3 สิงหาคม พ.ศ. 2479


ผู้เรียบเรียง ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2479 เป็นวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาเดียวในขณะนั้นได้มีมติเลือกพระยามานวราชเสวี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นับเป็นประมุขของอำนาจนิติบัญญัติคนที่ 5 ของประเทศ เป็นคนต่อจากพี่ชายของท่านเองคือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ขณะนั้นนายพันเอกพระยาพหลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี

พระยามานฯ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการเมืองยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่อย่างใด ท่านเป็นนักกฎหมายที่เรียนเก่งจบทั้งกฎหมายไทยและจากอังกฤษ จากสำนัก Inner Temple ไปเรียน อังกฤษก็ด้วยทุนหลวง ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นอธิบดีกรมอัยการ คุณหญิงภริยาของท่านเป็นพี่สาวของผู้ก่อการฯ คนหนึ่ง คือ นายตั๋ว ลพานุกรม ตัวท่านเองไม่ได้เป็นสมาชิกผู้ก่อการฯ และก็ไม่คิดว่าน้องเมียท่านที่ดูไม่สนใจการเมืองจะไปร่วมก่อการฯ ด้วย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก

ที่สำคัญในการประชุมวาระแรก ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ไปร่างรัฐธรรมนูญถาวรด้วยคนหนึ่ง และเป็นคนสำคัญที่รู้เรื่องราวและความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ และแนวคิดประชาธิปไตยของไทย

การเป็นประธานสภาฯ ของเจ้าคุณมานฯ ที่เริ่มในสมัยนายกรัฐมนตรีพหลฯ นั้น เรื่องที่ดังในสภาฯ ก็คือกรณี นายเลียง ไชยกาล ส.ส. จากการเลือกตั้งของจังหวัดอุบลราชธานี ได้อภิปรายเรื่องการซื้อขายที่ดินของพระคลังข้างที่ จนนายกรัฐมนตรีลาออกหลังการอภิปรายเสร็จทั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ได้ลาออกไปด้วยจนต้องมีการเลือกคณะผู้สำเร็จราชการฯ กันใหม่ และหาตัวนายกรัฐมนตรีกันใหม่ แต่ก็ได้พระยาพหลฯ มาเป็นเช่นเดิม จากการอภิปรายของ นายเลียง ไชยกาล ครั้งนั้น ทำให้ นายเลียง ไชยกาล ถูก ส.ส. ประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง จับตัว นายเลียง ไชยกาล ยกไปทั้งเก้าอี้ที่ นายเลียง ไชยกาล นั่งอยู่ เอาไปโยนสระน้ำของสภา

ต่อมามีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2480 เลือกตั้งเสร็จ ในวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกัน พระยามานฯ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาอีกครั้ง และสภาก็เลือกพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีเจอปัญหาการเมืองจนต้องยุบสภา ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกใน พ.ศ. 2481 หลังการเลือกตั้งใหม่คราวนี้พระยามานฯ ก็ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ อีก แต่คราวนี้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีมาเป็น นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม

พระยามานวราชเสวีเป็นประธานสภาฯ ในช่วงที่หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนาน เพราะสภาฯได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อีกเป็นครั้งที่ 3 และครั้งนี้มีผลในการขยายอายุวาระการ เป็นสมาชิกสภาต่อไป โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ใน พ.ศ. 2485

ในสมัยที่หลวงพิบูลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้มีการสู้รบกับฝรั่งเศสตอนต้นปี พ.ศ. 2484 ที่เรียกกันว่าสงครามอินโดจีนและในปลายปีเดียวกัน ทหารญี่ปุ่นก็ยกพลเดินทัพเข้าประเทศไทย โดยรัฐบาลต้องยอมให้ญี่ปุ่นผ่าน ครั้นถึง พ.ศ. 2485 รัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ช่วงนี้ประธานสภาก็คือพระยามานวราชเสวี

ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติเป็นของพระยามานฯ สืบมาตลอดปี พ.ศ. 2485 จนถึง พ.ศ. 2486 ในเดือนกรกฎาคม สภาฯ ได้มีมติเลือกนายทวี บุณยเกตุ เพื่อให้เป็นประธานสภาฯ คนใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลฯ ไม่ยอมนำเรื่องเสนอแต่งตั้ง จนสภาฯ ต้องยอมเลือกคนใหม่ คือ พระยาศรยุทธเสนี มาเป็นประธานสภา จึงได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นประธานสภาฯ คนที่ 6 ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2486

แต่หลังจากนั้นประมาณ 11 เดือน คือในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2487 พระยามานฯ ก็กลับมาเป็นประธานสภาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นรองประธานสภาฯ และ สภาฯ สมัยนี้เองที่กล้าไม่อนุมัติพระราชกำหนด 2 ฉบับ ของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนเป็นแรงบีบให้รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องยอมลาออกทั้ง ๆ ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังมีอำนาจทางทหารอยู่เต็มมือ

คราวนี้ประธานสภา พระยามานนวราชเสวีได้หยั่งเสียงสมาชิกสภาและได้ชื่อรองประธานสภาของท่าน คือ นายควง อภัยวงศ์ ให้ไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พระยามานวราชเสวีได้รับเลือกซ้ำแล้วซ้ำอีกให้เป็นประธานสภาฯ ต่อมาจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 อันเป็นวันที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. 2489 และเปิดฉากการมีสภาคู่ ได้แก่ พฤฒสภากับสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยเรา ดังนั้น พระยามานฯ จึงเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติที่ดูแลบ้านเมืองกับประมุขฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีต่อจาก นายควง อภัยวงศ์ มาอีก 3 คน ได้แก่ นายทวี บุณยเกตุ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายปรีดี พนมยงค์