น คืออะไรและอย่างไร เมื่อยอมรับในบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน หากการนำเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นเป็นโดยสุจริตก็ไม่ควรที่จะถูกดำเนินคดีและควรจะบัญญัติข้อความเพิ่มเติม ให้ชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.กฏหมายที่ออกมาเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐอันทำให้สามารถจำกัดเสรีภาพของสื่อได้ โดยเฉพาะการตรวจข่าวหรือบทความก่อนนำเสนอในภาวะสงครามและการรบ ดังที่ปรากฏในมาตรา 39 นั้น  ภาวะสงครามเป็นที่เข้าใจได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกาศตามที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกับการประกาศสงคราม ส่วนการรบนั้นไม่มีความชัดเจนว่าหมายถึงอะไร  การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการเซ็นเซอร์ในภาวะที่ประเทศใช้กฎอัยการศึกษาและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น มาตรา 39ได้ยกเลิกไปแล้ว แต่ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548ที่ออกสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรกลับมีบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐตรวจข่าวหรือบทความได้ก่อนนำเสนอในสื่อซึ่งถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ก็ควรจะต้องพูดกันให้ชัดเจนในการบันทึกเจตนารมณ์ขณะจัดทำรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ปัญหาสำคัญที่กระทบต่อเสรีภาพสื่อก็คือวิธีการปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม เช่นการไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องที่จะให้ผู้กล่าวหาหมิ่นประมาทที่กระทำเพื่อส่วนรวมหรือทำตามวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวกับประโยชน์ของสาธารณะได้นำพยานมาให้ปากคำเพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ทำไปด้วยความสุจริต เมื่อไม่มีมูล ก็ควรจะตกคำแจ้งความหรือการฟ้องร้องนั้นเสีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. สื่อมวลชนด้านอิเลคทรอนิกส์ควรจะได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3713</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3713"/>
		<updated>2009-12-11T23:33:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์]]  โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร ]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3712</id>
		<title>การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3712"/>
		<updated>2009-12-11T23:22:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหา...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การก่อกำเนิดรัฐสภา การยึดอำนาจรัฐเปลี่ยนระบอบการเมืองการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน สยามชั่วคราว วันที่ 27 มิถุนายน 2475 ตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตย แทนราษฎรร่วมกับ กษัตริย์ คณะกรรมการราษฎร และศาล (มาตรา2) มีอำนาจหน้าที่ออกพระราช บัญญัติทั้งหลาย ดูแล ควบคุมกิจการของประเทศและมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือ พนักงานรัฐบาลผู้ใดผู้หนึ่ง (มาตรา8-9) และที่สำคัญ สภาผู้แทน สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการราษฎร หรือนายกรัฐมนตรี และให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งกรรมการหรือรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลระบบรัฐสภา การดำรงอยู่ การดำเนินงานและการสิ้นสุดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ กล่าวเฉพาะ รัฐสภาที่คณะราษฎรตั้งขึ้นเป็นระบบสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร แต่มี สมาชิก 2 ประเภท คือมาจากการเลือกตั้งของราษฎรและการแต่งตั้ง กระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 ได้เริ่มนำระบบ 2 สภามาใช้อย่างจริงจัง โดยสภาสูง เรียกว่า “พฤฒิสภา” และสภาร่าง คือ สภาผู้แทนราษฎร จากนั้นมา รัฐธรรมนูญทุกฉบับ ตั้งแต่ฉบับพ.ศ.2489,2492,2511,2521และ2534 ส่วนใหญ่จะสนับสนุนระบบ 2 สภา โดยวัตถุประสงค์ ของการให้มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี นอกจากกลั่นกรองกฎหมายที่ส่งจากสภา ผู้แทนราษฎรแล้ว ยังใช้เป็น “พี่เลี้ยง” ที่คอยสนับสนุนค้ำจุนรัฐบาลให้มีความมั่นคงอีกด้วย มีเพียงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพียงฉบับเดียวในระบอบ 65 ปีนับแต่เปลี่ยน แปลงการปกครองที่กำหนดให้ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยถือเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหารัฐสภาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยใช้กันมาซึ่ง สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภามา จากการแต่งตั้ง รวมทั้งให้มาจากการเลือกตั้ง ดังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จะบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยและต้องปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งก่อนเข้ารับหน้าที่ จะต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฎิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของ ปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยทุกประการ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับยังบัญญัติไว้ด้วยว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามี อำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับบัญญัติให้อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย ยกเว้นบางฉบับ ใช้คำว่า เป็นของ แล้วตามด้วยข้อความว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบกับในทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ได้ ให้ความหมาย ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และจะมีความเป็นอยู่ที่ดีจากการดูแลของผู้ปกครองประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งให้ความหมาย ของอำนาจอธิปไตย หมายถึงอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ แบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ(รัฐสภา) อำนาจบริหาร(รัฐบาล) อำนาจตุลาการ(ศาล) โดยทั้ง 3อำนาจนั้นมี ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งจะเป็นอิสระและจะถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ทั้ง 3อำนาจนี้จะนำมาซี่ง ความจำเริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนคนไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีเพียงอำนาจตุลาการซึ่งใช้อำนาจในพระปรมาภิไธยเ ท่านั้นที่มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่พิพากษาถรรถคดี ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติหรือรัฐสภากลับ ตกเป็นเบี้ยล่างของอำนาจบริหารหรือรัฐบาลมาโดยตลอด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเสียดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารได้สร้างปัญหาทางการเมืองการ ปกครองจนเกิดวิกฤตขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า หากปล่อยให้ปัญหานี้ดำรงคงอยู่โดยไม่มีการแก้ไข การเมืองไทยก็จะล้มลุกคลุกคลานไม่มีที่สิ้นสุดและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามทฤษฎีและอุดมการณ์ประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันตัวแทนประชาชน เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน เป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุดในการออกฎหมายและควบคุมฝ่ายรัฐบาล เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ในทางการเมือง สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำหน้าที่ให้ สมกับการเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง สาเหตุสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก ในการเลือกตั้งนั้น ผู้ลงสมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง หากเป็นพรรคใหญ่ที่มี นโยบายที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ผู้นำพรรคมีบารมี มีชื่อเสียง มีเงินมาก และผู้บริหารสนับสนุน ผู้สมัครอย่างเต็มที่ ลงไปช่วยปราศรัยหาเสียง เมื่อชนะการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้นย่อม สำนึกในหนี้บุญคุณของผู้บริหารพรรคที่ทุ่มเทจนตนได้รับเลือกตั้งมากกว่าจะสำนึกในหนี้บุญคุณของ ประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือก ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครกันบ้างที่ไปหย่อนบัตรลงคะแนน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งในช่วงเลือกตั้งมีการใช้เงินหรือระหว่างที่ยังไม่เลือกตั้ง นักการเมืองได้ใช้เงินของพรรคหรือ แม้แต่ใช้เงินของหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้ามุ้ง เมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมจะตกอยู่ภายใต้ อาณัติของเจ้าของเงิน เจ้าของพรรคตัวจริง ครั้นจะไม่ให้นักการเมืองต้องสังกัดพรรคก็จะเกิดปัญหาอีก อย่างหนึ่ง นั่นคือการไม่ต้องมีข้อผูกมัดกับประชาชนว่า ตัวเองมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างไร เมื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะลงมติอย่างไรก็เป็นไปตามใจชอบ และง่ายต่อการขายตัวเพื่อไป สนับสนุนฝ่ายบริหารซึ่งเคยเกิดขึ้นมาในอดีต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง การแบ่งสภาผู้แทนราษฎรออกเป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน โดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก(เกินครึ่งหนึ่ง) จะสังกัดพรรคเดียว หรือมากกว่าหนึ่งพรรคย่อมจะแสดง บทบาทในการสนับสนุนฝ่ายบริหารซึ่งผู้บริหารพรรคของตนไปเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกฯและรัฐมนตรี ปล่อยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยื่นญัตติ การตั้งกระทู้ถาม แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพราะนอกจาก รัฐบาลจะหลบเลี่ยงด้วยชั้นเชิงทางการเมืองแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรครัฐบาลก็จะคอย ทักท้วง ปิดกั้น ขัดขวางการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เช่นการรีบเสนอให้ปิดอภิปราย การประท้วงไม่ให้ฝ่าย ค้านอภิปราย การตอบโต้แทนรัฐมนตรีทั้งๆที่ไม่มีใช่หน้าที่ที่จะต้องไปทำเช่นนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สาม การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้การอภิปรายและถือเอามติเสียงข้างมาก ด้วยเหตุที่มีขั้นตอนและกระบวนการมากมายและไม่มีกลไกมารองรับ ส่งผลให้การออกกฎหมายเป็น ไปด้วยความล่าช้า ไม่ทันการณ์ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การควบคุมรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพในการ แก้ไขปัญหาและเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตล้มเหลว เวทีรัฐสภาแทนที่จะเป็นสภาแห่งชาติมีเกียรติ กลับกลายเป็นเวทีการแสดงละครการเมืองที่มีแต่บททะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาการทำหน้าที่ของวุฒิสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาชิกวุฒิสภาในอดีตที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ แม้รัฐธรรมนูญจะถือเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยมีอำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและ การกลั่นกรองกฏหมาย ในการทำหน้าที่จึงยึดโยงอยู่กับรัฐบาล คอยปกป้องและสนับสนุนรัฐบาลไม่คำนึง ถึงความถูกต้อง ครั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็น ตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงและให้เป็นอิสระในการทำหน้าที่ แต่เมื่อการเลือกตั้งยังต้องใช้เงิน และต้องมีสมัครพรรคพวกจากนักการเมือง และหัวคะแนน การควบคุมการเลือกตั้งของคณะกรรมการการ เลือกตั้งไม่มีประสิทธิภาพทำให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองและสุดท้ายก็เปลี่ยน จากสภาสูงไปเป็นสภาตกต่ำที่ประชาชนเสื่อมศรัทธา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ จึงต้องพิจารณาทบทวนว่า การให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการ เลือกตั้งโดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือการเมืองท้องถิ่น ในทางปฏิบัติจะทำได้อย่างไร นอกจากนี้ในการเลือกตั้งที่จะให้ได้รับชัยชนะ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ลงสมัครจะต้องมีญาต พวกพ้อง เครือข่าย เงิน และอื่นๆ ทั้งจะต้องสมบุกสมบันในการที่จะทำให้ชาวบ้านรู้จัก ยอมรับและพร้อมจะลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ซึ่งคนๆเดียวที่จะลงสมัคร จะทำได้อย่างไร จะหาเงินมาใช้จ่ายจากไหน และจะนำเสนออะไรให้ประชาชน รับรู้ นี่คือความเป็นจริงที่ใครไม่มีประสบการณ์ตรงอาจไม่รู้พิษสงของการเลือกตั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างดุลยภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาวางโครงสร้างให้สภาผู้แทนราษฎรมาจาก การเลือกตั้งและไปจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงส่วนมากเป็นเกณฑ์ ทำให้สภาผู้แทน ราษฎรมีความเกี่ยวพันกับคณะรัฐมนตรีซึ่งทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารอย่างชนิดเป็นเนื้อเดียวกัน แยกอย่างไร ก็แยกไม่ออก ตัดเท่าไรก็ตัดไม่ขาด ตลอดทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน จะให้สมาชิกสภามาจากไหน หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหานี้อย่างถูกวิธี ย่อมไม่มีวันที่จะทำให้อำ นาจนิติบัญญัติสร้างดุลถ่วงอำนาจบริหารได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เขียนใคร่ขอเสนอแนะ ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ต้องขจัดการใช้เงินในการเลือกตั้งให้ได้ผลอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะควบคุมการใช้เงินของพรรคการเมืองและผู้สมัครในห้วงที่เปิดสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่ควรจะ ทอดเวลาล่วงหน้าก่อนเปิดรับสมัครด้วย อาจะ 4 เดือน หรือ 6 เดือนเพื่อมิให้คนมีเงินและอำนาจรัฐใช้เงิน และอำนาจไปเอาเปรียบผู้สมัครที่ไม่ได้มีเงินและไม่มีอำนาจรัฐ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครแล้วยังสร้าง นิสัยที่ไม่ดีให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย   ประการสำคัญ การควบคุมการใช้เงินของพรรคการเมืองและผู้สมัครย่อมทำให้อิทธิพลของผู้ บริหารพรรคที่จะอ้างหนี้บุญคุณแล้วเข้าไปบงการการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัด พรรคของตนลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ผู้จะเป็นนักการเมืองควรผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนา ความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของการเป็นนักการเมืองที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลหรือ นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ใครอยากจะเป็นก็วิ่งไปหาพรรค การเมืองสังกัด พอได้รับเลือกตั้งก็อ้างเป็นความชอบธรรมว่าประชาชนเลือกมา ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ พรรคการเมืองก็ไม่แนะนำหรือแนะนำก็แนะนำ อย่างผิดๆเอาแต่ประโยชน์เข้าพรรค มิหนำซ้ำยังแสดงบทบาทในการทำลายระบบรัฐสภาให้เป็นที่ เสื่อมศรัทธาของประชาชน  ประการสำคัญ การควบคุมคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมืองจะต้องทำให้ได้ผล พฤติกรรมที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี แสดงออกทั้งการพูด การอภิปราย กิริยามารยาทที่ขัดทั้งข้อบังคับการประชุมและขัดต่อคุณธรรม จริยธรรม ดังจะปรากฏให้เห็นจากการ ประท้วงเวลามีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้าน พฤติกรรมนอกรีตนอกรอย ไม่อยู่ในเกณฑ์ของความเป็น “ผู้ดี”เหล่านี้จะต้องถูกลงโทษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและการควบคุมการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือ คณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางทฤษฎี ระบอบประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน รัฐสภาเป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน สมาชิกรัฐสภา(สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา)ที่ได้รับ เลือกตั้งเป็นผู้เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยทางด้านนิติบัญญัติ แต่ในความเป็นจริง ประชาชนผู้เป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานหรือทำหน้าที่ของรัฐสภา และไม่อาจควบคุมพฤติกรรมและการทำหน้าที่เท่าที่ควร หลายครั้งได้เกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นในบ้านเมือง และบางครั้งปัญหานั้นขยายตัวจนวิกฤตการณ์ก็หาได้ทำให้นักการ เมืองที่ดำรงตำแหน่งต่างๆปรับเปลี่ยน พฤติกรรมหรือรู้สึกแล้วกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
3.1 ให้ประชาชนมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายโดยการเข้าชื่อกันเสนอด้วยจำนวนที่ไม่มากเกินไป จนเป็นภาระในการเข้ามีส่วนร่วม เช่น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5,000 คนเสนอ ร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ 50,000 คน ตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และการเข้าชื่อก็ทำได้ง่าย นอกจากนี้ ควรจะให้ประชาชนที่เสนอร่างกฎหมายส่งตัวแทนไม่เกิน 5คน เข้าไปชี้แจงหลักการและเหตุผลในการเสนอร่างกฎหายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและเข้าไปเป็น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ  ที่แล้วมา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ปล่อยให้ตัวแทนทำหน้าที่โดย ตัดขาดจากประชาชน ตัวแทนมักจะไม่ใส่ใจต่อประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.2 รัฐสภาควรจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงเพื่อจะได้รับทราบปัญหาและ ข้อเสนอแนะจากเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องรายงานต่อรัฐสภาปีละ 1 ครั้ง ถึงการบริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอภิปรายแสดงความเห็น แต่รัฐสภากลับไม่ต้องมีหน้าที่รายงาน ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันรัฐสภาต่อประ ชาชนซึ่งเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอนี้หากสามารถบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้จะเป็นสิ่งที่ดีและจะเป็นการสร้างมิติใหม่ ให้รัฐสภาเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะของประชาชนที่สะท้อนถึงภาพรวมของการ ใช้อำนาจนิติบัญญัติที่ไม่ได้ดุลกับอำนาจบริหารย่อมจะเกิดประโยชน์ในการนำไปปรับปรุงแก้ไข และหากเป็นไปได้ องค์กรอิสระต่างๆก็ควรจะให้ประชาชนได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ เป็นรายงานเช่นกัน มิใช่ให้องค์กรอิสระรายงานแต่เฉพาะรัฐสภาเท่านั้น  ส่วนจะคัดเลือกประชาชนจากไหน อย่างไรเป็นรายละเอียดที่จะไปพิจารณากันภายหลังซึ่ง มิได้เป็นเรื่องยากอะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.3 ประชาชนควรมีส่วนในการควบคุมพฤติกรรมของนักการเมืองที่ไม่ทำตามอำนาจหน้าที่ ประพฤติตัวเหลวไหล ไร้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองพิจาณากันเอง ตัดสินกันเองซึ่งจะไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          การสร้างดุลถ่วงระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารเป็นความจำเป็นที่จะต้อง ทำให้มีขึ้น หากปล่อยให้รัฐสภาตกอยู่ในภายใต้การครอบงำและแทรกแซงของรัฐบาลไป เรื่อยๆ สุดท้ายรัฐสภาก็จะหมดความสำคัญ ซึ่งนอกจากจะขัดต้อเจตจำนงของการมีรัฐสภา แล้ว ยังก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองอีกด้วย เพราะโดยหลักแล้ว รัฐสภาต้องควบคุม รัฐบาลให้ได้ ถ้าควบคุมไม่ได้ ประชาชนก็จะเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อขับไล่เอง และในที่สุด รัฐสภาก็จะอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุที่นายกรัฐมนตรีแกล้งยุบสภาหรือไม่ก็ถูกทหารเข้าปฏิวัติ ยึดอำนาจ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3711</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3711"/>
		<updated>2009-12-11T23:14:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร ]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3710</id>
		<title>ระบบการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3710"/>
		<updated>2009-12-11T23:11:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ระบบการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ในประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ก็ยังมีการเลือกตั้งแต่รูปแบบและวิธีการย่อมแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาก็จะเอาตัวอย่างหรือวิธีการเลือกตั้ง มาจากประเทศที่พัฒนา แล้วแทบทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าวิธีการใดจะเหมาะสมกับประเทศของตน สำหรับประเทศไทยมีการเลือกตั้งมา 20 กว่าครั้ง ลองผิดลองถูกมาหลายแบบ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 15 พ.ย. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย  เป็นการเลือกตั้งที่เรียกว่า เลือกตั้งโดยวิธีอ้อม ซึ่งเป็นครั้งเดียวของประเทศไทย นอกนั้นเป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด มีทั้งแบ่งเขต รวมเขต แบบผสมรวมเขตกับแบ่งเขต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำหนดจำนวน สส. หรือผู้แทนราษฎรใช้จำนวนประชากรเป็นตัวคำนวณ ซึ่งบางประเทศใช้หลักของเขตแดนเป็นตัวคำนวณ  ในทางทฤษฎีนั้นผู้แทนควรมาจากเขตที่แน่นอนจะมีความเหมาะสมกว่าเช่นเขตของอำเภอเป็นต้นถ้าใช้จำนวนประชากรทำให้เป็นปัญหาในการแบ่งเขต เพราะต้องไปตัดเอาพื้นที่ของอีกอำเภอหนึ่งมาปะกับอำเภอที่มีประชากรไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกสับสน แต่ผู้มีอำนาจในการแบ่งเขตของประเทศไทยก็ไม่ให้ความใส่ใจในประเด็นนี้ เช่นอำเภอ ท่าศาลา ของนครศรีธรรมราชถูกตัดออกเป็น 3 ส่วน ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกผู้แทนที่ตนต้องการ เพราะต้องไปรวมกับเขตอื่น ทำให้ต้องไปเลือกคนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้แทนของตน ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนว่าวิธีการเลือกตั้งที่ไทยนำมาใช้นั้น แบบไหนดีที่สุดและเหมาะสมกับประเทศของเรา แต่นักวิชาการก็ได้มีการศึกษาแบบใหม่มากพอสมควรและนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 เรียกว่าการเลือกตั้งระบบสัดส่วนและเขตละ 1 คน(Proportional Representation and Single Member Constituency หรือ The first past the post&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทำการศึกษารัฐธรรมนูญไทยว่ามีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอะไรบ้าง ก่อนที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ทั้งหมด 25 ประเด็นแต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสมาชิกรัฐสภา จึงได้เกิดคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นในปี 2538 เพื่อศึกษาหาวิธีการในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ทำให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2539  และได้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 เสร็จและประกาศใช้เมื่อตุลาคม 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการเลือกตั้งที่ได้ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2536 ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ในหลักการและรายละเอียดของระบบนี้ให้นักการเมืองและประชาชนเข้าใจให้ลึกซึ้งพอ จึงถูกนำไปใช้ในทางที่เห็นแก่ตัว ทำให้สังคมเข้าใจผิดในหลักการและสาระสำคัญ และคิดไปในทำนองที่ว่าระบบการเลือกตั้งนี้ไม่ดี แม้แต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยในรูปแบบใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบเลือกตั้งนี้เชื่อว่าเยอรมันเป็นผู้คิดขึ้น และประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกได้นำไปดัดแปลงใช้เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศของตน ในทวีปเอเชียนั้นญี่ปุ่นได้นำมาใช้ก่อน สัดส่วนระหว่างผู้แทนฯ จากกระบบบัญชีรายชื่อกับผู้แทนเขตเลือกตั้งเป็น 2:3  ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้อัตราส่วน 1:4 โดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ แต่ต้นตำหรับเขาใช้ครึ่งต่อครึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (มีข้อปลีกย่อยหลายอย่างของเยอรมันที่อาจทำให้จำนวน ส.ส.จากบัญชีรายชื่อไม่เท่ากับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแต่จำนวนที่แตกต่างไม่มากนัก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม? ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้นำระบบเลือกตั้งนี้ไปใช้ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ทุกระบบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่โดยส่วนตัวเห็นว่ามีข้อดีมากกว่า จึงเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนด้วยการแบ่งเป็นเขตละ 1 คน ซึ่งแต่ละเขตจะมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกันโดยเฉพาะสภาพทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ ทำให้ผู้แทนราษฎรแต่ละเขตพยายามปกป้องและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในเขตตน ในสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดบรรยากาศของการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น จนในบางครั้งลืมหรือละเลยผลประโยชน์ของชาติไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเกิด ส.ส. หรือผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อขึ้นเพื่อให้เป็นผู้แทนของชาติ เข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร จะได้ไปละลายความคิดของผู้แทนเขตให้ลดดีกรีลงไป เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ระบบนี้มุ่งสนับสนุนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆมาเสนอให้ประชาชนพิจารณา เรียกว่าพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค จึงมีความจำเป็นที่นักการเมืองต้องไปเสาะหาคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม มาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบก่อนการเลือกตั้ง ประกอบกับนโยบายของพรรคที่มีต่อประชาชน เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย เพราะมีการเตรียมการในด้านบุคลากรไว้อย่างพร้อมเพรียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ระบบการเลือกตั้งนี้ได้รับรองสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง เพราะทำให้คะแนนเสียงมีความหมายทุกคะแนน เพราะถ้ามีแต่ ส.ส. ระบบเขต ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้นที่ได้เป็นผู้แทนราษฎร คะแนนของผู้ที่ได้ ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีความหมายถูกทิ้งไปทั้งหมด  แต่ในระบบนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกได้ทั้ง ส.ส. เขตและ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค คะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่สูญเปล่ามีความหมายทุกคะแนน เพราะเอาไปคำนวณรวมกันในระดับประเท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ระบบเลือกตั้งแบบนี้ สามารถผลักคนดีเข้าสู่วงการเมืองได้ง่ายขึ้น ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งในอดีตของไทย ค่อนข้างสกปรกใช้อิทธิพลทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ชัยชนะโดยไม่คำนึงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ เราจึงได้ผู้แทนราษฎรที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนไม่คำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ประชาชนมอบความไว้วางใจมาก  การเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งจากบัญชีรายชื่อจึงน่าเชื่อว่าจะได้คนดี มีความสามารถ เสียสละ และซื่อสัตย์ เข้าสู่วงจรการเมืองได้จำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองจะมีแนวคิดและวิจารณาญาณอย่างไรในการคัดสรรคนที่มีความสามารถคนที่มีความสามารถมาช่วยสร้างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. เป็นการช่วยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้เข้มแข็ง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น    การที่ได้ ส.ส.จำนวนหนึ่งจากระบบบัญชีรายชื่อซึ่งมีความรู้ความสามารถในวิชาชีพสาขาต่างๆมาทำงานในสภา จำทำให้การพิจารณากฎหมายต่างๆ มีความรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพต่างๆ แต่เดิมสภาฯ ก็ฟังข้อมูลจากข้าราชการ ซึ่งเป็นการฟังความข้างเดียวเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะทำให้สมาชิกสภาได้ฟังข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น  ยังมีเหตุผลที่มีความสำคัญในการใช้ระบบเลือกตั้งนี้อีกหลายประการ แต่ขอเสนอเหตุผลหลักไว้เพียงเท่านี้ และขอเรียนเพิ่มเติมจากการนำไปใช้โดยเข้าใจผิด และศึกษาอย่างละเอียดทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนี้คื&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรก  พรรคการเมืองได้นำบุคคลซึ่งจะเป็นรัฐมนตรีไปใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ 40 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีต้องลาออก เป็นระบบการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพียงแต่ยังอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้เท่านั&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สอง  รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งเพราะกลัวทหาร แต่ให้นายกรัฐมนตรีเตรียมทีมคณะรัฐมนตรีไว้ให้พร้อม เพื่อโฆษณาหาเสียงไปพร้อมกับการเสนอนโยบายที่เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องการให้ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมืองต้องไปคัดสรรบุคคลให้สาขาวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีชื่อเสียงและประชาชนยอมรับ โดยหวังผลให้พรรคของตนได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สาม พรรคการเมืองทั้งหมดที่เรามียังติดต่ออยู่กับระบบอุปถัมภ์ เอาคนที่เล่นการพนัน ผู้มีอิทธิพล คนที่มีประวัติไม่ดีมาใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทำให้หลักการที่สำคัญของระบบนี้เสียหายเพราะเจตนารมณ์ต้องการให้คนดี มีความสามารถ (ซึ่งไปไม่ได้กับวิธีการเลือกตั้งของไทย) มีโอกาสมารับใช้ประเทศชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สี่ ผู้อาวุโสและมีอิทธิพลในพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มใช้อิทธิพลผลักดันลูกหลาน ญาติของตนเองขึ้นมาแทนตน โดยผันตนเองขึ้นไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่กล้าทำในลักษณะนี้เพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผูกขาดในเขตตน เป็นการเบียดบังที่นั่งของคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะโอกาสที่พรรคจะเลือกคนอื่นมากกว่าพรรคพวกเกิดได้ยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่ห้า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสังคมไทยขาดการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมาตรฐาน ทั้งๆที่ได้รับเงินอุดหนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็ขาดการติดตามประเมินผล การใช้เงินของพรรคว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร ต้องไม่ลืมว่า เงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นภาษีของประชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเปิดใจให้กว้าง พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ นึกถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับมากที่สุด เขียนรัฐธรรมให้ดีอย่างไรก็แก้กิเลสคนไม่ได้ ทำได้ดีที่สุดคือ สร้างกลไกที่เหมาะสมขึ้นม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเรียนว่ารูปแบบใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการใช้เงินซื้อเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ผู้เขียนคิดว่าขึ้อยู่กับวิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพจะช่วยได้มากที่  ต้องสร้างระบบอื่นๆไม่ให้คนเลวได้มีอำนาจ ขณะนี้วิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีอยู่ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่อ  ผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องอุดช่องโหว่นี้ เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3709</id>
		<title>ระบบการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3709"/>
