Shutdown กรุงเทพฯ


ผู้เรียบเรียง ฐิติกร สังข์แก้ว และดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ศาสตราจารย์ นรนิติ เศรษฐบุตร


ความหมาย

Shutdown กรุงเทพฯ หรือ “ปิดกรุงเทพฯ” เป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2557 ถึง 2 มีนาคม 2557 เพื่อรณรงค์กดดันให้รัฐบาลรักษาการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งยังเสนอให้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองในทุกระดับก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” เป็นการดำเนินการเคลื่อนไหวต่อยอดมาจากยุทธศาสตร์ดาวกระจายที่กลุ่ม กปปส. ใช้มาตลอดนับตั้งแต่เริ่มมีการปักหลักชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2556 แต่ “Shutdown กรุงเทพฯ” ยังถือเป็น “ยุทธการยึดเมืองหลวง” อันเป็นศูนย์รวมของหน่วยงานราชการและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาให้ต่างชาติรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นรัฐล้มเหลว (failed state)

สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ”

การประกาศจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 โดยมีแนวร่วม อาทิ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) เครือข่ายนักวิชาการ กลุ่มประชาคมนักธุรกิจสีลม กองทัพธรรม กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) และอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือรู้จักกันในเวลานั้นว่า “ลุงกำนัน” เป็นเลขาธิการ กปปส. ได้นำมาซึ่งกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคักและมีแนวทางยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างเป็นเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น วันที่ 22 ธันวาคม 2556 กลุ่ม กปปส. นัดชุมนุมใหญ่บนถนนราชดำเนิน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แยกอโศก แยกอุรุพงศ์ สี่แยกปทุมวัน สี่แยกราชประสงค์ สวนลุมพินี และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถือเป็นการ “ปิดกรุงเทพฯ” ครึ่งวัน เพื่อเป็นการแสดงพลังของ “มวลมหาประชาชน” ที่ร่วมกันขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศ ซึ่งนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อ้างว่า “22 ธ.ค. 2556 มวลมหาประชาชนกว่า 5 ล้านคน ออกมาเดินตามท้องถนน พร้อมรณรงค์ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” [1]

ต่อมาคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปราศรัยบนเวทีความตอนหนึ่งว่า "กลับจากปีใหม่ เราจะมาร่วมกันที่นี่เพื่อที่จะยึดกรุงเทพ และจะยึดกรุงเทพให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อเอาอำนาจอธิปไตยคืนกลับประชาชนให้ได้ และขอให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดที่ประสงค์จะเข้ามาปฏิบัติการยึดกรุงเทพร่วมกับพวกเราเตรียมตัวให้เรียบร้อยรอฟังสัญญาณ และมาคราวนี้ให้เตรียมเสื้อผ้าข้าวปลาอาหารมาให้พร้อม เพราะต้องสู้กันเป็นเดือน สู้กันจนกว่าชนะ"[2] หลังเทศกาลปีใหม่ 2557 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” หรือ “ปิดกรุงเทพฯ” ซึ่งกำหนดให้วันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นวันเริ่มเคลื่อนขบวนโดยยุบเวทีราชดำเนิน กระจายผู้ชุมนุมทั้งหมดเข้าตรึงพื้นที่ 7 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1) แจ้งวัฒนะ ของ กปปส. นนทบุรี เป็นแกนนำ พร้อมด้วยหลวงปู่พุทธะอิสระ และมวลชนจากราชดำเนินไปสมทบ 2) ห้าแยกลาดพร้าว เป็นมวลชนจากภาคเหนือและอีสานพร้อมด้วย คณะคู่อาจารย์จาก ม.เกษตรฯ และ ม.รังสิต เป็นกำลังสำคัญ 3) เวทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเป็นมวลชนจากราชดำเนิน และมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่นเดียวกับ 4) แยกปทุมวัน ที่มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับผิดชอบ 5) สวนลุมพินี ของชาวสีลม 6) เวทีอโศก ที่มีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นเจ้าภาพ 7) เวทีแยกราชประสงค์ มี ดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นหัวหน้าทีม[3]

ขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กล่าวย้ำเตือนให้ผู้ร่วมชุมนุม หรือ “มวลมหาประชาชน” ปฏิบัติตามแผนที่ตนได้ประกาศบนเวทีอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ จะปิดถนนสำคัญ 7 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เป็นฐานที่มั่น แต่จะกระจายกำลังเข้ายึดสถานที่ราชการทุกแห่งในกรุงเทพฯ ตอนเช้ามืด และกลับสู่ฐานที่มั่นในเวลาเย็น โดยละเลี่ยงการยึดสนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง การคมนาคมขนส่ง ตลาดหลักทรัพย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย หากมาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่งได้ ก็ค่อยหาทางจัดการกับตัวนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ [4] ทั้งนี้เป้าหมายปลายทางของยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” ก็เป็นไปเพื่อให้ข้าราชการและหน่วยงานราชการหยุดทำงาน จึงหวังผลให้รัฐบาลล้มเหลวในการสั่งการ จนท้ายที่สุดต้องยอมลาออกจากรัฐบาลรักษาการ เพื่อเปิดทางให้กับการตั้ง “สภาประชาชน” โดยอาศัยมาตรา 3 ในเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมาตรา 7 ว่าด้วยประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข[5] ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และมีรัฐบาลคนกลาง ที่มาจากประธานวุฒิสภาเสนอชื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย [6]

มาตรการรับมือของรัฐบาล

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออกคำสั่งที่ 404/2556 ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เรื่องการจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กอ.รมน. มีภารกิจในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่ดุสิต เขตพระนคร และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2556 ถึง 18 ตุลาคม 2556 โดยมอบหมายให้ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ [7] ต่อมาได้ขยายพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อีก 3 ครั้ง ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2556, 25 พฤศจิกายน 2556 และ 25 ธันวาคม 2556 พร้อมทั้งขยายฐานะการดำรงอยู่ของ ศอ.รส. อีก 3 ครั้ง ไปจนกระทั่งวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่กำกับดูแล

ในสถานการณ์การชุมนุมประท้วงของ กปปส. ซึ่งดำเนินตามยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวัน 13 มกราคม 2557 นั้น ทางด้าน ศอ.รส. จึงเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกในด้านความปลอดภัยและการรักษาพยาบาล มีการเตรียมกำลังไว้ในลักษณะผสมทั้งทหารและตำรวจ โดยมีทหารประมาณ 8,000 นาย และตำรวจกว่าหมื่นนาย รวมเป็นจำนวนสองหมื่นนาย [8] ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แถลงข่าวว่าการปิดกรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส. ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การประกอบอาชีพและการสัญจรไปมา ทางด้าน ศอ.รส. จึงได้อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 มกราคม 2557 โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเรื่องกีดขวางเส้นทางจราจรสามารถแจ้งไปที่หมายเลข 111 กรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านการประกอบธุรกิจประจำวัน การทำธุรกรรมไม่ทันเวลาที่กำหนดสามารถเข้าแจ้งความกล่าวโทษได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองซึ่ง ศอ.รส. ได้จัดบริการไว้เป็นกรณีพิเศษ ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจําประเทศไทย ออกหนังสือแนะนำชาวอเมริกันที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯและจังหวัดเชียงใหม่ให้เลี่ยงพื้นที่การชุมนุมประท้วงเพราะอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าและเกิดความรุนแรงขึ้นได้ ควรเผื่อเวลาเดินทางพร้อมแนะนำให้วางแผนล่วงหน้าโดยสำรองเงินไว้ใช้นานประมาณ 1 สัปดาห์ เตรียมชาร์ทไฟอุปกรณ์สื่อสาร และกักตุนอาหาร น้ำและยาไว้อยู่ได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ [9]

