แนวคิดการพัฒนาอย่างยังยืนในอาเซียน


ผู้เรียบเรียง พัชร์ นิยมศิลป


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู


แนวคิดการพัฒนาอย่างยังยืนในอาเซียน (Sustainable Development in ASEAN)

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ความอุดมสมบูรณ์อีกทั้งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีพื้นที่ป่าปกคลุมกว่าร้อยละ 48 ของพื้นที่บกและยังมีป่าชายเลนคิดเป็นร้อยละ 35 ของป่าชายเลนทั้งโลก นั้นหมายความว่าระบบนิเวศชายทะเลในประเทศสมาชิกอาเซียนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมบูรณ์ทางทะเลของโลก นอกจากนั้น สามประเทศสมาชิกอาเซียนก็ได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง (จากทั้งหมด17 ประเทศ) ดังนั้นอาเซียนจึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคและของโลกให้แก่ชนรุ่นหลัง

แนวคิดการพัฒนาอย่างยังยืนไม่ได้ลงหลักปักฐานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาเซียนขึ้นใน ค.ศ.1967 เพราะในระยะแรกนั้นผู้นำประเทศสมาชิกมุ่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงในระดับภูมิภาค จวบจนผ่านไปราวหนึ่งทศวรรษอาเซียนจึงได้ริเริ่มความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน ปฏิญญา ข้อตกลง มติที่ประชุม แผนงานและโปรแกรมความร่วมมือต่างๆ ระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้ Elliott Lorraine แบ่งพัฒนาการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียนออกเป็น สามช่วง ได้แก่ ยุค ค.ศ. 1977-1980, ยุค ค.ศ. 1980-1990 และ ยุค ค.ศ. 1990 – ปัจจุบัน

ในยุคแรก ค.ศ. 1977-1980 อาเซียนมุ่งเน้นการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยที่ประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน(ASEAN Ministerial Meeting on the Environment: AMME) สร้างโปรแกรมอาเซ็บ (ASEP: The ASEAN Subregional Environmental Programmes) ใน ค.ศ. 1981 เพื่อที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนและลดความยากจนโดยกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีทรัพยากรธรรมชาติพอเพียงและยาวนาน อันเป็นผลให้เกิดข้อตกลงเกี่ยวกับป่าสงวนอาเซียนใน ค.ศ. 1984 (ASEAN National Heritage Park and Nature Reserves 1984) และ ข้อตกลงอาเซียนเกี่ยวกับแผนคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ASEAN Agreement on the Conservation Plan on the Conservation of Nature and Natural Resources 1985).

ยุคที่สอง ค.ศ. 1980-1990 อาเซียนมุ่งให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลภาวะในระดับภูมิภาคซึ่งเป็นผลให้แนวคิดการพัฒนาอย่างยังยืนได้รับการยอมรับในที่ประชุม AMME (the Jakarta Resolution on Sustainable Development 1987) ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับว่าเป็นจุดเริ่มที่แนวคิดการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับการยอมรับและผสานเข้าสู่นโยบายเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม มติที่ประชุมดังกล่าววางหลักการว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองคนในปัจจุบันจะต้องไม่สร้างภัยพิบัติให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ทั้งนี้ที่ประชุมได้จัดตั้งองค์กรระดับภูมิภาคด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยให้มีหน้าที่ ดังนี้

ก) ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ข) ให้การสนับสนุนและผลักดันข้อคำนึงด้านสิ่งแวดล้อมแก่คณะกรรมการต่างๆ ของอาเซียน

ค) ติดตามและประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อจัดทำรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอาเซียน

ง) ส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

ยุคที่สาม ค.ศ. 1990 – ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมได้รับพัฒนาเป็นหลักการในการสร้างประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ระดับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ระดับเครือข่ายความร่วมมือภาคประชาสังคมและองค์กรไม่แสวงผลกำไรระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายความร่วมมือเหล่านี้มีส่วนร่วมหรือมีอิทธิพลต่อการกำหนดแผนพัฒนาในระดับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

