7 ตุลาคม พ.ศ. 2517


ผู้เรียบเรียง ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 เป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นมาแทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ภายหลังการล้มรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร อยู่ไม่ได้ การเรียกร้องของประชาชนในตอนนั้นเป็นการเรียกร้องการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญมาใช้แทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ที่คณะทหารจัดทำขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ จึงเป็นรัฐบาลที่เข้ามาโดยมีภารกิจที่จะต้องฟื้นประชาธิปไตย ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อตอนที่ท่านรับตำแหน่ง ท่านจึงได้ประกาศความตั้งใจที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาใช้ภายใน 6 เดือน การมีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะได้นำไปสู่การเลือกตั้ง เป็นการเปิดทางให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ปกครองนั่นเอง

นายกฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ตั้งคณะกรรมการไปร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการชุดนี้มีรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ประกอบ หุตะสิงห์ อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการที่ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว เสร็จได้ภายใน 3 เดือน และได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้สภาพิจารณา โดยมีบรมครูทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ ศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ตอนที่ทำงานในคณะกรรมการยกร่างก็พอจะคุมเวลาได้ แต่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของสภาและสภาเอง จะคุมเวลาได้ยากมาก

รัฐธรรมนูญที่นายกฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ แสดงเจตนาว่าจะให้เสร็จในเวลา 6 เดือน จึงมาเสร็จเอาในเวลา 1 ปี คือ ก่อนครบปีได้สัก 7 วัน ได้ประกาศใช้วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แสดงความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เคยเป็นมา ผู้คนชื่นชมและสรรเสริญ ทั้งที่กว่าจะผ่านออกมาได้จากสภาได้ในช่วงสุดท้าย พลังกดดันในสังคมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิต นักศึกษา และกลุ่มนักเรียนอาชีวะก็ยังออกมาแสดงความเห็นขัดกันอย่างรุนแรง

ถ้าจำได้ก็จะทราบว่าทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษาและกลุ่มนักเรียนอาชีวะได้เป็นกลุ่มพลังที่มีบทบาทในการล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และมีบทบาทในทางการเมืองพอสมควรหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้นหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้ไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรืออีกนัยหนึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2517 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 เดือนนี้ นอกจากจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีบทบัญญัติมากที่สุดหรือมากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่เคยใช้มาในเมืองไทยแล้ว ยังกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีปัญหาวุ่นวายมากที่สุดอีกด้วย กล่าวคือ มีปัญหาทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการมีมติเห็นชอบ ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม”

แม้เมื่อประกาศใช้แล้วยังไม่ทันไร ก็ได้มีความเห็นที่จะต้องแก้ไขในที่สำคัญเรื่องการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ดังนั้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปตามมาตรา 233 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้เลือกตั้งภายใน 120 วัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2518

การแก้ไขนี้มีเพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 107 และมาตรา 110

มาตรา 107 ตามที่บัญญัติว่า “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง...” ก็ได้เปลี่ยนเป็น “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง”

ในวรรคสองของมาตรานี้ก็แก้จาก “ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา” เป็น “ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา”

ส่วนมาตรา 110 ที่เขียนไว้ว่า “พระมหากษัตริย์จะได้ทรงเลือกและแต่งตั้ง” ก็ได้เปลี่ยนเป็น “พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง”

การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจึงเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมืองจะต้องรับไปดูแล

จากนั้นก็มีสมาชิกวุฒิสภา มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีรัฐบาลใหม่มารับงานหนักของบ้านเมืองไปจากบ่าของนักการเมืองจำเป็นที่ชื่อ สัญญา ธรรมศักดิ์