ผลกระทบที่ตามมา

ยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” ปิดยึดพื้นที่สำคัญทางราชการและทางธุรกิจดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2557 ถึง 2 มีนาคม 2557 ซึ่งมีเหตุปะทะการใช้อาวุธและความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการยิงถล่มสำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ การพยายามขว้างระเบิดบ้านพรรคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (แต่ล้มเหลว) การยิงระเบิดใส่เวทีชุมนุม กปปส. บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ สวนลุมพินี และแยกลาดพร้าว เหตุข้างระเบิดใกล้ศูนย์การค้าโลตัส เจริญผล มีผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ 38 คน เสียชีวิต 1 คน การโจมตีด้วยระเบิดใส่จุดประท้วงต่อต้านรัฐบาลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 28 คน เหตุปะทะใกล้ที่เลือกตั้งล่วงหน้า แกนนำ กปท. ถูกยิงเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 12 คน รวมถึงการปะทะกันระหว่างเข้ายึดคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีผู้บาดเจ็บ 71 คน เสียชีวิต 5 คน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้วันที่ 21 มกราคม 2557 รัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ มีผลบังคับใช้ ระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2557 เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข ระงับ ยับยั้งเหตุร้ายแรงที่เกิดจากกลุ่มบุคคลที่ก่อความไม่สงบ ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน คำสั่งและหมายศาล ด้วยการยุยงให้ประชาชนชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ปิดยึดสถานที่ราชการ ไล่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ออกจากสถานที่ราชการ ตัดน้ำไฟ พยายามเข้าควบคุมตัวผู้บริหาร บุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนขัดขวางการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 [10]

ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจช่วงแรกๆ ของการ “Shutdown กรุงเทพฯ” ปรากฏว่าผู้ใช้ถนนสัญจรไปมาในกรุงเทพฯ ลดลงกว่าร้อยละ 30-40 โดยเฉพาะการเดินทางผ่านรถโดยสารประจำทางลดลงร้อยละ 30 ดอนเมืองโทลล์เวย์ลดลงร้อยละ 46 ทางด่วนพิเศษลดลงร้อยละ 50 รถไฟชานช่วงเช้าลดลงร้อยละ 40 เนื่องจากประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่การชุมนุมขนส่งมวลชนบางประเภทจึงมีการใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เช่น เรือคลองแสนแสบเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เรือด่วนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 และแอร์พอร์ตลิงค์เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ และรถไฟฟ้าบีทีเอสอยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้ธุรกิจท่องเที่ยวดูจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด โดยนายรณชิต มหิทธนะพฤทธิ์ รองประธานฝ่ายบริหารและการเงินโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า การชุมนุมประท้วงทางการเมืองส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอัตราการเข้าพักอย่างมาก เพราะระหว่างวันที่ 1-12 มกราคม 2557 ก่อน "Shutdown กรุงเทพฯ" ก็ส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลงไปแล้วร้อยละ 2-10 จนภายหลังเหตุการณ์วันที่ 13 มกราคม 2557 คาดว่าการเข้าพักจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 40 [11]

นอกจากสถานที่ราชการหลายแห่งจำเป็นต้องหยุดงาน หรือปฏิบัติงานนอกสถานที่แล้ว โรงเรียนและสถาบันการศึกษาหลายแห่งยังได้รับผลกระทบจนต้องหยุดการเรียนการสอนและเลื่อนการสอบออกไป เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ ตลิ่งชัน และบางรัก) โรงเรียนในเขตพื้นที่ สพม.เขต 1 กรุงเทพฯ จำนวน 18 โรงเรียน สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 9 แห่ง รวมถึงโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 158 โรงเรียน ในพื้นที่ 13 เขต ได้แก่ เขตราชเทวี (13 โรงเรียน) เขตพระนคร (3 โรงเรียน) เขตพญาไท (1 โรงเรียน) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (6 โรงเรียน) เขตปทุมวัน (7 โรงเรียน) เขตบางรัก (15 โรงเรียน) เขตบางเขน (22 โรงเรียน) เขตดุสิต (26 โรงเรียน) เขตดินแดง (16 โรงเรียน) เขตวัฒนา (18 โรงเรียน) เขตสัมพันธวงศ์ (2 โรงเรียน) เขตลาดพร้าว (3 โรงเรียน) และ เขตคลองเตย (16 โรงเรียน) [12]