		<updated>2009-12-11T23:10:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ระบบการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ในประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ก็ยังมีการเลือกตั้งแต่รูปแบบและวิธีการย่อมแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาก็จะเอาตัวอย่างหรือวิธีการเลือกตั้ง มาจากประเทศที่พัฒนา แล้วแทบทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าวิธีการใดจะเหมาะสมกับประเทศของตน สำหรับประเทศไทยมีการเลือกตั้งมา 20 กว่าครั้ง ลองผิดลองถูกมาหลายแบบ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 15 พ.ย. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย  เป็นการเลือกตั้งที่เรียกว่า เลือกตั้งโดยวิธีอ้อม ซึ่งเป็นครั้งเดียวของประเทศไทย นอกนั้นเป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด มีทั้งแบ่งเขต รวมเขต แบบผสมรวมเขตกับแบ่งเขต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำหนดจำนวน สส. หรือผู้แทนราษฎรใช้จำนวนประชากรเป็นตัวคำนวณ ซึ่งบางประเทศใช้หลักของเขตแดนเป็นตัวคำนวณ  ในทางทฤษฎีนั้นผู้แทนควรมาจากเขตที่แน่นอนจะมีความเหมาะสมกว่าเช่นเขตของอำเภอเป็นต้นถ้าใช้จำนวนประชากรทำให้เป็นปัญหาในการแบ่งเขต เพราะต้องไปตัดเอาพื้นที่ของอีกอำเภอหนึ่งมาปะกับอำเภอที่มีประชากรไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกสับสน แต่ผู้มีอำนาจในการแบ่งเขตของประเทศไทยก็ไม่ให้ความใส่ใจในประเด็นนี้ เช่นอำเภอ ท่าศาลา ของนครศรีธรรมราชถูกตัดออกเป็น 3 ส่วน ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกผู้แทนที่ตนต้องการ เพราะต้องไปรวมกับเขตอื่น ทำให้ต้องไปเลือกคนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้แทนของตน ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนว่าวิธีการเลือกตั้งที่ไทยนำมาใช้นั้น แบบไหนดีที่สุดและเหมาะสมกับประเทศของเรา แต่นักวิชาการก็ได้มีการศึกษาแบบใหม่มากพอสมควรและนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 เรียกว่าการเลือกตั้งระบบสัดส่วนและเขตละ 1 คน(Proportional Representation and Single Member Constituency หรือ The first past the post&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทำการศึกษารัฐธรรมนูญไทยว่ามีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอะไรบ้าง ก่อนที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ทั้งหมด 25 ประเด็นแต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสมาชิกรัฐสภา จึงได้เกิดคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นในปี 2538 เพื่อศึกษาหาวิธีการในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ทำให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2539  และได้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 เสร็จและประกาศใช้เมื่อตุลาคม 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการเลือกตั้งที่ได้ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2536 ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ในหลักการและรายละเอียดของระบบนี้ให้นักการเมืองและประชาชนเข้าใจให้ลึกซึ้งพอ จึงถูกนำไปใช้ในทางที่เห็นแก่ตัว ทำให้สังคมเข้าใจผิดในหลักการและสาระสำคัญ และคิดไปในทำนองที่ว่าระบบการเลือกตั้งนี้ไม่ดี แม้แต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยในรูปแบบใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบเลือกตั้งนี้เชื่อว่าเยอรมันเป็นผู้คิดขึ้น และประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกได้นำไปดัดแปลงใช้เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศของตน ในทวีปเอเชียนั้นญี่ปุ่นได้นำมาใช้ก่อน สัดส่วนระหว่างผู้แทนฯ จากกระบบบัญชีรายชื่อกับผู้แทนเขตเลือกตั้งเป็น 2:3  ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้อัตราส่วน 1:4 โดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ แต่ต้นตำหรับเขาใช้ครึ่งต่อครึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (มีข้อปลีกย่อยหลายอย่างของเยอรมันที่อาจทำให้จำนวน ส.ส.จากบัญชีรายชื่อไม่เท่ากับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแต่จำนวนที่แตกต่างไม่มากนัก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม? ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้นำระบบเลือกตั้งนี้ไปใช้ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ทุกระบบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่โดยส่วนตัวเห็นว่ามีข้อดีมากกว่า จึงเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนด้วยการแบ่งเป็นเขตละ 1 คน ซึ่งแต่ละเขตจะมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกันโดยเฉพาะสภาพทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ ทำให้ผู้แทนราษฎรแต่ละเขตพยายามปกป้องและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในเขตตน ในสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดบรรยากาศของการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น จนในบางครั้งลืมหรือละเลยผลประโยชน์ของชาติไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเกิด ส.ส. หรือผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อขึ้นเพื่อให้เป็นผู้แทนของชาติ เข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร จะได้ไปละลายความคิดของผู้แทนเขตให้ลดดีกรีลงไป เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ระบบนี้มุ่งสนับสนุนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆมาเสนอให้ประชาชนพิจารณา เรียกว่าพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค จึงมีความจำเป็นที่นักการเมืองต้องไปเสาะหาคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม มาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบก่อนการเลือกตั้ง ประกอบกับนโยบายของพรรคที่มีต่อประชาชน เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย เพราะมีการเตรียมการในด้านบุคลากรไว้อย่างพร้อมเพรียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ระบบการเลือกตั้งนี้ได้รับรองสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง เพราะทำให้คะแนนเสียงมีความหมายทุกคะแนน เพราะถ้ามีแต่ ส.ส. ระบบเขต ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้นที่ได้เป็นผู้แทนราษฎร คะแนนของผู้ที่ได้ ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีความหมายถูกทิ้งไปทั้งหมด  แต่ในระบบนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกได้ทั้ง ส.ส. เขตและ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค คะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่สูญเปล่ามีความหมายทุกคะแนน เพราะเอาไปคำนวณรวมกันในระดับประเท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ระบบเลือกตั้งแบบนี้ สามารถผลักคนดีเข้าสู่วงการเมืองได้ง่ายขึ้น ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งในอดีตของไทย ค่อนข้างสกปรกใช้อิทธิพลทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ชัยชนะโดยไม่คำนึงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ เราจึงได้ผู้แทนราษฎรที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนไม่คำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ประชาชนมอบความไว้วางใจมา&lt;br /&gt;
             การเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งจากบัญชีรายชื่อจึงน่าเชื่อว่าจะได้คนดี มีความสามารถ เสียสละ และซื่อสัตย์ เข้าสู่วงจรการเมืองได้จำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองจะมีแนวคิดและวิจารณาญาณอย่างไรในการคัดสรรคนที่มีความสามารถคนที่มีความสามารถมาช่วยสร้างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. เป็นการช่วยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้เข้มแข็ง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น    การที่ได้ ส.ส.จำนวนหนึ่งจากระบบบัญชีรายชื่อซึ่งมีความรู้ความสามารถในวิชาชีพสาขาต่างๆมาทำงานในสภา จำทำให้การพิจารณากฎหมายต่างๆ มีความรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพต่างๆ แต่เดิมสภาฯ ก็ฟังข้อมูลจากข้าราชการ ซึ่งเป็นการฟังความข้างเดียวเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะทำให้สมาชิกสภาได้ฟังข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น  ยังมีเหตุผลที่มีความสำคัญในการใช้ระบบเลือกตั้งนี้อีกหลายประการ แต่ขอเสนอเหตุผลหลักไว้เพียงเท่านี้ และขอเรียนเพิ่มเติมจากการนำไปใช้โดยเข้าใจผิด และศึกษาอย่างละเอียดทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนี้คื&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรก  พรรคการเมืองได้นำบุคคลซึ่งจะเป็นรัฐมนตรีไปใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ 40 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีต้องลาออก เป็นระบบการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพียงแต่ยังอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้เท่านั&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สอง  รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งเพราะกลัวทหาร แต่ให้นายกรัฐมนตรีเตรียมทีมคณะรัฐมนตรีไว้ให้พร้อม เพื่อโฆษณาหาเสียงไปพร้อมกับการเสนอนโยบายที่เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องการให้ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมืองต้องไปคัดสรรบุคคลให้สาขาวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีชื่อเสียงและประชาชนยอมรับ โดยหวังผลให้พรรคของตนได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สาม พรรคการเมืองทั้งหมดที่เรามียังติดต่ออยู่กับระบบอุปถัมภ์ เอาคนที่เล่นการพนัน ผู้มีอิทธิพล คนที่มีประวัติไม่ดีมาใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทำให้หลักการที่สำคัญของระบบนี้เสียหายเพราะเจตนารมณ์ต้องการให้คนดี มีความสามารถ (ซึ่งไปไม่ได้กับวิธีการเลือกตั้งของไทย) มีโอกาสมารับใช้ประเทศชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สี่ ผู้อาวุโสและมีอิทธิพลในพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มใช้อิทธิพลผลักดันลูกหลาน ญาติของตนเองขึ้นมาแทนตน โดยผันตนเองขึ้นไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่กล้าทำในลักษณะนี้เพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผูกขาดในเขตตน เป็นการเบียดบังที่นั่งของคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะโอกาสที่พรรคจะเลือกคนอื่นมากกว่าพรรคพวกเกิดได้ยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่ห้า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสังคมไทยขาดการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมาตรฐาน ทั้งๆที่ได้รับเงินอุดหนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็ขาดการติดตามประเมินผล การใช้เงินของพรรคว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร ต้องไม่ลืมว่า เงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นภาษีของประชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเปิดใจให้กว้าง พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ นึกถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับมากที่สุด เขียนรัฐธรรมให้ดีอย่างไรก็แก้กิเลสคนไม่ได้ ทำได้ดีที่สุดคือ สร้างกลไกที่เหมาะสมขึ้นม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเรียนว่ารูปแบบใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการใช้เงินซื้อเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ผู้เขียนคิดว่าขึ้อยู่กับวิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพจะช่วยได้มากที่  ต้องสร้างระบบอื่นๆไม่ให้คนเลวได้มีอำนาจ ขณะนี้วิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีอยู่ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่อ  ผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องอุดช่องโหว่นี้ เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3708</id>
		<title>ระบบการเลือกตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=3708"/>
		<updated>2009-12-11T23:03:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: ระบบการเลือกตั้ง  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร            ประเทศท...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ระบบการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ในประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ก็ยังมีการเลือกตั้งแต่รูปแบบและวิธีการย่อมแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละประเทศ &lt;br /&gt;
          ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาก็จะเอาตัวอย่างหรือวิธีการเลือกตั้ง มาจากประเทศที่พัฒนา แล้วแทบทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าวิธีการใดจะเหมาะสมกับประเทศของตน &lt;br /&gt;
          สำหรับประเทศไทยมีการเลือกตั้งมา 20 กว่าครั้ง ลองผิดลองถูกมาหลายแบบ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 15 พ.ย. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
          เป็นการเลือกตั้งที่เรียกว่า เลือกตั้งโดยวิธีอ้อม ซึ่งเป็นครั้งเดียวของประเทศไทย นอกนั้นเป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด มีทั้งแบ่งเขต รวมเขต แบบผสมรวมเขตกับแบ่งเขต &lt;br /&gt;
          การกำหนดจำนวน สส. หรือผู้แทนราษฎรใช้จำนวนประชากรเป็นตัวคำนวณ ซึ่งบางประเทศใช้หลักของเขตแดนเป็นตัวคำนวณ &lt;br /&gt;
        ในทางทฤษฎีนั้นผู้แทนควรมาจากเขตที่แน่นอนจะมีความเหมาะสมกว่าเช่นเขตของอำเภอเป็นต้นถ้าใช้จำนวนประชากรทำให้เป็นปัญหาในการแบ่งเขต เพราะต้องไปตัดเอาพื้นที่ของอีกอำเภอหนึ่งมาปะกับอำเภอที่มีประชากรไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกสับสน &lt;br /&gt;
          แต่ผู้มีอำนาจในการแบ่งเขตของประเทศไทยก็ไม่ให้ความใส่ใจในประเด็นนี้ เช่นอำเภอ ท่าศาลา ของนครศรีธรรมราชถูกตัดออกเป็น 3 ส่วน ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกผู้แทนที่ตนต้องการ เพราะต้องไปรวมกับเขตอื่น ทำให้ต้องไปเลือกคนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้แทนของตน &lt;br /&gt;
          ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนว่าวิธีการเลือกตั้งที่ไทยนำมาใช้นั้น แบบไหนดีที่สุดและเหมาะสมกับประเทศของเรา แต่นักวิชาการก็ได้มีการศึกษาแบบใหม่มากพอสมควรและนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 เรียกว่าการเลือกตั้งระบบสัดส่วนและเขตละ 1 คน(Proportional Representation and Single Member Constituency หรือ The first past the post)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
             คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทำการศึกษารัฐธรรมนูญไทยว่ามีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอะไรบ้าง ก่อนที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ทั้งหมด 25 ประเด็นแต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสมาชิกรัฐสภา จึงได้เกิดคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นในปี 2538 เพื่อศึกษาหาวิธีการในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่&lt;br /&gt;
             มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ทำให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2539  และได้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 เสร็จและประกาศใช้เมื่อตุลาคม 2540&lt;br /&gt;
             ระบบการเลือกตั้งที่ได้ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2536 ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ในหลักการและรายละเอียดของระบบนี้ให้นักการเมืองและประชาชนเข้าใจให้ลึกซึ้งพอ จึงถูกนำไปใช้ในทางที่เห็นแก่ตัว ทำให้สังคมเข้าใจผิดในหลักการและสาระสำคัญ และคิดไปในทำนองที่ว่าระบบการเลือกตั้งนี้ไม่ดี แม้แต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยในรูปแบบใด&lt;br /&gt;
             ระบบเลือกตั้งนี้เชื่อว่าเยอรมันเป็นผู้คิดขึ้น และประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกได้นำไปดัดแปลงใช้เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศของตน ในทวีปเอเชียนั้นญี่ปุ่นได้นำมาใช้ก่อน สัดส่วนระหว่างผู้แทนฯ จากกระบบบัญชีรายชื่อกับผู้แทนเขตเลือกตั้งเป็น 2:3&lt;br /&gt;
             ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้อัตราส่วน 1:4 โดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ แต่ต้นตำหรับเขาใช้ครึ่งต่อครึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (มีข้อปลีกย่อยหลายอย่างของเยอรมันที่อาจทำให้จำนวน ส.ส.จากบัญชีรายชื่อไม่เท่ากับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแต่จำนวนที่แตกต่างไม่มากนัก)&lt;br /&gt;
             ทำไม? ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้นำระบบเลือกตั้งนี้ไปใช้ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ทุกระบบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่โดยส่วนตัวเห็นว่ามีข้อดีมากกว่า จึงเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา&lt;br /&gt;
             1. ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนด้วยการแบ่งเป็นเขตละ 1 คน ซึ่งแต่ละเขตจะมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกันโดยเฉพาะสภาพทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ ทำให้ผู้แทนราษฎรแต่ละเขตพยายามปกป้องและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในเขตตน ในสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดบรรยากาศของการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น จนในบางครั้งลืมหรือละเลยผลประโยชน์ของชาติไป&lt;br /&gt;
             จึงเกิด ส.ส. หรือผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อขึ้นเพื่อให้เป็นผู้แทนของชาติ เข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร จะได้ไปละลายความคิดของผู้แทนเขตให้ลดดีกรีลงไป เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด&lt;br /&gt;
             2. ระบบนี้มุ่งสนับสนุนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆมาเสนอให้ประชาชนพิจารณา เรียกว่าพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค จึงมีความจำเป็นที่นักการเมืองต้องไปเสาะหาคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม มาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบก่อนการเลือกตั้ง ประกอบกับนโยบายของพรรคที่มีต่อประชาชน เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย เพราะมีการเตรียมการในด้านบุคลากรไว้อย่างพร้อมเพรียง&lt;br /&gt;
             3. ระบบการเลือกตั้งนี้ได้รับรองสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง เพราะทำให้คะแนนเสียงมีความหมายทุกคะแนน เพราะถ้ามีแต่ ส.ส. ระบบเขต ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้นที่ได้เป็นผู้แทนราษฎร คะแนนของผู้ที่ได้ ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีความหมายถูกทิ้งไปทั้งหมด&lt;br /&gt;
             แต่ในระบบนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกได้ทั้ง ส.ส. เขตและ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค คะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่สูญเปล่ามีความหมายทุกคะแนน เพราะเอาไปคำนวณรวมกันในระดับประเทศ&lt;br /&gt;
             4. ระบบเลือกตั้งแบบนี้ สามารถผลักคนดีเข้าสู่วงการเมืองได้ง่ายขึ้น ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งในอดีตของไทย ค่อนข้างสกปรกใช้อิทธิพลทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ชัยชนะโดยไม่คำนึงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ เราจึงได้ผู้แทนราษฎรที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนไม่คำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ประชาชนมอบความไว้วางใจมา&lt;br /&gt;
             การเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งจากบัญชีรายชื่อจึงน่าเชื่อว่าจะได้คนดี มีความสามารถ เสียสละ และซื่อสัตย์ เข้าสู่วงจรการเมืองได้จำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองจะมีแนวคิดและวิจารณาญาณอย่างไรในการคัดสรรคนที่มีความสามารถคนที่มีความสามารถมาช่วยสร้างประเทศ&lt;br /&gt;
             5. เป็นการช่วยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้เข้มแข็ง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น    การที่ได้ ส.ส.จำนวนหนึ่งจากระบบบัญชีรายชื่อซึ่งมีความรู้ความสามารถในวิชาชีพสาขาต่างๆมาทำงานในสภา จำทำให้การพิจารณากฎหมายต่างๆ มีความรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพต่างๆ แต่เดิมสภาฯ ก็ฟังข้อมูลจากข้าราชการ ซึ่งเป็นการฟังความข้างเดียวเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะทำให้สมาชิกสภาได้ฟังข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
             ยังมีเหตุผลที่มีความสำคัญในการใช้ระบบเลือกตั้งนี้อีกหลายประการ แต่ขอเสนอเหตุผลหลักไว้เพียงเท่านี้ และขอเรียนเพิ่มเติมจากการนำไปใช้โดยเข้าใจผิด และศึกษาอย่างละเอียดทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนี้คือ&lt;br /&gt;
             ประเด็นแรก  พรรคการเมืองได้นำบุคคลซึ่งจะเป็นรัฐมนตรีไปใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ 40 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีต้องลาออก เป็นระบบการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพียงแต่ยังอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้เท่านั้น&lt;br /&gt;
             ประเด็นที่สอง  รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งเพราะกลัวทหาร แต่ให้นายกรัฐมนตรีเตรียมทีมคณะรัฐมนตรีไว้ให้พร้อม เพื่อโฆษณาหาเสียงไปพร้อมกับการเสนอนโยบายที่เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องการให้ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมืองต้องไปคัดสรรบุคคลให้สาขาวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีชื่อเสียงและประชาชนยอมรับ โดยหวังผลให้พรรคของตนได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด&lt;br /&gt;
             ประเด็นที่สาม พรรคการเมืองทั้งหมดที่เรามียังติดต่ออยู่กับระบบอุปถัมภ์ เอาคนที่เล่นการพนัน ผู้มีอิทธิพล คนที่มีประวัติไม่ดีมาใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อ ทำให้หลักการที่สำคัญของระบบนี้เสียหายเพราะเจตนารมณ์ต้องการให้คนดี มีความสามารถ (ซึ่งไปไม่ได้กับวิธีการเลือกตั้งของไทย) มีโอกาสมารับใช้ประเทศชาติ&lt;br /&gt;
             ประเด็นที่สี่ ผู้อาวุโสและมีอิทธิพลในพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มใช้อิทธิพลผลักดันลูกหลาน ญาติของตนเองขึ้นมาแทนตน โดยผันตนเองขึ้นไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่กล้าทำในลักษณะนี้เพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผูกขาดในเขตตน เป็นการเบียดบังที่นั่งของคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะโอกาสที่พรรคจะเลือกคนอื่นมากกว่าพรรคพวกเกิดได้ยาก&lt;br /&gt;
             ประเด็นที่ห้า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสังคมไทยขาดการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมาตรฐาน ทั้งๆที่ได้รับเงินอุดหนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็ขาดการติดตามประเมินผล การใช้เงินของพรรคว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร ต้องไม่ลืมว่า เงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นภาษีของประชาชน&lt;br /&gt;
             อยากให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเปิดใจให้กว้าง พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ นึกถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับมากที่สุด เขียนรัฐธรรมให้ดีอย่างไรก็แก้กิเลสคนไม่ได้ ทำได้ดีที่สุดคือ สร้างกลไกที่เหมาะสมขึ้นมา&lt;br /&gt;
             ขอเรียนว่ารูปแบบใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการใช้เงินซื้อเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ผู้เขียนคิดว่าขึ้อยู่กับวิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพจะช่วยได้มากที่สุด&lt;br /&gt;
             ต้องสร้างระบบอื่นๆไม่ให้คนเลวได้มีอำนาจ ขณะนี้วิธีการจัดการการเลือกตั้งที่มีอยู่ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่อง&lt;br /&gt;
             ผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องอุดช่องโหว่นี้ เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3707</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3707"/>
		<updated>2009-12-11T23:02:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ระบบการเลือกตั้ง]]  โดย ร.ศ. อัษฎางค์  ปาณิกบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2:%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=3622</id>
		<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า:ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2:%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A&amp;diff=3622"/>
		<updated>2009-12-07T01:50:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: ข้อมูลต่างๆที่นำมาลงได้มีนักวิชาการรับผิดชอบในแต่ละก...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ข้อมูลต่างๆที่นำมาลงได้มีนักวิชาการรับผิดชอบในแต่ละกลุ่ม  ที่ได้รับมอบจากสถาบันให้เป็นผู้รับผิดชอบนำส่งให้สถาบัน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2:%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=3621</id>
		<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า:นโยบายสิทธิส่วนบุคคล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2:%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5&amp;diff=3621"/>
		<updated>2009-12-07T01:48:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: การจัดทำฐานข้อมูลการเมืองการปกครองของสถาบันพระปกเกล้...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การจัดทำฐานข้อมูลการเมืองการปกครองของสถาบันพระปกเกล้านี้  เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไปที่ต้องการค้นหาความรู้  แตกต่างจากฐานข้อมูล วิกิพีเดีย ที่ยอมให้ผู้ที่เข้ามาดูสามารถแก้ไขข้อมูลได้เอง แต่ของสถาบันได้ให้ผู้ที่มีข้อมูลความรู้เป็นผู้สร้างข้อมูลและนำมาบรรจุลงในกลุ่มความรู้ ท่านผู้ใดมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวท่านเองสามารถส่งข้อมูลมาเพื่อให้เว็บมาสเตอร์พิจารณานำลงให้เป็นประโยชน์ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านสามารถติดต่อกับเว็บมาสเตอร์ของสถาบันพระปกเกล้าได้ที่ email:ekkachais@hotmail.com&lt;br /&gt;
พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ผู้ดูแลฐานข้อมูลฯ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3620</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3620"/>
		<updated>2009-12-06T22:07:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3618</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3618"/>
		<updated>2009-12-06T21:57:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3617</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3617"/>
		<updated>2009-12-06T21:55:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3616</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3616"/>
		<updated>2009-12-06T07:56:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กำหนดการพิธีทำบุญประจำเดือน วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
ณ  ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา 	07.00 น.	พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป บริเวณอาคาร 3 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	09.30 น.	ประธานในพิธี ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมกัน ณ ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	10.00 น.	ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย&lt;br /&gt;
			เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยครูบาอาจารย์ 5 รูป&lt;br /&gt;
			1.พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)    วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
			2.หลวงปู่ชวน กตปุญโญ    วัดเขาแก้ว จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			3.หลวงปู่สม สุชีโว    วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			4.พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (อุดม อุตตมปัญโญ) วัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
			5.พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปัญโญ) วัดบางกฎีทอง จังหวัดปทุมธานี&lt;br /&gt;
                11.00 น.	ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล&lt;br /&gt;
			ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยทาน&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์อนุโมทนา &lt;br /&gt;
			กรวดน้ำ&lt;br /&gt;
	11.30 น.	ผู้ร่วมพิธีรับประทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;
	12.09 น.	พิธีจุดเทียนชัยปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดย พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)&lt;br /&gt;
				ประธานในพิธีจุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคล เทียนนวหรคุณ&lt;br /&gt;
				พระสงฆ์บริกรรมภาวนาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์&lt;br /&gt;
				เสร็จพิธี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล 5 ธันวาคม 2552 ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
ผู้บริหาร&lt;br /&gt;
1.ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ&lt;br /&gt;
2.รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ&lt;br /&gt;
3.นายปรีดี โชติช่วง รองเลขาธิการ &lt;br /&gt;
4.นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
5.นางสาวอรอุมา ภูมิบูรณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
6.นางสาวจันจิรา สำราญศิลป์ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;
7.นางสาวนฤมล อินทรลักษณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
8.นางสาววริษา ประเสริฐไทย พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักวิจัยและพัฒนา&lt;br /&gt;
9.นางสาวกันธรัตน์ นาคศรี ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
10.นางสาวฉัตรระวี ปริสุทธิญาณ นักวิชาการ&lt;br /&gt;
11.นางสาวตรีชฎา กระจ่างโลก พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
12. นายณวัฒน์ ศรีปัดถา  นักวิชาการ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
13. พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
14. นายสฤษธิชัย บุญช่วย  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
15. นางสาวศุภมาส วิริยะสกุลพันธุ์  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขึ้นตรงต่อเลขาธิการ&lt;br /&gt;
16. นางกชพร ช่อพฤกษา  เลขานุการ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
17. นางสาวศิริกมล จันทรปัญญา  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
18. นางสาวอังคณา ดวงแป้น  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
19. นางสาวศันสนีย์ ท้วมเทียบ  ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
20. นายอมรศักดิ์ กิจพาณิชย์  ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
21. นายพิสิษฐ ศิริสุวรรณ  ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ&lt;br /&gt;
22. นางรัชดา วรกุล  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
23. นางสาวณภัสสร เกษมทรัพย์  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
24. นายรวิโชติ วัณโณ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
25. นายทศพล กลิ่นหอม  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
26. นางสาวสุนิสา ลัดดาอาชวะ  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
27. นายสมศักดิ์ เอี่ยมผดุง  เลขานุการรองประธาน สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
28. นายเกรียงไกร ซองทอง  เจ้าหน้าที่ทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาหลักสูตรต่างๆ&lt;br /&gt;
