<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Adminkpi</id>
	<title>ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.kpi.ac.th/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Adminkpi"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Adminkpi"/>
	<updated>2026-04-14T20:42:11Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.42.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16529</id>
		<title>ชาวเน็ต (Netizen)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16529"/>
		<updated>2026-04-10T03:50:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร =&lt;br /&gt;
“ชาวเน็ต” เป็นคำภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า Netizen ซึ่งแม้พจนานุกรมฉบับภาษาไทยจะไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ชาวเน็ต” เอาไว้อย่างชัดเจน แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายฉบับให้ความหมายของ คำว่า Netizen ตรงกันว่าหมายถึงผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ  การแสดงความคิดเห็น การโพส์ต การแชร์ การติดตาม และการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น (Cambridge Dictionary, n.d.; Merriam-Webster, n.d.) ในแง่นี้ ชาวเน็ต (Netizen) จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกออนไลน์อีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลจาก Oxford English Dictionary ระบุว่าจากหลักฐานที่สืบค้นไปได้ไกลที่สุดพบว่า Netizen  เป็นคำที่เริ่มปรากฎเมื่อปี 1984 ในกลุ่มสนทนาเฉพาะ newsgroup บนระบบกระดานข่าวออนไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มอย่าง Usenet (Unix User Network) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนระบบ World Wide Web โดยงานชิ้นแรก ๆ ที่กล่าวถึง Netizen อย่างเป็นระบบ ก็คืองานของ Michael Hauben และ Ronda Hauben (1997) ในงานเรื่อง Netizens: On the History and Impact of Usenet and the Internet ซึ่งมุ่งสำรวจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (user) ที่เป็นมากกว่าผู้บริโภคแต่เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในโลกออนไลน์ ผู้ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต  เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมอันมีส่วนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจากรากหญ้าได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นแนวคิดเรื่องชุมชนในคอมพิวเตอร์ ริเริ่มเสนอโดย Licklider หรือ Joseph Carl Robnett Licklider นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี  1968 โดย Licklider มีความฝันเรื่องการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในโครงการ ARPANET อันเป็นต้นแบบโดยตรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เขามองว่าการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเป็นมากกว่ารูปแบบการประมวลผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มันจะกลายเป็นชุมชนคอมพิวเตอร์ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแบ่งปันความคิดผ่านระบบออนไลน์ (Michael Hauben, 1997; Waldrop, M. M., 2001) ทว่าในเวลานั้นยังไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำว่า Netizen กระทั่ง Michael Hauben เป็นผู้คิดคำว่า “Netizen” ขึ้นจากสองคำประกอบกัน คือ “Net” และ “Citizen” เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทว่าไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น  แต่ Netizen ในความเข้าใจของ Michael Hauben คือผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการใช้อินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์บางประการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แบ่งปันความรู้และแนวคิด สนับสนุนการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน สร้างชุมชนออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือออนไลน์ร่วมกัน เป็นต้น กล่าวคือ คุณลักษณะของ Netizen ในความคิดของ Michael Hauben นั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้ามาบริโภคเนื้อหาในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด แสดงความคิดเห็น อภิปราย เข้าร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ อาทิ สนทนา ส่งรายชื่อ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ตลอดจน รับผิดชอบต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของเนื้อหา และวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะสำคัญของ ชาวเน็ต (Netizen) ตามความคิดของ Michael Hauben พึงมีลักษณะดังนี้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นหรือบริโภคเนื้อหาออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโพสต์ การมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนหรือต่อต้านแนวคิดต่าง ๆ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนออนไลน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ปฏิบัติต่อผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตเสมือนปฏิบัติต่อผู้คนในพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือ ยึดมั่นในความยุติธรรม เคารพต่อบทสนทนา และมีสำนึกสาธารณะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) สนับสนุนเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีและเปิดกว้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เคารพเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) สนับสนุนการกระจายอำนาจและต่อต้านการควบคุมการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ และ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) สนับสนุนจริยธรรมประชาธิปไตยในโลกออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ Michael Hauben เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่ผู้เข้าใช้งานสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและการพัฒนาได้ โดยมีชาวเน็ตเป็นผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการใช้ดูแลและใช้ทรัพยากรดิจิทัลเหล่านั้นไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิ สื่อสารเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ แบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูล อันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ ซึ่งหากชาวเน็ตร่วมแรงร่วมใจกันในการนำเสนอข่าวสารที่ดี ที่เป็นจริง และมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามหรือติดตามประเด็นเชิงนโยบาย อย่างสร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตจะสามารถเป็นชุมชนระดับโลกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงชาวเน็ต ได้มีการคาดการณ์ถึงบทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อสังคมโลกไว้เช่นกัน โดยงานที่โดดเด่นคือ งานของ Marshall McLuhan (1964) ที่เสนอมุมมองว่าการพัฒนาขึ้นมาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะทลายกำแพงทางด้านระยะทางและระยะเวลาลงไป ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ได้เกือบจะทันที ราวกับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน กล่าวคือการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเพียง “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ผู้คนแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกก็ยังสามารถมีสำนึกร่วมกันได้ผ่านการสื่อสารกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามเวลาและสถานที่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันและกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้ไม่ได้เน้นศึกษาไปที่บทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่ากับมุ่งศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกายภาพของโลกและความคิดของผู้คนอย่างไร ทำให้งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเทคโนโลยีกำหนดมากจนเกินไป กระทั่งไม่มีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาแสดงบทบาทมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดของเขาก็ยังคงทรงพลังในการศึกษาทำความเข้าใจบทบาทของอินเทอร์เน็ตและกระบวนการโลกาภิวัฒน์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและตัวตนของผู้คนจวบจนปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ของ Jürgen Habermas (1989) นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพื้นที่สาธารณะกับการส่งเสริมประชาธิปไตย Jürgen Habermas เชื่อว่าการมีพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถมารวมตัวกันเพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในที่นี้ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่มีรากฐานมาจากการสนทนา โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ก็คือพื้นที่สาธารณะนั้นจะต้องเป็นอิสระไม่ถูกยึดครองโดยกลไกของรัฐหรือกลไกตลาด ในแง่นี้สื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต จึงมีบทบาทแตกต่างออกไปจากสื่อเก่าและดูจะส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยงานช่วงหลังของเขาได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย โดยเขายอมรับถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ ในแง่ของการส่งเสริมให้เกิดการเปล่งเสียงจากผู้คนจำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์สามารถเข้าถึงมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถก่อตั้งกลุ่มเพื่อท้าทายกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มอำนาจเก่าได้ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม งานของ Jürgen Habermas ก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่บทบาทของสื่อดิจิทัลในการพัฒนาประชาธิปไตยในฐานะของพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ยังไม่ได้มุ่งอธิบายไปที่บทบาทของผู้คนที่จะใช้สื่อดิจิทัลไปเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากนัก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา แต่งานของเขาก็ช่วยให้เข้าใจและยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะนั้นช่วยส่งเสริมอิทธิพลของชาวเน็ตเหนือประเด็นทางสังคมและการเมืองในบางเรื่องได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Manuel Castel (1996) เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า บนโลกดิจิทัล ชาวเน็ตสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ งานของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านเครือข่ายและประชาธิปไตยดิจิทัล Manuel Castell มุ่งสำรวจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก อันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ของผู้คน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง เช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (The Arab Spring) และ Occupy Wall Street เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของชาวเน็ตที่โดดเด่นในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตหลายประการที่เป็นผลดีต่อการแสดงออกและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามเวลาและสถานที่แล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปกปิดตัวตน (Anonymity) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ก้าวข้ามเพศสภาพ อายุ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปราบปราม ทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น Lokman Tsui (2005) ชี้ให้เห็นว่าการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์สามารถปกป้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแสดงออกทางประชาธิปไตยในรัฐเผด็จการได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Helen Nissenbaum (1999) ที่เชื่อว่าการไม่เปิดเผยตัวตนคือเกราะป้องกันการอภิปรายในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังมีฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นในการเสวนาได้ (User Generated Content) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับสารเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้คนสามารถเป็นผู้ส่งสารของตนเองออกไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยที่สารเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจคัดกรองของบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่เช่นการสื่อสารในแบบเดิม ซึ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารสองทางให้มากขึ้น (McNair, B.; 2017) ทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Castells, M., 2012) ซึ่งนำไปสู่การระดมพลทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า Netizen หรือ ชาวเน็ต คือ ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างกระตือรือร้น  และเรียนรู้ที่จะใช้คุณลักษณะของโลกออนไลน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจของตนเอง  หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการของตน มิใช่เพียงผู้เข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อรับสารหรือค้นหาข้อมูลโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด ในทางกลับกันชาวเน็ตคือผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตและพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโลกออนไลน์กับข้อมูลเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซึ่งมีได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ การกดสัญลักษณ์เพื่อแสดงความรู้สึกต่อข้อมูล การส่งต่อข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การนำเข้าชุดข้อมูลลักษณะต่าง ๆ สู่ระบบออนไลน์ การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ รวมไปถึงการใช้พื้นที่ชุมชนออนไลน์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ชาวเน็ตจึงไม่ใช่ผู้ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในลักษณะของผู้รับสาร (passive receiver) เท่านั้น ในแง่หนึ่งชาวเน็ตจึงมีลักษณะคล้ายกับพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (active citizen) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประชาธิปไตยได้  ส่งผลให้ปัจจุบันคุณลักษณะของ “พลเมืองในโลกดิจิทัล” หรือ Digital Citizen ได้รับการกล่าวถึงและได้รับความสนใจศึกษามากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตกับการพัฒนาประชาธิปไตย (เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Netizen) =&lt;br /&gt;
สืบเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง  ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การติดตามข่าวสาร การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการรับบริการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับ ระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ผู้ใช้งาน (user) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ ระบบได้อย่างหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และสามารถนำเข้าข้อมูลดิจิทัลสู่ระบบออนไลน์ด้วยตนเองตามที่สนใจ ทั้งยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากกว่าสื่อเดิมอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุ ที่ผู้ผลิตเนื้อหามีอยู่จำกัดและโดยมากมักเป็นภาครัฐกับนายทุน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลโดยตรงต่อกระแสสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งการเมือง มีหลายกรณีที่พบว่าชาวเน็ต (Netizens) ใช้ประชาคมออนไลน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปมีบทบาท ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสังคม นโยบาย ตลอดจนโครงสร้างทางการเมือง ยกตัวอย่าวเช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของชาวเน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงจากนักวิชาการและผู้คนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนรวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ก่อนนำไปสู่การประท้วงในหลายเมืองของกลุ่มประเทศอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียกับเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) จากการที่พ่อค้ารายหนึ่งจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกภาพไว้และแพร่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ที่ขยายตัวออกไปสู่หลายประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างประเทศอียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ในเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่นาน เพื่อขับไล่ผู้นำและรัฐบาลเผด็จการ แม้ท้ายที่สุดแล้วการลุกฮือดังกล่าวจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่บางประเทศอย่าง ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน กลับต้องเผชิญกับสภาวะสงครามการเมือง การแย่งชิงอำนาจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Lynch, M., 2013) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายเหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ Occupy Wall Street (OWS) เพื่อประท้วงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2011 (Adam Volle, n.d.) ทั้งยังส่งผลให้สังคมหันมาให้ความสนใจศึกษาโซเชียลมีเดียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ดังปรากฎว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชิ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และนับจากนั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียโดยหวังผลให้เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองบางประการก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป (Castel, M., 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทยการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย เริ่มปรากฎชัดเจนประมาณ พ.ศ. 2553 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มมีการรายงานข่าวผ่านสื่อทางเลือกต่างๆ อาทิ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ต่อมาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารใน พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสื่อกระแสหลัก  จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ Facebook, Twitter, และ YouTube ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐก็คือเหตุการณ์ Single Gateway ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งในเวลานั้นเป็นแผนของรัฐบาลซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะรวมช่องทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้เหลือช่องทางเดียว (Single Gateway) เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบการเข้าถึง “เนื้อหาที่เป็นภัย” เพื่อความมั่นคงของชาติได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ชาวเน็ตไทยจำนวนมากร่วมกันต่อต้านผ่านการติดแฮชแท็ก #SingleGateway ต่อท้ายความเห็นของพวกตน และรณรงค์บน Change.org เนื่องจากเกรงว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกทางการเมือง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ช้าลง จากแรงต้านดังกล่าวแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบาย Single Gateway  อย่างเป็นทางการ ทว่าดูเหมือนนโยบายดังกล่าวก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองแบบดาวกระจาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob หรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้น ไม่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มในเวลานั้นนำมาปรับใช้เพื่อ ท้าทายกับรัฐบาลทหารที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้วิธีการระดมผู้คนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ท้ายที่สุดการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมการเมือง ทว่าก็มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาย่อย ๆ ในเรื่องทรงผมนักเรียนในเวลาต่อมา (ศุทธิกานต์ มีจั่น, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นชาวเน็ตไทยยังมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกันในกรณีของ George Floyd ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทั่งเสียชีวิตผ่านการติดแฮชแท็ก #black life matter และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรชานมเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยมของประเทศในแถบภูมิภาคเอเซียผ่าน #MilkTeaAlliance โดยชาวเน็ตไทยยังใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแฮชแท็ก (#) ดังกล่าว  เพื่อสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไปยังโลกผ่าน #WhatsHappeningInThailand อีกด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว #MilkTeaAlliance ของประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียบวกัน อย่างประเทศฮ่องกง และเมียนมาร์ ซึ่งมีการติด #WhatsHappeningInHongKong และ #WhatsHappeningInMyanmar เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทย มีเว็บไซต์ที่ชือว่า Thai Netizen Network เกิดขึ้น โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิทางดิจิทัลและเสรีภาพพลเมือง ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเติบโต มาจากกลุ่มพลเมืองเน็ตที่กังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จำกัดในช่วงหลังการรัฐประหาร ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “มูลนิธิอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง” ในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยที่ผ่านมาทำกิจกรรมอาทิ รายงานสถานการณ์ประจำปีเกี่ยวกับเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมออนไลน์ในประเทศไทย ข้อมูลประกอบรายงานของ ภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศไทย และจัดเวิร์กช็อปด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับ ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักรณรงค์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้าน Single Gateway โดยเชิญชวนให้ผู้คนร่วมลงชื่อของท่านผ่านทาง Change.org เพื่อที่จะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวผ่าน X ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Thai Netizen Network .jpg|none|thumb|300x300px]]&lt;br /&gt;
อิทธิพลของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่สำนักข่าวจะนำเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ อภิปรายกันในโลกออนไลน์ ผ่านการติดแฮชแท็ก (#) ต่าง ๆ ที่กลายเป็นกระแส มากล่าวถึงในรายการข่าวด้วย นอกจากนั้น บทบาทของชาวเน็ตยังปรากฎในรูปแบบของเว็บเพจในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เน้นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เปิดโปงข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ เว็บเพจแหม่มโพธิ์ดำ เว็บเพจ Drama-addict เว็บเพจ CSI LA เว็บเพจอีจัน เว็บเพจต้องแฉ (Must Share) และเว็บเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเว็บเพจเหล่านี้ มักนำเสนอข่าวสารและประเด็นสังคมในรูปแบบที่มีอารมณ์ขัน พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก กระทั่งกลายเป็นชุมชนทางการเมืองของภาคประชาชนที่พวกเขาจะส่งข้อมูลข่าวสารหากัน และหลายครั้งเว็บเพจสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็มีบทบาทในการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม รวมไปถึงเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่โปร่งใสในสังคมไทยซึ่งนำไปสู่การจับผิดและคลี่คลายหลายประเด็นลงได้ อาทิ โครงการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ซึ่งนำเสนอพิรุธโดยเว็บเพจต้องแฉ (Must Share) ภายหลังจากประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเพจเกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟประติมากรรมกินรีในพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพจจึงได้รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่เรื่องราว ทำให้สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กรณีอ้างคุณวุฒิปริญญาเอกจาก “California City University” ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรับรองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบจากประชาชนและเว็บเพจ CSI LA เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตว่าไม่ใช่เพียง “ผู้รับสาร” หรือเป็นเพียงผู้เสพสื่ออีกต่อไปแต่ชาวเน็ตกำลังกลายเป็น “ผู้ร่วมผลิตสาร” (co-producer of information) กลุ่มสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการรายงานและขับเคลื่อนสังคมในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ในแง่นี้บทบาทของชาวเน็ต  โดยการสนับสนุนของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ข้อพึงระวังในการแสดงออกของ “ชาวเน็ต” =&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์การรวมตัวกันของผู้คนในโลกออนไลน์สู่โลกเสมือนจริงที่กำลังเติบโตขึ้น อย่างกว้างขวางนั้น ในมุมหนึ่งนับเป็นผลดีในแง่ของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกทางการเมือง  ในการมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเมืองให้โปร่งใส เป็นธรรม  เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าแม้ชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่การมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ของชาวเน็ตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดสภาวะ “นักคลิ๊ก” (Clicktivism) หรือ เกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นเพียงการเข้าร่วม เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือโพสต์แฮชแท็ก โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง (Morozov, E., 2009) ขณะที่ ชาวเน็ตส่วนมากยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลหรือเข้าใจประเด็นอย่างรอบด้าน กระทั่ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ทัวร์ลง” คนผิดหรือแม้กระทั่งผิดคน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้นั้นได้ เช่น กรณีที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์คลิปชายหนุ่มรองเท้าขาดเป็นรูว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามคำเตือนของอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) รายหนึ่ง ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริงโดยขาดการตรวจสอบข้อมูล กระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานของชายหนุ่มรายนั้น เป็นต้น (ไทยพีบีเอส, 2559) ซึ่งการแชร์ข้อมูลข่าวสารโดยขาดการตรวจสอบนั้นจะตามมาด้วยวัฒนธรรม “ล่าแม่มด” หรือการแสดงออกในการคุกคามบุคคลที่กลายเป็นกระแส กระทั่งทำให้การมีส่วนร่วมเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นอกจากนั้น ภายใต้โลกอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีเงื่อนไขหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.      ข้อมูลเท็จ (Fake News) และข่าวลวง (Misinformation) ซึ่งพบว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น เต็มไปด้วยข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือน ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้บางครั้งชาวเน็ตอาจเกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปทั้งโดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม (Tandoc, E. C., et al., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.      ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรบริโภคข้อมูลจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัลกอริธึม (algorithm) ที่เก็บประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเลือกนำเสนอข้อมูลที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในแง่หนึ่งมันช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงชุดข้อมูลที่ตนสนใจสะดวกขึ้น ทว่าอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ลดโอกาสในการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสุดโต่งทางความคิดและขาดการถกเถียงอย่างมีเหตุผลได้ (Flaxman, S., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.      การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Concerns) นับเป็นอีกปัญหาที่มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มีส่วนร่วมมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเปิดโปง ที่ต้องการมีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดโปงพฤติกรรม จึงสืบค้น ขุดคุ้ย ข้อมูลของเป้าหมายและนำมาเผยแพร่ ซึ่งบางครั้งเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว ในอีกกรณีเกิดจากการที่ผู้ใช้งานต้องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์จึงทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อทำการโฆษณาแบบเจาะจง ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศใช้ระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.      การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และวัฒนธรรมการยกเลิก (Cancel Culture) นับเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ ทว่าอิสระในการแสดงความคิดเห็น บางครั้ง หากถูกใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดยใช้อิสระเสรีนั้นในการเข้าโจมตีบุคคล กลุ่ม องค์กร โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง หรือใช้กระแสเข้ากดดันโจมตี อาจก่อให้เกิดสภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ถูกโจมตีได้ (Norris, P., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.      การเซ็นเซอร์และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของชาวเน็ต เช่น ในบางประเทศอาจมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์หรือการลงโทษผู้วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้ชาวเน็ตไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและอาจถูกควบคุมตัวรวมไปถึงจับกุมและลงโทษอันสืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.      ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มถูกจำกัด การเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในการเข้ามามีส่วนร่วม (Norris, P., 2001)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และ อาจก่อให้เกิดสถาวะกดดันจากโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ตน แสดงออกไปและความเห็นของผู้อื่นที่ตอบกลับมา ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สถาวะซึมเศร้า และนำไปสู่สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder: IAD) (Friedman, E. 2020) และท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะวิตกว่าจะ “ตกขบวน”หรือ FoMO (Fear of Missing Out) จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกออนไลน์ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด กระทั่ง ก่อเกิดเป็นวังวนของปัญหาความเครียด ปัญหาวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพได้ (Elhai, J. D., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กล่าวโดยสรุป&#039;&#039;&#039; แม้ว่าสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ได้เสมอไป เพราะแม้การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริง” ได้ ในแง่นี้แม้ว่าชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาก็เผชิญกับข้อจำกัดที่มาจากเทคโนโลยี การเมือง และพฤติกรรมของมนุษย์เอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยทั้ง  การเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล (digital literacy) และการออกแบบแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ พร้อม ๆ กับปรับกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อให้สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2559) “โลกออนไลน์ปลุกกระแส &amp;quot;เช็คก่อนแชร์&amp;quot; บทเรียนจาก &amp;quot;ชายใส่รองเท้ามีรู&amp;quot;”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/254319&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ ทองเล็ก. (2567). ภาพเก่าเล่าตำนาน : อาหรับสปริง…ยังไม่หยุดแรงกระแทก.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/article/news_4953802&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มติชนออนไลน์. (2567). เพจดัง CSI LA พาทัวร์ ‘California University’ พิสูจน์คำพูดหมอเกศกมล ชี้แค่ตึก พาณิชย์. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/social/news_4681030&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุทธิกานต์ มีจั่น. (ม.ป.ป.) เเฟลชม็อบ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เเฟลชม็อบ&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศธ.360 องศา. (2568). “ศธ. ย้ำอีกครั้ง “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับ สิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://moe360.blog/2025/03/05/cancel-hairstyle-rules/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
TNN. (2021) เปิดข้อมูลเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ต้นละ 94,000 นายก อบต.ท้าให้ตรวจสอบ.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tnnthailand.com/local/82164/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Adam Volle, (n.d.) “Occupy Wall Street”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.britannica.com/topic/Occupy-Wall-Street&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cambridge dictionary. (n.d.) “Netizen”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/netizen&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (2012). Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (1996). The rise of the network society. Oxford, UK: Blackwell Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Elhai, J. D., Levine, J. C., Dvorak, R. D., &amp;amp; Hall, B. J. (2016). Fear of missing out, need for touch,     anxiety and depression are related to problematic smartphone use. Computers in Human  Behavior, 63, 509-516.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Flaxman, S., Goel, S., &amp;amp; Rao, J. M. (2016).Filter bubbles, echo chambers, and online news  consumption. Public Opinion Quarterly, 80(S1), 298–320.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1093/poq/nfw006&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Friedman, E. (2020). Internet Addiction A Critical Psychology of Users. London: Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Habermas, J. (1989). &#039;&#039;The structural transformation of the public sphere: An inquiry into a category of bourgeois society&#039;&#039; (T. Burger &amp;amp; F. Lawrence, Trans.). MIT Press. (Original work   published 1962)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Hauben, M., &amp;amp; Hauben, R. (1997). Netizens: On the history and impact of Usenet and the Internet. Wiley-IEEE Computer Society Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.  Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McNair, B. (2017). An Introduction to Political Communication (6th ed.). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McLuhan, M. (1964) Understanding Media: The Extensions of Man. McGraw-Hill.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Merriam-Webster Dictionary. (n.d.) “Netizen”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.merriam-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; webster.com/dictionary/netizen&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Morozov, E. (2009, May 19). The brave new world of slacktivism. Foreign Policy.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://foreignpolicy.com/2009/05/19/the-brave-new-world-of-slacktivism/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nissenbaum, H. (1999). &amp;quot;The Meaning of Anonymity in an Information Age.&amp;quot; The Information  Society, 15(2), 141–144.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2023). Cancel culture: Myth or reality?. Political studies, 71(1), 145-174.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2001). Digital Divide: Civic Engagement, Information Poverty, and the Internet  Worldwide.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Oxford English Dictionary. (2003) “Netizen”.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.oed.com/dictionary/netizen_n?tab=factsheet#12355684&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tandoc, E. C., Lim, Z. W., &amp;amp; Ling, R. (2018).Defining &amp;quot;fake news&amp;quot;: A typology of scholarly  definitions. Digital Journalism, 6(2), 137–153.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1080/21670811.2017.1360143&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tsui, L. (2005). The Panopticon as the Antithesis of a Space of Freedom: Control and Regulation  of the Internet in China.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waldrop, M. Mitchell. (2001). The Dream Machine: J. C. R. Licklider and the Revolution That   Made Computing Personal. New York: Viking Penguin. p. 470. &amp;lt;nowiki&amp;gt;ISBN 978-0-670-89976-0&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;br /&gt;
[[Category:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16528</id>
		<title>พลังเยาวชน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16528"/>
		<updated>2026-04-10T03:50:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;พลังเยาวชน (Youth Power)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลังเยาวชน ได้รับความสนใจกล่าวถึงและศึกษาในฐานะพลังขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมาแล้วเป็นเวลานาน ทางด้านประชากร (demographic) เยาวชน คือ สัดส่วนที่สำคัญของกลุ่มประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในแง่นี้หากเยาวชนได้รับการส่งเสริมการศึกษาและได้รับการเสริมอำนาจให้สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม เยาวชนจะมีส่วน อย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน (Bloom et al., 2003)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชน คือ ทุนมนุษย์ (human capital) ที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทุกด้าน ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน การผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจสังคม ประกอบกับเยาวชนเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ได้ดี เนื่องด้วย อยู่ในช่วงวัยที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากที่สุด หากได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเหมาะสม เยาวชนจะกลายเป็นประชากรกลุ่มสำคัญผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ ดังนั้น การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้แก่คนกลุ่มนี้  จึงมีความสำคัญ และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวแก่สังคมในอนาคต (return on investment) ในทางจิตวิทยา เยาวชน คือกลุ่มบุคคลที่มีพลังงานสูงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง เป็นช่วงที่ระบบโดปามีน (dopamine) ทำงานสูง ซึ่งส่งผลต่อสมองของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวัยนี้ให้มีความยืดหยุ่น (plasticity) สูง สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ วิเคราะห์ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างรวดเร็ว (Steinberg, L., 2014; Erikson, E. H., 1968) เยาวชนนับเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัย “วิกฤตทางพัฒนาการ” ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มุ่งแสวงหาตัวตนและเป้าหมายในชีวิต (identity formation) ส่งผลให้คนในวัยนี้ มีความกระตือรือร้นต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความหมาย เพื่อสร้างอัตลักษณ์และแสวงหาการยอมรับจากสังคม และพร้อมที่จะลุกขึ้นท้าทายกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะยาวมากนัก Paulo Freire (1970) มองว่าเยาวชนเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ อันเป็นธรรมชาติของช่วงวัยนี้ที่มักมุ่งแสวงหาความจริงทางสังคม และมีแนวโน้มตั้งคำถามกับค่านิยมดั้งเดิมอย่างมาก สำหรับเขาแล้วเยาวชนคือกลุ่มคนที่มีพลังแห่งการตื่นรู้ (conscientization) ซึ่งหากคนกลุ่มนี้ได้รับการส่งเสริมการศึกษาให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์อย่างเหมาะสม จะทำให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้ผลิตสื่อได้ในเวลาเดียวกัน ประกอบกับ ความสามารถเรียนรู้และปรับตัวของเยาวชนต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จึงยิ่งสนับสนุนให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่สามารถมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างอัตลักษณ์และนำการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยี (Jenkins, H. et al., 2009)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายเหตุการณ์ที่พบว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีจุดตั้งต้นและขยายผลการขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชน ที่สร้างผลสะเทือนให้เกิดขึ้นในระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต (Fridays for Future) ซึ่งนำโดย Greta Thunberg เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาสวีเดนเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากการหยุดเรียนและนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดนพร้อมทั้งชูป้ายประท้วงเพียงลำพังทุกวันศุกร์ กระทั่ง ได้เปิดเว็บไซต์ Fridays for Future ขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแสวงหาแนวร่วมผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยาวชนและผู้คนที่มีมุมมองเดียวกันกว่า 150 ประเทศทั่วโลกกระทั่งนำไปสู่การประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันในกิจกรรม Global Week for Future เมื่อปี 2019 (Thunberg, G., 2019; Wahlström, M., et al.,2019; Daniel, A., et al., 2021) อีกเหตุการณ์คือการประท้วงของกลุ่มเยาวชนหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ณ เมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา ในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ขอให้มีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธปืนอย่างเข้มงวด ห้ามซื้อขายอาวุธปืนผ่านงานแสดงสินค้า และเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธปืนเป็น 21 ปี เป็นต้น นำไปสู่การเดินขบวนทั่วประเทศ และผลักดันการออกกฎหมายควบคุมอาวุธในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา (Cullen, D., 2019; Dziobak, M., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งจุดประกายการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในกลุ่มประเทศอาหรับในปี 2011 เอง ก็ได้รับอิทธิพลจากบทบาทของกลุ่มเยาวชนในฐานะผู้เร่งปฏิกิริยาการประท้วง ให้ครุกรุ่นอย่างสำคัญ กระทั่ง ปะทุออกมาผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Twitter, YouTube และบล็อกในการเผยแพร่ข้อมูล นำไปสู่การประท้วงผ่านการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง เช่น Wael Ghonim เยาวชน ชาวอียิปต์ ผู้สร้างเพจ &#039;&#039;We Are All Khaled Said&#039;&#039; ซึ่งจุดประกายการลุกฮือในกรุงไคโรและอีกหลายประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกลุ่มอาหรับ (Lynch, M., 2013) ขณะที่ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของฮ่องกงเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนในปี 2019-2020 นั้นก็นำโดยกลุ่มเยาวชนฮ่องกงเช่นกัน ซึ่งเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Telegram และ LIHKG เพื่อสื่อสาร วางแผน และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม้สุดท้ายแล้วการชุมนุมดังกล่าวจะจบลงโดยรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำเยาวชนกระทั่งทำให้องค์กรเยาวชนหลายแห่งต้องยุบตัวลงทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่คนรุ่นใหม่และจุดกระแสให้แก่อีกหลายเหตุการณ์ที่นำการขับเคลื่อนแบบไร้แกนนำ “leaderless movement” ของกลุ่มเยาวชนประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา (Cheng, E. W., et al., 2022; Sinpeng, A., 2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในปี 2563 (Youth-led Protests in Thailand 2020) เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่รับเอาอิทธิพลจากรูปแบบการชุมนุมทางการเมืองที่ไร้แกนนำของกลุ่มเยาวชนซึ่งเกิดขึ้นในประเทศฮ่องกงมาปรับใช้เพื่อแสดงจุดยืนถึงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นำไปสู่การรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศภายใต้แฮชแท็ก #ไม่ถอยไม่ทน และ #ยุบพรรคอนาคตใหม่ทำไม การชุมนุมยุติลงระยะหยึ่งเนื่องด้วยเหตุโรคระบาด COVID-19 แต่กลับมาอีกครั้งในเดือน กรกฎาคม 2563 นำโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ซึ่งขยายประเด็นการชุมนุมไปสู่ข้อเรียกร้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองอีกหลายประการ โดยการชุมนุมนั้นมีการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Twitter และ Facebook เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการรับรู้และนัดหมายการชุมนุม ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นในลักษณะ “ดาวกระจาย” ในหลายพื้นที่พร้อม ๆ กัน ในลักษณะของแฟลชม็อบ (Flash mob) โดยเป็นการรวมตัวกันในระยะเวลาอันสั้นและสลายตัวไปอย่ารวดเร็วภายหลังพูดคุยและนำเสนอประเด็นสำคัญสิ้นสุดลง (Pavin Chachavalpongpun, 2023) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรวมตัวในลักษณะดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาในการรวมตัวกันเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิทางการศึกษาในการแต่งกายซึ่งครอบคลุมเรื่องเครื่องแบบและทรงผมนักเรียนที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน (จารุวรรณ แก้วมะโน, 2566) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรวมตัวเพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาข้อเรียกร้องของนักรเยนได้รับการตอบสนองโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ตรีนุช เทียนทอง) ลงนามในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 รวมถึงออกเป็นหนังสือสั่งการแจ้งเวียนและระบุให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางแก่สถานศึกษาในการกำหนดลักษณะทรงผมตามความเหมาะสม (สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.; The Matter, 2023) โดยต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน โดยระบุว่า กฎดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (แอมนาสตี้ประเทศไทย, 2025) ส่งผลให้เวลานี้ทรงผมของนักเรียนขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงเรียนเป็นหลัก รวมไปถึงเริ่มมีการอภิปรายกันเรื่องการยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือในเวลาต่อมา (สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 2568; ไทยพีบีเอส, 2568) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง นักวิชาการที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือการปลดปล่อย (emancipation) มักให้ความสำคัญกับการศึกษาและแสวงหาแนวทางส่งเสริมพลังเยาวชนมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น Antonio Gramsci เขาเป็นนักคิดที่ตระหนักถึงพลังของคนหนุ่มสาวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ท่ามกลางนักคิดส่วนใหญ่ในเวลานั้น ที่มองว่าเยาวชนไม่มีพลังมากพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแกลง และมองว่าเยาวชนไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เช่น Joseph Schumpeter (Schumpeter, J. A., 1942) ที่เชื่อว่าเยาวชนไม่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเยาวชนโดยมากยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งทำให้ขาดอำนาจทางการเมือง จึงมักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจและคงอำนาจไว้ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ นอกจากนั้น สำหรับ Schumpeter คนโดยมากรวมถึงเยาวชนก็มักตัดสินใจโดยใช้อารมณ์และอคติมากกว่าเหตุผล เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากพอและโดยมากมักไม่สนใจการเมือง ดังนั้น การเมืองจึงควรเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Walter Lippmann (1965) ที่เชื่อว่าประชาชนทั่วไป (รวมถึงเยาวชน) ไม่สามารถเข้าใจประเด็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองที่ซับซ้อนได้ และมักจะตัดสินใจจากอารมณ์หรือภาพลักษณ์ในสื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับ Giovanni Sartori (1987) ที่เชื่อว่าการเมืองที่ดีควรดำเนินการโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจประชาชนซึ่งรวมไปถึงเยาวชนในการแสดงบทบาททางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Antonio Gramsci เชื่อมั่นอย่างยิ่งใน &#039;&#039;&#039;“พลังของเยาวชน”&#039;&#039;&#039; ว่ามีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในบริบทของการต่อสู้กับอำนาจนำ (hegemony) ของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้เพราะสำหรับเขาแล้วเยาวชนเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกครอบงำทางความคิดอย่างสมบูรณ์ และมีความยืดหยุ่นทางอุดมการณ์สูง ทำให้เยาวชนคือกลุ่มคนที่เหมาะสมกับการเป็น “กองหน้า (avant-garde)” แห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ในแง่นี้การส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชนจากชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มชายขอบ จึงมีความสำคัญเพื่อพัฒนาและยกระดับเยาวชนให้กลายเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” (organic intellectual) ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างแนวคิดหรือวัฒนธรรมต้าน (counter-hegemony) เข้าปะทะกับวัฒนธรรมกระแสหลักของรัฐและกลุ่มนายทุน ผ่านการก่อร่างสร้าง “อุดมการณ์ใหม่” และเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ผ่านสื่อ ระบบการศึกษา และวัฒนธรรม อย่างเป็นระบบ (Gramsci, A., 1971; Mayo, P., 2010; Crehan, K., 2002)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดของ Antonio Gramsci นับเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่เยาวชนในฐานะผู้เรียน ได้มีแนวคิดเชิงวิพากษ์ ตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่พวกเขาต้องเผชิญ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความเท่าเทียมเป็นธรรม งานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในทางวิพากษ์ก็คืองานของ Paulo Freire ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ (critical pedagogy) ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Antonio Gramsci อย่างมาก เขาคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่อง “การศึกษาเพื่อการปลดปล่อย” (education for liberation) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมพลังของเยาวชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มผู้ถูกกดขี่ Paulo Freire เชื่อว่า เยาวชนที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและได้ตั้งคำถามต่อโลกตามความเป็นจริง จะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการมองเห็นความอยุติธรรม เกิดความตื่นรู้และกล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงในที่สุด (Freire, P., 1970; Darder, A., 2017)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John Dewey (1916) นับเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาอีกผู้หนึ่งที่เชื่อในพลังเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สำหรับ Dewey เขาเชื่อว่าเด็กและเยาวชนไม่ใช่เพียง “อนาคตของประชาธิปไตย” แต่คือผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในกระบวนการประชาธิปไตย เยาวชนคือ “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อนาคต” ไม่ใช่ “ผู้รอการป้อน”  แต่เป็น “ผู้กระทำ” เยาวชนคือตัวแสดงทางสังคม (social agents) ที่มีพลังหากได้รับการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เยาวชนจะกลายเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่งผลให้เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ ที่เยาวชนจะได้ฝึกฝนการเป็นสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย โดยการมีส่วนร่วมอภิปราย ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา “จิตสำนึกสาธารณะ” (public spirit) Pierre Bourdieu เป็นนักวิชาการอีกรายหนึ่งที่เชื่อในพลังของเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง  แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเยาวชนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีทุนทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางการเมืองสูงมาก ทว่าคนกลุ่มนี้ กลับสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา ศิลปะ หรือแม้แต่การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มาเป็นพลังในการตั้งคำถาม ท้าทาย และเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมได้ โดยสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” หรือ counter-culture ขึ้นมาท้าทายต่อต้านขนบเดิม เช่น การแต่งกายแบบฮิปปี้ ศิลปะกราฟฟิตี้ เพลงแร็พ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ พลังเยาวชนจึงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านสนามทางวัฒนธรรมไม่ใช่สนามทางเศรษฐกิจและการเมือง (Bourdieu, P., 1986; Swartz, D., 1997) ด้าน Carole Pateman (2016) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ การแสดงออก และมีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น เยาวชนจึงไม่ควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจของรัฐ ในทางกลับกันเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในการตัดสินใจต่อนโยบายที่จะส่งผลกับชีวิตประจำวันหรือในระดับชุมชนให้มากขึ้น  เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันพลังเยาวชนได้รับการยอมรับมากขึ้น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เชื่อว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในแง่นี้การสร้างพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จึงควรได้รับการส่งเสริมเพื่อให้เยาวชนมีความมั่นใจและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิต ของตนเองและชุมชน UNICEF จึงได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างพลังเยาวชนผ่านหลายโครงการ  เพื่อพัฒนาให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เช่น การส่งเสริมให้นำเสนอวิธีการใหม่ ๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคมในบริบทต่าง ๆ เพื่อตอบโต้กับวิกฤตการณ์ที่หลากหลาย (polycrisis) (UNICEF., 2024)  หรือในโครงการ UPSHIFT ซึ่งเป็นโปรแกรมเร่งการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมสำหรับเยาวชนอายุ 10–24 ปี  เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแก้ปัญหาสังคมในชุมชนของตน และการเสริมสร้างพลังเยาวชนให้มี ส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการมีส่วนร่วมในระดับโลก ตามกรอบนโยบายของสหประชาชาติเพื่อมุ่งสู่การสร้างเยาวชนในปี 2030 (UNICEF Strategic Plan 2022–2025) ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (UNICEF., 2021; UN., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พลังของเยาวชนสามารถส่งเสริม ความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม ให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเยาวชนนับว่ามีความสำคัญ เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรค เชิงโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ (patron-client system) (Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D., 1964) ปรับลดกฎหมายควบคุมการชุมนุม รวมไปถึงกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ถูกใช้ไปในทางจำกัดเสรีภาพของเยาวชน ปรับเพิ่มความเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัย (generation gab) (Panarat Anamwathana, 2024) เปิดพื้นที่ให้กับชุดคำอธิบายที่แตกต่างหลากหลาย ยอมรับ ให้เกียรติ์กับทุกความคิดเห็น รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้เยาวชนเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและล่าถอยไปออกไปจากการมีส่วนร่วมและเลือกที่จะกลับเข้าสู่สังคมแบบเดิม อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
จารุวรรณ แก้วมะโน. (2566). “การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย”.  วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต. คณะรัฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/10719/&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2568). ศธ.ไฟเขียว ยกเลิกบังคับชุดลูกเสือ เตรียมออกประกาศ ภายใน เม.ย.นี้.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/351481&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). “โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอน เปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก”.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/92101?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอมนาสตี้ประเทศไทย. (2025). “ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์! ศาลสั่งยกเลิก ทรงผมนักเรียน”.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/thai-court-abolishes-student-hairstyle-rule/?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย. (2568). กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมประกาศยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ  ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1075113/?bid=1&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Matter. (2023). “‘ตรีนุช’ รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนมีอำนาจกำหนดกฎเอง”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thematter.co/brief/195134/195134&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Anamwathana, P. (2024). Generational divides in understanding Thailand’s history grow amid   political polarization (Trends in Southeast Asia No. 2024/19). ISEAS – Yusof Ishak Institute.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; anamwathana/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975). Investment in human capital: effects on earnings. In Human Capital: A   Theoretical and Empirical Analysis, with Special Reference to Education, Second Edition  (pp. 13-44). NBER.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bloom, D. E., Canning, D., &amp;amp; Sevilla, J. (2003). The Demographic Dividend: A New Perspective on  the Economic Consequences of Population Change. Santa Monica, CA: RAND Corporation.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education. Greenwood.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Chachavalpongpun, P. (2023). Peace and Conflict Studies in Thailand: The Primacy of the States Narrative of Security. Asian Journal of Peacebuilding, 11, 95-117.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cheng, E. W., Lee, F. L., Yuen, S., &amp;amp; Tang, G. (2022). Total mobilization from below: Hong Kong&#039;s freedom summer. The China Quarterly, 251, 629-659.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Crehan, K. (2002). Gramsci, Culture and Anthropology. University of California Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cullen, D. (2019). Parkland: Birth of a Movement.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Darder, A. (2017). Reinventing Paulo Freire: A Pedagogy of Love. Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Daniel, A., Bohl, C. E., Braunhuber, B., Glässer, D., Ilchmann, O., Lange, L., &amp;amp; Wingender, A. (2021).  The Climate Crisis and the Fridays for Future Movement: Causes, Responsibilities and  Solutions through the Lense of Framing Theory.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dewey, J. (1916). Democracy and Education. New York: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dziobak, M. (2023). #NeverAgainMSD and the March for Our Lives Movement: American Youth    for Gun Control. Ad Americam, 24, 15–32.          &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.12797/AdAmericam.24.2023.24.02Scilit+4&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Erikson, E. H. (1968). Identity: Youth and Crisis. New York: W. W. Norton &amp;amp; Company.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Freire, P. (1970). Pedagogy of the Oppressed. New York: Herder and Herder.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Gramsci, A. (1971). Selections from the Prison Notebooks. Edited and translated by Quintin  Hoare and Geoffrey Nowell Smith. New York: International Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jenkins, H., Purushotma, R., Weigel, M., Clinton, K., &amp;amp; Robinson, A. J. (2009). Confronting the  challenges of participatory culture: Media education for the 21st century. The John D.  and Catherine T. MacArthur Foundation.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.macfound.org/media/article_pdfs/jenkins_white_paper.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.   Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lippmann, W. (1965). Public opinion. New York : Free Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mayo, P. (Ed.). (2010). Gramsci and educational thought. New York, NY: Wiley-Blackwell.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Pateman, C. (2016). Participation and Democratic Theory. In Democracy: A Reader (pp. 397-402). Columbia University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D. (1964). Administration in developing countries: The theory of prismatic society.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sartori, G. (1987). The theory of democracy revisited. Chatham, N.J : Chatham House.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Schumpeter, J. A. (1942). Capitalism, Socialism and Democracy. Harper &amp;amp; Brothers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sinpeng, A. (2020). Digital media, political authoritarianism, and Internet controls in Southeast  Asia. &#039;&#039;Media, Culture &amp;amp; Society&#039;&#039;, &#039;&#039;42&#039;&#039;(1), 25-39.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Steinberg, L. (2014). Age of Opportunity: Lessons from the New Science of Adolescence. Boston:  Houghton Mifflin Harcourt.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swartz, D. (1997). Culture and Power: The Sociology of Pierre Bourdieu. University of Chicago     Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thunberg, G. (2019). No one is too small to make a difference. Penguin Books.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2024). Youth, Protests and the Polycrisis. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/innocenti/media/7761/file/UNICEF&amp;lt;/nowiki&amp;gt; -Innocenti- Youth-Protests-and-the-Polycrisis%20report.pdf?utm_ source=chatgpt.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2021). UNICEF Strategic Plan, 2022–2025: Executive Board approved version. United Nations Children’s Fund. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/reports/unicef-strategic-plan-2022-2025&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UN (n.d.). About Youth2030, the UN Youth Strategy.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.un.org/youthaffairs/en/youth2030/about&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wahlström, M., et al. (2019). &amp;quot;Protest for a future II: Composition, mobilization and motives of  the participants in Fridays For Future climate protests on 20–27 September 2019 in 19   cities around the world.&amp;quot; ResearchGate.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;br /&gt;
[[Category:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16527</id>
		<title>ชาวเน็ต (Netizen)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16527"/>
		<updated>2026-04-10T01:46:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร =&lt;br /&gt;
“ชาวเน็ต” เป็นคำภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า Netizen ซึ่งแม้พจนานุกรมฉบับภาษาไทยจะไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ชาวเน็ต” เอาไว้อย่างชัดเจน แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายฉบับให้ความหมายของ คำว่า Netizen ตรงกันว่าหมายถึงผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ  การแสดงความคิดเห็น การโพส์ต การแชร์ การติดตาม และการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น (Cambridge Dictionary, n.d.; Merriam-Webster, n.d.) ในแง่นี้ ชาวเน็ต (Netizen) จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกออนไลน์อีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลจาก Oxford English Dictionary ระบุว่าจากหลักฐานที่สืบค้นไปได้ไกลที่สุดพบว่า Netizen  เป็นคำที่เริ่มปรากฎเมื่อปี 1984 ในกลุ่มสนทนาเฉพาะ newsgroup บนระบบกระดานข่าวออนไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มอย่าง Usenet (Unix User Network) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนระบบ World Wide Web โดยงานชิ้นแรก ๆ ที่กล่าวถึง Netizen อย่างเป็นระบบ ก็คืองานของ Michael Hauben และ Ronda Hauben (1997) ในงานเรื่อง Netizens: On the History and Impact of Usenet and the Internet ซึ่งมุ่งสำรวจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (user) ที่เป็นมากกว่าผู้บริโภคแต่เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในโลกออนไลน์ ผู้ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต  เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมอันมีส่วนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจากรากหญ้าได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นแนวคิดเรื่องชุมชนในคอมพิวเตอร์ ริเริ่มเสนอโดย Licklider หรือ Joseph Carl Robnett Licklider นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี  1968 โดย Licklider มีความฝันเรื่องการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในโครงการ ARPANET อันเป็นต้นแบบโดยตรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เขามองว่าการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเป็นมากกว่ารูปแบบการประมวลผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มันจะกลายเป็นชุมชนคอมพิวเตอร์ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแบ่งปันความคิดผ่านระบบออนไลน์ (Michael Hauben, 1997; Waldrop, M. M., 2001) ทว่าในเวลานั้นยังไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำว่า Netizen กระทั่ง Michael Hauben เป็นผู้คิดคำว่า “Netizen” ขึ้นจากสองคำประกอบกัน คือ “Net” และ “Citizen” เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทว่าไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น  แต่ Netizen ในความเข้าใจของ Michael Hauben คือผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการใช้อินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์บางประการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แบ่งปันความรู้และแนวคิด สนับสนุนการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน สร้างชุมชนออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือออนไลน์ร่วมกัน เป็นต้น กล่าวคือ คุณลักษณะของ Netizen ในความคิดของ Michael Hauben นั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้ามาบริโภคเนื้อหาในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด แสดงความคิดเห็น อภิปราย เข้าร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ อาทิ สนทนา ส่งรายชื่อ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ตลอดจน รับผิดชอบต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของเนื้อหา และวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะสำคัญของ ชาวเน็ต (Netizen) ตามความคิดของ Michael Hauben พึงมีลักษณะดังนี้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นหรือบริโภคเนื้อหาออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโพสต์ การมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนหรือต่อต้านแนวคิดต่าง ๆ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนออนไลน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ปฏิบัติต่อผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตเสมือนปฏิบัติต่อผู้คนในพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือ ยึดมั่นในความยุติธรรม เคารพต่อบทสนทนา และมีสำนึกสาธารณะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) สนับสนุนเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีและเปิดกว้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เคารพเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) สนับสนุนการกระจายอำนาจและต่อต้านการควบคุมการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ และ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) สนับสนุนจริยธรรมประชาธิปไตยในโลกออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ Michael Hauben เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่ผู้เข้าใช้งานสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและการพัฒนาได้ โดยมีชาวเน็ตเป็นผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการใช้ดูแลและใช้ทรัพยากรดิจิทัลเหล่านั้นไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิ สื่อสารเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ แบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูล อันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ ซึ่งหากชาวเน็ตร่วมแรงร่วมใจกันในการนำเสนอข่าวสารที่ดี ที่เป็นจริง และมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามหรือติดตามประเด็นเชิงนโยบาย อย่างสร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตจะสามารถเป็นชุมชนระดับโลกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงชาวเน็ต ได้มีการคาดการณ์ถึงบทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อสังคมโลกไว้เช่นกัน โดยงานที่โดดเด่นคือ งานของ Marshall McLuhan (1964) ที่เสนอมุมมองว่าการพัฒนาขึ้นมาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะทลายกำแพงทางด้านระยะทางและระยะเวลาลงไป ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ได้เกือบจะทันที ราวกับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน กล่าวคือการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเพียง “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ผู้คนแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกก็ยังสามารถมีสำนึกร่วมกันได้ผ่านการสื่อสารกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามเวลาและสถานที่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันและกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้ไม่ได้เน้นศึกษาไปที่บทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่ากับมุ่งศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกายภาพของโลกและความคิดของผู้คนอย่างไร ทำให้งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเทคโนโลยีกำหนดมากจนเกินไป กระทั่งไม่มีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาแสดงบทบาทมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดของเขาก็ยังคงทรงพลังในการศึกษาทำความเข้าใจบทบาทของอินเทอร์เน็ตและกระบวนการโลกาภิวัฒน์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและตัวตนของผู้คนจวบจนปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ของ Jürgen Habermas (1989) นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพื้นที่สาธารณะกับการส่งเสริมประชาธิปไตย Jürgen Habermas เชื่อว่าการมีพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถมารวมตัวกันเพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในที่นี้ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่มีรากฐานมาจากการสนทนา โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ก็คือพื้นที่สาธารณะนั้นจะต้องเป็นอิสระไม่ถูกยึดครองโดยกลไกของรัฐหรือกลไกตลาด ในแง่นี้สื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต จึงมีบทบาทแตกต่างออกไปจากสื่อเก่าและดูจะส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยงานช่วงหลังของเขาได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย โดยเขายอมรับถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ ในแง่ของการส่งเสริมให้เกิดการเปล่งเสียงจากผู้คนจำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์สามารถเข้าถึงมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถก่อตั้งกลุ่มเพื่อท้าทายกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มอำนาจเก่าได้ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม งานของ Jürgen Habermas ก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่บทบาทของสื่อดิจิทัลในการพัฒนาประชาธิปไตยในฐานะของพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ยังไม่ได้มุ่งอธิบายไปที่บทบาทของผู้คนที่จะใช้สื่อดิจิทัลไปเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากนัก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา แต่งานของเขาก็ช่วยให้เข้าใจและยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะนั้นช่วยส่งเสริมอิทธิพลของชาวเน็ตเหนือประเด็นทางสังคมและการเมืองในบางเรื่องได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Manuel Castel (1996) เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า บนโลกดิจิทัล ชาวเน็ตสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ งานของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านเครือข่ายและประชาธิปไตยดิจิทัล Manuel Castell มุ่งสำรวจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก อันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ของผู้คน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง เช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (The Arab Spring) และ Occupy Wall Street เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของชาวเน็ตที่โดดเด่นในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตหลายประการที่เป็นผลดีต่อการแสดงออกและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามเวลาและสถานที่แล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปกปิดตัวตน (Anonymity) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ก้าวข้ามเพศสภาพ อายุ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปราบปราม ทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น Lokman Tsui (2005) ชี้ให้เห็นว่าการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์สามารถปกป้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแสดงออกทางประชาธิปไตยในรัฐเผด็จการได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Helen Nissenbaum (1999) ที่เชื่อว่าการไม่เปิดเผยตัวตนคือเกราะป้องกันการอภิปรายในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังมีฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นในการเสวนาได้ (User Generated Content) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับสารเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้คนสามารถเป็นผู้ส่งสารของตนเองออกไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยที่สารเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจคัดกรองของบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่เช่นการสื่อสารในแบบเดิม ซึ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารสองทางให้มากขึ้น (McNair, B.; 2017) ทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Castells, M., 2012) ซึ่งนำไปสู่การระดมพลทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า Netizen หรือ ชาวเน็ต คือ ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างกระตือรือร้น  และเรียนรู้ที่จะใช้คุณลักษณะของโลกออนไลน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจของตนเอง  หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการของตน มิใช่เพียงผู้เข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อรับสารหรือค้นหาข้อมูลโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด ในทางกลับกันชาวเน็ตคือผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตและพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโลกออนไลน์กับข้อมูลเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซึ่งมีได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ การกดสัญลักษณ์เพื่อแสดงความรู้สึกต่อข้อมูล การส่งต่อข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การนำเข้าชุดข้อมูลลักษณะต่าง ๆ สู่ระบบออนไลน์ การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ รวมไปถึงการใช้พื้นที่ชุมชนออนไลน์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ชาวเน็ตจึงไม่ใช่ผู้ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในลักษณะของผู้รับสาร (passive receiver) เท่านั้น ในแง่หนึ่งชาวเน็ตจึงมีลักษณะคล้ายกับพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (active citizen) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประชาธิปไตยได้  ส่งผลให้ปัจจุบันคุณลักษณะของ “พลเมืองในโลกดิจิทัล” หรือ Digital Citizen ได้รับการกล่าวถึงและได้รับความสนใจศึกษามากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตกับการพัฒนาประชาธิปไตย (เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Netizen) =&lt;br /&gt;
สืบเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง  ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การติดตามข่าวสาร การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการรับบริการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับ ระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ผู้ใช้งาน (user) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ ระบบได้อย่างหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และสามารถนำเข้าข้อมูลดิจิทัลสู่ระบบออนไลน์ด้วยตนเองตามที่สนใจ ทั้งยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากกว่าสื่อเดิมอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุ ที่ผู้ผลิตเนื้อหามีอยู่จำกัดและโดยมากมักเป็นภาครัฐกับนายทุน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลโดยตรงต่อกระแสสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งการเมือง มีหลายกรณีที่พบว่าชาวเน็ต (Netizens) ใช้ประชาคมออนไลน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปมีบทบาท ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสังคม นโยบาย ตลอดจนโครงสร้างทางการเมือง ยกตัวอย่าวเช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของชาวเน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงจากนักวิชาการและผู้คนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนรวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ก่อนนำไปสู่การประท้วงในหลายเมืองของกลุ่มประเทศอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียกับเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) จากการที่พ่อค้ารายหนึ่งจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกภาพไว้และแพร่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ที่ขยายตัวออกไปสู่หลายประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างประเทศอียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ในเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่นาน เพื่อขับไล่ผู้นำและรัฐบาลเผด็จการ แม้ท้ายที่สุดแล้วการลุกฮือดังกล่าวจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่บางประเทศอย่าง ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน กลับต้องเผชิญกับสภาวะสงครามการเมือง การแย่งชิงอำนาจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Lynch, M., 2013) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายเหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ Occupy Wall Street (OWS) เพื่อประท้วงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2011 (Adam Volle, n.d.) ทั้งยังส่งผลให้สังคมหันมาให้ความสนใจศึกษาโซเชียลมีเดียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ดังปรากฎว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชิ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และนับจากนั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียโดยหวังผลให้เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองบางประการก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป (Castel, M., 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทยการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย เริ่มปรากฎชัดเจนประมาณ พ.ศ. 2553 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มมีการรายงานข่าวผ่านสื่อทางเลือกต่างๆ อาทิ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ต่อมาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารใน พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสื่อกระแสหลัก  จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ Facebook, Twitter, และ YouTube ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐก็คือเหตุการณ์ Single Gateway ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งในเวลานั้นเป็นแผนของรัฐบาลซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะรวมช่องทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้เหลือช่องทางเดียว (Single Gateway) เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบการเข้าถึง “เนื้อหาที่เป็นภัย” เพื่อความมั่นคงของชาติได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ชาวเน็ตไทยจำนวนมากร่วมกันต่อต้านผ่านการติดแฮชแท็ก #SingleGateway ต่อท้ายความเห็นของพวกตน และรณรงค์บน Change.org เนื่องจากเกรงว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกทางการเมือง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ช้าลง จากแรงต้านดังกล่าวแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบาย Single Gateway  อย่างเป็นทางการ ทว่าดูเหมือนนโยบายดังกล่าวก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองแบบดาวกระจาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob หรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้น ไม่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มในเวลานั้นนำมาปรับใช้เพื่อ ท้าทายกับรัฐบาลทหารที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้วิธีการระดมผู้คนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ท้ายที่สุดการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมการเมือง ทว่าก็มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาย่อย ๆ ในเรื่องทรงผมนักเรียนในเวลาต่อมา (ศุทธิกานต์ มีจั่น, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นชาวเน็ตไทยยังมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกันในกรณีของ George Floyd ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทั่งเสียชีวิตผ่านการติดแฮชแท็ก #black life matter และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรชานมเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยมของประเทศในแถบภูมิภาคเอเซียผ่าน #MilkTeaAlliance โดยชาวเน็ตไทยยังใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแฮชแท็ก (#) ดังกล่าว  เพื่อสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไปยังโลกผ่าน #WhatsHappeningInThailand อีกด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว #MilkTeaAlliance ของประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียบวกัน อย่างประเทศฮ่องกง และเมียนมาร์ ซึ่งมีการติด #WhatsHappeningInHongKong และ #WhatsHappeningInMyanmar เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทย มีเว็บไซต์ที่ชือว่า Thai Netizen Network เกิดขึ้น โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิทางดิจิทัลและเสรีภาพพลเมือง ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเติบโต มาจากกลุ่มพลเมืองเน็ตที่กังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จำกัดในช่วงหลังการรัฐประหาร ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “มูลนิธิอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง” ในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยที่ผ่านมาทำกิจกรรมอาทิ รายงานสถานการณ์ประจำปีเกี่ยวกับเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมออนไลน์ในประเทศไทย ข้อมูลประกอบรายงานของ ภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศไทย และจัดเวิร์กช็อปด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับ ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักรณรงค์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้าน Single Gateway โดยเชิญชวนให้ผู้คนร่วมลงชื่อของท่านผ่านทาง Change.org เพื่อที่จะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวผ่าน X ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Thai Netizen Network .jpg|none|thumb|300x300px]]&lt;br /&gt;
อิทธิพลของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่สำนักข่าวจะนำเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ อภิปรายกันในโลกออนไลน์ ผ่านการติดแฮชแท็ก (#) ต่าง ๆ ที่กลายเป็นกระแส มากล่าวถึงในรายการข่าวด้วย นอกจากนั้น บทบาทของชาวเน็ตยังปรากฎในรูปแบบของเว็บเพจในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เน้นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เปิดโปงข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ เว็บเพจแหม่มโพธิ์ดำ เว็บเพจ Drama-addict เว็บเพจ CSI LA เว็บเพจอีจัน เว็บเพจต้องแฉ (Must Share) และเว็บเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเว็บเพจเหล่านี้ มักนำเสนอข่าวสารและประเด็นสังคมในรูปแบบที่มีอารมณ์ขัน พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก กระทั่งกลายเป็นชุมชนทางการเมืองของภาคประชาชนที่พวกเขาจะส่งข้อมูลข่าวสารหากัน และหลายครั้งเว็บเพจสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็มีบทบาทในการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม รวมไปถึงเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่โปร่งใสในสังคมไทยซึ่งนำไปสู่การจับผิดและคลี่คลายหลายประเด็นลงได้ อาทิ โครงการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ซึ่งนำเสนอพิรุธโดยเว็บเพจต้องแฉ (Must Share) ภายหลังจากประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเพจเกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟประติมากรรมกินรีในพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพจจึงได้รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่เรื่องราว ทำให้สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กรณีอ้างคุณวุฒิปริญญาเอกจาก “California City University” ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรับรองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบจากประชาชนและเว็บเพจ CSI LA เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตว่าไม่ใช่เพียง “ผู้รับสาร” หรือเป็นเพียงผู้เสพสื่ออีกต่อไปแต่ชาวเน็ตกำลังกลายเป็น “ผู้ร่วมผลิตสาร” (co-producer of information) กลุ่มสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการรายงานและขับเคลื่อนสังคมในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ในแง่นี้บทบาทของชาวเน็ต  โดยการสนับสนุนของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ข้อพึงระวังในการแสดงออกของ “ชาวเน็ต” =&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์การรวมตัวกันของผู้คนในโลกออนไลน์สู่โลกเสมือนจริงที่กำลังเติบโตขึ้น อย่างกว้างขวางนั้น ในมุมหนึ่งนับเป็นผลดีในแง่ของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกทางการเมือง  ในการมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเมืองให้โปร่งใส เป็นธรรม  เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าแม้ชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่การมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ของชาวเน็ตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดสภาวะ “นักคลิ๊ก” (Clicktivism) หรือ เกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นเพียงการเข้าร่วม เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือโพสต์แฮชแท็ก โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง (Morozov, E., 2009) ขณะที่ ชาวเน็ตส่วนมากยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลหรือเข้าใจประเด็นอย่างรอบด้าน กระทั่ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ทัวร์ลง” คนผิดหรือแม้กระทั่งผิดคน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้นั้นได้ เช่น กรณีที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์คลิปชายหนุ่มรองเท้าขาดเป็นรูว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามคำเตือนของอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) รายหนึ่ง ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริงโดยขาดการตรวจสอบข้อมูล กระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานของชายหนุ่มรายนั้น เป็นต้น (ไทยพีบีเอส, 2559) ซึ่งการแชร์ข้อมูลข่าวสารโดยขาดการตรวจสอบนั้นจะตามมาด้วยวัฒนธรรม “ล่าแม่มด” หรือการแสดงออกในการคุกคามบุคคลที่กลายเป็นกระแส กระทั่งทำให้การมีส่วนร่วมเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นอกจากนั้น ภายใต้โลกอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีเงื่อนไขหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.      ข้อมูลเท็จ (Fake News) และข่าวลวง (Misinformation) ซึ่งพบว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น เต็มไปด้วยข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือน ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้บางครั้งชาวเน็ตอาจเกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปทั้งโดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม (Tandoc, E. C., et al., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.      ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรบริโภคข้อมูลจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัลกอริธึม (algorithm) ที่เก็บประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเลือกนำเสนอข้อมูลที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในแง่หนึ่งมันช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงชุดข้อมูลที่ตนสนใจสะดวกขึ้น ทว่าอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ลดโอกาสในการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสุดโต่งทางความคิดและขาดการถกเถียงอย่างมีเหตุผลได้ (Flaxman, S., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.      การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Concerns) นับเป็นอีกปัญหาที่มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มีส่วนร่วมมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเปิดโปง ที่ต้องการมีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดโปงพฤติกรรม จึงสืบค้น ขุดคุ้ย ข้อมูลของเป้าหมายและนำมาเผยแพร่ ซึ่งบางครั้งเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว ในอีกกรณีเกิดจากการที่ผู้ใช้งานต้องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์จึงทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อทำการโฆษณาแบบเจาะจง ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศใช้ระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.      การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และวัฒนธรรมการยกเลิก (Cancel Culture) นับเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ ทว่าอิสระในการแสดงความคิดเห็น บางครั้ง หากถูกใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดยใช้อิสระเสรีนั้นในการเข้าโจมตีบุคคล กลุ่ม องค์กร โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง หรือใช้กระแสเข้ากดดันโจมตี อาจก่อให้เกิดสภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ถูกโจมตีได้ (Norris, P., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.      การเซ็นเซอร์และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของชาวเน็ต เช่น ในบางประเทศอาจมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์หรือการลงโทษผู้วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้ชาวเน็ตไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและอาจถูกควบคุมตัวรวมไปถึงจับกุมและลงโทษอันสืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.      ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มถูกจำกัด การเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในการเข้ามามีส่วนร่วม (Norris, P., 2001)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และ อาจก่อให้เกิดสถาวะกดดันจากโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ตน แสดงออกไปและความเห็นของผู้อื่นที่ตอบกลับมา ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สถาวะซึมเศร้า และนำไปสู่สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder: IAD) (Friedman, E. 2020) และท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะวิตกว่าจะ “ตกขบวน”หรือ FoMO (Fear of Missing Out) จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกออนไลน์ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด กระทั่ง ก่อเกิดเป็นวังวนของปัญหาความเครียด ปัญหาวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพได้ (Elhai, J. D., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กล่าวโดยสรุป&#039;&#039;&#039; แม้ว่าสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ได้เสมอไป เพราะแม้การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริง” ได้ ในแง่นี้แม้ว่าชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาก็เผชิญกับข้อจำกัดที่มาจากเทคโนโลยี การเมือง และพฤติกรรมของมนุษย์เอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยทั้ง  การเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล (digital literacy) และการออกแบบแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ พร้อม ๆ กับปรับกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อให้สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2559) “โลกออนไลน์ปลุกกระแส &amp;quot;เช็คก่อนแชร์&amp;quot; บทเรียนจาก &amp;quot;ชายใส่รองเท้ามีรู&amp;quot;”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/254319&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ ทองเล็ก. (2567). ภาพเก่าเล่าตำนาน : อาหรับสปริง…ยังไม่หยุดแรงกระแทก.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/article/news_4953802&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มติชนออนไลน์. (2567). เพจดัง CSI LA พาทัวร์ ‘California University’ พิสูจน์คำพูดหมอเกศกมล ชี้แค่ตึก พาณิชย์. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/social/news_4681030&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุทธิกานต์ มีจั่น. (ม.ป.ป.) เเฟลชม็อบ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เเฟลชม็อบ&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศธ.360 องศา. (2568). “ศธ. ย้ำอีกครั้ง “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับ สิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://moe360.blog/2025/03/05/cancel-hairstyle-rules/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
TNN. (2021) เปิดข้อมูลเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ต้นละ 94,000 นายก อบต.ท้าให้ตรวจสอบ.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tnnthailand.com/local/82164/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Adam Volle, (n.d.) “Occupy Wall Street”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.britannica.com/topic/Occupy-Wall-Street&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cambridge dictionary. (n.d.) “Netizen”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/netizen&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (2012). Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (1996). The rise of the network society. Oxford, UK: Blackwell Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Elhai, J. D., Levine, J. C., Dvorak, R. D., &amp;amp; Hall, B. J. (2016). Fear of missing out, need for touch,     anxiety and depression are related to problematic smartphone use. Computers in Human  Behavior, 63, 509-516.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Flaxman, S., Goel, S., &amp;amp; Rao, J. M. (2016).Filter bubbles, echo chambers, and online news  consumption. Public Opinion Quarterly, 80(S1), 298–320.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1093/poq/nfw006&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Friedman, E. (2020). Internet Addiction A Critical Psychology of Users. London: Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Habermas, J. (1989). &#039;&#039;The structural transformation of the public sphere: An inquiry into a category of bourgeois society&#039;&#039; (T. Burger &amp;amp; F. Lawrence, Trans.). MIT Press. (Original work   published 1962)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Hauben, M., &amp;amp; Hauben, R. (1997). Netizens: On the history and impact of Usenet and the Internet. Wiley-IEEE Computer Society Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.  Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McNair, B. (2017). An Introduction to Political Communication (6th ed.). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McLuhan, M. (1964) Understanding Media: The Extensions of Man. McGraw-Hill.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Merriam-Webster Dictionary. (n.d.) “Netizen”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.merriam-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; webster.com/dictionary/netizen&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Morozov, E. (2009, May 19). The brave new world of slacktivism. Foreign Policy.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://foreignpolicy.com/2009/05/19/the-brave-new-world-of-slacktivism/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nissenbaum, H. (1999). &amp;quot;The Meaning of Anonymity in an Information Age.&amp;quot; The Information  Society, 15(2), 141–144.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2023). Cancel culture: Myth or reality?. Political studies, 71(1), 145-174.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2001). Digital Divide: Civic Engagement, Information Poverty, and the Internet  Worldwide.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Oxford English Dictionary. (2003) “Netizen”.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.oed.com/dictionary/netizen_n?tab=factsheet#12355684&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tandoc, E. C., Lim, Z. W., &amp;amp; Ling, R. (2018).Defining &amp;quot;fake news&amp;quot;: A typology of scholarly  definitions. Digital Journalism, 6(2), 137–153.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1080/21670811.2017.1360143&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tsui, L. (2005). The Panopticon as the Antithesis of a Space of Freedom: Control and Regulation  of the Internet in China.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waldrop, M. Mitchell. (2001). The Dream Machine: J. C. R. Licklider and the Revolution That   Made Computing Personal. New York: Viking Penguin. p. 470. &amp;lt;nowiki&amp;gt;ISBN 978-0-670-89976-0&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16526</id>
		<title>พลังเยาวชน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16526"/>
		<updated>2026-04-10T01:46:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;พลังเยาวชน (Youth Power)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลังเยาวชน ได้รับความสนใจกล่าวถึงและศึกษาในฐานะพลังขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมาแล้วเป็นเวลานาน ทางด้านประชากร (demographic) เยาวชน คือ สัดส่วนที่สำคัญของกลุ่มประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในแง่นี้หากเยาวชนได้รับการส่งเสริมการศึกษาและได้รับการเสริมอำนาจให้สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม เยาวชนจะมีส่วน อย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน (Bloom et al., 2003)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชน คือ ทุนมนุษย์ (human capital) ที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทุกด้าน ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน การผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจสังคม ประกอบกับเยาวชนเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ได้ดี เนื่องด้วย อยู่ในช่วงวัยที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากที่สุด หากได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเหมาะสม เยาวชนจะกลายเป็นประชากรกลุ่มสำคัญผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ ดังนั้น การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้แก่คนกลุ่มนี้  จึงมีความสำคัญ และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวแก่สังคมในอนาคต (return on investment) ในทางจิตวิทยา เยาวชน คือกลุ่มบุคคลที่มีพลังงานสูงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง เป็นช่วงที่ระบบโดปามีน (dopamine) ทำงานสูง ซึ่งส่งผลต่อสมองของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวัยนี้ให้มีความยืดหยุ่น (plasticity) สูง สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ วิเคราะห์ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างรวดเร็ว (Steinberg, L., 2014; Erikson, E. H., 1968) เยาวชนนับเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัย “วิกฤตทางพัฒนาการ” ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มุ่งแสวงหาตัวตนและเป้าหมายในชีวิต (identity formation) ส่งผลให้คนในวัยนี้ มีความกระตือรือร้นต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความหมาย เพื่อสร้างอัตลักษณ์และแสวงหาการยอมรับจากสังคม และพร้อมที่จะลุกขึ้นท้าทายกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะยาวมากนัก Paulo Freire (1970) มองว่าเยาวชนเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ อันเป็นธรรมชาติของช่วงวัยนี้ที่มักมุ่งแสวงหาความจริงทางสังคม และมีแนวโน้มตั้งคำถามกับค่านิยมดั้งเดิมอย่างมาก สำหรับเขาแล้วเยาวชนคือกลุ่มคนที่มีพลังแห่งการตื่นรู้ (conscientization) ซึ่งหากคนกลุ่มนี้ได้รับการส่งเสริมการศึกษาให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์อย่างเหมาะสม จะทำให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้ผลิตสื่อได้ในเวลาเดียวกัน ประกอบกับ ความสามารถเรียนรู้และปรับตัวของเยาวชนต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จึงยิ่งสนับสนุนให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่สามารถมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างอัตลักษณ์และนำการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยี (Jenkins, H. et al., 2009)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายเหตุการณ์ที่พบว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีจุดตั้งต้นและขยายผลการขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชน ที่สร้างผลสะเทือนให้เกิดขึ้นในระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต (Fridays for Future) ซึ่งนำโดย Greta Thunberg เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาสวีเดนเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากการหยุดเรียนและนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดนพร้อมทั้งชูป้ายประท้วงเพียงลำพังทุกวันศุกร์ กระทั่ง ได้เปิดเว็บไซต์ Fridays for Future ขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแสวงหาแนวร่วมผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยาวชนและผู้คนที่มีมุมมองเดียวกันกว่า 150 ประเทศทั่วโลกกระทั่งนำไปสู่การประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันในกิจกรรม Global Week for Future เมื่อปี 2019 (Thunberg, G., 2019; Wahlström, M., et al.,2019; Daniel, A., et al., 2021) อีกเหตุการณ์คือการประท้วงของกลุ่มเยาวชนหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ณ เมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา ในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ขอให้มีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธปืนอย่างเข้มงวด ห้ามซื้อขายอาวุธปืนผ่านงานแสดงสินค้า และเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธปืนเป็น 21 ปี เป็นต้น นำไปสู่การเดินขบวนทั่วประเทศ และผลักดันการออกกฎหมายควบคุมอาวุธในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา (Cullen, D., 2019; Dziobak, M., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งจุดประกายการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในกลุ่มประเทศอาหรับในปี 2011 เอง ก็ได้รับอิทธิพลจากบทบาทของกลุ่มเยาวชนในฐานะผู้เร่งปฏิกิริยาการประท้วง ให้ครุกรุ่นอย่างสำคัญ กระทั่ง ปะทุออกมาผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Twitter, YouTube และบล็อกในการเผยแพร่ข้อมูล นำไปสู่การประท้วงผ่านการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง เช่น Wael Ghonim เยาวชน ชาวอียิปต์ ผู้สร้างเพจ &#039;&#039;We Are All Khaled Said&#039;&#039; ซึ่งจุดประกายการลุกฮือในกรุงไคโรและอีกหลายประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกลุ่มอาหรับ (Lynch, M., 2013) ขณะที่ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของฮ่องกงเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนในปี 2019-2020 นั้นก็นำโดยกลุ่มเยาวชนฮ่องกงเช่นกัน ซึ่งเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Telegram และ LIHKG เพื่อสื่อสาร วางแผน และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม้สุดท้ายแล้วการชุมนุมดังกล่าวจะจบลงโดยรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำเยาวชนกระทั่งทำให้องค์กรเยาวชนหลายแห่งต้องยุบตัวลงทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่คนรุ่นใหม่และจุดกระแสให้แก่อีกหลายเหตุการณ์ที่นำการขับเคลื่อนแบบไร้แกนนำ “leaderless movement” ของกลุ่มเยาวชนประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา (Cheng, E. W., et al., 2022; Sinpeng, A., 2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในปี 2563 (Youth-led Protests in Thailand 2020) เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่รับเอาอิทธิพลจากรูปแบบการชุมนุมทางการเมืองที่ไร้แกนนำของกลุ่มเยาวชนซึ่งเกิดขึ้นในประเทศฮ่องกงมาปรับใช้เพื่อแสดงจุดยืนถึงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นำไปสู่การรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศภายใต้แฮชแท็ก #ไม่ถอยไม่ทน และ #ยุบพรรคอนาคตใหม่ทำไม การชุมนุมยุติลงระยะหยึ่งเนื่องด้วยเหตุโรคระบาด COVID-19 แต่กลับมาอีกครั้งในเดือน กรกฎาคม 2563 นำโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ซึ่งขยายประเด็นการชุมนุมไปสู่ข้อเรียกร้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองอีกหลายประการ โดยการชุมนุมนั้นมีการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Twitter และ Facebook เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการรับรู้และนัดหมายการชุมนุม ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นในลักษณะ “ดาวกระจาย” ในหลายพื้นที่พร้อม ๆ กัน ในลักษณะของแฟลชม็อบ (Flash mob) โดยเป็นการรวมตัวกันในระยะเวลาอันสั้นและสลายตัวไปอย่ารวดเร็วภายหลังพูดคุยและนำเสนอประเด็นสำคัญสิ้นสุดลง (Pavin Chachavalpongpun, 2023) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรวมตัวในลักษณะดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาในการรวมตัวกันเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิทางการศึกษาในการแต่งกายซึ่งครอบคลุมเรื่องเครื่องแบบและทรงผมนักเรียนที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน (จารุวรรณ แก้วมะโน, 2566) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรวมตัวเพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาข้อเรียกร้องของนักรเยนได้รับการตอบสนองโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ตรีนุช เทียนทอง) ลงนามในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 รวมถึงออกเป็นหนังสือสั่งการแจ้งเวียนและระบุให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางแก่สถานศึกษาในการกำหนดลักษณะทรงผมตามความเหมาะสม (สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.; The Matter, 2023) โดยต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน โดยระบุว่า กฎดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (แอมนาสตี้ประเทศไทย, 2025) ส่งผลให้เวลานี้ทรงผมของนักเรียนขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงเรียนเป็นหลัก รวมไปถึงเริ่มมีการอภิปรายกันเรื่องการยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือในเวลาต่อมา (สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 2568; ไทยพีบีเอส, 2568) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง นักวิชาการที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือการปลดปล่อย (emancipation) มักให้ความสำคัญกับการศึกษาและแสวงหาแนวทางส่งเสริมพลังเยาวชนมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น Antonio Gramsci เขาเป็นนักคิดที่ตระหนักถึงพลังของคนหนุ่มสาวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ท่ามกลางนักคิดส่วนใหญ่ในเวลานั้น ที่มองว่าเยาวชนไม่มีพลังมากพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแกลง และมองว่าเยาวชนไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เช่น Joseph Schumpeter (Schumpeter, J. A., 1942) ที่เชื่อว่าเยาวชนไม่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเยาวชนโดยมากยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งทำให้ขาดอำนาจทางการเมือง จึงมักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจและคงอำนาจไว้ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ นอกจากนั้น สำหรับ Schumpeter คนโดยมากรวมถึงเยาวชนก็มักตัดสินใจโดยใช้อารมณ์และอคติมากกว่าเหตุผล เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากพอและโดยมากมักไม่สนใจการเมือง ดังนั้น การเมืองจึงควรเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Walter Lippmann (1965) ที่เชื่อว่าประชาชนทั่วไป (รวมถึงเยาวชน) ไม่สามารถเข้าใจประเด็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองที่ซับซ้อนได้ และมักจะตัดสินใจจากอารมณ์หรือภาพลักษณ์ในสื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับ Giovanni Sartori (1987) ที่เชื่อว่าการเมืองที่ดีควรดำเนินการโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจประชาชนซึ่งรวมไปถึงเยาวชนในการแสดงบทบาททางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Antonio Gramsci เชื่อมั่นอย่างยิ่งใน &#039;&#039;&#039;“พลังของเยาวชน”&#039;&#039;&#039; ว่ามีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในบริบทของการต่อสู้กับอำนาจนำ (hegemony) ของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้เพราะสำหรับเขาแล้วเยาวชนเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกครอบงำทางความคิดอย่างสมบูรณ์ และมีความยืดหยุ่นทางอุดมการณ์สูง ทำให้เยาวชนคือกลุ่มคนที่เหมาะสมกับการเป็น “กองหน้า (avant-garde)” แห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ในแง่นี้การส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชนจากชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มชายขอบ จึงมีความสำคัญเพื่อพัฒนาและยกระดับเยาวชนให้กลายเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” (organic intellectual) ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างแนวคิดหรือวัฒนธรรมต้าน (counter-hegemony) เข้าปะทะกับวัฒนธรรมกระแสหลักของรัฐและกลุ่มนายทุน ผ่านการก่อร่างสร้าง “อุดมการณ์ใหม่” และเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ผ่านสื่อ ระบบการศึกษา และวัฒนธรรม อย่างเป็นระบบ (Gramsci, A., 1971; Mayo, P., 2010; Crehan, K., 2002)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดของ Antonio Gramsci นับเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่เยาวชนในฐานะผู้เรียน ได้มีแนวคิดเชิงวิพากษ์ ตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่พวกเขาต้องเผชิญ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความเท่าเทียมเป็นธรรม งานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในทางวิพากษ์ก็คืองานของ Paulo Freire ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ (critical pedagogy) ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Antonio Gramsci อย่างมาก เขาคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่อง “การศึกษาเพื่อการปลดปล่อย” (education for liberation) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมพลังของเยาวชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มผู้ถูกกดขี่ Paulo Freire เชื่อว่า เยาวชนที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและได้ตั้งคำถามต่อโลกตามความเป็นจริง จะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการมองเห็นความอยุติธรรม เกิดความตื่นรู้และกล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงในที่สุด (Freire, P., 1970; Darder, A., 2017)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John Dewey (1916) นับเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาอีกผู้หนึ่งที่เชื่อในพลังเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สำหรับ Dewey เขาเชื่อว่าเด็กและเยาวชนไม่ใช่เพียง “อนาคตของประชาธิปไตย” แต่คือผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในกระบวนการประชาธิปไตย เยาวชนคือ “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อนาคต” ไม่ใช่ “ผู้รอการป้อน”  แต่เป็น “ผู้กระทำ” เยาวชนคือตัวแสดงทางสังคม (social agents) ที่มีพลังหากได้รับการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เยาวชนจะกลายเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่งผลให้เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ ที่เยาวชนจะได้ฝึกฝนการเป็นสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย โดยการมีส่วนร่วมอภิปราย ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา “จิตสำนึกสาธารณะ” (public spirit) Pierre Bourdieu เป็นนักวิชาการอีกรายหนึ่งที่เชื่อในพลังของเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง  แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเยาวชนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีทุนทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางการเมืองสูงมาก ทว่าคนกลุ่มนี้ กลับสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา ศิลปะ หรือแม้แต่การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มาเป็นพลังในการตั้งคำถาม ท้าทาย และเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมได้ โดยสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” หรือ counter-culture ขึ้นมาท้าทายต่อต้านขนบเดิม เช่น การแต่งกายแบบฮิปปี้ ศิลปะกราฟฟิตี้ เพลงแร็พ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ พลังเยาวชนจึงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านสนามทางวัฒนธรรมไม่ใช่สนามทางเศรษฐกิจและการเมือง (Bourdieu, P., 1986; Swartz, D., 1997) ด้าน Carole Pateman (2016) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ การแสดงออก และมีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น เยาวชนจึงไม่ควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจของรัฐ ในทางกลับกันเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในการตัดสินใจต่อนโยบายที่จะส่งผลกับชีวิตประจำวันหรือในระดับชุมชนให้มากขึ้น  เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันพลังเยาวชนได้รับการยอมรับมากขึ้น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เชื่อว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในแง่นี้การสร้างพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จึงควรได้รับการส่งเสริมเพื่อให้เยาวชนมีความมั่นใจและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิต ของตนเองและชุมชน UNICEF จึงได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างพลังเยาวชนผ่านหลายโครงการ  เพื่อพัฒนาให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เช่น การส่งเสริมให้นำเสนอวิธีการใหม่ ๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคมในบริบทต่าง ๆ เพื่อตอบโต้กับวิกฤตการณ์ที่หลากหลาย (polycrisis) (UNICEF., 2024)  หรือในโครงการ UPSHIFT ซึ่งเป็นโปรแกรมเร่งการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมสำหรับเยาวชนอายุ 10–24 ปี  เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแก้ปัญหาสังคมในชุมชนของตน และการเสริมสร้างพลังเยาวชนให้มี ส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการมีส่วนร่วมในระดับโลก ตามกรอบนโยบายของสหประชาชาติเพื่อมุ่งสู่การสร้างเยาวชนในปี 2030 (UNICEF Strategic Plan 2022–2025) ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (UNICEF., 2021; UN., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พลังของเยาวชนสามารถส่งเสริม ความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม ให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเยาวชนนับว่ามีความสำคัญ เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรค เชิงโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ (patron-client system) (Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D., 1964) ปรับลดกฎหมายควบคุมการชุมนุม รวมไปถึงกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ถูกใช้ไปในทางจำกัดเสรีภาพของเยาวชน ปรับเพิ่มความเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัย (generation gab) (Panarat Anamwathana, 2024) เปิดพื้นที่ให้กับชุดคำอธิบายที่แตกต่างหลากหลาย ยอมรับ ให้เกียรติ์กับทุกความคิดเห็น รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้เยาวชนเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและล่าถอยไปออกไปจากการมีส่วนร่วมและเลือกที่จะกลับเข้าสู่สังคมแบบเดิม อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
จารุวรรณ แก้วมะโน. (2566). “การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย”.  วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต. คณะรัฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/10719/&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2568). ศธ.ไฟเขียว ยกเลิกบังคับชุดลูกเสือ เตรียมออกประกาศ ภายใน เม.ย.นี้.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/351481&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). “โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอน เปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก”.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/92101?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอมนาสตี้ประเทศไทย. (2025). “ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์! ศาลสั่งยกเลิก ทรงผมนักเรียน”.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/thai-court-abolishes-student-hairstyle-rule/?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย. (2568). กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมประกาศยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ  ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1075113/?bid=1&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Matter. (2023). “‘ตรีนุช’ รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนมีอำนาจกำหนดกฎเอง”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thematter.co/brief/195134/195134&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Anamwathana, P. (2024). Generational divides in understanding Thailand’s history grow amid   political polarization (Trends in Southeast Asia No. 2024/19). ISEAS – Yusof Ishak Institute.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; anamwathana/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975). Investment in human capital: effects on earnings. In Human Capital: A   Theoretical and Empirical Analysis, with Special Reference to Education, Second Edition  (pp. 13-44). NBER.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bloom, D. E., Canning, D., &amp;amp; Sevilla, J. (2003). The Demographic Dividend: A New Perspective on  the Economic Consequences of Population Change. Santa Monica, CA: RAND Corporation.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education. Greenwood.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Chachavalpongpun, P. (2023). Peace and Conflict Studies in Thailand: The Primacy of the States Narrative of Security. Asian Journal of Peacebuilding, 11, 95-117.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cheng, E. W., Lee, F. L., Yuen, S., &amp;amp; Tang, G. (2022). Total mobilization from below: Hong Kong&#039;s freedom summer. The China Quarterly, 251, 629-659.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Crehan, K. (2002). Gramsci, Culture and Anthropology. University of California Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cullen, D. (2019). Parkland: Birth of a Movement.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Darder, A. (2017). Reinventing Paulo Freire: A Pedagogy of Love. Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Daniel, A., Bohl, C. E., Braunhuber, B., Glässer, D., Ilchmann, O., Lange, L., &amp;amp; Wingender, A. (2021).  The Climate Crisis and the Fridays for Future Movement: Causes, Responsibilities and  Solutions through the Lense of Framing Theory.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dewey, J. (1916). Democracy and Education. New York: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dziobak, M. (2023). #NeverAgainMSD and the March for Our Lives Movement: American Youth    for Gun Control. Ad Americam, 24, 15–32.          &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.12797/AdAmericam.24.2023.24.02Scilit+4&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Erikson, E. H. (1968). Identity: Youth and Crisis. New York: W. W. Norton &amp;amp; Company.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Freire, P. (1970). Pedagogy of the Oppressed. New York: Herder and Herder.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Gramsci, A. (1971). Selections from the Prison Notebooks. Edited and translated by Quintin  Hoare and Geoffrey Nowell Smith. New York: International Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jenkins, H., Purushotma, R., Weigel, M., Clinton, K., &amp;amp; Robinson, A. J. (2009). Confronting the  challenges of participatory culture: Media education for the 21st century. The John D.  and Catherine T. MacArthur Foundation.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.macfound.org/media/article_pdfs/jenkins_white_paper.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.   Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lippmann, W. (1965). Public opinion. New York : Free Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mayo, P. (Ed.). (2010). Gramsci and educational thought. New York, NY: Wiley-Blackwell.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Pateman, C. (2016). Participation and Democratic Theory. In Democracy: A Reader (pp. 397-402). Columbia University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D. (1964). Administration in developing countries: The theory of prismatic society.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sartori, G. (1987). The theory of democracy revisited. Chatham, N.J : Chatham House.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Schumpeter, J. A. (1942). Capitalism, Socialism and Democracy. Harper &amp;amp; Brothers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sinpeng, A. (2020). Digital media, political authoritarianism, and Internet controls in Southeast  Asia. &#039;&#039;Media, Culture &amp;amp; Society&#039;&#039;, &#039;&#039;42&#039;&#039;(1), 25-39.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Steinberg, L. (2014). Age of Opportunity: Lessons from the New Science of Adolescence. Boston:  Houghton Mifflin Harcourt.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swartz, D. (1997). Culture and Power: The Sociology of Pierre Bourdieu. University of Chicago     Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thunberg, G. (2019). No one is too small to make a difference. Penguin Books.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2024). Youth, Protests and the Polycrisis. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/innocenti/media/7761/file/UNICEF&amp;lt;/nowiki&amp;gt; -Innocenti- Youth-Protests-and-the-Polycrisis%20report.pdf?utm_ source=chatgpt.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2021). UNICEF Strategic Plan, 2022–2025: Executive Board approved version. United Nations Children’s Fund. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/reports/unicef-strategic-plan-2022-2025&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UN (n.d.). About Youth2030, the UN Youth Strategy.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.un.org/youthaffairs/en/youth2030/about&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wahlström, M., et al. (2019). &amp;quot;Protest for a future II: Composition, mobilization and motives of  the participants in Fridays For Future climate protests on 20–27 September 2019 in 19   cities around the world.&amp;quot; ResearchGate.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=16525</id>
		<title>การสถาปนาและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=16525"/>
		<updated>2026-04-09T06:24:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ศุภณัฐ บุญสด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;  ศ.ดร.บรรเจิด  สิงคะเนติ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &#039;&#039;&#039;ข้อพิจารณาเบื้องต้น&#039;&#039;&#039; ===&lt;br /&gt;
         การศึกษาเกี่ยวกับการสถาปนารัฐธรรมนูญ เริ่มต้นโดยการพิจารณาในส่วนแรกของการสถาปนารัฐธรรมนูญว่า ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมามีรูปแบบและวิธีการเช่นไรบ้างเป็นลำดับสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &#039;&#039;&#039;การสถาปนารัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;2.1 ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญถือว่าเป็นบ่อเกิดของกฎหมายที่สำคัญที่สุดของระบบกฎหมายอย่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ คำถามที่ว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ หรือใครคือบุคคล คณะบุคคลที่จะสามารถใช้อำนาจที่ไร้ข้อจำกัดทางกฎหมายสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้จึงเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยคำตอบทางวิชาการต่อคำถามดังกล่าวมีด้วยกันสองแนว ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         แนวทางแรก การพิจารณาว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่อาจพิจารณาลงไปได้แน่ชัด เนื่องจากบุคคลใดหรือคณะบุคคลใดจะเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองไป โดยเหตุผลทางวิชาการที่เป็นฐานในเรื่องนี้เกิดจากการพิจารณาว่าธรรมชาติของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจในทางข้อเท็จจริงที่กำเนิดขึ้นจากสภาวะไร้กฎหมายจึงไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใด[1] ดังนั้น การวินิจฉัยว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและจะดำเนินการสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นด้วยวิธีการใดจึงไม่อาจอาศัยเกณฑ์ที่แน่ชัดอย่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมาวินิจฉัยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         และแนวทางที่สอง การพิจารณาว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญสามารถให้คำตอบได้โดยพิจารณาจากทฤษฎีทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาสนับสนุนขั้นตอนการสถาปนารัฐธรรมนูญในแต่ละช่วงยุคสมัยเป็นสำคัญ หากเป็นยุคกลางก็จะถือว่าพระเจ้า (God) เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามความเชื่อทางคริสต์ศาสนา แต่พอเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ขึ้นมาก็ได้มีการพัฒนาแนวคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของชาติ (Nation) ซึ่งชาติในที่นี่หมายถึงประชาชน (people) ขึ้นมาแทน ส่งผลให้พระมหากษัตริย์ที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการปกครองมนุษย์บนโลกมิได้เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอีกต่อไป อย่างไรก็ตามพอยุคสมัยเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงยุคสมัยของการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ ระหว่าง ค.ศ. 1830 – 1850 ก็ได้มีการยอมรับให้พระมหากษัตริย์กลับมาเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอีกครั้ง นอกจากนี้ในบางกรณีคนส่วนน้อยของสังคมอย่างกลุ่มอภิสิทธิชนหรือคณาธิปไตยก็สามารถเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในยุคกลางมีแนวคิดเชื่อในเรื่องแนวคิดศักดินาที่ถือว่ามีตระกูลหนึ่งทรงอำนาจเหนือกว่าตระกูลอื่น ๆ ที่เหลือ หรือในช่วงการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 ก็มีการยอมรับให้สภาโซเวียตที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมชีพตามทฤษฎีคอมมิวนิสต์มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นต้น[2] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามเนื่องจากหลักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ตามนิยามของ Dieter Grimm ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดและถือกำเนิดขึ้นมาจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน[3] จึงทำให้การอธิบายว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในรัฐสมัยใหม่มุ่งเน้นไปที่การอธิบายเกี่ยวกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นสำคัญ สำหรับการอธิบายมักจะเริ่มต้นที่คำถามว่า “ใครคือประชาชน” โดยถึงขนาดที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวถึงความสำคัญของคำถามนี้ไว้ว่าประชาชนจะสามารถเริ่มตัดสินใจทางการเมืองได้ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนระบุว่ากลุ่มบุคคลใดบ้างที่ถือว่าเป็นประชาชน[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำหรับวิธีการให้คำตอบต่อคำถามนี้มักจะมาพร้อมกับการอธิบายว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้อย่างไรไปในตัวด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีจุดอ่อนสำคัญตรงที่มิได้มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมเฉกเช่นเดียวกันกับองค์ของรัฐทั่วไป ดังนั้น การปรากฏตัวของกลุ่มบุคคลที่จะมีสถานะเป็นประชาชนได้จึงต้องดำเนินการออกมาในรูปแบบของกลุ่มบุคคลที่ตัดสินใจร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพผ่านการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนในสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการที่ประชาชนใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยตรงผ่านการลงประชามติเสนอให้มีจัดทำและรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่[5] ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสถาปนารัฐธรรมนูญของ “ประชาชน” ผ่านตัวแทนในประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี 1935 กับปี 1945 มีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะการเลือกตั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง จึงทำให้ผู้หญิงในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถูกนับรวมเป็นประชาชน แต่เมื่อผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว ประธานาธิบดีในขณะนั้น คือ ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ได้ตัดสินใจขยายสิทธิเลือกตั้งให้กับผู้หญิงชาวฝรั่งเศสจึงทำให้ผู้หญิงถูกนับรวมเป็นประชาชนในที่สุด หรือในกรณีของประชาชนจำนวนร้อยละ 95 ของสหรัฐอเมริกาที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าช่วงเวลาดังกล่าวผู้หญิงหรือทาสที่เป็นคนผิวดำยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส่งผลให้บุคคลทั้งสองประเภทก็ยังมิได้ถูกนับร่วมให้เป็นประชาชนจำนวนร้อยละ 95 ที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวแต่อย่างใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;2.2 ขั้นตอนการรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่า (de-constituent)[6]&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         ในเบื้องต้น ก่อนที่จะริเริ่มขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาจะต้องมีการดำเนินขั้นตอนการตัดสินใจรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าเสียก่อน โดยภายหลังจากการดำเนินขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บุคคล หรือคณะบุคคลที่ยึดอำนาจสำเร็จไม่ว่าในสถานการณ์รัฐประหารหรือปฏิวัติก็ตามจะมีสถานะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลที่มีอำนาจในทางข้อเท็จจริง (a government de fait) ทำหน้าที่ปกครองรัฐ ส่วนการปกครองรัฐในช่วงนี้จะดำเนินการในรูปแบบการใช้กฎหมายพิเศษหรือคำสั่งพิเศษที่ออกโดยรัฐบาลเฉพาะกาลเป็นสำคัญ ทำให้การกำหนดขั้นตอนการร่างและรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและอุดมการทางการเมืองของรัฐบาลเฉพาะกาลแต่เพียงองค์กรเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญกับรูปแบบที่สอง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติวัติทางรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                   (1) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญ (ex nihilo)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                             (1.1) การปฏิวัติทางการเมือง (The Revolutionary Version)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             การปฏิวัติทางการเมืองที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ มักจะเริ่มต้นขึ้นโดยการไม่เคารพต่อผลการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ผ่านการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญและปฏิเสธรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว จากนั้นก็จะตามมาด้วยการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยอ้างอิงความชอบธรรมทางการเมืองกับทฤษฎีทางการเมืองใดทฤษฎีหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติของจอห์น ล็อค (John Locke) ที่มีการระบุถึงสิทธิในการปฏิวัติ (right of revolution) ของประชาชนซึ่งสามารถใช้สิทธิดังกล่าวยกเลิกสัญญาประชาคม (Social Contract) กับผู้ปกครองที่ปกครองโดยกดขี่ได้ โดยทฤษฎีทางการเมืองนี้ถูกบรรดานักปฏิวัติของสหรัฐอเมริกาอ้างขึ้นเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลเฉพาะกาลในการดำเนินการประกาศเอกราชจากประเทศอังกฤษและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา หรือในบางกรณีอย่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและการประกาศเอกราชของเบลเยี่ยม องค์กรที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาคองเกรสแห่งชาติต่างก็อ้างว่าเป็นตัวเองมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเพราะเป็นตัวแทนของประชาชนในชาติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             สำหรับรูปแบบการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนในสถานการณ์ปฏิวัติทางการเมืองจึงสามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะแรก คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) สำหรับลักษณะนี้ปรากฏขึ้นในเหตุการณ์การปฏิวัติก่อนศตวรรษที่ 20 อย่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ที่สภาฐานันดรที่สามอาศัยทฤษฎีทางการเมืองของซีแยส (Emmanuel Joseph Sieyès) ประกาศว่าตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนและทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงมีความชอบธรรมที่จะดำรงสถานะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าดำเนินการลงมติยกเลิกระบอบการเมืองเก่าและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยที่มิจำเป็นจะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปรับโดยวิธีการลงประชามติของประชาชนแต่อย่างใด กรณีนี้เป็นเช่นเดียวกันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ค.ศ. 1830 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะที่สอง คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แบบผสมผสานโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์พิเศษ (the Emergence of the Referendum) สำหรับลักษณะนี้ปรากฏขึ้นในเหตุการณ์ขึ้นในเหตุการณ์การปฏิวัติในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่มิได้มีการจำกัดให้มีแต่เฉพาะสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้แทนของประชาชนเท่านั้นที่มีสิทธิใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเหมือนลักษณะแรก หลายกรณีอย่างเช่น การถือกำเนิดขึ้นมาของรัฐธรรมนูญไวมาร์ ค.ศ. 1919 เมื่อจักรวรรดิเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติทางการเมืองตามมา ผู้นำของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมนีได้ตัดสินใจรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าอย่างรัฐธรรมนูญจักรวรรดิเยอรมนี ค.ศ. 1870  ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนรูปของรัฐมาเป็นสาธารณรัฐ และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่อ้างอิงว่าเป็นตัวแทนของประชาชนขึ้นมาปกครองรัฐแทนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรัฐบาลเฉพาะกาลดังกล่าวนี้ได้กำหนดขั้นตอนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             หรือในกรณีการเปลี่ยนผ่านจากสาธารณรัฐที่สามเข้าสู่สาธารณรัฐที่สี่ของประเทศฝรั่งเศส เกิดจากกรณีที่ประเทศฝรั่งเศสปลดแอกตนเองจากรัฐบาลวิชี่ที่เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมนี ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสาธารณรัฐที่สาม จึงทำให้รัฐบาลเฉพาะกาลในเวลาดังกล่าวที่นำโดยชาร์ล เดอ โกล ต้องประกาศให้สาธารณรัฐที่สามสูญเปล่าและไม่เคยดำรงอยู่ในทางกฎหมายทั้งหมดเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยชาร์ล เดอ โกล เลือกดำเนินการดังกล่าวให้สอดคล้องต่อหลักการประชาธิปไตยด้วยวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยตรงผ่านการออกประชามติในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งการลงประชามติครั้งประชาชนต้องตัดสินใจในสามประเด็น คือ ประเด็นแรก ลงมติว่าจะประกาศให้สาธารณรัฐที่สามไม่เคยดำรงอยู่ในทางกฎหมายหรือไม่ ประเด็นที่สอง ลงมติเลือกว่าผู้แทนที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ และประเด็นสุดท้าย คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกจัดทำขึ้นมาจะต้องนำมาให้ประชาชนลงประชามติรับรองหรือไม่ ซึ่งคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนฝรั่งเศสในขณะนั้นเห็นชอบต่อประเด็นทั้งสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             สำหรับสาเหตุที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติทางการเมืองจะต้องมีการอ้างกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนผ่านเทคนิคทางกฎหมายหลายลักษณะเช่นนี้ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาในกระบวนการนี้มักจะต้องเผชิญหน้ากับคำถามเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการปลอดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการใช้อำนาจต่าง ๆ ในสถานการณ์นี้มักจะมีลักษณะเป็นอำนาจในทางข้อเท็จจริงและขั้นตอนที่อยู่นอกกรอบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายของระบอบเก่า ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องสร้างทฤษฎีทางการเมืองและกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เปิดให้ประชาชนเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาก็เพื่อสนับสนุนให้การกระทำต่าง ๆ ในขั้นตอนนี้มีความชอบธรรมขึ้นมานั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                             (1.2) การสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่โดยรัฐธรรมนูญ (Nation-State-Building Constitutions)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             การสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่โดยรัฐธรรมนูญโดยส่วนมากเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประเทศอาณานิคมประกาศเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคมหรือในสถานการณ์ภายหลังประเทศแพ้สงคราม โดยเราสามารถแบ่งการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญสถานการณ์เช่นนี้ออกมาได้สองลักษณะคือ การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยรัฐชาติดังกล่าวเองกับการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะแรก การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยรัฐชาติดังกล่าวเอง ในขณะที่การปฏิวัติทางการเมืองสร้างสภาวะปลดรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยมุ่งไปที่การปฏิเสธสถาบันทางการเมืองและรัฐธรรมนูญของระบอบเก่า แต่ว่าการสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่ในลักษณะนี้จะจัดทำรัฐธรรมนูญโดยมีความแตกต่างไปจากการปฏิวัติทางการเมืองตรงที่จะมุ่งเน้นไปที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อจะบอกกล่าวว่าตนเองเป็นรัฐชาติใหม่แยกออกจากประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมแล้วเป็นสำคัญเสียมากกว่า ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำหน้าที่ในการประกาศความเป็นรัฐชาติใหม่แยกต่างหากจากประเทศอังกฤษ เพราะนับแต่นี้ไปสหรัฐอเมริกาจะมีสถาบันทางการเมืองเป็นของตนเองแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             นอกจากนี้ความแตกต่างอีกประการของการจัดทำรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้กับการปฏิวัติทางการเมือง คือ มิได้อ้างอิงกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน แต่มุ่งให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของชาติหรืออัตลักษณ์ของชาติที่มีความแตกต่างจากประเทศเจ้าอาณานิคม ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ลักษณะนี้ส่วนมากจะเกิดขึ้นมาในกรณีที่มีการประกาศเอกราชของประเทศอาณานิคมต่าง ๆ เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะที่สอง การสร้างรัฐธรรมนูญใหม่โดยต่างประเทศ ลักษณะการจัดทำรัฐธรรมนูญเช่นนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐซึ่งพ่ายสงครามและถูกยึดครองโดยประเทศผู้ชนะสงคราม ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาในสภาวะการณ์เช่นนี้ตกอยู่ภายใต้การบงการของประเทศผู้ชนะสงคราม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในขณะที่รัฐดังกล่าวไม่มีอำนาจอธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ตัวอย่างเช่น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองก็ถูกควบคุมโดยนายพลแมคอาร์เธอร์ หรือแม้กระทั่งการร่างกฎหมายพื้นฐานของเยอรมนี ค.ศ. 1949 (Basic Law) ภายหลังที่เยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่สองก็ถูกร่างขึ้นภายใต้กรอบที่เรียกว่า “Frankfurt Document” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาโดยประเทศที่ยึดครองดินแดนของเยอรมนี ณ ขณะนั้นเช่นกัน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                   (2) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการปฏิวัติทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional revolution)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการปฏิวัติทางรัฐธรรมนูญจะมีความแตกต่างกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญตรงที่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาโดยมิได้อาศัยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและกระบวนนอกกรอบรัฐธรรมนูญของระบอบเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองอย่างสันติและราบรื่นโดยอาศัยอำนาจที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญหรืออำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทั้งหมด เพียงแต่การใช้อำนาจดังกล่าวมีผลเป็นการทำลายอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ (constitutional identity) เดิมลงและสร้างอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   ตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศฮังการีในปี ค.ศ. 1989 ที่เปลี่ยนผ่านจากการระบอบคอมมิวนิสต์สู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยและยุติการครองอำนาจของพรรคแรงงานสังคมนิยมฮังการีกว่าสี่สิบปีลงอย่างสันติด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1949 ของระบอบคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างหลักนิติรัฐ หลักการแบ่งแยกอำนาจรัฐสภาที่มาจาการเลือกตั้ง รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและพรรคการเมือง รวมถึงระบบตลาดแบบเสรีขึ้นมาแทนที่ระบบที่อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมศูนย์อยู่ที่พรรคแรงงานสังคมนิยมฮังการี ตามขั้นตอนปกติที่กำหนดไว้ในหมวดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว[7] หรือกรณีการเปลี่ยนผ่านจากระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐไวมาร์เข้าสู่ระบอบเผด็จการนาซีในเยอรมนีก็อาศัยกระบวนการเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองด้วยการตรารัฐบัญญัติมอบอำนาจ (Enabling Act) โดยรัฐสภาตามกรอบอำนาจที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญไวมาร์ ค.ศ. 1919 เช่นเดียวกัน หรือในกรณีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 เข้าสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ก็ดำเนินการผ่านกระบวนการในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ในท้ายที่สุดก็นำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้สำเร็จ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;2.3 ขั้นตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (re-constituent)&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
                   &#039;&#039;&#039;(1) การกำหนดกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทางทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแล้วถือว่าไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ที่จะมากำหนดหรือควบคุมล่วงหน้าได้ว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้ออกมาเป็นเช่นไร ด้วยเหตุนี้ องค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสระและไร้เงื่อนไขข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีดังกล่าวก็ค่อนข้างที่จะสวนทางกับความเป็นจริงทางการเมืองในหลายกรณี เนื่องจากปฏิเสธมิได้เลยว่าการร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างมีเรื่องเทคนิคทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การจะกำหนดให้รูปของรัฐเป็นรัฐรวมหรือรัฐเดี่ยว หรือการจะกำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจอยู่ในระบบประธานาธิบดี หรือรัฐสภา เป็นต้น ทำให้หลายครั้งบทบาทความคิดชี้นำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็อาจเข้ามาบทบาทในการกำหนดทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่วงหน้าได้ ดูได้จากกรณีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของออสเตรียภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อยู่ภายใต้กรอบความคิดชี้นำของฮันส์ เคลเซ่นที่ต้องการสร้างองค์กรทางรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่รวมศูนย์อำนาจในการตรวจความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายอย่างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1958 ก็อยู่ภายใต้กรอบความคิดชี้นำของชาร์ล เดอ โกลที่ต้องการสร้างระบบการทซึ่งสามารถยุติการมีหลายพรรคการเมืองในรัฐสภาเพื่อเอื้อให้สร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นมา[8] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (&#039;&#039;&#039;2) ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ[9]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   สำหรับขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เราสามารถแยกขั้นตอนได้ออกเป็น 2 ประเภท โดยอาศัยการมีส่วนรวมของประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย คือ การที่องค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ซึ่งอาจดำเนินการได้หลายวิธี เช่น วิธีแรก แยกองค์กรทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรทำหน้าที่นิติบัญญัติออกจากกัน โดยกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือวิธีที่สอง กำหนดให้รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   และขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นประชาธิปไตย คือ การที่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใด ซึ่งหลายครั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ดังกล่าวก็มักจะประกอบด้วยบุคคลไม่กี่คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตทางวิชาการที่สำคัญประการหนึ่งคือ หลายครั้งเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับประเภทขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แม้ว่าจะดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นประชาธิปไตยก็อาจจะผลิตรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยได้ ตัวอย่างเช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญของเยอรมนีและญี่ปุ่นภายหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นหลักและไม่มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับขั้นตอนยกร่างรัฐธรรมนูญใดเลย แต่อย่างไรก็ตามต้องกล่าวว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับมีบริบทเฉพาะตรงเป็นตัวเองตรงที่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยประเทศผู้ชนะสงครามที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการสร้างรัฐชาติทั้งสองขึ้นมาใหม่และมีความต้องการยกเลิกระบอบเผด็จการที่ชักนำทั้งสองประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;2.4 ขั้นตอนการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่[10]&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการสถาปนารัฐธรรมนูญและเป็นขั้นตอนที่ทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์และใช้บังคับได้ โดยเราสามารถดำเนินการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญได้หลายรูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่กำหนดให้การดำเนินขั้นตอนอยู่ในอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ รูปแบบที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และรูปแบบที่กำหนดให้ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับรูปแบบหลังสุดนี้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สอดคล้องต่อทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนมากที่สุด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
---- [1] ฐากูร ศิริยุทธ์วัฒนา, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : หลักพื้นฐานแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2564), 117-118.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Carl Schmitt, Constitutional Theory, (United State: Duke University Press, 2008), 126-130. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Dieter Grimm, Constitutionalism : past, present, and future, (Oxford: Oxford university press, 2016), 363.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Ivor Jennings, The Approach to Self Government, (Cambridge: Cambridge university press, 1956), 55. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Carl Schmitt, Constitutional Theory, 130-134.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 [6] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Gary Jeffrey Jacobsohn and Yaniv Roznai, Constitutional Revolution, (USA: Yale University Press, 2020), 75-78.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 [9] ปิยบุตร แสงกนกกุล, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560), 63-65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=16524</id>
		<title>การสถาปนาและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D&amp;diff=16524"/>
		<updated>2026-04-09T06:23:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ศุภณัฐ บุญสด   &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  ศ.ดร.บรรเจิด  สิงคะเนติ ----  === &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;1. ข้อพิจารณาเบื้องต้น&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ===          การศึกษาเกี่ยวกับการสถาปนารัฐธรรมนูญ เริ่มต้...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ศุภณัฐ บุญสด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039;  ศ.ดร.บรรเจิด  สิงคะเนติ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &#039;&#039;&#039;1. ข้อพิจารณาเบื้องต้น&#039;&#039;&#039; ===&lt;br /&gt;
         การศึกษาเกี่ยวกับการสถาปนารัฐธรรมนูญ เริ่มต้นโดยการพิจารณาในส่วนแรกของการสถาปนารัฐธรรมนูญว่า ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมามีรูปแบบและวิธีการเช่นไรบ้างเป็นลำดับสุดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== &#039;&#039;&#039;2. การสถาปนารัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;         2.1 ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญถือว่าเป็นบ่อเกิดของกฎหมายที่สำคัญที่สุดของระบบกฎหมายอย่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ คำถามที่ว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ หรือใครคือบุคคล คณะบุคคลที่จะสามารถใช้อำนาจที่ไร้ข้อจำกัดทางกฎหมายสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้จึงเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยคำตอบทางวิชาการต่อคำถามดังกล่าวมีด้วยกันสองแนว ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         แนวทางแรก การพิจารณาว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่อาจพิจารณาลงไปได้แน่ชัด เนื่องจากบุคคลใดหรือคณะบุคคลใดจะเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองไป โดยเหตุผลทางวิชาการที่เป็นฐานในเรื่องนี้เกิดจากการพิจารณาว่าธรรมชาติของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจในทางข้อเท็จจริงที่กำเนิดขึ้นจากสภาวะไร้กฎหมายจึงไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใด[1] ดังนั้น การวินิจฉัยว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและจะดำเนินการสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นด้วยวิธีการใดจึงไม่อาจอาศัยเกณฑ์ที่แน่ชัดอย่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมาวินิจฉัยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         และแนวทางที่สอง การพิจารณาว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญสามารถให้คำตอบได้โดยพิจารณาจากทฤษฎีทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาสนับสนุนขั้นตอนการสถาปนารัฐธรรมนูญในแต่ละช่วงยุคสมัยเป็นสำคัญ หากเป็นยุคกลางก็จะถือว่าพระเจ้า (God) เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามความเชื่อทางคริสต์ศาสนา แต่พอเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ขึ้นมาก็ได้มีการพัฒนาแนวคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของชาติ (Nation) ซึ่งชาติในที่นี่หมายถึงประชาชน (people) ขึ้นมาแทน ส่งผลให้พระมหากษัตริย์ที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการปกครองมนุษย์บนโลกมิได้เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอีกต่อไป อย่างไรก็ตามพอยุคสมัยเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงยุคสมัยของการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ ระหว่าง ค.ศ. 1830 – 1850 ก็ได้มีการยอมรับให้พระมหากษัตริย์กลับมาเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอีกครั้ง นอกจากนี้ในบางกรณีคนส่วนน้อยของสังคมอย่างกลุ่มอภิสิทธิชนหรือคณาธิปไตยก็สามารถเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในยุคกลางมีแนวคิดเชื่อในเรื่องแนวคิดศักดินาที่ถือว่ามีตระกูลหนึ่งทรงอำนาจเหนือกว่าตระกูลอื่น ๆ ที่เหลือ หรือในช่วงการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 ก็มีการยอมรับให้สภาโซเวียตที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมชีพตามทฤษฎีคอมมิวนิสต์มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นต้น[2] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามเนื่องจากหลักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ตามนิยามของ Dieter Grimm ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดและถือกำเนิดขึ้นมาจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน[3] จึงทำให้การอธิบายว่าใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในรัฐสมัยใหม่มุ่งเน้นไปที่การอธิบายเกี่ยวกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นสำคัญ สำหรับการอธิบายมักจะเริ่มต้นที่คำถามว่า “ใครคือประชาชน” โดยถึงขนาดที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวถึงความสำคัญของคำถามนี้ไว้ว่าประชาชนจะสามารถเริ่มตัดสินใจทางการเมืองได้ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนระบุว่ากลุ่มบุคคลใดบ้างที่ถือว่าเป็นประชาชน[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำหรับวิธีการให้คำตอบต่อคำถามนี้มักจะมาพร้อมกับการอธิบายว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้อย่างไรไปในตัวด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีจุดอ่อนสำคัญตรงที่มิได้มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมเฉกเช่นเดียวกันกับองค์ของรัฐทั่วไป ดังนั้น การปรากฏตัวของกลุ่มบุคคลที่จะมีสถานะเป็นประชาชนได้จึงต้องดำเนินการออกมาในรูปแบบของกลุ่มบุคคลที่ตัดสินใจร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพผ่านการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนในสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการที่ประชาชนใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยตรงผ่านการลงประชามติเสนอให้มีจัดทำและรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่[5] ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสถาปนารัฐธรรมนูญของ “ประชาชน” ผ่านตัวแทนในประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี 1935 กับปี 1945 มีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะการเลือกตั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง จึงทำให้ผู้หญิงในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถูกนับรวมเป็นประชาชน แต่เมื่อผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว ประธานาธิบดีในขณะนั้น คือ ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ได้ตัดสินใจขยายสิทธิเลือกตั้งให้กับผู้หญิงชาวฝรั่งเศสจึงทำให้ผู้หญิงถูกนับรวมเป็นประชาชนในที่สุด หรือในกรณีของประชาชนจำนวนร้อยละ 95 ของสหรัฐอเมริกาที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าช่วงเวลาดังกล่าวผู้หญิงหรือทาสที่เป็นคนผิวดำยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส่งผลให้บุคคลทั้งสองประเภทก็ยังมิได้ถูกนับร่วมให้เป็นประชาชนจำนวนร้อยละ 95 ที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวแต่อย่างใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;         2.2 ขั้นตอนการรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่า (de-constituent)[6]&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         ในเบื้องต้น ก่อนที่จะริเริ่มขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาจะต้องมีการดำเนินขั้นตอนการตัดสินใจรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าเสียก่อน โดยภายหลังจากการดำเนินขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บุคคล หรือคณะบุคคลที่ยึดอำนาจสำเร็จไม่ว่าในสถานการณ์รัฐประหารหรือปฏิวัติก็ตามจะมีสถานะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลที่มีอำนาจในทางข้อเท็จจริง (a government de fait) ทำหน้าที่ปกครองรัฐ ส่วนการปกครองรัฐในช่วงนี้จะดำเนินการในรูปแบบการใช้กฎหมายพิเศษหรือคำสั่งพิเศษที่ออกโดยรัฐบาลเฉพาะกาลเป็นสำคัญ ทำให้การกำหนดขั้นตอนการร่างและรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและอุดมการทางการเมืองของรัฐบาลเฉพาะกาลแต่เพียงองค์กรเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญกับรูปแบบที่สอง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติวัติทางรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                   (1) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญ (ex nihilo)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                             (1.1) การปฏิวัติทางการเมือง (The Revolutionary Version)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             การปฏิวัติทางการเมืองที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ มักจะเริ่มต้นขึ้นโดยการไม่เคารพต่อผลการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ผ่านการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญและปฏิเสธรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว จากนั้นก็จะตามมาด้วยการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยอ้างอิงความชอบธรรมทางการเมืองกับทฤษฎีทางการเมืองใดทฤษฎีหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติของจอห์น ล็อค (John Locke) ที่มีการระบุถึงสิทธิในการปฏิวัติ (right of revolution) ของประชาชนซึ่งสามารถใช้สิทธิดังกล่าวยกเลิกสัญญาประชาคม (Social Contract) กับผู้ปกครองที่ปกครองโดยกดขี่ได้ โดยทฤษฎีทางการเมืองนี้ถูกบรรดานักปฏิวัติของสหรัฐอเมริกาอ้างขึ้นเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลเฉพาะกาลในการดำเนินการประกาศเอกราชจากประเทศอังกฤษและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา หรือในบางกรณีอย่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและการประกาศเอกราชของเบลเยี่ยม องค์กรที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาคองเกรสแห่งชาติต่างก็อ้างว่าเป็นตัวเองมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเพราะเป็นตัวแทนของประชาชนในชาติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             สำหรับรูปแบบการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนในสถานการณ์ปฏิวัติทางการเมืองจึงสามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะแรก คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) สำหรับลักษณะนี้ปรากฏขึ้นในเหตุการณ์การปฏิวัติก่อนศตวรรษที่ 20 อย่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ที่สภาฐานันดรที่สามอาศัยทฤษฎีทางการเมืองของซีแยส (Emmanuel Joseph Sieyès) ประกาศว่าตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนและทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงมีความชอบธรรมที่จะดำรงสถานะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าดำเนินการลงมติยกเลิกระบอบการเมืองเก่าและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยที่มิจำเป็นจะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปรับโดยวิธีการลงประชามติของประชาชนแต่อย่างใด กรณีนี้เป็นเช่นเดียวกันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ค.ศ. 1830 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะที่สอง คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แบบผสมผสานโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์พิเศษ (the Emergence of the Referendum) สำหรับลักษณะนี้ปรากฏขึ้นในเหตุการณ์ขึ้นในเหตุการณ์การปฏิวัติในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่มิได้มีการจำกัดให้มีแต่เฉพาะสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้แทนของประชาชนเท่านั้นที่มีสิทธิใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเหมือนลักษณะแรก หลายกรณีอย่างเช่น การถือกำเนิดขึ้นมาของรัฐธรรมนูญไวมาร์ ค.ศ. 1919 เมื่อจักรวรรดิเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติทางการเมืองตามมา ผู้นำของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมนีได้ตัดสินใจรื้อถอนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าอย่างรัฐธรรมนูญจักรวรรดิเยอรมนี ค.ศ. 1870  ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนรูปของรัฐมาเป็นสาธารณรัฐ และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่อ้างอิงว่าเป็นตัวแทนของประชาชนขึ้นมาปกครองรัฐแทนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรัฐบาลเฉพาะกาลดังกล่าวนี้ได้กำหนดขั้นตอนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             หรือในกรณีการเปลี่ยนผ่านจากสาธารณรัฐที่สามเข้าสู่สาธารณรัฐที่สี่ของประเทศฝรั่งเศส เกิดจากกรณีที่ประเทศฝรั่งเศสปลดแอกตนเองจากรัฐบาลวิชี่ที่เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมนี ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสาธารณรัฐที่สาม จึงทำให้รัฐบาลเฉพาะกาลในเวลาดังกล่าวที่นำโดยชาร์ล เดอ โกล ต้องประกาศให้สาธารณรัฐที่สามสูญเปล่าและไม่เคยดำรงอยู่ในทางกฎหมายทั้งหมดเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยชาร์ล เดอ โกล เลือกดำเนินการดังกล่าวให้สอดคล้องต่อหลักการประชาธิปไตยด้วยวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยตรงผ่านการออกประชามติในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งการลงประชามติครั้งประชาชนต้องตัดสินใจในสามประเด็น คือ ประเด็นแรก ลงมติว่าจะประกาศให้สาธารณรัฐที่สามไม่เคยดำรงอยู่ในทางกฎหมายหรือไม่ ประเด็นที่สอง ลงมติเลือกว่าผู้แทนที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ และประเด็นสุดท้าย คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกจัดทำขึ้นมาจะต้องนำมาให้ประชาชนลงประชามติรับรองหรือไม่ ซึ่งคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนฝรั่งเศสในขณะนั้นเห็นชอบต่อประเด็นทั้งสาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             สำหรับสาเหตุที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติทางการเมืองจะต้องมีการอ้างกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนผ่านเทคนิคทางกฎหมายหลายลักษณะเช่นนี้ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาในกระบวนการนี้มักจะต้องเผชิญหน้ากับคำถามเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการปลอดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการใช้อำนาจต่าง ๆ ในสถานการณ์นี้มักจะมีลักษณะเป็นอำนาจในทางข้อเท็จจริงและขั้นตอนที่อยู่นอกกรอบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายของระบอบเก่า ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องสร้างทฤษฎีทางการเมืองและกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เปิดให้ประชาชนเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาก็เพื่อสนับสนุนให้การกระทำต่าง ๆ ในขั้นตอนนี้มีความชอบธรรมขึ้นมานั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                             (1.2) การสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่โดยรัฐธรรมนูญ (Nation-State-Building Constitutions)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             การสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่โดยรัฐธรรมนูญโดยส่วนมากเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประเทศอาณานิคมประกาศเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคมหรือในสถานการณ์ภายหลังประเทศแพ้สงคราม โดยเราสามารถแบ่งการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญสถานการณ์เช่นนี้ออกมาได้สองลักษณะคือ การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยรัฐชาติดังกล่าวเองกับการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะแรก การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยรัฐชาติดังกล่าวเอง ในขณะที่การปฏิวัติทางการเมืองสร้างสภาวะปลดรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยมุ่งไปที่การปฏิเสธสถาบันทางการเมืองและรัฐธรรมนูญของระบอบเก่า แต่ว่าการสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่ในลักษณะนี้จะจัดทำรัฐธรรมนูญโดยมีความแตกต่างไปจากการปฏิวัติทางการเมืองตรงที่จะมุ่งเน้นไปที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อจะบอกกล่าวว่าตนเองเป็นรัฐชาติใหม่แยกออกจากประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมแล้วเป็นสำคัญเสียมากกว่า ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำหน้าที่ในการประกาศความเป็นรัฐชาติใหม่แยกต่างหากจากประเทศอังกฤษ เพราะนับแต่นี้ไปสหรัฐอเมริกาจะมีสถาบันทางการเมืองเป็นของตนเองแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             นอกจากนี้ความแตกต่างอีกประการของการจัดทำรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้กับการปฏิวัติทางการเมือง คือ มิได้อ้างอิงกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน แต่มุ่งให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของชาติหรืออัตลักษณ์ของชาติที่มีความแตกต่างจากประเทศเจ้าอาณานิคม ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ลักษณะนี้ส่วนมากจะเกิดขึ้นมาในกรณีที่มีการประกาศเอกราชของประเทศอาณานิคมต่าง ๆ เป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ลักษณะที่สอง การสร้างรัฐธรรมนูญใหม่โดยต่างประเทศ ลักษณะการจัดทำรัฐธรรมนูญเช่นนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐซึ่งพ่ายสงครามและถูกยึดครองโดยประเทศผู้ชนะสงคราม ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาในสภาวะการณ์เช่นนี้ตกอยู่ภายใต้การบงการของประเทศผู้ชนะสงคราม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในขณะที่รัฐดังกล่าวไม่มีอำนาจอธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             ตัวอย่างเช่น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองก็ถูกควบคุมโดยนายพลแมคอาร์เธอร์ หรือแม้กระทั่งการร่างกฎหมายพื้นฐานของเยอรมนี ค.ศ. 1949 (Basic Law) ภายหลังที่เยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่สองก็ถูกร่างขึ้นภายใต้กรอบที่เรียกว่า “Frankfurt Document” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาโดยประเทศที่ยึดครองดินแดนของเยอรมนี ณ ขณะนั้นเช่นกัน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;                   (2) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการปฏิวัติทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional revolution)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการปฏิวัติทางรัฐธรรมนูญจะมีความแตกต่างกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญตรงที่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาโดยมิได้อาศัยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและกระบวนนอกกรอบรัฐธรรมนูญของระบอบเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองอย่างสันติและราบรื่นโดยอาศัยอำนาจที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญหรืออำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทั้งหมด เพียงแต่การใช้อำนาจดังกล่าวมีผลเป็นการทำลายอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ (constitutional identity) เดิมลงและสร้างอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   ตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศฮังการีในปี ค.ศ. 1989 ที่เปลี่ยนผ่านจากการระบอบคอมมิวนิสต์สู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยและยุติการครองอำนาจของพรรคแรงงานสังคมนิยมฮังการีกว่าสี่สิบปีลงอย่างสันติด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1949 ของระบอบคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างหลักนิติรัฐ หลักการแบ่งแยกอำนาจรัฐสภาที่มาจาการเลือกตั้ง รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและพรรคการเมือง รวมถึงระบบตลาดแบบเสรีขึ้นมาแทนที่ระบบที่อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมศูนย์อยู่ที่พรรคแรงงานสังคมนิยมฮังการี ตามขั้นตอนปกติที่กำหนดไว้ในหมวดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว[7] หรือกรณีการเปลี่ยนผ่านจากระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐไวมาร์เข้าสู่ระบอบเผด็จการนาซีในเยอรมนีก็อาศัยกระบวนการเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองด้วยการตรารัฐบัญญัติมอบอำนาจ (Enabling Act) โดยรัฐสภาตามกรอบอำนาจที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญไวมาร์ ค.ศ. 1919 เช่นเดียวกัน หรือในกรณีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 เข้าสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ก็ดำเนินการผ่านกระบวนการในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ในท้ายที่สุดก็นำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้สำเร็จ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;         2.3 ขั้นตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (re-constituent)&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