จนถึงปัจจุบันที่ประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (the ASEAN ministerial Meeting on the Environment: AMME) เป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ตัดสินใจและรับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอาเซียน ตั้งแต่ ค.ศ. 1994 เป็นต้นมาโดยมีการประชุมสามัญประจำปีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในยุคนี้อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค โดยมีแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม 1994-1998 (The ASEAN Strategic Plan on the Environment 1994-1998) ซึ่งเรียกร้องให้อาเซียนมีกรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนมากขึ้นและมีกระบวนการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แผนยุทธศาสตร์นี้ยังได้กำหนดเป้าหมายที่สอดรับกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและกำหนดให้จัดตั้งระบบปฏิบัติการที่สำนักเลขาธิการอาเซียนโดยให้มีหน้าที่ในการวางแผน ตรวจสอบ สนับสนุนจัดหาแหล่งทุนหรือแหล่งทุนร่วมให้กับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันจากไฟป่า อาเซียนได้จัดตั้งแผนความร่วมมืออาเซียนเกี่ยวกับมลพิษข้ามชาติ (the ASEAN Cooperation Plan on Transboundary Pollutio 1995) ข้อตกลงหน่วยเฉพาะกิจควันไฟ และ แผนปฏิบัติการแก้ปัญหาควันไฟในภูมิภาค (the Regional Haze Task Force and the Regional Haze Action Plan 1996) นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมอื่นๆ อาทิ โปรแกรมตรวจสอบและควบคุมมลพิษในเขตเมือง (the ASEAN Urban Air Pollution Monitoring and Control Programme) แผนควบคุมมลพิษทางทะเล (the ASEAN Contingency Plan for the control and mitigation of marine pollution) เป็นต้น

ต่อมาในปี 1997 อาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาจาการ์ต้า เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Jakarta Declaration on Environment and Development 1997) การลงนามในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อรับรองแนวคิดว่าระบบนิเวศน์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยสาเหตุเบื้องหลังคือปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผ่าป่าเพื่อปรับพื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนิเซีย ปัญหานี้แม้ว่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศอินโดนิเซีย แต่ควันไฟได้กลายเป็นปัญหาข้ามชาติไปถึงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย นับว่าปฏิญญาจาการ์ต้าเป็นจุดเปลี่ยนที่แสดงให้เห็นว่าอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปฎิญญานี้ได้กำหนดวิสัยทัศน์คลีนแอนท์กรีนอาเซียน 2020 (Clean and Green ASEAN) ที่อาเซียนจะพัฒนาเป็นสังคมที่ปลอดภัย มีสุขอนามัยดีและมีคุณภาพชีวิตสูงภายในปี 2020 อีกทั้งรับรองวาระระดับโลกอย่าง Agenda 21 และสนับสนุนการทำงานของ United Nations Environment Programme (UNEP)

จนถึงปัจจุบันอาเซียนมีเอกสารจำนวนสี่ฉบับที่เป็นรากฐานของกรอบความร่วมมือด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่

1) วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 (the ASEAN Vision 2020 )

2) ปฏิญญาอาเซียนคองคอร์ดสอง (ASEAN Concord II)

3) กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter)

4) และ แผนการสร้างประชาคมอาเซียน (Roadmap for an ASEAN Community)

นอกจากนั้นยังมีข้อตกลงอาเซียนและมติที่ประชุมที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีก 8 ฉบับ ได้แก่

1. Yangon Resolution on Sustainable Development (2003) (ASEAN Environment Ministers);

1) The Cebu Resolution on Sustainable Development (2006) (ASEAN Environment Ministers);

2) The ASEAN Declaration on Environmental Sustainability (2007) (ASEAN Summit);

3) The ASEAN Declaration on the 13th Session of the Conference of the Parties to the UNFCCC; and the3rd Session of the CMP to the Kyoto Protocol (2007)(ASEAN Summit);

4) The Singapore Declaration on Climate Change, Energy and the Environment (2007) (EAS Summit);

5) The Cha-Am Hua Hin Declaration on the Roadmap for the ASEAN Community (2009 – 2015) (ASEAN Summit);

6) Joint Statement to the 15th Meeting of the Conference of Parties to the UN Framework Convention on Climate Change and the 5th Meeting of the Parties to the Kyoto Protocol (2009) (ASEAN Summit); and

7) Singapore Resolution on Environmental Sustainability and Climate Change (2009) (ASEAN Environment Ministers)

เอกสารอ้างอิง

1. ASEAN Seretariat, ASEAN Report to the World Summit on Sustainable Development (Public Information Unit, 2002)

2. Elliott Lorraine, 'ASEAN and environmental governance: rethinking networked regionalism in Southeast Asia' (2011) 14(0) Procedia - Social and Behavioral Sciences 61

3. Jakarta Declaration on Environment and Development, Signed in Jakarta, Indonesia, September 18, 1997.

4. Strategic Plan of Action on the Environment 1994-1998, Signed in Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam, April 26, 1994.