29. นายทวี รักสกุล  ปรม.9&lt;br /&gt;
30. นางสาวภัทรินทร์ ลือกาญจงนิช ปรม.9&lt;br /&gt;
31. นายอนันต์ โกกุนทาภรณ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
32. นางชูสม รัตนนิตย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
33. นายวัฒนา คูณชัยพานิชย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
34. นางสาวทัศนี มหาธนะกิติวงศ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการ&lt;br /&gt;
1. นางสาวสุรางค์ อิงคเวทย์ ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
2. นายโพธิพันธ์ มุขสมบัติ  พนง.วิเคราะห์กฎหมาย&lt;br /&gt;
3. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ กรพชระ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
4. นางสาวประภาศรี ศรีไพร  เจ้าหน้าที่สารบรรณ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายชื่อสื่อมวลชนที่เข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า  ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
เรื่อง &amp;quot;ความขัดแย้ง ความชอบธรรม และการปฏิรูประบบรัฐ : การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&amp;quot;&lt;br /&gt;
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552   ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 นายคงศักดิ์  สายวงศ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  081-930-4957,02-277-0687,saiwongthai@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 นายเศรษฐ  ทับทิมอิน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 081-356-6900&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 นางสาวเพชรมณี  แสงเพชร สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5  087-466-0381,02-271-2510&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 นางสาวศิริขวัญ  ออเรืองรอง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-272-0240&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5 Mr.Aye Nin www.media.com 080-065-9932,sonnyamo@gmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 นายเอกวัฒน์  สุวรรณ ประชาคมท้องถิ่น 081-830-7779&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7 นายสัญลักษณ์  เจริญเปี่ยม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8 นางสาวเพ็ญสิน  สงเนียม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 02-277-3804,02-277-4636&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9 นายวีระชน  พงศ์บรรณพต สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ 02-245-1646&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10 นายอัศย์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 081-553-0288&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11 Mr.Somchai  Kwankisswet DPA 081-8181309,02-7142071,somchai_dpa@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12 นายเทพไท   พรอินทร์ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) 081-936-6309&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13 นายสมศักดิ์  นิ่มนวลวัฒนา ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 081-378-0278&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14 นางสาวจุฑามาศ  คูหาเรืองรอง ฝ่ายข่าวภูมิภาค สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 02-412-5915&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 นายพนมพร  สถิต สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จส.100 02-412-4699&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16 นายปราโมทย์  พิพัฒนาศัย วารสารกฎหมายใหม่ 086-014-3596,02-776-7724&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17 นางอัชฌา  เลิศเบญจรงค์ วิทยุกทม.(AM.873) 087-070-9742,02-235-7825&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
18 นางสาวนฤมล  จิตต์อำนวยวัฒนา วิทยุกทม.(AM.873) 080-788-4878,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
19 นายสมใจนึก  เจริญสุข FM.108 085-873-8282&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
20 นางสาวศิริวรรณ  ร่มสัตย์ สถานีโทรทัศน์รัฐสภา 02-244-1764&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 นางสาวจิตอนันต์  เทพศรีรัตน์ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 087-885-1635,jk_imp@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 นางสาวจุฑาทิพ  สวัสดิสุข สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-586-2092,tq_thailand@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 นายทัศนันท์  สามารถ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 089-672-3001,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 นายอริยสิริ  พิพัฒน์นภา วารสารครอบครัวพอเพียง 085-065-1511,ariyasiri@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
25 นายวิชาญ   ชื่นภุช สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 02-262-3314,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
26 นายชาญณรงค์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น 089-494-9182&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 นางสมฤดี  คงเกิด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 084-439-9948,kongkerd2002@yahoo.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
28 นายกรณัฎฐ์  ขวัญคง สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-971-6777,ssiw927@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
29 นางสาวชุติมา  สุขวาสนะ สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 081-809-8030,maejumbo@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 นางสาวพรภัสสร  ปิ่นสกุล สำนักข่าวแห่งชาติ (NNT) 082-086-6445,02-275-5644&lt;br /&gt;
tongtang_9999@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
31 นายปรัชญ์ปรีชา  ศีลพิพัฒน์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 081-918-8059,&lt;br /&gt;
loh_swuz@hotmail.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3615</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3615"/>
		<updated>2009-12-06T07:25:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กำหนดการพิธีทำบุญประจำเดือน วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
ณ  ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา 	07.00 น.	พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป บริเวณอาคาร 3 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	09.30 น.	ประธานในพิธี ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมกัน ณ ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	10.00 น.	ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย&lt;br /&gt;
			เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยครูบาอาจารย์ 5 รูป&lt;br /&gt;
			1.พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)    วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
			2.หลวงปู่ชวน กตปุญโญ    วัดเขาแก้ว จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			3.หลวงปู่สม สุชีโว    วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			4.พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (อุดม อุตตมปัญโญ) วัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
			5.พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปัญโญ) วัดบางกฎีทอง จังหวัดปทุมธานี&lt;br /&gt;
                11.00 น.	ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล&lt;br /&gt;
			ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยทาน&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์อนุโมทนา &lt;br /&gt;
			กรวดน้ำ&lt;br /&gt;
	11.30 น.	ผู้ร่วมพิธีรับประทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;
	12.09 น.	พิธีจุดเทียนชัยปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดย พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)&lt;br /&gt;
				ประธานในพิธีจุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคล เทียนนวหรคุณ&lt;br /&gt;
				พระสงฆ์บริกรรมภาวนาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์&lt;br /&gt;
				เสร็จพิธี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
รายชื่อผู้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล 5 ธันวาคม 2552 ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
ผู้บริหาร&lt;br /&gt;
1.ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ&lt;br /&gt;
2.รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ&lt;br /&gt;
3.นายปรีดี โชติช่วง รองเลขาธิการ &lt;br /&gt;
4.นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
5.นางสาวอรอุมา ภูมิบูรณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
6.นางสาวจันจิรา สำราญศิลป์ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;
7.นางสาวนฤมล อินทรลักษณ์ พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
8.นางสาววริษา ประเสริฐไทย พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักวิจัยและพัฒนา&lt;br /&gt;
9.นางสาวกันธรัตน์ นาคศรี ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
10.นางสาวฉัตรระวี ปริสุทธิญาณ นักวิชาการ&lt;br /&gt;
11.นางสาวตรีชฎา กระจ่างโลก พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
   &lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
12. นายณวัฒน์ ศรีปัดถา  นักวิชาการ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
13. พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
14. นายสฤษธิชัย บุญช่วย  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
15. นางสาวศุภมาส วิริยะสกุลพันธุ์  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขึ้นตรงต่อเลขาธิการ&lt;br /&gt;
16. นางกชพร ช่อพฤกษา  เลขานุการ ผู้ช่วยเลขาธิการ&lt;br /&gt;
17. นางสาวศิริกมล จันทรปัญญา  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt;
18. นางสาวอังคณา ดวงแป้น  พนง.ฝึกอบรม&lt;br /&gt;
19. นางสาวศันสนีย์ ท้วมเทียบ  ลูกจ้างโครงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
20. นายอมรศักดิ์ กิจพาณิชย์  ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
21. นายพิสิษฐ ศิริสุวรรณ  ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ&lt;br /&gt;
22. นางรัชดา วรกุล  พนง.ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
23. นางสาวณภัสสร เกษมทรัพย์  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
24. นายรวิโชติ วัณโณ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
25. นายทศพล กลิ่นหอม  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
26. นางสาวสุนิสา ลัดดาอาชวะ  พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
27. นายสมศักดิ์ เอี่ยมผดุง  เลขานุการรองประธาน สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
28. นายเกรียงไกร ซองทอง  เจ้าหน้าที่ทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาหลักสูตรต่างๆ&lt;br /&gt;
29. นายทวี รักสกุล  ปรม.9&lt;br /&gt;
30. นางสาวภัทรินทร์ ลือกาญจงนิช ปรม.9&lt;br /&gt;
31. นายอนันต์ โกกุนทาภรณ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
32. นางชูสม รัตนนิตย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
33. นายวัฒนา คูณชัยพานิชย์  ปรม.9&lt;br /&gt;
34. นางสาวทัศนี มหาธนะกิติวงศ์  ปรม.9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการ&lt;br /&gt;
1. นางสาวสุรางค์ อิงคเวทย์ ผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;
2. นายโพธิพันธ์ มุขสมบัติ  พนง.วิเคราะห์กฎหมาย&lt;br /&gt;
3. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ กรพชระ พนง.บริหารงานทั่วไป&lt;br /&gt;
4. นางสาวประภาศรี ศรีไพร  เจ้าหน้าที่สารบรรณ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3614</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3614"/>
		<updated>2009-12-06T07:04:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กำหนดการพิธีทำบุญประจำเดือน วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
ณ  ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา 	07.00 น.	พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป บริเวณอาคาร 3 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	09.30 น.	ประธานในพิธี ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมกัน ณ ห้องอาหารรับรอง อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	10.00 น.	ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย&lt;br /&gt;
			เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยครูบาอาจารย์ 5 รูป&lt;br /&gt;
			1.พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)    วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
			2.หลวงปู่ชวน กตปุญโญ    วัดเขาแก้ว จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			3.หลวงปู่สม สุชีโว    วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง&lt;br /&gt;
			4.พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (อุดม อุตตมปัญโญ) วัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
			5.พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปัญโญ) วัดบางกฎีทอง จังหวัดปทุมธานี&lt;br /&gt;
                11.00 น.	ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล&lt;br /&gt;
			ประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยทาน&lt;br /&gt;
			พระสงฆ์อนุโมทนา &lt;br /&gt;
			กรวดน้ำ&lt;br /&gt;
	11.30 น.	ผู้ร่วมพิธีรับประทานอาหารร่วมกัน&lt;br /&gt;
	12.09 น.	พิธีจุดเทียนชัยปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดย พระครูนนทกิจพิบูลย์ (เก๋ ถาวโร)&lt;br /&gt;
				ประธานในพิธีจุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคล เทียนนวหรคุณ&lt;br /&gt;
				พระสงฆ์บริกรรมภาวนาปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์&lt;br /&gt;
				เสร็จพิธี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7&amp;diff=3613</id>
		<title>รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7&amp;diff=3613"/>
		<updated>2009-12-06T06:47:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: คือรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เป็นการฉุกเฉินหรือเป็นการล่...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;คือรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เป็นการฉุกเฉินหรือเป็นการล่วงหน้าในบางสถานการณ์ เช่น ภายหลังจากที่มีการปฎิวัติรัฐประหาร มักมีข้อความน้อยมาตราหรือไม่มีบทประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3612</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3612"/>
		<updated>2009-12-06T06:35:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3609</id>
		<title>ประชุมเครือข่าย Think Tank</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3609"/>
		<updated>2009-12-06T06:30:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3608</id>
		<title>ประชุมเครือข่าย Think Tank</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3608"/>
		<updated>2009-12-06T06:30:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3607</id>
		<title>ประชุมเครือข่าย Think Tank</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_Think_Tank&amp;diff=3607"/>
		<updated>2009-12-06T06:25:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: [[ภาพสรุปผลการประชุมเครือข่าย[1].jpg]]&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ภาพสรุปผลการประชุมเครือข่าย[1].jpg]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-1-.pdf&amp;diff=3606</id>
		<title>ไฟล์:สรุปผลการประชุมเครื่อข่าย-1-.pdf</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-1-.pdf&amp;diff=3606"/>
		<updated>2009-12-06T06:24:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: network&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;network&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3605</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3605"/>
		<updated>2009-12-06T06:15:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;โครงการทานชีวิต – เศรษฐกิจพอเพียงรวมใจไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ดำเนินการมาถึงครั้งสุดท้ายแล้ว คือในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2552  &lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์  : พระเทพวิสุทธิเมธี  เจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม &lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส : ม.ร.ว. หม่อมกำลูนเทพ  เทวกุล&lt;br /&gt;
พระสวด  :  วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ประชุมเครือข่าย Think Tank]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3604</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3604"/>
		<updated>2009-12-06T02:47:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ประชุมเครือข่าย Think Tank]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3603</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3603"/>
		<updated>2009-12-05T20:08:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;พิธีวางพานพุ่มประดับดอกไม้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ให้ทุกสำนัก/วิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆ ทราบและให้กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าร่วมสำนัก/วิทยาลัยอย่างน้อย 5 คน และสำหรับหลักสูตรๆละ 10 คน) นั้น&lt;br /&gt;
และในวันดังกล่าว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดให้มีพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ฯ เวลา 9.45 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงขอความร่วมมือทุกสำนัก/วิทยาลัย ได้แจ้งรายชื่อเพิ่มเติมสำนัก/วิทยาลัยละ 3 คน  จักขอบคุณยิ่ง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
 International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3602</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3602"/>
		<updated>2009-12-05T19:55:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; International Conference &lt;br /&gt;
 (Tentative Schedule)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Conference Topic:  Social Development and Human Security:  The Social Quality&lt;br /&gt;
Perspective and Asia Conditions&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Date: December 9-10 , 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue: The Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 8, 2009:  &lt;br /&gt;
Foreign participants’ arrival  &lt;br /&gt;
	Received by NIDA staffs at the airport and take to hotel&lt;br /&gt;
check in at the Chaophya Park Hotel&lt;br /&gt;
Rachadapisek Road, Dindaeng, Bangkok 10400&lt;br /&gt;
Tel. 66-2290-0125&lt;br /&gt;
Website: www.chaophyapark.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 9, 2009: &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
	8:00-8:30    Registration&lt;br /&gt;
	8:30-9:00    Welcome remarks by the President of NIDA, Chulalongkorn &lt;br /&gt;
        University and KPI&lt;br /&gt;
        		        Opening remark by The Minister of Social Development and &lt;br /&gt;
        Human Security&lt;br /&gt;
	9:00-9:30     Group Photo&lt;br /&gt;
	9:30-10:00   Coffee Break&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	Part I: Keynote Speech&lt;br /&gt;
	10:00-11:00 Keynote speech: “Human Security in ASEAN Countries”&lt;br /&gt;
by Dr.Surin Pitsuwan, ASEAN Secretary-      &lt;br /&gt;
General&lt;br /&gt;
11.00-12.00 Keynote speech: “Social Development, Social Quality and the &lt;br /&gt;
                                                 Heuristic Meaning of Social Quality Indicators &lt;br /&gt;
 				 for Comparative Research in Asian Countries” &lt;br /&gt;
 by Prof. Alan Walker, University of Sheffield            &lt;br /&gt;
	12:00-13:00 Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Part II: Theoretical and Methodological Issues on Social Quality &lt;br /&gt;
  Research in Asia &lt;br /&gt;
Chair: Prof. Surasit, NIDA&lt;br /&gt;
	13:00-13:30  “Social Quality as a Measure for Social Progress” by Prof. &lt;br /&gt;
         Jaeyeol Yee and Prof. Dukjin Chang, Seoul National University&lt;br /&gt;
13:30-15:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
         China Country Report  by Prof. Haidong Zhang, Shanghai &lt;br /&gt;
         University &lt;br /&gt;
         Hong Kong Country Report by Prof. Raymond Chan, City &lt;br /&gt;
         University of Hong Kong    &lt;br /&gt;
          		         “The Relationship of Trust in General and Trust in Doctors” &lt;br /&gt;
          by Prof. Byong-Hee Cho, Seoul National University        &lt;br /&gt;
	15:00-15:30  Coffee break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	15:30-17:00 Asia Social Quality Conditions: &lt;br /&gt;
                    Thailand Country Report by Dr. Thawilwadee Bureekul, King &lt;br /&gt;
                                Prajadhipok Institute&lt;br /&gt;
        “2009 Report of Social Quality in Taipei after Financial Tsunami”  &lt;br /&gt;
        by Prof. Lih-Rong Wang, National Taiwan University&lt;br /&gt;
        “A Rise of Urban Underclass? A Spatial Analysis of Occupation,    &lt;br /&gt;
        Atypical Work and Personal Income in Taipei City” by Prof. Bih-&lt;br /&gt;
        hearn Lee, National Taiwan University&lt;br /&gt;
            17.00-18.00 Roundtable Session: “What is to be Done with Social Quality &lt;br /&gt;
                                Framework in East Asia” by Prof. Chin-Sung Chung, Seoul &lt;br /&gt;
        National University&lt;br /&gt;
	19:00 Dinner at the Hotel&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
December 10, 2009: &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part III: Keynote Speech	&lt;br /&gt;
8:30-9:15     Keynote speech: “The State of the Art of Studies about the &lt;br /&gt;
                               Complementary of Human Security Approaches  &lt;br /&gt;
                               and the Social Quality Approach and the&lt;br /&gt;
Meaning for Comparative Research on Policy  &lt;br /&gt;
Areas in Asia and Europe”  &lt;br /&gt;
by Prof. Des Gasper, Institute of Social Studies&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9:15-10:00   Keynote speech: “The Possibilities of the Human Security and &lt;br /&gt;
Social Quality Studies, herewith related &lt;br /&gt;
Development of Social Quality Indicators and &lt;br /&gt;
the collaboration with UNESCO (for Europe) &lt;br /&gt;
and ESCAP (in ASEAN countries)” &lt;br /&gt;
by Prof. Raymond Apthorpe,  Australian National&lt;br /&gt;
University&lt;br /&gt;
	10:00-10:30 Coffee Break&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	Part IV: Parallel Session&lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 1: Social Quality and Human Security &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
			(Chair: Dr. Thawilwadee Bureekul) &lt;br /&gt;
		        10:30-10:50           “Social Quality and Social Policies in Elder &lt;br /&gt;
   Care—Family Cohesion in Chinese and  &lt;br /&gt;
   Chinese American Families”&lt;br /&gt;
   by Prof. Heying Jenny Zhan, Georgia State &lt;br /&gt;
   University&lt;br /&gt;
10:50-11:10            “Understanding Social Quality in Social &lt;br /&gt;
   Policy Discourse: Revisiting Sustainable &lt;br /&gt;
   Development and Social Justice Frameworks”&lt;br /&gt;
   by Prof. Titiporn Siriphant Puntasen, &lt;br /&gt;
   Thammasat University &lt;br /&gt;
		        &lt;br /&gt;
11:10-11:30           “Subjective Well-Being and Korean Society: &lt;br /&gt;
                                       Towards Institutional Support System for &lt;br /&gt;
                                       Relational Self”&lt;br /&gt;
			   by Dr. Jung-Ok Ahn, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:30-11:50            “The Formation of Social Empowerment and &lt;br /&gt;
                                       Social Support”&lt;br /&gt;
		               by Dr. Ju Hyun Kim, Seoul National &lt;br /&gt;
                                       University&lt;br /&gt;
        11:50-12:10            “Family Economic Crisis and Its Possible &lt;br /&gt;
                                       Impact-A Survey Study in Taipei City” by &lt;br /&gt;
                                       Prof. Fen-ling Chen, Yuan-Ze University&lt;br /&gt;
 					   &lt;br /&gt;
10:30-12:10 Parallel Session 2:  Social Quality and Empirical Analysis of &lt;br /&gt;
   Survey Data &lt;br /&gt;
(Chair: Dr. Pichai, NIDA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
        10:30-10:50            “Development of Indicators of Community &lt;br /&gt;
                                        Energy Management Using the Sufficiency &lt;br /&gt;
                                        Economy Theory”&lt;br /&gt;
			    by Dr. Wisakha Phoochinda, National &lt;br /&gt;
                                        Institute of Development Administration&lt;br /&gt;
         10:50-11:10            “Political Apathy through Social Quality &lt;br /&gt;
                                         Experiences”&lt;br /&gt;
			     by Dr. Sangchul Jang, Seoul National &lt;br /&gt;
                                         University &lt;br /&gt;
         11:10-11:30            “Being Mindful in Risky Situation: A Scale &lt;br /&gt;
                                         Construction and Research Findings for &lt;br /&gt;
                                         Human Development in Thailand”&lt;br /&gt;
		                 by Prof. Duchduen Bhanthumnavin, National &lt;br /&gt;
                                         Institute of Development Administration        &lt;br /&gt;
         11:30-11:50             &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
12:15-12:30 Closing Remark by Permanent Secretary of the Ministry of &lt;br /&gt;
                     Social Development and Human Security&lt;br /&gt;
12:30-13:30 Lunch&lt;br /&gt;
----------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14:00            Meet at Hotel Lobby&lt;br /&gt;
14:00-18:00 Study tour to the Ayutthaya World Heritage (Foreign &lt;br /&gt;
         Participants)&lt;br /&gt;
	18:00 	Dinner on Cruise, Host by Governor of Ayutthaya Province &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
December 11, 2009:  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.00-10.30  Start fourth meeting of the Asian Steering Committee of Social &lt;br /&gt;
                   Quality. The main purpose is the elaborate decisions made during &lt;br /&gt;
                   the third conference (in China) and this fourth conference as well &lt;br /&gt;
                   as the strategies for starting the Asian office of social quality in &lt;br /&gt;
                   Bangkok. Other topics will be the start of the International Journal &lt;br /&gt;
                   of Social Quality, the presentation of the European Foundation’s &lt;br /&gt;
                   third book, to be published by MacMillan etc.[agenda will follow]&lt;br /&gt;
          10.30-10.45  Coffee Break&lt;br /&gt;
          10.45-12.15  Discussing strategies concerning the Asian research on social &lt;br /&gt;
                   quality indicators and the collaboration with the ESCAP etc, for &lt;br /&gt;
                     paving the way for comparative research of processes of global &lt;br /&gt;
                     cities as well [based on the outcomes of the conference as well as &lt;br /&gt;
                     the fourth meeting of the Steering Committee]&lt;br /&gt;
12.15-13.30: Lunch&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14.00-15.30: Start of the meeting the third expert meeting about human &lt;br /&gt;
                      security and social quality and the preparation of the proposed &lt;br /&gt;
                      book about this topic (see second expert-meeting June 2009)&lt;br /&gt;
		          [discussion paper by Des Gasper and Laurent van der Maesen &lt;br /&gt;
                                  will follow].&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3601</id>
		<title>News</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=News&amp;diff=3601"/>
		<updated>2009-12-05T19:38:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การจัดการแข่งขันและการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของพนักงาน   จัดการแข่งขันกีฬาภายใน ณ อาคารโรงยิม  และงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร สำนักงาน กพ.สรุปกำหนดการและสถานที่ดังนี้&lt;br /&gt;
พ.23 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกาคณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
พฤ.24 ธันวาคม 2552 14.00-17.00 นาฬิกา  คณะสีซ้อมกีฬา เชียร์ และการแสดง  ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
ศ. 25 ธันวาคม 2552 08.00-15.00 นาฬิกา  พิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ณ อาคารโรงยิม&lt;br /&gt;