                   &#039;&#039;&#039;(1) การกำหนดกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทางทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแล้วถือว่าไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ที่จะมากำหนดหรือควบคุมล่วงหน้าได้ว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้ออกมาเป็นเช่นไร ด้วยเหตุนี้ องค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสระและไร้เงื่อนไขข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีดังกล่าวก็ค่อนข้างที่จะสวนทางกับความเป็นจริงทางการเมืองในหลายกรณี เนื่องจากปฏิเสธมิได้เลยว่าการร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างมีเรื่องเทคนิคทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การจะกำหนดให้รูปของรัฐเป็นรัฐรวมหรือรัฐเดี่ยว หรือการจะกำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจอยู่ในระบบประธานาธิบดี หรือรัฐสภา เป็นต้น ทำให้หลายครั้งบทบาทความคิดชี้นำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็อาจเข้ามาบทบาทในการกำหนดทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่วงหน้าได้ ดูได้จากกรณีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของออสเตรียภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อยู่ภายใต้กรอบความคิดชี้นำของฮันส์ เคลเซ่นที่ต้องการสร้างองค์กรทางรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่รวมศูนย์อำนาจในการตรวจความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายอย่างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1958 ก็อยู่ภายใต้กรอบความคิดชี้นำของชาร์ล เดอ โกลที่ต้องการสร้างระบบการทซึ่งสามารถยุติการมีหลายพรรคการเมืองในรัฐสภาเพื่อเอื้อให้สร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นมา[8] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (&#039;&#039;&#039;2) ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ[9]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   สำหรับขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เราสามารถแยกขั้นตอนได้ออกเป็น 2 ประเภท โดยอาศัยการมีส่วนรวมของประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย คือ การที่องค์กรที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ซึ่งอาจดำเนินการได้หลายวิธี เช่น วิธีแรก แยกองค์กรทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรทำหน้าที่นิติบัญญัติออกจากกัน โดยกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือวิธีที่สอง กำหนดให้รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   และขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นประชาธิปไตย คือ การที่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใด ซึ่งหลายครั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ดังกล่าวก็มักจะประกอบด้วยบุคคลไม่กี่คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตทางวิชาการที่สำคัญประการหนึ่งคือ หลายครั้งเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับประเภทขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แม้ว่าจะดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นประชาธิปไตยก็อาจจะผลิตรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยได้ ตัวอย่างเช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญของเยอรมนีและญี่ปุ่นภายหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นหลักและไม่มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับขั้นตอนยกร่างรัฐธรรมนูญใดเลย แต่อย่างไรก็ตามต้องกล่าวว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับมีบริบทเฉพาะตรงเป็นตัวเองตรงที่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยประเทศผู้ชนะสงครามที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการสร้างรัฐชาติทั้งสองขึ้นมาใหม่และมีความต้องการยกเลิกระบอบเผด็จการที่ชักนำทั้งสองประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== &#039;&#039;&#039;         2.4 ขั้นตอนการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่[10]&#039;&#039;&#039; ====&lt;br /&gt;
         ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการสถาปนารัฐธรรมนูญและเป็นขั้นตอนที่ทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์และใช้บังคับได้ โดยเราสามารถดำเนินการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญได้หลายรูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่กำหนดให้การดำเนินขั้นตอนอยู่ในอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ รูปแบบที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และรูปแบบที่กำหนดให้ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับรูปแบบหลังสุดนี้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สอดคล้องต่อทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนมากที่สุด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
---- [1] ฐากูร ศิริยุทธ์วัฒนา, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : หลักพื้นฐานแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2564), 117-118.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Carl Schmitt, Constitutional Theory, (United State: Duke University Press, 2008), 126-130. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Dieter Grimm, Constitutionalism : past, present, and future, (Oxford: Oxford university press, 2016), 363.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Ivor Jennings, The Approach to Self Government, (Cambridge: Cambridge university press, 1956), 55. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Carl Schmitt, Constitutional Theory, 130-134.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 [6] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Gary Jeffrey Jacobsohn and Yaniv Roznai, Constitutional Revolution, (USA: Yale University Press, 2020), 75-78.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 [9] ปิยบุตร แสงกนกกุล, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560), 63-65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] Claude Klein and Andras Sajo, “Constitution-making: process and substance,” in Michel Rosenfeld and Andras Sajo, The Oxford Handbook of Comparative constitutional Law, (Oxford : Oxford University Press, 2012), 419-441.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;diff=16523</id>
		<title>ประชานิยม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;diff=16523"/>
		<updated>2026-04-09T06:10:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ภูริภัทร์ เครือนพรัตน์[1]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รศ. ดร. นิยม รัฐอมฤต&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         คำว่าประชานิยม (populism) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมการเมืองทั้งไทยและต่างประเทศ แทบจะเป็นคำศัพท์พื้นฐานทางการเมืองร่วมสมัยไปแล้วก็ว่าได้ โดยส่วนมากเรามักเห็นว่าการใช้คำว่าประชานิยมเป็นการแปะป้ายให้กับคู่ต่อสู้ทางการเมืองในความเข้าใจว่าใช้สิ่งล่อลวงใจที่ไม่ดีให้ประชาชนนั้นหลงเชื่อ เป็นการบิดเบือนความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้อง หรือบ้างอาจกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้มีการให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไปทั้งในเชิงบวกและลบ แม้ว่าแท้จริงแล้ว คำว่า “ประชานิยม” นั้น เป็นได้ทั้งคำที่มีความหมายในเชิงกรอบคิด (concept) หรือเป็นคำที่มีความหมายในเชิงปรากฎการณ์ (phenomenology) หรือความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ (strategy) ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า เราใช้คำว่าประชานิยมในบริบทไหนและใช้ไปเพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่นั้น คำว่าประชานิยมจะถูกนำไปใช้ในการโจมตีคู่แข่งทางการเมือง โดยใช้เป็นคำในเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยรวมของคำว่าประชานิยมนั้น หมายถึง ที่นิยมโดยประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การตั้งข้อสังเกตว่า “ประชาชน” ที่หมายถึงนั้น เป็นใคร?  การจะหาความหมายของประชานิยมจึงต้องเริ่มจากการพิจารณากรอบคิดของมันก่อน จึงจะสามารถเข้าใจปรากฎการณ์หรือยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในที่นี้จะได้กล่าวถึงตัวอย่างของปรากฎการณ์และยุทธศาสตร์พอสังเขป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบคิดของประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         คำว่าประชานิยมนั้นถูกใช้กันมาอย่างยาวนานและแพร่หลาย ตั้งแต่ในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจ (heartland) ของประชาชน โดยการก่อร่างขององคาพยพของ “ประชาชน” ที่มีความต้องการและอุดมการณ์ที่เหมือนกัน จนสามารถถูกสร้างขึ้นเป็น “ประชานิยม” ได้ ประชานิยมในแง่นี้จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่นโยบาย ตัวบุคคล หรือเพียงอุดมการณ์ แต่เป็นเสมือน ดินแดน หรือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชน หรือตัวแสดงทางการเมืองนั้น เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อแสดงความเห็น และปฏิบัติการทางการเมืองหนึ่ง ๆ ตามความต้องการ หรืออุดมการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองได้ ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลัก (grand ideology) ของพื้นที่ทางการเมืองเหล่านี้ แต่ประชานิยมเป็นเสมือนปรากฎการณ์ที่รับเอา/สมาทานอุดมการณ์หลักเหล่านั้น เข้ามาเป็นความคิดที่ขับเคลื่อน/หล่อเลี้ยงกระแสของประชานิยมให้คงอยู่ และปฏิบัติการต่อไปได้ (Taggart, 2000, pp. 2–5) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชานิยมอาจเกี่ยวข้องกับสถานที่ ความคิด อุดมการณ์ วิถีการผลิต และแน่นอนว่าเป็นกรอบคิดที่แยกไม่ออกจากชาตินิยม (Brass, 2000, pp. 190–191) เนื่องจากการจะหลอมรวมผู้คนที่มีความหลากหลายมาเป็นประชาชนได้ จะต้องมองข้ามความแตกต่างหลาย ๆ อย่าง และหาจุดร่วมบางอย่างเพื่อสู้กับศัตรูบางตัวเท่านั้น ดังนั้น กาจะรวมตัวกันเข้าเป็น “ประชาชน”​ ที่มีจุดร่วมกันได้นั้น จะต้องมีบางอย่างที่เหมือน/ร่วม กัน และสิ่งที่ทรงพลังที่สุดก็คือ การมี “ศัตรู” ที่ร่วมกัน กล่าวคือ การศึกษาประชานิยม จึงเป็นการหาคู่ตรงข้ามของสององคาพยพในสังคม [การเมือง] ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็น “ประชาชน” และอีกฝ่ายหนึ่งเป็น “ศัตรูของประชาชน” ซึ่งในแต่ละกรณีก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพียงประชานิยมในแง่ของการเมือง ระหว่างพรรคการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง หรือไปจนถึงสถานภาพทางสังคม ชนชั้น ลักษณะทางประชากรศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระนั้นก็ดี คู่ตรงข้ามของสังคมดังกล่าวในความรับรู้ของสังคมร่วมสมัย มักจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นการต่อสู้ของประชาชนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ที่ต่อสู้กับยักษ์ตัวใหญ่ (Mudde &amp;amp; Kaltwasser, 2013, pp. 8–9) ซึ่งการสร้างเรื่องเล่า (narrative) ของประชานิยมแต่ละที่นั้น มักจะเป็นการกล่าวถึงปัญหาของประชาชนที่พบเจอและพุ่งเป้าไปยังศัตรูที่มักจะถูกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นชนชั้นนำทางสังคมและการเมือง (elite) นั่นเอง ปฏิบัติการทางการเมืองที่ใช้ประชานิยมหรือการเกิดปรากฏการณ์ประชานิยมจึงต้องอ้างถึงความเป็นประชาชนในการเชื่อมโยงเข้ากับทุก ๆ อย่างที่จะเสนอ (Mudde &amp;amp; Kaltwasser, 2013, pp. 3–7) ผู้นำหรือผู้ปฏิบัติการทางการเมืองโดยประชานิยม จึงมักใช้อารมณ์ของประชาชน เพื่อดึงความนิยมจากประชาชน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นำไปสู่การชนะการเลือกตั้งและขึ้นสู่อำนาจ โดยการใช้วาทะหรือโวหารในการให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ทำให้ “ประชาชน” รู้สึกว่าถูกผู้ร้ายรังแกทางศีลธรรม และแสดงตนว่าอยู่ข้างเดียวกับประชาชน และจะช่วยประชาชนต่อสู้กับศัตรูตัวนั้น จึงสร้างคู่ตรงข้าม พวกเรา/พวกเขา ขึ้นมา ความเป็นประชานิยมในแง่นี้ จึงเป็นการพยายามสร้างความเหมือนหรือความเป็นกลุ่มก้อนของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ๆ โดยการใช้ความเป็นศีลธรรมในแง่ของการแบ่งแยกถูก/ผิด และใช้การสื่อสารกับประชาชนของตนบอกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง จึงเป็นสร้างเสริมสร้างประชาชนในฝั่งของตน โดยมีผู้นำเป็นผู้สื่อสาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น “ประชานิยม” จึงไม่ใช่ “อุดมการณ์” ทางการเมืองที่มีการให้คุณค่า และมีเป้าหมายในตัวเอง เช่น อุดมการณ์แบบเสรีนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสม์ ที่มีเป้าหมายทางการเมือง แต่ประชานิยมเป็นเครื่องมือและ/หรือยุทธศาสตร์ ที่อาจนำมาปรับใช้เพื่อทำให้อุดมการณ์ หรือเป้าหมายทางการเมือง ของกลุ่มทางการเมืองหนึ่ง ๆ สำเร็จและบรรลุเป้าหมายได้ในนามของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปรากฎการณ์ของประชานิยม&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ศึกษาประชานิยม จะมีการแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่มองว่าประชานิยมเป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหา กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่สนับสนุนประชานิยมและกลุ่มที่สนับสนุนประชานิยมนั่นเอง ดังนั้น การมองประชานิยม จึงไม่ควรมองว่าประชานิยมเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่มักจะมีสารัตถะหรือแก่นแกนของตัวมันเองดังที่กล่าวไป แต่ควรมองเป็น 2 ลักษณะคือ การมองว่าเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และการมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมืองในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งในที่นี้ ปรากฎการณ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำหรือปฏิบัติการทางการเมือง ที่มีแรงขับและเป้าหมายของผู้กระทำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ผู้นำที่ถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม มักเป็นผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายขวา ที่นักวิชาการสายเสรีนิยมมักโจมตี และกล่าวว่าประชานิยมนั้น เป็นการลดทอน/ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มนี้จะมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา และอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตยที่เป็นผลผลิตจากประชานิยม คือประชาธิปไตยที่ไร้เสรี เนื่องจากขาดองค์ประกอบและวิสัยทัศน์ของประชาธิปไตย จึงทำให้สรุปว่า อันตรายของประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มาจากอุดมการณ์อื่นใดที่ปฏิเสธคุณค่า (values) หลักของแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่เป็น “ประชานิยม” ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่เสื่อมโทรมของประชาธิปไตย เป็นอันตรายที่มาจากโลกของประชาธิปไตยเอง ซึ่งตัวแสดงทางการเมืองได้ใช้คุณค่าของประชาธิปไตยที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยเอง (Müller, 2017, pp. 6, 49–60, 103) แน่นอนว่าประชานิยมในลักษณะที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นปรากฎการณ์ของนายโดนัล ทรัมป์ ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐในปี ค.ศ. 2017-2021 และยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่มีผู้นำประชานิยม (ฝ่ายขวา) ในลักษณะนี้ เช่น บราซิล ฟิลิปปินส์ ฮังการี เม็กซิโก เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การมองว่าผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้ความเป็นประชานิยมในการเข้าสู่อำนาจ เพื่อที่จะใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น โดนัล ทรัมป์เคยประกาศชัดเจนว่าจะสร้างกำแพงตามแนวชายแดนเม็กซิโก ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่ได้สร้าง แต่ฝ่ายเสรีนิยมก็มองว่าเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติ และมองว่าทรัมป์เป็นพวกเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการพหุวัฒนธรรมของเสรีนิยม เป็นต้นนั้น เป็นการสร้างชุดความคิดทางการเมืองว่า ประชานิยมนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเสรีนิยม และยังตรงข้ามกับเสรีนิยมประชาธิปไตย และกล่าวว่าผู้นำที่ใช้ปฏิบัติการทางการเมืองในลักษณะนี้เป็นผู้นำประชานิยม (populist leader) และผู้สนับสนุน/เลื่อมใสในความคิดและลงคะแนนเลือกให้กับผู้นำในลักษณะนี้ จะเป็นประชานิยมชน (ในภาษาอังกฤษเรียกว่า populist เช่นเดียวกัน) จึงมีการเรียกประชานิยมในลักษณะนี้ว่า ประชานิยมเชิงอำนาจนิยม (authoritarian populism) (Müller, 2022, pp. 3–41) ปรากฎการณ์ในลักษณะนี้ นั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของประชานิยม ที่มีการใช้ประชานิยมมาเป็นปฏิบัติการทางการเมืองผ่านอารมณ์ความรู้สึกของ “ประชาชน” ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า “ประชาชน” อีกฝ่าย/ขั้วหนึ่งนั้น ไม่ใช่ประชาชนที่แท้จริง ประชานิยมในแง่นี้จึงเป็นการทวงคืนความเป็นของจริง หรือ ของแท้ ที่ขาดหายไป และมักจะกล่าวว่าเป็นการถูกปล้นหรือแย่งชิงไปจากฝ่าย/ขั้วตรงข้าม หรือ “ศัตรูของประชาชน”[2] การแบ่งขั้วทางการเมือง (polarisation) จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประชานิยม (Müller, 2022, pp. 21–22)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         กระนั้นก็ดี จากที่กล่าวมาประชานิยมนั้น ดูจะเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายขวานั้นใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ในสังคมการเมืองร่วมสมัย แต่ในขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่มการเมืองที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า หรือ “ฝ่ายซ้าย” ก็ได้หยิบเอา ยุทธศาสตร์ประชานิยมมาใช้ โดยเรียกว่า ประชานิยมฝ่ายซ้าย (Left-wing populism) ซึ่งเป็นการมองว่าประชานิยมนั้นไม่เป็นปัญหา และยังมองว่าประชานิยมเป็นโอกาสที่จะทำให้ความต้องการและปัญหาของประชาชนได้รับการตอบสนอง และยังเป็นการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลง (radicalization of  democracy) อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์ของประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในอีกฟากฝั่งทางการเมืองที่แสดงตนว่าใช้ประโยชน์จากประชานิยมคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายบางพรรคการเมืองในยุโรป เช่น พรรคโปเดมอส ในสเปน พรรคซิริซ่าในกรีซ M5S ในอิตาลี พรรคสังนิยมในโบลิเวีย หรือแม้แต่พรรคก้าวไกล (อนาคตใหม่) ในประเทศไทย[3] ซึ่งพรรค/กลุ่มการเมืองที่ใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมซ้ายนั้น แม้ว่าจะมีความชัดเจนในการกล่าวอ้างว่าตนคือประชานิยมต่างกันออกไป แต่ใจความหลักของประชานิยมซ้ายคือ การอ้างถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ประชาชนพบเจอความเดือดร้อนและความไม่ยุติธรรม การนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นประเด็นหลักในการปฏิบัติการทางการเมือง และสร้าง “ประชาชน” ผ่านความต้องการของประชาชนเอง ขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรค/กลุ่มการเมืองนั้น ๆ และมีเป้าหมายเพื่อชิงอำนาจนำ (hegemony) ในนามประชาชน และสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกในสังคม นี่จึงเป็นข้อแตกต่างกับประชานิยมฝ่ายขวา ที่เนื้อหาของใน ”เรื่องเล่า” ของประชานิยมฝ่ายซ้าย ไม่ได้เน้นหนักไปที่เรื่องของการแบ่งแยกหรือกีดกันผู้ที่แตกต่างหรือการหวนกลับไปสู่ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของสังคมนั้น ๆ แต่เป็นการควบรวมเอาความแตกต่างมาไว้ด้วยกันและสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างนั้นได้ ผ่านความเป็นการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ประชานิยมในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่การกำหนดวาระของพรรค/กลุ่มการเมืองโดยผู้นำแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นการกำหนดวาระร่วมกันของผู้ที่ทำการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง/นักการเมือง/นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการที่ทำการศึกษาและเสนอยุทธศาสตร์นี้ มีความตั้งใจที่จะแสดงว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะทำให้ “ประชาชน” ได้ถืออำนาจอธิปไตย มากกว่าจะให้สังคมเป็นแบบเดิมที่ชนชั้นนำมีอำนาจนำ การเมืองในลักษณะประชานิยมซ้ายเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของประชาชน หรือที่อาจเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มักเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ของรัฐ และนโยบายรัดเข็มขัด (austerity) ที่เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ.2008 อันเป็นปฏิกิริยาต่อความไม่ยุติธรรมในสังคม แนวทางการเมืองแบบสถาบันทางการเมืองแบบดั้งเดิม ที่ต้องการระบบรัฐสภาและองค์กรทางการเมืองอื่น ๆ เป็นกลไกในการบริหารงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ประชาชนจึงอยากออกมาแสดงออกทางการเมืองโดยตรงมากยิ่งขึ้น และเมื่อประชาชนธรรมดาไม่สามารถมีส่วนร่วมและมีบทบาทในสถาบันทางการเมืองเหล่านั้นได้ หนทางที่ประชาชนนั้นสามารถแสดงออกถึงความต้องการได้นั้น ก็คือการชุมนุมประท้วง ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อบ่งบอกถึงความต้องการของประชาชน การเรียกร้องบนถนน จึงเป็นการสื่อสารของประชาชนที่ส่งไปยังผู้มีอำนาจ การเมืองแบบประชานิยมซ้าย จึงมักออกมาในรูปแบบของพรรคการเมืองลูกผสม (hybrid party) (Fominaya, 2020, pp. 224–250) ที่มักมีการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาไปพร้อมกันและมีวาระที่คล้ายกัน ช่วงเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้น จึงเป็นช่วงที่เวลาที่เหมาะสมในการเกิดประชานิยม (The Populist Moment) (Mouffe, 2018, pp. 11–18) ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้ประชาชนนั้นหันมาสนใจการเมือง เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง จึงทำให้เกิดความเป็นการเมืองขึ้นมาได้ จากโลกหลังการเมืองที่ไม่มีใครสนใจต่อสู้ทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         แต่เมื่อความต้องการของประชาชนนั้นมีความแตกต่าง และกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง จึงทำให้ต้องเกิดพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ควบรวมความต้องการ (articulating demands) ที่หลากหลายของประชาชน มาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ประชาชนนั้นสนับสนุน และสามารถได้รับการเลือกตั้ง ขึ้นสู่อำนาจ และสามารถครองอำนาจนำ (hegemony) ได้ในที่สุด[4] กระนั้น พรรคการเมืองในแง่นี้ จึงต้องเป็นพรรคการเมืองที่สามารถดึงดูดประชาชนได้ พรรคการเมืองจึงต้องผูกติดกับความต้องการของประชาชน เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นสามารถขับเคลื่อนมวลชนของประชาชนนั้นได้ กล่าวคือ พรรคการเมืองในลักษณะนี้นั้น ใช้ยุทธศาสตร์แบบ “ประชานิยม” ในการดึงดูด/ควบรวม/ก่อตัว ผู้สนับสนุนตัวพรรคการเมืองเอง “ห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียม” (chains of equivalence) (Laclau &amp;amp; Mouffe, 2001, pp. 127–134) ที่เป็นการรวบรวมอัตลักษณ์และความต้องการที่หลากหลาย (Laclau, 2005b, pp. 37–38) ของของประชาชนด้วยห่วงโซ่มาร้อยเรียงกันให้เป็นอัตลักษณ์ร่วม (collective identity) หนึ่งเดียว เพื่อที่จะต่อสู่กับคู่ตรงข้ามของประชาชน— ชนชั้นสูงที่กุมอำนาจ— แต่ดังที่ได้กล่าวไปว่าประชาชนนั้นก็มีการให้คุณค่าต่อการเมืองที่แตกต่างกัน การรวมตัวกันเป็นประชาชนดังที่ได้กล่าวไปจึงเป็นส่วนที่สำคัญ แต่การประกอบสร้างของประชาชนนั้นก็อาจนำไปสู่การรวมตัวที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตยเอง ทั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับคุณค่าของประชาชนที่ถูกประกอบสร้างขึ้น ว่าเป็นคุณค่าที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ดังที่ได้กล่าวไป มูฟ เห็นว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างประชานิยมฝ่ายซ้ายและขวา จึงอยู่ที่การสร้างห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียมนี้ (Errejón &amp;amp; Mouffe, 2016, p. 144)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ การใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมจึงเป็นการขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ประชาชน” ของแต่พรรค/กลุ่มการเมือง ที่สร้างประชาชนขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมือง (political frontline) ของตนเอง เพื่อสู้กับ “ศัตรู” อีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถืออำนาจ ชนชั้นนำ หรือแม้แต่ “ประชาชน” ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายตนเอง (Mouffe, 2018, p. 11) การใช้ประชานิยมในลักษณะของยุทธศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นการมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา ในทางกลับกัน กลับถูกมองว่าเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหา โดยการใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น (Prentoulis, 2021) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สรุป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ประชานิยมเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมือง ที่กลุ่มทางการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้นใช้เพื่อให้เกิดความนิยม กระแส หรือปรากฎการณ์เพื่อเป้าหมายทางการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเป้าหมายที่รับใช้/สมาทานอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายหรือขวา ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองขึ้น และเกิดเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนตำราให้พรรค/กลุ่มทางการเมืองสามารถหยิบฉวยเอาไปใช้ได้ แม้ว่าประชานิยมจะไม่ได้มีแก่นแกนสารัตถะด้วยตัวมันเอง แต่ก็สามารถเป็นคู่ตรงข้ามให้กับอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างได้ เช่น เสรีนิยม (Mudde, 2019; Müller, 2017) หรือมาร์กซิสม์ (Brass, 2000) ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงจุดนี้ จึงต้องแยกให้เห็นถึงคุณค่า อุดมการณ์ เนื้อหา และวิธีการของปฏิบัติการทางการเมือง ว่าการเป็นประชานิยมไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์เป็นเสรีนิยม หรือสังคมนิยม หรือไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้าเสมอไป แต่อย่างไรก็ตามประชานิยมนั้นเป็นเครื่องมือที่เล่นกับอารมณ์และความเป็นการเมืองที่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้ว ให้เกิดเป็นแนวหน้าทางการเมืองอย่างน้อยสองฝ่าย ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หรือปรากฎการณ์ที่มีความเป็นกลาง เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่มีความสุดโต่งไปในด้านใดด้านหนึ่ง การเกิดขึ้นของประชานิยม จึงเป็นการหยิบยืม หรือสมาทานอุดมการณ์บางอย่างมาเพื่อนำมาฟูมฟักให้เกิดเป็นการเมืองที่สุดโต่งอยู่เสมอ ส่วนจะส่งผลดีหรือไม่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผิด ก็คงจะเป็นเรื่องที่บรรทัดของแต่ละคนที่ต้องตัดสินเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Brass, T. (2000). &#039;&#039;Peasants, Populism and Postmodernism: The Return of the Agrarian Myth&#039;&#039; (1st edition). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Errejón, Í., &amp;amp; Mouffe, C. (2016). &#039;&#039;Podemos: In the Name of the People&#039;&#039;. Lawrence and Wishart Ltd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Fominaya, C. F. (2020). &#039;&#039;Democracy Reloaded: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos&#039;&#039;. Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E. (2005a). &#039;&#039;On Populist Reason&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E. (2005b). Populism: What’s in a Name? In F. Panizza (Ed.), &#039;&#039;Populism and the Mirror of Democracy&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E., &amp;amp; Mouffe, C. (2001). &#039;&#039;Hegemony and Socialist Strategy: Towards a Radical Democratic Politics&#039;&#039; (2nd edition). Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mouffe, C. (2018). &#039;&#039;For a Left Populism&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mudde, C. (2019). &#039;&#039;The Far Right Today&#039;&#039; (1st edition). Polity.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mudde, C., &amp;amp; Kaltwasser, C. R. (Eds.). (2013). &#039;&#039;Populism in Europe and the Americas: Threat or Corrective for Democracy?&#039;&#039; (Reprint edition). Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Müller, J.-W. (2017). &#039;&#039;What Is Populism?&#039;&#039; Penguin UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Müller, J.-W. (2022). &#039;&#039;Democracy Rules&#039;&#039; (1st edition). Penguin.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prentoulis, M. (2021). &#039;&#039;Left Populism in Europe: Lessons from Jeremy Corbyn to Podemos&#039;&#039; (1st edition). Pluto Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Taggart, P. (2000). &#039;&#039;Populism&#039;&#039; (1st edition). Open University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์ (2565), การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] ในแง่นี้ ประชานิยมจึงแยกไม่ออกกับการเมืองแบบชาตินิยม ซึ่งเน้นการรักษาไว้ซึ่งความเป็นของจริงแท้ ถือเป็นการอนุรักษ์ทั้งเชื้อชาติ วิถีชีวิต รวมไปถึงวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม นั่นก็คือวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการหวนกลับไปหาสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่และระบบทุนนิยมโลกที่เป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในชาติ ประชาชนในชาติจึงต้องปกป้องอัตลักษณ์ของชาติไว้ ไม่ให้ถูกกลืนไป ดู (Brass, 2000, pp. 148–150) ซึ่งแม้ว่า จะมีการนิยามว่าชาติคือประชาชนของฝ่ายซ้ายก็ตาม แต่การอ้างว่าชาติคือประชาชน และการยึดโยงประชาชนเข้ากับชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นศูนย์รวมที่มีสำนึกร่วมกับบางอย่าง จึงจำเป็นที่จะต้องยึดถือสำนึกร่วมบางอย่างนั้นไว้ ก็นำไปสู่สำนึกร่วม “ของแท้” ในที่สุด และทำให้เกิดการกีดกัน “ของไม่แท้” ออกไปในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ดู อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์, การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า, 2565.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] ดู (Laclau, 2005a)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16522</id>
		<title>พลังเยาวชน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;diff=16522"/>
		<updated>2026-04-09T04:50:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;พลังเยาวชน (Youth Power)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลังเยาวชน ได้รับความสนใจกล่าวถึงและศึกษาในฐานะพลังขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมาแล้วเป็นเวลานาน ทางด้านประชากร (demographic) เยาวชน คือ สัดส่วนที่สำคัญของกลุ่มประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในแง่นี้หากเยาวชนได้รับการส่งเสริมการศึกษาและได้รับการเสริมอำนาจให้สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม เยาวชนจะมีส่วน อย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน (Bloom et al., 2003)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชน คือ ทุนมนุษย์ (human capital) ที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทุกด้าน ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน การผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจสังคม ประกอบกับเยาวชนเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ได้ดี เนื่องด้วย อยู่ในช่วงวัยที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากที่สุด หากได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเหมาะสม เยาวชนจะกลายเป็นประชากรกลุ่มสำคัญผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ ดังนั้น การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้แก่คนกลุ่มนี้  จึงมีความสำคัญ และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวแก่สังคมในอนาคต (return on investment) ในทางจิตวิทยา เยาวชน คือกลุ่มบุคคลที่มีพลังงานสูงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง เป็นช่วงที่ระบบโดปามีน (dopamine) ทำงานสูง ซึ่งส่งผลต่อสมองของประชากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวัยนี้ให้มีความยืดหยุ่น (plasticity) สูง สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ วิเคราะห์ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างรวดเร็ว (Steinberg, L., 2014; Erikson, E. H., 1968) เยาวชนนับเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัย “วิกฤตทางพัฒนาการ” ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มุ่งแสวงหาตัวตนและเป้าหมายในชีวิต (identity formation) ส่งผลให้คนในวัยนี้ มีความกระตือรือร้นต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความหมาย เพื่อสร้างอัตลักษณ์และแสวงหาการยอมรับจากสังคม และพร้อมที่จะลุกขึ้นท้าทายกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะยาวมากนัก Paulo Freire (1970) มองว่าเยาวชนเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ อันเป็นธรรมชาติของช่วงวัยนี้ที่มักมุ่งแสวงหาความจริงทางสังคม และมีแนวโน้มตั้งคำถามกับค่านิยมดั้งเดิมอย่างมาก สำหรับเขาแล้วเยาวชนคือกลุ่มคนที่มีพลังแห่งการตื่นรู้ (conscientization) ซึ่งหากคนกลุ่มนี้ได้รับการส่งเสริมการศึกษาให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์อย่างเหมาะสม จะทำให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้ผลิตสื่อได้ในเวลาเดียวกัน ประกอบกับ ความสามารถเรียนรู้และปรับตัวของเยาวชนต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จึงยิ่งสนับสนุนให้เยาวชนกลายเป็นผู้ที่สามารถมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างอัตลักษณ์และนำการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยี (Jenkins, H. et al., 2009)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายเหตุการณ์ที่พบว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีจุดตั้งต้นและขยายผลการขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชน ที่สร้างผลสะเทือนให้เกิดขึ้นในระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต (Fridays for Future) ซึ่งนำโดย Greta Thunberg เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาสวีเดนเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากการหยุดเรียนและนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดนพร้อมทั้งชูป้ายประท้วงเพียงลำพังทุกวันศุกร์ กระทั่ง ได้เปิดเว็บไซต์ Fridays for Future ขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแสวงหาแนวร่วมผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยาวชนและผู้คนที่มีมุมมองเดียวกันกว่า 150 ประเทศทั่วโลกกระทั่งนำไปสู่การประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันในกิจกรรม Global Week for Future เมื่อปี 2019 (Thunberg, G., 2019; Wahlström, M., et al.,2019; Daniel, A., et al., 2021) อีกเหตุการณ์คือการประท้วงของกลุ่มเยาวชนหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Marjory Stoneman Douglas ณ เมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา ในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ขอให้มีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธปืนอย่างเข้มงวด ห้ามซื้อขายอาวุธปืนผ่านงานแสดงสินค้า และเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธปืนเป็น 21 ปี เป็นต้น นำไปสู่การเดินขบวนทั่วประเทศ และผลักดันการออกกฎหมายควบคุมอาวุธในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา (Cullen, D., 2019; Dziobak, M., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งจุดประกายการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในกลุ่มประเทศอาหรับในปี 2011 เอง ก็ได้รับอิทธิพลจากบทบาทของกลุ่มเยาวชนในฐานะผู้เร่งปฏิกิริยาการประท้วง ให้ครุกรุ่นอย่างสำคัญ กระทั่ง ปะทุออกมาผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Twitter, YouTube และบล็อกในการเผยแพร่ข้อมูล นำไปสู่การประท้วงผ่านการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง เช่น Wael Ghonim เยาวชน ชาวอียิปต์ ผู้สร้างเพจ &#039;&#039;We Are All Khaled Said&#039;&#039; ซึ่งจุดประกายการลุกฮือในกรุงไคโรและอีกหลายประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกลุ่มอาหรับ (Lynch, M., 2013) ขณะที่ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของฮ่องกงเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนในปี 2019-2020 นั้นก็นำโดยกลุ่มเยาวชนฮ่องกงเช่นกัน ซึ่งเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Telegram และ LIHKG เพื่อสื่อสาร วางแผน และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม้สุดท้ายแล้วการชุมนุมดังกล่าวจะจบลงโดยรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำเยาวชนกระทั่งทำให้องค์กรเยาวชนหลายแห่งต้องยุบตัวลงทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่คนรุ่นใหม่และจุดกระแสให้แก่อีกหลายเหตุการณ์ที่นำการขับเคลื่อนแบบไร้แกนนำ “leaderless movement” ของกลุ่มเยาวชนประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา (Cheng, E. W., et al., 2022; Sinpeng, A., 2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในปี 2563 (Youth-led Protests in Thailand 2020) เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่รับเอาอิทธิพลจากรูปแบบการชุมนุมทางการเมืองที่ไร้แกนนำของกลุ่มเยาวชนซึ่งเกิดขึ้นในประเทศฮ่องกงมาปรับใช้เพื่อแสดงจุดยืนถึงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นำไปสู่การรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศภายใต้แฮชแท็ก #ไม่ถอยไม่ทน และ #ยุบพรรคอนาคตใหม่ทำไม การชุมนุมยุติลงระยะหยึ่งเนื่องด้วยเหตุโรคระบาด COVID-19 แต่กลับมาอีกครั้งในเดือน กรกฎาคม 2563 นำโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ซึ่งขยายประเด็นการชุมนุมไปสู่ข้อเรียกร้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองอีกหลายประการ โดยการชุมนุมนั้นมีการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Twitter และ Facebook เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการรับรู้และนัดหมายการชุมนุม ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นในลักษณะ “ดาวกระจาย” ในหลายพื้นที่พร้อม ๆ กัน ในลักษณะของแฟลชม็อบ (Flash mob) โดยเป็นการรวมตัวกันในระยะเวลาอันสั้นและสลายตัวไปอย่ารวดเร็วภายหลังพูดคุยและนำเสนอประเด็นสำคัญสิ้นสุดลง (Pavin Chachavalpongpun, 2023) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรวมตัวในลักษณะดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาในการรวมตัวกันเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิทางการศึกษาในการแต่งกายซึ่งครอบคลุมเรื่องเครื่องแบบและทรงผมนักเรียนที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน (จารุวรรณ แก้วมะโน, 2566) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรวมตัวเพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาข้อเรียกร้องของนักรเยนได้รับการตอบสนองโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ตรีนุช เทียนทอง) ลงนามในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 รวมถึงออกเป็นหนังสือสั่งการแจ้งเวียนและระบุให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางแก่สถานศึกษาในการกำหนดลักษณะทรงผมตามความเหมาะสม (สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.; The Matter, 2023) โดยต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน โดยระบุว่า กฎดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (แอมนาสตี้ประเทศไทย, 2025) ส่งผลให้เวลานี้ทรงผมของนักเรียนขึ้นอยู่กับนโยบายของโรงเรียนเป็นหลัก รวมไปถึงเริ่มมีการอภิปรายกันเรื่องการยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือในเวลาต่อมา (สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 2568; ไทยพีบีเอส, 2568) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง นักวิชาการที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือการปลดปล่อย (emancipation) มักให้ความสำคัญกับการศึกษาและแสวงหาแนวทางส่งเสริมพลังเยาวชนมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น Antonio Gramsci เขาเป็นนักคิดที่ตระหนักถึงพลังของคนหนุ่มสาวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ท่ามกลางนักคิดส่วนใหญ่ในเวลานั้น ที่มองว่าเยาวชนไม่มีพลังมากพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแกลง และมองว่าเยาวชนไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เช่น Joseph Schumpeter (Schumpeter, J. A., 1942) ที่เชื่อว่าเยาวชนไม่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเยาวชนโดยมากยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งทำให้ขาดอำนาจทางการเมือง จึงมักถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจและคงอำนาจไว้ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ นอกจากนั้น สำหรับ Schumpeter คนโดยมากรวมถึงเยาวชนก็มักตัดสินใจโดยใช้อารมณ์และอคติมากกว่าเหตุผล เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากพอและโดยมากมักไม่สนใจการเมือง ดังนั้น การเมืองจึงควรเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Walter Lippmann (1965) ที่เชื่อว่าประชาชนทั่วไป (รวมถึงเยาวชน) ไม่สามารถเข้าใจประเด็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางการเมืองที่ซับซ้อนได้ และมักจะตัดสินใจจากอารมณ์หรือภาพลักษณ์ในสื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับ Giovanni Sartori (1987) ที่เชื่อว่าการเมืองที่ดีควรดำเนินการโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจประชาชนซึ่งรวมไปถึงเยาวชนในการแสดงบทบาททางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Antonio Gramsci เชื่อมั่นอย่างยิ่งใน &#039;&#039;&#039;“พลังของเยาวชน”&#039;&#039;&#039; ว่ามีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในบริบทของการต่อสู้กับอำนาจนำ (hegemony) ของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้เพราะสำหรับเขาแล้วเยาวชนเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกครอบงำทางความคิดอย่างสมบูรณ์ และมีความยืดหยุ่นทางอุดมการณ์สูง ทำให้เยาวชนคือกลุ่มคนที่เหมาะสมกับการเป็น “กองหน้า (avant-garde)” แห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ในแง่นี้การส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชนจากชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มชายขอบ จึงมีความสำคัญเพื่อพัฒนาและยกระดับเยาวชนให้กลายเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” (organic intellectual) ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างแนวคิดหรือวัฒนธรรมต้าน (counter-hegemony) เข้าปะทะกับวัฒนธรรมกระแสหลักของรัฐและกลุ่มนายทุน ผ่านการก่อร่างสร้าง “อุดมการณ์ใหม่” และเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ผ่านสื่อ ระบบการศึกษา และวัฒนธรรม อย่างเป็นระบบ (Gramsci, A., 1971; Mayo, P., 2010; Crehan, K., 2002)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดของ Antonio Gramsci นับเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่เยาวชนในฐานะผู้เรียน ได้มีแนวคิดเชิงวิพากษ์ ตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่พวกเขาต้องเผชิญ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความเท่าเทียมเป็นธรรม งานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในทางวิพากษ์ก็คืองานของ Paulo Freire ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเชิงวิพากษ์ (critical pedagogy) ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Antonio Gramsci อย่างมาก เขาคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่อง “การศึกษาเพื่อการปลดปล่อย” (education for liberation) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมพลังของเยาวชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มผู้ถูกกดขี่ Paulo Freire เชื่อว่า เยาวชนที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและได้ตั้งคำถามต่อโลกตามความเป็นจริง จะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการมองเห็นความอยุติธรรม เกิดความตื่นรู้และกล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงในที่สุด (Freire, P., 1970; Darder, A., 2017)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
John Dewey (1916) นับเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาอีกผู้หนึ่งที่เชื่อในพลังเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สำหรับ Dewey เขาเชื่อว่าเด็กและเยาวชนไม่ใช่เพียง “อนาคตของประชาธิปไตย” แต่คือผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในกระบวนการประชาธิปไตย เยาวชนคือ “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อนาคต” ไม่ใช่ “ผู้รอการป้อน”  แต่เป็น “ผู้กระทำ” เยาวชนคือตัวแสดงทางสังคม (social agents) ที่มีพลังหากได้รับการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เยาวชนจะกลายเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่งผลให้เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ ที่เยาวชนจะได้ฝึกฝนการเป็นสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย โดยการมีส่วนร่วมอภิปราย ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา “จิตสำนึกสาธารณะ” (public spirit) Pierre Bourdieu เป็นนักวิชาการอีกรายหนึ่งที่เชื่อในพลังของเยาวชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง  แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเยาวชนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีทุนทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางการเมืองสูงมาก ทว่าคนกลุ่มนี้ กลับสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา ศิลปะ หรือแม้แต่การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มาเป็นพลังในการตั้งคำถาม ท้าทาย และเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมได้ โดยสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” หรือ counter-culture ขึ้นมาท้าทายต่อต้านขนบเดิม เช่น การแต่งกายแบบฮิปปี้ ศิลปะกราฟฟิตี้ เพลงแร็พ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ พลังเยาวชนจึงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านสนามทางวัฒนธรรมไม่ใช่สนามทางเศรษฐกิจและการเมือง (Bourdieu, P., 1986; Swartz, D., 1997) ด้าน Carole Pateman (2016) ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ การแสดงออก และมีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น เยาวชนจึงไม่ควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจของรัฐ ในทางกลับกันเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในการตัดสินใจต่อนโยบายที่จะส่งผลกับชีวิตประจำวันหรือในระดับชุมชนให้มากขึ้น  เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันพลังเยาวชนได้รับการยอมรับมากขึ้น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เชื่อว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในแง่นี้การสร้างพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จึงควรได้รับการส่งเสริมเพื่อให้เยาวชนมีความมั่นใจและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิต ของตนเองและชุมชน UNICEF จึงได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างพลังเยาวชนผ่านหลายโครงการ  เพื่อพัฒนาให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เช่น การส่งเสริมให้นำเสนอวิธีการใหม่ ๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคมในบริบทต่าง ๆ เพื่อตอบโต้กับวิกฤตการณ์ที่หลากหลาย (polycrisis) (UNICEF., 2024)  หรือในโครงการ UPSHIFT ซึ่งเป็นโปรแกรมเร่งการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมสำหรับเยาวชนอายุ 10–24 ปี  เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแก้ปัญหาสังคมในชุมชนของตน และการเสริมสร้างพลังเยาวชนให้มี ส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการมีส่วนร่วมในระดับโลก ตามกรอบนโยบายของสหประชาชาติเพื่อมุ่งสู่การสร้างเยาวชนในปี 2030 (UNICEF Strategic Plan 2022–2025) ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (UNICEF., 2021; UN., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พลังของเยาวชนสามารถส่งเสริม ความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม ให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเยาวชนนับว่ามีความสำคัญ เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรค เชิงโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ (patron-client system) (Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D., 1964) ปรับลดกฎหมายควบคุมการชุมนุม รวมไปถึงกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ถูกใช้ไปในทางจำกัดเสรีภาพของเยาวชน ปรับเพิ่มความเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัย (generation gab) (Panarat Anamwathana, 2024) เปิดพื้นที่ให้กับชุดคำอธิบายที่แตกต่างหลากหลาย ยอมรับ ให้เกียรติ์กับทุกความคิดเห็น รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้เยาวชนเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและล่าถอยไปออกไปจากการมีส่วนร่วมและเลือกที่จะกลับเข้าสู่สังคมแบบเดิม อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
จารุวรรณ แก้วมะโน. (2566). “การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย”.  วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต. คณะรัฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/10719/&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2568). ศธ.ไฟเขียว ยกเลิกบังคับชุดลูกเสือ เตรียมออกประกาศ ภายใน เม.ย.นี้.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/351481&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). “โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอน เปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก”.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/92101?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอมนาสตี้ประเทศไทย. (2025). “ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์! ศาลสั่งยกเลิก ทรงผมนักเรียน”.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/thai-court-abolishes-student-hairstyle-rule/?utm_source=chatgpt.com&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย. (2568). กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมประกาศยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ  ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1075113/?bid=1&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Matter. (2023). “‘ตรีนุช’ รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนมีอำนาจกำหนดกฎเอง”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thematter.co/brief/195134/195134&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Anamwathana, P. (2024). Generational divides in understanding Thailand’s history grow amid   political polarization (Trends in Southeast Asia No. 2024/19). ISEAS – Yusof Ishak Institute.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; anamwathana/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Becker, G. S. (1975). Investment in human capital: effects on earnings. In Human Capital: A   Theoretical and Empirical Analysis, with Special Reference to Education, Second Edition  (pp. 13-44). NBER.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bloom, D. E., Canning, D., &amp;amp; Sevilla, J. (2003). The Demographic Dividend: A New Perspective on  the Economic Consequences of Population Change. Santa Monica, CA: RAND Corporation.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education. Greenwood.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Chachavalpongpun, P. (2023). Peace and Conflict Studies in Thailand: The Primacy of the States Narrative of Security. Asian Journal of Peacebuilding, 11, 95-117.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cheng, E. W., Lee, F. L., Yuen, S., &amp;amp; Tang, G. (2022). Total mobilization from below: Hong Kong&#039;s freedom summer. The China Quarterly, 251, 629-659.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Crehan, K. (2002). Gramsci, Culture and Anthropology. University of California Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cullen, D. (2019). Parkland: Birth of a Movement.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Darder, A. (2017). Reinventing Paulo Freire: A Pedagogy of Love. Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Daniel, A., Bohl, C. E., Braunhuber, B., Glässer, D., Ilchmann, O., Lange, L., &amp;amp; Wingender, A. (2021).  The Climate Crisis and the Fridays for Future Movement: Causes, Responsibilities and  Solutions through the Lense of Framing Theory.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dewey, J. (1916). Democracy and Education. New York: Macmillan.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dziobak, M. (2023). #NeverAgainMSD and the March for Our Lives Movement: American Youth    for Gun Control. Ad Americam, 24, 15–32.          &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.12797/AdAmericam.24.2023.24.02Scilit+4&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Erikson, E. H. (1968). Identity: Youth and Crisis. New York: W. W. Norton &amp;amp; Company.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Freire, P. (1970). Pedagogy of the Oppressed. New York: Herder and Herder.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Gramsci, A. (1971). Selections from the Prison Notebooks. Edited and translated by Quintin  Hoare and Geoffrey Nowell Smith. New York: International Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Jenkins, H., Purushotma, R., Weigel, M., Clinton, K., &amp;amp; Robinson, A. J. (2009). Confronting the  challenges of participatory culture: Media education for the 21st century. The John D.  and Catherine T. MacArthur Foundation.    &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.macfound.org/media/article_pdfs/jenkins_white_paper.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.   Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lippmann, W. (1965). Public opinion. New York : Free Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mayo, P. (Ed.). (2010). Gramsci and educational thought. New York, NY: Wiley-Blackwell.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Pateman, C. (2016). Participation and Democratic Theory. In Democracy: A Reader (pp. 397-402). Columbia University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Riggs, F. W., &amp;amp; MacKean, D. D. (1964). Administration in developing countries: The theory of prismatic society.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sartori, G. (1987). The theory of democracy revisited. Chatham, N.J : Chatham House.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Schumpeter, J. A. (1942). Capitalism, Socialism and Democracy. Harper &amp;amp; Brothers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sinpeng, A. (2020). Digital media, political authoritarianism, and Internet controls in Southeast  Asia. &#039;&#039;Media, Culture &amp;amp; Society&#039;&#039;, &#039;&#039;42&#039;&#039;(1), 25-39.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Steinberg, L. (2014). Age of Opportunity: Lessons from the New Science of Adolescence. Boston:  Houghton Mifflin Harcourt.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swartz, D. (1997). Culture and Power: The Sociology of Pierre Bourdieu. University of Chicago     Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Thunberg, G. (2019). No one is too small to make a difference. Penguin Books.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2024). Youth, Protests and the Polycrisis. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/innocenti/media/7761/file/UNICEF&amp;lt;/nowiki&amp;gt; -Innocenti- Youth-Protests-and-the-Polycrisis%20report.pdf?utm_ source=chatgpt.com&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UNICEF. (2021). UNICEF Strategic Plan, 2022–2025: Executive Board approved version. United Nations Children’s Fund. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/reports/unicef-strategic-plan-2022-2025&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UN (n.d.). About Youth2030, the UN Youth Strategy.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.un.org/youthaffairs/en/youth2030/about&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wahlström, M., et al. (2019). &amp;quot;Protest for a future II: Composition, mobilization and motives of  the participants in Fridays For Future climate protests on 20–27 September 2019 in 19   cities around the world.&amp;quot; ResearchGate.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16521</id>
		<title>ชาวเน็ต (Netizen)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16521"/>
		<updated>2026-04-09T04:48:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร =&lt;br /&gt;
“ชาวเน็ต” เป็นคำภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า Netizen ซึ่งแม้พจนานุกรมฉบับภาษาไทยจะไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ชาวเน็ต” เอาไว้อย่างชัดเจน แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายฉบับให้ความหมายของ คำว่า Netizen ตรงกันว่าหมายถึงผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ  การแสดงความคิดเห็น การโพส์ต การแชร์ การติดตาม และการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น (Cambridge Dictionary, n.d.; Merriam-Webster, n.d.) ในแง่นี้ ชาวเน็ต (Netizen) จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกออนไลน์อีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลจาก Oxford English Dictionary ระบุว่าจากหลักฐานที่สืบค้นไปได้ไกลที่สุดพบว่า Netizen  เป็นคำที่เริ่มปรากฎเมื่อปี 1984 ในกลุ่มสนทนาเฉพาะ newsgroup บนระบบกระดานข่าวออนไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มอย่าง Usenet (Unix User Network) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนระบบ World Wide Web โดยงานชิ้นแรก ๆ ที่กล่าวถึง Netizen อย่างเป็นระบบ ก็คืองานของ Michael Hauben และ Ronda Hauben (1997) ในงานเรื่อง Netizens: On the History and Impact of Usenet and the Internet ซึ่งมุ่งสำรวจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (user) ที่เป็นมากกว่าผู้บริโภคแต่เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในโลกออนไลน์ ผู้ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต  เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมอันมีส่วนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจากรากหญ้าได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นแนวคิดเรื่องชุมชนในคอมพิวเตอร์ ริเริ่มเสนอโดย Licklider หรือ Joseph Carl Robnett Licklider นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี  1968 โดย Licklider มีความฝันเรื่องการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในโครงการ ARPANET อันเป็นต้นแบบโดยตรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เขามองว่าการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเป็นมากกว่ารูปแบบการประมวลผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มันจะกลายเป็นชุมชนคอมพิวเตอร์ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแบ่งปันความคิดผ่านระบบออนไลน์ (Michael Hauben, 1997; Waldrop, M. M., 2001) ทว่าในเวลานั้นยังไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำว่า Netizen กระทั่ง Michael Hauben เป็นผู้คิดคำว่า “Netizen” ขึ้นจากสองคำประกอบกัน คือ “Net” และ “Citizen” เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทว่าไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น  แต่ Netizen ในความเข้าใจของ Michael Hauben คือผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการใช้อินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์บางประการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แบ่งปันความรู้และแนวคิด สนับสนุนการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน สร้างชุมชนออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือออนไลน์ร่วมกัน เป็นต้น กล่าวคือ คุณลักษณะของ Netizen ในความคิดของ Michael Hauben นั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้ามาบริโภคเนื้อหาในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด แสดงความคิดเห็น อภิปราย เข้าร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ อาทิ สนทนา ส่งรายชื่อ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ตลอดจน รับผิดชอบต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของเนื้อหา และวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะสำคัญของ ชาวเน็ต (Netizen) ตามความคิดของ Michael Hauben พึงมีลักษณะดังนี้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นหรือบริโภคเนื้อหาออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโพสต์ การมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนหรือต่อต้านแนวคิดต่าง ๆ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนออนไลน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ปฏิบัติต่อผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตเสมือนปฏิบัติต่อผู้คนในพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือ ยึดมั่นในความยุติธรรม เคารพต่อบทสนทนา และมีสำนึกสาธารณะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) สนับสนุนเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีและเปิดกว้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เคารพเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) สนับสนุนการกระจายอำนาจและต่อต้านการควบคุมการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ และ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) สนับสนุนจริยธรรมประชาธิปไตยในโลกออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ Michael Hauben เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่ผู้เข้าใช้งานสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและการพัฒนาได้ โดยมีชาวเน็ตเป็นผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการใช้ดูแลและใช้ทรัพยากรดิจิทัลเหล่านั้นไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิ สื่อสารเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ แบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูล อันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ ซึ่งหากชาวเน็ตร่วมแรงร่วมใจกันในการนำเสนอข่าวสารที่ดี ที่เป็นจริง และมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามหรือติดตามประเด็นเชิงนโยบาย อย่างสร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตจะสามารถเป็นชุมชนระดับโลกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงชาวเน็ต ได้มีการคาดการณ์ถึงบทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อสังคมโลกไว้เช่นกัน โดยงานที่โดดเด่นคือ งานของ Marshall McLuhan (1964) ที่เสนอมุมมองว่าการพัฒนาขึ้นมาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะทลายกำแพงทางด้านระยะทางและระยะเวลาลงไป ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ได้เกือบจะทันที ราวกับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน กล่าวคือการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเพียง “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ผู้คนแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกก็ยังสามารถมีสำนึกร่วมกันได้ผ่านการสื่อสารกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามเวลาและสถานที่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันและกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้ไม่ได้เน้นศึกษาไปที่บทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่ากับมุ่งศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกายภาพของโลกและความคิดของผู้คนอย่างไร ทำให้งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเทคโนโลยีกำหนดมากจนเกินไป กระทั่งไม่มีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาแสดงบทบาทมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดของเขาก็ยังคงทรงพลังในการศึกษาทำความเข้าใจบทบาทของอินเทอร์เน็ตและกระบวนการโลกาภิวัฒน์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและตัวตนของผู้คนจวบจนปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ของ Jürgen Habermas (1989) นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพื้นที่สาธารณะกับการส่งเสริมประชาธิปไตย Jürgen Habermas เชื่อว่าการมีพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถมารวมตัวกันเพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในที่นี้ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่มีรากฐานมาจากการสนทนา โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ก็คือพื้นที่สาธารณะนั้นจะต้องเป็นอิสระไม่ถูกยึดครองโดยกลไกของรัฐหรือกลไกตลาด ในแง่นี้สื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต จึงมีบทบาทแตกต่างออกไปจากสื่อเก่าและดูจะส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยงานช่วงหลังของเขาได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย โดยเขายอมรับถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ ในแง่ของการส่งเสริมให้เกิดการเปล่งเสียงจากผู้คนจำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์สามารถเข้าถึงมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถก่อตั้งกลุ่มเพื่อท้าทายกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มอำนาจเก่าได้ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม งานของ Jürgen Habermas ก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่บทบาทของสื่อดิจิทัลในการพัฒนาประชาธิปไตยในฐานะของพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ยังไม่ได้มุ่งอธิบายไปที่บทบาทของผู้คนที่จะใช้สื่อดิจิทัลไปเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากนัก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา แต่งานของเขาก็ช่วยให้เข้าใจและยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะนั้นช่วยส่งเสริมอิทธิพลของชาวเน็ตเหนือประเด็นทางสังคมและการเมืองในบางเรื่องได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Manuel Castel (1996) เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า บนโลกดิจิทัล ชาวเน็ตสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ งานของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านเครือข่ายและประชาธิปไตยดิจิทัล Manuel Castell มุ่งสำรวจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก อันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ของผู้คน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง เช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (The Arab Spring) และ Occupy Wall Street เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของชาวเน็ตที่โดดเด่นในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตหลายประการที่เป็นผลดีต่อการแสดงออกและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามเวลาและสถานที่แล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปกปิดตัวตน (Anonymity) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ก้าวข้ามเพศสภาพ อายุ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปราบปราม ทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น Lokman Tsui (2005) ชี้ให้เห็นว่าการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์สามารถปกป้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแสดงออกทางประชาธิปไตยในรัฐเผด็จการได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Helen Nissenbaum (1999) ที่เชื่อว่าการไม่เปิดเผยตัวตนคือเกราะป้องกันการอภิปรายในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังมีฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นในการเสวนาได้ (User Generated Content) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับสารเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้คนสามารถเป็นผู้ส่งสารของตนเองออกไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยที่สารเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจคัดกรองของบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่เช่นการสื่อสารในแบบเดิม ซึ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารสองทางให้มากขึ้น (McNair, B.; 2017) ทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Castells, M., 2012) ซึ่งนำไปสู่การระดมพลทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า Netizen หรือ ชาวเน็ต คือ ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างกระตือรือร้น  และเรียนรู้ที่จะใช้คุณลักษณะของโลกออนไลน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจของตนเอง  หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการของตน มิใช่เพียงผู้เข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อรับสารหรือค้นหาข้อมูลโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด ในทางกลับกันชาวเน็ตคือผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตและพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโลกออนไลน์กับข้อมูลเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซึ่งมีได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ การกดสัญลักษณ์เพื่อแสดงความรู้สึกต่อข้อมูล การส่งต่อข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การนำเข้าชุดข้อมูลลักษณะต่าง ๆ สู่ระบบออนไลน์ การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ รวมไปถึงการใช้พื้นที่ชุมชนออนไลน์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ชาวเน็ตจึงไม่ใช่ผู้ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในลักษณะของผู้รับสาร (passive receiver) เท่านั้น ในแง่หนึ่งชาวเน็ตจึงมีลักษณะคล้ายกับพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (active citizen) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประชาธิปไตยได้  ส่งผลให้ปัจจุบันคุณลักษณะของ “พลเมืองในโลกดิจิทัล” หรือ Digital Citizen ได้รับการกล่าวถึงและได้รับความสนใจศึกษามากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตกับการพัฒนาประชาธิปไตย (เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Netizen) =&lt;br /&gt;
สืบเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง  ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การติดตามข่าวสาร การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการรับบริการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับ ระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ผู้ใช้งาน (user) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ ระบบได้อย่างหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และสามารถนำเข้าข้อมูลดิจิทัลสู่ระบบออนไลน์ด้วยตนเองตามที่สนใจ ทั้งยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากกว่าสื่อเดิมอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุ ที่ผู้ผลิตเนื้อหามีอยู่จำกัดและโดยมากมักเป็นภาครัฐกับนายทุน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลโดยตรงต่อกระแสสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งการเมือง มีหลายกรณีที่พบว่าชาวเน็ต (Netizens) ใช้ประชาคมออนไลน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปมีบทบาท ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสังคม นโยบาย ตลอดจนโครงสร้างทางการเมือง ยกตัวอย่าวเช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของชาวเน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงจากนักวิชาการและผู้คนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนรวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ก่อนนำไปสู่การประท้วงในหลายเมืองของกลุ่มประเทศอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียกับเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) จากการที่พ่อค้ารายหนึ่งจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกภาพไว้และแพร่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ที่ขยายตัวออกไปสู่หลายประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างประเทศอียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ในเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่นาน เพื่อขับไล่ผู้นำและรัฐบาลเผด็จการ แม้ท้ายที่สุดแล้วการลุกฮือดังกล่าวจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่บางประเทศอย่าง ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน กลับต้องเผชิญกับสภาวะสงครามการเมือง การแย่งชิงอำนาจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Lynch, M., 2013) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายเหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ Occupy Wall Street (OWS) เพื่อประท้วงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2011 (Adam Volle, n.d.) ทั้งยังส่งผลให้สังคมหันมาให้ความสนใจศึกษาโซเชียลมีเดียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ดังปรากฎว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชิ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และนับจากนั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียโดยหวังผลให้เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองบางประการก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป (Castel, M., 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทยการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย เริ่มปรากฎชัดเจนประมาณ พ.ศ. 2553 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มมีการรายงานข่าวผ่านสื่อทางเลือกต่างๆ อาทิ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ต่อมาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารใน พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสื่อกระแสหลัก  จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ Facebook, Twitter, และ YouTube ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐก็คือเหตุการณ์ Single Gateway ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งในเวลานั้นเป็นแผนของรัฐบาลซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะรวมช่องทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้เหลือช่องทางเดียว (Single Gateway) เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบการเข้าถึง “เนื้อหาที่เป็นภัย” เพื่อความมั่นคงของชาติได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ชาวเน็ตไทยจำนวนมากร่วมกันต่อต้านผ่านการติดแฮชแท็ก #SingleGateway ต่อท้ายความเห็นของพวกตน และรณรงค์บน Change.org เนื่องจากเกรงว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกทางการเมือง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ช้าลง จากแรงต้านดังกล่าวแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบาย Single Gateway  อย่างเป็นทางการ ทว่าดูเหมือนนโยบายดังกล่าวก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองแบบดาวกระจาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob หรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้น ไม่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มในเวลานั้นนำมาปรับใช้เพื่อ ท้าทายกับรัฐบาลทหารที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้วิธีการระดมผู้คนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ท้ายที่สุดการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมการเมือง ทว่าก็มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาย่อย ๆ ในเรื่องทรงผมนักเรียนในเวลาต่อมา (ศุทธิกานต์ มีจั่น, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นชาวเน็ตไทยยังมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกันในกรณีของ George Floyd ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทั่งเสียชีวิตผ่านการติดแฮชแท็ก #black life matter และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรชานมเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยมของประเทศในแถบภูมิภาคเอเซียผ่าน #MilkTeaAlliance โดยชาวเน็ตไทยยังใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแฮชแท็ก (#) ดังกล่าว  เพื่อสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไปยังโลกผ่าน #WhatsHappeningInThailand อีกด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว #MilkTeaAlliance ของประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียบวกัน อย่างประเทศฮ่องกง และเมียนมาร์ ซึ่งมีการติด #WhatsHappeningInHongKong และ #WhatsHappeningInMyanmar เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทย มีเว็บไซต์ที่ชือว่า Thai Netizen Network เกิดขึ้น โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิทางดิจิทัลและเสรีภาพพลเมือง ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเติบโต มาจากกลุ่มพลเมืองเน็ตที่กังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จำกัดในช่วงหลังการรัฐประหาร ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “มูลนิธิอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง” ในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยที่ผ่านมาทำกิจกรรมอาทิ รายงานสถานการณ์ประจำปีเกี่ยวกับเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมออนไลน์ในประเทศไทย ข้อมูลประกอบรายงานของ ภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศไทย และจัดเวิร์กช็อปด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับ ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักรณรงค์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้าน Single Gateway โดยเชิญชวนให้ผู้คนร่วมลงชื่อของท่านผ่านทาง Change.org เพื่อที่จะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวผ่าน X ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Thai Netizen Network .jpg|none|thumb|300x300px]]&lt;br /&gt;
อิทธิพลของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่สำนักข่าวจะนำเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ อภิปรายกันในโลกออนไลน์ ผ่านการติดแฮชแท็ก (#) ต่าง ๆ ที่กลายเป็นกระแส มากล่าวถึงในรายการข่าวด้วย นอกจากนั้น บทบาทของชาวเน็ตยังปรากฎในรูปแบบของเว็บเพจในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เน้นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เปิดโปงข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ เว็บเพจแหม่มโพธิ์ดำ เว็บเพจ Drama-addict เว็บเพจ CSI LA เว็บเพจอีจัน เว็บเพจต้องแฉ (Must Share) และเว็บเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเว็บเพจเหล่านี้ มักนำเสนอข่าวสารและประเด็นสังคมในรูปแบบที่มีอารมณ์ขัน พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก กระทั่งกลายเป็นชุมชนทางการเมืองของภาคประชาชนที่พวกเขาจะส่งข้อมูลข่าวสารหากัน และหลายครั้งเว็บเพจสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็มีบทบาทในการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม รวมไปถึงเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่โปร่งใสในสังคมไทยซึ่งนำไปสู่การจับผิดและคลี่คลายหลายประเด็นลงได้ อาทิ โครงการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ซึ่งนำเสนอพิรุธโดยเว็บเพจต้องแฉ (Must Share) ภายหลังจากประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเพจเกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟประติมากรรมกินรีในพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพจจึงได้รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่เรื่องราว ทำให้สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กรณีอ้างคุณวุฒิปริญญาเอกจาก “California City University” ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรับรองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบจากประชาชนและเว็บเพจ CSI LA เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตว่าไม่ใช่เพียง “ผู้รับสาร” หรือเป็นเพียงผู้เสพสื่ออีกต่อไปแต่ชาวเน็ตกำลังกลายเป็น “ผู้ร่วมผลิตสาร” (co-producer of information) กลุ่มสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการรายงานและขับเคลื่อนสังคมในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ในแง่นี้บทบาทของชาวเน็ต  โดยการสนับสนุนของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ข้อพึงระวังในการแสดงออกของ “ชาวเน็ต” =&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์การรวมตัวกันของผู้คนในโลกออนไลน์สู่โลกเสมือนจริงที่กำลังเติบโตขึ้น อย่างกว้างขวางนั้น ในมุมหนึ่งนับเป็นผลดีในแง่ของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกทางการเมือง  ในการมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเมืองให้โปร่งใส เป็นธรรม  เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าแม้ชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่การมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ของชาวเน็ตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดสภาวะ “นักคลิ๊ก” (Clicktivism) หรือ เกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นเพียงการเข้าร่วม เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือโพสต์แฮชแท็ก โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง (Morozov, E., 2009) ขณะที่ ชาวเน็ตส่วนมากยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลหรือเข้าใจประเด็นอย่างรอบด้าน กระทั่ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ทัวร์ลง” คนผิดหรือแม้กระทั่งผิดคน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้นั้นได้ เช่น กรณีที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์คลิปชายหนุ่มรองเท้าขาดเป็นรูว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามคำเตือนของอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) รายหนึ่ง ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริงโดยขาดการตรวจสอบข้อมูล กระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานของชายหนุ่มรายนั้น เป็นต้น (ไทยพีบีเอส, 2559) ซึ่งการแชร์ข้อมูลข่าวสารโดยขาดการตรวจสอบนั้นจะตามมาด้วยวัฒนธรรม “ล่าแม่มด” หรือการแสดงออกในการคุกคามบุคคลที่กลายเป็นกระแส กระทั่งทำให้การมีส่วนร่วมเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นอกจากนั้น ภายใต้โลกอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีเงื่อนไขหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.      ข้อมูลเท็จ (Fake News) และข่าวลวง (Misinformation) ซึ่งพบว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น เต็มไปด้วยข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือน ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้บางครั้งชาวเน็ตอาจเกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปทั้งโดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม (Tandoc, E. C., et al., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.      ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรบริโภคข้อมูลจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัลกอริธึม (algorithm) ที่เก็บประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเลือกนำเสนอข้อมูลที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในแง่หนึ่งมันช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงชุดข้อมูลที่ตนสนใจสะดวกขึ้น ทว่าอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ลดโอกาสในการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสุดโต่งทางความคิดและขาดการถกเถียงอย่างมีเหตุผลได้ (Flaxman, S., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.      การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Concerns) นับเป็นอีกปัญหาที่มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มีส่วนร่วมมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเปิดโปง ที่ต้องการมีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดโปงพฤติกรรม จึงสืบค้น ขุดคุ้ย ข้อมูลของเป้าหมายและนำมาเผยแพร่ ซึ่งบางครั้งเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว ในอีกกรณีเกิดจากการที่ผู้ใช้งานต้องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์จึงทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อทำการโฆษณาแบบเจาะจง ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศใช้ระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.      การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และวัฒนธรรมการยกเลิก (Cancel Culture) นับเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ ทว่าอิสระในการแสดงความคิดเห็น บางครั้ง หากถูกใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดยใช้อิสระเสรีนั้นในการเข้าโจมตีบุคคล กลุ่ม องค์กร โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง หรือใช้กระแสเข้ากดดันโจมตี อาจก่อให้เกิดสภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ถูกโจมตีได้ (Norris, P., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.      การเซ็นเซอร์และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของชาวเน็ต เช่น ในบางประเทศอาจมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์หรือการลงโทษผู้วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้ชาวเน็ตไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและอาจถูกควบคุมตัวรวมไปถึงจับกุมและลงโทษอันสืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.      ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มถูกจำกัด การเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในการเข้ามามีส่วนร่วม (Norris, P., 2001)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และ อาจก่อให้เกิดสถาวะกดดันจากโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ตน แสดงออกไปและความเห็นของผู้อื่นที่ตอบกลับมา ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สถาวะซึมเศร้า และนำไปสู่สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder: IAD) (Friedman, E. 2020) และท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะวิตกว่าจะ “ตกขบวน”หรือ FoMO (Fear of Missing Out) จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกออนไลน์ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด กระทั่ง ก่อเกิดเป็นวังวนของปัญหาความเครียด ปัญหาวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพได้ (Elhai, J. D., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กล่าวโดยสรุป&#039;&#039;&#039; แม้ว่าสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ได้เสมอไป เพราะแม้การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริง” ได้ ในแง่นี้แม้ว่าชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาก็เผชิญกับข้อจำกัดที่มาจากเทคโนโลยี การเมือง และพฤติกรรมของมนุษย์เอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยทั้ง  การเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล (digital literacy) และการออกแบบแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ พร้อม ๆ กับปรับกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อให้สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2559) “โลกออนไลน์ปลุกกระแส &amp;quot;เช็คก่อนแชร์&amp;quot; บทเรียนจาก &amp;quot;ชายใส่รองเท้ามีรู&amp;quot;”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/254319&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ ทองเล็ก. (2567). ภาพเก่าเล่าตำนาน : อาหรับสปริง…ยังไม่หยุดแรงกระแทก.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/article/news_4953802&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มติชนออนไลน์. (2567). เพจดัง CSI LA พาทัวร์ ‘California University’ พิสูจน์คำพูดหมอเกศกมล ชี้แค่ตึก พาณิชย์. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/social/news_4681030&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุทธิกานต์ มีจั่น. (ม.ป.ป.) เเฟลชม็อบ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เเฟลชม็อบ&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศธ.360 องศา. (2568). “ศธ. ย้ำอีกครั้ง “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับ สิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://moe360.blog/2025/03/05/cancel-hairstyle-rules/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
TNN. (2021) เปิดข้อมูลเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ต้นละ 94,000 นายก อบต.ท้าให้ตรวจสอบ.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tnnthailand.com/local/82164/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Adam Volle, (n.d.) “Occupy Wall Street”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.britannica.com/topic/Occupy-Wall-Street&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cambridge dictionary. (n.d.) “Netizen”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/netizen&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (2012). Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (1996). The rise of the network society. Oxford, UK: Blackwell Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Elhai, J. D., Levine, J. C., Dvorak, R. D., &amp;amp; Hall, B. J. (2016). Fear of missing out, need for touch,     anxiety and depression are related to problematic smartphone use. Computers in Human  Behavior, 63, 509-516.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Flaxman, S., Goel, S., &amp;amp; Rao, J. M. (2016).Filter bubbles, echo chambers, and online news  consumption. Public Opinion Quarterly, 80(S1), 298–320.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1093/poq/nfw006&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Friedman, E. (2020). Internet Addiction A Critical Psychology of Users. London: Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Habermas, J. (1989). &#039;&#039;The structural transformation of the public sphere: An inquiry into a category of bourgeois society&#039;&#039; (T. Burger &amp;amp; F. Lawrence, Trans.). MIT Press. (Original work   published 1962)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Hauben, M., &amp;amp; Hauben, R. (1997). Netizens: On the history and impact of Usenet and the Internet. Wiley-IEEE Computer Society Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.  Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McNair, B. (2017). An Introduction to Political Communication (6th ed.). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McLuhan, M. (1964) Understanding Media: The Extensions of Man. McGraw-Hill.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Merriam-Webster Dictionary. (n.d.) “Netizen”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.merriam-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; webster.com/dictionary/netizen&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Morozov, E. (2009, May 19). The brave new world of slacktivism. Foreign Policy.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://foreignpolicy.com/2009/05/19/the-brave-new-world-of-slacktivism/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nissenbaum, H. (1999). &amp;quot;The Meaning of Anonymity in an Information Age.&amp;quot; The Information  Society, 15(2), 141–144.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2023). Cancel culture: Myth or reality?. Political studies, 71(1), 145-174.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2001). Digital Divide: Civic Engagement, Information Poverty, and the Internet  Worldwide.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Oxford English Dictionary. (2003) “Netizen”.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.oed.com/dictionary/netizen_n?tab=factsheet#12355684&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tandoc, E. C., Lim, Z. W., &amp;amp; Ling, R. (2018).Defining &amp;quot;fake news&amp;quot;: A typology of scholarly  definitions. Digital Journalism, 6(2), 137–153.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1080/21670811.2017.1360143&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tsui, L. (2005). The Panopticon as the Antithesis of a Space of Freedom: Control and Regulation  of the Internet in China.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waldrop, M. Mitchell. (2001). The Dream Machine: J. C. R. Licklider and the Revolution That   Made Computing Personal. New York: Viking Penguin. p. 470. &amp;lt;nowiki&amp;gt;ISBN 978-0-670-89976-0&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Thai_Netizen_Network_.jpg&amp;diff=16520</id>
		<title>ไฟล์:Thai Netizen Network .jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Thai_Netizen_Network_.jpg&amp;diff=16520"/>
		<updated>2026-04-09T04:48:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;Thai Netizen Network&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16519</id>
		<title>ชาวเน็ต (Netizen)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95_(Netizen)&amp;diff=16519"/>
		<updated>2026-04-09T04:45:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ดร. ศรัณยุ หมั้นทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตคือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร =&lt;br /&gt;
“ชาวเน็ต” เป็นคำภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า Netizen ซึ่งแม้พจนานุกรมฉบับภาษาไทยจะไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ชาวเน็ต” เอาไว้อย่างชัดเจน แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษหลายฉบับให้ความหมายของ คำว่า Netizen ตรงกันว่าหมายถึงผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ  การแสดงความคิดเห็น การโพตส์ การแชร์ การติดตาม และการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น (Cambridge Dictionary, n.d.; Merriam-Webster, n.d.) ในแง่นี้ ชาวเน็ต (Netizen) จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกออนไลน์อีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อมูลจาก Oxford English Dictionary ระบุว่าจากหลักฐานที่สืบค้นไปได้ไกลที่สุดพบว่า Netizen  เป็นคำที่เริ่มปรากฎเมื่อปี 1984 ในกลุ่มสนทนาเฉพาะ newsgroup บนระบบกระดานข่าวออนไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มอย่าง Usenet (Unix User Network) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนระบบ World Wide Web โดยงานชิ้นแรก ๆ ที่กล่าวถึง Netizen อย่างเป็นระบบ ก็คืองานของ Michael Hauben และ Ronda Hauben (1997) ในงานเรื่อง Netizens: On the History and Impact of Usenet and the Internet ซึ่งมุ่งสำรวจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (user) ที่เป็นมากกว่าผู้บริโภคแต่เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในโลกออนไลน์ ผู้ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต  เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมอันมีส่วนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจากรากหญ้าได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นแนวคิดเรื่องชุมชนในคอมพิวเตอร์ ริเริ่มเสนอโดย Licklider หรือ Joseph Carl Robnett Licklider นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี  1968 โดย Licklider มีความฝันเรื่องการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตในโครงการ ARPANET อันเป็นต้นแบบโดยตรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เขามองว่าการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเป็นมากกว่ารูปแบบการประมวลผล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มันจะกลายเป็นชุมชนคอมพิวเตอร์ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแบ่งปันความคิดผ่านระบบออนไลน์ (Michael Hauben, 1997; Waldrop, M. M., 2001) ทว่าในเวลานั้นยังไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำว่า Netizen กระทั่ง Michael Hauben เป็นผู้คิดคำว่า “Netizen” ขึ้นจากสองคำประกอบกัน คือ “Net” และ “Citizen” เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทว่าไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น  แต่ Netizen ในความเข้าใจของ Michael Hauben คือผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการใช้อินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์บางประการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แบ่งปันความรู้และแนวคิด สนับสนุนการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน สร้างชุมชนออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือออนไลน์ร่วมกัน เป็นต้น กล่าวคือ คุณลักษณะของ Netizen ในความคิดของ Michael Hauben นั้น ไม่ใช่เพียงผู้ที่เข้ามาบริโภคเนื้อหาในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด แสดงความคิดเห็น อภิปราย เข้าร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ อาทิ สนทนา ส่งรายชื่อ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ตลอดจน รับผิดชอบต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของเนื้อหา และวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;คุณลักษณะสำคัญของ ชาวเน็ต (Netizen) ตามความคิดของ Michael Hauben พึงมีลักษณะดังนี้&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ใช่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นหรือบริโภคเนื้อหาออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโพสต์ การมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนหรือต่อต้านแนวคิดต่าง ๆ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนออนไลน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ปฏิบัติต่อผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตเสมือนปฏิบัติต่อผู้คนในพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือ ยึดมั่นในความยุติธรรม เคารพต่อบทสนทนา และมีสำนึกสาธารณะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) สนับสนุนเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีและเปิดกว้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เคารพเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7) สนับสนุนการกระจายอำนาจและต่อต้านการควบคุมการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ และ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8) สนับสนุนจริยธรรมประชาธิปไตยในโลกออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับ Michael Hauben เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่ผู้เข้าใช้งานสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและการพัฒนาได้ โดยมีชาวเน็ตเป็นผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการใช้ดูแลและใช้ทรัพยากรดิจิทัลเหล่านั้นไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิ สื่อสารเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ แบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูล อันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ ซึ่งหากชาวเน็ตร่วมแรงร่วมใจกันในการนำเสนอข่าวสารที่ดี ที่เป็นจริง และมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามหรือติดตามประเด็นเชิงนโยบาย อย่างสร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตจะสามารถเป็นชุมชนระดับโลกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงชาวเน็ต ได้มีการคาดการณ์ถึงบทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะส่งผลต่อสังคมโลกไว้เช่นกัน โดยงานที่โดดเด่นคือ งานของ Marshall McLuhan (1964) ที่เสนอมุมมองว่าการพัฒนาขึ้นมาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะทลายกำแพงทางด้านระยะทางและระยะเวลาลงไป ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสื่อสารและแบ่งปันประสบการณ์ได้เกือบจะทันที ราวกับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน กล่าวคือการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเพียง “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ผู้คนแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกก็ยังสามารถมีสำนึกร่วมกันได้ผ่านการสื่อสารกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามเวลาและสถานที่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกันและกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้ไม่ได้เน้นศึกษาไปที่บทบาทของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่ากับมุ่งศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกายภาพของโลกและความคิดของผู้คนอย่างไร ทำให้งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเทคโนโลยีกำหนดมากจนเกินไป กระทั่งไม่มีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาแสดงบทบาทมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดของเขาก็ยังคงทรงพลังในการศึกษาทำความเข้าใจบทบาทของอินเทอร์เน็ตและกระบวนการโลกาภิวัฒน์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและตัวตนของผู้คนจวบจนปัจจุบัน แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ของ Jürgen Habermas (1989) นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพื้นที่สาธารณะกับการส่งเสริมประชาธิปไตย Jürgen Habermas เชื่อว่าการมีพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถมารวมตัวกันเพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในที่นี้ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ แต่เป็นสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่มีรากฐานมาจากการสนทนา โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ก็คือพื้นที่สาธารณะนั้นจะต้องเป็นอิสระไม่ถูกยึดครองโดยกลไกของรัฐหรือกลไกตลาด ในแง่นี้สื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต จึงมีบทบาทแตกต่างออกไปจากสื่อเก่าและดูจะส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยงานช่วงหลังของเขาได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย โดยเขายอมรับถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ ในแง่ของการส่งเสริมให้เกิดการเปล่งเสียงจากผู้คนจำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์สามารถเข้าถึงมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถก่อตั้งกลุ่มเพื่อท้าทายกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มอำนาจเก่าได้ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม งานของ Jürgen Habermas ก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่บทบาทของสื่อดิจิทัลในการพัฒนาประชาธิปไตยในฐานะของพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ยังไม่ได้มุ่งอธิบายไปที่บทบาทของผู้คนที่จะใช้สื่อดิจิทัลไปเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากนัก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา แต่งานของเขาก็ช่วยให้เข้าใจและยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะนั้นช่วยส่งเสริมอิทธิพลของชาวเน็ตเหนือประเด็นทางสังคมและการเมืองในบางเรื่องได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Manuel Castel (1996) เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า บนโลกดิจิทัล ชาวเน็ตสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ งานของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านเครือข่ายและประชาธิปไตยดิจิทัล Manuel Castell มุ่งสำรวจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างไร โดยยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก อันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ของผู้คน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง เช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (The Arab Spring) และ Occupy Wall Street เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของชาวเน็ตที่โดดเด่นในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตหลายประการที่เป็นผลดีต่อการแสดงออกและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามเวลาและสถานที่แล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปกปิดตัวตน (Anonymity) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ก้าวข้ามเพศสภาพ อายุ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปราบปราม ทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้น Lokman Tsui (2005) ชี้ให้เห็นว่าการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์สามารถปกป้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแสดงออกทางประชาธิปไตยในรัฐเผด็จการได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Helen Nissenbaum (1999) ที่เชื่อว่าการไม่เปิดเผยตัวตนคือเกราะป้องกันการอภิปรายในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังมีฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นในการเสวนาได้ (User Generated Content) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับสารเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้คนสามารถเป็นผู้ส่งสารของตนเองออกไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยที่สารเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจคัดกรองของบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่เช่นการสื่อสารในแบบเดิม ซึ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารสองทางให้มากขึ้น (McNair, B.; 2017) ทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Castells, M., 2012) ซึ่งนำไปสู่การระดมพลทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวโดยสรุปได้ว่า Netizen หรือ ชาวเน็ต คือ ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างกระตือรือร้น  และเรียนรู้ที่จะใช้คุณลักษณะของโลกออนไลน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจของตนเอง  หรือเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการของตน มิใช่เพียงผู้เข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อรับสารหรือค้นหาข้อมูลโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด ในทางกลับกันชาวเน็ตคือผู้ที่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตและพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในโลกออนไลน์กับข้อมูลเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซึ่งมีได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ การกดสัญลักษณ์เพื่อแสดงความรู้สึกต่อข้อมูล การส่งต่อข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การนำเข้าชุดข้อมูลลักษณะต่าง ๆ สู่ระบบออนไลน์ การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ รวมไปถึงการใช้พื้นที่ชุมชนออนไลน์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ชาวเน็ตจึงไม่ใช่ผู้ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในลักษณะของผู้รับสาร (passive receiver) เท่านั้น ในแง่หนึ่งชาวเน็ตจึงมีลักษณะคล้ายกับพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (active citizen) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประชาธิปไตยได้  ส่งผลให้ปัจจุบันคุณลักษณะของ “พลเมืองในโลกดิจิทัล” หรือ Digital Citizen ได้รับการกล่าวถึงและได้รับความสนใจศึกษามากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ชาวเน็ตกับการพัฒนาประชาธิปไตย (เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Netizen) =&lt;br /&gt;
สืบเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง  ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การติดตามข่าวสาร การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการรับบริการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับ ระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ผู้ใช้งาน (user) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ ระบบได้อย่างหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และสามารถนำเข้าข้อมูลดิจิทัลสู่ระบบออนไลน์ด้วยตนเองตามที่สนใจ ทั้งยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลายมากกว่าสื่อเดิมอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุ ที่ผู้ผลิตเนื้อหามีอยู่จำกัดและโดยมากมักเป็นภาครัฐกับนายทุน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลโดยตรงต่อกระแสสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งการเมือง มีหลายกรณีที่พบว่าชาวเน็ต (Netizens) ใช้ประชาคมออนไลน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปมีบทบาท ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของสังคม นโยบาย ตลอดจนโครงสร้างทางการเมือง ยกตัวอย่าวเช่น เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของชาวเน็ตในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ได้รับความสนใจกล่าวถึงจากนักวิชาการและผู้คนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนรวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ก่อนนำไปสู่การประท้วงในหลายเมืองของกลุ่มประเทศอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียกับเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) จากการที่พ่อค้ารายหนึ่งจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกภาพไว้และแพร่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ที่ขยายตัวออกไปสู่หลายประเทศในกลุ่มอาหรับอย่างประเทศอียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ในเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่นาน เพื่อขับไล่ผู้นำและรัฐบาลเผด็จการ แม้ท้ายที่สุดแล้วการลุกฮือดังกล่าวจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่บางประเทศอย่าง ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน กลับต้องเผชิญกับสภาวะสงครามการเมือง การแย่งชิงอำนาจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Lynch, M., 2013) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายเหตุการณ์ อาทิ เหตุการณ์ Occupy Wall Street (OWS) เพื่อประท้วงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2011 (Adam Volle, n.d.) ทั้งยังส่งผลให้สังคมหันมาให้ความสนใจศึกษาโซเชียลมีเดียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ดังปรากฎว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชิ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และนับจากนั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียโดยหวังผลให้เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองบางประการก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป (Castel, M., 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทยการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย เริ่มปรากฎชัดเจนประมาณ พ.ศ. 2553 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เริ่มมีการรายงานข่าวผ่านสื่อทางเลือกต่างๆ อาทิ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ต่อมาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารใน พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสื่อกระแสหลัก  จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ Facebook, Twitter, และ YouTube ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐก็คือเหตุการณ์ Single Gateway ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งในเวลานั้นเป็นแผนของรัฐบาลซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะรวมช่องทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้เหลือช่องทางเดียว (Single Gateway) เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบการเข้าถึง “เนื้อหาที่เป็นภัย” เพื่อความมั่นคงของชาติได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ชาวเน็ตไทยจำนวนมากร่วมกันต่อต้านผ่านการติดแฮชแท็ก #SingleGateway ต่อท้ายความเห็นของพวกตน และรณรงค์บน Change.org เนื่องจากเกรงว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกทางการเมือง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ช้าลง จากแรงต้านดังกล่าวแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบาย Single Gateway  อย่างเป็นทางการ ทว่าดูเหมือนนโยบายดังกล่าวก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองแบบดาวกระจาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob หรือการชุมนุมที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้น ไม่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มในเวลานั้นนำมาปรับใช้เพื่อ ท้าทายกับรัฐบาลทหารที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้วิธีการระดมผู้คนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการชุมนุมขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ท้ายที่สุดการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมการเมือง ทว่าก็มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาย่อย ๆ ในเรื่องทรงผมนักเรียนในเวลาต่อมา (ศุทธิกานต์ มีจั่น, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นชาวเน็ตไทยยังมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกันในกรณีของ George Floyd ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทั่งเสียชีวิตผ่านการติดแฮชแท็ก #black life matter และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรชานมเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยมของประเทศในแถบภูมิภาคเอเซียผ่าน #MilkTeaAlliance โดยชาวเน็ตไทยยังใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแฮชแท็ก (#) ดังกล่าว  เพื่อสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไปยังโลกผ่าน #WhatsHappeningInThailand อีกด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว #MilkTeaAlliance ของประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียบวกัน อย่างประเทศฮ่องกง และเมียนมาร์ ซึ่งมีการติด #WhatsHappeningInHongKong และ #WhatsHappeningInMyanmar เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทย มีเว็บไซต์ที่ชือว่า Thai Netizen Network เกิดขึ้น โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิทางดิจิทัลและเสรีภาพพลเมือง ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยเติบโต มาจากกลุ่มพลเมืองเน็ตที่กังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่จำกัดในช่วงหลังการรัฐประหาร ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “มูลนิธิอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง” ในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยที่ผ่านมาทำกิจกรรมอาทิ รายงานสถานการณ์ประจำปีเกี่ยวกับเสรีภาพอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมออนไลน์ในประเทศไทย ข้อมูลประกอบรายงานของ ภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศไทย และจัดเวิร์กช็อปด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับ ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และนักรณรงค์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้าน Single Gateway โดยเชิญชวนให้ผู้คนร่วมลงชื่อของท่านผ่านทาง Change.org เพื่อที่จะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 ปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวผ่าน X ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อิทธิพลของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่สำนักข่าวจะนำเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ อภิปรายกันในโลกออนไลน์ ผ่านการติดแฮชแท็ก (#) ต่าง ๆ ที่กลายเป็นกระแส มากล่าวถึงในรายการข่าวด้วย นอกจากนั้น บทบาทของชาวเน็ตยังปรากฎในรูปแบบของเว็บเพจในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เน้นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เปิดโปงข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ เว็บเพจแหม่มโพธิ์ดำ เว็บเพจ Drama-addict เว็บเพจ CSI LA เว็บเพจอีจัน เว็บเพจต้องแฉ (Must Share) และเว็บเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเว็บเพจเหล่านี้ มักนำเสนอข่าวสารและประเด็นสังคมในรูปแบบที่มีอารมณ์ขัน พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก กระทั่งกลายเป็นชุมชนทางการเมืองของภาคประชาชนที่พวกเขาจะส่งข้อมูลข่าวสารหากัน และหลายครั้งเว็บเพจสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็มีบทบาทในการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม รวมไปถึงเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่โปร่งใสในสังคมไทยซึ่งนำไปสู่การจับผิดและคลี่คลายหลายประเด็นลงได้ อาทิ โครงการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ซึ่งนำเสนอพิรุธโดยเว็บเพจต้องแฉ (Must Share) ภายหลังจากประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเพจเกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟประติมากรรมกินรีในพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพจจึงได้รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่เรื่องราว ทำให้สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กรณีอ้างคุณวุฒิปริญญาเอกจาก “California City University” ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการรับรองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจสอบจากประชาชนและเว็บเพจ CSI LA เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของชาวเน็ตว่าไม่ใช่เพียง “ผู้รับสาร” หรือเป็นเพียงผู้เสพสื่ออีกต่อไปแต่ชาวเน็ตกำลังกลายเป็น “ผู้ร่วมผลิตสาร” (co-producer of information) กลุ่มสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการรายงานและขับเคลื่อนสังคมในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ในแง่นี้บทบาทของชาวเน็ต  โดยการสนับสนุนของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= ข้อพึงระวังในการแสดงออกของ “ชาวเน็ต” =&lt;br /&gt;
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์การรวมตัวกันของผู้คนในโลกออนไลน์สู่โลกเสมือนจริงที่กำลังเติบโตขึ้น อย่างกว้างขวางนั้น ในมุมหนึ่งนับเป็นผลดีในแง่ของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกทางการเมือง  ในการมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเมืองให้โปร่งใส เป็นธรรม  เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าแม้ชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่การมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ของชาวเน็ตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดสภาวะ “นักคลิ๊ก” (Clicktivism) หรือ เกรียนคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นเพียงการเข้าร่วม เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือโพสต์แฮชแท็ก โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง (Morozov, E., 2009) ขณะที่ ชาวเน็ตส่วนมากยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลหรือเข้าใจประเด็นอย่างรอบด้าน กระทั่ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ทัวร์ลง” คนผิดหรือแม้กระทั่งผิดคน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้นั้นได้ เช่น กรณีที่ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์คลิปชายหนุ่มรองเท้าขาดเป็นรูว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามคำเตือนของอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) รายหนึ่ง ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริงโดยขาดการตรวจสอบข้อมูล กระทั่งส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานของชายหนุ่มรายนั้น เป็นต้น (ไทยพีบีเอส, 2559) ซึ่งการแชร์ข้อมูลข่าวสารโดยขาดการตรวจสอบนั้นจะตามมาด้วยวัฒนธรรม “ล่าแม่มด” หรือการแสดงออกในการคุกคามบุคคลที่กลายเป็นกระแส กระทั่งทำให้การมีส่วนร่วมเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;นอกจากนั้น ภายใต้โลกอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีเงื่อนไขหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.      ข้อมูลเท็จ (Fake News) และข่าวลวง (Misinformation) ซึ่งพบว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น เต็มไปด้วยข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือน ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้บางครั้งชาวเน็ตอาจเกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวปลอมออกไปทั้งโดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม (Tandoc, E. C., et al., 2018)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.      ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการรบริโภคข้อมูลจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัลกอริธึม (algorithm) ที่เก็บประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเลือกนำเสนอข้อมูลที่คิดว่าอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในแง่หนึ่งมันช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงชุดข้อมูลที่ตนสนใจสะดวกขึ้น ทว่าอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ลดโอกาสในการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสุดโต่งทางความคิดและขาดการถกเถียงอย่างมีเหตุผลได้ (Flaxman, S., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.      การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Concerns) นับเป็นอีกปัญหาที่มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มีส่วนร่วมมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเปิดโปง ที่ต้องการมีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดโปงพฤติกรรม จึงสืบค้น ขุดคุ้ย ข้อมูลของเป้าหมายและนำมาเผยแพร่ ซึ่งบางครั้งเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว ในอีกกรณีเกิดจากการที่ผู้ใช้งานต้องการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์จึงทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อทำการโฆษณาแบบเจาะจง ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศใช้ระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.      การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และวัฒนธรรมการยกเลิก (Cancel Culture) นับเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ ทว่าอิสระในการแสดงความคิดเห็น บางครั้ง หากถูกใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดยใช้อิสระเสรีนั้นในการเข้าโจมตีบุคคล กลุ่ม องค์กร โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง หรือใช้กระแสเข้ากดดันโจมตี อาจก่อให้เกิดสภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ถูกโจมตีได้ (Norris, P., 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.      การเซ็นเซอร์และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของชาวเน็ต เช่น ในบางประเทศอาจมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์หรือการลงโทษผู้วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้ชาวเน็ตไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและอาจถูกควบคุมตัวรวมไปถึงจับกุมและลงโทษอันสืบเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.      ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มถูกจำกัด การเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในการเข้ามามีส่วนร่วม (Norris, P., 2001)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และ อาจก่อให้เกิดสถาวะกดดันจากโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ตน แสดงออกไปและความเห็นของผู้อื่นที่ตอบกลับมา ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สถาวะซึมเศร้า และนำไปสู่สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder: IAD) (Friedman, E. 2020) และท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะวิตกว่าจะ “ตกขบวน”หรือ FoMO (Fear of Missing Out) จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกออนไลน์ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด กระทั่ง ก่อเกิดเป็นวังวนของปัญหาความเครียด ปัญหาวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพได้ (Elhai, J. D., et al., 2016)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กล่าวโดยสรุป&#039;&#039;&#039; แม้ว่าสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ได้เสมอไป เพราะแม้การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มากขึ้น ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การมีส่วนร่วมของชาวเน็ตไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริง” ได้ ในแง่นี้แม้ว่าชาวเน็ต (Netizens) จะมีบทบาทสำคัญในสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาก็เผชิญกับข้อจำกัดที่มาจากเทคโนโลยี การเมือง และพฤติกรรมของมนุษย์เอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยทั้ง  การเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล (digital literacy) และการออกแบบแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ พร้อม ๆ กับปรับกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อให้สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ส่งเสริมต่อการมีส่วนร่วมของชาวเน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาไทย =&lt;br /&gt;
ไทยพีบีเอส. (2559) “โลกออนไลน์ปลุกกระแส &amp;quot;เช็คก่อนแชร์&amp;quot; บทเรียนจาก &amp;quot;ชายใส่รองเท้ามีรู&amp;quot;”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbs.or.th/news/content/254319&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิพัทธ์ ทองเล็ก. (2567). ภาพเก่าเล่าตำนาน : อาหรับสปริง…ยังไม่หยุดแรงกระแทก.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/article/news_4953802&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มติชนออนไลน์. (2567). เพจดัง CSI LA พาทัวร์ ‘California University’ พิสูจน์คำพูดหมอเกศกมล ชี้แค่ตึก พาณิชย์. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.matichon.co.th/social/news_4681030&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุทธิกานต์ มีจั่น. (ม.ป.ป.) เเฟลชม็อบ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เเฟลชม็อบ&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศธ.360 องศา. (2568). “ศธ. ย้ำอีกครั้ง “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับ สิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://moe360.blog/2025/03/05/cancel-hairstyle-rules/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
TNN. (2021) เปิดข้อมูลเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ต้นละ 94,000 นายก อบต.ท้าให้ตรวจสอบ.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tnnthailand.com/local/82164/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
= เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ =&lt;br /&gt;
Adam Volle, (n.d.) “Occupy Wall Street”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.britannica.com/topic/Occupy-Wall-Street&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Cambridge dictionary. (n.d.) “Netizen”.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/netizen&amp;lt;/nowiki&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (2012). Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Castells, M. (1996). The rise of the network society. Oxford, UK: Blackwell Publishers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Elhai, J. D., Levine, J. C., Dvorak, R. D., &amp;amp; Hall, B. J. (2016). Fear of missing out, need for touch,     anxiety and depression are related to problematic smartphone use. Computers in Human  Behavior, 63, 509-516.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Flaxman, S., Goel, S., &amp;amp; Rao, J. M. (2016).Filter bubbles, echo chambers, and online news  consumption. Public Opinion Quarterly, 80(S1), 298–320.         &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1093/poq/nfw006&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Friedman, E. (2020). Internet Addiction A Critical Psychology of Users. London: Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Habermas, J. (1989). &#039;&#039;The structural transformation of the public sphere: An inquiry into a category of bourgeois society&#039;&#039; (T. Burger &amp;amp; F. Lawrence, Trans.). MIT Press. (Original work   published 1962)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Hauben, M., &amp;amp; Hauben, R. (1997). Netizens: On the history and impact of Usenet and the Internet. Wiley-IEEE Computer Society Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lynch, M. (2013). The Arab uprising: The unfinished revolutions of the new Middle East.  Hachette UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McNair, B. (2017). An Introduction to Political Communication (6th ed.). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
McLuhan, M. (1964) Understanding Media: The Extensions of Man. McGraw-Hill.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Merriam-Webster Dictionary. (n.d.) “Netizen”. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.merriam-&amp;lt;/nowiki&amp;gt; webster.com/dictionary/netizen&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Morozov, E. (2009, May 19). The brave new world of slacktivism. Foreign Policy.   &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://foreignpolicy.com/2009/05/19/the-brave-new-world-of-slacktivism/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Nissenbaum, H. (1999). &amp;quot;The Meaning of Anonymity in an Information Age.&amp;quot; The Information  Society, 15(2), 141–144.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2023). Cancel culture: Myth or reality?. Political studies, 71(1), 145-174.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Norris, P. (2001). Digital Divide: Civic Engagement, Information Poverty, and the Internet  Worldwide.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Oxford English Dictionary. (2003) “Netizen”.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.oed.com/dictionary/netizen_n?tab=factsheet#12355684&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tandoc, E. C., Lim, Z. W., &amp;amp; Ling, R. (2018).Defining &amp;quot;fake news&amp;quot;: A typology of scholarly  definitions. Digital Journalism, 6(2), 137–153.      &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://doi.org/10.1080/21670811.2017.1360143&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tsui, L. (2005). The Panopticon as the Antithesis of a Space of Freedom: Control and Regulation  of the Internet in China.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Waldrop, M. Mitchell. (2001). The Dream Machine: J. C. R. Licklider and the Revolution That   Made Computing Personal. New York: Viking Penguin. p. 470. &amp;lt;nowiki&amp;gt;ISBN 978-0-670-89976-0&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16518</id>
		<title>รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16518"/>
		<updated>2026-04-09T03:51:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;           เมื่อรัฐสภาได้...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; ดร. สติธร ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;รัฐสภาภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เมื่อรัฐสภาได้รับการก่อตั้งขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้วนั้น ในระยะแรก จำเป็นต้องมีกลุ่มบุคคลทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภา โดยเฉพาะการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในระบอบเก่าที่พร้อมจะใช้กำลังในการต่อต้านระบอบการปกครองใหม่อยู่เสมอ กลุ่มบุคคลที่สามารถทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองรัฐสภาภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คือทหารที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมกำลังพลขนาดใหญ่ โดยเหตุผลข้างต้น ในกลุ่มสมาชิกของคณะราษฎรซึ่งเป็นกลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงมีสมาชิกฝ่ายทหารที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาและในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจกล่าวได้ว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความชิ้นนี้ จะให้ข้อมูลในเชิงประวัติศาสตร์โดยสังเขปถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร และการสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหาร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เส้นทางในการพัฒนารัฐสภาไทย มิได้มีความราบรื่นมากนัก กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมที่เคยมีอำนาจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังคงพยายามขัดขวางการปกครองในระบอบใหม่ ในรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมพยายามคัดค้านและคอยจับผิดนโยบายต่าง ๆ ของคณะราษฎร ขณะที่นอกรัฐสภา กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมได้มีการจัดตั้งกลุ่มลับเพื่อรอจังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนทันทีหากคณะราษฎรเสนอนโยบายที่ขาดความชอบธรรม และในที่สุด โอกาสของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็มาถึงใน พ.ศ.2476 เมื่อปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎร เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้รับอิทธิพลจากคอมมิวนิสต์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีผู้มีแนวความคิดสนับสนุนกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทั้งยังเริ่มขจัดอำนาจของคณะราษฎร โดยปรีดีถูกเนรเทศให้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ถึงแม้พระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหาร จะสามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2476 แต่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลับนำกองทัพก่อรัฐประหารเพื่อเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในทางการเมืองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง สมาชิกกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมถูกรัฐบาลพระยาพหลฯ ตัดสินลงโทษตามกฎหมายเป็นจำนวนหลายราย[1] อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทลงโทษในครั้งนี้ จะทำให้สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมสงบลงไปบ้าง แต่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม จึงสร้างปัญหาให้แก่การพัฒนาระบบรัฐสภาของคณะราษฎรเป็นอย่างมาก ในที่สุดแล้ว สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารจึงมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐสภาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช พันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) ซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดเห็นว่าหากจะเปรียบเทียบความมั่นคงระหว่างกองทัพและสถาบันอื่นเช่นรัฐสภาแล้ว กองทัพถือว่ามีความมั่นคงมากที่สุด ขณะที่รัฐสภาอาจถูกล้มเลิกด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ กองทัพจึงต้องมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วย[2] การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแกนนำคณะราษฎรฝ่ายทหารอย่างพระยาพหลฯ ระหว่าง พ.ศ.2476-2481 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ระหว่าง พ.ศ.2481-2487  ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงสภาวการณ์ดังกล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากปัจจัยเรื่องกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนเสริมอีกสองประการที่สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารมักใช้เป็นเหตุผลในการมีบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย ประการที่หนึ่งคือ การอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบตามผู้นำ (Guided Democracy) ไปพลางก่อน กล่าวคือ เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยังต้องพึ่งพาการชี้นำของผู้นำกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองใหม่ในสังคมไทย ประชาชนจึงยังต้องได้รับการศึกษาและประสบการณ์อีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง[3] ดังเห็นได้จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 65 ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาภาคบังคับขั้นต่ำไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดก่อน ทั้งนี้ ในเวลาต่อมา ได้มีการขยายระยะเวลาออกเป็นไม่เกิน 20 ปีด้วย[4] ขณะที่ปัจจัยประการที่สองคือ บริบทของสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ.2482-2488) อันเป็นยุคสมัยที่ลัทธิชาตินิยมและลัทธิยกย่องผู้นำที่มีความเด็ดขาดโดยเฉพาะผู้นำด้านการทหาร ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ ส่งผลให้จอมพล ป. ใช้บริบทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองในรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลขึ้น จอมพล ป. ปราศรัยโดยยืนยันถึงความสำคัญในเรื่องการมีผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็งเด็ดขาดว่า &#039;&#039;“ญี่ปุ่นมีเครื่องยึดมั่นอยู่คือพระเจ้าแผ่นดินของเขา ของเราไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดที่แน่นอน ที่มีอยู่คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ชาติก็ยังไม่มีตัวตน ศาสนาก็ไม่ทำให้คนเลื่อมใสถึงยึดมั่น พระมหากษัตริย์ยังเป็นเด็กเห็นแต่รูป รัฐธรรมนูญก็เป็นสมุดหนังสือ เวลาบ้านเมืองคับขันจะเอาอะไรเป็นเครื่องยึดไม่ได้ ผมจึงให้ตามนายกรัฐมนตรี”&#039;&#039;[5]   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะราษฎรฝ่ายทหาร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เมื่อจอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อ พ.ศ.2481 ถือเป็นช่วงที่คณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอย่างสูงเด่นกว่าที่ผ่านมา ทั้งยังส่งผลให้อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารกลับอยู่เหนือกว่าอำนาจของฝ่ายรัฐสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังจากที่จอมพล ป. จัดตั้งรัฐบาลได้เพียง 1 เดือน ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตั้งศาลพิเศษเพื่อคุมตัวและตัดสินลงโทษนักโทษทางการเมืองจำนวน 51 คน ในข้อหากบฏ ซึ่งมีทั้งเชื้อพระวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกคณะราษฎร ส่งผลให้มีการประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองมากถึง 18 ราย จำคุกตลอดชีวิต 25 ราย และเนรเทศให้ไปอยู่ต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองของผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหารที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือสถาบันทางการเมืองทั้งหลายในขณะนั้น[6]     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน พ.ศ.2484 จอมพล ป. นำพาประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น (ฝ่ายอักษะ) ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนนำโดยปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายเข้าร่วมสงคราม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถทัดทานจอมพล ป. ได้ ปรีดีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภายอมรับให้ไทยเข้าร่วมสงคราม บุคคลที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมกับปรีดี อาจถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น นายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 เป็นต้น ทั้งนี้ ปรีดีได้ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศของรัฐสภาในขณะนั้นว่าแทบไม่มีผู้แทนราษฎรคนใดกล้าคัดค้านรัฐบาล การลงมติใด ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก[7]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากนั้น จอมพล ป. ยังสามารถแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของรัฐสภาได้อีกด้วย กรณีตัวอย่างสำคัญก็คือการแทรกแซงการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2486 กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้ง นายทวี บุณยเกตุ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายควง อภัยวงศ์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ จอมพล ป. ซึ่งมีความขัดแย้งกับบุคคลทั้งสองมาก่อน ไม่เสนอแต่งตั้ง และขอให้มีการเลือกใหม่ทั้งสองตำแหน่ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งคัดค้าน แต่ในที่สุด รัฐสภาก็ต้องยอมตามความต้องการของจอมพล ป. โดยให้มีการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ซึ่งเป็นบุคคลที่จอมพล ป. เห็นว่าไม่สร้างปัญหาต่อนโยบายของรัฐบาล[8]  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การสิ้นสุดอิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภา&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาก็สิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.2487 กล่าวคือ ภายหลังจากที่ปรีดีได้จัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านนโยบายการเข้าร่วมสงครามของรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์ที่จะโค่นล้มอำนาจเผด็จการของรัฐบาลจอมพล ป. ด้วยนั้น ปรีดีแสวงหาแนวร่วมหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทหารเรือ และรวมไปถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมที่มีความแค้นเคืองจอมพล ป. จากการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อลงโทษพวกตนมาก่อน จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2487 ขบวนการเสรีไทยจึงประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มปรีดี สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาเพื่อลงมติไม่เห็นชอบต่อพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ.2487 อันเป็นข้อเสนอของรัฐบาลที่ขออนุมัติให้กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นพระราชบัญญัติเพื่อย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมพล ป. ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการเสรีไทยใช้โอกาสนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลและขจัดอำนาจของจอมพล ป. โดยมีการแต่งตั้ง นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง และโดยเหตุนี้ อำนาจของคณะราษฎรฝ่ายทหารในรัฐสภาจึงหมดลงไปด้วย และกลายเป็นยุคสมัยของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่มีปรีดีเป็นแกนนำสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากความร่วมมือกันในขบวนการเสรีไทยเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. ส่งผลให้หลังจากการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ปรีดีจึงได้เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาอีกครั้ง ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมจึงใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความชอบธรรมของคณะราษฎรอีกครั้ง รัฐบาลกลุ่มปรีดีถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมในภาวะหลังสงคราม รวมถึงการถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องการสวรรคตอย่างเป็นปริศนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2489 การสูญเสียความชอบธรรมนี้ ส่งผลให้ พลโทผิน ชุณหะวัณ พร้อมด้วยการสนับสนุนของกลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของคณะราษฎร ถึงแม้จะมีการนำจอมพล ป. กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่จอมพล ป. ก็ไม่มีอำนาจเหมือนดังแต่ก่อน ต้องพึ่งพาอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร ขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยม มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น สามารถร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ขจัดอำนาจของกลุ่มการเมืองปรีดีที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ และรวมถึงการสร้างความทรงจำใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. &#039;&#039;&#039;ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: มติชน. หน้า 188-191.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557. &#039;&#039;&#039;ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย&#039;&#039;&#039;. หน้า 196.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, 2544. &#039;&#039;&#039;จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ การเมืองไทยสมัยใหม่&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 90-91.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] &#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475&#039;&#039;&#039;. มาตรา 65.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. &#039;&#039;&#039;ประวัติการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 187.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6]  ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2549. &#039;&#039;&#039;ประวัติการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;. หน้า 190-193.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. &#039;&#039;&#039;ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 147.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, 2531. &#039;&#039;&#039;ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492&#039;&#039;&#039;. หน้า 144-146.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ณัฐพล ใจจริง, 2556. &#039;&#039;&#039;ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ.2475-2500)&#039;&#039;&#039;. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน. หน้า 41-62.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=16517</id>
		<title>การสื่อสารอย่างสันติ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=16517"/>
		<updated>2026-04-09T03:42:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;ดร.อภิญญา ดิสสะมาน&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; นายนริศ มณีขาว   &lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;การสื่อสารอย่างสันติ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารอย่างสันติมีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับเพื่อให้ผู้ที่สื่อสารและผู้ที่รับสารเข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงระหว่างกันได้ถูกต้อง เนื่องจากด้วยรูปแบบของการสื่อสารอย่างสันติ โดยภาพรวมของการสื่อสารกับอีกฝ่ายนั้น เป็นวิธีที่สื่อสารถึงข้อเท็จจริง ความรู้สึกความต้องการ และการขอร้องออกมาจากตัวผู้สื่อสาร ซึ่งทั้งหมดของกระบวนการนั้นเป็นเสมือนการยอมรับในตัวเองและผู้อื่นในความเป็นจริงถึงเรื่องราวหรือสารที่สื่อสารออกไป ถ้าจะปรียบเทียบกระบวนการสื่อสารอย่างสันติหรือการสื่อสารแบบไร้ความรุนแรงนั้น ในมุมมองทางพุทธศาสนาอาจสามารถมองได้ในมุมของ ปฏิจจภาวะ คือสภาวะของการอิงอาศัยกันและกันให้เกิดเรื่องราวนั้นๆ ขึ้น โดยไม่ได้มองว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะตัวผู้สื่อสาร และเกิดขึ้นเพราะตัวผู้รับสารโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่มองถึงความซับซ้อนที่เป็น ปฏิจจภาวะ เป็นปัจจัยร่วมให้ความทุกข์เกิดขึ้นมา ดังนี้ทางพุทธจึงมีทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูกต้องเสมอไปแต่มองถึงปฏิจจภาวะ คือการอิงอาศัยเป็นปัจจัยให้เกิดเรื่องราวแต่ก็ยอมรับผลของเรื่องราวนั้นๆ นั่นคือ การยอมรับถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ เช่นยอมรับว่าไม่ได้มีฝ่ายใดผิดถูกโดยแท้ฝ่ายเดียว และยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อการตัดสินอย่างเข้าใจได้ ดังนั้น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนผลของสันติสุขและสันติภาพได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารปัจจุบันเป็นการสื่อสารที่มีขอบข่ายกว้างขวางมากโดยเฉพาะช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างในยุคสมัยปัจจุบัน เช่นการสื่อสารบนช่องทางออนไลน์ หรือการสื่อสารผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงทำให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นแค่ปลายนิ้วขณะเดียวกันการสื่อสารก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะการสื่อสารสามารถสร้างความขัดแย้งในสังคมได้มากเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญของการสื่อสารที่เอื้อต่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันโดยไร้ความรุนแรงคือการเข้าใจว่าการกระทำหรือการสื่อสารที่แสดงออกมาของบุคคลแต่ละคนหรือการสื่อสารของบางกลุ่มมีความต้องการ (Need) หรือการตอบสนองบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์ดังนั้น นักสันติวิธี นักเจรจาไกล่เกลี่ย นักจัดการความขัดแย้งจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างสันติเพื่อการเอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน เพราะการสื่อสารอย่างสันติจะช่วยเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจและเป็นทางเชื่อมในการสร้างสัมพันธภาพอันดี ระหว่างบุคคล องค์กรสังคม รวมไปจนถึงประเทศชาติ และพลังของการสื่อสารอย่างสันติจะนำพาไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารอย่างสันติเป็นไปได้หลายระดับเช่น การสื่อสารเพื่อการเข้าใจตนเองการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับครอบครัว การสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนในสังคมซึ่งต้องอาศัยเทคนิควิธีการในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมนิยามของการสื่อสารอย่างสันติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Marshall Rosenberg เจ้าของทฤษฎีที่ว่าด้วย Nonviolent Communication ดร.โรเซนเบิร์กเรียกวิธีการสื่อสารแบบนี้ว่า การสื่อสารโดยไร้ความรุนแรง คำว่า “ไร้ความรุนแรง” นั้นได้รับแนวความคิดมาจากปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของท่านมหาตมะ คานธี ผู้นำด้านสันติวิธีของโลกตลอดเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา ดร. โรเซนเบิร์ก ได้สอนวิธีการสื่อสารนี้ให้กับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก มีการนำวิธีนี้ไปใช้ในโรงเรียนองค์กรธุรกิจ การให้การดูแลสุขภาพ การทำงานเพื่อสังคม การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ทั้งในเรือนจำ สถาบันของรัฐ ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และในประเทศที่เกิดสงครามโดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกต ความรู้สึก ความต้องการ และการขอร้องพื้นฐานหลักของการสื่อสารอย่างสันติ คือ เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการบางอย่างเมื่อเรามีความเข้าใจและรับรู้ความต้องการในสันติภาพในทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน จนถึงระดับโลก (ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์,2550: 25)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิยาม ของการสื่อสารอย่างสันติ คือ การสื่อสารเพื่อเข้าใจถึงความต้องการเบื้องลึก (Need) ซึ่งเมื่อมนุษย์สามารถสื่อสารเพื่อความเข้าใจความต้องการเบื้องลึกกันได้แล้ว    จึงทำให้สามารถเกิดความเข้าอกเข้าใจกันได้ (Empathy) ในฐานะมนุษย์ และเมื่อเราเข้าใจกันในระดับลึกได้แล้ว เราสามารถลดทอนความไม่เข้าใจและเปิดพื้นที่รับฟัง เปิดพื้นที่โอบรับความแตกต่างในทัศนคติและการกระทำต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจความต้องการ เพราะสมมุติฐานคือ ทุก ๆ การกระทำขับเคลื่อนจากความต้องการเชิงลึก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมี&#039;&#039;&#039;องค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกตความรู้สึก     (Observation) รู้สึก (Feeling)  ความต้องการ (Need) และการขอร้อง (Request)&#039;&#039;&#039; วิธีการสื่อสารอย่างสันติที่ตั้งอยู่บน ความเอาใจใส่ ในที่นี้ หมายถึง การเอาใจใส่ในการฟังอย่างตั้งใจหรือ Active Listening และ การซื่อสัตย์ ซึ่งหมายถึงการซื่อตรงต่อความรู้สึกและความต้องการของตนเองและผู้อื่นโดยถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 4 องค์ประกอบหลักของการสื่อสารอย่างสันติ มุ่งให้เราเข้าใจถึงทักษะที่จำเป็นและเทคนิคในการสื่อสารอย่างสันติ ประกอบด้วยคุณสมบัติที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) รับรู้ถึงความรู้สึกของคู่กรณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึง มีทักษะในการสื่อสารอย่างสันติโดยเฉพาะการฟังและการพูดอย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นระบายความรู้สึกและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องนักสันติวิธี หรือนักจัดการความขัดแย้งไปสู่ทางเลือกที่สร้างสรรค์ควรมีจิตวิทยาในการสื่อสาร พูดความจริง พูดเหมาะสม พูดเหมาะอารมณ์และพูดเหมาะกาล พูดประสานประโยชน์ โดยผลของคำพูดทำให้คู่ขัดแย้งรู้สึกพึงพอใจ และไปถึงความต้องการ ( Need ) ของแต่ละฝ่ายอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทักษะการสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือลดความขัดแย้งสำหรับนักเจรจาไกล่เกลี่ย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน (2559) กล่าวว่า การสื่อสารอย่างสันติ คือการเข้าถึงความเมตตากรุณาและเปลี่ยนแปลงจิตสำนึก และดึงความกรุณาที่เป็นพื้นฐานจิตใจของเราเพื่อเข้าใจคนอื่น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งในกรณีที่เราเป็นคู่ขัดแย้ง หรือเมื่อเราเป็นคนกลางท่ามกลางความขัดแย้งนั้น จุดเด่นของกระบวนการสื่อสารอย่างสันติคือ การใส่ใจความรู้สึก และสามารถเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ขึ้นเราจะเข้าใจถึงพลังชีวิตในการกำหนดพฤติกรรมของเราต่อบุคคลอื่น โดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;กรณีที่คู่ขัดแย้งไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์แบบมีคุณภาพขึ้นมาได้ ตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ไม่มีคุณภาพเช่นความสัมพันธ์แบบไม่ชอบหน้า ไม่ชอบบุคลิก ไม่ชอบนิสัยใจคอ เมื่อเขามาขอร้องอะไร เราก็ไม่อยากทำให้จึงมีโอกาสน้อยที่ทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาแบบมีคุณภาพได้&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น นักสันติวิธี และนักจัดการความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่สื่อสารทำความเข้าใจแบบมีคุณภาพ และให้โอกาสคู่ขัดแย้งได้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วม และทำให้เห็นความต้องการของแต่ละฝ่ายได้มากขึ้น มองเห็นความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่าย ละวางความเป็นศัตรู แต่ไม่ใช่การหาหนทางไปสู่การประนีประนอม หรือบังคับให้อีกฝ่ายยอม หากแต่เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งทางเลือกให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ และเป็นการทำให้ความต้องการส่วนลึกของทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Nonviolent Communication (NVC)&#039;&#039;&#039; เป็นทางเลือกหนึ่งที่ครูสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งระหว่างนักเรียน (Conflict Management) และออกแบบบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปราศจากอคติหรือการตัดสินว่ากล่าวผู้อื่น โดยครูเป็นผู้ช่วยนำทาง ปลูกฝังให้พวกเขาถอยห่างจากการนำตนเองเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วทำความรู้จักกับวิธีสื่อสารอย่างสันติ คือทุกคนรับฟังความต้องการและเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์. (2550). &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;สื่อสารอย่างสันติคู่มือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน. (2557). การปฎิรูปประเทศไทยกับทางออกวิกฤตการเมืองไทย. &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;วารสารสถาบันพระปกเกล้า.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; 12 (2): 5-28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Rosenberg, Marshall. (1999). &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;Nonviolent Communication: A language of Compassion.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; Del Mar: Puddle Dancer Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=16516</id>
		<title>แผนที่ความขัดแย้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;diff=16516"/>
		<updated>2026-04-09T03:42:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;   ดร.อภิญญา ดิสสะมาน   &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นายนริศ มณีขาว    ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;แผนที่ความขัดแย้ง (conflict mapping)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  การทำแผนที่ความขัดแย้ง เป็นการรวบรวมข้อมูลพื้นฐา...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039;   ดร.อภิญญา ดิสสะมาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; นายนริศ มณีขาว   &lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;แผนที่ความขัดแย้ง (conflict mapping)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำแผนที่ความขัดแย้ง เป็นการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของเหตุการณ์ความขัดแย้งหนึ่ง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจสาเหตุการเกิดความขัดแย้ง, ประเด็นปัญหาความขัดแย้ง ,พลวัตความขัดแย้ง, และความเป็นไปได้ในการแก้ไขความขัดแย้งนั้น ๆ นับเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ความขัดแย้งอย่างเป็นระบบที่จะให้ข้อมูลในการจัดการกับความขัดแย้งสำหรับทั้งผู้แทรกแซงความขัดแย้งและคู่ขัดแย้งเอง  (Wehr, 1979 ) และรวมถึงการเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการวางแผนการแก้ไขความขัดแย้ง ด้วยการสร้างแผนภาพง่ายๆ แล้วระบุประเด็นการขัดแย้ง การแจกแจงคู่ขัดแย้ง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง และการประเมินทางเลือกต่าง ๆ ในการแก้ไข เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพรวมของสถานการณ์ตรงกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารเพื่อหาทางออกร่วมกันในกาดำเนินงานต่อไปในอนาคต และเมื่อกล่าวถึงคำว่า “การพัฒนา” จากการดำเนินโครงการตามแนวนโยบายของรัฐ หลายคนก็อาจนึกถึงความหมายในแง่บวก ซึ่งมาจากจินตนาการเชิงบวกถึงคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจ และสังคมที่ดีขึ้น แต่จากสถิติ และข้อมูลจำนวนมากก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างสิ้น เชิงว่า อีกด้านหนึ่งของ “การพัฒนา” ก็นำมาซึ่ง “ความไม่เท่าเทียม” และก่อให้เกิด “ความขัดแย้ง” ในท้ายที่สุด ซึ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐนั้น ขณะนี้เกิดขึ้น โดยทั่วไปแทบทุกเรื่องที่กระจายอยู่บนแผ่นดินไทย ดังจะเห็นได้ผลกระทบ และปัญหาความขัดแย้งจากการดำเนินโครงการตามแนวนโยบายของรัฐ ในหลายโครงการ ในต่างยุค ต่างสมัย และหลากหลายในกรณีและประเด็นปัญหา ( อภิญญา ดิสสะมาน และอลิสา หะสาเมาะ,2564 ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                        แผนที่ความขัดแย้งในฐานะเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงกายภาพ คือ การใช้เครื่องมือแผนที่ความขัดแย้ง ดังตัวอย่างของ Global Crisis Atlas: Mapping for Situational Awareness เป็นรายงานที่เกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีมของศูนย์สันติศึกษาและความมั่นคงของศูนย์วิจัยร่วม อยู่ภายใต้โครงสร้างของหน่วยการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติกองอำนวยการพื้นที่ความปลอดภัยและการย้ายถิ่น (the Peace @ Stability team of the Joint Research Centre, the Disaster Risk Management Unit (E1) - Directorate Space, Security and Migration)  Halkia และคณะ เสนอประเด็นสำคัญในการจัดทำแผนที่ความขัดแย้งเพื่อให้มีมาตรฐานสากลไว้อย่างละเอียด รวมทั้งรูปแบบการนำเสนอแผนที่ความขัดแย้งแบบดิจิทัล ข้อมูลเวกเตอร์ ( vector data ) (คณะภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, 2020)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;โดยหลักของการจัดทำแผนที่ความขัดแย้ง มี 4 คุณลักษณะคือ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. แผนที่ความขัดแย้งสามารถนำเสนอเป็นภาพ&#039;&#039;&#039; เนื่องจากภาพ 1 ภาพ สื่อแทนความหมายได้ล้านคำ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งยังสามารถแสดงให้เห็นความซับซ้อน ความหลากหลาย ข้อมูลด้านความขัดแย้งจำนวนมาก และมีหลายระดับ สามารถแปลงเป็นภาพให้สื่อภาพที่เข้าใจง่าย ทั้งยังสามารถใส่ข้อมูลที่อาจจะยังไม่ได้ถูกวิเคราะห์ แต่มีปรากฎการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้น เพื่อรอเวลาสำหรับการค้นหาเหตุและความเชื่อมโยงต่อประเด็นต่าง ๆ ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. สะดวกต่อการแก้ไข เพิ่มเติมข้อมูล ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา&#039;&#039;&#039; การนำเสนอแผนที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งแบบดิจิทัลยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งและจำแนกออกมาได้ออกมาเป็นระบบอย่างชัดเจน เหมาะสมสำหรับผู้ที่จะนำข้อมูลไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำหนดนโยบาย ถึงแม้ว่าเครื่องมือนี้จะมีความเฉพาะ แต่การออกแบบเครื่องมือแผนที่ความขัดแย้งสามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. สามารถเข้าใจพลวัตรความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น&#039;&#039;&#039; และเพิ่มสมรรถนะในการรับรู้สถานการณ์การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือแม้แต่ใช้ข้อมูลความขัดแย้งนี้เสนอต่อรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในช่วงสถานการณ์วิกฤตหรืออาจมีแนวโน้มนำไปสู่สถานการณ์วิกฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;4. สามารถเข้าถึงข้อมูลแผนที่ความขัดแย้งได้ง่ายผ่านเว็ปหรือระบบโซเชียลเน็ทเวิร์คต่าง ๆ&#039;&#039;&#039; เพื่อให้เห็นภาพรวม องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอิทธิพล หรืออาจมีอิทธิพลต่อการคลี่คลายความขัดแย้งหรือเพิ่มความขัดแย้ง ตอบสนองความต่อความต้องการของหน่วยข่าวกรอง ข้อมูลแผนที่ความขัดแย้งสามารถเพิ่มเติม เสริมข้อมูล หรือแม้แต่หักล้างกับข้อมูลที่หน่วยข่าวกรองนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากนี้ แผนที่ความขัดแย้งสามารถจัดทำได้เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์วิกฤต ต่าง ๆ ได้  โดยสถาบันพระปกเกล้าได้มีการจัดทำแผนที่ความขัดแย้งเพื่อเป็นระบบในการเตือนภัยได้อย่างเข้าถึงง่าย โดยลักษณะของความขัดแย้งและสภาวะวิกฤตในปัจจุบัน สัมพันธ์กับความซับซ้อนและการเติบโตของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลจำนวนมาก (big data) ต้องออกแบบแผนที่ความขัดแย้งให้สามารถบันทึกข้อมูลได้และสามารถประเมินผลได้อย่างทันท่วงทีและมีพลวัตร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปัจจุบัน เนื่องจากการทำแผนที่ความขัดแย้งมีความสำคัญต่อผู้กำหนดนโยบาย ที่ต้องการฐานข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจและเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยหากเผชิญกับสภาวะวิกฤตหรือเกิดความขัดแย้งขึ้น แผนที่ความขัดแย้งจะต้องมีความแม่นยำด้านตำแหน่งพื้นที่ ปรากฏรายละเอียดของเหตุการณ์ เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบและวิเคราะห์สถานการณ์ได้สมบูรณ์ที่สุด จนนำไปสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบายต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การทำแผนที่ความขัดแย้งให้กลายเป็นภาพที่สื่อได้เข้าใจง่าย เป็นการนำเสนอที่ทรงพลังมหาศาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1. เพียงหน้าเดียวเข้าใจข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ เชิงพื้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทรัพย์สิน และเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ 2. แผนที่ยังแสดงให้เห็นปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมทางสังคม ทำให้เข้าใจรูปแบบและแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งข้อมูลที่อาจจะยังถูกปกปิดไว้ในเชิงปฏิบัติการการตระหนักถึงสถานการณ์วิกฤตและความขัดแย้ง จะต้องเข้าใจปฏิสัมพันธ์  การมีส่วนร่วม ที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์ในแต่ละบริบท เวลา เพื่อสร้างแนวทางที่สามารถจะรวมเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต การตระหนักถึงสถานการณ์ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการตัดสินใจ    โดยอยู่บนฐานข้อมูลที่จะนำไปสู่การตัดใจบนทางเลือกที่ดีที่สุด ดังตารางภาพต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพ&#039;&#039;&#039; กระบวนการตัดสินใจและบทบาทของการรับรู้สถานการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงสถานการณ์วิกฤตและสถานการณ์ความขัดแย้ง การมีแผนที่ความขัดแย้งช่วยทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและรับรู้สถานการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร? ดังนั้นแนวทางปฏิบัติสำหรับการทำแผนที่ความขัดแย้ง ควรประกอบไปด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1. ภาพแสดงข้อมูลที่มีอยู่และเพิ่มข้อมูลเชิงพื้นที่และพิกัด เพื่อช่วยให้ระบุข้อมูลในช่วงเวลาและพื้นที่ ทางภูมิศาสตร์&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2. แผนที่ความขัดแย้งเปิดเผยรูปแบบและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ตัวละครที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งและสถานการณ์วิกฤต 3. แผนที่ความขัดแย้งช่วยสร้างภาพจำลองของสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การประเมินทางเลือกและผลกระทบอื่น ๆ 4. แผนที่ความขัดแย้งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลกระทบของการตัดสินใจที่มีต่อสถานการณ์&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายละเอียดในแผนที่ความขัดแย้งเพื่อเข้าใจปัญหา สถานการณ์และเตือนภัย และการตัดสินใจใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- &#039;&#039;&#039;ลักษณะเฉพาะของแผนที่ความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039; หลักของการวิเคราะห์ความขัดแย้งที่สำคัญ คือ การศึกษาอย่างเป็นระบบ และลงลึกถึงข้อมูลรายละเอียดของความขัดแย้ง ด้วยการค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องหรือคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้อง ตัวแสดง และพลวัตรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นแผนที่ความขัดแย้งต้องแสดงให้เห็น         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;1) ตัวแสดง (actors) และ “อำนาจ” (power) หรือ อิทธิพลของตัวแสดงที่สร้างอำนาจและส่งผลต่อการเกิดความขัดแย้ง&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;2) ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;3) หัวข้อความขัดแย้งหรือประเด็นต่าง ๆ&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; (Center for Security Studies, 2005, p.5 อ้างใน Halkia M., Louvrier, C., Caravaggi, I., Tagliacozzo, S., Urrutia, M. F., &amp;amp; De, L., 2018, pp.12-13) ดังนั้นลักษณะของแผนที่ความขัดแย้งที่สำคัญ ทำให้แผนที่ความขัดแย้งมีความแตกต่างจากแผนที่วิกฤตอื่น ๆ โดยประกอบไปด้วยคุณลักษณะของข้อมูลดังต่อ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- &#039;&#039;&#039;ลักษณะทางการเมือง&#039;&#039;&#039; – การรวบรวมและการจัดการทำให้เป็นข้อมูลภาพ ต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างแนบแน่นกับข้อพิจารณาหรือประเด็นทางการเมืองที่กำหนดไว้ว่า จะรวบรวมข้อมูลใด อย่างไร รวมทั้งพิจารณาว่าการนำเสนออย่างไรที่จะมีความโดดเด่นมากขึ้น (Boehnert, 2016 อ้างใน Halkia M., Louvrier, C., Caravaggi, I., Tagliacozzo, S., Urrutia, M. F., &amp;amp; De, L., 2018, pp.12-13) แผนที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งโดยพื้นฐาน คือ ภาพแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ที่แสดงความสัมพันธ์อย่างมีพลวัตร เพื่อให้เห็นทางเลือกในอนาคต และการแปลความหมาย มากกว่าการบรรยายแบบพรรณา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-  &#039;&#039;&#039;ความอ่อนไหวของข้อมูล&#039;&#039;&#039; – ประเด็นสำคัญคือ การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและข้อมูลที่สามารถนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สู่สาธารณะหรือระดับการเข้าถึงที่ต้องมีขอบเขต เนื่องจากการทำแผนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางกายภาพและลักษณะทางภูมิศาสตร์ การพัฒนาแผนที่จึงต้องใส่ใจกับความอ่อนไหวของภาพปรากฏของข้อมูล เนื่องจากมีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบในทางลบ ดังนั้นสถาบันพระปกเกล้าจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่า จะนำแผนที่ความขัดแย้งเพื่อให้ตอบสนองกับเป้าหมายใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-  &#039;&#039;&#039;การแยกข้อมูล&#039;&#039;&#039;: ประเด็นสำคัญ  1) ต้องเน้นตัวขับเคลื่อนความขัดแย้งและพลวัตรของความขัดแย้งที่เป็นบริบทของท้องถิ่น  2) ข้อมูลในระดับประเทศต้องทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์และสถานการณ์ในรายละเอียดปลีกย่อย  3) เพิ่มเติมข้อมูลในแผนที่อย่างเป็นทันสมัยอยู่เสมอช่วยให้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของประเด็นต่าง ๆ  4) การจัดทำข้อมูล มีการจำแนกข้อมูลตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ มีแผนที่ชัดเจนแสดงให้เห็นความสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นที่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยนำมาแยกเป็นธีม หลักที่สำคัญ เช่น ลักษณะของกลุ่มชาติพันธุ์ตามภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-  &#039;&#039;&#039;องค์ประกอบทางภูมิศาสตร์และนามธรรม&#039;&#039;&#039;: แผนที่ความขัดแย้ง ต้องนำเสนอภาพ 2 ส่วน คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ข้อมูลรูปธรรม ได้แก่ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และ 2. ข้อมูลนามธรรม ทั้งสองส่วนนี้ต้องนำเสนอให้เห็นความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยง และต้องปรากฏอยู่บนแผนที่ความขัดแย้ง ทั้งข้อมูลนามธรรมและข้อมูลรูปธรรมต่างพึ่งพาซึ่งกันและกันในการสร้างข้อมูลแผนที่ความขัดแย้งนั้น  หมายความว่าแผนที่ทางภูมิศาสตร์สัมพันธ์กับอำนาจที่อาจมองไม่เห็น หรืออำนาจในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย เหตุการณ์ความขัดแย้งอาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับภูมิภาคและอำนาจในระดับชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-  &#039;&#039;&#039;องค์ประกอบที่เคลื่อนไหวและองค์ประกอบที่หยุดนิ่ง&#039;&#039;&#039;: แผนที่ความขัดแย้งจะต้องประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1. ข้อมูลที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งเมืองหลวง เขตพรมแดนประเทศ  2. ข้อมูลแบบมีพลวัตร ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ใหม่ๆ การพัฒนา เช่น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในภูมิภาค อย่างไรก็ตามแผนที่ความขัดแย้งสร้างมาจากการพรรณนาเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งมาจากการแข่งขันเพื่อครอบครองทรัพยากร โดยมีข้อเสนอคือ การกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึง และแผนที่ความขัดแย้งให้ข้อมูลว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์ทางทฤษฎี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องมือแผนที่ความขัดแย้งในการวิเคราะห์ความขัดแย้งและภาวะวิกฤติ ช่วยให้ขยายวงผู้ใช้ได้กว้างและง่ายขึ้น  ข้อมูลความขัดแย้งที่มีมากมายจะถูกนำเสนอให้เห็นถึงพลวัตรของภาวะวิกฤตที่อาจยังไม่ถูกเปิดเผย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;เปิดให้เข้าถึง&#039;&#039;&#039;: แผนที่ความขัดแย้งต้องเปิดให้สาธารณะชนสามารถเข้าถึงได้สะดวก ไม่ควรมีใคร  มีอำนาจในการจำกัดการเข้าถึงของข้อมูลหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้รู้ข้อมูล   &lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;ตัวประสานพลวัตร&#039;&#039;&#039;: แผนที่ความขัดแย้งต้องทำหน้าที่ในการประสานข้อมูลที่มีเครือข่ายอย่างเป็น พลวัตร ต้องสามารถนำเสนอให้เห็นเป็นภาพและความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;การมองเห็นของข้อมูลเชิงพื้นที่ชั่วคราว&#039;&#039;&#039;: แผนที่ทางภูมิศาสตร์นำเสนอละติจูด-ลองติจูด หากจะให้แผนที่แสดงถึงพลวัตร คือ เวลา เช่น เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้น &lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;ตำนานที่พร้อมเสมอ&#039;&#039;&#039;: เรื่องเล่าและตำนานจะต้องมีไว้ อาจจะทำเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่บนพื้นที่ความขัดแย้งเพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย&lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;การเฝ้าสังเกตการณ์ของหลายหน่วย&#039;&#039;&#039;: อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ เช่น การใช้เหตุการณ์เป็นตัวตั้งสำหรับการทำแผนที่ความขัดแย้ง ส่วนมากจะมุ่งเน้นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ตัวแสดงความขัดแย้งเกิดขึ้น ทรัพยากร และเหตุการณ์ความขัดแย้ง&lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039; การนำเสนอข้อมูล&#039;&#039;&#039;: การนำเสนอข้อมูลเป็นภาพบนแผนที่ความขัดแย้งจะต้องเลือกว่า  ข้อมูลไหนถูกใช้เป็นฐานคิดในการนำเสนอ เพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงเพิ่มเติม ว่าควรจะใส่ข้อมูลในส่วนไหน &lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;เลือกข้อมูลที่จะนำมาเป็นภาพ&#039;&#039;&#039;: ในบางกรณีภาพจริง ๆ ถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในแผนที่ ความขัดแย้ง และสามารถปรากฏทันทีเมื่อผู้ใช้ต้องการ&lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;สามารถที่จะปรับปรุงได้&#039;&#039;&#039;: บางกรณีผู้ใช้ข้อมูลสามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้  โดยการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่เข้าไป &lt;br /&gt;
