แนวทางไปสู่สันติภาพ


แนวทางไปสู่สันติภาพ พล.อ.ดร.จารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่มา มติชน 23/พ.ค/45

สงครามและความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นทุกหนแห่งไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ในโรงเรียนและในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่มวลมนุษยชาติ ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมได้กลับมาอยู่ร่วมกันในสังคมโลกหรือชายคาเดียวกันความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่าง และความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นมากมายกว่าศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาหลายเท่าตัวหากความขัดแย้งไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดี อาจจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและเป็นสงครามในที่สุด เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า สงครามทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างคณานับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดและสันติสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเราพิจารณาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในกลุ่มเพื่อนฝูง ในครอบครัว ในที่ทำงานหรือแม้กระทั่งในระดับชาติเราจะพบอยู่เสมอว่าท่ามกลางความขัดแย้งนั้นจะมีกลุ่มบุคคลอยู่ 3 กลุ่ม สองกลุ่มหรือสองพวกแรกมีความคิดเห็นขัดแย้งกันและอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกว่ากลุ่มที่ 3 คือ พวกที่เป็นกลางหรือผู้ดู เมื่อสองพวกไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ผู้แข็งแรงกว่าก็อาจจะใช้กำลังอำนาจบีบบังคับผู้อ่อนแอกว่า ซึ่งผลที่มักจะตามมาคือ ฝ่ายเข้มแข็งกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ และฝ่ายอ่อนแอเป็นผู้พ่ายแพ้ การใช้มาตรการทางกำลังอำนาจจะช่วยให้ความขัดแย้งยุติลงได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นมาใหม่เมื่อไรก็ได้ เราจะเห็นได้ว่าการใช้อำนาจบีบบังคับในอดีตที่ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ก่อให้เกิดสันติภาพที่ถาวรเลย ณ วันนี้การสร้างสันติภาพโดยไม่ใช้กำลังน่าจะเป็นทางเลือกใหม่แทนการใช้อำนาจบีบบังคับทางเลือกใหม่นี้น่าจะเป็นแนวทางสันติภาพที่ค่อนข้างถาวร และที่สำคัญที่สุดทุกฝ่ายหรือคู่กรณี ของความขัดแย้งนอกจากไม่เสียหน้าแล้วยังได้รับชัยชนะด้วยกันหมดไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้แพ้ ทางเลือกใหม่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ก็คือการสร้างฝ่ายที่ 3 ให้เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่สกัดกั้นบรรเทาความขัดแย้งสร้างวัฒนธรรมสันติภาพในทุกระดับ

“...ถ้ามองอย่างผิวเผินจะพบว่าในทุกระดับความขัดแย้งจะมีอยู่เพียง 2 ฝ่ายเท่านั้น คือฝ่ายสามี กับฝ่ยภรรยาฝ่ายสหภาพแรงงานกับนายจ้าง ,อิสราเอลกับปาเสลไตน์แท้จริงแล้วความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ทุกๆ ครั้งที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นมักจะมี 3 ฝ่ายเสมอ”

ถ้ามองอย่างผิวเผินจะพบว่าในทุกระดับของความขัดแย้งจะมีอยู่เพียง 2 ฝ่ายเท่านั้น คือ ฝ่ายสามีกับฝ่ายภรรยา ฝ่ายสหภาพแรงงานกับนายจ้าง,อิสราเอลกับปาเลศไตน์ แท้จริงแล้ว ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ทุกๆ ครั้งที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นมักจะมี 3 ฝ่ายเสมอ ฝ่ายที่ 3 ที่ว่านี้มีอยู่ในธรรมชาติ อุบัติขึ้นในทุกระดับความขัดแย้ง ฝ่ายที่สามอาจจะเป็นญาติพี่น้องของฝ่ายสามี หรือฝ่ายภรรยา ฝ่ายที่สามอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ส่งเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างฝ่ายบริหารกับลูกจ้าง หรือฝ่ายที่สามอาจจะเป็นประเทศเป็นกลางอื่นๆ นอกเหนือจากปาเลสไตน์กับอิสราเอลและฝ่ายที่สามก็คือพวกเราทุกคนซึ่งอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นนั่งเอง ฝ่ายที่สามจะทำหน้าที่คล้ายที่กักกัน สกัดกั้น(container) ไม่ให้เชื้อโรคแห่งความขัดแย้งแพร่ระบาดออกไปถ้าไม่มีภาชนะกักกันอันนี้ ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายก็จะแพร่กระจายกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงจนกระทั่งกลายเป็นสงครามในที่สุด