18.30-23.00 นาฬิกา งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ณ อาคารสโมสร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เนื่องด้วยโครงการทานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมกำหนดให้มีการจัดโครงการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มติที่ประชุมกรรมการสภาสถาบัน ให้เพิ่มระยะเวลาการจัดงานไถ่ชีวิตฯ ไปถึงเดือน พ.ค. 53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทาง สนล. ขอให้แต่ละสำนัก วิทยาลัยเลือกวัน ในการเป็นเจ้าภาพ (ฝ่ายธุรการ) เพิ่มเติมสำนัก วิทยาลัยละ 3 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าถกประเด็นยุบพรรคการเมือง  การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส.และ สว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า จัดอภิปรายเชิงวิชาการ เรื่อง “วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย : ประเด็นแก้ไขกรณีการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันศุกร์ที่  13  พฤศจิกายน 2552   เวลา  9.00 – 12.00 นาฬิกา  ณ  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกรัฐสภา นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำเสนอมุมมองแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกูรูด้านกฎหมาย อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.ดิเรก  ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ผู้สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-527-7830 – 39 ต่อ ต่อ 2307 (คุณก้อย : วริศรา อัพรศิริธรรม) หมายเลขโทรสาร 02-968-9139 ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือดาวโหลดรายละเอียดได้ที่ www.kpi.ac.th&lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ติดต่อ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า       &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรศัพท์: 0-25277830-9 ต่อ 2310 และ 2302&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทรสาร:  0-2527-7822&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
email : worarat@kpi.ac.th, sirikamon@kpi.ac.th&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
กำหนดการไถ่ชีวิตโค – กระบือ วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานฆราวาส   ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานสงฆ์        พระเทพเมธี     วัดอรุณราชวราราม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายธุรการ           สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสวด              วัดหลักสี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ขณะนี้ทางห้องสมุดได้ดำเนินการต่ออายุฐานข้อมูล Newscenter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลที่ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 แหล่ง สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้กว่า 10 ปี เพื่อการใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุการณ์ต่างๆ  สืบค้นข่าวสารข้อมูลสำหรับการทำวิจัย วางแผนงาน หรือประกอบการตัดสินใจ เป็นเครื่องมือช่วยคัดเลือกข่าว (News Clipping) และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ &lt;br /&gt;
โดยสามารถเข้าใช้ได้ที่ http://www.iqnewscenter.com/login.aspx?signme=0&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการใช้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากไฟล์คู่มือที่แนบมา หรือ ติดต่อห้องสมุด โทร. 2602  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
UNDP แห่งประเทศไทย เชิญเลขาธิการฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาการประชาธิปไตยให้ยั่งยืน : ในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ ประเทศภูฐาน ระหว่างวันที่ 11 – 15 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประเมินผลองค์กร และทิศทางการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้า” ระหว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา(พัทยา)เพื่อเจรจาตกลงกับคณะกรรมการติดตามฯ เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันฯ ตามเกณฑ์การบริหารเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอแจ้งรายชื่อหนังสือใหม่จากงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 14(เฟส 1)สนใจเล่มไหน  เลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม  ได้ที่ห้องสมุด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชัญวลี ศรีสุโข	           8 โรคร้ายของวัยทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิศรินทร์ หทัยกาญจน์ จำนง      ในคืนยะเยือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิสเซนเบริ์ก ซาช่า	           เศรษฐศาสตร์ซูชิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นงนุช สิงหเดชะ	           ทักษิณ  แพ้ไม่เป็น ฆ่าไม่ตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน พอล	           เศรษฐวิบัติ ฉบับปรับปรุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีรพงษ์ รามางกูร	           ชำแหละแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช	           วัยเยาว์ของคนใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอลคิงตัน จอห์น	           พลังของคนหัวรั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวสด	          14 เลือดใหม่ ไผ่ต่างกอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมข่าวต่างประเทศมติชน          ออง ซาน ซูจี บนกระดานการเมืองโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาตรี ประกิตนนทการ	           ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธทาสภิกขุ	           การเมืองคืออะไร  หนทางรอดของมนุษย์ คือธรรมิกสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บูรชัย ศิริมหาสาคร	           สรรพวิธีจัดการความรู้สู่องค์กรอัจฉริยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุง ชาง เหมา                          เรื่องที่คุณไม่รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศรัณย์ ทองปาน	           เสด็จเตี่ย เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิรายุ พงส์วรุตม์	          กราฟฟิกดีไซน์ของโปสเตอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอปสไตน์ โรเบิร์ต	          เกมและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทีมงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม็คมานัส แพตตี้	          เทคนิคการสอนงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บราวน์ โทมัส แอล	          เทคนิคการมอบหมายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฮาลโลเวล เอ็เวิริ์ด	          กลวิธีการจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม       คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัธยา ไว	                          ฝังหัวใจไว้ที่มัฆวาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม      เปรม ทักษิณ ใครคือคุณค่าของแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองบรรณาธิการข่าวที-นิวส์     แทงใจแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สฤณี อาชวนันทกุล	         ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปกป้อง จันวิทย์	         เศรษฐศาสตร์ การเมืองและสถาบัน สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป๊อปกิน แบร์รี่	         โรคกลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยา ชีวรุโณทัย	         นอกโจทย์โฆษณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรทิพย์ โรจนสุนันท์	         ทักษิณวิปโยค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาสนา นาน่วม	         ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์ค เจ เพน	         เทรนด์จิ๋ว พลิกโลกนักคิดของนักคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดวิด เมนเดลล์	         โอบามา สัจจะสัญญา สู่อำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร เชียงกูล	         มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์	         มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0ทำไมต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาตุรนต์ ฉายแสง	         ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดา สุวรรณาภิรมย์	         เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ ธีรวิทย์	                         เล่าเท่าที่รู้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 22-25 ตุลาคม 2552 ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
เวลา	12.00 น.		พร้อมกันบริเวณหน้าเสาธง สำนักงาน ก.พ.&lt;br /&gt;
	13.00 น.		ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	20.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ สวนอาหารบึงไม้หอม&lt;br /&gt;
	21.00 น.		เดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
				เข้าสู่โรงแรมที่พัก อุดรรีสอร์ท&lt;br /&gt;
				พักผ่อนตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว	พระธาตุหลวง อนุสาวรีย์ประตูชัย&lt;br /&gt;
	11.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเวสต์โคสต์ สนามบินวัดไต&lt;br /&gt;
	12.00 น.		ทัศนศึกษาสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของนครหลวงเวียงจันทร์ หอพระแก้ว วัดศรีเมือง ตลาดเช้า&lt;br /&gt;
	16.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเซี่ยมไฮ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	08.00 น.		พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	12.00 น.	        รับประทานอาหารกลางวัน ณ บริเวณวัดมัชฌิมาวาส&lt;br /&gt;
	13.00 น.	        ทัศนศึกษา ณ จังหวัดหนองคาย ศาลาแก้วกู่ วัดโพธิ์ชัย  ตลาดท่าเสด็จ&lt;br /&gt;
	17.00 น.		รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านแดงแหนมเนือง&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางกลับสู่จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลา	07.00 น.		เก็บสัมภาระและเดินทางออกจากโรงแรมที่พัก&lt;br /&gt;
	07.30 น.		รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านคิงส์ไข่กระทะ&lt;br /&gt;
	08.30 น.		เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	12.00 น.		รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารครัวในเรือน โรงแรมสีมาธานี&lt;br /&gt;
	18.00 น.		เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ		&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  หลักการและเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การชะงักงันของระบอบประชาธิปไตย และการปะทะกันของกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ต่างอ้างความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมของตน การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามมุมมองของแต่ละบุคคล การแตกแยกแบ่งขั้วอย่างกว้างขวางของผู้คนในสังคม ตลอดจนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเผชิญหน้าระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อประเทศอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งที่เคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงในสังคมเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่ลึกลงไปอันเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น การทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมืองและข้าราชการบางส่วน ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสทางการศึกษาของประชาชน การเลือกตั้งที่แอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ การแทรกแซงของทหารในวิกฤติทางการเมือง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของปัญหาที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง มีการจัดสรรรายได้และทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางที่จำกัดในการรับฟัง เยียวยา และแก้ไขความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ตลอดจนขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะคิดริเริ่ม กำหนดแนวทาง ดำเนินกิจกรรม และติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองและของชุมชนในระดับที่เป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขช่องทางในการเข้าสู่อำนาจ และช่องทางในการตรวจสอบนักการเมืองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิรูประบบรัฐในการนำเอาความต้องการหรือความคับข้องใจของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อผลักดันเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงระบบการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ เมื่อระบบรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งต่างๆ  จึงยังคงฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม อันนำมาสู่ปัญหาความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาล  &lt;br /&gt;
การปฏิรูประบบรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจัดการของรัฐที่สามารถจัดสรรประโยชน์ และทรัพยากร แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆของคนในสังคมด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมทางการปกครองของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประชาชนคนไทยทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างระบบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และปัจเจกบุคคลเพื่อหาตัวแบบต่างๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาเพื่อหารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสมานฉันท์ในสังคมต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่ยอมรับก่อนว่า โครงสร้างในการบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วยวิธีการที่มีความอดทน โดยไม่ยอมให้มีการใช้การแก้ไขปัญหาแบบอำนาจนิยม และต้องไม่ละทิ้งวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตย ไม่ลืมสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชน โดยที่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานที่ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือมีความสำนึกรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  คุณธรรม  นิติธรรม และความเสมอภาค โดยมีเป้าหมายทางการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรในสังคมเพื่อความยุติธรรมและสมานฉันท์ สามารถสนองตอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 (KPI Congress XI) ในหัวข้อ “ ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทบทวนหาคำตอบถึงแนวทางการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมด้วยโครงสร้างของรัฐที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานวิชาการในประเด็นการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม &lt;br /&gt;
2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองเชิงเปรียบเทียบในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของนักวิชาการ และผู้สนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;br /&gt;
3.เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดโครงสร้างของระบบรัฐที่เหมาะสมเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กิจกรรมหลัก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรมหลักของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 (KPI Congress XI) เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย” (Conflicts, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การแสดงปาฐกถา &lt;br /&gt;
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และทัศนคติในเรื่องการปฏิรูประบบรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ในการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษใน 2 ลักษณะ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.1 การแสดงปาฐกถานำ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและความสมานฉันท์ในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.2 การแสดงปาฐกถาปิด โดยผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ในประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เป็นธรรม และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนของรัฐบาล องค์กรอิสระ ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมมนาทางวิชาการจะประกอบด้วย การอภิปรายร่วม และการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 การอภิปรายร่วม (panel discussion) เป็นการเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ในประเด็นโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทั้งต่างประเทศ และในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เป็นกาแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ในเรื่องโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมในมุมมองเชิงเปรียบเทียบจากประสบการณ์ต่างประเทศ&lt;br /&gt;
2)การอภิปรายร่วมระหว่างนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในประเด็นนโยบายสาธารณะของไทยเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ&lt;br /&gt;
2.2 การประชุมกลุ่มย่อย (group discussion) เป็นการเสนอบทความ เอกสารทางวิชาการ หรือผลการวิจัย และการนำเสนอผลสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยจำนวน 7 กลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การจัดนิทรรศการ&lt;br /&gt;
การจัดนิทรรศการมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยขึ้นร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย และจากภาคส่วนต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  สาระสำคัญในการประชุม 7 กลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้าสู่ตำแหน่ง เช่นการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลสาธารณะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และผลงานจากตำแหน่งทางการเมืองว่าสามารถบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในปัจจุบันขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movement) ที่มุ่งท้าทายต่อความชอบธรรมของรัฐบาลตนเองกำลังเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในรัฐบาลเสรีนิยมตะวันตกผู้เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยเอง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการเดินขบวนเรียกร้อง จนกระทั่งถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะของการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ในระดับต่อชื่อเสียงของประเทศ ทรัพย์สิน ชีวิต จนกระทั่งถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทบทวน วิเคราะห์และทำความเข้าใจในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้านและเหมาะสม เพื่อปรับกรอบคิดที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญหาความชอบธรรมในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)หลักการและกระบวนการของเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เช่นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และการคัดกรองบุคคลสาธารณะที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตราและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตราและกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อสังคม&lt;br /&gt;
3)ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและตัดสินการบริหารภาครัฐและนโยบายสาธารณะ&lt;br /&gt;
4)บทบาทของกระบวนการภาคประชาชน และขบวนการทางสังคมใหม่ในกระบวนการบริหารงานของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน    แต่โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมากลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดโอกาสและสวัสดิการต่าง ๆ จนกลายเป็นต้นตอความไม่เท่าเทียม และพัฒนาไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมกลุ่มย่อยห้องนี้จึงเสนอให้มีการพิจารณาปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่จะสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ผลของส่วนเกินทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมือง&lt;br /&gt;
2)ความเหลื่อมล้ำของช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสวัสดิการของสังคม&lt;br /&gt;
3)การปฏิรูปมาตรการด้านการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. อำนาจตุลาการ (judicial review)  และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจฝ่ายตุลาการตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุล คือ การที่ศาลสามารถดำเนินการตรวจสอบถ่วงดุลสองอำนาจใหญ่คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ความอ่อนแอของการเมืองระดับชาติและการเมืองภาคพลเมือง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันนำไปสู่บทบาทของศาลที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจตรวจสอบที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ คือเกิดการตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล หรือที่เรียกขานว่าตุลาธิปไตย (judicial activism) ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าการเมืองจะกลายเป็นเวทีของชนชั้นนำ ซึ่งเป็นการดึงการตัดสินใจทางการเมืองไปจากการควบคุมของสังคมหรือไม่ และบางกรณีฝ่ายตุลาการก็เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเมือง การปล่อยให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่กับฝ่ายตุลาการเพียงไม่กี่คนมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้วยังอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)บทบาทของอำนาจตุลาการในกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2)ความชอบธรรมและตุลาธิปไตย: การตีความกฎหมายโดยบรรทัดฐานของศาล&lt;br /&gt;
3)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง&lt;br /&gt;
4)นิติธรรม นิติรัฐ และสถาบันตุลาการกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและ สังคมวัฒนธรรมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในสังคมไทยนับวันจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระดับความรุนแรงหรือความหลากหลายของประเด็นปัญหา ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง ร้าวลึกไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การทำความเข้าใจ ค้นหา และร่วมกันริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือกลไกที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทยนี้จะทำให้ประชาชนคนไทยที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์บนความสมานฉันท์ของคนในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)นวัตกรรมหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
2)ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย จะเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาชนในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทั้งร่วมและตรวจสอบภาครัฐ  สำหรับสังคมไทยภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น  การติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐเป็นไปอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเป็นไปเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ จนถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้  จึงควรต้องทำความเข้าใจ กำหนดกรอบจากพลังทางสังคมร่วมกันว่าการขัดขืน ปฏิเสธอำนาจรัฐนั้นควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ควรจะเป็นเพียงใด บนพื้นฐานที่ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนควบที่สำคัญ  จะขาดเสียมิได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เกิดสภาพทางสังคมแบบอนาธิปไตยที่ขาดกฎเกณฑ์ จนนำไปสู่สังคมที่ไร้ระเบียบในการอยู่ร่วมกัน    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ความท้าทายและผลกระทบของการเมืองภาคประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์  &lt;br /&gt;
2)กติกาและข้อจำกัดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสันติหรืออารยะขัดขืน &lt;br /&gt;
3)รูปแบบและกติกาของการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ&lt;br /&gt;
4)บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายสาธารณะและการตรวจสอบการดำเนินงานภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาทของภาครัฐในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ในเชิงมิชอบ ความไม่เป็นธรรม การขาดประสิทธิภาพ และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการบริหารภาครัฐ เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อสกัดโอกาสในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้การปรับภารกิจของรัฐใหม่ จักต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทของภาครัฐที่มีลักษณะของการชี้นำและผูกขาดการให้บริการสาธารณะให้เหลือเท่าที่จำเป็นและมีขนาดที่เหมาะสม เช่นการแปรกิจการของรัฐให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการรื้อปรับโครงสร้างระบบ และวิธีการทำงานให้มีความทันสมัย คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยการปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่นการบริหารป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย &lt;br /&gt;
1)การปฏิรูปบทบาทและภารกิจของภาครัฐไทยให้อยู่ในขอบข่ายของความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อลดการผูกขาดขององค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม&lt;br /&gt;
2)การศึกษาและออกแบบรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบเขตและสาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองการบริหารของประเทศมีลักษณะรวมศูนย์มายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าของการพัฒนาประเทศทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจยังส่งผลต่อปัญหาการพัฒนาหลากหลายประการในสังคมไทย อาทิ เช่น ความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนในสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย และความแตกต่างระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท จนปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและการต่อต้านของประชาชนต่อการตัดสินใจของภาครัฐเป็นระยะๆ ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองการบริหารที่ผ่านมาจึงเห็นร่วมกันว่าทางออกสำคัญคือ ความจำเป็นในการกระจายอำนาจทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเอง  ดังเห็นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นยังเห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &lt;br /&gt;
ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนได้อย่างใกล้ชิด และประชาชนหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นและเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังคงเห็นว่า “การกระจายอำนาจสู่การกระจุก”หมายถึงการเมืองท้องถิ่นหรือการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารยังมีลักษณะผูกขาด ทรัพยากรที่กระจายอำนาจมายังไม่ถึงมือประชาชน แต่อยู่ในมือคนกลุ่มเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสในประชาชนเข้ามีส่วนร่วมยังไม่ครอบคลุม จำกัดพวกอยู่กับพรรคพวก หรือการมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดอิสระในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น ประเด็นปัญหาเหล่านี้นำสู่คำถามหลักของห้องย่อยนี้ คือ เราจำเป็นต้องมีการปรับระบบการปกครองท้องถิ่นและกระบวนการที่เกี่ยวข้องในลักษณะใดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆและขณะเดียวกันเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม  ดังเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นในการประชุมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)ระบบการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับการสร้างความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค อาทิ เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและสภาท้องถิ่น  การจัดบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
2)แนวทางปฏิรูปหรือข้อเสนอในการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งระดับโครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
3)กรณีศึกษานวัตกรรมและประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่นอันเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กลุ่มเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา&lt;br /&gt;
2.ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
3.นักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น&lt;br /&gt;
4.ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
5.เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรในองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
6.นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
7.องค์กรพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มหรือเครือข่ายภาคประชาชน&lt;br /&gt;
8.ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน&lt;br /&gt;
9.สื่อมวลชนแขนงต่างๆ&lt;br /&gt;
10.นักเรียน นิสิต นักศึกษา &lt;br /&gt;
11.ประชาชนผู้สนใจทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนผู้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ	500 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร นักวิชาการ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนที่สนใจได้ทบทวนและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการเมือง และปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสำหรับทุกภาคส่วน และความสมานฉันท์ในสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;
2.ได้ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างของรัฐที่เอื้อต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อนำเสนอต่อสังคมไทยต่อไป&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง  “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย ” &#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Conflict, Legitimacy and Government Reform: Equitable Allocation of Resources in Thai Society) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00-15.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.00-15.50 น. 	สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15.50-16.00 น.	ชมวีดีทัศน์เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
16.00-18.00 น.	การอภิปรายร่วมระหว่างผู้แทนจากต่างประเทศ เรื่อง “ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ:การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม”  โดย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Richard A. Nuccio, Director, Civitas International Programs at Center for Civic Education, สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Ms. Kathleen Lauder, Senior Associate, Institute on Governance, แคนาดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Dieter W. Benecke, Economic Consultant, สาธารณรัฐเยอรมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prof. Park Chan Wook, Chair, Department of Political Science, Seoul National University, สาธารณรัฐเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ – ประธานกรรมการจัดงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
09.00-10.30 น. 	การแสดงปาฐกถานำ เรื่อง “ สู่สังคมที่คนยอมรับกันว่าFair”โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	พักรับประทานอาหารว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.00-12.30 น.	อภิปราย เรื่อง “พลวัตของระบบการจัดสรรผลประโยชน์กับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย  ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;br /&gt;
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง &lt;br /&gt;
       ดร.ปรเมธี วิมลศิริ&lt;br /&gt;
       ดร.สมภพ เจริญกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย นายภัทร จึงกานต์กุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12.30-13.30 น.	รับประทานอาหารกลางวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.30-17.00 น.	ลงทะเบียน (แยกลงทะเบียนในแต่ละกลุ่ม)การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาแนวทางการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 1รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์&lt;br /&gt;
•ดร.ไมเคิล เนลสัน&lt;br /&gt;
•ผศ. ชลัท จงสืบพันธุ์&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ &lt;br /&gt;
    &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ&lt;br /&gt;
•ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง &lt;br /&gt;
•Prof. Shinya Imaizumi&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.วัชรียา โตสงวน &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: รศ.ดร. ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต &lt;br /&gt;
•รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม &lt;br /&gt;
•รศ.ดร.โคทม อารียา&lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;
•พระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ &lt;br /&gt;
 ผู้สรุป: พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
•นายวีระ สมความคิด&lt;br /&gt;
•นางสาวรสนา  โตสิตระกูล&lt;br /&gt;
•ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง &lt;br /&gt;
•ดร.นฤมล ทับจุมพล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: ผศ.ทศพล สมพงษ์  &lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ดร.ถวิลวดี บุรีกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ &lt;br /&gt;
•ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
•นายจาดุร อภิชาตบุตร&lt;br /&gt;
•ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ:  ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยากร:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์&lt;br /&gt;
•รศ.ตระกูล มีชัย &lt;br /&gt;
•อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ&lt;br /&gt;
•นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม&lt;br /&gt;
ผู้สรุป: ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
08.00-08.30 น.	ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
08.30-10.30 น.	นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 1 รัฐบาลและความชอบธรรมทางการเมือง  โดย ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 2 การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ในการลดความขัดแย้ง และสร้างเสริมความชอบธรรมทางการเมือง  โดย รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร  เพิ่มพูนวิวัฒน์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 3 อำนาจตุลาการ (judicial review) และตุลาธิปไตย (judicial activism)โดย ผศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 4 นวัตกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมวัฒนธรรมไทย โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ  ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 5 การเมืองภาคประชาชนกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อความชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล  ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 6 ยุทธศาสตร์การปรับระบบการบริหารภาครัฐ  โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มย่อยที่ 7 การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย โดย ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล   ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  สถาบันพระปกเกล้า               &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนินรายการโดย รศ.วุฒิสาร ตันไชย   รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า              &lt;br /&gt;
            &lt;br /&gt;
10.30-11.00 น.	มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดผลงานศิลปะ&lt;br /&gt;
11.00-11.45 น.	ชมวีดีทัศน์รางวัลพระปกเกล้าและพิธีมอบรางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำปี 2552&lt;br /&gt;
11.45-12.00 น. 	ชมวีดีทัศน์การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12&lt;br /&gt;
12.00-12.30 น.	แสดงปาฐกถาปิดและกล่าวปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
สถาบันฯ ได้กำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 7/2552 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี  สถาบันพระปกเกล้า  ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมคระกรรมการบริหารฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงในด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประชุมสภาสถาบันได้กำหนดประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 11/2552 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2 ดังนั้นหากหน่วยงานใดประสงค์จะส่งวาระเข้าที่ประชุมสภาสถาบันฯ โปรดดำเนินการขออนุมัติตามสายงาน และส่งวาระพร้อมเอกสารประกอบการประชุมภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการสำนัก/วิทยาลัยเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  กำหนดการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ประจำเดือนธันวาคม  ครั้งที่ 12/2552 เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็น วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 ชั้น 2 รัฐสภา&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รายชื่อคณะผู้เดินทางถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
					&lt;br /&gt;
ณ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2552		&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
1 นางสาวตรีชฎา	กระจ่างโลก		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 นางสาวศุภมาศ	วิริยะสกุลพันธุ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
3 นางสาวบุญเรือน	กรดงาม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
4 นางสาววลัยพร	ล้ออัศจรรย์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
5 นางพีรพรรณ	กตัญญู	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
6 นางสาวอรอุมา	ภูมิบูรณ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
7 นายสมบัติ	หวังเกษม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
8 นายศราวุธ	มุขพานทอง		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์	กรพชระ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
10 นายณัฐพล	สอนสุภาพ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
11 นายธีระเดช	ชัยสุข	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
12 นายรวิน	มิตรจิตรานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
13 นายณัฐพงศ์	รอดมี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
14 นายโพธิพันธ์	มุขสมบัติ		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
15 นายประสิทธิ์	ประสารศรี		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
16 นายวิทยา	อินทร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
17 นายนาวิน	หมายชัย		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
18 นายชนินทร์	ป้อมบุบผา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
19 นายปองพล	อย่างกลั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
20 นายฉัตรชัย	วิยานนท์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
21 นายกิตติศักดิ์	จวงจันทร์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
22 นายกฤษฎา	ทองระคนธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
23 นางสาววัชรา	เชิงหอม		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
24 นางสาวกันธรัตน์	นาคศรี	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
25 นางสาวจินห์จุฑา	ลิ้มสวัสดิ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
26 นางสาวน้ำผึ้ง	จิ๋วปัญญา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
27 นางสาวทวิติยา	สินธุพงศ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
28 นางสาวปัทมา	สูบกำปัง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
29 นายวิศิษฎ	ชัชวาลทิพากร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
30 นายสมผล	เกษมสัมฤทธิผล	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
31 นายวัชรา	ธิตินันทน์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
32 นางสาวคุณาธร	คุณาธินันท์		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
33 นางสาวภาษิณี	ปานน้อย	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
34 นางสาววริศรา	อัมพรศิริธรรม	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
35 นางสาวนันทวรรณ	ประจวบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
36 นางสาวธีรพรรณ	ใจมั่น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
37 นางสาวนิติยา	สังขปรีชา	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
38 นางระพีพรรณ	ทิวสระแก้ว		&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
39 นางสาวศันสนีย์	ท้วมเทียบ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
40 นางสาวทัศยา	นาคปุณบุตร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
41 นางสาวอังคณา	ดวงแป้น	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
42 นางสาววรรัตน์	ชัยชนะ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
43 นางสาวฉัตรบงกช	ศรีวัฒนสาร	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
44 นายฐาณิฏ	ลิมปะพันธ์	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
45 นายนิรินธน์	ภู่คำ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
46 นายรวิโชติ	วัณโณ	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
47 นายสมศักดิ์	เอี่ยมผดุง	&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
48 นายกฤษณะ	เชาวโนทัย		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
49 นายภัณติพงษ์	สุภารัตนสิทธิ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการเดินทางของผู้ช่วยเลขาธิการฯ ในการปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดในเดือนตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีมอบโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ ณ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทาน ณ จังหวัดอุดรธานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมการศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี และระยอง หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 เดินทางร่วมพิธีปฐมนิเทศนักศึกษา หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 9 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน พนักงาน และลูกจ้างสถาบันฯ ทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการพนักงาน ได้รับโอนสินค้าจากชมรมพนักงาน              มาดำเนินการต่อ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ดังนั้น ทางคณะทำงานฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกสำนักฯ ส่งตัวแทนสำนักฯ ละ 1 ท่าน เพื่อร่วมกันนับสต๊อกใหญ่ครั้งที่ 2  ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 14.30 น.  ณ ห้องประชาธิปก โดยขอความกรุณาให้ส่งรายชื่อตัวแทนสำนัก ภายในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
29 มิย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ  ประธานฝ่ายสงฆ์  วัดดอนเมือง  พระธรรมสุธี  วัดมหาธาตุฯ  (พระนคร)ประธานฆราวาส นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง		&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมสิทธินายก  วัดสระเกศ (ป้อมปราบฯ) ประธานฆราวาส   	พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ                                            	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
13 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมเมธาจารย์  วัดโสมนัส (ป้อมปราบฯ)ประธานฆราวาส     	ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยการเมืองการปกครอง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
20 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระธรรมรัตนากร วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ประธานฆราวาส  	ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	งานรับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
27 กค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม (บางกอกน้อย)ประธานฆราวาส  นายชัย   ชิดชอบ   ให้ทำ จม.เชิญก่อนล่วงหน้ารับเรื่อง23/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น		&lt;br /&gt;
3 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม (ปทุมวัน)ประธานฆราวาส      	นายประสบสุข บุญเดช  ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
10 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระธรรมสิทธิเวที  วัดสังเวชวิศยาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส   	ผู้นำฝ่ายค้าน                	ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	พิพิธภัณฑ์ฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
17 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพดิลก  วัดบวรนิเวศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส   	นายบัณฑูร  สุภัควณิช    	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
24 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพญาณวิศิษฎ์  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (ห้วยขวาง)ประธานฆราวาส     	นายพิทูร พุ่มหิรัญ       ตอบรับ  เมื่อ 19/1/2552	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
31 สค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโมลี  วัดราชผาติการาม (ดุสิต)ประธานฆราวาส    	นางสุวิมล  ภูมิสิงหราช      ตอบรับ  เมื่อ 22/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
7 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพรัตนาสุธี  วัดปทุมคงคา (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ประธานกรรมิการสามัญประจำสภาผู้แทนฯ 	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักวิจัยและพัฒนา	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
14 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติสุธี  ดบพิตรพิมุข (สัมพันธวงศ์) ประธานฆราวาส      	นายวิรัช  ร่มเย็น           	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
21 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติเมธี  วัดชลประทานฯ (ปากเกร็ด/นนทบุรี)ประธานฆราวาส   	พลเอกเลิศรัตน์ รัตนาวิช   ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
28 กย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม (สัมพันธวงศ์)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
5 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพประสิทธิโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส (ป้อมปราบฯ)  ตอบรับ  เมื่อ 10/2/2552ประธานฆราวาส  	รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
12 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพกวี วัดพระยายัง (ราชเทวี) ประธานฆราวาส   	รศ.ดร.ทองอินทร์  วงศ์โสธร  	ผู้อำนวยการวิทยาลัย	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
19 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพปริยัติวิมล  วัดบวรนิเทศวิหาร (พระนคร)ประธานฆราวาส     	ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์     	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
26 ตค 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพโสภณ  วัดราชบูรณะ (พระนคร)ประธานฆราวาส    	ศ.ดร.สมชัย  ฤชุพันธุ์         	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
2 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม  (บางกอกใหญ่)ตอบรับ29/1/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	ม.ร.ว.กำลูนเทพ  เทวกุล   	รองพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์หรือ ผอ.สำนัก/วิทยาลัย (ตามมอบหมาย)	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สภาพัฒนาการเมือง&lt;br /&gt;
		&lt;br /&gt;
9 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดพระศรีมหาธาตุ	พระเทพปริยัติเวที วัดสุทัศนเทพวราราม (พระนคร)ประธานฆราวาส   ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา             	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักสันติวิธีฯ		&lt;br /&gt;
16 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดดอนเมือง	พระเทพวิริยาภรณ์  วัดหัวลำโพง (บางรัก)     ตอบรับ  เมื่อ 2/2/2552ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส  	พลเอกวินัย  ภัททิยกุล      ตอบรับ  เมื่อ 2/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
23 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดเสมียนนารี	พระเทพวราลังการ วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ประธานฆราวาส  ประธานฆราวาส     	นายอภัย  จันทนจุลกะ        ตอบรับ  เมื่อ 22/1/2552	ผู้อำนวยการสำนัก	รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา		&lt;br /&gt;
30 พย 52	วัดพระศรีมหาธาตุ	วัดหลักสี่	พระเทพวิสุทธิเมธี วัดเทพธิดาราม (พระนคร) ประธานฆราวาส       	เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า		รองอธิบดีกรมปศุสัตว์	ทุกวิทยาลัย/สำนัก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จะได้จัดให้มีการตรวจสุภาพ ประจำปี 2552 ให้กับพนักงานและลูกจ้าง  ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา เป็นต้นไป  ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า  โดยได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลนนทเวช  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.ตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ (Physical Exam)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  (CBC)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด  (FBS)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (Cholesterol , Triglyceride)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.ตรวจหาระดับไขมันในเลือด  (HDL , LDL)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.ตรวจการทำงานของไต  (Bun , Creatinine)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.ตรวจการทำงานของตับ (SGOT , SGPT)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.ตรวจปัสสาวะ (UA)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.เอกซเรย์ทรวงอกฟิล์มใหญ่  (Chest X-Ray)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.ตรวจระดับกรดยูริค  (Uric Acid)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)*เฉพาะพนักงานและลูกจ้างที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนงานบุคคล จึงขอเชิญพนักงานและลูกจ้างทุกท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาดังกล่าว  อนึ่งสำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสวัสดิการทันตกรรม  สามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการตรวจฟันและขูดหินปูน ได้ที่แผนกทันตกรรม  โรงพยาบาลนนทเวช  ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 14 ส.ค. 2552   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พนักงานบริหารงานบุคคล 2605     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ห้องสมุด  ขอแนะนำรายชื่อวารสารใหม่ ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ตามนี้ \\Kpielib\Multim\journalcontent\7-52.pdf  สนใจรายการใด ติดต่อได้ที่ห้องสมุด ชั้น 1 ปล. กรณีต้องการสืบค้นหนังสือ / งานวิจัยของห้องสมุด สามารถเข้ามาสืบค้นได้ที่ลิงค์ตามนี้(กรณีใช้เครื่องในสถาบัน)http://192.168.199.12/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&lt;br /&gt;
หากใช้เครื่องจากข้างนอกสถาบัน สามารถกดลิงค์ที่อยู่ตรงหน้าหลักของสถาบันได้เลยครับ (ลิงค์หน่วยงานภายใน) &lt;br /&gt;
http://elib.kpi.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&amp;amp;frm=simsch&amp;amp;db=Main&amp;amp;skin=u&amp;amp;lang=1/&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
พิพิธภัณฑ์ฯ เชิญชวนติดตามรายการ &amp;quot;อร่อยร้อยเส้นทาง&amp;quot;  ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552  เวลา 15.05 -15.30 นาฬิกาดำเนินรายการโดย คุณปิยะพันธ์ จัมปาสุต (อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม)  และมาถ่ายทำรายการที่พิพิธภัณพ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เนื่องจากใกล้วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย.2475 ) ครบรอบประชาธิปไตย 77 ปี &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
โครงการ สสว.    &lt;br /&gt;
1.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  “บทบาทฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” Role of Opposition Pary in Democratic Government  โดย ศาสตราจารย์แลร์รี่ เบอร์แมน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส อเมริกา  ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องสารนิเทศ  รัฐสภา 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.คณะกรรมการวิชาการ  วุฒิสภา  และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมจัดโครงการเสวนาให้คำปรึกษาแก่รัฐสภา: จิบน้ำชากับจอมยุทธ หัวข้อ “ข้อสังเกตสำคัญในการวิเคราะห์ระบบงบประมาณของประเทศ” โดย ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.เชษฐา ทวีศรี ในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 308 อาคารรัฐสภา 2 ใครสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายพิเศษและโครงการจิบน้ำชา กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ วีนา เบอร์ 2307 &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[โครงการ “ คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
6 ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 26ตัวแทนสังคมฟันธง แก้&amp;quot;รธน.&amp;quot;ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
หมายเหตุ : สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน&amp;quot; ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบันแม้ช่วงนี้มีโจทย์อยู่ที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตการเมือง นักการเมืองและคนต่างหากให้เกิดวิกฤต ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการต่อยอดจากปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระ ให้อำนาจตุลาการภิวัตน์มากขึ้น และมีการผ่านประชามติทั่วประเทศ แต่มีปัญหาที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้น วันนี้เราต้องมาเริ่มต้นมองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเข้าใจว่าวิกฤตการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบสภา ซึ่งเป็นข้อดี และโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้ หากแก้ไม่ถูกต้องเราอาจจะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ พีรพันธุ์ พาลุสุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองต้องลดวิวาทะ คือลดการใส่ร้ายป้ายสี ที่เอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายกัน รวมทั้งในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่พอทำงานกลับทำอีกอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่สะสม รวมทั้งการที่ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องของสองมาตรฐาน สะสมมา คือ 1.การคิดว่าประเทศไม่เป็นธรรม 2.การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย คือ การเข้ามาแทรกแซงการเมืองโดยไม่ผ่านอำนาจทางรัฐสภาโดยตรง ที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้มแข็ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือ คิดว่ามาจากรัฐประหาร ซึ่งใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองว่าแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นผิด จึงจะต้องมีการรณรงค์ในการแก้ไขโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยต้องเลือกตั้งสองครั้งถึงจะสามารถปลดเผด็จการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันแล้วความคิดและแบบแผนทางสังคมจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันสื่อทุกชนิดต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนได้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ นิธิ เอียวศรีวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการอิสระ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โค้ท &amp;quot;หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้สนใจวิกฤตการเมืองและสังคมมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหากแก้วิกฤตสองอย่างไม่ได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะขณะนี้ภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่หลุดภาคเกษตรไปอยู่ภาคแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่เวลานี้ขายแรงงาน และแรงงานไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความเหลื่อมล้ำรายได้โดยเฉพาะเหลื่อมล้ำด้านสังคม ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่กรรมกรที่เขาเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐและนายทุน แต่เข้าถึงสื่อไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองและสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะรายได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ตายก็ไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความขัดแย้งการเมือง เชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากชนชั้นนำก่อนเกิดเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การเมืองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้นนำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลงตัวได้ เพราะสมัยหนึ่งเกิดขัดแย้งแก้ได้ด้วยวิธีการยึดอำนาจ แต่ครั้งนี้ยึดอำนาจแล้วแก้ไม่ได้ และขณะนี้ไม่ใช่ตีกันของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่แก้ความขัดแย้งไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการเมืองชนชั้นนำ และการไม่เคารพกติกาของชนชั้นนำ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องเข้าใจวิกฤตสังคมให้ดี และต้องกลับมาศึกษาสร้างฉันทามติเกี่ยวกับปัญหาก่อน อีกทั้งขณะนี้เรามองแค่การแก้ปัญหาการเมืองที่พูดการเมืองแค่วงแคบ แต่ไม่มองถึงปัญหาของชนชั้นล่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตไม่ได้ เชื่อว่าไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราเริ่มมองวิกฤตสังคมได้เข้าใจ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ จรัล ดิษฐาอภิชัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นวิกฤตที่ตอนหลังยกระดับว่า เป็นวิกฤตเกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์การเมืองของคนสองฝ่าย ที่ฝ่ายพวกตนช่วงชิงว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเผด็จการที่ตอนหลังเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ความจริงประเทศไทยไม่ได้มีวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังมีอีกวิกฤต คือ วิกฤตทางปัญญาที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช้ปัญญาแต่กลับเชื่ออะไรที่เหมือนกัน เช่น ถ้าพวกเดียวพูดกันถูก ถึงไม่ถูกก็พร้อมขยายต่อกลายเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดคือ คนในสังคมจำนวนมากไม่ใช้ปัญญา หรือใช้ปัญญาวิเคราะห์ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงแก้กันไม่ได้ และคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงซึ่งอาจจะมีการก่อการจลาจลรุนแรงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ศิริชัย ไม้งาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีชนะเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน กระทั่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 309 และแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ทำให้เกิดขบวนการคัดค้านและการที่นักการเมืองหากรู้ปัญหาบ้านเมืองมาจากการซื้อเสียงที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ทุจริตเลือกตั้ง พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ถ้านักการเมืองเคารพกติกาไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรการเมืองก็เดินหน้าไปได้ และวันนี้ปัญหาที่พยายามแก้ไขโดยรัฐสภาก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขได้ แค่เริ่มต้นพูดก็เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเอง ให้ตัวเองพ้นผิดเพื่อกลับมาเข้าสู่อำนาจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองสำคัญสุด ถ้านักการเมืองที่ดี เราต้องเคารพ แต่หากนักการเมืองฉกฉวยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจ ขาดจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
@ ไพโรจน์ พลเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตของบ้านเราขณะนี้ไม่เพียงมีแต่วิกฤตทางปัญญา แต่ยังมีวิกฤตความเกลียดชังที่เราผลิตความเกลียดชังมากกว่า และใช้ความเห็นกับความเชื่อให้เป็นความจริงโดยใช้สื่อเป็นตัวกลาง ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญที่จัดการยาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะไปทางไหน เราต้องตั้งสติว่าวิกฤตที่พูดอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้อยู่ในสภาเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตของทุกกลุ่มในสังคม ดังนั้น เราต้องปฏิรูปการเมืองและสังคมรอบสอง รวมทั้งสถาบันการเมืองต้องริเริ่มเปิดให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานทุกสำนัก/วิทยาลัย  ร่วมใส่เสื้อที่สถาบัน ฯ แจก ดังนี้&lt;br /&gt;
1.ทุกวันจันทร์  ให้สวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย”   &lt;br /&gt;
2.ทุกวันพุธ ให้สวมเสื้อสีเขียว “ยุติความรุนแรงฯ “&lt;br /&gt;
3.ทุกวันศุกร์ ให้สวมเสื้อ 10 ปี สถาบันฯ (หอมดอกราตรี)&lt;br /&gt;
อนึ่ง ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฯ ให้แต่งกายสุภาพ  สวมสูทสีเขียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรม หัวข้อ  ธรรมะตามการณ์ ในยุคข้าวยากหมากแพง  ใน วันที่  21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7.00 น. ณ ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เรียน  ประธานคณะอำนวยการ, ที่ปรึกษาคณะทำงาน หัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานทุกท่าน  เพื่อให้การดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนวทางความก้าวหน้าของพนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เสร็จสิ้นตามความคาดหวังของผู้บริหาร จึงใคร่ขอเชิญคณะทำงานทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า  อนึ่ง คณะทำงานประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงาน และเลขานุการคณะทำงานทุกกลุ่ม ได้ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปความคืบหน้า และแต่ละกลุ่มงานจะกลับไปจัดทำ (ร่าง) ใบพรรณนางานของทุกตำแหน่งงานให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 นี้  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้  จากพนักงานบริหารงานบุคคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เพื่อนพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน มีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์ในการจำหน่ายเสื้อยืด “เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 52 สามารถซื้อได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถ.สามเสน ตรงข้ามรพ.วชิระ)หมายเลขโทรศัพท์ 02-243-8673 และตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า  ทั้งสองสถานที่จำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาท มี 5 ไซส์  คือ S , M , L , XL , XXL(ไม่ได้แบ่งไซส์ชาย-หญิง)ศูนย์ประชาสัมพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดงานประจำเดือน เมษายน]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[การอบรมหลักสูตร “Thinking about Political Research”]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[หลักสูตร ระดับสัมฤทธิบัตร การให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รุ่นที่ 9]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “พ่อ ความฝันอันสูงสุด”]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ภาพ:Kpi1.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[KPI Congress X]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
เลขาธิการฯ ได้มอบให้ สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จัดงานสัมมนาพิเศษ  โดย สถาบันพระปกเกล้าร่วม  กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)จัดอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ” ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2551 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์  บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่สำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 2304-2306 โทรสาร 02-527-7822 หรือที่ www.kpi.ac.th &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กำหนดการศึกษาดูงานหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[กิจกรรมของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล]] โครงการพัฒนาวิทยากรในการจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับเยาวชน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &amp;quot;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1&amp;quot;]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
ประกาศสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง [[รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา หลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2551 &#039;&#039;&#039; สถานที่ ห้องรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Dr. Michael Hollander&#039;&#039;&#039; ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันด้านการศึกษาทางการเมืองและการประเมินผล และ Dr. Canan Atilgan ผู้แทนมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับพลเมืองของประเทศไทยและเยอรมันร่วมกับผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รศ. วุฒิสาร ตันไชย ดร. อรัญ โสตถิพันธุ์ นส. สร้อยนภา วัฒนากิตติกูล โดยมี ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน และ อ. เธียรชัย ณ นคร เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thursday 29 May 2008&lt;br /&gt;
venue Rampaipannee Meeting Room, KPI&lt;br /&gt;
Dr. Michael Hollander, a German expert in political education and evaluation, and Dr. Canan Atilgan, Konrad Adenauer Stiftung’s Resident Representative to Thailand, discussed development of civic education in Thailand and Germany with KPI executive members- Dr. Borwornsak Uwanno, Assoc. Prof. Woothisarn Tanchai, Dr. Aran Sotthibandhu and Ms. Sroinapa Wattanakittikul. Former Education Minister Dr. Wichit Srisa-an and Prof. Tienchai Na nakorn from the Thammasat University Law Faculty also joined the meeting. The meeting was held on Thursday 29 May 2008 at Rampaipannee Meeting Room, King Prajadhipok’s Institute.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\KASMay2008&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 สถานที่ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา  พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ นางสาวสร้อยนภา วัฒนากิตติกูล รักษาการณ์ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และพัฒนา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมรับรอง นาย Adny Aman เจ้าหน้าที่โครงการจากสถาบันเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA) จากประเทศสวีเดน โดยมีประเด็นสนทนาและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Monday 2 June 2008&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Venue Guest Room, King Prajadhipok’s Institute&lt;br /&gt;
Prof. Dr. Borwornsak Uwanno, Secretary General of King Prajadhipok’s Institute (KPI), Dr. Thawilwadee Bureekul, Director of Research and Development Office, General Ekkachai Srivilat, Director of Peace and Governance Office and Ms. Sroinapa Wattanakittikul, Acting Director of Training, Dissemination and Public Relations welcomed Mr. Adhy Aman, Programme Officer from Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) to discuss future academic cooperation between KPI and IDEA.&lt;br /&gt;
\\Saiphone1\phototoshare\IDEA_June08&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บทสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง แตกต่าง แต่ไม่แปลกแยก &amp;quot;สังคมสันติสุข&amp;quot;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยแนวคิดการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3 ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย มองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยิ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความเข้าใจและเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าตั้งแต่ ป.4 ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ของเราแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่รุ่นที่หนึ่งเราจะศึกษาปัญหาใหญ่กรณีขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราจะศึกษาเรื่องนี้ 4 วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2 แสนคน ย้ายถิ่นตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาด ต่อไปควายในอีสานจะหายหมด มีแต่ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง &amp;quot;รากเหง้า&amp;quot; ของปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พล.อ.เอกชัย บอกว่า ทุกคนจะต้องเรียนทุกเคสเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6 กลุ่ม 6 ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นคีย์ซัคเซสของหลักสูตรในความคิดของผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคม “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงบอกห้ามติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาแอพพลายใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน 60 คน อยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา บอกว่า พระปกเกล้าเดินมาถึงจุดที่ไม่ประเมินผลแค่จากตัวเองที่สามารถทำงาน “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่าง คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิด แต่ไม่แปลกแยก ภายใต้สันติสุขเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ท่านใดต้องการส่งข่าวสาร  ประกาศข่าวส่งมาได้ที่ Email:ekkachais@hotmail.com  หรือโทรสาร 02-527-7809 หรือโทร 089-814-5599&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน&#039;&#039;&#039;	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 มาตรา 27 ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจำนวน 5 ท่าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันในปีงบประมาณ 2551 โดยเป็นปีที่สิบของการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าสามารถนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบัน และของเลขาธิการ ต่อไป ทั้งในด้านสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินและงบประมาณ และในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551(1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอแนะจากการติดตามและประเมินผลของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 และการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันใน 6 แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา แผนงานด้านการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา แผนงานด้านการเผยแพร่และบริการวิชาการ แผนงานด้านพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานด้านการจัดการศึกษาและฝึกอบรม (รวมงานห้องสมุด) และแผนงานด้านการบริหารงานทั่วไป ในแต่ละแผนงานจะติดตามความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ผลงานและกลยุทธ์ของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันและของเลขาธิการ ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม  2551) มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อกระตุ้นให้สถาบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนก่อให้เกิดประสิทธิผลและมีดุลยภาพในการบริหารงาน ในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบัน และของเลขาธิการ มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เพื่อประเมินความก้าวหน้าของสถาบันและของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรก ปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551) ในสองประเด็น คือการประเมินสัมฤทธิผลตามแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมินผลงานเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ในแต่ละแผนงาน และการประเมินผลงานของสถาบันของเลขาธิการในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบสมดุล 4 มิติ คือ มิติด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ มิติด้านการบริหารจัดการ มิติด้านการเงินและงบประมาณ และมิติด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบความคิด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ของเลขาธิการเป็นการดำเนินงานในลักษณะ PMA (Performance and Management Audit) คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานในการบริหาร และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินอย่างสร้างสรรค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จะเน้นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามพันธกิจของสถาบันเจ็ดประการหลัก โดยใช้กระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมดังระบุใน มาตรา 27 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันประกอบการประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันจะประยุกต์วิธีการประเมินผลแบบสมดุล  โดยในแต่ละพันธกิจจะพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสัมฤทธิผล มิติด้านกระบวนการภายใน มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนา และมิติด้านการเงินและงบประมาณ ซึ่งกำหนดตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Performance Indicator) ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปณิธานของสถาบัน และเป้าหมาย จากแผนกลยุทธ์ของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงาน จะพิจารณาตามคุณลักษณะของสถาบันตามหลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance) ซึ่งประกอบด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความรับผิดชอบสนองตอบ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมจากภายนอกและภายในและความสามารถคาดการณ์ได้ (วิจิตร ศรีสอ้าน : 2542)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานด้านการบริหาร เน้นการประเมินการประเมินคุณภาพการบริหารโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงานในลักษณะฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง (Strong Executive) และผลการปฏิบัติงานบริหารจัดการ (Management Performance) ของเลขาธิการ และสัมฤทธิผลการปฏิบัติพันธกิจของสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานด้านการเงิน (Financial Audit) คณะกรรมการติดตาม และประเมินผลงานจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับข้อมูลจากผู้ตรวจสอบภายนอก  ซึ่งได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และจากผู้ตรวจสอบภายใน  ทั้งนี้หากจำเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงาน จะทำหน้าหน้าเป็นกลไกให้กับผู้บริหารสภาสถาบัน ในลักษณะที่ให้ข้อมูลส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เชิงเป็นมิตร  มากกว่าการจ้องจับผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายบริหารจนเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  กระตุ้นการดำเนินและการปรับปรุงงานของสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นไปอย่าง&lt;br /&gt;
               ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
2.  ช่วยสภาสถาบันพระปกเกล้ากำกับดูแลการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
3.  แนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานสถาบันพระปกเกล้าโดยทางอ้อม&lt;br /&gt;
4.  ชี้แนะปัญหาของสถาบันพระปกเกล้า และระบบการบริหารงานขององค์การมหาชน&lt;br /&gt;
5.  สร้างความโปร่งใสในการบริหารสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกระบวนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอนคือ&lt;br /&gt;
	1. การปรึกษาหารือกับสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับทิศทาง และจุดเน้นในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า และของเลขาธิการ&lt;br /&gt;
	2. สนทนากับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับเป้าหมายของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมิน ตลอดจนแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2551 (1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551)&lt;br /&gt;
	3. จัดทำผลสรุปข้อหารือกับฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับแผนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานในรูปของคู่มือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งนำเสนอสภาสถาบันและแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อทราบ&lt;br /&gt;
	4. ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสถาบันพระปกเกล้าและของเลขาธิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานดำเนินการตามกรอบพันธกิจ 7 ประการ โดยพิจารณาใน 5 ประเด็น ได้แก่ สัมฤทธิผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ กระบวนการภายใน การเรียนรู้และการพัฒนา การเงินและงบประมาณ&lt;br /&gt;
	5. สนทนากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน&lt;br /&gt;
เพื่อพิจารณาปรับปรุงผลการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานตามที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานตามที่เห็นสมควร&lt;br /&gt;
	6. รายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าและสภาสถาบัน ในครึ่งปีงบประมาณจะเป็นการรายงานการติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;ระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯ  ได้ดำเนินการจัดทำระบบบริหารโครงการ  PMS(Performance Management System)เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการ/งาน ในแต่ละเดือนของหน่วยงานในสถาบัน  รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารของสถาบันฯ เป็นประจำทุกเดือน  โดยแต่ละหน่วยงานในสถาบันฯจะมีการบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบโครงการ  ดำเนินการลงข้อมูลในระบบการบริหารโครงการ PMS ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน  เพื่อให้รายงานดังกล่าว มีความสมบูรณ์ ถูกต้องและพร้อมใช้งาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรปริญญาโท&lt;br /&gt;
ด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง รุ่นที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2551&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี 2546 สถาบันพระปกเกล้า ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ Royal Roads University (RRU) ประเทศแคนาดา โดยในข้อตกลงกำหนดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดการอบรม สัมมนา และจัดหลักสูตรด้านการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  ในเบื้องต้น สถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University (RRU) ต่างเห็นชอบในหลักการที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถให้แก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเปิด[[การศึกษารุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการศึกษา  จำนวน 8 คน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรที่ร่วมกันพัฒนาชื่อหลักสูตรปริญญาโท (Master of Arts) ด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Analysis and Management) ต่อมา เมื่อสถาบันพระปกเกล้าและ Royal Roads University เห็นชอบร่วมกันแล้ว จึงมีการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย (Consortium) ของประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรด้วย 3 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อมาได้มีมหาวิทยาลัยอีก 4 แห่ง เข้าร่วมโครงการ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; ได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำหนดให้เปิดการเรียนการสอน รุ่นที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยมีรายละเอียดหลักสูตร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และบริหารความขัดแย้ง Conflict Analysis and Management&#039;&#039;&#039; ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ทั้งในห้องเรียนและควบคู่กับการศึกษาโดยใช้ Computer-Assisted Instruction (CAI) โดยในปีที่ 1 กำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเข้าศึกษาเข้ม ณ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และปีที่ 2 จำนวน 4 สัปดาห์ ณ ประเทศแคนาดา ซึ่งในปีที่ 1 จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal Roads มาสอนที่ประเทศไทยรวมทั้งนักศึกษาที่สมัครเรียนจากประเทศแคนาดามาเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งจะเน้นความรู้ภาคทฤษฎี ทักษะ และการปฏิบัติที่จำเป็น มีการวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง หลักสูตรนี้ ต้องการสร้างผู้นำในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาที่ทำงานประจำอยู่ได้ศึกษา ซึ่งพัฒนารูปแบบโดย Royal Roads University และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในแถบอเมริกาเหนือ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักศึกษาในหลักสูตรประกอบด้วยนักศึกษาไทยและแคนาดาหรือประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจประมาณ 25-30 คน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ซึ่งนักศึกษาแคนาดาจะเดินทางมาศึกษาเข้มในประเทศไทยร่วมกับนักศึกษาไทยในปีการศึกษาที่ 1 แต่ในปีการศึกษาที่ 2 นักศึกษาไทยจะเดินทางไปศึกษาเข้มที่รัฐ Victoria, Canada ร่วมกับ&lt;br /&gt;
นักศึกษาแคนาดา  ในระหว่างที่ไม่ได้ศึกษาเข้มนักศึกษาไทยจะได้รับการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนไทยที่กำหนดไว้ และศึกษาในระบบ CAI ควบคู่กันไปกับการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและแคนาดา&lt;br /&gt;
นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละคนจะได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายและ Royal Roads University, RRU เป็นเวลา 2 ปีการศึกษา จำนวน $ 13,000 Cdn  ซึ่ง RRU จะหักเป็นส่วนลด (ส่วนลดในปีแรกจะได้รับทุน $ 8,000 Cdn และปีที่สองได้รับทุน $ 5,000 Cdn)  ซึ่งส่วนลดนี้จะนำไปหักจากค่าเล่าเรียนปกติ ซึ่งปกติปีแรกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียนประมาณ $ 16,000 Cdn และปีที่สองจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $ 12,800 Cdn โดยสรุปนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเมื่อหักทุนจาก RRU แล้วปีที่หนึ่งเป็นเงิน ประมาณ 8,000 Cdn และในปีที่สอง 7,800 Cdn รวมทั้งสิ้นประมาณ 15,800 Cdn (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางในและต่างประเทศ ค่าอาหาร และค่าที่พัก (1 เหรียญแคนาดาประมาณ 33 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เกณฑ์การใช้ภาษาอังกฤษ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารในโครงการ ผู้สมัครจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการสมัคร โดยผู้สมัครสามารถแสดงความสามารถในการใช้ภาษาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
-TOEFL : 550 (ทดสอบด้วยกระดาษทดสอบ) 233 (ทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์)&lt;br /&gt;
-Canadian (Carleton) Academic English Language Assessment : คะแนนรวม 60 คะแนน โดยมีคะแนนความสามารถในการเขียน 60 คะแนน&lt;br /&gt;
-Michigan English Language Assessment Battery : 82&lt;br /&gt;
-International English Language Testing Services : คะแนนรวม 7.0 โดยไม่มีคะแนนที่น้อยกว่า 6.5&lt;br /&gt;
-York English Language Test : 5&lt;br /&gt;
-CanTEST : การอ่านและการฟัง 4.5 การเขียน 4.0&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบและวิธีการสมัครเรียน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.กรอกใบสมัครซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://www.royalroads.ca/admissions/apply/&lt;br /&gt;
หรือที่ www.royalroads.ca  หรือ www.kpi.ac.th และส่งใบสมัครตรงไปยัง Royal Roads University โดยตรง และสำเนาเอกสารถึงสถาบันพระปกเกล้า ภายใน 31 กรกฏาคม 2551 &lt;br /&gt;
2.ค่าสมัคร 200 เหรียญแคนาดา ส่งไปพร้อมใบสมัคร&lt;br /&gt;
3.หนังสือรับรอง 2 คน โดยส่งตรงไปยังมหาวิทยาลัย Royal Roads &lt;br /&gt;
4.ใบรับรองผลการศึกษาสำเร็จปริญญาตรี  (Transcripts)  สาขาใดก็ได้&lt;br /&gt;
5.เขียนเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน 3-4 หน้า เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้ง สามารถสอบถามและขอรายละเอียดได้ที่ สำนักสันติวิธีและ&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 0 – 2527 – 7830 – 9 ต่อ 2402 หรือ 2408 โทรสาร 0 – 2527 – 7819 หรือ www.kpi.ac.th หรือ ณ มหาวิทยาลัยเครือข่ายข้างต้น &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประกาศสถาบันพระปกเกล้า  เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษา  หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้กำหนดให้มีการศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 และได้ดำเนินการรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้  สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สถาบันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  และในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตร  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[มีรายชื่อดังต่อไปนี้]]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการรายงานตัว]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กำหนดการปฐมนิเทศน์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดรับสมัครหลักสูตร ผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 5  สำหรับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง  นักวิชาการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นายทหาร ตำรวจ ผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเวลาในการศึกษา เดือนกรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 (เรียนทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ณ สถาบันพระปกเกล้า นนทบุรี) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดการรับสมัคร  ขอรับใบสมัครได้ที่ สถาบันพระปกเกล้าหรือดาวน์โหลด จาก www.kpi.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 กำหนดยื่นใบสมัคร  ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤษภาคม 2551 ณ สถาบันพระปกเกล้า  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แจ้งผลการคัดเลือก    16-17 มิถุนายน 2551 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเปิดการศึกษาและปฐมนิเทศ วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2551 &lt;br /&gt;
                           &lt;br /&gt;
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น WORD ]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ใบสมัคร เป็น PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[คู่มือหลักสูตร PDF]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้ามีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ติดต่อ อโนชา 02-5277830-9 ต่อ 2997) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.kpi.ac.th หรือวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์สัมมนา 3 ชั้น 5&lt;br /&gt;
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน 47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง  จ. นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-2527-7830-9 ต่อ 2505-8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[Mr. Roland White, Senior Institutional Development Specialist จากธนาคารโลก (World Bank)]]&#039;&#039;&#039;   จะมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ปัจจัยสำคัญสำหรับแผนการเงินการคลังระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในระบบกระจายอำนาจ&amp;quot;&#039;&#039;&#039; (Nuts and bolts of an effective intergovernmental fiscal framework for a decentralized system)&lt;br /&gt;
การบรรยายดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2551 เวลา 10.00 -12.00 น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเชิญผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายดังกล่าว ณ วันและเวลาข้างต้นค่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ  ใช้ภาษาอังกฤษในการบรรยาย มีล่ามแปลตลอดการบรรยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันพระปกเกล้าโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ เทศบาลตำบลริมปิง &#039;&#039;&#039;กำหนดการอบรมหลักสูตร “พลเมืองยุคใหม่”&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 28 ถึง 29 เมษายน 2551 ณ เทศบาลตำบลริมปิง  อ.เมือง  จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;
วันที่ 28 เมษายน 2551 ลงทะเบียนเวลา  08.30 น.&lt;br /&gt;
09.00 น.&#039;&#039;&#039;พิธีเปิดโครงการฯ&#039;&#039;&#039; โดย &#039;&#039;นายเอนก มหาเกียรติคุณ &#039;&#039; นายกเทศมนตรีตำบลริมปิง&lt;br /&gt;
ชี้แจงภาพรวมหลักสูตรพลเมืองยุคใหม่&lt;br /&gt;
บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“สิทธิหน้าที่ของประชาชน”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ช่วงบ่าย บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์”&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 29  เมษายน  2551 ลงทะเบียน&lt;br /&gt;
09.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“ความรู้เบื้องต้นด้านการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล&#039;&#039;13.00 บรรยายเรื่อง &#039;&#039;&#039;“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น”&#039;&#039;&#039; โดย อาจารย์ไพบูลย์  โพธิ์สุวรรณ&lt;br /&gt;
16.15 น.&#039;&#039;&#039;พิธีมอบใบรับรองผ่านการอบรม&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ผศ.ดร.อรทัย  ก๊กผล &#039;&#039; ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น&lt;br /&gt;
(เอกชัย รายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กำหนดการนำเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาประชาธิปไตย :&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำเกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ และมาเลเซีย”&#039;&#039;&#039;หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง  รุ่นที่ 11 (ปปร.11)&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
วันพุธที่ 30 เมษายน 2551  เวลา 13.30 – 16.00 น.&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมใหญ่  กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีย์สัมพันธ์  ถนนพระราม 6&lt;br /&gt;
(มีการถ่ายทอดสด NBT  และถ่ายทอดเสียงสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ 13.30)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
13.00 ลงทะเบียนรับเอกสาร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานต่อประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
ประธานนักศึกษา ป.ป.ร.11 แนะนำแผนพัฒนาประชาธิปไตยของนักศึกษาฯ พร้อมนำเสนอ VTR เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย  ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความคาดหวังของประเทศไทยในสายตานักศึกษาฯ  ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  และมีผู้วิจารณ์&lt;br /&gt;
พร้อมเปิดเวทีสำหรับสาธารณะในการตั้งคำถามและตอบคำถาม&lt;br /&gt;
(เอกชัยรายงาน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข่าวจากประชาสัมพันธ์สถาบันฯ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่างๆในสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039; [[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039; สำหรับผู้บริหารระดับกลาง รุ่นที่ 7-8 ถึง 20 เมษายน(คุณยะราพร/คุณอังคณา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12]]  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง&#039;&#039;&#039;ถึง 21 เมษายน(คุณชาคริต/คุณชูเกียรติ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา&lt;br /&gt;
หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิทยาลัยการเมืองการปกครองได้กำหนดตารางเวลาการคัดเลือกนักศึกษา      หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12  ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กิจกรรม	วัน เวลา&lt;br /&gt;
ประชาสัมพันธ์ทั่วไป	10 มีนาคม 2551&lt;br /&gt;
รับสมัคร	18 มีนาคม – 21 เมษายน 2551(ในวัน และเวลาราชการ)&lt;br /&gt;
ประกาศ และแจ้งผลการคัดเลือก	6 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
นักศึกษารายงานตัว	12 – 16 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ รัฐสภา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ	30 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
พิธีเปิดหลักสูตรและปฐมนิเทศ	6 – 8 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรการยกระดับการให้บริการสาธารณะ]] รุ่นที่ 6&#039;&#039;&#039; วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  รับถึง  27 มิ.ย.51(คุณอภิญญา/คุณจิตตินันท์)	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันฯจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 2/51&#039;&#039;&#039; ที่หางดง  เชียงใหม่ ในวันที่ 3-4 เม.ย.51(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถาบันจัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039; จัดให้มีขึ้นที่ จ.พิษณุโลก  ในวันที่ 17-18 เม.ย.51คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;[[หลักสูตรธรรมาภิบาล]]สำหรับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 18-20 เม.ย.51  ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(คุณณัฐพงศ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิด&#039;&#039;&#039;หลักสูตรปลัดตำบล&#039;&#039;&#039; ในวันที่ 21-23 เม.ย.51/28 เม.ย.-1 พค.51 ณ ห้องประชาธิปกสถาบันพระปกเกล้า(คุณภควัต)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการเวทีท้องถิ่น ครั้งที่ 3/51&#039;&#039;&#039;ในวันที่ 24 เม.ย.51 ณ	รร.รอยัลปริ๊นเซสหลานหลวง(คุณธนิษฐา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
จัด&#039;&#039;&#039;โครงการพลเมืองยุคใหม่ ครั้งที่ 4/51&#039;&#039;&#039;  ในวันที่ 28-29 เม.ย.51 ณ จังหวัดลำพูน(คุณสุมามาลย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะทำงานวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
ได้จัดทำสติ๊กเกอร์วันครบรอบ 10 ปี สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันฯ &lt;br /&gt;
โดยขอความร่วมมือทุกท่านช่วยสนับสนุน และเผยแพร่ ให้กับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่สนใจทั่วไป &lt;br /&gt;
โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการพนักงาน จัดจำหน่ายแผ่นละ 10 บาท โดยท่านสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ คุณสุรชัย  เนื่องนิยม (หนึ่ง) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้าประกาศรับสมัครบุคลากรทั่วไป&#039;&#039;&#039; เพื่อคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับสถาบันฯ  ด้วยการสอบแข่งขันเป็น&#039;&#039;&#039;พนักงานปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป จำนวน 9 ตำแหน่ง (21 อัตรา)&#039;&#039;&#039; ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 เมษายน 2551 โดยได้ประกาศทางเว็บไซต์ของสถาบัน(http://www.kpi.ac.th/)และสื่อต่าง ๆ ใคร่ขอั๖ฒมาไม  หรือะดข้อซักถาม  สามารถถามมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำหรับตำแหน่งพนักงานวิชาการและวิจัย&#039;&#039;&#039; ซึ่งจะใช้วิธีการสอบคัดเลือก  โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของ สำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ และรายชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์ในทางวิชาการที่สนใจเข้ามาปฏิบัติงานรวมถึงพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า)ด้วย จะได้ประกาศตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร วิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทุกท่านทราบ ในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การบรรยาย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย รุ่นที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ห้องประชุม 3310 เวลา 09.00 ในหัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ประสบการณ์การเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;โดย ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่)&#039;&#039;และ 10.30 มีการบรรยายร่วม หัวข้อเรื่อง &#039;&#039;&#039;ระบบรับเรื่องร้องเรียนในสถานพยาบาล : พี่น้องเล่าสู่กันฟัง&#039;&#039;&#039;  &#039;&#039;โดย นางวันดี สำราญราษฎร์&#039;&#039; (พยาบาลวิชาชีพ 7(งานผู้ป่วยนอก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความก้าวหน้าโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ สถานที่ตั้งแห่งใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการประชุมร่วมกัน 6 หน่วยงานสภาที่ปรึกษาฯ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สปสช., กระทรวง ICT, เป็นต้น)เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ ห้องประชุมสำนักงาน ธพส. ชั้น 1 อาคาร 19 ปี กสท.(แจ้งวัฒนะ)สรุปสาระได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้ข้อสรุปว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จัดให้หน่วยงาน รับประกันเพิ่มเป็น 5 ปี, &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท (ร.ม.-การจัดการทรัพยากรบุคคล; และร.ม.-การบริหารงานภาครัฐ) โดยคิดค่าหลักสูตรให้กับบุคคลในศูนย์ราชการฯ ด้วยราคาพิเศษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธพส. ขอให้หน่วยงานดำเนินการตั้งคณะทำงานการย้ายเข้าอาคาร และแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานการย้ายเข้าอาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องดำเนินการจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการขนย้ายครุภัณฑ์ของหน่วยงานที่จะนำมาใช้ต่อ เช่น โต๊ะ ตู้เก็บเอกสาร ฯลฯ และให้วางแผนการย้ายเข้าอาคารโดยประเมินจำนวนวันในการขนย้าย  สำหรับการขนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น ทางทีโอทีอาจจะแนะนำบริษัทให้หรือทีโอทีอาจจะหาคนมาช่วยย้ายให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังการวางระบบไฟฟ้า เอวี ห้องเซิฟเวอร์ จะส่งให้ล่วงหน้า หลังจากเราได้ Floor Plan ของสถาบันกลับมาจะดำเนินการต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดต้องการให้บริษัทที่จัดทำเฟอร์นิเจอร์ในโครงการผลิตตู้ โต๊ะให้เพิ่มเติม หน่วยงานนั้นก็จะได้ในราคาเดียวกันกับของโครงการด้วย หรือจะขอเพิ่มจาก ธพส.ก็ได้คิดค่าเช่าเพิ่ม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน่วยงานไหนที่มีห้องประชุมที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะมี หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่อง&#039;&#039;&#039;คมนาคม&#039;&#039;&#039; การเดินทางต่าง ๆ ตอนนี้ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วตามที่เคยแจ้งไว้  &#039;&#039;&#039;ธนาคารพาณิชย์&#039;&#039;&#039; จะมีให้บริการทั้งหมด 6 แห่ง แต่คาดว่าน่าจะมีครบทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้  &#039;&#039;&#039;สถานพยาบาล&#039;&#039;&#039;ในอาคาร ทางสปสช.รับไปประสานให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือนเพื่อให้การย้ายอาคารเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;br /&gt;
ผู้แทนจาก ทีโอที ได้แจ้งว่าหน่วยงานไหนที่ต้องการเบอร์สวย ทางทีโอทีได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;
หน่วยงานใดที่ใช้เลขหมายโทรศัพท์ของทีโอทีอยู่แล้วในขณะนี้ ช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่ จะจัดบริการโอนจากเลขหมายเก่ามาเลขหมายใหม่ให้ 2 เดือน ต่อจากนั้น จะทำระบบ IBR ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ติดต่อต้องหมุนหมายเลขใหม่ให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที จะจัดบริการฟรี Web Hosting คือนำเว็บไซต์ของหน่วยงานมาฝากในช่วงที่ดำเนินการย้ายสถานที่จนกว่าจะเรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีโอที ได้รับเอกสิทธิแต่ผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์พื้นฐาน แต่หากหน่วยงานใดต้องใช้บริการเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ทีโอทีมีนโยบายให้ใช้บริการของทีโอที หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้บริการ สามารถต่อรองกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีมงานทีโอทีจะเข้ามาหารือเรื่อง ICT ของสถาบันประมาณเดือนหน้าซึ่งจะเกี่ยวกับความต้องการใช้งานของสถาบันทั้งโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย และจะต้องวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ (เบญจมาศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ขอเชิญร่วมสมัคร! รางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2551สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  &lt;br /&gt;
ขยายเวลารับสมัครถึง 25 เมษษยนนี้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วัตถุประสงค์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐในกำกับของรัฐสภา มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลฯนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ การมอบรางวัลฯ และใบประกาศเกียรติคุณฯแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศและผ่านเกณฑ์การประเมิน ประจำปี 2551 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักเกณฑ์การให้รางวัลพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความโปร่งใสในการบริหารงานและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็น 2 ระดับคือ&lt;br /&gt;
โล่ห์รางวัลพระปกเกล้า และใบประกาศเกียรติคุณฯ&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า มีความเป็นเลิศ ในการบริหารงานด้วยความโปร่งใส และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นแล้วว่า สมควรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในด้านความโปร่งใสในการบริหารงานและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักในการประเมินความโปร่งใสในการบริหารงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความโปร่งใสในการบริหารงาน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินงาน  กิจกรรม  และโครงการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ประชาชนในท้องถิ่นได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการตรวจสอบทางด้านการเงินการคลังของหน่วยตรวจสอบภายนอกไม่พบถึงปัญญาการทุจริตหรือการดำเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในรอบปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่มีประวัติว่ามีเรื่องร้องเรียนที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมูลความผิดจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่ม หรือองค์กรชุมชนที่ผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นมีการร่วมคิด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นยินดีให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม โครงการ และนโยบายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความยุติธรรม ปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจนอกรูปแบบ&lt;br /&gt;
ประชาชนในท้องถิ่นมีความพึงพอใจต่อบริการที่จัดให้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
การประเมินผลของคณะกรรมการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบและเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยประเมินจากผลงานในรอบปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) &lt;br /&gt;
คณะนักวิจัยทำการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กับประชาชนและองค์กร/ กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ &lt;br /&gt;
คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสมควรได้รับรางวัลพระปกเกล้า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรได้รับใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้าในฐานะที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้&lt;br /&gt;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
47/101 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 02-527-7830-9 ต่อ 1505, 1602, 2502 &lt;br /&gt;
โทรสาร 02-968-9144 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำหนดรับสมัคร ตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 16 เมษายน 2551&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เอกสารดาวน์โหลด&lt;br /&gt;
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ อบจ. &lt;br /&gt;
ใบสมัครของ เทศบาล และ อบต. &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
“การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มีภารกิจในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความประสงค์รับสมัครผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวน 16 ตำแหน่ง ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นักวิชาการ ทางด้านสังคมศาสตร์ (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถและประสบการณ์ในการวิจัยทางการเมืองการปกครองหรือกฎหมายมหาชน ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง มีความสนใจทำงานด้านส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชน การประสานงานเครือข่ายและการมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเคราะห์นโยบายและแผน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ 1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโท ทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและวิเคราะห์นโยบาย การจัดทำแผนงาน งานติดตามและประเมินผล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานกฎหมาย (2 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิติศาสตร์หรือสาขากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานกฎหมาย งานวิเคราะห์กฎหมาย การจัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานวิเทศสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ &lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านภาษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการประสานงานด้านการต่างประเทศ งานสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานประชาสัมพันธ์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน มนุษยศาสตร์ หรือสาขาด้านการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานผลิตและจัดทำสื่อต่างๆ งานเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานคอมพิวเตอร์ (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือสาขาด้านคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบและบริหารงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร การจัดทำเว็บไซต์และการจัดทำฐานข้อมูล หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบริหารทั่วไป (5 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโททางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ (กฎหมายมหาชน) เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในงานบริหารและประสานงานทั่วไป งานธุรการสำนักงาน งานสารบรรณ งานบริหารการประชุมและบริหารโครงการ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานบัญชี (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางบัญชีหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ศึกษาวิชาบัญชีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานบัญชี การตรวจสอบบัญชี การบริหารกองทุน การจัดทำรายงานการเงิน การเสนอความเห็นหรือคำแนะนำทางการบัญชี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานการเงิน (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ (การคลัง) บริหารธุรกิจ (การเงิน) หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการวางระบบงานการเงิน การบริหารกองทุน การจัดทำและตรวจสอบรายงานทางการเงิน หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;พนักงานโสตทัศนศึกษา (1 ตำแหน่ง)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ&lt;br /&gt;
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ วิชาเอกโสตทัศนศึกษา หรือได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางช่างไฟฟ้า ช่างภาพ ช่างอิเล็คโทรนิคส์ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ศิลปกรรม หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;
มีความสามารถในการออกแบบงานศิลป์ประเภทต่างๆ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การควบคุมและดูแลการใช้โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น &lt;br /&gt;
ผู้สมัครสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการจะต้องยื่นคะแนนการสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ(CU-TEP)ของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อใช้ประกอบการสอบสัมภาษณ์ โดยคะแนนสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี (บุคคลที่มีคะแนนสอบเกิน 1 ปีหรือยังไม่ได้ทดสอบสามารถลงทะเบียนสอบออนไลน์ครั้งที่ 5/2008 ระหว่างวันที่ 2-10 เมษายน 2551 ได้ทาง www.atc.chula.ac.th และสอบวันที่ 4 พฤษภาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 13,000 บาท ปริญญาโทขั้นต่ำ 20,170 บาท ยกเว้นตำแหน่งนักวิชาการ อัตราเงินเดือนปริญญาโทขั้นต่ำ 25,000 บาท ปริญญาเอกขั้นต่ำ 35,000 บาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งงานเพิ่มเติมในเว็ปไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6371-5 ต่อ 213 – 220 และสามารถติดต่อซื้อใบสมัครได้ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองหรือสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 18 เมษายน 2551 เวลา 09.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็ปไซต์ และยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมค่าใบสมัครชุดละ 100 บาท โดยส่งธนาณัติ/ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ ในนาม “สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง” ภายในวันที่ 18 เมษายน 2551  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สำนักงานจะไม่คืนเงินค่าใบสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีการสมัครทางไปรษณีย์ หากใบสมัครส่งถึงสำนักงานหลังกำหนด (ดูจากตราประทับไปรษณีย์)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานจะไม่รับสมัคร แต่จะส่งคืนใบสมัครพร้อมทั้งเงินค่าใบสมัคร &lt;br /&gt;
ขั้นตอนและกำหนดการสรรหาคัดเลือกบุคลากร &lt;br /&gt;
ของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 	วันดำเนินการ &lt;br /&gt;
1. ประกาศรับสมัคร / รับสมัคร 	28 มี.ค. – 18 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
2. คัดเลือกใบสมัคร 	19 – 25 เม.ย. 51 &lt;br /&gt;
3. ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์ทดสอบทางวิชาการที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	2 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
4. ทดสอบทางวิชาการ 	7 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบทางวิชาการและผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ที่ป้ายประกาศสำนักงานและเว็บไซต์ 	21 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
6. สอบคอมพิวเตอร์/สัมภาษณ์ 	26 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
7. ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 	28 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
8. รายงานตัว 	30 พ.ค. 51 &lt;br /&gt;
9. วันเริ่มงาน 	2 มิ.ย. 51 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หลักฐานประกอบการสมัครงาน&#039;&#039;&#039; - รูปถ่ายขนาด 1” หรือ 2” จำนวน 2 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน) &lt;br /&gt;
- สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- สำเนาปริญญาบัตร / ประกาศนียบัตร และ Transcript (พร้อมรับรองสำเนา) &lt;br /&gt;
- หลักฐานการรับราชการทหาร (ถ้ามี) &lt;br /&gt;
- ถ้ามีประสบการณ์ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานในอดีตมาด้วย &lt;br /&gt;
ส่งใบสมัครที่ :สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เลขที่ 2 อาคารรำไพพรรณี ชั้น 2 ถนนหลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทรศัพท์ 0-2280-6371-5 ต่อ 213-220 โทรสาร 0-2280-6378 ภายในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3592</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=3592"/>
		<updated>2009-12-03T06:08:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[KPI CONGRESS 11th]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต  ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[“การเมืองต้องนำการทหาร: ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สรุปผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สกว.กับงานวิจัยใน 3 จชต.(3)ตอนชาวบ้านทำวิจัย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย  เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[การบริหารด้านการเมืองการปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกับกลุ่มขบวนการ?]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[รายงานปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้]]:บทวิเคราะห์และแนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุกที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความชอบธรรมทางการเมือง.. กติกา กลไก การบังคับใช้ และคุณธรรม]] รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3591</id>
		<title>ระบบรัฐสภาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;diff=3591"/>
		<updated>2009-12-03T06:06:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Ekkachais: สร้างหน้าใหม่: &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ระบบรัฐสภาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  บทความนี้มีวัต...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ระบบรัฐสภาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอระบบรัฐสภาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยแบ่งการนำเสนอเป็น 3 ส่วน คือ (1) ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2) ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา  และ (3) ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
1. ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 มาตรา 93 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบ ด้วยสมาชิก 480 คน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน โดยแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขตละไม่เกิน 3 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น ประเภทที่สอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จำนวน 80 คนโดยแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด โดยใช้กลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ละเขตให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 10 คน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองที่จัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ 1 เสียง  โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การกำหนดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้จำนวนสามคน เพื่อให้เขตเลือกตั้งมีพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม เนื่องจากการซื้อเสียง             จะกระทำได้ยาก และทำให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกบุคคลที่เหมาะสมได้หลายคน ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่จะเลือกได้เพียงคนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนจะมีความหมาย เพราะสามารถเฉลี่ยคะแนนไปตามผู้สมัครทั้ง 3 คนในแต่ละเขตเลือกตั้งได้ ในขณะที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เห็นว่า การกำหนดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน จะทำให้คนทั่วประเทศมีความเสมอภาคในการเลือกผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคนเท่ากัน และไม่เชื่อว่า กำหนดให้เขตเลือกตั้งเล็กลงจะมีการใช้อิทธิพลมากขึ้นหรือใช้เงินมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน 100 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน จำนวน 400 คน ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง &lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
- ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นพรรคในระดับชาติมากกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้มีบัญชีรายชื่อของ  พรรคการเมือง 8 บัญชีตามกลุ่มจังหวัด ซึ่งมีแนวโน้มให้พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่นหรือระดับภูมิภาค นอกจากนี้แล้ว ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 กำหนดการจัดกลุ่มจังหวัด  โดยให้จัดจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกันอยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกัน  และในกลุ่มจังหวัดทุกกลุ่มต้องมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งรวมกันแล้วใกล้เคียงกัน  และให้จังหวัดทั้งจังหวัดอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียว การจัดกลุ่มจังหวัดดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติ กล่าวคือ การจัดกลุ่มจังหวัดบางกลุ่มไม่มีความใกล้เคียงกันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของประชาชนทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้แทนได้ยาก เช่น การกำหนดให้จังหวัดชุมพรซึ่งเป็นจังหวัดในภาคใต้อยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกับจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งอยู่ในภาคกลาง เป็นต้น และความได้เปรียบเสียเปรียบกันในเรื่องฐานเสียงของพรรคการเมืองในแต่ละกลุ่มจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ไม่มีการกำหนดจำนวนคะแนนเสียงขั้นต่ำของบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ที่ว่า  “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ จึงจะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ” เพราะหากกำหนดเช่นนั้น จะทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสน้อยที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 กำหนดเช่นนั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีความประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาความไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพของรัฐบาล ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลผสม หรือสภาผู้แทนราษฎรที่ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคการเมือง  อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่า การไม่กำหนดจำนวนคะแนนเสียงขั้นต่ำของบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ตามข้อเสนอนี้ ไม่ต้องการเป้าหมายหรือเจตนารมณ์ของการป้องกันปัญหาความไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพของรัฐบาล ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลผสม แต่คณะผู้วิจัยเห็นว่า ยังมีมาตรการอื่นที่สามารถเสริมสร้างความมีเสถียรภาพความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลได้ จึงไม่ควรจำกัดสิทธิการได้เป็นผู้แทนราษฎรในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนเสียงในสัดส่วนที่สูงพอที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(ข) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกำหนดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคนสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคในการใช้สิทธิของแต่ละบุคคล (one man one vote)เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้เท่ากัน สำหรับประเด็นที่เกรงกันว่า เขตเลือกตั้งเล็กทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายนั้น สามารถป้องกันและแก้ไขได้โดยการลดอิทธิพลของบรรดาหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งได้โดยการเปลี่ยนแปลงวิธีการนับคะแนนและยกเลิกข้อห้ามในการหาเสียงในการเลือกตั้งบางประการ ซึ่งจะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2) การเปลี่ยนแปลงวิธีการนับคะแนน ให้กลับไปใช้วิธีการนับคะแนนตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 โดยการนับคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งรวมกัน  ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวในเขตเลือกตั้ง เพื่อลดอิทธิพลของหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะทำการตรวจสอบการลงคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้งในกรณีที่มีการซื้อเสียงหรือการใช้อิทธิพลอย่างอื่นใน      การชักจูงใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สำหรับประเด็นข้อกังวลที่ว่า การนับคะแนนรวมมีปัญหาและข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการร้องเรียนและร้องคัดค้านการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการขนส่งหีบบัตรและบัตรเลือกตั้งมายังที่นับคะแนน ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจมีการเปลี่ยนหีบบัตรหรือเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งในหีบ  การนำบัตรเลือกตั้งมารวมเพื่อคละเคล้ากัน ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจนำบัตรเลือกตั้งปลอมมาปะปนหรือในเรื่องการนับคะแนน ซึ่งมีข้อสงสัยว่าการขานคะแนนและการบันทึกคะแนนในแต่ละกระดานนับคะแนนอาจเกิดการทุจริตโดยขานคะแนนไม่ตรงกับความเป็นจริงนั้น สามารถแก้ไขได้โดยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องส่งสมาชิกพรรคการเมืองของตนเข้าเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและต้องร่วมเดินทางการขนส่งหีบบัตรและบัตรเลือกตั้งมายังที่นับคะแนน  และต้องส่งสมาชิกพรรคการเมืองของตนเข้าเป็นกรรมการนับคะแนน ณ ที่นับคะแนน ซึ่งเป็นการตรวจสอบกันเองระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าแข่งขัน และวิธีการนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองต้องมีสมาชิกพรรคกระจายในทุกพื้นที่ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3) ยกเลิกข้อห้ามในการหาเสียงในการเลือกตั้งบางประการ เพื่อลดอิทธิพลของบรรดาหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครมีช่องทางในการติดต่อกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยตรงหรือติดต่อได้ง่ายขึ้น เช่น ยกเลิกข้อห้ามเรื่องการจัดมหรสพในการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4) ยกเลิกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังสนับสนุนระบบพรรคการเมือง เพื่อป้องกัน “ระบบเผด็จการของผู้บริหารพรรคการเมือง” &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นนั้น ความเข้มแข็งดังกล่าวเป็นความเข้มแข็งแบบผูกขาดครอบงำ เนื่องจากมีผลทำให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติพรรคการเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเกิดปัญหาในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นมีความเห็นแย้งกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ ก็ยากที่จะถูกส่งลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคราวต่อไป จึงจำเป็นต้องเชื่อฟังหัวหน้าพรรค เพื่อรักษาอนาคตทางการเมือง  ด้วยลักษณะผลประโยชน์ของปวงชนและผลประโยชน์ของพรรคอาจมิได้ไปในทางเดียวกัน ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิได้เป็นผู้แทนปวงชนอีกต่อไป  การกำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วันดังกล่าว ทำให้สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ตกอยู่ใน “ความผูกมัดอาณัติมอบหมาย” ของพรรคการเมืองที่สังกัดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถกระทำตาม “ความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย” โดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรครัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในบางเรื่องย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยคานและถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐบาลในเรื่องนั้นๆ ได้ด้วยการทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในสภา เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของปวงชน  ชาวไทยเป็นสำคัญโดยไม่คำนึงว่าตนเองจะสังกัดอยู่พรรคใด จากข้อจำกัดดังกล่าวเป็นผลทำให้ระบบรัฐสภาเกิดความอ่อนแอ    และแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 จะได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 101 (3) ว่า “ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง  แต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา  ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง”   ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถย้ายพรรคการเมืองได้เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปก็ตาม   และแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550  จะมีบทบัญญัติรับรองความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ในระดับหนึ่งแล้ว  แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพ้นจาก “ระบบเผด็จการของผู้บริหารพรรคการเมือง” ดังนั้น หากมีการยกเลิกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องผู้บริหารพรรคการเมืองใช้มติของพรรคการเมืองในการควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามที่ผู้บริหารพรรคการเมืองต้องการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับปัญหาที่ว่า การไม่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลในกรณีที่เป็นรัฐบาลผสมนั้น ทางแก้ในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยกำหนดในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่า หากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว ตลอดสมัยอายุของสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นจะเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดไม่ได้ ในทางกลับกัน หากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดสังกัดพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว  ตลอดสมัยอายุของสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นจะลาออกจากสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทอิสระไม่ได้ หรือจะย้ายพรรคการเมืองก็ไม่ได้เช่นกัน หรือเท่ากับว่าการลาออกจากสมาชิกของพรรคการเมืองมีผลให้ผู้นั้นต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญต้องมีบทบัญญัติเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่อง “เผด็จการทางรัฐสภา” ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550  มาตรา 111 กำหนดให้วุฒิสภาประกอบไปด้วยสมาชิก 2  ประเภท จำนวน 150 คน  ประเภทแรก