* &#039;&#039;&#039;การวิเคราะห์ข้อมูล&#039;&#039;&#039;: แผนที่ความขัดแย้งส่วนมากจะทำเป็นแผนภูมิหลากหลายประเภท  เช่นแผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม ที่ถูกสร้างมาจากฐานข้อมูล เพื่อให้เห็นง่ายและสามารถวิเคราะห์ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         แผนที่ความขัดแย้งระดับโลกเสมือนเป็นผลผลิตทางปัญญา เนื่องจากเป็นพื้นที่รวบรวมแหล่งข้อมูลทั้งหมด การประเมิน และการบูรณาการทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน จนทำให้สามารถเผยแพร่ เป็นภาพได้ แหล่งที่มาของข้อมูลและขั้นตอนการรายงาน จะต้องบอกที่มาที่ไปได้ เพื่อรับประกันความน่าเชื่อถือของการประมวลผลข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีความแตกต่างกัน เช่น ข้อมูลจากนักวิชาการ   พลเมืองของรัฐ รัฐสภา หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคประชาสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wehr, P.  (2019).  Conflict regulation. routledge.  Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://bit.ly/2Z7OZBx&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Goldwyn, R., &amp;amp; Chigas, D.  (2013).  Monitoring and evaluating conflict sensitivity: Methodological challenges and practical solutions.  Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. smallarmssurvey.org/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
fileadmin/docs/M-files/CCRVI/CCVRI-Monitoring-and-evaluating-conflict-sensitivity-challenges-and-solutions.pdf.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Galtung, J. (1996). Peace By Peaceful means, Peace and Conflict, Development   and Civilization, Oslo,International Peace Research Institute.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Halkia M., Louvrier, C., Caravaggi, I., Tagliacozzo, S., Urrutia, M. F., &amp;amp; De, L.  (2018).  Global Crisis Atlas: Mapping for situational awareness.  Italy: Joint Research Centre (JRC).  Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://publications.jrc.ec.europa.eu/repository/bitstream/JRC114119/global_crisis_atlas_report_st_ic_mh_v13.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Institute for Economics &amp;amp; Peace. (2020 ). Global Terrorism Index 2020,Measuring the&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Impact of Terrorism, Retrieved from http, visionofhumanity.org.reports&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันชัย วัฒนศัพท์ (2550). ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา. พิมพ์ครั้งที่ 3. ขอนแก่น:   ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน. ( 2559). “การปฏิรูปประเทศไทยกับการหาทางออกวิกฤตการเมืองไทย.” (10 กุมภาพันธ์2559). สืบค้น  จาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://kpi.ac.th/media/pdf/M7_241.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน และ อลิสา หะสาเมาะ.( 2564 ). “  การสำรวจข้อมูลประเด็นความขัดแย้งจากการดำเนินโครงการตามแนวนโยบายของรัฐ ” (Conflict Mapping Phase 4), สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=16515</id>
		<title>การสื่อสารอย่างสันติ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4&amp;diff=16515"/>
		<updated>2026-04-09T03:35:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; &amp;#039;&amp;#039;ดร.อภิญญา ดิสสะมาน&amp;#039;&amp;#039;   &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นายนริศ มณีขาว    ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การสื่อสารอย่างสันติ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) มีความสำคัญอย่างมากใน...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;ดร.อภิญญา ดิสสะมาน&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; นายนริศ มณีขาว   &lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;การสื่อสารอย่างสันติ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารอย่างสันติมีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เนื่องจากการสื่อสารมีความจำเป็นในทุกระดับเพื่อให้ผู้ที่สื่อสารและผู้ที่รับสารเข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงระหว่างกันได้ถูกต้อง เนื่องจากด้วยรูปแบบของการสื่อสารอย่างสันติ โดยภาพรวมของการสื่อสารกับอีกฝ่ายนั้น เป็นวิธีที่สื่อสารถึงข้อเท็จจริง ความรู้สึกความต้องการ และการขอร้องออกมาจากตัวผู้สื่อสาร ซึ่งทั้งหมดของกระบวนการนั้นเป็นเสมือนการยอมรับในตัวเองและผู้อื่นในความเป็นจริงถึงเรื่องราวหรือสารที่สื่อสารออกไป ถ้าจะปรียบเทียบกระบวนการสื่อสารอย่างสันติหรือการสื่อสารแบบไร้ความรุนแรงนั้น ในมุมมองทางพุทธศาสนาอาจสามารถมองได้ในมุมของ ปฏิจจภาวะ คือสภาวะของการอิงอาศัยกันและกันให้เกิดเรื่องราวนั้นๆ ขึ้น โดยไม่ได้มองว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะตัวผู้สื่อสาร และเกิดขึ้นเพราะตัวผู้รับสารโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่มองถึงความซับซ้อนที่เป็น ปฏิจจภาวะ เป็นปัจจัยร่วมให้ความทุกข์เกิดขึ้นมา ดังนี้ทางพุทธจึงมีทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูกต้องเสมอไปแต่มองถึงปฏิจจภาวะ คือการอิงอาศัยเป็นปัจจัยให้เกิดเรื่องราวแต่ก็ยอมรับผลของเรื่องราวนั้นๆ นั่นคือ การยอมรับถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ เช่นยอมรับว่าไม่ได้มีฝ่ายใดผิดถูกโดยแท้ฝ่ายเดียว และยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อการตัดสินอย่างเข้าใจได้ ดังนั้น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนผลของสันติสุขและสันติภาพได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสื่อสารปัจจุบันเป็นการสื่อสารที่มีขอบข่ายกว้างขวางมากโดยเฉพาะช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างในยุคสมัยปัจจุบัน เช่นการสื่อสารบนช่องทางออนไลน์ หรือการสื่อสารผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงทำให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นแค่ปลายนิ้วขณะเดียวกันการสื่อสารก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะการสื่อสารสามารถสร้างความขัดแย้งในสังคมได้มากเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญของการสื่อสารที่เอื้อต่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันโดยไร้ความรุนแรงคือการเข้าใจว่าการกระทำหรือการสื่อสารที่แสดงออกมาของบุคคลแต่ละคนหรือการสื่อสารของบางกลุ่มมีความต้องการ (Need) หรือการตอบสนองบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์ดังนั้น นักสันติวิธี นักเจรจาไกล่เกลี่ย นักจัดการความขัดแย้งจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างสันติเพื่อการเอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน เพราะการสื่อสารอย่างสันติจะช่วยเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจและเป็นทางเชื่อมในการสร้างสัมพันธภาพอันดี ระหว่างบุคคล องค์กรสังคม รวมไปจนถึงประเทศชาติ และพลังของการสื่อสารอย่างสันติจะนำพาไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารอย่างสันติเป็นไปได้หลายระดับเช่น การสื่อสารเพื่อการเข้าใจตนเองการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับครอบครัว การสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนในสังคมซึ่งต้องอาศัยเทคนิควิธีการในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมนิยามของการสื่อสารอย่างสันติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dr. Marshall Rosenberg เจ้าของทฤษฎีที่ว่าด้วย Nonviolent Communication ดร.โรเซนเบิร์กเรียกวิธีการสื่อสารแบบนี้ว่า การสื่อสารโดยไร้ความรุนแรง คำว่า “ไร้ความรุนแรง” นั้นได้รับแนวความคิดมาจากปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของท่านมหาตมะ คานธี ผู้นำด้านสันติวิธีของโลกตลอดเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา ดร. โรเซนเบิร์ก ได้สอนวิธีการสื่อสารนี้ให้กับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก มีการนำวิธีนี้ไปใช้ในโรงเรียนองค์กรธุรกิจ การให้การดูแลสุขภาพ การทำงานเพื่อสังคม การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ทั้งในเรือนจำ สถาบันของรัฐ ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และในประเทศที่เกิดสงครามโดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกต ความรู้สึก ความต้องการ และการขอร้องพื้นฐานหลักของการสื่อสารอย่างสันติ คือ เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการบางอย่างเมื่อเรามีความเข้าใจและรับรู้ความต้องการในสันติภาพในทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน จนถึงระดับโลก (ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์,2550: 25)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิยาม ของการสื่อสารอย่างสันติ คือ การสื่อสารเพื่อเข้าใจถึงความต้องการเบื้องลึก (Need) ซึ่งเมื่อมนุษย์สามารถสื่อสารเพื่อความเข้าใจความต้องการเบื้องลึกกันได้แล้ว    จึงทำให้สามารถเกิดความเข้าอกเข้าใจกันได้ (Empathy) ในฐานะมนุษย์ และเมื่อเราเข้าใจกันในระดับลึกได้แล้ว เราสามารถลดทอนความไม่เข้าใจและเปิดพื้นที่รับฟัง เปิดพื้นที่โอบรับความแตกต่างในทัศนคติและการกระทำต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจความต้องการ เพราะสมมุติฐานคือ ทุก ๆ การกระทำขับเคลื่อนจากความต้องการเชิงลึก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยหลักการแล้วภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้อย่างจริงใจ และการฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ทั้งสองส่วนมี&#039;&#039;&#039;องค์ประกอบ 4 ประการ คือ การสังเกตความรู้สึก     (Observation) รู้สึก (Feeling)  ความต้องการ (Need) และการขอร้อง (Request)&#039;&#039;&#039; วิธีการสื่อสารอย่างสันติที่ตั้งอยู่บน ความเอาใจใส่ ในที่นี้ หมายถึง การเอาใจใส่ในการฟังอย่างตั้งใจหรือ Active Listening และ การซื่อสัตย์ ซึ่งหมายถึงการซื่อตรงต่อความรู้สึกและความต้องการของตนเองและผู้อื่นโดยถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 4 องค์ประกอบหลักของการสื่อสารอย่างสันติ มุ่งให้เราเข้าใจถึงทักษะที่จำเป็นและเทคนิคในการสื่อสารอย่างสันติ ประกอบด้วยคุณสมบัติที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) รับรู้ถึงความรู้สึกของคู่กรณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึง มีทักษะในการสื่อสารอย่างสันติโดยเฉพาะการฟังและการพูดอย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นระบายความรู้สึกและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องนักสันติวิธี หรือนักจัดการความขัดแย้งไปสู่ทางเลือกที่สร้างสรรค์ควรมีจิตวิทยาในการสื่อสาร พูดความจริง พูดเหมาะสม พูดเหมาะอารมณ์และพูดเหมาะกาล พูดประสานประโยชน์ โดยผลของคำพูดทำให้คู่ขัดแย้งรู้สึกพึงพอใจ และไปถึงความต้องการ ( Need ) ของแต่ละฝ่ายอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ทักษะการสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือลดความขัดแย้งสำหรับนักเจรจาไกล่เกลี่ย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน (2559) กล่าวว่า การสื่อสารอย่างสันติ คือการเข้าถึงความเมตตากรุณาและเปลี่ยนแปลงจิตสำนึก และดึงความกรุณาที่เป็นพื้นฐานจิตใจของเราเพื่อเข้าใจคนอื่น การสื่อสารอย่างสันติเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งในกรณีที่เราเป็นคู่ขัดแย้ง หรือเมื่อเราเป็นคนกลางท่ามกลางความขัดแย้งนั้น จุดเด่นของกระบวนการสื่อสารอย่างสันติคือ การใส่ใจความรู้สึก และสามารถเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ขึ้นเราจะเข้าใจถึงพลังชีวิตในการกำหนดพฤติกรรมของเราต่อบุคคลอื่น โดยมีฐานความเข้าใจเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;กรณีที่คู่ขัดแย้งไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์แบบมีคุณภาพขึ้นมาได้ ตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ไม่มีคุณภาพเช่นความสัมพันธ์แบบไม่ชอบหน้า ไม่ชอบบุคลิก ไม่ชอบนิสัยใจคอ เมื่อเขามาขอร้องอะไร เราก็ไม่อยากทำให้จึงมีโอกาสน้อยที่ทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาแบบมีคุณภาพได้&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น นักสันติวิธี และนักจัดการความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่สื่อสารทำความเข้าใจแบบมีคุณภาพ และให้โอกาสคู่ขัดแย้งได้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วม และทำให้เห็นความต้องการของแต่ละฝ่ายได้มากขึ้น มองเห็นความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่าย ละวางความเป็นศัตรู แต่ไม่ใช่การหาหนทางไปสู่การประนีประนอม หรือบังคับให้อีกฝ่ายยอม หากแต่เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งทางเลือกให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ และเป็นการทำให้ความต้องการส่วนลึกของทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;Nonviolent Communication (NVC)&#039;&#039;&#039; เป็นทางเลือกหนึ่งที่ครูสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งระหว่างนักเรียน (Conflict Management) และออกแบบบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปราศจากอคติหรือการตัดสินว่ากล่าวผู้อื่น โดยครูเป็นผู้ช่วยนำทาง ปลูกฝังให้พวกเขาถอยห่างจากการนำตนเองเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วทำความรู้จักกับวิธีสื่อสารอย่างสันติ คือทุกคนรับฟังความต้องการและเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์. (2550). &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;สื่อสารอย่างสันติคู่มือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิญญา ดิสสะมาน. (2557). การปฎิรูปประเทศไทยกับทางออกวิกฤตการเมืองไทย. &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;วารสารสถาบันพระปกเกล้า.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; 12 (2): 5-28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Rosenberg, Marshall. (1999). &#039;&#039;&#039;&#039;&#039;Nonviolent Communication: A language of Compassion.&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; Del Mar: Puddle Dancer Press.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;diff=16514</id>
		<title>ประชานิยม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;diff=16514"/>
		<updated>2026-04-09T03:31:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; ภูริภัทร์ เครือนพรัตน์[1]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รศ. ดร. นิยม รัฐอมฤต&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         คำว่าประชานิยม (populism) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมการเมืองทั้งไทยและต่างประเทศ แทบจะเป็นคำศัพท์พื้นฐานทางการเมืองร่วมสมัยไปแล้วก็ว่าได้ โดยส่วนมากเรามักเห็นว่าการใช้คำว่าประชานิยมเป็นการแปะป้ายให้กับคู่ต่อสู้ทางการเมืองในความเข้าใจว่าใช้สิ่งล่อลวงใจที่ไม่ดีให้ประชาชนนั้นหลงเชื่อ เป็นการบิดเบือนความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้อง หรือบ้างอาจกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้มีการให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไปทั้งในเชิงบวกและลบ แม้ว่าแท้จริงแล้ว คำว่า “ประชานิยม” นั้น เป็นได้ทั้งคำที่มีความหมายในเชิงกรอบคิด (concept) หรือเป็นคำที่มีความหมายในเชิงปรากฎการณ์ (phenomenology) หรือความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ (strategy) ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า เราใช้คำว่าประชานิยมในบริบทไหนและใช้ไปเพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่นั้น คำว่าประชานิยมจะถูกนำไปใช้ในการโจมตีคู่แข่งทางการเมือง โดยใช้เป็นคำในเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยรวมของคำว่าประชานิยมนั้น หมายถึง ที่นิยมโดยประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การตั้งข้อสังเกตว่า “ประชาชน” ที่หมายถึงนั้น เป็นใคร?  การจะหาความหมายของประชานิยมจึงต้องเริ่มจากการพิจารณากรอบคิดของมันก่อน จึงจะสามารถเข้าใจปรากฎการณ์หรือยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในที่นี้จะได้กล่าวถึงตัวอย่างของปรากฎการณ์และยุทธศาสตร์พอสังเขป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กรอบคิดของประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         คำว่าประชานิยมนั้นถูกใช้กันมาอย่างยาวนานและแพร่หลาย ตั้งแต่ในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจ (heartland) ของประชาชน โดยการก่อร่างขององคาพยพของ “ประชาชน” ที่มีความต้องการและอุดมการณ์ที่เหมือนกัน จนสามารถถูกสร้างขึ้นเป็น “ประชานิยม” ได้ ประชานิยมในแง่นี้จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่นโยบาย ตัวบุคคล หรือเพียงอุดมการณ์ แต่เป็นเสมือน ดินแดน หรือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชน หรือตัวแสดงทางการเมืองนั้น เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อแสดงความเห็น และปฏิบัติการทางการเมืองหนึ่ง ๆ ตามความต้องการ หรืออุดมการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองได้ ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลัก (grand ideology) ของพื้นที่ทางการเมืองเหล่านี้ แต่ประชานิยมเป็นเสมือนปรากฎการณ์ที่รับเอา/สมาทานอุดมการณ์หลักเหล่านั้น เข้ามาเป็นความคิดที่ขับเคลื่อน/หล่อเลี้ยงกระแสของประชานิยมให้คงอยู่ และปฏิบัติการต่อไปได้ (Taggart, 2000, pp. 2–5) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชานิยมอาจเกี่ยวข้องกับสถานที่ ความคิด อุดมการณ์ วิถีการผลิต และแน่นอนว่าเป็นกรอบคิดที่แยกไม่ออกจากชาตินิยม (Brass, 2000, pp. 190–191) เนื่องจากการจะหลอมรวมผู้คนที่มีความหลากหลายมาเป็นประชาชนได้ จะต้องมองข้ามความแตกต่างหลาย ๆ อย่าง และหาจุดร่วมบางอย่างเพื่อสู้กับศัตรูบางตัวเท่านั้น ดังนั้น กาจะรวมตัวกันเข้าเป็น “ประชาชน”​ ที่มีจุดร่วมกันได้นั้น จะต้องมีบางอย่างที่เหมือน/ร่วม กัน และสิ่งที่ทรงพลังที่สุดก็คือ การมี “ศัตรู” ที่ร่วมกัน กล่าวคือ การศึกษาประชานิยม จึงเป็นการหาคู่ตรงข้ามของสององคาพยพในสังคม [การเมือง] ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็น “ประชาชน” และอีกฝ่ายหนึ่งเป็น “ศัตรูของประชาชน” ซึ่งในแต่ละกรณีก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพียงประชานิยมในแง่ของการเมือง ระหว่างพรรคการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง หรือไปจนถึงสถานภาพทางสังคม ชนชั้น ลักษณะทางประชากรศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระนั้นก็ดี คู่ตรงข้ามของสังคมดังกล่าวในความรับรู้ของสังคมร่วมสมัย มักจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นการต่อสู้ของประชาชนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ที่ต่อสู้กับยักษ์ตัวใหญ่ (Mudde &amp;amp; Kaltwasser, 2013, pp. 8–9) ซึ่งการสร้างเรื่องเล่า (narrative) ของประชานิยมแต่ละที่นั้น มักจะเป็นการกล่าวถึงปัญหาของประชาชนที่พบเจอและพุ่งเป้าไปยังศัตรูที่มักจะถูกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นชนชั้นนำทางสังคมและการเมือง (elite) นั่นเอง ปฏิบัติการทางการเมืองที่ใช้ประชานิยมหรือการเกิดปรากฏการณ์ประชานิยมจึงต้องอ้างถึงความเป็นประชาชนในการเชื่อมโยงเข้ากับทุก ๆ อย่างที่จะเสนอ (Mudde &amp;amp; Kaltwasser, 2013, pp. 3–7) ผู้นำหรือผู้ปฏิบัติการทางการเมืองโดยประชานิยม จึงมักใช้อารมณ์ของประชาชน เพื่อดึงความนิยมจากประชาชน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นำไปสู่การชนะการเลือกตั้งและขึ้นสู่อำนาจ โดยการใช้วาทะหรือโวหารในการให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ทำให้ “ประชาชน” รู้สึกว่าถูกผู้ร้ายรังแกทางศีลธรรม และแสดงตนว่าอยู่ข้างเดียวกับประชาชน และจะช่วยประชาชนต่อสู้กับศัตรูตัวนั้น จึงสร้างคู่ตรงข้าม พวกเรา/พวกเขา ขึ้นมา ความเป็นประชานิยมในแง่นี้ จึงเป็นการพยายามสร้างความเหมือนหรือความเป็นกลุ่มก้อนของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ๆ โดยการใช้ความเป็นศีลธรรมในแง่ของการแบ่งแยกถูก/ผิด และใช้การสื่อสารกับประชาชนของตนบอกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง จึงเป็นสร้างเสริมสร้างประชาชนในฝั่งของตน โดยมีผู้นำเป็นผู้สื่อสาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น “ประชานิยม” จึงไม่ใช่ “อุดมการณ์” ทางการเมืองที่มีการให้คุณค่า และมีเป้าหมายในตัวเอง เช่น อุดมการณ์แบบเสรีนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสม์ ที่มีเป้าหมายทางการเมือง แต่ประชานิยมเป็นเครื่องมือและ/หรือยุทธศาสตร์ ที่อาจนำมาปรับใช้เพื่อทำให้อุดมการณ์ หรือเป้าหมายทางการเมือง ของกลุ่มทางการเมืองหนึ่ง ๆ สำเร็จและบรรลุเป้าหมายได้ในนามของประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ปรากฎการณ์ของประชานิยม&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ศึกษาประชานิยม จะมีการแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่มองว่าประชานิยมเป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหา กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่สนับสนุนประชานิยมและกลุ่มที่สนับสนุนประชานิยมนั่นเอง ดังนั้น การมองประชานิยม จึงไม่ควรมองว่าประชานิยมเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่มักจะมีสารัตถะหรือแก่นแกนของตัวมันเองดังที่กล่าวไป แต่ควรมองเป็น 2 ลักษณะคือ การมองว่าเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และการมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมืองในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งในที่นี้ ปรากฎการณ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำหรือปฏิบัติการทางการเมือง ที่มีแรงขับและเป้าหมายของผู้กระทำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ผู้นำที่ถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม มักเป็นผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายขวา ที่นักวิชาการสายเสรีนิยมมักโจมตี และกล่าวว่าประชานิยมนั้น เป็นการลดทอน/ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มนี้จะมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา และอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตยที่เป็นผลผลิตจากประชานิยม คือประชาธิปไตยที่ไร้เสรี เนื่องจากขาดองค์ประกอบและวิสัยทัศน์ของประชาธิปไตย จึงทำให้สรุปว่า อันตรายของประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มาจากอุดมการณ์อื่นใดที่ปฏิเสธคุณค่า (values) หลักของแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่เป็น “ประชานิยม” ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่เสื่อมโทรมของประชาธิปไตย เป็นอันตรายที่มาจากโลกของประชาธิปไตยเอง ซึ่งตัวแสดงทางการเมืองได้ใช้คุณค่าของประชาธิปไตยที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยเอง (Müller, 2017, pp. 6, 49–60, 103) แน่นอนว่าประชานิยมในลักษณะที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นปรากฎการณ์ของนายโดนัล ทรัมป์ ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐในปี ค.ศ. 2017-2021 และยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่มีผู้นำประชานิยม (ฝ่ายขวา) ในลักษณะนี้ เช่น บราซิล ฟิลิปปินส์ ฮังการี เม็กซิโก เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การมองว่าผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้ความเป็นประชานิยมในการเข้าสู่อำนาจ เพื่อที่จะใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น โดนัล ทรัมป์เคยประกาศชัดเจนว่าจะสร้างกำแพงตามแนวชายแดนเม็กซิโก ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่ได้สร้าง แต่ฝ่ายเสรีนิยมก็มองว่าเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติ และมองว่าทรัมป์เป็นพวกเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการพหุวัฒนธรรมของเสรีนิยม เป็นต้นนั้น เป็นการสร้างชุดความคิดทางการเมืองว่า ประชานิยมนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเสรีนิยม และยังตรงข้ามกับเสรีนิยมประชาธิปไตย และกล่าวว่าผู้นำที่ใช้ปฏิบัติการทางการเมืองในลักษณะนี้เป็นผู้นำประชานิยม (populist leader) และผู้สนับสนุน/เลื่อมใสในความคิดและลงคะแนนเลือกให้กับผู้นำในลักษณะนี้ จะเป็นประชานิยมชน (ในภาษาอังกฤษเรียกว่า populist เช่นเดียวกัน) จึงมีการเรียกประชานิยมในลักษณะนี้ว่า ประชานิยมเชิงอำนาจนิยม (authoritarian populism) (Müller, 2022, pp. 3–41) ปรากฎการณ์ในลักษณะนี้ นั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของประชานิยม ที่มีการใช้ประชานิยมมาเป็นปฏิบัติการทางการเมืองผ่านอารมณ์ความรู้สึกของ “ประชาชน” ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า “ประชาชน” อีกฝ่าย/ขั้วหนึ่งนั้น ไม่ใช่ประชาชนที่แท้จริง ประชานิยมในแง่นี้จึงเป็นการทวงคืนความเป็นของจริง หรือ ของแท้ ที่ขาดหายไป และมักจะกล่าวว่าเป็นการถูกปล้นหรือแย่งชิงไปจากฝ่าย/ขั้วตรงข้าม หรือ “ศัตรูของประชาชน”[2] การแบ่งขั้วทางการเมือง (polarisation) จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประชานิยม (Müller, 2022, pp. 21–22)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         กระนั้นก็ดี จากที่กล่าวมาประชานิยมนั้น ดูจะเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายขวานั้นใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ในสังคมการเมืองร่วมสมัย แต่ในขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่มการเมืองที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า หรือ “ฝ่ายซ้าย” ก็ได้หยิบเอา ยุทธศาสตร์ประชานิยมมาใช้ โดยเรียกว่า ประชานิยมฝ่ายซ้าย (Left-wing populism) ซึ่งเป็นการมองว่าประชานิยมนั้นไม่เป็นปัญหา และยังมองว่าประชานิยมเป็นโอกาสที่จะทำให้ความต้องการและปัญหาของประชาชนได้รับการตอบสนอง และยังเป็นการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลง (radicalization of  democracy) อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์ของประชานิยม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในอีกฟากฝั่งทางการเมืองที่แสดงตนว่าใช้ประโยชน์จากประชานิยมคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายบางพรรคการเมืองในยุโรป เช่น พรรคโปเดมอส ในสเปน พรรคซิริซ่าในกรีซ M5S ในอิตาลี พรรคสังนิยมในโบลิเวีย หรือแม้แต่พรรคก้าวไกล (อนาคตใหม่) ในประเทศไทย[3] ซึ่งพรรค/กลุ่มการเมืองที่ใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมซ้ายนั้น แม้ว่าจะมีความชัดเจนในการกล่าวอ้างว่าตนคือประชานิยมต่างกันออกไป แต่ใจความหลักของประชานิยมซ้ายคือ การอ้างถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ประชาชนพบเจอความเดือดร้อนและความไม่ยุติธรรม การนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นประเด็นหลักในการปฏิบัติการทางการเมือง และสร้าง “ประชาชน” ผ่านความต้องการของประชาชนเอง ขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรค/กลุ่มการเมืองนั้น ๆ และมีเป้าหมายเพื่อชิงอำนาจนำ (hegemony) ในนามประชาชน และสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกในสังคม นี่จึงเป็นข้อแตกต่างกับประชานิยมฝ่ายขวา ที่เนื้อหาของใน ”เรื่องเล่า” ของประชานิยมฝ่ายซ้าย ไม่ได้เน้นหนักไปที่เรื่องของการแบ่งแยกหรือกีดกันผู้ที่แตกต่างหรือการหวนกลับไปสู่ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของสังคมนั้น ๆ แต่เป็นการควบรวมเอาความแตกต่างมาไว้ด้วยกันและสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างนั้นได้ ผ่านความเป็นการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ประชานิยมในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่การกำหนดวาระของพรรค/กลุ่มการเมืองโดยผู้นำแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นการกำหนดวาระร่วมกันของผู้ที่ทำการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง/นักการเมือง/นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการที่ทำการศึกษาและเสนอยุทธศาสตร์นี้ มีความตั้งใจที่จะแสดงว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะทำให้ “ประชาชน” ได้ถืออำนาจอธิปไตย มากกว่าจะให้สังคมเป็นแบบเดิมที่ชนชั้นนำมีอำนาจนำ การเมืองในลักษณะประชานิยมซ้ายเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของประชาชน หรือที่อาจเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มักเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ของรัฐ และนโยบายรัดเข็มขัด (austerity) ที่เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ.2008 อันเป็นปฏิกิริยาต่อความไม่ยุติธรรมในสังคม แนวทางการเมืองแบบสถาบันทางการเมืองแบบดั้งเดิม ที่ต้องการระบบรัฐสภาและองค์กรทางการเมืองอื่น ๆ เป็นกลไกในการบริหารงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ประชาชนจึงอยากออกมาแสดงออกทางการเมืองโดยตรงมากยิ่งขึ้น และเมื่อประชาชนธรรมดาไม่สามารถมีส่วนร่วมและมีบทบาทในสถาบันทางการเมืองเหล่านั้นได้ หนทางที่ประชาชนนั้นสามารถแสดงออกถึงความต้องการได้นั้น ก็คือการชุมนุมประท้วง ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อบ่งบอกถึงความต้องการของประชาชน การเรียกร้องบนถนน จึงเป็นการสื่อสารของประชาชนที่ส่งไปยังผู้มีอำนาจ การเมืองแบบประชานิยมซ้าย จึงมักออกมาในรูปแบบของพรรคการเมืองลูกผสม (hybrid party) (Fominaya, 2020, pp. 224–250) ที่มักมีการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาไปพร้อมกันและมีวาระที่คล้ายกัน ช่วงเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้น จึงเป็นช่วงที่เวลาที่เหมาะสมในการเกิดประชานิยม (The Populist Moment) (Mouffe, 2018, pp. 11–18) ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้ประชาชนนั้นหันมาสนใจการเมือง เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง จึงทำให้เกิดความเป็นการเมืองขึ้นมาได้ จากโลกหลังการเมืองที่ไม่มีใครสนใจต่อสู้ทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         แต่เมื่อความต้องการของประชาชนนั้นมีความแตกต่าง และกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง จึงทำให้ต้องเกิดพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ควบรวมความต้องการ (articulating demands) ที่หลากหลายของประชาชน มาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ประชาชนนั้นสนับสนุน และสามารถได้รับการเลือกตั้ง ขึ้นสู่อำนาจ และสามารถครองอำนาจนำ (hegemony) ได้ในที่สุด[4] กระนั้น พรรคการเมืองในแง่นี้ จึงต้องเป็นพรรคการเมืองที่สามารถดึงดูดประชาชนได้ พรรคการเมืองจึงต้องผูกติดกับความต้องการของประชาชน เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นสามารถขับเคลื่อนมวลชนของประชาชนนั้นได้ กล่าวคือ พรรคการเมืองในลักษณะนี้นั้น ใช้ยุทธศาสตร์แบบ “ประชานิยม” ในการดึงดูด/ควบรวม/ก่อตัว ผู้สนับสนุนตัวพรรคการเมืองเอง “ห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียม” (chains of equivalence) (Laclau &amp;amp; Mouffe, 2001, pp. 127–134) ที่เป็นการรวบรวมอัตลักษณ์และความต้องการที่หลากหลาย (Laclau, 2005b, pp. 37–38) ของของประชาชนด้วยห่วงโซ่มาร้อยเรียงกันให้เป็นอัตลักษณ์ร่วม (collective identity) หนึ่งเดียว เพื่อที่จะต่อสู่กับคู่ตรงข้ามของประชาชน— ชนชั้นสูงที่กุมอำนาจ— แต่ดังที่ได้กล่าวไปว่าประชาชนนั้นก็มีการให้คุณค่าต่อการเมืองที่แตกต่างกัน การรวมตัวกันเป็นประชาชนดังที่ได้กล่าวไปจึงเป็นส่วนที่สำคัญ แต่การประกอบสร้างของประชาชนนั้นก็อาจนำไปสู่การรวมตัวที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตยเอง ทั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับคุณค่าของประชาชนที่ถูกประกอบสร้างขึ้น ว่าเป็นคุณค่าที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ดังที่ได้กล่าวไป มูฟ เห็นว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างประชานิยมฝ่ายซ้ายและขวา จึงอยู่ที่การสร้างห่วงโซ่แห่งความเท่าเทียมนี้ (Errejón &amp;amp; Mouffe, 2016, p. 144)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ การใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมจึงเป็นการขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ประชาชน” ของแต่พรรค/กลุ่มการเมือง ที่สร้างประชาชนขึ้นมาเป็นแนวหน้าทางการเมือง (political frontline) ของตนเอง เพื่อสู้กับ “ศัตรู” อีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถืออำนาจ ชนชั้นนำ หรือแม้แต่ “ประชาชน” ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายตนเอง (Mouffe, 2018, p. 11) การใช้ประชานิยมในลักษณะของยุทธศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นการมองว่าประชานิยมนั้นเป็นปัญหา ในทางกลับกัน กลับถูกมองว่าเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหา โดยการใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น (Prentoulis, 2021) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สรุป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ประชานิยมเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมือง ที่กลุ่มทางการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้นใช้เพื่อให้เกิดความนิยม กระแส หรือปรากฎการณ์เพื่อเป้าหมายทางการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเป้าหมายที่รับใช้/สมาทานอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายหรือขวา ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองขึ้น และเกิดเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนตำราให้พรรค/กลุ่มทางการเมืองสามารถหยิบฉวยเอาไปใช้ได้ แม้ว่าประชานิยมจะไม่ได้มีแก่นแกนสารัตถะด้วยตัวมันเอง แต่ก็สามารถเป็นคู่ตรงข้ามให้กับอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างได้ เช่น เสรีนิยม (Mudde, 2019; Müller, 2017) หรือมาร์กซิสม์ (Brass, 2000) ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงจุดนี้ จึงต้องแยกให้เห็นถึงคุณค่า อุดมการณ์ เนื้อหา และวิธีการของปฏิบัติการทางการเมือง ว่าการเป็นประชานิยมไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์เป็นเสรีนิยม หรือสังคมนิยม หรือไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้าเสมอไป แต่อย่างไรก็ตามประชานิยมนั้นเป็นเครื่องมือที่เล่นกับอารมณ์และความเป็นการเมืองที่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้ว ให้เกิดเป็นแนวหน้าทางการเมืองอย่างน้อยสองฝ่าย ประชานิยมจึงไม่ใช่อุดมการณ์หรือปรากฎการณ์ที่มีความเป็นกลาง เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่มีความสุดโต่งไปในด้านใดด้านหนึ่ง การเกิดขึ้นของประชานิยม จึงเป็นการหยิบยืม หรือสมาทานอุดมการณ์บางอย่างมาเพื่อนำมาฟูมฟักให้เกิดเป็นการเมืองที่สุดโต่งอยู่เสมอ ส่วนจะส่งผลดีหรือไม่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผิด ก็คงจะเป็นเรื่องที่บรรทัดของแต่ละคนที่ต้องตัดสินเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Brass, T. (2000). &#039;&#039;Peasants, Populism and Postmodernism: The Return of the Agrarian Myth&#039;&#039; (1st edition). Routledge.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Errejón, Í., &amp;amp; Mouffe, C. (2016). &#039;&#039;Podemos: In the Name of the People&#039;&#039;. Lawrence and Wishart Ltd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Fominaya, C. F. (2020). &#039;&#039;Democracy Reloaded: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos: Inside Spain’s Political Laboratory from 15-M to Podemos&#039;&#039;. Oxford University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E. (2005a). &#039;&#039;On Populist Reason&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E. (2005b). Populism: What’s in a Name? In F. Panizza (Ed.), &#039;&#039;Populism and the Mirror of Democracy&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Laclau, E., &amp;amp; Mouffe, C. (2001). &#039;&#039;Hegemony and Socialist Strategy: Towards a Radical Democratic Politics&#039;&#039; (2nd edition). Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mouffe, C. (2018). &#039;&#039;For a Left Populism&#039;&#039;. Verso.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mudde, C. (2019). &#039;&#039;The Far Right Today&#039;&#039; (1st edition). Polity.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Mudde, C., &amp;amp; Kaltwasser, C. R. (Eds.). (2013). &#039;&#039;Populism in Europe and the Americas: Threat or Corrective for Democracy?&#039;&#039; (Reprint edition). Cambridge University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Müller, J.-W. (2017). &#039;&#039;What Is Populism?&#039;&#039; Penguin UK.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Müller, J.-W. (2022). &#039;&#039;Democracy Rules&#039;&#039; (1st edition). Penguin.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Prentoulis, M. (2021). &#039;&#039;Left Populism in Europe: Lessons from Jeremy Corbyn to Podemos&#039;&#039; (1st edition). Pluto Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Taggart, P. (2000). &#039;&#039;Populism&#039;&#039; (1st edition). Open University Press.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์ (2565), การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] ในแง่นี้ ประชานิยมจึงแยกไม่ออกกับการเมืองแบบชาตินิยม ซึ่งเน้นการรักษาไว้ซึ่งความเป็นของจริงแท้ ถือเป็นการอนุรักษ์ทั้งเชื้อชาติ วิถีชีวิต รวมไปถึงวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม นั่นก็คือวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการหวนกลับไปหาสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่และระบบทุนนิยมโลกที่เป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในชาติ ประชาชนในชาติจึงต้องปกป้องอัตลักษณ์ของชาติไว้ ไม่ให้ถูกกลืนไป ดู (Brass, 2000, pp. 148–150) ซึ่งแม้ว่า จะมีการนิยามว่าชาติคือประชาชนของฝ่ายซ้ายก็ตาม แต่การอ้างว่าชาติคือประชาชน และการยึดโยงประชาชนเข้ากับชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นศูนย์รวมที่มีสำนึกร่วมกับบางอย่าง จึงจำเป็นที่จะต้องยึดถือสำนึกร่วมบางอย่างนั้นไว้ ก็นำไปสู่สำนึกร่วม “ของแท้” ในที่สุด และทำให้เกิดการกีดกัน “ของไม่แท้” ออกไปในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ดู อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง และภูริภัทร์ เครือนพรัตน์, การประยุกต์ใช้อุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้ายในพรรคการเมือง : กรณีศึกษาในประเทศสเปน กรีซ และไทย, กรุงเทพ: สถาบันพระปกเกล้า, 2565.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] ดู (Laclau, 2005a)&lt;br /&gt;
[[index.php?title=หมวดหมู่:สารานุกรมการเมืองไทย]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8820_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5_2561&amp;diff=16513</id>
		<title>การประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่20 ประจำปี 2561</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8820_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5_2561&amp;diff=16513"/>
		<updated>2026-04-09T02:34:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยไทย&amp;amp;nbsp;: ก้าวย่างเพื่อการพัฒนา&amp;lt;br/&amp;gt; Thai Democracy on the Move&amp;lt;br/&amp;gt; วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;br/&amp;gt; ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&amp;lt;br/&amp;gt; 8-10 November 2018 at the United Nations Conference Center, Bangkok&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;หลักการและเหตุผลพร้อมกำหนดการ&amp;amp;nbsp;(Rationale and agenda)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;(&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1ZRkqQ8FT6S56zLo9NHR_tg_R-NQ63u1f &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;TH&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1khhZJ023DAJ27vDGdPg3eBDpMBQwBZNl &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;EN&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*[https://drive.google.com/open?id=1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr แผนผังห้องประชุมย่อย]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;(&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#741b47&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สูจิบัตรการประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 20 (Program Schedule) |&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;[https://drive.google.com/open?id=1g1dNMoGUonxS4ynpMDJxv5mlYzTVQIPm &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบการประชุม &#039;&#039;&#039;(Background Publication)&amp;amp;nbsp; |&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1dRaRQQRADarPvsy2Wwh2kVJvPr83D5Qv &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 8 พ.ย.61&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;/&amp;amp;nbsp;KPI Newsletter 8 Nov. 2018&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1HNF8GLrbi5u-F9PfGGRsiPrWrn8Pqfc6/view &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 9 พ.ย.61 &#039;&#039;&#039;/ KPI Newsletter 9 Nov. 2018&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=17OdUm8jIiJElmYo0agcm6o9n_dFIzJUA &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 8 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#660000&amp;quot;&amp;gt;จดหมายข่าว วันที่ 8 พ.ย.61&amp;amp;nbsp; / KPI Newsletter 8 Nov. 2018&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff0000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1HNF8GLrbi5u-F9PfGGRsiPrWrn8Pqfc6/view DOWNLOAD]&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร (Lecturer/Documents)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;15.00-16.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot; size=&amp;quot;3&amp;quot;&amp;gt;Opening keynote address on “Moving toward Sustainable democratic development through Sufficiency Economy Philosophy”&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;Emeritus Peter Boothroyd&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1fkmOIXncVPPk_t6qaxl8ewO2y-8Tw_Ji &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT&amp;lt;/font&amp;gt;].&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;#124;&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=1yCwKg0NAIFBBr7XAwkVJBA9YKgejcNFs &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Document&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;16.00-17.30 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Democracy from International Perspectives&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Mrs.Leena Rikkila Tamang&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1VzA6E8kvjNuyvm1lg6Hz7-Y75IXAYJWw &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Sebastian Payne&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr. Sonam Kinga&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1LYVeP5ozVbBhT_FL53yPwJ8up6bX83SP &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. M.V. Rajeev Gowda&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 9 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 9 พ.ย.61&amp;amp;nbsp; / KPI Newsletter 9 Nov. 2018&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=17OdUm8jIiJElmYo0agcm6o9n_dFIzJUA &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff0000&amp;quot;&amp;gt;DOWNLOAD&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(Lecturer/Documents)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;09.00-12.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot; size=&amp;quot;3&amp;quot;&amp;gt;เราเรียนรู้อะไรจากการขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่ผ่านมา และเราจะร่วมเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยไทยไปด้วยกันได้อย่างไร&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1XJFUJIMk9dIT1qVKMXNOerJsJDr4XoFI &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;PPT.&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ&amp;amp;nbsp; (&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1y22sj8YKOOv80xJVchGjhL5Y2_h4OItF &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;13.00-17.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;กลุ่มย่อยที่ 1:&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;เปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยด้วยหลักนิติธรรมและสถาบันการเมือง (Transforming Democracy through Rule of Law and Political Institutions)&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr. Segundo Joaquin E. Romero, Jr.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1b954gnAGbOTXsCbrRMa6pmo-24gt87PO &amp;lt;font color=&amp;quot;#660000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1Guuh53jqXgjCcvAuxY9KCwuEmOe8zsyH &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายณวัฒน์ ศรีปัดถา&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1CDrep_GZnu7EiUJIO-lCPlOfq4W_Wp9L &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;เร่งเครื่องประชาธิปไตยด้วยธรรมาภิบาล (Democracy with Good Governance)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Qiyun Liu&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;น.ส.อภิญญา ดิสสะมาน&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1nCZQrjRqp8M5IMxgAK8Pr1wglvhjSPf6 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 3:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;การกระจายอำนาจรากฐานประชาธิปไตย (Decentralization as a Foundation for Democracy)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr.Alex B Brillantes, Jr.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1TSiRzziLVrFy60wqKUpdLgSv2ACyMGub &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr.Agus Pramusinto&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1rtkUb2OoCJS95uVqTA-A6RpQl37XZvZB &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.วุฒิสาร ตันไชย&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1VVjmq_9TKDYFzrVyDCIdlOfzYa5mN0gq &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1-uu32dsmsCuqEv29mzjuGHPNOMPr4PRd &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;สร้างพลังพลเมืองเพื่อประชาธิปไตยมั่นคง (Citizen Empowerment for Consolidated Democracy)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr. Kaustuv Kanti Bandyopadhyay&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1Vdmr5VxKmlYmOrIGX6Gc9o6by0q54MA3 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ. ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1JWwtvx-QJirR2jaV-AWIzhu4YZqnCWW2 &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;พลเรือเอกชุมนุม อาจวงษ์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;([https://drive.google.com/open?id=1RA_fpsPvJx-qB3xTH__qnuOtrnAQ8Jh0 &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นางณัชชาภัทร อมรกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 5:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยเพื่อความเสมอภาคและคุณภาพสังคม (Democracy for Equity and Social Quality&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;H.E. Mrs. Satu Suikkari-Kleven&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.สุริชัย หวันแก้ว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1vaZKncQsOtGwMdzSWYqJZXbOZyWGtfIX &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ดร.ถวิลวดี บุรีกุล และนางสาวรัชวดี แสงมหะหมัด&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=15PK1TltmshYT96RaK8V0nnDwYSn2U1LP &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 6:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยเพื่อสังคมสันติสุข (Democracy for a Peaceful Society)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr.Norbert Ropers&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1dZ99MOegedR07zYbxI9M38ARmJoC5lPl &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr.Achmad Munjid&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1fbBoPU-IobBLM7SBhWQfe3LmK0mzuxpY &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1kpAoDuNQcpiBMOWg76nA-3DDxm0s2ZyS &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1c09gCDQ2fAHgV0wO305Ujn3IeUJzarZ6 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายชลัท ประเทืองรัตนา&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1kpAoDuNQcpiBMOWg76nA-3DDxm0s2ZyS &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 10 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 189px;&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร (Lecturer/Documents)&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | 09.00-11.00 น.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 189px;&amp;quot; | นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 6 กลุ่ม&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*นางสาวปัทมา สูบกำปัง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1sRseo5MUEiS4GVOHgqVs-nmUCAvvI7ac &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=17hEmn8PXdm8aMLuieIuerQWoFvPqzmZz &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรทัย ก๊กผล&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1wluAlbvPygt050fCaxVxB2tMZVCbdeK8 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1enPmXNgrMCoLz6AVF9FsBBlR0njJU9vW &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*ดร. ถวิลวดี บุรีกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1HDGhKrBeAwipNJHHiupT2Jhu91iPvzhU &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1bepk_wbly10jMZkBEroOh37A-RmAfo0d &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8820_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5_2561&amp;diff=16512</id>
		<title>การประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่20 ประจำปี 2561</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8820_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5_2561&amp;diff=16512"/>
		<updated>2026-04-09T02:31:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;p style=&amp;quot;text-align: center;&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยไทย&amp;amp;nbsp;: ก้าวย่างเพื่อการพัฒนา&amp;lt;br/&amp;gt; Thai Democracy on the Move&amp;lt;br/&amp;gt; วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;br/&amp;gt; ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร&amp;lt;br/&amp;gt; 8-10 November 2018 at the United Nations Conference Center, Bangkok&amp;lt;/p&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;หลักการและเหตุผลพร้อมกำหนดการ&amp;amp;nbsp;(Rationale and agenda)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;(&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1ZRkqQ8FT6S56zLo9NHR_tg_R-NQ63u1f &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;TH&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1khhZJ023DAJ27vDGdPg3eBDpMBQwBZNl &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;EN&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*[https://drive.google.com/open?id=1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr แผนผังห้องประชุมย่อย]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;(&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#741b47&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;สูจิบัตรการประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 20 (Program Schedule) |&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;[https://drive.google.com/open?id=1g1dNMoGUonxS4ynpMDJxv5mlYzTVQIPm &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เอกสารประกอบการประชุม &#039;&#039;&#039;(Background Publication)&amp;amp;nbsp; |&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1dRaRQQRADarPvsy2Wwh2kVJvPr83D5Qv &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 8 พ.ย.61&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;/&amp;amp;nbsp;KPI Newsletter 8 Nov. 2018&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1HNF8GLrbi5u-F9PfGGRsiPrWrn8Pqfc6/view &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 9 พ.ย.61 &#039;&#039;&#039;/ KPI Newsletter 9 Nov. 2018&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;|&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=17OdUm8jIiJElmYo0agcm6o9n_dFIzJUA &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Download&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 8 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#660000&amp;quot;&amp;gt;จดหมายข่าว วันที่ 8 พ.ย.61&amp;amp;nbsp; / KPI Newsletter 8 Nov. 2018&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff0000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1HNF8GLrbi5u-F9PfGGRsiPrWrn8Pqfc6/view DOWNLOAD]&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร (Lecturer/Documents)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;15.00-16.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot; size=&amp;quot;3&amp;quot;&amp;gt;Opening keynote address on “Moving toward Sustainable democratic development through Sufficiency Economy Philosophy”&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;Emeritus Peter Boothroyd&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1fkmOIXncVPPk_t6qaxl8ewO2y-8Tw_Ji &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT&amp;lt;/font&amp;gt;].&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;#124;&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=1yCwKg0NAIFBBr7XAwkVJBA9YKgejcNFs &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;Document&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;16.00-17.30 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 231px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Democracy from International Perspectives&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Mrs.Leena Rikkila Tamang&amp;amp;nbsp; &amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1VzA6E8kvjNuyvm1lg6Hz7-Y75IXAYJWw &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Sebastian Payne&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr. Sonam Kinga&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1LYVeP5ozVbBhT_FL53yPwJ8up6bX83SP &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. M.V. Rajeev Gowda&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 9 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;จดหมายข่าว วันที่ 9 พ.ย.61&amp;amp;nbsp; / KPI Newsletter 9 Nov. 2018&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;[https://drive.google.com/open?id=17OdUm8jIiJElmYo0agcm6o9n_dFIzJUA &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff0000&amp;quot;&amp;gt;DOWNLOAD&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;(Lecturer/Documents)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#134f5c&amp;quot;&amp;gt;09.00-12.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot; size=&amp;quot;3&amp;quot;&amp;gt;เราเรียนรู้อะไรจากการขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่ผ่านมา และเราจะร่วมเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยไทยไปด้วยกันได้อย่างไร&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1XJFUJIMk9dIT1qVKMXNOerJsJDr4XoFI &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;PPT.&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;)&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ&amp;amp;nbsp; (&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1y22sj8YKOOv80xJVchGjhL5Y2_h4OItF &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;13.00-17.00 น.&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;กลุ่มย่อยที่ 1:&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#9900ff&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;เปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยด้วยหลักนิติธรรมและสถาบันการเมือง (Transforming Democracy through Rule of Law and Political Institutions)&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr. Segundo Joaquin E. Romero, Jr.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1b954gnAGbOTXsCbrRMa6pmo-24gt87PO &amp;lt;font color=&amp;quot;#660000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;]&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1Guuh53jqXgjCcvAuxY9KCwuEmOe8zsyH &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายณวัฒน์ ศรีปัดถา&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;(&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/open?id=1CDrep_GZnu7EiUJIO-lCPlOfq4W_Wp9L &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 2:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;เร่งเครื่องประชาธิปไตยด้วยธรรมาภิบาล (Democracy with Good Governance)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Qiyun Liu&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;น.ส.อภิญญา ดิสสะมาน&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1nCZQrjRqp8M5IMxgAK8Pr1wglvhjSPf6 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 3:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;การกระจายอำนาจรากฐานประชาธิปไตย (Decentralization as a Foundation for Democracy)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr.Alex B Brillantes, Jr.&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1TSiRzziLVrFy60wqKUpdLgSv2ACyMGub &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Prof. Dr.Agus Pramusinto&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1rtkUb2OoCJS95uVqTA-A6RpQl37XZvZB &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.วุฒิสาร ตันไชย&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1VVjmq_9TKDYFzrVyDCIdlOfzYa5mN0gq &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1-uu32dsmsCuqEv29mzjuGHPNOMPr4PRd &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 4:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;สร้างพลังพลเมืองเพื่อประชาธิปไตยมั่นคง (Citizen Empowerment for Consolidated Democracy)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr. Kaustuv Kanti Bandyopadhyay&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1Vdmr5VxKmlYmOrIGX6Gc9o6by0q54MA3 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ. ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1JWwtvx-QJirR2jaV-AWIzhu4YZqnCWW2 &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;พลเรือเอกชุมนุม อาจวงษ์&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;([https://drive.google.com/open?id=1RA_fpsPvJx-qB3xTH__qnuOtrnAQ8Jh0 &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นางณัชชาภัทร อมรกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 5:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยเพื่อความเสมอภาคและคุณภาพสังคม (Democracy for Equity and Social Quality&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;H.E. Mrs. Satu Suikkari-Kleven&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ศ.สุริชัย หวันแก้ว&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1vaZKncQsOtGwMdzSWYqJZXbOZyWGtfIX &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ดร.ถวิลวดี บุรีกุล และนางสาวรัชวดี แสงมหะหมัด&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=15PK1TltmshYT96RaK8V0nnDwYSn2U1LP &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 98px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot; size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;[https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view แผนผังห้องย่อย]&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; [https://drive.google.com/file/d/1aFjLiQCwUhlg3-wtCNiC5duHNZM5woAr/view &amp;lt;font size=&amp;quot;2&amp;quot;&amp;gt;Floor plan&amp;lt;/font&amp;gt;]&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 273px;&amp;quot; | &amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;กลุ่มย่อยที่ 6:&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ประชาธิปไตยเพื่อสังคมสันติสุข (Democracy for a Peaceful Society)&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;br /&amp;gt; &amp;lt;br /&amp;gt; &amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr.Norbert Ropers&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1dZ99MOegedR07zYbxI9M38ARmJoC5lPl &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;Dr.Achmad Munjid&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1fbBoPU-IobBLM7SBhWQfe3LmK0mzuxpY &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1kpAoDuNQcpiBMOWg76nA-3DDxm0s2ZyS &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt;&lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1c09gCDQ2fAHgV0wO305Ujn3IeUJzarZ6 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#351c75&amp;quot;&amp;gt;นายชลัท ประเทืองรัตนา&amp;lt;/font&amp;gt;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1kpAoDuNQcpiBMOWg76nA-3DDxm0s2ZyS &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;เอกสารประกอบการประชุม&amp;amp;nbsp;&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#ff00ff&amp;quot;&amp;gt;วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2561&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Documents for 10 November 2018&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| border=&amp;quot;1&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;0&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;เวลา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 189px;&amp;quot; | &amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;หัวข้อ/Topic&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| &amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#cc0000&amp;quot;&amp;gt;&amp;amp;nbsp;วิทยากร/เอกสาร (Lecturer/Documents)&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 96px;&amp;quot; | 09.00-11.00 น.&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width: 189px;&amp;quot; | นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย 6 กลุ่ม&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
| &lt;br /&gt;
*นางสาวปัทมา สูบกำปัง&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1sRseo5MUEiS4GVOHgqVs-nmUCAvvI7ac &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*ดร.สติธร ธนานิธิโชติ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=17hEmn8PXdm8aMLuieIuerQWoFvPqzmZz &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรทัย ก๊กผล&amp;amp;nbsp;&#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1wluAlbvPygt050fCaxVxB2tMZVCbdeK8 &amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;])&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
*นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1enPmXNgrMCoLz6AVF9FsBBlR0njJU9vW &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*ดร. ถวิลวดี บุรีกุล&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1HDGhKrBeAwipNJHHiupT2Jhu91iPvzhU &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
*พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ&amp;amp;nbsp;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;([https://drive.google.com/open?id=1bepk_wbly10jMZkBEroOh37A-RmAfo0d &#039;&#039;&#039;&amp;lt;font color=&amp;quot;#990000&amp;quot;&amp;gt;PPT.&amp;lt;/font&amp;gt;&#039;&#039;&#039;])&amp;lt;/font&amp;gt; &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[index.php?title=หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[index.php?title=หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0&amp;diff=16511</id>
		<title>การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0&amp;diff=16511"/>
		<updated>2026-04-07T10:03:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  การจัดทำงบประมาณที่คำน...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ หรือ Gender Responsive Budgeting (GRB) เป็นการจัดทำงบประมาณที่มีการพิจารณาและวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายและการใช้จ่ายเงินต่อกลุ่มเพศต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่างบประมาณนั้นมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทุกเพศสภาพ โดย GRB มุ่งเน้นที่จะลดช่องว่างทางเพศและส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การจัดทำงบประมาณนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจัดสรรเงินเท่าเทียมกันระหว่างเพศ แต่หมายถึงการทำความเข้าใจและวิเคราะห์ว่าโครงการหรือนโยบายต่างๆ จะมีผลกระทบอย่างไรต่อเพศต่างๆ และการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น (Budlender, 2002[1]; Stotsky, 2016)[2] ซึ่งสอดคล้องกับ Himmelweit (2002[3] อ้างใน สถาบันพระปกเกล้า, 2561[4]) ที่แนะนำว่า การวิเคราะห์นั้นไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์เฉพาะผลกระทบโดยตรงของความไม่เสมอภาคของผู้หญิงและผู้ชายเท่านั้น แต่ควรดูว่าการกำหนดโครงการ แผนงานและงบประมาณ ส่งผลในระดับพฤติกรรมต่อเพศต่าง ๆ เป็นอย่างไร หรืออาจกล่าวได้ว่า ให้พิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ GRB ยังรวมถึงมิติของการจัดหารายได้ด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดโอกาสที่จะได้รับความเท่าเทียมระหว่างเพศ เช่น การจ่ายเงินสมทบในช่วงเลี้ยงลูกหลังคลอด การรับงานมาทำที่บ้านของผู้หญิง (Rubin &amp;amp; Bartle, 2005, p.260[5] อ้างใน สถาบันพระปกเกล้า, 2561[6]) และรวมถึง การใช้ทรัพยากรในครัวเรือนร่วมกันอย่างเท่าเทียม แม้จะมีบทบาทต่างกัน และการยอมรับงานการอภิบาล (unpaid care work) (Elson, 2001[7] อ้างใน สถาบันพระปกเกล้า, 2561[8])&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (GRB) จึงถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดทำนโยบายเพื่อจัดการกับความแตกต่างระหว่างเพศ ทั้งในเรื่องของการวางแผน การจัดทำโครงการ และการจัดทำงบประมาณ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้เกิดขึ้น และที่สำคัญ GRB ยังเป็นการเติมเต็มถึงสิทธิของผู้หญิงอีกด้วย (สถาบันพระปกเกล้า, 2561)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดเรื่อง GRB เป็นแนวคิดที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ มีการกำหนดหัวข้อการจัดสรรงบประมาณเพื่อเสริมความเสมอภาคและเสริมพลังให้กับสตรี ในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรีของสหประชาชาติสมัยที่ 5 (2&amp;lt;sup&amp;gt;nd&amp;lt;/sup&amp;gt; Session of the Commission on the Status of Women: CSW) สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมการรับรองปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการ (Beijing Declaration and Platform for Action) ร่วมผลักดันให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศให้เข้าสู่กระแสหลักของการพัฒนา และการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) ในมิติที่ 5 เรื่องสร้างความเท่าเทียมทางเพศสตรีและเด็กหญิงทุกคน โดยกำหนดให้ต้องบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และให้อำนาจของผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคนด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย[10] มาตรา 71 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&#039;&#039;..รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล&#039;&#039;&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรม..”&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ[11]&#039;&#039;&#039; มีลักษณะดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.   เป็นการมองผลกระทบที่เกิดจากการใช้จ่ายงบประมาณทุกส่วนว่ามีผลกระทบต่อหญิง ชาย เด็กหญิง-เด็กชายหรือไม่ และกลุ่มเพศสภาพพิเศษต่าง ๆ อย่างไร รวมถึงการพิจารณาด้านการใช้จ่ายงบประมาณและระมัดระวังในเรื่องความแตกต่างของสถานการณ์ บทบาทในกลุ่มต่างๆ และผลที่ได้จากการจัดทำงบประมาณว่าตอบสนองความจำเป็นของแต่ละกลุ่มหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.   เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำงบประมาณที่มีการวิเคราะห์และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศภาวะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.   เป็นการจัดแบ่งงบประมาณเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเพศภาวะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.   เป็นการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงงานและภาคส่วนที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน (เศรษฐกิจภาคอภิบาล: Care Economy)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.   ไม่ใช่เป็นการจัดสรรพิเศษ (Special Allocation) แต่อาจจำเป็นต้องมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.   มองทั้งแง่งบประมาณรายจ่าย (Expenditure) และ รายได้ (Revenue)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.   GRB ไม่ใช่การแบ่งงบประมาณหญิง 50 % ชาย 50%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แนวคิดการวิเคราะห์งบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ[12]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           การวิเคราะห์งบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Budgeting Analysis) จำเป็นต้องมีข้อมูลแยกเพศ () เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการของทั้งหญิงและชาย รวมถึงเพศสภาพต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมและเพิ่มความตระหนักมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นจึงเป็นขั้นตอนของการจัดทำแผนโครงการ รวมถึงการพิจารณาและกำหนดงบจัดสรรให้มีความเหมาะสม เพียงพอ และตอบสนองต่อความต้องการ จากนั้นจะมีการติดตามงบประมาณที่จัดสรรว่าตอบสนองความต้องการหรือไม่ รวมถึงการประเมินผลนโยบายว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ขั้นสุดท้ายต้องพิจารณาว่าสถานการณ์นั้น ๆ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อบทบาทหญิงชาย และเพศสภาพต่าง ๆ ในสังคม และสนับสนุนการพัฒนาที่มีความสมดุลมากขึ้นอย่างไร กระบวนการดังภาพต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 1&#039;&#039;&#039; ผู้เขียนพัฒนาจาก สถาบันพระปกเกล้า (2561) &#039;&#039;&#039;[13]&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประโยชน์ของการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ[14]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.   ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.   ช่วยให้การใช้ทรัพยากร และเงินของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.   ช่วยในการวางแผนการจัดลำดับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.   ความต้องการการวิเคราะห์แผนระยะยาวและต้องการแก้ปัญหา การพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องความเป็นธรรมและความเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.   ช่วยทำให้เกิดความโปร่งใส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.   ช่วยเสริมมาตรการป้องกันการทุจริตและสนับสนุนสร้างธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ (Economic Governance) และการจัดการทางการเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการกำหนดประเด็นและปัญหาในการจัดทำงบประมาณ ในส่วนนี้จะกล่าวถึงแนวคิดการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตย “ระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” หมายถึงการกระจายโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหารในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรของชุมชนและชาติซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การมีส่วนร่วมนี้เกิดขึ้นผ่านการให้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น ให้คำปรึกษา ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ และการควบคุมจากประชาชนเอง เป็นการสื่อสารสองทางที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน โดยการให้ข้อมูลสำคัญแก่สาธารณชนและรวบรวมข้อมูลจากพวกเขา การมีส่วนร่วมนี้ยังช่วยให้ผู้นำชุมชนรับทราบถึงความห่วงกังวลและค่านิยมของสาธารณชน ทำให้ผู้นำได้รับความชอบธรรมในการดำเนินโครงการต่าง ๆ เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่สาธารณชนร่วมคิดและร่วมวางแผนปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &#039;&#039;&#039;คุณค่าของการมีส่วนร่วม&#039;&#039;&#039;ทำให้เห็นถึงคุณภาพของการตัดสินใจ เนื่องจากมีการคิดไตร่ตรองจากหลาย ๆ ภาคส่วน สำหรับผู้นำ การมีส่วนร่วมนี้ช่วยให้สามารถคาดการณ์ความห่วงกังวลและทัศนคติของสาธารณชนได้ ซึ่งทำให้ระยะเวลาในการแก้ปัญหาสั้นลง เพราะสามารถระบุปัญหาได้ดีกว่าและตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมจากกลุ่มคนที่หลากหลายยังช่วยให้สามารถพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ เข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์ได้ดีขึ้น และตอบสนองความต้องการของทุกคนในสังคมมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สรุป&#039;&#039;&#039; คือ การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติทางหญิงชาย ต้องมีการศึกษาบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ความต้องการของพื้นที่ และเพศภาวะของบุคคล เพื่อนำมาจัดทำนโยบาย ทั้งนี้ ต้องดำเนินการด้วยความเท่าเทียมและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของสาธารณชน สร้างความยุติธรรมในสังคม เพิ่มการยอมรับทางสังคม เสริมสร้างความสมานฉันท์ สร้างพลังทางสังคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีในที่สุด สามารถสรุปได้ดังภาพต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:แสดงกระบวนการและเทคนิคในการจัดทำงบประมาณแบบ GRB.jpg|763x763px]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงกระบวนการและเทคนิคในการจัดทำงบประมาณแบบ GRB&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก สถาบันพระปกเกล้า (2561)[15]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] Budlender, D. (2002). &#039;&#039;Gender Budgets Make More Cents: Country Studies and Good Practice&#039;&#039;. London: Commonwealth Secretariat.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Stotsky, J. G. (2016). &#039;&#039;Gender Budgeting: Fiscal Context and Current Outcomes&#039;&#039;. International Monetary Fund (IMF).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Himmelweit, S. (2002). Making Visible the Hidden Economy: The Case for Gender-Impact Analysis of Economic Policy. Feminist Economics. 8(1), pp. 49-70.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Rubin, M. M. and Bartle, J. R. (2005). Integrating Gender into Government Budgets: A New Perspective. &#039;&#039;Public Administration Review&#039;&#039;. 65(3), pp.259-272.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Elson, D. (2001). Gender Responsive Budget Initiatives: Some Key Dimensions and Practical Examples. In UNIFEM-OECD-NORDIC Council Conference Hosted by Belgian Government.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[11] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[12] เพิ่งอ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[13] สถาบันพระปกเกล้า, 2561. เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[14] เพิ่งอ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[15] เพิ่งอ้าง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A_GRB.jpg&amp;diff=16510</id>
		<title>ไฟล์:แสดงกระบวนการและเทคนิคในการจัดทำงบประมาณแบบ GRB.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A_GRB.jpg&amp;diff=16510"/>
		<updated>2026-04-07T10:02:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงกระบวนการและเทคนิคในการจัดทำงบประมาณแบบ GRB&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8&amp;diff=16509</id>
		<title>ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8&amp;diff=16509"/>