ในทางกลับกันเมื่อเราสามารถสกัดกั้นและความคุมความขัดแย้งให้อยู่ในอาณัติของเราได้แล้วเรายังสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งนั้นให้กลายเป็นความร่วมมือระหว่างกันและกันได้อีกด้วย ตัวอย่างหนึ่งของการเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา ถ้าเราเปรียบเทียบกับระบบคุ้มกันสุขภาพของร่างกายเราที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคฝ่ายที่สามก็เปรียบเสมือนระบบภูมิคุ้มกันทีทำหน้าที่ในการป้องกันการขยายพันธุ์ของไวรัสแห่งความขัดแย้งนั่นเอง ในเวทีความขัดแย้งนอกจากคู่กรณีอันเป็นฝ่ายที่ 1 และฝ่ายที่ 2 แล้วที่ที่เหลือล้วนเป็นฝ่ายที่สามทั้งสิ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าฝ่ายที่สามก็คือพวกเราทุกคนซึ่งอยู่ร่วมกันในสังคมทุกระดับ ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคนส่วนใหญ่และจากมุมมองที่เน้นการประสานประโยชน์ โดยใช้กระบวนการของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันอันเป็นแนวทางที่ไม่รุนแรงในการที่จะทำให้ได้มาซึ่งผลงานขั้นสุดท้าย คือ ชัยชนะของทั้งสามฝ่ายร่วมกัน ผู้ที่น่าจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในแนวใหม่ได้ดีนั่นคือฝ่ายที่สาม แต่ยังไม่ทราบว่าวิธีการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของฝ่ายที่ 3 น่าจะกระทำได้ในลักษณะใด ที่จริงและกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระดับของความขัดแย้งนั้น ๆ อาทิการป้องกัน การแก้ไขและมาตรการจำกัดวงหรือขอบเขต แต่วิธีที่น่าจะดีที่สุด คือวิธีป้องกัน วิธีการป้องกันหรือมาตรการป้องกัน(prevention) เป็นมาตรการที่อาจกล่าวได้ว่าดีที่สุดของบรรดาวิธีการแก้ปัญหาทุกปํญหาการป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย การรับประทานอาหาร ที่ถูกสุขลักษณะหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรักษาสุขภาพจิตลดความเครียดเป็นมาตรการป้องกันโรคหัวใจดีกว่าการผ่าตัด by-pass ฉันใด การป้องกันความขัดแย้งไม่ให้กลายเป็นความรุนแรงก็ย่อมดีกว่าการรักษา (resolve) และการจำกัดขอบเขตของความขัดแย้ง(contain)ฉันนั้น ฝ่ายที่ 3 ควรที่จะใช้วีธีการป้องกันเป็นมาตรการแรก บทบาทของฝ่ายที่ 3 ในวิธีป้องกันมี 3 ลักษณะ คือ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ทำหน้าเป็นครูและทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อ บทบาทผู้ให้ (provider) โดยปกติแล้วความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการวัตถุสิ่งของและอวัตถุหรือไม่ใช่สิ่งของมีมากและไม่ได้รับการตอบสนองหรือตองสนองไม่พอเพียงหรือไม่เป็นธรรมการแบ่งปันปัจจัย 4 อาทิ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ตลอดจนการมอบความรักความศรัทธา ความเชื่อถือความปลอดภัยและความเป็นอิสระอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เป็นอีกหนทางหนึ่งในการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้นและลุกลามขยายผลออกไป ฝ่ายที่ 3 ต้องทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความต้องการของคู่กรณีให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ละเมิดกติกาข้อตกลง มีการเคารพเชื่อถือในศักดิ์ศรีของกันและกัน บทบาทครู(teacher) ฝ่ายที่ 3 จะต้องทำหน้าที่เป็นครู ครูในที่นี้จะต้องให้การศึกษาอบรมต่อนักเรียนหรือผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจ ในการพัฒนาการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน มีความอดกลั้นและอดทนต่อปัญหาทั้งปวงยอมรับในความหลากหลายทางความคิด ช่วยกันขยายโอกาสในการทำงานการปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพ ขจัดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว ฝ่ายที่ 3 จะต้องทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมสันติภาพให้กว้างไกลไปยังคนทุกหมู่เหล่าด้วยการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัยวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโยลีของสถาบันศึกษา ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนและตามอัธยาศัย ควรจะทำให้การเรียนการสอน การวินิจฉัยของสรรพวิชาดังกล่าวผสมกลมกลืนสอดคล้องกับวัฒนธรรม แนวความคิด ความเชื่อและทัศนคดีของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย บทบาทพ่อสื่อ (Bridge-Builider) ปัญหาความขัดแย้งหลายต่อหลายครั้งเกิดจากไม่มีสื่อหรือสื่อไม่ตรงความหมาย ฝ่ายที่ 3 จะต้องทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อ ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสพูดคุยกันเข้าใจกันมีทัศนคติที่ดีต่อกัน หัวหน้าเข้าหากัน ร่วมในกิจกรรมหรือโครงการเดียวกัน หากคู่กรณีไม่เข้าใจกันพ่อสื่อจะต้องสร้างความเข้าใจ ด้วยกิจกรรมทางสังคมและการกีฬา ทั้งนี้เพื่อลดความตึงเครียด อันจะเป็นบ่อเกิดความรุนแรงให้ผ่อนคลายและสงบลงในที่สุด เมื่อความขัดแย้งได้อุบัติขึ้นแต่ยังไม่เด่นชัด มาตรการรักษาเป็นมาตรการที่สองรองรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ฝ่ายที่ 3 จะต้องรีบดำเนินการสลายความขัดแย้งที่เริ่มปรากฎว่าเด่นชัดนี้ด้วยมาตรการการรักษาหรือเยียวยา ในมาตรการนี้ฝ่ายที่สามมักจะมีบทบาทที่สำคัญอยู่ 4 ประการ ดังนี้คือ บทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย(Mediatior)ฝ่ายที่สามต้องทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยเหลือคู่กรณีได้เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังช่วยเหลือโดยการจัดทำแนวทางแต่ละปัญหาของทั้งสองฝ่าย ให้ทั้งสองฝ่ายได้ยอมรับเห็นพ้องต้องกันและทั้งสองฝ่ายไม่ถือว่ามีใครได้เสียประโยชน์ บทบาทของผู้ตัดสิน (Arbiter) เมื่อการไกล่เกลี่ยใช้การไม่ได้ ฝ่ายที่สามอาจทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจหรือผู้ชี้ขาด ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ไกล่เกลี่ยที่ว่าผู้ไกล่เกลี่ยทำได้แค่แนะนำคู่กรณีแต่ผู้ตัดสินชี้ขาดสามารถตัดสินใจชี้ขาดว่าใครควรได้ควรเสีย เปรียบเสมือนผู้พิพากษาตัดสินความในศาล บทบาทของผู้ทำให้เกิดดุลยภาพ (Equalizer) ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากคู่กรณีที่มีศักยภาพและพลังอำนาจไม่เท่าเทียมกัน มักจะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และลงท้ายด้วยความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ฝ่ายที่แข็งแรงกว่าปฏิเสธที่จะเจรจากับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า เพราะฝ่ายที่แข็งแรงกว่าคิดเสมอว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจรจาในเมื่อฝ่ายที่แข็งแรงกว่าสามารถที่จะเอาชนะฝ่ายที่อ่อนแอกว่าได้อยู่แล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ฝ่ายที่สามต้องทำหน้าที่สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นด้วยการหรือเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ให้ฝ่ายที่อ่อนแอมีศักยภาพที่จะเจรจาตกลงแก้ไขความขัดแย้งกับฝ่ายที่แข็งแรงกว่าได้อย่างยุติธรรม บทบาทของผู้สมานแผล (Healer) ในบทบาทของผู้รักษาเยียวยานั้น ฝ่ายที่สามอาจทำหน้าที่แก้ไขลดความขัดแย้งที่เลวร้ายของคู่กรณีด้วยการขจัดความหวาดระแวงหรือเคลือบแคลงสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น การกระทำดังกล่าวนี้อาจจะกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลาการให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความขัดแย้งลุกลามและขยายวงกว้างขึ้นฝ่ายที่สามต้องหยุดความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างออกไปนี้โดยมาตรการจำกัดวงหรือจำกัดขอบเขตของความขัดแย้ง ในมาตรการนี้ฝ่ายที่สามควรจะมีบทบาทสำคัญอยู่ 3 ประการคือ บทบาทสร้างหลักฐานพยาน (Witness) การสร้างหลักฐานพยาน เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในการจำกัดวงหรือขอบเขตของความขัดแย้งไม่ให้ออกไปข้างนอก ฝ่ายที่สามทำหน้าที่ตรวจหาสมมติฐานของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อพบหลักฐานพยานที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแล้ว ควรรายงานให้ฝ่ายที่สามอื่นๆ ให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยตัดสินหรือปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ตลอดจนช่วยกันดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของตน สื่อมวลชนทุกแขนง(Media)จะมีบทบาทสำคัญมากในฐานะเป็นหู เป็นตาแทนฝ่ายที่สาม บทบาทของกรรมการ (Referee) เมื่อความขัดแย้งขยายแนวกว้างขึ้น และทั้งสองฝ่ายได้ใช้กำลังเข้าปฏิบัติการ ฝ่ายที่สามจะต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการกำหนดกติกาการต่อสู้ ตลอดจนข้อจำกัดของการใช้กำลัง โดยเฉพาะอาวุธที่มีการทำลายล้างสูง