มีที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดจังหวัดละหนึ่งคน  และประเภทที่สอง มาจากการสรรหาเท่ากับจำนวนรวมทั้งหมดหักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง  ปัจจุบันจึงมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน รวม 76 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง ส่วนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 74 คน โดยมี “คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา” ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ตำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวน 1 คน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวน 1 คน  เป็นผู้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรวบรวมมาจากการเสนอชื่อขององค์กรใน ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่น ๆ  ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า การออกแบบเกี่ยวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาว่าเป็นอย่างไร จะมาจากการแต่งตั้ง หรือมาจากการเลือกตั้ง หรือแบบผสมนั้น ต้องพิจารณาถึงบทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยว่า จะออกแบบให้วุฒิสภามีบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างไร จะให้มีบทบาทเป็น “สภาพี่เลี้ยง” หรือเป็น “สภาตรวจสอบ”  โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540  ต้องการให้วุฒิสภามีบทบาทเป็น “สภาตรวจสอบ” จึงกำหนดที่มาของวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้  มาจากอิทธิพลของแนวคิด “ระบบรัฐสภาที่ทำให้มีเหตุผลขึ้น” (Rationalized Parliamentary System)ที่เห็นว่า ระบบรัฐสภาที่มีกลไกการตรวจสอบซึ่งกันและกันซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “ระบบรัฐสภาแบบอำนาจคู่” (dualist)  ได้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนให้กลไกถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารแปรเปลี่ยนมาเป็น “ระบบรัฐสภาแบบอำนาจเดี่ยว” (monist) ซึ่งประเทศประชาธิปไตยตะวันตกที่ใช้ระบบการปกครองแบบรัฐสภานั้น ได้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญวางระบบความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างองค์กรในทางการเมืองเสียใหม่ให้มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรในทางการเมือง    ที่มีประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตในทางสังคมและในทางการเมืองของประเทศเหล่านั้นได้   ดังนั้น วุฒิสภาจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ออกแบบไว้เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยเห็นว่า หากจะกำหนดวุฒิสภาเป็น “สภาตรวจสอบ” ก็ต้องกำหนดที่มาให้เชื่อมโยงโดยตรงกับประชาชนโดยให้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540  แต่ในเมื่อปัจจุบันยังไม่สามารถหาวิธีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ปลอดจากการแทรกแซงหรือปลอดจากอิทธิพลของพรรคการเมืองได้ดีเท่าที่ควร ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดให้วุฒิสภาเป็น “สภาตรวจสอบ” ประกอบกับประสบการณ์ที่ผ่านมากลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมืองอื่น เช่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือ องค์กรศาล  ก็สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว  ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเห็นควรกำหนดบทบาทของวุฒิสภาให้เป็นเพียง “สภาพี่เลี้ยง” เหมือนในอดีต ซึ่งการกำหนดบทบาทเช่นนี้ ก็หมายความว่า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)กำหนดจำนวนสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวน 120 คน มาจากการสรรหา 2 ชั้น ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก)การสรรหาชั้นแรก เพื่อให้ได้บุคคลที่จะได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 600 คน โดยการคัดเลือกกันเองจากผู้แทนองค์กร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.1) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 75 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.2) ผู้แทนสมาคมข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจ จำนวน 75 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.3) ผู้แทนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชน จำนวน 15 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.4) ผู้แทนสภาวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร นักบัญชี เป็นต้น จำนวน 100 คน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.5) ผู้แทนสถาบันภาคการผลิต ประกอบด้วย ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และผู้แทนชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด  จำนวน 80   คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.6)  ผู้แทนสหภาพแรงงาน จำนวน  25  คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ก.7) ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ดำเนินการโดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน จำนวน 230 คน ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละด้าน จากองค์กรภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์หลัก ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ด้านการพัฒนาชุมชนชนบท การพัฒนาชุมชนเมือง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการเกษตรทางเลือก หรือการจัดการเทคโนโลยีที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ด้านการพัฒนาชีวิตของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์ หรือผู้ป่วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิของผู้บริโภค การส่งเสริมประชาธิปไตย หรือการพัฒนาแรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ด้านการสาธารณสุข การศึกษา หรือศิลปวัฒนธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการด้านหนังสือพิมพ์ ด้านวิทยุกระจายเสียงและด้านวิทยุโทรทัศน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ข) การสรรหาชั้นที่สอง โดย “คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา” ทำการคัดเลือกบุคคลที่ผ่านการสรรหามาแล้วในชั้นแรกจำนวน 600 คน ให้ได้สมาชิกวุฒิสภาตามสัดส่วน  ในแต่ละกลุ่มให้เหลือเพียงจำนวน 120 คน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา โดย “คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา”  มีองค์ประกอบดังนี้ (1) ประธานสภาผู้แทนราษฎร (2) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร(3) นายกรัฐมนตรี (4) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  (5) ประธานศาลฎีกา (6) ประธานศาลปกครองสูงสุด          (7) ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (8) ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (9) ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (10) ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (11) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  (12) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และ(13) อัยการสูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งในสถาบันนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ รวมถึง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 กำหนดตำแหน่งไว้ทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ กรรมการโดยส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งที่ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ยกเว้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่อาจสังกัดพรรคการเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามข้อเสนอที่กำหนดจำนวนสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนเพียง 120 คน ถือว่าน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 500 คน เมื่อรวมกันเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว มีจำนวน 620 คน  ประเด็นนี้ จะมีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนเสียงลงมติในกรณีที่ต้องประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันของทั้งสองสภาหรือไม่  คณะผู้วิจัยเห็นว่า มีข้อน่ากังวลอยู่ในประเด็นเดียวคือกรณีการพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนเกินกว่า 310 คะแนนเสียงแล้ว เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็อาจสามารถแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ อย่างไรก็ดีในประเด็นนี้ ต้องยอมรับและเคารพในเสียงข้างมากของผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่มีทางแก้ไข เพื่อมิให้เสียงข้างมากของผู้แทนราษฎรใช้เสียงข้างมากที่มีอยู่โดยไม่สนใจฟังเสียงประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ในกรณีที่มีการเสนอแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ต้องจัดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติว่าจะรับรองการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกเหนือจากเรื่ององค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 คณะผู้วิจัยเห็นควรยกเลิกอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเกี่ยวกับการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 มาตรา 270 ได้กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ประธานศาลปกครองสูงสุด  หรืออัยการสูงสุด  ทั้งนี้ ควรให้องค์กรอื่นที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดหรือมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาทำหน้าที่นี้แทน เพราะการพิจารณาถอดถอนตามมาตรา 270 เป็นมาตรการทางการเมือง เพียงแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลเท่านั้น วุฒิสภาก็สามารถพิจารณาชี้ขาดโดยการลงมติว่าให้ผู้ถูกชี้มูลถูกถอดถอนหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบโดยมาตรการทางกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลและส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาแล้ว ในมูลเดียวกันนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องส่งเรื่องเดียวกันนี้ให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลอื่นที่มีเขตอำนาจ ดังนั้น การยกเลิกอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ของวุฒิสภาก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ  สำหรับกรณีทางปฏิบัติจริงในการพิจารณาลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่กรณีการตรวจสอบทางกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาลงโทษต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำการผิดกฎหมายแล้ว  ส่วนอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและศาลนั้น ผู้เขียนเห็นว่า ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาอยู่ต่อไป เพราะหากมีการออกแบบในเรื่องที่มาและมีวิธีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ได้มาซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองแล้ว วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาดังกล่าวนี้ก็จะทำหน้าที่เลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและศาลได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพิจารณาวิธีการได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแล้ว มีรัฐธรรมนูญ จำนวน 6 ฉบับ ที่ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2489  รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2492  รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2495 รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2511  รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 และรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2534 และมีรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 ฉบับ ที่กำหนดวิธีการได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าต้องมาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540   และรัฐธรรมนูญฉบับปี  พ.ศ. 2550 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2475 กล่าวคือ คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกอย่างน้อยสิบสี่นาย อย่างมากยี่สิบสี่นาย  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกสิบสี่นายต้องเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2517 กล่าวคือ คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอีกไม่เกินสามสิบคน และรัฐมนตรีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมด จะต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  &lt;br /&gt;
ส่วนรัฐธรรมนูญที่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2511  และรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540  นั้นก็หมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ไม่มีบทบัญญัติห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนปี พ.ศ. 2540 ไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไว้ แต่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติว่า ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณีเป็นผู้นำรายชื่อของบุคคลที่มีเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี กราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ได้กำหนดกระบวนการสรรหาเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีว่าต้องมีการลงมติเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
กรณีที่รัฐธรรมนูญในอดีตกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ร่างขึ้นภายหลังการรัฐประหาร บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจของผู้ทำการรัฐประหารหรือมีการแทรกแซงทางการเมืองของทหารได้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2521 ไม่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีบทเฉพาะกาลเป็นเวลา 4 ปี ให้ข้าราชการประจำสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกได้ และกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และกำหนดบทเฉพาะกาลให้นายกรัฐมนตรีตามธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร  พ.ศ. 2520 มีอำนาจเสนอชื่อบุคคลตามที่ตนเห็นสมควรให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2521 เพื่อให้ประธานรัฐสภาเสนอชื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี และภายในสี่ปีแรกตามบทเฉพาะกาล ให้วุฒิสภามีอำนาจควบคุมรัฐบาลได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล เป็นต้น  สำหรับกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นหรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรืออีกนัยหนึ่งคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งนั้น  เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2517 ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลใช้บังคับในช่วงเวลาไม่นานนัก เนื่องจากมีการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ. 2519 และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) พ.ศ. 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่พรรคการเมืองก็สนับสนุนบุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรีที่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2523 – พ.ศ. 2531 ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ &lt;br /&gt;
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปแม้ว่าพรรคการเมืองในขณะนั้นยังให้การสนับสนุนคือมีกระแสเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งต่อมามีการสืบทอดอำนาจโดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2534  โดยการไม่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี พ.ศ. 2535 จนนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2535  กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง (ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) และตั้งแต่นั้นมารัฐธรรมนูญก็กำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ยากที่จะเสนอเรื่องการกำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (ไม่ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) แล้วจะได้รับการยอมรับจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว การเสนอบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นไปในลักษณะของรัฐบาลผสม เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมากในสภาได้ ทั้งนี้เป็นเพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยยังยึดติดกับตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมากกว่าพรรคหรือนโยบายพรรค ดังนั้น พรรคการเมืองต่าง ๆ  จึงพยายามที่จะควานหาบรรดาคนที่มีบารมีในท้องถิ่นต่าง ๆ มาเป็นผู้สมัครในนามของพรรคของตน จึงเกิดปรากฏการณ์พรรคการเมืองวิ่งแย่งผู้สมัครที่มีศักยภาพ มากกว่าผู้สมัครวิ่งเข้าพรรค และเมื่อไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงข้างมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงทำให้พรรคที่พอจะมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่น ๆ ต้องร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นในการจัดตั้งรัฐบาล และต้องแบ่งสรรปันส่วน ตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่มีเสถียรภาพเพราะต้องคอยระแวดระวังพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเองก็ขาดประสิทธิภาพหรือขาดภาวะความเป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน  เพราะต้องคอยประนีประนอมหรือจัดการกับการต่อรองจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ สุดท้ายแล้ว ไม่มีผลงานของรัฐบาลที่โดดเด่นเห็นชัด อันเนื่องมาจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่อยากจะให้ผลความสำเร็จตกอยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยพยายามปัดแข้งปัดขาพรรคแกนนำตลอดเวลา ซึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความศรัทธาของประชาชนในการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการที่กลุ่มทหารอ้างความชอบธรรมเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยการทำรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลผสมที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล เกิดการต่อรองในทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลหรือเกิดปัญหาความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลทำให้ต้องมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะครบวาระหรือไม่ก็มีการทำรัฐประหาร&lt;br /&gt;
ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้มาตรการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ดังนี้  (1)  การเสริมสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรคในสภา โดยการกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน และกำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง  รวมถึงการส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรค โดยกำหนดให้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (2) การเพิ่มภาวะความเป็นผู้นำให้แก่นายกรัฐมนตรี โดยการกำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและลงคะแนนโดยเปิดเผย   และการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทำได้ยากกว่ากรณีการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี และต้องมีการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาด้วย  (3) การแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารโดยการห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน โดยมาตรการนี้จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามแนวทางของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีซึ่งตนหรือพรรคการเมืองที่ตนสมัครใจเข้าร่วมด้วย เพราะหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีหรือให้รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่ง บุคคลดังกล่าวก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เหมือนเช่นในอดีต  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางปฏิบัติของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เมื่อมีการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อให้เกิดพรรครัฐบาลเป็นพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทยรักไทยไม่ได้มีเสียงข้างมาก แต่ต่อมาได้มีการยุบรวมพรรคการเมืองอื่นซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรคไทยรักไทยมีเสียงข้างมาก และเมื่อรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ทำให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนมากกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อมา พรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวซึ่งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด และได้จัดตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งการมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนเป็นจำนวนมากดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก ไม่ถูกตรวจสอบจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านไม่สามารถเข้าชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึงจำนวน 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้  &lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุป การปกครองในระบอบรัฐสภาของไทยก่อนการใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี พ.ศ.2540 “ฝ่ายบริหารมีปัญหาในเรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาลอันเป็นปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาทางการเมือง”  และการปกครองในระบอบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ส่งผลให้เกิดปัญหาในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ “ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพมาก รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่เหมาะสม 	มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1) การยกเลิกบทบังคับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง &lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยไม่เห็นด้วยกับการเสริมสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรคในสภาตามแนวทางของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540  ที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ต้องสังกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน” และกำหนดให้ “สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง” และ “การส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรค”  โดยคณะผู้วิจัยเห็นว่า ยังมีมาตรการอื่นที่สามารถเสริมสร้างความมีเสถียรภาพความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลได้ จึงไม่ควรจำกัดสิทธิการได้เป็นผู้แทนราษฎรในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนเสียงในสัดส่วนที่สูงพอที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนราษฎร และเสนอให้ยกเลิกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกัน “ระบบเผด็จการของผู้บริหารพรรคการเมือง” สำหรับปัญหาที่ว่า การไม่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลในกรณีที่เป็นรัฐบาลผสมนั้น ทางแก้ในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยกำหนดในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่า หากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว ตลอดสมัยอายุของสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นจะเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดไม่ได้ ในทางกลับกัน                      หากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดสังกัดพรรคการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว  ตลอดสมัยอายุของสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นจะลาออกจากสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทอิสระไม่ได้ หรือจะย้ายพรรคการเมืองก็ไม่ได้เช่นกัน หรือเท่ากับว่าการลาออกจากสมาชิกของพรรคการเมืองมีผลให้ผู้นั้นต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญต้องมีบทบัญญัติเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่อง “เผด็จการทางรัฐสภา” ด้วย &lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ เปิดโอกาสให้บุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองมีโอกาสได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่อาจใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมือง ในกรณีที่เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองให้การยอมรับ แทนที่จะเรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานโดยอ้างประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า พัฒนาการและการเรียนรู้รับรู้ในทางการเมืองของไทยที่ผ่านมาไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) ดังนั้น ข้อเสนอดังกล่าวนี้  จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่อาจใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (2)  การเพิ่มภาวะความเป็นผู้นำให้แก่นายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยเห็นด้วยกับการกำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 แต่ไม่เห็นด้วยกับการห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปี เพราะว่า หากนายกรัฐมนตรีเลือกวิธีการยุบสภาหรือลาออกจากตำแหน่งก่อนใกล้ครบวาระแปดปี  การห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีตามรัฐธรรมนูญย่อมไร้ผล และยังมีข้อด้อยอีกประการหนึ่งคือ ในทางปฏิบัติทางการเมืองของพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาไทย พรรคใดที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดจะเป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลโดยหัวหน้าพรรคได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี การห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีตามรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้หัวหน้าพรรคการเมืองไม่อาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป การให้บุคคลอื่นในพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมเป็นการขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติ ทำให้ได้รับคะแนนเสียงการสนับสนุนในรัฐสภาในฐานะรัฐบาลน้อยลง นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลได้&lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ซึ่งยากกว่ากรณีการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างภาวะผู้นำให้แก่นายกรัฐมนตรีโดยให้นายกรัฐมนตรีมีฐานะเหนือกว่ารัฐมนตรีอื่น  แต่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550  แม้ว่าในอดีตเมื่อมีการลงมติในญัตติ                    การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีทุกครั้ง   ซึ่งเป็นการพิจารณาตัดสินใจโดยเสียงข้างมากในระบบรัฐสภาเพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการต่อไปได้  แต่การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีถือว่าเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอข้อมูล วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหารให้ประชาชนได้รับทราบ และเป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้ในทางการเมืองให้กับประชาชน หากฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนไม่มีโอกาสทำหน้าที่นี้แล้ว ก็ต้องหวังพึ่งองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอื่นๆ ซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง และการเมืองในระบบรัฐสภาแบบตัวแทนนั้น หากตัวแทนในรัฐสภาไม่มีช่องทางในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ก็จะทำให้กลุ่มประชาชนหรือการเมืองภาคประชาชนจะทำการกดดันเรียกร้องหรือต่อต้านฝ่ายบริหารหรือการสร้างความวุ่นวายในทางการเมืองเพื่อให้กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้เช่นกัน โดยอ้างความชอบธรรมของการดำเนินการได้ว่า การเมืองในระบบตัวแทนไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้กลไกการตรวจสอบของการเมืองในระบบตัวแทนสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้&lt;br /&gt;
(3) การแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารโดยการห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะผู้วิจัยเห็นด้วยกับการแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารโดยการห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกันเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540  กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรการนี้เป็นการสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพให้แก่รัฐบาล จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามแนวทางของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นรัฐบาลผสม จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อรองกับนายกรัฐมนตรีได้น้อยลง เพราะหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีหรือให้รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่ง บุคคลดังกล่าวก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เหมือนเช่นในอดีต ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อมาคือจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากเกินไปจนไม่รับฟังเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่า  นายกรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจมากเกินไป  แม้ข้อเสนอนี้จะเหมือนกับมาตรการสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพให้แก่รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ก็ตาม แต่ก็มีความแตกต่างกันที่นายกรัฐมนตรีตามข้อเสนอนี้จะถูกตรวจสอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ง่ายกว่าที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 นั้นก็หมายความว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลยังมีโอกาสลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หากมีการเสนอญัตติดังกล่าวแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจจากองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจอื่นๆ อีก&lt;br /&gt;
สำหรับประเด็นเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี คณะผู้วิจัยเห็นด้วยกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550  มีอยู่เรื่องเดียวที่คณะผู้วิจัยเห็นว่าสมควรปรับปรุงแก้ไข คือ เรื่องการเสนอขอความเห็นชอบหนังสือสัญญาต่อรัฐสภา  โดยการกำหนดความชัดเจนของหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และกำหนดขั้นตอนหรือกระบวนการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้สามารถปฏิบัติได้จริงและให้สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับข้อสรุปที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การปกครองในระบอบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540“ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพมาก รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นั้น เป็นคำกล่าวที่มีข้อเท็จจริงในทางการเมืองรองรับ และผู้เขียนเห็นว่า “มาตรการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล” ตามแนวคิดเรื่อง “ระบบรัฐสภาที่ทำให้มีเหตุผลขึ้น” (Rationalized Parliamentary System)  นั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน “โครงสร้างขององค์กรของรัฐสภา และปรับปรุงระบบความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจในทางการเมืองของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ” ให้สอดคล้องกับสังคมวิทยาการเมืองของไทย แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้มี “มาตรการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล” อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้การปกครองในระบบรัฐสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จะต้องมี “การปรับปรุงให้มีองค์กรอื่นมาทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบในทางการเมือง” มาตรวจสอบฝ่ายบริหารนอกเหนือจากรัฐสภาด้วย&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Ekkachais</name></author>
	</entry>
</feed>