		<updated>2026-04-07T09:59:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.สติธร ธนานิติโชติ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ (climate governance) เป็นการบริหารปกครองเพื่อรับมือกับสภาวะที่อาการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพการณ์ปกติ คำว่า governance หมายถึงการบริหารปกครองที่ดี การบริหารจัดการปกครองที่ดี การอภิบาลที่มีประสิทธิภาพ หรือธรรมาภิบาล ใด ๆ ก็ตามแต่ที่ให้หมายถึงการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นยึดถือดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ตามองค์ประกอบของการบริหารจัดการที่ดี ได้แก่ หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความคุ้มค่า และการมีส่วนร่วม[1]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (climate change) หรือภาวะโลกร้อน เป็นสภาวะที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนไปจากภาวะปกติ[2]อันเกิดมาจากสาเหตุหลักคือภาวะเรือนกระจกมากขึ้น ภาวะเรือนกระจกนี้สามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติ แต่ที่กำลังเป็นปัญหาอย่างมากนี้ส่วนใหญ่มาจากการปลดปล่อยก๊าซอันเกิดจากที่มนุษย์ทำให้เกิดขึ้น เช่น การเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงาน การเพาะปลูกการปศุสัตว์ กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น[3]  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงไม่ใช่เพียงปัจเจกชนแต่ยังกระทบไปถึงชุมชน สังคมระดับประเทศและระดับนานาชาติ ผลกระทบที่ว่านี้มีทั้งด้านสุขภาพ เช่น การเสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนขึ้น โรคติดต่อที่มากขึ้น ทั้งยังมีผลกระทบด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต เช่น จากภาวะน้ำท่วมหรือดินโคลนถล่มที่ทำให้ต้องมีการอพยพผู้คนจากพื้นที่ ผู้คนต่างหนีภัยออกมาจากบ้านที่ตนเองเคยอาศัยไปยังศูนย์อพยพชั่วคราว เกิดความเสียหายของบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนการสุขาภิบาลน้ำกินน้ำใช้ซึ่งหากไม่ถูกสุขลักษณะก็จะทำให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุขตามมา[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปไม่อาจรับมือได้โดยบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งแบบเดี่ยว แต่ต้องการการตอบสนองตั้งแต่นโยบายระดับโลกและระดับประเทศ เรียกว่าธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มีการรับมือกับผลกระทบนี้ในระดับสูงและกว้าง แล้วถ่ายทอดการดำเนินงานไปถึงระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่ง UNICEF[5] ได้ให้ความหมายธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศว่าหมายถึงกระบวนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคส่วนตั้งแต่องค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาลระดับประเทศและระดับท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แนวทางของธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศประกอบด้วยการดำเนินงานที่สำคัญอย่างน้อย 2 อย่าง ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation)[6] การบรรเทาผลกระทบเป็นการดำเนินการเพื่อลดสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน หรือการปลูกป่า[7] ส่วนการปรับตัวเป็นกระบวนการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว สร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ ปรับปรุงการชลประทาน[8] การบรรเทาและการปรับตัวจำเป็นที่จะต้องถูกนำมาดำเนินการควบคู่กัน เพราะหากไม่มีมาตรการในการบรรเทาก็จะทำให้ต้นทุนในการปรับตัวสูงขึ้น หรือหากไม่มีมาตรการปรับตัวก็จะทำให้มีความเปราะบางจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น[9] ประเทศไทยดำเนินการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางนี้โดยเพิ่มเรื่องขีดความสามารถเข้ามา ตามแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 แนวทางที่ต้องดำเนินการมี 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวต่อผลกระทบ การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนการดำเนินงาน[10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของหน่วยงานรัฐทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น นอกจากจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงกันโดยมีนโยบาย แผน กฎหมาย และระเบียบที่เป็นรูปธรรมแล้ว เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในเรื่องสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง การคำนึงถึงภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับมือกับปัญหาร่วมกันกับภาครัฐนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ตามแผนแม่บทฯ ในประเทศไทยได้คำนึงถึงส่วนนี้ในรายละเอียดของแผนแม่บทฯ และสามารถทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การทำให้เกิดสภาประชาชนหรือพื้นที่สภาประชาชนเพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านสภาพอากาศและการมีส่วนร่วม อาจริเริ่มโดยรัฐหรือประชาชน เป็นพื้นที่แบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ เช่น คอสตาริกามีสภาพลเมืองเพื่อเป็นพื้นที่ส่วนร่วมออกแบบและดำเนินงานนโยบายสภาพภูมิอากาศชื่อว่า a Consejo Consultivo Ciudadano de Cambio Climático (Citizen Climate Change Council- 5C) ในชิลีมีองค์กรชื่อ a Sociedad Civil para la Acción Climática (Civil Society for Climate Action-SCAC) ที่เกิดจากการรวมตัวของหลายภาคส่วนเพื่อยกระดับความตระหนักเรื่องสภาพภูมิอากาศและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ในเปรูมีองค์กรที่ตั้งเพื่อดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนชื่อ Citizen&#039;s Movement against Climate Change (MOCICC) เป็นต้น[11]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระดับนานาประเทศ ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ตามเป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น (Take urgent action to combat climate change and its impacts)[12] ก่อนหน้านี้ การรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดำเนินการมาอยู่ก่อนที่จะเกิดเป้าหมาย SDGs โดยในปี พ.ศ. 2533 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้เผยแพร่รายงานที่คาดการณ์ผลกระทบจากโลกร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภูเขาน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ความรุนแรงและถี่บ่อยของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จนนำมาสู่การลงนามความร่วมมือในปี พ.ศ.2535 ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change)[13] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินงานภายใต้กรอบ UNFCCC ของประเทศภาคีมีกลไกสำคัญคือ Conference of the Parties หรือ COP เป็นองค์คณะด้านการตัดสินใจตามอนุสัญญาฯ รัฐที่เป็นภาคีของอนุสัญญาจะมีตัวแทนอยู่ที่ COP ซึ่งรัฐเหล่านั้นจะทบทวนการดำเนินการตามอนุสัญญาและเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ที่ COP นำมาใช้ และทำการตัดสินใจที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมการดำเนินการตามอนุสัญญาอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงการจัดการเชิงสถาบันและการบริหาร COP มีการประชุมมาตั้งแต่การประชุมครั้งแรกที่เยอรมนีในปี พ.ศ.2538 เพื่อทบทวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสื่อสารของประเทศภาคี เป็นเวทีการตัดสินใจระดับพหุภาคีเพียงแห่งเดียวในโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสมาชิกเกือบครบทุกประเทศในโลก กล่าวได้ว่าเป็นที่ที่โลกมารวมตัวกันเพื่อตกลงหาวิธีแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น การจำกัดอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ช่วยให้ชุมชนที่เปราะบางปรับตัวเข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2593[14] ยกตัวอย่าง การประชุม COP3 ในปี พ.ศ. 2540 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความชัดเจนของข้อตกลงที่เรียกว่าพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายโดยมีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายภาพรวมและเป้าหมายรายประเทศสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมทั้งมีการกำหนดกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือการลงทุนในกลไกการพัฒนาที่สะอาด[15] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมครั้งล่าสุด COP28 ในปี พ.ศ.2566 จัดขึ้นที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 12 ธันวาคม การอภิปรายใน COP28 มีการทบทวนความคืบหน้าในการดำเนินงานหลายประการ เช่น การลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเงินสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย เพื่อช่วยชุมชนที่เปราะบางในการจัดการกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายระดับโลกในด้านการเงินที่จะช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปิดช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ เป็นต้น และยังมีการตรวจนับทั่วโลกครั้งแรกที่เรียกว่า Global stocktake เหมือนกับการตรวจนับสินค้าคงคลัง เป็นการมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการและการสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศ การระบุช่องว่าง และการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแนวทางที่ดีขึ้นในการเร่งการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การตรวจนับสต็อกจะเกิดขึ้นทุกห้าปี โดยการตรวจนับครั้งแรกจะสิ้นสุดลงที่ COP28 มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ในแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศรอบถัดไปภายใต้ข้อตกลงปารีสที่จะเสนอภายในปี พ.ศ.2568[16] สำหรับการประชุมในปี พ.ศ.2567 หรือ COP 29 จะจัดขึ้นที่บากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 22 พฤศจิกายน[17] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรณานุกรม&lt;br /&gt;
----[1] ฉัตรไชย รัตนไชย และคณะ, 2559. “การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้วยหลักธรรมาภิบาล.” &#039;&#039;&#039;รายงานสรุปการถอดเทปงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2016&#039;&#039;&#039;.  กรุงเทพฯ. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. หน้า 44-45.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Dian Harwitasari, 2009. &#039;&#039;&#039;Adaptation Response to Tidal Flooding in Semarang, Indonesia.&#039;&#039;&#039;  (Master’s Program in Urban Management and Development) Lund University. p.8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ศูนย์องค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 16 กุมภาพันธ์ 2566. &#039;&#039;&#039;10 ก๊าซเรือนกระจกมาจากไหน&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/63118&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Dian Harwitasari. Op. Cit. pp.8-9; Prabal Barua, Syed Hafizur Rahman, and Morshed Hossan Molla, 2017. “Sustainable Adaptation for Resolving Climate Displacement Issues of South Eastern Islands in Bangladesh.”  &#039;&#039;&#039;Climate Displacement Issues&#039;&#039;&#039;. 9(6). p.791.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] United Nations Children&#039;s Fund (UNICEF), 2020. &#039;&#039;&#039;What Is Climate Governance?.&#039;&#039;&#039; Panama. UNICEF. p.10.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), 2558. &#039;&#039;&#039;แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558 - 2593&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ. สผ. หน้า 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] สผ. เรื่องเดิม. หน้า 5; Dian Harwitasari.. Op. Cit. p.10.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, ม.ป.ป.. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2560-2564&#039;&#039;&#039;. หน้า 40; Harwitasari. Op. Cit. p. 11; สผ. เรื่องเดิม. หน้า 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] โสภารัตน์ จารุสมบัติ และคณะ, 2553. &#039;&#039;&#039;รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาเครื่องมือและกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาและลดปัญหาโลกร้อน และข้อเสนอสำหรับประเทศไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). หน้า 21-22.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] สผ. เรื่องเดิม. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[11] UNICEF. Op. Cit. pp.14-15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[12] Ibid. p.15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[13] โสภารัตน์ จารุสมบัติ และคณะ. เรื่องเดิม. หน้า 1; สผ. เรื่องเดิม. หน้า 48.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[14] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;Conference of the Parties (COP)&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/process/bodies/supreme-bodies/conference-of-the-parties-cop&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[15] สผ. เรื่องเดิม. หน้า 48-50. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[16] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;About COP 28&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/process-and-meetings/conferences/un-climate-change-conference-united-arab-emirates-nov/dec-2023/about-cop-28&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[17] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;UN Climate Change Conference Baku-November 2024&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/cop29&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8&amp;diff=16508</id>
		<title>ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8&amp;diff=16508"/>
		<updated>2026-04-07T09:58:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์ ดร.จำลอง โพธิ์บุญ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความหมาย&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ (climate g...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์ ดร.จำลอง โพธิ์บุญ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ (climate governance) เป็นการบริหารปกครองเพื่อรับมือกับสภาวะที่อาการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพการณ์ปกติ คำว่า governance หมายถึงการบริหารปกครองที่ดี การบริหารจัดการปกครองที่ดี การอภิบาลที่มีประสิทธิภาพ หรือธรรมาภิบาล ใด ๆ ก็ตามแต่ที่ให้หมายถึงการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นยึดถือดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ตามองค์ประกอบของการบริหารจัดการที่ดี ได้แก่ หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความคุ้มค่า และการมีส่วนร่วม[1]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (climate change) หรือภาวะโลกร้อน เป็นสภาวะที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนไปจากภาวะปกติ[2]อันเกิดมาจากสาเหตุหลักคือภาวะเรือนกระจกมากขึ้น ภาวะเรือนกระจกนี้สามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติ แต่ที่กำลังเป็นปัญหาอย่างมากนี้ส่วนใหญ่มาจากการปลดปล่อยก๊าซอันเกิดจากที่มนุษย์ทำให้เกิดขึ้น เช่น การเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงาน การเพาะปลูกการปศุสัตว์ กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น[3]  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงไม่ใช่เพียงปัจเจกชนแต่ยังกระทบไปถึงชุมชน สังคมระดับประเทศและระดับนานาชาติ ผลกระทบที่ว่านี้มีทั้งด้านสุขภาพ เช่น การเสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนขึ้น โรคติดต่อที่มากขึ้น ทั้งยังมีผลกระทบด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต เช่น จากภาวะน้ำท่วมหรือดินโคลนถล่มที่ทำให้ต้องมีการอพยพผู้คนจากพื้นที่ ผู้คนต่างหนีภัยออกมาจากบ้านที่ตนเองเคยอาศัยไปยังศูนย์อพยพชั่วคราว เกิดความเสียหายของบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนการสุขาภิบาลน้ำกินน้ำใช้ซึ่งหากไม่ถูกสุขลักษณะก็จะทำให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุขตามมา[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปไม่อาจรับมือได้โดยบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งแบบเดี่ยว แต่ต้องการการตอบสนองตั้งแต่นโยบายระดับโลกและระดับประเทศ เรียกว่าธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มีการรับมือกับผลกระทบนี้ในระดับสูงและกว้าง แล้วถ่ายทอดการดำเนินงานไปถึงระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่ง UNICEF[5] ได้ให้ความหมายธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศว่าหมายถึงกระบวนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคส่วนตั้งแต่องค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาลระดับประเทศและระดับท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แนวทางของธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศประกอบด้วยการดำเนินงานที่สำคัญอย่างน้อย 2 อย่าง ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation)[6] การบรรเทาผลกระทบเป็นการดำเนินการเพื่อลดสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน หรือการปลูกป่า[7] ส่วนการปรับตัวเป็นกระบวนการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว สร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ ปรับปรุงการชลประทาน[8] การบรรเทาและการปรับตัวจำเป็นที่จะต้องถูกนำมาดำเนินการควบคู่กัน เพราะหากไม่มีมาตรการในการบรรเทาก็จะทำให้ต้นทุนในการปรับตัวสูงขึ้น หรือหากไม่มีมาตรการปรับตัวก็จะทำให้มีความเปราะบางจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น[9] ประเทศไทยดำเนินการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางนี้โดยเพิ่มเรื่องขีดความสามารถเข้ามา ตามแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 แนวทางที่ต้องดำเนินการมี 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวต่อผลกระทบ การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนการดำเนินงาน[10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของหน่วยงานรัฐทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น นอกจากจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงกันโดยมีนโยบาย แผน กฎหมาย และระเบียบที่เป็นรูปธรรมแล้ว เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในเรื่องสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง การคำนึงถึงภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับมือกับปัญหาร่วมกันกับภาครัฐนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ตามแผนแม่บทฯ ในประเทศไทยได้คำนึงถึงส่วนนี้ในรายละเอียดของแผนแม่บทฯ และสามารถทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การทำให้เกิดสภาประชาชนหรือพื้นที่สภาประชาชนเพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านสภาพอากาศและการมีส่วนร่วม อาจริเริ่มโดยรัฐหรือประชาชน เป็นพื้นที่แบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ เช่น คอสตาริกามีสภาพลเมืองเพื่อเป็นพื้นที่ส่วนร่วมออกแบบและดำเนินงานนโยบายสภาพภูมิอากาศชื่อว่า a Consejo Consultivo Ciudadano de Cambio Climático (Citizen Climate Change Council- 5C) ในชิลีมีองค์กรชื่อ a Sociedad Civil para la Acción Climática (Civil Society for Climate Action-SCAC) ที่เกิดจากการรวมตัวของหลายภาคส่วนเพื่อยกระดับความตระหนักเรื่องสภาพภูมิอากาศและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ในเปรูมีองค์กรที่ตั้งเพื่อดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนชื่อ Citizen&#039;s Movement against Climate Change (MOCICC) เป็นต้น[11]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระดับนานาประเทศ ธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ตามเป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น (Take urgent action to combat climate change and its impacts)[12] ก่อนหน้านี้ การรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดำเนินการมาอยู่ก่อนที่จะเกิดเป้าหมาย SDGs โดยในปี พ.ศ. 2533 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้เผยแพร่รายงานที่คาดการณ์ผลกระทบจากโลกร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภูเขาน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ความรุนแรงและถี่บ่อยของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จนนำมาสู่การลงนามความร่วมมือในปี พ.ศ.2535 ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change)[13] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินงานภายใต้กรอบ UNFCCC ของประเทศภาคีมีกลไกสำคัญคือ Conference of the Parties หรือ COP เป็นองค์คณะด้านการตัดสินใจตามอนุสัญญาฯ รัฐที่เป็นภาคีของอนุสัญญาจะมีตัวแทนอยู่ที่ COP ซึ่งรัฐเหล่านั้นจะทบทวนการดำเนินการตามอนุสัญญาและเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ที่ COP นำมาใช้ และทำการตัดสินใจที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมการดำเนินการตามอนุสัญญาอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงการจัดการเชิงสถาบันและการบริหาร COP มีการประชุมมาตั้งแต่การประชุมครั้งแรกที่เยอรมนีในปี พ.ศ.2538 เพื่อทบทวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสื่อสารของประเทศภาคี เป็นเวทีการตัดสินใจระดับพหุภาคีเพียงแห่งเดียวในโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสมาชิกเกือบครบทุกประเทศในโลก กล่าวได้ว่าเป็นที่ที่โลกมารวมตัวกันเพื่อตกลงหาวิธีแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น การจำกัดอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ช่วยให้ชุมชนที่เปราะบางปรับตัวเข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2593[14] ยกตัวอย่าง การประชุม COP3 ในปี พ.ศ. 2540 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความชัดเจนของข้อตกลงที่เรียกว่าพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายโดยมีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายภาพรวมและเป้าหมายรายประเทศสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมทั้งมีการกำหนดกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือการลงทุนในกลไกการพัฒนาที่สะอาด[15] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมครั้งล่าสุด COP28 ในปี พ.ศ.2566 จัดขึ้นที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 12 ธันวาคม การอภิปรายใน COP28 มีการทบทวนความคืบหน้าในการดำเนินงานหลายประการ เช่น การลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเงินสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย เพื่อช่วยชุมชนที่เปราะบางในการจัดการกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายระดับโลกในด้านการเงินที่จะช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปิดช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ เป็นต้น และยังมีการตรวจนับทั่วโลกครั้งแรกที่เรียกว่า Global stocktake เหมือนกับการตรวจนับสินค้าคงคลัง เป็นการมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการและการสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศ การระบุช่องว่าง และการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแนวทางที่ดีขึ้นในการเร่งการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การตรวจนับสต็อกจะเกิดขึ้นทุกห้าปี โดยการตรวจนับครั้งแรกจะสิ้นสุดลงที่ COP28 มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ในแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศรอบถัดไปภายใต้ข้อตกลงปารีสที่จะเสนอภายในปี พ.ศ.2568[16] สำหรับการประชุมในปี พ.ศ.2567 หรือ COP 29 จะจัดขึ้นที่บากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 22 พฤศจิกายน[17] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรณานุกรม&lt;br /&gt;
----[1] ฉัตรไชย รัตนไชย และคณะ, 2559. “การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้วยหลักธรรมาภิบาล.” &#039;&#039;&#039;รายงานสรุปการถอดเทปงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2016&#039;&#039;&#039;.  กรุงเทพฯ. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. หน้า 44-45.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Dian Harwitasari, 2009. &#039;&#039;&#039;Adaptation Response to Tidal Flooding in Semarang, Indonesia.&#039;&#039;&#039;  (Master’s Program in Urban Management and Development) Lund University. p.8&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ศูนย์องค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 16 กุมภาพันธ์ 2566. &#039;&#039;&#039;10 ก๊าซเรือนกระจกมาจากไหน&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/63118&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Dian Harwitasari. Op. Cit. pp.8-9; Prabal Barua, Syed Hafizur Rahman, and Morshed Hossan Molla, 2017. “Sustainable Adaptation for Resolving Climate Displacement Issues of South Eastern Islands in Bangladesh.”  &#039;&#039;&#039;Climate Displacement Issues&#039;&#039;&#039;. 9(6). p.791.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] United Nations Children&#039;s Fund (UNICEF), 2020. &#039;&#039;&#039;What Is Climate Governance?.&#039;&#039;&#039; Panama. UNICEF. p.10.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), 2558. &#039;&#039;&#039;แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558 - 2593&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ. สผ. หน้า 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] สผ. เรื่องเดิม. หน้า 5; Dian Harwitasari.. Op. Cit. p.10.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, ม.ป.ป.. &#039;&#039;&#039;ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2560-2564&#039;&#039;&#039;. หน้า 40; Harwitasari. Op. Cit. p. 11; สผ. เรื่องเดิม. หน้า 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] โสภารัตน์ จารุสมบัติ และคณะ, 2553. &#039;&#039;&#039;รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาเครื่องมือและกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาและลดปัญหาโลกร้อน และข้อเสนอสำหรับประเทศไทย&#039;&#039;&#039;. กรุงเทพฯ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). หน้า 21-22.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] สผ. เรื่องเดิม. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[11] UNICEF. Op. Cit. pp.14-15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[12] Ibid. p.15.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[13] โสภารัตน์ จารุสมบัติ และคณะ. เรื่องเดิม. หน้า 1; สผ. เรื่องเดิม. หน้า 48.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[14] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;Conference of the Parties (COP)&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/process/bodies/supreme-bodies/conference-of-the-parties-cop&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[15] สผ. เรื่องเดิม. หน้า 48-50. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[16] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;About COP 28&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/process-and-meetings/conferences/un-climate-change-conference-united-arab-emirates-nov/dec-2023/about-cop-28&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[17] United Nations, n.d. &#039;&#039;&#039;UN Climate Change Conference Baku-November 2024&#039;&#039;&#039;. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://unfccc.int/cop29&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99&amp;diff=16507</id>
		<title>สภานักเรียน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99&amp;diff=16507"/>
		<updated>2026-04-07T09:47:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.เลิศพร อุดมพงษ์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สภานักเรียน (Student Council)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;        &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; แนวคิดการให้เยาวชนเข้ามา...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.เลิศพร อุดมพงษ์&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;สภานักเรียน (Student Council)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;        &#039;&#039;&#039; แนวคิดการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองดูแลกันเอง อาจเกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการจัดตั้งกระบวนการดังกล่าวนี้ในรูปแบบของสภานักเรียนขึ้นตามโรงเรียนและวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาในที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียน “ได้เรียนรู้จากการกระทำ” เป็นการศึกษาเพื่อชีวิตด้วยการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติโดยตรง และมีสุขภาพจิตที่ดี (Jacobson, 1963 อ้างถึงใน ประกอบ สาระวรรณ, 2548) การจัดกิจกรรมในรูปแบบสภานักเรียนนี้ เป็นกิจกรรมที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ และมีความแตกต่างกันทั้งชื่อ รูปแบบ และการดำเนินการจัดกิจกรรม คำว่า “สภานักเรียน” นั้นในภาษาอังกฤษมีคำเรียกที่แตกต่างกันหลายชื่อแต่ล้วนมีความหมายเดียวกัน ได้แก่ Student Council, Student Senate, Civic Association, Cabinet, General Organization, Welfare Committee, School City Council, Board of Commissioner, School Congress, School Government และ Student Government (McKown, H.C., 1956 อ้างถึงใน อรวรรณ พนาพันธ์, 2518) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ตัวแบบในต่างประเทศที่เป็นแบบอย่างการปฏิบัติที่ดีในการให้ความสำคัญต่อการใช้สภานักเรียนเป็นกลไกในการส่งเสริมความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในเยาวชนที่สำคัญ คือ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ซึ่งได้กำหนดความสำคัญไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของนอร์เวย์ ในหลายส่วน เกี่ยวกับการส่งเสริมด้านพลเมืองศึกษา ความว่า “นักเรียนทุกคนควรจะต้องยึดโยงอยู่ในประเด็นโต้แย้งทางสังคม และ ควรนำประเด็นเหล่านั้นมาตั้งคำถามเพื่อตอบว่า เรื่องราวเหล่านั้นควรเป็นอย่างไร (เช่น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะแก้ไขได้อย่างไร หรือ วิธีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ควรเป็นอย่างไร) นักเรียนจะต้องพัฒนาความสามารถของตนเองให้เป็นผู้มีอิสระทางความคิด และคิดวิพากษ์ เพื่อจะแสดงทางเลือกอย่างมีเหตุผลในประเด็นพื้นฐานทางสังคมนักเรียนจะต้องตระหนักว่าระบบการเมืองของนอร์เวย์ สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และทำงานอย่างไร และรู้ว่าส่งผลต่อการพัฒนาได้อย่างไร นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาความสนใจและถูกฝึกฝนในการทำงานตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในสังคม” (Borhaug, 2010) นอร์เวย์อาจจะเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีการเพิ่มเติมเรื่องของสภานักเรียนให้บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระดับชาติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้กระบวนการนี้ กระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายและทุกโรงเรียนต้องจัดตั้งสภานักเรียน บทบาทสำคัญของสภานักเรียน ที่มีความสำคัญนอกเหนือจากเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อการวางแผนทุก ๆ แง่มุมของการใช้ชีวิตในโรงเรียนของนักเรียน กระบวนการที่เกิดขึ้นผ่านสภานักเรียนจะช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยและสามารถเรียนรู้กระบวนการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี อันจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นทางการเมืองในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำหรับตัวแบบของประเทศในแถบเอเชียที่มักได้รับการกล่าวถึง คือ ประเทศญี่ปุ่น ทุกโรงเรียนของญี่ปุ่นจะมีการจัดตั้งสภานักเรียน ซึ่งจะอยู่ในส่วนของกิจกรรมพิเศษ นักเรียนทุกคนถือเป็นสมาชิก แต่ละห้องเรียนจะมีการคัดเลือกผู้แทนห้องละ 1-2 คน เพื่อเข้ามาเป็นคณะกรรมการหลักในสภานักเรียน ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่จะมีความกระตือรือร้นดีในการทำงานโดยเฉพาะผู้ที่เป็นประธานสภา จะมีอำนาจการบริหารอย่างแท้จริง เป็นผู้มีบทบาทกระตุ้นการทำกิจกรรมและเกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวเนื่องถึงการทำความสะอาดแม่น้ำลำคลองในชุมชนไปจนถึงเรื่องการเสนอโครงการระดับเมืองและมีส่วนผลักดันนักเรียนไปยังต่างประเทศด้วย บทบาทของคณะกรรมการนักเรียนนี้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมของโรงเรียน ครูมีเพียงหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเท่านั้น นักเรียนเป็นผู้ที่มีอิสระสูงมากในการกำหนดเป้าหมายและรูปแบบการทำงานร่วมกัน กระบวนการที่ได้รับความสำคัญมากและถือเป็นพลังความสามารถของระบบการศึกษาของญี่ปุ่น คือ การฝึกนักเรียนให้สามารถคิดไตร่ตรองและคิดสะท้อนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการฝังเป็นองค์ประกอบในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้มีความสามารถถึงขั้นที่สามารถระบุจุดอ่อนในการทำงานของตนเองหรือของกลุ่มได้ สามารถพัฒนาและกำหนดเป้าหมายใหม่ในการทำงานได้ (Parmenter และคณะ, 2008) กล่าวโดยสรุปคือ นักเรียนทั้งหมดได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการทำกิจกรรมในโรงเรียน ผู้วางระบบการศึกษามองว่า “กระบวนการมีส่วนร่วม” เป็นหัวใจหลักของการสร้างพลเมืองที่กระตือรือร้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;        &#039;&#039;&#039; สำหรับประเทศไทย การดำเนินงานสภานักเรียนได้เริ่มต้นในโรงเรียนตั้งแต่ยุคที่เป็นกรมสามัญศึกษา และโรงเรียนที่สังกัดกรมฝึกหัดครู ในระยะเริ่มแรกการใช้กิจกรรมสภานักเรียนยังไม่แพร่หลายนัก แต่ในโรงเรียนบางแห่งสามารถดำเนินกิจกรรมได้ดีถึงขั้นที่มีการตราธรรมนูญของสภานักเรียนไว้ด้วย อาทิ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นต้น ซึ่งความชัดเจนในการดำเนินกิจกรรมสภานักเรียนปรากฏชัดขึ้น ด้วยกระแสของการเรียกร้องจากพลังนักเรียนนักศึกษาในการขอมีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองและการบริหารโรงเรียน หลังเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือน ตุลาคม พ.ศ.2516 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เสนอแนวทางให้โรงเรียนทุกแห่งในสังกัดได้พิจารณาจัดตั้งสภานักเรียนขึ้น โดยมีสาระสำคัญ คือ โรงเรียนมีหน้าที่ส่งเสริมการจัดกิจกรรมนี้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้มีความคิดริเริ่มในการดำเนินการ เป็นการฝึกและส่งเสริมการแสดงออกในทางที่ถูกที่ควรตามวัย ระดับ และฐานะของนักเรียน รวมทั้ง ทำให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตนเอง โดยมีครูอาจารย์เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด (อรวรรณ พนาพันธ์, 2518) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สภานักเรียนเป็นกิจกรรมสำคัญในการพัฒนานักเรียนให้มีภาวะผู้นำที่ใช้กระบวนการประชาธิปไตยและนำหลักธรรมาภิบาลมาดำเนินงาน โดยจุดมุ่งหมายสำคัญของสภานักเรียน คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการประชาธิปไตย วิถีประชาธิปไตย การเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพัฒนาโรงเรียน จึงใช้กระบวนการประชาธิปไตยอันเป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน เป็นกลไกในการดำเนินงาน มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ซึมซับ และคุ้นเคยกับความเป็นประชาธิปไตย มีคารวธรรม ปัญญาธรรม สามัคคีธรรมในการสร้างความสงบสุขในสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชนไปจนถึงสังคมและประเทศ สภานักเรียนจึงเป็นรากฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้เติบโตขึ้น เป็นพลังที่เข้มแข็งในการสร้างสรรค์ความเป็นประชาธิปไตยในโรงเรียน ดังนั้น จึงควรส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมสภานักเรียนและใช้เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนบูรณาการความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อหล่อหลอมให้นักเรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความงอกงามด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก, 2558) ทั้งนี้ ในคู่มือสภานักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของสภานักเรียนไว้ ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข., 2558) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         (1) บทบาทของสภานักเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.1) เป็นผู้นำในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อส่วนรวมตามหลักธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.2) ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนเองและเพื่อนนักเรียน โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตย และแนวทางสันติวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.3) ส่งเสริม สนับสนุนและมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและส่วนรวม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.4) สืบสานความรู้ ภูมิปัญญา อนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.5) เป็นผู้นำเพื่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.6) ประสานและปฏิบัติงานร่วมกับทุกหน่วยงาน องค์กร ชุมชนต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (1.7) รณรงค์ให้นักเรียนทำความดีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         (2) หน้าที่ของสภานักเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.1) ดูแลทุกข์ สุข ของนักเรียน และร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.2) ประสานงานกับบุคลากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าที่นักเรียนควรได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.3) รับผิดชอบงานและกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.4) คิดริเริ่มโครงการที่เป็นประโยชน์ สามารถปฏิบัติได้จริง และส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.5) ดูแลสอดส่อง และบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.6) ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ทันต่อเหตุการณ์ และตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.7) เสนอความคิดเห็นต่อโรงเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและเพื่อพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.8) วางแผนดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับครูที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (2.9) ปฏิบัติงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ หรือข้อบังคับอื่นใดของทางราชการ พร้อมทั้งต้องรักษาไว้ซึ่งศีลธรรมวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         (3) ความสำคัญของสภานักเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.1) เป็นกลไกสำคัญให้นักเรียนเห็นคุณค่าของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และเพื่อการพัฒนาสังคมในโรงเรียนให้เป็นสังคมประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.2) เป็นกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.3) เป็นเวทีให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและประสบการณ์ตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยและการใช้หลักธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.4) สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยอย่างสงบสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.5) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยและการใช้หลักธรรมา    ภิบาลให้แก่นักเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.6) เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.7) ส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และรู้จักเคารพสิทธิและความคิดเห็นของผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.8) ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.9) ให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่อตนเองและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.10) ส่งเสริมความสามัคคีและให้เกิดความมีน้ำใจต่อหมู่คณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   (3.11) ส่งเสริมนักเรียนให้เป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของสภานักเรียนข้างต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของสภานักเรียน คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการประชาธิปไตยวิถีประชาธิปไตย การเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพัฒนาโรงเรียน โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยอันเป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน เป็นกลไกในการดำเนินงาน มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ซึมซับและคุ้นเคยกับบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยมีคารวธรรม ปัญญาธรรม สามัคคีธรรม ในการสร้างความสงบสุขในสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชนไปจนถึงสังคมระดับใหญ่ สภานักเรียนจึงเป็นรากฐานที่มีความหมาย และมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในโรงเรียนให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น เป็นพลังที่เข้มแข็งในการสร้างสรรค์ความเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกอบ สาระวรรณ. (2548). &#039;&#039;&#039;การนำเสนอรูปแบบสภานักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์      การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก. (2558). &#039;&#039;&#039;คู่มือการจัดกิจกรรมฝึกอบรมสภานักเรียน.&#039;&#039;&#039;          กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข. (2558). &#039;&#039;&#039;คู่มือแนวทางการปฏิบัติงานกิจกรรมสภา          นักเรียน.&#039;&#039;&#039; กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรวรรณ พนาพันธ์. (2518). &#039;&#039;&#039;การจัดสภานักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา.&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ครุศาสตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มหาบัณฑิต แผนกวิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Borhaug, K. (2010). &#039;&#039;&#039;Norwegian Civic Education-Beyond Formalism?.&#039;&#039;&#039; Journal of Social&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sciences Education. 9(1), 66-77. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Parmenter, L., Mizuyama, M. and Taniguchi, K. (2008). &#039;&#039;&#039;Chapter15: Citizenship Education in  Japan.&#039;&#039;&#039; The SAGE Handbook of Education for Citizenship and Democracy.    SAGE   Publications.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=16506</id>
		<title>วิสาหกิจเพื่อสังคม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1&amp;diff=16506"/>
		<updated>2026-04-07T09:43:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.เลิศพร อุดมพงษ์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ---- &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;           “วิสาหกิจเพื่อสังค...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.เลิศพร อุดมพงษ์&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
---- &#039;&#039;&#039;วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise: SE) เป็นรูปแบบกิจกรรมหรือโครงการเพื่อสังคมของภาคธุรกิจที่กล่าวได้ว่า มีพัฒนาการมาจากรูปแบบกิจกรรมขององค์กรธุรกิจเอกชนที่จัดขึ้นเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งรู้จักกันดีในนาม CSR (Corporate Social Responsibility) และต่อมาได้พัฒนาเป็น “การเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสังคม” หรือ Corporate Social Engagement หากแต่ SE ได้เพิ่มความสำคัญต่อการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างการหากำไรและการช่วยเหลือสังคมควบคู่กัน กล่าวคือ องค์กรธุรกิจมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องหรือมีความผูกพันกับสินค้า และ/หรือบริการที่ช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยไม่มีเป้าหมายเพื่อหากำไรสูงสุด จึงเป็นการดำเนินงานที่ประกอบขึ้นจากความสำเร็จของการประกอบธุรกิจ และ ผลกระทบทางสังคม อันเป็นกลไกสำคัญที่เกื้อหนุนการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนได้ (ประพิน นุชเปี่ยม และคณะ, 2561 และ ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ, 2558) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) คือ กลไกการพัฒนาสังคมใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นโดยพยายามที่จะนำเอาข้อดีจากทุกภาคส่วนของสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป้าหมายทางสังคมเป็นตัวตั้งของภาครัฐและประชาสังคม การนำเอาความรู้และนวัตกรรมมาเป็นฐานของการดำเนินการเหมือนกับภาคเอกชนและวิชาการ รวมไปถึงการใช้การจัดการที่มีประสิทธิภาพและระบบตลาดของภาคเอกชน โดยมีความเชื่อว่าหากองค์กรในสังคม (ไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนใด) สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาสู่รูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีคุณภาพในปริมาณที่มากเพียงพอ (Critical mass) แล้วก็จะสามารถสร้างกระแสและนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบขนาดใหญ่ในสังคมได้ต่อไป แนวความคิดเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม และ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ไม่ใช่เป็นเพียงแนวความคิดที่จำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการแต่ได้รับการทดลองปฏิบัติและเกิดผลเชิงประจักษ์ขึ้นแล้วจำนวนมาก เช่น ในกรณีของประเทศบังคลาเทศที่ธุรกิจเพื่อสังคมสามารถทำให้เห็นว่าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตภายใต้ระบบตลาดปกติ ไม่ได้ต่างไปจากภาคธุรกิจ และ ยังสามารถนำไปสู่การสร้างทางเลือกของบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินบริจาคและการสนับสนุนจากรัฐ เช่น กรณีขององค์กร BRAC (Bangladesh Rehabilitation Assistance Committee) และ กรามีน ที่ดำเนินการธุรกิจเพื่อสังคมหลากหลายอย่าง มียอดรายรับกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี โดยนำผลกำไรที่ได้มาช่วยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และ การศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2558) หรือ กรณีสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) มีจำนวนวิสาหกิจ เพื่อสังคมมากถึง 70,000 กว่าแห่ง ก่อให้เกิดรายได้รวมกว่า 18.5 พันล้านปอนด์ต่อปีสู่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศ มีจำนวนผู้ร่วมทำงานกับวิสาหกิจ เพื่อสังคมทั่วประเทศถึงเกือบ 1 ล้านคนซึ่งเป็นการช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสให้ได้มีงานทำ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศจึงมักมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการดำเนินการที่เข้มแข็ง ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ระดับนโยบายทางด้านธุรกิจที่มีความต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากร การรับรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือด้านแหล่งทุนที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำให้สามารถเริ่มต้นกิจการได้อย่างสะดวก และสามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน ผลการสำรวจการดำเนินงานวิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศที่ประสบความสำเร็จนั้น พบว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถเป็นปัจจัยหลักในการกู้ฐานะทางเศรษฐกิจ และกู้คืนสภาพความเป็นอยู่ของสังคมได้เป็นอย่างดี (ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ, 2558) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         หากสำรวจถึงนิยามของวิสาหกิจเพื่อสังคม พบว่า ศัพท์คำนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดในการรวมกลุ่มความร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่าง ๆ บางตำราอธิบายว่า เป็นลักษณะFriendly Society หรือ สังคมเพื่อน (อรอนงค์ นิธิภาคย์, 2556) ซึ่ง Pearce (2003 อ้างถึงใน ประพิน นุชเปี่ยม และคณะ, 2561) กล่าวถึง วิสาหกิจเพื่อสังคมว่า มีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ภาคที่สามของระบบเศรษฐกิจ (Third Sector) ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สังคม หรือ เศรษฐกิจฐานราก (Social Economy) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความหลากหลายด้วยองค์กรต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไม่แสวงหากำไร กลุ่มองค์กรอาสาสมัคร NGOs สหกรณ์ รวมถึง ธุรกิจ อันเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของระบบเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันอย่างมากว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ ได้ถูกกำหนดใช้อย่างชัดเจนโดย Dholakia and Dholakia นับแต่ปี ค.ศ. 1975 เพื่อจำแนกความแตกต่างของกิจกรรมทางการตลาดของรัฐ กับ ความร่วมมือของผู้ประกอบการจากภาคเอกชน สาเหตุหลักของการเกิดขึ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เกิดจากความถดถอยของเศรษฐกิจทุนนิยมในหลายประเทศ การเกิดภาวะล้มเหลวของกลไกตลาด ความอ่อนแอของภาครัฐในการบริหารจัดการกิจกรรมบริการทางสังคมด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ ทั้งในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่ทวีความรุนแรงมาก แนวคิดเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่มีการอภิปรายกันอย่างมาก ด้วยเพราะหวังว่า จะสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะสามารถใช้แก้ปัญหาที่วิกฤตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งในสองทวีปจะยอมรับและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจตั้งแต่สมัยสงครามเย็นก็ยังคงปรากฎอยู่ วิสาหกิจเพื่อสังคมในสหรัฐอเมริกา ยังคงมีองค์ประกอบของความเป็นทุนนิยมผสมอยู่ ได้แก่ การส่งเสริมการประกอบการเพื่อสังคมในเชิงปัจเจก ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจึงมีความสำคัญมากพอๆ กับนวัตกรรมที่ผู้ประกอบการคิดคนประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรับใช้สังคมและสิ่งแวดล้อม ภาพเชิงปัจเจกจึงทำให้กำไรที่เกิดขึ้นจากการประกอบการเชิงสังคมสามารถแบ่งปันกันกลับมายังเจ้าของหรือผู้ประกอบการได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำเพื่อสังคม หรืออีกแนวคิดหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดก่อนหน้านี้คือการให้องค์กรไม่แสวงหากำไรทำกิจการเพื่อสังคมเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดไม่ให้มีการแบ่งปันกำไรแต่จะนำไปใช้เพื่อสังคมทั้งหมดเพราะองค์กรเหล่านี้ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของมีแต่ผู้ดูแล คือ คณะกรรมการ และสุดท้ายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขององค์กรไม่แสวงหากำไร จะตกเป็นของรัฐ การขับเคลื่อนงานดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาจะใช้คำว่าความเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) ในขณะที่ฝั่งยุโรปวิสาหกิจเพื่อสังคมยังคงมีแนวทางของสังคมนิยมผสมผสานอยู่ ได้แก่ความต้องการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างทุนและแรงงานตั้งแต่ระดับองค์กรเพื่อสังคมเน้นการประกอบการและความเป็นเจ้าของที่กระทำโดยกลุ่มบุคคลและการบริหารด้วยประชาธิปไตยรวมถึงการจำกัดการจัดสรรกำไรและจะใช้คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมในการขับเคลื่อนงานดังกล่าว ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเอง แนวโน้มของวิสาหกิจเพื่อสังคมจะมีลักษณะคล้ายกับแนวคิดของฝั่งสหรัฐมากกว่าฝั่งยุโรป (อรอนงค์ นิธิภาคย์, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         Talbot และคณะ (2002) และ UK Department for Trade and Industry (2002) ได้เสนอความหมายของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สอดคล้องกันว่า หมายถึง องค์กรที่ใช้วิถีทางการตลาด เพื่อให้บรรลุประสงค์ทางด้านสังคม โดยมีลักษณะที่สำคัญ ประกอบด้วย การสร้างสรรค์ (Creativity) นวัตกรรมทางสังคม (Social innovation) ความเป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneurship) และการมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์สาธารณะหรือชุมชนมากกว่ากำไรขององค์กร ต่อมา The Centre for Community Enterprise (2008) ได้เสนอความหมายของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่า เป็นองค์กรธุรกิจที่ประกอบด้วยเป้าหมาย 2 ประการ ประการแรก ได้แก่ เป้าหมายด้านการแสวงหารายได้ผ่านการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ และประการที่สอง ได้แก่ เป้าหมายในการบรรลุผลประโยชน์ที่จะเกิดต่อสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นองค์กรที่มีการนำกลยุทธ์ด้านการตลาดมาใช้เพื่อการสร้างเป้าหมายทางสังคมมากกว่าการแสวงหากำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น และสำหรับประเทศไทย นอกจากนี้ สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (2557) ยังได้ให้นิยามของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่า เป็นธุรกิจหรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม/สิ่งแวดล้อม โดยมีรายได้หลักมาจากการค้าหรือการให้บริการ (มากกว่าการรับบริจาค) เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน และนำผลกำไรที่เกิดขึ้นไปลงทุนซ้ำเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางสังคมที่ตั้งไว้ วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นการเชื่อมโยงจุดแข็งของสองภาคส่วน คือ การจัดการที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมกับการมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของภาคสังคม เพื่อทำให้เกิดทางแก้ไขปัญหาที่มีนวัตกรรมและมีความยั่งยืน ส่วน ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ (2558) สรุปนิยามของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่า หมายถึง กิจการที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือสังคม/หรือสิ่งแวดล้อมโดยเป็นกิจการที่ดำเนินการในรูปแบบธุรกิจที่ไม่แสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นการแสวงกำไรอย่างยุติธรรม ผลประโยชน์ที่วิสาหกิจเพื่อสังคมให้แก่สังคม และ/หรือสิ่งแวดล้อม อาจเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ที่วิสาหกิจ เพื่อสังคมดำเนินการ และ/หรือ เกิดจากวิสาหกิจเพื่อสังคมนำเงินกำไรที่ได้มาช่วยเหลือสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อมโดยมีกำไรบางส่วนหรือทั้งหมดกลับคืนไปสู่ผู้ถือหุ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม คือ รูปแบบองค์กรที่ประสานจุดแข็งของการจัดการที่มีประสิทธิภาพมาร่วมกับการมีเป้าหมายทางสังคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างกลางของลักษณะองค์กรปัจจุบันของบริษัทเอกชนทั่วไปที่แสวงหากำไรสูงสุด และอีกด้าน คือ องค์กรการกุศลที่มีรายได้หลัก มาจากการบริจาคและสงเคราะห์ โดยรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่รูปบริษัท ห้างหุ้นส่วน สหกรณ์ สมาคม มูลนิธิ หรือแม้แต่โรงเรียน ภาพของวิสาหกิจเพื่อสังคมกับ CSR อาจมีความทับซ้อนกันในสายตาของผู้ที่เพิ่งรู้จักวิสาหกิจเพื่อสังคม แม้ว่าโดยภาพรวมวิสาหกิจเพื่อสังคมจะมีความใกล้เคียงกับ CSR ในบางแง่มุม แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะเห็นว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมมีความแตกต่างจาก CSR อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ เช่น อภัยภูเบศร ซึ่งจัดตั้งในรูปแบบของมูลนิธิ และเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยกำไรส่วนใหญ่ที่ได้จากการขายสินค้าสมุนไพรจะส่งให้โรงพยาบาลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางการแพทย์  วิสาหกิจเพื่อสังคมในรูปแบบของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จมาก คือ ร้านเลมอนฟาร์ม ซึ่งจำหน่ายสินค้าและอาหารที่ปลอดภัยไม่ใช้สารเคมี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลมอนฟาร์มมีนโยบายที่จะรับซื้อสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคมอื่น ๆ โดยหนึ่งในคู่ค้านั้น คือ อุดมชัยฟาร์ม ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จัดตั้งในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัยฟาร์ม มีชื่อเสียงในเรื่องการเลี้ยงไก่ให้อารมณ์ดี ไข่ไก่ที่ออกมาแม้จะมีขนาดเล็กกว่าท้องตลาดแต่มีความปลอดภัย และกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ก็ไม่เป็นการทารุณสัตว์ด้วย นอกจากนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมจำนวนมากเลือกที่จะจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัด เพราะไม่ต้องการที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือภาครัฐอย่างเดียว แต่ยังสามารถแข่งขันกับธุรกิจทั่วไปได้ (ประพิน นุชเปี่ยม และคณะ, 2561)        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;บรรณานุกรม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประพิน นุชเปี่ยม, ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์ และ บงกช เจนจรัสสกุล. (2561). &#039;&#039;&#039;วิสาหกิจเพื่อสังคมใน ประเทศไทย: ข้อสังเกตบางประการต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม.&#039;&#039;&#039; วารสาร ผู้ตรวจการแผ่นดิน, 11(1). 109-141.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ. (2558). &#039;&#039;&#039;การศึกษากรอบแนวคิดเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย.&#039;&#039;&#039;    วารสารสมาคมนักวิจัย, 20(2). 30-47.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2558). &#039;&#039;&#039;สภาปฏิรูปแห่งชาติ วาระปฏิรูปพิเศษ 1: วิสาหกิจเพื่อสังคม.&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         กรุงเทพฯ: สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ. (2557). &#039;&#039;&#039;ความหมาย และคุณลักษณะของ SE.&#039;&#039;&#039; สืบค้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tseo.or.th/about/social-enterprise/means&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อรอนงค์ นิธิภาคย์. (2556). &#039;&#039;&#039;ความเป็นไปได้ในการสร้างฐานเศรษฐกิจแรงงานไทย : กรณีศึกษาโครงการ         ทดลอง ทางสังคม ธนาคารแรงงาน หมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน บริษัทฟื้นฟูเกษตรกรเมือง      เพชรจำกัด (มหาชน).&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง               คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Talbot, C., Tregilgas, P. &amp;amp; Harrison, K. (2002). &#039;&#039;&#039;Social Enterprise in Australia: An Introductory  Handbook.&#039;&#039;&#039; Retrieved from&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tasregionalarts.org.au/assets/Social_Enterpse_Part1_2.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Centre for Community Enterprise. (2008). &#039;&#039;&#039;Introduction to Social Enterprise: Resource       Package.&#039;&#039;&#039; Retrieved from&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.socialenterprisecanada.ca/en/learn/nav/resourcelibrary.html?page=resour&amp;lt;/nowiki&amp;gt;   ceDetail.tpt&amp;amp;iddoc=321054&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
UK Department for Trade and Industry. (2002). &#039;&#039;&#039;Social Enterprise: A Strategy for Success.&#039;&#039;&#039;        Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.gov.uk/government/organisations/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         uk-trade-investment&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16505</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16505"/>
		<updated>2026-04-07T07:37:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 2&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 1&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามเพศ&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามเพศ.jpg|none|thumb|553x553px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 2&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามกลุ่มอายุ&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามอายุ.jpg|none|thumb|551x551px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 3&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามภูมิภาค&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามอายุ.jpg|none|thumb|551x551px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84.jpg&amp;diff=16504</id>
		<title>ไฟล์:จำแนกตามภูมิภาค.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84.jpg&amp;diff=16504"/>
		<updated>2026-04-07T07:37:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;จำแนกตามภูมิภาค&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16503</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16503"/>
		<updated>2026-04-07T07:35:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 2&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 1&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามเพศ&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามเพศ.jpg|none|thumb|553x553px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 2&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามกลุ่มอายุ&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามอายุ.jpg|none|thumb|551x551px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 3&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8.jpg&amp;diff=16502</id>
		<title>ไฟล์:จำแนกตามอายุ.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8.jpg&amp;diff=16502"/>
		<updated>2026-04-07T07:34:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;จำแนกตามอายุ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16501</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16501"/>
		<updated>2026-04-07T07:21:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 2&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 1&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามเพศ&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+&lt;br /&gt;
![[ไฟล์:จำแนกตามเพศ.jpg|none|thumb|553x553px]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 2&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามกลุ่มอายุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 3&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16500</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16500"/>
		<updated>2026-04-07T07:19:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 2&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 1&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามเพศ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:จำแนกตามเพศ.jpg|left|483x483px]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 2&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามกลุ่มอายุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาพที่ 3&#039;&#039;&#039; ... จำแนกตามภูมิภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8.jpg&amp;diff=16499</id>
		<title>ไฟล์:จำแนกตามเพศ.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8.jpg&amp;diff=16499"/>
		<updated>2026-04-07T07:18:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;จำแนกตามเพศ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16498</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16498"/>
		<updated>2026-04-07T07:12:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16497</id>
		<title>ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=16497"/>
		<updated>2026-04-07T07:12:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำห...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย (Gender Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นนโยบายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งขั้นต่ำที่ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ภายในองค์กร สถาบัน หรือภาคส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์หลักของ Gender quotas คือ การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและรับรองว่าจะมีการเป็นตัวแทนอย่างยุติธรรมของทั้งสองเพศในบทบาทการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เพศหนึ่งมีบทบาทน้อยในอดีต โควตาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานทางการเมือง คณะกรรมการบริษัท และสถาบันการศึกษาด้วย โดยต้องมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวของผู้หญิงเอง (European Institute for Gender Equality, 2024)[1] ทั้งนี้ ระบบโควตานี้เป็นแนวคิดที่มาจากหลักการที่ว่า การเข้าสมัครของผู้หญิงในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในทางการเมือง แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสมดุลทางเพศในสถาบันการเมืองด้วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ผู้หญิง โดย Asian Women Parliamentarian Caucus (AWPC) ระบบโควตานี้เป็นการกำหนดสัดส่วนในระบบจำนวนคงที่ (Fixed Number) หรือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในระบบการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับชุมชน หรือ ระดับท้องถิ่น ตลอดจนภายในพรรคการเมืองด้วย[2] (AWPC, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ Gender quotas ยังเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือโดยสมัครใจที่จะนำมาเพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วมและการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและสาธารณะ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าที่นั่งหรือหรือตำแหน่งในสัดส่วนหนึ่งจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้หญิง (United Nations Development Program, 2022) [3] และมีความสมดุลระหว่างเพศ (International IDEA, 2024 ) [4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ทั้งนี้ สามารถสรุปความสำคัญของการใช้ระบบโควตาได้ดังนี้ 1) เพิ่มเพิ่มการเป็นตัวแทน โดยระบบโควตาทางเพศช่วยให้แน่ใจว่ากลุ่มต่างๆ ได้รับการเป็นตัวแทนในองค์กรและตำแหน่งที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและนโยบายที่ดีขึ้น 2) เพื่อลดอคติ โดยระบบนี้สามารถช่วยลดอคติที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ ได้ และ 3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ประเภทของระบบโควตาการจัดสัดส่วนสมาชิกหญิง-ชาย&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การกำหนดประเภทของ Gender quotas มีความแตกต่างกันตามบริบทที่หลากหลาย ทั้งระบบการปกครอง กฎหมาย การเมือง และความพร้อมของสังคม เป็นต้น โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทจากบางแหล่งข้อมูลเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;International IDEA ได้แบ่งประเภทของระบบโควตา ไว้ดังนี้[5]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ วิธีนี้เป็นการรับรองว่าในสภาหรือองค์กรจะมีผู้หญิงในจำนวนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาผู้สมัครตามกฎหมาย (Legislative Candidate Quotas&#039;&#039;&#039;) (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ/หรือ สภานิติบัญญัติ) โควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นโควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. โควตาพรรคการเมือง (Political party quota) (&#039;&#039;&#039;โดยสมัครใจ) โควตาโดยพรรคการเมืองเป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มีความแตกต่างกันคือ ประเภทที่นั่งสำรองเป็นการควบคุมจำนวนผู้หญิงที่ได้รับเลือก ในขณะที่ ประเภทโควตาผู้สมัครตามกฎหมายเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัคร เช่น ข้อกำหนดทางกฎหมาย และโควตาพรรคการเมืองเป็นการกำหนดในกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง มีความสอดคล้องกับประเภทภายใต้ Quota Project หากแต่ใช้ชื่อเรียกต่างจากของ International IDEA เล็กน้อย โดยแบ่งได้ 3 ประเภทเช่นเดียวกัน ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1. โควตาตามกฎหมาย (Legislative Quotas&#039;&#039;&#039;) โควตาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีสัดส่วนเพศที่แน่นอน เช่น กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงอย่างน้อย 30% ของทั้งหมด โควตาประเภทนี้ใช้เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเป็นตัวแทนของเพศที่ถูกร้องขออย่างเพียงพอในระดับการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2. โควตาโดยพรรคการเมืองสมัครใจ (Voluntary Party Quotas)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดขึ้นเอง โดยสมัครใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครหญิงในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอาจมีนโยบายภายในที่กำหนดให้ต้องมีผู้สมัครหญิงในสัดส่วนที่กำหนด โควตาประเภทนี้ไม่ได้บังคับโดยกฎหมายแต่เป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองเองเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3. ที่นั่งสำรอง (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; เป็นโควตาที่กำหนดให้ต้องมีการสำรองที่นั่งในสภาหรือองค์กรสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงในสัดส่วนที่แน่นอนในหน่วยงานนั้นๆ โควตาประเภทนี้มักจะใช้ในระบบการเลือกตั้งบางประเภทเพื่อรับประกันการมีตัวแทนของผู้หญิงในระดับที่แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการใช้โควตาคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board Quotas) เป็นโควตาที่บังคับใช้กับบอร์ดบริหารของบริษัทต่าง ๆ โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนหรือสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับขององค์กรกำหนดในสัดส่วนที่แน่นอน เช่น ในบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องมีผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 40% (European Commission, 2022)[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน หากเป็นการระบุในภาพรวมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงในรายชื่อผู้สมัครจำนวน 30% โดยให้เหตุผลว่า ต้องมีผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[7] อย่างไรก็ตาม หากจำนวน 30% ของผู้หญิงกลับอยู่ลำดับท้ายตาราง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงจะได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ ระบบโควตามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาด้วย มีบางประเทศมองว่าผู้หญิงเป็นชนกลุ่มน้อย ประมาณ 20 – 40% การใช้ระบบซิปเปอร์ (Zipper system) เป็นการสลับรายชื่อผู้สมัครชาย – หญิง ในบัญชีรายชื่อเพื่อความสมดุลทางเพศอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 50:50 เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากบทความ Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women โดย Leslie (2009) ได้กล่าวถึงลำดับของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้ ซึ่งตามจริงแล้วได้มีการริเริ่มใช้ที่ประเทศนอร์ดิกตั้งแต่ปี 1970s แต่ใช้เพียงบางพรรคการเมือง สำหรับประเทศที่มีกำหนดในกฎหมายและบังคับทุกพรรคการเมืองนั้น เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1991 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ The Justicialist Party กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้หญิง 30% จนทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้หญิงในภาคการเมืองมากที่สุดของโลกในขณะนั้น หลังจากนั้น มีประเทศที่ดำเนินการตามประมาณ 25 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันของการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงด้วย ทั้งมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ และแตกต่างตามระบบของสภาในประเทศนั้นๆ ด้วย รายละเอียดตามตารางที่ 1 (แสดงในภาคผนวก) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Gender Quota Portal ได้นำเสนอข้อมูลของประเทศที่มีการใช้ระบบ Gender quotas ดังตารางที่ 2  (แสดงในภาคผนวก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แสดงถึงประเทศที่มีการกำหนดใช้ระบบ Gender quotas ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัจจัย &#039;&#039;&#039;1) ด้านวัฒนธรรม&#039;&#039;&#039; เช่น การต่อต้านจากวัฒนธรรมและทัศนคติ โดยในบางสังคมยังมีทัศนคติที่ยึดติดกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นไปได้ยาก ผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน &#039;&#039;&#039;2) การปฏิบัติ&#039;&#039;&#039; เช่น การคัดเลือกที่ไม่มีความยุติธรรม หากการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ อาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและมุมมองที่ไม่ดีต่อการใช้โควตา ขาดความชัดเจนในกระบวนการ การไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้เกิดความสับสนและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง &#039;&#039;&#039;3) การบริหารจัดการ&#039;&#039;&#039; เช่น การขาดการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรหรือผู้นำทางการเมือง อาจทำให้การใช้โควตาไม่เกิดผล ขาดทรัพยากรและการอบรม การขาดทรัพยากรหรือการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิงที่เข้ามาในตำแหน่งใหม่ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ &#039;&#039;&#039;4) การบังคับใช้&#039;&#039;&#039; เช่น การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด หากไม่มีการบังคับใช้โควตาอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการละเลยหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน ขาดบทลงโทษที่ชัดเจน การขาดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับองค์กรหรือพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามโควตา อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ จากตารางที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศรวันดาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่นำระบบโควตาทางเพศมาใช้ในการแก้ปัญหา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในเชิงบวก โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดสรรโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีโควตา 30% สำหรับผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังพยายามเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย มีเพียงระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยให้คำนึงถึงการเลือกผู้สมัครในมาตรา 90 ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&#039;&#039;การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและห&#039;&#039;ญิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้โครงการการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (หลังการเลือกตั้ง) โดยสอบถามประชาชนชาวไทย จำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภา โดยมีการสอบถามประชาชนว่า &#039;&#039;&#039;“ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือ 19.6% (98 คนจาก 500 คน) พบว่า ในภาพรวมมองว่าเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปหรือไม่”&#039;&#039;&#039; และเมื่อพิจารณาโดยจำแนกเพศ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีสัดส่วนที่คิดเช่นนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 7% แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (ภาพที่ 1) เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานมีความเห็นว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุ (ภาพที่ 2) ในขณะที่ผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงมองว่าต่ำเกินไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ (ภาพที่ 3) (แสดงภาพในภาคผนวก 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการให้ความสำคัญและคำนึงถึงจำนวนของผู้หญิงในสภา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือ นอกเหนือจากการกำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงชาย แต่ควรคำนึกถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัญหาในแต่ละบริบทด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 1&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 1&#039;&#039;&#039; การกำหนดเปอร์เซ็นต์เป้าหมายของการนำกฎหมาย Gender quotas มาใช้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ริเริ่ม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ปีที่ใช้ระบบ Gender quotas&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในสภา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : เข้มแข็ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1991&lt;br /&gt;
|1993, 1995,1997, 1999, 2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|27.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2001&lt;br /&gt;
|2001, 2003, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|36.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1999&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|5/15&lt;br /&gt;
|5.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|15.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1997, 2002, 2005&lt;br /&gt;
|33/25&lt;br /&gt;
|7.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|40&lt;br /&gt;
|31.0&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|17.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|20/30/35&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2002, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|23.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|17.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|22.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2006&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|6.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปารากวัย&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1996&lt;br /&gt;
|1998, 2003&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|13.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|2000, 2001, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|22.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบียและมอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2002&lt;br /&gt;
|2003, 2007&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : อ่อนแอ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.6&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|1999, 2003, 2007&lt;br /&gt;
|25/33&lt;br /&gt;
|31.9&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|25/30&lt;br /&gt;
|7.7&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2002, 2007&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|15.4&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1999, 2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|13.3&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|สภาสูง&lt;br /&gt;
|1997&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|8.8&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;6&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ผลของกลไกการบังคับใช้  : ไม่มีการบังคับใช้&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1998&lt;br /&gt;
|1998, 2000, 2002, 2006&lt;br /&gt;
|30/33&lt;br /&gt;
|19.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2006&lt;br /&gt;
|33&lt;br /&gt;
|24.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2000&lt;br /&gt;
|2001, 2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|14.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|11.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลีข&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1993&lt;br /&gt;
|1994&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|15.1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|2005&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|12.5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|1990&lt;br /&gt;
|1991, 1994, 1999&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|4.2&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เกาหลีใต้&lt;br /&gt;
|ระบบสภาเดียว&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|50&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|สภาล่าง&lt;br /&gt;
|2003&lt;br /&gt;
|2004&lt;br /&gt;
|30&lt;br /&gt;
|17.5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Leslie (2009)[8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตารางที่ 2&#039;&#039;&#039; แสดงประเทศ จำแนกตามประเภทของ Gender quotas &lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลเบเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|35.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แอลจีเรีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|7.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อันดอร์รา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เจนตินา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อาร์เมเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบลเยียม&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|42.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โบลิเวีย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บอสเนียและเฮอร์เซโก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บราซิล&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|17.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บูร์กินาฟาโซ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|16.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บุรุนดี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|38.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคปเวิร์ด&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐอัฟริกากลาง&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|11.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชาด&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|26.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ชิลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|35.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โคลอมเบีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คองโก&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คอสตาริกา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|47.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โครเอเชีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ครีตดิวอรีโคสต์&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|13.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จิบูตี&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|26.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐโดมินิกัน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอกวาดอร์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|43.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อียิปต์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|27.70%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เอลซัลวาดอร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เอลซัลวาดอร์ ===&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สวาตินี &lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฝรั่งเศส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|37.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กาบอง&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|25.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์เจีย&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|19.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กรีซ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี-บิสเซา&lt;br /&gt;
|36%&lt;br /&gt;
|9.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กายอานา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|39.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เฮติ&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฮอนดูรัส&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|27.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิรัก&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|29.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไอร์แลนด์&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|23.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อิตาลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|32.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คาซัคสถาน&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|19.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|คีร์กีซสถาน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เลโซโท&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไลบีเรีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|11%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลักเซมเบิร์ก&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาลี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|28.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ประเทศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเป้าหมาย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ระบบการเลือกตั้ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : การบังคับใช้โควตาผู้สมัคร  (Candidate quota)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอลตา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|27.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เม็กซิโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50.40%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มองโกเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|18.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอนเตเนโกร&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|27.20%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โมร็อกโก&lt;br /&gt;
|15%&lt;br /&gt;
|24.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เนปาล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|33.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นิการากัว&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|53.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไนเจอร์&lt;br /&gt;
|25%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มาซิโดเนียเหนือ&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|42.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปานามา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|22.50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ประเทศปารากวัย&lt;br /&gt;
|20%&lt;br /&gt;
|23.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เปรู&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปแลนด์&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรตุเกส&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|36.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐเกาหลี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|19.20%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐมอลโดวา&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|40.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซามัว&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซานมารีโน&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|33.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซาตูเมและปรินซิปี&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|14.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซเนกัล&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|46.10%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซอร์เบีย&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|38%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เซียร์ราลีโอน&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สโลวีเนีย&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|37.80%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
|10%&lt;br /&gt;
|8%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สเปน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|44.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ติมอร์-เลสเต&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|38.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โตโก&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|18.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูเครน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|21.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุรุกวัย&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|25.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อุซเบกิสถาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|34.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวเนซุเอลา&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เวียดนาม&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|30.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|บังคลาเทศ&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|20.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เบนิน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จีน&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|26.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|กินี&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|29.60%&lt;br /&gt;
|ยังไม่ได้ออกแบบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อินเดีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|14.70%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จอร์แดน&lt;br /&gt;
|14%&lt;br /&gt;
|13.10%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เคนยา&lt;br /&gt;
|33%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ลิเบีย&lt;br /&gt;