เพื่อไม่ให้การปฏิบัติการทางทหารขยายวงกว้างออกไปและรุนแรงยิ่งขึ้น บทบาทของผู้รักษาสันติภาพ (Peacekeepers) เมื่อการต่อสู้ได้ยุติลง ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ปฏิบัติการทางทหารอีกต่อไป และยินยอมที่จะให้ฝ่ายที่สามทำหน้าที่เป็นกลางรักษาสถานการณ์ในพื้นที่มีกรณีพิพาท ฝ่ยที่สามจะต้องส่งหน่วยรักษาสันติภาพไปปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อตกลงทั้งสองฝ่ายยินยอม ในการนี้ฝ่ายที่สามต้องหน้าที่เป็นผู้รักษาสันติภาพ ขจัดขัดขวางแทรกแซงการใช้กำลัง ตลอดจนสร้างความรักความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย ผู้รักษาสันติภาพในที่นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้รักษาสันติภาพที่มาจากผู้ปฏิบัติการรักษา สันติภาพขององค์การสหประชาชาติเท่านั้น หากพวกเราทุกคนในฐานะฝ่ายที่สามารถเป็นผู้รักษาสันติภาพทุกระดับได้ด้วย

บทบาททั้ง 10 ประการ ของฝ่ายที่สามดังได้กล่าวมาแล้วนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการกับความขัดแย้งในทุกระดับชั้น เริ่มตั้งแต่การทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียน จนกระทั่งถึงความขัดแย้งของเชื้อชาติในภูมิภาคต่างๆ บทบาททั้ง 10 ประการ นี้คือระบบแปรเปลี่ยนที่สามารถเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมกัน สิ่งที่ท้าทายพวกเราในฐานะฝ่ายที่สามก็คือ การสร้างระบบนี้ให้เกิดขึ้นในทุก ๆ สังคมที่เราอยู่ เริ่มตั้งแต่ครอบครัวถึงที่ทำงาน จากเพื่อนบ้านถึงทุกคนในประเทศจนกระทั่งสังคมโลก แม้ว่าการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพนั้นไม่ใช่สิ่งที่ง่ายในเบิ้องต้น เราสามารถสร้างสังคมของฝ่ายที่สามให้เกิดขึ้นได้โดยการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา การศาสนาวัฒนธรรมและการกีฬา ระหว่างชุมชน เพื่อนบ้านประเทศและภูมิภาค การอบรมในสถานศึกษาทุกระดับ ในเรื่องที่จะสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ผสมกลมกลืนส่วนที่ดีของวัฒนธรรมเก่ากับวัฒนธรรมใหม่, ค้นคว้าวิจัยหารากเหง้าแห่งปัญหาความขัดแย้ง, ศึกษาหาวิธีที่จะนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาพัฒนาวัตถุให้สอดคล้องกับอวัตถุ อาทิ วัฒนธรรมความเชื่อ ทัศนคติประเพณีอันดีงามของชาติ การแลกเปลี่ยนครู อาจารย์ ผู้บริหารทุกระดับ การศึกษาอบรมให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ทุกศาสนาใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความรักลดละความเกลียดชัง และมีขันติโสรัจจะให้การยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย เพื่อที่จะให้นักเรียนนักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการสร้างฝ่ายที่สามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้มาช่วยกันในกิจกรรมเพื่อสันติภาพ อาทิ - เปลี่ยนแนวความคิดของบุคคลหรือสังคมที่ว่าสงครามคือธรรมชาติของมนุษย์ - ศึกษาทรรศนะและวิธีการของการปฏิบัติเพื่อให้ความขัดแย้งหมดไป - เริ่มต้นบทบาทของฝ่ายที่สามที่บ้านหรือครอบครัวเป็นแห่งแรก - การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของครอบครัว ชุมชนและภูมิภาค - เป็นผู้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อชุมชนของเรา - เติมบทบาทกิจกรรม เสียสละและความคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน - สร้างพันธมิตรให้เกิดความเข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองคานอำนาจทั้งสองฝ่ายได้ - กระตุ้นองค์กรสถาบันชุมชนที่เราอยู่ให้เป็นฝ่ายที่สาม - สนับสนุนการสร้างและพัฒนาฝ่ายที่สามให้เกิดขึ้นหลากหลายในทุกระดับ - สร้างองค์กรฝ่ายที่สามที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นทุกภูมิภาคของโลก - จัดกิจกรรมให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมของฝ่ายที่สามอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝ่ายที่ 3 สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องแล้ว ฝ่ายที่สามจะเกิดขึ้นในทุกสังคม เมื่อทุกสังคมสามารถสร้างระบบฝ่ายที่สามจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางสังคมแล้ววัฒนธรรมแห่งสันติภาพก็เกิดขึ้น ความขัดแย้งต่างๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นความร่วมมืออันเป็นกุญแจดอกสำคัญไปสู่สันติภาพถาวรอย่างแท้จริงต่อไป