แนวคำวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย


แนวคำวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย ....................................

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยสรุปเป็นประเด็น ดังนี้

๑.ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์จะถูกบุคคลอื่นครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่

ประเด็นนี้เคยมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ ว่า โดยเหตุที่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไม่มีสภาพแตกต่างไปจากทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ ของเอกชนสามัญ ดังนั้นจึงอาจถูกราษฎรอื่นแย่งการครอบครองหรือครอบครองปรปักษ์ได้ ส่วนทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ผู้ใดจะอ้างการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๘๔/๒๕๑๖ ซึ่งวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่อีกด้วยว่า ผู้ใดจะอ้างการครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้

๒.สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นในประเด็นแรกว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ เนื่องจากเห็นว่า การจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นนิติบุคคลก็เพื่อให้มีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาประโยชน์ให้แก่ทรัพย์สินของรัฐที่จัดแยกเฉพาะไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนักงานดังกล่าวก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการคณะหนึ่ง

ซึ่งกรรมการเกือบทั้งหมดยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่งนั้น พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง การดำเนินงานของสำนักงานจึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาลที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ ดังนั้น จึงเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นหน่วยงานอิสระที่มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม และไม่มีฐานะเป็นทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ทบวง กรม เนื่องจากคำว่า “ทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า” นั้น เป็นถ้อยคำทั่วไปที่อยู่ตามหลังคำที่มีความหมายเฉพาะ คำดังกล่าวจึงย่อมมีความหมายในทำนองเดียวกับคำที่มีความหมายเฉพาะเท่านั้น (Ejusdem generic) ซึ่งในกรณีนี้ย่อมหมายถึง หน่วยงานภาครัฐที่มีฐานะเทียบเท่ากับกระทรวง ทบวง กรม

สำหรับประเด็นที่สอง เห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดตั้งขึ้นโดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อื่นที่มิใช่ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานฯ ประกอบกับตามที่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นหน่วยงานอิสระซึ่งมิได้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล และมิใช่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

๓.ถนนหรือทางที่มีอยู่ในที่ดินที่เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และประชาชนได้ใช้สอยร่วมกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี จะกลายเป็นทางสาธารณะโดยการอุทิศให้ประชาชนใช้โดยปริยายได้หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตตามบทบัญญัติของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ จะต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต และการโอนหรือจำหน่ายเพื่อสาธารณะประโยชน์จะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้โอนหรือจำหน่ายได้ เมื่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีกฎหมายบัญญัติให้โอนหรือจำหน่ายได้ไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากทรัพย์สินของเอกชนบรรดาถนนหรือทางที่มีอยู่ในที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้จัดให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินได้ใช้และบุคคลภายนอกก็ได้ร่วมใช้ด้วยนั้น ถึงแม้จะได้ใช้กันมาเป็นเวลาหลายสิบปี ก็ไม่มีผลตามกฎหมายให้ถนนหรือทางเหล่านั้นกลายเป็นทางหลวงหรือทางสาธารณะ เว้นแต่จะได้ตรากฎหมายบัญญัติโอนให้เป็นทางหลวงหรือทางสาธารณะ ดังนั้น ถนน หรือทางที่มีอยู่ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่สามารถตกเป็นทางสาธารณะโดยการอุทิศโดยปริยายได้

๔.พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ตลอดจนลูกจ้าง จะถือว่าเป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ “หน่วยราชการ” “รัฐวิสาหกิจ” หรือ “หน่วยงานของรัฐ” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ.๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้มีการจัดให้เป็นหน่วยงาน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือกฎหมายอื่น จึงไม่ใช่หน่วยราชการ ส่วนที่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่นั้น เห็นว่า ฐานะและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน

สำหรับปัญหาที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่นั้น เห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีสถานะพิเศษมิได้ขึ้นอยู่ในกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวง ทบวง กรมใด จึงถือได้ว่าเป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๒ และด้วยเหตุนี้ผู้อำนวยการ พนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นพนักงานหรือลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาฯ แต่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในรูปคณะกรรมการ แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อสังเกตว่า การเข้าไปตรวจสอบเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดๆ ไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว เพราะพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามรัฐธรรมนูญ


หน้าหลัก | กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์