|16%&lt;br /&gt;
|16.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มอริเตเนีย&lt;br /&gt;
|13%&lt;br /&gt;
|23.30%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปากีสถาน&lt;br /&gt;
|17%&lt;br /&gt;
|20.50%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รวันดา&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|61.30%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โซมาเลีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|19.60%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งทางอ้อม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;ประเภทของ Gender quota : ประเภทที่นั่งสำรอง  (Reserved seats)&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดานใต้&lt;br /&gt;
|35%&lt;br /&gt;
|32.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบสัดส่วน&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซูดาน&lt;br /&gt;
|40%&lt;br /&gt;
|N/A&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยูกันดา&lt;br /&gt;
|22%&lt;br /&gt;
|33.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|50%&lt;br /&gt;
|ระบบเลือกตั้งแบบผสม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาธารณรัฐแทนซาเนีย&lt;br /&gt;
|30%&lt;br /&gt;
|37.40%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ซิมบับเว&lt;br /&gt;
|21%&lt;br /&gt;
|28.90%&lt;br /&gt;
|การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก United Nations: Gender Quota Portal (2024)[9]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ภาคผนวก 2&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] European Institute for Gender Equality, 2024. Gender quotas. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/publications-resources/thesaurus/terms/1304?language_content_entity=en&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Asian Women Parliamentarian Caucus, 2023. Substantive representative of women in Asian parliaments. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://library.oapen.org/bitstream/id/cc7cfd8e-58d9-4eba-9336-8f75710c69d2/9781000626766.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] Tbilisi, 2022. Mandatory Gender Quota in Georgia: - Practice of the 2020 and 2021 Elections. United Nations Development Program. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2022-12/undp-georgia-gender-quotas-2022-eng.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] International IDEA, 2024. Global Database of Quotas for Women. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.idea.int/data-tools/data/gender-quotas-database&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Union, 2022. Directive (EU) 2022/2381 of the European Parliament and of the Council of 23 November 2022. Retrieved from Official Journal of the European Union &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32022L2381&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] Leslie A. Schwindt-Bayer, 2009. Making Quotas Work: The Effect of Gender Quota Laws On the Election of Women. Legislative Studies Quarterly 34(1):5 – 28.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] United Nations: Gender Quota Portal, 2024. Quota Analysis. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://genderquota.org/quota-analysis&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8&amp;diff=16496</id>
		<title>ความเสมอภาคระหว่างเพศ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8&amp;diff=16496"/>
		<updated>2026-04-07T07:08:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความเสมอภาคระหว่างเพศ หรือ Gender equality&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; คือ สภาพที...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รัชวดี แสงมหะหมัด&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;ความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความเสมอภาคระหว่างเพศ หรือ Gender equality&#039;&#039;&#039; คือ สภาพที่บุคคลได้รับโอกาสและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการจำกัดหรือเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเพศ โดยคำว่าเพศภาวะ หรือ gender หมายถึง คุณลักษณะทางสังคม วัฒนธรรมและพฤติกรรมทางสังคมกำหนดให้บุคคลตามเพศที่กำหนด นอกจากนี้ ยังรวมถึงเพศภาวะอื่นๆ ด้วย ความเสมอภาคทางเพศยังต้องครอบคลุมถึงการเข้าถึงสิทธิและโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษาอย่างเสมอภาคด้วย เป้าหมายคือเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่มีคุณภาพและศักดิ์ศรี ความเท่าเทียมทางเพศไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่เป็นธรรมต่อทั้งเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยอมรับและเคารพความแตกต่างและความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality) ด้วย[1] [2] ทั้งนี้ กลุ่ม LGBTQ+ หมายถึง กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มที่มีความชอบทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น L คือ Lesbian กลุ่มผู้หญิงรักผู้หญิง หรือ B คือ Bisexual กลุ่มที่รักได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นต้น ในขณะที่ Intersectionality หมายถึง การพิจารณาถึงความซับซ้อนและความทับซ้อนของอัตลักษณ์ทางสังคมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อประสบการณ์และวามเหลื่อมล้ำในสังคม กลุ่มที่มีความทับซ้อนของปัจจัยต่าง ๆ เช่น เพศ เชื้อชาติ ชนชั้น อายุ และรสนิยมทางเพศ ที่อาจมาทับซ้อนและส่งผลต่อชีวิตของบุคคลหนึ่ง ๆ และทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ ความเสมอภาคระหว่างเพศเป็นแนวคิดที่ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย เด็กหญิง เด็กชาย และกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ควรมีปัจจัยการดำรงชีวิต การปฏิบัติ และโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน ในทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ความเสมอภาคระหว่างเพศไม่ได้หมายความว่าเพศหญิงและเพศชายจะต้องเหมือนกัน แต่หมายถึงสิทธิของเพศหญิงและเพศชายที่จะต้องมีความเท่าเทียม โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเพศไหนจะต้องมีหรือได้รับมากกว่าเนื่องจากความแตกต่างทางกายภาพ นอกจากนี้ ความเท่าเทียมกันทางเพศยังหมายถึงการคำนึงถึงความต้องการและลำดับความสำคัญของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยต้องให้ความสนใจต่อความหลากหลายของกลุ่มต่าง ๆ และส่งเสริมให้ทุกคนมีอิสระในการพัฒนาตนเอง ความเท่าเทียมกันทางเพศเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนและถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับและเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา (UNICEF Regional Office for South Asia , 2017)[3] ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการให้ความหมายความเสมอภาคระหว่างเพศโดยหน่วยงาน WHO หมายถึง การไม่มีอยู่ของการเลือกปฏิบัติบนฐานทางเพศของบุคคล ทั้งในเรื่องของโอกาส การจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ในการเข้าถึงการบริการต่าง ๆ (World Health Organization, 2002)[4] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงื่อนไขทางสังคมที่ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิและอำนาจเท่าเทียมกัน รวมถึงสถานะทางสังคม โอกาส และรางวัลต่าง ๆ ความเสมอภาคระหว่างเพศสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งเพศชายและเพศหญิงสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากร มีส่วนร่วมในชุมชน สังคม และพื้นที่ทางการเมือง และได้รับความปลอดภัยจากความรุนแรง เป้าหมายของความเสมอภาคระหว่างเพศคือให้ผู้หญิงและผู้ชายที่มีความต้องการแตกต่างกันได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน โดยหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างเพศ (Hazel Reeves and Sally Baden, 2000)[5] อย่างไรก็ตาม หน่วยงาน European Commission’s Women’s Charter (2013)[6] ได้ขยายความหมายของความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยครอบคลุมประเด็นในเรื่องของทางเลือกในชีวิตและการเป็นอิสระในทางเศรษฐกิจ การตระหนักถึงศักยภาพของเพศหญิง โอกาสของเพศหญิงในตลาดแรงงาน อาชีพที่มีคุณภาพมากขึ้นสำหรับเพศหญิง การให้โอกาสทั้งเพศหญิงและเพศชายในการใช้ชีวิต และประเด็นเรื่องสิทธิของบุคคล และต้องมีการปฏิบัติและมีโอกาสที่เท่าเทียม โดยมีเป้าหมายคือความเท่าเทียมกันทั้งในเชิงบทบาทและหน้าที่ (Hašková, 2003, pp.64-65[7] อ้างใน สาบันพระปกเกล้า, 2561[8])&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Tessier, Plaza, Behrendt, Bonnet และ Guilbault (2013)[9] ได้เสนอว่าการเข้าถึงการป้องกันทางสังคม หรือ social protection นั้นสามารถยกระดับความเสมอภาคระหว่างเพศได้ เนื่องจากการป้องกันทางสังคมหรือระบบความมั่นคงของสังคมนั้นจะสามารถเสริมสร้างขีดความสามารถของเพศหญิงในทางเศรษฐกิจได้และมีความเสมอภาคระหว่างเพศมากขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ มิติที่สำคัญที่มีส่วนในการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ คือ มิติทางการเมือง ซึ่งผู้หญิงหากได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองจะเป็นเสมือนกระบอกเสียงและมีบทบาทในการตัดสินใจในประเด็นที่ส่งกระทบต่อชีวิตและช่วยให้เกิดความหลากหลายในมุมมองทางการเมืองด้วย อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดการผลในการตัดสินใจนั้น ๆ ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิง 30% ในสภาถึงจะมากพอในการสร้างผลกระทบต่อกระบวนนิติบัญญัติได้ (Spectrum, 2023)[10] นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของความเสมอภาคระหว่างเพศ ประกอบด้วย การมีกฎระเบียบและสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีองค์ความรู้ การให้การศึกษาอบรม การสร้างความตระหนัก การให้คำแนะนำให้เกิดความเข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติได้ ตลอดจนโอกาสและการมีตัวแบบ (Role Model) ที่เหมาะสม (Bambah, Bindu &amp;amp; Devi, G.S., 2015)[11]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;กฎหมาย อนุสัญญา และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องสำคัญต่อความเท่าเทียมกันทางเพศ[12]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;กฎหมาย อนุสัญญา และ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;สรุปโดยสังเขป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบConvention on  the Elimination of all forms of Discrimination Against Women (CEDAW) (1979)&lt;br /&gt;
|อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ  เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงทั่วโลก  โดยมีวัตถุประสงค์หลักของ CEDAW คือการขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีต่อผู้หญิงในทุกด้าน  รวมถึงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม  โดยมีข้อกำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชายในทุกด้านของชีวิตโดยมีการตรวจสอบและรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องจากรัฐภาคีที่เข้าร่วม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Beijing Declaration and Platform for Action&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1995)&lt;br /&gt;
|การรับรองปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการ  ในปี 1995 โดยมีประเด็นสำคัญที่น่ากังวล: ความยากจน การศึกษา และ การฝึกอบรม  สุขภาพ ความรุนแรงต่อสตรี ติดอาวุธ ความขัดแย้ง เศรษฐกิจ อำนาจและการตัดสินใจ  กลไกทางสถาบัน สิทธิมนุษยชนสื่อ สิ่งแวดล้อม และเด็กผู้หญิง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ  Convention  on the Rights of Persons with Disabilities (CRPD) (2006)&lt;br /&gt;
|เป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ส่งเสริมพิทักษ์และรับรองให้คนพิการ  ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเสรีภาพขั้นพื้นฐานและมีความเสมอภาคอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีที่มีมาแต่กำเนิดของคนพิการโดยพิจารณาในมิติของเพศในทุกประเด็นด้วย  อนุสัญญาฉบับนี้ยังเป็นอนุสัญญาฉบับแรก  ที่ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของคนพิการ ไม่เฉพาะด้านพลเมืองเท่านั้น  แต่รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และชีวิตครอบครัวอีกด้วย&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปฏิญญาการศึกษาอินชอน 2030&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
The Education  2030: Incheon Declaration and Framework for Action&lt;br /&gt;
|เป็นปฏิญญาที่ส่งเสริมสิทธิที่เท่าเทียมกันในการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กผู้หญิงทุกคน  รวมถึงส่งเสริมศักยภาพของเด็กผู้หญิงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;หมายเหตุ&#039;&#039;&#039; สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ UNICEF Regional Office for South Asia (2017)[13]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและความเท่าเทียมกันทางเพศ ดังตัวอย่างต่อไปนี้&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;กฎหมาย อนุสัญญา และ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;สรุปโดยสังเขป&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560[14]&lt;br /&gt;
|มาตรา 27 ระบุว่า  บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมาย  การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา  เพศ อายุ ความพิการ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ  พ.ศ. 2558&lt;br /&gt;
|กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ  และกำหนดบทลงโทษสำหรับการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541&lt;br /&gt;
|กำหนดให้แรงงานหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับแรงงานชาย  รวมถึงการคุ้มครองในการทำงาน เช่น สิทธิในการลาคลอด การได้รับค่าจ้างเท่าเทียม  และการคุ้มครองจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นโยบายการศึกษาที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ&lt;br /&gt;
|การให้โอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาของทั้งเด็กชายและเด็กหญิง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|การส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน&lt;br /&gt;
|การส่งเสริมให้สถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ  รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;สถานการณ์ความเสมอภาคในมิติทางเพศของประเทศต่างๆ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;        &#039;&#039;&#039; สถานการณ์ความเสมอภาคทางเพศทั่วโลกในปี 2024 ยังคงเป็นเรื่องที่มีความหลากหลายตามแต่ละประเทศและภูมิภาค โดยมีความคืบหน้าและความท้าทายที่แตกต่างกันไป จากข้อมูลของ UN Women (2024)[15] พบว่า มีหลายมิติที่ยังไม่มีความเสมอภาค ได้แก่ &#039;&#039;&#039;มิติความยากจนและโอกาสทางเศรษฐกิจ&#039;&#039;&#039; โดยคาดว่าในปี 2030 ​เด็กหญิงกว่า 340 ล้านคนที่ยังคงอยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง ซึ่งต้องการการแทรกแซงทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อให้มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจน &#039;&#039;&#039;มิติความไม่เท่าเทียมในสถานที่ทำงาน&#039;&#039;&#039; ผู้หญิงเข้าร่วมในแรงงานน้อยกว่าผู้ชายอย่างมาก ส่งผลให้รายได้ของผู้หญิงยังต่ำกว่าผู้ชายมาก &#039;&#039;&#039;มิติการทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้าง&#039;&#039;&#039; ผู้หญิงยังคงใช้เวลามากกว่าผู้ชายในการทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งจำกัดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการจ้างงาน​​ และ &#039;&#039;&#039;มิติการเมืองและความเป็นผู้นำ&#039;&#039;&#039; พบว่า ผู้หญิงมีส่วนร่วมในตำแหน่งผู้นำน้อย โดยมีเพียง 27% ของที่นั่งในรัฐสภาและ 28% ของตำแหน่งผู้บริหารที่มีผู้หญิงครองอยู่ ซึ่งส่งผลให้มุมมองที่หลากหลายขาดหายไปในกระบวนการตัดสินใจ เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศทั่วโลก เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)    Global Gender Gap Report 2023 โดย World Economic Forum (2023)[16] ได้วัดความเสมอภาคทางเพศใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและโอกาส การศึกษาระดับปริญญา สุขภาพและการอยู่รอด และการมีอำนาจทางการเมือง รายงานระบุว่าในปี 2023 ยังคงต้องใช้เวลาอีก 131 ปีเพื่อปิดช่องว่างทางเพศทั่วโลก สแกนดิเนเวียและยุโรปตอนเหนือยังคงเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยไอซ์แลนด์อยู่ในอันดับสูงสุดตามมาด้วยนอร์เวย์และฟินแลนด์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)    Gender Inequality Index (GII) ของ United Nations Development Progra​m (2023)[17] ​ วัดความไม่เสมอภาคทางเพศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สุขภาพการสืบพันธุ์ การมีอำนาจ และตลาดแรงงาน ประเทศที่มีค่า GII ต่ำบ่งชี้ถึงความไม่เสมอภาคที่ต่ำ โดยประเทศในยุโรปเหนือและตะวันตกมักมีค่า GII ต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในแอฟริกาและเอเชียใต้มีค่า GII สูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)    Gender Equality Index 2024 ของ European Institute for Gender Equality (EIGE) เน้นการประเมินความเสมอภาคทางเพศในประเ​ทศ ​โดยใช้ดัชนีที่ครอบคลุมด้านการทำงาน เงิน ความรู้ เวลา พลังงาน และสุขภาพ ในปี 2024 ประเทศที่มีคะแนนสูงสุดในด้านความเสมอภาคทางเพศใน EU ได้แก่ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทย Global Gender Gap Index 2024 ได้รายงานล่าสุด โดยเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าและความท้าทายหลายประการ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)       อันดับโดยรวม: ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 74 จาก 146 ประเทศ พัฒนาขึ้นจากปีก่อนๆ (Thai PBS World)[18]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2)       ความสำเร็จทางการศึกษา: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านความเท่าเทียมทางเพศในด้านการศึกษา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 61 ในหมวดนี้ เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 92 ในปีที่แล้ว การปรับปรุงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันที่ดีขึ้นในการลงทะเบียนเรียนระดับมัธยมศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยรวม (Thai PBS World)​​[19]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3)       การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ: แม้ว่ารายงานจะไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะสำหรับประเทศไทยในมิตินี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว รายงานบ่งชี้ว่าความเท่าเทียมกันทางเพศทางเศรษฐกิจยังคงเป็นความท้าทายทั่วโลก โดยจะมีการปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเวลาผ่านไป (World Economic Forum)​[20]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4)   สุขภาพและการอยู่รอด: ประเทศไทยก็เหมือนกับหลายประเทศที่แสดงให้เห็นความเท่าเทียมกันในดัชนีย่อยนี้ อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับและคะแนนที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้ให้รายละเอียดในแหล่งข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบ (World Economic Forum)​[21]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5)  การเสริมอำนาจทางการเมือง: พื้นที่นี้ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ยังคงมีช่องว่างทางเพศในการเป็นตัวแทนและการมีส่วนร่วมทางการเมือง คะแนนเฉลี่ยทั่วโลกสำหรับการเสริมอำนาจทางการเมืองนั้นต่ำที่สุดในสี่มิติ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ช้า (World Economic Forum)​​[22]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
               สรุปแล้ว ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นปัญหาทั่วโลกที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน สำหรับประเทศไทยเอง แม้ว่าความก้าวหน้าด้านการศึกษาของประเทศไทยมีความโดดเด่น แต่ยังคงมีมิติอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเพิ่มอำนาจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุถึงความเท่าเทียมทางเพศโดยสมบูรณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้างอิง&lt;br /&gt;
----[1] United Nations. (2020). Gender Equality: Why it matters. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.un.org/sustainabledevelopment/gender-equality/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] European Institute for Gender Equality (EIGE). (2022). Gender Equality Index 2022. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://eige.europa.eu/gender-equality-index/2022&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] UNICEF Regional Office for South Asia. (2017). Gender Equality: Glossary of Terms and Concepts. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/rosa/media/1761/file/Genderglossarytermsandconcepts.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] World Health Organization. (‎2002)‎. Integrating gender perspectives in the work of WHO : WHO gender policy. World Health Organization. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://iris.who.int/handle/10665/67649&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] Reeves, H. and Baden, S. (2000). Gender and Development: Concepts and Definitions. Brighton: Institute of Development Studies.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] European Institute for Gender Equality.(2013). Gender equality index report. Germany: European Institute for Gender Equality.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] Hašková, H. et al. (2003). &#039;&#039;Women’s Civic and Political Participation in the Czech Republic and the Role of European Union Gender Equality and Accession Policies&#039;&#039;. Czech: Institute of Sociology, Academy of Sciences of the Czech.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] สถาบันพระปกเกล้า. (2561). เสมอภาคสร้างได้ (การจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติชายหญิง Gender responsive budgeting : GRB). กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] Tessier, L. et al. (2013). Social Protection Floors and gender equality:  A brief overview. Geneva: International Labour Organization.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] Spectrum, 2023. GENDER QUOTA เพิ่ม ‘ที่’ ให้เพศหลากหลายในสภา. April 19, 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://spectrumth.com/gender-quota/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[11] Bambah, Bindu &amp;amp; Devi, G.S. (2015). Factors Affecting Gender Inequality in the Sciences: A Case Study of Women Scientists in The Indian University System. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.researchgate.net/publication/283495539&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[12] UNICEF Regional Office for South Asia. (2017). Gender Equality: Glossary of Terms and Concepts. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unicef.org/rosa/media/1761/file/Genderglossarytermsandconcepts.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[13] Ibid&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[14] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[15] UN Women.(2024). The 11 biggest hurdles for women’s equality by 2030. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.unwomen.org/en/news-stories/feature-story/2023/09/the-11-biggest-hurdles-for-womens-equality-by-2030&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[16] World Economic Forum. (2023). Global Gender Gap Report 2023. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.weforum.org/publications/global-gender-gap-report-2023/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[17] Humen Development Report: Gender Inequality Index (GII). Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://hdr.undp.org/data-center/thematic-composite-indices/gender-inequality-index#/indicies/GII&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[18] Thai PBS World. (2023). Global gender gap index reports rise in Thailand’s educational attainment. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.thaipbsworld.com/global-gender-gap-index-reports-rise-in-thailands-educational-attainment/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[19] Ibid.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[20] World Economic Forum. (2024). Global Gender Gap Report 2024. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.weforum.org/publications/global-gender-gap-report-2024/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[21] World Economic Forum. (2024). Benchmarking gender gaps, 2024. Retrieved from &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.weforum.org/publications/global-gender-gap-report-2024/in-full/benchmarking-gender-gaps-2024-2e5f5cd886/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[22] Ibid.&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=16495</id>
		<title>การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&amp;diff=16495"/>
		<updated>2026-04-07T07:04:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัต&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ----&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Governance)&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ความหมาย พัฒนาการ และแนวทาง&amp;#039;&amp;#039;...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : ดร.นิตยา โพธิ์นอก&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัต&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
----&#039;&#039;&#039;การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Governance)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ความหมาย พัฒนาการ และแนวทาง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Democratic governance หรือการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย[1] เป็นแนวคิดที่มีองค์ประกอบของแนวคิดประชาธิปไตย (democracy) และการปกครอง (governance) มีค่านิยมที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การตรวจสอบได้ การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งประชาธิปไตยนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อประโยชน์ของประชาชน อำนาจในทางทฤษฎีเป็นของประชาชนแต่ในสถานการณ์ประชาธิปไตยแบบปกติ จะถูกถ่ายโอนไปยังผู้นำซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง หมายความว่าผู้นำนั้นควรใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของรัฐ ประชาธิปไตยจึงหมายถึงระบบของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ เป็นระบบการเมืองซึ่งให้โอกาสตามรัฐธรรมนูญ ในการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่รัฐและกลไกทางสังคมซึ่งประชาชนมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เป็นระบบการเมืองที่รัฐบาลอยู่ภายใต้ประชาชน ประชาชนบริหารอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านผู้แทนของพวกเขา ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ทันสมัยจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองที่ยั่งยืนและนำไปสู่การสร้างชาติหากมีการบริหารปกครองอย่างเหมาะสม[2] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับคำว่าการบริหารการปกครอง เป็นลักษณะที่อำนาจถูกบริหารเพื่อจัดการพัฒนาทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แนวคิด &#039;การบริหารการปกครอง&#039; เกิดขึ้นก่อนปี ค.ศ.1989 สอดคล้องกับ ไพศาล บรรจุสุวรรณ์ ที่กล่าวถึงแนวคิดนี้ว่ามีการนำไปใช้ในประเทศฝรั่งเศสมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 มีขอบเขตความหมายถึงภาคสาธารณะ[3] หลักฐานที่ชัดเจนอย่างหนึ่งที่ให้ความหมายของการบริหารปกครอง คือ รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับ Sub-Saharan Africa: จากวิกฤติสู่การเติบโตที่ยั่งยืน รายงานนี้ระบุเกี่ยวกับ &#039;การบริหารการปกครอง&#039; เพื่อการใช้อำนาจในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา เป็นคำซึ่งใช้บังคับกับการใช้อำนาจในบริบทเชิงสถาบันที่หลากหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อชี้นำ ควบคุม และกำกับดูแลกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน[4]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบริหารการปกครอง เป็นการเชื่อมโยงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในสังคมได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะที่รัฐจะส่งมอบให้ประชาชน ด้วยรัฐไม่อาจบริหารจัดการได้เองทั้งหมดจึงต้องลดบทบาทตนเป็นผู้กำกับและประสานความร่วมมือเพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม การบริหารการปกครองจึงมีขอบเขตที่ครอบคลุมไปถึงเครือข่ายนโยบาย การจัดการสาธารณะ ความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชนอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยรวมเอาคุณค่าที่เป็นประชาธิปไตยเข้าไว้ในการบริหารปกครองอันได้แก่ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและการตรวจสอบได้[5] สอดคล้องกับ International Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ IDEA กล่าวว่าการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึงแนวทางการบริหารปกครองที่ดี ซึ่งสร้างกฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับความต้องการทางสังคมในอนาคต แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวที่แท้จริงอันเกิดจากความต้องการมีส่วนร่วมของสังคมที่มากขึ้น[6]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการสำคัญ 4 ประการของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐบาลกลางมีขนาดเล็กลง และมีการดำเนินการลดลง (a smaller government that does less) ภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีวิสัยทัศน์ระดับโลก และมีองค์กรที่ยืดหยุ่นคล่องตัว (global vision and flexible organization) รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งภาคประชาชน พลเมืองและสื่อสามารถตรวจสอบกลไกการทำงานของรัฐได้ (accountable government) และประการสุดท้ายคือรัฐบาลที่มีความยุติธรรม คำนึงถึงความเที่ยงธรรมว่าคนในสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไร (government that is fair)[7]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเชิงพัฒนาการของแนวคิด การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นกระแสความคิดใหม่หรือแนวทางใหม่ของการบริหารงานภาครัฐ และอาจกล่าวได้ว่าการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นสาขาหนึ่งของรูปแบบแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ (new public service: NPM) โดยแนวคิดการบริหารการปกครองถือได้ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ช่วงแรกนั้นเรียกว่าเป็นแนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิม (traditional public administration) จากนั้นจึงเคลื่อนไปสู่การบริหารการปกครองแนวใหม่ (new public management: NPM) แล้วมาสู่แนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ (new public service: NPS) ซึ่งการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยปรากฎอยู่ในแนวคิดนี้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมตัวอย่างที่ชัดเจนคือรูปแบบราชการ (democratic model) ที่รัฐทำหน้าที่ส่งมอบบริการสาธารณะผ่านโครงสร้างหน่วยงานของรัฐ จึงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความคุ้มค่า แต่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมองว่ารัฐเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด จึงทำให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้พึ่งพาหน่วยงานรัฐและเป็นฝ่ายรับบริการจากภาครัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาในทศวรรษ 1980 การบริหารงานภาคสาธารณะถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีและการบริหารงานใหม่ในภาคเอกชน ประกอบกับโครงสร้างการทำงานแบบราชการที่ไม่คล่องตัวและมีต้นทุนสูง จึงเป็นที่มาของการปฏิรูประบบราชการด้วยแนวคิดการจัดการภาครัฐใหม่หรือ NPM ที่นำแนวคิดและแนวทางในภาคธุรกิจมาใช้ในการบริหารงานภาคสาธารณะ มองประชาชนเป็นลูกค้าส่วนภาครัฐเป็นผู้ให้บริการ อย่างไรก็ดี NPM ที่มองประชาชนมากกว่าความเป็นพลเมืองและยังบั่นทอนความภาคภูมิใจของข้าราชการ ทำให้เกิดข้อถกเถียงในการบริหารงานภาคสาธารณะ นำมาสู่การกระแสปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐที่ต้องเน้นพลเมืองและประโยชน์สาธารณะนั่นคือการบริการสาธารณะใหม่หรือ NPS ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ  7 ประการ ได้แก่ การช่วยให้ประชาชนแสดงความต้องการร่วมกันออกมา เป้าหมายหลักคือผลประโยชน์สาธารณะ นโยบายสาธารณะมาจากความต้องการส่วนรวมและมีที่มาจากกระบวนการที่เปิดกว้าง บริการประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมือง เน้นความสามารถตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับคนเพราะมีความสำคัญต่อการจัดการ พลเมืองเป็นเจ้าของรัฐบาล ด้วยหลักการสำคัญของ NPS ถือว่าสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาแนวคิดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย [8]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวได้ว่า แนวทางของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลังยุคการบริหารการปกครองแนวใหม่ (post-new public governance) จึงมีความแตกต่างของแนวคิดว่าด้วยการบริหารการปกครองเป็นสองสาย สายการบริหารปกครองภาครัฐใหม่ (new public governance) ไม่ได้แสวงหาการมีส่วนร่วมของพลเมือง ส่วนสายการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยเน้นหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่มีความตื่นรู้ เสริมสร้างพลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นหลักประกันการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกลไกการตัดสินใจ[9] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น หลักการสำคัญ 4 ประการของการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐบาลกลางมีขนาดเล็กลง และมีการดำเนินการลดลง (a smaller government that does less) ภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีวิสัยทัศน์ระดับโลก และองค์กรที่ยืดหยุ่นคล่องตัว (global vision and flexible organization) รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งภาคประชาชน พลเมืองและสื่อสามารถตรวจสอบกลไกการทำงานของรัฐได้ (accountable government) และประการสุดท้ายคือรัฐบาลที่มีความยุติธรรม คำนึงถึงความเที่ยงธรรมว่าคนในสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไร (government that is fair)[10]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับแนวทางที่ทำให้เกิดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นไปอย่างสอดคล้องกับหลักการ 4 ประการข้างต้น อาจดำเนินการตามแนวทางเสนอโดยสามเสาหลักของ IDEA ได้แก่ การสร้างข้อตกลงร่วมกัน (agree on what to do and how to do) การกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบาย (viable strategies and policies) และการนำไปสู่โครงการ (transformational programme)[11] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- เสาหลักแรกเป็นการตกลงกันว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไร เป็นการประเมินความเป็นจริงและลำดับความสำคัญในเรื่องสำคัญที่รัฐจะดำเนินการ ได้แก่ ความสมานฉันท์ทางสังคมเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ การต่อสู้กับความยากจน ความไม่เท่าเทียม การเคารพสิทธิ เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบดูแลสุขภาพ การศึกษา ความมั่นคง ความยุติธรรม และระบบทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- เสาหลักที่สอง การสร้างยุทธศาสตร์และนโยบาย เป็นไปเพื่อสนับสนุนความเป็นผู้นำและแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อเป็นทางเดินต่อเนื่องมาจากเสาแรกว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไรบ้าง เสาที่สองช่วยให้เห็นผลที่จะได้รับในระยะยาวเชิงประชาธิปไตยและสวัสดิการสังคม ตลอดจนวิธีดำเนินการในเชิงเทคนิค &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- เสาหลักสุดท้าย เป็นการเสนอโครงการต่าง ๆ ที่สอดรับกับวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งสนับสนุนโดยคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้มีข้อควรคำนึงว่านับตั้งแต่การสร้างข้อตกลงร่วมกันควรที่จะหลีกเลี่ยงการแบ่งขั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่ออำนาจนิยมหรือประชานิยม ดังนั้น กลไกที่หลากหลายที่จะนำมาใช้พูดคุยและสร้างการมีส่วนร่วมจึงมีความจำเป็นเพื่อให้แนวทางทั้งสามเสาหลักที่กล่าวมานี้ดำเนินไปโดยรักษาความสมานฉันท์ทางสังคมไว้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ตัวอย่างกรณีการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         กรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนทั้งในส่วนที่เป็นกรณีที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย สำหรับกรณีที่เป็นไปตามแนวคิดนี้ ยกตัวอย่างความเป็นหุ้นส่วนของรัฐบาลแบบเปิด (Open Government Partnership: OGP) ในโครงการในระดับโลกที่หลายประเทศร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดรัฐบาลที่เปิดเผย ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ เช่น ประเทศเม็กซิโกที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้มีการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยในปี ค.ศ.2017 กระทรวงการบริหารสาธารณะของเม็กซิโกได้ขอให้ OECD เข้ามาให้การช่วยเหลือในการริเริ่มการกำหนดวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า CompraNet ซึ่งเป็นพื้นที่ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ รวมทั้งเป็นระบบที่เปิดประมูลอย่างเป็นธรรมลดการทุจริตได้ OGP ได้ทำให้เม็กซิโกมีโอกาสเรียนรู้การวางระบบในเชิงเทคนิคและเรียนรู้ประสบการณ์การจัดทำระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสจากนานาประเทศในการประชุมประจำปีของ OGP หรือบราซิลได้เข้าร่วมโครงการ OGP เช่นกัน โดยมี Participa.br[12] สร้างเป็นพื้นที่ออนไลน์ให้เกิดการมีส่วนร่วมในระดับสหพันธรัฐด้วยการกระบวนการปรึกษาหารือ ประชาพิจารณ์ และโพลสำรวจความคิดเห็น Participa.br ของประเทศบราซิลเป็นพื้นที่เสมือนในการรับฟังความคิดเห็นสำหรับประชาชนทั้งแบบบุคคลและแบบกลุ่ม ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกันในประเด็นนโยบายสาธารณะ Participa.br ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดความโปร่งใสและการเข้าร่วมในการทำนโยบาย[13]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับตัวอย่างการบริหารปกครองที่ไม่สอดคล้องกับการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในระบบราชการไทย เช่น ย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำและแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแทน ย้ายนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากกรณีเหล่านี้ขัดต่อหลักการของการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยในเรื่องรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใส ซึ่งแท้จริงแล้วการตรวจสอบควรเป็นกลไกที่ภาคประชาชนใช้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล กลายเป็นว่าฝ่ายการเมืองนำมาใช้ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยอ้างว่าข้าราชการคนนั้นประพฤติผิดทุจริตจำเป็นต้องโยกย้าย แม้ยังอยู่ในช่วงกำลังตรวจสอบยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิด ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายเองยังรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมเพราะรู้สึกว่าการถูกย้ายน่าจะเกิดจากไม่ยอมลงนามอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่นักการเมืองทำ[14] หรือกรณีคุณภาพการศึกษาไทย ที่มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ พ.ศ.2543แต่ยังมีความล้มเหลวในการปฏิรูปเพราะแก้ไขปัญหาเพียงการเพิ่มทรัพยากร เช่น งบประมาณ ซึ่งไม่เพียงพอ จะต้องเพิ่มคุณภาพครูผู้สอนและการตรวจสอบการจัดการศึกษาให้ชัดเจน ว่าประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษานั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบได้ โดยตรวจสอบสถานศึกษาและครู ส่วนผู้ปกครองและเด็กมีฐานะเป็นพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในความสามารรถตรวจสอบได้[15]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณีการบริหารปกครองของประเทศไนจีเรียสมัยประธานาธิบดี Buhari พบความท้าทายเกี่ยวกับการบริหารและการคอรัปชั่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อป้องกันและต่อต้านการทุจริต แต่การทำงานของคณะกรรมการยังไร้ผล เพราะนักการเมืองยังคงทุจริตและไร้การลงโทษใด ๆ มีการละเมิดหลักนิติธรรมเนื่องจาก Buhari เองเป็นนายพลที่มาบริหารงานซึ่งสื่อต่าง ๆ เรียกเขาว่าเป็นนายพลมากกว่าจะเรียกว่าเป็นประธานาธิบดี การบริหารของ Buhari เองยังเป็นไปในแนวทางที่แสดงถึงการใช้อำนาจสูงสุดโดยไร้กฎหมายเช่น การจับกุมผู้อำนวยการด้านวิทยุและกระจายเสียง และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือการจู่โจมบ้านผู้พิพากษา ไนจีเรียในสมัย Buhari ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศจากการกระทำที่รุนแรงและการโจรกรรมในชนบทโดยกลุ่มอาชญากรในชนบททำการลักพาตัว ปล้น ข่มขืน และการก่อการร้ายในรูปแบบอื่น ชุมชนหลายแห่งถูกแทนที่โดยกลุ่มโจรและเศรษฐกิจของชุมชนสั่นคลอน แต่ปัญหาการลักพาตัวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโจรไม่ได้รับการรายงานเป็นจำนวนมาก อัตราการลักพาตัวที่เพิ่มขึ้นในไนจีเรียมีความเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ ปัญหาที่มีความรุนแรงเหล่านี้สะท้อนภายใต้การบริหารงานของ Buhari ทำให้ประเทศไนจีเรียประสบวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงยาวนานจนล้าหลังเกือบ 8 ปี[16]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกรณีตัวอย่างที่ยกมานี้ สะท้อนความหลากหลายของผลการดำเนินงานที่เป็นและไม่เป็นไปตามแนวคิดการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังที่ Olufemi และ Edidem กล่าวว่า ผลผลิตของการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับลักษณะและรูปแบบการบริหารของแต่ละที่[17] การบริหารปกครองแบบประชาธิปไตยจึงสะท้อนคุณภาพของระบบการเมือง อันเริ่มต้นตั้งแต่รัฐบาลที่มีความชอบธรรมซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหากขาดการบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ประกันความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเสมอไป ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในฐานะพลเมืองเป็นสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปได้ว่า การบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง แนวทางของการบริหารการปกครองซึ่งสร้างกฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของสังคมในอนาคต แนวคิดนี้มีพัฒนาการมาจากแนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมที่ไม่คล่องตัว จึงนำไปสู่แนวคิดการบริหารการปกครองแนวใหม่ที่นำแนวทางการบริหารธุรกิจมาปรับใช้ แต่ก็นำมาซึ่งคำถามเรื่องความเป็นพลเมือง จึงเป็นที่มาของแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ซึ่งการบริหารการปกครองแบบประชาธิปไตยปรากฏอยู่ โดยแนวคิดนี้มีหลักการสำคัญ ได้แก่ การลดขนาดและงานของรัฐบาลกลาง ภาครัฐและเจ้าหน้าที่มีวิสัยทัศน์ องค์กรของรัฐยืดหยุ่นคล่องตัว รัฐบาลมีความรับผิดชอบและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งการบริหารของรัฐบาลมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เที่ยงธรรมต่อคนทุกกลุ่มในสังคม &lt;br /&gt;
----[1] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์, 2559. “การเคลื่อนตัวทางความคิดจากการบริหารรัฐกิจดั้งเดิมสู่การบริหารปกครองแบบประชาธิปไตย: ตัวอย่างบทวิเคราะห์ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศไทย.” &#039;&#039;&#039;วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง.&#039;&#039;&#039; หน้า 1-41.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[2] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem, 2024. “Democratic governance and the challenges of leadership in Nigeria under Buhari administration.” &#039;&#039;&#039;African Journal of Social Sciences and Humanities Research&#039;&#039;&#039;. (Volume 7, Issue 1) pp.122-124.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[3] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 6.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[4] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem. Op. Cit. p.123.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[5] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 5.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[6] International Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA), 2021. &#039;&#039;&#039;Democratic Governance as an Effective and Enduring Response to the Challenges Facing Latin America&#039;&#039;&#039;. Stockholm, Sweden. IDEA. p.20.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[7] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ, 2557. “การเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในระบบราชการไทย.” &#039;&#039;&#039;Graduate Research Conference 2014 Khon Kaen University&#039;&#039;&#039;. หน้า 2039.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[8] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 5 และ หน้า 9.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[9] Ramazan Sengul and Cihan Necmi Gunal, 2023. “Democratic governance approach as a new paradigm in public service provision” &#039;&#039;&#039;International Conference on Interdisciplinary Scientific Research-VIII.&#039;&#039;&#039; (July 13-15, Rome Italy) pp.993-1093; p.995; p.997&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[10] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ. เรื่องเดิม. หน้า 2039.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[11] IDEA. Op. Cit. p.23.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[12] Participa.br เป็นชื่อของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้สร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วม สร้างขึ้นโดยรัฐบาลกลางประเทศบราซิลในเดือนมีนาคม ค.ศ.2014 เพื่อแทนที่แพลตฟอร์มเดิมอย่าง Governo Eletrônico&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[13] Ramazan Sengul and Cihan Necmi Gunal. Op. Cit. pp.995-996. และติดตามโครงการนี้ ได้ทางเว็บไซต์ &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.opengovpartnership.org/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[14] นํ้าหวาน โสภา และวันชัย มีชาติ. เรื่องเดิม. หน้า 2037-2038.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[15] ไพศาล บรรจุสุวรรณ์. เรื่องเดิม. หน้า 30-31 และ 36.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[16] Akingbade Babajide Olufemi and Bassey Manasseh Edidem. Op. Cit. pp.119-133.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[17] Ibid. p.122&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2_:_%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%99&amp;diff=16494</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย : สวีเดน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2_:_%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%99&amp;diff=16494"/>
		<updated>2026-04-07T05:09:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ณัชชาภัทร อมรกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ&#039;&#039;&#039; &#039;&#039;&#039;:&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ&amp;amp;nbsp;ธงทอง จันทรางศุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; &#039;&#039;&#039;ประเทศสวีเดน&#039;&#039;&#039; เป็นประเทศที่อยู่ในคาบสมุทรสแกนดิเนเวียทางตอนเหนือของยุโรป มีพรมแดนทางตอนเหนือและตะวันตกติดกับประเทศนอร์เวย์ ส่วนทางตะวันออกติดกับฟินแลนด์ สามารถเชื่อมต่อกับเดนมาร์กได้ทางตะวันตกเฉียงใต้ด้วยสะพาน-อุโมงข้ามแม่น้ำเออเรซุนด์ (Öresund) สวีเดนมีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศนอร์ดิกและใหญ่เป็นลำดับสามของสหภาพยุโรป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประเทศสวีเดนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index)&amp;amp;nbsp;เป็นอันดับ 7 รองจากสวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และเดนมาร์ก (the United Nations Development Programme, 2022) สินค้าออกที่สำคัญของประเทศเช่น รถยนต์และเครื่องจักร&amp;amp;nbsp;ยาและสินค้าเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า แร่ธาตุ ไม้ พลังงาน อาหาร รองเท้า และเสื้อผ้า (Swedish Institute, 2021)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประเทศสวีเดนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ มีรัฐสภาชื่อว่า ริกส์แดก (Riksdag) อำนาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับรัฐสภาและรัฐบาล พระมหากษัตริย์มีพระราชกรณียกิจทางพิธีการ ประมุขแห่งรัฐคนปัจจุบันคือ พระเจ้าคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ รัชทายาทคือ&amp;amp;nbsp;มกุฎราชกุมารีวิกตอเรีย (Swedish Institute, 2021)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ประวัติศาสตร์&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ประเทศสวีเดนมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างยาวนาน ตั้งแต่ 8,000-6,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคสมัยของการเก็บของป่าล่าสัตว์ โดยมีการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย แต่ยุคที่คนรู้จักสวีเดนมากที่สุดย้อนหลังไปในช่วง ค.ศ. 800-1050 ซึ่งเป็นยุคที่มีกิจกรรมจำนวนมากของชาวสแกนดิเนเวียไปยังทิศใต้และตะวันออกภายใต้ชื่อ &#039;&#039;&#039;“ไวกิ้ง”&#039;&#039;&#039; โดยทำการปล้นสะดมและทำการค้าตามชายฝั่งทะเลบอลติกและแม่น้ำที่ทอดยาวลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียปัจจุบัน ชาวไวกิ้งเดินทางไปไกลถึงทะเลดำและทะเลแคสเปียนที่ซึ่งพวกเขาได้พัฒนาการเชื่อมโยงการค้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์และอาณาจักรอาหรับ (Sweden Institute, 2022) ศาสนาคริสต์มาถึงสวีเดนเป็นครั้งแรกโดยมีภารกิจนำโดย อันสการ์ (ค.ศ. 800-865) ซึ่งเป็นมิชชันนารีที่ปฏิบัติภารกิจในกลุ่มประเทศนอร์ดิกในศตวรรษที่ 9&amp;amp;nbsp;(Helmersen, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จังหวัดต่าง ๆ ของสวีเดนได้รวมเข้าด้วยกันในราว ค.ศ. 1000 แต่กว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จะเริ่มพัฒนาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ก็เริ่มขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 โดย พระเจ้าแมกนุส ลาดูลาส์&amp;amp;nbsp;(King Magnus Ladulås ค.ศ. 1240–90) ได้ทรงออกกฎหมายอนุญาตให้จัดตั้งขุนนางและจัดระเบียบสังคมตามแบบศักดินาใน&amp;amp;nbsp;ค.ศ. 1280 (Sweden Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงศตรรษที่ 14 ได้มีการขยายตัวทางการค้ากับเมืองต่าง ๆ ในเยอรมันภายใต้การนำของนครลือเบค (Lübeck ) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหภาพฮันซีเอติก (Hanseatic League) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าในเขตนอร์ดิก ทำให้มีหลายเมืองที่ก่อตั้งขึ้นจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่มีชีวิตชีวา อย่างไรก็ตามกาฬโรคได้ระบาดในภูมิภาคนี้ใน ค.ศ. 1350 ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็วเป็นระยะเวลานาน (Sweden Institute, 2022)&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ใน ค.ศ. 1389 ดินแดนส่วนที่เป็นเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ได้รวมเป็นหนึ่งภายใต้การปกครองของ ราชินีมาร์กาเร็ต (Queen Margaret of Denmark, Norway, and Sweden ค.ศ. 1353-1412) ต่อมาในปี ค.ศ. 1397 สหภาพคาลมาร์ (Kalmar Union) ได้ก่อตั้งขึ้นโดยมีประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย 3 ประเทศ ภายใต้พระมหากษัตริย์องค์เดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ต่อมาสวีเดนได้แยกตัวออกจากสหภาพคาลมาร์ นโยบายต่างประเทศของสวีเดนหลังจากนั้นมุ่งเป้าไปที่การควบคุมเหนือทะเลบอลติก โดยในช่วงสงครามสามสิบปี (ค.ศ. 1618-1648) พระเจ้ากุสตาฟุส อโดฟัส (Gustavus Adolphus 1594-1632) ของสวีเดนได้เข้ามาแทรกแซงในช่วงกึ่งกลาง คือใน ค.ศ. 1630 โดยเข้าข้างฝ่ายโปรแตสแตนท์ของเยอรมัน พระองค์ทรงได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การขยายสิทธิทางการศึกษาและสิทธิของชาวนา พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในสนามรบใน ค.ศ. 1932 (Lewis, 2019) หลังจากนั้นสวีเดนปกครองด้วยพระราชินีคริสตินา (ค.ศ. 1626-1689) ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการหยุดสงครามสามสิบปี &amp;amp;nbsp;(Lewis, 2019)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากนั้นสวีเดนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจในยุโรป และได้พบอาณานิคมที่เป็นรัฐเดลาแวร์ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและการมีเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ทำให้สวีเดนไม่สามารถรักษาตำแหน่งในฐานะมหาอำนาจได้เป็นระยะเวลายาวนานหลังจากพ่ายแพ้ในสงคราม Great Northern War (ค.ศ. 1700-21) ต่อกองกำลังผสมของเดนมาร์ก โปแลนด์ และรัสเซีย ทำให้สวีเดนสูญเสียจังหวัดส่วนใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลบอลติกและถูกลดระดับให้เหลือเพียงพรมแดนเดียวกับปัจจุบันที่เป็นดินแดนของสวีเดนและฟินแลนด์ (Sweden Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในช่วงสงครามนโปเลียนสวีเดนสูญเสียฟินแลนด์ให้กับรัสเซีย จอมพลฝรั่งเศส Jean Baptiste Bernadotte ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์สวีเดนในปี 1810 สวีเดนได้นอร์เวย์ซึ่งถูกบังคับให้เป็นพันธมิตรกับสวีเดนในปี 1814 แต่ก็ต้องสลายตัวอย่างสงบในปี 1905 หลังจากเกิดข้อพิพาทภายในมากมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; หลังจากสงครามกับนอร์เวย์ใน ค.ศ. 1814 เป็นต้นมา สวีเดนไม่เคยร่วมในสงครามใด ๆ อีกเลย ตั้งแต่ช่วง[[สงครามโลกครั้งที่_1]] เป็นต้นมา สวีเดนยึดถือนโยบายการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงเวลาสันติและนโยบายการวางตัวเป็นกลางในช่วงสงคราม โดยมีฐานความมั่นคงอยู่บนการมีศักยภาพในด้านการทหารที่เข้มแข็ง (Sweden Institute, 2022) สวีเดนเข้าร่วมสันนิบาตชาติใน ค.ศ. 1920 และสหประชาชาติใน ค.ศ. 1946 และส่งกองกำลังไปที่การใช้กองกำลังครั้งแรกของสหประชาชาติที่สุเอซใน ค.ศ. 1956 และตั้งแต่ ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา สวีเดนทำงานร่วมกับนาโต้ภายใต้ชื่อหุ้นส่วนแห่งสันติภาพ และได้ร่วมในหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสันติภาพรหว่างประเทศ และล่าสุดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2022 สวีเดนได้เข้าร่วมกับนาโต้อย่างเป็นทางการ (Sweden Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;การสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สวีเดน&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ระบอบราชาธิปไตยของสวีเดนเป็นระบอบที่เก่าแก่ที่สุดระบอบหนึ่งของโลก มีพระมหากษัตริย์มากกว่า 70 พระองค์ ที่สามารถระบุพระนามได้ ดินแดนต่าง ๆ ในสวีเดนรวมตัวกันได้ในช่วง ค.ศ. 1000 ในช่วงรัชสมัยของ พระเจ้าโอลอฟ สเก็ตโคนุง (Olov Skötkonung ค.ศ. 995-1022) ซึงถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคไวกิ้งมาเป็นยุคกลาง เนื่องจากพระองค์เป็นกษัตริย์คริสเตียนองค์แรกของชาวสวีเดน (dbpedia.org, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; เอกราชที่แท้จริงของสวีเดนเกิดขึ้นในยุคของ พระเจ้ากุสตาฟที่ 1 (Gustav I) หรือ กุสตาฟ อิริคสัน (Gustav Eriksson) หรือ พระเจ้ากุสตาฟ วาซา (Gustav Vasa ค.ศ. 1496-1560) เป็นผู้นำก่อการปฏิวัติ ถอนตัวจากสหภาพคาลมาร์ใน ค.ศ. 1523 ที่ปกครองพระเจ้าคริสเตียนที่ 2 ผู้ครอบครองเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน พระองค์จึงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของสวีเดนภายหลังจากแยกตัวออกจากสหภาพคาลมาร์&amp;amp;nbsp;และสี่ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1527 พระองค์ได้ริเริ่มการปฏิรูปศาสนาในประเทศสวีเดน โดยเปลี่ยนจากการเป็นประเทศคาทอลิกอันมีพระสันตะปาปาเป็นผู้แทนสูงสุดของคริสตจักร มาเป็นประเทศโปรเตสแตนต์ โดยมีกษัตริย์เป็นประมุขของคริสตจักรแทน จึงกล่าวได้ว่าระบอบ[[สมบูรณาญาสิทธิราชย์]]ในสวีเดน ได้กำเนิดเกิดขึ้นไว้ในรัชสมัยของพระองค์นี่เอง ทรงรวบอำนาจมาจากคริสตจักร ยึดที่ดินของโบสถ์ และปฏิรูปศาสนาโดยนำนิกายโปรแตสเตนท์เข้ามาในประเทศ ได้ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจมากขึ้น (Sweden Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระเจ้าคาร์ลที่ 12 (1682-1718) เป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสเปน พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มาก วอลแตร์ขนานนามพระองค์ว่า ราชสีห์แห่งทิศเหนือ (the Lion of the North) หรือ ดาวตกแห่งสวีเดน (The Swedish Meteor) (Dash, 2012) พระองค์ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาตอนพระชนม์มายุ 15 พรรษา และสิ้นพระชนม์ตอนอายุ 36 พรรษา โดยในช่วงที่มีพระชนม์ชีพทรงทำสงครามอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ ชาวสวีเดนจำนวนมากรู้สึกว่าพระองค์ทำสงครามมากเกินไป ทำให้ประเทศยากจนและต้องสูญเสียชีวิตของประชาชนหลายพันคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; อันที่จริง พระเจ้าคาร์ลที่ 12 ทรงครองราชย์ในช่วงเวลาที่วิกฤติของสวีเดน พระองค์มีศัตรูมากมายอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วและการครองราชย์ตั้งแต่พระชนม์มายุเพียง 15 ปี ทำให้พระองค์ถูกรุมต้อนจากศัตรูทั่วสารทิศ&amp;amp;nbsp;พระเจ้าคาร์ลทรงเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างอาจหาญ เพื่อที่จะพิสูจน์พระองค์ว่าเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ได้ชัยชนะในการบุกกองทัพของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ในยุทธการนาร์วา ค.ศ. 1700 หลังจากนั้นทรงทำศึกที่โปแลนด์อีก 6 ปี จนพระเจ้าซาร์ปิเตอร์ถอนกำลังออกจากโปแลนด์ ทรงมอบข้อเสนอที่จะยอมแพ้และมอบดินแดนแถบบอลติก (ยกเว้นเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) แต่พระเจ้าคาร์ลที่ 12 ทรงไม่ยอม ทรงตัดสินใจจะบุกรัสเซียต่อ&amp;amp;nbsp;แต่คราวนี้พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ทรงใช้กลยุทธ์ถอยทัพไปเรื่อย ๆ และทำลายเมืองทุกเมืองไม่ให้พระเจ้าคาร์ลนำไปใช้ประโยชน์ได้ จนใน ค.ศ. 1709 กองทัพของพระองค์พลาดท่าพ่ายแพ้ในยุทธการโปลตาวา พระองค์ทรงร้องขอพวกเติร์กให้ส่งกองกำลังไปช่วยใน ค.ศ. 1713 แต่ได้รับการปฏิเสธ การพ่ายแพ้กับรัสเซียทำให้พระองค์สูญเสียอิทธิพลอย่างมหาศาล จนในที่สุดทรงถูกลอบปลงพระชนม์ใน ค.ศ. 1718 จากการโจมตีด้วยกระสุนปืนคาสนามรบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; แต่จากการสิ้นพระชนม์ในปีดังกล่าวและการพ่ายแพ้ในสงครามเหนือครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Northern War) กลับได้สร้างหนทางไปสู่ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลานั้นเองที่รัฐสภาสวีเดนและองคมนตรีมีความเข้มแข็งพอที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และให้รัฐสภามีอำนาจสูงสุด และให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;amp;nbsp;(Swedish Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;&#039;&#039;&#039;ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ&#039;&#039;&#039;&amp;lt;/span&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; จากสวีเดนเป็นประเทศที่มีระบอบกษัตริย์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของสวีเดนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโลก ด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่าพันปี แม้ว่าบทบาทของประมุขแห่งรัฐจะเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของสังคม แต่สถาบันกษัตริย์ก็แสดงถึงความต่อเนื่องและประเพณี ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กษัตริย์องค์ปัจจุบันของสวีเดน คาร์ลที่ 16 กุสตาฟ เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2516 และเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 74 ของประเทศ (Swedish Royal Court, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ลำดับการสืบสันตติวงศ์ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญสี่ฉบับของสวีเดน การมีสายการสืบราชสันตติวงศ์ (เพศชาย) ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 การสืบราชสันตติวงศ์โดยสมบูรณ์ (a fully cognatic line of succession) ถูกประกาศใช้ใน ค.ศ. 1980 ทำให้รัชทายาทของพระราชวงศ์มาจากพระหน่อองค์แรก โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศชายหรือเพศหญิง&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระมหากษัตริย์ คือ สัญลักษณ์การรวมชาติที่สำคัญที่สุดของสวีเดนตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1974 พระมหากษัตริย์ไม่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองหรืออำนาจอย่างเป็นทางการ หน้าที่ของเขาส่วนใหญ่เป็นพิธีการและเป็นตัวแทน (Swedish Institute, 2022) นอกจากนี้พระองค์ยังดำรงตำแหน่งสภาแห่งรัฐ (council of state) เป็นการถาวร ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับรัฐมนตรีที่จะแจ้งให้ประมุขแห่งรัฐและรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ - มกุฎราชกุมารีวิกตอเรีย - มกุฎราชกุมารีวิกตอเรีย - เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล &amp;amp;nbsp;(Swedish Institute, 2022)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; ในฐานะประมุขแห่งรัฐพระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ในรัฐพิธีและราชการเป็นหลักและทรงสามารถกำหนดหน้าที่ของพระองค์เองภายในกรอบที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (Swedish Royal Court, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์สวีเดน ได้แก่ เปิดการประชุมรัฐสภาตามคำร้องขอของประธานรัฐสภา โดยปกติจะเกิดขึ้นทุกเดือนกันยายนและเป็นจุดเริ่มต้นของปีการทำงานของรัฐสภา พิธีนี้จัดขึ้นในห้องประชุมของริสกแดก ซึ่งกษัตริย์มีพระราชดำรัสแก่สมาชิกของริสกแดกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; การเป็นประธานการประชุมที่จัดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง การประชุม Councils of State จัดขึ้นเป็นประจำเพื่อให้รัฐมนตรีมีโอกาสแจ้งประมุขแห่งรัฐและรัชทายาทเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในกรณีที่มีกรณีประสูติพระราชกุมารหรือพระราชกุมารี พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมสภาเพื่อประกาศพระนามและตำแหน่งพระราชกุมารหรือพระราชกุมารี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; นอกจากนั้นพระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประธานสภาที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำหรับการพิจารณานโยบายต่างประเทศระหว่างรัฐบาลและรัฐสภา สภาประชุมที่พระราชวัง พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยทรงเป็นตัวแทนของสวีเดนในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศและรับการเสด็จเยือนต่างประเทศของประมุขของรัฐอื่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินมีการวางแผนโดยหารือกับรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง การเสด็จพระราชดำเนินมีความสำคัญต่อการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสวีเดนในต่างประเทศ การมีส่วนร่วมพิธีการต่าง ๆ ของราชวงศ์ ทำให้การเยือนของรัฐเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการ และเปิดโอกาสมากมายสำหรับการส่งเสริมผลประโยชน์ของสวีเดนในต่างประเทศ (Swedish Royal Court, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp;&amp;amp;nbsp; พระมหากษัตริย์ของสวีเดนทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติจากการวางแผนตามพระราชดำริของพระองค์ และเสียงเรียกร้องจากภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม พระบรมวงศานุวงศ์ต่างให้การสนับสนุนพระมหากษัตริย์ในภารกิจหน้าที่นี้อย่างเด่นชัด พระราชกรณียกิจของพระองค์ครอบคลุมกิจการอันหลากหลาย อาทิ เช่น การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ การส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในประเทศกับผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรมสวีเดน ภารกิจในการป้องกันประเทศ รวมถึงภารกิจด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การวิจัยและวัฒนธรรม ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านมูลนิธิต่าง ๆ (Swedish Royal Court, 2023)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;&amp;lt;span style=&amp;quot;font-size:x-large;&amp;quot;&amp;gt;อ้างอิง&amp;lt;/span&amp;gt;&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Dash, M. (2012, September 17). &#039;&#039;The Blazing Career and Mysterious Death of “The Swedish Meteor”&#039;&#039;. Retrieved March 18, 2023, from Smithsonian Magazine: https://www.smithsonianmag.com/history/the-blazing-career-and-mysterious-death-of-the-swedish-meteor-39695356/&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
dbpedia.org. (2023). &#039;&#039;About: Olof Skötkonung&#039;&#039;. Retrieved March 18, 2023, from dbpedia.org: https://dbpedia.org/page/Olof_Sk%C3%B6tkonung&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Helmersen, K. (2023). &#039;&#039;Ansgar&#039;&#039;. Retrieved March 15, 2023, from The Viking Ship Museum: https://www.vikingeskibsmuseet.dk/en/professions/education/viking-age-people/historical-characters/ansgar&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Lewis, J. J. (2019, July 23). &#039;&#039;Biography of Christina, Unconventional Queen of Sweden&#039;&#039;. Retrieved from ThoughtCo.: https://www.thoughtco.com/queen-christina-of-sweden-3530306&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Sweden Institute. (2022, November 15). &#039;&#039;History of Sweden&#039;&#039;. Retrieved from Sweden Institute: https://sweden.se/culture/history/history-of-sweden&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swedish Institute. (2021, June 1). &#039;&#039;Key facts about Sweden&#039;&#039;. Retrieved March 23, 2023, from Swedish Institute: https://sweden.se/life/society/key-facts-about-sweden&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swedish Institute. (2022, April 28). &#039;&#039;The Swedish monarchy&#039;&#039;. Retrieved March 15, 2023, from Swedish Institute: https://sweden.se/life/people/the-swedish-monarchy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Swedish Royal Court. (2023). &#039;&#039;The monarchy of Sweden&#039;&#039;. Retrieved March 12, 2023, from Swedish Royal Court: https://www.kungahuset.se/english/the-monarchy-of-sweden&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
the United Nations Development Programme. (2022). &#039;&#039;Human Development Report 2021/2022.&#039;&#039; New York: the United Nations Development Programme. Retrieved from https://hdr.undp.org/system/files/documents/global-report-document/hdr2021-22pdf_1.pdf&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระมหากษัตริย์]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:พระราชอำนาจ]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์]]&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16493</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16493"/>
		<updated>2026-04-02T03:14:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== &#039;&#039;&#039;[[สถาบันพระปกเกล้า|ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า]]&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
ฐานข้อมูลสารานุกรมสรุปหัวข้อการเมืองการปกครองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในขณะนี้มี {{NUMBEROFARTICLES}} บทความ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‎&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;บทความล่าสุด&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการ ที่ 9/2560 เรื่อง หมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งสำนักพระราชวังออกเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 15.00 น. และประทับพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์เพื่อลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญและประทับตราพระราชลัญจักร [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560|Download เอกสารเพิ่มเติม...]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;home-table wikitable sortable&amp;quot; style=&amp;quot;width:100%;&amp;quot;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top; padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:One 13110742.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 1]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พระมหากษัตริย์|กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์]] [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ|- พระมหากษัตริย์ในสมัยต่างๆ]] [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์|- กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์]] [[การสืบราชสันตติวงศ์|- การสืบราชสันตติวงศ์ - พระราชอำนาจ]] [[:หมวดหมู่:พระราชพิธี|- พระราชพิธี]] [[หมวดหมู่:องคมนตรี|- องคมนตรี]] [[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์|- ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:2home.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 2]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พระปกเกล้าศึกษา|กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์|พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ|- พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ|- พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ]][[:หมวดหมู่:สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;|- สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;]][[:หมวดหมู่:วัตถุชิ้นเอก|- วัตถุชิ้นเอก]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:3home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 3]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ|กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ|ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ]] [[เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ|- เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ|- สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ|- เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ]] [[:หมวดหมู่:กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ|- กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:4home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 4]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ|กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สถาบันนิติบัญญัติ|สถาบันนิติบัญญัติ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันตุลาการ|- สถาบันตุลาการ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันบริหาร|- สถาบันบริหาร]] [[หมู่หมวด:ทหาร|- ทหาร]] [[:หมวดหมู่:องค์กรตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรตามรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]][[:หมวดหมู่:สื่อมวลชน|-สื่อมวลชน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:5home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 5]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง|กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:การเลือกตั้ง|- การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:6home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 6]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การปกครองท้องถิ่น|กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น|- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|- กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|- ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:7home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 7]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐประหาร|รัฐประหาร]] [[:หมวดหมู่:กบฏ|- กบฏ]] [[:หมวดหมู่:ปฏิวัติ|- ปฏิวัติ]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500|เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:8home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 8]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐบุรุษ|รัฐบุรุษ]] [[:หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี|- นายกรัฐมนตรี]] [[:หมวดหมู่:หัวหน้าพรรคการเมือง|- หัวหน้าพรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร|- ผู้นำฝ่ายค้าน]] [[:หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา|- ประธานรัฐสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานวุฒิสภา|- ประธานวุฒิสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานสภาผู้แทนราษฎร|- ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] [[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ|- บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:9home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 9]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|การเมืองภาคพลเมือง]] [[:หมวดหมู่:การมีส่วนร่วมทางการเมือง|- การมีส่วนร่วมทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:10home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 10]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ธรรมาภิบาล|กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาล|แนวคิดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล|- คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:ความหมายธรรมาภิบาล|- ความหมายธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:องค์ประกอบธรรมาภิบาล|- องค์ประกอบธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย|-แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] [[:หมวดหมู่:แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร|- แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร]] [[:หมวดหมู่:ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล|- ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล|- กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:11home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 11]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวคิดสันติวิธี]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง|- การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง]] [[:หมวดหมู่:การฟื้นฟู ปรองดอง|- การฟื้นฟู ปรองดอง]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข|- กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:12home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 12]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:13home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 13]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ|กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:14home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 14]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ประชาคมอาเซียน|กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:15home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 15]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ|กลุ่มที่ 15 : งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:งานวิจัย|งานวิจัย]] [[:หมวดหมู่:หนังสือ|- หนังสือ]] [[:หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ|- เอกสารวิชาการ]] [[:หมวดหมู่:วารสารสถาบันพระปกเกล้า|- วารสารสถาบันพระปกเกล้า]] - [[:หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS|การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
__NOTOC__ __NOEDITSECTION__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=16492</id>
		<title>หมวดหมู่:งานวิจัย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=16492"/>
		<updated>2026-03-30T10:01:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
[[ชุดผลงานวิจัยเด่น สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อีก้อหรืออาข่า(Akha)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[อำนาจอธิบไตยของรัฐสภา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[สาเหตุแห่งการแทรกแทรงทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left; padding-left: 7px; -moz-border-radius:7px&amp;quot; | [[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16491</id>
		<title>หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=16491"/>
		<updated>2026-03-30T10:00:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
*สรุปเนื้อหาสัมมนาพิเศษ เรื่อง[[“ตอบโจทย์......แก้รัฐธรรมนูญ”]]&lt;br /&gt;
*[[การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน]]&amp;amp;nbsp;: บทเรียนจากอดีต สู่ &amp;quot;สิทธิ&amp;quot; ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ โดย นางสาวปัทมา สูบกำปัง &lt;br /&gt;
*[[รัฐบาลไทยกับความชอบธรรมทางการเมือง]] โดย ดร.วีระ เลิศสมพร (Veera Lertsomporn) กรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.เชียงใหม่ &lt;br /&gt;
*[[เสรีภาพสื่อ-เสรีภาพประชาชน อุปสรรคที่ขัดต่อเจตนารมณ์]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) &lt;br /&gt;
*[[การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร]] โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) &lt;br /&gt;
*[[ระบบการเลือกตั้ง]] โดย ร.ศ. อัษฎางค์ ปาณิกบุตร &lt;br /&gt;
*[[บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ &lt;br /&gt;
*[[แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
*บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนด[[วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา]] ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า &lt;br /&gt;
*[[การเมืองต้องนำการทหาร:_ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน]]&lt;br /&gt;
*[[แผนพัฒนาประชาธิปไตย เรื่อง“ก้าวต่อก้าว การพัฒนาประชาธิปไตย ไทย เกาหลีใต้และมาเลเซีย”]]&lt;br /&gt;
*[[แนวทางไปสู่การเป็นชาตินิยม]]&lt;br /&gt;
*[http://wiki.kpi.ac.th/images/5/5f/Pln378.pdf ผู้นำทางการเมือง&amp;amp;nbsp;: นายสุขวิช รังสิตพล]&amp;amp;nbsp;โดยนายอำนวย สร้างศัตรู &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ffffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left; padding-left: 7px; -moz-border-radius:7px&amp;quot; | [[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16490</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16490"/>
		<updated>2026-03-30T08:34:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== &#039;&#039;&#039;[[สถาบันพระปกเกล้า|ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า]]&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
ฐานข้อมูลสารานุกรมสรุปหัวข้อการเมืองการปกครองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในขณะนี้มี {{NUMBEROFARTICLES}} บทความ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‎&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;บทความล่าสุด&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการ ที่ 9/2560 เรื่อง หมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งสำนักพระราชวังออกเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 15.00 น. และประทับพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์เพื่อลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญและประทับตราพระราชลัญจักร [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560|Download เอกสารเพิ่มเติม...]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;home-table wikitable sortable&amp;quot; style=&amp;quot;width:100%;&amp;quot;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top; padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:One 13110742.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 1]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[หมวดหมู่:พระมหากษัตริย์|กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์]] [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ|- พระมหากษัตริย์ในสมัยต่างๆ]] [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์|- กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์]] [[การสืบราชสันตติวงศ์|- การสืบราชสันตติวงศ์ - พระราชอำนาจ]] [[:หมวดหมู่:พระราชพิธี|- พระราชพิธี]] [[หมวดหมู่:องคมนตรี|- องคมนตรี]] [[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์|- ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:2home.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 2]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พระปกเกล้าศึกษา|กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์|พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ|- พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ|- พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ]][[:หมวดหมู่:สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;|- สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;]][[:หมวดหมู่:วัตถุชิ้นเอก|- วัตถุชิ้นเอก]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:3home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 3]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ|กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ|ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ]] [[เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ|- เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ|- สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ|- เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ]] [[:หมวดหมู่:กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ|- กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:4home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 4]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ|กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สถาบันนิติบัญญัติ|สถาบันนิติบัญญัติ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันตุลาการ|- สถาบันตุลาการ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันบริหาร|- สถาบันบริหาร]] [[หมู่หมวด:ทหาร|- ทหาร]] [[:หมวดหมู่:องค์กรตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรตามรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]][[:หมวดหมู่:สื่อมวลชน|-สื่อมวลชน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:5home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 5]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง|กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:การเลือกตั้ง|- การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:6home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 6]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การปกครองท้องถิ่น|กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น|- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|- กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|- ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:7home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 7]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐประหาร|รัฐประหาร]] [[:หมวดหมู่:กบฏ|- กบฏ]] [[:หมวดหมู่:ปฏิวัติ|- ปฏิวัติ]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500|เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:8home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 8]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐบุรุษ|รัฐบุรุษ]] [[:หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี|- นายกรัฐมนตรี]] [[:หมวดหมู่:หัวหน้าพรรคการเมือง|- หัวหน้าพรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร|- ผู้นำฝ่ายค้าน]] [[:หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา|- ประธานรัฐสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานวุฒิสภา|- ประธานวุฒิสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานสภาผู้แทนราษฎร|- ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] [[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ|- บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:9home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 9]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|การเมืองภาคพลเมือง]] [[:หมวดหมู่:การมีส่วนร่วมทางการเมือง|- การมีส่วนร่วมทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:10home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 10]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ธรรมาภิบาล|กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาล|แนวคิดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล|- คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:ความหมายธรรมาภิบาล|- ความหมายธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:องค์ประกอบธรรมาภิบาล|- องค์ประกอบธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย|-แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] [[:หมวดหมู่:แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร|- แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร]] [[:หมวดหมู่:ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล|- ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล|- กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:11home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 11]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวคิดสันติวิธี]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง|- การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง]] [[:หมวดหมู่:การฟื้นฟู ปรองดอง|- การฟื้นฟู ปรองดอง]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข|- กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:12home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 12]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:13home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 13]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ|กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:14home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 14]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ประชาคมอาเซียน|กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:15home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 15]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ|กลุ่มที่ 15 : งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:งานวิจัย|งานวิจัย]] [[:หมวดหมู่:หนังสือ|- หนังสือ]] [[:หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ|- เอกสารวิชาการ]] [[:หมวดหมู่:วารสารสถาบันพระปกเกล้า|- วารสารสถาบันพระปกเกล้า]] - [[:หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS|การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