ปฏิกิริยาต่อต้าน

ทันทีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” ก็ปรากฏการต่อต้านคัดค้านจากกลุ่มการเมือง และภาคประชาชนจำนวนหนึ่ง วันที่ 11 มกราคม 2557 นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า ระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม 2557 ทางกลุ่ม นปช. จะจัดเวทีปราศรัยทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคใต้ ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. หนองคาย พรรคเพื่อไทย ว่า การประกาศ “Shutdown กรุงเทพฯ” เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยที่รักประชาธิปไตยรับไม่ได้ ดังนั้นในวันที่ 13 มกราคม 2557 จึงขอให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพฯ ของ กปปส. ออกมาเดินบนท้องถนนร่วมกันเพื่อปกป้องประชาธิปไตย นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) กลุ่มไทยอิสระ Thai Freedom และเครือข่าย “พอกันที” ที่ออกมายื่นหนังสือและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับการ “Shutdown กรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส. พร้อมรณรงค์สนับสนุนให้มีการจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 [13]

อย่างไรก็ตาม เมื่อความสูญเสียผู้ร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นจากเหตุการณ์ปะทะหลายเดือนที่ผ่านมา กอปรกับผลกระทบด้านธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยว ดังนั้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จึงประกาศบนเวทีปราศรัยให้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป จะคืนพื้นที่จราจร สีลม ปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และย้ายเวทีไปตั้งมั่นที่สวนลุมพินีเพียงแห่งเดียว อันถือเป็นการสิ้นสุดยุทธศาสตร์ “Shutdown กรุงเทพฯ” ซึ่งกินระยะเวลาเดือนครึ่ง หลังจากนั้นจึงปรับแปรยุทธศาสตร์ไปเป็น “ผู้ตรวจราชการ” ดังความตอนหนึ่งว่า "ที่พูดไม่ได้หมายถึงเราเลิกต่อสู้ เราจะสู้ต่อไป เรารอให้พี่น้องออกมาต่อสู้กับเราอีก การตัดสินใจครั้งนี้เลิกปิดกรุงเทพฯ แต่ปิดราชการและธุรกิจตระกูลชินวัตรเหมือนเดิม เราจะจัดกระบวนทัพการต่อสู้ใหม่ เราจะตั้งตัวเป็นผู้ตรวจราชการ ไปตรวจทุกกระทรวงทุกกรม ทุกวัน" [14] ดังนั้น แม้ยุทธการยึดเมืองหลวง “Shutdown กรุงเทพฯ” จะสิ้นสุดลง แต่ขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนยังคงดำเนินการต่อต้านขับไล่รัฐบาลรักษาการ และเรียกร้องการปฏิรูปประเทศต่อไป จนกระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

บรรณานุกรม

“กลุ่มต้านม็อบชุมนุมล้นลานหอศิลป์.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 15.

“คำสั่ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ 404/2556 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 130 ตอนพิเศษ 133 ง. 9 ตุลาคม 2556, หน้า 6-7.

““จตุพร" ชวนเดินถนนต้านชัตดาวน์." ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 15.

“แดงปัดวุ่นจัดปราศรัย 7 จุด กทม.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 15.

““ธรรมศาสตร์-ศิลปากร” ประกาศหยุดเรียนวันชัตดาวน์ กทม.ด้าน ร.ร.กระทบเพียบกว่า 185 โรง.” ผู้จัดการออนไลน์. (9 มกราคม 2557). เข้าถึงจาก <http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000003127&Html=1&TabID=1&>. เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2558.

“ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 131 ตอนพิเศษ 13 ง. 21 มกราคม 2557, หน้า 1-2.

“ประมวลผลกระทบเศรษฐกิจดีเดย์วันม็อบปิดกรุงเทพฯ." เดลินิวส์. (14 มกราคม 2557), 6.

“ปล่อยลูกโป่งขาวต้านชัตดาวน์.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 15.

“ม็อบต้าน กปปส. บุกไทยรัฐยื่น 5 ข้อ.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 15.

“ระดมทหาร-ตร. ดูแลทั่วกรุง.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 11.

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550." ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก. วันที่ 24 สิงหาคม 2550, หน้า 1-127.

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม. (2557). บันทึกกบฏ. ชรินทร์ แช่มสาคร. (บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณ.

“สหรัฐฯเตือนเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม.” ไทยรัฐ. (12 มกราคม 2557), 11.

““สุเทพ”โว 13 ม.ค.ชาวฝั่งธน ร่วมปิดกทม.” เดลินิวส์ออนไลน์. (9 มกราคม 2557). เข้าถึงจาก <http://www.dailynews.co.th/politics/207591>. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558.

““สุเทพ” ลั่นหลังปีใหม่ปิด กทม.โค่นระบอบทักษิณ.” สำนักข่าวอิศรา. (28 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก <http://www.isranews.org/isranews-news/item/26235-suthepp.html>. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558.

“สุเทพคืนพื้นที่.” คอมชัดลึก. (1 มีนาคม 2557), 9.

อัญชะลี ไพรีรัก ภัทรชัย ภัทรพล และ ศรศมน บัวจำปา. เรียบเรียง. (2557). The Power of Change: กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ. กรุงเทพฯ: บริษัท ลิปส์ พับลิชชิ่ง จำกัด.

อ้างอิง

  1. สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, บันทึกกบฏ, ชรินทร์ แช่มสาคร (บรรณาธิการ) (กรุงเทพฯ: กรีน ปัญญาญาณ, 2557), หน้า 105.
  2. "“สุเทพ” ลั่นหลังปีใหม่ปิด กทม.โค่นระบอบทักษิณ," สำนักข่าวอิศรา, (28 ธันวาคม 2556). เข้าถึงจาก <http://www.isranews.org/isranews-news/item/26235-suthepp.html>. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558.
  3. อัญชะลี ไพรีรัก ภัทรชัย ภัทรพล และ ศรศมน บัวจำปา (เรียบเรียง), The Power of Change: กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ (กรุงเทพฯ: บริษัท ลิปส์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2557), หน้า 229.
  4. "สุเทพ"โว 13 ม.ค.ชาวฝั่งธน ร่วมปิดกทม" เดลินิวส์ออนไลน์, (9 มกราคม 2557). เข้าถึงจาก <http://www.dailynews.co.th/politics/207591>. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558.
  5. อนึ่งข้อความในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า

    "มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม"

    "มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" โปรดดู "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550," ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, วันที่ 24 สิงหาคม 2550, หน้า 1-127.

  6. อัญชะลี ไพรีรัก ภัทรชัย ภัทรพล และ ศรศมน บัวจำปา (เรียบเรียง), The Power of Change: กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ, หน้า 235.
  7. คำสั่ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ 404/2556 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย," ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 130 ตอนพิเศษ 133 ง, 9 ตุลาคม 2556, หน้า 6-7.
  8. "ระดมทหาร-ตร. ดูแลทั่วกรุง,” ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 11.
  9. “สหรัฐฯเตือนเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม,” ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 11.
  10. "ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ," ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 131 ตอนพิเศษ 13 ง, 21 มกราคม 2557, หน้า 1-2.
  11. "ประมวลผลกระทบเศรษฐกิจดีเดย์วันม็อบปิดกรุงเทพฯ," เดลินิวส์, (14 มกราคม 2557), 6.
  12. "“ธรรมศาสตร์-ศิลปากร” ประกาศหยุดเรียนวันชัตดาวน์ กทม.ด้าน ร.ร.กระทบเพียบกว่า 185 โรง," ผู้จัดการออนไลน์, (9 มกราคม 2557). เข้าถึงจาก <http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000003127&Html=1&TabID=1&>. เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2558.
  13. "แดงปัดวุ่นจัดปราศรัย 7 จุด กทม." ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 15. ""จตุพร" ชวนเดินถนนต้านชัตดาวน์," ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 15. "ม็อบต้าน กปปส. บุกไทยรัฐยื่น 5 ข้อ," ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 15. "ปล่อยลูกโป่งขาวต้านชัตดาวน์," ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 15. และ "กลุ่มต้านม็อบชุมนุมล้นลานหอศิลป์," ไทยรัฐ, (12 มกราคม 2557), 15.
  14. "สุเทพคืนพื้นที่," คอมชัดลึก, (1 มีนาคม 2557), 9.