__NOTOC__ __NOEDITSECTION__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16489</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16489"/>
		<updated>2026-03-30T07:58:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== &#039;&#039;&#039;[[สถาบันพระปกเกล้า|ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า]]&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
ฐานข้อมูลสารานุกรมสรุปหัวข้อการเมืองการปกครองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในขณะนี้มี {{NUMBEROFARTICLES}} บทความ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‎&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;บทความล่าสุด&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการ ที่ 9/2560 เรื่อง หมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งสำนักพระราชวังออกเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 15.00 น. และประทับพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์เพื่อลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญและประทับตราพระราชลัญจักร [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560|Download เอกสารเพิ่มเติม...]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;home-table wikitable sortable&amp;quot; style=&amp;quot;width:100%;&amp;quot;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top; padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:One 13110742.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 1]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[พระมหากษัตริย์|กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์]] [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ|- พระมหากษัตริย์ในสมัยต่างๆ]] [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์|- กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์]] [[การสืบราชสันตติวงศ์|- การสืบราชสันตติวงศ์ - พระราชอำนาจ]] [[:หมวดหมู่:พระราชพิธี|- พระราชพิธี]] [[หมวดหมู่:องคมนตรี|- องคมนตรี]] [[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์|- ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:2home.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 2]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พระปกเกล้าศึกษา|กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์|พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ|- พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ|- พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ]][[:หมวดหมู่:สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;|- สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;]][[:หมวดหมู่:วัตถุชิ้นเอก|- วัตถุชิ้นเอก]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:3home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 3]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ|กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ|ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ]] [[เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ|- เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ|- สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ|- เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ]] [[:หมวดหมู่:กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ|- กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:4home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 4]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ|กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สถาบันนิติบัญญัติ|สถาบันนิติบัญญัติ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันตุลาการ|- สถาบันตุลาการ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันบริหาร|- สถาบันบริหาร]] [[หมู่หมวด:ทหาร|- ทหาร]] [[:หมวดหมู่:องค์กรตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรตามรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]][[:หมวดหมู่:สื่อมวลชน|-สื่อมวลชน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:5home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 5]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง|กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:การเลือกตั้ง|- การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:6home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 6]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การปกครองท้องถิ่น|กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น|- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|- กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|- ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:7home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 7]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐประหาร|รัฐประหาร]] [[:หมวดหมู่:กบฏ|- กบฏ]] [[:หมวดหมู่:ปฏิวัติ|- ปฏิวัติ]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500|เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:8home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 8]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐบุรุษ|รัฐบุรุษ]] [[:หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี|- นายกรัฐมนตรี]] [[:หมวดหมู่:หัวหน้าพรรคการเมือง|- หัวหน้าพรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร|- ผู้นำฝ่ายค้าน]] [[:หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา|- ประธานรัฐสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานวุฒิสภา|- ประธานวุฒิสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานสภาผู้แทนราษฎร|- ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] [[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ|- บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:9home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 9]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|การเมืองภาคพลเมือง]] [[:หมวดหมู่:การมีส่วนร่วมทางการเมือง|- การมีส่วนร่วมทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:10home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 10]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ธรรมาภิบาล|กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาล|แนวคิดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล|- คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:ความหมายธรรมาภิบาล|- ความหมายธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:องค์ประกอบธรรมาภิบาล|- องค์ประกอบธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย|-แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] [[:หมวดหมู่:แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร|- แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร]] [[:หมวดหมู่:ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล|- ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล|- กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:11home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 11]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวคิดสันติวิธี]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง|- การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง]] [[:หมวดหมู่:การฟื้นฟู ปรองดอง|- การฟื้นฟู ปรองดอง]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข|- กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:12home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 12]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:13home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 13]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ|กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:14home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 14]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ประชาคมอาเซียน|กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:15home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 15]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ|กลุ่มที่ 15 : งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:งานวิจัย|- งานวิจัย]] [[:หมวดหมู่:หนังสือ|- หนังสือ]] [[:หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ|- เอกสารวิชาการ]] [[:หมวดหมู่:วารสารสถาบันพระปกเกล้า|- วารสารสถาบันพระปกเกล้า]] - [[:หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS|การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
__NOTOC__ __NOEDITSECTION__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16488</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=16488"/>
		<updated>2026-03-30T07:56:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== &#039;&#039;&#039;[[สถาบันพระปกเกล้า|ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า]]&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
ฐานข้อมูลสารานุกรมสรุปหัวข้อการเมืองการปกครองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในขณะนี้มี {{NUMBEROFARTICLES}} บทความ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
‎&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;บทความล่าสุด&#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามหมายกำหนดการ ที่ 9/2560 เรื่อง หมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งสำนักพระราชวังออกเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 15.00 น. และประทับพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์เพื่อลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญและประทับตราพระราชลัญจักร [[รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560|Download เอกสารเพิ่มเติม...]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;home-table wikitable sortable&amp;quot; style=&amp;quot;width:100%;&amp;quot;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top; padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:One 13110742.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 1]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[พระมหากษัตริย์|กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์]] [[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ|- พระมหากษัตริย์ในสมัยต่างๆ]] [[กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์|- กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์]] [[การสืบราชสันตติวงศ์|- การสืบราชสันตติวงศ์ - พระราชอำนาจ]] [[:หมวดหมู่:พระราชพิธี|- พระราชพิธี]] [[หมวดหมู่:องคมนตรี|- องคมนตรี]] [[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์|- ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:2home.png|center|frameless|70x70px|หัวข้อที่ 2]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พระปกเกล้าศึกษา|กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์|พระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ|- พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ]][[:หมวดหมู่:พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ|- พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ]][[:หมวดหมู่:สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;|- สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;]][[:หมวดหมู่:วัตถุชิ้นเอก|- วัตถุชิ้นเอก]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:3home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 3]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:รัฐธรรมนูญ|กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ|ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ]] [[เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ|- เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ|- สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ|- เนื้อหารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ]] [[:หมวดหมู่:กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ|- กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:4home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 4]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ|กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:สถาบันนิติบัญญัติ|สถาบันนิติบัญญัติ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันตุลาการ|- สถาบันตุลาการ]] [[:หมวดหมู่:สถาบันบริหาร|- สถาบันบริหาร]] [[หมู่หมวด:ทหาร|- ทหาร]] [[:หมวดหมู่:องค์กรตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรตามรัฐธรรมนูญ]] [[:หมวดหมู่:องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ|- องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ]][[:หมวดหมู่:สื่อมวลชน|-สื่อมวลชน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:5home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 5]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง|กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:พรรคการเมือง|พรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:การเลือกตั้ง|- การเลือกตั้ง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:6home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 6]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การปกครองท้องถิ่น|กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น|- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น|- กฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น]] [[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|- ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:7home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 7]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐประหาร|รัฐประหาร]] [[:หมวดหมู่:กบฏ|- กบฏ]] [[:หมวดหมู่:ปฏิวัติ|- ปฏิวัติ]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500|เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2475-2500]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2501-2519]] [[:หมวดหมู่:เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน|- เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย สมัย พ.ศ. 2520-ปัจจุบัน]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:8home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 8]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญทางการเมือง|กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:รัฐบุรุษ|รัฐบุรุษ]] [[:หมวดหมู่:นายกรัฐมนตรี|- นายกรัฐมนตรี]] [[:หมวดหมู่:หัวหน้าพรรคการเมือง|- หัวหน้าพรรคการเมือง]] [[:หมวดหมู่:ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร|- ผู้นำฝ่ายค้าน]] [[:หมวดหมู่:ประธานรัฐสภา|- ประธานรัฐสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานวุฒิสภา|- ประธานวุฒิสภา]] [[:หมวดหมู่:ประธานสภาผู้แทนราษฎร|- ประธานสภาผู้แทนราษฎร]] [[:หมวดหมู่:บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ|- บุคคลสำคัญด้านอื่นๆ]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:9home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 9]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การเมืองภาคพลเมือง|การเมืองภาคพลเมือง]] [[:หมวดหมู่:การมีส่วนร่วมทางการเมือง|- การมีส่วนร่วมทางการเมือง]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:10home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 10]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ธรรมาภิบาล|กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาล|แนวคิดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล|- คุณค่าและความสำคัญของธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:ความหมายธรรมาภิบาล|- ความหมายธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:องค์ประกอบธรรมาภิบาล|- องค์ประกอบธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย|-แนวคิดธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย]] [[:หมวดหมู่:แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร|- แนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร]] [[:หมวดหมู่:ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล|- ตัวชี้วัดธรรมาภิบาล]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล|- กรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:11home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 11]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[แนวคิดสันติวิธี]] [[:หมวดหมู่:คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- คุณค่าและความสำคัญสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข|- ความหมายสันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข]] [[:หมวดหมู่:การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง|- การป้องกันความขัดแย้งและการยุติความขัดแย้ง]] [[:หมวดหมู่:การฟื้นฟู ปรองดอง|- การฟื้นฟู ปรองดอง]] [[:หมวดหมู่:กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข|- กรณีศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุข]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:12home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 12]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:การบริหารราชการแผ่นดิน|การบริหารราชการแผ่นดิน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:13home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 13]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ|กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:2%&amp;quot; |[[ไฟล์:14home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 14]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:ประชาคมอาเซียน|กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน|ระบบการปกครองท้องถิ่นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:10%; text-align:right; vertical-align: top;padding-top:3%&amp;quot; |[[ไฟล์:15home.png|center|70x70px|หัวข้อที่ 15]]&lt;br /&gt;
| style=&amp;quot;width:35%; padding: 20px; vertical-align: top;&amp;quot; |&#039;&#039;&#039;[[:หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ|กลุ่มที่ 15 วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ]]&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[:หมวดหมู่:วิทยานิพนธ์|วิทยานิพนธ์]] [[:หมวดหมู่:งานวิจัย|- งานวิจัย]] [[:หมวดหมู่:หนังสือ|- หนังสือ]] [[:หมวดหมู่:เอกสารวิชาการ|- เอกสารวิชาการ]] [[:หมวดหมู่:วารสารสถาบันพระปกเกล้า|- วารสารสถาบันพระปกเกล้า]] - [[:หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS|การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS]]&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
__NOTOC__ __NOEDITSECTION__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=16487</id>
		<title>หมวดหมู่:สมัยรัตนโกสินทร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;diff=16487"/>
		<updated>2026-03-30T07:52:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;=== รายนามพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี === สมัยรัตนโกสินทร์ปกครองโดย &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ราชวงศ์จักรี&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; นับตั้งแต่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ. 2325 จนถึงปัจจุบัน โดยมีพร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== รายนามพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ===&lt;br /&gt;
สมัยรัตนโกสินทร์ปกครองโดย &#039;&#039;&#039;ราชวงศ์จักรี&#039;&#039;&#039; นับตั้งแต่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ. 2325 จนถึงปัจจุบัน โดยมีพระมหากษัตริย์รวมทั้งสิ้น 10 รัชกาล ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 1: [[พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2325 - 2352)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 2: [[พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2352 - 2367)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 3: [[พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2367 - 2394)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 4: [[พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2394 - 2411)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 5: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปิยมหาราช)&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2411 - 2453)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 6: [[พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2453 - 2468)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 7: [[พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2468 - 2477)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 8: [[พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร]]&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2477 - 2489)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 9: พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2489 - 2559)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;รัชกาลที่ 10: พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=16486</id>
		<title>หมวดหมู่:สมัยสุโขทัย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;diff=16486"/>
		<updated>2026-03-30T07:46:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;=== รายนามพระมหากษัตริย์สุโขทัย (พ.ศ. 1792 - 1981) === ในสมัยสุโขทัย มีพระมหากษัตริย์ปกครองรวมทั้งสิ้น &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;9 พระองค์&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; โดยทั้งหมดอยู่ใน &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ราชวงศ์พระร่วง&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; มีรายนามและลำดับการครองร...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== รายนามพระมหากษัตริย์สุโขทัย (พ.ศ. 1792 - 1981) ===&lt;br /&gt;
ในสมัยสุโขทัย มีพระมหากษัตริย์ปกครองรวมทั้งสิ้น &#039;&#039;&#039;9 พระองค์&#039;&#039;&#039; โดยทั้งหมดอยู่ใน &#039;&#039;&#039;ราชวงศ์พระร่วง&#039;&#039;&#039; มีรายนามและลำดับการครองราชย์ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พ่อขุนศรีอินทราทิตย์&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1792 - ไม่ปรากฏปีที่สิ้นสุด) ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัย &lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พ่อขุนบานเมือง&#039;&#039;&#039; (ไม่ปรากฏปีที่ครองราชย์แน่ชัด - พ.ศ. 1822) พระราชโอรสองค์โตของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงแผ่ขยายอาณาเขตไปกว้างขวาง&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พ่อขุนรามคำแหงมหาราช&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1822 - 1841) ยุคทองของสุโขทัย ทรงประดิษฐ์อักษรไทย (ลายสือไทย) และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระยาเลอไทย&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1841 - 1866) รัชสมัยที่เริ่มมีการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระยางัวนำถุม&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1866 - 1890) เป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรเริ่มมีการแย่งชิงอำนาจภายใน ก่อนพญาลิไทจะขึ้นครองราชย์&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท)&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1890 - 1911) ทรงเป็นกษัตริย์ที่เคร่งครัดในศาสนา ทรงนิพนธ์ &#039;&#039;&#039;&amp;quot;ไตรภูมิพระร่วง&amp;quot;&#039;&#039;&#039; และย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองพิษณุโลกชั่วคราว&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระมหาธรรมราชาที่ 2&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1911 - 1942) สุโขทัยเริ่มอ่อนแอลง และต้องยอมเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยนี้&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระมหาธรรมราชาที่ 3 (พญาไสลือไทย)&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1943 - 1962) พยายามฟื้นฟูอำนาจสุโขทัยให้กลับมาเป็นอิสระอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)&#039;&#039;&#039; (พ.ศ. 1962 - 1981) กษัตริย์องค์สุดท้ายของสุโขทัย หลังจากสิ้นรัชกาลนี้ อาณาจักรสุโขทัยก็ถูกรวมเข้ากับกรุงศรีอยุธยาอย่างสมบูรณ์&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=16485</id>
		<title>หมวดหมู่:สมัยอยุธยา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=16485"/>
		<updated>2026-03-30T07:41:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;== สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310) == อยุธยาเป็นอาณาจักรที่ยาวนานถึง 417 ปี มีกษัตริย์ปกครองรวม 33 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์   === 1. ราชวงศ์อู่ทอง (3 พระองค์) ===  # &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้า...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310) ==&lt;br /&gt;
อยุธยาเป็นอาณาจักรที่ยาวนานถึง 417 ปี มีกษัตริย์ปกครองรวม 33 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 1. ราชวงศ์อู่ทอง (3 พระองค์) ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)&#039;&#039;&#039;  ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระราเมศวร&#039;&#039;&#039;  ครองราชย์ 2 ครั้ง (ครั้งแรกและหลังขุนหลวงพะงั่ว)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระรามราชาธิราช&#039;&#039;&#039;  พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 2. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (13 พระองค์) ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระเจ้าทองลัน&#039;&#039;&#039;  ครองราชย์เพียง 7 วัน&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)&#039;&#039;&#039;  ผู้พิชิตเมืองนครธม&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;[[สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ]]&#039;&#039;&#039; : ผู้ปฏิรูปการปกครองและวางระบบศักดินา&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2&#039;&#039;&#039;  จัดทำตำราพิชัยสงครามเล่มแรก&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระรัษฎาธิราช&#039;&#039;&#039;  กษัตริย์พระองค์น้อย (ครองราชย์ 5 เดือน)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระไชยราชาธิราช&#039;&#039;&#039;  กษัตริย์นักรบผู้ขยายอาณาเขต&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;ขุนวรวงศาธิราช&#039;&#039;&#039;  (บางพงศาวดารไม่นับรวมใน 33 พระองค์)&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระมหินทราธิราช&#039;&#039;&#039;  กษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 3. ราชวงศ์สุโขทัย (7 พระองค์) ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช&#039;&#039;&#039;  สถาพนาโดยความช่วยเหลือของบุเรงนอง&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระนเรศวรมหาราช&#039;&#039;&#039;  ผู้ประกาศเอกราชและกระทำยุทธหัตถี&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเอกาทศรถ&#039;&#039;&#039;  ทรงโดดเด่นด้านการคลังและการค้า&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระศรีเสาวภาคย์&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม&#039;&#039;&#039;  ผู้พบรอยพระพุทธบาทสระบุรี&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเชษฐาธิราช&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;พระอาทิตยวงศ์&#039;&#039;&#039;  กษัตริย์พระองค์น้อย (ครองราชย์ 36 วัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 4. ราชวงศ์ปราสาททอง (4 พระองค์) ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง&#039;&#039;&#039;  ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จเจ้าฟ้าไชย&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระนารายณ์มหาราช&#039;&#039;&#039;  ยุคทองของการทูตและวรรณคดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (6 พระองค์) ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเพทราชา&#039;&#039;&#039;  ผู้ขับไล่กองกำลังฝรั่งเศสออกไป&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ&#039;&#039;&#039;  ยุคที่บ้านเมืองสงบสุขและรุ่งเรืองที่สุดช่วงท้าย&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
# &#039;&#039;&#039;สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ)&#039;&#039;&#039;  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอยุธยา&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96&amp;diff=16484</id>
		<title>สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96&amp;diff=16484"/>
		<updated>2026-03-30T07:38:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เรียบเรียงโดย : อาจารย์บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 8 ของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็นเวลานานที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาคือ 40 ปี (พ.ศ.1991-2031) ตลอดรัชสมัยมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่นการรวมราชอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับราชอาณาจักรอยุธยา ในด้านการเมืองการปกครองทรงปฏิรูปการปกครองที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ราชอาณาจักรอยุธยา  การสร้างระบบการถ่วงดุลอำนาจโดยแยกกิจการทหารออกจากกิจการพลเรือน สร้างระบบศักดินาที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทย &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกลายเป็นหลักการในการปกครองมาจนถึงสมัย[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] รวมระยะเวลากว่า 400 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==พระราชประวัติ==	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประสูติเมื่อ พ.ศ.1974 ทรงเป็นพระราชโอรสของ[[สมเด็จเจ้าสามพระยา]]และมารดาเป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์สุโขทัย เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 4 แห่งราชวงศ์สุโขทัยสวรรคตในปี พ.ศ.1981 พระบรมไตรโลกนาถเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น พระราเมศวร มีพระชันษาเพียง 7 ปี ได้ถูกส่งขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งราชอาณาจักรสุโขทัยในขณะนั้น เมื่อเจ้าสามพระยาสวรรคตในปี พ.ศ.1991 พระองค์จึงทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ของอยุธยา และทรงสวรรคตในปี พ.ศ.2031&amp;lt;ref&amp;gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง.(กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่สี่, 2548) ,หน้า 29. &amp;lt;/ref&amp;gt; 	&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปแบบการปกครองของราชอาณาจักรอยุธยาก่อนสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ==&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในราชอาณาจักรอยุธยาตอนต้นได้มีการแบ่งการบริหารราชการออกเป็นสองส่วนคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;	1.การบริหารราชการส่วนกลาง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ได้จัดการปกครองที่เรียกว่า [[จตุสดมภ์]] คือมีกรมสำคัญ 4 กรม คือ เวียง วัง คลัง นา โดยมีการแบ่งอำนาจ หน้าที่ดังนี้&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล,การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2112 เอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย, พิมพ์ครั้งที่ 6 (นนทบุรี : สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2533) ,หน้า 131. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[กรมเวียง]] เป็นพนักงานปกครองท้องที่ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตเมืองหลวงและบริเวณใกล้เคียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[กรมวัง]] เป็นหัวหน้าในพระราชสำนักและดูแลรับผิดชอบในเรื่องความยุติธรรม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
[[กรมคลัง]] เป็นพนักงานรับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้มาจากภาษีอากร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[กรมนา]] เป็นพนักงานตรวจตราการทำไร่นา ทำหน้าที่เก็บหางข้าวหรือข้าวที่รัฐเก็บจากชาวนาเป็นอากรค่านา ไว้ในฉางหลวงเพื่อใช้ในราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;	2.การบริหารราชการหัวเมือง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
ได้กำหนดให้มีเมืองสำคัญอยู่ 4 ทิศเรียกว่าเมืองลูกหลวง ประกอบด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี,บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549) ,หน้า 28. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทางเหนือ	       เมืองลพบุรี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทางใต้		           เมืองพระประแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทางตะวันออก  	เมืองนครนายก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทางตะวันตก    	เมืองสุพรรณบุรี &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมืองเหล่านี้พระมหากษัตริย์จะส่งเจ้านายชั้นสูงไปปกครอง เมืองลูกหลวงแต่ละเมืองจะมีเมืองเล็กๆเป็นบริวาร สำหรับเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้ราชธานี  ส่วนกลางจะส่งขุนนางไปปกครองและให้ขึ้นตรงต่อเมืองหลวง   ความสัมพันธ์ทางปกครองระหว่างเมืองหลวงกับ[[เมืองลูกหลวง]]เป็นโครงสร้างการปกครองแบบหลวม&amp;lt;ref&amp;gt;ธันยวัฒน์ รัตนสัค, การบริหารราชการไทย, (เชียงใหม่: สำนักวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2555) ,หน้า 29. &amp;lt;/ref&amp;gt;  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
เมืองประเทศราช ได้แก่สุโขทัย นครศรีธรรมราช จันทบุรี พระมหากษัตริย์จะให้ผู้ปกครองเป็นอิสระแต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการตามเวลาที่กำหนดไว้&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล,การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2112 เอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย, หน้า 131-132. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==การปฏิรูปการปกครอง	==&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีสาเหตุหลายประการ&amp;lt;ref&amp;gt;ลิขิต ธีรเวคิน,วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย,พิมพ์ครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร,สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2548) หน้า 29&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
(1) การขยายตัวของอาณาจักรอยุธยาทำให้เกิดความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงต้องมีการปรับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ทำให้มีระบบราชการแบบใหม่เพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(2) การขยายอาณาเขตและการรบกับอาณาจักรล้านนา จึงจำเป็นต้องมีการปรับการบริหารใหม่ที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(3) เพื่อปกครองราชอาณาจักรที่ใหญ่ขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างอำนาจให้ปึกแผ่นมั่นคง จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการเมือง การบริหารและสังคม เพื่อควบคุมกำลังคนซึ่งเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และมุ่งเพิ่มพูนอำนาจในการาควบคุมกำลังคนของรัฐให้สูงสุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(4) การปฏิรูปสังคมโดยการสร้าง[[ระบบศักดินา]]และไพร่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงได้ปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้หลัก 3 ประการ  ได้แก่  [[การรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง]] [[การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่]]และ[[หลักการถ่วงดุลอำนาจ]]&amp;lt;ref&amp;gt;ธันยวัฒน์ รัตนสัค, การบริหารราชการไทย, หน้า 30-36. &amp;lt;/ref&amp;gt;   ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คือ&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;1.การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	จากเดิมที่การปกครองหัวเมืองยังไม่มีการรวมศูนย์อำนาจหรือปกครองแบบหลวมๆ มีเพียงเมืองลูกหลวงและเมืองบริวารของเมืองลูกหลวงเท่านั้น แต่การที่ราชอาณาจักรอยุธยาแผ่ขยายอาณาเขตออกไปมากขึ้นโดยเฉพาะการควบอาณาจักรสุโขทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ.1981 ภายหลังพระมหาธรรมราชาที่ 4 แห่งสุโขทัยเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงขึ้นไปเรียกร้องสิทธิในราชบัลลังก์โดยอ้างถึงการสืบพระราชวงศ์ทางสายมารดา&amp;lt;ref&amp;gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,อยุธยา ประวัติศาสตร์และการเมือง, หน้า 176&amp;lt;/ref&amp;gt;  การปกครองอาณาจักรที่ใหญ่ยิ่งขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างอำนาจให้ปึกแผ่นมั่นคง จึงต้องมีการปฏิรูปการปกครอง เพื่อยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างราชธานีกับหัวเมืองต่างๆ การควบคุมกำลังคนและการสร้างอำนาจในทางเศรษฐกิจ โดยแบ่งหัวเมืองออกเป็นหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	(1) [[หัวเมืองชั้นใน]] ทรงลดฐานะเมืองลูกหลวงลงมาเป็นเมืองชั้นจัตวา อยู่ภายใต้การปกครองของราชธานี จะส่งขุนนางที่เรียกว่า “ผู้รั้ง”ออกไปปกครอง ขึ้นตรงต่อเมืองหลวง โดยหัวเมืองชั้นในมีดังนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทิศเหนือถึงเมืองชัยนาท&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทิศตะวันออกถึงเมืองปราจีนบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ทิศตะวันตกถึงเมืองสุพรรณบุรี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ทิศใต้ถึงเมืองกุยบุรี&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
(2) [[หัวเมืองชั้นนอก]] หรือเมืองพระยามหานคร อยู่ถัดจากเขตหัวเมืองชั้นในออกไป โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวกหัวเมืองประเทศราชในสมัยอยุธยาตอนต้น ได้แก่ สุโขทัย นครศรีธรรมราช เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยา หัวเมืองชั้นนอกจะแบ่งออกเป็น [[หัวเมืองชั้นเอก]] ชั้นโทและชั้นตรี ตามขนาดและความสำคัญของหัวเมือง หัวเมืองชั้นนอกที่สำคัญได้แก่ เมืองพิษณุโลก นครศรีธรรมราช หัวเมืองพระรายามหานครอื่นๆได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	ผู้ปกครองหรือเจ้าเมือง ราชธานีจะส่งเจ้านายหรือขุนนางจากส่วนกลางไปปกครอง เจ้าเมืองจะมีอิสระในการปกครองมากพอสมควรแต่ต้องอยู่ในความควบคุมของเมืองหลวงและใช้กฎหมายจากส่วนกลางในการปกครอง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ในการรวมศูนย์อำนาจ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทยโดยสร้างระบบศักดินา  ซึ่งเป็นการกำหนดสถานะของบุคคลให้สังคมไทยเพื่อให้สะดวกต่อการควบคุมกำลังคน และยังทำให้เกิดการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมที่มีฐานะแตกต่างกันด้วย  เช่น  แบ่งคนออกเป็นชนชั้นปกครอง  ได้แก่  เจ้านาย  ขุนนาง  และชนชั้นผู้ถูกปกครอง  ได้แก่  ไพร่  ทาส&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ปรับปรุงระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของระบบศักดินาของอยุธยา คือการประกาศใช้[[กฎมณเฑียรบาล]] [[พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน]] พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ซึ่งกฎหมายเหล่านี้กำหนดให้เจ้า ขุนนาง พระสงฆ์ ราษฎร(ไพร่-ทาส) ต้องมีศักดินา 5-1000,000 ไร่&amp;lt;ref&amp;gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง.กรุงเทพมหานคร, หน้า 11. &amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;2.การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	จากเดิมที่การบริหารราชการแบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายที่เรียกว่าจตุสดมภ์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตราพระไอยการตำแหน่งนาทหารและนาพลเรือน  แบ่งหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ  &lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[สมุหพระกลาโหม]]&#039;&#039;&#039; เป็นอัครมหาเสนาบดีว่าราชการฝ่ายทหารทั้งในราชธานีและหัวเมืองต่างๆ ควบคุมไพร่พลที่เป็นกรมฝ่ายทหาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;	[[สมุหนายก]]&#039;&#039;&#039; เป็นอัครมหาเสนาบดี ว่าราชการฝ่ายพลเรือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	และทรงปรับปรุงจตุสดมภ์พร้อมเปลี่ยนชื่อจากเวียง วัง คลัง นา เป็น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กรมนครบาล]]&#039;&#039;&#039; มีหน้าที่ปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน รวมทั้งพิจารณาคดีความที่เป็นมหันตโทษ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กรมธรรมาธิกรณ์]]&#039;&#039;&#039; มีหน้าที่รับผิดชอบงานในราชสำนักและงานยุติธรรม รับผิดชอบงาน[[ยกกระบัตร]]ในหัวเมืองต่างๆ และดูและกรมที่ขึ้นกับกระทรวง วัง เช่น [[กรมชาวที่]] [[กรมภูษามาลา]] เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;[[กรมโกษาธิบดี]]&#039;&#039;&#039; ทำหน้าที่รับผิดชอบเก็บจ่าย รักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากภาษีอากร รับผิดชอบการค้าสำเภาของพระมหากษัตริย์ และดูแลกรมพระคลังสินค้า กรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;	[[กรมเกษตราธิการ]]&#039;&#039;&#039; ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา การเก็บหางข้าว ออกโฉนดที่นา จัดซื้อข้าวขึ้นฉางหลวง&lt;br /&gt;
 	&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;3.การถ่วงดุลอำนาจ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
	สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแยกอำนาจโดยให้สมุหพระกลาโหมคุมอำนาจทหารและสมุหนายกคุมอำนาจพลเรือน ผลของการปฏิรูปที่แยกอำนาจของฝ่ายทหารและพลเรือนออกจากกันจึงเป็นการถ่วงดุลอำนาจ และทำให้พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	(1) ทำให้ราชธานีหรือศูนย์กลางมีอำนาจในการปกครองหัวเมืองต่างๆเพิ่มมากขึ้น และสามารถควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำให้ส่วนกลางมีความมั่งคั่ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(2) ระบบศักดินาทำให้เกิดโครงสร้างทางชนชั้น เป็นเครื่องมือที่สำคัญในทางปกครอง กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง กำหนดสิทธิและหน้าที่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
(3) เกิดเสถียรภาพในการปกครอง โดยเฉพาะอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มีการรวมศูนย์ มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างทหารและพลเรือน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีผลต่อการปกครองไทยเป็นเวลายาวนานจน[[พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ทรง[[ปฏิรูปการปกครองแผ่นดินใน พ.ศ.2435]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==บรรณานุกรม==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,&#039;&#039;&#039;อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง&#039;&#039;&#039;.(กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่สี่, 2548).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธันยวัฒน์ รัตนสัค, &#039;&#039;&#039;การบริหารราชการไท&#039;&#039;&#039;ย, (เชียงใหม่: สำนักวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2555) .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุศรา ชูสง่า.(2543) การปฏิรูปการปกครองกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031) วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน,&#039;&#039;&#039;วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย&#039;&#039;&#039;,พิมพ์ครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร,สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2548) .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล,การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2112 &#039;&#039;&#039;เอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;,พิมพ์ครั้งที่ 6 (นนทบุรี : สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2533) .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี,&#039;&#039;&#039;บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์&#039;&#039;&#039;,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549).&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล,การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2112 &#039;&#039;&#039;เอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย&#039;&#039;&#039;,พิมพ์ครั้งที่ 6 (นนทบุรี : สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2533) .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;references/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==หนังสืออ่านประกอบ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุศรา ชูสง่า.(2543) &#039;&#039;&#039;การปฏิรูปการปกครองกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031)&#039;&#039;&#039; วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี,(2549),&#039;&#039;&#039;บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์&#039;&#039;&#039;,กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ(2548),&#039;&#039;&#039;อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง.พิมพ์ครั้งที่สี่&#039;&#039;&#039;.กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลิขิต ธีรเวคิน.(25648).&#039;&#039;&#039;วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย&#039;&#039;&#039;,พิมพ์ครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร,สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:สมัยอยุธยา]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=16483</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=16483"/>
		<updated>2026-03-30T07:33:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; |&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;รัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยสุโขทัย|สมัยสุโขทัย]]&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยอยุธยา|สมัยอยุธยา]]&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยรัตนโกสินทร์|สมัยรัตนโกสินทร์]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=16482</id>
		<title>พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B9%86&amp;diff=16482"/>
		<updated>2026-03-30T07:32:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&amp;lt;!-- สารบัญ --&amp;gt;&lt;br /&gt;
{| style=&amp;quot;border-spacing:3px;margin:0px -3px;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
|class=&amp;quot;MainPageBG&amp;quot; style=&amp;quot;width: 100%; border: 1px solid #ddcef2; background-color: #faf5ff; vertical-align: top;  -moz-border-radius:7px&amp;quot; |&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#faf5ff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#ddcef2; font-size: 125%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;  | &amp;lt;div style=&amp;quot;float:right;&amp;quot;&amp;gt;[[ภาพ:Wbar_purple2.jpg]]&amp;lt;/div&amp;gt;รัฐสภา&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|style=&amp;quot;color:#000&amp;quot;|&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยสุโขทัย|สมัยสุโขทัย]]&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยอยุธยา|สมัยอยุธยา]]&lt;br /&gt;
#[[:หมวดหมู่:สมัยรัตนโกสินทร์|สมัยรัตนโกสินทร์]]&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
{|cellpadding=&amp;quot;2&amp;quot; cellspacing=&amp;quot;5&amp;quot; style=&amp;quot;vertical-align:top;background-color:#ffffff;color:#000;width:100%&amp;quot;&lt;br /&gt;
! style=&amp;quot;background-color:#fffff; font-size: 100%; border: 1px solid #afa3bf; text-align: left;  padding-left: 7px;   -moz-border-radius:7px&amp;quot;   |[[หน้าหลัก]]&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[พระมหากษัตริย์ในสมัยต่าง ๆ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=16481</id>
		<title>ศักดินาสยาม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;diff=16481"/>
		<updated>2026-02-13T08:46:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  == &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ศักดินาสยาม&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;  == ศักดินาสยาม คือระบบการจัดลำดับช...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;ศักดินาสยาม&#039;&#039;&#039;  ==&lt;br /&gt;
ศักดินาสยาม คือระบบการจัดลำดับชั้นของบุคคลในสังคมไทยยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ปรากฏขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นช่วงรัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งแตกต่างจากระบบศักดินาของฝรั่ง (feudalism) ที่อุบัติขึ้นในยุคกลางของยุโรป (พ.ศ. 1599 – พ.ศ. 2018 ) ที่กษัตริย์มีอำนาจน้อย ขุนนางมีอำนาจมากและมีความเป็นอิสระสูงในทางปกครองตัวเอง  เป็นระบบความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางสังคมระหว่างกษัตริย์ กับขุนนาง (kings and lords) และความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างขุนนางกับไพร่ติดที่ (lords and vasals)  กล่าวคือขุนนางถือครองที่ดินที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เป็นการแลกเปลี่ยนกับความจงรักภักดีและภาระหน้าที่ด้านการทหารที่ขุนนางจะถวายให้แก่กษัตริย์   ในขณะที่ไพร่ติดที่ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินของขุนนางและได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยจากขุนนาง มีภาระหน้าที่ต้องอยู่อาศัยบนที่ดินของขุนนางและต้องให้ความเคารพนับถือ แรงงาน และส่วนแบ่งในผลผลิตแก่ขุนนางเป็นการตอบแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การจัดลำดับสถานะของบุคคลในสังคมไทยในอดีตใช้จำนวนศักดินาเป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่งฐานะ โดยถือตัวเลขหลัก หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน เป็นเกณฑ์กำหนดฐานะสูงต่ำของบุคคลในสังคม  บุคคลที่มีฐานะลำดับสูงสุด ศักดินา100,000 คือมหาอุปราช  ลำดับรองลงมา เช่น  ศักดินา 10,000ได้แก่ขุนนางชั้นสูง เช่น เสนาบดี เจ้าเมืองของเมืองชั้นเอกหรือเมืองชั้นโท แล้วลดหลั่นกันลงมาถึงศักดินา 400 เป็นขุนนางชั้นต่ำสุด ศักดินาน้อยกว่านี้ไม่ถือว่าเป็นขุนนาง เป็นเพียงข้าราชการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ โดยมีศักดินาลดหลั่นกันลงไปถึงศักดินา 30 สำหรับหัวสิบ  ศักดินา 25 สำหรับไพร่หัวงาน  ศักดินา 10 สำหรับไพร่เลว  และศักดินาต่ำสุดคือ 5 สำหรับยาจกวณิพก ทาส ลูกทาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มีประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า ศักดินามีหน่วยเป็น “ไร่” หรือไม่ ปรากฏว่ามีนักประวัติศาสตร์ชื่อดังบางท่านใช้หน่วยเป็น “ไร่”  เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  จิตร ภูมิศักดิ์  แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระหัตถเลขา กล่าวถึงศักดินาโดยระบุเพียงตัวเลข ไม่ระบุหน่วยเป็น “ไร่” แต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ส่วนประเด็นว่าบุคคลแต่ละคนมีศักดินาเท่าใด มีกฎหมายระบุสถานะไว้เป็นแบบแผน โดยจัดทำเป็นทำเนียบหรือบัญชีศักดินาปรากฏในกฎหมายที่เรียกว่า “พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน” และ “พระไอยการนาตำแหน่งทหารหัวเมือง” ซึ่งเชื่อกันว่าประกาศใช้ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาและชำระในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย 1. ทำเนียบศักดินาพระบรมวงศานุวงศ์  2. ทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายใน  3. ทำเนียบขุนนางฝ่ายพลเรือน  4 . ทำเนียบตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหาร  5. ทำเนียบศักดินาตามยศของขุนนาง  6. ทำเนียบศักดินาภิกษุสงฆ์และนักบวช  7. ทำเนียบศักดินาไพร่และทาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ทำเนียบศักดินาพระบรมวงศานุวงศ์ ===&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;พระยศ / ตำแหน่ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ทรงกรม/ ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ไม่ทรงกรม/ ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระมหาอุปราช (สมเด็จพระอนุชาธิราช  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ) &lt;br /&gt;
|100,000&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สมเด็จพระอนุชา (เจ้าฟ้า) &lt;br /&gt;
|50,000 &lt;br /&gt;
|20,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ (เจ้าฟ้า) &lt;br /&gt;
|40,000&lt;br /&gt;
|15,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระอนุชา (พระองค์เจ้า) &lt;br /&gt;
|15,000&lt;br /&gt;
|7,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระเจ้าลูกเธอ (พระองค์เจ้า) &lt;br /&gt;
|15,000&lt;br /&gt;
|6,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ &lt;br /&gt;
|12,000&lt;br /&gt;
|6,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระเจ้าหลานเธอ &lt;br /&gt;
|11,000&lt;br /&gt;
|4,000 &lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;พระยศ/ ตำแหน่ง&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039; &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หม่อมเจ้า &lt;br /&gt;
|2,500&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หม่อมราชวงศ์ &lt;br /&gt;
|500&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายใน&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ตำแหน่ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สมเด็จพระพี่เลี้ยง (ท้าววรจันทร์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางเท้าสนมเอกทั้ง 4  (ท้าวอินทรสุเรนทร์ ท้าวศรีสุดาจันทร์ ท้าวอินทรเทวี ท้าวศรีจุฬาลักษณ์) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่เจ้า แม่นาง นักพฤฒิชรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉลองพระโอษฐ์ทั้ง 4 (ท้าวสมศักดิ์  ท้าวโสภา ท้าวศรีสัจจา ท้าวอินทรสุริยา)&lt;br /&gt;
|1,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นางพระสนม  นางพระกำนัล&lt;br /&gt;
|800&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นางกำนัลแต่งเครื่องวิเศษ  (ทำเครื่องเสวย)&lt;br /&gt;
|800&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระสนม พระพี่เลี้ยง (พระอนุชา  พระราชกุมาร พระราชบุตรี)&lt;br /&gt;
|400&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระสนม พระพี่เลี้ยง (ราชบุตร  ราชนัดดา)&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สาวใช้ต่างกรม&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายพลเรือน&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ยศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ราชทินนาม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;บรรดาศักดิ์/ ตำแหน่ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|จักรีศรีองครักษ์&lt;br /&gt;
|อัครมหาเสนาบดีว่าที่สมุหนายก&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|ยมราช&lt;br /&gt;
|เสนาบดีกรมพระนครบาล (เวียง)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|ธรรมาธิบดี&lt;br /&gt;
|เสนาบดีกรมพระธรรมาธิกรณ์ (วัง)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|ศรีธรรมาธิราช&lt;br /&gt;
|เสนาบดีกรมพระโกษาธิบดี (คลัง)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|พลเทพ&lt;br /&gt;
|เสนาบดีกรมพระเกษตราธิบดี (นา)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|พระเสด็จสุเรนทราธิบดี&lt;br /&gt;
|เสนาบดีหรือกรมธรรมการ&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระมหาราชครู&lt;br /&gt;
|พระครูมหิธร&lt;br /&gt;
|กรมฝ่ายพระราชพิธี (พราหมณ์โหร)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระมหาราชครู&lt;br /&gt;
|พระราชครู&lt;br /&gt;
|ว่าการฝ่ายที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปุโรหิตาจารย์&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|พราหมณ์ปุโรหิต (กฎหมาย)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายทหาร&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ยศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ราชทินนาม&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;บรรดาศักดิ์/ ตำแหน่ง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|เสนาบดี&lt;br /&gt;
|อัครมหาเสนาบดีว่าที่สมุหพระกลาโหม&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|สิงหราชเดโชชัย&lt;br /&gt;
|เสนาบดีประจำกรุง&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา &lt;br /&gt;
|ท้ายน้ำ&lt;br /&gt;
|เสนาบดีประจำกรุง&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|สุรสีห์&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองพิษณุโลก (เมืองเอก)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|ศรีธรรมราช&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองนครศรีธรรมราช  (เมืองเอก)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|เกษมสงคราม&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองสวรรคโลก (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|รามรณรงค์&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองกำแพงเพชร (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|ศรีธรรมโศกราช&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองสุโขทัย (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|เพชรรัตนสงคราม&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองเพชรบูรณ์ (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|กำแหงสงคราม&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองนครราชสีมา (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|ไชยาธิบดี&lt;br /&gt;
|เจ้าเมืองกินเมืองตะนาวศรี (เมืองโท)&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาตามยศของขุนนาง&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ยศ&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สมเด็จเจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|30,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เจ้าพระยา&lt;br /&gt;
|10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระยา&lt;br /&gt;
|1,000 – 10,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระ&lt;br /&gt;
|1,000 – 5,000 &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หลวง&lt;br /&gt;
|   800 – 3,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ขุน&lt;br /&gt;
|   200 – 1,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|หมื่น&lt;br /&gt;
|   200 -    800&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พัน&lt;br /&gt;
|   100 – 400&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ช่างเลว&lt;br /&gt;
|      30 - 100&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาภิกษุสงฆ์และนักบวช&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;สถานภาพพระสงฆ์/นักบวช&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;เสมอนา (ศักดินา)&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระครูรู้ธรรม&lt;br /&gt;
|2,400&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระครูไม่รู้ธรรม&lt;br /&gt;
|1,000&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระภิกษุรู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   600&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พระภิกษุไม่รู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   400&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สามเณรรู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   300&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|สามเณรไม่รู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   200&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พราหมณ์รู้ศิลปศาสตร์&lt;br /&gt;
|   400&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|พราหมณ์มัธยม&lt;br /&gt;
|   200&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ตาปะข้าวรู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   200&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ตาปะข้าวไม่รู้ธรรม&lt;br /&gt;
|   100&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำเนียบศักดินาไพร่และทาส&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ชนิดไพร่/ทาส&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ลักษณะงาน&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|&#039;&#039;&#039;ศักดินา&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไพร่หัวงาน&lt;br /&gt;
|รับใช้ราชการ  งานเจ้าขุนมูลนาย&lt;br /&gt;
|25&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไพร่มีครัว&lt;br /&gt;
|พวกครัวอพยพ&lt;br /&gt;
|20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไพร่ราบ&lt;br /&gt;
|ไพร่ทั่วไปที่ถูกเกณฑ์&lt;br /&gt;
|15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไพร่เลว&lt;br /&gt;
|ไพร่ชั้นต่ำ&lt;br /&gt;
|10&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ยาจก&lt;br /&gt;
|ยากจนอดมื้อกินมื้อ&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วณิพก&lt;br /&gt;
|ขอทาน&lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทาส   ลูกทาส&lt;br /&gt;
|ต่ำสุดในสังคม &lt;br /&gt;
|5&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;แหล่งข้อมูล&#039;&#039;&#039;.. ศิริพร สุเมธารัตน์ &#039;&#039;ประวัติศาสตร์ไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์&#039;&#039; กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร์ 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสำคัญของตัวเลขศักดินาสยาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เห็นว่าเป็นเพียงการระบุให้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของคนในสังคมเท่านั้น โดยใช้จำนวนที่นาเป็นมาตรระบุค่าของคน มิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน  ขจร สุขพานิช เสริมว่าเป็นตัวเลขที่กำหนดไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับไหมกรณีบุคคลกระทำความผิด กล่าวคือในสังคมไทยบุคคลกระทำผิดอย่างเดียวกัน การลงโทษจะหนักเบาต่างกันตามศักดินาที่ครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อสังเกต โครงสร้างและองค์ประกอบของสังคมไทยในอดีต เป็นแบบปีระมิด ที่ประกอบด้วย 4 ชนชั้นที่มีสถานะสูง-ต่ำไม่เท่าเทียมกัน ได้แก่ เจ้า ขุนนาง พระ และไพร่กับทาส โดยในแต่ละชนชั้นก็ยังมีการจัดลำดับสูง-ต่ำแบบปีระมิดอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย ที่เน้นความเสมอเท่าเทียมกัน  ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ระบบศักดินาของไทยจึงถุกยกเลิกไปเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;เอกสารอ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.  &#039;&#039;ฝรั่งศักดินา&#039;&#039;  กรุงเทพฯ ก้าวหน้าการพิมพ์ 2516&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิยม รัฐอมฤต  &#039;&#039;การปกครองส่วนภูมิภาค&#039;&#039;  กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2520&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราชบัณฑิตยสภา  &#039;&#039;สารานุกรมการเมืองการปกครองไทย&#039;&#039; เล่ม 2  กรุงเทพฯ  สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา 2567 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิริพร สุเมธารัตน์  &#039;&#039;ประวัติศาสตร์ไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์&#039;&#039; กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร์ 2553&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5_%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84&amp;diff=16480</id>
		<title>มณฑลเทศาภิบาล รูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาค</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5_%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84&amp;diff=16480"/>
		<updated>2026-02-13T08:41:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Adminkpi: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้เรียบเรียง :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต  &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร  == &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039;มณฑลเทศาภิบาล &amp;#039;&amp;#039;&amp;#039; == มณฑลเทศาภิบาล คือรูปแบบการปกค...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&#039;&#039;&#039;ผู้เรียบเรียง :&#039;&#039;&#039; รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :&#039;&#039;&#039; ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== &#039;&#039;&#039;มณฑลเทศาภิบาล &#039;&#039;&#039; ==&lt;br /&gt;
มณฑลเทศาภิบาล คือรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคที่เกิดจากการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยรวมหลายหัวเมืองเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคขนาดใหญ่ แล้วแต่งตั้งข้าหลวงเทศาภิบาลจากส่วนกลางไปประจำทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านบริหารมณฑลเทศาภิบาลรอบด้านให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนการปฏิรูประบบราชการส่วนกลาง พ.ศ. 2435 การปกครองหัวเมืองกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของ 3 กระทรวง กล่าวคือ หัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ใต้การบังคับบัญชาของ กระทรวงมหาดไทย หัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหม หัวเมืองชายทะเลใกล้เคียงพระนครอยู่ในบังคับบัญชาของกรมท่า (เทียบเท่ากระทรวง) แต่ละกระทรวงมีกองทหารประจำการ มีหน้าที่เก็บภาษีอากร และมีศาลทำหน้าที่ว่าความที่เกี่ยวกับกระทรวง เนื่องจากการแบ่งแยกงานให้อยู่ในความรับผิดชอบของหลายกระทรวง ไม่แบ่งงานตามหน้าที่ความเชี่ยวชาญ ทำให้การดำเนินงานเชื่องช้า มิได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ทันต่อสถานการณ์ของบ้านเมืองที่กำลังถูกคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่ขยายกำลังเข้ามายึดครองประเทศเพื่อนบ้านของไทยในทุกทิศทาง หากประเทศไทยจัดการปกครองหัวเมืองไม่รัดกุม ไม่มีประสิทธิภาพดีพอก็จะถูกรุกราน ถูกผนวกดินแดน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกด้านหนึ่ง ก่อนการปฏิรูปฯ การปกครองหัวเมืองของไทยอยู่ในระบบโบราณ หัวเมืองที่ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหลวงโดยตรง จะมีอิสระมาก ยิ่งไกลจากส่วนกลางมากเท่าใดยิ่งมีอิสระมากเท่านั้น การปกครองหัวเมืองห่างไกลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ หัวเมืองประเทศราช เช่น เชียงใหม่ ปัตตานี ให้คนในท้องถิ่นปกครองกันเอง โดยมีความผูกพันกับรัฐบาลเพียงการส่งเครื่องราชบรรณาการ 3 ปีต่อครั้ง  ส่วนหัวเมืองภายในราชอาณาจักรหรือเมืองพระยามหานคร เช่น พิษณุโลก  นครศรีธรรมราช  สงขลา รัฐบาลไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการหัวเมืองอย่างแท้จริง การสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง มักได้แก่ทายาทของเจ้าเมือง การปกครองเป็นระบบ “กินเมือง” รัฐบาลไม่ต้องเป็นภาระในการเลี้ยงดูข้าราชการหัวเมือง ให้ข้าราชการหัวเมืองแสวงหาผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตน ไม่ต้องพึ่งพิงรัฐบาลในการยังชีพ ในทางกลับกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างอิทธิพลโน้มน้าวข้าราชการหัวเมืองได้มากนัก  เพราะไม่อาจใช้การให้บำเหน็จบำนาญหรือการให้ความดีความชอบเป็นเครื่องมือในการจูงใจข้าราชการหัวเมือง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุผลในการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ยังมีเหตุผลความจำเป็นมาจากหัวเมืองมีมาก กระจายอยู่หลายทิศทาง และการติดต่อสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับหัวเมืองก็ทำได้ยาก ดังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองในสมัยนั้น กล่าวว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;เมื่อได้ตรวจหัวเมืองครั้งแรก (พ.ศ. 2435)... ไปเห็นความขัดข้องขึ้นก่อนอย่างอื่นด้วยหัวเมืองมีมาก แม้แต่หัวเมืองชั้นในก็หลายสิบเมือง ทางคมนาคมกับกรุงเทพฯจะไปมาถึงกันก็ยังช้า ยกตัวอย่าง ถ้าจะไปเมืองพิษณุโลก ต้องเดินทางกว่า 10 วันจึงจะถึง หัวเมืองก็อยู่หลายทิศหลายทาง จะจัดการอันใด พ้นวิสัยที่เสนาบดีจะออกไปจัดหรือตรวจการงานได้เอง  ได้แต่มีท้องตราส่งข้อบังคับและแบบแผนส่งออกไปในแผ่นกระดาษให้เจ้าเมืองจัดการ  ก็เจ้าเมืองมีหลายสิบคนด้วยกัน จะเข้าใจคำสั่งต่างกันอย่างไร และใครจะทำการซึ่งสั่งไปนั้นอย่างไร เสนาบดีอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ยากที่จะรู้เห็นว่าวิธีสั่งเป็นรายเมืองอย่างนั้น การงานคงไม่สำเร็จได้ดังประสงค์  จึง คิดที่จะแก้ความขัดข้องก่อน คิดไปเห็นทางแก้ตรงกับโครงการซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริ  คือที่รวมหัวเมืองเข้าเป็นแบบมณฑลละ 5 หรือ 6 เมือง เอาขนาดท้องที่ ๆ ผู้บัญชาการมณฑลจะจัดการและตรวจตราได้เองตลอดอาณาเขตเป็นประมาณ และให้มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ชั้นยศอยู่ระหว่างเสนาบดีกับเจ้าเมืองไปอยู่ประจำมณฑลละคน ทั้งเป็นหูเป็นตาและเป็นที่ปรึกษาหารือของเสนาบดีด้วย&#039;&#039; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองโดยจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 นายเตช บุนนาค สรุปว่ามีหลักการสำคัญ 2 ประการคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ 1 รัฐบาลกลางจะไม่ให้การบังคับบัญชาหัวเมืองกระจายไปอยู่กับกระทรวง 3 กระทรวง กล่าวคือจะรวมงานการปกครองส่วนภูมิภาคไว้ที่กระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่ 2 จะไม่ยอมให้เจ้าเมืองต่าง ๆ มีอิสระอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต  (เตช บุนนาค, 2566, 5)  คือรัฐบาลจะส่งบุคลากรของรัฐบาลเข้ามาบริหารงานการปกครองส่วนภูมิภาคโดยตรง และมีการจัดระเบียบการปกครองอย่างเป็นระบบตามแบบตะวันตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ก่อนการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2437 ได้มีการรวมหลายหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกเข้าด้วยกันเป็นมณฑลมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2410 เพื่อให้มีข้าหลวงใหญ่ทำหน้าที่บางด้าน เช่น กำกับราชการในพื้นที่ จัดเก็บภาษีอากรเหมืองแร่  รับส่งเงินหลวง ทั้งนี้ มณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม อาณาเขตประกอบด้วย 5 หัวเมือง ได้แก่ ภูเก็ต  กระบี่  ตรัง ตะกั่วป่า  และระนอง  โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่ภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ต่อมาประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านของไทย และลงมือจัดระเบียบการปกครองอาณานิคมที่เข้ายึดครอง   ทำให้รัฐบาลไทยเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองรอบนอกที่มีพื้นที่ติดต่อกับอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้ชาติตะวันตกผนวกดินแดนของไทยเข้ากับอาณานิคมของตน ด้วยการฉวยโอกาสจากความหละหลวมของไทยในด้านการจัดระเบียบการปกครอง  ดังนั้น  ใน พ.ศ. 2433-2434 รัฐบาลไทยจึงได้รวมหัวเมืองเข้าด้วยกันเป็นมณฑลเพิ่มขึ้นอีก 5 มณฑล เพื่อทำหน้าที่เฉพาะด้านการเก็บภาษี การศาล  การรักษาอาณาเขต และการปกครองท้องที่เฉพาะบางท้องที่เท่านั้น มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลที่จัดตั้งเพิ่มขึ้นนี้เป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ได้แก่  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) มณฑลลาวเฉียง  ประกอบด้วย นครเชียงใหม่  นครลำปาง นครลำพูน  แพร่  น่าน และเถิน  รวม 6 หัวเมือง โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่ชียงใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) มณฑลลาวพวน ประกอบด้วย อุดรธานี  ขอนแก่น  นครพนม สกลนคร  เลย  และหนองคาย  รวม 6 หัวเมือง โดยมีที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่หนองคาย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) มณฑลลาวกาว ประกอบด้วย อุบลราชธานี นครจำปาศักดิ์  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  ร้อยเอ็ด  มหาสารคาม  กาฬสินธุ์ รวม 7 หัวเมือง ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่อุบลราชธานี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) มณฑลเขมร ประกอบด้วย พระตะบอง  เสียมราฐ  ศรีโสภณ และพนมศก  รวม 4 หัวเมือง  ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองศรีโสภณ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) มณฑลลาวกลาง ประกอบด้วย  นครราชสีมา  ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่นครราชสีมา  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของบทความนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเป็นระยะ ๆ  มิได้จัดตั้งขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศในคราวเดียว เนื่องจากข้อจำกัดในทางการเงินที่จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าก่อสร้างที่บัญชาการมณฑลและเงินเดือนของข้าราชการในมณฑล และข้อจำกัดในด้านตัวบุคคลเนื่องจากต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงและต้องเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางใจด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลได้เริ่มขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2437 ภายหลังการปฏิรูปราชการส่วนกลางและการเปลี่ยนตัวเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย โดยถือลำน้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในสมัยนั้นเป็นเครื่องกำหนดเขตมณฑลเทศาภภิบาล  มณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นในครั้งแรกมี 3 มณฑล ได้แก่ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีน และมณฑลนครราชสีมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่ามาเป็นมณฑลเทศาภิบาล  และในตอนปลายปีเมื่อมีการโอนหัวเมืองทั้งหมดซึ่งเคยขึ้นกับกระทรวงกลาโหมมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวแล้ว จึงได้รวมหัวเมืองฝ่ายใต้จัดตั้งเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกหนึ่งมณฑล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         1.มณฑลพิษณุโลก จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมในภาคเหนือ มีเมืองในสังกัด 5 เมือง ได้แก่ พิษณุโลก  พิจิตร  พิชัย (ปัจจุบันคืออุตรดิตถ์)  สวรรคโลก และสุโขทัย  ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่เมืองพิษณุโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         2.มณฑลปราจีน จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำบางปะกง  มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และพนมสารคาม ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่เมืองปราจีนบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         3.มณฑลนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองทางลำแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี  มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์  ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครราชสีมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         4.มณฑลราชบุรี  จัดตั้งขึ้นโดยรวมหัวเมืองด้านทิศตะวันตก 5 เมือง ได้แก่  ราชบุรี กาญจนบุรี  ปราณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองราชบุรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2438 ได้รวมหัวเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก  3 มณฑล ได้แก่ มณฑลนครชัยศรี  มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกเป็นมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         1.มณฑลนครชัยศรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง  ได้แก่  นครชัยศรี (นครปฐม)  สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี  ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครชัยศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         2.มณฑลนครสวรรค์ มีเมืองในสังกัด 8 เมือง ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชัยนาท ตาก อุทัยธานี พยุหคีรี มโนรมย์ และสรรค์บุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครสวรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         3.มณฑลกรุงเก่า มีเมืองในสังกัด 8 เมือง ได้แก่ กรุงเก่า พระพุทธบาท พรหมบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และอินทบุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองกรุงเก่าหรือพนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         4.มณฑลภูเก็ต มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ตะกั่วป่า พังงา และระนอง  ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2439 ได้รวมหัวเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลขึ้นอีก 2 มณฑล ได้แก่ มณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลชุมพร และได้แก้ไขการปกครองมณฑลแบบเดิมเป็นมณฑลเทศาภิบาลอีก 1 มณฑล คือมณฑลเขมร  พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลบูรพา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         1.มณฑลนครศรีธรรมราช มีเมืองในสังกัด 10 เมือง  ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และบริเวณ 7 หัวเมืองภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี  ยะลา ยะหริ่ง   ระแงะ  ราห์มัน สายบุรี และหนองจิก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองสงขลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         2.มณฑลชุมพร มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่  ชุมพร ไชยา หลังสวน และกาญจนดิฐ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองชุมพร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         3.มณฑลบูรพา มีเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และพนศก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองศรีโสภณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2440 ได้รวมหัวเมืองมลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ไทรบุรี ปลิศ และสตูล ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองไทรบุรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2442 จัดตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ มีเมืองในสังกัด 2 เมือง ได้แก่ เพชรบูรณ์ และหล่มศักดิ์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2443 แก้ไขการปกครองมณฑลแบบเดิมเป็นมณฑลเทศาภิบาล 3 มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลพายัพ มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่   นครเชียงใหม่ นครลำปาง  นครลำพูน   นครน่าน แพร่ และเถิน ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่นครเชียงใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลอุดร มีเมืองในสังกัด 5 บริเวณ ได้แก่ หมากแข้ง ธาตุพนม  น้ำเหือง  พาชี และสกลนคร ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่หมากแข้ง (อุดรธานี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลอีสาน มีเมืองในสังกัด 5 บริเวณ ได้แก่ อุบลราชธานี จำปาศักดิ์ ขุขันธ์ (ขอนแก่น) สุรินทร์ และร้อยเอ็ด ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2449 จัดตั้งมณฑลจันทบุรี และมณฑลปัตตานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลจันทบุรี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ จันทบุรี ตราด และระยอง  ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองจันทบุรี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลปัตตานี จัดตั้งขึ้นโดยแยกบริเวณ 7 หัวเมืองออกจากมณฑลนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี และหนองจก ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองปัตตานี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน พ.ศ. 2455 ได้จัดตั้งมณฑลเพิ่มขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง โดยแบ่งท้องที่มณฑลอีสานจัดตั้งงเป็นมณฑลร้อยเอ็ด พร้อมกันนี้ได้เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็นมณฑลอุบล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลร้อยเอ็ด มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         มณฑลอุบล มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ใน  พ.ศ. 2458 จัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ โดยแบ่งท้องที่ของมณฑลพายัพซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่และพลเมืองมาก  มณฑลมหาราษฎร์มีเมืองในสังกัด 3 เมือง ได้แก่ ลำปาง น่าน และแพร่ ตั้งที่บัญชาการมณฑลที่ลำปาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ส่วนมณฑลพายัพคงเหลือเมืองในสังกัด 4 เมือง ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และแม่ฮ่องสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากมณฑลต่าง ๆ ที่อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีอีกมณฑลหนึ่งที่มิได้อยู่ในความปกครองของกระทรวงมหาดไทย  คือมณฑลกรุงเทพฯ มณฑลนี้อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของกระทรวงนครบาลตามลักษณะพระธรรมนูญในกฎหมายเก่า มีฐานะเป็นมณฑลภายหลังจากได้มีการโอนราชการพลเรือนหัวเมืองจากกระทรวงกลาโหมไปให้กระทรวงมหาดไทยในพ.ศ. 2437 และให้จัดการปกครองเมืองเป็นแบบเทศาภิบาล กรุงเทพฯจึงมีฐานะเป็นมณฑลหนึ่ง มีเมืองในสังกัด 6 เมือง ได้แก่ พระนคร ธนบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ และนนทบุรี   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;        &#039;&#039;&#039; ในสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2477) ได้มีการยุบรวมมณฑลให้มีจำนวนน้อยลง  และยกเลิกมณฑลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้ไม่นาน เนื่องจากตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จะขึ้นภาษีก็เกรงว่าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงจำเป็นต้องตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลด้วยการทยอยยุบเลิกมณฑล ยุบเลิกตำแหน่งราชการ  ให้ข้าราชการออกจากงานเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเหตุผลว่าการคมนาคมเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน การตรวจราชการกระทำได้สะดวกมากขึ้น การมีมณฑลเทศาภิบาลไม่มีความจำเป็น ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้การงานล่าช้า เพิ่มขั้นตอนการทำงาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&#039;&#039;&#039;อ้างอิง&#039;&#039;&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิยม รัฐอมฤต  &#039;&#039;การปกครองส่วนภูมภาค&#039;&#039;  กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  2520&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เตช บุนนาค &#039;&#039;ขบถ ร.ศ. 121&#039;&#039; (พิมพ์ครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ บริษัท ภาพพิมพ์ จำกัด 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา  สารานุกรมการเมืองการปกครองไทย เล่ม 2 กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา 2567 หน้า 372-383    &lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Adminkpi</name></author>
	</entry>
</feed>